น.283 ท่านสาธุชน ผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย, ในการบรรยายธรรมกถาพิเศษนี้ อาตมาจะได้กล่าวโดยหัวข้อ “ธรรมะทำไมกัน" , ธรรมะทำไมกัน หมายความว่า สิ่งที่เรียกว่าธรรมะนั้น มีอะไรที่จำเป็นสำหรับเรา และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือบรรดาพุทธสมาคมทั้งหลาย ที่มีความมุ่งหมายจะเผยแผ่ธรรมะ, เพราะฉะนั้น จะต้องเป็นบุคคลพวกแรก ที่จะต้องทราบหรือเข้าใจดีที่สุดว่า ธรรมะทำไมกัน. ถ้าไม่มีความเข้าใจใน ข้อนี้ อย่างเต็มที่แล้ว การกระทำนั้น จะเป็นการละเมอ เป็นการกระทำ อย่างละเมอ ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าอับอายด้วย และไร้ประโยชน์ ไร้สาระด้วย. จึงขอได้ โปรดสนใจ ในปัญหาที่ว่า ธรรมะทำไมกัน นี้ให้มากเป็นพิเศษ. ธรรมะเป็น จุดหมายสำคัญ ที่เราต้องเกี่ยวข้องด้วย ในฐานะ เพื่อประโยชน์แก่ตัวเราเอง และแก่ เพื่อนมนุษย์ทั้งหลาย หรือเรียกรวมกันง่าย ๆ ว่า แก่โลกทั้งหมด. เกี่ยวกับอานิสงส์ ๒๕๖
น.284 ของธรรมะนี้มีมาก ไม่อาจจะบรรยายโดยรายละเอียด จึงต้องบรรยายกันโดยหัวข้อ เป็น เค้า ๆ ไปเท่านั้น. เมื่อถามถึงว่า ธรรมะทำไมกัน สำหรับบุคคลสมัยนี้ หรือยุคนี้แล้ว ควรจะนึกไปถึง คำอีกคำหนึ่ง คือคำว่า กลียุค. ม ข้อความในพระคัมภีร์เช่นปฐม สมโพธิเป็นต้น ก็ได้กล่าวว่า พระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นในโลกนี้ ในกลียุค. การแบ่ง โลกเป็นยุค ๆ นี้ เป็นเรื่องของพวกพราหมณ์ บัญญัติกันไว้ ตั้งแต่ก่อนพระพุทธเจ้า ก็ได้ หรือจะบัญญัติทีหลังก็ได้, แต่ความสำคัญมันอยู่ตรงที่ความหมาย ของคำว่า กลียุค และได้เน้น ในข้อที่ว่า พระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นในโลก ในกลียุค. กลียุค คือยุคที่โลกมีความเสื่อม มีความทุกข์ร้อน มีความลำบากยากเข็ญ สำหรับอินเดีย ในสมัยพระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นนั้น มีความลำบากยากเข็ญ ด้วยเรื่อง ความคิดเห็น ถือกันเป็นปัญหาใหญ่ กำลังมีความคิดเห็นที่ผิด ซึ่งไปหลงที่จะแก้ปัญหา ต่าง ๆ ด้วยการบูชายัญอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งเรียกกันว่า เป็นยุคที่มีความมืดทางวิญญาณ. เพราะฉะนั้น ความหมายของคำว่า กลียุค ก็คือ ยุคที่ โลกกำลังมีปัญหา กำลัง เดือดร้อน. บัดนี้ ก็ล่วงมาสองพันกว่าปีแล้ว คำว่ากลียุคมีความหมายอย่างไรบ้าง อาตมาเชื่อว่า ยังมีความหมายตามเดิม และยิ่งร้ายไปกว่าเดิมเพราะว่าโลกนี้กำลังมีวิกฤต- กาลถาวร คือการเบียดเบียนกันเป็นการถาวร ทั้งต่อหน้าและลับหลัง. สงครามร้อน เป็นเรื่องการเบียดเบียนกันต่อหน้า, สงครามเย็นเป็นเรื่องเบียดเบียนกันลับหลัง ; สงครามใต้ดินหรืออะไรทำนองนี้เดี๋ยวนี้กำลังมีมากขึ้น ๆ ๆ ในโลก ก็ควรจะถือว่า โลก นี้กำลังอยู่ในกลียุคไปตามเดิม. รัก คลายสงสัยปริม
น.285 แต่ถึงอย่างไรก็ดี มันยังไม่มีความสำคัญมากเท่า ๆ กับว่า ในตัวบุคคลคน หนึ่ง ๆ นั้นแหละ กำลังมีกลียุค. โดยส่วนตัวในใจของคนสมัยนี้กำลังมีลักษณะแห่ง กลียุค กำลังเดือดร้อน, กำลังตกเป็นทาสของวัตถุ, กำลังให้โอกาสแก่กิเลสตัณหา มากขึ้น ๆ จึงมีความทุกข์ร้อนอยู่ในจิตในใจของมนุษย์ในสมัยนี้มากขึ้น จึงเรียกว่า กลียุคนั้นกำลังมีอยู่ในใจของคนทุกคน ในเวลานี้. จึงเป็นการสมควรอย่างยิ่ง ที่จะมีธรรมะเป็นเครื่องขจัดปัญหาข้อนี้. ความหมายของคำว่า กลียุคนั้น หมายถึง เรื่องของโลก แผ่นดินก็ได้ หมายถึงเรื่องของมนุษย์เป็นส่วนรวมก็ได้ แต่ไม่สำคัญ เท่ากับเรื่องที่บุคคลคนหนึ่งกำลังมีกลียุคอยู่ในใจของตน ฉะนั้นธรรมะมีขึ้นก็เพื่อที่จะแก้ ไขปัญหาข้อนี้ เพื่อจะบัดเป่าความเป็นกลียุคนั้นให้หมดไปจากใจ นี่แหละเราจะได้ดูกัน ต่อไปว่า มันจะได้อะไรที่ดีมากไปกว่านี้. การที่เรามาประชุมกัน ด้วยการลงทุนหลายอย่าง หลายทาง เพื่อพุทธธรรม ของพระพุทธเจ้านี้ เราจะได้อะไร โลกนี้จะได้อะไร, อาตมาคิดว่า ไม่มีอะไรมาก ไปกว่า การที่จะกำจัดออกไปเสียได้ ซึ่งความเป็นกลียุค. ความเป็นกลียุคโดยส่วน รวม ก็กำจัดออกไปเสียให้ได้, ความเป็นกลียุคโดยส่วนตัวคน ๆ หนึ่ง ก็ต้อง กำจัดออกไปเสียให้ได้ ถ้าได้อย่างนี้แล้วก็เป็นอันว่าได้หมด ได้อย่างครบถ้วน สมบูรณ์. ทีนี้ธรรมะนี้มีความจำเป็นแก่เราอย่างไร มีความจำเป็นแก่โลกอย่างไร เชื่อ ว่าท่านทั้งหลายส่วนมาก ก็ได้สนใจกันมาแล้วไม่น้อยเหมือนกัน. ฉะนั้นข้อที่ต้องมา พูดกันอีก หรือมาตักเตือนกันอีก จึงมักจะไปมีอยู่ในสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราไม่ค่อยจะ มองกัน หรือมองข้ามไปเสีย. ในเรื่องนี้อาตมาอยากจะสรุปไว้ เป็นหัวข้อสั้น ๆ ว่า : ถ้าปราศจากธรรมะ เสียแล้วจะไม่มีอะไร ๆ ชนิดที่มนุษย์ควรจะต้องการ หรือกำลังต้องการกันอยู่, ยก
น.286 ตัวอย่างเช่นว่า เรากำลังต้องการสิทธิของมนุษยชนที่เสมอกัน นี้เป็นความเรียกร้องต้อง การสิทธิของมนุษยชน แต่ไม่มีใครพูดว่าต้องการธรรมะเลย. ความเห็นแก่ตัว ละกระมัง ที่ทำให้เรียกร้องสิทธิมนุษยชน ไม่ได้เรียกร้องธรรมะ เพราะมองข้าม ธรรมะไปเสีย ไปมองเห็นแต่สิทธิมนุษยชนที่จะเรียกร้องอย่างนี้ ตามความต้องการ ของตน. นั่นแหละคือร่องรอย หรือนิมิตแห่งความเห็นแก่ตัว มันจึงไม่ได้สมตามความ ปรารถนา. เพราะว่า ถ้าไม่มีธรรมะแล้ว สิทธิมนุษยชนไม่มีความหมายเลย จะพูดกัน ก็พูดกันแต่ปากเท่านั้น, จะตั้งองค์การอะไรขึ้นมา เพื่อเรียกร้องหรือรักษา สิทธิมนุษยชน ก็เป็นเรื่องละเมอเพ้อฝันทั้งนั้น, ถ้าขาดธรรมะเสียอย่างเดียวแล้ว ความหมายของคำว่า สิทธิมนุษยชนก็ไม่มี. เราจะเห็นได้โดยง่าย ในข้อที่ว่า สิทธิมนุษยชนนี้ ทุกคนก็รู้จักและต้องการ, แต่แล้วทำไมจึงมีไม่ได้ มีแต่การละเมิดสิทธิของกันและกัน. นี้ก็เพราะขาดธรรมะ ในข้อที่ว่า บังคับตัวเองไม่ได้, บังคับตัวเองไม่ได้ เพราะขาดธรรมะ เพราะขาด ธรรมะ จึงไม่มีการบังคับตัวเอง. นี่มันไม่ใช่ไม่รู้ ไม่ใช่ว่าเพราะเราไม่รู้ หรือไม่ รู้จัก, และไม่ใช่เพราะไม่มีใครคอยห้าม. มีคนคอยห้าม มีกฎหมายหรือมีอะไรคอย ควบคุม และไม่ใช่เพราะไม่มีองค์การ เช่นองค์การสหประชาชาติ ; แม้มีองค์การเช่น องค์การสหประชาชาติ มันก็ยังมีไม่ได้อยู่นั่นเอง เพราะว่ามันขาดธรรมะ, ไม่ใช่เพราะ ไม่รู้, ไม่ใช่เพราะไม่มีใครคอยห้ามปราม, ไม่ใช่เพราะไม่มีองค์การที่มีหน้าที่อย่างนี้, นี่ไม่ใช่ทั้งนั้น. การละเมิดสิทธิมนุษยชนมี เพราะคนขาดธรรมะ นี้เป็นตัวอย่างซึ่งอาตมา ได้กล่าวไปว่า อะไร ๆ ที่เราต้องการจะให้มีหรือกำลังขวนขวายจะให้มี มันมีไม่ได้เพราะ ขาดธรรมะเพียงอย่างเดียว ถ้ามีธรรมะเสียเพียงอย่างเดียวเท่านั้น สิ่งที่เราปรารถนา หรือควรจะใฝ่ฝันนั้น ก็จะมีเป็นอย่างยิ่ง ครบถ้วนบริสุทธิ์บริบูรณ์.
น.287 ขอย้ำเรื่องคำว่า "ประชาธิปไตย" อีกสักครั้งหนึ่ง ทั้งนี้ได้กล่าวบ้างแล้ว เมื่อวานนี้ ว่าความเป็นประชาธิปไตยนั้น เป็นสิ่งที่เทิดทูนบูชายกย่องเรียกร้องกันนักหนา ในสมัยนี้ แต่แล้วก็เรียกร้องกันไปอย่างละเมอ อย่างคนละเมอ เพราะว่าเรียกร้องไปตาม กิเลสตัณหาของตน ต้องการประชาธิปไตยตามกิเลสตัณหาของตน ไม่ใช่ประชาธิปไตย ที่ถูกต้องของธรรมชาติ กล่าวคือธรรมะ. ทำไมไม่เรียกว่า ธรรมาธิปไตย แต่ไปเรียกว่า ประชาธิปไตย . ลอง เปรียบเทียบคำสองคำนี้ดู ว่ามันมีความหมายแตกต่างกันอย่างไร และอะไรน่าอันตราย กว่า. เมื่อพูดว่าประชาธิปไตย ก็เอาประชาชนเป็นใหญ่ ; เมื่อพูดว่าธรรมาธิปไตย ก็เอาธรรมะเป็นใหญ่. การเอาประชาชนเป็นใหญ่นั้น มันยังกำกวมและอันตราย เพราะเรายังรู้ไม่ได้ว่าประชาชนนั้นเป็นคนดีหรือคนเลว ; ถ้าประชาชน เป็นคนเลว ขาดธรรมะ แล้ว สิ่งที่ทำไปโดยประชาชน เพื่อประชาชน ของประชาชนนั้น ก็คือการ ทำโลกนี้ให้เป็นนรกนั้นเอง ไม่มีความหมายอะไรเลย เพราะว่าขาดธรรมะ ; แต่ถ้า มีธรรมะแล้ว ก็ทำโลกนี้ให้เป็นสิ่งประเสริฐวิเศษ เป็นสังคมที่วิเศษที่สุดของบรรดาสัตว์ ทั้งหลาย. ทีนี้เราดูให้ดี เราจะเห็นได้ว่า ประชาชนในโลกสมัยนี้ กำลังตกเป็นทาส ของวัตถุนิยม หนักขึ้น ๆ อย่างรั้งไว้ไม่อยู่. เมื่อ ประชาชนทั้งหมดเป็นทาสของวัตถุ- นิยมแล้ว ประชาธิปไตย ก็มีความหมายแต่เพียงว่า ช่วยกันทำโลกนี้ ให้เป็น ทาสของวัตถุเร็ว ๆ เข้าเท่านั้นเอง และผลที่จะเกิดขึ้นก็คือ การเบียดเบียน เพราะว่า วัตถุเป็นที่ตั้งแห่งความลุ่มหลง ปราศจากธรรมะแล้ว ยิ่งมีความลุ่มหลงมาก ลุ่มหลง แล้วก็เห็นแก่ตัว ก็เบียดเบียนกันอย่างที่กำลังเป็นอยู่นี่. ขอให้คิดดูให้ดี ๆ ในข้อนี้ ว่าการศึกษาก็มุ่งไปแต่ทางวัตถุ การศึกษาของโลก ทั้งโลก การงานการก้าวหน้า การประดิษฐ์อะไรต่าง ๆ ทุกอย่างแห่งสมัยนี้ ล้วนแต่ เป็นการมุ่งหมายวัตถุ ทำไปเพื่อวัตถุ จนมากมายท่วมทับ เรื่องทางธรรม หรือทางศาสนา
น.288 อย่างที่จะกล่าวไม่ได้ หรือคำนวณไม่ไหว เราจึงได้เห็นแต่ภาวะที่น่าทุเรศ น่าสังเวช น่าเศร้ามากขึ้นในโลกนี้. นี่คือการก้าวหน้าของโลกในปัจจุบันนี้ ซึ่งย่อมจะแสดงอยู่แล้ว ว่าประชาชนในโลกกำลังเป็นทาสของวัตถุมากขึ้น และจะนำโลกไปสู่ความเป็นโลกนรก มากขึ้นในทางจิตทางวิญญาณ. พูดกันแต่ประชาธิปไตย แต่ก็ไม่ได้คำนึงถึงธรรมะ มันก็เป็นอย่างนี้. เพราะฉะนั้นอาตมาคิดดูดีเต็มที่แล้ว ก็อยากจะขอกล่าวว่า ประชาธิปไตย ของโลกสมัยนี้ สู้ประชาธิปไตยในสมัยโบราณ ในประเทศอินเดีย เช่นของพวกลิจฉวี ก็ไม่ได้. ท่านจงพยายามศึกษาค้นคว้าหาเรื่องราว ในทางประวัติศาสตร์มาอ่าน ว่าใน สมัยพุทธกาลนั้น รัฐเล็ก ๆ ที่เป็นประชาธิปไตย ก็มีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกลิจฉวี มีความเป็นประชาธิปไตยที่น่าดู ยิ่งกว่าสมัยนี้อย่างมากมาย. . นี่แหละคิดดูให้ดีเถิดว่า ความเป็นประชาธิปไตยนั้น ไม่ใช่ของใหม่ มีมาแต่โบราณ แม้ในครั้งพุทธกาลก็ได้มีแล้ว อย่างดีที่สุด. ขอยืนยันให้ไปศึกษาเอาจากเรื่องราวของพวกลิจฉวี ในประเทศอินเดีย ในสมัยนั้น. และแม้จะย้อนหลังไปดูเรื่องราวดังที่กล่าวไว้ใน กาสิกวรรค ทีฆนิกาย เป็นต้น ก็ยังพบว่า คนรู้จักประชาธิปไตยกันมาแล้ว ตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ แต่ไม่บอกได้ว่าหลายแสนปีหรือหลายล้านปี แต่ว่าดึกดำบรรพ์ คือตั้งแต่สมัยแรกที่ มนุษย์เริ่มมีความรู้สึกว่า จะต้องพร้อมใจกันมอบอำนาจให้บุคคลที่ดีที่สุด เป็นผู้ปกครอง แล้วก็เปลี่ยน ได้ตามความต้องการของตน. นี้เราจะเห็นได้ว่า ความเป็นประชาธิปไตยของสัตว์โลก ในโลกนี้มิได้ดีขึ้น แต่เลวลง และแม้ยิ่งจะพูดกันมากใน สมัยนี้ ก็เป็นประชาธิปไตยชนิดที่เป็นทาสของ วัตถุ เป็นเรื่องที่เลวร้ายยิ่งไปกว่าประชาธิปไตยในสมัยพุทธกาล หรือก่อนพุทธกาล นานไกล. นี่แหละดูเถิด คำว่าประชาธิปไตยมีความหมายอะไร ถ้าปราศจากสิ่งที่ เรียกว่าธรรมะ.
น.289 นี้เราลองดูให้กว้าง ๆ ออกไปว่า ถ้าเป็นธรรมาธิปไตยแล้ว ก็หมด ปัญหา จะใช้ระบบไหนก็ตาม ถ้าธรรมะเข้าไปเกี่ยวข้องแล้ว ก็เป็นธรรมาธิปไตยไปหมด. สมมติว่า จะใช้ระบบเผด็จการ ผู้เผด็จการเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมอย่างยิ่งแล้ว ก็ไม่ เป็นเผด็จการไปได้ มันก็เป็นธรรมาธิปไตยอยู่นั่นเอง หรือเราจะใช้ระบบประชาธิปไตย อย่างที่ใช้ ๆ กันอยู่นี่ ถ้าทุกคนที่มีสิทธิ์มีเสียง ที่จะออกเสียงเป็นผู้มีธรรมะแล้ว มันก็ กลายเป็นธรรมาธิปไตยไปหมด ฉะนั้นขอให้ถือว่า โลกนี้จะรอดได้เพราะความเป็น ธรรมาธิปไตย ไม่ใช่อธิปไตยอย่างไหนเลย. ขอให้คิดดูให้ดี ๆ ว่า ธรรมะมีความสำคัญแก่โลกถึงขนาดนี้ เราชาวพุทธ- สมาคมต้องการธรรมะ ต้องการที่จะให้ธรรมะแพร่ไปทั่วโลก เราก็จะต้องรู้คุณค่าของสิ่ง ที่เรียกว่าธรรมะ ถึงขนาดนี้ : ถ้าทุกคนขาดธรรมะแล้ว ประชาธิปไตยก็คือการทำ โลกนี้ ให้เป็นโลกของนรก คือเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน. ลองคิดดูว่า ถ้า ประชาธิปไตยของบุคคลที่เป็นทาสของวัตถุ มันก็หมายความว่า ในโลกนี้ก็มีคนสองพวก คือคนมั่งมีหรือนายทุนพวกหนึ่ง และคนยากจนอีกพวกหนึ่ง โลกนี้มีแต่นายทุนกับคน ยากจน ที่จะต้องต่อสู้กันไปไม่มีที่สิ้นสุด เป็นวิกฤตกาลถาวร. ทีนี้ถ้าสมมติว่า ธรรมะมี ธรรมะเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ความเป็นนายทุนก็หาย ไป ความเป็นกรรมกรก็หายไปจะเหลือแต่บิดากับบุตร มนุษย์ในโลกจะเหลืออยู่เพียง ๒ จำพวกคือ บิดากับบุตร. ผู้ที่มีทรัพย์ มีอำนาจ มีอะไรเป็นผู้เข้มแข็งนั้น ตั้งอยู่ ในฐานะเป็นบิดา, และผู้ที่ยากจนอ่อนแอกว่า ก็ตั้งอยู่ในฐานะเป็นบุตร. คำที่น่าสนใจคำหนึ่ง ที่ใช้กันอยู่ในภาคเหนือ คือคำว่า พ่อเลี้ยง หรือ แม่เลี้ยง ก็ตาม เข้าใจว่าแต่เดิมจะมีความหมายวิเศษที่สุด คือเป็นเครื่องรางอันศักดิ์สิทธิ์ ที่จะป้อง กันลัทธินายทุนไม่ให้เกิดขึ้นในโลก. ความเป็นพ่อเลี้ยง แม่เลี้ยงนี้ มีลักษณะเป็น
น.290 บิดามารดา ไม่ใช่นายทุน. ถ้าขนบธรรมเนียมประเพณีนี้ ยังมีอยู่แล้วจะวิเศษที่สุด จะ ไม่มีนายทุนและกรรมกรเกิดขึ้นเพื่อต่อสู้กัน, จะมีแต่บิดากับบุตรที่อยู่กันอย่างผาสุก. ผู้ที่เป็นพ่อเลี้ยงแม่เลี้ยงนั้นก็คือผู้ที่อุ้มชูผู้ที่เป็นบุตร กรรมกรหรือคนที่ยากจนนั้น เป็นผู้ที่ ถูกอุ้มชู. คนเราในโลกนี้จะเสมอกันไม่ได้ ใครจะมาพูดว่า จะทำให้คนทุกคนเสมอภาค กันนี้ จะเป็นคนบ้า แม้จะมีปัญหาว่าโลกกำลังระส่ำระสาย เพราะความเป็นอยู่ของคน ไม่เท่ากัน เราจะต้องจัดกระทำไปในลักษณะที่ให้คนมีอะไรเท่า ๆ กัน โลกนี้จะมีสันติภาพ นี้ก็คือคนบ้า. เพราะว่าไม่สามารถจะจัดคนให้เหมือนกันได้ อย่างที่พระพุทธเจ้าท่าน ตรัสว่า สัตว์ทั้งหลายต้องเป็นไปตามกรรม กรรมจะจำแนกสัตว์ทั้งหลายให้เป็น ประเภท ๆ ไป โดยส่วนใหญ่ก็คือ จะมีผู้ที่มีกำลัง มีอำนาจเข้มแข็ง และจะมีผู้หย่อน อำนาจและอ่อนแอ เพราะว่าร่างกายก็ไม่เหมือนกัน มันสมองก็ไม่เหมือนกัน สติปัญญา ก็ไม่เหมือนกัน อะไร ๆ ก็ไม่เหมือนกัน มันจึงต้องต่างกัน เมื่อต่างกันแล้วจะแก้ปัญหา นี้อย่างไร มันก็ ต้องแก้ปัญหาด้วยคนที่เข้มแข็งกว่าช่วยคนที่อ่อนแอ เมื่อเป็นได้ อย่างนี้ ก็ไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น ในการที่โลกนี้จะมีความวุ่นวาย. ลัทธิพุทธศาสนา เรียกหาความเสมอภาคนั้น หมายถึง ความเสมอภาค ตามสัดตามส่วนแห่งความสามารถ. พวกที่มีสติปัญญาน้อยก็เป็นกรรมกร เขาก็ได้รับ สิทธิหน้าที่สมส่วนไป แล้วพวกที่มีสติปัญญามาก ก็เป็นเจ้าของงานเจ้าของทรัพย์สมบัติ นี้ก็เรียกว่ามีสิทธิ์ มีหน้าที่สมสัดสมส่วนไปแล้ว. แต่ว่านั้นยังไม่พอ มันต้องมีธรรมะ เข้ามาให้รู้ว่า เมื่อมีความเหลื่อมล้ำกันอยู่อย่างนี้แล้ว มันก็ต้องประพฤติให้ถูกต้องตามที่ ธรรมชาติต้องการ คืออย่าให้เป็นปัญหาเกิดขึ้นมาได้ ฉะนั้น จึงมีธรรมะในข้อที่ว่า คนที่เข้มแข็งต้องช่วยคนที่อ่อนแอ โดยที่เราไม่ต้องมีอะไรเสมอกันในทางวัตถุ.
น.291 ๒๖๔ ถ่ายธรรมบุตร เดี๋ยวนี้กำลังเรียกร้องความเสมอกันในทางวัตถุ และต่อสู้เพื่อเหตุนี้ โลกนี้ จึงวุ่นวาย พุทธศาสนาจะเหมือนกับลัทธิคอมมูนิสม์ไม่ได้ ก็ที่ตรงนี้ คือตรงที่ พุทธศาสนา จะยังคงยืนยันข้อที่ว่า ทุกคนจะเสมอกันไม่ได้ และผู้ที่เข้มแข็งกว่าหรือสูงกว่า จะ ต้องช่วยเหลือคนที่อ่อนแอ หรือต่ำกว่าเสมอไป. เราก็สรุปความได้ว่า ถ้าโลกนี้มีแต่นายทุนกับกรรมกร ก็เป็นโลกของสัตว์ นรก, ถ้าโลกนี้มีแต่บิดากับบุตร ก็เป็นโลกของพระศรีอาริย์. ความเป็นบิดากับ บุตรจะเสมอกันไม่ได้ แต่แล้วมันก็ยังมีความเป็นโลกของพระศรีอาริย์ได้ โดยที่ทุกคน ยินดีตามที่กรรมจัดสรรให้ ว่าตนจะต้องอยู่ในสถานะอย่างไร และผู้ที่อยู่ในสถานะ ที่เข้มแข็งกว่า ก็ช่วยเหลือคนอ่อนแอเสมอไป ซึ่งเป็นความมุ่งหมายของธรรมะ ตาม กฎของธรรมชาติ. นี่แหละท่านทั้งหลาย จะมองเห็นได้ว่าความสำคัญมันขึ้นอยู่กับคำว่า ธรรมะ เพียงคำเดียว ขาดธรรมะแล้วมนุษย์ก็ไม่เป็นมนุษย์ โลกนี้ก็เป็นโลกของสัตว์นรก ไปทันที, มีธรรมะแล้ว โลกนี้ก็เป็นสวรรค์ หรือเป็นโลกของพระศรีอาริย์ไปได้ ทันที มันขึ้นอยู่กับคำว่าธรรมะเพียงคำเดียวอย่างนี้. ทีนี้มันก็มีปัญหาต่อไปว่า มันเป็นธรรมะจริง หรือว่าธรรมะปลอม เดี๋ยวนี้คนทุกคนเขาก็อ้างว่ามีธรรมะ ไม่ว่าคนพวกไหน ชาติไหน ภาษาไหน องค์การไหน ก็อ้างธรรมะด้วยกันทั้งนั้น. พูดถึงความเป็นธรรม พูดถึงความจริง พูดถึงความยุติธรรม ความถูกต้องกันทั้งนั้น รวมความว่าพูดถึงธรรมะกันทั้งนั้น แต่ แล้วก็ต้องดูให้ดีว่า มันเป็นธรรมะจริงหรือธรรมะปลอม. หากธรรมะที่ประกอบอยู่ด้วยความเห็นแก่ตัว ตั้งรากฐานอยู่บนความเห็นแก่ตัว แล้ว เป็นธรรมะปลอมทั้งนั้น ; แม้ว่ามันจะเป็นไปตามกฎธรรมดาสามัญ. ดังตัวอย่างที่
น.292 ยกมาให้เห็นข้างต้นว่า การเรียกร้องสิทธิมนุษยชนนี้ มันเป็นธรรมะความเห็นแก่ตัว ถ้ามันขาดธรรมะจริงแล้ว มันจะมีไม่ได้ ; มีธรรมะจริงแล้ว ไม่มีความเห็นแก่ตัวแล้ว ก็ไม่ต้องเรียกร้อง ไม่มีใครละเมิดสิทธิของใคร. ธรรมะจริงเป็นไปตามกฎของธรรม- ชาติ อย่างบริสุทธิ์ผุดผ่อง, ธรรมะปลอมก็คือ เป็นไปตามอำนาจของความคิดนึก ของบุคคลผู้มีความเห็นแก่ตัว. ทีนี้เรามีปัญหากันที่ว่าจะศึกษาอย่างไร ทำความเข้าใจกันอย่างไร ในเรื่อง ธรรมะจริง ธรรมะปลอม อาตมาก็ขอสรุปอย่างที่เคยสรุปแล้ว สรุปอีกว่า จงเอาความ เห็นแก่ตัวนั่นแหละเป็นหลัก เอาความเห็นแก่ตัว หรือความไม่เห็นแก่ตัวนั่นแหละ เป็นหลัก. ถ้ามันตั้งเค้าเงื่อนขึ้นมาจากความเห็นแก่ตัวแล้ว ถ้าเป็นธรรมะปลอม ก็จะต้องแก้ไขให้ถูกต้อง โดยทำลายความเห็นแก่ตัวให้น้อยลงไป น้อยลงไป น้อยลงไป จนหมดสิ้น, ธรรมะปลอมก็จะกลายเป็นธรรมะจริงขึ้นมาได้. อย่างทำบุญไปสวรรค์ อย่างนี้เป็นธรรมะจริงหรือธรรมะปลอม, ตาม ความรู้สึกของอาตมาเห็นว่าเป็นธรรมะปลอม, เพราะมีความเห็นแก่ตัว ค้ากำไรเกินควร มันก็เป็นเรื่องธรรมะปลอม แต่ว่าเราแก้ไขได้ โดยเปลี่ยนเป็นว่าทำบุญนี้เพื่ออะไร ? เพื่อทำลายความเห็นแก่ตัว ให้ไปเห็นแก่ผู้อื่น ทำบุญลงไปเท่าไรก็คือขว้างความเห็น แก่ตัวออกไปเท่านั้น มันมีความเห็นแก่ตัวน้อยลงไป จนหมดความเห็นแก่ตัว มันก็ เป็นการทำบุญที่แท้จริงยิ่งขึ้นมา จากการทำบุญเอาหน้า จากการทำบุญ ไปสวรรค์ จาก การทำบุญอะไรที่เป็นการเห็นแก่ตัวนั้น มาเป็นการกระทำเพื่อทำลายความเห็นแก่ตัว เพื่อไม่มีตัว เพื่อเห็นแก่ผู้อื่น. นี้เรียกว่าเราจะต้องระวังกันให้มากในฐานะที่เป็นผู้ ต้องการธรรมะ และต้องการเผยแผ่ธรรมะให้มันถูกธรรมะจริง. เดี๋ยวนี้น่าเป็นห่วงที่ว่าอะไร ๆ ภายใต้ชื่อว่าธรรมะนี้ มันจะเป็นของปลอม ไปหมดแล้ว. จะยกตัวอย่างที่เคยยกซ้ำ ๆ ซาก ๆ อีกว่า เรื่อง สปีริตของนักกีฬา
น.293 ที่เราต้องการกันนักหนา ความเป็นนักกีฬานี้ เราต้องการกันนกหนา เพราะว่าความเป็น นักกีฬาโดยแท้นั้น มันหมายถึงไม่เห็นแก่ตัวเป็นเครื่องมือทำลายความเห็นแก่ตัว เราจึง จัดการเล่นกีฬาขึ้นมา เพื่อเป็นบทเรียนสำหรับฝึกฝนความไม่เห็นแก่ตัว ระเบียบหรือ ความนิยมอะไรก็ตาม ที่เนื่องจากการกีฬาแล้ว ต้องตั้งรากฐานอยู่บนรากฐาน คือ ความไม่เห็นแก่ตัว มันจึงจะเป็นกีฬาบริสุทธิ์ หรือเป็นธรรมะ. แต่เดี๋ยวนี้เป็นอย่างไร ท่านทั้งหลายลองพิจารณาดูที่สนามกีฬานั้นแหละ คือที่พอกพูนความเห็นแก่ตัว เพื่อฝึกความเห็นแก่ตัว. ในสนามกีฬานั้นแหละมีคำว่า แก้แค้น มีการกระทำที่เป็นการแก้แค้น อย่างนี้มันหมดความหมายของความเป็นนักกีฬา เสียแล้ว คือ ถ้ามีความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ เสียหน้า ละอาย เหล่านี้เป็นต้น นี้ หมดความ เป็นนักกีฬาเสียแล้ว. และเมื่อชนะก็รับถ้วยชนะนั้นมาเชิดชู ยกหูชูหางวิ่งไปรอบ ๆ สนามกีฬา นี้มันก็หมดความเป็นนักกีฬาแล้ว. การเล่นกีฬาทีไรก็เป็นการเพิ่มความเป็นอันธพาล ความเป็นนักกีฬา มันจึงหมดไป มันจึงได้รับผลจากการกีฬาตรงกันข้าม คือสร้างความเป็นอันธพาลขึ้นมา ในสนามกีฬานั้น และมีผลเป็นอย่างไร มีปรากฏการณ์เป็นอย่างไร ท่านก็เห็นกัน อยู่แล้ว ทราบกันอยู่แล้วในหน้าหนังสือพิมพ์ หรือในอะไรก็ตาม. อย่างในที่สุด ที่เรา พูดกันมากในเวลานี้ก็คือ เรื่องระเบิดขวด อย่างนี้เป็นต้น นั่นคือ เป็นผลที่ผลิตออก มาจากสนามกีฬาในที่สุด แล้วจะมีประโยชน์อะไร. สมัยก่อนการกีฬานั้นไม่มีแพ้ไม่มีชนะ นี่เป็นการฝึกธรรมะโดยตรง ไม่มีความรู้สึก ว่าแพ้หรือชนะนี้เป็นธรรมะอย่างยิ่ง. เพราะว่าผู้แพ้ก็ต้องนอนเศร้าเสียใจ เป็นทุกข์ ผู้ชนะก็ถูกอาฆาตถูกจองเวร ฉะนั้นอย่าเป็นผู้แพ้ และผู้ชนะเลย จะนอนเป็น สุข พระพุทธเจ้าท่านว่าอย่างนี้ นั้นแหละคือ sporting spirit ของพระพุทธเจ้า ที่ได้ตรัส ยืนยันไว้เป็นพระพุทธภาษิต คือความไม่มีแพ้และไม่มีชนะ.
น.294 ทีนี้ เราไ ปแย่งความชนะกันในสนามกีฬา พอกพูนนิสัยความเป็น อันธพาล ; แม้ที่สุดคำที่เอามาพูดจากันเกี่ยวกับกีฬาก็เป็นคำผิดพลาดไปหมด ในวิทยุ กระจายเสียง ของสถานีที่มีเกียรติ ส่งกระจายข่าวเกี่ยวกับกีฬามีคำว่า แก้แค้น มีคำว่า เสียหน้า มีคำอะไรที่เป็นในเรื่อง ที่ไม่ใช่นักกีฬาทั้งนั้น. นี่ก็แปลว่าลืมตัวกันไป หมดแล้ว ทั้งในสนามกีฬาและทั้งในวิทยุกระจายเสียง, ความเป็นนักกีฬาก็เลยสูญไป จนหมดสิ้น เพราะไม่มีธรรมะ เพราะขาดธรรมะ. นี่ก็เรียกว่าสิ่งที่เคยเทิดทูนบูชากันนักหนา คือความเป็นนักกีฬานั้น มันสูญ สิ้นไปจากโลก. จะเป็นการแข่งขันภายในประเทศก็ดี ระหว่างชาติก็ดี ล้วนแต่เป็น อย่างเดียวกันทั้งนั้น, มีหลักฐานปัจจุบันยืนยันไม่ต้องแก้ตัว. ก็เป็นอันว่าโลกกำลัง หมดความเป็นนักกีฬามากขึ้นทุกที คำว่ากีฬาไม่มีความหมายอะไรมากไปกว่า เป็นที่ สำหรับสร้างความเป็นอันธพาล มนุษย์ก็หมดที่พึ่ง. นี้ก็เป็นตัวอย่างอันหนึ่ง ที่ว่าขาด ธรรมะแล้วไม่มีความเป็นนักกีฬา ในโลกนี้. ทีนี้ขออภัยที่ว่า จะยกตัวอย่างสักอันหนึ่ง เกี่ยวกับธรรมะ ให้ใกล้ตัวเข้ามา ที่สุดว่า ธรรมะในความเป็นสามีภรรยา ธรรมะในความเป็นผัวเมีย นี้อาจจะเป็นสิ่งที่ ท่านทั้งหลายยังไม่อาจเคยคิดก็ได้. ถ้าถือตามหลักธรรมะหรืออารยธรรมในประเทศ อินเดีย ซึ่งเป็นบ่อเกิดของพระพุทธศาสนา เขาถือว่าทุกระดับทุกตอนของชีวิต เป็นการ ประพฤติธรรมะ. มนุษย์เกิดมาจะต้องมีวิวัฒนาการเจริญขึ้นตามลำดับเป็นขั้นเป็นตอน เป็น ตอน ๆ ไป, ทุก ๆ ขั้นทุก ๆ ตอน, มีธรรมะหรือเป็นการประพฤติธรรมะ. เช่น เด็กเกิดมาก็ต้องประพฤติธรรมะของเด็ก มีโอกาสที่จะประพฤติธรรมะของเด็ก, เป็น คนหนุ่มคนสาวก็มีโอกาสจะประพฤติธรรมะของความเป็นหนุ่มเป็นสาว, เป็นสามีภรรยา
น.295 ก็เป็นโอกาสที่จะประพฤติธรรมะของความเป็นสามีภรรยา จะกระโดดข้ามไปเสียไม่ได้ และจะเว้นเสียก็ไม่ได้ เพราะธรรมชาติกำหนดไว้อย่างนั้น ว่าคนจะต้องมีวิวัฒนาการอย่าง ถูกต้องไปตามลำดับ จึงจะถึงจุดหมายปลายทาง กล่าวคือพระนิพพาน. เดี๋ยวนี้ ความเป็นผัวเมียนี่ ไม่มีใครคิด ไม่มีใครนึกว่าเป็นเรื่องของธรรมะ หรือเป็นโอกาสแห่งการประพฤติธรรมะ, มันก็กลายเป็นเรื่องกิเลสตัณหาไปเสียเท่านั้น เอง ถ้าเราจะพิจารณาดูให้ดี ก็จะเห็นได้ว่า ทุกขั้นทุกตอนของชีวิต มีความจำเป็นที่ จะต้องมีธรรมะ ระบบใดระบบหนึ่ง. ในความเป็นสามีภรรยานั้น ยิ่งมีธรรมะที่ ประพฤติได้ยาก ; เพราะว่าความเป็นสามีภรรยานี้ มองกันไปแต่ในแง่ของกิเลสตัณหา ไปเสียหมด, ไม่ได้มองไปว่านั้นก็เป็นบทเรียนบทหนึ่ง ที่จะต้องสอบไล่ให้ได้ดี แล้ว ผ่านไปให้ได้ดีที่สุด. ท่านจงไปคิดเสียใหม่ว่า การที่ต้องมีการสมรสเป็นสามีภรรยานี้ เป็นบทเรียน บทหนึ่งที่จะต้องเรียนให้ดี และจะต้องสอบไล่ให้ได้ให้ดี จึงจะเป็นผู้ที่ก้าวหน้าไปตามทาง ของธรรมะ มีนิพพานเป็นจุดหมายปลายทาง. ฉะนั้นเราต้องพูดว่า การแต่งงานก็คือการ เลื่อนชั้นของชีวิต ในทางการศึกษา และการปฏิบัติขั้นหนึ่ง เพื่อให้มนุษย์ได้เดินไป ก้าวหน้าไปตามลำดับ กว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง. ถ้าว่าการแต่งงานเพื่อการมีบุตร มีบุตรนี้เพื่อทำอะไร เพื่อไว้หลงรักหวงแหน หรือไว้เป็นวัตถุสำหรับการประกวดประชันกัน อย่างนั้นหรือ? ลองคิดดูให้ดี ถ้าถือ ตามหลักธรรมะ ก็จะต้องถือว่า มีบุตรก็เพื่อจะสืบต่อการปฏิบัติธรรมะในโลกนี้ไว้ อย่าให้ขาดสายได้. ถ้าบิดามารดายังไม่สามารถเข้าถึงนิพพานได้ด้วยตนเอง ก็ทิ้งบุตรไว้ให้เดิน ต่อไป จนกว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง คือ นิพพาน. ฉะนั้นการแต่งงานก็เป็นการสืบต่อ,
น.296 การแต่งงานเพื่อมีบุตรก็เป็นการสืบต่อการประพฤติธรรมะของคนเรา อย่าให้ขาดตอน ลงได้. โดยส่วนตัวก็ตาม โดยส่วนรวมก็ตาม มีบุตรสืบต่อเราไว้ ในโลกนี้ก็มีผู้ปฏิบัติ ธรรมะต่อไป, หรือพ่อแม่ถึงธรรมะสูงสุดไม่ได้ ก็มอบหมายให้บุตรเดินต่อไปให้ถึง ธรรมะที่สูงสุด. นี้เรียกว่าเป็นเรื่องของธรรมะ มันเป็นภาระของธรรมชาติที่กำหนดขึ้น ว่ามนุษย์จะต้องดีขึ้น ๆ เป็นลำดับไป. มองดูอีกแง่หนึ่ง เรื่องภาระหรือหน้าที่ที่มนุษย์จะต้องทำ. มนุษย์เกิดมา เพื่อทำหน้าที่ ไม่ใช่เกิดมาเปล่า ๆ. ขอให้ถือว่า มนุษย์ทุกคนเกิดมาเพื่อทำหน้าที่ ของมนุษย์. อย่าได้คิดเป็นอย่างอื่น ไม่ต้องคิดจะหลีกเลี่ยงหรืออะไรทำนองนั้น. ถ้ามีสามีหรือมีภรรยาก็ตามก็เพื่อจะช่วยแบ่งเบาภาระให้มันเบาลง หรือให้มันน้อยลง ๕๐% มันดีกว่าที่จะทำคนเดียว ๑๐๐% มีผู้แบ่งเบาภาระ ๕๐% ต่อกันและกัน ; อย่างนี้มันก็ ยังเป็นธรรมะ ยังเป็นการสมรสหรือการแต่งงานที่ประกอบไปด้วยธรรมะ. เพราะ ฉะนั้น การที่มีการแต่งงาน หรือการสมรส เพื่อประโยชน์แก่กามรสอย่างเดียวนั้น มันเป็นขบถ, เป็นขบถต่อธรรมะ มันเป็นการขบถต่อธรรมชาติ. นั่ นแหละ คือเรื่องฝืนธรรมชาติ นั่นแหละคือเรื่องไม่เป็นธรรมะ. ขอให้พิจารณาดู การสมรสของคนสมัยนี้ดูจะไม่ประกอบไปด้วยธรรมะ มากขึ้น เป็นการขบถต่อธรรมะมากขึ้น โลกมันจึงเป็นอย่างนี้ ไม่มีใครแต่งงานด้วย คิดว่าจะเป็นการแบ่งเบาภาระ ๕๐% หรือว่าแต่งงานเพื่อมีบุตรไว้สืบต่อการประพฤติ ธรรมะของมนุษย์เอาไว้; หรือว่าในตัวการสมรสมีความเป็นผัวเมียนั่นแหละ คือการ ปฏิบัติธรรมะอย่างยิ่งและโดยตรง เป็นการกระทำที่ถ้าทำได้ดีแล้ว เป็นบุญกุศลยิ่งกว่า บุญกุศลอย่างอื่นที่กำลังหลงกันอยู่อีก. เพราะว่าถ้ามีชีวิตสมรสอันถูกต้อง มันจะ ก้าวหน้าไปในทางสูง ซึ่งจะมีความรู้สึกเบื่อหน่ายคลายกำหนัด เป็นไปเพื่อดับเพื่อหยุด ได้จริง. แต่ถ้ามัวไปหลงใหลแต่ในเรื่องนี้มันก็ไม่ก้าวหน้า.
น.297 จงคิดดูเถิดว่า แม้ในความเป็นสามีภรรยาก็ยังเป็นสิ่งที่จะต้องประกอบอยู่ด้วย ธรรมะ นี้เป็นเพียงตัวอย่างบางอย่างในหลาย ๆ อย่างที่จะเอามาเป็นตัวอย่างไม่ไหว เพราะ มันมากเกินไป จึงยกเอาตัวอย่างเฉพาะที่จะมักมองข้ามเสีย ไม่เห็นว่าทั้งเนื้อทั้งตัว ต้องประกอบด้วยธรรมะทุกเวลานาทีแต่ต้นจนปลาย, ในชีวิตนี้ต้องประกอบไปด้วย ธรรมะ ทุกอย่างจึงจะเป็นไปด้วยดี ทั้งโดยส่วนตัวและส่วนรวม. แม้ที่สุดแต่การ ประกอบกิจกรรมในระหว่างเพศ ก็ต้องประกอบไปด้วยธรรมะ จึงจะเป็นไปอย่างถูกต้อง ตามที่ธรรมชาติต้องการ เป็นไปเพื่อวิวัฒนาการของมนุษย์ ไปสู่จุดสูงสุดที่มนุษย์จะพึง ถึงได้. ไม่มีอะไรแล้วที่ไม่จำเป็น จะต้องมีธรรมะ ล้วนแต่จะต้องเกี่ยวข้อง กันอยู่กับธรรมะทั้งนั้น. นี้เป็นตัวอย่างที่ขอให้ท่านทั้งหลายเอาไปนึกไปคิดให้ดี แล้วก็จะตอบได้เองว่า ธรรมะ ทำไมกัน, ธรรมะทำไมกัน, ธรรมะทำไมกัน. คนที่ ไม่สนใจก็จะต้อง พูดว่า ธรรมะ ธรรมเมอะ ทำไมกัน แล้วตัวเองก็ไม่รู้ว่าตัวนั้นเกิดมา ทำไม จึงไม่มีความเข้าใจอะไร ๆ หมด ในเรื่องเกี่ยวกับชีวิตจิตใจของตัวเอง. นี้เรียก ว่าเป็นคนที่มืด ที่บอด หรือมีอวิชชาเป็นอย่างยิ่ง เพราะขาดธรรมะ. ทีนี้ข้อที่จะขอร้องให้สนใจเป็นพิเศษอีก ก็มีอยู่ในข้อที่ว่า เรามีความเข้าใจ ผิดกันอยู่อย่างหนึ่ง เกี่ยวกับธรรมะที่ถูกแบ่งชั้น พวกเรานี้เองเป็นคนไปแบ่งธรรมะ ให้เป็นชั้นนั้นชั้นนี้ ให้เป็นระดับนั้นระดับนี้. ดูความเก่งกล้าอย่างบ้าหลังของคนซิ ที่กล้าไปแบ่งธรรมะเอาตามชอบใจของตน. มันเรื่องความเห็นแก่ตัวทั้งนั้น. พระพุทธ- เจ้าได้ตรัสธรรมะไว้ในฐานะเป็นของสำหรับคนทุกคนที่จะต้องปฏิบัติอย่างเดียวกัน ไม่มีทางที่จะกล่าวว่า คนหนึ่งปฏิบัติไปทางหนึ่ง คนหนึ่งปฏิบัติไปอีกทางหนึ่ง. อย่างว่าฆราวาสปฏิบัติไปในทางโลกิยะ ไปตามโลก และภิกษุปฏิบัติไปตามทางโลกุตตระ ไปเหนือโลก แยกทางเดินอย่างหันหลังให้กัน อย่างนี้เป็นคำพูดที่บ้าบอที่สุด ขออภัย ที่ใช้คำอย่างนี้เพื่อกันลืม.
น.298 คำว่า โลกิยะ โลกุตตระ นี้ เป็นคำที่ว่าเอาเองทีหลัง. พระพุทธเจ้า ตรัสว่า ถ้าคำของตถาคตแล้วต้องเป็นโลกุตตราทั้งหมด จะต้องเป็นไปเพื่ออยู่เหนือ โลก หรือชนะโลกทั้งนั้น. อย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกคนกำลังชนะโลก ทุกคน กำลังพ่ายแพ้แก่โลก และผู้พ่ายแพ้แก่โลกนี้ จะต้องดิ้นรนพยายามเพื่อจะชนะโลก. ฉะนั้นการปฏิบัตินั้นต้องเรียกว่า โลกุตตระ คือเป็นไปเพื่อชนะโลกทั้งนั้น. ใครก็ตาม จะยังเป็นเด็ก ๆ อยู่ก็ตาม เขามีความทุกข์อย่างไร มีปัญหาอย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องของโลก เด็กคนนั้นจะต้องพยายามเอาชนะให้ได้ เอาชนะปัญหานั้น เอา ชนะสิ่งนั้นได้ คือชนะโลก. คนหนุ่มสาวจะมีกิเลสตัณหาอย่างไรก็ตาม เขาจะต้อง พยายามเอาชนะกิเลสตัณหาเหล่านั้นให้ได้ ; นี้เรียกว่าดิ้นรนเพื่อจะอยู่เหนือสิ่งที่ เรียกว่าโลกคือความทุกข์ ; พระพุทธเจ้าท่านเรียกโลกว่า คือความทุกข์ เรียกความทุกข์ ว่าโลก. แม้ การประกอบการงานอาชีพ ทำนา ทำสวน อะไรก็ตาม มันเป็นเรื่อง ของความทุกข์ ถ้าจะปล่อยไปตามบุญตามกรรม. เราจะต้องเอาชนะให้ได้ด้วยการมี จิตใจอยู่เหนือสิ่งนั้น : อย่าเป็นทาสของสิ่งนั้น อย่าเป็นทาสของวัตถุ อย่าเป็นทาส ของผลงาน อย่าทำงานเพื่อเงิน อย่างนี้เป็นต้น. จะต้องทำงานเพื่องาน มันจึง จะอยู่ในลักษณะที่ชนะโลก ขึ้นเหนือโลก. เรากำลังจมโลกอยู่แล้ว จะต้องการจม ให้มากไปทำไม ; หรือต้องการจะจมลงไปอีก มันก็เท่านั้นแหละ เพราะมันจมโลกอยู่แล้ว. หน้าที่ที่จะต้องทำคือ ดิ้นขึ้นมาให้พ้นจากโลก หรือเอาชนะโลก. เพราะ ฉะนั้นธรรมะทุกข้อทุกคำของพระพุทธเจ้า จึงเป็น โลกุตฺตรา ตถาคตภาสิตา โลกุตฺตรา สุญฺญตปฺปฏิสํยุตฺตา ท่านยืนยันอย่างนี้ทั้งนั้น ว่ามันจะต้องเป็นไปเพื่อชนะโลก ธรรมะ นี้มีไว้เพื่อทุกคน อยู่ในโลกด้วยชัยชนะ ไม่พ่ายแพ้แก่โลก. ฉะนั้นการจะก้มหัวให้ เป็นโลกิยะ จมลงไปในโลกอีกนั้น มันเป็นเรื่องของคนบ้า.
น.299 ขออภัยที่ต้องพูดตรง ๆ อย่างนี้ อย่างกันเอง มันจะต้องอยู่ในโลกเพื่อ ชนะโลก ไม่มีโลกิยะที่เป็นที่มุ่งหมายสำหรับพุทธบริษัทเลย. จะไปอยู่ในสวรรค์ ก็ดิ้นรนเพื่อจะชนะสวรรค์ จะไปอยู่นรกก็ดิ้นรนเพื่อชนะนรก จะอยู่ในโลกมนุษย์นี้ อันเต็มไปด้วยการงาน อันเหงื่อไหลไคลย้อย ก็เพื่อจะเอาชนะสิ่งเหล่านี้. ฉะนั้นจึง เป็นเรื่องที่ต่อสู้เพื่อขึ้นอยู่เหนือโลก เป็นโลกุตตระทั้งนั้น. คนชั้นหลังจะเห็นแก่ตัว หรือจะเผลอหรือจะอะไร ชอบแบ่งเป็นโลกิยะ เพื่อเป็นข้อแก้ตัวว่า คนจะได้จมโลก มากขึ้น ใครอย่ามามอง อย่ามาว่า อย่ามานินทาฉัน เพราะฉันต้องการอย่างนี้ นี่เป็น เรื่องว่าเอาเอง. หรือว่าบางทีจะใช้คำกันอีกคู่หนึ่งว่า คำว่า ปรมัตถ์ ซึ่งชอบใช้กันมาก พระพุทธเจ้าท่านแทบจะไม่ใช้คำนี้เลย คำว่า ปรมัตถ์ นี้ มันก็คือคำที่มีอยู่ หรือสิ่งที่มีอยู่ คำว่าปรมัตถ์นั้น มันคู่กันกับคำว่าโลกุตตระ. ปรมัตถ์ แปลว่า เรื่องที่ลึกซึ้งสูงสุด หรือเรื่องที่สูงสุด เรื่องบรม คือสูงสุด นี่มันเป็นเรื่องโลกุตตระ. เรื่องปรมัตถ์นี้ คนบางคนกลัว ว่าเป็นเรื่องดีเกินไป สูงเกินไป ยังไม่เกี่ยวกับเรา นี่เป็นการมองข้าม ไปเสีย ไปหลงความเห็นแก่ตัว ต้องการจะตามใจตัวเพื่อแก้ข้อครหาให้แก่ตัว จึงยอม ปัดเรื่องสูงออกไป เอาแต่เรื่องต่ำ ๆ เช่นเรื่องสมมติ. เรียกกันว่าเรื่องสมมติ เรื่อง โลก เขาจะต้องคิดดูว่า ถ้าไม่มีเรื่องปรมัตถ์แล้ว เรื่องสมมติก็มีไม่ได้ และเรื่องจริง ของจริงนั้นเป็นปรมัตถ์ ถ้าอะไรเป็นเรื่องจริง เป็นถูกต้อง ยุติธรรม เป็นของจริงแล้ว เรื่องนั้นจะเป็นของจริงของธรรมชาติ แล้วเป็นเรื่องปรมัตถ์ไปหมด. เราจะละเลย ไม่สนใจกับเรื่องปรมัตถ์นี้ มันไม่ถูก ; การที่จะสมัครไป สนใจเรื่องสมมติ กันในโลกนี้ มันเป็นเรื่องความเห็นแก่ตัว ต้องการจะต่อสู้เพื่อความ เห็นแก่ตัว ; ไม่รู้ไม่ชี้เรื่องปรมัตถ์แล้วเป็นคนโง่ที่สุด คือไม่สนใจกับเรื่องที่มีอยู่ จริง เป็นอยู่จริง เป็นอยู่กะเนื้อกะตัว ; ในเมื่อไม่เข้าใจเรื่องปรมัตถ์แล้ว เขาก็จะไม่เข้าใจ
น.300 เรื่องสมมติด้วย ; จะทำอะไรไม่ได้แม้โดยสมมติ ถ้าไม่มีความหมายของคำว่าจริงแท้อย่าง ปรมัตถ์เข้ามาเป็นเครื่องแบ่งแยก หรือชี้ให้เห็นว่านี่เป็นเรื่องจริง นี่เป็นเรื่องสมมติ. เขาจะรู้แต่เพียงเรื่องเดียว แต่เรื่องสมมติเรื่องเดียว นี้มันไม่สมบูรณ์แบบของมนุษย์. มนุษย์จะต้องมีความรู้เรื่องจริง เรื่องถูกต้องของธรรมชาติ ให้มากให้ยิ่งขึ้นเสมอไป เพื่อว่ามนุษย์จะได้มีความเป็นมนุษย์สูงขึ้น ที่เรียกว่าวิวัฒนาการ. คำว่า ธรรมะ นั้น ท่านให้คำจำกัดความว่าอย่างไร ? ขอให้ท่านทั้งหลายลอง นึกดูสักแวบหนึ่งว่า ท่านให้คำจำกัดความแก่คำว่า ธรรมะ นี้อย่างไร. บางคน จะพูดว่า ธรรมะ คือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า, อย่างนี้มันถูกนิดเดียว นิด เกินไป น้อยเกินไป ถ้าหมายแต่เพียงคำสั่งสอน ; ธรรมะ หมายถึงการปฏิบัติ และผลของการปฏิบัติด้วย พระพุทธเจ้าท่านว่าอย่างนั้น. ถ้าถือตามหลักของภาษาบาลี หรือภาษาสันสกฤตก็ตามแล้ว มันก็ยิ่งไปกัน ใหญ่, คำว่าธรรมะนี้มันจะกว้าง กินความหมด ไม่ยกเว้นอะไร, อะไร ๆ ก็เรียกว่า ธรรมะ ความผิดก็เรียกว่า ธรรมะ, ความถูกก็เรียกว่าธรรมะ, รูปธรรมก็เรียกว่า ธรรมะ นามธรรมก็เรียกว่าธรรมะ, ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ธรรมะ. ถ้าถือต ามหลักของภาษา อาตมาก็ขอร้องให้ท่านทั้งหลายเข้าใจว่า ธรรมะ นั้นคือตัวธรรมชาติทั้งหมด, ธรรมะนั้นคือกฎของธรรมชาติทั้งหมด, ธรรมะนั้น คือหน้าที่ของมนุษย์ที่จะต้องทำตามกฎของธรรมชาติทั้งหมด, ธรรมะนั้น คือผลที่ มนุษย์จะพึงได้รับจากการกระทำตามหน้าที่นั้นด้วย. รวมเป็น ๔ อย่าง อย่างนี้แล้ว หมดเลย ไม่มีอะไรเหลือ บางท่านอาจจะยังไม่เคยฟัง. ขอทบทวนอีกครั้งหนึ่งว่าตัวธรรม คำว่าธรรมะ โดยภาษาบาลีหรือสันสกฤต ก็ตาม หมายความถึงของ ๔ อย่าง คือ ธรรมชาติทั้งหมด ดิน น้ำ ลม ไฟ จิตใจ รูปธรรม
น.301 อะไรก็ตาม ตัวธรรมชาติทั้งหมดนี้เรียกว่า ธรรมะแล้ว, ในตัวธรรมชาติทั้งหมด เหล่านั้น มี กฎของธรรมชาติ เช่น ความไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เป็นต้น นี้เรียกว่ากฎของธรรมชาติ, ธรรมะคือหน้าที่ของมนุษย์ที่จะต้องประพฤติกระทำ ศีล สมาธิ ปัญญา หรือทำมาหากินอะไรก็ตาม หน้าที่ของมนุษย์ก็เรียกว่าธรรมะ, แล้ว ผลที่เกิดเป็นสิ่งต่าง ๆ ; ความสุข ความทุกข์ เป็นเงิน เป็นทอง เป็นอะไรก็ตาม นี้ยังเรียกว่าธรรมะตามเดิม. ธรรมะจึงหมายถึงอะไร ๆ หมดสิ้น ไม่ยกเว้นอะไร : คือธรรมชาติ, คือ กฎธรรมชาติ, คือ หน้าที่ตามธรรมชาติ, คือ ผลที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ, นี่เรียกว่าธรรมะหมด. แต่ว่าโดยทั่วไปในภาษามนุษย์ หมายถึงหน้าที่ ธรรมะแปลว่า หน้าที่, หมายถึงหน้าที่, ทำหน้าที่ให้ถูกต้องก็แล้วกัน เรียกว่ามีธรรมะ. ฉะนั้น ธรรมะจึงไม่จำกัดในวงแคบ ๆ แต่เพียงว่าเป็นคำพูด เป็นคำสอน เป็นตำรา หรือเป็น บันทึกอะไรเท่านั้น มันหมายถึงทุกอย่าง และที่ สำคัญที่สุดก็คือ หน้าที่. เมื่อใดทำ หน้าที่ถูกต้อง เมื่อนั้นมีธรรมะ. ทีนี้เราก็จับใจความได้ใกล้เข้ามาว่า ธรรมะคือการปฏิบัติ ที่ถูกต้อง ตามความหมายของความเป็นมนุษย์ ทุกขั้นทุกตอนแห่งวิวัฒนาการ ของคนผู้นั้น ๆ. ขอได้โปรดจดจำไว้ว่าอาตมาได้ยืนยันว่าสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ ที่เราจะต้องเข้าใจ โดยรีบด่วนนั้น คือ หน้าที่ที่จะต้องกระทำให้ถูกต้อง แก่ความเป็นมนุษย์ ทุกขั้น ทุกตอนแห่งวิวัฒนาการของผู้นั้น ๆ ตั้งแต่อยู่ในท้อง แล้วคลอดออกมาเป็นหนุ่มเป็นสาว เป็นพ่อบ้านแม่เรือน เป็นคนแก่ คนเฒ่านี้ เรียกว่าวิวัฒนาการ. การประพฤติกระทำที่ถูกต้อง แก่ความเป็นมนุษย์ทุกขั้นทุกตอน แห่ง วิวัฒนาการของเขา นั่นแหละคือธรรมะ, คือธรรมะ ที่พุทธสมาคมจะต้องมี และ
น.302 จะต้องเผยแผ่ไป. เมื่อเราระบุลงไปว่า การกระทำที่ถูกต้อง ต่อความเป็นมนุษย์แล้ว มันย่อมรวบรัดเอามา ซึ่งความรู้ หรือวิชา หรือคำสอน หรืออะไรหมดสิ้น เพราะเรา ต้องปฏิบัติให้ถูกต้อง. ทีนี้เรามักจะไปคิดเสียว่า ถ้าจะรู้ให้ถูกต้อง มันก็ต้องเรียนกันหมด ทั้ง พระไตรปิฎก, นี่คือคนที่ไม่รู้อะไร. พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่า ธรรมะที่รู้นั้นที่พระองค์ ตรัสรู้นั้นเท่ากับใบไม้ทั้งป่า แต่ที่เอามาสอนนี้เพียงกำมือเดียว ใบไม้กำมือเดียว คือ เรื่องทุกข์ กับเรื่องความดับทุกข์เท่านั้น, และว่าการที่จะรู้จักทุกข์และความดับทุกข์นั้น ต้องเรียนจากภายใน ร่างกายที่ยาวประมาณวาหนึ่ง ที่มีทั้งสัญญาและใจ ไม่ใช่เรียนจาก ห้องสมุด ไม่ใช่เรียนจากโรงเรียน. ที่ว่าเรียนจากภายในนี้หมายความว่า ความทุกข์มันมีอยู่อย่างไร ความสุขมัน มีอยู่อย่างไร มันต่างกันอย่างไร ต้องเรียนจากภายใน และยิ่งกว่านั้นต้องเรียนจาก ธรรมชาติ และใกล้ชิดกับธรรมชาติ เช่นว่ามาเดินอยู่ในสถานที่อย่างนี้มันเกิดความ รู้สึกสุขสบายบอกไม่ถูกขึ้นมา นี้เรียกว่าธรรมชาติสอนแล้ว. เราต้องเรียนจากธรรมชาตินั้น จนรู้ว่า อ้าว, เราเดินอยู่ที่นี่ ที่นี่ไม่มีอะไรเป็น ของเรา ไม่มีบ้านของเรา ไม่มีลูกไม่มีเมียของเรา ไม่มีทรัพย์สมบัติ ไม่มีความรับ ผิดชอบอะไร เรากำลังว่างจากสิ่งผูกพัน เราจึงสบาย มีความสุข. ฉะนั้นเราจึงเรียน ตัวความสุข จากธรรมชาตินั้น เรียนตัวเหตุให้เกิดความทุกข์ จากธรรมชาตินั้น, เรียน ให้รู้จักความยึดมั่นถือมั่น จากธรรมชาตินั้น, เรียนให้รู้จักความไม่ยึดมั่นถือมั่น จาก ธรรมชาตินั้น ที่ตรงนั้น นั่นเอง. อาตมาบอกทุกคนว่า ที่นี่ก้อนหินทุกก้อนพูดได้ ต้นไม้ก็พูดได้ เม็ด กรวดเม็ดทรายก็พูดได้ แต่ท่านหูหนวกและไม่ได้ยิน; มันก็เฝ้าบอกให้ว่าอะไรเป็น
น.303 ย่างไร ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตาอย่างไร นี่คือว่าเรียนจากธรรมชาติ เรียนจาก ก้อนหิน ต้นไม้ ก้อนดิน อะไรก็ตาม ต้องเรียนจากธรรมชาติอย่างนี้ โดยอาศัยร่างกายนี้ ที่มีความคิดนึกอยู่นี่ ยังไม่ตายนี่ มันน้อยยิ่งกว่ากำมือเดียว ไม่ต้องเป็นห่วงว่าจะ ต้องอ่านหนังสือเป็นหอบ ๆ หรืออะไรทำนองนั้น นั้นมันเป็นเรื่องที่ไม่รู้จักสิ้นสุด. แต่ ธรรมะที่เกี่ยวกับความเป็นมนุษย์แล้ว มันอยู่ที่จะต้องเรียนจากธรรมชาติโดยตรงแล้วไม่ มากมายเลย. ในการที่จะมีธรรมะ ก็ตาม จะเข้าถึงธรรมะก็ตาม หรือดื่มรสของธรรมะก็ตาม ไม่มีทางจะทำอย่างอื่น นอกจากเรียนเอาจากธรรมชาติ โดยเข้าไปเป็นเกลอกับ ธรรมชาติ. อย่าลืมว่า เนื้อตัวเรา ร่างกายจิตใจของเรานี้ มันก็คือธรรมชาติ, สิ่งรอบๆ ตัวเรานี้มันก็คือธรรมชาติ และมันก็ควรจะติดต่อกันได้ เข้าใจกันได้. มันจึงหมายถึงว่า ทุกอย่างมันเป็นธรรมชาติ แม้จิตใจที่จะไปเข้าใจธรรมชาติ มันก็เป็นธรรมชาติ, อะไร ๆ ก็ล้วนแต่เป็นธรรมชาติ ฉะนั้นเราจึงต้องปักใจที่จะเข้าถึงตัวธรรมชาติ ให้มากที่สุด เท่าที่จะมากได้ แล้วเราก็จะรู้ตัวธรรมะนั้น : เรียนความทุกข์จากความทุกข์ เรียนความสุข จากความสุข เรียนกิเลสจากกิเลส เรียนความไม่มีกิเลสจากความไม่มีกิเลส อย่าไปเข้าใจ ว่ายังไม่เป็นพระอรหันต์จะไม่มีกิเลสได้อย่างไร นี้มันเป็นเรื่องความเข้าใจผิด. คนบางพวกสอนว่า คนมีกิเลสอยู่ตลอดเวลา ไม่มีขาดตอน อาตมาว่าสอน ผิด เพราะพระพุทธเจ้าตรัสว่า แม้แต่อวิชชามันก็เพิ่งเกิด และเกิดเป็นคราว ๆ เมื่ออารมณ์กระทบทางตา ทางหู เป็นต้น เราเผลอไป อวิชชาก็เกิด อวิชชาไม่ได้เกิด อยู่ตลอดกาลเป็นสัสสตะ เที่ยงแท้ถาวรอย่างนั้น เราจึงมีระยะเวลาที่ว่างจากกิเลสใน วันหนึ่งหลาย ๆ ชั่วโมงนี้ พอที่จะศึกษาได้ว่า ความว่างจากกิเลสเป็นอย่างไร ? ความมี กิเลสเป็นอย่างไร ? ถ้ามีกิเลสตลอด ๒๔ ชั่วโมง ก็ต้องตายแล้ว ไม่เหลือชีวิตรอดมา อยู่บัดนี้ได้.
น.304 เวลาที่ว่างจากกิเลสเสียอีก กลับมากกว่าเวลาที่มีกิเลส เวลาที่มีความโลภ ความโกรธ ความหลง ยังน้อยกว่าเวลาที่เราไม่มีความโลภ ความโกรธ ความหลง เพราะฉะนั้นเราจึงยังไม่ตาย. ถ้าเรามีความโลภ โกรธ หลง ทั้ง ๒๔ ชั่วโมง ไม่กี่วัน เราก็ต้องตาย อย่างดีก็ต้องเป็นบ้า. เดี๋ยวนี้เรามีเวลาว่าง พอที่จะศึกษาความไม่มีกิเลส ให้รู้จักความไม่มีกิเลส จากความไม่มีกิเลส รู้จักความมีกิเลสจากกิเลสนั่นเอง, นี่เรียกว่า ศึกษาภายใน อย่างนี้จึงจะรู้ธรรมะที่เป็นธรรมะจริงๆ ไม่ใช่เรียนท่องจำจากตำรับตำรา อย่างที่เขาทำกันโดยมาก. นี้เป็นวิธีของพระพุทธเจ้า ท่านว่าไว้อย่างนี้ สอนให้เพียงกำมือเดียวจาก หมดทั้งป่า แล้วก็เรื่องทุกข์กับเรื่องความดับทุกข์ จะต้องเรียนจากร่างกายที่ยาววาหนึ่ง พร้อมทั้งสัญญาและใจ เพราะว่าการที่เราจะไปรู้สึกอะไรข้างนอกก็ตาม ข้างในก็ตาม มันเป็นเรื่องในใจทั้งนั้น จึงต้องเรียนกิเลสจากกิเลส เป็นต้น ดังที่ว่ามา. เดี๋ยวนี้ในวงการ ศึกษาของพุทธบริษัทเรามันขาดข้อนี้ มันมีแต่เรียนปริยัติธรรมเป็นนกแก้วนกขุนทอง, มีแต่การปฏิบัติกรรมฐานอย่างละเมอเพ้อฝัน เพื่อจะดีกว่าคนอื่น เพื่อจะเก่งกว่าคนอื่น อย่างนี้มันไม่เกี่ยวกับธรรมะแม้แต่นิดเดียว. ต้องดูให้ดี ๆ ว่า เรากำลังประสบปัญหาอะไรอยู่อย่างไรในเวลานี้ ; ที่เรา ไม่ได้รับผล ที่เราเผยแผ่ออกไปไม่ได้ ไม่ประสบความสำเร็จ หลักธรรมะที่จะเรียนจาก ตัวหนังสือ จากการคิดคำนวณด้วยการใช้เหตุผลนั้น มันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง มันไม่ใช่ตัว ธรรมะ มันเป็นเพียงวิชาความรู้ หรือปรัชญา หรืออะไรก็ตามที่เกี่ยวกับธรรมะ ยังไม่ใช่ ตัวธรรมะ ตัวธรรมะต้องเรียนจากจิตใจโดยตรง. เดี๋ยวนี้การที่โลกยังเรียนรู้ธรรมะ ไม่ได้ ก็เพราะมัวเรียนกันแต่ในทางหนังสือหนังหาในรูปของปรัชญาบ้าง จิตวิทยาบ้าง logic บ้าง อะไรบ้าง เลอะเทอะไปหมด ไม่มีที่สิ้นสุด เลยไม่ต้องถึงธรรมะกัน.
น.305 แม้แต่พวกฝรั่ง ที่ว่าตัวเก่งกล้าทางการศึกษาก็เหมือนกัน ไปหลงเข้าดง เข้ารก เข้าพง แต่ในเรื่องอย่างนั้น ไม่มาตรงจุดของตัวธรรมะอย่างที่เรากำลังพูด. พวกฝรั่งเขียนหนังสือผิด ๆ ทั้งนั้น เรื่องกรรมของพระพุทธเจ้านั้นไม่เขียน ไปเขียน เรื่องกรรมทั่วไป ว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว แต่เท่านี้เอง, เรื่องกรรมที่สาม คือ อริยมรรคมีองค์แปด ที่ประพฤติปฏิบัติแล้วจะอยู่เหนือกรรมดีกรรมชั่วนั้นไม่พูดถึง, ไม่พูดถึงกรรมที่ว่าจะอยู่เหนือดีเหนือชั่วนี้ไม่พูดถึง, ก็แปลว่าเขาไม่ได้พูดถึงพุทธศาสนา. แต่ไปเขียนโดยมีหัวข้อว่านี้กรรมตามหลักพุทธศาสนา ; นี้เป็นคนขี้ตู่โดยไม่รู้สึกตัว. เขาเอาเรื่องการเกิดใหม่อย่างฮินดู พูดให้เป็นพระพุทธศาสนา, เอาเรื่องการ เกิดแล้วเกิดอีกแบบฮินดู ตามหลักฝ่ายฮินดู มาใส่ให้กับพระพุทธศาสนา ซึ่งฝ่ายพุทธ หมายถึง ความเกิดในความคิดนึกทางอุปาทาน ทางยึดมั่นถือมั่น. นี้เขาไม่พูดถึงเลย ก็แปลว่า ไม่มีตัวพุทธศาสนาที่ถูกต้อง อยู่ในคำพูดเหล่านั้น แม้หนังสือนี้ถูกพิมพ์ ขึ้นมา เป็นปีละร้อยเล่ม พันเล่ม หมื่นเล่ม แสนเล่ม เพราะเขาเก่งในการพูด การพิมพ์ การเขียน, โลกจึงยังไม่มีที่พึ่ง คือยังไม่ได้รับตัวธรรมะที่แท้จริง. แม้ว่าฝรั่งจะมาช่วย เราอีกแรงหนึ่ง มันก็ช่วยไปในทางที่เข้ารก เข้าพง ไม่ถึงจุดของพุทธศาสนาได้. นี้ขอฝากไว้เป็นหน้าที่ของท่านทั้งหลาย ที่เป็นพุทธสมาคมที่ท่านกล้าเอ่ยอ้าง ว่า จะเป็นผู้เผยแผ่พระพุทธศาสนา. อาตมาถือว่าท่านทุกคนนี่เอ่ยอ้างว่าจะเป็นผู้เผยแผ่ พระพุทธศาสนา แล้วก็จะเผยแผ่ให้มันถูกต้อง. นี่ขอให้คิดดูให้ดี เราจึงมาพูดกันว่า ธรรมะทำไมกัน ธรรมะทำไมกัน ธรรมะทำไมกันอยู่ทุกวันทุกคืน. ให้มีธรรมะทำไม กัน ? ก็มีให้ถูกต้อง แล้วมันจะเข้าถึงได้ สำเร็จประโยชน์ได้โดยวิธีใด. ทีนี้ข้อต่อไปที่ว่า อยากจะขอให้ช่วยกันมาก ๆ หน่อย ก็คือว่า ถ้าเกี่ยวกับ ธรรมะแล้วต้องสากล, อย่าพูดว่าเรา อย่าพูดว่าของเรา ของประเทศไทย มันจะเป็นขี้ตู่
น.306 อย่างร้ายกาจเลย. ธรรมะต้องเป็นของสากล พระพุทธเจ้าต้องเป็นของสากล จะเป็นของ ชาติไทยไม่ได้ จะเป็นของชาติไหน ภาษาไหนไม่ได้ ; ยิ่งธรรมะของพระพุทธองค์แล้ว ยิ่งเป็นสากล. เราอย่าไปคิดว่า ผู้อื่นไม่มีธรรมะ บางแง่เขาอาจจะมีธรรมะดีกว่าเราก็ได้ แต่เราไม่รู้จักเสียเอง. ขอให้มองให้กว้างว่า ธรรมะเป็นหลักสากล ธรรมะในที่นี้หมายถึงความ ถูกต้องที่มนุษย์ควรจะมี จะต้องเป็นของธรรมชาติ ไม่ใช่ของคนไทยเราโดยเฉพาะ และยังไม่ใช่เป็นของพุทธศาสนาโดยเฉพาะด้วย เว้นแต่จะถือเสียว่า ถ้าศาสนาใดมีผู้รู้ นั่นเป็นศาสนาพุทธหมด ; อย่างนี้ได้. ถ้าถือว่าพุทธศาสนาของเราคนเดียวทั้งหมด นี่ไม่ถูก เพราะธรรมะต้องเป็นของทุกศาสนาจึงจะถูก. ถ้าศาสนาไหนไม่มีธรรมะ นั่นไม่ใช่ศาสนาเลย. ไปบอกเขาเถอะว่า ศาสนาไหนไม่มีธรรมะแล้ว นั้นไม่ใช่ศาสนาเลย. ทุกศาสนาต้องมีธรรมะ. แล้วก็ดูต่อไปว่า ธรรมะที่สากล แก่ทุกศาสนานั้นคืออะไร ? อาตมาขอสรุปให้สั้น ๆ ว่า คือ ความไม่เห็นแก่ตัว. จงถือคำ ๆ นี้ เป็นหลักสำคัญว่า ความไม่เห็นแก่ตัว เป็นหัวใจของธรรมะ. ยกตัวอย่างในพุทธศาสนาเราก่อน ว่าพระพุทธเจ้า สอนไม่ให้เห็นแก่ตัว จนกระทั่งหมดตัว และเป็นพระอรหันต์ในที่สุด. เริ่มต้นตั้งแต่ความไม่เห็นแก่ตัวก่อน. ถ้าเห็นแก่ตัว ไปฆ่าเขา ไปลักเขา ไปประทุษร้ายของรักของเขา พูดเท็จ ดื่มน้ำเมา อะไรก็ตาม ทั้งหมดทั้งสิ้นอย่างนั้น เป็นความเห็นแก่ตัว จึงได้ทำไปอย่างนั้น ; ต้อง ไม่เห็นแก่ตัวจึงจะเป็นธรรมะ. ยิ่งสูงขึ้นไป ก็ยิ่งมีความเห็นแก่ตัวนั้น น้อยลง ๆ จนกระทั่ง เป็นโสดาบัน สกิทาคามี, หมายความว่า ความเห็นแก่ตัวมันน้อยลงมาก จนกระทั่งหมดความเห็นแก่ตัวไปเลย จนหมดตัวเป็นพระอรหันต์.
น.307 นี้เรียกว่า พุทธศาสนาทั้งลุ้น ทั้งกะปิ สรุปอยู่ที่ความไม่เห็นแก่ตัว, โดย หลักว่าอนัตตา ไม่ใช่ตัว หรือไม่มีตัวก็ตาม. ศาสนาอื่น แม้ว่า เขาจะไม่กล่าวอย่าง เรากล่าว เขาก็มุ่งหมายจะให้เห็นแก่ผู้อื่นโดยไม่เห็นแก่ตัว, ถ้ามีพระเจ้า ก็เอาตัวให้ พระเจ้าเสีย อย่ามีตัวของตัว, แล้วก็รับใช้พระเจ้า คือรักผู้อื่นยิ่งกว่าตัว ผลมันก็เท่ากัน คือความไม่เห็นแก่ตัว. ศาสนาไหนก็ตาม ถ้าจะเป็นศาสนาให้ ได้แล้ว ก็ต้องสอนเรื่องความไม่ เห็นแก่ตัว ทั้งนั้น ถ้าไม่มีข้อนี้ ก็ไม่ใช่ศาสนาอีกเหมือนกัน. แม้แต่อย่างลัทธิของขงจื๊อ ก็ยังสอนเรื่องความไม่เห็นแก่ตัว. เราไม่จัดลัทธิขงจื๊อ ว่าอยู่ในระดับศาสนาด้วยซ้ำไป แม้ลัทธิของเล่าจื้อ ก็ยิ่งว่างจากตัว แบบสุญญตาของพระพุทธเจ้าไปเลย. ไม่ถึงระดับ ที่เป็นศาสนา ก็ยังมีเรื่องความไม่เห็นแก่ตัว และความไม่มีตัว. ลองไปอ่าน เต๋าเต๋จิง หรืออะไร ดูก็แล้วกันว่า สอนความไม่เห็นแก่ตัวนั้น เป็นอย่างไรบ้าง. ในลัทธิที่มี ธรรมะง่าย ๆ ที่เป็นประโยชน์ในระดับศาสนาก็ตาม และที่ยังไม่ ถึงระดับศาสนาก็ตาม ที่จะเป็นประโยชน์แล้ว ต้องเป็นเรื่องความไม่เห็นแก่ตัวทั้งนั้น สอนเรื่องความไม่เห็นแก่ตัวทั้งนั้น. แล้วเราจะเห็นได้ว่า ธรรมะนี้มันไม่ยาก สรุปอยู่ ที่ความไม่เห็นแก่ตัว, ไม่เห็นแก่ตัวเมื่อไร มีธรรมะเมื่อนั้น. เมื่อเราไม่มี ความรู้สึกว่ามีตัว เราก็มีความสุข เมื่อนั้นเราก็มีความสุขสบายดีอยู่ ; พอจิตวกไป เห็นแก่ตัว มีความเห็นแก่ตัว มันก็เป็นทุกข์ขึ้นมาทันที. เดี๋ยวนี้เราลืมตัวอยู่ เมื่อ เราสบายดีอยู่, เห็นแก่ตัวเมื่อไร ก็เป็นทุกข์ขึ้นมาทันที. ในที่สุด มันก็ชัดอยู่ที่นี่ ; เหล่านี้เราจึงจะเข้าใจสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ. เราต้องช่วยกัน ช่วยปรึกษาหารือกันให้ถูกจุดว่า ธรรมะ อยู่ที่ไหน เป็น อย่างไร รู้ว่า ธรรมนี้ ทำไมกัน ธรรมะนี้ทำไมกัน ? ธรรมะนี้เพื่อทำลายความเห็น แก่ตัว ธรรมะนี้เพื่อทำลายความเห็นแก่ตัว ธรรมะนี้เพื่อทำลายความเห็นแก่ตัว.
น.308 โลกนี้กำลังมีความเห็นแก่ตัว โลกนี้กำลังเพิ่ม เพิ่ม เพิ่มความเห็นแก่ตัว. การศึกษา ความก้าวหน้าของพวกฝรั่งนั้นล้วนแต่เพิ่ม เพิ่มความเห็นแก่ตัว กล้ายืนยันอย่างนี้ ตะโกนอย่างนี้ ไม่กลัวพวกฝรั่งโกรธ และเคยพูดใส่หน้าพวกฝรั่งเองด้วยว่าการศึกษา ก้าวหน้าของพวกท่านนั้นมันเพิ่มความเห็นแก่ตัว ให้เป็นทาสทางวัตถุมากขึ้น. วันหนึ่งมีฝรั่งพวกหนึ่ง ไปที่ในตึกนั้น (โรงมหรสพทางวิญญาณ) เที่ยวดู ภาพที่เขียนเหล่านั้นซึ่งเป็นภาพที่มีความหมายลึก ทางปรัชญา ทางธรรมชั้นสูงทุกภาพเลย, ก็เขาว่า ไหนของคุณมีอะไรบ้าง อยากจะเขียนบ้าง ที่เป็นฝีไม้ลายมือของพวกฝรั่งแท้ ๆ มีอย่างไรบ้าง. บางคนสั่นหัว บางคนว่า ไม่มี. ที่เขียนแล้วนั้นเป็นภาพของพวกจีน พวกอินเดีย พวกชาวพุทธ. เพราะว่า พวกฝรั่ง เขาไม่คิดในเรื่องทางจิต ทางวิญญาณ, ฉะนั้น art หรือศิลปะ (ของพวกฝรั่ง) ที่ออกมา เป็นเรื่องลามกอนาจาร เป็นส่วนใหญ่ หรือว่าอย่างดี ที่สุด ก็ยังเป็นเรื่องเพิ่มความเห็นแก่ตัว ยุให้เกิดกิเลสตัณหามากขึ้น จึงไม่มีภาพ อะไร ที่เป็นศิลปะของพวกฝรั่ง ที่จะมาเขียนในตึกนั้น เดี๋ยวนี้. ถ้าผู้ใดมี ช่วยส่งมา ให้แทนพวกฝรั่งดูบ้าง. นี่เราเคยล้อเลียนพวกฝรั่ง ถึงขนาดนี้ ว่าพวกท่าน ไม่มีแม้แต่ภาพศิลปะ ที่แสดงความหมาย ชนิดที่เป็นการทำลายความเห็นแก่ตัว เหมือนภาพเหล่านี้. ภาพของ พวกท่าน มีแต่ที่เป็นเรื่องก้าวหน้าสมัยใหม่ ที่จะก้าวหน้าทางวัตถุ เป็นทาสของกามารมณ์ เป็นทาสของกิเลสตัณหา. นี่เราไม่กลัวพวกฝรั่งโกรธแล้ว เพราะว่ามันมาถึงขนาดนี้แล้ว. จึงขอร้องว่า โลกนี้กำลังเพิ่มความเห็นแก่ตัว ! ซึ่งมีการนำโดยพวกฝรั่ง โลกนี้กำลัง เพิ่มความเห็นแก่ตัว ! เพิ่มความเห็นแก่ตัว ! เพิ่มความเห็นแก่ตัว. เราชาวพุทธสมาคมนี้ ธรรมะทำไมกัน, - เพื่อทำลายความเห็นแก่ตัว, - เพื่อจะต่อต้านพวกที่เพิ่มความเห็นแก่ตัว, - เพื่อจะถ่วงเอาไว้ ไม่ให้โลกนี้
น.309 ล่มจม. โลกนี้ มันกำลังล่มจม เพราะความเห็นแก่ตัว เราจะถ่วงเอาไว้ไม่ให้มันล่มจม, ถ้าโลกไม่ล่มจม พวกฝรั่งก็พลอยได้รับประโยชน์ด้วย. นี่ กล้าท้าอย่างนี้. เราหลาย ๆ คนในโลก ช่วยกันถ่วงไว้อย่าให้โลกล่มจม ทุกคนในโลก แม้พวกมิจฉาทิฏฐิ ก็จะ พลอยได้รับประโยชน์ด้วย. นี่คือ ธรรมะทำไมกัน ? เรียนธรรมะทำไมกัน ? เราจะมี ธรรมะทำไมกัน ? เราจะเผยแผ่ธรรมะทำไมกัน ? ขอได้โปรดปรึกษาหารือกัน ให้เป็น อย่างยิ่งในข้อนี้ ว่า ธรรมะทำไมกัน เมื่อรู้ดีแล้ว ก็จะได้เผยแผ่ธรรมะนั้น. อาตมาขอยืนยัน ในข้อนี้ว่า ธรรมะนี้เพื่อทำโลกให้หมดความเห็นแก่ตัว, พุทธศาสนานี้ เพื่อทำโลกให้หมดความเห็นแก่ตัว, พุทธสมาคมนี้มีขึ้นเพื่อช่วยทำ โลกนี้ ไม่ให้เห็นแก่ตัว. มิฉะนั้นแล้ว จะไม่คุ้มค่าข้าวสุกเลย ; ลองคิดกัน อย่างนี้ดีกว่า ว่ามีพุทธสมาคมนี้ เพื่อช่วยกันทำโลกนี้ให้เบาบางจากความเห็นแก่ตัว ต่อสู้กับพวกที่ทำโลกนี้ให้เพิ่มความเห็นแก่ตัว. เป็นอันว่า เวลาก็หมดแล้ว ที่เราจะ พูดว่า ธรรมะทำไมกัน. อาตมาขอยุติ ด้วยการกล่าวคำ สวัสดี ---------------
Buddhadasa