Buddhadasa.org

ค่ายธรรมบุตร ครั้งที่ ๒ — บารมี ๑๐ ประการของลูกเสือ

ค่ายธรรมบุตร —

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.47 การบรรยายในวันนี้แก่ท่านทั้งหลาย จำเป็นที่จะต้องซ้ำกันบ้างกับ ที่แล้วมา เพราะว่าบางคนไม่เคยพึง. นี่จะได้สรุปข้อความบางอย่างในครั้ง ที่แล้วมาว่า กิจกรรมของลูกเสือหรือว่าหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เป็นความมุ่งหมาย ที่จะได้ประพฤติปฏิบัติของลูกเสือนั้น ไม่มีอะไรใหม่ไปกว่าหลักธรรมะใน พระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้า. ดังนั้น ลูกเสือก็คือผู้ที่ประพฤติปฏิบัติธรรมะ ในพระพุทธศาสนาโดยไม่รู้สึกตัว ; แต่ที่ตรงกันอย่างยิ่งกับหลักธรรมะใน พระพุทธศาสนานั้น ก็คือ การที่เราเห็นแก่ผู้อื่นยิ่งกว่าตัว. เห็นแก่ผู้อื่นในที่นี้ ก็คือประพฤติธรรมะ ประพฤติหน้าที่ต่อผู้อื่น จึง กลายเป็นผู้ประพฤติธรรม, และอยากจะเรียกลูกเสือ ว่า "ธรรมบุตร", และตั้งชื่อค่ายลูกเสือค่ายนี้ว่า ค่ายธรรมบุตร. ทุกคนประพฤติปฏิบัติในทางที่ให้ตัวเองมีสมรรถภาพสูงสุด แล้วจึงใช้ไปเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น คือประเทศชาติ หรือแก่โลก นี้เป็น ใจความสั้น ๆ ที่แล้วมา. ต่อไปนี้จะได้กล่าวอธิบายให้เห็นชัดยิ่งขึ้นไปอีก. ๒๐

น.48 ความมุ่งหมายของ "ลูกเสือ" ไม่ต่างจากหลักพระพุทธศาสนา สำหรับข้อที่ว่าหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เป็นความมุ่งหมายของลูกเสือนั้น ไม่ผิด แปลกไปจากหลักธรรมะที่นิยมในพระพุทธศาสนา หรือที่เป็นหลักพระพุทธศาสนา โดยตรง หรือแม้แต่พระพุทธเจ้าเองท่านปฏิบัติ จะแยกให้เห็นเป็นอย่าง ๆ ไป :- ๑. ความสะอาด ก็มีอยู่มากในระเบียบวินัยของพระภิกษุ หรือถือเป็นหลัก ของพุทธศาสนา. มีวินัยบัญญัติให้พระภิกษุต้องรักษาความสะอาดแก่ที่อยู่ที่อาศัย แก่ เครื่องนุ่งห่ม แก่เนื้อแก่ตัว คือร่างกาย เป็นวินัยมากมายหลายสิบข้อด้วยเหมือนกัน. ฉะนั้นจึงต้องไม่เข้าใจไปว่า ภิกษุหรือนักบวชนั้น จะต้องเป็นอยู่อย่างสกปรกหรือโสมม ; และแม้แต่พระพุทธเจ้าท่านก็นิยมความสะอาดที่ร่างกาย ที่สถานที่ ที่เครื่องนุ่งห่มส่วน พระองค์เอง. ๒. เมื่อพูดถึง การประหยัด อยากจะเล่าเรื่องให้ฟังว่า ในพระพุทธศาสนา นี้นิยมกันอย่างไร ? การประหยัดเป็นสิ่งที่มุ่งหมายอย่างยิ่งในหลักธรรมะหรือการ เป็นอยู่, หรือแม้แต่วินัยในพระพุทธศาสนา. บางคนอาจจะคิดว่า ภิกษุไม่ต้อง ประหยัด ไม่มีเรื่องที่ต้องประหยัด หรือไม่จำเป็นจะต้องประหยัด เพราะขอเขามาก็ได้ ; เขานิยมให้เป็นการทำบุญให้ทาน. แต่พระพุทธเจ้าท่านบัญญัติวินัยไม่ให้ขอ ไม่ให้ รบกวนโดยไม่จำเป็น มีสิ่งที่มีอยู่แล้วให้ประหยัด ยกตัวอย่าง : เหมือนจีวร ท่านให้ ใช้จีวรแต่เท่าที่จำเป็น มีจำนวนเท่าที่จำเป็น, และต้องนิยมเหมือนที่พระอานนท์ ปฏิบัติ คือว่า : - เมื่อจีวรเก่าเข้าก็ซ่อม มันขาดมันทะลุก็ซ่อม พอซ่อมหนักเข้า ๆ มันก็จะ ซ่อมไม่ไหว ก็อนุญาต ให้ดาม คือซ้อนกันสองชั้น ; ผ้าเก่า ๆ ซ้อนกันสองชั้น มันก็ยังใช้ไปได้อีกครั้งหนึ่ง. ทีนี้แม้ ซ้อนกันสองชั้นแล้วมันก็ยังไม่ไหว หมาย

น.49 ความว่า มันเปื่อย ก็ยังใช้จีวรนั้น พับพบกันเข้าเป็นผ้าปูนอน. ถ้าทำปูนอน ก็ไม่ไหว ก็ทบพับให้หนาให้สั้นเข้ามาอีก เป็นผ้ารองนั่ง. เมื่อเป็นผ้ารองนั่ง ยังไม่ไหว เพราะความที่มันเก่าก็เลยทบกันเข้า เป็นพรมผ้าเช็ดเท้า. และในที่สุด ผ้าเช็ดเท้า ก็ไม่ไหว ก็ เอาไปเผาไฟ เอาขี้เถ้าของผ้านั้นมาขยำตามแบบวิธี ผสม กับขี้วัวและดินเป็นต้น เพื่อฉาบฝากุฏิ ท่านอาจไม่เข้าใจเรื่องนี้ ก็เลยอยากจะเล่าให้ฟังว่า : ภิกษุอยู่กุฏิที่ทำด้วย ดิน หรือแม้แต่อิฐดิบ ๆ มันเก่าคร่ำ หรือมันขึ้นราอะไรทำนองนี้ ก็ต้องทำความสะอาด แล้วก็ทาด้วยน้ำยาที่ทำขึ้น, คือขี้เถ้าขี้วัวและอะไรอีกบางอย่าง ละลายเป็นน้ำข้น ๆ แล้วก็ทา. จะเป็นของใหม่และมีกลิ่นดี หายเหม็นสาปสะอาดขึ้น. นี้เราจะเห็น ได้ว่า จีวรผืนหนึ่งใช้ถึงอย่างนี้ จะเรียกว่าประหยัดมาก หรือประหยัดน้อยเท่าไร ? พวกลูกเสือมีความประหยัดถึงขนาดนี้หรือไม่ ? ขอให้ลองเอาไปเปรียบเทียบดูกันเอง. ๓. เรื่องความรอบคอบ มีวินัยบัญญัติสำหรับพระมากมาย เกี่ยวกับวินัย ภิกษุจะต้องระมัดระวังเครื่องบริขารเท่าที่มีอยู่ รักษาอย่างรอบคอบ เช่น : การรักษา บาตรอย่างนี้ จะต้องล้าง จะต้องเช็ค และจะต้องผึ่งแดด. วางบาตรหมื่นอาจจะตก แตกได้ นี้ก็เป็นอาบัติ, หรือถ้าจะเอาบาตรนี้สอดไปเก็บใต้เตียงใต้ตั๋ง ก็ต้องเอามือ ควานดูก่อน จึงจะสอดบาตรเข้าไปเก็บ; เพราะว่าถ้ามีอะไรเป็นของแข็งอยู่ใต้นั้น จะทำให้บาตรแตก. การที่จะสอดบาตรเข้าไปใต้เตียงใต้ตั๋ง โดยไม่มีการควานมือเข้า ไปดูก่อนนี้ เป็นอาบัติ อย่างนี้เป็นต้น. ตัวอย่างดังกล่าวมา นำมาเล่าไม่ไหว มีมากมายเหลือเกิน ; แต่ยกมาเป็นตัวอย่าง เพียงเพื่อทราบว่า ในธรรมวินัยของพระพุทธเจ้านั้นนิยมความละเอียดลออรอบคอบสัก เท่าไร ; และ พวกลูกเสือได้รับการฝึกฝนให้มีความรอบคอบ โดยเปรียบเทียบกันได้

น.50 ในลักษณะเช่นไร ? อย่างนี้เป็นต้น. เพื่อแสดงว่าหลักเกณฑ์ชั้นง่าย ๆ ชั้นต้น ๆ ต่ำ ๆ สำหรับชาวบ้านชาวโลกทั่วไป ในทางพุทธศาสนาก็ยังมีอย่างนี้ ; ยิ่งความประพฤติ ปฏิบัติในทางจิตทางใจ ให้จิตใจบรรลุมรรคผลอย่างนี้ด้วยแล้ว ก็ยิ่งมีความรอบคอบมาก กว่านี้หลายสิบเท่าหลายร้อยเท่า ; ฉะนั้น เป็นอันยุติได้ว่า ความรอบคอบมีเป็นหลัก เกณฑ์อยู่ในพระพุทธศาสนา. นี้เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า สิ่งที่จะต้องประพฤติปฏิบัติอบรมในฐานะที่เป็น ลูกเสือ เกี่ยวกับความรอบคอบ เกี่ยวกับความประหยัด เกี่ยวกับความสะอาด เหล่านี้ ล้วน เป็นสิ่งที่ต้องการอย่างยิ่งในพระพุทธศาสนา จึงกลายเป็นเรื่องประพฤติ ธรรมะเหมือนกัน. ๔. เรื่องอื่นๆ เช่นเรื่อง ความซื่อสัตย์ เรื่อง ความกตัญญูกตเวที หรือแม้แต่ เรื่องส่วนตัว คือเรื่อง สุขภาพอนามัย เหล่านี้ เป็นสิ่งที่ถือกันอย่างเข้มงวด. อย่าเข้า ใจว่า พระพุทธเจ้าหรือนักบวชทั้งหลายไม่สนใจเรื่องอนามัย, เรื่องทำร่างกายให้ แข็งแรง ให้มีสมรรถภาพทางกาย. ถ้าไปอ่านดูในวินัยของพระแล้วจะรู้สึกว่ามีมาก และบางอย่างจะอดขบขันไม่ได้ เช่นมีวินัยบัญญัติว่า : การถ่ายอุจจาระเบ่งแรงก็เป็น อาบัติ. คนที่ไม่รู้ก็นึกขันไปต่าง ๆ นานา ว่าเพื่ออะไรกัน ? ก็เพื่ออนามัย, เพื่อการ รักษาอวัยวะส่วนนั้น เพื่อไม่ให้เกิดโรคริดสีดวงที่อวัยวะส่วนนั้นเป็นต้น. เป็นอันว่า ไม่ต้องนำมาบรรยายให้หมดก็พอแล้ว ก็พอที่จะเชื่อได้ว่า เรื่องที่ชาวบ้านทั่วไป หรือเรื่องหลักการที่ลูกเสือต้องอบรมนั้น แม้ที่เป็นชั้นต่ำที่สุดก็มีอย่างแน่นแฟ้นใน พระพุทธศาสนา จนพอที่จะกล่าวได้ว่า ไม่มีอะไรใหม่, ไม่มีอะไรแปลกไปจากหลัก พระพุทธศาสนา.

น.51 หลักเกณฑ์ของ "ลูกเสือ" กับการบำเพ็ญบารมี ๑๐ ประการ ของพระพุทธเจ้า ทีนี้ จะกระโดดข้ามไปถึงเรื่องสูงสุด. จะข้ามไปกล่าวถึงเรื่องสูงสุด ที่ พระพุทธเจ้าท่านปฏิบัติด้วยพระองค์เองเลย ; เอาธรรมะหมวดสูงสุด เช่นเรียกว่า “บารมี ๑๐” ที่จะบำเพ็ญเพื่อเป็นพระพุทธเจ้า. พ ระพุทธเจ้าท่านบำเพ็ญบารมี สิบนี้ จึงจะเป็นพระพุทธเจ้าได้ และเป็นเวลานานจนนับไม่ไหว ถ้านับตามธรรมดา ท่านใช้คำว่า "สื่อสงไขยแสนกัปป์"; กัปป์หนึ่งนั้นนานเท่าไรก็เหลือที่จะนับอยู่แล้ว, แล้วยังสื่อสงไขยแสนกับป์, พอกับปีหนึ่งนั้นเขาเขียนไว้ในอรรถกถา เช่นว่า ภูเขา ลูกหนึ่ง ปีหนึ่งมีคนเอาผ้าไปปัดครั้งหนึ่ง จนภูเขาเหี้ยนสึกหรอไปเสมอดินเป็นกัปป์ หนึ่ง ดังนี้เป็นต้น, แล้วตั้งสื่อสงไขยแสนกัปป์ มันก็หมายความว่านานมากนั่นเอง ในบารมีสิบอย่างนั้น มีอะไรบ้างก็ลองฟังดู : บารมีข้อที่ ๑ คือทาน ข้อแรกที่สุดก็เรียกว่า "ทาน" นี้หมายถึงการเอื้อเพื่อผู้อื่น เห็นแก่ผู้อื่น ใจความเป็นอย่างนั้น. ส่วนกิริยาที่จะประพฤติกระทำเป็นอย่างไรก็ได้ แต่ให้มีความ มุ่งหมายว่าเอื้อเฟื้อผู้อื่น ช่วยเหลือผู้อื่น เห็นแก่ผู้อื่น. อันนี้ก็เป็นหลักเกณฑ์ที่ลูกเสือ จะต้องประพฤติกระทำ ผู้ที่จะเป็นพระพุทธเจ้าก็จะต้องกระทำ คือท่านกระทำมาก กระทำสูงสุดกว่าที่เรานึก หรือที่เรากระทำกัน : เช่นบางคราวจะต้องเสียสละ แม้แต่ชีวิต เพื่อให้ผู้อื่นรอด อย่างนี้ก็ยังมี, หรือเสียสละสิ่งที่คนธรรมดาเสียสละไม่ได้. อย่างเช่น บุตรภรรยาอย่างพระเวสสันดรอย่างนี้ก็มี จึงไม่จำเป็นจะต้องพูดถึงเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ. มีชาดกเรื่องกระต่ายในดวงพระจันทร์ มีเรื่องเล่าว่า : พระโพธิสัตว์เป็น กระต่ายถึงเวลาที่จะให้ทานตามปรกติ, ขณะนั้นไม่มีอะไร; ดังนั้นจึงกระโดดเข้ากองไฟ

น.52 เสือ ให้คนที่หนาวจวนจะตายผิงไฟอยู่ ได้กินเนื้อ ; ดังนี้เป็นต้น. เป็นอันว่าเรื่องเอื้อเฟื้อ เรื่องเห็นแก่ผู้อื่นนี้ไม่ต้องพูดถึงก็ได้ เรียกกันสั้นๆ ว่า "ทาน" หวังว่าลูกเสือ ทั้งหลายก็จะต้องได้บำเพ็ญอยู่ ฝึกฝนอยู่. บารมีข้อที่ ๒ คือ ศีล ข้อสองเรียกว่า "ศีล" นี้ คำว่า ศีลนั้นแปลว่า ระเบียบ คือต้องเป็นคน ที่อยู่ในระเบียบแบบแผนในวินัย อย่างนี้เรียกว่า "มีศีล". ลูกเสือ จะต้องรู้ดีว่า ต้องมี ระเบียบ ต้องเคร่งครัดต่อระเบียบ ; การที่บังคับตัวเองให้เป็นอยู่ในระเบียบนั้น เรียกว่าศีล. สำหรับผู้ปฏิบัติในพระพุทธศาสนาที่เป็นอย่างเคร่งครัดนั้น ก็มีหลักว่า ยอม เสียชีวิตหรือยอมตายไม่ยอมขาดศีล อย่างนี้เป็นต้น ; จึงหวังว่าความมุ่งหมายของลูกเสือนี้ ก็คงจะเป็นอย่างเดียวกัน. เมื่อ มีศีล ก็หมายความว่า มีระเบียบที่ไม่กระทบกระทั่งผู้อื่น, และไม่ทำให้ตัวเองเดือดร้อนเป็นทุกข์. เมื่อไม่มีศีลก็ไปกระทบกระทั่งผู้อื่น ให้พลอย ลำบากยุ่งยากเดือดร้อนหรือแม้ที่สุดแต่รำคาญ tive ส่วนตัวเองก็หาความสงบสุขไม่ได้ ; ฉะนั้นเราจึงต้องมีศีล มีระเบียบให้จัดให้ทำกับตัวเอง ในลักษณะที่ไม่เป็นทุกข์ และ ไม่กระทบกระทั่งผู้อื่น. บารมีข้อที่ ๓ คือ เนกขัมมะ ข้อที่เรียกว่า "เนกขัมมะ" บางคนจะเข้าใจว่าหมายถึงบวช ที่จริงก็หมายถึง บวช แต่ถ้าพูดตามความหมายนั้นหมายถึงชีวิตโสด จะบวชหรือไม่บวชถ้าดำเนิน ชีวิตโสดก็เรียกว่าเนกขัมมะ, หรือว่าไม่เป็นผู้หลงใหลในกามคุณทางเพศ นี้ก็เรียกว่า เนกขัมมะอยู่โดยปริยาย. แต่ถ้าจะสรุปให้สั้นที่ใช้ได้แก่ทุกคนก็คือว่า ไม่อุทิศตนเพื่อ ถามคุณ ไม่บูชาถามคุณ อย่างนี้เรียกว่าเนกขัมมะ. ถึงแม้ว่าเราจะทำโดยเคร่งครัด เต็มที่ไม่ได้ เราก็ควรรู้ไว้ว่า ชีวิตโสดนั้นทำอะไรได้ดีกว่า กว้างขวางกว่า ในการ บำเพ็ญประโยชน์ผู้อื่นในขั้นสูงสุด.

น.53 ท่านไปคิดดูเถิดก็จะเห็นได้ว่า อย่างผู้ปกครองบ้านเมือง ถ้าเป็นคนโสด จะทำได้ดีกว่าคนไม่โสดอย่างไร ; ผู้จะประพฤติประโยชน์ผู้อื่น ถ้าเป็นคนโสดจะประพฤติ ได้สะดวกกว่ากันอย่างไร. เพราะว่าคนไม่โสดนั้นต้องมีภาระผูกพันที่จะต้องนึกถึง คู่ครอง จะต้องมีภาระหน้าที่หลายอย่าง ; คนโสดจึงทำงานได้มากกว่า. ฉะนั้นจึง นิยมความเป็นคนโสด หรือว่าอย่างน้อยก็ "บูชาอุดมคติ - หน้าที่การงาน" ยิ่งกว่า ที่จะบูชากามคุณ คือเรื่องระหว่างเพศอย่างนี้เป็นต้น. ถึงเป็นลูกเสือก็เช่นกัน เป็นเด็ก ๆ ก็เป็นคนโสดอยู่แล้ว มีลักษณะเป็นคนโสดอยู่แล้ว ; แม้เป็นคนโตแล้ว จะมีคู่ครองก็ต้องไม่บูชาเรื่องเกี่ยวกับคู่ครอง ยิ่งกว่าอุดมคติ หรือหน้าที่การงานของ ลูกเสือ. เราจะเห็นกันได้ง่าย ๆ ว่า ถ้าเราบูชาเรื่องเกี่ยวกับกามคุณก็เสียหน้าที่การงาน กลายเป็นลูกเสือสำรวย, เป็นลูกเสือสำรองก็ไม่ได้ อย่างนี้เป็นต้น ; ถ้าเราไม่อาจที่ จะสละได้เด็ดขาด เพราะมีชีวิตครองเรือนก็ต้องนึกถึงสิ่งนี้ ในฐานะที่เป็นสิ่งสำคัญอยู่ เสมอ เพื่อได้จะไม่มัวเมาในสิ่งที่ทำให้เสียในหน้าที่การงาน. ฉะนั้นลองนึกถึง เนกขัมมะในลักษณะที่ว่า เวลาส่วนมากของเรา เป็นอยู่ในลักษณะที่เป็นอิสระเหมือน คนโสด ; การทำหน้าที่ ตามหน้าที่ของคนมีคู่ครองนั้นชั่วระยะกาลอันสั้น เวลาส่วน ใหญ่หรือแทบทั้งหมดไม่เป็นคนอิสระเหมือนกับคนเป็นโสด. ผู้ที่ยังไม่แต่งงานก็ทำได้ ง่ายดีอยู่แล้ว ; ส่วนผู้ที่แต่งงานมีคู่ครองก็ยังมีทางที่จะทำได้ : ให้บังคับตัวเอง ให้หลีกทางมาเสียจากความมัวเมาในเรื่องกามคุณในเรื่องทางเพศ ซึ่งตรงกับหลัก ของบารมีข้อที่ ๓ ที่เรียกว่า เนกขัมมะ บารมีข้อที่ ๔ คือ ปัญญา "ปัญญา" นี้ หมายถึงรอบรู้ กินความไปถึง รอบคอบ หรือ ไหวพริบ ต่าง ๆ นานา ทั้งหมดทั้งสิ้น ; ดูเหมือนมีความมุ่งหมายอยู่มากในหลักการของลูกเสือ

น.54 ที่จะอบรมเด็ก ๆ ให้มีปัญญา มีความรอบคอบ มีความไหวพริบ ; แม้จะเป็นเรื่องโลก ๆ ทำมาหากินก็ต้องการความรอบรู้และไหวพริบ ; แม้แต่เรื่องปฏิบัติธรรมะไปนิพพาน ก็ต้องการความรอบรู้ รอบคอบและไหวพริบ จึงควรจะอบรมให้เป็นผู้มีปัญญา. คำว่า "ปัญญา" ตามหลักพระพุทธศาสนานั้น ก็หมายถึงปัญญาที่ใช้การ ใช้งาน ; หมายความว่า ปัญญาต้องมีในหน้าที่การงาน และใช้ปฏิบัติการงานได้. เดี๋ยวนี้คนเข้าใจผิดกันอยู่ บางอย่าง คือเรียนมากจนใช้ปฏิบัติไม่ได้ อย่างที่เรียก ว่า ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด เรียนพร่าเรียนมาก จนเกิดเป็นตัวปัญหายุ่งยากขึ้นแก่ เด็ก ๆ จนจะทนไม่ไหว เรียนไม่ไหว; แต่เมื่อต้องเรียนทุกอย่างก็เลยเอาอะไรดีไม่ได้. นี้ก็เป็นปัญหากันทั่ว ๆ ไปทั้งโลก ที่จะทำให้มีปัญญาอย่างพร่า ๆ. ถ้าอย่างนี้แล้วขอให้รู้ ไว้เถิดว่า หลักพระพุทธศาสนา นั้น ไม่ต้องการอย่างนั้น ; จะต้องระลึกนึกถึงปัญญา หรือความรู้ที่จำเป็นแก่หน้าที่การงาน และทำให้มีมาก ทำให้ชำนาญ ทำให้เพียงพอ. เราจะต้องนึกกันบ้างว่า ความรู้ชนิดไหน เป็นความรู้ส่วนเกิน ; ความรู้ ชนิดไหนเป็นความรู้ส่วนที่จำเป็นที่สุด. เดี๋ยวนี้ ในโลกนี้มีความรู้ส่วนเกินมากขึ้นทุกที ; ถ้าเราไปนิยมอย่างสมัยนี้กับเขาด้วยแล้ว ก็จะเป็นผู้ที่ทำอะไรได้ไม่กี่มากน้อย; ขอให้ นึกถึงกันบ้าง, สิ่งใดเป็นหน้าที่ เป็นความจำเป็น เป็นหน้าที่โดยตรง สิ่งนั้นจะต้อง ไม่บกพร่อง. สำหรับใน ทางพุทธศาสนาที่เรียกว่าปัญญา ต้องมีความรู้ที่เพียงพอ ที่จะดับความทุกข์ได้ , สิ่งใดที่เป็นทุกข์แก่เรา หรือแก่โลกโดยตรงนี้ก็ต้องมีความรู้ เพียงพอที่จะดับมันได้. ความมุ่งหมายของกิจกรรมลูกเสือมีเพียงแค่ไหนในทางความรู้ จะต้องศึกษากันให้ถูกให้ตรง อย่าให้พร่า. รวมความว่า สิ่งที่เรียกว่า "ความรู้" ความรอบคอบ ความไหวพริบนี้ ต้องการกันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโลกหรือเรื่องธรรมะหรือเรื่องศาสนา ; แต่ว่า

น.55 “ความรู้” นี้ยังมีข้อที่จะต้องระมัดระวัง อีกอย่างหนึ่งก็คือ : ความรู้ที่มาทันท่วงที หรือมาไม่ทันท่วงที. บางคนรู้มากฉลาดลึกมาก แต่ว่าช้าในการที่จะมาทำหน้าที่ ; เป็นอย่างนี้ก็เรียกว่า ไม่มีสติ ไม่มีไหวพริบ. ไม่มีสติก็คือว่า ความรู้ที่เรามี ๆ อยู่นั้นมาช่วยไม่ได้ทันท่วงที ; อย่าง เช่นเราสอบไล่ตกเพราะทั้ง ๆ ที่เราเรียนรู้อยู่ เราก็นึกไม่ได้ มันไม่ออกมาทันท่วงที. ส่วนที่เรียกว่า ไหวพริบ นั้นหมายความว่า ยิ่งเร็วไปกว่านั้นอีก, คือว่าช้าชั่ว กระพริบตาก็ไม่ได้, คือช้าไปเพียงชั่วกะพริบตานี้ ก็ยังไม่ได้ ยังเสียหายหมด. อยาก จะให้คำจำกัดความอย่างนี้ว่า ความรู้ที่จะมาช่วยทันท่วงทีนี้จะช้าเพียงชั่วกระพริบตา นี้ก็ไม่ได้; นี่แหละเรียกว่าไหวพริบ, ความรู้ที่ควรจะมาในโอกาสที่ควรจะมา ให้ทันท่วงทีเราเรียกว่า สติ; ฉะนั้นสติกับปัญญานี้ไม่ใช่อันเดียวกันแท้. ปัญญาคือความรู้ทั่ว ๆ ไป ; สติ คือความรู้ที่มาช่วยทำหน้าที่ของเรา ทันท่วงที ; ถ้ามันมาเร็วกว่านั้นอีกเราเรียกว่าไหวพริบ ดีกว่า. ใครจะมีปืนผา อาวุธพิเศษอย่างไรก็ตาม ขนาดไหนก็ตามแต่ ถ้าเอามาใช้ไม่ทันท่วงทีมันก็ตายแล้ว ; เช่นโจรมาปล้น เอาอาวุธมาใช้ไม่ทันท่วงทีเจ้าทรัพย์ก็ตายแล้ว ทั้ง ๆ ที่มีอาวุธอยู่มากมาย ในบ้านในเรือนนั้น. นั่นแหละเหมือนกับปัญญาของคนบางคน ; เรียนกันอย่างไร ไม่ทราบ ปัญญาอยู่ลึก ออกมาไม่ทันท่วงที ก็สอบไล่ตกบ้างเสียหายอย่างอื่นบ้าง ; ไร้สมรรถภาพไปเลยก็มี. อย่าเข้าใจไปว่า เรียน-เรียน - เรียนไปแล้วก็จะมีปัญญาครบถ้วนบริบูรณ์ ; เรายังจะต้องฝึกฝนกันอีกหลายอย่าง ให้ความรู้นั้นมาทันท่วงที จึงจะเรียกว่า "ความรู้" ในที่นี้ ; ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วจะเป็นของเกะกะรกรุงรังอะไรชนิดหนึ่งเสียมากกว่า นี้เรียกว่าบารมีข้อที่ ๔ ของพระพุทธเจ้าคือ ปัญญา นั้น ก็คือสิ่งที่ลูกเสือเราต้องการ อย่างจำเป็น

น.56 คือ วิริยะ ข้อที่ ๕ ซึ่งเรียกว่า "วิริยะ" บารมี นี้คือความพากเพียร. ที่เรียกว่าความ พากเพียรนี้เกี่ยวกันอยู่กับความกล้าหาญด้วย แล้วก็ต้องเจือกันอยู่กับความฉลาดด้วย. ที่เขา บอกว่า "ความพากเพียร" นั้น ต้องมีความพากเพียร คือความพยายามนั้นด้วย, แล้วมี ความฉลาดด้วย, และมี ความกล้าหาญด้วย, เจือกันอยู่ในลักษณะที่เรียกว่า ‘พอดี" จึงจะเรียกว่า วิริยะ ตามแบบของพระพุทธเจ้า. หากเพียรไปอย่างเขลา ๆ เพียรอย่างไร ๆ มันก็ยิ่งโง่ลงไปก็มี ; ฉะนั้นต้องมีความฉลาดด้วย, และต้องไม่ขี้ขลาดด้วย จะต้องกล้าด้วย, ถ้าคนขี้ขลาด กลัวจิ้งจก ไส้เดือน ตุ๊กแกอยู่อย่างนี้ จะมีวิริยะอย่างนี้ ไม่ได้ และน่าจะพูดว่า ความกลัวไส้เดือน จิ้งจก ตุ๊กแกนี้ จะมีแก่ผู้เป็นลูกเสือไม่ได้, จะต้องนึกถึงคำว่า เสือ หรือ ลูกเสือ นี้จะมีความเข้มแข็งอย่างไร กล้าหาญอย่างไร อะไร อย่างไร. ความพากเพียรนี้จะต้องเป็นไปติดต่อไม่ขาดตอน จนกว่าจะถึงที่สุดของ การงาน ; ฉะนั้นท่านจึงวางหลักไว้ว่า เอาความสำเร็จของการงานนั้นแหละเป็นจุด สุดท้ายของความเพียร. เดี๋ยวนี้คนเราไม่ได้พากเพียรยืดยาวติดต่ออย่างนี้ ; พากเพียร สักหน่อยหนึ่งแล้วก็บ่น, ไม่ได้ผลดังใจแล้วก็เลิก, แล้วก็ไปทำอย่างอื่นอีก. การเพียร เปลี่ยน เพียรบ่นอะไรอย่างนี้ ไม่เรียกว่าวิริยะในลักษณะอย่างนี้. สิ่งที่เรียกว่ากิเลสนั้น มันใหญ่โตมาก พาก เพียรทำงานเลี้ยงชีวิต นี้ยัง ง่ายกว่าพากเพียรรบสู้กับกิเลส. สิ่งที่เรียกว่าวิริยะจึงมีมากมายในพระพุทธเจ้า หรือ ในผู้ปฏิบัติตามหลักพระพุทธศาสนา ; แล้วก็ต้องการอย่างยิ่งในหลักการของลูกเสือ คือ การอบรมคนให้เป็นลูกเสือที่ดี นี้จะเห็นว่าวิริยะหรือความเพียรนี้ก็เป็นหลักการของ ลูกเสือ ที่ตรงกันกับหลักธรรมะในพระพุทธศาสนา.

น.57 คือ ขันติ บารมีข้อต่อไปเรียกว่า "ขันติ" แปลว่า ความอดทน ; พบแต่คนสอน กันแต่เพียงว่าให้อดทน เมื่อเขาด่า, ให้อดทนเมื่อการเจ็บปวดเกิดขึ้น, ให้อดทน เมื่อต้องลำบากตรากตรำในการทำการงาน, รู้กันเพียงเท่านี้. แต่ ขันติ ในพระพุทธ- ศาสนายังมีไปไกล กว่านั้น คือ อดทนต่อการบีบคั้นของกิเลส. เมื่อเรามีความรู้สึก ฝ่ายต่ำที่เรียกว่ากิเลสเกิดขึ้นในใจเมื่อไร มันจะเป็นการบีบคั้นเมื่อนั้น ; ถ้าเราทนไม่ได้ จะล้มเหลวหมด. สำหรับเรื่องทนเมื่อเขาด่า เรื่องทนเจ็บไข้ และเรื่องทนกรากกรำใน การงานจะล้มเหลวหมด ; ถ้าเราทนความบีบคั้นของกิเลสไม่ได้. ฉะนั้นตามหลัก พุทธศาสนาจึงเพ่งเล็งไปยังความอดทนต่อการบีบคั้นของกิเลส. ตัวอย่างเช่นอยากไปดูหนัง มันก็เป็นการบีบคั้นอันหนึ่งของความอยาก ; ถ้าเราทนไม่ได้ก็ต้องไป ทั้งที่เรารู้ว่า ไม่ควรจะไป มันมากเกินไป หรือเรื่องนี้มันไม่ควร จะไป. เราจะสอนเด็ก ๆ ให้มีความอดทนต่อความอยาก ก็ต้องอธิบายให้เขารู้ ถึงความ อดทนต่อความบีบคั้นของความรู้สึกฝ่ายต่ำที่เรียกว่ากิเลส; จะสอนแต่เพียงให้ทน ความเจ็บปวด ทนความเจ็บไข้ ทนถูกเขาด่า เท่านี้มันก็ ได้เหมือนกัน หรือถูก เหมือนกัน ; แต่ยังไม่พอ. ถ้าผู้ใดจะมีขันติ มีความอดทนในทุกประการแล้ว ต้องพยายามในประการ ที่สำคัญ : ข้อที่ ๑. ทนในการบีบคั้นของกิเลส. ถ้ากิเลสเกิดขึ้นแล้วมันร้อนเหมือน ไฟเผา มันทนยากแต่ก็ต้องรบสู้ หรือต้องทนให้ได้, อย่างน้อยจะต้องทนให้ได้ ; แล้วจึงคิดล้างผลาญทำลายมัน. ความอดทนนี้จำเป็นมากในการที่จะละความชั่ว หรือ ข้อแรก นี้ท่านจะต้องจด หรือจำไว้ว่า ความอดทนนี้ จะช่วยให้เราละความชั่ว.

น.58 ข้อที่ ๒ จะต้องให้เราอยู่เป็นผาสุก ; รอได้คอยได้จนกว่าการงานจะ สำเร็จ. ใคร ๆ ก็มองเห็นว่า การงานไม่ว่าชนิดไหนหมด ไม่ใช่ทำลงไปแล้วก็ เสร็จทันที่ได้ผลทันที; มันต้องรอไปวันหนึ่ง เดือนหนึ่ง ปีหนึ่ง หรือหลายปี ไม่ ว่าการงานชนิดไหนหมด. การงานโดยตรง เช่นทำไร่ทำนานี้ ก็ต้องมีการรอ ; การงานทางจิตใจ เรื่องการคบหาสมาคม เรื่องรักเรื่องใคร่อะไรเหล่านี้ ก็ยังต้องมี การรอ. ฉะนั้น ถ้ามีการรอไม่ได้คอยไม่ได้ ที่ไหน แก่บุคคลใด ก็แปลว่าล้ม เหลว, หรือเสียหาย, หรือเลวทรามในที่สุด. สิ่งที่เรียกว่า ขันติ หรือความอดทนนี้ ในทางพุทธศาสนาถือเป็นสิ่งจำเป็น อย่างยิ่ง คือถือว่า เป็นตัวกำลังของผู้บำเพ็ญพรต . บำเพ็ญพรตก็คือต่อสู้กิเลส ; และขันติเป็นตัวกำลังของผู้บำเพ็ญพรต ; พรตก็คือหน้าที่การงาน. ลูกเสือหรือ ใครก็ตามย่อมมีหน้าที่การงาน. ถ้าใคร อยากจะมีกำลังในหน้าที่การงานก็ต้อง สร้างความอดทน ; ให้ทนได้ต่อการบีบคั้นของความรู้สึกฝ่ายต่ำ รอได้คอยได้. นี้ก็บารมีอันหนึ่งที่พระพุทธเจ้าต้องบำเพ็ญเพื่อความเป็นพระพุทธเจ้า และก็ตรงกันกับ หลักเกณฑ์ของลูกเสือ. บารมีข้อที่ ๗ คือ สัจจะ ที่หน้าหมวกหรือที่ไหนเขียนไว้ว่า "เสียชีพอย่าเสียสัจ" อะไรทำนองนี้. คำว่า "สัจจะ" ท่านหมายถึงความจริง ในทางธรรมะถือว่า ความจริงส่วนใหญ่ ที่เป็น หลักเป็นประธานก็คือ จริงต่อตัวเอง. เมื่อจริงต่อตัวเองได้แล้ว ก็ย่อมจะจริงต่อ ผู้อื่น, หรือจริงต่อการงาน, จริงต่อเวลา, จริงต่ออะไรได้หมด. จริงต่อตัวเอง นี้หมายความว่า เรารู้ว่าเราเป็นอะไร, เราจะต้องทำอะไร ; เช่นถ้าเราถือว่า เราเป็นคน, เรา ก็ต้องรู้ว่า คนจะต้องทำอะไรจึงจะเป็นคน ; ถ้าไม่ทำอะไรก็ไม่ใช่คน. แล้วเราก็ต้องจริงต่อสิ่งนั้น การเป็นคนนี้ เป็นเพราะมี ธรรมะ ; เป็นภาษิตที่กล่าวไว้แต่โบราณก่อนพระพุทธเจ้า หรือสมัยพระพุทธเจ้า

น.59 และเรื่อยมาจนบัดนี้ว่า : สัตว์กับคนผิดกันตรงที่คนมีธรรมะ ถ้าไม่มีธรรมะก็ไม่ใช่ คน. ถ้ามีสัจจะในการ เป็นคน ก็คือมีธรรมะ อย่างนี้เป็นต้น เรียกว่า จริงต่อ ตัวเอง. ถ้าจริงต่อตัวเอง มีธรรมะแล้ว ก็จริงต่อเวลาตรงต่อเวลา ตรงต่อเพื่อนฝูง ตรงต่อหน้าที่การงานได้ง่าย. ฉะนั้นต้องรู้จักการเป็นคน ต้องรู้จักหน้าที่อุดมคติ ของคน, รับผิดชอบในความเป็นคนของเรา จึงจะเรียกว่าเป็นคนจริง ; อย่างเป็น ลูกเสือ มีอุดมคติอย่างไรก็ต้อง จริงต่ออุดมคติ นั้น, แล้วมันจะได้จริงต่ออื่น ๆ ไปหมด จริงต่อเวลา จริงต่อหน้าที่ จริงต่ออะไรไปหมด. ถ้าจะพูดกันอย่างสั้น ๆ เป็น หลักสั้น ๆ ก็ต้องเรียกว่า จริงต่ออุดมคตินั้น ๆ เสียก่อน : ถ้าเป็นลูกเสือ ก็จริงต่ออุดมคติของลูกเสือ, ถ้าเป็นนักบวชก็จริงต่อ อุดมคติของนักบวช, หรือจะว่ากลาง ๆ ว่า เป็นมนุษย์ก็ต้องเอาอุดมคติของมนุษย์, ถ้าเป็นมนุษย์ก็ต้องมีจิตใจสูง คือประกอบด้วยธรรมะ. ฉะนั้นที่พูดไว้ว่า ยอมเสียชีวิต ไม่ยอมเสียความสัตย์ นี่นับว่าเป็นคำพูดที่ถูกต้องแน่ ; เพราะว่าความสัตย์นั้นก็คือชีวิต หรือยิ่งกว่าชีวิต ; ถ้ายอมเสียความสัตย์ก็เท่ากับตายแล้ว. อย่างที่ เป็นลูกเสือนี้ ถ้าเสื่อมเสียอุดมคติของลูกเสือ มันก็หมดความ เป็นลูกเสือ คือตายจากการเป็นลูกเสือไปแล้ว. ถ้าเป็นมนุษย์ก็มีอุดมคติที่จิตใจสูง ; ถ้าจิตใจไม่สูงมันก็ไม่ใช่มนุษย์ คือตายจากมนุษย์ไปแล้ว. ฉะนั้นคำพูดที่ว่า เสียชีวิต ดีกว่าเสียความสัตย์หรือความจริง นี้ถูกต้องอย่างยิ่ง. ถ้าใครเสียความจริงเสียสัตย์ ในอุดมคติของตนแล้ว คนนั้นมีค่าเท่ากับตายแล้ว ; เมื่อเราไม่ยอมเสียสัตย์ไม่เสีย อุดมคติ เราก็ไม่ตาย. ถ้าให้เลือก เลือกเอาทางเสียชีวิตก่อนเสียอุดมคติ นี้แหละ น่าสรรเสริญ, เป็นหลักที่พระพุทธเจ้าท่านยึดถือ เรียกว่า สัจจะบารมี บำเพ็ญเรื่อยไป ; แม้ข้อนี้ก็เป็นอุดมคติของลูกเสือที่ว่า ไม่ยอมเสียสัตย์ ยอมเสียชีวิต.

น.60 คือ อธิษฐาน บารมีถัดไป คำบาลีเรียกว่า "อธิฏฐานะ" เราเรียกเป็นไทยว่า อธิษฐาน. การที่จะทำอะไรให้จริงก็ต้องมีการ อธิษฐาน เรียกว่า ปักใจมั่น, การปักใจมั่น เรียกว่าอธิษฐาน. เมื่อได้ใคร่ครวญเห็นว่า สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ดีงาม ควรจะ ประพฤติ ควรจะกระทำโดยแน่นอน ก็มีการอธิษฐาน ; แล้วจะต้องทำสิ่งนี้จนประสบ ต่อความสำเร็จถึงที่สุด ; ถ้าไม่อย่างนั้นก็ไม่ยอมเลิกละ หรือไม่ยอมทำอะไรบางอย่าง ที่มันขัดขวางกัน. อย่างเช่นการอธิษฐานของพระพุทธเจ้าในวันตรัสรู้ ก็ว่า " วันนี้ถ้าไม่บรรลุ การตรัสรู้ ก็เป็นอันว่า ไม่ลุกขึ้นจากพื้นดิน, ยอมให้เลือดให้เนื้อซูบผอมลง เหือดแห้งไปจนกระทั่งเหลือแต่เอ็นหุ้มกระดูก จนกระทั่งเหลือแต่กระดูก, คือ ตาย". นี่คือการอธิษฐาน. ถ้าว่าเราจะเอามาใช้แก่การงานทั่ว ๆไป ก็ต้องอธิษฐานอย่างนั้น เช่นว่า วันนี้เราควรจะทำอะไรบ้างในสามชั่วโมงนี้ ก็ต้องปักใจและทำให้เสร็จ ในสามชั่วโมง นี้, ไม่เสร็จเป็นไม่ทิ้งไป ; อย่างนี้เรียกว่าอธิษฐาน. และปีนี้จะต้องทำอะไรบ้าง ก็ต้องทำให้ได้ตามนั้น ปักใจลงไปในอันดับแรก และซ้อมการอธิษฐานนี้อยู่ทุกวัน ๆ ทุกวัน ๆ ไม่ให้เปลี่ยนได้ ; แล้วก็ทำเรื่อยไปไม่เลิกละ. ทุกคนคงจะเข้าใจได้ว่า การอธิษฐาน คือการ "เอาจริง" นี่ มันมีความ จำเป็นอย่างไร ; ตามธรรมดาเราก็นิยมการ "เอาจริง" อยู่แล้ว แต่เราไม่เรียกอธิษฐาน จะเรียกตามภาษาไทยว่า "เอาจริง". พระพุทธเจ้าท่าน "เอาจริง" ตั้งสื่อสงไขย แสนกัปป์, เป็นเวลานานถึงเท่านั้นจึงเป็นพระพุทธเจ้าได้ นี้เป็นบารมีที่ทำคนให้เป็น พระพุทธเจ้า ; แล้วก็เป็นอุดมคติที่ลูกเสือต้องการด้วยเหมือนกัน.

น.61 คือ เมตตา บารมีข้อต่อไป "เมตตา" เมตตากรุณารักผู้อื่น, เราอบรมเด็ก ๆ โดย เฉพาะลูกเสือให้มีเมตตากรุณาเป็นอย่างยิ่ง, เพื่อให้ปราศจากการทารุณโหดร้าย เพราะคำว่าลูกเสือของเรานั้นหมายถึง ลูกเสือชนิดที่น่าไหว้ น่านับถือ น่าบูชา; ไม่ใช่เสือ กินคน ไม่ใช่เสืออันธพาล เสือปล้นประชาชน. แต่ว่า "ลูกเสือ" เรา เล็งถึงอุดมคติ ที่ว่า มีสมรรถภาพ, แล้วอุทิศชีวิตกระทำแต่สิ่งที่ทำยาก แล้ วก็มีความกล้าหาญ มีอะไรต่าง ๆ. เอาอุดมคติส่วนนี้ของลูกเสือมาเรียกเด็ก ๆ ว่า ลูกเสือ; ฉะนั้น ลูกเสือจึงเต็มไปด้วยความเมตตากรุณา เสียสละชีวิตเพื่อผู้อื่นก็ยังได้ ; มีอุดมคติ เห็นแก่ผู้อื่น ซึ่งเป็นหลักสำคัญ ที่ท่านต้องจดจำไว้ว่า : พอเรา เห็นแก่ตัว ความเลว หรือ บาปก็เข้ามา ทันที ; พอเราเ ห็นแก่ผู้อื่น ความดีหรือบุญก็เข้ามา ทันที ; และ เมื่อเราเห็นแก่ผู้อื่น บำเพ็ญประโยชน์แก่ผู้อื่นนั้น มันเป็นประโยชน์ตัวเองอยู่ด้วยเต็มที่ โดยไม่รู้สึก. เพราะฉะนั้นความ เห็นแก่ผู้อื่นหรือความเมตตากรุณานี้ ไม่มีอันตราย อะไร, ไม่ทำให้ขาดทุน ไม่ทำให้ถอยหลัง ไม่ทำให้ล้าสมัยหรืออะไรทำนองนี้ ; มีแต่ทำผู้นั้นให้เป็นมนุษย์เต็มที่ และเป็นผู้ที่ชนะความชั่วได้โดยง่าย : อย่าทำเล่น กับความเห็นแก่ผู้อื่น. ทุกศาสนาสอนให้เห็นแก่ผู้อื่นก่อนเห็นแก่ตัว อย่างพระเยซูบอกว่า : ถ้า เขาขโมยเสื้อไปแล้ว เอากางเกงตามไปให้เขาด้วย, หรือถ้าเขาตบหน้าข้างซ้าย ทีหนึ่ง แล้วก็ให้เขาตบข้างขวาเพิ่มเติมอีกด้วย ; นี่เป็นเรื่องไม่โกรธ เป็นเรื่อง เมตตา เป็นเรื่องรักผู้อื่น. คำพูดอย่างนี้เป็นคำพูดที่จะต้องรู้ความหมายให้ถูกต้องเท่านั้น เอง ; ไม่ใช่ถือเถนตรงตามตัวหนังสือ. แต่ให้ได้ความมุ่งหมายที่ถูกต้องคือมีความ เห็นแก่ผู้อื่น, ทำลายความเห็นแก่ตัวอยู่เสมอ.

น.62 ตามธรรมดาคน เรารักตัว เห็นแก่ตัว อยู่จนเกิน จนเป็นส่วนกิน หรือเกิน พอดี. นี้เราแก้ไขกันได้ด้วยการไปเห็นแก่ผู้อื่น, แล้วความเห็นแก่ตัวมันจะลดลงไป อยู่ในระดับที่พอดี ; หรือถ้าจะฉลาดกว่านั้น ไม่ต้องมาคอยพะวักพะวนอยู่สองผักสองฝ่าย ก็ไปเห็นแก่ผู้อื่นแล้วจะพอดีอยู่ในตัว ในทางที่จะประพฤติปฏิบัติทั้งแก่ตัวและแก่ผู้อื่น. มีเมตตากรุณาคือความเห็นแก่ผู้อื่น รักผู้อื่น เป็นบารมีที่ทำคนให้เป็นพระพุทธเจ้า และเป็นอุดมคติของลูกเสือกันทุกคน. บารมีข้อที่ ๑๐ คือ อุเบกขา ข้อสุดท้าย บารมีข้อที่เรียกว่า "อุเบกขา" คนโดยมาก แม้ที่เป็นนักเรียน เป็นครูบาอาจารย์ ก็ ยังเข้าใจคำว่า อุเบกขา ผิด, ไม่รู้ว่าอุเบกขานั้นคืออะไร ; จะเกณฑ์ให้เป็นคนที่เฉยไม่รู้สึกอะไร คล้าย ๆ เป็นก้อนหินท่อนไม้ไปนั้นไม่ถูก. คำว่า อุเบกขานี้ หมายความว่า มั่นคง คงที่ หวั่นไหวยาก ; มั่นคงหรือคงที่นี้คือไม่ เปลี่ยนแปลง, มีอะไรมากระทบกระทั่งก็ไม่หกคะเมนไป หรือไม่เปลี่ยนแปลงไป เรียกว่า "ความคงที่" . ทีนี้ก่อนที่จะมีอะไรสำหรับ "คงที่" นั้น ต้องมีความรู้หรือปัญญาตกลงกันมา เสร็จเรียบร้อยแล้ว ว่าเราเกิดมาทำไม ? เราจะต้องทำอะไร ? เราทำอย่างไร ? เรากำลังทำ อะไรอยู่นี่ ? ทีนี้พอมีอะไรมากระทบ มายั่ว มาเร้า มาอะไรก็ตาม มันยังคงที่อยู่ได้, อย่างนี้เรียกว่า "อุเบกขา". ถ้าไม่มีอุเบกขาจะไหวไปตามสิ่งที่มากระทบ ไปรักเขาบ้าง ไปเกลียดเขาบ้าง ไปอะไรเขาบ้าง เลยรวมกันไปหมด. นั่นคือ ไม่มีอุเบกขา ถ้าเราทำถึงขนาดนั้นไม่ได้ ก็ลดลงมาเพียงว่า หวั่นไหวยาก ; จำคำว่า "หวั่นไหวยาก" ไว้ สำหรับในกรณีของคนธรรมดาสามัญชาวบ้านทั่วไป ถ้าเป็นเรื่องของ ธรรมะชั้นสู ง หรือเป็นเรื่องของพระอรหันต์หรือมหาบุรุษก็ เรียกว่า "คงที่" เลย ตายตัวเลย.

น.63 ทีนี้บางครั้งเราเป็นคนที่ ไม่มีอุเบกขา คงที่ยาก เช่นว่า พอย่างเท้าเข้า มาในห้องสอบเช่นนี้ จิตใจฟุ้งซ่านหวั่นไหวหมด, ที่เคยเรียนมาได้เลยลืมหมด นึก ไม่ออก, ที่เคยทำได้ดีเป็นประจำก็ทำไม่ได้ อย่างนี้ก็เรียกว่า ขาดอุเบกขา ขาดความ คงที่ ; อุเบกขาในความหมายทั่วไป หมายอย่างนี้ ; และหมายความว่า เมื่อเราได้จัด ได้ทำถูกต้องครบบริบูรณ์ ; แล้วทีนี้เราก็ต้องรักษาความคงที่นั้นไว้. เหมือนอย่างว่า เราปลูกต้นไม้ เราต้องมีปัญญาที่จะเลือกดิน เลือกปุ๋ย เลือกพืชพันธุ์อะไรต่างๆ ครบถ้วนแล้ว ; ปลูกเสร็จแล้ว เราก็ มีความคงที่ และ รักษาภาวะ อย่างนี้ไว้. นี้แหละจำเป็นแก่การงานทุกอย่างทุกประเภท . หรือ เหมือนอย่างเมื่อเราขี่รถจักรยาน หัดใหม่ ๆ เราก็ไม่มีความคงที่ หกล้มหกลุก ; แต่เมื่อ เรา จัดทำทุกสิ่งทุกอย่างเข้ารูปเข้ารอยแล้ว เราก็รักษาความคงที่เท่านั้นเอง ; ไม่ ต้องทำอะไร รถมันจะแล่นไปอย่างน่าประหลาด น่าอัศจรรย์ หรือน่าชมเชย. จะขับ รถยนต์ หรือแม้แต่ขับรถม้า หรือขับอะไรก็ตาม ความสำคัญจะไปอยู่ที่ความคงที่เข้า ร่องเข้ารอยปล่อยมือได้ ; มันไปของมันเองจนไปถึงที่สุด. อย่างคนเราเกิดมานี้ ก็ต้องจัดต้องทำอะไรให้เข้ารูปเข้ารอย แล้วก็ปล่อยให้มันไปของมันอย่างนั้นอย่างสม่ำเสมอ คงที่ ก็ถึงที่สุด. สิ่งที่เรียกว่า คงที่ นี้ หรือ อุเบกขา นี้ ต้องการอย่างที่สุดในชีวิต ประจำวัน อย่างว่าพอเราหิวขึ้นมาเราก็โมโหเสียแล้ว อย่างนี้เราก็ทำอะไรผิดหมด ; หรือว่า กินอะไรเข้าไปมาก เราก็อึดอัด หรืออาจมึนชาเสียแล้ว ก็ขาดความคงที่. ฉะนั้นผู้ ที่เป็นมหาบุรุษ มีความคงที่อย่างยิ่ง เขาจึงสามารถใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ ได้ทุกนาทีทุกชั่วโมง. แอลคนธรรมดาพอเปลี่ยนงานนิดหน่อยมันก็มีความหวั่นไหว ; เช่นว่า กำลังคิดอะไรอยู่ ก็แสดงปาฐกถาไม่ได้อย่างนี้เป็นต้น ; นี่เป็นเพราะการ บังคับให้จิตปกติไม่ได้.

น.64 ถ้าเรา บังคับจิต ให้ปกติได้ ให้มีความคงที่ได้ เรา จะทำอะไรได้มาก เราจะสลับการงานให้ติดต่อสับเปลี่ยนกันไปทุก ๆ ห้านาที ทุก ๆ สิบนาที ตลอดวันตลอด คืนได้. ฉะนั้น เขาจึงนำมาไว้เป็นข้อสุดท้ายในบารมีทั้งหมดของพระพุทธเจ้า ; เพราะมี ความสำคัญอย่างนี้. เราจะทำกิจกรรมอะไร ชนิดไหน ทางโลก ทางธรรม หรือว่าเรื่อง หน้าที่การงาน การศึกษา หรืออะไรก็ตาม ต้องทำจนเป็นอุเบกขา : คือปล่อยมือ ก็ยังคงที่ได้ แล้วก็เป็นไปเองได้ ไปถึงที่สุดเองได้ ไม่ออกนอกลู่นอกทาง ไม่ล้มลุก คลุกคลาน ไม่หวั่นไหวไปตามที่สิ่งที่มายั่วยวน มากระทบ. เป็นอันว่าหมดเวลาที่กำหนดไว้สำหรับมาให้ความรู้รอบตัวหรือความรู้ที่เกี่ยว ข้องกันอยู่กับเรื่องของลูกเสือในวันนี้. ขอสรุปความว่า ให้ท่านทั้งหลายมองเห็นว่า : หลัก การของลูกเสือนั้นก็เป็นเช่นเดียวกันกับหลักพระธรรมในพระพุทธศาสนา ; ฉะนั้น ควรจะได้รับการเอาใจใส่อย่างยิ่ง ควรได้รับการเคารพอย่างยิ่ง หรือถึงขนาดที่เรียกว่า บูชา ; และท่านทั้งหลายคงจะเข้าใจได้เองว่า ทำไมอาตมาจึงอยากจะเรียกลูกเสือว่า "ธรรมบุตร" จนกระทั่งตั้งชื่อค่ายนี้ว่า "ค่ายธรรมบุตร" เป็นต้น. ขอให้ครูบาอาจารย์ลูกเสือทุกคนประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ของตน เพราะมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้อย่างถูกต้องและเพียงพอเช่นนี้ ด้วยกันทุกคน.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต