Buddhadasa.org

ค่ายธรรมบุตร ครั้งที่ ๑ — ลูกเสือคือธรรมบุตร

ค่ายธรรมบุตร —

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.30 วันนี้ เท่าที่นึกออกก็มีแต่ความคิดเห็นบางอย่างบาง ประการ ซึ่งควรจะถือว่า เป็นเรื่องความคิดเห็นส่วนตัว ; เพราะว่าเรื่อง หลักสูตรหรือหลักวิชาหรือกฎเกณฑ์อะไรต่างๆ นั้น เป็นเรื่องที่ท่านทั้งหลาย ก็ทราบดีอยู่แล้ว ; เรื่องที่จะเป็นประโยชน์ออกไปก็คือ เรื่องที่ยังไม่เคยทราบ ไม่เคยคิดเคยนึกก็ได้; เพราะฉะนั้นจึงได้ถือเอาโอกาสนี้เป็นโอกาสสำหรับ บรรยายความคิดเห็นส่วนตัวและเกี่ยวกับลูกเสือ. ๑

น.31 ข้อคิดเกี่ยวกับคำว่าลูกเสือ ข้อแรกที่สุดก็คือ ความรู้สึกของอาตมาเอง เกี่ยวกับคำว่า "ลูกเสือ" คนอื่นหรือแม้แต่หลักการของลูกเสือเอง อาจจะรู้สึกในความหมายของคำว่า ลูกเสือ เป็นอย่างอื่นก็ได้ ไม่จำเป็นจะต้องเหมือนกัน. แต่สำหรับอาตมานั้น สรุปความแล้ว รู้สึกว่า คำว่าลูกเสือนี้ก็เป็นคำที่เหมาะดีสำหรับยุวชน คือหมายถึง การที่มีความ กล้าหาญ มีสมรรถภาพ อย่างเดียวกับเสือ แต่ไม่ใช่เป็นเสือไปในทางที่จะ ทำร้าย ต้องเป็นเสือในทางที่จะต้องทำความดี ; แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเรียกว่า เสือ ได้เหมือนกัน. สำนวนอย่างนี้มีในภาษาของพระธรรม หรือของพระศาสนา คือว่า ให้กล้าหาญ หรือสามารถเหมือนเสือ ในการที่จะทำลายสิ่งซึ่งเป็นศัตรู เป็นอุปสรรค เป็นปรปักษ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับภิกษุก็คือการทำลายกิเลส. ในพระบาลี มีคำกล่าวอุปมาใช้แก่ ภิกษุผู้บำเพ็ญกัมมัฏฐานภาวนานี้ว่าเป็น เสือ ซุ่มอยู่ในป่าคอยจะจับสัตว์ป่า. นั้นก็คือ การปฏิบัติธรรมะ หรือตัววิปัสสนา นั่นเองเรียกว่า "ป่า" แล้ว จับสัตว์คือ "กิเลส" และ ฆ่ากิเลสนั้นให้ตาย ; เพราะฉะนั้น คำว่า เสือ ที่นำมาใช้แก่ภิกษุในกรณีอย่างนี้นั้น หมายถึงการทำดี ; ไม่ใช่เสือที่ เบียดเบียนสัตว์อื่นอย่างไม่มีความหมาย, หรือเสืออย่างที่เรียกว่า เสืออันธพาล ; เพราะฉะนั้นเราจะถือเอาคำว่า เสือ ในลักษณะที่มีความหมายอย่างนี้ เป็นข้อใหญ่ใจ ความ. อาตมาอยากจะขอร้องให้ถือเอาความหมายอย่างนี้ ในฐานะที่เกี่ยวกับธรรมะ ไม่ได้หมายความว่า เพียงแต่กล้าหาญ หรือเข้มแข็ง หรือมีสมรรถภาพ, แล้วนำไปใช้ ในทางที่ผิด ; แต่ใช้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ตนเอง และแก่ผู้อื่น หรือแก่โลกให้ถึงที่สุด. กิจกรรมของลูกเสือ เป็นความมุ่งหมายทางศาสนาด้วย ถ้าเราจะมองดู กิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับลูกเสือมาตั้งแต่เริ่มแรก จะปรารภเรื่องของโลก หรือเรื่องของส่วนรวมเป็นส่วนใหญ่ ; เหมือนอย่างว่าเห็นเด็ก

น.32 ประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นอันธพาลเกเร เป็นอันตรายต่อสังคม ก็ต้องนึกที่จะจัดการแก้ไข ให้กลายเป็นดี. ความมุ่งหมายอย่างนี้ เป็นความมุ่งหมายของกิจกรรมในทางศาสนา ทั่ว ๆ ไปด้วย ; และโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็ศาสนาคริสเตียน มีนิกายที่สำคัญ ๆ เกิดขึ้น เพื่อจะจัดการกับเด็ก ที่ไร้ที่พึ่ง หรืออนาถา หรือเกเร กระทั่งเป็นเด็กเกเรอยู่ตามถนน หรือตามหน้าโรงหนัง ก็มีความมุ่งหมายที่จะกวาดเอามาให้หมด เอามาสู่ร่มเงาของ ศาสนาแล้วก็อบรมสั่งสอน จนกลายเป็นพระเป็นเณร เป็นบิชอพ คือเป็นสังฆราชประจำ ถิ่นไปก็ยังมี จากเด็กเกเรหน้าโรงหนัง. เราจะเห็นได้ว่า มนุษย์เริ่มรู้จักปัญหาข้อนี้กันมานานแล้ว และรู้จักกันเป็น วงกว้าง ; ฉะนั้น ความมุ่งหมายของการที่มีลูกเสือขึ้นมา ก็ควรจะอยู่ในข้อที่เห็น แก่ยุวชน, การสร้างจิตใจของยุวชนนี้เป็นส่วนใหญ่ ; ส่วนจะเติบโตหรือเป็นผู้ใหญ่ นั้นก็เป็นเรื่องธรรมดา. ฉะนั้นจึงหวังว่า เราจะได้มองกันถึงอนาคตของยุวชน ; โดย ที่เห็นว่า เพียงแต่ให้ศึกษาเล่าเรียนทางวิชาหนังสือนั้นไม่พอ ไม่อาจจะเป็นการปลอดภัย เพราะการศึกษาวิชาความรู้ทางหนังสือหนังหานั้นทำให้ฉลาดได้จริง ให้สามารถได้จริง ; แต่ยังขาดน้ำใจหรือ spirit ชนิดที่เป็นธรรมะ ; ฉะนั้นเขาจะใช้ความรู้ความฉลาดนั้น ในทางที่เป็นภัยต่อสังคมก็ได้. อย่างที่เราเห็นทั่วๆ ไปว่า คนที่มีการศึกษาดีแล้วกลาย เป็นคนทำผิด เป็นที่ประณามของคนทั่ว ๆ ไปก็มี, ที่ติดคุกติดตรางก็มี อย่างนี้เป็นต้น. ฉะนั้น spirit ของเรื่องลูกเสือจึงไม่ซ้ำรอยกับการศึกษาด้วยวิชาความรู้อย่างนั้น แต่ต้อง การจะเป็นผู้มีจิตใจดี. ลูกเสือควรสนใจ "ธรรมะ" เพราะทำให้เป็นมนุษย์สมบูรณ์ ทีนี้ก็มาถึงสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ สิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ นี้มุ่งหมายความมีจิต ใจสูงเป็นส่วนใหญ่. ส่วนวิชาความรู้นั้นไม่เอาเป็นประมาณ ; เพราะถือว่า วิชา ความรู้ยังไม่ทำคนให้จิตใจสูง ; จึงมีสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ เคียงคู่กันขึ้นมากับวิชาความรู้

น.33 พอคิดว่าอยากจะกล่าวถึงคำว่า ธรรมะ ก็เลยไปถึงคำว่า ธรรมบุตร ; ส่วนมากท่าน ทั้งหลายก็ทราบกันอยู่แล้วว่า ชื่อว่า "ธรรมบุตร" ของค่ายนี้เนื่องมาจากความคิดเห็น ของอาตมา ฉะนั้นควรจะได้ฟังความคิดเห็นจากอาตมาโดยตรงนี้บ้างไม่มากก็น้อย. คำว่า "ธรรม" นั้น เป็นคำที่สำคัญ. ท่านจงรู้จักคำว่า "ธรรม" ไว้ใน ฐานะที่ เป็นสิ่งที่จะช่วยโลกหรือช่วยมนุษย์ ให้ปลอดภัย. จริงอยู่ที่คำว่า ธรรม นี้ มีความหมายมาก ห รือถ้าจะกล่าวให้ถูกต้องแล้ว หมายถึงสิ่งทุกสิ่งไม่ยกเว้นอะไรเลย ; โดยเฉพาะสำหรับภาษาบาลีแล้ว คำว่า ธรรม หรือ ธรรมะ นี้ หมายถึงทุกสิ่งไม่ยกเว้นอะไรเลย. เพื่อเป็นความรู้รอบตัว ; เสียเวลา สองสามนาทีฟังเรื่องนี้ก็ได้. สำหรับภาษาบาลีนั้น คำว่า "ธรรม" หมายถึงธรรมชาติทุกสิ่ง คือว่า สิ่งที่เป็นธรรมชาติทุกสิ่งก็เรียกว่า ธรรม ; จะเป็นก้อนดิน ก้อนหิน ดินทราย, ทุกอย่าง ที่มนุษย์รู้จัก ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ฟ้าฝน, สิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติเหล่านี้ก็เรียกว่า ธรรม. ถ้า มีรูปร่าง ก็เรียกว่า "รูปธรรม", ถ้า ไม่มีรูปร่าง ก็เรียกว่า "อรูปธรรม", เป็นความรู้สึกนึกคิด ของคนเรา ไม่มีรูปร่างหรือความดีความชั่วนี้ ไม่มีรูปร่าง ก็เรียกว่า “นามธรรม" เป็นต้น. ธรรมชาติทุกสิ่งก็เรียกว่า ธรรม. ทีนี้ในธรรมชาติทุกสิ่งมีกฎเกณฑ์อยู่ในตัวมันเอง ก็เรียกว่า กฎของธรรมชาติ นั่น ก็คือ “ธรรม" อีกเหมือนกัน ; เช่นว่า สิ่งนี้จะต้องเป็นอย่างนี้ สิ่งนั้นจะต้องเป็น อย่างนั้น เมื่อมาผสมกันเข้าจะต้องเกิดอย่างนั้นอย่างนี้ขึ้น หรือจะต้องเป็นไปเองตาม กฎของมัน ก็เรียกว่า ธรรมชาติ และเรียกว่า "ธรรม" ด้วยเหมือนกัน. หน้าที่ที่มนุษย์จะต้องประพฤติให้ถูกตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาตินี้ก็ เรียกว่า ธรรม, ในภาษาบาลีเรียกว่า ธรรม ; เช่นเกิดมาจะต้องกินอาหาร จะ

น.34 ต้องบำรุงร่างกาย จะต้องหากิน จะต้องประกอบกิจหน้าที่ต่าง ๆ เพื่อตนเองเพื่อผู้อื่น หน้าที่ทางร่างกายทางจิตใจทั้งหมดนี้ก็ล้วนแต่เรียกว่า "ธรรม". เมื่อทำหน้าที่เสร็จแล้วมีผลเป็นความสุขความเจริญอย่างไร ขึ้นมาจน กระทั่งบรรลุ มรรค ผล นิพพาน อย่างนี้ ก็เรียกว่า "ธรรม". ฉะนั้นจงรู้คำว่า ธรรม ไว้ว่า เป็นคำที่ประหลาดที่สุดในโลก ไม่อาจจะกลายเป็นภาษาอื่นได้ ก็ต้อง ใช้คำว่า "ธรรม" ไปตามเดิม ในภาษาไทยเราก็ใช้คำว่า ธรรม ไปตามเดิม ขืนแปล เป็นภาษาอื่น ก็ได้ความหมายแคบ. สรุปอีกครั้งหนึ่งว่า ธรรมชาติแท้ ๆ ก็เรียกว่า ธรรม, กฎเกณฑ์ของ ธรรมชาติทั้งหลายก็เรียกว่าธรรม, หน้าที่ที่มนุษย์จะต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์นั้น ก็เรียกว่า ธรรม, และผลที่เกิดขึ้นมาจากการปฏิบัตินั้นก็เรียกว่า ธรรม. ฉะนั้น จึงไม่มีอะไรเหลือที่จะไม่เรียกว่า ธรรม ; เป็นพวกดีก็มี เป็นพวกชั่วก็มี ไม่ดีไม่ชั่วก็มี. ทีนี้ ที่หน้าที่เราจะต้องปฏิบัติให้ถูกกับกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ นี้ : ธรรมส่วนนี้ หรือประเภทที่สามนี้ ก็คือเมื่อมาถึงพวกเราที่เรียกว่า "ลูกเสือ" คนที่เป็น มนุษย์โดยสมบูรณ์ จะต้องผู้จักรับผิดชอบในหน้าที่ของตน ในฐานะที่เป็นมนุษย์. ถ้าไม่อย่างนั้นไม่ใช่มนุษย์ คือยังเหมือนสัตว์เดรัจฉาน. เรารับผิดชอบในหน้าที่ของเรา ในฐานะที่เป็นมนุษย์ ; เราก็ต้องทำสิ่งที่ควรทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ การทำสิ่งที่ เป็นประโยชน์ตน และประโยชน์ผู้อื่น นี้เรียกว่าหน้าที่ ลูกเสือมีหน้าที่เหมาะสมแก่คำว่า "ธรรมบุตร" ในทางศาสนามีหน้าที่ ที่จะต้องทำลายกิเลส คือละความชั่วหรือตัดความชั่ว ให้ขาดออกไป. เราจะเห็นได้ว่า ถ้ากิจกรรมของลูกเสือมุ่งหมายจะบำบัดความ ชั่วร้ายบางอย่างบางประการออกไป มันก็ตรงกันกับหลักของศาสนาซึ่งเป็นหน้าที่ คำว่า หน้าที่ จึงกว้าง ไม่ว่าหน้าที่ชนิดไหน ถ้าเป็นหน้าที่ที่มนุษย์ควรกระทำแล้ว.

น.35 ๖ ถ่ายธรรมบุตร ก็เรียกว่า หน้าที่ หมด, และ ลูกเสือก็มีหน้าที่ ที่จะกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อ ความดีความงาม ความเจริญของเพื่อนมนุษย์ หน้าที่อันนี้เองเรียกว่าธรรม ในที่นี้. เราก็กลายเป็นผู้ประพฤติธรรมหรือทำหน้าที่ตามธรรม ; อาตมาจึงได้ใช้คำว่า "ธรรม" เป็นคำสำคัญ แล้วก็เลยใช้คำว่า "บุตร" ต่อท้ายคำว่า "ธรรม" ซึ่งแปลว่า "ลูกของธรรม" คำว่า "บุตร" นี้ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องคลอดออกมาจากท้องของใคร โดยตรงจึงจะเรียกว่า บุตร ; แต่หมายถึงว่า ถ้าเกิดออกมาจากสิ่งนั้นโดยวิธีใดก็ตาม ก็เรียกว่า "บุตร" ได้เหมือนกัน. เพราะว่าเรามีการเกิดได้หลายทาง ทางร่างกายก็เกิดได้ ทางจิตใจก็เกิดได้. ทางร่างกายเราเกิดจากท้องของแม่ ท้องของพ่อรวมกันก็เป็นเสร็จ เรื่องเกิดทางร่างกาย. คำว่า เกิดทางใจ นี้ ยังเกิดได้อีกหลายอย่างหรือหลายหน อย่างไปบวชใน พระพุทธศาสนาก็เรียกว่า เกิดโดยอริยชาติ อย่างนี้ก็มี, เกิดโดยธรรม หรือถ้าไปบรรลุ มรรคผลเป็นพระอริยเจ้าอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว ก็เรียกว่า เกิดโดยอริยชาติ. ถ้าไปบวช เพียงแต่สักว่าไปบวชก็เรียกว่าเกิดใหม่ โดยธรรมหรือโดยธรรมวินัยอย่างนี้ก็เรียกว่า เกิด. ผู้ที่ เกิดจากธรรม ก็คือว่า ผู้นั้นได้เปลี่ยนนิสัยจิตใจ ความรู้สึกคิดนึกความ ปรารถนาเดิม ๆ หมดแล้วก็มาสู่ความรู้สึกคิดนึก การกระทำ ตามต้องการตามปรารถนาที่ เป็นไปตามธรรม ; ฉะนั้นเขาจึงมีจิตใจอันใหม่เท่ากับเกิดใหม่ ก็เรียกว่าเกิด หรือผู้เกิด หรือ "บุตร" ในที่นี้. เมื่อแปลคำว่า ธรรม เป็น ธรรมบุตร ก็แปลว่า เกิดจากธรรม. ทีนี้จะอธิบายต่อไปว่า ทำไมจึงเรียกลูกเสือในลักษณะที่เป็นธรรมบุตร ? เพราะว่าลูกเสือถ้าปฏิบัติถูกตรงตา ม spirit ของลูกเสือ คนนั้นก็เหมือนกับมีการเกิด ใหม่โดยธรรม, ระเบียบและกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ของลูกเสือนั้น ทุกข้อทุกกระทงทุกแง่ ทุกมุมเป็นไปตามทางธรรม. กล้าท้ากล้าพูดว่า ให้ไปแยกแยะดูเถอะหลักเกณฑ์ กฎเกณฑ์

น.36 ความมุ่งหมายอะไรต่าง ๆ ทั้งหมดทั้งสิ้นของลูกเสือทุกข้อนั้น ไม่เป็นของแปลก ไม่เป็น ของใหม่ไปจากหลักเกณฑ์คำสั่งสอนในพระพุทธศาสนา. ถ้ารู้สึกว่ามันแปลกมันใหม่ไป ไม่มีในพระพุทธศาสนา : นั่นก็แปลว่า ผู้นั้นไม่รู้จักพระพุทธศาสนา ไม่เคยศึกษา เล่าเรียนพระพุทธศาสนา. ตามหลักของพุทธศาสนา นั้น นิยมคุณธรรมทุกอย่างทุกประการครบถ้วน เป็นบริวาร สำหรับการปฏิบัติธรรมะที่สูงขึ้นไป : เรื่อง ความสะอาด เรื่อง การประหยัด เรื่องการ แคล่วคล่องว่องไว เรื่อง ความซื่อสัตย์ เรื่อง ความกตัญญูกตเวที เรื่อง เมตตากรุณานี้ เป็นบทเรียนเบื้องต้น เป็นหลักธรรมะเบื้องต้นในพระพุทธศาสนา ; มีชื่อเรียกเป็นภาษาบาลี มีอยู่ในพระไตรปิฎกหมด ; จึงกล้ากล่าวท้าอย่างท้าทายว่า กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ความมุ่งหมายต่าง ๆ ระเบียบ spirit ต่าง ๆ ของลูกเสือนี้ ไม่มีอะไร จะแปลกใหม่ ไปจากคำสอนของพระพุทธเจ้า. ส่วนที่ท่านไม่ทราบนั้น ก็เป็นเพราะท่านไม่ทราบ ; จึงขอท้าทายให้ไป ค้นดู ไปศึกษาดู ก็จะพบ จึงเรียกรวมกฎเกณฑ์ความมุ่งหมายต่าง ๆ ของลูกเสือนี้ไว้ใน คำว่า "ธรรม" เพียงคำเดียวได้เหมือนกัน. ทีนี้เมื่อผู้ใดผู้หนึ่งมา เป็นลูกเสืออย่างถูก ต้องตามความมุ่งหมาย ตามเจตนารมณ์อันนี้แล้ว คนนั้นก็เกิดใหม่โดยธรรม ได้ ชื่อว่าเป็น “ธรรมบุตร" ไปในที่สุด ถ้าท่านเข้าใจถูกต้องอย่างนี้ก็ไม่มีข้อขัดแย้งอะไรกัน เป็นเรื่องเดียวกัน. เหตุที่ใช้คำว่า "ค่ายธรรมบุตร" อาตมาเคยพูดเสมอว่า คำว่า "ธรรมบุตร" นั้น เป็นคำที่มีความหมาย อย่างเดียวกับคำว่า "ลูกเสือ", หรือคำว่า "ลูกเสือ" นั้น ก็มีความหมายอย่างเดียว กับคำว่า "ธรรมบุตร" มาตั้งแต่ที่แรก คือนมนานมาแล้ว ตั้งแต่สนใจเรื่องของลูกเสือ พอมีค่ายลูกเสือที่นี่เข้า ก็นึกถึงสิ่งนี้มากขึ้น จนกระทั่งแนะนำว่า ควรจะใช้ คำนี้เป็นชื่อของค่ายลูกเสือ คือสถานที่ของคนที่เกิดแต่ธรรม : คือลูกของธรรม

น.37 เรียกตรง ๆ ว่า “ลูกของธรรม" คือ "ลูกเสือ" นั้นเอง. ลูกก็คือบุตรอยู่แล้ว ที่นี้ เสือนั้นต้องประกอบด้วยธรรมจึงจะเป็นเสือ ; ไม่ใช่เสืออันธพาล. คำว่า เ สือนั้น ต้องประกอบด้วยคุณธรรม คือความกล้าหาญ ความมีความ สามารถ และความ หวังดีต่อความดีความจริง ความถูกต้อง ความยุติธรรม อะไรเหล่านี้เป็นต้น จึงจะ เรียกว่า "เสือ" ตามความหมายที่แท้จริง. ถ้าว่า "เสือ" คือคำว่า "ธรรม", คำว่า "ลูก" คือคำว่า "บุตร" คำว่า "ธรรมบุตร" จึงมีความหมายอย่างนี้ และได้ใช้เป็นชื่อของค่ายนี้ขึ้น. คำว่า "ธรรมบุตร" อาจจะใช้ได้ต่อไปจนกระทั่งเป็นผู้ใหญ่ เป็นคนแก่ เป็นคนชราเช่นเดียวกับคำว่า "ลูกเสือ". เราเป็นลูกเสือกันได้จนแก่จนชราจนเข้าโลง ไป, หรือเป็น "ธรรมบุตร" ได้จนเข้าโลงไปเหมือนกัน. การเป็นลูกเสือก็คือ การเป็นธรรมบุตรตั้งแต่ต้นจนปลาย ตั้งแต่เบื้องต้นจนอวสาน. การที่กล่าวอย่างนี้ก็ เพื่อจะตัดความเข้าใจผิดบางอย่าง ; ที่คนหนุ่มคนสาวจำนวนมากจำนวนหนึ่งรังเกียจคำว่า "ธรรม" ; เพราะเขาไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" นั้นเป็นความเสียหายอย่าง ใหญ่หลวง ; แม้เขาจะคุยว่า เขาชอบความหมายของคำว่าลูกเสือ ก็แปลว่า เขายังไม่ รู้จักลูกเสือ ถ้าเขายังรังเกียจคำว่า ธรรม. และถ้าเขากล้าคิดว่าเขาจะปฏิบัติหน้าที่ช่วย เหลือผู้อื่นได้โดยปราศจากธรรม ; อย่างนี้แล้วก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้. ที่เรากล้าพูดหรือกล้าท้าทายว่า สิ่งที่จะช่วยโลกนั้นไม่มีอื่น นอกจากสิ่งที่ เรียกว่า "ธรรม". การที่ลูกเสือนี้จะบำเพ็ญประโยชน์ผู้อื่น, หรือว่าเพื่อช่วยเหลือ มนุษย์ในโลก หรือโลกนี้ เป็นส่วนถาวรยืดยาวต่อไปข้างหน้า และคิดว่าทำได้โดยไม่ ต้องอาศัยสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" ดังนี้, เป็นความคิดที่โง่เขลาถึงขนาดที่ ขออภัยต้อง ใช้คำว่าโง่เขลา. เพราะว่าสิ่งที่เรียกว่า ธรรมนั้นคือสิ่งที่จะช่วยโลกโดยตรง, มีความ หมายอย่างนั้นแต่อย่างเดียว. ถ้าใครมีความคิดที่จะไปช่วยผู้อื่น หรือช่วยโลกขึ้นมา โดยไม่ต้องเกี่ยวข้องกับธรรมนั้น มันเป็นไปไม่ได้.

น.38 ขอให้ไปคิดดู ไปสังเกตดู ไปแยกแยะดูด้วยตนเองทุก ๆ ท่าน ว่าพฤติ กรรมที่เป็นไปเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นนั้น จะไม่เป็นธรรมได้อย่างไรกัน ; มันยิ่งจะต้อง เป็นธรรมยิ่งขึ้นทุกที ๆ เท่านั้น. เมื่อพิจารณาดูตามนี้แล้วจะเห็นว่า ลูกเสือหรือ เจตนารมณ์ของการเป็นลูกเสือนี้ ไม่มีทางจะแยกออกจากสิ่งที่เรียกว่า “ธรรม" แม้แต่นิดเดียว : ต้องใช้คำว่า "แม้แต่นิดเดียว". ท่านเคลื่อนไหวกระดุกกระดิก ไปเพียงนิดเดียว เพื่อ spirit ของลูกเสือในการบำเพ็ญประโยชน์ผู้อื่น หรือประเทศชาติ ศาสนา มหากษัตริย์ แม้เพียงนิดเดียว, ก็ไปโดนเข้ากับสิ่งที่เรียกว่า ธรรมข้อใด ข้อหนึ่งอย่างที่จะหลีกเลี่ยงไม่ได้. ฉะนั้นขอให้เข้าใจคำว่า “ธรรมบุตร" ในลักษณะ อย่างนี้, และเข้าใจคำว่า "ธรรม" ในลักษณะอย่างนี้ อุดมคติของลูกเสือ กับ อุดมคติของโพธิสัตว์ ที่นี้อยากจะพูดต่อไปถึง อุดมคติที่เป็นส่วนใหญ่ที่สุดของลูกเสือ. อาตมา อยากจะระบุลงไปว่า ความมุ่งหมายที่จะช่วยโลก ช่วยผู้อื่นนั้นเป็นอุดมคติที่แท้จริง การฝึกฝนตนเองให้ดีให้สามารถนี้ เป็นเพียงบุพภาค; ภาษาของวัดของศาสนา เรียกว่าบุพภาคคือเบื้องต้น หรือการตระเตรียม. ฉะนั้นเราจะต้องฝึกตัวเองให้มีความ ฉลาด ความว่องไว ความจำดี หรือสมรรถภาพทุกสิ่งทุกอย่าง ; นี้ก็เพื่อฝึกตัวให้ดี ให้สามารถ ; เมื่อตัวดี และสามารถแล้ว จะเอาไปใช้อะไร ? ลองคิดดู ; คงจะไม่มี ความรู้สึกหรือจิตใจแคบ ๆ เพื่อตัวเอง ถ้าคิดแต่เพื่อตัวเองแล้ว ต้องถือว่าไม่ใช่ลูกเสือ เพราะมันแคบเกินไป; มันต้องคิดว่า เพื่อผู้อื่นทั้งหมด จึงจะเป็นเจตนารมณ์ของกิจการลูกเสือ ; ฉะนั้น การ เป็นลูกเสือจึงอยู่ที่ควรนึกถึงผู้อื่น. การบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น อย่างเขา

น.39 ลูกเสือจะต้องมีความรู้ที่สูง ขึ้นไปอีก, มีจิตใจที่สูงที่ไม่มีความเห็นแก่ตัว. แต่คำพูดอย่างนี้กำกวมหรือฟังยาก ; เพราะว่ามันมีหลักทั่วไปที่จะปฏิเสธไม่ได้ว่า คนเราจะต้องรักตัว จะต้องเห็นแก่ตัว จะต้องทำความดี ; นี้ก็มีอยู่ส่วนหนึ่ง. แต่ส่วนนั้นมันหมายถึง การเห็นแก่ตัวแม้ทำความดี. แต่ว่าเมื่อเราดูไปที่กิเลสที่มีความ เห็นแก่ตัวแล้ว ไม่ชวนให้ทำความดีเลย ; ชวนให้ทำความชั่ว, ชวนให้เอาเปรียบผู้อื่น, ชวนให้เป็นไปในทางตามใจตัวเอง ตามใจกิเลสของตัวเอง. ถ้าพูดว่าเห็นแก่ตัว เราหมายถึงเห็นแก่ตัวด้วยอำนาจของกิเลส และเป็น ความชั่ว. ส่วนความรักตัว และอยากจะให้ตัวดีด้วยสติปัญญานั้น ตามธรรมดาภาษา ชาวบ้านสามัญนี้ไม่เรียกว่าความเห็นแก่ตัว ; เว้นแต่ในธรรมะชั้นสูงเท่านั้นจึงจะเรียก ว่าความเห็นแก่ตัว แต่เป็นความเห็นแก่ตัวอย่างดี. แม้ความเห็นแก่ตัวอย่างดีนี้ ก็ต้องทำลายให้หมดไป จนหมดความเห็นแก่ตัวโดยสิ้นเชิง จึงจะเป็นพระอรหันต์ อย่างนี้เป็นต้น. ตามธรรมดา พระอรหันต์ นั้น หมดความเห็นแก่ตัว ทั้งอย่างเลวและอย่างดี ; ส่วนพวกเราชาวบ้านนี้ต้องหมดความเห็นแก่ตัวที่เป็นอย่างเลวโดยแน่นอน, แล้วก็มี ความเห็นแก่ตัวที่เป็นอย่างดี : คือด้วยสติปัญญาที่เป็นเหตุผล โดยถูกต้องนี้เรื่อย ๆ ไป ให้สูงขึ้นไป ๆ ตามลำดับ จนกระทั่งมีโอกาสที่จะเป็นพระอรหันต์, จนกระทั่งหมด ความเห็นแก่ตัวนี้โดยสิ้นเชิง. ทีนี้มาดูกันอีกทีว่า ความเห็นแก่ตัวชนิดดีนั้น มันมีลักษณะชนิดที่ทำ ให้เห็นแก่ผู้อื่น. ถ้าเราอยากให้ตัวดี เราต้องเห็นแก่ผู้อื่น : จะต้องมีจิตใจที่กว้าง ขวางคือมีเมตตากรุณา ตัวเราจึงจะดี ; ฉะนั้นท่านจึงสอนให้เห็นแก่ผู้อื่นเสียเลย. เมื่อมีจิตใจที่คอยเห็นแก่ผู้อื่น รักผู้อื่น ทำไปโดยความรัก โดยเห็นแก่ผู้อื่นนั้น มันย้อน

น.40 กลับมาดีที่ตัวเองโดยไม่รู้สึกตัวได้ ; เราก็เลยไม่ต้องทำเป็นสองขยักสองซับสองซ้อน. การตั้งหน้าทำแต่ประโยชน์ผู้อื่นนั้น มันก็จะเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นด้วย, และเป็นความดี แก่ตัวผู้กระทำนั้นด้วย. ถ้าผู้นั้นกระทำโดยเห็นแก่ผู้อื่นอย่างบริสุทธิ์ ก็เรียกว่าเป็นผู้มี จิตใจสูง. เมื่อการมีจิตใจสูงอย่างนี้ในลักษณะอย่างนี้ เราคิดดูเถอะจะต้องเป็นอุดมคติ ที่เป็นจุดสำคัญ หรือเป็นแกนกลางของอุดมคติของลูกเสือ ในทำนองที่ว่า ทำตนให้เป็น ประโยชน์อย่างกว้างขวางที่สุด ; ไม่ใช่เฉพาะตนคนเดียว. การที่เราจะมาพูดว่า การฝึกให้อดทน ให้เฉลียวฉลาด ให้จำเก่ง ให้กล้า อะไรเหล่านี้ว่า เป็นอุดมคติของลูกเสือนี้มันเป็นลูกเสือ เด็กอมมือ : คือลูกเสือ เด็กเล็ก ๆ ที่จะต้องฝึกอย่างนั้นก่อนก็จะเกิดสมรรถภาพขึ้นมา ; แล้วจึงมาถึงปัญหาที่ว่า เมื่อเราเกิดสมรรถภาพอย่างนั้นขึ้นมาแล้ว เราจะใช้มันทำอะไร. ผลสุดท้ายก็จะใช้ให้ เป็นประโยชน์แก่คนทุกคนในโลก, หรือพูดแคบเข้ามา ก็เพื่อประเทศชาติของตน, เพื่อบ้านเมืองของตน, เพื่อหมู่คณะของตน นี้มันแคบเข้ามา. แต่ถึงอย่างไรก็ยังมี ความหมายเป็นเพื่อผู้อื่นอยู่ดี. ดังนั้นคำว่า ธรรม หรือว่า ธรรมะที่ประเสริฐนี้ ท่านเล็งไปยังการเสีย สละตนเสียก่อน แล้วก็ ไปเห็นแก่ผู้อื่น ; แล้วก็ดำเนินไปในลักษณะที่เป็นการทำ ประโยชน์แก่ผู้อื่น - มันจึงเป็นประโยชน์ที่ท่วมท้น : ตัวเองก็ได้รับประโยชน์นั้นด้วย พร้อมกันไปในตัว ได้รับความดีความงาม ความประเสริฐพร้อมกันไปในตัว, ส่วน เรื่องวัตถุ เช่น เงิน เช่น ทอง เช่น อะไรนี้ มันตามมาเอง, มันกลายมาเป็นบริวาร ที่ตามหลังมาเอง, เราไม่ได้เทิดทูนบูชาไว้บนศีรษะ เป็นของคลานมาตามดิน มาหา เราเอง. สำหรับ เงินทอง เกียรติยศ ชื่อเสียง เป็นเรื่องของส่วนตัว; ส่วนเรื่องที่ เป็น ธรรมะแท้จริง นั้น มีอยู่อย่างท่วมท้น และ มีค่าเหนือวัตถุ เหล่านั้น. นี้จะเป็นเหตุ

น.41 ให้เราเข้าใจประโยคที่ว่า ทำดีต้องดี ทำชั่วต้องชั่ว. แม้จะ ได้เงินมาเพราะการทำชั่ว, การทำชั่วนั้น จะเป็นการทำดีไปไม่ได้. หลักเกณฑ์ทางธรรมะหรือหลักเกณฑ์ของ ลูกเสือ จึงตรงกันในข้อที่ว่า : ถ้าดี มันก็ต้องดีจริง อยู่ในเนื้อในตัวของมันเอง, ถ้าชั่ว มันก็ชั่วจริง อยู่ในเนื้อในตัวของมันเอง ; จะเอาเงินเอาของที่ได้มาเป็นหลัก เกณฑ์ เป็นเครื่องวัดนั้นไม่ได้; เพราะว่าเงินนั้นหามาด้วยการทำดีก็ได้, หามาด้วย การทำชั่วก็ได้. ถ้าเงินได้มาด้วยการทำดีก็เป็นเงินที่ถูกต้อง และเป็นเงินดี ; ถ้าเงินได้มาจากการทำชั่ว ก็เป็นของสกปรก น่าขยะแขยง หรือของชั่วชนิดหนึ่ง. ใครมีไว้คนนั้นก็กลายเป็นคนชั่วไป, ใครเอาเงินเหล่านี้มาเลี้ยงชีวิต ก็กลายเป็นชีวิต ที่ชั่วไปอย่างนี้เป็นต้น. อุดมคติของลูกเสือ มีความมุ่งหมายอยู่ที่ ความดีจริง ความถูกต้อง ความเป็นธรรม ไม่มีทางที่จะชั่ว. ถ้าเรากระทำไปถึงที่สุด ก็ได้ความดีจริงถึงที่สุด. ส่วนเรื่องเงินเรื่องของ นั้นก็ตามมาเอง ตามสมควรแก่การกระทำ. ดังนั้นเราจึงเข้าใจได้ทันทีว่า การที่เรา อุตส่าห์ลงทุนลำบากลำบนอบรมลูกเสือนี้เพื่อธรรมะ ไม่ใช่เพื่อเลื่อนขั้นเงินเดือน. ถ้าใครคิดว่าเพื่อเลื่อนขั้นเงินเดือน คนนั้นหมดความเป็นลูกเสือทันที ; เพราะแม้แต่ จะคิดว่าความดีนี้จะนำมาเองซึ่งสิ่งที่ควรปรารถนาควรจะได้ ควรจะมี ; อย่างนี้ก็ยังคิด ไม่ได้ ; มีความมุ่งหมายแต่ที่จะทำหน้าที่ของเราให้ถูกให้ตรงตามอุดมคติ, มีความ เป็นลูกเสือ หรือความเป็นธรรมบุตรนั้นสูงขึ้นไป ๆ สูงขึ้นไป สูงขึ้นไปตามอุดมคติ : และสิ่งนี้เป็นความดี เป็นประโยชน์ เป็นสวัสดิมงคลเป็นมิ่งขวัญแก่โลกแก่มนุษย์ ทั้งหมด. ความมุ่งหมายอย่างนี้เราจะเป็นลูกเสือจริง เป็นธรรมบุตรจริง, ประโยชน์ที่จะพลอยได้เป็นวัตถุนั้นตามมาเอง. ขอให้จำข้อนี้ไว้ดีๆ ด้วย.

น.42 อุดมคติของลูกเสือไม่ใช่เพื่อเงินแต่เพื่อธรรม ขอให้ตั้งหน้าตั้งตา ทำหน้าที่ ทำความดี ด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์: ส่วนการ ที่ได้เงินหรือได้เลื่อนขั้นเงินเดือนนั้น ให้เป็นเรื่องที่คลานมาตามพื้นดิน มาเป็นครื่อง สนับสนุนเป็นบริวาร, ไม่ใช่เป็นของประเสริฐที่จะทูนไว้บนศีรษะ. สิ่งที่สูงสุดที่ จะทุนไว้บนศีรษะได้ คือ อุดมคติของลูกเสือหรือธรรมบุตร อย่างที่กล่าวมาแล้ว และ นั่น คืออุดมคติของพระโพธิสัตว์. เราจึงเป็นโพธิสัตว์ไปโดยปริยายใดปริยายหนึ่ง คือแง่ใด แง่หนึ่งมุมใดมุมหนึ่งโดยไม่รู้สึกตัว; ฉะนั้น ไม่ควรจะรังเกียจที่จะรับเอาอุดมคติ ของพระโพธิสัตว์ : เพราะหลีกกันไม่พ้นกับอุดมคติของลูกเสือ : คือความนึกถึง ประโยชน์อันสูง อันกว้าง อันใหญ่ คือประโยชน์ผู้อื่นทั้งหมดยิ่งไปกว่าประโยชน์ของ ตนคนเดียว ซึ่งเป็นประโยชน์นิดเดียว เล็กนิดเดียว ต่ำ ๆ เตี้ย ๆ น้อยนิดเดียว. อาตมาอาจจะพูดในสิ่งที่เกินไปสำหรับลูกเสือเด็ก ๆ แต่เดี๋ยวนี้เห็นว่าครูบา- อาจารย์เหล่านี้ไม่ใช่ลูกเสือเด็กๆ จึงนับว่าเป็นเรื่องที่พอเหมาะพอสมที่จะพูดจึงได้พูดใน ลักษณะอย่างนี้. ดังนั้นจึงขอให้ถือว่า อาตมาหวังว่าท่านจะเอาไป อบรมเด็ก ๆ ลูกเสือ เล็ก ๆ ให้เดินถูกทางของการเป็นลูกเสือ, อบรมให้เขามีอุดมคติเห็นแก่ผู้อื่นนั้น เป็นหลัก ; สำหรับที่จะช่วยผู้อื่น แล้วจึงจะสร้างสมรรถภาพของตน, แล้วจึงมา อบรมเอาส่วนที่ว่าให้เรามีสมรรถภาพซึ่งเป็นหลักเบื้องต้น. เด็กทุก ๆ คนชะเง้อมองไป ในทางสูงเท่าที่เขาจะทำได้ ; แม้เขาเป็นเด็ก เขาอาจจะทำเท่าที่เขาจะทำได้. ทีนี้เด็กของเราก็จะมีความประเสริฐอยู่ในตัวเขา มีความ เป็นลูกเสือที่ดี มีความเป็นธรรมบุตรที่ดี มีความเป็นพุทธมามกะที่ดี มีความเป็น พุทธบริษัทที่ดี เป็นมนุษย์ที่ดี มีอะไรอย่างที่เรียกว่าที่ดีทั้งนั้น, ที่มนุษย์ต้องการไป ตั้งแต่ต้น. เมื่อมองเห็นผลอย่างนี้อยู่จะเห็นได้ทันทีว่า กิจกรรมลูกเสือ นี้ไม่ใช่เรื่อง เล็กน้อยเสียแล้ว ; เป็นเรื่องที่สามารถแผ่กว้างไปทุกแง่ทุกมุมที่เกี่ยวกับความดี

น.43 ความงามความประเสริฐของมนุษย์เรา ทั้งในส่วนที่เรียกว่า อย่างโลก ๆ และทั้งใน ส่วนที่เรียกว่า อย่างธรรม ; ทั้งคดีโลกทั้งคดีธรรมอะไรทำนองนี้. การเกี่ยวข้องกับศาสนาเป็นสัมมาทิฏฐิ ทีนี้เราลองคิดดูต่อไปว่า ถ้าลองคิดนึกอย่างนี้จะมีความเสียหายอย่างไรบ้าง ? มีคนโง่มากมายที่สุดในบ้านเมืองเรา ในประเทศเรา หรือในโลกนี้ คิดว่า ถ้าเผื่อเข้า มาเอาธรรมะแล้วจะล้าหลัง จะอืดอาด จะไม่มีความก้าวหน้า นี่เป็นความโง่ ของเขาเอง. ที่คนหนุ่มคนสาวเหล่านั้นไม่กล้าเข้ามาเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกว่าศาสนา หรือธรรมะ จนกระทั่งโตเป็นครูบาอาจารย์ก็ชักจูงเด็ก ๆ ให้เหินห่างจากศาสนาหรือ ธรรมะต่อไป นี่เป็นความโง่สองซับสองซ้อน ; มนุษย์นี้จึงไม่ดีขึ้น. เมื่อมนุษย์ไม่ดีขึ้น มันก็มีเรื่องร้ายในโลก เมื่อมีเรื่องร้ายในโลกมันก็ ต้องหาทางแก้ ; เมื่อหาทางแก้ก็ ต้องวกกลับเข้ามาหากิจการลูกเสืออีก. ฉะนั้นก็ เป็นเรื่องจับปูใส่กระด้ง คือไม่มีที่สิ้นสุด: ถ้าเราไม่รู้จักตัดที่ต้นเหตุ หรือต้นตอ ของมัน โดยกา รทำให้เด็ก ๆ ทุกคนรู้จักถูกต้องตามที่เป็นจริงว่า ธรรมะหรือศาสนา นั้นคืออะไร, และมี spirit ของลูกเสืออยู่ในสิ่งเหล่านั้นแล้วอย่างไร, มีการเป็น ธรรมบุตร โดยสมบูรณ์แล้วอย่างไร, ถ้าอย่างนี้จะเป็นการตัดต้นตอ. ขอให้ทุกคนนับแต่เด็ก ๆ ขึ้นไป มีสิ่งที่ประเสริฐที่สุดสิ่งหนึ่ง ซึ่งใน พระพุทธศาสนาเรียกว่า "สัมมาทิฏฐิ". ขอให้ช่วยจำคำ ๆ นี้ไว้เป็นพิเศษว่า "สัมมาทิฏฐิ" แปลว่า ความเข้าใจ อันถูกต้อง, ความคิดเห็น หรือความเข้าใจแล้วแต่จะเรียกที่ถูกต้อง ; เช่น เราจะ

น.44 รอดได้เพราะความเข้าใจที่ถูกต้อง จะบรรลุ มรรค ผล นิพพาน เป็นพระอรหันต์ ได้ก็เพราะความเข้าใจที่ถูกต้อง, เมื่อเราประพฤติประโยชน์ในโลกนี้ในลักษณะไหน เช่นไรในระดับไหนก็ตาม จะ ต้องตั้งรากฐานอยู่บนความเข้าใจที่ถูกต้อง. อาตมาขอวกกลับไปอีกนิดหนึ่งว่า การให้เรียนหนังสือในโรงเรียนนั้น ยังไม่ใช่ความเข้าใจที่ถูกต้องก็ได้ ; เพียงแต่ให้รู้หนังสือ. เมื่อรู้หนังสือแล้ว ก็ใช้ความรู้หนังสือนั้นไปค้นหาศึกษา ค้นคว้าต่อไปจนพบความเข้าใจอันถูกต้อง. ที่ว่าเราสอนแต่หนังสือ ก็ไม่ได้หมายความว่าเด็กนั้นมีความเข้าใจอันถูกต้อง ; เราจะ ต้องครอบคลุมความเข้าใจอันถูกต้อง ; มันเลยแยกออกมาเป็นกิจกรรมของลูกเสือ. เพราะฉะนั้นขอให้ครูบาอาจารย์ของลูกเสือ พยายามทำเด็กให้มีความเข้าใจอันถูกต้อง เพิ่มขึ้นจากวิชาความรู้ทั่วไปในฝ่ายสามัญศึกษา วิชาความรู้โดยตรง. ความเข้าใจอันถูกต้องนี้คืออะไร ? ก็ต้องวกมาถึงสิ่งที่กล่าวมาแล้วอีก เช่นว่าลูกเสือคืออะไร ธรรมบุตรคืออะไร มนุษย์รอดได้เพราะอะไร. ฉะนั้นจึงเป็น ว่าผู้ที่เรียกว่าลูกเสือนั้นจะเป็นลูกเสือได้ก็เพราะมีความเข้าใจอันถูกต้อง จึงจะสามารถ ปฏิบัติหน้าที่ของตน. ท่านที่เป็นพระ เป็นเณร หรือบรรลุ มรรค ผล เป็น พระอริยเจ้า ก็ต้องอาศัยความเข้าใจที่ถูกต้องในหน้าที่ของตนแล้วกระทำไป. ทีนี้ เราพยายามอบรมให้เกิด ความเข้าใจอันถูกต้องที่เป็นหลักใหญ่ ; คือ ความเห็นแก่ผู้อื่น. ถ้าใครเห็นแก่ตนก็หมายความว่า มีความเข้าใจไม่ถูกต้อง หรือ ถูกต้องน้อยเกินไปไม่พอที่จะเป็นประโยชน์ได้. เพราะฉะนั้นขอให้เรามองเห็นความจริง หรือความสำคัญที่สุด ที่จะต้องเห็นแก่ผู้อื่น โดยเหตุผลที่ว่า ถ้าทุกคนเห็นแก่ผู้อื่น แล้วการเบียดเบียนกันก็มี ไม่ได้ โลกนี้จะมีความผาสุก ; แต่ถ้าทุกคนเห็นแก่ตัว แล้วโลกนี้มีแต่จะลุกเป็นไฟในพริบตาเดียว อย่างนี้เป็นต้น.

น.45 SPIRIT ของลูกเสือนั้นก็เล็งถึงการเห็นแก่ผู้อื่นเป็นส่วนใหญ่ ให้ลืมตัวไว้เสียชั่วคราว, ลืมตัวโดยไม่ต้องคำนึงถึงตัว แล้วไปทำ ประโยชน์ผู้อื่น นั้น ไม่มีอันตรายเป็นการกระทำที่ไม่มีอันตรายโดยแน่นอน. การที่ ลืมผู้อื่นเสียแล้วมาเห็นแก่ตัว ทำไปตามความเห็นแก่ตัวนี้เต็มไปด้วยอันตราย แล้วจะ เฉออกไปหาอันตราย. ฉะนั้นความเห็นแก่ผู้อื่นจึงเป็นการปลอดภัยอยู่โดยอัตโนมัติ แล้วย้อนมาเป็นประโยชน์ตนเองได้โดยอัตโนมัติ. ขอให้ถือว่า โครงการ หรือหลักการ หรือกฎเกณฑ์ ของลูกเสือนี้ประเสริฐที่สุดแล้ว ในบรรดาสิ่งที่เกี่ยวกับธรรมะ สำหรับชาวบ้านทั่วไป, และเป็นธรรมะที่มีแนวมีสาย มีกฎเกณฑ์ตรงเป็นอันเดียว กันกับธรรมะสูงสุดคือธรรมะที่จะบรรลุนิพพาน ; เพราะว่าการบรรลุนิพพานหรือเป็น พระอรหันต์ก็คือหมดความเห็นแก่ตัวโดยสิ้นเชิง อย่างที่กล่าวมาแล้ว. "ธรรมบุตร" พึงถืออุดมคติโพธิสัตว์เถิด ขอให้ท่านทั้งหลายไปค้นคว้า ไปศึกษา ไปสอบสวนดู ไม่ว่าที่ไหน, คัมภีร์ไหน, จะเป็นเรื่องราวจากที่ใดก็ตาม. ถ้าเป็นเรื่องบรรลุธรรมะขั้นสูงสุด เป็น พระอรหันต์แล้ว ก็คือความ หมดความเห็นแก่ตัวโดยสิ้นเชิง ไม่มีอะไรเหลืออยู่. และ นี้เราทำลายความเห็นแก่ตัวอย่างเลว ๆ ให้หมดไป, เหลืออยู่แต่ความเห็นแก่ตัวชั้นดี คือความลืมตัวเองเสียแล้วไปเห็นแก่ผู้อื่น ; การเห็นแก่ตัวชั้นดีมีอยู่โดยอัตโนมัติในการ กระทำนั้นโดยไม่ต้องมีความรู้สึก แล้วก็ปลอดภัยดี. บรรดาท่านทั้งหลายที่เป็นลูกเสือก็ขอให้ทำใจไว้แต่ว่า นึกถึงผู้อื่นไปเรื่อย ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติศาสนา หรือโลกเป็นส่วนรวมไปเรื่อย, ประโยชน์ตนจะไม่ไปไหนเสียจะมีพร้อมอยู่ในนั้น, และจะยิ่งมากยิ่งสูงขึ้นไปตามที่ทำ

น.46 ประโยชน์ผู้อื่น ถ้าเราจะเดินทีเดียวก็ไปไกลหรือไปถึงยากกว่าไปด้วยอุบายหรือด้วย กลเม็ดอันนี้. เท่าที่อาตมากล่าวมานี้เป็นเพียงการรู้สึกคิดนึกส่วนตัวเกี่ยวกับคำว่า "ลูกเสือ" เกี่ยวกับคำว่า "ธรรมบุตร" และเกี่ยวกับคำว่า "โพธิสัตว์" , หรืออุดมคติของ โพธิสัตว์ ; มันกว้างเป็นคำ ๆ เดียวกันโดยแท้จริง. คำว่าลูกเสือเป็นคำๆ เดียวกับ คำว่าธรรมบุตรและโพธิสัตว์, หรือคำว่าโพธิสัตว์เป็นคำ ๆ เดียวกับคำว่าธรรมบุตร หรือลูกเสือ, จนเกิดความประหลาดใจหรือเกิดความตื่นเต้นในใจ จนถึงกับพูดให้ ผู้อื่นฟัง จนกระทั่งยึดเป็นหลักเกณฑ์ที่จะบอกกล่าวแก่ผู้อื่นว่า : ช่วยกันถืออุดมคติ อันนี้ : และแม้กระทั่งชื่อค่ายลูกเสือค่ายนี้ ก็เลยมีแต่ความคิดในเรื่องนี้จึงออก มาเป็นคำว่า "ธรรมบุตร", แล้วเลยมาเป็นชื่อค่ายลูกเสือของเรา. หวังว่าท่านทั้งหลายทุกคนที่มาพัก และได้รับการอบรมที่ค่ายนี้จะได้นึกถึง ความหมายที่แท้จริงของคำ ๆ นี้ในลักษณะอย่างนี้ด้วย ซึ่งเป็นอุดมคติของลูกเสือนั้นเอง. อาตมาขอยุติโอวาท ที่เป็นความรู้สึกส่วนตัว พอสมควรแก่เวลาในโอกาสนี้ เพียงเท่านี้ ขอให้ประสบแต่ผลสำเร็จในหน้าที่การงานของตนแต่ละคน ๆ ทุกท่าน เทอญ .

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต