Buddhadasa.org

สุญญตาปริทรรศน์ เล่ม 2 ครั้งที่ ๑๒ (สุญญตาธรรม) — สิ่งที่เรียกว่า สติ (การปฏิบัติสุญญตา)

สุญญตาปริทรรศน์ เล่ม 2 — คำอบรมภิกษุระหว่างพรรษา พ.ศ. ๒๕๑๒ (ครั้งที่ ๒๗–๔๐) และ สุญญตาธรรม อบรมภิกษุนิสิตจุฬาฯ พ.ศ. ๒๕๑๔ ณ สวนโมกขพลาราม · วันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๑๔

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.521 ครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๑๒ ของการบรรยาย เป็นเรื่องที่ ๓ ของสุญญตา ในส่วน การปฏิบัติ มีหัวข้อว่า สิ่งที่เรียกว่า สติ เพียงคำเดียว ขยายความออกไปว่า ความ สำเร็จของการปฏิบัติทุกอย่าง และทุกระดับของแต่ละอย่างนั้น ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรียกว่า สติ เพียงคำเดียว. ถ้ารู้จักใช้สติถูกต้อง การปฏิบัติจะทำได้ง่าย ทำไมถึงพูดเรื่องนี้ โดยหัวข้อนี้ ? ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการ สรุปใจความของการ ปฏิบัติ ทั้งหมด ให้เหลือสั้นที่สุดเท่าที่จะทำได้. ข้อนี้มันจะเป็นการวัดได้ถึงความเข้าใจ และเป็นการช่วยให้จดจำไว้ได้โดยง่าย, และที่ยิ่งกว่านั้น ที่สำคัญที่สุดก็คือว่า เพื่อให้ การปฏิบัตินั้น เป็นไปอย่างถูกต้องที่สุด รัดกุมที่สุด แล้วก็ง่ายที่สุด เท่าที่จะทำได้. ที่ว่าถูกต้องที่สุด ก็มีความหมายว่า ถ้าเข้าใจ จนถึงกับใช้สติ ได้ในลักษณะ ที่จะกล่าวต่อไปแล้ว นั่นเป็นสิ่งที่ถูกต้องแก่เรื่องราว, และที่ว่ารัดกุมที่สุดนั้น ก็คือ มันไม่พร่า ไม่เยิ่นเย้อ ไม่เปะปะ ไม่มากมายอะไร ; และที่ว่าง่ายที่สุด ก็หมายความว่า มันก็เป็นเพียงเรื่องเดียว จบ ไม่ได้มีมากมายอย่างที่คนโดยมากเขาคิดกัน หรือเข้าใจกัน เช่นว่า พระไตรปิฎกมีตั้ง ๘๔๐๐๐ ข้อ เพียงแต่ได้ยินเท่านั้น ก็ลังเลหรือว่าหมดกำลังใจ ที่จะปฏิบัติ. เราจะมองเห็นได้เป็นชั้น ๆ เป็นลำดับมาว่า พระไตรปิฎก ๘๔๐๐๐ ข้อนั้น ก็ รวมอยู่ที่ ข้อเดียว คือว่า "ไม่ยึดมั่นถือมั่น", เรียนก็เรียนเพื่อให้รู้เรื่องไม่ยึดมั่น ถือมั่น, ปฏิบัติก็ปฏิบัติเพื่อให้ไม่ยึดมั่นถือมั่น, ได้ผลมาแล้วก็เป็นความไม่ยึดมั่นถือมั่น ;

น.522 เพียงคำเดียว แต่แทนที่จะเรียกว่า ความไม่ยึดมั่นถือมั่น ในที่นี้ เราเรียกว่าสุญญตาธรรม. นี่ก็ เหลือเพียงข้อเดียว เพียงความไม่ยึดมั่นถือมั่น. ผลสำเร็จ อันนี้จะเกิดขึ้นมาได้ก็ เพราะการปฏิบัติ ; ใครจะปฏิบัติวิธีไหน ก็ตาม วิธีนั้นในระดับไหนก็ตาม มันมีความสำคัญอยู่ที่สิ่ง ๆ เดียว คือสิ่งที่เรียกว่า สติ สั้น ๆ เพียงคำเดียว เท่านั้น. เพราะฉะนั้น เราจะต้องศึกษาหรือพิจารณากัน ถึงสิ่ง ๆ นี้ เพียงคำเดียวนี้ให้ดีที่สุด แล้ว ให้ถึงที่สุดด้วย. พึงรู้จักคุณค่าของสติ ทีนี้ เราจะได้ทำความเข้าใจกันกับสิ่งที่เรียกว่า "สติ" สำหรับสิ่งที่เรียกว่า สติ โดย พยัญชนะ คือตัวหนังสือของภาษาบาลีนั้น มันแปลว่า สิ่งที่แล่นไป. คำ ๆ นี้ มี รากศัพท์ ที่แปลว่า แล่นไป ; สติคือสิ่งที่แล่นไป. นี้ โดยพยัญชนะ คือความ หมายของมันในกรณีนี้ มันแปลว่า ความระลึกได้ทันท่วงที. ทีนี้ โดยข้อเท็จจริง สติ คือ ความรู้ที่แล่นมาทันท่วงที โดยเร็ว และ โดยแรง ; โดยตัวหนังสือ หรือโดยตัวพยัญชนะ แปลว่าสิ่งที่แล่นไป นั่นหมายถึงสิ่งที่ เป็นนามธรรม ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่คน ที่จะแล่นไป, หมายถึงนามธรรมแล้วก็ไม่ใช่สิ่ง ของวัตถุ เป็นเรื่องทางนามธรรม ที่เรียกกันว่า จิตใจ สิ่งที่เรียกว่า จิตใจ นี่มีอยู่หลายชนิด หลายสิ่ง : จิตที่คิดอยู่ก็มี, จิตที่รู้สึก อยู่ก็มี, แล้วก็ยังมีต่าง ๆ นานา คือ ผิดหรือถูก ดีหรือชั่ว. ทีนี้ สิ่งที่แล่นไป นี้ก็คือ

น.523 สิ่งที่เรียกว่า จิต ในความหมายหนึ่ง ในแง่หนึ่ง. พูดอย่างนี้พูดเหมือนกับจิตเป็นวัตถุ, เป็นเรื่องพูดตามภาษาคน เอาสิ่งที่เป็นวัตถุ มาเป็นหลักสำหรับพูด. ถ้าพูดให้ชัดลงไป ก็หมายความถึง ความรู้สึกชนิดหนึ่งซึ่งแล่นไป; "แล่นไป” ในที่นี้ก็คือ แล่นมาสู่ ความสำนึก. ความสำนึกของจิตโดยทั่วไปก็มีอยู่อย่างหนึ่ง ; แต่เมื่อเกิดเรื่องขึ้นเฉพาะ กรณีแล้ว ต้องการความสำนึก ที่ยิ่งไปกว่านั้น คือความสำนึกที่ เหมาะแก่เรื่องนั้น ๆ หรือเหตุการณ์นั้น ๆ. ถ้าความรู้สึกที่เหมาะแก่เหตุการณ์นั้น ๆ เกิดขึ้นมาได้ทันท่วงที นี่เรา เรียกว่า สติ ; มีอาการเหมือนกับแล่นมาสู่หน้าที่ของมัน ประจำหน้าที่ของมัน โดยตัวหนังสือ มีสั้น ๆ เพียงคำว่า สติ ; ศัพท์นี้ก็แปลว่า แล่นไป. โดยความหมาย ของมัน ขยายความออกไปพอที่จะเข้าใจได้ ว่า ความระลึกได้ทันท่วงที. โดยทางปฏิบัติ ".ที่เป็นอยู่จริง คือโดยข้อเท็จจริงของพฤตินัย ในเรื่องสตินี้อยู่ที่ว่า ความรู้ที่ถูกต้องนั้นแล่นมาสู่ความสำนึก แล้วก็ต้อง ทันท่วงที ด้วย ; ถ้าไม่ทันท่วงที ก็ไม่เรียกว่าสติ. อาการที่สติมาโดยเร็ว และโดยแรง นี่จึงครบถ้วนบริบูรณ์ ในการที่ จะเรียกว่ามีสติ. คุณสมบัติของสตินนมีปัญญา และสมาธิเจืออยู่ ต่อไป ก็อยากจะให้สังเกตดู แง่มุมต่าง ๆ ของสิ่ง ๆ นี้ : ขั้นแรกก็คือ ความรู้ ที่ถูกต้องนี้คือปัญญา หรือความรู้. ขั้นสอง กิริยาที่แล่นมา นี้คืออาการของสิ่งที่ เรียกว่าสติ นี้มาโดยเร็ว และโดยแรง ; นี่ความหมายของคำที่ เรียกว่าสติ. ขั้นสาม กำลังงาน ที่มาโดยเร็วและโดยแรง นี่ เป็นลักษณะของสมาธิ. สิ่งที่เรียกว่าความรู้นั้น

น.524 เพียงคำเดียว เป็นลักษณะของปัญญา, อาการที่แล่นมานี้ คือลักษณะของสิ่งที่เรียกว่า สติ. ดังนั้น ขอให้เข้าใจว่า สิ่งที่เรียกว่า สตินั้น มันเป็นทั้งปัญญา และสมาธิเจือกันอยู่. ที่สอน ๆ กันอยู่ในสำนักเรียน ครูเขาสอนว่า สิ่งที่เรียกว่า สตินั้นเป็นธรรมะ จัดอยู่ในเครือของสมาธิ หรือว่าเป็นสมาธิโดยตรง ; หมายความว่าหัวข้อธรรมะใหญ่ ๆ มีอยู่เพียง ๓ คือ ศีล อย่างหนึ่ง สมาธิ อย่างหนึ่ง ปัญญา อย่างหนึ่ง เพียง ๓ อย่าง เท่านั้น. พลิก ทีนี้ธรรมะอีกมากชื่อ หลายสิบชื่อหลายร้อยชื่อนี้ ต้องสงเคราะห์ลงได้ใน ธรรมะเป็นประธาน ๓ อย่าง คือ ศีล สมาธิ ปัญญา นี้อย่างใดอย่างหนึ่ง, แล้วก็สอน กันอยู่ทั่วไปว่า สิ่งที่เรียกว่า สตินั้น จัดเข้าไว้ในพวกสมาธิ ซึ่งเราพูดกันอยู่แทบทุกวัน ว่า มรรคมีองค์แปด ใน ๘ องค์นั้น ๒ องค์แรกเป็นปัญญา ๓ องค์ตรงกลางเป็นศีล ๓ องค์สุดท้ายเป็นสมาธิ ใน ๓ องค์สุดท้ายนั้น, แนมีสัมมาสติรวมอยู่ด้วย. มีความรู้ว่า สัมมาสติเป็นเพียงสมาธิอย่างนี้ เข้าใจว่าเป็นเพียงการ บัญญัติไปตามหลักเกณฑ์ เท่า นั้นเอง ; ถ้าเราจะดูให้ดี จะเห็นว่าในสิ่งที่เรียกว่า สติ นั้น มีปัญญา มีความรู้ อยู่ด้วย. ผมมีความรู้สึกที่สะดุด ในเมื่อได้รับคำสั่งสอนอย่างนี้ตอนแรก ๆ จนกระทั่ง บัดนี้ ; เดี๋ยวนี้มามองเห็นว่า สิ่งที่เรียกว่า สตินั้น ไม่ใช่สมาธิล้วน ๆ แต่มีสิ่งที่เรียกว่า ปัญญาเจืออยู่. แก้ เนื้อตัวของสติเป็นปัญญา,กิล กิริยาที่วิ่งมาโดยเร็วและโดยแรงนี้ เป็น ลักษณะของกำลังจิต จึงถูกจัดไว้เป็นสมาธิ ; จึงอยากจะตั้งข้อสังเกต วม ให้ทุกคนเอา ไปสังเกต แต่ไม่ใช่เอาไปคัดค้าน ใครที่ไหน ว่าสิ่งที่เรียกว่า สติ นั้น คือสิ่งที่เป็น ปัญญาและสมาธิ เจือกันอยู่. เราจะพูดได้ว่า ธรรมะที่มีชื่อว่า สติ จะมีคุณศัพท์ประกอบข้างหน้าว่าอย่างไร ก็ตาม ถ้ามีคำว่า สติ เป็นหลักสำคัญแล้ว ก็เรียกว่า เป็นธรรมะประเภทปัญญา เจือ

น.525 คุณก็เคยเป็นเด็ก คุณก็เคยท่องสูตรคูณ แล้วก็ไปวิจัยดู ว่าในขณะที่ท่อง สูตรคูณนั้น มีอะไรบ้างที่ทำให้ท่องได้ถูก แล้วก็สม่ำเสมอไป อย่าไปเห็นว่าเป็น เรื่องชินปาก คล่องปาก เคลิ้ม ๆ ไปก็ว่าได้ ถ้าอย่างนั้นไม่ใช่สติ ไม่มีสติ. คนโดย มากสวดมนต์ไปด้วยความเคยชินของปาก ไม่ได้กำหนดอะไร ; อย่างนี้หลับครึ่งหนึ่ง ก็ทำได้ เพราะความเคยชิน ส่วนที่เป็นความเคยชินนั้นไม่ใช่สติ ผมเคยเห็นคน ๆ หนึ่ง เขาแจวเรือ เขาหลับได้ ; ทีนี้ เขาก็แจวเรือทั้งคืน เขาก็ไม่อดนอน. ที่แท้เรื่องแจวเรือนี้ ต้องทำด้วยความรู้สึก ควบคุมเรือ ควบคุมแจว ตอนนั้น ต้องใช้สติเต็มที่ ; แต่เขาแจวมาชำนาญ ตั้งแต่เด็ก ๆ จนแก่เฒ่า เขามี ความ เคยชิน จนให้จิตกึ่งสำนึกควบคุมเป็นระยะ ๆ เขาตื่นเป็นระยะ ๆ ระยะยาว เขาแบ่งเป็น ระยะๆ แล้วก็หลับได้เป็นตอน ๆ ; อย่างนี้ ไม่เรียกว่าสติ ในที่นี้ คือว่าไม่เต็มความ รู้สึก. ถ้าจะให้เป็นสติ มันก็เป็นสติครึ่งความรู้สึก ใต้สำนึก อย่างที่เขาเรียกกันว่า subconcious มันทำงาน ; นั่นก็ยิ่งเป็นความรู้หรือเป็นปัญญาชนิดหนึ่งไปเสียอีก แต่ว่ามัน เป็น subconcious เพราะความเคยชิน. เด็กท่องสูตรคูณอย่างที่ความเคยชินด้วยปาก อย่างนี้ไม่มีสติ ;เด็กที่ท่อง สูตรคูณอยู่ด้วยความรู้สึกควบคุม อย่างนี้เรียกว่ามีสติ. ทีนี้ เราเลื่อนขึ้นมาถึงการบวก เลข ซึ่งจะทำด้วยกึ่งสำนึกใต้สำนึกไม่ได้ ไม่เหมือนท่องสูตรคูณ ถ้าปราศจากสติมันก็ ต้องบวกผิด. นี่ไปลองคิดวิจัย แยกแยะดู ถึงความรู้สึกของจิต ที่ทำหน้าที่เป็นอย่าง ๆ เป็นชนิดไป: ที่มากไปกว่านั้น ดังที่เด็กคนหนึ่งจะได้รับการแนะนำสั่งสอนว่า "ให้นับ สิบเสียก่อน จึงค่อยพูดอะไรออกไป" ; ให้ นับสิบเสียก่อน: ถ้าทำได้ นั่นคือสติ

น.526 เพียงคำเดียว ที่มาถึงพร้อมแล้ว ครบถ้วนแล้ว. เขายับยั้งให้เกิดเวลาสำหรับสติที่จะมาถึง อย่าง พร้อมบริบูรณ์เสียก่อน แล้วจึงพูด แล้วจึงทำอะไรลงไป. ถ้านับสิบได้สำเร็จ มันก็ เรียกว่ามีสติ ; โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็เพื่อจะไม่ลุอำนาจแก่ โลภะ ราคะ โทสะ อะไรก็ตาม. การควบคุมตัวเอง ไม่ให้ลุอำนาจแก่โทสะ คือไม่บันดาลโทสะขึ้นมา อย่างนี้ก็ เรียกว่า มีสติ. ทีนี้ คนทั่วไปคนโตแล้ว ไม่เฉพาะเด็ก ๆ หรือสำหรับคนโตแล้วมากกว่า เช่นลืมลูกกุญแจไว้ในห้อง แล้วออกมางับประตูปิดเลย นี่คือความ ขาดสติ; อย่างนี้ ผู้ใหญ่จะเป็นมากกว่าเด็ก เพราะเด็กเขายังมีสติที่กำลังงอกงามเบิกบาน. คนแก่หรือ ผู้ใหญ่นี้สติมันชรา ขาด ๆ อื่น ๆ ฉะนั้น จึงลืมของอย่างเช่นลูกกุญแจไว้ในห้อง แล้วบีด ประตู ทำให้เกิดความยุ่งยากลำบากขึ้นมา ; เพราะฉะนั้น จึงเป็นบทเรียนที่เราจะต้องฝึก ในชีวิตประจำวัน แม้แต่ตอนจะปิดประตูใส่กุญแจ. ถ้าเป็นกุญแจที่งับปิดโดยไม่ต้องใช้ลูกกุญแจช่วย อย่างนี้ก็ยิ่งเป็นบทเรียนที่ดี สำหรับการฝึกสติ ; แต่เพื่อความปลอดภัย เขากลับไม่ชอบอย่างนี้ เขาชอบทำให้ป้อง กันการลืม โดยให้ต้องไขลูกกุญแจอีกครั้งหนึ่ง ต้องใช้ลูกกุญแจครั้งหนึ่งเมื่อจะปิดตัว กุญแจนั้น หรือเมื่อทำกุญแจตกหายอย่างนี้ ... ส ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการ ขาดสติ ตั้ง แต่ต้น : ไม่คิดดูว่าจะเก็บอย่างไร จะผูกอย่างไร จะถืออย่างไร จะใส่อะไรไว้ มันจึง จะไม่ตกได้ง่าย ๆ แล้วหายไป หรือว่า ทำของตกแตก ซึ่งมีอยู่โดยมาก แล้วก็ไม่รู้สึกว่าเป็นของสำคัญ นี้คือคนโง่ โดยเห็นเสียว่าของนั้นไม่กี่สตางค์ ตกแตกบ้างเป็นของธรรมดา ถือเป็นของ ธรรมดาไปเสีย ก็เลย ไม่ได้ฝึกสติ; สติเป็นของที่มีค่ามากกว่าของที่แตกนั้น หลายร้อย

น.527 หลายพันเท่า. หรือว่าเดินตกล่องนอกชาน ทั้งที่เป็นสิ่งที่มีอยู่ที่นั่นเป็นประจำ ไม่ได้ ไปไหน แล้วก็มีอยู่ตลอดเวลานี้ คนก็ยังเดินตกล่องนอกชานได้ ; สมัยก่อนเราทำบ้าน เรือนมีนอกชาน มีล่องสำหรับเขาเทน้ำเทของ ; คนก็ยังตกล่องนอกชานได้ ทั้งที่มีอยู่ ที่นั่นเป็นปี ๆ มาแล้ว ก็เพราะว่าขาดสติ. ชีวิต ของคนเรา รอดตายอยู่ได้ด้วยการมีสติ หรือไม่ต้องเจ็บต้องปวด เพราะสติสิ่งนี้เอง. มีคำพูดอยู่ว่า "ซดน้ำแกงทางจมูก" นี้ก็ไม่ใช่เป็นเรื่องพูดอย่าง make up ว่าเอาเอง. มันเป็นเรื่องที่มีอยู่จริงในบางกรณีและบางคน ; คนกำลังขาดสติ คือสติ ไปอยู่เสียที่ไหนก็ไม่รู้. สมัยโบราณเขายกชามน้ำแกงขึ้นซดขึ้นดื่มอย่างนี้ กลับไปใส่ เข้าไปที่จมูก ; นี่เกิดเรื่องอะไรบ้างลองคิดดู ในการขาดสติ. แล้วน่าหวัวกว่านั้นก็มีว่า "ไปไถนาแล้วลืมควาย" คือลืมจูงควายไปที่นาด้วย แบกแต่ไถไป. ไปถึงนาแล้ว อ้าว, ไม่ได้เอาควายมา นี้เป็นสิ่งที่มีได้ สำหรับบางคน และบางกรณี ที่กล่าวมานี้เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด ที่แสดงว่า สติ สพฺพตถ ปจฺจยา ตาม พระพุทธภาษิตนั้นแปลว่า สติเป็นสิ่งจำต้องปรารถนา ในกรณีทั้งปวง, สติ จำปรารถนา ในทุกกรณี เพราะมีได้กระทั่งถึงว่า "ไปไถนาลืมเอาควายไปด้วย" . แล้วพวกคุณก็อย่า อวดดี คุณจะทำอะไรชนิดนี้ได้โดยไม่รู้สึก, และก็ได้ทำอยู่แล้วด้วย ; มีความหมาย เท่ากับว่า ไปไถนาแล้วลืมเอาควายไป. ไปโรงเรียน ไปมหาวิทยาลัย แล้วลืมเอา อะไรบางอย่างไป ไปถึงทำไม่ได้ เหมือนกับชาวนาเขาหัวยุ่งจนลืมเอาควายไป แบกไป แต่ไถ พอไปถึงก็ทำอะไรไม่ได้ ; นี่คือสติในภาษาชาวบ้าน ในเหตุการณ์ของชาวบ้าน ในกรณีของชาวบ้านมีความสำคัญอย่างนี้.

น.528 เพียงคำเดียว สติต้องประกอบอยู่ด้วยสัมปชัญญะ ทีนี้ เราก็มาถึงคำว่า สติสัมปชัญญะ แฝดกันอยู่ ในลักษณะทั่วไป. ที่มี อยู่จริงในชีวิตประจำวัน จะเป็นเรื่องท่องสูตรคูณ หรือจะเป็นเรื่องบวกเลข หรือแม้จะ ไปไถนาอะไรก็ตาม สิ่งที่เรียกว่าสตินั้นประกอบอยู่ด้วยสิ่งที่เรียกว่า สัมปชัญญะ อย่างที่ แยกกันไม่ได้ ; แต่เรามักจะรวมเรียกเสียด้วยคำสั้น ๆ ว่า สติ คำเดียว. สติ แปลว่า ความระลึกได้, สัมปชัญญะ แปลว่า ความ รู้สึกตัวหัวพร้อม มันทำงานติดกันไป. สติ คือ ความรู้ที่วิ่งมาทันท่วงที โดยเร็วและโดยแรงเหมือนกับที่กล่าวมา แล้วข้างต้น, สัมปชัญญะ คือ ความรู้ นั่นแหละ ที่อยู่ตลอดเวลา เราจึงไม่ขาดสติ หรือไม่เผลอสติตลอดเวลา. สติ สัมปชัญญะเป็นของที่แยกกันไม่ได้โดยพฤตินัย โดย คำพูดแล้วแยกกันได้ ; เมื่อแยกกันได้แล้ว มันก็ไม่เป็นสติ ความรู้ที่ถูกต้องวิ่งมาแล้ว อยู่ประจำที่นั่น จนตลอดกรณีนั้น อย่างนี้ เรียกว่า มีสติสัมปชัญญะ. สติ เมื่อทำหน้าที่ของมันในกรณีไหน สูงต่ำอย่างไรก็ทำ ด้วยสัมปชัญญะ ไม่แยกกัน ; ในภาษาพูดธรรมดาของชาวบ้าน เราเรียกว่าสติอย่างเดียว ก็พอแล้ว เว้นไว้แต่จะพูดในกรณีพิเศษ เน้นให้ชัดจึงจะพูดว่าสติและสัมปชัญญะ. สติสัมปชัญญะพื้นฐาน เป็นความมีสติสมปฤดี ทีนี้ สติสัมปชัญญะพื้นฐาน มองดูต่อไปอีก ก็คือสิ่งที่เรียกว่า สติสมปฤดี บางทีเราก็เรียกสิ่งนี้ว่าสัญญา ; แต่ถ้าเรียกให้ถูกต้อง ในลักษณะที่เป็นพื้นฐาน ไม่

น.529 ขาดตอนแล้ว ควรจะ เรียกว่าสติสมปฤดี. จะเข้าใจเรื่องนี้ได้ ก็ดูตรงที่ว่า ทำไมเรา จึงมีความรู้สึกอะไร ๆ ถูกต้องดีอยู่ ไม่พื้นเพื่อน ไม่วิกลจริต ไม่เมาเหล้า ไม่สลบไสล หรือว่าแม้แต่ไม่นอนหลับ ; ถ้านอนหลับสนิท สิ่งที่เรียกว่าสติสมปฤดีกำลังไม่ทำงาน คือว่าไม่มีสติสมปฤดี หรือว่าสลบด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง ขณะนั้นก็กำลังไม่มีสติสมปฤดี. เมื่อกินเหล้าเข้าไป จนสติสมปฤดีไม่อยู่ในร่องในรอย ก็เรียกว่าไม่มีสติ สมปฤดีด้วยเหมือนกัน ; มากกว่านั้นมันก็พื้นเพื่อน, มากกว่านั้นมันก็เป็นบ้า ; นี่คือสติสัมปชัญญะพื้นฐานมันเสียไปแล้ว. พิจารณาอย่างนี้ ทำให้เรามองเห็นได้ว่า ชีวิต ของเรา อยู่ ได้ ด้วยสิ่งที่เรียกว่าสติ ในนามว่าสติสมปฤดี โดยที่แท้คือว่า สติ สัมปชัญญะพื้นฐาน ของชีวิตนั้นเอง. นี้เป็นการชี้ให้เห็นว่า แม้แต่ ชีวิต ที่อยู่ได้ ก็ อยู่ได้ด้วยสติสัมปชัญญะพื้น ฐาน แล้วก็ใช้สิ่งนี้เฉพาะเรื่องเฉพาะกรณี เป็นเรื่อง ๆ ไปตามเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น. เมื่อมีเหตุก็เอาความรู้ที่จำเป็น หรือเหมาะสมแก่เหตุการณ์นั้น ๆ มาใช้ คือสิ่งมาทันท่วงที นี่เรียกว่า สติเฉพาะเรื่อง. สติในการปฏิบัติธรรม คือใช้ธรรมะที่รู้ได้ทันท่วงที สติเฉพาะเรื่องนี้ เราก็มองดูต่อไปถึง สติที่ใช้ในการปฏิบัติธรรม ก็คือ ความรู้ในธรรมที่เราจะต้องรู้ ข้อใดข้อหนึ่ง ในข้อนั้น ๆ เป็นความรู้ที่วิ่งมาประจำหน้าที่ ทันท่วงที และ ตลอดเวลา. เมื่อจะปฏิบัติธรรมะข้อไหนก็ตาม ; แม้ที่สุดแต่ว่า เด็ก ๆ จะบวกเลข หรือคนแก่ ๆ จะไม่ลืมอะไร, หรือว่าผู้ปฏิบัติธรรมจะไม่เผลอ เบิด

น.530 เพียงคำเดียว โอกาสให้ความรู้สึกที่เป็นกิเลสเกิดขึ้น, นี่ล้วนแต่จะต้องใช้สิ่งที่เรียกว่าสติที่ถูกต้องคือ ความรู้ในธรรมที่จะต้องมีมา แล้วประจำอยู่ที่นั่นตลอดเวลา. ขอให้มองดูในแง่นี้ให้ดี ๆ ให้เห็นว่า สติเป็นปัญญา เป็นความรู้ เป็นญาณ ที่วิ่งได้ แล้วก็วิ่งมาทัน แทนที่จะเป็นสมาธิที่หยุดนิ่งอยู่กับที่. ถ้าไปเข้าใจสติ ว่า เป็นสิ่งที่เป็นสมาธิ หยุดอยู่กับที่แล้ว ก็คงจะล้มเหลวหมด. ถ้ามีสติไม่ได้ ก็กลาย เป็นก้อนหินไป ไม่เคลื่อนไหว แล้วความรู้จะแล่นอะไรได้, จะแล่นมา หรือเฝ้าอยู่ อย่างไรได้. สติในการปฏิบัติธรรม ต้องทำหน้าที่สกัดกั้นอารมณ์ร้าย คือกิเลส, บางทีก็ทำลายกระแสของอารมณ์ร้ายให้ชะงักงันไป. เรื่องนับสิบก่อนนี้ ก็เป็นตัวอย่าง ที่แสดงให้เห็นว่า เป็นการสกัดกั้นอารมณ์ร้าย ; พอสติรู้สึกทันท่วงที อารมณ์ร้ายก็ สลายตัวไปเอง. นี่เรียกว่าชั่วขณะ ชั่วเวลากระทันหัน สติก็ทำลายโทสะ ทำลายโลภะ ที่กำลังจะเกิด หรือเกิดอยู่ในความรู้สึกแล้วก็ตาม ; ถ้าสติมาสิ่งเหล่านี้ก็สลายไป. สติที่เนื่องด้วยสุญญตา เป็นสิ่งที่ถูกต้องสมบูรณ์ สิ่งที่จะใช้สกัดกั้น กระแสแห่งกิเลส หรือว่าทำลายกระแสของกิเลสนี้ ก็คือ สติ ; โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือสติที่เนื่องอยู่ด้วยสุญญตา ที่ถูกต้องที่สมบูรณ์ ดังคำบาลี ที่เราพูดกันแล้วซ้ำ ๆ ซาก ๆ ว่า : สุญญตปปฏิสิยุตฺตา - ประกอบพร้อมเฉพาะด้วย สุญญตา; เยเต สฺตฺตฺตา - ระเบียบแห่งความรู้ทั้งหลายเหล่าใด, ตถาคต ภาสิตา ที่ตถาคตบัญญัติแล้ว, คมภีรา ลึกซึ้ง, คมภีรตฺถา - มีอรรถอันลึกซึ้ง, โลกุตตรา อยู่เหนือวิสัยโลก, สุญญตปฺปฏิสิยุตฺตา - เนื่องเฉพาะแล้วด้วยสุญญตา.

น.531 สติที่สูงสุด ในทุกแง่ทุกมุม ก็คือสติที่เนื่องเฉพาะด้วยสุญญตา แล้วต้อง หมายความถึง สุญญตาถูกต้องไม่ใช่สุญญตาอันธพาล ที่ยกตัวอย่างให้ฟังแล้วว่า สุญญตา อันธพาลนั้นเป็นอย่างไร. สุญญตาถูกต้องนั้น คือทำความไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใด แล้ว ก็ต้องมีเต็มที่ ไม่ใช่ครึ่ง ๆ กลาง ๆ. คำว่า ถูกต้อง และ สมบูรณ์ นั้น เป็นคำบัญญัติที่จะต้องกำหนดจดจำไว้ ให้ดี ; ถูกต้องแต่ไม่สมบูรณ์มันก็ใช้ไม่ได้, สมบูรณ์โดยไม่มีความถูกต้องมันก็เป็นไป ไม่ได้ ไม่มีประโยชน์อะไร. สติต้องถูกต้องจริงๆ แล้วก็ครบถ้วนด้วย มีสุญญตา ธรรมที่ถูกต้องและครบถ้วนอยู่ในสตินั้น ; นั่นคือสติสูงสุดในพระพุทธศาสนา ที่จะ ช่วยสกัดกั้นกระแสแห่งกิเลสไว้ได้ แล้วก็ทำลายกิเลสอยู่ในตัว. สติเมื่อทำกาละครั้งสุดท้ายมีค่าที่สุด ที่นี้จะพูดต่อไปถึง สติที่ควรนึกถึงไว้ล่วงหน้า คือ สติทำกาละ ; ทำกาละ ในที่นี้เขาหมายถึงว่า ตาย เรียกเต็มๆ ว่า กาลกิริยา ไม่ใช่เรียกว่ากาละเฉย ๆ. สติ ทำกาลกิริยา : กิริยา แปลว่า การกระทำ, กาละ แปลว่า เวลา หรือตามเวลา ; ในที่นี้หมายถึงเวลาสุดท้าย กาลกิริยาคือทำกาละสุดท้าย คือตาย. มีสติทำกาลกิริยา ที่ขอร้องให้สนใจนี้ เพราะถือว่ามันเป็นสติที่จะถือว่าในวาระที่สำคัญที่สุด แล้วมีค่าที่สุด ; ถ้าทำสติเวลาอื่นไม่ได้ ขอให้ทำให้ได้ในวาระสุดท้าย วินาทีสุดท้ายที่จะตายลงไป. ปุถุชนคนธรรมดาสามัญจะตายลงไป ถ้าตายลงไปได้ด้วยสติที่สมบูรณ์อย่างนี้ ก็นับว่าวิเศษประเสริฐสุดได้เหมือนกัน ในวาระสุดท้าย. แต่ถ้าเป็นพระอรหันต์แล้ว

น.532 เพียงคำเดียว ท่านก็มีสติสมบูรณ์อยู่ตลอดเวลา ไม่ต้องพูดถึงว่าจะต้องทำสติให้ดี ในการทำกาละ, หรือ เราจะพูดว่า พระอรหันต์อยู่เหนือความตายแล้ว ปัญหาเรื่องทำกาลกิริยามิได้มีอีก ไม่ ต้องตั้งอกตั้งใจที่จะสำรวมสติทำกาลกิริยา เหมือนคนที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์. ฉะนั้น ในที่นี้เราหมายถึง คนธรรมดา ที่ยังไม่ได้เป็นพระอรหันต์ จะต้องมีสติ หรือตั้งสติให้ ดีที่สุด คือถูกต้องและสมบูรณ์ที่สุด แล้วประกอบอยู่ด้วยสุญญตา แล้วก็ปล่อยให้ร่าง กายมันตายไป ; ใช้คำว่าดับไปเหมือนตะเถียงหมดน้ำมัน แล้วมัน ดับ ของมันเอง ; อย่าไปทำอะไรมากกว่านั้น. สติสัมปชัญญะในวาระสุดท้ายจะได้รับประโยชน์ ไม่เสียชาติเกิด ทีนี้เรามองดูให้ดี เราจะเห็นว่าเป็นสติสัมปชัญญะ ในวาระสำคัญที่สุด คือ วาระสุดท้าย. ชีวิตของเรารอดมาได้ก็ด้วยสติสัมปชัญญะ ; ไม่ว่าจะทำอะไร ปลอดภัย มาได้ก็ด้วยความรู้สึกเต็มสำนึกของสิ่งที่เรียกว่ามีสติสัมปชัญญะ ทำการงานทุกอย่างในชีวิต. พอถึงวาระสุดท้าย จึงเรียกว่า สติสัมปชัญญะในวาระสุดท้าย อาจจะได้รับประโยชน์ ที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับ ไม่เสียทีที่เกิดมา ที่เขาเรียกกันว่า ไม่เสียชาติเกิด ; เพราะเหตุว่าตอนนี้เป็นตอนที่จะต้องทำ แล้วก็ทำได้ด้วย ถ้ามีความรู้พอสมควร. เพราะ ว่าร่างกายแสดงให้เห็นแล้วว่า จำเป็นที่จะต้องแตกตายทำลายแน่ ก็ถือโอกาสผสมโรงกับ มัน ; อย่าไปโง่ ไปซื้อไปดึง ไปตันอะไร ให้ยุ่งยากลำบากมากขึ้น จนกระทั่งตายไ โดยปราศจากสติ คนสมัยนี้เขาต้องการไม่ให้ตาย แต่ก็ไม่มีใครช่วยได้ เขาจึงเอาอะไรไป กระตุ้นไว้ ไม่ให้ตายลงไป ตายไม่ลง ตายไม่ได้. ครั้น ต้องตายก็ปราศจากสติสัมปชัญญะ

น.533 ตายไปอย่างเลวที่สุด คือ ตายไม่รู้สึกตัว. อย่างหมอเขาเอาอะไรฉีดเข้าไว้ ทาเข้าไว้ อะไรเข้าไว้ แล้วไปทิ้งไว้ในห้องดับจิต ไม่ต้องมีใครรู้ว่าตายไปในลักษณะอย่างไร ไปดู ต่อเมื่อมันตายไปแล้ว ; นี่ไม่ใช่ศิลปแห่งการตาย ไม่ใช่เรื่องของพุทธบริษัท. พูดถึงคำว่า "ศิลปแห่งการตาย" ก็คงจะน่าหวัว สำหรับคนสมัยนี้ ; แต่ เพราะความโง่ของคนสมัยนี้ เขาจึงหวัว. โดยข้อเท็จจริงแล้ว พุทธบริษัทจะต้องเป็น อย่างนั้น คือจะมีศิลปวาระสุดท้าย ศิลป์แห่งการตาย : ดับจิตให้ดีที่สุด มีโอกาสที่ จะเป็นพระอรหันต์แล้วดับไปเลย ไม่มีใครรู้. ประโยชน์ของศิลปแห่งการตายมีอย่างนี้ ข้อความในพระคัมภีร์มีเล่าเรื่องนี้ คือเรื่อง ชีวิตสมสีสี เขาเรียก เป็นพระ- อรหันต์พร้อมกับความดับจิตวาระสุดท้าย. ผักคอศ๒ ๗. ภิกษุองค์หนึ่งไปทำความเพียรอยู่ในบ่า, ทำสติปัฏฐาน ก็คือ ทำสติในธรรม ในสิ่งทั้งหลายทั้งปวง.ากลิง เผอิญในบ้านั้นมีเสือ ก็เข้ามากัดภิกษุนั้น ; . ผู้ที่เป็นนักเลง ในทางวิญญาณอย่างภิกษุชนิดนั้นก็ไม่กลัวเสือ ไม่มีปัญหาอะไร ก็คงทำแต่สติเรื่อยไป เสือมันกัดก็กัดไป. พอเสือกัดเข้า เจ็บขึ้นมา ก็เปลี่ยนกัมมัฏฐาน มา เป็นเวทนานุปัสสนา สติปัฏฐาน ; เอาความรู้สึกเจ็บจากแผลที่เสือกัดนั้น เป็นอารมณ์ของเวทนานุปัสสนา สติปัฏฐาน คือทำสติในความรู้สึกเจ็บปวด เพราะเขี้ยวของเสือที่ฝั่งลงไปในเนื้อเรื่อย ๆ ไปแล้วเสือมันก็กินไปพลาง. ร่างกายก็แหว่งเข้าไปทุกที แหว่งเข้าไปทุกที จนถึง ส่วนที่ทำให้สังขารต้องแตกดับ ชีวิตแตกดับ ท่านก็เบ่งกำลังของสติของปัญญานี้สูงตาม ขึ้นไปเรื่อยๆ พร้อมกันพอดีที่สติปัฏฐานขึ้นถึงระดับสูงสุด มาให้เป็นพระอรหันต์พร้อม

น.534 เพียงคำเดียว กับเสือกินคำที่ทำให้ตาย. เสือกินเข้าไปถูกอวัยวะสำคัญที่ทำให้ตาย ก็ได้เป็นพระอรหันต์ พร้อมกับการดับแห่งชีวิต เลยเรียกว่าชีวิตสมสีสี ; นี่ก็เป็นนักเลงถึงที่สุด เป็นนักเลง ทาง spiritual ชิงเป็นพระอรหันต์ได้ทันในชาตินี้. นี่ก็เรียกว่ามีสติทำกาละอย่างยิ่ง อย่างสูงสุด เท่าที่มนุษย์เราจะทำได้ เราไม่มีโอกาสจะเป็นนักเลงอย่างนั้น : อย่าอวดดี. แต่ว่าเราจะต้องทำสติ เพื่อทำกาละในห้องที่นอนเจ็บ หรือที่บนเตียงในโรงพยาบาลก็ตาม ; อย่าไปโง่ ขนาดที่ขอร้องให้เขาทำอย่างนั้นเขาทำอย่างนี้จนตายไม่ลง แล้วตายเมื่อไรก็ไม่รู้, คณ มีสติ ที่จะทำกาละเหมือนกับบีดสวิทช์ไฟก็ทำได้, หรือว่าเหมือนกับเราดูตะเกียงมันดับวับไป เพราะน้ำมันอณูสุดท้ายหมดไป, ไส้ตะเกียงไม่มีปัจจัยที่จะหล่อเลี้ยงเปลวไฟมันก็ต้องดับ ลงไป ด้วยสติสัมปชัญญะขนาดนี้. ถ้าศึกษาเรื่องราวในพุทธศาสนาไว้ พอสมควร แล้วก็ทำได้ ; แต่ต้อง อาศัยความเข้มแข็งหรือความจริงจังสักหน่อย เพราะในบางกรณีหรือว่าส่วนมากนั้น ความ เจ็บไข้มันประกอบอยู่ด้วยทุกขเวทนาไม่มากก็น้อย มีน้อยนักน้อยหนาที่ว่าจะไม่เกิด ทุกขเวทนา. ถ้าเกิดมีทุกขเวทนา ก็ขอร้องให้หมอช่วยเหลือ เพียงระงับความเจ็บปวด นั้น จะได้ตายอย่างมีสติ อย่างนี้ก็ถูกต้อง. คนโบราณเขาไม่ค่อยกลัว เพราะเขา ฝึกไว้ดี เขาสู้ทุกขเวทนาได้ เรียกว่า มีความอดทนจนเหงื่อแตก ทุกขเวทนาก็ไม่ปรากฏ. เขามีจิตใจส่งไปเสียที่อื่น ไม่มา อยู่ที่ความเจ็บปวดนั้น ; ฉะนั้น ความเจ็บปวดก็ไม่ปรากฏ. คนที่มีศรัทธามาก เขา อาจจะนึกถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แรงจนความรู้สึกเจ็บปวดไม่ปรากฏในความ รู้สึกก็ได้เหมือนกัน ; แต่ทำได้ยากสำหรับคนที่ไม่เคยฝึก หรือคนไม่เคยรู้เรื่อง หรือ คนขี้ขลาดนั้นทำไม่ได้,

น.535 เวลาเหลืออยู่นิดหนึ่ง ก็อยากจะเล่าถึงเรื่องวิธีตายอย่างมีศิลปของคน ที่คน สมัยนี้จะหาว่าเป็นคนโง่เง่า เต่าปูปลา : คนสมัยโบราณที่เป็นนักธรรมตัวยง เมื่อถึง เวลาเจ็บไข้ เขา มีความอดทน เขาเตรียมไว้พร้อมสำหรับว่าจะตายก็ได้ ; เพราะฉะนั้น จึงมีสติสัมปชัญญะ ระลึกนึกถึงสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นี้เต็มที่ อยู่เสมอ เหมือนกับหัวเราะเยาะความเจ็บไข้ ; ทำอย่างนี้เหมือนกับเอาอำนาจของ ธรรมะนี้ มาปะทะกำลังของความเจ็บไข้ เขาไม่กลัว ไม่หวั่นไหว ไม่อะไรต่าง ๆ. ที่นี้ พอถึงเวลา ความเจ็บไข้ต่าง ๆ ก็สิ้นกำลังของมันเองตามกฎของธรรมชาติ ความไข้ก็หาย, ส่วนมากมันก็หาย เพราะยังไม่ถึงเวลาจะตาย. ถ้าไปท้อแท้ ไปอ่อนแอ นั่นแหละ ความเจ็บไข้ จะลุกลามยิ่งขึ้น, ทีนี้ เขา มีหลัก อยู่ว่า โรคภัยไข้เจ็บชนิดที่จะต้องตาย แล้วให้หมอเทวดา ไหนรักษาก็ไม่หาย. ที่รักษาหาย คือความเจ็บไข้ชนิดที่ยังอยู่ในขอบเขตที่จะรักษาหาย ; ถ้าบทมันจะเอาจริง ก็มีนั้นมีนี่ทยอยกันเข้ามา จนหมดปัญญาของหมอ. ผู้ที่เป็นนักเลง เขาไม่ได้คิดดิ้นรนที่จะอยู่มากมายอะไรนัก, เขาถือว่ามัน ไปตามกรรม ไปตามเหตุ ปัจจัย : ไม่เหมือนคนสมัยนี้ ที่ไม่อยากตาย แล้วก็ต่อสู้ ดิ้นรน จนเกินควร เกิน ธรรมดา แล้วกลัวมากไป. คนโง่เพราะมีความโง่ในการอยากอยู่ อยากอยู่ด้วยของ สนุกสนาน เอร็ดอร่อยในโลกนี้ หรือว่าเป็นห่วงลูกห่วงหลานก็ตามใจ ; ฉะนั้น ตาย ไม่ลง แม้ในกรณีที่ควรจะตาย ก็เรียกว่าไม่มีสติสัมปชัญญะ ผู้ที่เป็นนักเลง เขาก็ มองเห็น สิ่งเหล่านี้ แล้ว สละไว้ล่วงหน้า, ไม่มี ความทุกข์ ไม่มีความดิ้นรนในลักษณะอย่างนี้; ได้กินยาก็กินไป แต่ใจมั่นอยู่ด้วย ธรรมะ ที่เรียกว่าเป็นยาชนิดหนึ่ง ในทางจิตใจ กินยากินอาหารไปตามธรรมดา.

น.536 เพียงคำเดียว ถ้าจะตายจริง ต่อมาเขาก็เห็นว่า อาหารกินเข้าไปก็ทำความยุ่งยากลำบาก เปล่า ๆ เขาก็ไม่กินอาหาร บอกเลิกอาหาร กินแต่ยาด้วยสติสัมปชัญญะ, ต่อมาก็เห็น ว่าบ๊วยการ ยาก็ช่วยอะไรไม่ได้ เขาก็บอกเลิกยา กินแต่น้ำเป็นต้น พอหล่อเลี้ยงอะไร ได้บ้าง ด้วยสติสัมปชัญญะ. พอถึงเวลาที่จะดับจิต จะไปกินน้ำทำไมบ่วยการ ก็มีสติสัมปชัญญะที่จะให้ มันดับไป เหมือนตะเกียงหมดน้ำมัน ; นี่ศิลปแห่งการตาย การทำกาละของปู่ย่าตายาย ในหมู่บุคคลที่เป็นนักธรรมะอย่างแท้จริง เขามีอยู่อย่างนี้. วัฒนธรรมอย่างนี้มีมาแต่ โบราณกาลในประเทศอินเดีย เราได้รับวัฒนธรรมอินเดีย ก็มีการกระทำที่เหมือนกัน แต่ว่าดีกว่า สูงกว่า ยิ่งขึ้นไป โดยมีสติที่สูงกว่า คือสติในสุญญตาธรรมเป็นต้น. นี่คือสิ่งที่เรียกว่า สติ ในวาระสุดท้าย ทำกาลกิริยา แล้วก็ ดับไม่เหลือได้ ในโอกาสนั้น คือเป็นพระอรหันต์ได้ในโอกาสนั้น ; แม้ว่าเวลาธรรมดาจะประมาท มัวเมา หลงใหล ไปตามเขาก็ตามใจ ในวาระสุดท้ายสำนึกตัวให้ได้ เหลือเวลาเพียง ๒ - ๓ นาที ก็ยังทำทัน. จะต้องทำกาละด้วยเหตุใดก็ตาม ให้นึกถึงธรรมชาติ ที่ว่างจากตัวตน คือสุญญตานี้ ให้ได้เต็มที่ในขณะนั้น ก็เรียกว่าตายดีที่สุดแล้ว ; อาจจะเป็นพระอรหันต์ใต้รถยนต์ก็ได้ เพราะว่าในกรุงเทพ ฯ รถยนต์มันชุม อาจจะถูก รถยนต์ชน อยู่ใต้รถยนต์ แล้วก็ตายได้นั้น, หรือจะกระเด็นไปในคูก็ตามใจ ก็เป็น พระอรหันต์ประเภทชีวิตสมสีสี โดยไม่ต้องมีใครรู้ก็ได้ ที่พูดมานี้ ให้เห็นตลอดสายเลยว่า สติ สพฺพฺถ ปจฺจยา - สติเป็นสิ่งจำ ปรารถนาในทุกกรณี ในทุกเวลา ด้วย. ฉะนั้นคุณก็ไปทบทวนดูตั้งแต่เกิดมา ตั้งแต่ อ้อนแต่ออก ควรจะมีสติอย่างไรมาเป็นลำดับจนถึงบัดนี้ จนถึงต่อไปข้างหน้า จนถึง วาระสุดท้าย, แล้วเป็นสิ่งที่ให้เกิดความสำเร็จแก่การกระทำทุกอย่าง และทุกระดับอย่างไร.

น.537 ขอให้สนใจในคำพูดที่สำคัญคำหนึ่ง คือสติ จะให้สำเร็จประโยชน์แก่ การไม่ยึดมั่นถือมั่น ซึ่งเป็นหัวใจของพุทธศาสนา สำหรับมนุษย์จะได้เกิดมา และ เป็นอยู่ในลักษณะที่ว่า ได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับ โดยอุบายคือ ประกอบ อยู่ด้วยธรรมะที่ชื่อว่า สุญญตา หรือความไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่มีความทุกข์เลยตลอดเวลา. สรุปความว่า ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรียกว่าสติเพียงลำเดียว. นี่ถือโอกาสบรรยายเรื่องนี้ ในฐานะเป็นเรื่องสุดท้าย ของการบรรยายชุดนี้ ที่เรียกว่า สุญญตาธรรม. นกร้องเตือนว่าหมดเวลาแล้ว

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต