Buddhadasa.org

ค่ายธรรมบุตร ครั้งที่ ๑๙ — อาสาสมัครของพระพุทธเจ้า

ค่ายธรรมบุตร —

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.414 มีความหมายกินความไปถึงการที่ว่า ในบางคราว จะต้องใช้อาวุธ แล้วมันจะมี ปัญหาเกิดขึ้นอย่างไร ? ในชั้นแรกที่สุด อยากจะพูดให้เข้าใจ โดยหลักใหญ่ กว้าง ๆ กันเสียก่อนว่า : การ ใช้อาวุธนั้น มันเพื่อทำร้ายเขา ก็ได้อย่างหนึ่ง, การใช้อาวุธนั้นเพื่อป้องกันตัว ก็ได้ นี้อย่างหนึ่ง, และการใช้ อาวุธนั้นเพื่อป้องกันธรรม หรือพระธรรม หรือ ความเป็นธรรมก็ได้ นี้อย่างหนึ่ง, อย่างน้อยเป็น ๓ อย่างด้วยกัน. ใช้อาวุธทำร้ายเขา ใช้อาวุธป้องกันตัวเอง ใช้อาวุธป้องกันพระธรรม คือความเป็นธรรมในโลกนี้; นี่มัน ยิ่งกว่าตัวเอง ฉะนั้น ๓ อย่างนี้ต่างกันลิบลับ. ใช้อาวุธทำร้ายเขา นี้มันก็ต้อง เป็นบาป อย่างที่เรารู้กันดีอยู่แล้ว ไม่ต้อง อธิบาย. ใช้อาวุธป้องกันตัวเอง นี้เราเล็งถึงการป้องกันตัวเอง ; ไม่ได้มุ่งหมาย จะใช้อาวุธไปทำร้ายใคร นี่เป็นสิ่งที่ พระพุทธเจ้าท่านอนุญาต และไม่ผิดข้อห้ามในการ ที่ป้องกันตัวเอง แม้จะทำให้ผู้อื่นหรือสัตว์อื่นต้องเสียชีวิตไป. ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่นว่า ถ้าภิกษุเป็นโรคภัยไข้เจ็บที่จะต้องกินยาบาง ชนิด โดยเฉพาะเช่นยาถ่าย มันก็จะต้องถ่ายตัวพยาธิ เช่นไส้เดือนเป็นต้นออกมา มัน ก็ต้องตาย. การกระทำอย่างนี้ใช้เครื่องมือไปในลักษณะอย่างนี้ ไม่ใช่การทำร้ายผู้อื่น เป็นการป้องกันตัวเอง. แม้วินัยที่เกี่ยวกับภิกษุโดยเฉพาะ ถ้าภิกษุถูกรังแกข่มเหงก็ ป้องกันตัวเองได้ตามสมควร, กระทั่งไปขอร้องอารักขาจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมือง ซึ่งบางทีก็ทำให้มีคนตายได้เหมือนกัน คือถูกลงโทษถึงตาย. การกระทำไปเพื่อป้องกันตัวเองโดยบริสุทธิ์ใจนั้น มันคนละเรื่องกับการทำ ร้ายผู้อื่นหรือฆ่าฟันผู้อื่น ; เป็นอันว่าในทุกลัทธิศาสนาก็ยอมรับ ว่าการป้องกันตัวเองนั้น

น.415 ๓๙๐ ค่ายธรรรมบุตร ไม่ใช่สิ่งเดียวกันกับการทำร้ายผู้อื่น. แต่มันอยู่ที่เจตนาบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์ เช่น อย่างว่าจะกินยาถ่ายตัวพยาธิด้วยความโกรธแค้น จะทำให้สาสมกับมัน อย่างนี้มันก็มี ความโกรธแค้น มันก็เจือด้วยการทำร้ายผู้อื่นเสียแล้ว ; แต่ถ้าทำไปด้วยความรู้สึก ที่บริสุทธิ์ใจ รู้สึกฝืนใจที่จะต้องทำอย่างนี้ มันก็เป็นการป้องกันตัวเองได้ล้วน ๆ ; มัน ก็ต่างกัน. เรื่อง การทำร้ายผู้อื่น กับการป้องกันตัวเองนี้ เป็นคนละอย่าง : อย่าง แรกทำให้ขาดศีลปาณาติบาตที่สมาทานไปหยก ๆ เมื่อตะกี้นี้ ; แต่อย่างที่สองนี้ไม่เป็น เช่นนั้น ไม่ทำให้ขาดศีลข้อนั้น, หรือแม้จะด่างพร้อยไปบ้าง มันก็ไม่ถึงกับขาดศีล ; แต่ถ้ามีเจตนาบริสุทธิ์จริง ๆ แล้ว ก็ไม่มีเรื่องที่จะต้องขาดศีล. ทีนี้ มาถึงอย่างที่ ๓ ที่ใช้อาวุธ ป้องกันพระธรรม นี้อาจไม่ค่อยจะได้คิด หรือเคยคิดกันนัก ; แต่ว่ามีอยู่ในแบบฉบับ และมีอยู่ในข้อเท็จจริงที่ปฏิบัติกันอยู่ด้วย. การใช้อาวุธเพื่อป้องกันพระธรรมนั้น มันสูงไป แล้วจะกลายเป็นเรื่องบุญเรื่องกุศลไป. สิ่งที่เรียกว่าพระธรรมโดยสรุปแล้ว หมายถึงสิ่งที่จะคุ้มครองโลก ให้อยู่เป็น ผาสุก. โลกต้องมีความเป็นธรรม ประกอบอยู่ด้วยธรรมจึงจะอยู่เป็นผาสุก. ถ้าเกิด มีผู้ใดทำลายพระธรรม ทำลายความเป็นธรรม เหยียบย่ำพระธรรม ; ผู้ที่เคารพ และบูชาพระธรรม ก็จะต้องต่อสู้และป้องกัน ให้ความเป็นธรรมยังมีอยู่ในโลก, ให้พระธรรมยังมีอยู่ในโลก เพื่อคนทั้งโลกจะได้มีที่พึ่ง. เมื่อทำไปด้วยเจตนาที่บริสุทธิ์ อย่างนี้จริง ๆ แล้ว มันกลายเป็นเรื่องได้บุญได้กุศล ในการที่รักษาความเป็นธรรม ให้ยังคงมีอยู่เป็นที่พึ่งของโลก. ท่านทั้งหลาย ลองคิดดูว่า ความมุ่งหมายที่เป็นวัตถุประสงค์ ของหน่วย อาสาสมัครรักษาดินแดนนี้ ถ้ามีการที่จะต้องใช้อาวุธบ้างแล้ว มันจะเป็นไปในรูปไหน ?

น.416 ถ้าท่านเป็นพุทธบริษัทโดยสมบูรณ์แบบ พูดกันภาษาใหม่ ๆ ก็ว่า โดยสมบูรณ์แบบ มันก็ต้องเป็นไปในอย่างที่ ๓ คือ เพื่อพิทักษ์ความเป็นธรรมของโลกของมนุษย์ทั้งหมด, ไม่ใช่ของเราหรือของพวกเราหรือของใครโดยเฉพาะ. นี้เป็นความคิดที่ประกอบด้วย ธรรม เป็นความคิดที่กว้างอย่างที่เรียกว่า ไม่เห็นแก่ตัว . การเห็นแก่ตัวหรือเห็นแก่ พวกของตัวนี้ มันยังแคบอยู่บ้าง, หรือแคบอยู่มากในบางกรณี. มันต้องไม่มี ความเห็นแก่ตัว หรือพวกของตัว ซึ่งจะเป็นเหตุให้เกิดเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ ใน การที่จะใช้อาวุธเป็นต้น. ฉะนั้นเราก็มีการเปิดกว้างไปถึงว่า เพื่อความจริง เพื่อ ความยุติธรรม เพื่อความดี เพื่อความงาม ความถูกต้อง หรือความเป็นธรรมของ โลกนี้ จึงมีการต่อสู้และป้องกัน ; ในกรณีที่ต้องใช้อาวุธ ก็ต้องใช้อาวุธ ด้วยการ มุ่งหมายที่จะรักษาความเป็นธรรมอันแท้จริงในโลก. ถ้าคิดอย่างนี้แล้ว มันคุ้มได้หมด. การต่อสู้ป้องกันชีวิตของตัว มันก็กลาย เป็นเรื่องเล็กไป, สูญหายหรือถูกกลืนหายไป ในการป้องกันความเป็นธรรม ; ปัญหาก็หมด. ไม่ควรจะมีข้อข้องใจว่า สิ่งนี้มันจะนำมาซึ่งบาปซึ่งกรรม หรือ ว่าอะไรที่มันขัดกันกับความเป็นพุทธบริษัท ในเลือดในเนื้อของเรา. หวังว่าท่าน ทั้งหลายจะได้คิดถึงข้อนี้เป็นข้อแรก แล้วหมดข้อวิตกกังขาอะไรต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องทาง จิตใจ แล้วตั้งหน้าตั้งตาทำให้ดีที่สุด. จะผดุง "ธรรม" ต้องรู้จัก "ธรรม" ทีนี้ ก็จะได้พูดถึงธรรมะในฐานะเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ที่เราจะต้องช่วยกันผดุง เอาไว้ รักษาเอาไว้ หรือต่อสู้อุปสรรคต่าง ๆ เพื่อป้องกันเอาไว้. สำหรับสิ่งที่เรียกว่า “ธรรมะ " นี้ ก็ยังเข้าใจกันน้อยมาก ; เข้าใจแต่ที่ว่าธรรมะคือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า สั้น ๆ ลุ่น ๆ อย่างนี้ มันยังแคบไป. ธรรมะมันมีอะไรมากกว่านั้น แล้วเป็นทุกสิ่ง ทุกอย่างไปหมดเลย ไม่ได้ยกเว้นอะไร ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ธรรมะ. รูปธรรมนามธรรมนี้

