น.85 ท่านที่เป็นผู้รับการอบรม ในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชาลูกเสือทุก ๆ คน ทุก ๆ ท่าน, การกล่าวธรรมิกถา หรือธรรมกถา หรือปาฐกถา, เราไม่รู้ว่า จะเรียกว่าอย่างไรดีสำหรับที่นี่. ในวันนี้ก็เหมือนกับที่แล้วๆ มา คือจะได้ กล่าวธรรมะข้อใดข้อหนึ่ง ในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า อุดมคติของลูกเสือเป็นอย่างเดียวกันกับอุดมคติของพุทธศาสนา , และอยากจะขอ เท้าความไปถึงคำว่า "ธรรม" เสมอไป. แม้แต่ชื่อค่ายลูกเสือนี้ ก็ชื่อว่า ค่ายธรรมบุตร คือค่ายของบุคคลผู้เป็นบุตรแห่งธรรม: โดยอาศัยคำว่าธรรม นี้เป็นหลักใหญ่ ; ฉะนั้น ลูกเสือ ก็คือธรรมบุตร. ๕๘
น.86 ธรรม คืออะไร ทีนี้ มันก็หลีกไม่พ้นที่ว่าอะไร ๆ นั้น จะต้องเกี่ยวข้องกันกับพุทธศาสนา ซึ่งมีคำว่า "ธรรม" นี้เป็นหลัก ; แม้แต่ไม่เกี่ยวกับพุทธศาสนา คำว่าธรรมนี้ก็มีอยู่แล้ว และใช้ได้ทั่วไป. ความหมายของคำว่า ธรรม นี้ก็กว้าง ต้อง ครอบคลุมถึงสิ่งทุกสิ่ง. ถ้าผู้ใดไม่เคยฟัง ไม่เคยทราบ ก็โปรดทราบและจำไว้ให้แม่นยำด้วย สำหรับความหมาย ของคำว่าธรรม. คำว่าธรรมมี ๔ ความหมาย คือ : - ธรรม ในฐานะที่เป็นตัวธรรมชาติ, - ธรรม ในฐานะที่เป็นกฎของธรรมชาติ, - ธรรม ในฐานะที่เป็นหน้าที่ของมนุษย์ตามกฎของธรรมชาติ, - ธรรม ในฐานะที่เป็นผลซึ่งเราจะได้รับจากการปฏิบัติหน้าที่ตามธรรมชาติ. นี่ท่านทั้งหลายจะเห็นได้ว่า มันกว้างที่สุดและสำคัญที่สุด. ทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นธรรมชาติ ไม่ยกเว้นอะไร. สิ่งใหญ่ที่สุด เล็กที่สุด ต่ำที่สุด สูงที่สุด เลวที่สุด ผิดที่สุด ถูกที่สุด อะไรก็ตาม ; ภาษาบาลีเขาใช้ว่า ธรรม ทั้งนั้น. ธรรมฝ่ายที่ ผิด ฝ่ายดำ ฝ่ายชั่ว ฝ่ายอกุศลก็มี, ธรรมผ่ายขาว ฝ่ายดี ฝ่ายถูกต้อง ฝ่ายเป็นไป เพื่อถูกต้อง ฝ่ายเป็นไปเพื่อไม่มีทุกข์ก็มี, แม้แต่ตัวความทุกข์เองเขาก็เรียกว่าธรรม คือ ธรรมที่เป็นทุกข์. คำว่า "ธรรม" ในภาษาบาลี หรือในภาษาสันสกฤตก็ตาม มีความหมายกว้าง ขวางอย่างนี้. ท่านทั้งหลายอาจจะเคยได้ยิน คำว่า "ธรรม" ; แต่ในเรื่องเพียงส่วนน้อย คือรู้ความหมายของธรรมเพียงส่วนน้อย ; เช่นของดีของถูก ที่เป็นคำสั่งสอนของพระ พุทธเจ้าเท่านั้น ซึ่งมันเล็กหรือน้อยหรือแคบเกินไป. คำว่า "ธรรม" หมายถึงธรรมชาติ ทุกสิ่ง : แล้วยังหมายถึงกฎของธรรมชาติทุกๆ สิ่ง ที่มีอยู่ในตัวธรรมชาตินั้น.
น.87 คำสอนของพระพุทธเจ้าส่วนมากเป็นธรรมซึ่งแสดงถึงกฎของธรรมชาติ ได้แก่อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ; นี้เรียกว่ากฎของธรรมชาติ มีอยู่ในคำสอนของ พุทธศาสนา, กฎของธรรมชาติที่ยังไม่ได้เอามาพูดนั้นยังมีอีกมากมาย แต่ไม่จำเป็น ; เอามาพูดถึงกันแต่เท่าที่จำเป็นที่มนุษย์จะต้องรู้ จะต้องทำ. เรียกว่ากฎของธรรมชาติ ส่วนที่เอามาพูด กับส่วนที่ยังไม่รู้ ยังไม่ทราบ นี้ยังมีอีกมาก. ธรรมที่หมายถึงหน้าที่ของมนุษย์ตามกฎของธรรมชาตินี้ พระพุทธเจ้าท่าน สอนมากที่สุด, ชี้ระบุให้เห็นว่า หน้าที่ที่มนุษย์จะต้องปฏิบัติคืออะไรบ้าง ? นี่ธรรมะ คือการปฏิบัติ; แต่ว่าความหมายของคำว่า "หน้าที่คือหน้าที่" นี้กว้างมาก ที่เกี่ยวกับ พุทธศาสนาก็มี ไม่เกี่ยวก็มี. แต่ถ้าเราจะเล็งเอาความดับทุกข์เป็นหลักกันแล้ว หน้าที่ นี้ก็เรียกว่า พูดกันเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับความดับทุกข์เท่านั้น ; ฉะนั้น หลักหรืออุดม- คติของลูกเสือ ก็ไม่พ้นไปจากคำว่า "หน้าที่ของมนุษย์ตามกฎของธรรมชาติ", และคำว่าหน้าที่นี้โดยตรงก็มี โดยอ้อมก็มี เราจะใช้เรี่ยวแรงเวลาของเราให้มีประโยชน์ มากที่สุด เราก็ต้องสนใจกับเรื่องนี้ให้กว้างขวางที่สุด. ข้อสุดท้าย ผลต่าง ๆ ที่มนุษย์ ได้รับจากการทำหน้าที่ : อย่างนี้คำพูด ในทางภาษาบาลี ทาง ภาษาศาสนา เขาก็เรียกว่า "ธรรม" เหมือนกัน. ธรรมที่มันเป็น ผลเกิดขึ้นมาแล้วก็เรียกว่าธรรมชาติด้วย คือธรรมชาติส่วนที่เป็นผลเกิดขึ้นมา. แต่ว่า ภาษาไทยตามธรรมดา หรือภาษาที่ท่านทั้งหลายใช้อยู่นี้ อาจจะเรียกผลที่เกิดขึ้นมานี้ว่า ธรรมชาติก็ได้ ; แต่ส่วนลึกในทางภาษาทางศาสนาเรียกธรรมชาติก็เรียกว่าธรรมด้วย. คำว่า "ธรรม" กับคำว่า "ธรรมชาติ" เลยเป็นคำๆ เดียวกัน : ธรรมในฐานะที่เป็น ธรรมชาติ. คำว่า "ธรรม" ก็แปลว่า ธรรมดา หรือธรรมชาติ นั่นเอง เลยถือว่าไม่มี อะไรที่ไม่ใช่ธรรมดา ที่ไม่ใช่ของธรรมดาหรือธรรมชาติ ; แต่เนื่องจากว่ามันมีอยู่บาง
น.88 ส่วนที่เราไม่เคยรู้ ไม่เคยนึก ไม่เคยคิด และไม่เข้าใจ ; เราก็พูดหรือเรียกมันว่า มัน อยู่เหนือธรรมชาติ หรือผิดธรรมชาติ หรือนอกเหนือไปจากธรรมชาติ. นี้แสดงว่า มนุษย์พูดตามความรู้สึกของตัวเท่านั้น, ที่ว่า "นอกเหนือไปจากตามธรรมชาติ" นี้ มนุษย์พูดไปตามความรู้สึกของตัว. ถ้าพูดตามภาษาของพระพุทธเจ้าแล้ว ไม่มีอะไรที่จะนอกเหนือไปจาก ธรรมชาติ ; แม้ว่ามันจะกำลังแปลกประหลาดไม่เคยพบเคยมีมา.นี้ก็เรียกว่าไม่มี อะไรนอกเหนือจากธรรมชาติ : คือไม่มีอะไรออกไปนอกวงของธรรมชาติ, ไม่ใช่ทำ ให้ผิดไปจากธรรมชาติ ; แม้แต่คำที่เรียกว่าโลกุตตระ คือสูงกว่าโลก เหนือโลก พ้นวิสัยโลก นี้ก็ไม่ใช่ผิดธรรมชาติ, ไม่ใช่นอกเหนือธรรมชาติ, มันเป็นธรรมชาติ ชนิดหนึ่ง. นี่เรียกว่า บอกกันให้รู้ ว่า คำว่าธรรมหรือธรรมชาตินี้กินความกว้าง ครอบคลุมไปทั้งหมด ทุกสิ่งทุกอย่างทั้งที่เรารู้แล้วและยังไม่รู้ ทีนี้ สำหรับธรรมประเภทที่ ๓ คือหน้าที่ของมนุษย์ตามกฎของธรรมชาตินี้ สำคัญ ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ ; เรื่องอื่นจะรู้ก็ได้ ไม่รู้ก็ได้ ; แต่ เรื่องที่มันเป็นหน้าที่ ตามกฎของธรรมชาติ นี้ มันไม่รู้ไม่ได้, ไม่ทำไม่ได้ ; ขืนไม่ทำ มันก็เป็น ความผิดกฎธรรมชาติ แล้วจะต้องมีความทุกข์, เพราะไม่ได้ทำสิ่งที่ควรจะทำ หรือ ต้องทำ. เช่น เราจะไม่กินอาหาร เราจะไม่ไปส้วม เราจะไม่ทำอะไรอย่างนี้; ลองคิด ดูว่า มันจะเกิดอะไรขึ้น. แม้อย่างนี้ก็เรียกว่า หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ แต่มัน เป็นชั้นต่ำ ๆ ตามพื้นฐานทั่วๆ ไป. เราจะต้องทำเพียงเท่านั้น มันไม่พอ เพราะว่า ความทุกข์มันไม่ได้เกิดมาจากเพียงเท่านั้น. มันมีส่วนที่เร้นลับ ที่จะต้องใช้สติปัญญา แล้วมันยังมีส่วนที่เรียกว่า โดยอ้อม. ขอให้ฟังให้ดี ๆ สำหรับคำว่า โ ดยตรง และโ ดยอ้อม ; คำนี้มันยังมีความ หมายพิเศษเกี่ยวไปถึงคำว่า จำเป็น หรือ ไม่จำเป็น. คนเราเมื่อรู้อะไรเพียงแค่ไหน
น.89 ก็เข้าใจว่ามันจำเป็นเพียงแค่นั้น หรือมีเพียงเท่านั้น, แล้วก็ถือว่าจำเป็นเพียงเท่านั้น. ฉะนั้น คำว่าจำเป็นหรือไม่จำเป็นนี้มันยืดหยุ่นมาก ในระหว่างคนโง่กับคนฉลาด. คนโง่ก็จะเห็นสิ่งที่จำเป็นในวงแคบ คนที่มีสติปัญญามากก็จะเห็นสิ่งที่จำเป็นในวงกว้าง ออกไป. แล้วมันยังมีที่ว่าโดยตรง หรือโดยอ้อมอีก. ทีนี้ คนก็จะคิดว่าโดยอ้อมนั้นไม่จำเป็น ; ที่จริงโดยอ้อมนั้นมันก็จำเป็น ในฐานะที่เป็นของจำเป็นที่จะต้องมีโดยอ้อม. มันมีโดยตรงไม่ได้ มันก็ต้องมีโดยอ้อม แต่แล้วมันก็จำเป็น. เหตุฉะนี้แหละ มนุษย์จึงต้องมีสติปัญญาชนิดที่ละเอียดลออ สุขุมพิเศษ เพื่อรู้สิ่งที่จำเป็น ได้กว้างออกไป, และรู้จักใช้สิ่งที่เรียกว่าโดย อ้อมด้วย. อุดมคติของลูกเสือ คืออย่างไร ? ๑. อาตมารู้สึกว่า ประมวลความมุ่งหมาย หรือ อุดมคติของลูกเสือนั้น ดูจะ มุ่ งหมาย ให้ใช้ประโยชน์ ได้รับประโยชน์จากสิ่งที่คนอื่นเห็นว่าไม่จำเป็น หรือ โดยอ้อมนี้เอง : คือส่วนที่มันถูกมองข้ามไป โดยเห็นว่าเป็นสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือ ไม่จำเป็น. พวกลูกเสือควรจะมีความละเอียดลออถึงที่สุด จนสามารถใช้สิ่งที่คนอื่น เขาเห็นว่าไม่จำเป็น หรือโดยอ้อมนั้นให้ได้. ถ้าไม่เช่นนั้นลูกเสือก็ไม่ผิดอะไรจาก คนธรรมดา, ไม่มีอุดมคติอะไรที่ผิดไปจากคนธรรมดา ๒. ความละเอียดลออ ความสุขุมความเฉลียวฉลาด ที่ฝึกกันเป็นพิเศษ ในเรื่องนี้ เป็นคุณสมบัติเฉพาะของลูกเสือ, หรือตามอุดมคติของลูกเสือ. อย่างนี้จะ มองกันในแง่ธรรมะของพุทธศาสนาก็ถือว่าจำเป็น, ถึงคนอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับพุทธ- ศาสนา ก็ต้องถือว่าจำเป็น ; เพราะเราจะต้องได้รับประโยชน์เต็มที่ ที่ควรจะได้รับ. แต่แล้วเราไม่ได้รับประโยชน์ส่วนนี้ เพราะเราเป็นคนไม่ละเอียดลออ, เป็นคนที่ไม่
น.90 สุขุมรอบคอบ หรือลึกซึ้ง กระทั่งถึงกับว่าไม่อดทน ไม่อะไรทุกอย่าง. ฉะนั้นเราจะ ถือว่า ความมุ่งหมายหรืออุดมคติของลูกเสือนี้ อยู่ที่ความละเอียดลอด รอบคอบ สุขุม ลึกซึ้งกว่าธรรมดา. เราจะหัดเด็ก ๆ ของเราให้มีคุณธรรมข้อนี้ : คือละเอียด ลึกซึ้ง สุขุม รอบคอบ กว่าคนธรรมดา สามารถจะแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ดี ได้สนุก ได้ง่าย โดยประหยัด และโดยไม่มีความหมดเปลือง. พวกพี่คิดอย่างเขลา ๆ ก็ไป เพ่งเล็งแต่ว่าให้มันแก้ปัญหาได้ ; แต่ไม่ ได้เล็งถึงว่า โดยสะดวก โดยง่าย โดยสนุก และ โดยไม่หมดเปลือง. ฉะนั้น เราจึงเห็นคนในโลก หรือ การกระทำของคนในโลก ทำไ ปด้วยความหมดเปลืองมาก แล้วผลไม่คุ้มกัน. แม้ที่สุด แต่ปัญหาใหญ่ของโลกเวลานี้ ก็น่าจะไม่ถูกกันกับอุดมคติ ของลูกเสือ : คือแก้ปัญหาของโลกด้วยการพล่าชีวิตมนุษย์เป็นหมื่นเป็นแสน ๆ เป็นล้าน; ดูจะเป็นเรื่องบ้า ๆ บอ ๆ มากกว่า จะแก้ปัญหาของมนุษย์ ; โดยให้มนุษย์ต้องเสียชีวิต เป็นหมื่น เป็นแสน เป็นล้าน นี่เป็นเรื่องบ้าบอ. เมื่อเพ่งเล็งตามหลักของพุทธศาสนา มันต้องทำโดยวิธีที่ละเอียด ลึกซึ้ง สุขุม รอบคอบดีกว่านั้น ; เพื่อไม่ต้องมีความเสียหายขนาดนั้น, ลงทุนขนาดนั้น น่าสังเวช น่าเศร้าถึงขนาดนั้น. ถ้าทำด้วยความละเอียดลออรอบคอบได้ ก็ไม่ต้องมี ทุกข์. นี้ก็คือผลที่มนุษย์เราต้อง รู้จักทำอะไรด้วยสติปัญญา มีความปรีชาสามารถสุขุม รอบคอบ, แก้ปัญหาต่าง ๆ ให้ลุล่วงไปโดยไม่ต้องมีความทุกข์. ไม่ใช่ลงทุน ด้วยความทุกข์อันใหญ่หลวงเป็นเดิมพัน แต่แล้วก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาที่ดีสมกันด้วย. ลองพิจารณาดูอุดมคติของลูกเสือต่าง ๆ แล้วสรุปดู : ก็จะรู้สึกว่าทุก ๆ ข้อนั้น มัน อยู่ที่ ความละเอียดลออ สุขุม รอบคอบ , มองในด้านลึกมองในด้านใน ; ทำให้รู้จักใช้ สิ่งที่ยังไม่ถูกนำมาใช้ ในวิธีที่ไม่เป็นอันตรายแก่มนุษย์.
น.91 อยากจะพูดเลยไปถึง อุดมคติของลูกเสือ ที่ว่า ถ้ามีความสำเร็จ ประสบ ความสำเร็จในข้อนี้ โลกเราจะมีความผาสุก มีสันติสุข กันยิ่งกว่านี้. เดี๋ยวนี้คนใน โลกนี้กำลังมัวเมา กำลังเผลอสติ กำลังเลือดเข้าตา กำลังไม่มีความเห็นแก่ผู้อื่น ; มีแต่ความเห็นแก่ตัว มีตัวกู - ของกู มีความรู้สึกที่เป็นตัวกู - ของกู เต็มอัด ตึงเครียด อยู่ในใจ ; คนอย่างนี้เป็นคนบ้าทั้งนั้น ไม่ใช่คนดี. คนที่มีความรู้สึกเป็นตัวภูเป็นของภูจัด นี่ก็เหมือนคนบ้า. เขามีความ คิดเห็นแต่ประโยชน์ส่วนตัว จึงได้เกิดความโลภ ความโกรธความหลง ; ถ้าไม่เห็น แก่ตัวแล้วความโลภ ความโกรธ ความหลง เกิดไม่ได้. นี้เป็นข้อที่เร้นลับอยู่ ที่จะ ต้องสังเกตดู แล้วพิจารณาให้เห็น ให้เข้าใจดังนี้ :- - พวกความโลภนั้น, มีความเห็นแก่ตัวเป็นพื้นฐาน แล้วความเห็น แก่ตัวนี้มันแยกแขนงออกไป คืออยากจะเอามาให้มาก, หรือว่าถ้าถูกกันกับความ ต้องการหรืออารมณ์ของตัวก็รวบรัดเอา ; เป็นความโลภ จนเห็นแก่ตัว ต้องการจะเอา เข้ามาให้ตัว เข้าข้างตัว. - พวกความโกรธ ถ้าไม่ได้อย่างใจ หรือไม่ได้อย่างที่ต้องการ, หรือว่ามอง เห็นว่า มันเป็นอันตรายแก่ตัวของตัว ก็โกรธ, ความโกรธก็เกิดขึ้น เพราะความเห็น แก่ตัว. - พวกโมหะคือความหลงนี้คือ : เมื่อไปหลงในสิ่งนั้นสิ่งนี้ คือในสิ่งที่ยัง ไม่รู้ว่าจะรักดีหรือจะเกลียดดี อย่างนี้มันเป็นความหลง, จะเอาดีหรือไม่เอาดี มันก็ยัง ไม่แน่ ; แต่ที่แท้มันก็ อยากจะเอา นั่นแหละ ทั้งที่ไม่รู้ว่านี้มันจะมีประโยชน์อะไร มันก็ยังอยากจะเอา ; เรียกว่าเป็นความหลง ก็เพราะเป็นความเห็นแก่ตัวทั้งนั้น.
น.92 เรามองดูให้ลึกลงไปถึงในข้อที่ว่า ความเห็นแก่ตัวนี้เป็นรากฐานของ กิเลสทุกชนิด, แล้วแต่เราจะแยกชื่อกิเลสออกไปเป็นกี่ชนิด. แม่บทของกิเลสก็คือ ความเห็นแก่ตัว. อุดมคติของลูกเสือ เราควรจะมองให้เห็นอยู่ส่วนหนึ่ง คือ มีความมุ่งหมายข้อสำคัญ อยู่ส่วนหนึ่ง คือ ความไม่เห็นแก่ตัว. เพราะว่าคนเรา ถ้าเห็นแก่ตัวแล้ว คุณธรรมอื่น ๆ ใช้ไม่ได้หมด, คุณธรรม หรือคุณสมบัติทั้งหมด ของลูกเสือก็จะกลายเป็นภย. ลูกเสือที่มีการอบรมตัวดี มีความฉลาดเฉลียว มีอะไร ก็ตามเถิด ถ้ามีความเห็นแก่ตัวแล้ว สิ่งเหล่านั้นกลับกลายเป็นภัยหมด, เป็น เครื่องมือของการทำผิดไปหมด. ต่อเมื่อมีความไม่เห็นแก่ตัวเป็นพื้นฐาน เป็นรากฐาน เสียก่อน คุณสมบัติอื่น ๆ จึงจะเป็นเครื่องมือสำหรับบำเพ็ญประโยชน์ตัวและประโยชน์ ผู้อื่นได้. คำว่า "ตัว" ในที่นี้ เราหมายถึงตัวที่ถูกต้อง ; ทำประโยชน์ตัว นี้ไม่ ใช่เห็นแก่ตัว. "คำว่า "ตัว" นี้มีอยู่สองตัว ตั วหนึ่งเป็น ตัวของธรรม ตัวหนึ่งเป็น ตัวของภู : ตัวกู - ของกู นั่นแหละระวังให้ดี. ถ้าเป็นตัวของธรรมะ เป็นตัวที่ บริสุทธิ์, มันก็ไม่เป็นที่ตั้งของความเห็นแก่ตัว, มันต้องเห็นแก่ธรรมะ. ทีนี้ตัว ที่เป็นธรรมะนี้ เราเรียกว่าบำเพ็ญประโยชน์ตัว, หรือบำเพ็ญตัวให้เป็นประโยชน์ผู้อื่น อะไรก็ตาม มันมีอยู่เป็นสองตัว, หรือเป็นสองชั้นอย่างนี้. แต่แล้วก็ไม่ค่อยมีใคร นึกถึง ; ก็ปล่อยไปตามอารมณ์ มันเลยเป็นตัวของกิเลส คือเป็นตัวกูไปหมด. พอมีความรู้สึกเป็นตัวกู - ของกู มันก็เกิดกิเลส ซึ่งที่แท้ก็คือคนบ้านั้นเอง. คนที่ โลภจัดก็คือคนบ้า, คนที่โกรธจัดก็คือคนบ้า คนที่หลงจัดก็คือคนบ้า ; ฉะนั้น คนที่เห็นแก่ตัว ก็คือคนที่บ้าแล้ว แต่ไม่แสดงอาการรุนแรง. ที่เราพูดถึงคนบ้า มันควรจะพูดกันอย่างละเอียดเหมือนกัน, คนบ้าทาง มันสมอง เกี่ยวกับโรคจิตทางมันสมองนี้ มันก็ธรรมดาสามัญ เหมือนที่ไปโรงพยาบาล
น.93 โรคจิต นี้มันก็เหมือนกันกับคนบ้า ; ซึ่งที่แท้ยังไม่ใช่คนบ้า เป็นเพียงความวิปริต ของระบบประสาท ระบบสมองอะไรเท่านั้นเอง ; ไม่น่าจะเรียกเขาว่าคนบ้า แต่เราเรียกเขาว่าคนบ้า ; แล้วเรียกโรงพยาบาลว่าโรงพยาบาลบ้า. นี่คนทั่วไปเรียกกัน อย่างนี้. ที่น่าคิดก็คือ คนธรรมดาที่มีความโลภจัดนั่นแหละคือคนบ้า, คนที่ โกรธจัด คนที่ หลงจัด นั้นแหละ คือคนบ้าแท้ ๆ เลย ; แต่ไม่ยักจะเรียกตัวเองว่าคนบ้า, ไปเรียกคนที่ระบบประสาทวิปริตไปบ้าง ไม่อยู่ในร่องรอยควบคุมบ้าง อะไรบ้าง ว่าคนบ้า. เราลองคิดดูว่า ใครบ้าง หรือใครบ้ากว่าใคร? ถ้าไม่ยอมให้เอามาปนกัน ก็ต้องแยกคนบ้าออกเป็น ๒ ชั้น : คนบ้าใน ทางฝ่ายร่างกายคือมันสมอง หรือเส้นประสาททางร่างกาย หรือความรู้สึกทางมันสมอง ทางเส้นประสาทนี้ เราเรียกเป็นฝ่ายร่างกาย, ไม่ใช่ฝ่ายจิต หรือฝ่ายวิญญาณ ; ฉะนั้น จึงเรียกว่า คนบ้าทางฝ่ายร่างกาย และฝ่ายจิต. คนบ้าทางร่างกายนี้ ไม่ใช่ คนบ้า เป็นคนป่วยตามธรรมดา ธรรมชาติชนิดหนึ่งเท่านั้น ; ส่วน คนดีๆ ที่นั่ง อยู่ที่นี่ เมื่อไร โลภขึ้นมา โกรธขึ้นมา หลงขึ้นมา ก็เป็นคนบ้า. ๕. อุดมคติของลูกเสือคงจะช่วยรักษาคนบ้าที่แท้จริงได้มาก. นี่ดูให้ดี พิจารณาดูให้ดี : ทุกๆ ข้อ จะช่วยป้องกัน หรืออาจแก้ไขความรู้สึกที่เป็นความบ้า ในทางความคิดเห็นหรือวิญญาณ. บ้าประเภทนี้ อย่างนี้ภาษาบาลีเขาเรียกว่า บ้าทาง ทิฏฐิ คือความคิดเห็นของจิตใจโดยตรง, ไม่เกี่ยวกับระบบทางร่างกาย. ทาง ฝรั่งเขาเรียก spiritual แปลว่าทางวิญญาณ. ความผิดปกติ ความบ้าในทาง spirit ใน ทางวิญญาณ, หรือความคิดเห็นทางสติปัญญา คือสติปัญญาบ้าเสียแล้ว ; เรียกว่า มัน เป็นโรคทางวิญญาณ แล้วเราก็เป็นกันอยู่ทุกคน. คิดดูให้ดี เป็นบ้ากันอยู่ทุกคน, แต่ยังไม่ถึงขนาดเอะอะโวยวาย เป็น อันตราย มันจึงอยู่นิ่ง ๆ อยู่, แล้ว เป็นเหมือน ๆ กันหมด ก็เลยดูเหมือนกับว่า
น.94 ไม่มีใครบ้า. พอ โลภจัด โกรธจัด อะไรขึ้นมาจึง ค่อยเห็นชัด คือเมื่อตัวกู - ของกู เดือดจัดขึ้นมา มันก็แสดง มีมากเกินปกติ เพื่อนจึงเห็นว่า อ้าว, บ้าแน่. แต่ที่แท้ มันก็บ้าอยู่ข้างใน, ตลอดเวลาที่มีความโลภ ความโกรธ ความหลงนั้น มันทำ ขรึม เงียบ ๆ ไม่พูดกับใคร มันก็ยังเป็นคนบ้า. ตามหลักของธรรมในทาง ศาสนาแล้ว ข้าชนิดนี้แหละเป็นอันตรายที่สุด, มีความเห็นแก่ตัว เป็นบ้าชนิดที่ ทำลายตัวเองให้ตกนรกหมกไหม้อยู่ทั้งวันทั้งคืน, แล้วก็ทำให้โลกนี้เดือดร้อนระส่ำระสาย จนตกนรกหมกไหม้กันอยู่ทั้งโลก. ที่ว่า "ตกนรกหมกไหม้กันอยู่เป็นส่วนตัวทั้งวันทั้งคืนนี้" ถือเอาความหมาย ที่แท้จริงเป็นหลัก. เมื่อไรเรามีความร้อนใจ เพราะเหตุใดเหตุหนึ่ง เมื่อนั้นเรียกว่า ตกนรก, เมื่อไร เรา โง่ อย่างไม่น่าเชื่อขึ้นมาบ้าง เมื่อนั้นเรา เป็นสัตว์เดรัจฉาน, เมื่อไรเราหิว หิวทางจิต ทางวิญญาณ คือความทะเยอทะยานหิวอย่างทางกิเลส เมื่อนั้น คนนั้น เป็นเปรต มีปรกติหิว, เมื่อไรขี้ขลาดโดยไม่มีเหตุผล เมื่อนั้นก็ เป็นอสุรกาย เป็นผีอสุรกาย. ๖. พวกที่เป็น ลูกเสือ ไม่ควร จะมีความ ร้อนใจชนิดเป็นสัตว์นรก, ไม่ควร จะโง่ เป็นอย่างสัตว์เดรัจฉาน, ไม่ควรจะหิวทางใจชนิดเป็นเปรต, ไม่ควร จะขี้ขลาดเหมือนอสุรกาย, นี่ลูกเสือที่แท้จริง. เพราะว่า นรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย ที่แท้จริงนั้นมันเป็นอย่างนี้ ได้แก่ความรู้สึกในใจที่เป็นอย่างนี้ ; ไม่ใช่เป็น หรือถึงต่อตายแล้ว แต่หมายถึงที่นี่และเดี๋ยวนี้. เมื่อไรร้อนใจเพราะทำผิด, หรือว่า เพราะกรรมมาถึง หรือว่าเพราะอะไรก็ตามเถอะ ; ร้อนใจ แล้วก็เรียกว่าเป็น นรก, ถ้า โง่ ก็เป็น เดรัจฉาน, ถ้าหิวด้วยกิเลสก็เป็น เปรต, ถ้า กลัวพลาด ก็เป็น อสุรกาย.
น.95 นี้เป็นหน้าที่ที่ผู้เป็นพุทธบริษัทจะต้องช่วยตัวให้พ้นจากสิ่งไม่พึงปรารถนา เหล่านี้. คิดขึ้นมาแล้วรู้สึกว่ามันเหมือนกับอุดมคติของลูกเสืออยู่โดยปริยายทั่วไป ๆ. ก็ลองคิดดู ลูกเสือจะต้องมีความเฉลียวฉลาดมีคุณสมบัติชนิดที่จะป้องกันนรก หรือ อบายทั้งสี่นี้ที่นี่และเดี๋ยวนี้เหมือนกัน. ถ้ามีความเห็นแก่ตัว ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความรู้สึกที่เป็นกิเลส เป็นความ รู้สึกเดือดร้อนใน ๔ ประการนี้แล้ว ก็เรียกว่า มีการตกนรกหมกไหม้อยู่ที่นี่และ เดี๋ยวนี้; นี่เป็นความเห็นแก่ตัวที่เป็นปัญหาเฉพาะคน. พอความเห็นแก่ตัวของ คน ๆ หนึ่ง มันรวมกันเข้าเป็นความเห็นแก่ตัวของคนทั้งประเทศ หรือว่าครึ่งประเทศ หรือว่าทั้งโลก ; ทีนี้มันก็กัดกันเหมือนสัตว์เดรัจฉาน. ฝ่ายที่เห็นแก่ตัวฝ่ายหนึ่งก็ จะต้องทำไปในทางที่เห็นแก่ตัว, อีกฝ่ายหนึ่งก็จะทำไปในทางเห็นแก่ตัว, มนุษย์ ในโลกก็จะต้องทำลายกันเบียดเบียนกันเหมือนกับสัตว์ป่า คือทำด้วยความอำมหิต ไม่มี เหตุผลอย่างมนุษย์. ถึงแม้ว่าจะเป็นมนุษย์ จะทำอย่างมนุษย์ ด้วยท่าทางของมนุษย์ แต่ใน จิตใจนั้น มันเหมือนกับสัตว์ป่า : ให้อภัยกันไม่ได้ เหมือนกับสัตว์เดรัจฉาน, พูด กันไม่รู้เรื่อง ต้องกัดกันด้วยเขี้ยวด้วยงา. สัตว์เดรัจฉานไม่มีเหตุผล ที่จะทำความเข้าใจ กันได้ ต้องต่อสู้กัน ; มนุษย์ก็ไปทำเหมือนสัตว์เดรัจฉาน. มนุษย์จะต้องรบรา ฆ่าฟันกัน เพราะความเห็นแก่ตัวนี้ไปจนกว่าจะหมดความเห็นแก่ตัว. ฉะนั้นถ้า จะพูดว่าอะไรรบกัน มันก็ควรจะพูดว่า ความเห็นแก่ตัวรบกัน : คือว่าลัทธิที่มีความ เห็นแก่ตัวนั่นแหละรบกัน. ทั้งสองฝ่ายต้องมีความเห็นแก่ตัว แต่มันคนละแบบ ; ฉะนั้น ความเห็นแก่ตัวคนละแบบนี้ มันรบกันอย่างยืดเยื้อไม่มีที่สิ้นสุด จนกว่าเมื่อไร จะหมดความเห็นแก่ตัว.
น.96 หลักพุทธศาสนามุ่งหมายทำลายความเห็นแก่ตัว ; อุดมคติของ ลูกเสือก็มุ่งหมายเพื่อทำลายความเห็นแก่ตัว จึงจะเรียกว่า ลูกเสือที่แท้จริงหรือถูก ต้อง ; ฉะนั้นจึงถือว่ามีอุดมคติเหมือนกันในระหว่างอุดมคติของลูกเสือกับอุดมคติของ พุทธศาสนา. การที่มาพูดนี้ ก็มาพูดในส่วนที่ว่า จำเป็นจะต้องทราบไว้, และเห็นว่า มักจะมองข้ามกันไปเสีย, และเห็นว่ามักจะมองเห็นเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น. ที่จริงมันเป็นสิ่งที่ จำเป็นอย่างยิ่ง มองข้ามไม่ได้ ; มิฉะนั้น เราก็จะเป็นลูกเสือแต่เพียงพิธีรีตอง ไม่มี อุดมคติของความเป็นลูกเสือ คือไม่ทำลายความเห็นแก่ตัว ไม่ควบคุมความเห็น แก่ตัวให้ใจคอเป็นปกติ ; แล้วใช้สติปัญญาส่วนเหลือที่มนุษย์เขาไม่ค่อยใช้กันนั้นให้เป็น ประโยชน์ได้. ๘. อุดมคติที่ลึกนั้นอยู่ที่ใช้สติปัญญา ส่วนที่ไม่ต้องลงทุนมาก. ไม่ต้อง ใช้อาวุธราคาเป็นร้อยล้านพันล้านมาใช้ เพื่อให้มันหมดเปลือง ยุ่งยากลำบากถึงขนาด นั้น. เครื่องบินลำหนึ่งราคาตั้ง ๒๐ ล้าน ๓๐ ล้าน ก็มี ๑๐๐ ล้านก็มี เอามาเพื่อฆ่ากัน แล้วเครื่องบินนี้ก็วินาศฉิบหายไปในที่สุด. มนุษย์ต้องใช้สิ่งที่แพงเพื่อเป็นเครื่อง สังเวยความเห็นแก่ตัวของตน แล้วก็เพื่อทำลายผู้อื่น, ซึ่งพร้อมกันนั้นก็คือทำลาย ตนด้วย . นี้ก็เพราะว่า ความเห็นแก่ตน ทำให้จิตใจของตนเป็นนรก เ ป็นสัตว์ เดรัจฉาน เป็น เปรต เป็น อสุรกาย อยู่ตลอดเวลา. การที่คิดรบราฆ่าฟันกันนี้มันมีความ ร้อนใจ อยู่ตลอดเวลาทั้งสองฝ่าย, เป็น นรก อยู่ด้วยกันทั้งสองฝ่าย แล้วการที่ไปคิดว่า เราจะแก้ปัญหาได้ด้วยอาวุธ นี้ เป็นความโง่ เหมือนสัตว์เดรัจฉาน ; นี่มนุษย์ก็มีความโง่อันนี้อยู่. แล้วความอยากที่จะได้อย่างนั้น อย่างนี้ ในผลของการชนะสงครามนั้นก็คือหิว, มันก็ เป็นเปรต อยู่เรื่อย, แล้วก็มี ความกลัวแพ้อยู่เรื่อย, กลัวแพ้อยู่เรื่อยนี้ เป็นอสุรกาย. ฉะนั้น โลกที่เต็มไปด้วย สงครามนี้คือโลกของอบายภูมิ ครบถ้วนทั้งนรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย.
น.97 ลูกเสือไม่กี่คนนี้ จะช่วยโลกนี้ได้อย่างไร ? จะกล้าคิดหรือไม่ ว่าอุดมคติ ของลูกเสือจะช่วยได้ ? เราอย่าได้คิดอย่างเขลา ๆ ต้องคิดอย่างอุดมคติของลูกเสืออีก เหมือนกัน ; เพราะลูกเสือสามารถฉลาดลึกซึ้ง สามารถเอาสิ่งเล็กน้อยมาทำประโยชน์ ใหญ่ได้, สามารถใช้ไม้ขีดก้านเดียวเผาโลกทั้งโลกได้. นี่สติปัญญาในส่วนนี้ต้องมี เป็นอุดมคติของลูกเสือ ; เพราะฉะนั้น ถ้ามีลูกเสือจริง ๆ แล้วก็ ทำหน้าที่ของลูกเสือ จริง ๆ อาจจะหยุดโลกจากความวุ่นวาย มาเป็นโลกแห่งความสงบได้. เดี๋ยวนี้ก็ เป็นลูกเสือแต่ปาก ; เท่าที่สดับตรับฟังดูอยู่อย่างละเอียดถี่ถ้วน เสมอ เห็นว่าทั้งโลกนี้เป็นลูกเสือกันแต่ปาก ปราศจากอุดมคติของลูกเสืออันแท้จริง ; แต่เป็นลูกเสือของตัวกู - ของกูกันทั้งนั้น. เป็นลูกเสือที่มีคุณสมบัติตามระเบียบของ ลูกเสือ แต่ว่าเพื่อตัวกู, เพื่อส่งเสริมความเห็นแก่ตัวนั้น แล้วหัวเราะมาก. ใครเลย เห็นเสือหัวเราะบ้าง ? ขอให้คิดดูเถิด พวกเราที่นั่งอยู่ที่นี่ใครเคยเห็นเสือหัวเราะบ้าง ? แต่ทำไมลูกเสือหัวเราะตลอดเวลา ลูกเสือหัวเราะ ตลอดเวลาได้หรือ ? สังเกตดูเห็นว่า กิจกรรมต่าง ๆ ของลูกเสือ ที่มีอยู่นี้ มีอยู่มากมายหลาย แขนงนั้นแหละ ถ้าแขนงใดมีโอกาสที่จะได้หัวเราะแล้ว ดูเหมือนจะได้รับการสนับสนุน มากที่สุด ปฏิบัติกันมากที่สุด ครื้นเครงที่สุด. กิจกรรมแผนกที่จะต้องทำ เพื่อให้จิตใจ บึกบึน ลึกซึ้ง หัวเราะไม่ออก นี้ดูไม่ค่อยจะเห็นเลย ; ได้ยินแต่เสียงร้องเพลงและ หัวเราะแทบตลอดเวลา ที่มีโปรแกรมเหล่านี้. นี้จะต้องคิดดูให้ดี ๆ โดยนึกถึงข้อที่ว่า เราไม่เคยเห็นเสือเที่ยวหัวเราะ มีแต่ทำจริง คือเอาจริง กระทำจริง ทำอะไรก็น่ากลัว. ถ้าลูกเสือมีแต่หัวเราะร่วนแล้ว ก็ไม่น่ากลัว ; อย่างดีก็น่าสงสารเหมือนลูกแพะลูกแกะ ที่อบรมกันอยู่นี้.
น.98 พระพุทธเจ้าท่านก็ชอบเปรียบอุปมาด้วยเสือว่า : ภิกษุในพุทธศาสนาทำ ตนให้เหมือนเสือ, แล้วก็ขยายความออกไปว่า เสือมันมีอะไรบ้าง ? เสือมันไม่แสดง ตัวง่าย ๆ ซุ่มอยู่ในป่ารก พอเหยื่อมาอยู่ในระยะที่จะกระโดดจับกิน ก็กระโดดออกมา จับเหยื่อทีเดียวได้. นี่หมายความว่า ไม่มีเรื่องเล่น ไม่มีเรื่องหวัว ไม่มีเรื่องอะไร มีแต่เรื่องจริง และเรื่องฉลาด ป่าของเสือชนิดนี้คือสติ. ท่านระบุชัดลงไปว่า สติปัฏฐานทั้ง ๔ เรียกว่า กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ; สติปัฏฐาน ๔ อย่างนี้ เป็นป่าของเสือที่จะชุ่มจะหมอบ ; มีคำบาลี แต่จะไม่พูด เพราะเดี๋ยวจะหลับกันหมด. คือว่า มีสติในส่วนที่เกี่ยวกับวัตถุคือร่างกาย, เกี่ยว กับความรู้สึกที่เกิดในใจ , เกี่ยวกับตัวจิตใจเอง, เกี่ยวกับความรู้ที่ถูกต้อง ที่จะ ต้องสัมพันธ์กันอยู่ อย่างนี้ก็เรียกว่าสติปัฏฐาน ๔ ; คือภิกษุจะต้องซุ่มหรือเก็บตัว หรือซ่อนตัวอยู่ในสติปัฏฐาน ๔ ไม่ให้เนื้อมันเห็น ; ไม่ให้กิเลสเห็น. ถ้ากิเลสจะเกิดขึ้น ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เสือจึง จะกระโดดออกมาขยี้กิเลสเหล่านั้นเสียได้, ไม่มีโอกาสหัวเราะ . ฉะนั้น จึง อยากจะฝากไว้สำหรับพวกเราว่า : ลูกเสือหัวเราะกันมากเกินไป ไม่มีการควบคุม ; โอกาสเปิดให้ คือว่า โปรแกรมไหน โครงการไหน มันมีโอกาสหัวเราะได้ เราก็จัดขึ้น เพื่อหัวเราะ. แต่พระพุทธเจ้าทรงประณามการหัวเราะ, ตำหนิติเตียนการหัวเราะ อย่างยิ่ง จนมีพระพุทธภาษิตว่า : - การนอน, โดยเฉพาะการนอนหลับกลางวันนี้ เลว เป็นเรื่องที่เลว อยู่แล้ว ; แต่การหัวเราะยังเลวกว่านั้น. พระพุทธเจ้าท่านวางมาตรฐานอย่างนี้ : " การเล่นหวัว หัวเราะร่าเริง สรวลเสเฮฮายังเลวกว่านั้น "; ฉะนั้น ขอให้นึ่ง, หรือมิฉะนั้นก็พูดแต่เรื่องที่เป็น
น.99 ประโยชน์ ทำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ ไม่ต้องหัวเราะ. ไม่ต้องหัวเราะ, นิ่งดีกว่า หัวเราะ ; ถ้าหากว่าจะพูดหรือทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ไม่ได้ ก็ให้นิ่ง ; หัวเราะนั้นไป นอนเสียดีกว่า ถ้าจะมีการสรวลเสเฮฮาหัวเราะนี้ ไปนอนเสียดีกว่า ทั้ง ๆ ที่ การนอนนั้นก็เลวเต็มที่แล้ว. นี้ขอให้คิดดูว่า เป็นหลักกว้าง ๆ ทั่ว ๆ ไป ไม่ใช่เพื่อพวกไหนอะไร โดยเฉพาะ, คือว่าเพื่อลูกเสือเราทั่ว ๆ ไปก็ได้, เพื่อมนุษย์ทั้งหลายทั้งปวงก็ได้. เรื่องที่ จะทำให้ดีนี้ เราจะเรียกว่าลูกเสือก็ได้ เรียกกาชาดก็ได้ เรียกอะไรก็ได้ ; แต่คุณ ธรรมหรือคุณสมบัตินี้ต้องการเหมือนกันหมด คือนิ่ง แล้วป่าของเสือก็คือสติ เหมือน ที่พระพุทธเจ้าท่านว่า ; เราจงฝั่งใจของเราอยู่ในสติ หัวเราะไม่ได้ ; หัวเราะ เมื่อไรเป็นเผลอสติเมื่อนั้น. ถ้าไม่เข้าใจโปรดทบทวนอีกที : ว่าเรา จงเก็บใจของเราไว้ในสติ ซึ่ง เปรียบเหมือนป่าสำหรับเสือจะซุ่ม จะหมอบ. มีสติ นั้น คือรู้สึกตัวอยู่เสมอ ว่าอะไร เป็นอะไร, อะไรเป็นอะไร. อย่างนี้มันเต็มไปด้วยหน้าที่การงาน ; นี้มันเหลว ไหลไม่ได้ เหลาะแหละไม่ได้ สรวลเสเฮฮาไม่ได้; มันเข้มแข็ง สุขุม รอบคอบ ลึกซึ้ง บึกบึนอยู่ตลอดเวลา ; นั่นแหละคือบ่า. แต่บ่าอย่างนี้คนสมัยใหม่นี้เขาว่า เหงาตายเป็นบ้าเลย ; เขาว่าอย่างนั้น. แต่เรา ไม่เห็นว่าพระพุทธเจ้าหรือสาวกของ พระพุทธเจ้าเป็นบ้า ทั้งที่ท่านไม่หัวเราะ. พระอรหันต์ถือกันว่าท่านไม่หัวเราะ ; โดยเฉพาะ พระพุทธเจ้าไม่เคยมี ประวัติว่าท่านหัวเราะ อย่างมากก็แย้มยิ้ม แสดงกิริยาอาการให้รู้ว่า นี่มันสะดุดใจ หรือพอใจอย่างนี้. แล้วท่านประณามว่า การหัวเราะนี้คืออาการของคนเด็กอ่อนนอน เบาะ ; ลุกขึ้นเต้นรำคืออาการของคนบ้า, ร้องเพลงนั้นคืออาการของคนร้องไห้ เหล่านี้เป็นพุทธภาษิตอยู่ในพระบาลีอังคุตตรนิกาย ไปหาดูได้. ในหนังสือกามนิต
น.100 ก็ยังอ้างข้อความนี้มาเขียนไว้ ไปอ่านดูได้ : หัวเราะคืออาการของเด็กคลอดใหม่ นอนในเบาะ ร้องเพลงคือร้องไห้ เต้นรำคือคนบ้า. ทั้งนี้ก็ไม่ใช่หมายความว่า คนจะเว้นได้โดยเด็ดขาด ; แต่ว่า ต้องตั้งใจที่จะเว้น เพื่อว่าจะมีสติเท่านั้นเอง. เมื่อไรสรวลเสเฮฮาหัวเราะร่วน เมื่อนั้นเผลอสติ ; จริงไม่จริงไปคิดดู. เมื่อไรหัวเราะ เมื่อนั้นจะขาดสติ ไม่มากก็น้อย. แล้วดูลักษณะของบุคคลที่เป็น มหาบุรุษ เช่นพระพุทธเจ้า หรือพระอรหันต์ หรือแม้แต่มหาบุรุษของโลกสมัยปัจจุบัน ทางวัตถุวิชาความรู้นี้ก็ตาม ก็ยังเป็นคนที่หัวเราะน้อย ; ไม่ต้องพูดถึงพระอรหันต์ ซึ่ง ไม่รู้จักหัวเราะ. การหัวเราะนั้น คือผลของการถูกจี้ หรือถูกกระตุ้น ; ก็แปลว่าผู้หัวเราะนั้น ยังอ่อนแอ มีอะไรกระตุ้นได้ จี้ได้. ถ้าจิตใจเข้มแข็งขนาดที่ไม่มีอะไรจี้ได้ กระตุ้นได้ มันก็หัวเราะไม่ได้, การจี้หรือการกระตุ้นมันไม่เกิดผล มันก็หัวเราะไม่ได้ ; ฉะนั้น มันจึง ไม่หัวเราะร่วน คือไม่เสียสติ ; เมื่อไรหัวเราะก็คือการเสียสติสัมปชัญญะ. ถ้าเราจะคิดว่า พระอรหันต์เป็นคนบ้า ก็ถูกเหมือนกัน แต่บ้าไปอีกแบบหนึ่ง ซึ่งไม่เป็นอันตราย. บ้าอย่างที่เราเป็นกันนี้มันอันตราย อันตรายแก่ตัวเราเอง อันตรายแก่โลก ; จึงขอให้ถือเป็นอุดมคติของเสือ ที่ว่าต้องซุ่มอยู่ในป่า พร้อมที่จะขยี้ กิเลสคือศัตรู. การที่มาเล่นหัวเราะร่วนนี้ ขอคัดค้านตลอดทั้งโลก, ไม่ว่าลูกเสือ ของประเทศไหน และก่อกำเนิดขึ้นมาอย่างไร ; ขอคัดค้าน, อาตมาขอคัดค้าน. ขอบอกกล่าวว่า ที่นี่เป็นโอกาสอิสระที่จะพูดอิสระ ; เพราะฉะนั้นจึงพูด พูดในวงกันเอง พวกเราเป็นพุทธบริษัทกันเอง เป็นคนไทยกันเอง พูดได้อย่างเปิดเผย ไม่มีปิดบัง ; ในฐานะที่อาตมาเป็นภิกษุของพระพุทธเจ้าก็ต้องพูดเข้าข้างพระพุทธเจ้า,
น.101 จะว่าลำเอียงหรือไม่ลำเอียงก็สุดแท้เถิด. ในฐานะที่เป็นภิกษุของพระพุทธเจ้า จึง จะพูดตามหลักตามเกณฑ์ของพระพุทธเจ้าตามที่มีอยู่ ปรากฏอยู่ ; ฉะนั้นจึงพูดว่า เป็น เสือหัวเราะไม่ได้ ; จะจริงหรือไม่จริง ก็ไปวินิจฉัยกันดู. ถ้าอุดมคติของลูกเสือโลก เขาไม่เห็นด้วย ก็ไปวิจารณ์กันดู ; ขอฝากด้านไว้ในที่นี้ ว่า : ไม่เห็นด้วย ที่ว่า อุดมคติของลูกเสือ เพื่อการหัวเราะร่วน. ต้องเพื่อความสุขุม รอบคอบ บึกบึน ละเอียดลออ ถี่ถ้วนอยู่ด้วยสติสัมปชัญญะ ; หัวเราะเมื่อไรเป็นเสียสติสัมปชัญญะ. ทีนี้ มีคำ "หัวเราะ" อีกคำหนึ่ง เป็นการหัวเราะของธรรม หัวเราะ ของสติ : หมายถึงหัวเราะเยาะความตาย, หัวเราะเยาะอุปสรรค, หัวเราะ เยาะความทุกข์ยากลำบาก อย่างนี้มันไม่ใช่หัวเราะบ้า ๆ บอๆ อย่างเดียวกับ อย่างแรก. ที่จะหัวเราะเยาะความตาย ท้าทายความตาย ท้าทายความเจ็บ ท้าทาย อุปสรรค นี่ไม่ใช่หัวเราะอย่างเดียวกัน. หัวเราะอย่างหลัง ที่ว่านี้ต้องสมบูรณ์ด้วย สติสัมปชัญญะ กำลังใจ และสติปัญญาอย่างยิ่ง ; แล้วอาการหัวเราะมันก็เป็นอย่างอื่น ไม่ใช่หัวเราะร่วนอย่างสรวลเสเฮฮา สำเริง สำราญ มันคนละอย่าง. ถ้าอุดมคติของลูกเสือจะมีว่า : ร่าเริง ไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก นั้น มันไม่ใช่หัวเราะอย่างชนิดที่เรียกว่าเหมือนเป็นลูกเด็กๆ ได้เล่นสนุก แล้วก็ร่าเริงอย่างนั้น ; มัน ต้องหัวเราะอย่างมีสติปัญญาของพระพุทธเจ้า ที่เรียกว่าขันติ โสรัจจะ : มีความอดทนได้ต่อการบีบคั้นของกิเลส, แล้วมีสติ แจ่มใสอยู่ได้. นี่เรียกว่าหัวเราะ อย่างมีขันติและโสรัจจะ, และหัวเราะตามแบบอย่างของสัตบุรุษในพระพุทธศาสนา. อาตมาไม่เห็นด้วย ในการที่มีการอบรมลูกเสือในโลกนี้ ที่มุมนี้ หรือใน ประเทศไหนก็ตาม ที่จัดสรร ให้ได้หัวเราะตามแบบชาวบ้าน ให้มากเข้าไว้ : อย่างนี้ ไม่เห็นด้วย, และเห็นว่าผิด, เห็นว่า ไม่ทำให้เป็นลูกเสือ เพราะเสือไม่เคย
น.102 หัวเราะแบบนี้. ถ้ายังจะถืออุดมคติของคำว่า เสือ, ลูกเสือ, อยู่. เพราะว่าการ หัวเราะแบบนั้นจะกลายเป็นแพะ หรือแกะไป ไม่ใช่เป็นเสือ ; แล้วก็จะถูกกินโดยเสือ ที่แท้จริง. นี่มนุษย์ที่บูชาความสุขทางเนื้อทางหนัง หัวเราะร่วนทางวัตถุนี้ จะถูกกิน โดยมนุษย์ที่มีความเข้มแข็ง ประกอบตนอยู่ด้วยธรรมะตามแบบที่เรียกว่ามี "สติ" คือ คุณสมบัติของผู้ที่จะชนะ, ชนะตัวเอง ชนะผู้อื่น. ผู้ที่จะชนะตัวเอง จะชนะผู้อื่นนี้ ต้องมีคุณสมบัติสูงสุด คืออยู่ด้วยสติทุกลมหายใจเข้าออก. คำนี้ยังเป็นภาษาวัด หรือภาษาทางศาสนาอยู่มาก แต่ว่าที่จริงเป็นภาษาธรรมดาที่สุด : " จะต้องมีชีวิต อยู่ด้วยสติสัมปชัญญะทุกลมหายใจเข้าออก" , ไม่ให้เวลานั้นเสียไปเพราะความ เผลอสติสัมปชัญญะ. เราจะ ต้องมีสติ ในสิ่งที่เรากำลังจะทำ, หรือกำลังทำ, หรือทำเสร็จแล้ว, หรือ กำลังทำอะไรอยู่ก็ตาม ให้รำลึกในหน้าที่การงานโดยตรง รับผิดชอบการงานโดยตรง ; แล้วก็ อบรมจิตให้มีสมรรถภาพ อบรมร่างกายให้มีสมรรถภาพ แต่อยู่ในความ รู้สึกของความควบคุม ของวิชาความรู้และสติปัญญา. หัวเราะเมื่อไร เป็น เสียสติปัญญาเมื่อนั้น ; ต่อเมื่อหยุดหัวเราะจึงจะกลับมาอีก. ฉะนั้น เราจงระวัง การหัวเราะให้มาก ซึ่งจะทำลายสติสัมปชัญญะและทำลายปัญญา ; แล้วเราก็จะเป็นเหมือน เสือที่ไม่มีบ่าอยู่. คิดดู ถ้าเสือนี้ไม่มีป่าอยู่ ; ไม่มีป่าสำหรับจะซ่อนจะปิดบัง มันก็ จะต้องตาย ; แม้เป็นเสือก็จะต้องตาย, หรือว่าเสือนั้นก็จะกลายเป็นลูกแกะไป จะถูกกิน โดยเสือตัวอื่นไป. อุดมคติของลูกเสือ หมายความว่า จะสร้างมนุษย์ให้มีสมรรถภาพอันหนึ่ง ที่สามารถแก้ปัญหาของตัวให้ชนะ, แก้ปัญหาของสังคมให้ชนะในระยะยาว ในอนาคต
น.103 อันไกล เพื่อเป็นส่วนทำให้โลกนี้มีสันติ. ถ้าหากว่าเด็กๆ ของเราได้รับการอบรม ให้มีลักษณะความเป็นลูกเสือถูกต้องตามอุดมคติพร้อมกันทั้งโลกแล้ว โลกนี้มันจะรบรา ฆ่าพันกันได้อย่างไร ? คุณลองพิจารณาดู ตามตารางเหล่านั้น ถ้าเด็กๆ ของเราได้รับการอบรม ถูกต้อง ตามอุดมคติของลูกเสือ กันทั่วโลก ; ไม่มีทางไหนที่จะเกิดความคิดนึก ที่จะ เป็นไปเพื่อการเบียดเบียนกันได้เลย , จะมีความรู้ มีความสามารถ มีการอดกลั้น มีการให้อภัย มีการช่วยเหลือ มีการแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ โดยไม่ต้องใช้เงิน มากมาย ใช้แก้ด้วยสติปัญญา อุดมคติของลูกเสือเพียงข้อเดียวเท่านั้นก็ช่วยโลกให้มี สันติภาพถาวรตลอดกาลได้. เดี๋ยวนี้ โลกขาดอุดมคตินี้ ; แม้ลูกเสือในโลกก็ยัง เป็นลูกแพะลูกแกะที่หัวเราะตลอดเวลา อยู่มากกว่า ลูกเสือ คือ ธรรมบุตร ทีนี้ อาตมาขอพูดอย่างปรึกษาหารืออย่างกันเอง อาตมาก็เป็นธรรมบุตร ท่านทั้งหลายก็เป็นธรรมบุตร พูดกันได้ตรง ๆ. ถ้าคนเหล่านี้มาใหม่ ไม่เข้าใจว่า ท่านทั้งหลายเป็นธรรมบุตร ก็ไปดูชื่อของค่าย ว่า "ค่ายธรรมบุตร" ธรรมบุตร คือบุตรของธรรม . ธรรมะก็คือความงาม ความดี ความถูกต้อง ความยุติธรรม ความจริง. เราเป็นธรรมบุตร เราต้องเป็นบุตรของธรรมะ ลูกเสือ ก็คือบุตรของธรรมะ ; ภิกษุในพุทธศาสนาก็คือบุตรของธรรมะ ; ต่างฝ่ายต่าง เป็นบุตรของธรรมะ ควรจะได้พูดอะไรกันตรง ๆ จริงๆ ไม่ต้องเกรงใจกัน ไม่ต้องกลัว กันโดยไม่มีเหตุผล ; โดยถือว่าเรามีความรับผิดชอบร่วมกัน. จะเป็น ธรรมบุตรชนิดไหนก็ตาม เรามีความรับผิดชอบร่วมกัน ตรงกัน ในข้อที่ว่า จะต้องช่วยกันทำให้ธรรมะมีขึ้นในโลก มีอยู่ในโลก ปรากฏอยู่ในโลก
น.104 คุ้มครองโลกอยู่เสมอไป. อาตมายืนยันว่า อุดมคติของลูกเสือทั้งหมด ในแผ่นกระ- ดานป้ายนั้น คือธรรมะทุกข้อ . เมื่อใครประพฤติอยู่ก็มีชื่อว่าได้ช่วยให้ธรรมะยัง คงมีอยู่ในโลก ปรากฏอยู่ในโลก เป็นที่พึ่งของโลก เป็นเครื่องคุ้มครองโลก. ลูก เสือไม่พ้นจากคำว่าธรรมะ เพราะฉะนั้น จึงควรเรียกชื่อว่าธรรมบุตร มากกว่า. เราเคยพูดกันว่า ถ้าลูกเสือนี้เรียกว่าธรรมบุตร จะได้รับความเอาใจใส่ จากชาวบ้านมากกว่านี้ . เดี๋ยวนี้ชาวบ้านยังไม่เข้าใจกิจกรรมของลูกเสือ ; แล้ว คำว่าลูกเสือนั้นก็ประหลาดฟังยาก แล้วยิ่งเห็นการอบรมของลูกเสือ ซึ่งอบรมอยู่ที่นี่, หรือที่ค่ายจังหวัดไหนก็ตาม ที่ทำ ๆ อยู่. แล้วชาวบ้านที่ได้มาเห็นแล้วยิ่งไม่เข้าใจว่า ลูกเสือนี่มันคืออะไรกันแน่ ? คือเด็กที่หัวเราะร่วนอย่างเณรเกกหรือเปล่า ? หัวเราะ ทั้งวันทั้งคืนหรือเปล่า ? หรือว่ามันมีอะไรที่ทำให้เกิดความลึกซึ้งในทางสติปัญญา ดีกว่า เด็กธรรมดา ดีกว่าคนธรรมดา ? แม้ที่สุดแต่เรื่องมัธยัสถ์ เรื่องอะไรต่าง ๆ ทำนองนี้ ก็ตาม ลองพิจารณาดูเถอะ ได้ประหยัดถึงที่สุดแล้วหรือยัง ? กลัวว่าจะเป็นการทำ อะไรอย่างไม่เป็นการประหยัด : ยังมีการใช้จ่ายมาก ยังมีการแต่งเนื้อแต่งตัวเหมือน อย่างคนธรรมดาชาวบ้าน ; อย่างนี้เขาไม่เข้าใจได้. ถ้าเป็นธรรมบุตร มันต้องมีทุกสิ่งที่ตำหนิ ไม่ได้ในแง่ของธรรมะ คือ จะต้องมีธรรมะ, ไม่บกพร่องในทางธรรม. ฉะนั้น ขอแสดงความยินดีที่จะยืนยันว่า กฎต่าง ๆ คำปฏิญาณ คติพจน์ของลูกเสืออะไรเหล่านี้ เป็นธรรมะในพุทธศาสนา ทุกข้อ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ และของศาสนาอื่นด้วย. ไปศึกษาดูเอาเองเถิด ; เป็นของศาสนาอื่นด้วย, โดยเฉพาะศาสนาคริสเตียนยิ่งมีอะไรอย่างนี้มากเหมือนกัน. ฉะนั้น อย่าได้ทะนงตัวว่ามีอะไรเป็นพิเศษ กระเด็นแปลกออกไปกว่าคนอื่น . มันก็มี อยู่ตรงที่ว่าเราจะหยิบขึ้นมาอบรมกันให้จริงๆ จัง ๆ อย่างนี้, ให้มันมีขึ้นมาจริง ๆ จัง ๆ ในเมื่อพวกชาวบ้านทั่วไป เขาไม่อบรมและไม่มี.
น.105 เราต้องอบรมให้มีธรรมะกันจริงจัง ให้เข้าใจ แล้วไปอบรมเด็ก ไม่ใช่ อบรมเพียงแต่ว่าเพื่อเลื่อนขั้นวิทยฐานะเงินเดือน เลื่อนอะไรทำนองนั้น. ถ้าอย่างนั้นแล้ว ยิ่งไม่เป็นลูกเสือใหญ่เลย ยิ่งเป็นความเห็นแก่ตัวล้วน ๆ ยิ่งไม่มีความเป็นลูกเสือ. ถ้ามา รับการอบรมเพื่อเลื่อนขั้นวิทยฐานะ หรือเลื่อนเงินเดือนอะไรทำนองนี้ ยิ่งไม่เป็นลูกเสือ ใหญ่เลย ; เป็นแต่ลูกเสือปลอม, เป็นลูกเสือขบถต่ออุดมคติอยู่ตลอดเวลา ; เพราะว่า ตามอุดมคติมันไม่ใช่อย่างนั้น. อุดมคติของลูกเสือมุ่งหมายจะฝึกฝน ให้มีคุณสมบัติอันใหม่เกิดขึ้น เปลี่ยน แปลงนิสัยเดิม เปลี่ยนแปลงความเคยชินอันเดิม ; ให้เกิดนิสัยอันใหม่ให้สมบูรณ์ ด้วยสติสัมปชัญญะ ; แล้วเป็นลูกเสือตามความหมายของคำว่าเสือ, ตามความหมาย ของพระพุทธเจ้าอีกต่อหนึ่ง. ภิกษุในพุทธศาสนาเปรียบเหมือนเสือซุ่มอยู่ในป่า มีสติ สมบูรณ์ทุกเมื่อ หัวเราะไม่ได้ แล้วก็ขยี้กิเลสคือสิ่งที่เป็นอันตรายเป็นข้าศึกให้วินาศไป ไม่มีเหลือเลย. อุดมคติของลูกเสือ ก็ตรงกันกับอุดมคติ ในพระศาสนาของพระพุทธเจ้า อย่างนี้ ; ตามความเห็นตามความรู้สึกของอาตมา. แล้วก็มาพูดปราศรัยกันใ นฐานะ ที่เป็น "ธรรมบุตร" ด้วยกัน, หรือแม้ที่สุดแต่เป็นพุทธบริษัทด้วยกัน, เป็นคนไทยที่ จะต้องรับผิดชอบในความอยู่รอดของประเทศไทยด้วยกัน และทุก ๆ อย่างที่เราเป็นมนุษย์ เหมือนกัน ร่วมกัน ; จึงได้พูดอย่างนี้, เพื่อประหยัดเวลา พูดตรง ๆ เพื่อประหยัด เวลา. ขอให้เอาไปคิดนึกศึกษา ; แล้วขอให้ทำตัวให้เป็นลูกเสือโดยแท้จริงยิ่งไป กว่าลูกเสือ คือเป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า, คือ เป็นลูกเสือของพระพุทธเจ้า ด้วย. อย่าเป็นลูกเสือของเครื่องแบบ หรือของสังคมเล็ก ๆ อย่างนี้เลย.
น.106 นี่เวลาที่พูดของเราก็หมดแล้ว. ขอสรุปความว่า ลูกเสือนี้จะต้องมีคุณ สมบัติที่ดีของเสือ : คือลงทุนน้อยในการฆ่าหรือทำลายข้าศึก ซึ่งได้แก่ความชั่ว ความเลวหรือความทุกข์ ; เพราะเสือฉลาดในการที่จะซุ่มอยู่แต่ในที่ที่เหมาะ ๆ คอยฆ่าเนื้อ ได้ง่าย ๆ. ฉะนั้น เราจงอยู่ในสภาพหรือในอิริยาบถที่เหมาะสม ที่จะบดขยี้สิ่ง ที่ไม่พึงปรารถนาต่าง ๆ ในโลกมนุษย์นี้ ให้หมดไปจากตัวเรา จากจิตใจของเรา แล้วก็จากทุก ๆ คน จากโลก ; ให้โลกนี้เป็นโลกที่มีอุดมคติ เหมือนอุดมคติของลูกเสือ นั้น, แล้วก็มีสันติภาพถาวร ไม่ต้องมีองค์การสหประชาชาติ. อุดมคติของลูกเสือจะ แก้วิกฤติกาลร้ายของโลกได้. ขอยุติด้วยการกล่าวคำสวัสดี.
Buddhadasa