น.310 เรื่องที่จะให้อบรม หรือสอนฝึกกัมมัฏฐาน ในสภาพอย่างนี้มันทำ ไม่ได้ ทำได้แต่เพียงอธิบายเท่านั้น, จะทำกัมมัฏฐานจริง ๆ นั้น ทำไม่ได้, คนจำนวนมาก มันหนวกหู แล้วมันมีเสียงอื้ออึงไปหมด. การจะทำกัมมัฏฐาน หรือภาวนาอะไรจริง ๆ นั้น สถานะอย่างนี้ ทำไม่ได้ มันอื้ออึงไปหมด ; จะทำได้บ้างก็เพียงอธิบายให้เข้าใจวิธีที่จะทำ พอเป็นแนว. วิธีที่จะทำพอเป็นแนวคือว่า : การทำกัมมัฏฐานนี้ หมายถึงการ กระทำทางจิตใจ. ใจความสำคัญก็อยู่ตรงที่เราต้องการให้ความจริงของธรรมชาติ เกี่ยวกับอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นี้ ให้ปรากฏแจ่มแจ้งอยู่ในใจเสมอ ; แต่แล้ว มันเป็นไปไม่ได้ เพราะว่าจิตยังไม่อยู่ในอำนาจ ไม่ยอมที่จะพิจารณา หรือไม่ ๒๘๓
น.311 ยอมที่จะเห็น ไปในทางที่เราต้องการจะให้เห็น; เพราะฉะนั้น เราจึงต้อง มีการฝึกในขั้นต้นกว่านั้นอีก. ขั้นต้นต้องฝึกเพื่อบังคับจิตให้ได้; ฉะนั้น การทำกัมมัฏฐานจึง แบ่งเป็น ๒ ตอน : ตอนแรก ก็ทำเพื่อ บังคับจิต ให้อยู่ในอำนาจ, ตอนหลัง ก็ทำเพื่อ ใช้ให้จิตที่อยู่ในอำนาจ แล้วนี้ พิจารณาสิ่งที่เราต้องการพิจารณา คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นั่นเอง. ตอนที่จะบังคับจิตให้อยู่ในอำนาจ การฝึก ตอนแรกนี้เรียกว่า ฝึกอย่างสมาธิโดยตรง, หรือสมถะ. พอจิตอยู่ในอำนาจ แล้ว ให้พิจารณา เพื่อความเห็นแจ้ง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, นี้ เป็น ตอนที่เรียกว่า วิปัสสนา โดยตรง. ฉะนั้นสมถ สมาธิ กับวิปัสสนา จึงต่างกัน อยู่ตรงนี้. ทีนี้การฝึกให้เป็นสมาธินี้ก็มีอยู่หลายวิธีด้วยกัน ใช้ได้ด้วยกันทั้งนั้น จะฝึก บริกรรม พุทโธ อรหัง หรือบริกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้, หรือจะไม่บริกรรม, จะกำหนดที่วัตถุสิ่งใดสิ่งหนึ่งข้างนอก เช่นดวงกสิณ เช่นอสุภ เป็นต้น ก็ได้, หรือ จะใช้สิ่งข้างในตัวเรา เช่นลมหายใจเป็นต้น เป็นเครื่องกำหนดก็ได้เหมือนกัน. ฉะนั้น อย่าได้ถือหรือเข้าใจว่า แบบไหนผิด แบบไหนถูก แบบไหนดี แบบไหนไม่ดี ; มันอาจจะเหมาะแก่คนเป็นคน ๆ ไปก็ได้, และทางที่ดีควรจะได้ลองดูทุก ๆ แบบอาจจะ พบแบบที่เหมาะ. สำหรับแบบที่อาตมาชอบ ก็คือแบบที่เรียกว่า อานาปานสติภาวนา, เรียกว่า อานาปานสติภาวนา ตลอดทั้งสายเลย ; แม้แต่ตอนที่ฝึกเพื่อความเป็น สมาธิ ก็เรียกว่าอานาปานสติ, ตอนที่ฝึกในทางปัญญา ก็ยังคงเรียกว่าอานาปานสติอยู่ นั่นเอง, แปลว่าตลอดสาย. ตอนที่จะทำให้เป็นสมาธิ หรือสมถะโดยสมบูรณ์แบบ
น.312 นี้ก็เป็นการกำหนดลมหายใจ การกำหนดเวทนา การกำหนดจิต สามตอนแรกของ สติปัฏฐาน ๔ นั่นเอง, แล้วกำหนดพิจารณาทางปัญญา หรือวิปัสสนา ธัมมานุปัสสนา สติปัฏฐาน ตอนสุดท้าย หรือตอนที่ ๔. สำหรับ ตอนแรก ที่สุด พิจารณาลมหายใจ กำหนดลมหายใจ เรียกว่า หมวดกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เพราะว่าลมหายใจก็คือกายชนิดหนึ่งด้วยเหมือนกัน. กำหนดลมหายใจนี้แบ่งเป็น ๔ ตอน : ตอนที่ ๑ กำหนดลมหายใจชนิดยาว. ตอนที่ ๒ กำหนดลมหายใจชนิดสั้น. ตอนที่ ๓ กำหนดความที่ลมหายใจนี้ปรุงแต่งกาย หรือ สัมพันธ์กันอยู่กับกาย. ตอนที่ ๔ กำหนดลมหายใจเพื่อบังคับให้ลมหายใจนั้นละเอียด ให้ลมนั้นปรุงแต่งกายแต่ชนิดที่ละเอียด. ทบทวนใหม่อีกครั้งหนึ่งว่า กายานุปัสสนาสติปัฏฐานแบบอานาปานสติ นั้น เป็น ๔ ตอน :- ตอน ๑ กำหนดลมหายใจยาว, ตอน ๒ กำหนดลมหาย ใจสั้น, ตอน ๓ กำหนดลมหายใจนั่นแหละเป็นของปรุงแต่งกาย หรือสัมพันธ์กันอยู่ กับกาย, ตอนที่ ๔ ทำให้ลมหายใจนั้นแหละละเอียดเพื่อปรุงแต่งกายชนิดละเอียด. ในตอนต้นที่เรียกว่า กำหนดลมหายใจยาวนี้ หมายความว่า สังเกตที่ว่า ลมหายใจเป็นของยาว : ลมหายใจยาว เมื่อร่างกายสบาย. เมื่อร่างกายไม่สบาย เช่นอึดอัดเป็นต้น ลมหายใจจะสั้น ; ลมหายใจจะยาวเมื่อมีความสบายที่สุด ; ฉะนั้น ถ้าเราหายใจให้ยาวได้ก็หมายความว่า ทำร่างกายสบายได้ด้วย. ฉะนั้น มันจึงเป็นสิ่งที่ มีประโยชน์ในทางอนามัยด้วย, คือทำให้ร่างกายสบาย. ส่วน ลมหายใจสั้น นั้น ใน ตอนแรกจะต้องรู้ถึงข้อที่ว่า : เมื่อจิตมีไม่ปกติ ลมหายใจสั้น, เมื่อหงุดหงิดก็หายใจ สั้น, เมื่อโกรธก็หายใจสั้น, เมื่อราคะครอบงำก็หายใจสั้น. ฉะนั้น เราจะต้อง รู้จักความที่ลมหายใจสั้น เมื่อร่างกายก็ไม่สบาย เมื่อจิตก็ไม่ปกติ.
น.313 นี้เราจึงกำหนดรู้ทั้งสองอย่าง ทั้งอย่างยาวและอย่างสั้น. ว่าอย่างไหนยาว ? อย่างไหนสั้น ? ยาวเพราะเหตุอะไร ? สั้นเพราะเหตุอะไร ? และสามารถที่จะบังคับจิตใจ ให้ปกติ เมื่อลมหายใจสั้นก็ได้ ถ้าเรารู้เท่าทันแล้ว, หรือว่าจะแก้ไขสิ่งเหล่านั้นให้หาย ไปได้ โดยการที่หายใจให้ยาว. เราจึงเป็นผู้ที่รู้จักธรรมชาติของลมหายใจดี ทั้งอย่าง ยาวและอย่างสั้น, เพื่อเป็นผู้แตกฉานในเรื่องของการหายใจ. ลมหายใจที่ยาว หยาบ อยู่ก็ได้ เราก็หายใจยาวอย่างละเอียด, ลมหายใจสั้น หยาบ อยู่ก็ได้ ก็พยายามทำให้ละเอียด จนสามารถบังคับได้ทุกอย่าง ; นี้เรียกว่า เป็นผู้มีความรู้เกี่ยวกับลมหายใจ ทั้งอย่างยาวและอย่างสั้น. ตอนที่ ๑ กำหนดแต่เรื่องอย่างยาว เฝ้ากำหนดแต่เรื่องอย่างยาว ศึกษา แต่เรื่องอย่างยาว ; พอเข้าใจดีแล้ว ตอนที่ ๒ ก็ศึกษาเรื่องสั้น มันสั้นเพราะเหตุ อะไร แล้วจะทำให้ยาวออกไปได้อย่างไร ; ความสำคัญก็อยู่ตรงที่ว่า รู้จักแก้ไขลม หายใจที่สั้น ที่ปรุงแต่งร่างกายให้หยาบนั้น ให้มันยาวและละเอียดออกไป. มาถึง ตอนที่ ๓ คอย เฝ้ากำหนดความจริงอย่างหนึ่ง คือข้อที่ว่า ถ้า ลมหายใจหยาบ ร่างกายก็หยาบ ถ้าลมหายใจละเอียด ร่างกายก็ละเอียด. เรา ต้องศึกษาอย่างกำหนดกันจริง ๆ จัง ๆ เป็นระยะยาวนานพอ จนรู้ความลับข้อนี้ของธรรม- ชาติว่า : เมื่อลมหายใจหยาบ ร่างกายก็หยาบ ความร้อนในตัวก็สูง ใจคอก็ไม่สบาย, เมื่อลมหายใจละเอียด ร่างกายก็ละเอียด ความร้อนในร่างกายก็ลดต่ำลง และใจคอก็ สบาย. เราต้องศึกษาให้เข้าใจอย่างยิ่งในข้อนี้ ถ้ามิฉะนั้นแล้ว เราจะทำการปฏิบัติ ต่อไปไม่ได้. ทีนี้ มาถึง ตอนที่ ๔ ก็รู้จักทำกาย คือลมหายใจนี้ให้ระงับ ให้ละเอียด นั่นเอง. ถ้าเรามีการกำหนดลมหายใจอย่างละเอียดอยู่ ก็เป็นการเท่ากับว่า ทำให้
น.314 ร่างกายนี้ให้รำงับอยู่ ; เราจึงศึกษาในข้อที่ว่าร่างกายระงับนั้น ระงับเท่าที่ว่า ลมหายใจ ระงับ ; และก็มีกำหนดชนิดที่ว่า ทำให้ลมหายใจละเอียดยิ่งขึ้นไปทุกที โดยอุบายอย่าง ใดอย่างหนึ่งในหลาย ๆ อย่าง ; จนร่างกายเย็นลง เพราะลมหายใจระงับลง, จนถึง ระดับที่เรียกว่าเป็นสมาธิก็คือมีร่างกายละเอียด, ลมหายใจละเอียด. เพียงเท่านี้ก็ได้ รับผลเป็นความสงบสุข ที่เกิดจากสมาธิแล้ว เป็นความสุขชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่ง ความพอใจได้มากเหมือนกัน ; แม้เพียงเท่านี้ ความระงับของลมหายใจนี้ เรียกว่า สมาธิที่ทำได้สำเร็จ, หรือเป็นสมถะที่มีความสงบ. มีการแบ่งที่เรียกว่า ละเอียด นี้ออกเป็น ๔ ขั้น : ที่เรียกว่า ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน. วิธีการฝึกอานาปานสติ ที่เป็นแนวสังเขป นั้นมีอยู่ดังนี้ :- เมื่อเรารู้ธรรมชาติของลมหายใจดีว่า มีอยู่อย่างไรแล้ว ก็เริ่มการฝึกลมหายใจ ในอันดับที่ ๑ ฝึกจิตเกี่ยวกับหายใจใน อันดับที่ ๑ ในลักษณะที่เรียกว่า วิ่งตาม . ขอให้ จำคำว่า "วิ่งตาม" ไว้ที่หนึ่งก่อน ในลักษณะที่ ๑ เมื่อลมหายใจเคลื่อนไปมาเข้าออก อยู่นี้ เราส่งจิตหรือสตินั้น กำหนดวิ่งไปตามลมหายใจ . เราหายใจให้แรง ๆ ให้ กำหนดง่ายก่อน เป็นข้อแรก, ในขั้นแรก ; เพื่อเราจะได้สังเกตลมหายใจว่าเข้าหรือออก เข้าถึงไหนแล้ว แล้วออกถึงไหนแล้ว อย่างนี้เป็นต้น ฉะนั้นเราจึง กำหนดจุดข้าง นอกกับจุดข้างใน. จุดข้างนอกก็คือที่ปลายจมูก, จุดข้างในสมมติลงที่สะดือ . เมื่อเราหายใจ เข้า ก็ตั้งต้นที่จะงอยจมูก แล้วไปสุดที่สะดือ ; เมื่อหายใจออกก็ตั้งต้นที่สะดือ มาสุด ที่ปลายจะงอยจมูก. ให้รู้ว่ามันต่างกันอย่างนี้ มันกลับกันอยู่; แต่ถึงอย่างไรก็ดี ความสำคัญอยู่ที่ว่า กำลังเข้า - ออก, เข้า - ออก , เราก็ส่งจิตหรือสตินั้นวิ่งตาม, วิ่ง ตามที่มันเข้า - ออก, เข้า - ออก. ถ้ากำหนดไม่ค่อยจะได้ ก็หายใจให้หยาบ ๆ เข้า ก็จะ
น.315 กำหนดได้ง่าย ว่าลมหายใจไปถึงไหนแล้ว, เข้าไปถึงไหนแล้ว ถึงที่สุดแล้วหรือออกมา สุดแล้ว ในลักษณะที่เหมือนกับว่าวิ่งตาม, วิ่งตามลมหายใจอยู่เสมอ. ข้อนี้ก็เปรียบเหมือนกับว่า พี่เลี้ยงที่ไกวเปลให้เด็กนอน เมื่อเด็กยังไม่นอน ยังจะดิ้นอยู่ ; นี้ต้องคอยจับตาดูเปลที่มันแกว่งไปแกว่งมา. พี่เลี้ยงต้องส่ายหน้าตามไป ทั้งที่เปลแกว่งไป และเปลแกว่งมา ในลักษณะที่เรียกว่าวิ่งตามเช่นเดียวกันอย่างนี้. นี่ เราจะกำหนดด้วยการส่งจิต, กำหนดให้วิ่งตามลมหายใจเข้า - ออก, เข้า - ออก, เข้า - ออกอยู่ในลักษณะอย่างนี้; ให้ทำได้ดีเสียขั้นหนึ่งก่อน เรียกว่าวิ่งตาม. พอทำได้ดี ในขั้นวิ่งตามแล้ว ก็เลื่อนขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง คือไม่วิ่งตามแล้ว ; แต่จะเฝ้าดู อยู่ที่จุดใดจุดหนึ่งที่เหมาะสม. ในที่นี้ ก็ได้แก่ที่ตรงปลายจมูกนั่นเอง ที่ตรงปลายจะงอยจมูกนั่นเอง ; ตรงนี้เหมาะสม. เราคอยกำหนดแต่ที่ตรงนี้ก็พอแล้ว : เมื่อลมหายใจเข้าก็เข้าไป เมื่อลมหายใจออกก็ออกมา มันก็ต้องผ่านตรงที่ปลายจะงอย จมูกนี่ทั้งนั้น. นี้เรียกว่า เฝ้ากำหนดอยู่ที่แห่งหนึ่ง ไม่วิ่งตามแล้ว, และ เฝ้ากำหนด อยู่ที่ปลายจมูก. เราจะต้องทำได้อย่างนี้ ซึ่งมันยากขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง ; เพราะว่าใน ขณะที่ลมหายใจไม่ทันจะผ่านจะงอยจมูกนี้ จิตอาจจะหนีไปเสียที่อื่นก็ได้ แต่ถ้าเราฝึก อย่างทีแรก คืออย่างวิ่งตามนั้นได้ดีแล้ว ; การฝึกอย่างที่จะเฝ้ากำหนดอยู่ที่ปลายจมูก แห่งเดียวนี้ ก็จะไม่ยาก ; ก็จะทำได้. ถ้ามันเกิดไม่ได้ขึ้นมา ก็ย้อนหลัง กลับไปทำ อย่างวิ่งตามวิ่งตามนั้นอีก ให้ดีให้ได้, แล้วจึงมากระทำอย่างที่เรียกว่าเฝ้าอยู่ที่เดียว ที่ ปลายจมูกนี้อีก, ในที่สุดก็จะได้อีกเหมือนกัน. เมื่อลมผ่านที่จะงอยจมูกนั้นแหละ กำหนดที่ตรงนั้น เมื่อลมผ่านเข้าก็ตาม เมื่อลมผ่านออกก็ตาม ที่จุดที่ลมกระทบที่ปลายจมูกนั้น เราจะต้องกำหนดเอาที่ตรง นั้นเป็นนิมิต นี้เรียกว่ายังเนื่องอยู่ด้วยลมหายใจโดยตรง, เป็นนิมิตที่ยังเนื่องอยู่ด้วย
น.316 ลมหายใจโดยตรง. เมื่อเราวิ่งตามลมหายใจทั้งเข้าทั้งออกนั้น มันตลอดทั้งสาย, ตลอด ทางทั้งสายนั้นแหละเป็นนิมิต. ลมหายใจที่ผ่านตลอดทั้งสายตั้งแต่ปลายจมูกถึงสะดือ นั้นแหละเป็นนิมิต, ทั้งสายเลยเป็นนิมิต. แต่เมื่อลมหายใจผ่านมาและเราเฝ้าอยู่ที่จุดเดียว นี้ : นิมิตจึงยังเหลืออยู่แต่ตรงจุดที่เรากำหนด คือที่จะงอยจมูกเท่านั้น, ไม่กำหนด ตลอดทั้งสาย คือระหว่างปลายจะงอยจมูกถึงสะดืออีกต่อไปแล้ว. ที่นี้ ลมหายใจที่ กระทบปลายจะงอยจมูกนั่นแหละ ตรงนั้นเป็นนิมิต ; นี่เรียกว่าเฝ้ากำหนดอยู่ในที่แห่ง หนึ่ง มีลมหายใจเป็นนิมิต. เมื่อฝึกตอนนี้ได้ดีแล้ว ก็จะฝึกตอนที่ ๓ ต่อไป คื อเปลี่ยนนิมิตที่เป็นลม หายใจนั้นให้กลายเป็นมโนภาพ. ลมหายใจนั้นเป็นของจริงตามธรรมชาติ ; ไม่ใช่ มโนภาพ. เดี๋ยวนี้เราจะเปลี่ยนให้เป็นชนิดมโนภาพ ; ตรงที่ลมหายใจกระทบที่ จะงอยจมูกนั้น เราจะสร้างนิมิตอันใหม่ขึ้นมาในลักษณะที่เป็นมโนภาพ. ข้อนี้จะเรียกว่า แกล้งทำก็ไม่ถูก , จะเรียกว่าทำไปตามธรรมชาติจริง ๆ ก็ไม่ถูกเหมือนกัน ; มันจึง เรียกว่าอยู่ในระหว่างก้ำกึ่งกัน โดยการทำเป็นมโนภาพ ตรงที่ลมหายใจกระทบที่ปลาย จมูกจุดเดียวนี้. เมื่อลมหายใจละเอียดเข้า, ร่างกายละเอียดเข้า, การกำหนดละเอียดเข้า ; จิตนั้นก็จะมีความรู้สึกเพียงครึ่งเดียว เพียงครึ่งสำนึก , เมื่อมีความเป็นครึ่งสำนึกแล้ว ก็ง่ายมาก ที่เราจะตั้งมโนภาพอันใดอันหนึ่งขึ้นมา ; ว่าตรงที่ลมหายใจกระทบนั้น เป็นอะไรอย่างหนึ่งไปเสียแล้ว. เช่นว่า เป็นเหมือนกับปุยสำลีติดอยู่ที่นั้น . ที่นี้ ไม่กำหนดที่ลมหายใจ, แต่กำหนดที่ปุยสำลีในมโนภาพ ที่เราสร้างขึ้นมาใหม่. หรือ ว่าบางที แทนที่จะเป็นปุยสำลี มันเป็นใยแมงมุมก็ได้, เป็นหยดน้ำเหมือนกับหยดน้ำ ในใบบัวก็ได้, เป็นดวง ๆ ก็ได้, เป็นดวงอาทิตย์เป็นดวงจันทร์, หรืออะไรก็ได้, แล้ว แต่มโนภาพที่เราจะสร้างขึ้น. แต่ที่จะเป็นได้ง่ายนั้น เป็นอย่างปุยสำลี, หรือเป็น แต่เพียงดวงแก้วที่มีแสงอย่างใดอย่างหนึ่งเล็ก ๆ.
น.317 พอฝึกอย่างนี้ได้ ก็อาจจะขยายออกไป ให้โตเป็นดวงจันทร์หรือเป็นดวง อาทิตย์. พอฝึกอย่างนั้นได้อีก ก็อาจจะฝึกไปในทำนองที่ว่า อย่างที่เป็นดวงอาทิตย์นั้น ขยายให้ใหญ่ออกไปอีกก็ได้, ย่นให้เล็กลงมาอีกก็ได้. ถ้าฝึกได้อย่างนี้ หมาย ความว่า เรามีความสำเร็จในการบังคับจิต . เราสามารถจะบังคับให้เห็นนิมิตอย่างใด อย่างหนึ่งก็ได้ที่ตรงจุดนั้น, จนกระทั่งว่าให้เป็นดวงอาทิตย์หรือเป็นดวงจันทร์ ให้ลอยไปลอยมาก็ได้. แต่ไม่จำเป็นจะต้องมากถึงอย่างนั้น เอาแต่เพียงว่าเป็นนิมิตใน มโนภาพอย่างใดอย่างหนึ่งก็พอแล้ว ; เราสามารถจะบังคับนิมิตในมโนภาพนั้นได้ตาม สมควรคือให้เปลี่ยนสี เปลี่ยนรูป เปลี่ยนสัดส่วน เปลี่ยนที่ เปลี่ยนอะไรก็ได้. เราทำไปให้มากเข้าไว้สักหน่อย ก็เพื่อว่าจะ ให้สามารถบังคับจิตได้ มาก นั่นเอง แต่ ในที่สุดเราก็เปลี่ยน มาเอาแต่พอสมควร เพื่อทำจิตให้ประณีตยิ่งขึ้น เท่านั้นเอง นี่เรียกว่าประสบความสำเร็จในขั้นที่ ๓ คือการเปลี่ยนนิมิตตามธรรมชาติ ให้กลายเป็นนิมิตในมโนภาพ. ขอทบทวนอีกครั้งหนึ่ง เพื่อกันฟันเฝือว่า ปฏิบัติ ตอนต้นนั้นเป็นการวิ่งตาม คือวิ่งตามลมหายใจที่เข้า - ออก, เข้า - ออก อยู่ตลอดทั้งสายนี้เป็นนิมิต, ครั้นฝึกอย่างนี้ ได้แล้ว ก็เปลี่ยนเป็นกำหนดอยู่ที่เดียว คือที่จะงอยจมูก เอาเฉพาะลมหายใจที่กระทบ ที่จะงอยจมูกเป็นนิมิต. เมื่อฝึกอย่างนี้ได้แล้ว ก็มาถึงขั้นที่ ๓ เอาตรงจุดที่เป็นที่ตั้งของ ลมหายใจกระทบนั่นแหละมาเป็นจุด ๆ หนึ่ง ซึ่งต่อไปนี้ เราจะ เปลี่ยนแปลงมันให้เป็น นิมิตในมโนภาพ : เช่นเป็นปุยฝ้าย หรือเป็นดวงแก้ว หรือเป็นอะไร ดังที่ได้กล่าว แล้ว นี้เรียกว่าเปลี่ยนนิมิตให้เป็นชนิดมโนภาพ. สรุปว่า ขั้นที่ ๑ วิ่งตาม, ขั้นที่ ๒ กำหนดที่จุดเดียว, ชั้นที่ ๓ กำหนด ที่จุดนั้นให้เกิดนิมิตในมโนภาพ. เราจะต้องทำจนชำนาญจนคล่องแคล่ว จนอยู่ใน อำนาจของเราจริงๆ ต้องการอย่างไรก็ได้อย่างนั้นเสียก่อนในขั้นนี้.
น.318 เมื่อนิมิตในมโนภาพของเราชนิดนี้อยู่ในมโนภาพของเราโดยสมบูรณ์แล้ว จึง ได้ฝึกในขั้นต่อไปที่ว่า ค่อยๆ สร้างความรู้สึกอันใหม่ขึ้นมา ที่เป็นความรู้สึกของ องค์ฌาน, ว่าในขณะที่เรามีนิมิตในมโนภาพ ที่เหมาะสมอยู่นั้น : เราก็ มีความรู้สึกที่ เป็นวิตก, คือการกำหนดนิมิตนั้น และมีความรู้สึกอย่างละเอียดทั่วถึงในนิมิตนั้น ซึ่งเรา เรียกว่าวิจาร. องค์ฌานที่เรียกว่า วิตก วิจาร มีอยู่แล้วในการที่กระทำนิมิตนั้น ได้สำเร็จ. ทีนี้ เหลืออยู่ ก็ได้แก่จะ สร้างความรู้สึกปีติ และความสุขขึ้นมา ; ปีติ และความสุขนี้เกิดได้ง่าย จากความสำเร็จ. พอเรารู้สึกว่ามีความสำเร็จ ปีติก็เกิดขึ้น ; เมื่อปีติเกิดขึ้น ความรู้สึกที่เป็นสุขก็เกิดขึ้นตาม ; เพราะถ้ามีปีติแล้ว ต้องมีความสุข เป็นแน่นอน. องค์ฌานที่เรียกว่าปีติและความสุขจึงมีขึ้นมา ; แล้วลักษณะที่เรียกว่า เดี๋ยวนี้จิตมีความรู้สึกอยู่แต่เพียงในสิ่งเดียว : คือสิ่งที่จิตกำหนดนั้นอย่างนี้เรียกว่า มีความเป็นเอกัคลตา. ดังนั้นในขณะนั้นจึงมีครบถ้วนแล้วทั้งวิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตา ซึ่ง เป็นองค์ประกอบของฌานที่ ๑ ซึ่งเรียกว่า ปฐมฌาน. ขณะที่เป็นปฐมฌานนี้ จะต้องระมัดระวังปฏิบัติให้ดี, ให้คืบหน้าไปได้, แล้วรักษาไว้ให้ดี. อย่าเพ้อละโมบนึกไปถึงความก้าวหน้าอย่างอื่นโดยรวดเร็ว ; จะ ต้องฝึกแล้วฝึกอีก ฝึกแล้วฝึกอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีก ในลักษณะอย่างนี้. ให้กำหนดใน นิมิตนั้นไว้ ที่เรียกว่าวิตก, ให้รู้ซึมซาบในนิมิตนั้น เรียกว่าวิจาร, ให้ความรู้สึก ปีติ อิ่มใจ รู้สึกอยู่ด้วยในขณะนั้น, และให้รู้สึกเป็นสุขอยู่ด้วยในขณะนั้น ; ความเป็น อย่างนั้น ในขณะนั้น ย่อม มีความเป็นเอกัคคตา คือมีอารมณ์เดียวอยู่ได้ในตัวมันเอง. นี้จะเห็นได้ว่า ไม่เหลือวิสัย ถ้ามีเวลาพอ เป็นคนปกติธรรมดาย่อมจะฝึก ได้ แม้ว่าจะไม่ถึงขนาดสูงสุด ; แต่ก็ถึงขนาดที่เรียกว่ามีครบถ้วนได้. และแม้ว่าจะ
น.319 ไม่แน่นแฟ้นก็ยังครบถ้วนอยู่นั่นเอง. เมื่อครบถ้วนแล้ว จึงค่อยทำให้แน่นแฟ้น ค่อยทำให้ชำนาญทีหลัง. เมื่อทำได้ชำนาญจริงแล้ว ก็เรียกว่า เรามีอำนาจ เหนือ สิ่งนี้ คือเรามีวสีเหนือสิ่งนี้ ควบคุมมันได้ บังคับมันได้, คือบังคับจิตที่เกี่ยวเนื่องกัน อยู่กับอารมณ์ คือลมหายใจเป็นต้น. เพียงปฐมฌานเท่านี้ก็พอแล้ว หรือจะมากเกินไปแล้วด้วยซ้ำไปสำหรับ คนทั่วไป แม้ว่าจะไม่ได้ขนาดถึงปฐมฌาน ก็ไม่ต้องเสียใจ; เพราะว่าเราได้รับความ เป็นสมาธิมากพอ ที่จะปฏิบัติต่อไปในขั้นต่อไปข้างหน้า. แต่ทว่า เราได้รับครบใน ลักษณะที่เป็นปฐมฌาน คือมีวิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัดคตาครบถ้วน ก็นับว่าเป็นบุญ หรือเป็นลาภเอาการทีเดียว มันจะง่ายดายต่อไปข้างหน้า. สรุปความว่า ในขั้นกายานุปัสสนาสติปัฏฐานนั้น มีการกำหนดลมหายใจยาว, มีการกำหนดลมหายใจสั้น, มีการกำหนดรู้ความที่ลมหายใจปรุงแต่งกาย ; แล้วเราก็ บังคับจิตโดยวิธีบังคับลมหายใจ และทำให้ลมหายใจละเอียด, ทำให้จิตละเอียด ทำให้ กายละเอียด, จนเกิดสิ่งที่เรียกว่าฌาน ซึ่งเป็นขั้นปฐมฌาน. นี้เรียกว่า ประสบ ความสำเร็จใน สติปัฏฐานหมวดที่ ๑ คือ กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน. ก็มาถึง หมวดที่ ๒ ที่เรียกว่า เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน เราจะต้อง ฝึกฝนในหมวดกายานุปัสสนาให้เชี่ยวชาญ ให้อยู่กับเนื้อกับตัว ให้หนีไปไหนไม่ได้, แปลว่าให้อยู่ในอำนาจเราจริง ๆ เสียก่อน แล้วจึงเขยิบเลื่อนไปในหมวดที่ ๒ คือ เวทนา- นุปัสสนา. หมวดเวทนานุปัสสนานี้ จะต้องติดต่อกันไปจากหมวดกายานุปัสสนา คือ ว่าจะต้องถือ เอาปีติและสุขซึ่งสร้างขึ้นในองค์ฌานนั้นเอง มาเป็นเวทนาใน หมวดนี้ ; เพราะฉะนั้นเมื่อลงมือปฏิบัติในหมวดเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน ก็จะถือ
น.320 เอาปีติและสุขในสมาธินั้นแหละ มาเป็นตัวเวทนา, มาเป็นอารมณ์ หรือมาเป็นนิมิต ของสติปัฏฐานในหมวดที่ ๒ นี้. เมื่อเป็นดังนี้เราก็จะ ต้องตั้งต้นมาตั้งแต่ต้น กำหนดยาว กำหนดสั้น กำหนด ปรุงแต่ง กำหนดบังคับให้ปรุงแต่งแต่น้อย ให้ปรุงแต่งอย่างละเอียด จนเกิดปีติและสุข ; แล้วก็เหลือปีติและสุขไว้สำหรับเป็นอารมณ์ สำหรับกำหนดต่อไป ในหมวดที่ ๒ กำหนด เวทนาว่า ปีติเป็นอย่างไร, ความสุขเป็นอย่างไร. จะกำหนดให้เป็นอย่าง ละเอียดยิ่งไปกว่าเดิมว่า ปีตินี้เป็นอย่างไร, มันมีลักษณะเป็นอย่างไร, ความสุขนี้ คืออะไร, เป็นอย่างไร, รู้ความที่กำลังมีปีติและสุขนี้ให้ละเอียด ให้ชัดเจน ให้เรียก ว่ารู้จักธรรมชาติ รู้จักกำพืด รู้จักอะไรของมันทุก ๆ อย่างเสียก่อน ที่เกี่ยวกับปีติและสุข นี้. เพราะฉะนั้นในหมวดเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานนี้ ขั้นที่ ๑ ก็กำหนดบีติ, เมื่อ กำหนดปีติได้แล้ว ขั้นที่ ๒ ก็กำหนดความสุข กำหนดความสุขได้แล้ว, ขั้นที่ ๓ ก็คือ กำหนดความที่ว่า เวทนาคือปีติและสุขนี่แหละมันเป็นตัวการที่ปรุงแต่งจิต เรียกว่าจิตตสังขาร. ตัวการที่ปรุงแต่งจิตนี้คือเวทนา ในที่นี้ก็คือปีติและสุขนั้น. เพ่งกำหนดแต่ความที่เวทนาเป็นของปรุงแต่งจิตอยู่อย่างไร, ปรุงแต่งจิต อยู่อย่างไร, นี้เรื่อยไปในขั้นที่ ๓. ประสบความสำเร็จในขั้นนี้แล้ว ก็ปฏิบัติต่อไปใน ขั้นที่ ๔ คือ ก ระทำอย่าให้เวทนานั้นปรุงแต่งจิตได้ตามอำเภอใจ, จะบีบบังคับ เวทนาให้ปรุงแต่งจิตน้อยเข้า น้อยเข้าจนกระทั่งไม่สามารถจะปรุงแต่งจิตขึ้นมาได้. เวทนา ปรุงแต่งจิตขึ้นมาไม่ได้ เราประสบความสำ เร็จในการปฏิบัติขั้นที่ ๔ ของหมวดนี้ นี้เรียก ว่า ทำจิตตสังขารให้รำงับลงไปได้. ขอทบทวนใหม่ว่า : ในหมวดเวทนานุปัสสนา หมวดที่ ๒ นี้ ขั้ นที่ ๑ กำหนดปีติ. ขั้นที่ ๒ กำหนดความสุข. ขั้นที่ ๓ กำหนดความที่ปีติและสุขเป็น
น.321 วทนาปรุงแต่งจิต. ชั้นที่ ๔ บีบบังคับเวทนาหรือปีติและสุขนี้ ให้ปรุงแต่งจิต ได้แต่น้อย จนกระทั่งปรุงแต่งไม่ได้เลย. นี่หมายความว่า เราสามารถบังคับเหตุ ปัจจัยที่ปรุงแต่งจิตได้ มันจึงอยู่ในกำมือของเรา ที่เราจะจัดจิตใจของเราให้เป็นอย่างไร ต่อไปได้ ในขั้นต่อไป นี่เรียกว่า เรามีความสำเร็จแล้วใน เวทนานุปัสสนาสติปัฏ- ฐาน คือสติปัฏฐานข้อที่ ๒. ทีนี้ เราก็ปฏิบัติ ขั้นที่ ๓ ที่เรียกว่า จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ต่อไปอีก. ท่านทั้งหลายต้องไม่ลืมว่า การปฏิบัติต้องติดต่อกันไปตั้งแต่ต้นตลอดไป ขาดตอนไม่ได้. เราก็ต้องตั้งต้นมาตั้งแต่ กายานุปัสสนา แล้วก็มาเวทนานุปัสสนา ; ขั้นสุดท้าย เรา บังคับเวทนาที่เป็นเครื่องปรุงแต่งจิตนั้นได้ จนทำให้หยุดปรุงแต่งก็ได้ ทีนี้ เราก็ใช้จิต ที่ได้รับการบังคับให้มีการปรุงแต่ง ได้หรือไม่ได้ อย่างไรนั้นแหละมาเป็นอารมณ์ หรือมาเป็นนิมิตของสติปัฏฐานข้อนี้. สติปัฏฐานข้อจิตตานุบัสสนานี้ ขั้นที่ ๑ ก็คือ กำหนดลักษณะของจิต ในขณะนั้นว่า จิตประกอบอยู่ด้วยลักษณะอย่างไร จิตมีราคะหรือไม่มีราคะ, จิตมีโทสะ หรือไม่มีโทสะ, จิตมีโมหะหรือไม่มีโมหะ, จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า หรือจิตไม่มีจิตอื่น ยิ่งกว่า, เบ จิตแช่มชื่นหรือจิตหดหู่ อย่างนี้เป็นต้น ; หลายลักษณะแล้วแต่มันจะมี ลักษณะอะไรขึ้นมาเป็นเครื่องกำหนด. เรากำหนดดูลักษณะของจิตในทุกลักษณะ อย่างนี้เรื่อยไปจนรู้ลักษณะของจิตหมดสิ้น นี้เรียกว่าขั้นที่ ๑ กำหนดที่ลักษณะของจิต. ขั้นที่ ๒ ต่อไป เมื่อเราสามารถบังคับจิตได้อย่างนี้แล้ว ฝึกบังคับจิตไป ให้มีลักษณะเป็นจิตที่ปราโมทย์ ; ปราโมทย์นี้หมายถึง จิตที่มีปีติและความสุขด้วย เหมือนกัน. แต่มันละเอียดไปกว่า สูงไปกว่า ไม่ต้องอาศัยองค์ฌานคือปีติและสุข ก็สามารถที่จะทำจิตให้ปราโมทย์ได้ทันที. ขั้นที่ ๒ นี้ คือการบังคับจิตให้ปราโมทย์
น.322 ได้ตามที่เราต้องการ ; เมื่อประสบความสำเร็จในขั้นนี้แล้ว ก็เลื่อนไป ขั้นที่ ๓ คือ บังคับจิตให้ตั้งมั่น. คำว่า "ตั้งมั่น" นี่แหละคือตัวสมาธิแท้ แต่ว่าในขนาดที่สมบูรณ์ ในความ เป็นสมาธินั้นต้อ งมีลักษณะ ๓ ประการ คือ บริสุทธิ์สะอาด อย่างหนึ่ง มั่นคงแน่วแน่ อย่างหนึ่ง แล้วก็ ว่องไว ต่อหน้าที่ของมันอย่างหนึ่ง " ปริสุทโธ" แปลว่า บริสุทธิ์คือ สะอาด ไม่มีนิวรณ์รบกวน เป็นต้น ; สมาหิโต คือ ตั้งมั่น แน่นแฟ้น เข้มแข็ง มั่นคง ; แล้วก็ กัมมนีโย คือ ไวต่อหน้าที่ของมัน , หน้าที่ของมันคือการ พิจารณา เราจะให้มันทำหน้าที่ของมันคือพิจารณาเมื่อใด อย่างไร ในลักษณะใดก็ได้ทันที อย่างนี้ เรียกว่าไวต่อหน้าที่ของมัน. ถ้าจิตประกอบด้วยองค์ ๓ นี้ คือ บริสุทธิ์ ตั้งมั่น และ ไวต่อหน้าที่ ของ มันแล้ว เรียกว่าตั้งมั่นในที่นี้ คือเป็นสมาธิอย่างสมบูรณ์ ในลักษณะที่จะเป็นบาทฐาน ของวิปัสสนา. ทีนี้ก็ปฏิบัติในขั้ นที่ ๔ ต่อไป คือทำจิตให้ปล่อย , ทำจิตให้ปล่อย จากสิ่งที่กำลังห่อหุ้มจิตอยู่ในขณะนั้น อย่างไรก็ได้. จิตมีอะไรห่อหุ้มอยู่ในขณะนั้น ความโลภก็ดี ความโกรธก็ดี ความหลงก็ดี ความกำหนัดอย่างอื่นก็ดี, หรือแม้แต่ ความกลัว ความเกลียด ความอิจฉาริษยา ความหดหู่อะไรก็ดี ที่กำลังรบกวนจิตอยู่ใน ขณะนั้น เราฝึกในลักษณะที่สามารถจะสลัดให้ออกไปได้ทันที ; นี่เรียกว่าฝึกจิตให้ปล่อย เป็นขั้นที่ ๔. ทบทวนในหมวดจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานอีกทีหนึ่งว่า : ขั้นที่ ๑ กำหนด ที่ลักษณะของจิตว่ามีลักษณะอย่างไร ในขณะนั้น. ขั้นที่ ๒ บังคับจิตให้ปราโมทย์. ขั้นที่ ๓ บังคับจิตให้ตั้งมั่น. ขั้นที่ ๔ บังคับจิตให้ปล่อยสิ่งที่มากลุ้มรุมจิต.
น.323 นี่ลองพิจารณาดูเถิด จะเห็นได้ว่า เดี๋ยวนี้เราเป็นผู้แตกฉาน เชี่ยวชาญใน เรื่องของจิต รู้จักมันดี บังคับมันได้ ประสบความสำเร็จอย่างนี้แล้ว เรียกว่าสำเร็จใน จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานตามแบบของอานาปานสติ. เมื่อปฏิบัติได้ทั้ง ๓ หมวด คือกายานุปัสสนา เวทนานุบัสสนา จิตตานุ- ปัสสนา ในลักษณะอย่างนี้แล้ว ก็เรียกว่าประสบความ สำเร็จในส่วนสมถะเป็นอย่าง สูงสุด. ทีนี้ก็เลื่อนไปในส ติปัฏฐานที่ ๔ ที่เรียกว่า ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน นั้น เป็นขั้นวิปัสสนาโดยสมบูรณ์. ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานขั้นที่ ๑ กำหนดความหมายของความไม่เที่ยง คืออนิจจัง. ความหมายของอนิจจังนั้นมีอยู่อย่างไรบ้าง ; ก็พิจารณาสิ่งทั้งหลาย เหล่านั้น โดยความเป็นของไม่เที่ยงอย่างนั้น. เราจะต้องพิจารณาทุกสิ่งที่มีความไม่ เที่ยง, แล้วสิ่งนั้นต้องเป็นสิ่งที่มีอยู่ในความรู้สึกของเราจริงๆ ไม่ใช่ไปเที่ยวพิจารณา ก้อนหิน ก้อนดิน ต้นไม้ ภูเขา เรื่องข้างนอกอย่างนั้น, ไม่ใช่ ; ยังไม่เป็น การถูกต้อง หรือสมบูรณ์ในเรื่องนี้ ; จะต้องพิจารณาความไม่เที่ยงของสิ่งที่มีอยู่ในตัว โดยแท้จริง และสิ่งที่ปรากฏอยู่จริง ๆ. เพราะฉะนั้น เราจะต้องย้อนกลับไปทำตั้งแต่ ต้นมา คือ :- กำหนดลมหายใจยาว แล้วก็พิจารณาความไม่เที่ยงของลมหายใจยาว, แล้ว กำหนดลมหายใจสั้น พิจารณาความไม่เที่ยงของลมหายใจสั้น. พิจารณาความที่ลม หายใจปรุงแต่งกาย, ก็กำหนดความไม่เที่ยงของการปรุงแต่งกาย. พิจารณาการที่บังคับ ลมหายใจ ไม่ให้ปรุงแต่งกายได้ คือให้สงบได้, ก็พิจารณาความไม่เที่ยงของระบบ ทั้งการปรุงแต่ง และไม่ปรุงแต่งเหล่านี้ทั้งหมด ; เพราะว่ามันมีความไม่เที่ยงแสดงอยู่ ทั้งนั้น.
น.324 แล้วก็ เลื่อนมาพิจารณาในกลุ่มเวทนานุปัสสนา คือพิจารณาว่า : ปีตินั้นก็ไม่เที่ยง, ความสุขนั้นก็ไม่เที่ยง, ปีติและสุขซึ่งปรุงแต่งจิตนั้นก็ไม่เที่ยง, ไม่เที่ยงทั้งปีติและสุข และทั้งจิตนั้น ; และการที่บังคับเวทนามิให้ปรุงแต่งจิตนี้ ก็ล้วนแต่มีลักษณะแห่งความไม่เที่ยง คือมันเปลี่ยนแปลงได้อยู่เสมอไป เปลี่ยนแปลงทุกกรณี. ถ้าเที่ยงมันก็เปลี่ยนเป็นอะไรไม่ได้ ; เดี๋ยวนี้เพราะมันไม่เที่ยง มันจึงเปลี่ยนไปได้กระทั่งเปลี่ยนไปได้ตามที่เราต้องการ. ที่นี้ ก็ ย้อนมาพิจารณาในหมวดจิตตานุปัสสนา พิจารณาว่า จิตใน ลักษณะไหนก็ตาม มีลักษณะแห่งความไม่เที่ยง, การที่ทำจิตให้ปราโมทย์ได้ ก็มีลักษณะแห่งความไม่เที่ยง. การที่ทำจิตให้ตั้งมั่นได้ ก็มีลักษณะแห่งความไม่เที่ยง.การทำจิตให้ปล่อยได้ ก็มีลักษณะแห่งความไม่เที่ยง. อย่างนี้มันเป็นเรื่องจริง, มันเป็นของจริงที่มีอยู่ในใจจริง ๆ, รู้จักความไม่เที่ยงของสิ่งที่ปรากฏอยู่ในใจจริง ๆ ; อย่างนี้มันมีผล. ไม่เหมือนกับไปเที่ยวพิจารณาข้างนอก เช่นอย่างนั้นก็ไม่เที่ยง อย่างนี้ก็ไม่เที่ยง ; นั้นมันผิวเผิน. แต่ถ้าพิจารณาจากสิ่งที่มันกำลังปรากฏอยู่ภายในจิตเองจริงๆว่าเป็นของไม่เที่ยงแล้ว มันเห็นความไม่เที่ยง ลึกซึ้ง, จนถึงกับทำให้เกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด หรือความสลดสังเวชได้. อธิ ด้วยเหตุดังนี้เอง จึง ต้องใช้อารมณ์ ภายในล้วน ๆ สำหรับพิจารณาความไม่เที่ยง คืออนิจจัง . เมื่อพิจารณาความไม่เที่ยงหรืออนิจจังเรื่อยไปอยู่อย่างนี้ ซึ่ง เป็นขั้นที่ ๑ ของธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน แล้ว ; เรื่องก็จะเดินไปเองตามลำดับว่า ; ถ้าเรา ประสบความสำเร็จในการพิจารณาความไม่เที่ยง มันก็จะเกิดวิราคะ คือความเบื่อหน่าย ความสลดสังเวช ความคลายกำหนัดจากสิ่งที่เคยยึดมั่นถือมั่นนั้นเป็นแน่นอน. นี้เราก็ พิจารณาที่ความคลายกำหนัด นั้นว่ามีลักษณะอย่างไร, ความจางคลายแห่งความยึดมั่นถือมั่นนั้นเป็นอย่างไร. นี้เรียกว่าพิจารณาวิราคะ คือความคลายกำหนัด.
น.325 มื่อ ความคลายกำหนัดเป็นไปตามลำดับ ๆ ก็จะเกิดอาการที่เรียกว่าความ ดับหรือนิโรธะ ขึ้นมา. นิโรธหรือนิโรธะ แปลว่า ความดับ คือความดับแห่งทุกข์ ; เพราะว่าเมื่อคลายกำหนัด คือคลายความยึดมั่นถือมั่นแล้ว ความทุกข์ก็ดับไป. พิจารณาในอาการที่ความทุกข์ดับไปในลักษณะที่เป็นนิโรธเรื่อยไปๆ มันก็เป็นความดับทุกข์ที่สมบูรณ์ขึ้นมา. อันดับที่ ๔ อันดับสุดท้ายก็คือ พิจารณาความที่ว่า บัดนี้ได้สลัดความทุกข์ ทั้งปวงหมดแล้ว พิจารณาอาการที่สลัดความทุกข์ทั้งปวงออกไปได้แล้ว เรียกว่า ปฏินิสสัคคะ ทบทวนใหม่ว่า ในหมวดธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานนี้ อันดับที่ ๑ เรียกว่า อนิจจานุปัสสี - เฝ้าตามมองลักษณะแห่งความไม่เที่ยง ของสิ่งที่ปรากฏอยู่ในใจทุก ๆสิ่ง ; แล้วก็มาถึงขั้น วิราคานุปัสสี - เฝ้าตามดูความคลายกำหนัดของจิตจากความยึดมั่นถือมั่น ; แล้วก็มาถึงขั้นที่เรียกว่า นิโรธานุปัสสี - เฝ้าตามดูในการที่ความทุกข์ดับลง - ดับลง แล้วก็พิจารณาดูอาการที่เรียกว่า ปฏินิสสัคคานุปัสสี คือจิตสามารถสลัดความทุกข์กลับไปได้แล้ว ; จะเรียกอย่างธัมมาธิษฐานหน่อยก็ว่า : เดี๋ยวนี้จิต สลัดตัวกู - ของกูออกไปได้แล้ว เป็นจิตบริสุทธิ์. เมื่อก่อนนี้จิตยึดไว้ซึ่งตัวกู -ของกู เป็นโจร เป็นขโมย เอาของธรรมชาติมาเป็นตัวกู มาเป็นของกู. บัดนี้สลัดคืนคืนให้เจ้าของ คืนให้ธรรมชาติ คืนให้ไปยังธรรมชาติ ให้ธรรมชาติไป, ไม่มีความเป็นตัวกู เป็นของกูอีกต่อไป ; นี้เรียกว่าปฏินิสสัคคานุปัสสี เป็นอันสุดท้าย. อันที่เรียกว่า อนิจจานุปัสสีนั้นเป็นการพิจารณาธรรม ที่จะทำให้เกิด ความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด. วิราคานุปัสสี ความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดนั้น เป็น อาการของมรรค. เมื่อคลายกำหนัดจนถึง ดับทุกข์ทั้งปวงได้แล้ว ก็เรียกว่า นิโรธา-
น.326 นุปัสสี เป็นอาการของผล. ปฏินิสสัคคานุปัสสีนี้เป็นลักษณะประจำของ สิ่งที่เรียกว่า นิพพาน คือสลัดคืนสิ่งทั้งปวงออกไป, ไม่มีการปรุงแต่งเป็นตัวกู เป็นของกูอีกต่อไป จึงเป็นการสิ้นสุดของการปฏิบัติ ท่านทั้งหลายจะต้องทบทวนดูให้ดี จนเข้าใจอย่างที่ว่ามานี้ หมวดที่ ๑ เรียก ว่า กายานุปัสสนา กำหนดลมหายใจยาว, กำหนดลมหายใจสั้น, กำหนดรู้ความที่ลม หายใจปรุงแต่งกาย, กำหนดความที่เรารำงับการปรุงแต่งกายเสียได้, กำหนดความที่ลม หายใจไม่ปรุงแต่งกายได้. หมวดที่ ๒ เวทนานุปัสสนา ถือ เอาปีติและความสุข ที่เกิดมาจากการรำงับ การปรุงแต่งกายเสียได้มา เป็นอารมณ์ กำหนดปีติและกำหนดความสุข ; แล้วกำหนด การที่ปีติและความสุขปรุงแต่งจิต, แล้วกำหนดความที่เราบังคับไม่ให้มีการปรุงแต่งจิต โดยไม่ให้ปีติและความสุขปรุงแต่งจิตได้. พอมาถึง หมวดที่ ๓ จิตตานุปัสสนา เราดูลักษณะของจิต, บังคับจต ให้ปราโมทย์, บังคับจิตให้ตั้งมั่น, บังคับจิตให้ปล่อย. เมื่อเราคล่องแคล่วในเรื่องของจิต ในวิถีทางของจิตอย่างนี้แล้ว ก็ประพฤติปฏิบัติใน หมวดสุดท้าย คือธัมมานุปัสสนา ใช้จิตที่อยู่ในอำนาจของเรานั้น พิจารณาความเป็นอนิจจัง ของสิ่งที่เป็นอนิจจัง จนมี ความหน่ายคลายกำหนัด จนมีความดับทุกข์ปรากฏ จนมีความรู้สึกว่า เราได้สลัดความ ทุกข์ออกไปแล้วโดยประการทั้งปวง ดังนี้. นี้เรียกว่าเป็นกัมมัฏฐาน ที่เรียกว่าอานาปานสติภาวนา ; ทุก ๆ ขั้น ทุก ๆ ตอน จะต้องทำให้ปรากฏแจ่มชัดอยู่ทุกครั้งที่หายใจเข้าและหายใจออก ดังนั้น จึงได้เรียกว่า "อานาปานสติ", กล่าวโดยสรุป ๑๖ ขั้นคือ :
น.327 กำหนดลมหายใจยาวอยู่ทุกครั้งที่การหายใจออกเข้า ๒ - กำหนดลมหายใจสั้นอยู่ทุกครั้งที่มีการหายใจออกเข้า ๓ - กำหนดความที่ลมหายใจปรุงแต่งกายอยู่ทุกครั้งที่หายใจออกหายใจเข้า ๔ - และกำหนดความที่เราบังคับการปรุงแต่งกายนี้ได้สำเร็จอยู่ทุกลมหายใจ ออก ทุกลมหายใจเข้า ๕ - กำหนดปีติอยู่ทุกครั้งที่หายใจออกหายใจเข้า ๖ - กำหนดความสุขอยู่ทุกครั้งที่หายใจออกหายใจเข้า ๗ - กำหนดความที่ปีติและสุขนี้ปรุงแต่งจิตอยู่ทุกครั้งที่หายใจออกหายใจเข้า ๘ - กำหนดความที่เราบังคับไม่ให้เวทนาปรุงแต่งจิตนี้อยู่ทุกครั้งที่หายใจออก หายใจเข้า ๙ - แล้วจึงมาดูลักษณะของจิตอยู่ทุกครั้งที่หายใจออกและหายใจเข้า ๑๐ - แล้วก็มาดู การที่เราบังคับจิตให้ปราโมทย์ได้อยู่ทุกครั้งที่หายใจออกเข้า ๑๑ - แล้วก็มาดูการที่เราทำให้จิตตั้งมั่นอยู่ได้ทุกครั้งที่หายใจออกหายใจเข้า ๑๒ - แล้วก็มาดูความที่เรากำหนดจิตให้ปล่อยจากสิ่งนั้น ผูกพันนั้น ได้อยู่ ทุกครั้งที่เราหายใจออก และหายใจเข้า ๑๓ - แล้วจึงเลื่อนมากำหนดความไม่เที่ยงของสิ่งทั้งปวงที่ปรากฏอยู่นั้น ทุก ครั้งที่หายใจออก และหายใจเข้า ๑๔ - พอวิราคะเกิดขึ้นก็พิจารณากำหนดวิราคะนั้นอยู่ทุกครั้งที่หายใจออกและ หายใจเข้า ๑๕ - เมื่อนิโรธปรากฏขึ้น ก็กำหนดนิโรธนั้นอยู่ทุกครั้งที่หายใจออก และ หายใจเข้า ๑๖ - เมื่อสลัดตัวกูของกูออกไปได้สิ้นเชิง ก็กำหนดการสลัดออกไปได้นั้น ทุกครั้งที่หายใจออกและหายใจเข้า
น.328 ด้วยเหตุที่มีการบังคับ ทุกครั้งที่หายใจออกและหายใจเข้านี้เอง การปฏิบัติ ทำนองนี้จึงได้ชื่อว่า อานาปานสติ ตั้งแต่ต้นจนปลาย จนตลอดสาย. การปฏิบัติกัมมัฏฐานภาวนาที่ชื่อว่า อานาปานสตินี้ เป็นแนวปฏิบัติที่อาตมา ชอบ ; ฉะนั้นจึงนำมาแสดงแก่ท่านทั้งหลาย เพื่อได้พิจารณาดู ได้ลองปฏิบัติดูตาม สมควรแก่กำลังสติปัญญาของตน ๆ ! แต่ว่าไม่ต้องนำไปเปรียบเทียบว่าดีกว่าแบบ ไหน หรือเลวกว่าแบบไหน หรือเสมอกันกับแบบไหน ; อย่างนั้นไม่จำเป็น. มันควรจะดีด้วยกันทุกแบบ, มันควรจะมีประโยชน์ หรือมีความเหมาะสมแก่บุคคลไป เป็นลักษณะ ๆ ไป. แต่ว่าแบบอานาปานสติแบบนี้ เป็นแบบที่อาตมาชอบเป็นพิเศษ จึงได้นำมากล่าวแก่ท่านทั้งหลาย. อานาปานสติภาวนานี้เป็นแบบที่ พระพุทธเจ้าท่านก็สรรเสริญ ว่าเป็นแบบที่ มีผลมาก มีอานิสงส์มาก เป็นแบบที่ปฏิบัติได้สะดวกดาย ; เพราะว่าเราได้ใช้สิ่งที่มี อยู่ในตัวเราล้วน ๆ ทั้งหมดทั้งสิ้น เป็นเครื่องปฏิบัติ, เป็นวัตถุสำหรับการกำหนด. ไม่ยุ่งยาก ไม่ลำบาก ไปนั่งที่ไหนก็มีลมหายใจ, ไปนั่งตรงไหน ก็มีการคิดนึกได้. เพราะฉะนั้น ไม่ต้องเที่ยวหอบเที่ยวหิ้วอะไร. ไปนั่งที่ไหนโคนไม้ไหนก็กำหนดลม หายใจได้, มันจึงสะดวกอย่างนี้, และปฏิบัติได้โดยไม่ต้องระหกระเหิน, ไ ม่ต้อง ประสบกันเข้ากับภาพที่น่ากลัว น่าอันตราย. อย่างไปพิจารณาซากศพอย่างนี้ มัน ก็ต้องไปประสบกันเข้ากับภาพที่เป็นภาพที่น่ากลัว ; บางทีก็เป็นอันตรายถ้าทำไม่ถูกวิธี. แต่ว่าในการปฏิบัติอานาปานสตินี้จะไม่มีปัญหาอย่างนั้น ; จะไม่มีสิ่งที่น่ากลัว จ ะมีแต่ สิ่งที่สงบเย็น ตั้งแต่ต้นจนปลาย ทุก ๆ ขั้น ทุก ๆ ตอน. พระพุทธเจ้าท่านทรงสรรเสริญอานาปานสติมากกว่าอย่างอื่นหมด ; จึงขอ ให้ท่านทั้งหลายเอาไปพิจารณาดู มีโอกาสเหมาะสมก็ลงมือฝึกฝนกันไปตามลำดับ.
น.329 โอกาสในวันนี้ไม่มี และไม่เหมาะสำหรับที่จะลงมือฝึกจริง ๆ จึงได้แต่ กล่าวอธิบายหลักหรือแนวว่ามีอยู่อย่างไร ; สำหรับไปลองดูด้วยตนเองก่อน ; และต้อง ยุติกันไว้เพียงเท่านี้. ถ้าพรุ่งนี้มีโอกาสก็จะได้อธิบาย, หรือลองทำบางสิ่งบางอย่างให้ดู ให้เข้าใจแจ่มแจ้งโดยละเอียดออกไป. โดยเฉพาะวันนี้ ขอยุติไว้เพียงเท่านี้ก่อน.
Buddhadasa