น.417 ก็เ ป็นธรรมะ, ความจริงของธรรมชาติ ที่มีอยู่ในสิ่งเหล่านั้น ก็เป็นธรรมะ, แล้ว มันก็ทำให้เกิด หน้าที่ที่เราจะปฏิบัติให้ถูกต้อง ต่อสิ่งเหล่านั้น การปฏิบัตินั้นมันก็คือ ธรรมะ, แล้ว ผลที่ ได้รับเป็นความสุขสบายอยู่เป็นผาสุก นี้ก็คือธรรม ะด้วย เหมือนกัน. คำว่าธรรมะมันกว้างถึงอย่างนี้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็หมายถึง หน้าที่ที่ มนุษย์จะต้องทำ ; ฉะนั้นเมื่อเรา ทำหน้าที่ที่ควรทำเมื่อไร ก็มีธรรมะ เป็นธรรมะ เมื่อนั้น ; แม้ที่สุดแต่การป้องกันตัวเองหรือป้องกันธรรมะ ต้องทำให้ใช้อาวุธออกไป อย่างนี้ก็เรียกว่าเป็นธรรมะ อยู่ในการกระทำนั้น. นี่คำว่าธรรมะมีความหมายกว้างถึงอย่างนี้ จนพูดได้ว่า การทำการงาน ที่ถูกต้อง ตามหน้าที่ ที่ควรจะทำนั้นแหละคือธรรมะ ; แล้วมันก็สำคัญอยู่ที่ ความเสียสละ ถ้าปราศจากการเสียสละแล้ว มันก็ไม่ใช่ทำหน้าที่ที่ถูกต้อง หรือที่ควร จะทำ. ฉะนั้น การเสียสละนั้นมันก็คือธรรมะ ธรรมะที่แท้จริงมันอยู่ที่การเสียสละ. ลองไม่เสียสละ แม้จะมีความรู้ความเข้าใจอย่างไร แล้วเกิดไม่เสียสละเท่านั้น มันก็ไม่มี ธรรมะขึ้นมาได้, หรือไม่มีการปฏิบัติหรือการกระทำอะไรได้. นี้เราจะ ต้องมองให้เห็น ว่าที่เรากำลังกระทำอยู่นี้มันเป็นธรรมะ, และเป็นได้อย่างไร ? การปฏิบัติที่ถูกต้องนั้นแหละ คือตัวธรรมะอย่างยิ่ง. การศึกษาเล่าเรียน ก็เป็นธรรมะเหมือนกัน แต่ยังไม่สำเร็จประโยชน์ ; มันต้องมีการปฏิบัติที่ถูกต้องแล้ว จึงมีธรรมเกิดเป็นประโยชน์ขึ้นมา นี้ก็เป็นผล ; ก็เป็นธรรมะในฐานะที่เป็นผล. ฉะนั้น เราจะต้อง มีธรรมอยู่ที่เนื้อที่ตัว ของเรา คือการปฏิบัติหน้าที่ที่ถูกต้อง ; ไม่ใช่ เพียงแต่ว่าเช้าสวดมนต์ หรือไม่ใช่เพียงแต่ท่องอะไรได้ ; หรือแม้ที่สุดแต่ว่าจะไปบวชชี บวชเณร บวรพระอะไรก็ตาม มันยังไม่สำคัญเท่า ที่ว่าจะต้องมีการประพฤติกระทำ

น.418 ที่ถูกต้อง อยู่ที่เนื้อที่ตัว นั่นคือธรรมะ. แล้วมันจึงเป็นอันเดียวกันกับการทำงาน ; ถ้าเราทำงานที่ควรกระทำให้ถูกต้อง นั้นก็คือการปฏิบัติธรรมะ ธรรมะคือการงาน การงานคือธรรมะ. ท่านอาจจะไม่เคยคิดในข้อนี้ เพราะว่าอาจจะไม่เคยได้รับการแนะนำสั่งสอน อย่างนี้ จึงถึงกับเข้าใจไปว่ามันคนละอย่างกันเสีย ว่าทำงานทำมาหากินนั้นไม่ใช่ธรรมะ, ธรรมะต้องไปที่วัด ต้องไปรับศีลต้องไปฟังเทศน์. เอาธรรมะไว้ที่วัด เอาตัวเอง ไว้ที่บ้าน อยู่กับการงาน ; นี้เป็นคนที่ว่ายังไม่ลืมตา ยังไม่ลืมหูลืมตา ต่อสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ. ถ้า รู้จักธรรมะจริง จะรู้จักธรรมะที่มีอยู่ที่การงาน ที่ทำหน้าที่อย่างถูกต้อง ; เพราะธรรมะมันมีหลายชั้น มีหลายระดับ ถูกต้องน้อยก็เป็นธรรมะน้อย, ถูกต้องมากก็เป็นธรรมะมาก. เราหากินให้ถูกต้อง นี้ก็เป็นธรรมะ, เรากินให้ถูกต้องนี้ก็เป็นธรรมะ, เราจะต้องอาบต้องถ่ายต้องปฏิบัติร่างกายให้ถูกต้อง นี้ก็เป็นธรรมะ ; ไม่ว่าอะไรหมด ถ้าเป็นการกระทำที่ถูกต้องแล้ว เป็นธรรมะอย่างใดอย่างหนึ่งไปทั้งนั้น ; มันก็เป็นสิ่งที่มีอยู่ที่เนื้อที่ตัว ไม่ใช่เอาไว้ที่วัด แล้วเราอยู่ที่บ้าน. คำว่า "ธรรมะ" นี้ ยังใช้กว้างไปถึง ธรรมะฝ่ายที่เป็นบาปเป็นอกุศลก็มี. อกุศลธรรมนี้ คือธรรมะฝ่ายที่เป็นบาป, ที่เป็นอกุศลนั้นคือทำผิด ผิดธรรมะ เป็นธรรมะฝ่ายผิด : อย่างนี้ไม่ต้องพูดถึงกัน. ธรรมะฝ่ายถูกต้องนี้คือธรรมะในที่นี้ และได้แก่ การทำการงานที่ถูกต้อง ทุกอย่างทุกชนิดไม่ยกเว้นอะไร ; แม้กระทั่ง นั่ง นอน ยืน เดิน อะไรให้ถูกต้อง ต้องพูดจาให้ถูกต้อง, จะต้องคบหาสมาคมให้ถูกต้อง, แม้แต่จะต้องเลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ เลี้ยงหมูให้ถูกต้อง ; ทำทุกอย่างให้มันถูกต้องมันก็เป็นธรรมะไปหมด.

น.419 อให้รู้จักธรรมะที่เนื้อที่ตัวกันอย่างนี้ แล้วขยายออกไปถึงที่มันเกี่ยวกับผู้อื่น แล้วขยายออกไปที่มันเกี่ยวกันทั้งโลก หมดทั้งโลก หรือทุก ๆ โลก, ถ้ามันมีหลาย ๆ โลก ; เป็นความถูกต้องของทั้งหมด นี่คือธรรมะ. ในเรื่อง กิน อยู่ พูดจา กระทำ คิดนึก อะไรก็ตาม ถ้ามีธรรมะเมื่อไร มันก็มีประโยชน์ขึ้นมาทันที. อย่างแรกมันทำให้ชีวิตนี้มีค่ามีราคา, ธรรมะนี้มันช่วยให้ชีวิตของคน ๆ หนึ่ง นี้มีค่ามีราคาขึ้นมา, มีความหมายอย่างถูกต้องขึ้นมา, เป็นมนุษย์ที่ถูกต้องขึ้นมา ; แล้วมันทำให้เป็นบุคคลที่มีที่พึ่ง. ถ้าไม่มีธรรมะแล้ว แม้มันจะเป็นคนเหมือน ๆ บุคคลอื่น แต่มัน ไม่มีที่พึ่ง . ถ้ามีธรรมะ ก็กลายเป็นคนที่มีที่พึ่ง. บางคนอาจจะเถียงว่า มีเงินให้เยอะแยะเข้าไว้ แล้วมันก็มีที่พึ่ง. ที่พึ่งอย่างนั้นมันเป็นเรื่องของเด็กอมมือของคนขลาด แล้วก็ไม่จริงด้วย ; มันพึ่งได้แต่ในบางอย่าง แล้วเป็นส่วนน้อย. แล้ว บางทีความงกเงินนั้นแหละ จะทำให้ไม่มีธรรมะเสียเลยก็ได้. ที่พึ่งที่แท้จริงมันคือธรรมะ. ความมีธรรมะ คือมีความดีอยู่ที่เนื้อที่ตัว ; ธรรมะจะเป็นที่พึ่งให้แก่ เราได้ก็เพราะเรามีความดีที่ตัว ; เจ้านายเขาจึงรักจึงเอ็นดูเรา. และการที่เราจะหาเงินที่ดี ที่บริสุทธิ์มาได้ ก็ต้องเพราะธรรมะ เพราะประพฤติธรรมะ ; แม้จะไปขโมยเขามา ก็เป็นธรรมะ เป็นบาปธรรม เป็นอกุศล เป็นอกุศลธรรม. แต่เราไม่พูดถึงการกระทำชนิดนั้น. การที่เราจะหาเงินมาด้วยเหงื่อ ก็เพราะธรรมะนั่นเอง เพราะการกระทำไป อย่างถูกต้อง เหงื่อไหลไคลย้อยนี้ก็เป็นการประพฤติธรรม ได้เงินมาเป็นเงินบริสุทธิ์ เงินก็ยังได้มาจากธรรมะ ; ถ้าเงินนั้นพึ่งได้ ก็หมายความว่าธรรมะนั้นเป็นที่พึ่ง. เราจะต้องมองให้เห็นว่า ธรรมะอย่างเดียวเป็นทั้งหมด เป็นตัวเราและเป็นที่พึ่งของเรา. ธรรมะอยู่ที่เนื้อที่ตัวที่กายวาจาใจของเรา แล้วก็เป็นที่พึ่งให้แก่เรา ; ฉะนั้น เราจะต้องสนใจสิ่งนี้ให้มากเป็นพิเศษ และเราจะต้องเสียสละเพื่อสิ่งนี้ ; แม้เรา

น.420 จะต้องเสียชีวิตไป เราก็เสียสละได้เพื่อให้สิ่งนี้ยังอยู่. ฉะนั้น ถ้าท่านจะเป็น สมาชิก อาสาสมัครรักษาดินแดนหรืออะไรก็ตาม ต้องมีความแน่ใจที่ว่า : แม้ชีวิตก็สละได้ เพื่อความถูกต้องยังอยู่ เพื่อความเป็นธรรมยังอยู่ ; นี้ตัวธรรมะอยู่ที่นี่. เอาละทีนี้เรามองต่อไปถึงข้อที่ว่า : ธรรมะนี้เป็นของเฉพาะคน ประพฤติ แทนกันไม่ได้ ; ธรรมจึงเป็นที่พึ่งเฉพาะคน ๆ อย่างที่เรียกว่า พึ่งตัวเอง. ในพุทธ- ศาสนานี้ยืนยันการพึ่งตัวเอง มีตนเองเป็นที่พึ่ง; แต่แล้ว พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ที่ว่ามีตนเองเป็นที่พึ่งนั้น คือมีธรรมะเป็นที่พึ่ง. หมายความว่า ตนต้องปฏิบัติ ธรรมะ ตนจึงจะเป็นที่พึ่งแก่ตนเอง ; หมายความว่า พึ่งตนกับพึ่งธรรมะนั้นเป็น ของอันเดียวกัน, มีธรรมะเป็นที่พึ่งกับมีตนเองเป็นที่พึ่งนั้น เป็นของอย่างเดียวกัน, เป็นคำพูดคำเดียวกัน. ตนต้องประกอบด้วยธรรมะ ตนจึงจะเป็นที่พึ่งแก่ตนได้. พระ- พุทธเจ้าท่านจึงตรัสควบไปเสียทีเดียวว่า : อตฺตทีปา อตฺตสรณา ธมฺมทีปา ธมฺม สรณา - มีตนเป็นที่พึ่ง มีตนเป็นสรณะ มีธรรมะเป็นที่พึ่ง มีธรรมะเป็นสรณะ ; เป็นเรื่องเดียวกัน และใจความของมันก็อยู่ที่การประพฤติหรือกระทำที่ถูกต้องตามหน้าที่ ของตน. ขอให้มองเห็นให้ชัดลงไปว่า การทำหน้าที่ของตนให้ถูกต้องนั้นแหละ คือการปฏิบัติธรรมะ, เป็นธรรมะอยู่ที่นั่น. เดี๋ยวนี้ท่านมองเห็นหรือเปล่า ว่า การที่ เสียสละทำหน้าที่อาสาสมัครรักษาดินแดนนี้ มันเป็นการทำหน้าที่ที่ถูกต้องหรือไม่ ? ถ้า จะว่ากันแล้ว มันเป็นหน้าที่ที่ถูกต้อง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ตรงที่ว่า เราเสียสละทุกอย่าง เตรียมพร้อมที่จะเสียสละทุกอย่าง และพอถึงเวลาก็จะเสียสละทุกอย่างจริงด้วย เพื่อ ความมีอยู่แห่งธรรมะ, นี่คือหน้าที่ที่ถูกต้อง เป็นปฏิบัติธรรมะอยู่ในตัว. การกระทำ นี้มันเพื่อหน้าที่ แล้วก็เพื่อธรรมะด้วย. การกระทำหน้าที่ที่ถูกต้องนี้ มันทำไปเพื่อ หน้าที่ด้วย, แล้วก็เพื่อธรรมะด้วย. อย่ากล้ามองไปในแง่ว่าเพื่อตัวกูหรือเพื่อตัวเรา ;

น.421 ถ้าเพื่อตัวกูเพื่อตัวเราขึ้นมาแล้ว มันไม่ใช่ธรรมะขึ้นมาทันที เป็นไม่ใช่ธรรมะขึ้นมาทันที. มันต้องเพื่อธรรมะ หน้าที่นี้ต้องเพื่อธรรมะ ; ถ้าเพื่อตัวเราแล้ว ไม่เท่าไรก็จะเกิด ความเห็นแก่ตัว, แล้วก็จะเฉออกนอกทาง ไปเป็นเห็นแก่ตัว. คำพูดที่เคยอื้อฉาวกันคราวหนึ่ง ก็คือ เรื่อง "ทำงานเพื่องาน" กับ "ทำงาน เพื่อเงิน" จำคำคู่นี้ไว้เปรียบเทียบ แล้วก็จะช่วยให้ไม่ลืม จะช่วยให้ไม่ฟั่นเฝือ. ทำงานเพื่องานนั้นอย่างหนึ่ง, ทำงานเพื่อเงินนั้นอีกอย่างหนึ่ง. ทำงาน เพื่อเงินนั้นมันเพื่อตัว เพื่อเห็นแก่ตัว ; เผลอนิดเดียวก็ทำทุจริต. แต่ถ้าทำงาน เพื่องาน ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ละก็ ไม่มีทางที่จะทุจริตได้ ; เพราะว่าหน้าที่มันตายตัว หน้าที่มันมีอยู่อย่างนี้ ๆ เราก็ต้องทำ ; มันก็ไม่มีทางจะเผลอ เฉออกไปนอกทาง จนกลายเป็นทุจริต. เราทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ อย่าทำหน้าที่เพื่อตัวกู ; จะต้องทำหน้าที่เพื่อหน้าที่. ถ้าทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ คือทำหน้าที่เพื่อธรรมะ, นี่คือทำงานเพื่องาน. อย่างเป็น สมาชิกอาสาสมัครนี้ ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่, เพื่อหน้าที่ก็เพื่อธรรมะ ; กลายเป็นบริจาค หมด. ตัวเราก็บริจาคหมดเลย ไม่มีอะไรเหลือไว้เป็นของเรา : อุทิศให้แก่หน้าที่ อุทิศให้แก่ธรรมะหมด ตั้งแต่เวลานี้ด้วยความมุ่งหมายอย่างนี้ ; แล้วพอถึงเวลาเข้าจริง ก็ทำอย่างนั้นจริงๆ ด้วย. นี่อย่างนี้หน้าที่เพื่อหน้าที่ หน้าที่บริสุทธิ์ หน้าที่เพื่อธรรมะ ไม่ใช่ทำงานเพื่อตัวกู. ทำงานเพื่อตัวกูนั้น มันเพื่อเงิน หรือแม้แต่เพื่อชื่อเสียงก็ตามเถอะ ; ถ้ามัน เพื่อตัวกูแล้ว ระวังให้ดี มันจะย้อนมากัดเอาเข้าวันใดวันหนึ่ง : คือมัน จะเกิดเป็น พิษร้ายขึ้นมา ในวันใดวันหนึ่ง จะทำให้คนนั้นนอนไม่หลับ กระทั่งวิกลจริต เป็น บ้าตายไปก็ได้. ดูไปเถอะคนในโลก ในบ้านเรานี่แหละ ; คนไหนที่มันกำลังเป็นโรค

น.422 เส้นประสาท กำลังเป็นโรคจิต หรือเป็นบ้า หรือตายไปเลยนี้ เป็นคนทำอะไรเพื่อตัวกู ทั้งนั้นแหละ. ทำอะไรเพื่อตัวกู, ทำอะไรเพื่อตัวภู, หนักเข้า - หนักเข้า - หนัก เข้ามันมืดไปหมด ; มันล้วนแต่ความวิตกกังวล ความหวาดกลัว ความระแวง ความ อะไร, นานเข้าหลาย ๆ ปี ก็เป็นโรคเส้นประสาท แล้วก็เป็นบ้าตาย ; นี่ถ้าทำงาน เพื่อตัวกู มันเป็นอย่างนี้. แต่ถ้า ทำงานเพื่อความถูกต้อง หรือหน้าที่เพื่อหน้าที่แล้ว ไม่มีทางที่จะ เป็นอย่างนี้ จะ นอนหลับสบาย ใจคอมันปกติ แล้วก็ทำไปได้จนตาย ไม่ต้องเป็น โรคเส้นประสาท. นี่ธรรมะคุ้มครองให้ได้ถึงอย่างนี้; ฉะนั้น ขอให้ทุกคนทำงาน เพื่อธรรมะ ชีวิตนี้จะมีค่า, แล้วชีวิตนี้จะมีที่พึ่ง. เรียกว่าทำงานเพื่องาน ทำหน้าที่ เพื่อหน้าที่ : แล้วนั่นแหละคือเพื่อธรรมะ. ปฏิบัติหน้าที่อย่างถูกต้องเพื่อธรรมะ แล้ว ให้ มองเห็นชัดว่าธรรมะนี้คือเครื่องคุ้มครอง ; ไม่มีอะไรยิ่งไปกว่าธรรมะ. พึงมีธรรม เป็นเครื่องคุ้มครอง ธรรมะเป็นทั้งหมดในการคุ้มครอง : คุ้มครองเราก็ตาม, คุ้มครองประเทศ ชาติของเราก็ตาม, คุ้มครองโลกทั้งโลกก็ตาม ; มีแต่ธรรมะเท่านั้น. พอผิดธรรมะ เมื่อไร มันก็จะเกิดสิ่งที่ตรงกันข้าม : คือไม่มีการคุ้มครอง แล้วก็จะทำผิด แล้วก็จะ มีบาป แล้วก็จะต้องมีความทุกข์ ไม่มีอะไรคุ้มครอง. ถ้าธรรมะคุ้มครอง ไม่มีบาป ไม่มีทุกข์. สมมติว่าท่านต้องยิงปืนออกไป ยิงข้าศึกหรือศัตรู ถ้าไม่มีธรรมะ ท่าน ก็เป็นผู้ร้ายฆ่าคน และมีบาป แล้ว จะต้องตกนรก ; แต่ถ้าว่ามีธรรมะคุ้มครอง คือว่า มีจิตใจประกอบอยู่ด้วยธรรมะ ยิงปืนลั่นไกออกไปนี้ เพื่อคุ้มครองให้โลกนี้มีธรรม อย่างนี้ ก็ไม่มีบาป ก็ไม่ต้องตกนรก ; เพราะไม่มีเจตนาที่จะฆ่าใคร มีแต่จะคุ้มครอง

น.423 โลกนี้ให้ยังคงมีธรรมะ. นี่เห็นได้ว่าธรรมะนี้คุ้มครองคนไม่ต้องเป็นบาป เพราะยิงปืน ออกไป. ไม่มีอะไรแล้วที่จะสำคัญยิ่งไปกว่าธรรมะ แล้วไม่มีอะไรที่จะเป็นที่พึ่งแก่เราได้ นอกจากธรรมะอย่างเดียว ; ฉะนั้น จงฝากเนื้อฝากตัวไว้กับธรรมะ ด้วยการทำเนื้อทำตัว ทำชีวิตของเราทั้งหมดนี้ ให้ประกอบอยู่ด้วยธรรมะ ทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ แล้วธรรมะก็คุ้มครอง ไม่ต้องมีความทุกข์ แม้จะต้องตายก็หัวเราะได้ สมาชิกอาสาสมัครคนไหน มีใจจริง เสียสละจริง อุทิศชีวิตเพื่อธรรมะจริง พอถูกยิงจะต้องตาย จะหัวเราะได้, ไม่ร้องครางด้วยความขี้ขลาด, ไม่ร้องคราง ด้วยความเสียดายอะไร ; ธรรมะช่วยได้ถึงอย่างนี้. ฉะนั้น เราจะต้องรู้หน้าที่ หรือความมุ่งหมายของหน้าที่ของเราในการเป็นสมาชิกนี้ ว่าเพื่อจะคุ้มครองความเป็น ธรรมของโลก. เราทำทุกอย่างเพื่อให้โลกนี้มีธรรมะคุ้มครองอยู่ ให้ความเป็นธรรม เหลืออยู่ในโลก. เรายอมสละชีวิตของเรากี่คนก็ได้ ทั้งหมดก็ได้ ทั้งประเทศก็ได้ เพื่อ ความมีอยู่ของธรรมะในโลกนี้. ถ้าเราทำถูกวิธี มันก็ไม่ต้องถึงกับเสียชีวิตเสียสละ ชีวิตอะไร ถ้าทำถูกวิธีก็มีธรรมะเกิดขึ้น แล้วธรรมะก็คุ้มครองเอง. เดี๋ยวนี้โลกอยู่ในฐานะที่ต้องมีธรรมะมากขึ้นทุกที มิฉะนั้นมันจะวินาศ จะ วอดวายไป ด้วยการทำลายล้างกัน. อาตมาจึงบอกเขาว่า รบกันไปพลาง แลกธรรมะ กันไปพลางเถอะ แล้วก็จะปลอดภัย. ที่เขากำลังรบกันอยู่ในโลกเวลานี้ ใกล้ ๆ จะเอาระเบิดปรมาณูหรืออะไรโยนใส่กันอยู่แล้วนี้; ระวังให้ดี มันกำลังจะวินาศ. ฉะนั้น แม้รบกันไปพลาง แต่ต้องแลกเปลี่ยนธรรมะกันไปพลาง ในระหว่างศาสนา ในระหว่างบุคคล ; ไม่เท่าไร ธรรมะนั้นจะคุ้มครอง ไม่ให้โยนลูกระเบิดนี้ใส่กัน เป็นต้น. เพราะว่าศาสนาทุกศาสนา จะสอนเรื่องความเป็นคน ๆ เดียวกันทั้งหมดในโลก คือให้มีความรักเหมือนกับคน ๆ เดียวกันทั้งโลก ทุกศาสนาสอนอย่างนี้.

น.424 ถ้าใครเข้าใจเป็นอย่างอื่น ก็เข้าใจเสียใหม่ว่า ทุกศาสนานั้นสอนอย่างนี้. ที่เราไปได้ยินมาผิด ๆ ว่าศาสนาบางศาสนาสอนให้ฆ่าพวกอื่นนั้น มันไม่จริง ; มันมี เหตุผลอย่างอื่น มีการกระทำอย่างอื่น, หัวใจของศาสนาทุกศาสนา ต้องการ ให้คนหมดความเห็นแก่ตัว ; เมื่อหมดความเห็นแก่ตัวแล้ว ก็ไม่ทำอันตรายใคร ก็อยู่กันเป็นผาสุกได้. ทีนี้ เราทำให้โลกนี้มีธรรมเป็นเครื่องคุ้มครอง แล้วก็เพื่อทำลายความเห็น แก่ตัว. ธรรมะจะคุ้มครองเราได้ ก็ต่อเมื่อเราประพฤติธรรมะ ในลักษณะที่ ทำลายความเห็นแก่ตัว. หน้าที่อาสาสมัคร ของเรานี้ มันจะ ต้องเพื่อทำลายความ เห็นแก่ตัวด้วยเหมือนกัน. ทำลายความเห็นแก่ตัวนี้เราจะยักพูดให้เป็น ๒ อย่างก็ได้ : สมมติว่าเราต้องรบ และการรบของเราเพื่อทำลายความเห็นแก่ตัว. อันแรก มันเพื่อทำลายความเห็นแก่ตัวเราเอง ไม่ยอมเสียสละเพื่อ ธรรมะอยู่ในโลก หรือว่าขี้ขลาดหรือว่าวิ่งหนีอะไรก็ตาม มันเรื่องเห็นแก่ตัว, เห็นแก่ตัว เราเอง. นี่เราเป็นผู้เสียสละไม่เห็นแก่ตัว ทำลายความเห็นแก่ตัวของเรา เราจึงรบ. อันที่สอง ทำลายความเห็นแก่ตัวของฝ่ายศัตรู คนที่เป็นศัตรูของเรานั้น มันเป็นผู้ที่มีความเห็นแก่ตัว มันจึงเอาประโยชน์ของตนข้างเดียว แล้วจึงมาเบียดเบียน คนอื่น ; ฉะนั้น เราจะฆ่าความเห็นแก่ตัวของเขา. อย่าไปคิดมุ่งฆ่าร่างกายชีวิตของเขา เรามุ่งหมายจะฆ่าหรือจะทำลายความเห็นแก่ตัวของมัน ของศัตรู. อย่าว่าแต่ความเห็น แก่ตัวของศัตรูเลย แม้แต่ความเห็นแก่ตัวของเราเอง เราก็ต้องฆ่า. เราจะต้อง ทำลายหรือฆ่า ความเห็นแก่ตัว ทั้งของเราและของฝ่ายศัตรู. ฉะนั้น การรบ จึงกลายเป็นบุญเป็นกุศลไป เป็นการทำลายความเห็นแก่ตัว ที่เป็นข้าศึกศัตรูของมนุษย์ เป็นที่รวมแห่งกิเลสทั้งหมด.

