Buddhadasa.org

สุญญตาปริทรรศน์ เล่ม 2 ครั้งที่ ๑๓ (สุญญตาธรรม) — ตอบปัญหาพระภิกษุนิสิตจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย

สุญญตาปริทรรศน์ เล่ม 2 — คำอบรมภิกษุระหว่างพรรษา พ.ศ. ๒๕๑๒ (ครั้งที่ ๒๗–๔๐) และ สุญญตาธรรม อบรมภิกษุนิสิตจุฬาฯ พ.ศ. ๒๕๑๔ ณ สวนโมกขพลาราม · วันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๑๔

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.538 สำหรับวันนี้ เราจะได้ใช้เวลาสำหรับการตอบปัญหา ที่ค้างอยู่ตั้งแต่วันก่อน. ขอให้ถือเอาใจความที่คำตอบ เป็นเหมือนกับการบรรยายสั้นๆ เรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือ ส่วนใดส่วนหนึ่ง. (คำถาม) ปัญหามีอยู่ว่า เด็กนักเรียนถูกอบรมให้เชื่อ ในสิ่งที่เหลือเชื่อ โดยแบบเรียนของกระทรวงศึกษาธิการ ; เช่นว่า เมื่อพระพุทธเจ้าประสูตินั้น เสด็จ พระราชดำเนินได้ ๗ ก้าว ซึ่งเป็นไปไม่ได้แน่ ๆ ดังนี้ทำไมไม่แก้ไขเสีย ? ปล่อยให้ เป็นคนหลงงมงายในอิทธิปาฏิหาริย์ต่าง ๆ. เกิดมีพระภิกษุนอกรีตนอกรอย แม้อย่าง น้อยที่สุด ยังดูหมอ ดูฤกษ์กันเกร่อไป. ๕๒๑

น.539 (คำตอบ) ใจความของปัญหามีว่า ทำไมปล่อยให้เด็ก ๆ ไปเชื่อในสิ่งที่เชื่อว่า จะทำให้เป็นคนงมงาย ! ข้อนี้ผู้ถามไม่ได้ทราบถึงวิธีการ หรือหลักการทางศาสนาบาง อย่างบางประการ ; เช่นเดียวกับปัญหาก่อน ๆ. วิธีการทางศาสนานั้น เขามีไว้เพื่อ ให้เหมาะสมแก่ท้องถิ่น แก่เวลา หรือยุคสมัย, แล้วหลักการก็เปลี่ยนมาจนถึงยุค สมัย ที่ต่างกัน. เราต้องรู้ว่า ถ้าไม่ได้อาศัยวิธีการเช่นนี้ พุทธศาสนาอาจจะไม่มีเหลือ มาถึงพวกเราสมัยนี้ก็ ได้. เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับธรรมะ แต่เกี่ยวกับวิธีการที่เรียกว่า policy หรืออะไรทำ นองนั้นของศาสนา; เช่นการแข่งขันกันในระหว่างศาสนา และคนก็ยังมีความคิด มีความเชื่อ มีอะไร ที่ยังเป็นพื้นฐานในจิตใจ ต่างจากสมัยนี้มาก. ผู้ที่รู้สึกว่า ตนมี ความรับผิดชอบ ในเหตุการณ์เหล่านี้ เช่น พระราชา หรือว่า ผู้ที่เป็นประธานสงฆ์ หรือว่า รวมกันทั้งสองฝ่ายมีความคิดที่จะวางหลักการ ชนิดที่จะทำให้ศาสนามีรากฐานที่ มั่นคง จึงได้เกิดมีคำกล่าวหรือว่า คำสอน อันเป็นที่ตั้งแห่งความเชื่อ ทำนองที่ผู้ถาม นั้นถามมา. เขาต้องการปลูกความเชื่อให้มั่นคงลงไป ในจิตใจของประชาชนเสียแต่ทีแรก ก่อนที่คนจะเข้าใจเป็นอย่างอื่น ; เพราะฉะนั้น ถ้าเราดูหลักฐานทางโบราณคดี เช่น ภาพหินสลักราว พ.ศ. ๔ - ๕๐๐ ปี หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานนี้ ก็มีการเชื่อใน เรื่องเหล่านี้แน่นแฟ้น จึงได้สลักภาพที่มีเรื่องราวชนิดนี้อยู่. ต่อมาจึงได้เขียนเป็น หนังสือ เพราะว่าหนังสือนั้นเขียนทีหลังภาพเหล่านี้แน่ ; แม้คัมภีร์พุทธประวัติฉบับแรก ที่สุด ก็เขียนหลังภาพหินสลักนี้มากตั้งหลายร้อยปี. ยุคหินสลักนั้น ไม่มีการใช้หนังสือชนิดที่เป็นเล่ม ๆ ยังไม่มีวิธีพิมพ์ วิธีเขียน ; มีตัวหนังสือสองสามตัว ใช้สลักลงไปตามภาพ เพราะฉะนั้น เราจะเห็นภาพประสูติ

น.540 ์มหาวิทยาลัย แล้วเสด็จพระราชดำเนิน ๗ ก้าว, หรือว่า แม้ภาพเสด็จไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เทศน์โปรด เทวดา นี้ก็มีไว้เสร็จแล้ว เพื่อเหตุผล ๒ - ๓ อย่าง ดังที่ว่ามาแล้ว ที่ว่า : ให้ประชาชน มีความเชื่อแน่นแฟ้นในพระศาสดา, แล้วก็ให้ต่อต้านกันได้กับลัทธิฝ่ายอื่น ที่เขามีการ บรรยายให้พระศาสดา หรือผู้ให้เกำเนิดศาสนา มีอิทธิปาฏิหาริย์ อะไรทำนองนั้น. เนื้อความของปาฏิหาริย์เหล่านั้น เขามิได้นึกเอา อย่างที่เรียกว่า ส่งเดช แต่มี รากฐาน ที่มีความหมายที่ถูกต้อง ตามเรื่องราวที่แท้จริง ที่ไม่เกี่ยวกับปาฏิหาริย์ เอามา พูดในรูปของปาฏิหาริย์, หรือว่า บางทีเขาจะเอาไว้พูดกันในขณะนั้น แต่หนังสือเอา ไปเป็นปาฏิหาริย์เสียก็ได้. เราควรจะเห็นอกเห็นใจว่า มันไม่มีอะไรที่จะแสดง นอก ไปจากรูปภาพ. รูปภาพเหล่านั้นจะแสดงเหตุการณ์ได้อย่างไร ? เช่นว่า พอพระพุทธเจ้าเกิด ขึ้นในโลกก็ได้เป็นที่ชื่นชมยินดี พอใจต้อนรับ ของบรรดาพระราชาทั้งหลาย ในแผ่นดิน โลกนี้. เขาจะบรรทึกเหตุการณ์นี้ ด้วยภาพ จะทำอย่างไร ; ถึงคนสมัยนี้ก็เถอะ ที่เป็น ศิลปิน เป็นอะไรก็ตาม จะบรรทึกภาพเหล่านี้ได้อย่างไร. ศิลปินสมัยนั้นเขาก็ฉลาด ในข้อที่ว่า ทำให้เป็นรูปพระพุทธเจ้าประสูติ แล้วมีเทวดาหลาย ๆ ชนิดมารับพระกุมาร ประคบประหงมอะไรต่างๆ. ตัวเทวดาเหล่านั้นแหละ แทนสถาบันกษัตริย์ ที่มี อยู่ในประเทศอินเดียในเวลานั้น ต้อนรับพระพุทธเจ้า ; อย่างนี้เป็นต้น. แม้กระทั่งขึ้นไปโปรดเทวดาในสวรรค์ ก็มีความหมายอย่างเดียวกัน คือหมาย ถึงพระพุทธเจ้าทรงสอนคนได้ จนถึงระดับสูงสุด คือพวกเทวดาทั้งหลายเหล่านั้น. เรื่องดำเนิน ๗ ก้าวเหล่านี้ ก็เป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นเรื่องประกอบ. ๗ ก้าวนี้ ถ้าจะสันนิษฐานกัน อย่างเช่นว่า ใน ๗ ประเทศ คือ มีแว่นแคว้น แผ่นดินที่

น.541 สำคัญอยู่ในเวลานั้น ๗ ประเทศ. พระพุทธเจ้าได้ชนะน้ำใจของคนทั้ง ๗ ประเทศนั้น ให้มานับถือศาสนาของพระองค์ อย่างนี้เป็นต้น. แล้ว จะเขียนเป็นภาพ จะเขียน อย่างไรได้ มันไม่มีทางจะเขียนเลย ; ต้องเขียนเป็นภาพพจน์ : เสด็จออกมาก็ก้าว เท้าไปได้ ๗ ก้าว. ทุกเรื่องมีความหมาย ซึ่งตีความออกมาได้ เป็นการบันทึกเหตุการณ์ : พอประสูติมาก็พูดได้ นี้ก็เป็นเรื่องการเกิด หรือการประสูติในภาษาธรรม หรือภาษา ธรรมาธิษฐาน ; มาพูดในภาษาบุคคลาธิษฐานก็คือ พอเป็นพระพุทธเจ้า ก็พูดได้เลย, มีความแตกฉานในเรื่องที่พระองค์ตรัสรู้ นี่คือพูดได้ สอนได้ ; เป็นการเกิดโดย อุปปาติกะกำเนิด, เกิดผลุงขึ้นมา เป็นพระพุทธเจ้า แล้วก็พูดได้ สอนได้ ; นี่มีอีก มากมาย. เรายกตัวอย่างมาเพียงให้รู้ว่า เขาต้องการจะแสดงเหตุการณ์ หรือบันทึก เหตุการณ์ด้วย และเป็นในรูปความศักดิ์สิทธิ์ของพุทธศาสนา เพื่อแข่งขันกับศาสนา อื่นด้วย. ในประเทศไทยเรามีผู้ที่มีไหวพริบได้ตีความข้อนี้ คือคนที่เขารู้จักกันว่า "ต. วัณณาโภ" หรือ นายเทียนวัน ; นี้ดูจะเป็นคนแรก ที่ตีความเหล่านี้ออกมาได้ เป็นคนแรกที่สุด อย่างน่าประหลาดที่สุด เหมือนอย่างที่เราพูด ๆ กันอยู่เดี๋ยวนี้. นาย เทียนวันเป็นคนแรก, ต่อมา ก็มีพระมหาสมณะ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ต่อ ๆ กันมา ก็ไปในรูปนั้นทั้งนั้น. ทีนี้ ก็เหลือตกทอดมาจนถึงปัจจุบันนี้ เช่นหินสลักก็ยังคงอยู่ คัมภีร์ต่าง ๆ ที่เขียนขึ้นมาตามหินสลัก พวกลลิตวิสตระ พุทธจริตของอัศวโฆษ อะไรก็ตาม นี่เขียน ตามหินสลักทั้งนั้น เห็นได้ชัด. พอมาถึงเมืองไทย มีคัมภีร์ประถมสมโพธิ อย่าง

น.542 สันสกฤต, ประถมสมโพธิ อย่างบาลี ก็มีข้อความเหล่านี้เต็มไปหมด ; ถือว่าเป็นเรื่อง ศักดิ์สิทธิ์ เป็นถ้อยคำศักดิ์สิทธิ์, เป็นพระคัมภีร์ที่ไม่ต้องวิพากษ์วิจารณ์เรื่อย ๆ มา กระทั่งมาถึงวันนี้ ยุคที่โลกเขาเปลี่ยนเป็นเรื่องวัตถุ เป็นเรื่องทางวิทยาศาสตร์ เป็นวัตถุ มากขึ้น ๆ ก็เห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องไม่จริง หรือเป็นเรื่องบ้าบองมงาย. เรื่องนี้ใครเป็นคนงมงาย ลองคิดดู. ใครเป็นคนงมงายกันแน่ ? ว่าคนที่ เขาทำให้ศาสนายั่งยืนมาจนถึงทุกวันนี้ได้โดยง่าย โดยไม่ต้องลงทุนกี่สตางค์นี้ กับพวกที่ มัวเมาหลงใหลในวัตถุ พูดได้แต่อย่างวัตถุ นี่ใครจะโง่กว่ากัน. ปัญหาที่ว่า การศึกษาสมัยนี้ ซึ่งเป็นหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการ นี้จะทำ อย่างไร ; แล้วก็เป็นเรื่องที่น่าเห็นอกเห็นใจ เป็นเรื่องที่ยากลำบาก ที่จะปรับความ คิดเห็น ซึ่งเป็นความเชื่อของคนตั้งสองพันกว่าปี มาเข้ากับปัจจุบันหยก ๆ นี้. ทางที่ดี ก็ควรจะพูดว่า ในพระคัมภีร์มีกล่าวไว้อย่างนี้ จะต้องตีความหมายอย่างไร. ใครชอบ ใจอย่างไร ก็ลองตีออกไป. ให้เรียนรู้ไว้ในฐานะที่เป็นหลักฐาน; พระคัมภีร์ต่าง ๆ มีอยู่อย่างนี้. บัดนี้ถึงเวลาหรือยัง ที่จะพูดไว้เสียให้ชัดเลยว่า ไม่พูดตามข้อความใน พระคัมภีร์ ! ผมเห็นว่าสู้พูดไว้ตามข้อความที่มีในพระคัมภีร์ไม่ได้ และเราก็ไม่ต้องรับรอง อะไร ; แต่เราจะบอกว่า มีอยู่ในพระคัมภีร์อย่างนี้ แล้ว เป็นสิ่งที่อาจจะตีความได้ตาม ต้องการ. ทีนี้ เราก็บอกว่า ถ้ายังไม่อาจจะตีความได้ ก็ยังไม่เป็นไร เพราะนี่ ยังไม่ใช่ ตัวศาสนา. ตัวศาสนานั้น คือว่า พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้อย่างไร, ตรัสเมื่อไร

น.543 ก็ตาม ได้ตรัสไว้อย่างไร ; นั่นแหละเป็นตัวศาสนา แล้วเอามาประพฤติปฏิบัติ. ให้ ถือเสียว่า พระพุทธเจ้าจะมีปาฏิหาริย์ หรือไม่มีปาฏิหาริย์ ท่านก็ยังตรัสอย่างนี้. โดยเฉพาะ เช่น หลักเกณฑ์เรื่องอริยสัจจ์ ๔ นี้จะเห็นได้ว่า เป็นคนละเรื่องกันกับความงมงาย ชนิดที่ ไสยศาสตร์หรือดูหมอดูอะไรที่ยกมาให้ดูเป็นตัวอย่างนั้น เป็นเรื่องไสยศาสตร์ไม่เกี่ยวกัน. การที่ ภิกษุ ในพุทธศาสนา ไปยุ่งกับไสยศาสตร์นั้น เป็นเรื่องเฉพาะคน. ผู้ที่เป็นเจ้าหน้าที่ ที่จะเผยแผ่พระพุทธศาสนา หรือว่า จะเป็นเจ้าหน้าที่ทาง การศึกษาของเยาวชน ก็มีปัญหาที่ลำบาก ที่จะพูดจากับคนสมัยนี้ว่าอย่างไร ในเรื่อง ชนิดนี้. ถ้าจะต้องพูด ก็พูดไปตามที่เป็นจริงว่า พระคัมภีร์มีอยู่อย่างนี้ จะไป ตีความ หมายของพระคัมภีร์เอาเองก็ได้. ถ้าจะให้ตีความ ก็ตีได้แต่อย่างนี้ทุกข้อ : ตีความเป็น ภาษาธรรม แล้วคนที่เขาฟังถูกและเข้าใจ ก็ยังคงเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าเท่าเดิม หรือ ยิ่งกว่า, และเลื่อมใสในวิธีการของคนโบราณ ที่เขาฉลาด ; และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศอินเดียในสมัยนั้น คงจะอยู่ในสภาพที่เขารับสิ่งเหล่านี้ได้ ทั้งโดยตัวหนังสือ และ โดยความหมาย. คนในอินเดียนั้น ก็มีแตกต่างกันลิบ : ที่โง่ก็โง่ ที่ฉลาดก็ฉลาด ที่ไม่รู้ หนังสือหนังหา ไม่รู้อะไรเลย ก็มีมาก ; มันก็ต้องมีอะไร ที่จะมายื่นให้คนเหล่านี้ · รับเอา ที่ง่ายที่สุด ถือไว้อย่างง่าย ๆ แล้วก็มีความเชื่อ แล้วก็มีความสุข ด้วยอำนาจ ของความเชื่อ นี้เป็นเหตุให้ศาสนายืนยาวมาได้ เอาไว้คอยต่อสู้กับลัทธิอื่น ที่เป็น คู่แข่งขัน ที่เขามีอะไรอย่างนั้นมากกว่าเรา.

น.544 ์มหาวิทยาลัย (คำถาม) ปัญหาต่อไป มีว่า "ผมคิดว่า ผมเองและเพื่อน ๆ ต้องการแนว ธรรมะที่จะไป apply สำหรับการครองชีวิตอย่างฆราวาสที่ดี สำหรับหนทางไปสู่พระ- นิพพาน โดยการตัดตัวกู - ของกูอย่างแท้จริงนั้น กระผมคิดว่า คงจะทำกันไปไม่ใคร่ได้, และคิดว่า หลักการตัวกู - ของกูที่ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะในการงานทุกอย่าง เป็นสิ่งที่ กระผมต้องการที่จะนำไปเป็นหลักปฏิบัติ (คำตอบ) ข้อนี้หมายความว่า ผู้ถามเห็นว่า เรื่องตัวกู - ของกูอย่างเต็มรูปนั้น เมื่อตัดได้แล้วเป็นพระอรหันต์ได้นั้น เขาเห็นว่าไม่ไหว ; แต่เรื่องตัวกู - ของกู ชนิด ที่จะใช้ได้ในชีวิตประจำวัน เกี่ยวกับมีสติสัมปชัญญะในการงานทุกอย่างนั้น เขาว่าดี. เรื่องนี้ก็ถูกแล้ว ขอให้นึกถึงบันทึกในพระคัมภีร์ที่ว่า พวกชาวบ้านไปทูลถาม พระพุทธเจ้าถึงเรื่องที่มีประโยชน์ที่สุดแก่ฆราวาส. พระพุทธเจ้าท่านตรัสเรื่องสุญญตา แก่ฆราวาส ; แต่ฆราวาสกลุ่มนั้นบอกว่า ไม่ไหว แล้วก็สั่นหัว. พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า ถ้าอย่างนั้น ก็ลดลงมาเป็น เรื่องโสตาปัตติยังคะ ที่มีความเชื่อ ยึดถือแน่นแฟ้นมั่นคง ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แล้วก็มีอริยกันตศีล คือศีลที่บริสุทธิ์. ฆราวาสกลุ่มนั้นก็ว่า อ้าว, เรื่องนั้นก็ปฏิบัติอยู่แล้ว. นี่เรื่องก็บอกอยู่ในตัวว่า ถ้าพ้นจากเรื่องที่ปฏิบัติอยู่แล้ว อย่างที่ฆราวาสเหล่านั้นกำลังปฏิบัติกันอยู่แล้ว ก็ไม่มี อะไรอีก นอกไปจากเรื่องสุญญตา. นี่ก็ปรับปรุงกันได้ให้เป็นระดับ ๆ ไป : สุญญตาที่ เหมาะสมสำหรับฆราวาสอย่างนั้น ก็ได้, สุญญตาที่จะเอาไปใช้เป็นพระอรหันต์เลยก็ได้. ทีนี้ เรื่องที่จะมีสติสัมปชัญญะเป็นประจำวันของฆราวาส เป็นอย่างไร ? เรา ก็ได้อธิบายกันแล้วโดยละเอียด ในการบรรยายตอนท้าย ๆ นั้นแล้ว. ปัญหานี้มีผู้ถามไว้

น.545 ก่อนหน้านั้น ยังไม่ได้เอามาตอบ ก็เป็นอันว่า ไม่ต้องตอบอะไรมาก. ในเรื่องที่ว่า จะเอาหลักเรื่องตัวกู - ของกูในขั้นมีสติ ในชีวิตประจำวัน ก็ไปอ่านดูจากข้อความที่ได้ อธิบายมาแล้ว ซึ่งต่อไปก็คงมีการพิมพ์เป็นเล่มหนังสือ. (คำถาม) ปัญหาต่อไปมีว่า เรื่องของกรรมดี กรรมชั่ว โดยเฉพาะผล ของกรรม จะสนองผู้ทำเมื่อไร ? ถ้าผลนั้นเกิดที่ใจของผู้กระทำแต่ฝ่ายเดียว ผู้ร้ายใจทมิฬ ที่มีความพอใจต่อการกระทำชั่วเขาจะรู้สึกเป็นทุกข์ เพราะกรรมได้อย่างไร ? (คำตอบ) ใจความของปัญหามีอยู่ว่า ผู้ร้ายที่เขาได้กระทำความชั่ว เพราะ พอใจในความชั่วที่ได้กระทำ มีความรู้สึกเป็นสุข แต่ว่าเขาเป็นทุกข์เพราะกรรมของเขาได้ อย่างไร ? ถ้าถือกันว่า กรรม หรือผลกรรม นี้เพ่งเล็งแต่การกระทำ หรือความรู้สึก ที่ใจอย่างเดียว ผู้ถามต้องการจะให้เล็งถึงการที่ถูกจับตัวไปลงโทษตามกฎหมาย นั่นเป็น ผลกรรม ; ส่วนความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจนั้นเอาเป็นที่แน่นอนไม่ได้ เพราะว่า บางคน เขาชอบ เขาพอใจจะเป็นอย่างนั้น อย่างพวกโจรเป็นต้น. นี่เป็นปัญหาที่เขียนขึ้น หรือว่าเป็นเรื่องคาดคะเน คำนวณมากกว่า. พวกโจรหรืออันธพาลใจทมิฬ จะรู้สึกเป็นสุขในการกระทำเช่นนั้น เป็นสิ่ง ที่เป็นไปไม่ได้ เพราะเขารู้สึกอยู่ว่า มันเป็นเรื่องที่ทำผิด ที่เขาต้องคอยหลบหนีอยู่. ส่วนความสุขที่จะได้ทำอะไรไปตามความโกรธแค้น หรือว่า ความโลภนั้น ก็จะเป็นสุขไป ไม่ได้ ซึ่งจะเหมือนกับว่า ได้ตีเขา ได้ค่าเขา แล้วจะรู้สึกเอร็ดอร่อยเป็นสุขนั้น เป็น เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะมันเป็นความรู้สึกชนิดที่หลอกลวง เพียงระบายความรู้สึกที่ อัดอั้นอยู่ในใจ.

น.546 ์มหาวิทยาลัย พวกโจร หรือพวกที่มีจิตใจถึงขนาดที่เรียกว่ากักขฬะ หรือทำอะไรที่มีความ หมายว่าเกินธรรมดาไปนั้น เป็นความรู้สึกที่ถือเอาเป็นประมาณไม่ได้ แม้บางอย่างมัน จะคล้าย ๆ กัน. ที่ว่า เขาไม่กลัว เขาพอใจ เขาไม่อะไรเหล่านี้ นั่นเป็นแต่เพียงว่า เขาซ่อนความกลัว หรือข่มความกลัวความอะไรไว้; ไม่ใช่ว่าไม่กลัว แต่ความรู้สึก ผิดชอบชั่วดีได้ถูกข่มเอาไว้. เรื่องดังที่กล่าวนั้นจะต้องเป็นไปตามกฎของกรรม เมื่อมีการปะทะไว้ด้วยแรง ของความรู้สึกที่บ้าบิ่น ระยะ เวลาที่จะรับผลกรรมนั้น ก็ยืดออก ไปนิดหน่อยเท่านั้น ไม่เท่าไรก็จะต้องได้รับทุกข์เต็มตามกฎเกณฑ์. เรื่องอย่างนี้ ทำให้นึกถึงพระพุทธภาษิต ที่ว่า : - เมื่อบาปยังไม่ให้ผล คนพาลก็รู้สึกบาปนั้นว่า เป็นเหมือนน้ำผึ้ง ; พอถึง คราวบาปให้ผลขึ้นมา คนพาลจึงจะรู้ว่า มันเป็นยาพิษ แล้วก็เดือดร้อนอยู่ด้วยสิ่งที่ กระทำลงไป. ส่วนข้อที่ว่า ความดีความชั่ว หรือผลของความดีความชั่ว เอาที่จิตใจเป็น หลัก นั้น ก็ยังคง ถูกต้อง ; หมายความว่า ต้องเอาที่จิตใจเป็นหลักก่อนเสมอ. เรื่อง ข้างนอกที่เขาจับได้ แล้วเอาไปลงโทษ, ถ้าเขาจับไม่ได้ก็ไม่ถูกลงโทษ นี้ไม่ใช่ตัว เรื่อง ; มันเป็นเรื่องที่แฝงกันเท่านั้นเอง เป็นเรื่องของสังคม ที่สังคมจะต้องจัดการไป ตามความจำเป็น หรือความเหมาะสมของสังคม. ในเรื่อง กรรม นี้เป็นเรื่องของทางศาสนาโดยตรง เขา เอาที่จิตใจที่ออกมา เป็นการกระทำ : เขาคิดชั่ว ก็เรียกว่าเป็นคนชั่ว, ถ้าทำหรือพูดไปอย่างชั่ว เป็น

น.547 ความชั่ว ก็เรียกว่า เป็นคนชั่วสมบูรณ์. ถ้าเขาคิดดีก็เป็นคนดี ทำไปตามความคิดที่ดี ก็เป็นคนดี เพราะเขาจะพูดกันแต่ว่าดีหรือชั่ว. ส่วนที่จะติดตะรางหรือไม่ ก็ตามใจเถิด เพราะเป็นเรื่องของสังคม หรือจะได้ผลเป็นอย่างอื่นก็สุดแท้ เรื่องความดีความชั่วนี้เป็นเรื่องของศีลธรรม เป็นเรื่องเกี่ยวกับสังคม มีอยู่ ในคัมภีร์ทางศาสนาบ้าง ก็เพื่อประโยชน์ทางสังคม ทางศีลธรรม ; ส่วนลัทธิศาสนา เป็นตัวกฎของธรรมชาติ เป็นตัวความจริง ที่ลึกซึ้งไปกว่านั้น ก็บัญญัติได้อย่างนี้ เมื่อ อย่างนี้บัญญัติว่าเป็นความชั่ว ก็ต้องเป็นความชั่ว ; เพราะดี หรือ ชั่วนี้ขึ้นอยู่แก่การ บัญญัติ. แต่ ทางศาสนา นี้ยังต้องการจะไปไกลกว่านั้น อย่าลืมเสีย คือว่า ไปเหนือดี เหนือซั่ว ที่เราเรียกกันว่า กรรมที่สาม. กรรมดี - ดี, ความเป็นไปอย่างดี ก็ไม่พ้นความเกิด แก่ เจ็บ ตาย นั่ง ร้องไห้อยู่เหมือนกัน ; แม้ทำชั่วก็ไม่พ้นจากความเกิด แก่ เจ็บ ตาย นั่งร้องไห้อยู่ เหมือนกัน. มันต้องไปเหนือดีเหนือชั่ว จึงจะไม่มีเรื่องร้องไห้ หรือเรื่องหัวเราะ หรืออะไรอีกต่อไป เป็นอย่างนี้. กรรมดี กรรมชั่ว นี้ยังอยู่ในระดับต่ำ ที่ยังเวียน ว่ายอยู่ในกองทุกข์อย่างดีบ้าง อย่างชั่วบ้าง เรายังไม่ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญอะไรนัก. สำหรับ เรื่องตัว ศาสนาแท้จริง ต้องการจะไปให้พ้นตีพ้นชั่ว. ถ้าเรามองดูกันในโลกนี้ ก็ถือว่า ดีเป็นของสูงสุด ชั่วเป็นของต่ำสุด ; แต่ ถ้าเรามองดูไปจากนอกโลก มันก็ไม่ไหวทั้งสองอย่าง ; ยังเป็นชั้นที่อยู่ในโลกด้วยกัน ทั้งนั้น ต่อเมื่อออกไปนอกโลกได้ จึงจะเรียกว่าสูง หรือว่าดีแท้จริง. แต่เรื่องอย่างนี้ ไม่อยู่ในวิสัยที่จะมาสอนเด็ก หรือสอนคนที่ยังไม่รู้ว่า แม้แต่อะไรชั่วอะไรดี เลยบัญญัติ ขึ้นโดยความคิดของมนุษย์ โดยน้ำมือของมนุษย์ ว่า : ที่ทำให้เดือดร้อนมาก ๆ เหลือทน

น.548 ์มหาวิทยาลัย นั่นแหละเป็นชั่ว, ถ้าไม่มีใครเดือดร้อนก็เรียกว่าดี. แต่ทางฝ่ายจิตฝ่ายวิญญาณ ที่สูง ขึ้นไปนั้น แม้ที่เรียกว่าดีนั้น ก็ยังทำให้มีผลเป็นความเดือดร้อนอย่างที่มองไม่เห็นตัว คือ เป็นความยึดมั่นถือมั่น แล้วก็ มีความทนทรมานในทางจิตใจ ด้วยความดีนั้นเอง. ปัญหาข้อที่ถามนี้ จึงเป็นปัญหาที่เรียกว่า เป็นปัญหาเด็ก ๆ เมื่อเทียบกับ หลักพุทธศาสนาทั้งหมด ก็คือเรื่องเหนือดีเหนือชั่ว (คำถาม) ปัญหาข้อต่อไปมีว่า กรรมชั่วที่เกิดเนื่องแต่การคอรัปชั่นประเทศ ชาติที่เห็นอยู่ทั่วไปในเวลานี้ นอกจากจะต้องคอยหลบหนีเงื้อมมือของกฎหมายแล้ว ผล กรรมจะสนองเขาด้วยวิธีใดอีก เพราะบางคนมีอิทธิพลเหนือกฎหมาย ต่อเมื่อตายแล้วจึง มีคนกล้าเปิดเผยความผิด ถ้าเข้าทำนองนี้ ผลกรรมจะสนองเขาเมื่อไร ถ้าหากเขาตาย และดับสูญไปทั้งร่างกายและวิญญาณจริง. (คำตอบ) ข้อนี้ผู้ถามเขามีความรู้สึกเอียงไปในทางที่พวกหนึ่งเขาถือว่า ตาย แล้วสูญ ตายแล้วสิ้นสุดกัน ไม่มีคนเหลืออยู่, คน นั้นมิได้เหลืออยู่อีก. นี่มีปัญหา ว่า เขาทำชั่ว คอรัปชั่น กฎหมายก็ยังทำอะไรเขาไม่ได้ เมื่อเขาตายไปแล้ว ก็คงจะไม่มี ใครทำอะไรเขาได้ แล้วเขาถามว่า สำหรับคนชนิดนี้ ในกรณีนี้ ผลกรรมจะสนองต่อเขา เมื่อไร. นี้ผู้ถามมองเอาเองอย่างรวบรัด ไม่มองให้เห็นตามหลักกรรมที่ว่า ทำดี ดีเสร็จ, ทำชั่ว ชั่วเสร็จ ; คือมีผลสนองเสร็จตั้งแต่ในขณะทำนั้น คือเป็นคนดี เสร็จ หรือชั่วเสร็จ ในขณะที่ทำ. นี่เป็นผลที่แท้จริงในเรื่องกรรมตามหลักของศาสนา เป็นอย่างนี้. ส่วนทางสังคมนั้น ก็ตามใจ มันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ส่วนหนึ่ง. ถ้ามี

น.549 อะไรเข้ามาแทรกแซง ยังไม่ทันจะให้สังคมลงโทษได้ เช่น เพราะเขาชิงตายไปเสียก่อน ก็ย่อมมีการลงโทษโดยวิธีอื่น, เป็นเรื่องตำหนิติเตียนกันอยู่ข้างหลัง ในประวัติศาสตร์ เท่านั้นเอง. แม้อย่างนี้ก็ถือว่าเป็นการลงโทษที่ร้ายกาจ ; แต่ก็ไม่เข้ากันกับเรื่องดีเสร็จ ชั่วเสร็จแล้ว แต่เมื่อทำ. ที่เป็นหลักของศาสนานั้น พอไปทำชั่วก็ชั่วทันที เป็นคนชั่วเสร็จแล้ว, ได้ เงินมาก็เป็นเงินชั่ว, เอามาเลี้ยงลูกเลี้ยงเมีย ก็เป็นเรื่องพลอยชั่วไปด้วย เพราะว่ารู้กัน. ทีนี้ อยากจะขอเตือนให้สังเกตว่า หลักบัญญัติทางศาสนานั้น ไม่มีทาง จะผิด ; ถ้าเกิดขัดแย้งหรือว่า เข้าใจกันไม่ได้ และมีผิดอยู่ นี้ก็เพราะว่า เราไม่เข้าใจ หรือว่า เราตีความเอาผิด ๆ. ข้อนี้ขอให้ถือเป็นหลักตายตัวว่า กฎเกณฑ์ หรือ หลักทาง ศาสนา จะผิดไม่ได้ ; นี่พูดเอาอย่างแบบเผด็จการ เพราะว่า เป็นเรื่องที่บัญญัติตามกฎ ของธรรมชาติ ที่ลึกซึ้ง ซึ่งไม่มีทางผิด; ที่เกิดไปเห็นว่าผิด ก็เพราะเข้าใจไม่ได้ หรือว่า มีความเห็นขัดแย้งอะไร ก็เพราะคนนั้นเอง ตีความหมายไม่ถูก. สำหรับคำถามที่ว่า แล้วเขาจะรับกรรมเมื่อไร ? ก็ตอบว่าได้รับทันทีเมื่อทำ เสร็จ. ส่วนในเรื่องของทางโลกนั้น มันไม่ใช่เรื่องจริง, หรือจะใช้หลักที่ว่า ตลอด เวลาที่บาปยังไม่ให้ผล คนพาลเห็นบาปเป็นน้ำผึ้งไปก่อน จนกว่าจะเห็นเป็นยาพิษ ; นี้ก็ เป็นเรื่องอีกเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องที่สอง. ส่วนเรื่องที่คนพาลทำชั่วนั้น เป็นคนชั่วไป เสร็จแล้วนั้น ไม่ต้องรอต่อทีหลัง คือรอไปจนกว่าเมื่อไรบาปจะให้ผล แล้วก็เดือดร้อน อยู่นั้น ; เป็นเรื่องของศีลธรรม พูดไว้สำหรับสังคม ซึ่งบอกอยู่แล้วในตัวว่า ที่เรียก ว่าคนพาลนั้น คือเป็นพาลแล้ว ชั่วแล้ว ถึงที่สุดของการให้ผล ตามหลักของทาง ธรรม.

น.550 ปัญหาที่ว่า ผลกรรมจะสนองเขาโดยวิธีใดบ้าง ? นี้ก็มีหลายวิธีจริงเหมือนกัน ถ้าถือโดยหลักทางธรรม ผลก็สนองเสร็จแล้ว สนองทันควัน สนองอย่างยุติธรรมที่สุด. เขาทำชั่วมาก ก็เป็นคนเลวมาก, ทำชั่วน้อยก็เป็นคนชั่วน้อย, ทำดีก็เป็นคนดี ; นี่คือวิธีหนึ่งตามกฎเกณฑ์ของทางธรรม. ต่อจากนั้น ก็มีปฏิกิริยา หรือสิ่งที่จะเกิดเนื่องกันเข้ามานี้ยังมีอีก ซึ่งจะเป็น ผลให้เขาเดือดร้อน หรือสนุกสนาน หรืออะไรยังมีอีก ; แล้วถ้าเขาเป็นคนมีอำนาจ อย่างนี้ก็มีความยกเว้นเป็นพิเศษ หรือมีอะไรพิเศษออกไปอีก. แต่ในที่สุดก็ไม่หนีไป จากหลักที่ว่า ทำดีก็ดี, ทำชั่วก็ชั่ว; นี่มีเพียงอย่างเดียว. ส่วนอะไรที่ไหน มากน้อย อย่างไร นี้ก็มีมากมาย ยุ่งยาก แล้วแต่กรณี เรื่องกรรมเป็นเรื่องบัญญัติทางศีลธรรม เพื่อสังคมด้วยเหมือนกัน. เรื่อง กรรมทั่ว ๆ ไป เว้นไว้แต่ กรรมในพุทธศาสนาโดยเฉพาะ คือ กรรมที่สาม บัญญัติ เพื่อดับทุกข์ทางจิตใจของบุคคลเฉพาะคน : ส่วนเรื่องกรรมดี กรรมชั่ว กรรม ทั่วไป มีในศาสนาอื่นทุกศาสนา นั้นเป็นเรื่องทางสังคม. พูดได้ตรง ๆ ว่า ไม่ใช่เรื่อง กรรมของพุทธศาสนา. พุทธศาสนามีเรื่องให้ปฏิบัติ คือ อริยมรรคมีองค์แปด เป็นกรรมที่สาม สำหรับยกเลิกหรืออยู่เหนือกรรมดีกรรมชั่ว. แต่ที่เขาถามนั้นเป็นเรื่องกรรม ชนิดที่ เป็นเรื่องศีลธรรมของคนทุกคน หรือทุกศาสนา แล้วก็ไปคาบเกี่ยวกันเข้ากับเรื่องกรรม ที่สูงสุดของพุทธศาสนา ก็เลยดูตีกันยุ่งไปหมด. เพราะฉะนั้น ขอให้ถือไว้เป็นหลัก ประกันความพันเผื่อว่า ทำดี ดี, ทำชั่ว ชั่ว, เกิดเป็นกรรมจากการกระทำ ; แต่แล้ว ก็ยังเวียนว่ายอยู่ในความทุกข์. พุทธศาสนาต้องทำจนเหนือกรรม สิ้นกรรม พ้นกรรม, มีจิตใจอยู่เหนือกรรม

น.551 สำหรับหลักการทางสังคมก็ว่า ทำแต่ดี อย่าทำชั่ว, แล้วพอใจอยู่ในผล กรรมที่เป็นความดีชนิดนั้นไป ตามภาษาชาวบ้าน ชาวโลก หรือในเรื่องทางสังคม : เป็นคนดี เป็นคนร่ำรวย เป็นคนสวย เป็นคนอะไรไปตามเรื่องของเขา ที่เขาพอใจกัน ไปนั้น ซึ่งยังไม่ใช่ดับทุกข์. สรุปปัญหานี้ว่า ผลกรรมจะสนองเขาเมื่อไร ! พูดตามแท้จริง ตามหลัก ศาสนาก็คือ สนองเมื่อเขาทำเสร็จ เพราะฉะนั้น เราไม่มีปัญหาที่จะพูดกันถึงเรื่อง เมื่อ เขาตายไปแล้ว, ตายก็ตายไปแล้ว. เมื่อพูดทางศีลธรรมก็ว่า กรรมนี้ตามไปทุกภพ ทุกชาติ. (คำถาม) ปัญหาต่อไปมีว่า เรื่องอานิสงส์ของการบวช ที่มีทั้งแก่ตนเอง และผู้อื่น มีอยู่อย่างไร ? (คำตอบ) นี้เคยพูดอย่างละเอียด เมื่อมีการสอนเจ้านาค พวกคุณคงไม่เคย ได้อ่าน ไปลองอ่านดูก็แล้วกัน ในที่นี้จะตอบอย่างย่นย่อแต่ใจความว่า : - เมื่อมาบวช ตนเองก็ได้ประพฤติธรรมและวินัย ประพฤติบทเรียนชนิดที่ ทำให้รู้จักสิ่งที่ไม่เคยรู้จัก, ให้ได้รู้จัก ได้รับผลเป็นความดี คือมีจิตใจสะอาด สว่าง สงบ ได้มากกว่าเดิม. นี่เรียกว่าผู้บวชได้รับผล. ผู้อื่นพลอยได้ด้วย พูดอย่างกำปั้นทุบดินก็คือว่า คนเขาพลอยยินดีด้วย มีความสบายอกสบายใจไปด้วย นี้ก็ถือว่า เป็นผลด้วยเหมือนกัน. อย่างที่ลูกหลานบวชนี้ ญาติพี่น้องทั้งหลายก็พลอยดีอกดีใจ พลอยสบายใจไปด้วย, คนนอกนั้นที่เขามีจิตใจ

น.552 ์มหาวิทยาลัย เป็นธรรม ก็พลอยยินดีไปด้วย, นี้ไม่มีทางผิด. แต่ที่เรามุ่งเฉพาะในพระพุทธศาสนา นี้ก็คือ ให้มองไปในแง่ที่ว่า การบวชนี้เป็นการช่วยกันสืบอายุพระศาสนา ; บวชกี่วัน ก็ขอให้ถือว่า สืบอายุพระศาสนาเท่านั้นวัน. ในชั้นดี เมื่อได้เป็นพระขึ้นมา ก็ได้ มีการเรียน มีการปฏิบัติ ได้รับผล ของการปฏิบัติ ในชั่วระยะที่บวชเป็นพระ ก็ได้สืบอายุพระศาสนาอย่างยิ่ง ; ศาสนา มีชีวิตรอดอยู่ได้ ก็เพราะว่ามีคนเรียน มีการปฏิบัติ มีคนได้รับผลของการปฏิบัติ แล้ว สอนต่อ ๆ กันไป .... คน ๆ หนึ่งอายุไม่เกิน ๑๐๐ ปี บวชเข้ามาแล้ว ก็มีอายุพอสืบอายุ พระศาสนาไปได้ระยะหนึ่ง ; สมมุติว่าบวชอายุ ๒๐ ปี ก็จะสืบอายุพระศาสนาได้สัก ๘๐ ปี หรือต่ำกว่านั้น. บวช ๒ - ๓ เดือนก็เหมือนกัน เพราะว่าโลกนี้มีอายุเป็นล้าน ๆ ปี. การบวชทำให้ศาสนายังคงมีอยู่ในโลก คนก็ได้รับประโยชน์จากการที่ยัง มีศาสนา, ทุกคนในโลกก็ได้รับ ใครจะรู้หรือไม่รู้ก็ตามใจ. ศาสนายังมีอยู่ในโลก ก็คุ้มครองโลกมิให้แตกดับ ทำให้คนทุกคนที่อยู่ในโลกพลอยได้รับประโยชน์ ไม่มาก ก็น้อย รู้สึกตัวก็ได้ ไม่รู้สึกตัวก็ได้ เรียกว่า มีประโยชน์ มีอานิสงส์. ถ้าจะพูดให้ กว้างก็ว่า ความดีที่มีอยู่ในโลกนี้ ก็ช่วยโลก เพราะฉะนั้น ช่วยกันทำให้มีความดีอยู่ ในโลก. ความรู้ที่ทำให้ดับทุกข์ได้ชนิดไหนก็ตาม เรียกว่า ความดีในที่นี้ คือสิ่งที่มี ประโยชน์แก่โลก. การบวชจึงเป็นเรื่องเข้ามาศึกษาสิ่งที่เรียกว่า ดีที่สุดของมนุษย์, แล้วทำให้มีเหลืออยู่ ในลักษณะที่เรียกว่ามอบหมายกันต่อ ๆ ไป. เดี๋ยวนี้เราได้บวช เพราะมีคนสืบเรื่องการบวชนี้ สืบมาจนถึงเรา เราก็ได้ บวช. เก่า ถ้าไม่มีใครสืบ ก็สูญสิ้นกันไปนานแล้ว. บวช คือ การสืบอายุพระศาสนา ก็คือ อานิสงส์ที่ได้แก่ผู้อื่น และได้แก่ศาสนาเอง.

น.553 ปัญหาเหลืออยู่นิดเดียวว่า ฆราวาสสืบศาสนาได้หรือไม่ ? ตอบว่า ได้เหมือนกัน ถ้าเขาปฏิบัติอย่างเดียวกับพระ, หรือถ้าเขาปฏิบัติอย่างเดียวกับพระก็เป็นพระไปเสียเลย โดยไม่รู้สึกตัว. แต่โดยทางที่จะเรียกว่าถูกต้อง หรือยุติธรรม ฆราวาสก็คือผู้สนับสนุน พระ คือทำหน้าที่สืบศาสนาโดยตรง หรือมีหุ้นส่วน. พวกชาวบ้านเขาใส่บาตรให้พวก เราทุกวันอย่างนี้ ; คุณก็ไปบิณฑบาต ก็จงมองดูเขาในฐานะผู้ร่วมมือ ผู้มีหุ้นส่วนใน การช่วยกันสืบอายุพระศาสนา. (คำถาม) ปัญหาต่อไปมีว่า กระผมอยากทราบว่า กิเลสมีกี่ชนิด กี่ประเภท กันแน่ ? พวกตัณหาต่าง ๆ เช่น กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา จัดเป็นกิเลสพวก หนึ่งใช่หรือไม่ ? (คำตอบ) ปัญหาอย่างนี้เห็นได้ชัดว่า เขาไม่เคยเล่าเรียน หรือไม่เคยได้ เล่าเรียนทางธรรมะธัมโมโดยตรง เพิ่งจะมาแตะต้องเป็นครั้งแรก จึงถามว่า ตัณหาเป็น กิเลสหรือไม่ ; อย่างนี้พวกอยู่ในวัดเขาก็หัวเราะ คำว่า "กิเลส" ใช้เป็นคำ ๆ เดียวรวมหมดทั้งพวก กิเลสทุกชนิดจะเรียกชื่อว่า อย่างไรก็ได้ คำว่า กิเลส แปลว่าสกปรก ; ตัวหนังสือแปลว่าสกปรก ; อะไร สกปรกก็เรียกว่าเป็นกิเลสไปหมดจะเรียกชื่อว่า ตัณหา อวิชชา อุปาทาน อะไรก็ตาม ก็เป็น ของสกปรก เป็นกิเลสไปหมด. สีโค๊ก) สกปรกในที่นี้ หมายความว่า น่าขยะแขยง เพราะว่าทำให้เกิดความทุกข์ เป็นความสกปรกทางฝ่ายวิญญาณ ทาง spiritualism ไม่ใช่สกปรกฝ่ายวัตถุ เช่น โคลน อุจจาระ ปัสสาวะ ซึ่งสกปรก. ถ้าเอามาเปรียบเทียบกัน ผู้รู้ก็จะเห็นว่า กิเลสนี้สกปรกยิ่งกว่า

น.554 อุจจาระ ปัสสาวะ หรืออะไรทำนองนั้น ; เพราะฉะนั้น คำว่า โคลนหรืออะไรทำนองนี้ ก็เป็นชื่อของกิเลสเหมือนกัน, เป็นกิเลสประเภทราคะ หรือกามารมณ์. มีคำว่า ปังกะ คือโคลนตามธรรมดา, นั่งกะ ในภาษาธรรม หมายถึงกามารมณ์ หรือ ความลุ่มหลง ในกามารมณ์ , เบือกตม กล่าวคือกาม เรียกว่า กามปั่งกะ ในคำตรวจน้ำก็มีอยู่. ถามว่า กิเลสมีกี่ชนิด ? ตอบไม่ไหว ที่จะต้องไปเรียงชนิด. กี่ประเภทนั้น พอจะพูดได้. สรุปแล้วมีประเภทเดียว คือสกปรก ; สิ่งที่เป็นของสกปรกแก่จิตใจ มีประเภทเดียว อย่างเดียว. ทีนี้ จะแบ่งแยกว่า กิเลสทำให้สกปรกได้ในแง่ไหนบ้าง ? ก็เลยแบ่งแยกเป็น โลภะ โทสะ โมหะ, บางทีก็เรียกว่า ราคะ โทสะ โมหะ. กลุ่มแรก โลภะ บางที ก็เรียก ราคะ, บางทีก็เรียก ตัณหา. กลุ่มที่ ๒. เรียกว่า โกธะ โทสะ พยาบาท หรืออะไรอื่นแล้วแต่จะเรียก. กลุ่มที่ ๓. เรียกว่า โมหะ ในฐานะที่เป็นนักศึกษา จะทำการศึกษา ควรจะมีหลักวิชาซึ่งมีเหตุผล ผมก็อยากจะบอกความหมายของกิเลส ทั้งสามประเภทนั้นดังนี้: - ประเภทแรก โลภะ ราคะ ความโลภ ความกำหนัด ความต้องการ ความ ปรารถนา เป็นกิเลสประเภทที่มีอาการดึงเข้ามาถือไว้ กอดรัดไว้, เป็นประเภทที่ดึง เข้ามาหาตัว. ความรักก็ดี ความโลภก็ดี ความกำหนัดก็ดี ความปรารถนาก็ดี เป็น พวกความต้องการ ล้วนแต่จะดึงเข้ามาหาตัว มีชื่อมากหลายสิบชื่อ. ประเภทที่สอง ไม่ดึงเข้ามาหาตัว ผลักออกไป กระทั่งว่า ต้องการจะทำลาย เสียให้หมดสิ้น ไม่ทะนุถนอม คือมีชื่อว่า ความโกรธ โทสะ มีชื่อยื่นอีกมาก ; เป็น

น.555 พวกตรงกันข้ามกับพวกอย่างที่หนึ่ง ซึ่งต้องการเอาเข้ามากอดไว้ ส่วนอย่างที่สอง ผลัก ออกไป หรือทำลายเสียให้สูญสิ้น. ประเภทที่สาม เรียกว่า โมหะ นี้คือไม่รู้ มันหลับตา ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร, ก็ทำไปอย่างไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร, ทำให้มีความทุกข์ โดยไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ; เป็น ความสนใจ ที่ทำให้เกิดความทึ่ง แล้วไม่รู้ก็ทำให้เกิดความสงสัยลังเล, เรียกว่าเป็น ความวนเวียนอยู่รอบ ๆ ไม่รู้ว่าจะเอาเข้ามา หรือว่าจะผลักออกไป. อันนี้ในที่สุดก็ไป อยู่ในรูปที่เอาเข้ามา หรือผลักออกไป แต่เวลานี้ยังไม่เป็นอย่างนั้น ก็เรียกว่ามืดเป็นโมหะ ให้มองเห็นภาพพจน์ดังนี้ : - กิเลสพวกแรก ดึงเข้ามาหาตัว มายึดถือไว้ กอดรัดไว้. กิเลสพวกที่สอง ผลักออกไป เตะออกไป ไม่ให้เข้าใกล้ กิเลสพวกที่สาม วนเวียนอยู่รอบ ๆ ไม่รู้ว่าอย่างไรกันแน่ เป็นกิเลสประเภท สงสัย ลังเล แต่ยังมีความทึ่ง ความสนใจอยู่. กิเลสทั้งสามประเภทนี้ รวมยอดลงเป็นอันเดียว มาจากอวิชชา. อวิชชา ก็ปราศจากความรู้ มันเลยทำให้เกิดโลภะ จะเอาเข้ามา, เกิดโทสะ คือ ผละออกไป, หรือว่าจะวนเวียนอยู่ด้วยโมหะ ก็ตามใจ. อวิชชา เป็นแม่ของเขาทั้งหมดในบรรดากิเลส ; มันก็ปรุงให้เป็นความโลภ เข้ามาในบางกรณี, ในบางกรณีเป็นความโกรธขึ้นมา, เป็นความสงสัยลังเลอยู่ใน บางกรณี. กิเลสก็มีอยู่เท่านี้ มีสามตัว หรือสามประเภท มาจากตัวเดียว คืออวิชชา. สิ่งที่เรียกว่า อุปาทานนั้น มีได้ในทั้งสามตัว นั่นคือ อุปาทานเป็นโลภะ, อุปาทานเป็น โกรธ, อุปาทานเป็นลังเลสงสัย เพราะว่ามาจากอวิชชา ก็มีได้ ในรูปต่าง ๆ เช่นเดียว

น.556 กับอวิชชา คลอดมาเป็นอะไรก็ได้ด้วยอุปาทาน : เราก็รักด้วยอุปาทานในอะไร, เราก็ เกลียดด้วยอุปาทานนั้น, แล้วเราก็ลังเลสงสัย. กิเลสมีกี่ชนิด กี่ประเภทกันแน่ ? ก็แล้วแต่จะแบ่ง. มองดูไปที่แม่ของมัน ก็คือของสกปรก มือวิชชา เป็นชื่อของตัวประธาน, แล้วคลอดลูกมาเป็นนั้น เป็นนี่ ไม่ใช่พร้อม ๆ กัน แล้วแต่กรณี แล้วแต่โอกาส. เช่น ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูก ได้กลิ่น ฯลฯ เมื่อไรมันมีอาการอย่างนี้แล้ว ไม่มีความรู้ ไม่มีสติสัมปชัญญะ ไม่มีสติ ปัญญา อวิชชาก็จัดการไปตามเรื่อง ปรุงให้เกิดความโลภบ้าง, ในบางกรณีก็เป็นโทสะ ความโกรธบ้าง: ไม่ใช่ว่าสามอย่างนี้เกิดขึ้นพร้อมกัน แล้วก็เป็นของที่เพิ่งเกิด. เมื่อมีการปรุงแต่งในจิตใจ เมื่อตาเห็นรูป เป็นต้น อย่าได้เข้าใจผิด ๆ ไปว่า ความโลภ ความโกรธ ความหลง เกิดอยู่แล้ว เต็มอัดอยู่แล้วข้างในอย่างนั้น ; จะเป็นความเข้าใจผิด ประเภทที่ว่า สิ่งต่าง ๆ เป็นของเที่ยง เป็นอะไรไปทำนองนี้. สิ่งต่าง ๆ มีการปรุงแต่งเรื่อย ในบทที่เราพูดว่า สุทธิ สงฺขาร สฺตฺติ - ความสืบเนื่องของสิ่งที่ปรุงแต่งกันอยู่เรื่อย ; ไม่มีคน ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา. กิเลสก็เหมือนกัน เป็นของปรุงแต่งขึ้นในจิตใจ มีพฤติเปลี่ยนไปตามเหตุ ตามปัจจัย อยู่เรื่อยๆ พอถึงขั้นที่ทำให้จิตใจเศร้าหมอง เราเรียกว่า กิเลส หรือของ สกปรก ก็มีชื่อเรียกตามอาการ ที่แสดงอยู่.

น.557 ถ้าเคยเข้าใจว่า กิเลสเป็นอย่างอื่น ก็เข้าใจเสียให้ถูกต้อง ว่าตัวมันสกปรก ทำจิตใจให้สกปรก ในแง่ใดแง่หนึ่ง, ซึ่งสกปรกในที่นี้ หมายถึงเป็นความทุกข์ มัน ให้เกิดความทุกข์ แล้วเป็นของน่าขยะแขยง น่าเกลียด น่ากลัว น่าอะไรทุกอย่าง เรียกว่า กิเลส. ถ้าไม่เคยทราบถึงข้อนี้ อาจจะเข้าใจเตลิดเปิดเปิงไปในทางอื่นก็ได้ ให้เข้าใจ เป็นหลักประกันความพื้นเผื่อว่า ลิเลส แปลว่า เป็นสิ่งเศร้าหมอง เป็นของสกปรก. นี้เวลาก็หมดแล้ว.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต