น.65 ในการบรรยายความรู้รอบตัวทั่วไปเกี่ยวกับลูกเสือครั้งที่ ๓ นี้ จะ ขอทบทวน ๒ ครั้งที่แล้วมาตามสมควร เพราะว่าบางท่านก็ไม่ทราบ และ โดยเฉพาะเป็นคนละรุ่น. ส่วนใหญ่หรือส่วนสำคัญที่สุดของการบรรยายก็ มุ่งหมายจะให้ทราบว่า หลักของลูกเสือต่าง ๆ นั้น ไม่ผิดไปจากหลักธรรมะของ พระพุทธเจ้า ถึงกับในการบรรยายครั้งแรกได้ชี้ให้เห็นว่ามีอยู่ครบถ้วนทุกข้อ อย่างไร ; และถึงกับกล้าท้าว่า ไม่มีหลักธรรมะ หรือหลักปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ หรือหลักที่เป็นประโยชน์ชนิดไหนในโลกนี้ที่ไม่ตรงกันกับหลัก ในพระพุทธศาสนา. หากแต่ว่าเราไปใช้ชื่อเรียกต่าง ๆ กัน หรือมุ่งหมาย กว้างแคบกว่ากัน. ในครั้งที่สองได้ชี้ให้เห็นว่า แม้การบำเพ็ญบารมี ๑๐ ประการของพระ- พุทธเจ้า นี้ก็ยังเอาความหมายส่วนสำคัญของบารมีทั้ง ๑๐ นั้น มา ใช้เป็นหลักสำหรับ ๓๘
น.66 ลูกเสือได้, เพราะฉะนั้นจึงได้มีความคิดเห็นไปในทางที่ว่า ลูกเสือก็คือผู้ปฏิบัติ ธรรมะประเภทหนึ่งนั่นเอง จึงอยากให้ชื่อว่า "ธรรมบุตร", หรือ เรียกชื่อค่าย ลูกเสือนี้ว่า ค่ายธรรมบุตร เป็นต้น. ในที่สุดก็ขอให้ทุกคนพยายามสังเกตเรื่อย ๆ ไป ในโอกาสข้างหน้า ว่าหลักธรรมะกับหลักการของลูกเสือนั้นมันตรงกันอย่างไรเรื่อย ๆ ไป จะเข้าใจได้, และจะมองเห็นชัดยิ่งขึ้นทุกทีจนพอใจในหลักของลูกเสือและหลักของ ธรรมะพร้อมกันไปในตัวในคราวเดียวกัน ดังนี้. สำหรับวันนี้ก็เหลืออยู่แต่ความคิดเห็นบางอย่างที่คิดว่า ควรจะนำมากล่าว ให้ทราบปลีกย่อยออกไป. ข้อนี้ก็ได้แก่การที่มี โวหารที่ใช้เรียกใช้กล่าวในทาง ธรรมะและในทางโลก ๆ นั้น ย่อมจะต่างกันบ้างเป็นธรรมดา หรือว่าเล็งใน ทัศนะกว้างแคบกว่ากัน และสิ่งเหล่านั้นก็อาจจะเปลี่ยนเป็น "ควรหรือไม่ควร" ไปก็มี ยกตัวอย่างเช่นว่า : ความเป็นผู้ร่าเริง ; ความเป็นผู้ร่าเริง นี้ในทางธรรม ในทางวินัยของพระพุทธเจ้าก็ต้องการอย่างยิ่ง ; แต่คำว่า "ร่าเริง" นั้น อาจจะมี ความหมายกว้างแคบกว่ากัน. ถ้าร่าเริงกัน ถึงขนาดที่เกินไป ก็กลายเป็นเรื่อง ของกิเลส ในทางธรรมะก็ปฏิเสธ ; แต่ถ้าร่าเริงในขนาดที่ พอเหมาะพอดี เพื่อเป็น ประโยชน์แก่การมีกำลังวังชา ; อย่างนี้ ก็ยอมรับ. พระพุทธเจ้าสรรเสริญความร่าเริง ความกระปรี้กระเปร่า ความแคล่วคล่องว่องไว ; ฉะนั้นเป็นอันว่าเราจะต้องรู้ขอบเขต ของคำว่าร่าเริง เป็นต้น. โวหารทางโลก กับ โวหารทางธรรม มีพระพุทธภาษิตอยู่พวกหนึ่งที่ฟังดูแล้วอาจจะแปลก แต่ถ้าเข้าใจผิดแล้ว กลายเป็นขัดขวางกันอย่างยิ่ง ; คือพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า : ในอริยวินัย คือใน ระเบียบปฏิบัติของพระอริยเจ้านี้ กับระเบียบปฏิบัติของชาวบ้านชาวโลกนั้น ต่างกันอยู่,
น.67 หรือว่าเล็งความหมายต่างกันอยู่ เช่น การร้องเพลงของชาวบ้าน ถือว่าเป็นการ ร้องไห้ในอริยวินัย การฟ้อนรำของชาวบ้านถือว่าเป็นอาการของคนบ้าในอริยวินัย การหัวเราะของชาวบ้านถือว่าเป็นอาการของเด็กอ่อนนอนเบาะในอริยวินัยนี้. ลองฟังดูให้ดี หรือลองทบทวนดูใหม่ ว่าการร้องเพลงนั้น ในทาง ศาสนาในทางอริยวินัยถือว่า เ ป็นการร้องไห้, การฟ้อนรำเป็นอาการของคนบ้า, การหัวเราะเป็นอาการของเด็กอมมือ ; นี้หมายความว่า ปฏิเสธการร้องเพลง การฟ้อนรำ การหัวเราะ ในลักษณะหนึ่งทีเดียว. เราต้องสังเกตดูว่า; เมื่อ เวลาคนร้องเพลงนั้น มีอาการของคนร้องไห้ เหมือนกันกี่อย่างหรืออย่างไรบ้าง ? พวกพระอริยเจ้าไม่ต้องการร้องเพลงอยู่ด้วย, ก็ยิ่ง มองเห็นเป็นอาการเหมือนกับการร้องไห้ ที่จะต้องทำเสียง ตะเบ็งเสียง ใช้เส้นกล้ามเนื้อคอ หรือหลับตา หรือทำท่าทางอะไรบางอย่าง บางทีก็เหมือนกับร้องไห้จริง ๆ. ส่วน การ ฟ้อนรำนี้เรียกว่าอาการของคนบ้า ก็หมายความว่า มันคล้ายกับอาการของคนบ้าอยู่ อย่างหนึ่ง ; แล้วคนที่จะลุกขึ้นรำได้นี้ มันต้องเกิน ๑๕ เปอร์เซ็นต์ของคนบ้า ดังนี้ เป็นต้น มันจึงจะลุกขึ้นรำได้. ฉะนั้นจึงพอจะมองเห็นว่า ทำไมพระอริยเจ้าท่าน ถึงมองเป็นอาการของคนบ้า. ทีนี้ การหัวเราะนี้เหมือนเด็กอ่อนอมมือนอนอยู่ในเบาะหัวเราะแหย ถ้า เทียบกับการหัวเราะของคนทั่วไป. สำหรับพระอริยเจ้าจริง ๆ นั้น ไม่มีอะไรที่จะกระตุ้น ให้หัวเราะได้ ; เพราะว่ามองเห็นความจริงของสิ่งต่าง ๆ จนไม่มีอะไรเป็นของยั่ว ให้ขบขันไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือพระอรหันต์ ; เพราะความที่จิตหมดจากกิเลสนั้น, ไม่มีอะไรกระตุ้นหรือไปทำให้หัวเราะได้ หรือที่จะไปจี้เส้นอะไรทำนองนั้นได้ ; เลยเห็น การหัวเราะของคนทั่วไปว่า เป็นเหมือนกับเด็ก ๆ. นัก.
น.68 เอาเรื่องนี้มากล่าว ก็เพื่อเก็บความเข้าใจที่ถูกต้อง ระหว่างหลักการ ของลูกเสือ ที่ยังมีเรื่องร้องเพลง เรื่องฟ้อนรำ เรื่องหัวเราะ เพื่อว่าจะไม่ขัดกันกับ เรื่องที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ว่า หลักการของลูกเสือนั้นตรงกับหลักธรรมะทุกข้อ จะได้พูด ถึงเรื่องร้องเพลงก่อน. เรื่องร้องเพลง นี้ ถ้าเราศึกษาดูตามประวัติศาสตร์ของมนุษย์เรา เดิมเขา มุ่งหมายที่จะให้ได้รับอารมณ์ที่เยือกเย็นเป็นความสงบ ; ฉะนั้นจึงมีร้องเพลงกันแต่ใน ทางศาสนา หรืออย่างที่เรียกกันว่าในโบสถ์มาก่อน ; เป็นการร้องทำนองร้องเพลงนี้ เพื่อให้คนลืมอารมณ์ที่กลัดกลุ้ม มาแต่บ้านเสีย. พอเข้าไปในโบสถ์แล้วก็เปลี่ยนจิตใจ เป็นอารมณ์ที่เย็น หรืออย่างน้อยก็ที่ปกติ เพื่อที่จะคิดนึกในทางธรรมะ ; นี้คือ ความ มุ่งหมายทีแรกและสำคัญที่สุด. ที่นี้ ต่อมา มนุษย์ก็ยัง ใช้การร้องเพลงนี้ เพื่อปิดกลบอารมณ์ ที่เป็นทุกข์ ที่เร่าร้อน ที่กระวนกระวาย; พอเราร้องเพลงแล้ว จิตใจที่กระวนกระวายระส่ำระสาย เร่าร้อนนั้นเปลี่ยนเป็นปกติได้ ; นี้ก็ยังประพฤติปฏิบัติกันอยู่. ต่อมา วิวัฒนาการอันนี้เลยเถิด จนกลายเป็นว่า เรื่องร้องเพลงนี้ เป็นเรื่องกระตุ้นกิเลสที่ควรจะสงบให้ฟุ้งซ่านให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ; เพราะว่าคนสมัย หลังนี้นิยมความมีกิเลส, นิยมต้องการจะใช้กำลังของกิเลสให้มาก ; ฉะนั้นเพลงนี้จึง เปลี่ยนความมุ่งหมาย เป็นกระตุ้นเรื่องของกิเลสไป. เต้นรำ ทำเพลง หัวเราะ ขนาดไหนจะสมควรแก่ลูกเสือ เราจะถือว่า เพลงประเภทไหน ยุคไหนที่ควรจะได้เรียกว่า เป็นเพลงที่ ตรงกับความมุ่งหมายในกิจกรรมของลูกเสือ. ขอให้คิดดูให้ดี ; เพลง ชนิดแรก
น.69 ที่สุดกล่อมจิตใจ ให้ลดลง ให้สงบลง เพื่อปฏิบัติกิจทางศาสนา, เพลงใน ยุคกลาง เพื่อให้คนเราลืมความกระวนกระวาย ใจคอปกตินอนหลับสบาย, ส่วนเพลง สมัยนี้ ยุไม่ให้นอนหลับ ให้ฟุ้งซ่านให้มากเข้าไว้ เพื่อเอารสอร่อย ที่เกิดจากความต้องการ ในทางกิเลส ; ฉะนั้นอย่าได้เข้าใจว่า เพลง ๆ แล้วเหมือนกันหมด. ทีนี้ ลูกเสือก็มีหลักสูตรเกี่ยวกับการร้องเพลง ; ฉะนั้นต้องระวังให้ดี ต้องรู้จักเลือก. ทีนี้รวมกันทั้ง ๓ อย่าง : ร้องเพลงก็ดี พ้อนรำก็ดี หัวเราะก็ดี ถ้ามันมากนัก, ถ้ามันเลยเถิดไปแล้วจะเป็นอย่างไร ; ถ้ามันมากไป ท่านจะเห็นด้วย กับพระพุทธเจ้าทันทีว่า ร้องเพลงก็เหมือนร้องไห้ ฟ้อนรำก็เหมือนบ้า, หัวเราะ คืออาการของเด็กอมมือ. ฉะนั้นเราจะร้องเพลงกันขนาดไหน ฟ้อนรำกันขนาดไหน หัวเราะกัน ขนาดไหน เท่าไรจะพอดี นั้น ควรสังวรให้มาก. ถ้ากิจกรรม หรือหลักการของลูกเสือยังคงประกอบอยู่ด้วยธรรมะเสมอ ไป ก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่มนุษย์เรา ; เพราะว่าหลักการของลูกเสือนี้ ต้อง การจะช่วยปรับปรุงมนุษย์ ให้เป็นมนุษย์ที่ดีที่เหมาะสม ที่จะสร้างความสงบสุขในโลก ทั้งแก่ตนเองและแก่ผู้อื่น. ทีนี้ เราจะต้องทำถูกในทุกอย่างทุกประการ จึงจะได้ ; ถ้าเราทำผิด เช่น ทำมากเกินไป จนลุ่มหลงในเรื่องร้องเพลง พ้อนรำ หัวเราะ ๓ อย่างนี้แล้ว ; แทนที่จะเป็นลูกเสือก็กลายเป็นคนเหลาะแหละโลเล, จะเพิ่มนิสัย หรือฝึกนิสัย หรือพอกพูนนิสัยเหลาะแหละโลเลเสียมากกว่า ไม่อาจจะเป็นคนที่ดี หน่วยที่ดีของมนุษย์ในโลกได้. ที่กล่าวนี้ ไม่ได้ติเตียน หรือไม่ ได้ขอร้องให้เลิก การร้องเพลง พ้อนรำ หรือหัวเราะ ; เพราะว่าเป็นสิ่งที่เลิกไม่ได้ ; แต่ว่าเป็นสิ่งที่ต้อง ทำให้พอเหมาะ พอดีหรืออยู่ในการควบคุม. การร้องเพลงก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเพื่อกล่อมจิตใจให้เยือกเย็น ; การพ้อนรำ ก็คงจะมาจากท่าทางต่าง ๆ ซึ่งครั้งแรกที่สุดจะเป็นเรื่องกายบริหารมากกว่า. ยกตัวอย่าง
น.70 เช่นพวกโยคีต้องมีท่าเหวี่ยงแขนเหวี่ยงขา ดัดเนื้อดัดตัวตั้งหลายสิบท่าเพื่อให้เขาเป็นคน สบายมีอนามัยดี อยู่ในป่าในดงได้โดยไม่มียากินไม่มีอะไรกิน ซึ่งเป็นเครื่องช่วยได้มากใน การบริหารตัวเอง ; และก็คงอย่างเดียวกันกับการร้องเพลงเป็นเรื่องในกิจกรรมทางศาสนา. ต่อมา วิวัฒนาการมากเกินไปจนเป็นเรื่องยั่วกิเลส นี้เป็นเรื่องชาวบ้านมากขึ้น ๆ ๆ. สำหรับ เรื่องหัวเราะ นั้น ถ้าพูดโดยหลักธรรมชาติหรือวิทยาศาสตร์ก็เป็นสิ่งที่ ต้องหัวเราะเพื่อให้อวัยวะภายใน เช่นปอด หรือกล้ามเนื้อเกี่ยวกับปอดกับท้องปกติ. ถ้าคนไม่เคยหัวเราะเลย กล้ามเนื้อส่วนนั้นจะตีบไป เส้นประสาทจะไม่ปกติ คนนั้นจะ ผิดปกติก็ได้ ; ฉะนั้น คนทั่วไปจึงหัวเราะตามธรรมชาติ. แต่ก็อย่างเดียวกันอีก คือถ้าว่าหัวเราะมากเกินไป หาเรื่องมาหัวเราะกันมากเกินไป ก็เปลี่ยนนิสัยให้เป็น มนุษย์โลเล. การที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้อย่างนี้ จะมีความจริงมากน้อยเท่าไร ขอให้ลองคิดดู ; แล้วเราก็เลือกเอาเท่าที่พอดี. ทีนี้ อยากจะกล่าวต่อไปถึงข้อที่เนื่องกันว่า ถ้าเรา อยากจะรู้จักอะไรว่าดี หรือไม่ดี, ดีมากดีน้อยอย่างไร, จะรู้จักมันให้สมบูรณ์แท้จริงแล้ว ; พระพุทธเจ้า ท่านวางหลักไว้ให้เสร็จด้วยเหมือนกัน. อย่างว่าเรื่องร้องเพลง พ้อนรำ หัวเราะนี้ มันคืออะไร ? มันดีจริงไหม ? ดีมากน้อยอย่างไร ? เราอยากจะรู้จักมันให้ถูกต้อง นี้เรา จงใช้หลักเกณฑ์ที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้วางไว้ และเป็นหลักเกณฑ์ที่ใช้ได้ในกรณี ทั่วไป. ฉะนั้นขอให้สนใจจดจำไปคิดไปนึก ไปพิจารณาดู ; พระพุทธเจ้าตรัสว่า : ถ้าเราอยากจะรู้จัก หรือรู้เรื่อง หรือเข้าใจสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างดีแล้ว เราจะต้องตั้ง หัวข้อเป็น ๕ หัวข้อ ดังต่อไปนี้ : - ข้อที่ ๑ ว่า มันมีลักษณะหรือมีชนิด เป็นอย่างไร ? มันเป็นอย่างไร ? ปรากฏการณ์ของมันเป็นอย่างไร ? นี้อย่างหนึ่ง มันมีลักษณะแสดงออกเป็นปรากฏการณ์ อย่างไร นี้เป็นหัวข้อที่หนึ่ง.
น.71 ข้อที่ ๒ ก็คือสิ่งนั้นมัน มาจากอะไร ? มันเนื่องมาจากอะไร ? หรือเพราะ เหตุไร ? นี้เป็นข้อที่สอง ข้อที่ ๓ เ สน่ห์ของมัน เป็นอย่างไรหรือคืออะไร ? เสน่ห์ของสิ่งนั้นที่จะทำ ให้คนหลง. ข้อที่ ๔ โทษ คือ อันตรายของมัน มีอยู่อย่างไร ? ซ่อนอยู่ที่ไหน ? ทีนี้ข้อที่ ๕ อุบายที่เราจะควบคุมมัน หรือชนะมันนั้น มีอยู่อย่างไร ? เป็นห้าข้อด้วยกัน. ถ้ายกเป็น ภาษาบาลีข้อที่หนึ่ง ก็เรียกว่า ลักษณะ ของมันนั้นเป็นอย่างไร, ข้อที่ ๒ สมุฏฐาน ของมันเป็นอย่างไร, ข้อที่ ๓ อัสสาทะ คือเสน่ห์ของมันเป็น อย่างไร, ข้อที่ ๔ อาทีนวะ คือโทษอันร้ายกาจหรือต่ำทรามของมันนั้นเป็นอย่างไร, ข้อที่ ๕ นิสสรณะ คืออุบายวิธีที่จะออกไปพ้นอำนาจของมันให้ได้มีโดยวิธีใด. ใน ๕ อย่างนี้จะเอาไปใช้พิจารณาดูอะไรก็ได้ ศึกษาอะไรก็ได้ ไม่ว่าอะไรหมด. ถ้าเราจะ รู้จักมันให้ดี ที่เรียกว่าดีถึงที่สุด ก็ต้องรู้จักใน ๕ อย่างนี้. ยกตัวอย่างเช่น : จะรู้จักเงิน, เงินที่เราชอบกันนัก. เราต้องรู้ว่ามัน มีลักษณะอย่างไร, สมุฏฐานมูลเหตุมันมาอย่างไร, เสน่ห์ของมันอย่างไร, โทษ ของมันอย่างไร, อุบายที่เราจะอยู่เหนือมันคืออย่างไร. ทรัพย์สมบัติต่าง ๆ ก็เหมือนกัน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ สิ่งที่เข้ามาเกี่ยวกับเราในชีวิตประจำวัน, จะต้องรู้จักตาม หลัก ๕ ประการที่กล่าวนั้น. ถ้าท่านอยากจะรู้จักว่า อะไรที่มาเกี่ยวข้องกับเราในชีวิตประจำวัน ตาม หลักทางศาสนาก็ระบุชัดว่า : สิ่งที่มาเกี่ยวข้องทางตา สิ่งที่มาเกี่ยวข้อง ทางหู สิ่ง
น.72 มาเกี่ยวข้อง ทางจมูก ทางลิ้น ทางผิวหนัง และ ทางจิตใจ เองเป็น ๖ ทางด้วยกัน ; และมนุษย์ไม่มีอะไรมากกว่านี้ เรื่องราวต่าง ๆ เกิดขึ้น หรือตั้งขึ้น หรืออะไร ก็จาก ๖ อย่างนี้ ที่เรียกว่า รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์; มีอยู่ ๖ อย่าง เข้ามาโดยทาง ๖ ทางนี้ คือสิ่งที่จะแวดล้อมเราอยู่เป็นประจำวัน ; เพราะเหตุว่า ปัญหาของเราจะต้องรบสู้กับสิ่งเหล่านี้ทั้งนั้น เพื่อให้ชนะมัน. ที่มันชั่วร้าย เราก็ จะต้อง ทำลาย เสียได้ ; ที่ดี มีประโยชน์ ก็เอาไว้ . ขอให้นึกคิดให้ทราบไว้ว่า มนุษย์ทั้งหมด ในโลกนี้มีปัญหาอยู่แต่ในเรื่องเหล่านี้ : รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐ์พพะ ธัมมารมณ์ เหล่านี้ ทั้งนั้น. มนุษย์ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรนอกไปจากนี้. แม้ปัญหาที่เราเห็น ๆ กันอยู่ เช่นการทำสงครามกันไม่มีที่สิ้นสุดในระหว่าง ประเทศชาตินี้; มูลเหตุแท้จริงมันอยู่ที่แต่ละคน ๆ มีปัญหาเรื่องปากเรื่องท้อง เรื่องความต้องการ ความอยาก ความกระหายนานาประการ เกี่ยวกับเรื่อง ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางผิวกาย ทางจิตใจ ทั้งนั้น ; อยากจะรบให้ชนะก็เพื่อ จะได้วัตถุปัจจัยสำหรับได้มาซึ่ง รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐ์พพะ ธัมมารมณ์ นี้ ทั้งนั้น ; อยากจะมีให้มาก อยากจะสะสมให้มาก ; นั่นจึงเป็นต้นเหตุให้เกิดการปฏิบัติทางทหาร ทางการเมือง ทางเศรษฐกิจ ทางอะไรต่างๆ เพื่อให้สำเร็จประโยชน์ตามที่ตัวต้องการ. จะเห็นได้ว่ากิจการทางทหาร ทางเศรษฐกิจ ทางการเมืองนั้นก็ดี ; กิจการ ทุกอย่างมันเป็นลูกน้องหรือเป็นบริวารของความต้องการตามธรรมชาติ ที่แท้จริงของ มนุษย์ ที่ต้องการคือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐ์พพะ ธัมมารมณ์ นั้นอีกต่อหนึ่ง ; ไม่เช่นนั้นเราจะรบไปทำไมกัน, จะมีเศรษฐกิจไปทำไมกัน, มีการเมืองเพื่อให้ชนะ สมประสงค์ไปทำไมกัน. พระพุทธเจ้าท่านจึงทรงสอนให้ดูที่รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐ์พพะ ธัมมารมณ์ ในฐานะเป็นสิ่งที่สัมพันธ์ต่อมนุษย์ในชีวิตประจำวัน และ ดูมันด้วยลักษณะ ๕ อย่างนี้ ว่า มันคืออะไร มันเกิดมาจากอะไร, เสน่ห์ของมันเป็น อย่างไร, โทษของมันเป็นอย่างไร, เราจะมีอุบายอยู่เหนือมันได้อย่างไร ; อย่างนี้เป็นต้น.
น.73 แม้ท่านจะเลี้ยงวัว เลี้ยงควาย เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลากัด ก็ขอให้ดูมันใน ลักษณะ ๕ ประการนี้ : ลักษณะ มันเป็นอย่างไร, เหตุ เพราะอย่างไร มันจึงน่าเลี้ยง, และเสน่ห์ของมันอยู่ตรงไหน, โทษ ของมันอยู่ตรงไหน, และอุบายที่เราจะชนะ มันอยู่ ที่ตรงไหน, อย่างนี้เป็นต้น. นี้จะเห็นว่า ไม่ว่าอะไร ทุกอย่างทุกประการ ที่เราจะรู้จักมัน ที่เป็นวัตถุก็ดี ที่เป็นนามธรรมก็ดี ที่เป็นภาวะการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งก็ดี, ถ้าอยากจะรู้ว่าอะไร เป็นอะไรแล้ว ขอให้ดูโดยลักษณะ ๕ ประการนี้ทั้งนั้น. อาตมาเชื่อว่า จะมีประโยชน์ อย่างยิ่งแก่ผู้ที่จะเป็นลูกเสือ ; คือจะเป็นมนุษย์ที่มีประโยชน์ที่สุดในโลก เพราะว่ามี ความฉลาด รู้จักสิ่งต่าง ๆ ในโลกนี้ดี. เพราะถ้าลูกเสือไม่ต้องการจะเป็นมนุษย์ที่ดีที่สุด ในโลกแล้ว จะเป็นไปทำไมกัน ? มันก็ป่วยการ. บางคนอาจจะ คิดว่าเป็นลูกเสือนี้ก็สนุกสนานดี ได้หัวเราะมาก ได้ร้อง เพลงมาก ได้ฟ้อนรำมาก ทำนองนี้ มันก็ไปกันใหญ่; เพราะมันไม่เป็นไปเพื่อ ความเป็นมนุษย์ที่ดีในโลกได้. เราต้องรู้ว่ามันมีลักษณะอย่างไร, มูลเหตุอย่างไร, จึงต้อง ทำอย่างนั้น แล้วเสน่ห์ของมันเป็นอย่างไร, โทษของมันเป็นอย่างไร, เราจะควบคุม มันให้พอเหมาะพอดี ไม่ตกอยู่ใต้อำนาจของมันได้อย่างไร ในการร้องเพลงก็ดี การ เต้นรำก็ดี การหัวเราะก็ดี. ขอให้นึกดู แล้วอาจจะเป็นห่วงเด็กเล็ก ๆ ที่ถูกล่อด้วยสิ่งเหล่านี้มากเกินไป จนคล้าย ๆ กับว่า เป็นลูกเสือก็เพื่อให้ได้ร้องเพลง เพื่อให้ได้เต้นรำ เพื่อให้ได้หัวเราะ ; อย่างนี้มันก็เสียหมด คือมันเป็นการเข้าใจที่ผิด. ฉะนั้นจะเป็นเด็กเล็ก ๆ ก็ดี, เป็นลูก เสือโต ๆ ก็ดี, ผู้บังคับบัญชาลูกเสือก็ดี, จะต้องรู้ส่วนสัดของสิ่งที่ให้ความร่าเริง. เราต้องการความร่าเริง. แต่เรา ต้องรู้จักควบคุม หรือเข้าใจมันให้ถูกต้อง ให้สำเร็จ
น.74 ประโยชน์จริง ๆ เป็นความร่าเริงที่ทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์ ; ไม่ใช่เป็นความร่าเริง ที่เลยเถิด ที่ทำให้มนุษย์กลายเป็นภูตผีปีศาจ; อย่างนี้เป็นต้น. นี้อาตมากล่าวไปในฐานะที่เป็นความรู้รอบตัว หรือเพื่อประกอบให้เกิดความรู้ ความเข้าใจในหน้าที่ของตนให้มากยิ่งขึ้น จึงได้กล่าวในทำนองที่ฟังดูแล้วคล้าย ๆ กับว่า จะคัดค้าน ; แต่ไม่มีเจตนาจะคัดค้าน มีเจตนาเพียงที่จะให้สำเร็จประโยชน์ตรง และเต็มที่ตามความมุ่งหมายของกิจการลูกเสือ, และเท่าที่เห็นว่าท่านทั้งหลายอาจจะไม่ ทราบ, และเท่าที่เป็นหน้าที่ของอาตมา ที่ได้ลองไปค้นคว้ามาจากพระคัมภีร์ทางพระ ศาสนา เช่นพระไตรปิฎก; ได้มีคำกล่าวเรื่องการเต้นรำ ทำเพลง การหัวเราะ ๓ อย่างนี้ ก็เป็นข้อความในพระไตรปิฎกอังคุตตรนิกาย, หรือหลักห้าประการนั้น ก็เป็น ข้อความในพระไตรปิฎกที่มีอยู่ทั่ว ๆ ไป. หลักเกี่ยวกับการคบหาสมาคมของพระพุทธเจ้า ต่อไปอีกก็อยากจะกล่าว ถึงหลัก ๓ ประการเกี่ยวกับการคบหาสมาคม. ผู้ที่เป็นลูกเสือก็คงจะมีปัญหา เกี่ยวกับการคบหาสมาคม ; สั่งสอนกันมาก อบรมกันมาก ให้รู้จักการสมาคม. เมื่อถามถึงว่า การสมาคมมีหลักเกณฑ์อย่างไรตามหลักของ พระพุทธศาสนา ? เรามีพระพุทธภาษิตอีกเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าเราจะต้องนึกเอาเอง หรือเราจะต้องไปค้นคว้ารวบรวมมาก ๆ แล้วเอามาสรุปข้อความเอาเอง ; อย่างนั้นไม่ใช่. แต่ว่าพระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ชัด โดยเราไม่ต้องรวบรวมค้นคว้ามาสรุป. สำหรับการคบหาสมาคมนั้น พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า : ถ้าเลวกว่า ก็สงสาร, ถ้าเสมอกันก็คบหาด้วย คือกินอยู่เล่นหัวด้วย, ถ้าดีกว่าก็เคารพ. ข้อนี้มันหมายความว่า คนเราอยู่ในโลกนี้ มันหลีกไม่ได้ในการที่จะไม่ พบปะคบหาสมาคม ซึ่งกันและกัน. ทีนี้ในบรรดาคนที่ต้องคบหาสมาคมนั้น ก็จะต้องมี
น.75 ลวกว่า หรือเสมอกัน หรือดีกว่าเป็น ๓ อย่างอยู่ ; แล้วคนเราคนหนึ่ง ๆ หรือพวก หนึ่ง ๆ นั้น มีหน้าที่การงานต่าง ๆ กัน ซึ่งหมายความว่า ในโลกนี้มีหน้าที่การงานต่างๆกัน. ในคนหนึ่ง ๆ หรือผู้หนึ่งนั้น อาจจะมีดีกว่าเลวกว่ากันในส่วนนี้ ; แต่ไปดีกว่า เลวกว่ากลับกันอยู่ในส่วนอื่น ในความสามารถส่วนอื่น ; เพราะมีการงานหลายหน้าที่. หรือแม้ที่สุดแต่ว่า เรื่องอายุคือวัย นี้ก็เป็นเครื่องเปรียบเทียบ ดีกว่า เลวกว่า เสมอกัน. หรือแม้แต่เรื่อง ชาติ เรื่อง ตระกูล ก็เป็นเรื่องเครื่องเปรียบเทียบ ดีกว่า เลวกว่า เสมอกัน ; เรื่อง วิชาความรู้ ที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมา ก็มีทางที่จะเปรียบเทียบว่า เลวกว่า เสมอกัน หรือ ดีกว่า. เรื่อง ความประพฤติ ทางมรรยาททางกายทางวาจา ทางใจ ก็มีทางที่จะเปรียบเทียบกันว่า เลวกว่า เสมอกัน หรือ ดีกว่า. มันอาจจะ เกิดไขว้กัน สับสนกัน จนพูดยากก็ได้. ทีนี้ เราเอาฐานะโดยทั่ว ๆ ไป รวมความแล้วก็พอจะเกิดความเข้าใจได้ ควรจะใช้คำว่า อยู่ต่ำกว่า หรืออยู่สูงกว่า หรืออยู่ในระดับเดียวกัน. ใช้คำว่า "เลวกว่า" หรือ "ดีกว่า" นี้ ยังไม่ค่อยถูกนัก ; แต่ถ้าเรามาใช้คำว่า "ต่ำกว่า" หรือ “สูงกว่า" นั้น หมายความว่า ถ้าสูงกว่าก็อยู่ในฐานะที่เราจะช่วยเขา ; มันต่ำกว่าหรือ สูงกว่ากันอย่างนี้. ถ้าเขาอยู่สูงกว่า เขาก็อยู่ในฐานะที่จะช่วยเรา เพราะเขาอยู่สูงกว่า. ถ้าเราอยู่ต่ำกว่า เราอยู่ในฐานะที่จะได้รับความช่วยเหลือจากเขา, ถ้าเสมอกันคือไป ด้วยกันได้, ถ้าต่ำกว่าพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าให้สงสาร ทีนี้ คนเรามักจะเคยชินไปในทางอื่น เ มื่อมีคนที่ต่ำกว่าผ่านเข้ามา มักจะ มีความคิดนึกไปในทางที่จะล้อเลียน อย่างน้อยก็ล้อเลียน ดูหมื่น หยอกเย้า ซึ่ง ไม่ใช่ความสงสาร ; บางทีก็ข่มขี่ไปเลย อย่างนี้มันผิดกับหลักคำสอน. ลูกเสือ ควรจะได้รับการอบรมมรรยาทที่ดี ที่จะไม่ล้อเลียน ไม่ข่มขี่ ; แต่จะได้รับการอบรม เรื่องให้ส่งสาร ; ส่วนที่จะคิดช่วยเหลือด้วยหรือไม่นั้น ก็ยังจะต้องสังเกตกันต่อไป.
น.76 ถ้าว่าเขาอยู่ในฐานะที่สูงกว่า โดยปกติคนเรามักจะคิดในทางอิจฉาริษยา ที่เรียกว่าจะโค่นเขาจะบัดขาเขาให้หกล้ม ; ไม่ได้คิดในทางที่จะแสดงความยินดีด้วยและ เคารพ. ข้อนี้เราเห็นชัดว่า เราต้องการให้ลูกเสือของเรามีสปีริต ชนิดที่ยินดีด้วยผู้อื่น ; เมื่อผู้อื่นได้ดี ควรจะมีความเคารพผู้ที่ดีกว่า สูงกว่า. จะเห็นได้ว่า เรามี ความมุ่งหมายที่จะแก้สัญชาตญาณอย่างสัตว์ด้วยกิจกรรม ของลูกเสือ. สัญชาตญาณอย่างสัตว์นั้นหมายความว่า ทำไปตามปกติธรรมดาของสัตว์ ที่มีชีวิตจะพึงกระทำ : คือสัตว์นั้นไม่ได้รับการอบรมสั่งสอน แล้วก็ทำไปตามสัญชาต- ญาณ อย่างนี้ก็เรียกว่า กระทำตามสัญชาตญาณแห่งสัตว์อย่าง animal behavior : ใช้คำว่า behavior คือประพฤติไปตามความรู้สึกธรรมชาติเหมือนสัตว์อย่างสัตว์ แต่ถ้าอย่างมนุษย์ ก็เรียกว่า human conduct ใช้คำว่าเป็น conduct ไม่ใช้ว่า behavior นี้กระทำอย่างคน ; animal behavior นี้ ประพฤติอย่างสัตว์. ถ้าเราไม่ควบคุมความรู้สึก ความประพฤติอย่างสัตว์ จะมีอาการ คือจะข่มขี่ ตัวเล็กกว่า เลวกว่า ต่ำกว่า แสดงอาการเบ่งทับอะไรทำนองนั้น ; ฉะนั้น ถ้าเราแสดง อาการเบ่งทับใครผู้ต่ำกว่าแล้ว ก็เข้าใจเถิดว่าหมดความเป็นลูกเสือแล้ว. เพราะ คำว่าลูกเสือหมายถึงมีสมรรถภาพ กล้าหาญ และมุ่งหมายจะบำเพ็ญประโยชน์ผู้อื่น อย่างไร. นี้ได้บรรยายแล้วในการบรรยายครั้งที่ ๑ มิได้หมายความว่าลูกเสือมีเขี้ยวมีเล็บ, เห็นตัวเล็กกว่ากระโจนเข้าใส่กินเลย ; อย่างนี้ มันเป็น "ลูกเสือสัตว์เดรัจฉาน" ฉะนั้นถ้า "ลูกเสือคน" ; ก็ต้องตรงกันข้าม ถึงกับรักและสงสาร ; เราควบคุมความ ประพฤติอย่างสัตว์ไว้ได้; แล้วก็ ประพฤติอย่างคนอย่างมนุษย์ ; นี้ก็ตรงตาม ที่พระพุทธเจ้าท่านว่า "ถ้าเลวกว่าต้องสงสาร". ทีนี้ ถ้า ดีกว่า ก็เหมือนกัน จะต้องเคารพ จะต้องแสดงความยินดีด้วย. ถ้า เสมอกัน ก็คือ ทำความสนิทสนม เป็นอันเดียวกัน เป็นกันเองเต็มที่ได้. ถ้าเลวกว่า
น.77 ก็ไม่สนิทสนมอย่างกันเอง, ถ้าดีกว่าก็ไม่อาจสนิทสนมอย่างกันเอง, แต่ถ้าเสมอกัน ก็อาจคบหาอย่างสนิทสนมเต็มที่ได้. นี่คือหลัก ที่กล่าวไว้สำหรับการคบหาสมาคมในพระไตรปิฎก หรือในคำสอน ของพระพุทธเจ้าที่อาตมาเห็นว่าเนื่องกันอยู่กับหลักการของลูกเสือ. เรื่องการสังคม หรือ การคบหาสมาคม หรือมรรยาทในการคบหาสมาคม ได้จำง่าย ๆ ว่า : ถ้ าเลวกว่า หรือ ต่ำกว่า ต้องสงสาร คิดจะช่วย, ถ้า เสมอกัน ก็เป็นผู้ที่ คบหา สมาคมด้วยความเสมอกัน, ถ้า ดีกว่า ก็ ต้องเคารพ คือเทิดไว้สูงกว่า เพื่อจะเชื่อฟังเพื่อจะแสดงความยินดีด้วย ; อย่างนี้ เป็นต้น. ที่กล่าวนี้อย่างน้อยที่สุดก็ทำให้เห็นได้ว่า หลักคำสอนหรือหลักธรรมะใน พระพุทธศาสนานั้น เอามาใช้กันได้กับหลักการของลูกเสืออย่างไร ; ซึ่งถือว่าเป็นความ คิดเห็นที่สากลระหว่างชาติ หรือสากลทั่วโลก เพื่อจะอบรมเด็ก ๆ หรือยุวชนของเรา. ในฐานะที่เราเป็นพุทธบริษัท เป็นเจ้าของพุทธศาสนาเรา จึงกล้าพูดกล้าท้าว่า : เราก็มี หลักเกณฑ์อันนี้ที่ดีที่สุดอยู่แล้วในพระศาสนาของเรา ; แล้วเราก็พอใจอย่างยิ่ง ที่ว่า หลักการหรือ หลักเกณฑ์ลูกเสือสากลก็เป็นไปตามหลักของพระพุทธศาสนา. นี่เรา จะได้มีความมั่นคงขึ้นทั้งสองฝ่าย มั่นคงในพระศาสนา และมั่นคงในกิจกรรมของลูกเสือ เพราะเหตุที่ตรงเป็นอันเดียวกัน. ขอให้ลูกเสือมีหลักการประกอบด้วยธรรมะ ต่อไปก็อยากจะขอย้ำถึงข้อที่ว่า ความเป็นลูกเสือหรือ หลักการลูกเสือ ความ มุ่งหมายของลูกเสือนี้ ก็เพื่อจะทำให้มนุษย์ดีขึ้นเหมือนที่พูดอยู่บ่อยๆ : ให้ประกอบ ด้วยธรรมะ. เมื่อประกอบด้วยธรรมะก็จะดีขึ้น ๆ จนกระทั่งอยู่ในสภาพที่ปลอดภัย หรือไว้วางใจได้.
น.78 เดี๋ยวนี้คนเราในโลกนี้ไว้ใจกันไม่ได้ ไม่มีใครไว้ใจใคร เพราะไม่มีอะไรที่ เป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่า ประกอบอยู่ด้วยธรรมะ ไม่มีธรรมะ ฉะนั้นจึงไม่มีความไว้ใจ ; นี้เป็นต้นเหตุอันแรก ที่ทำให้โลกเราอยู่ไม่เป็นผาสุก เพราะมีแต่ความระแวงกัน แข่งขันกัน มุ่งจะทำลายซึ่งกันและกัน ; ฉะนั้นจึงเต็มไปด้วยความเร่าร้อน, ขอใช้คำว่า เดือดปุด ๆ เป็นสำนวนที่ใช้กันอย่างชาวบ้าน, ใช้คำว่าเดือดปุด ๆ อยู่ทั่วไปทุกหัวระแหง. คำว่า "เดือดปุด ๆ" นี้ เขาก็ใช้มีความหมายในทางธรรมะ คือ มีจิตใจ เร่าร้อนเหมือนกับไฟเผา แม้ว่าร่างกายจะดูสนุกสนานร่าเริง ; แต่จิตใจนั้นเดือดร้อน เหมือนกับไฟเผา, นอนก็ไม่หลับสนิทมีแต่ความระแวง, มีแต่ความไม่ไว้วางใจกัน มีแต่ ความสะดุ้งว่า เราจะตายเมื่อไรก็ได้ ; อย่างนี้แล้วมันก็ป่วยการ ที่เราจะมีโลก หรือมี มนุษย์โลก, มีโลกของมนุษย์, มันสู้โลกของสัตว์เดรัจฉานก็ไม่ได้ เพราะว่าสัตว์เดรัจฉาน ยังนอนหลับ ยังไม่มีความระแวงหวาดกลัวมากเหมือนกับมนุษย์เรา ไม่มีปัญหายุ่งยาก มากเหมือนกับมนุษย์เรา. มนุษย์เราเมื่อเดินผิดทิศทางของธรรมะของศาสนา, ศาสนาไหนก็ได้, เ ดิน ผิดทางของธรรมะของศาสนาแล้ว มันก็เปลี่ยนไปในทางที่จะให้มีปัญหามากขึ้น มากมาย มากเหลือที่จะแก้ไขได้. แต่ถ้าว่ามนุษย์เรา เดินถูกทางเท่านั้นปัญหาต่าง ๆ ก็ ไม่เกิดขึ้น, และจะสลายไปในตัวเองโดยไม่ต้องแก้. นี้ลองฟังดูที่ว่า เพราะมนุษย์เดินผิดทาง ของธรรมะของศาสนาของความจริงของธรรมชาติ ฉะนั้นปัญหาเกิดขึ้นพรั่งพรูจนมนุษย์ แก้ไม่ไหว ; พอมนุษย์เดินถูกทาง ปัญหาก็ไม่เกิด, ที่เกิดอยู่ก็หมดไปเอง. การที่เรามี ลูกเสือในโลก ก็ดูจะให้เป็นการตั้งต้นที่ดี ไปแต่ต้นมือ เพื่อ เป็นมนุษย์ที่เดินถูกทาง ; ขอให้เรา ระวังเรื่องการเดินถูกทาง และเราอย่าเข้าใจผิดใน หลักการต่าง ๆ ที่ได้วางไว้. เช่นคนสมัยนี้ต้องการหัวเราะมากเกินไป ; แต่คนโบราณ
น.79 ขาพูดว่า : หัวเราะมากเท่าไร จะต้องร้องไห้มากเท่านั้น. คนสมัยนี้ดูจะไม่ยอมรับ ว่าหัวเราะมากเท่าไร จะต้องร้องไห้มากเท่านั้น ; r แ ต่แล้วเขาก็ต้องร้องไห้ โดย ไม่รู้สึกตัว. มนุษย์ร้องไห้ ในทางนามธรรม ในทางจิตใจ น้ำตาตกข้างใน นอนไม่หลับ สะดุ้ง เป็นโรคเส้นประสาทมากขึ้น มีโรงพยาบาลโรคจิตมากขึ้น. " คนที่กำลังเดินอยู่ ตามถนนนั้น ตั้ง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นโรคจิตไม่สมประกอบ ซึ่งอาการอย่างนี้ไม่มี ในครั้งโบราณอย่างนี้เป็นต้น ทีนี้ประเทศใดยิ่งเจริญก้าวหน้าในทางโลก เช่นประเทศ อเมริกา เปอร์เซ็นต์ของการ เป็นโรคจิต นี้ยิ่งสูงกว่าประเทศอื่น ; เพราะว่าถูกทรมาน ถูกแผดเผาอยู่ทั้งกลางวันและกลางคืน ด้วยการเดินไม่ถูกทางในทางจิต หลักการของลูกเสือ มุ่งหมาย เพื่อช่วยให้เดินถูกทาง เราจะถือว่าหลักการของลูกเสือซึ่งเป็นไปตามทางของธรรมะ หรืออิงธรรมะ อย่างยิ่งนี้ ก็เพื่อให้มนุษย์เดินทางถูก; เพราะฉะนั้นไปพิจารณาดูเถิดจะรู้สึกขบขัน อย่างยิ่ง เพราะว่าเราสอนเด็ก ๆ อบรมเด็ก ๆ ในกิจการของลูกเสือนี้ด้วยความมุ่งหมาย ที่ดี ที่วิเศษ ที่น่ายกมือไหว้ ; แต่พอคนโตขึ้นไปแล้ว ทั้งหมด ; ผู้ใหญ่เหล่านั้น ไม่มีสปีริตของลูกเสือเหลืออยู่เลย มีสปีริตของการประพฤติอย่างสัตว์เข้ามาแทนที่. ฉะนั้นคนผู้ใหญ่ที่เดินอยู่ตามถนนนั้น จึงมีอาการของคนโรคจิต .. มีอาการของคนที่ไม่ เป็นมนุษย์สมบูรณ์. กิจการ นี้เราจะแก้ปัญหาอย่างนี้กันทั้งโลก ก็ต้องมีการร่วมมือกันสร้าง กิจการของลูกเสือและให้สัมพันธ์กันทั้งโลก, รวมทั้งพวกเราหน่วยหนึ่งที่นี่ ที่กำลัง พยายามกระทำอยู่. ฉะนั้นจึงได้ย้ำนักย้ำหนาว่า ขอให้ไปคิดให้เข้าใจว่า : กิจการลูกเสือ นี้เป็นเรื่องของจริยธรรม ไม่ใช่เป็นเรื่องของการศึกษาเล่าเรียนวิชาความรู้ในทาง พุทธิศึกษา หรืออะไรทำนองนั้น ; แต่เป็นเรื่องทางจิตใจ ทำจิตใจของมนุษย์ให้เป็น มนุษย์ ไม่ให้มนุษย์มีจิตใจอย่างสัตว์.
น.80 นที่เรียนแต่หนังสืออย่างเดียวนั้น เรียนมากเข้า ๆ มีจิตใจเป็นสัตว์มากเข้า มากเข้าก็ได้ ; ม้า เพราะไม่ควบคุมความรู้สึกฝ่ายต่ำ ไม่ควบคุมกิเลส. ทีนี้ ความรู้ ที่รู้สึกว่าตัวเรียนได้มากเก่งกว่าคนอื่น มันก็เตลิดไปในทางที่จะข่มขี่คนอื่น เอา เปรียบคนอื่น อะไรคนอื่นอย่างนี้ ; ความรู้มากนั้นเลยกลายเป็นภัยเป็นอันตราย. ทีนี้หลักการลูกเสือของเราเป็นไปในทางจริยธรรม ก็เพื่อต้องการจะถ่วงเอาไว้ไม่ให้เดิน ไปทางนั้น, ไม่ให้ลูกตุ้มของมันเอียงไปในทางนั้น ; จะให้เอียงมาในทางนี้ คือในทาง ที่มีจิตใจอย่างมนุษย์ ; มันก็ยังไปกันได้ คือ มีความรู้ดีด้วย มีความประพฤติดีด้วย. เมื่อหลักการลูกเสือเป็นไปในทางจริยธรรม อาตมาจึงรู้สึกพอใจ รู้สึกเลื่อมใสและยินดี เสียสละสนับสนุนความมุ่งหมายของกิจกรรมลูกเสือ ก็เพราะเหตุนี้ด้วยเหมือนกัน. ฉะนั้น จึงนึกคิดอยู่ตลอดเวลา และนึกอะไรได้ก็มาบอก. รวมความแล้วก็ เพื่อจะได้ดับร้อน ของโลกในภาวะทั่ว ๆ ไป และในอนาคตอันนานไกล, และด้วยความหวังว่าต้อง ให้กิจการลูกเสือของเรานี้สำเร็จ. เพราะว่าเวลานี้เราอบรมเด็ก ๆ ของเรา ถูกต้องความ มุ่งหมายของหลักธรรมะของลูกเสือ ; เมื่อเขา โตขึ้นก็ยังประกอบอยู่ด้วยธรรมะ นั้น กระทั่งเขาไปเป็นพ่อบ้านแม่เรือน เขาก็จะได้ประกอบอยู่ด้วยหลักธรรมะนั้น. ทีนี้ ถ้ามันเป็นไปในทางตรงกันข้ามมันก็น่าสังเวช คือว่าสอนวิชาลูกเสือ กันอย่างสอนวิชาความรู้เล่าเรียนทั่วๆ ไป, คือสอนให้จำ สอนให้ท่อง สอนให้อะไร ทำนองนั้น ; ไม่เป็นการประพฤติอบรมทางจิตใจ ; อย่างนี้ก็ยังไม่ใช่จริยธรรม. เพราะ สอนลูกเสือเหมือนกับสอนวิชาทั่ว ๆ ไปอย่างนี้ วิชาเลขวิชาอะไรต่าง ๆ ที่เพียงให้รู้ เพียงให้จำ เพียงให้เข้าใจเท่านั้น แต่ไม่ได้ประพฤติ ; อย่างนี้ก็เรียกว่าล้มแล้ว ล้มเหลวแล้ว ไปตั้งแต่ที่แรก. ผู้ที่เป็น ครูบาอาจารย์จะอบรมเขา ก็ต้องมีจิตใจ หรือมี การประพฤติ กระทำที่ถูกต้องจริงๆ: ไ ม่ใช่เพียงแต่มีความรู้บอกให้จด ให้เขียนลงไปในกระดาษ
น.81 จึงจะสามารถอบรมเด็ก ๆ ให้เป็นลูกเสือตามความมุ่งหมายได้. ที่นี้จะต้องดูต่อไปอีกว่า เด็ก ๆ ของเราโต ขึ้นจะต้องมีคุณธรรม เหล่านี้อยู่กระทั่งเป็นหนุ่มเป็นสาว เป็นพ่อบ้าน แม่เรือนก็ต้องมีคุณธรรมเหล่านี้อยู่จนตลอดชีวิต ; แล้ว โลกเราก็สงบสบายดี ดีคือไม่ ร้อน เป็นโลกที่มีสันติภาพ. ควรรู้จัก เรื่องของความเย็นหรือไม่ร้อน ทีนี้เมื่อพูดถึงเรื่องร้อนแล้วก็อยากจะพูดเป็นข้อสุดท้ายเสียเลยเกี่ยวกับคำว่า ‘นิพพาน" คนบางคนอาจจะสะดุ้งเมื่อได้ฟังคำว่า "นิพพาน". เด็กหนุ่มเด็กสาวไม่เข้าใจ คนหนุ่มคนสาวที่รักแต่เรื่องสวยเรื่องงามก็สะดุ้งและเกลียดคำว่า "นิพพาน" ; ฉะนั้น เป็นเรื่องที่ควรจะเข้าใจกันเสียบ้างว่า หมายถึงอะไร. คำว่า "นิพพาน" นั้นก็แปลว่า หมดเรื่องที่จะทำให้เป็นทุกข์เท่านั้นเอง. เมื่อลูกเสือต้องการจะทำโลกนี้ ให้หมดเรื่องที่จะเป็นทุกข์ โดยแนวที่กล่าวมาแล้ว ก็หมาย ความว่า มุ่งหมายนิพพานอยู่แล้วในตัว แต่ไม่รู้สึก ไม่รู้จักไม่เข้าใจในคำพูดเหล่านั้น คำว่า “นิพพาน" เท่าที่มีอยู่ในพระไตรปิฎกจริงๆ เท่าที่มีอยู่ในพระไตรปิฎกจริง ๆ, ขอให้ฟังดู อาตมากำลังยืนยันว่า เท่าที่มีอยู่ในพระไตรปิฎกจริง ๆ, มี ๓ ความหมาย คำว่า "นิพพาน" นี้ มี ๓ ความหมาย :- ความหมายที่ ๑ นิพพานของสิ่งที่ร้อน ของวัตถุที่ร้อน นิพพานของวัตถุที่ ร้อน : เช่นข้าวต้มร้อนๆ เย็นลงอย่างนี้ หรือข้าวสวยที่ร้อน ๆ คดมาจากหม้อ เย็นลง นี้ก็เรียกว่ามันนิพพาน. ถ่านไฟแดง ๆ คีบจากเตามาวาง มันดำ แล้วมันเย็นลง ; นี้ก็เรียกว่ามันนิพพาน. คำบาลีใช้คำว่า นิพพานก็แปลว่า ความที่วัตถุที่ร้อน ๆ นั้นเย็นลง วัตถุที่ร้อนหมดร้อนเรียกว่านิพพาน.
น.82 วามหมายที่ ๒ นิพพานของสัตว์เดรัจฉาน สุนัข วัว ควาย หมู หมา กา ไก่ ช้าง ม้า อะไรก็ตามแต่ ; ถ้าสัตว์ตัวใดถูกมนุษย์เอามาฝึกจนหมดพยศร้าย โดยสิ้นเชิง ; ความหมดพยศร้ายนั้นท่านเรียกว่านิพพาน, นิพพานของสัตว์เดรัจฉาน คือความที่พยศร้ายดับหมดสูญสิ้นไป เรียกว่า นิพพานของสัตว์เดรัจฉาน, คือหมดพยศ. ความหมายที่ ๓ นิพพานของคนก็คือหมดกิเลส, หมดกิเลสโดยประการ ทั้งปวง, หมดถึงที่สุดจริง ๆ ก็เป็นพระอรหันต์ เป็นนิพพานแท้จริงและสมบูรณ์ ; หมดกิเลสตามระดับต่าง ๆ ก็เรียกว่าเป็นนิพพานในระดับต่าง ๆ ; ถ้าไม่มีกิเลสชั่วคราว ก็คือเป็นนิพพานชั่วคราว. บางคราวคนเราไม่มีกิเลสเกิดขึ้นรบกวนจิตใจหรือรบกวน ใครเลย ; อย่างนี้เรียกว่าเป็นนิพพานเหมือนกัน แต่เป็นชั่วคราว ไม่มีกิเลสปรากฏ แต่ประเดี๋ยวมันกลับมาอีก จึงไม่เรียกว่า นิพพานจริง เพราะไม่สมบูรณ์. สรุปความอีกทีหนึ่งว่า คำว่า "นิพพาน" นั้นแปลว่า ดับร้อน, หรือว่า ดับพยศ, หรือว่า ดับกิเลส ; แต่รวมความแล้วก็คือดับสิ่งที่มนุษย์ไม่ต้องการ คือ ดับสิ่งที่เป็นอันตราย : ของร้อนก็เป็นอันตราย, พยศนี่ก็เป็นอันตราย, กิเลสก็เป็น อันตราย ; เพราะฉะนั้น ดับอันตราย นั่นแหละคือนิพพาน. แต่ว่าเราใช้คำ ๆ เดียวกันคือคำว่า นิพพานะ นิพพานยติ ปรินิพพานติแล้ว แต่มันเป็นคำนามคำคุณศัพท์ คำกริยา ; แต่คำนั้นคือคำว่า นิพพาน. นิพพานของวัตถุที่กำลังร้อนก็คือหมด ร้อน, นิพพานของสัตว์เดรัจฉานก็คือหมดพยศที่เป็นอันตราย, และ นิพพาน ของคนก็คือหมดกิเลส. เราดูที่ กิจกรรมของลูกเสือ ก็ต้องการจะให้หมดร้อน หมดพยศและหมด กิเลสเท่าที่จะเป็นไปได้; ไม่ใช่หมดกิเลสเป็นพระอรหันต์, แต่ต้องการจะให้หมดไป ตามที่ควร ; แต่โดยเฉพาะแล้วคงจะหมายถึงให้หมดพยศอย่างสัตว์นี่แหละมากกว่า. เด็ก ๆ นี่ถ้าปล่อยไปตามธรรมชาติแท้ ๆ ก็ไม่ผิดอะไรไปกับสัตว์ มันจะมีพยศอย่างสัตว์.
น.83 ถ้าเรามีหลักการที่ดี ที่อบรมควบคุมสั่งสอนดี จนไม่มีพยศอย่างสัตว์ อย่างน้อย ก็เป็นนิพพานได้ความหมายหนึ่ง คือความหมายที่สอง ; ฉะนั้นกิจการของลูกเสือหรือ หลักการของลูกเสือ ก็ต้องชื่อว่าเป็น นิพพานอย่างน้อยในลักษณะที่สอง คือหมด พยศที่เลวร้ายที่เป็นอันตรายต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน. อาตมาจึงอยากจะพูดเสียเลยว่า ความมุ่งหมายของลูกเสือก็คือนิพพานในประการที่สอง ที่ได้ยกมาให้เห็น ; และยัง กล้าชะเง้อมองออกไปถึงประการที่สาม คือหมดกิเลสโดยแท้จริงตามลำดับ ๆ ยิ่งขึ้นไป. กิจกรรมของลูกเสือ เพื่อให้ได้รับสิ่งดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ ทีนี้ก็เหลืออยู่ตรงที่จะต้องคิดสักหน่อย และระวังสักหน่อย, ระลึกไว้เสมอ ตรงที่ว่า : ทำไมเราเรียกว่าลูกเสือ ? เพราะพอเราเรียกว่าลูกเสือมันก็เป็นไปในทาง ที่จะคิดว่า เป็นสัตว์ที่ร้ายกาจดุร้ายมีเขี้ยวมีเล็บ ข่มเหงคนอื่นอย่างนั้นอยู่เสมอไป ; ฉะนั้นจึงอยากจะขอให้ครูบาอาจารย์ทั้งหลายนี้กำชับเด็ก ๆ ให้เข้าใจคำว่า "ลูกเสือ" ให้ ถูกตรงตามความหมายของคำ ๆ นี้ด้วย. อย่าให้จิตใจเหหันไปในทางที่เป็นเสือ แล้ว มีเขี้ยวมีเล็บ แล้วก็ต้องพัดคนอื่นให้แหลกไป ; เพราะใช้คำว่าลูกเสือซึ่งเป็นคำที่อาจจะ เข้าใจผิดได้ง่าย. ถ้าว่าเป็นลูกเสือ โดยมีความหมายไปอีกอย่างหนึ่ง คือ เป็นลูกเสือที่มี เขียวมีเล็บสำหรับจะกัดจะสู้กันกับความชั่ว คือกิเลสหรือความเลวในใจของมนุษย์ นั่นเอง ; และเราเป็นลูกเสือกันในตอนนี้ มีหน้าที่จะปราบปรามสิ่งที่เป็นข้าศึก ของคน คือความชั่วความเลวความประพฤติอย่างสัตว์นั้นให้หมดไป ด้วยความ เข้มแข็ง ด้วยความกล้าหาญ อย่างเดียวกับลูกเสือ ; แล้วเขาก็ไม่มีทางจะเข้าใจผิด ได้ตั้งแต่ต้น โดยจะเป็นไปเรื่อยๆ จนถึงที่สุด. กิจกรรมของลูกเสือก็จะเป็นประโยชน์ เหลือที่จะกล่าวได้ในโลกเรา ; เพราะว่าเป็นอันเดียวกันกับธรรมะในพระพุทธศาสนา ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.
น.84 การบรรยายเท่าที่เวลามีให้ ก็มีเท่านี้ จึงขอทบทวนว่า เกี่ยวกับความร่าเริง นั้น ต้องเข้าใจความหมายให้ถูกต้องและให้อยู่ในปริมาณที่พอดี ; ถ้าเลยไปก็เป็นการ ส่งเสริมกิเลส และไม่เรียกว่า ความร่าเริงที่เป็นอุดมคติของลูกเสือ. ทีนี้ การคบหา สมาคม นั้น ต้องมีความประพฤติอย่างมนุษย์คือ hunman conduct คือถ้าเลวกว่าก็ให้ สงสาร, ถ้าเสมอกันก็ให้เล่นหวัวกัน, ถ้าดีกว่าก็เคารพ. อย่าให้เป็นอย่าง animal- behavior คือประพฤติตามสัญชาตญาณของสัตว์ที่เห็นว่าเลวกว่าแล้วก็ข่มเหง, ถ้าเสมอ กันก็อิจฉาริษยา. ถ้าดีกว่าก็คิดทำลาย อย่างนี้เป็นต้น. และเราจะเข้าใจสิ่งใด ๆ ได้ ก็ให้ศึกษาให้ลึกซึ้งถึงลักษณะของมัน, ถึงมูล เหตุ ของมัน, ถึงเสน่ห์ ของมัน, ถึงโทษ อันร้ายกาจที่มันซ่อนไว้, และ ถึงอุบายที่ เราจะเอาชนะมันได้อ ย่างไร. และในที่สุดให้ถือว่า กิจกรรมใดๆ ของมนุษย์ใน โลกนี้ ถ้าเป็นไปเพื่อความดีความงามความถูกต้องความยุติธรรมแล้ว กิจกรรมนั้น ๆ ก็เป็นไปเพื่อดับร้อนใน ๓ ความหมาย : คือนิพพานใน ๓ ความหมาย ดับร้อน ของวัตถุที่ร้อน ๆ, ดับพยศร้ายของสัตว์, และดับกิเลสของคน ; เป็นเรื่องที่ทำให้คน ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่คนควรจะได้รับ. เพื่อให้มนุษย์ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์จะได้รับแล้ว กิจกรรมของลูกเสือก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของหลักการอันนี้ คือหลักการที่จะทำให้มนุษย์ได้ รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ. นี้ก็เป็นอันว่าเป็นสิ่งที่ควรคิดนึกพิจารณาอย่างยิ่ง. ขอฝากความรู้สึกคิดนึกไว้กับท่านทั้งหลายที่เป็นลูกเสือ เป็นผู้บังคับบัญชา ลูกเสือ ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในกิจกรรมของลูกเสือด้วยทุก ๆ ท่านเทอญ.
Buddhadasa