น.425 ข้อนี้ต้องช่วยจำไว้ด้วยว่า ความเห็นแก่ตัว อย่างเดียวนั้นแหละ ทำให้เกิด ความโลภ ทำให้เกิดความโกรธ ทำให้เกิดความหลง ทำให้เกิดอะไรอีกหลายอย่าง ที่บรรดากิเลส เป็นกิเลสมีหลายสิบชื่อ หลายร้อยชื่อ กิเลสทุกชนิดมาจากความเห็น แก่ตัวทั้งนั้น : เห็นแก่ตัว จึงโลภ, เห็นแก่ตัว จึงไม่ยอม. ไม่ยอม จึงโกรธ, เห็นแก่ตัวมันก็โง่หลงไปได้ต่าง ๆ นานา. นี่กิเลสทั้งหมดมาสรุปรวมอยู่ที่ความเห็น แก่ตัว เราจะต้องทำลายความเห็นแก่ตัว ฆ่าความเห็นแก่ตัว ทั้งของเราเอง และ ทั้งของผู้อื่น. อาสาสมัครของพระพุทธเจ้า ถ้าเราทำได้อย่างนี้ เรากลายเป็นอาสาสมัครของพระพุทธเจ้า. ฟังดูให้ดี ; น่าขันหรือไม่น่าขัน ? แทนที่จะเป็นหน่วยสมาชิกอาสาสมัครของประเทศไทยนี้ กลาย เป็นของพระพุทธเจ้าไปเลย ; เพราะพระพุทธเจ้าท่านต้องประสงค์ให้ทำอย่างนั้น ให้ ทุกคนทำลายความเห็นแก่ตัว. นี้เมื่อเราทำหน้าที่ของเรา เพื่อคุ้มครองความเป็นธรรม ในโลก และเพื่อทำลายความเห็นแก่ตัวทุกชนิดทุกฝ่าย แล้วมันก็เป็นบุญเป็นกุศลเท่านั้น ; ไม่ใช่เป็นเรื่องฆ่าคน ไม่ใช่เป็นเรื่องบาปกรรม ; แต่กลายเป็นการทำบุญอย่างยิ่ง, ทำบุญอย่างยิ่ง ยิ่งกว่าที่ทำ ๆ กันอยู่เดี๋ยวนี้. การที่ทำบุญกันอยู่เดี๋ยวนี้ เสียสละเงิน ห้าบาท สิบบาท ร้อยบาท พันบาท หมื่นบาทอะไรก็ตาม ยังเป็นของขี้ปะติ๋วไปเลย ; ถ้าเอาไปเทียบกันกับความที่เราเสียสละชีวิต เสียสละชีวิตทั้งหมด เพื่อความคงอยู่แห่ง พระธรรม หรือเพื่อจะทำลายกิเลสของเราเองนี้. เราเสียสละชีวิตน่ะมันมากกว่าเสียสละเงินสักร้อยสักพันสักหมื่น ; ฉะนั้น ขอให้ประพฤติปฏิบัติธรรมะในลักษณะนี้ให้ถูกต้อง มันกลายเป็นทำบุญกุศลมหาศาล ; หรือยิ่งกว่านั้นจะเป็นปัจจัยเพื่อ มรรค ผล นิพพาน ไปโดยตรง ; เพราะว่าเป็นการ ทำลายความเห็นแก่ตัว ทำลายโลภะ โทสะ โมหะ. สักโอกาสหนึ่งก็จะหมดกิเลส

น.426 โดยประการทั้งปวง ; หมดอย่างนี้เราก็เป็นอาสาสมัครของพระพุทธเจ้า อย่างไม่รู้จัก สิ้นสุด. ท่านจงรู้จักพระพุทธเจ้าว่าเป็นอย่างไรให้ถูกต้อง พระพุทธเจ้าท่านเป็น ทั้งหมดของการเสียสละเพื่อผู้อื่น, พระพุทธเจ้าองค์เดียวนี้เป็นทั้งหมดของการเสียสละ ทุกชนิดเพื่อผู้อื่น. ไปอ่านดูเรื่องของพระพุทธเจ้าเถอะ ในชาติก่อน ๆ โน้นก็ดี ใน ชาติปัจจุบัน ชาติสุดท้ายก็ดี ที่เป็นพระพุทธเจ้านี้ก็ดี มีแต่ความเสียสละ ; การเป็น พระพุทธเจ้านั้นเป็นเพื่อผู้อื่น. ถ้าส่วนตัวท่านนั้นเป็นเพียงพระอรหันต์ก็พอ นิพพาน แล้วดับทุกข์ไปเลย เป็นเพียงพระอรหันต์ก็พอ, ไม่จำเป็นจะต้องเหนื่อยยากลำบากให้ เป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมา. นี้ถ้าเป็นพระพุทธเจ้าก็ต้องเป็นเพื่อผู้อื่น เพื่อช่วยผู้อื่น เพื่อช่วยโลก เพื่อช่วยสัตว์ทั้งปวง จึงกลายเป็นการเสียสละมหาศาล. ทีนี้ ถ้าเรา จะเป็น สาวกของพระพุทธเจ้าจริง เราก็ต้องทำอย่างท่าน คือการเสียสละ, คือการ ทำลายความเห็นแก่ตัว มีการเสียสละตามแบบฉบับที่พระพุทธเจ้าท่านเป็น. นี่ถ้าใครยังอยากจะเป็นพุทธบริษัท ยัง เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า อยู่ละก็ ต้องพร้อมที่จะเสียสละเพื่อผู้อื่น ; มิฉะนั้นก็จะเป็นแต่ปาก, เป็นแต่ปากว่า ไม่เป็น จริง ; ปากว่า พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ, เมื่อตะกี้นี้ก็ว่า แล้วก็ว่าแต่ปากไม่รู้กี่ร้อยครั้งมา แล้วก็ได้ ; ถ้าใจไม่เป็นจริง ก็เป็นได้แต่ปาก. ถ้าจะให้ใจเป็นจริงแล้วก็ต้องแน่ใจ กันตลอดเวลา ในการที่จะทำตามพระพุทธเจ้า. พระพุทธเจ้าท่านทำอย่างไร เรา ต้องทำอย่างนั้น ; ท่านเสียสละหมด ไม่มีอะไรเหลือเพื่อผู้อื่น เราก็ต้องทำอย่างนั้น ด้วยเหมือนกัน. เพราะฉะนั้น อุดมคติของอาสาสมัครนี้ เป็นอุดมคติอย่างเดียว กันกับของพระพุทธเจ้า ; แม้ว่าน้ำหนักหรือปริมาณจะไม่เท่ากัน แต่มีความ มุ่งหมายอย่างเดียวกัน หรือจะมีคุณสมบัติอย่างเดียวกัน นี่เราจึงจะเป็นสาวกของ พระพุทธเจ้าได้ด้วยเหตุนี้.

น.427 มื่อเป็นเช่นนี้ ก็ขอให้มองดูให้ดีว่า เรื่องนี้มันไม่ใช่เรื่องเล็กเสียแล้ว ไม่ใช่ เรื่องเอาเวลาว่าง ๆ มาทำหน้าที่อาสาสมัคร นอกนั้นก็อยู่กับลูกกับเมีย แล้วก็ทำนา ทำไร่ทำมาหากินไปตามเคย, เอาเวลาว่างนิด ๆ หน่อย ๆ มาทำหน้าที่อาสาสมัคร; อย่างนี้ เป็นการเข้าใจผิด และไม่รู้จักว่าอะไรเป็นอะไร. ถ้าเข้าใจถูกจะต้องเข้าใจว่า ที่ทำมาหากินทำไร่ทำนา หาลูกหาเมียไว้ให้ พร้อมนั้น ก็เพื่อให้เรามีเวลามีกำลังที่จะเสียสละเพื่อผู้อื่น. ทุกอย่างนั้นช่วย ให้เรามีชีวิตอยู่ได้ ; แล้วถามว่า มีชีวิตอยู่นี้เพื่ออะไร? ก็ต้องมีชีวิตอยู่เพื่อพระธรรม เพื่อความถูกต้อง และเราจะสละทั้งหมดนี้เพื่อสิ่งนั้น. แล้วกลายเป็นว่าทั้งหมดนั้น กลายเป็นของสำหรับจะอุทิศบูชาคุณของพระธรรม, หรือทำตามอย่างพระพุทธเจ้า ไปเลย. ถ้าอย่างนี้เราก็เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าที่ดีที่สุด ที่ถูกต้องที่สุด ที่สมบูรณ์ ที่สุด แล้วก็ไม่อดตาย, ยังมีอะไรกินอยู่เหมือนที่มีอยู่นี้ ยังทำนา ทำไร่ ยังทำอะไร เหมือนที่ทำอยู่นี้, แล้วก็มีกินมีใช้ ยังสะดวกสบายเหมือนที่อยู่นี้, เพียงแต่เราเข้าใจให้ ถูกต้องว่า ทั้งหมดนี้ เพื่อสิ่งที่ประเสริฐที่สุดอย่างเดียว คือพระธรรม ที่จะอยู่คุ้มครอง โลกไม่ให้ล่มจม. เราทุกคนอุทิศทั้งหมด ที่เป็นทรัพย์สมบัติของเรา เพื่อความมีอยู่แห่งพระ- ธรรม, บุตรภรรยาสามี ที่ดินเรือกสวนไร่นา วัวควายช้างม้า เกียรติยศชื่อเสียง อะไร ทั้งหมดนี้มีไว้เพื่ออุทิศให้แก่พระธรรม, เพื่อให้พระธรรมยังคงมีอยู่ในโลก. ฉะนั้น การเป็นสมาชิกอาสาสมัคร ของเราไม่ใช่งานอดิเรก ไม่ใช่เรื่องสำหรับทำเวลาว่าง หรือเป็นเรื่องปลีกย่อยเล็กน้อย ; แต่ว่าเป็นทั้งหมด เป็นชีวิตจิตใจ เป็นดวง วิญญาณทั้งหมด ว่าจะดิ้นรนขวนขวายเพื่อให้ธรรมะอยู่ครองโลกเพื่อคนทั้งโลก. เราก็เลยไม่ต้องทำอะไรกี่อย่าง ทำเพียงอย่างเดียวเท่านั้น มันก็ได้หมด, เป็นการกระทำ หมด : มีชีวิตอยู่เพื่อเป็นธรรม เพื่อผดุงเอาไว้ซึ่งพระธรรมอยู่เป็นที่พึ่งของโลก.

น.428 เราเป็นสัตว์ที่มีชีวิต เราต้องทำมาหากิน, ทำมาหากินคนเดียวลำบาก เราต้องมีลูก มีเมีย, มีเพื่อนมีฝูง มีเครื่องมือเครื่องใช้ ; แต่แล้วทั้งหมดนั้น ก็เพื่อมีชีวิตอยู่. เราก็ตาม ลูกเมียของเราก็ตาม เพื่อนฝูงของเราก็ตาม ก็ล้วนแต่เพื่อจะ รักษาไว้ซึ่งพระธรรม ที่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรในโลกนี้ ของโลกนี้. เราก็ดีหมด ลูกเมีย เพื่อนฝูงทรัพย์สมบัติอะไรของเรา ก็เป็นของดีหมด มีค่าหมด, ตรงตามความมุ่งหมาย ของธรรมะหมด, ประกอบอยู่ด้วยธรรมะหมด ; แล้วเราก็มีอะไรดี ยกมือไหว้ตัวเองได้ ว่าไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์และพบพระพุทธศาสนา. ดูอะไรมันก็ดีไปหมด : มีเงินมันก็เป็นเงินดี คือใช้สำหรับความถูกต้องความจริง ความเป็นธรรม ; มีลูกมีเมีย ก็เป็นเพื่อนที่ดีที่สุด สำหรับมีชีวิตอยู่เพื่อต่อสู้ เพื่อความเป็นธรรม ความถูกต้องในโลกนี้, มีกำลังอะไรก็ตาม เพื่อความถูกต้องอันนั้น ก็เลยดีหมด ; เนื้อตัวของเราก็ดี ความคิด ของเราก็ดี คำพูดของเราก็เป็นของดี การกระทำของเราก็เป็นของดี อะไรก็ดีหมด ; ก็ยกมือไหว้ตัวเองได้. ถ้าเราไม่ทำอย่างนี้ มันก็ไม่มีอะไรดี แล้วจะกลายเป็นคนโกหกหลอกลวง โดยที่ปากพูดว่าเป็นพุทธบริษัท พุทธัง สรณัง คัจฉามิ อยู่เสมอ ; แต่แล้วจิตใจหรือ การกระทำมันไม่เป็น ก็เป็นคนหลอกลวง แล้วก็ไม่มีอะไรดีอยู่ที่เนื้อที่ตัวอะไรก็ไม่ดี ไปหมด มีลูกก็พลอยไม่ดี มีเมียก็พลอยไม่ดี มีทรัพย์สมบัติก็พลอยไม่ดีไปหมด ; เพราะว่าเราคนเดียวไม่ดีเสียอย่างเดียว ก็เลยไม่มีอะไรดี. เมื่อจะให้มันเป็นไปในทางประเสริฐที่สุด ในการที่เกิดมาเป็นมนุษย์ แล้ว ก็ไม่มีอย่างอื่น นอกจากธรรมะ คือ การปฏิบัติหน้าที่ เสียสละเพื่อธรรมะ เพื่อ ธรรมะมีอยู่ในโลก ซึ่งเป็นอุดมคติของหน่วยอาสาสมัครของเรานี้. ขอให้หมุนมาให้ ถูกทางนี้ อย่าให้เป็นไปเพื่อฆ่าคน อย่าให้เป็นไปเพื่อป้องกันตัวเองล้วน ๆ แต่ให้เป็น ไปเพื่อรักษาไว้ซึ่งธรรมะ ให้คงมีอยู่ในโลก โดยทำดีกันหมด ดีกันทั้งโลก ไม่มี

น.429 อะไรที่ไม่ดี. ถ้าว่าทำผิดตรงกันข้าม มันก็ไม่มีอะไรดีจริงเหมือนกัน จนถึงกับว่าไม่มี อะไรให้สุนัขกิน. ขอให้ไปดูภาพเขียนในตึก ที่เรียกกันว่าโรงหนังนั้น มีภาพเขียน เรื่องหนึ่งซึ่งน่าสนใจมาก เรียกว่า "เรื่องไอ้ชาติคน". สุนัข ๒ ตัวแม่ลูก เดินทางผ่านป่าช้าจะไปที่แห่งหนึ่ง พบศพเข้าศพหนึ่ง ลูกสุนัขมันอยากจะกินส่วนนั้นส่วนนี้ของศพนั้น แม่ก็บอกว่ากินไม่ได้ เพราะแม่รู้ว่าคน นี้เป็นอย่างไร. จะกินมือของศพ มือนี้ก็เคยได้ขี้ลักขึ้ขโมย เที่ยวปล้นเที่ยวโกงต่อหน้าลับ หลัง เอาเปรียบคนอื่น เพราะฉะนั้น อย่าไปกินเข้าไป ; มือของมนุษย์นี่. ลูกหมามันว่าจะกินตีน. แม่หมาก็ว่า ตีนนี้มันใช้แต่วิ่งไปเป็นทาสของ กิเลสตัณหา กระทั่งไปเที่ยวประทุษร้ายผู้อื่น ไปลักไปขโมยมันก็ใช้ตีน. อย่าไปกิน ตีนของมันเข้า. ลูกหมามันว่า จะกินหู แม่หมาก็ว่า หูนี้มันคอยจะฟังแต่เรื่องที่ทำให้เกิด กิเลส เรื่องนินทาคน เรื่องอะไรที่จะทำให้เกิดเรื่องราวเหล่านี้ หูมันคอยจะแส่ฟังแต่ อย่างนั้น, อย่ากินเข้าไป. ลูกหมามันว่าจะกินจมูก แม่หมาก็ว่าจมูกคนนี้ มันก็รนแต่จะไปหาสิ่งที่ ทำให้เกิดกิเลส. ลูกหมาว่าจะกินลูกตา แม่หมามันก็ค้านว่ากินไม่ได้ เพราะชอบใช้ตาไปในทาง ที่จะเห็นแก่ตัว. ลูกหมาว่าจะกินหัวใจเลย แม่หมาก็คัดค้านครั้งสุดท้ายว่า ไม่ได้เด็ดขาด มนุษย์นี้มันเห็นแก่ตัวจัด มันถึงมานอนตายอยู่ที่นี่.

น.430 ลูกสุนัขก็กระสับกระส่ายเต็มที่ หิวก็หิว แล้วมันก็ไม่มีอะไรจะกินได้ มัน จึงด่าว่า "อ้าว ! ไอ้ชาติคนอย่างนี้เอง" มันก็เลยไป. นี้ว่าคนทั้งคน คนนั้นน่ะไม่มีอะไรที่ดีจนสุนัขกินได้ ; ฉะนั้น เราก็เหมือน กัน ยังไม่ตายนี้ระวังให้ดีว่า มันควรจะตายลงไปในลักษณะที่อะไร ๆ ก็สุนัขกินได้ ; เพราะว่ามือตีนของเราก็ทำแต่สิ่งที่ดี, หูตาจมูกอะไรของเราก็ทำแต่สิ่งที่ดี, จนกระทั่ง หัวใจของเราก็ดี มีความเสียสละเพื่ออุดมคติตามแบบของพระพุทธเจ้า ; สุนัขจะกิน ตรงไหนก็ได้ทั้งนั้นเลย มีอะไร ๆ ดีให้สุนัขกิน. ยิ่งด่าว่า "ไอ้ชาติมนุษย์" ละก็ยิ่งถูก ; เพราะว่ามันดี มันมีจิตใจสูง. นี้เรียกว่าเราจะต้องรู้จัก อุดมคติสุดยอด คือการเสียสละเพื่อผู้อื่นนั้น เสียก่อน แล้วจึงจะทำอะไร ๆ ของเรานี้ให้ดีหมด เนื้อตัวดี ชีวิตดี ร่างกายดี จิตใจดี อะไร ๆ ดีหมดเลย. ดีอยู่ตรงที่เสียสละเพื่อผู้อื่นตามแบบของพระพุทธเจ้า, ปู่ ย่า ตายาย แต่โบราณ. น่าภาคภูมิใจที่ว่าบ้านเรานี้ ไม่ใช่บ้านอื่น พูดว่า "งาม อยู่ที่ผี ดีอยู่ที่ละ พระอยู่ที่จริง นิพพานอยู่ที่ตายเสียแต่ก่อนตาย" นี้ ตายเสร็จ แล้วแต่ก่อนตาย. มันต้องกันอยู่ที่ว่า งามอยู่ที่ผี ดีอยู่ที่ละ ดีอยู่ที่สละ ไม่ใช่ ดีอยู่ที่เอา ๆ ๆ แต่ว่าดีอยู่ที่สละไป. งามอยู่ที่ผี หมายความว่า ซากผีมันทำให้เราไม่ประมาท ไม่เกิดกิเลส ส่วนของสวยงามอย่างอื่น ที่เขาว่าสวยงามกันนักนั้น ทำให้เกิดกิเลส; เขาจึงว่า งามจริง ๆ มันอยู่ที่ซากผี ดูแล้วเกิดความไม่ประมาท. แล้วก็ ดีอยู่ที่สละที่ละ แล้ว พระก็อยู่ที่จริง พูดจริง ทำจริง บวชจริง เรียนจริง ปฏิบัติจริง สอนจริงอะไรเหล่านั้น พระอยู่ที่จริงอย่างนี้.

น.431 แล้ว นิพพานนี้อยู่ที่ตายเสียก่อนตาย ท่านทั้งหลายทุกคนก็ปฏิบัติได้ คือ อย่ามีตัวกู อย่าเห็นแก่ตัวกู - ของกู, อย่ามีตัวกูแต่เดี๋ยวนี้ซิ. นี่เขาเรียกโดยโวหาร อย่างหนึ่งว่า ตายเสร็จแล้วตั้งแต่ก่อนตาย ไม่มีปัญหาของตัวกู ไม่มีความทุกข์เพื่อตัวกูอีก ต่อไป นี้เป็นนิพพานอย่างถูกต้องขึ้นมาทันทีอย่างนี้. รวมความแล้ว มันอยู่ที่ ไม่เห็นแก่ตัว ไม่มีตัวกู ไม่มีของกู อะไร นั่น คือนิพพาน. นิพพานที่แท้จริง เราอาจจะถึงได้เป็นขณะ ๆ : ขณะใดเราทำตาม อุดมคติของอาสาสมัครอย่างเคร่งครัดบริจาคชีวิตเลือดเนื้อทั้งหมดเลย ; เมื่อนั้นเป็น นิพพานไปชั่วขณะหนึ่ง คือหมดตัวกู หมดความเห็นแก่ตัวกู - ของกู จนกว่าจิตมันจะ กลับมาใหม่ มันก็เป็นปุถุชนไปอีก. แต่ถ้าเราไม่ยอมให้มันกลับ มีแต่ให้ไปข้างหน้า เรื่อย ๆ เป็นไม่มีตัวกู ไม่มีของกูอยู่ตลอดเวลา อุทิศกันจริง ๆ ; อย่างนี้เป็นนิพพาน ยืดออกไป ยืดออกไป ๆ จนเป็นนิพพาน สิ้นสุดและเด็ดขาดลงไปได้เหมือนกัน. เวลานี้ทำกันแต่เพียงว่านิพพานบ่อย ๆ ก็ยังดี ไม่มีตัวกู ไม่มีของกู ไม่เห็น แก่ตัวกูนี้ให้บ่อย ๆ ก็ยังดี ; แล้ว อุดมคติของอาสาสมัคร ก็สอนอย่างนี้อยู่แล้ว ชวนอย่างนี้อยู่แล้ว บริจาคทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อผู้อื่นเถิด, เพื่อบำบัดความทุกข์ ของเขา ในยามสงครามก็ดี ในยามสงบก็ดี อะไรก็ดี ; ถ้าขึ้นชื่อว่าการเสียสละเพื่อ ผู้อื่นแล้ว เป็นทำทั้งหมด. นี่คือการฆ่ากิเลส ฆ่าตัวกู ฆ่าของกู ; รบกับข้าศึกศัตรู ที่ร้ายกาจที่สุดคือกิเลส, แล้วเราก็เป็นสมาชิกของพระพุทธเจ้า เป็นอาสาสมัคร ของพระพุทธเจ้า, หรือว่าพูดอีกที ก็เป็นของโลกทั้งโลกไปเลย ไม่ใช่เป็นของเรา หรือของพวกเราโดยเฉพาะ. พึงได้รับ สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้ นี่อาตมาพูดอย่างนี้ และยืนยันอย่างนี้ ขอให้ไปคิดดูว่าผิดถูกอย่างไร. ผิด หรือถูกนี้ต้อง เอาประโยชน์ที่แท้จริงเป็นหลัก คือไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ทำให้มีค่า

น.432 มีคุณค่าสูง ให้ได้ประสบสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ อย่างนี้แล้วเรียกว่าถูก, ถ้าไม่ใช่อย่างนี้มันผิด. ความเห็นแก่ตัวนั้นผิด ความไม่เห็นแก่ตัวนั้นถูก. เพราะเหตุ อย่างนี้ นี่ถ้าเห็นว่าถูกแล้วก็ช่วยกันทำตาม คือสมัครสมานสามัคคีกลมเกลียวกัน เป็นผู้ รับใช้พระพุทธเจ้า ที่ต้องการให้คนทุกคนเสียสละเพื่อธรรมะ เพื่อความไม่เห็นแก่ตัว. ท่านทั้งหลาย จงพอใจในการที่จะรับการอบรม อย่างที่กำลังอบรมอยู่ที่นี่ ซึ่งเป็นการอบรมให้หมดความเห็นแก่ตัว. ที่มายากลำบากนี้เป็นเรื่องเล็กน้อย เรื่อง อด ๆ อยาก ๆ เรื่องหนาว ๆ ร้อนๆ ทนยุงทนหนาวอะไรก็ตามนี้ มันเป็นเรื่องเล็กน้อย. เราพอใจในการอบรม เพื่อผลอันใหญ่หลวง คือจะได้มีชีวิตจิตใจชนิดที่เรียกว่าเป็น อย่างสูงสุด ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ. สละตัวกู สละของกู ไม่มีความเห็น แก่ตัวกู ไม่มีความเห็นแก่ของกูอยู่ตลอดเวลา. ในขณะใดจิตใจของเราไม่มีความโง่ ชนิดนั้นมันย่อมเป็นความฉลาดอยู่เอง. ความเห็นแก่ตัวกูของกูมันเป็นความโง่ ความ เข้าใจผิด ๆ และเมื่อความโง่นั้นออกไปเสียแล้ว ก็มีความฉลาดอยู่ในตัวเองทันที ; ฉะนั้น ไม่ต้องกลัวว่า จะทำอะไรไม่ถูก แต่กลับทำอะไรถูกหมดเลย. ขอให้ เอาความเห็นแก่ตัวออกไปเสียเท่านั้น มันจะฉลาดและทำอะไรถูก ไปหมดเลย ไม่ต้องมีใครมาสอน ก็ทำถูก ; ฉะนั้น เราอุทิศชีวิต อุทิศทุกสิ่งเพื่อ ความลูกนี้ เพื่อธรรมะ หรือเพื่อความถูกนี้ ; แล้วยินดีรับการอบรม ชนิดที่มีอุดมคติ มีวัตถุประสงค์เพื่อความถูกอย่างยิ่งชนิดนี้ เพื่อทำลายเสียซึ่งความเห็นแก่ตน ให้ได้มาซึ่ง สิ่งสูงสุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ อย่างที่ว่ามาแล้ว : คือทั้งเนื้อทั้งตัวนี้ประกอบอยู่ด้วย ธรรม แล้วทุกคนจะประกอบอยู่ด้วยธรรม แล้วทั้งโลกก็ประกอบอยู่ด้วยธรรม ก็จะมี แต่ความสงบสุข เรื่องก็จบไม่มีอะไรเหลืออยู่อีกแล้ว. เดี๋ยวนี้เรื่องไม่รู้จักจบ เพราะว่ามันมีแต่ปัญหา มีแต่ความทุกข์ยากลำบาก มีแต่ปัญหาเรื่อยไป ; เพราะคนแต่ละคนในโลกนี้ กำลังทำงานเพื่อเงิน ทำงานเพื่อ ตัวกู-ของกู จนได้รบราฆ่าฟัน เป็นเรื่องถาวร. เขาจะต้อง รบกันพลางแล้วก็แลก

น.433 ปลี่ยนธรรมะกันพลาง จนรู้จักธรรมะแล้ว ก็หยุดรบกันได้. นี่เราก็อยู่ในพวก ที่จะต่อสู้ เพื่อความเป็นอย่างนี้ แล้วก็เรามีการป้องกันตัวในลักษณะที่ป้องกันพระธรรม ; ไม่ใช่เห็นแก่ตัว, แต่เห็นแก่พระธรรม เห็นแก่ความถูกต้อง เห็นแก่เพื่อนสัตว์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ทั้งหลายทั้งปวง ไม่ใช่เห็นแก่ตัวเราคนเดียว. ถ้าว่าจะเห็นแก่ประเทศไทย มันก็ถูก แต่ยังแคบอยู่ ควรจะ เห็นแก่มนุษย์ ทั้งหมด ไม่ยกเว้นใคร ; นั่นแหละมันจะ ตรงตามที่พระพุทธเจ้าท่านต้องการ ; แล้วเราก็ทำได้ง่าย ๆ โดยที่อุดมคติตรงกันกับอุดมคติของอาสาสมัครของเรา. ขอแต่ ทำให้ถูก ให้จริง ให้ตรง ให้สมบูรณ์เท่านั้น ให้ถูกต้องและสมบูรณ์เท่านั้น ถูกต้อง ด้วยแล้วสมบูรณ์ด้วย, ถูกต้องนิดเดียวใช้ไม่ได้, ถูกต้องแล้วต้องสมบูรณ์ด้วย. จะสมบูรณ์มันต้องมาจากการเสียสละ. ถ้ารู้แต่ความถูกต้อง แล้วถูกต้องอยู่แต่ในใจ ไม่มีการเสียสละ อย่างนี้มันไม่สมบูรณ์. เมื่อเรารู้จริงแล้ว เราต้องเสียสละทำตามนั้น ให้ถูกต้องให้สมบูรณ์ ก็จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้กันเพียงเท่านี้เอง. นี่อาจจะเลยเวลาไปบ้าง ก็เพราะว่านาน ๆ พูดสักครั้งหนึ่ง. ขอสรุปความว่า สิ่งที่เรากำลังทำอยู่นี้ เป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว ตรงตาม spirit เจตนารมณ์ของพุทธศาสนา ในฐานะที่เราเป็นพุทธบริษัท ; เห็นแก่ธรรมะคือเห็นแก่ทั้งหมด แล้วก็ต่อสู้ กระทำ เพื่อเห็นแก่ทั้งหมด. ในคำที่เป็นอุดมคติสั้น ๆ ว่า "อาสาสมัครรักษาดินแดน" ดินแดนคืออะไร ? ดินแดนของใคร? ดินแดนนั้นคือธรรมะ ธรรมะนั้นของพระธรรม ; ไม่มีดินแดน ไหนที่จะดีจะจริงเท่าดินแดนของธรรมะ. ที่เป็นดินแดนอะไรอยู่ได้ก็เพราะประกอบอยู่ ด้วยธรรม ; ปราศจากธรรมะเมื่อใด ก็ไม่มีดินแดนเมื่อนั้น ; ฉะนั้น รักษาดินแดน ก็คือรักษาธรรมะ ให้ยังคงมีอยู่ในทุกเม็ดทรายเม็ดกรวดในผืนแผ่นดินไทยนี้. การบรรยายนี้ก็สมควรแก่เวลา ขอให้ยุติลงด้วยการกล่าวคำว่าสวัสดีแก่ท่านทั้งหลายทุกคน.

น.434 (เรื่องที่ ๒๐) ต้องพัฒนาจิตใจให้ทันกับพัฒนาวัตถุ โอวาทปราศรัยแก่ คณะพัฒนากร จ.ว. นราธิวาส ซึ่งมาพักแรมที่ค่ายธรรมบุตร บรรยายที่ ลานรับแขก สวนโมกขพลาราม อำเภอไชยา ๔ ตุลาคม ๒๕๑๔ ท่านทั้งหลายที่มาถึงที่นี่ ขอให้ลืมมึง - ลืมกู ลืมความเห็นแก่ตัว เสียให้หมดเลย นั่นแหละเราจึงเป็นสุขขึ้นมาทันที ฉะนั้นจึงให้เรียนความทุกข์ กับเป็นสุข : ว่าที่มันว่างจากความเห็นแก่ตัว นั่นแหละ เข้าใจธรรมะแล้ว, เป็นธรรมะของธรรมชาติ เป็นธรรมะของทุกศาสนา ของธรรมชาติ. พอ มีความเห็นแก่ตัวเมื่อไร เมื่อนั้นร้อน มีความโลภบ้าง มีความโกรธบ้าง มีความหลงบ้าง มันร้อน. เหมือนกับที่อยู่กันตามปรกตินั่น มันเจือไปด้วยความโลภ ความ โกรธ ความหลง ไม่มากก็น้อย ไม่นั่นก็นี่ ; ทีนี้พอมาถึงที่นี้ มันว่างไปทีหนึ่ง แล้ว ๑๐ นาที ๑๕ นาที ครึ่งชั่วโมงก็ตามมันจะว่าง เพราะธรรมชาติ นี่มันเปลี่ยน หมด, ทางตา ทางหูอะไร มันเปลี่ยนหมด. ถ้ามาอยู่นี่ มันทำให้จิตใจหยุดความ เห็นแก่ตัว หยุดโลภ หยุดโกรธ หยุดหลงไปพักหนึ่ง ; จะเห็นว่า อ้าว ! สบายแล้ว ๔๐๙

น.435 ในเมื่อคนเราไม่เห็นแก่ตัว ; ความรู้สึกที่เป็นไปในทางตัวของตัวไม่มี. ขอช่วยทำ ให้จิตใจเป็นอย่างนั้น. การจะพัฒนาทางจิตใจหมายถึงอย่างนี้ : ทำให้จิตใจสูงขึ้น มา ขนาดว่า ไม่มีความเห็นแก่ตัว มันก็สบาย. เราสบายก่อน แล้วเพื่อนสบาย ทีหลัง, ผู้นั้นจะมีความสุขสบายก่อน. เรื่อง "พัฒนา" นั้นมันทำผิดอยู่บางอย่าง คือว่าถ้า พัฒนาวัตถุมากเกินไป จิตใจไปไม่ถึง มันก็เห็นแก่ตัวเหมือนกัน. เห็นแก่วัตถุจะเท่ากับเห็นแก่ตัว ยิ่งสวย ยิ่งสนุกสนาน ยิ่งเอร็ดอร่อย ก็จะยิ่งเห็นแก่ตัว, คือยิ่งไม่ค่อยชอบเพื่อน ไม่ชอบคู่ แข่งขัน. บางทีเห็นคู่แข่งขันแล้วอิจฉาริษยา ; ในโลกกำลังเป็นอย่างนี้ มันจึงรบ กันเรื่อย เพราะวัตถุมันเกินไป, จิตใจยังตามไม่ทัน. เรามุ่งแต่พัฒนาวัตถุกันทั้งโลก จิตใจก็ตามไม่ทัน ; ศาสนากำลังจะ เป็นหมัน ทุกศาสนากำลังจะเป็นหมัน มนุษย์ก็ร้อนเป็นไฟ เรียกว่าตกนรกเสียแล้ว เพราะมันร้อน. เราจะต้องพัฒนาจิตใจให้ทันกับพัฒนาวัตถุ ; ความสูงทาง จิตใจช่วยควบคุมวัตถุไม่ให้เป็นของร้อน. พวกฝรั่งพัฒนาแต่วัตถุ จึงร้อน : ร้อน ด้วยความโลภ ร้อนด้วยความโกรธ ร้อนด้วยความหลง ; เพราะหลงใหลในเรื่องความ เจริญของวัตถุ จนไม่รู้อะไรเป็นอะไรไปหมด, จนไม่ชอบพระเจ้ากันแล้ว เกลียด พระเจ้ากันเสียหมด ; แกล้งว่าพระเจ้าตายแล้ว ไม่ต้องสนใจ. นี่เรียกว่าหมดไปใน ทางจิตใจ. ถึงประเทศเราก็เหมือนกัน กำลังจะตามพวกฝรั่ง. ต้องระวังให้ดี ; อย่าพัฒนาวัตถุขึ้นมาให้เป็นพิษให้เชือดคอตัวเอง. พัฒนาให้มากเท่าไรก็ได้ไม่ห้าม พระพุทธเจ้าก็ไม่ห้าม ศาสนาไหนก็ไม่ห้าม เรื่องทำความเจริญ ; แต่ต้องอย่าให้มัน กลายเป็นพิษขึ้นมา. ที่นี่เราจึงคิดกันว่า ถ้าอย่างน้อยเรา จะรับอาสาสักส่วนหนึ่ง คือ ต้องพัฒนาทางจิตใจ แขนงหนึ่งเท่านั้น ; ที่นี่ก็เลยปรับทุก ๆ อย่างให้มันได้ความรู้

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต