Buddhadasa.org

ค่ายธรรมบุตร ครั้งที่ ๙ — งานอนุกาชาด ในแง่ของศีลธรรม

ค่ายธรรมบุตร —

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.172 ท่านผู้บริหารงานอนุกาชาดทั้งหลาย, อาตมามีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้พบท่านทั้งหลาย โดยเฉพาะผู้ที่เสีย สละบริหารงานอนุกาชาด ; ซึ่งอาตมาก็มีความสนใจอยู่ตลอดเวลา. อาตมา ได้รับคำขอร้อง ให้กล่าวเรื่องอะไร ที่เป็นประโยชน์แก่ท่านทั้งหลายบ้าง ตามโอกาสที่จะอำนวย. ทำความรู้สึก เป็นเกลอกับธรรมชาติ เพื่อรำลึกถึงพระพุทธเจ้า สิ่งแรก ก็อยากจะพูดถึงความรู้สึก เกี่ยวกับบรรยากาศที่นี่ ในลักษณะอย่างนี้ ว่าจะมีประโยชน์อะไรแก่งานของบุคคลผู้เสียสละอย่างนี้. ขอให้นึกถึงการที่ เรานั่ง กลางพื้นดิน และรู้ความหมายของการนั่งกลางพื้นดิน ซึ่งจะสรุปรวมอยู่ในคำว่า “เป็นเกลอกันกับธรรมชาติ" . ๑๔๕

น.173 คำว่า "เป็นเกลอกับธรรมชาติ" นี้มีความหมายหลาย ๆ แง่ หลาย ๆ มุม : คือศักดิ์สิทธิ์, เป็นไปเพื่อความรู้, แล้วแสดงลักษณะแห่งการเสียสละอย่างแท้จริง. ขอให้นึกถึงพระพุทธเจ้ากันให้บ่อย ๆ ในแง่ที่ว่า ท่านประสูติกลางดิน ตรัสรู้กลางดิน นิพพานก็กลางดิน สั่งสอนโดยทั่ว ๆ ไปก็กลางดิน กุฏิของท่านก็พื้นดิน. อาตมา ไปดูทุกแห่งแล้วในประเทศอินเดีย ที่เขาเรียกว่าซากพระคันธกุฎีนั้น เป็นพื้นดินทั้งนั้น. ดูเถิดท่านประสูติกลางดิน ที่สวนลุมพินี ใต้ต้นสาละ อย่างที่เอามาปลูกเป็นตัวอย่าง ไว้ที่นี่ต้นหนึ่ง ที่ตรงนั้น ใครชอบก็ไปถ่ายรูปใต้ต้นสาละได้. พระพุทธเจ้าท่านประสูติใต้ต้นสาละ นิพพานก็ใต้ต้นสาละ ตรัสรู้ก็ใต้ต้น โพธิ์ ที่ริมตลิ่ง ก็กลางดินอีกเหมือนกัน ; ท่านอยู่กลางดินแท้ ๆ เป็นเกลอกับธรรมชาติ ถึงขนาดนี้ จึงขอให้เรานึกทุกคราว ที่ได้นั่งกลางดินอย่างนี้. อาตมา ชักชวนให้มา นั่งกลางดินกันอย่างนี้ ก็เพื่อเป็นโอกาสให้ระลึกนึกถึงพระพุทธเจ้า ว่าท่านเป็น พระพุทธเจ้าได้อย่างไร, ท่านเป็นเกลอกับธรรมชาติ แล้วต้องเสียสละมากน้อยเท่าไร ; อย่างที่ว่า ท่านไม่มีร่ม ไม่มีรองเท้า ไม่มีอะไร อย่างที่เรามีกันอยู่เดี๋ยวนี้, ท่านไม่มีรถ ไม่มีเรือ ต้องเดินด้วยเท้า อย่างนี้เป็นต้น. การเป็นเกลอกันกับธรรมชาตินั้น แสดงลักษณะอย่างที่ว่า ให้เกิดความรู้ แจ้งเห็นจริงในส่วนธรรมชาตินั้น จึงจะประพฤติปฏิบัติอะไรถูกต้อง ; แล้วยังมีความ หมายแยกออกไปอีกแง่หนึ่งว่า เป็นการเสียสละ. ถ้าเราไม่ยอมเป็นเกลอกับธรรมชาติ อย่างนี้แล้ว ก็ไม่มีการเสียสละ พอที่จะทำหน้าที่สูงสุดนั้นได้ ; นอกนั้นก็เป็น เรื่องที่ไกลออกไป คือว่า ถ้าเราไปเกลียดธรรมชาติ รักแต่ความสวยงามบนวิมาน อย่างนี้ก็เลยล้มละลายกันเท่านั้นเอง. เดี๋ยวนี้โลกกำลังจะวินาศก็เพราะเหตุนี้ : เกลียด ธรรมชาติ ทำลายธรรมชาติ หลงใหลการเป็นอยู่อย่าง กินดีอยู่ดี แข่งกับเทวดา โลก จึงกำลังจะวินาศ.

น.174 นี่คือ ขั้นแรก ที่ว่าขอให้มารับบรรยากาศชนิดที่เป็นเกลอกันกับธรรมชาติ ที่เยือกเย็นอย่างนี้. งานกาชาด หรือ อนุกาชาด จำต้องกลมกลืนกับศีลธรรม ทีนี้ จะพูดถึง เรื่องที่ตั้งใจจะพูด ตามหัวข้อที่อยากจะพูด โดยหัวข้อว่า งานกาชาด หรือ งานอนุกาชาดในแง่ของศีลธรรม; จะพูดแต่ในแง่ของ ศีลธรรม เพราะว่า ในแง่อื่น ๆ ท่านทั้งหลายย่อมทราบดีกว่า ; ถึงแม้ในแง่ของ ศีลธรรมนี้ ก็ยังมีทางพูดได้เป็นหลายระดับ. งานกาชาด หรือเจตนารมณ์ของกิจการกาชาดนี้ พิจารณาดูกัน ในแง่ของ ศีลธรรม กันบ้าง ว่าจะเป็นอย่างไร. เดี๋ยวนี้อาตมาถือว่า ไม่ได้พูดกับตัวบุคคล ตัว อนุกาชาด แต่ พูดกับเจ้าหน้าที่ผู้บริหารงานอนุกาชาด; ก็ต้องพูดกันสำหรับเป็น ความรู้ ที่จะไปพูดต่ออีกต่อหนึ่ง จึง ได้พูดในส่วนที่ลึก กว่าที่จะพูดกับลูกเด็ก ๆ. งานกาชาดในแง่ของศีลธรรมนี้ จะพูดกันในแง่ของค่า หรือความหมาย ทางศีลธรรม ในงานอนุกาชาด ว่าในกิจกรรมอนุกาชาดนี้ มีค่าหรือความหมายทาง ศีลธรรมอย่างไรบ้าง. อาตมารู้สึกว่า สิ่งที่จำเป็นที่สุด ในเวลานี้ คือสิ่งที่เรียกว่า ศีลธรรม. โลกทั้งโลกเลย กำลังจะวินาศเพราะความไม่มีศีลธรรมเพียงพอ ; นี่ ขอให้นึกถึงข้อนี้เป็นหลักใหญ่ก่อน. ขอให้มองให้เห็นว่า กิจการทุกแขนง, สถาบันอะไรต่าง ๆ ที่จัดขึ้นนี้ ก็เพื่อประโยชน์แก่โลก เพื่อโลกอยู่รอด เพื่อโลกมีสันติ ถ้าโลกนี้ต้องวินาศลงไป เราก็เหนื่อยเปล่า ; เราจึงต้องรู้ว่าอะไรเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ที่จะทำให้โลกนี้อยู่รอดได้ ; แม้งานกาชาด งานอนุกาชาดทั้งหลายนี้ ก็มุ่งหมาย เพื่อจะให้โลกนี้รอดอยู่ได้ ในลักษณะที่งดงามน่าดู.

น.175 ทีนี้ ส่วนที่เกี่ยวกับศีลธรรม ก็มีอยู่มาก ซึ่งจะได้พูดกันต่อไป ; แต่ เดี๋ยวนี้ ขอให้มองเห็นความจำเป็น ที่โลกจะต้องมีศีลธรรมกันเสียก่อน ; เราจึงจะ ประยุกต์ของ ๒ อย่างนี้เข้าด้วยกัน คือ งานกาชาดที่ประกอบอยู่ด้วยศีลธรรม. โลกจะ วินาศก็เพราะว่า ปราศจากศีลธรรมอย่างเดียว ; ดูในประเทศไทยเราก็เหมือนกัน : ศีลธรรมกำลังลดลงอย่างไร, เราได้รับความลำบากอย่างไร, ทั้งที่วัตถุเจริญ หรือ แม้แต่การศึกษา ก็ต้องเรียกว่าเจริญ. แต่มันไม่ผนวกศีลธรรมเข้าไปด้วย ; ผิดกัน กับการศึกษาสมัยก่อน ซึ่งแฝดคู่กันไปกับเรื่องศีลธรรม. ที่เรา ให้เขาเรียนวิชาความรู้ อันทำให้ฉลาดอย่างเดียว ก็จะยิ่งทำให้ ไม่สนใจศีลธรรม มากขึ้นก็ได้ ; แม้จะรู้มากฉลาดมาก แต่ศีลธรรมนั้นด้อยไป มันก็มีปัญหา อย่างที่กำลังมีปัญหาอยู่เดี๋ยวนี้. ในวงการศึกษาโดยเฉพาะก็มีปัญหา, ออกไปถึงวงการปกครอง วงการอื่น ๆ ก็กำลัง มีปัญหา ที่เนื่องมาจากความไม่มี ศีลธรรม. ฉะนั้นเราหวังได้ยาก ที่ว่าจะกลับไปหาความสงบสุข ถ้าเราไม่สนใจ สิ่งที่เรียกว่าศีลธรรม. เมื่อ ขาดศีลธรรม อย่างเดียวแล้ว ความฉลาดอย่างอื่นไม่ช่วยให้เรามีความ สงบสุขได้. ขอให้มองดูกันในเรื่องอย่างนั้นที่เป็นปัญหาสำคัญ ; ถ้าไม่มีศีลธรรม แม้กิจการอนุกาชาดก็มีไม่ได้, หรือกิจกรรมอนุกาชาดจะปราศจากศีลธรรมไปไม่ได้ มันจะล้มเหลวหมดเหมือนกัน. ฉะนั้น เมื่อรู้เรื่องศีลธรรมดี ก็จะได้นำไปทำให้มัน กลมกลืนกันกับงานอนุกาชาดนั่นเอง ; แล้วเมื่อนั้นแหละ งานกาชาด หรืออนุกาชาด ก็จะเป็นตัวเป็นตนขึ้นมา ; มีความจริง. มีความหมายขึ้นมา และพิเศษยิ่งไปกว่านั้น ก็คือ จะปฏิบัติได้ง่ายขึ้น. ในการงานใด ๆ ไม่มีจิตใจประกอบด้วยศีลธรรมแล้ว ไม่มีอะไรสนุก ; ดูมันน่าเบื่อไปหมด เพราะจะไม่มีการเสียสละ ไม่มีการบูชาคุณงามความดีอะไรต่าง ๆ.

น.176 ฉะนั้นเราจึงพูดกันเรื่องศีลธรรมข้อนี้กันอยู่เสมอ เพื่อว่า งานในหน้าที่ต่าง ๆ นั้น จะได้ เป็นงานที่สนุก. สิ่งที่เรียกว่า "ศีลธรรม" โดยย่อ คือพูดแต่โดยใจความ เมื่อถามขึ้นว่า ศีลธรรมคืออะไร ? อยากจะขอร้องให้มองให้ลึกซึ้งถึงที่สุด ไปตามธรรมชาติ ก็จะเข้าใจสิ่งที่เรียกว่าศีลธรรมได้ดี. คำว่า ศีล แปลว่า ปรกติ ไม่ได้แปลศีลว่าข้อห้ามข้อปฏิบัติอะไร อย่างที่เรารู้ ๆ กันอยู่นั้น เป็นความหมายที่ ๒ ที่ ๓ ต่อ ๆ กันมา. ความหมายที่ ๑ ของคำว่า สี-ละ นี้ แปลว่า ปรกติ เช่นเราถือศีล ก็เพื่อให้เกิดความปรกติ, ปรกติ คือไม่ผิด ไม่เสียหาย ไม่บาปไม่กรรมอะไรต่าง ๆ นั่น เราจึงถือศีล. แต่คำว่า "ศีล" นั้นแปลว่าปรกติ, ถือศีล ก็คือ ถือข้อปฏิบัติ ที่ทำให้เกิดความปรกติ. ฉะนั้น สนใจ คำว่า ปรกติ คำเดียวก็พอ สำหรับสิ่งที่เรียกว่าศีล หรือศีลธรรม. จงมอง ดูตามธรรมชาติ ถ้าเกิดการผิดปรกติขึ้นมาแล้ว จะเป็นอย่างไร บ้าง ? ลองคิดดูเอง สังเกตดูเอง ถ้าเกิดการผิดปรกติตามธรรมชาติขึ้นมา แล้วจะเป็น อย่างไรบ้าง ? มันก็จะต้องตาย มนุษย์จะต้องตาย, สัตว์ทั้งหลายก็จะต้องตาย, ต้นไม้ ต้นไล่ก็จะต้องตาย, หรือจะเกะกะไม่น่าดู. ฉะนั้นความปรกติคือ เป็นความถูกต้อง ทรงอยู่ได้ ไม่ตาย ; ตามธรรมชาติแท้ ๆ มันก็ต้องการความปรกติที่เรียกว่า สี-ละ คือภาวะแห่งความปรกติ. ธรรมชาติ อยู่โดยสภาพปรกติก็เรียกว่า มีศีล ได้เหมือนกัน ; แม้ที่สุดแต่ ก้อนหินก้อนนี้ เป็นวัตถุแท้ ๆ ถ้าอยู่ในสภาพที่ปรกติ ไม่ได้ไปทำอะไรใคร ก็เรียกว่า

น.177 มีศีลได้ คือมันน่าดูกว่า. ถ้ามีอะไรมาทำให้กระจุยกระจาย มันก็ไม่น่าดู คือมันผิดปรกติ ; ฉะนั้นความเป็นปรกติก็มีได้ แม้แต่เกี่ยวกับวัตถุล้วน ๆ ที่ไม่มีจิตใจ ถ้ามันมีความปรกติ แล้วมันก็น่าดู. ถัดขึ้นมาคือ ร่างกาย ของคนเรา ถ้า ผิดปรกติ มันก็ ต้องตาย อีกนั่นแหละ หรืออย่างน้อย ก็ไม่น่าดู ; ฉะนั้นการกระทำ หรือการพูดจานี้ ต้องเป็นปรกติ : ทางกาย วาจา ปรกติ มีศีลธรรมก็น่าดู. สูงขึ้นมา ทางจิต ก็ต้องการความปรกติ ; ถ้าจิตผิดปรกติ คนก็เป็นบ้า หรือไม่มีกำลัง อ่อนเพลียเป็นต้น. ถ้าต้องการความ เป็นปรกติทางจิต ก็คือ สีละ หรือศีลอีกนั่นแหละ. สูงขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง ศีลธรรมทางจิต ก็คือทางสติปัญญา ; เราสบายดี ทางร่างกาย สบายดีทางจิต แต่ยังเข้าใจผิดก็ได้, ฉลาดปราดเปรื่อง แต่เข้าใจผิดก็ได้ คือความรู้นั้นมันผิดก็ได้ ; มันต้องมีความถูกต้อง ในทางสติปัญญา ความคิด ความเห็น อะไรอีกทีหนึ่ง จึงจะเป็นความปรกติขั้นสุดท้าย เรียกว่าความปรกติทางสติปัญญา. อาตมามักชอบเรียก ความปรกติทางสติปัญญา ว่า ทางวิญญาณ. ทาง จิตนั้นคือระบบจิตที่เกี่ยวกับประสาท เป็นส่วนใหญ่เช่นเราไม่คลุ้มคลั่ง ไม่เป็นบ้า ; นี้ก็เรียกว่า ปรกติทางจิต ส่วน ปรกติทางวิญญาณ นั้น หมายถึงมี ความคิดความเห็น ความเชื่ออะไรต่าง ๆ ถูกต้อง ไปหมด ; นั่นจึงจะเรียกว่า มีความปรกติทางวิญญาณ. ตามธรรมดานั้น ทาง วัตถุ ก็ปรกติ วัตถุล้วน ๆ ไม่มีชีวิตจิตใจก็ต้องปรกติ ทาง ร่างกาย ของคนก็ต้องปรกติ ทางจิต ของคนก็ต้องปรกติ ทางสติปัญญา ของคนก็ต้อง

น.178 ปรกติ อย่างนี้เรียกว่า มีความเป็นปรกติ ; เรียกว่า ศีลธรรมก็ได้ แปลว่า ธรรม ที่ทำความปรกติ หรือมีความปรกติอยู่ตามธรรมดา. ซึ่ง งานอนุกาชาดตามหัวข้อ ต่าง ๆ ที่มีอยู่นั้น ก็ไม่มีอะไรผิดไปจากที่กล่าวมานี้ได้ ; คือต้องการความผาสุก หรือความปรกติของร่างกาย ของจิต ของทุกอย่าง แม้กระทั่งของวัตถุทั้งหลาย ที่แวดล้อมอยู่รอบ ๆ ตัวเรา. นี่คือข้อที่อาตมาบอกว่า ไม่มีอะไรที่ไม่เกี่ยวกับศีลธรรม คือธรรมที่ทำความ ปรกติ ให้คนในโลกอยู่เป็นปรกติ มีความผาสุก. ทีนี้ งานอนุกาชาด นี้ ก็เป็นกิจกรรม แขนงหนึ่งของกิจกรรมทั้งหลายในโลก ซึ่ง ก็เป็นไป เพื่อความเป็นปรกติ : เพื่อ วัตถุปรกติ เพื่อร่างกายปรกติ เพื่อจิตใจเป็นปรกติ กระทั่งเพื่อวิญญาณ ในระดับที่มัน เกี่ยวข้องกัน มีความเป็นปรกติด้วย. นี้คือศีลธรรมตามธรรมชาติ มีหลักของธรรมชาติเอง เป็นใจความ สำคัญ ที่ควรทราบเกี่ยวกับศีลธรรมในความหมายที่ ๑. ความหมายที่ ๒. คือ ศีลธรรมที่บัญญัติโดยมนุษย์ มนุษย์เราก้าวหน้า มาเรื่อย ๆ ทางศีลธรรมวัฒนธรรมก็ก้าวหน้า คือ มีการบัญญัติศีลธรรม ว่าอย่างนั้น ว่าอย่างนี้ ; นี่ก็เพื่อให้คล้อย ตามความต้องการของธรรมชาติ นั่นเอง ; มิฉะนั้นเราก็ ไม่รู้ว่า จะทำอย่างไรจึงจะได้ความปรกติอันนั้นมา. เขาจึงบัญญัติระเบียบทางศีลธรรม ขึ้นมา เป็นข้อ ๆ หมวด ๆ เพื่อให้ต้องทำกันอย่างนั้น ๆ เพื่อให้เกิดความปรกติ ในลักษณะ ที่น่าพอใจ ทั้งนี้พอจะฟังได้เป็น ๓ ตอน :- ตอน ๑. คือความปรกติที่น่าพอใจ ที่ตัวปัจเจกชน คือที่ตัวบุคคลคน หนึ่ง ๆ ก็ต้องมีความถูกต้องป็นปรกติอันน่าพอใจ. ตอนที่ ๒. ถัดขึ้นมาก็ที่ สังคม

น.179 คือหลาย ๆ คนรวมกันเป็นสังคม นี้ก็ต้องมีลักษณะปรกติ ถูกต้องเป็นที่น่าพอใจ เพราะ อำนาจการประพฤติศีลธรรม. ตอน ๓. จะมองไปถึง สถาบัน หรือหลักการอะไรก็ได้ ที่มันเป็นที่ตั้งของสังคม ซึ่งจะต้องเป็นปรกติด้วย ; เช่น ผู้ที่มีหน้าที่จัดทำ ควบคุม บังคับบัญชา หรือว่าจัดมนุษย์ จัดโลกอะไรก็ตาม. สถาบันที่เป็นที่ตั้งแห่งความมั่นคง ของสังคมนี้ จะต้องปรกติด้วย. ดูเท่านี้ ก็จะพบว่า จุดสำคัญที่เราจะต้องสนใจ นั้นอยู่ที่ บุคคล แล้วก็ที่ สังคม และ สถาบันต่าง ๆ ที่มนุษย์จัดขึ้น เพื่อประโยชน์แก่ความมุ่งหมายอันนั้น ; และเรากำลังทำให้เด็ก ๆ อนุกาชาดของเรารู้จักสิ่งเหล่านี้. อาตมาอยากจะเปรียบเทียบใน ข้อนี้ คือว่า หัวข้อปฏิบัติของอนุกาชาด ที่มีว่า : จะจงรักภักดีต่อประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ นี่ ข้อหนึ่ง. ข้อสอง จะมีความเป็นมิตร ประพฤติ ต่อกัน ซึ่งกันและกันทุกคน. แล้ว ก็ข้อสาม จะเป็นผู้ที่มีอนามัยดี แล้วจะช่วย ให้ผู้อื่นมีอนามัยดี. เปรียบเทียบหลักการของอนุกาชาดกับหลักการของศีลธรรม ที่กล่าวมาข้างต้น ข้อหนึ่งของอนุกาชาด ที่มาทีแรกเกี่ยวกับสถาบัน ประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ นั่นแหละคือ อยู่ในตอนสาม ของศีลธรรม. ที่ว่าให้ช่วยเหลือกันทุกคน เป็นมิตรกันทุกคน ซึ่งเป็นเรื่องของสังคม ; นี้เป็นตอนสอง เหมือนกันกับศีลธรรม. ข้อที่สาม เกี่ยวกับอนามัยของตนนี้ เรียกว่า มีความถูกต้องส่วนบุคคล เพราะว่า แต่ละคนมีอนามัยดี หรือมีความสามารถหรือมีพละมีกำลังเต็มที่ ในการที่จะ เป็นมนุษย์ สำหรับปฏิบัติหน้าที่ของมนุษย์ ; นี้ตรงกับหลักศีลธรรมข้อที่หนึ่ง.

น.180 ข้อปฏิบัติของอนุกาชาด อย่างนี้ ก็เรียกว่า ทุกคนมีอนามัย ก็หมายความว่า ทุกคน ทำตนถูกต้อง ดีพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่ของมนุษย์ ; ถือเป็น เรื่องสำคัญพื้นฐาน คือ ที่บุคคลก่อน. ทีนี้เมื่อ บุคคลดีแล้ว สังคมนั้นก็ดี เพราะว่าสังคมประกอบขึ้นด้วยบุคคล แต่ทีนี้อะไรจะมาสมัครสมานกันได้ ก็มีสิ่งที่เรียกว่า มิตรภาพ เจตนารมณ์แห่งความ เป็นมิตร มาเป็นส่วนสมัครสมาน ; ถ้าไม่มีอันนี้ คนก็เห็นแก่ตัวเป็นคน ๆ ไป มัน เลยแยกกันเป็นคน ๆ เข้ากันไม่ได้ แล้วย่อมไม่มีสังคมขึ้นมาได้. แล้ว ส่วนที่จะมีความรัก เพื่อนมนุษย์ ผูกพันกันเป็นสังคม ซึ่งสังคมจะผูกพัน กันอยู่ได้ ทั้งมีหลักดำเนินไปด้วยดี ก็ต้องมีหลักเกณฑ์ อะไรต่าง ๆ หรือเป็นสถาบัน ที่รักษาไว้ซึ่งหลักเกณฑ์ ตลอดจนถึงพื้นฐานทางวัตถุ. ฝ่ายศีลธรรมก็มีสิ่งที่เรียกว่า ประเทศ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์. คำว่า ประเทศ เราหมายถึงแผ่นดินดีกว่า ชาติ เราหมายถึง ค่าของการที่เราคุมกันอยู่ได้ ให้เป็นพวกที่มีกำลัง. ศาสนา เป็น เรื่องของความถูกต้องทางจิตใจ หรือควบคุมความถูกต้องทุกอย่างไว้. พระมหากษัตริย์ ก็คือ ผู้ที่ทำหน้าที่ควบคุมสิ่งเหล่านี้ไว้ให้ถูกต้อง ในฐานะเป็นผู้นำ. พูดอย่างที่กล่าวมานี้ก็ จัดได้เป็นอีกชุดหนึ่ง ก็ได้ คล้ายกับพูดจากข้างบนลงมา ข้างล่าง คือเราจะเอามาพูดเป็น ข้อที่ ๑. ก็ได้เหมือนกันว่า ประเทศ ชาติ ศาสนา มหากษัตริย์ เข้าใจหน้าที่ดี ประพฤติต่อสิ่งนั้น ๆ ให้ถูกต้อง. ข้อ ๒ ลดลงมาถึง สังคมมนุษย์ ข้อ ๓ มาถึง ปัจเจกชน คนหนึ่ง ๆ ; อย่างนี้ก็ได้ ตามหัวข้อที่ให้ พวกอนุกาชาด เขาถือเป็นหลัก. พิจารณาดู หลักการของอนุกาชาด ในแง่ของศีลธรรม อาตมาก็จะถือโอกาสพูดกันถึงสิ่งเหล่านี้ เป็นข้อ ๆ ไป; แต่ว่า จะพูด เฉพาะในแง่ของศีลธรรม ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า อาตมาจะช่วยพูดในแง่ของ

น.181 ศีลธรรม ที่มีอยู่ในกิจกรรม ที่เรียกว่าเป็นของอนุกาชาดนั้นเอง. ฉะนั้นจะดูที่คำว่า ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์นั้นก่อน. หน้าที่ทางศีลธรรมของอนุกาชาด เกี่ยวกับหลักการข้อที่ ๑. คือประเทศ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์มีอย่างไร ที่เราจะต้องบอกให้ลูกเด็ก ๆ ของเรารู้. ในฐานะที่ท่านทั้งหลายเป็น ครูบาอาจารย์ เป็นผู้บริหารกิจการ ที่จะไป สอนลูกเด็ก ๆ เหล่านั้น นี้เราก็ควรต้องรู้ หรือยิ่งกว่ารู้ คือเข้าใจอย่างดี ; แล้วจึง ไปพูดกับเขาให้สำเร็จประโยชน์ ในการที่เขาจะประพฤติ ปฏิบัติ ต่อสิ่งที่เรียกว่า ประเทศ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งเราขอร้องให้เขาจงรักภักดีอย่างยิ่ง. คำ ๔ คำ นี้เป็นคำที่ชินหูกันมานานนักหนาแล้ว ตั้งแต่อาตมายังเล็ก ๆ ก็ได้ ยินคำ ๔ คำนี้ ประเทศ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เดี๋ยวนี้ก็ยังใช้ได้อยู่. คำว่า ประเทศ เราต้องหมายถึงแผ่นดิน เพราะว่า ถ้าเราไม่มีแผ่นดินอยู่แล้ว เราจะ อยู่กันได้อย่างไร ; ประเทศไทยก็ต้องมี คือ แผ่นดินไทย. ชาติไทย คือความที่ เป็นอิสระ ในการที่จะใช้สอยแผ่นดินนั้น ; ถ้าจงรักต่อแผ่นดิน คือ ประเทศ นี้ เราต้องไม่ทำลายแผ่นดิน. เดี๋ยวนี้มนุษย์ทั้งโลกกำลังทำลายแผ่นดิน ให้สูญค่าไป โดยไม่จำเป็นมากขึ้น คือทำลายทรัพยากรของธรรมชาติมากขึ้น ๆ จนเป็นแผ่นดินที่ไม่ น่าอยู่มากขึ้น นี้เป็นเรื่องใหญ่. ขอให้ไปศึกษา เอาเองต่างหากอีกก็แล้วกัน ; อะไร ๆ ในแผ่นดินนี้ เรา เอาขึ้นมา ทำลายเสียมาก โดยไม่จำเป็น ไม่เท่าไรก็จะไม่มีของบางอย่างใช้. เราทำ แผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ให้เป็นแผ่นดินที่ไม่อุดมสมบูรณ์ หรือจะกลายเป็นทะเลทรายไป ในที่สุด เช่นการทำลายป่าไม้เสีย อย่างนี้เป็นต้น ; ประเทศเราก็ด้อยค่าลงทุกวัน

น.182 เพราะเราทำลายที่ตัวแผ่นดินนั้น โดยไม่รับผิดชอบ โดยไม่ดูให้ดี ไม่ระมัดระวังให้ดี แผ่นดินของเราก็จะเสื่อมคุณค่าไป. แผ่นดินไทย มีสภาพที่เรียกว่า "ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว" นั้น ระวัง ให้ดีเถอะ มันจะไม่มีเหลืออยู่แล้ว, มันจะไม่มีปลาในน้ำ จะไม่มีน้ำทำนาอย่างนี้แหละ ; เพราะว่าเราไม่ระมัดระวังกันในเรื่องนี้ ไม่กตัญญูต่อแผ่นดิน ไม่ช่วยกันรักษาธรรมชาติ อันถูกต้องของแผ่นดินไว้. ที่พูดนี้มิได้หมายความว่าเราจะไม่เปลี่ยนแปลงแผ่นดินกัน เสียเลย ; แผ่นดิน นั้นมันก็ ต้องปรับปรุง ให้เหมาะสมสำหรับความเจริญ แต่อย่า ไปทำลายมันเข้า. ทีนี้ คนเห็นแก่ตัวแล้วทำลายแผ่นดินหรือทรัพยากรในดินนั้นมาก เกินไปก็เป็นสิ่งที่ควรจะสอนให้ทราบกันเสีย ตั้งแต่เด็ก ๆ เล็ก ๆ อย่างนี้บ้าง. คำว่า "ชาติ" หลังจากประเทศก็มีชาติ คือ ความที่เป็นอิสระ ที่จะยึดครอง แผ่นดินนี้เพื่อความสุขสบายของตน ตลอดถึงวัฒนธรรมประเพณีอะไรต่าง ๆ ของชาติ นี้ก็ต้องเรียกว่าชาติด้วยเหมือนกัน. ให้จงรักภักดีต่อชาติ ก็หมายความว่า ช่วยกัน ทำให้ชาติยังคงอยู่ อย่าให้สูญชาติ แต่ในข้อนี้ก็อยากจะขอให้สังเกตเป็นพิเศษว่า เรากำลัง สูญชาติ ในความหมายที่ร้ายแรง. เรายังไม่สูญชาติ ไทยยังเป็นชาติอิสระอยู่ในโลกนี้ ในทางการเมือง ; แต่ว่าเรากำลังสูญเสียชาติไทยในทางวัฒนธรรม หรือในทางวิญญาณ ไปอย่างมาก ในข้อที่ไปตามกันฝรั่ง. ขออภัยที่ใช้คำหยาบอย่างนี้ เพราะประหยัดเวลาดี. เราเดินไปตามวัฒนธรรมตะวันตก จนสูญเสียความเป็นไทยไปมากแล้ว ; ระวังให้ดี. ปัจจุบันนี้ ความเป็นไทย เหลือน้อยเต็มทีแล้ว โดยเฉพาะวัฒนธรรมทั้งหลาย แล้วกำลังไปตามเขาด้วยการศึกษา ซึ่งทำให้ฉลาดแต่ในทางที่จะเห็นแก่ตัว ไม่มีจิตใจ อย่างบรรพบุรุษของเรา ; นี้เรียกว่า เราสูญชาติในฝ่ายวิญญาณไป. สูญชาติทาง การเมืองนั้น เมื่อแพ้เป็นขี้ข้าเขา ก็เรียกว่าสูญชาติทางการเมือง; ส่วนสูญชาติทาง

น.183 วิญญาณนี้ ไม่ได้ไปแพ้เป็นขี้ข้าเขาทางการเมือง แต่ไปเป็นทาส เป็นขี้ข้าเขาในทาง วัฒนธรรม. เราโง่งมงาย ก้มหัวลงไปเป็นทาสเขาในทางวัฒนธรรม จนเขาจะทำอะไร แก่เราก็ได้ในทางวัฒนธรรมนี้ ; นี่เรียกว่า เราก็สูญชาติในทางวัฒนธรรมไป คือสูญชาติ ทางวิญญาณ. ขอให้ช่วยบอกเด็ก ๆ ของเราให้รู้ด้วย ว่า การสูญชาติทางวัฒนธรรม นี้ อันตรายที่สุด ถ้าเราขืนทำอยู่อย่างนี้ มันก็เท่ากับว่าสูญชาติไปโดยจิตใจแล้ว แม้ว่าตัว ร่างกายมันจะยังอยู่ในทางการเมือง ; ในที่สุดมันจะสูญไปทั้งสองอย่าง. การสูญเสียแต่ ทางการเมือง แต่ถ้าทางจิตใจยังอยู่มันไม่สูญสิ้นเชิง แล้วก็ไม่อันตรายมาก เหมือนที่สูญ ไปในทางวิญญาณ คือทางวัฒนธรรม ; ถ้าสูญในทางวัฒนธรรมทางวิญญาณ แล้วจะ สูญหายลิบลับไปเลยเหมือนกับชาติหลายๆ ชาติในโลก ที่ได้หายสูญไปแล้ว เหลืออยู่แต่ ชื่อในประวัติศาสตร์ นี่ร้ายยิ่งกว่าสูญหายทางการเมือง. เรายังไม่สูญทางการเมือง และก็ ไม่สูญทางวัฒนธรรมด้วย คือทางวิญญาณนั่นแหละ ก็จะดี, ก็จะเรียกว่ายังมีชาติอยู่โดย แท้จริง. ระวังเถิด เดี๋ยวนี้ ประเทศไทย เรา กำลังสูญชาติในทางวัฒนธรรม หรือ ทางวิญญาณ ยิ่งขึ้นไปทุกที ๆ แม้ว่าทางการเมืองจะเรียกว่า มีอิสรภาพเป็นชาติไทยอยู่ อิสรภาพก็จะค่อยร่อยหรอไปด้วย เพราะส่วนต้นเหตุปัจจัย มันมีอยู่ที่จิตใจ อยู่ในทาง จิตใจ ถ้าทางจิตใจเสียไป ทางร่างกายมันก็จะเสียไปตาม. ฉะนั้นลูกเด็ก ๆ ของเรา ควร จะรู้จักความสูญชาติในทางวัฒนธรรม หรือทางวิญญาณให้มาก ; ต้องรักษาไว้ให้ได้ แล้วเราก็จะไม่สูญชาติในทางการเมือง. ที่ให้จงรักภักดีต่อชาติ ก็ต้องช่วยกันทำให้ชาติ ยังคงอยู่ ทั้ง ๒ ทาง คือ ทั้งทางการเมือง และทางจิตใจ หรือ ทางวิญญาณ ทาง วัฒนธรรมนั้น.

น.184 สิ่งที่เรียกว่า ชาติ ก็มีอยู่อย่างนี้ ที่เราขอร้องให้เขาระลึกนึกถึง หรือสงวน อะไรกันไว้. ทีนี้ เรื่อง "ศาสนา" ก็หมายความว่า จะจงรักภักดีต่อศาสนา อย่างไร, ควรจะรู้จักศาสนาว่า มีประโยชน์อย่างไร, จำเป็นอย่างไร, ประเทศชาติถ้าขาดศาสนาแล้ว จะเป็นอย่างไร. ศาสนา ก็คือต้นตอ สำหรับที่จะคงไว้ซึ่งจิตใจที่ถูกต้อง โดยแท้จริงเรื่อง ศาสนาก็ เป็นเรื่องทางจิตใจ แต่มันมีผลลงมาถึงทางกายด้วย ทางวัตถุด้วย ; เป็นเรื่อง ใหญ่ที่จะต้องพูดกันมากกว่าจะจบ ในที่นี้สรุปว่า เป็นเรื่องที่จะ รักษาจิตใจของมนุษย์ไว้ ให้มีความเหมาะสมสำหรับที่จะเป็นมนุษย์ ที่ไม่เป็นอันตรายต่อกันและกัน. เมื่อพูดถึง ศาสนา ควรจะให้ลูกเด็ก ๆ ของเรารู้จักไว้ว่า อย่างน้อยก็ มี ๔ ระดับ หรือ ๔ ชั้น คือ : ศาสนาในระดับวัตถุ สัญญลักษณ์นี้ ได้แก่ วัดวาอาราม โบสถ์ วิหาร พระเจดีย์ ผ้าเหลือง อะไรต่าง ๆ นี้มาเป็นวัตถุสัญญลักษณ์, กระทั่งพระเครื่องที่แขวนคอ นี้ก็เป็นวัตถุสัญญลักษณ์. ศาสนาในฐานะเป็นวัตถุสัญญลักษณ์อย่างนี้เราก็ต้องมี เพราะว่ามันเป็นการตั้งต้น หรือเป็นที่ยึดหน่วงของลูกเด็ก ๆ เรียกว่าศาสนาอยู่ในรูป ของวัตถุ ; เป็นสัญญลักษณ์ต่าง ๆ ที่คนโบราณเขาชอบกล่าวอย่างว่า"ผ้าเหลือง". ถัดขึ้นมาเป็นเรื่องการเล่าเรียน ; ศาสนาที่อยู่ในรูปของการเล่าเรียน ก็เรียกว่า ปริยัติ คือเรียนพระธรรม เรียนปริยัติธรรม ศีลธรรม ปรมัตถธรรม อะไร ก็ตาม. การเล่าเรียนนี้ก็เป็นพระศาสนาในรูปหนึ่ง ซึ่งต้องมีถูกต้อง และสมบูรณ์ด้วย.

น.185 สูงขึ้นมาพระ ศาสนาในรูปของการปฏิบัติ นี้ยิ่งจำเป็นมากที่ต้องมี ; ถ้าไม่มีการปฏิบัติแล้ว เรียกว่าตัวแท้ของศาสนานั้นจะไม่มีเหลือเลย จะเหลือแต่สัญญลักษณ์ หรือเปลือกนอกหรือภาชนะเสีย. ศาสนาในระดับที่เป็นตัวการปฏิบัตินี้สำคัญมาก นับตั้งแต่พระสงฆ์ลงมาถึงชาวบ้าน กระทั่งลูกเด็ก ๆ ตัวอนุกาชาดนั้นเอง ก็จะต้อง มีศาสนาที่อยู่ในรูปของการปฏิบัติ ตามศีลธรรมต่าง ๆ ; หรือแม้แต่หน้าที่ของ อนุกาชาดนี้ ก็เรียกว่า การปฏิบัติธรรมด้วยเหมือนกัน, จะต้องถือว่าเป็นส่วนของศาสนา ส่วนหนึ่งด้วยซึ่งเป็นการปฏิบัติธรรมด้วยเหมือนกัน. ศาสนาระดับสุดท้าย ก็คือ ผลที่ได้รับ เป็นมรรค ผล นิพพาน คือความสุข ความผาสุก ที่เกิดมาจากการปฏิบัติพระศาสนา ; เมื่อรู้แจ้งแทงตลอดแล้ว ย่อมไม่ทำ ความทุกข์ให้เกิดขึ้น พระศาสนาส่วนนี้ก็เป็นการได้ผล ได้รับผล ได้เสวยผล ของการ ปฏิบัติพระศาสนานั่นเอง. ถ้าจงรักภักดีต่อศาสนาจริง เต็มตามความหมาย ก็ต้องช่วยทำให้ศาสนาใน ๔ รูป หรือ ๔ ระดับนี้ยังคงอยู่. วัตถุสัญญลักษณ์ วัดวาอารามก็ต้องช่วยให้น่าดู ให้เรียบร้อย ให้บริบูรณ์ การศึกษาเล่าเรียน ก็ต้องช่วยให้มีครบถ้วน, การปฏิบัติ ก็ต้องมีอย่างขยันขันแข็งที่สุดเลย, ทำได้อย่างนี้ก็จะได้รับความสงบเย็นเป็นสุข ซึ่งเป็น ผลของศาสนาโดยตรง. การจงรักภักดีต่อศาสนา ต้องช่วยกันทำให้เกิดอาการอย่างที่กล่าวมานี้ขึ้นมา ให้ได้. ทีนี้ เ รื่องเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ คำนี้ก็เนื่องมาแต่กาลก่อน คือ ในยุคที่มีระบบกษัตริย์ปกครอง จนกระทั่งอยู่ในยุคที่กษัตริย์อยู่ใต้กฎหมาย, กระทั่ง

น.186 ยุคที่ประเทศบางประเทศเลิกองค์กษัตริย์ไป, เปลี่ยนเป็นมีสถาบันบุคคลที่เลือกขึ้นมาตาม มติประชาธิปไตยเป็นต้น. เรื่องนี้ก็จะทำให้เกิดสับสนแก่ลูกเด็ก ๆ ว่าสถาบันกษัตริย์ คืออะไรกันแน่ ? มันอยู่ที่ตรงไหนกันแน่ ? เรา ควรจะเข้าใจทีเดียวครอบคลุม ไปได้เลยว่า บุคคลกลุ่มหนึ่ง หรือ คณะ หนึ่ง หรือ คน ๆ หนึ่งก็สุดแท้ ที่รับหน้าที่ควบคุมปกครอง ให้สิ่งต่าง ๆ เป็นไปตาม วัตถุประสงค์ ; เพราะเราต้องถวายอำนาจ มอบอำนาจให้แก่บุคคล หรือคณะบุคคล สำหรับทำหน้าที่ปกครอง ซึ่งหลักการอย่างนี้มีมาแล้วตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ก่อนพุทธกาล. ถ้าเราอ่านในพระไตรปิฎก เราจะพบเรื่องอย่างนี้ คือรู้จักมอบอำนาจให้แก่บุคคลคนหนึ่ง ที่มีร่างกายแข็งแรง มีสติปัญญาเฉียบแหลม มีอะไรดีต่าง ๆ เป็นหัวหน้า แล้วก็เชื่อฟัง คนนั้น มีเป็นครั้งแรกในโลก ; เขาเรียกว่า พระยาสมมติราช ไม่รู้กี่พัน กี่หมื่นปี มาแล้ว มีคนอย่างนั้น. เรื่องที่เล่ามานั้น เป็นเรื่องในประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นต้นตอของวัฒนธรรม ทั้งหลาย ประเทศไทยเรานี้ก็ได้รับวัฒนธรรมอินเดียมา เรื่องอย่างที่มีในประเทศ อินเดียนี้ก็ติดเข้ามาด้วย. ในอินเดียนั้นถ้าวรรณะกษัตริย์ราชวงศ์ไหน ที่เขาสามารถ พิสูจน์ถอยหลังขึ้นไป - ถอยหลังขึ้นไป จนถึงบรรพบุรุษของเขา ว่าสืบต่อมาจาก พระเจ้าสมมติราชองค์นั้นแล้ว เขาก็ภาคภูมิกันใหญ่ ; ที่จริงมันก็อาจจะสืบสาวขึ้นไปได้ ทั้งนั้นแหละไม่โดยตรงก็โดยอ้อม. ในที่นี้ ต้องการให้พิจารณา ดูตรงที่ว่า บุคคล หรือคณะบุคคลที่ได้รับมอบ อำนาจ ให้ควบคุมการปกครอง เรียกว่า สถาบันกษัตริย์นั้นขาดไม่ได้ ; ถ้าขาดก็เหมือน กับไม่มีผู้ควบคุมหรือผู้ปกครอง หมู่คณะก็เป็นไปไม่ได้. ฉะนั้นเราจึงต้องปฏิบัติกัน ให้ถูกตามข้อตกลงแห่งสัญญาประชาคม หรืออะไรก็สุดแท้แต่จะเรียก ; แล้วผู้ที่ได้รับ

น.187 มอบหมายให้ดำเนินหน้าที่ปกครองเขา ก็ต้องทำให้ดี, ให้ทุกคนต้องสนับสนุนได้ด้วยดี ; ยิ่งเมื่อเขาได้ทำหน้าที่ดีมาเป็นหลายชั่วคน ก็เกิดเป็นสถาบันที่แน่นแฟ้น เป็นราชวงศ์ที่ แน่นแฟ้น อย่างนี้ก็ย่อมจะควรแก่การจงรักภักดีมากขึ้น. ทั้งนี้ก็ เพื่อว่า จะให้การเป็นอยู่ของประเทศ ชาติ หรือศาสนา เป็นอยู่ ได้จริง เป็นอยู่ได้โดยสะดวกหรือว่าเจริญก้าวหน้า ; แล้วยิ่งกว่านั้นกษัตริย์บางองค์ ก็เป็นผู้นำในทางวิญญาณด้วย เหมือนกับครูอาจารย์เป็นผู้นำในทางวิญญาณนั่นแหละ. กษัตริย์บางองค์ในบางยุคบางสมัย ในประวัติศาสตร์นั้น เป็นผู้นำในทางศีลธรรมด้วย เคร่งครัดในทางศาสนาทางศีลธรรมด้วย ก็ยิ่งง่ายที่จะทำให้เกิดความก้าวหน้ามั่นคง แก่ ประเทศ ชาติ ศาสนา; เพราะฉะนั้นสถาบันกษัตริย์ หรือวรรณะกษัตริย์นี้ ยังคง มีอยู่ได้กระทั่งปัจจุบันนี้ ; คือบุคคล หรือคณะบุคคล ที่ทำหน้าที่ควบคุมประเทศชาติ จะเป็นชั้นหัวหน้าโดยตรงก็มี ที่เป็นผู้ร่วมมือกันก็มี นับว่ารวมเหมากันลงไปในวรรณะ- กษัตริย์ ได้ทั้งนั้น. หน้าที่ ที่ว่าจะต้องจงรักภักดีต่อประเทศ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ นี้จะเป็นไปได้ด้วยดี ก็ต่อเมื่อเรารู้จักสิ่งเหล่านั้นดี เพราะฉะนั้นเราจะต้องบอกลูก เด็ก ๆ ของเรา ให้เข้าใจให้ดี ให้รู้จักสิ่งเหล่านี้ให้ดี แล้วเขาก็จะรู้จักหน้าที่ ที่จะ ประพฤติกระทำต่อสิ่งเหล่านี้. ดูเหมือนว่า กฎเกณฑ์ข้อนี้ หรือ หลักเกณฑ์ข้อนี้ จะต้องใช้ไปทั่วทุกหน่วย หรือทุกสาขาของกิจกรรม ไม่เฉพาะแต่อนุกาชาด ไม่เฉพาะลูกเสือ ไม่เฉพาะอะไร ; แม้เป็นเรื่องของประชาชนพลเมือง ชาวไร่ ชาวนา อะไรก็ตาม ควรต้องมีความสนใจ จงรักภักดี ต่อประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ด้วยกันทั้งนั้น ; แล้วยังครอบคลุมมาถึง พระเจ้า พระสงฆ์ คณะสงฆ์ ก็เหมือนกัน จะต้องเอื้อเฟื้อต่อสิ่งที่เรียกว่า ประเทศ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์. นี่คือข้อแรก ซึ่งเป็นหน้าที่ทางศีลธรรมของลูกเด็ก ๆ ที่เป็นอนุกาชาด.

น.188 หลักการข้อที่ ๒ ที่ว่า เราจะทำความเป็นมิตร กับคนทุกคนประพฤติประโยชน์ส่วนรวม. ข้อนี้อาตมาอยากจะสรุปไว้ในคำว่า "มิตรภาพในสังคม" ; มองดูในแง่ ของศีลธรรม จะเข้าใจได้ง่ายที่สุด เพราะศีลธรรมนี้มุ่งหมายอย่างยิ่ง ต่อสิ่งที่เรียกว่า มิตรภาพ หรือภาวะแห่งความเป็นมิตรซึ่งกันและกัน; ธรรมะข้อนี้ เราเรียกว่า เมตตา. คำว่า "เมตตา" ตัวหนังสือแปลว่า ความเป็นมิตร หรือภาวะแห่งมิตร. ทางศีลธรรมนั้นวางไว้กว้างครอบจักรวาล โดย บทที่ถือกันเป็นหลักมาตั้งแต่โบราณ ก่อนพุทธกาล ก็ได้ ; แต่โดยเฉพาะในพุทธศาสนานี้ พระพุทธองค์ทรงย้ำอย่างยิ่ง คือบทที่ว่า "สิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย" เ ป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกัน ทั้งหมดทั้งสิ้น. บางทีเราก็ ตัดสั้น เข้ามา เหลือเพียงว่า "สัตว์ทั้งหลาย เป็นเพื่อน ทุกข์ เกิด แก่ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น" ; นี้ก็ต้องเล็งถึงสัตว์เดรัจฉานด้วย แม้สัตว์เดรัจฉาน ก็อยู่ในฐานะเป็นมิตร ไม่ใช่เฉพาะคน มนุษย์ด้วยกัน. เรื่องเมตตานี้อยากจะขยายความออกไปถึงคำว่า "สิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย ที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น นี้ต้องขยายออกไปถึง แม้ แต่ต้นไม้ มันก็เป็นสิ่งที่มีชีวิต เราก็ควรจะต้องปรานีมัน. เดี๋ยวนี้ คนโง่เสียเอง ไปอกตัญญูต่อต้นไม้ที่มีชีวิต : พากันไปทำลายต้นไม้ ทำลายป่าไม้ ทำลายกิ่งไม้ หรืออะไร ๆ ของต้นไม้ไป ก็ทำให้ขาดประโยชน์ไปเป็นอันมาก. ที่ร้ายกว่านั้นอีก ก็คือว่า ความใจดำอำมะหิตนี้ มัน ตั้งต้นขึ้นมาจากสิ่ง เล็ก ๆ ก่อน ถ้าเราฆ่ามด ฆ่าแมลงไม่ได้ เราก็ฆ่าคนไม่ได้, ฆ่าสัตว์ตัวเล็ก ๆ ไม่ได้ ก็ฆ่าสัตว์ตัวใหญ่ ๆ ไม่ได้ ; ถ้าเราฆ่าต้นไม้ไม่ได้ เราก็ฆ่ามดแมลงไม่ได้ เป็นลำดับ

น.189 กันมาอย่างนั้น. ฉะนั้นความรู้สึกควรจะแผ่กว้างลงไปถึงว่าสัตว์ หรือ สิ่งที่มีชีวิต ที่มีความรู้สึกละก็ ต้องยอมรับว่า มัน มีความรู้สึกไม่อยากตาย ไม่อยากวินาศ ไม่อยากฉิบหายอะไร ด้วยเหมือนกัน. เดี๋ยวนี้ ทาง วิทยาศาสตร์สมัยปัจจุบัน เขาก็ พิสูจน์ ค้นคว้า ทดลองกัน ได้มากขึ้น ๆ ว่า ต้นไม้นี้ก็มีความรู้สึกเหมือนกับมนุษย์ อย่างเดียวกับมนุษย์ ; แต่ การที่มันจะแสดงออกนั้น มันแสดงออกไม่ได้ เพราะอวัยวะอะไรต่าง ๆ ของมันมีไม่พอ. ฉะนั้นต้องใช้วัดด้วยเครื่องวัด ที่ทำขึ้นโดยวิธีทางวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วยพวกกระแส ไฟฟ้าทำเป็นเครื่องวัด วัดอารมณ์ของต้นไม้ได้. เมื่อต้นไม้ถูกเผาไฟนี้ มันมีอารมณ์ เปลี่ยนจนเครื่องวัดแสดง, กระทั่งต้นไม้ที่ได้รับการประคบประหงม พูดจาด้วยดี ปฏิบัติ ต่อด้วยดี ถึงกับร้องเพลงให้ฟัง; มันก็จะแสดงออกมาเป็นความเจริญงอกงาม พิเศษ กว่าต้นไม้ที่ถูกละเลย อย่างนี้เป็นต้น. รวมความว่า ต้นไม้ก็มีความรู้สึก แล้วมันก็ ไม่อยากจะตาย เหมือนกัน ; ฉะนั้น ความเมตตาควรจะมีรากฐานลงไปถึงสิ่งที่มีความรู้สึกทั้งหลาย ว่า มันก็เป็น "เพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น". การที่เราจะถนอมความ รู้สึกของสิ่งเหล่านี้ไว้ได้เพียงไร ก็ต้องถนอม ; แต่ไม่ใช่จะถึงกับว่า จะเก็บผักมากิน ก็ไม่ได้. ขอให้รับรู้ไว้บ้างว่า ต้นไม้ก็มีความรู้สึก. ในประเทศอินเดีย สมัยโบราณ ในทางศาสนา เขาก็มีศาสนาบางศาสนา ที่บัญญัติลึกลงไปถึงว่า ไม่ฆ่าต้นไม้ นี้ก็มี ; โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกนักบวชแล้วเป็น ฆ่าไม่ได้. พวกนักบวชฆ่าต้นไม้ ไม่ได้ เขาถือเป็นผิดวินัย หรือเป็นบาป เท่ากับ ฆ่าสัตว์ด้วยเหมือนกัน ; แต่ในทางพุทธศาสนานี้ ก็มีการบัญญัติพอเหมาะที่จะปฏิบัติได้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับฆราวาส ก็ยังเก็บผักมากินได้.

น.190 แต่ถึงอย่างไรก็ดี ถ้า เราควรยอมรับรู้ ในข้อเท็จจริงของธรรมชาติอันนี้ ว่า บรรดาสิ่งที่มีชีวิตแล้ว ย่อมมีความรู้สึก เป็นทุกข์ด้วยกันทั้งนั้นแหละ. ฉะนั้น จงพยายามถนอมกันให้มาก ; แล้วนั่นแหละ จะเป็นที่ตั้งแห่งศีลธรรมที่ดี ไม่ใจร้าย อำมะหิตกันเหมือนอย่างเดี๋ยวนี้ ; เช่นจะเอาลูกระเบิดไปทิ้ง ให้เพื่อนตายทีละหมื่น ทีละแสนก็ทำได้ลงคอนั้น มันก็จะทำไม่ได้ จะยอมตายเสียเอง ดีกว่าที่จะไปฆ่าคน ตั้งหมื่นตั้งแสน แล้วโลกก็มิได้มีความสงบสุข เพราะมิตรภาพ. นี้เป็นหลักใหญ่สำหรับคำที่เรียกว่า เมตตา หรือ มิตรภาพ ; เรา ต้องสอนให้ลูกเด็ก ๆ อนุกาชาดของเรา รู้จักสิ่งเหล่านี้ตามสมควร ในระดับที่เขาควรจะ ทราบ เปนการเพาะนิสัย ให้มี เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ที่เขาสอนกันอยู่. เมตตา คือความรัก เพราะว่า เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมด ทั้งสิ้น. กรุณา ก็ช่วยเท่าที่จะช่วยได้. มุทิตา ก็ยินดี เมื่อเพื่อนกันได้รับ ความสุข. ส่วน อุเบกขา นั้นดูจะพูดกันมาผิด ๆ ก็ได้ แปลว่าเฉย เฉยเมื่อช่วยไม่ ได้ ; เฉยเมื่อช่วยไม่ได้นี้มันก็ถูกและมีเหตุผล แต่ใช้คำว่าเฉย นี่ดูเหมือนจะไม่ถูก ครูบา- อาจารย์ก็สอนกันมาอย่างนี้ ว่าเฉย เมื่อช่วยไม่ได้, ว่า เขาจะต้องเป็นไปตามกรรม ของตน. ถ้าดูตามศัพท์ว่า อุเบกขาแล้วมันไม่ถึงอย่างนั้น แต่ยังมองอยู่. คำว่า อุเบกขา นี้แปลว่า ยังมองอยู่ ; อุป ว่า เข้าไป, อิข แปลว่า มองอยู่ แม้ว่าเราช่วย ไม่ได้ก็มองอยู่ตาดำ ๆ นี้ไม่ได้ทิ้งไป หรือว่า ไม่ได้มีจิตใจกระด้างอะไร คอยหาโอกาส ที่จะช่วยต่อไปอีก. ถ้า ถืออุเบกขา แบบนี้ ก็จะดีขึ้นคือยังมองดูอยู่ ยังจะหาทางช่วย แต่มันช่วยไม่ได้ จึงยังเฉยอยู่ หยุดอยู่ แต่ไม่ใช่เฉยเมย ไม่ใช่เฉยแบบที่คนขี้เกียจ จะทำเฉย.

น.191 เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา นี้เป็นหลักฐานของการ ผูกพันกัน ; เป็นมิตรกับสิ่งที่มีชีวิต แล้วก็ช่วยเหลือซึ่งกันและกันอย่างยิ่ ;บรรพบุรุษไทยเราเคย ทำมาอย่างยิ่ง. เมตตา กรุณา อย่างกว้างขวาง คือเมตตา กรุณา แม้แก่ศัตรู ; คน โบราณเขาจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ศัตรูด้วย, เดี๋ยวนี้คงจะไม่เอา วัฒนธรรมใหม่นี้ คงอยากจะฆ่ามันเสียให้ตาย. บางทีเขาไม่ได้มาเป็นศัตรูอะไรกับเราสักที เพียงแต่คิด เอาเองว่า เขาอาจจะเป็นศัตรู ก็ฆ่าเขาเสียแล้ว, ฆ่าเขาเสียตั้งหมื่นตั้งแสนแล้ว ; มัน ไม่ไหวแล้ว ถ้าอย่างนี้ก็หาเมตตาในโลกนี้ได้ยาก โดยแท้จริง จะต้องคิดกันไป ถึงกับว่า ต้องเสียสละ หรือ อดทน ด้วยซ้ำไป แล้วจะทำศัตรูให้กลายเป็นมิตรได้ : ถ้าไม่อย่างนั้นการเพาะศัตรูอย่างไม่จำเป็นจะ ต้องเกิดขึ้นมา, แล้วก็จะขยายรุนแรงขึ้น จนเกลียดกันเข้ากระดูกดำไปเลย. ความ อดทน ความเมตตานี้ ต้องคู่กันอยู่เสมอ , ลูกเด็ก ๆ ควรได้รับคำสั่งสอนอย่างนี้ จึงจะถือหลักปฏิบัติข้อที่ว่า ทำความเป็นมิตรกับทุกคน หรือ ประพฤติประโยชน์แก่ส่วน รวมได้ ตามหน้าที่ของอนุกาชาดนั้นเอง. ควรสอนลูกเด็ก ๆ ให้มีหลักปฏิบัติ ทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม ต่อไปนี้ อยากจะพูดถึงประโยชน์ส่วนรวม คำว่าประโยชน์ส่วนรวม อาตมาบัญญัติเอาเอง โดยความหมายว่า คือประโยชน์ส่วนเกิน ที่เราสงวนไว้เป็น ประโยชน์ส่วนรวม. ประโยชน์ส่วนที่ทุกคนจำเป็นจะต้องมี นั้น ก็ต้องมี ต้องหา ต้องใช้ต้องเป็นส่วนตัวไป เรียกว่าประโยชน์ส่วนตัว, ทีนี้ประโยชน์ส่วนเกินที่เราไม่ ต้องมีก็ได้นั้น เอามาสงวนไว้เป็นกองกลาง เรียกว่าประโยชน์ส่วนรวม. เมื่อใคร

น.192 ต้องการจะใช้ก็นำมาใช้ได้ แล้วสะดวกและดีกว่า ; ฉะนั้นจึง มีหลักว่า จะไม่เอาส่วน เกินนั้นมาเป็นของตัว. เรื่องที่จะต้องเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมนั้น หลักของพระพุทธเจ้า ก็มีหลัก อย่างนี้ ที่ท่านบัญญัติไว้ ไม่ให้เอาส่วนที่ไม่จำเป็นมาเป็นของตน ; ให้เหลือไว้ เป็นส่วนกลาง เป็นของส่วนรวม. โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับภิกษุ เครื่องนุ่งห่มของ ภิกษุมีได้จำกัดจำนวน ๓-๔ ผืนเท่านั้นเป็นอย่างมาก, โดยทั่วไปก็ ๓ ผืน บางฤดูก็ ๔ ผืน ; ถ้าเกิดได้ผืนที่ ๕ มา วินัยมีห้ามไว้จะรับไม่ได้ ขืนรับเอามาก็ต้องเป็น อาบัติ แต่ให้สละให้เป็นกองกลางเสีย ก็พ้นจากอาบัติ. ภิกษุนั้น ถ้าได้จีวร ที่เกินกว่าจำนวนที่วินัยบัญญัติไว้มาแล้ว ต้องสละ เป็นของส่วนกลาง หรือเป็นของสงฆ์เสีย ประโยชน์ส่วนรวมมันไปกองอยู่ที่นั่น เมื่อเป็นของสงฆ์แล้ว ใครจะใช้ก็ใช้ได้ จะไปเอาเมื่อไรก็ได้ ; ผู้สละนั้นมีสิทธิก่อน ผู้อื่นที่จะเอามาใช้ เมื่อความขาดแคลนมีขึ้นมา ก็มีของใช้พอเพียง. เรื่องอาหาร ก็เหมือนกัน ภิกษุจะรับไว้ค้างคืนไม่ได้ สะสมไม่ได้ ภิกษุจะสะสมอาหารค้างคืนนั้นไม่ได้; ฉะนั้นก็ฉันเท่าที่จำเป็นจะต้องฉัน อาหารก็จะ เหลือตกอยู่เป็นของผู้อื่นมาก. แม้แต่ภาชนะที่ใช้สอย เช่น บาตรอย่างนี้ ก็มีใบเดียว เท่านั้น;มีบาตร ๒ ใบก็เป็นอาบัติ ต้องสละให้เป็นของกลาง ให้เป็นของสงฆ์. จะทำ กุฏิอยู่ ก็เพียงกว้าง ๗ คืบ ยาว ๑๒ คืบ หรือ ๗ x ๑๒, หนึ่งคืบก็ราว ๆ หนึ่งฟุต ; จะเกินกว่านั้นก็ไม่ได้. เมื่อไม่เอามาเกินมันก็เหลืออยู่เป็นส่วนกลาง หรือส่วนรวม. ถ้า มองดูอีกทางหนึ่ง ก็เห็นได้ชัดเลยว่า เห็นแก่สังคม ยิ่งกว่าเห็นแก่ ส่วนตัวบุคคล นี้เป็นหลักพุทธศาสนา. ฉะนั้นเศรษฐีที่เป็นพุทธบริษัท เขาก็สร้าง

น.193 โรงทานกันทั้งนั้น ; ถ้าไม่มีโรงทานก็ไม่เรียกว่าเศรษฐี. ถ้าเป็นมหาเศรษฐีก็มีโรง ทานมาก และมีข้าทาสบริวารมากก็ได้ ; แต่ผลิตอะไรเป็นผลขึ้นมาแล้ว ก็เพื่อหล่อ เลี้ยงโรงทาน. ถาเศรษฐีจะฝังทรัพย์สมบัติไว้ ก็เป็นทุนสำรองเพื่อหล่อเลี้ยงโรงทาน. นี่เป็นรูปของส่วนรวมอย่างนี้เสมอไป ; นี่เป็นเจตนารมณ์ตามหลักของพุทธศาสนา. พวกเรา อย่ามีส่วนเกิน ให้มีส่วนที่สมควรแก่ความจำเป็นที่จะต้องมี นั่นแหละถึงจะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม. ถ้าเราทำเป็นนายทุนหน้าเลือดอย่างนี้ กว้านเอามาเป็นของตนเสียหมด เพื่อนก็ขาดแคลนเท่านั้น, แล้วโลกนี้ก็ระส่ำระสาย เท่านั้นเอง. ข้อนี้ก็มุ่งหมายให้อยู่กันเป็นผาสุก แล้วก็เห็นแก่ส่วนรวม ไม่ปล้นเอา ส่วนเกินมา ; ส่วนเกินนั้นแหละมันจะเป็นของส่วนรวม และเป็นเรื่องผูกพันกันทั้งหมด ให้เรียกได้ว่าเป็นมิตรภาพ เป็นสังคมของมนุษย์. ทุกศาสนาก็ล้วนแต่ต้องการอย่างนี้ และธรรมชาติแท้ ๆ ก็ต้องการอย่างนี้. ขอให้ดูธรรมชาติแท้ ๆ ซิไม่มียุ้งไม่มีฉาง ไม่มีการที่ทำสิ่งเกินจำเป็น : ต้นไม้กินอาหาร ก็กินเท่าที่จะกินได้ ไม่ได้สะสม. สัตว์โดยทั่ว ๆ ไปก็กินอาหาร เท่าที่จะใส่ท้องได้ ไม่มียุ้งมีฉางที่จะสะสม. มนุษย์เมื่อแรก ๆ ยังคงเป็นคนป่า ก็ไ ม่มี การสะสม เพิ่งจะมารู้จักสะสม เมื่อรู้จักสะสมเข้าก็เกิดปัญหา คือ ไปเอาประโยชน์ ส่วนเกินมา. ถ้าสอนให้ลูกเด็ก ๆ รู้จักข้อนี้แล้ว ก็จะตรงตามหลักที่ว่า เห็นแก่ ส่วนรวมคือเห็นแก่ผู้อื่น ให้เขาพยายามเจียดส่วนเกินออกช่วยเหลือผู้อื่น. ทีนี้ เขา บางคน หรือแม้แต่ผู้ใหญ่แล้ว ก็จะบอกว่า ไม่มีส่วนเกินจะเจียด ; จะปฏิเสธเสียอย่างนี้ นี่เราก็ ยกตัวอย่าง ให้ฟังได้ว่า :-

น.194 ลูกเด็ก ๆ คนนี้เป็นอนุกาชาด ได้สตางค์จากบ้านไป ๕๐ สตางค์เมื่อไป โรงเรียน ถ้าเด็กคนนี้จะเจียดออกสัก ๕ สตางค์ แล้วก็ให้เพื่อนที่ไม่มีเลย คือเด็กบางคน ที่ไม่มีสตางค์เลย นี่จะเป็นอย่างไร ตนจะยังมีสตางค์ไหม ? ตอบได้ว่ามี ถ้าเจียดให้เขา ตัวเองจะตายไหม ? ก็ยังไม่ตาย หรือไม่เดือดร้อนอะไรมากมาย; เพราะเรามี ๕๐ สตางค์ ถ้าเจียดไปสัก ๕ สตางค์ ก็เหลืออีกตั้ง ๔๕ สตางค์. หรือว่าถ้าเด็กคนหนึ่งมี เพียง ๑๐ สตางค์ จะเจียดให้เพื่อนเสีย ๑ สตางค์ ก็ยังเหลืออีกสัก ๙ สตางค์. คนที่ ไม่มีก็จะมีขึ้นมา ที่มีอยู่แล้วก็ไม่ถึงกับหมดไป หรือถึงกับอดอยากอะไร. นี่เป็น หลักศาสนาที่สอนกันอยู่ : ทุกคนล้วนแต่เกิด แก่ เจ็บ ตาย ถือว่า ไม่เอาส่วนเกิน แล้วพยายามที่จะเจียดออกให้เป็นส่วนเกิน ; อย่างตามอุดมคติของ โพธิสัตว์จะเจียดเลือด เจียดเนื้อ เจียดสิ่งที่รักดังดวงใจอะไรก็ตาม ออกให้เป็นส่วน เกินเพื่อให้ผู้อื่น. นั่นคือ หลักศาสนาทั่ว ๆ ไป ที่จะ เจียด ออกให้เป็น ส่วนเกิน ให้จนได้ แล้วก็ใ ห้แก่ผู้อื่น. ถ้าว่าทุกคนในโลกถือหลักอย่างนี้ โลกนี้ก็จะเป็นโลกพระศรีอาริย์ คือไม่มีใครจน ไม่มีใครยากจน ; ทุกอย่างก็จะปลอดภัย ไม่มีอันธพาล ไม่มีการ เบียดเบียน ไม่มีขโมยไม่มีอะไร. ขอให้ พยายามเจียดเป็นส่วนเกิน ช่วยเหลือสงเคราะห์เพื่อนมนุษย์กัน อย่างนี้ นี่เรียกว่าจะทำความเป็นมิตรกับทุกคน หรือทำประโยชน์ส่วนรวม. เรื่องการอนามัยที่มีอยู่ตามหลักการข้อ ๓ ของอนุกาชาด เวลาที่เหลือนี้ อาตมาอยากจะพูดถึงคำว่า อนามัย, เราจะเป็นผู้มีอนามัย. อนามัยก็ต้องแปลว่า พลังที่สมบูรณ์ ที่มนุษย์จะต้องมี ในการปฏิบัติหน้าที่ของ ตน ; พลังทางกายก็ได้ พลังทางจิตก็ได้ พลังทางวิญญาณคือ สติปัญญาก็ได้. ถ้าร่างกายไม่ดี ก็เสียอนามัยทางกาย, ถ้าจิตหรือระบบประสาทไม่ดี ก็เสียอนามัยทางจิต

น.195 ที่เป็นโรคประสาท โรควิกลจริต นี่ก็เป็นเพราะอนามัยทางจิตไม่ดี, ทางความรู้ความเชื่อ ความเข้าใจอะไรมันไม่ดี ก็เสียอนามัยทางวิญญาณไปเลย. คำว่า อนามัย คือพลัง ที่จำเป็นที่มนุษย์จะต้องมี ในการปฏิบัติหน้าที่ ของตน ถ้าเราจะต้องปฏิบัติกันหลายระดับ ก็ต้องมีกันทุกระดับ ; จะเห็นแต่เรื่องปาก เรื่องท้อง เรื่องเนื้อเรื่องหนัง อย่างนี้ก็จะเป็นสัตว์เดรัจฉานไป. ฉะนั้นต้องมีอนามัย สูงขึ้นไปถึงทางจิต ทางวิญญาณด้วย. เดี๋ยวนี้เรารู้จักกันแต่ อนามัยทางร่างกาย เกินไป แต่แล้วก็ยังไม่สมบูรณ์. ดูซิ ลูกเด็ก ๆ ก็ยังมีอนามัยไม่สมบูรณ์ แปลว่า เรายังเหลวไหลกันอยู่มาก คือทำอนามัยทางกายให้สมบูรณ์ ก็ยังทำไม่ได้ แล้วทำไม จะไปพูดถึงอนามัยทางจิต. ปัจจุบันนี้ ก็เห็นได้กันอยู่แล้วว่า กำลังเป็นบ้ากันมากขึ้นทุกที เป็นโรค ประสาท กันมากขึ้นทุกที เพราะมีความไม่สมบูรณ์ในอนามัยทางจิต ; ส่วนทาง วิญญาณ ทางสติปัญญานั้น ก็ไม่ต้องพูดถึง ถ้าเราไปหลงใหลในวัตถุนิยม ตามใจ กิเลส ตัณหา เสียแล้ว อนามัยทางวิญญาณก็พังทลาย คือเต็มไปด้วยกิเลส. เราควร จะรู้ว่า ศีลธรรม หรือศาสนา ก็ตาม แล้วแต่จะเรียก นั้น เป็นทางมาแห่งอนามัย. ถ้าเราปฏิบัติถูกต้องในทางศีลธรรม การเจ็บไข้จะมีน้อย ความผิด พลาดจะมีน้อย. ถ้าปฏิบัติศีลธรรมจริง ต้องไม่โง่ ในการที่จะมีความถูกต้องทาง อนามัย, กระทั่งว่าถ้ามีหลักศีลธรรมปฏิบัติอยู่ คือมีสติสัมปชัญญะ เป็นต้นแล้ว จะไม่หกล้ม หรือจะไม่ทำมีดบาดมือ ถึงขนาดนี้ ; ถ้ามีศีลธรรมดี มันจะต้องถึงขนาดนั้น. ฉะนั้น ต้องรู้จักที่จะป้องกัน โรคภัยไข้เจ็บอะไรได้ดี แล้วจะมีความอดกลั้น อดทน ประหยัด สันโดษได้ดีด้วย.

น.196 ทีนี้ คนไม่มีศีลธรรม ตะกละกินเข้าไปมาก จนเป็นโรคเกี่ยวกับกระเพาะ อาหาร ; นั่นขอให้คิดดู ความ ไม่มีอนามัยของคน เป็นอย่างนี้. ทางร่างกายแท้ ๆ ก็เสียไป เพราะไม่มีศีลธรรม ; ไปเที่ยวกลางคืน ไปดูหนัง ดูละคร ไปดูอะไรต่าง ๆ อย่างนี้ก็เสื่อมเสียอนามัยอะไรทางกายหมด ; เพราะเขาไม่ถือศาสนา ไม่ถือศีลธรรม เพราะฉะนั้นเราจึงถือว่า ศีลธรรม หรือ ศาสนา เป็นรากฐานของอนามัย ทั้งทางกาย ทั้งทางจิต ทั้งทางวิญญาณ. ทีนี้ เรามีคำต่อท้ายว่า อนามัย ของผู้อื่นด้วย ; นี้มันมาอยู่ในข้อ มิตรภาพ ข้อที่รักผู้อื่น ส่งเสริมผู้อื่นอยู่แล้ว ไม่ต้องพูดถึงก็ได้ เราพูดถึงแต่ตัวเรา เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยอนามัย ก็แล้วกัน, หรือจะถือว่า ถ้าทุกคนสมบูรณ์ด้วยอนามัย แล้ว ก็ไม่ต้องช่วยใคร, แต่เดี๋ยวนี้มันไม่มีทางที่จะช่วย เพราะคนนั้นเขาหย่อน สมรรถภาพ ; ก็ช่วยได้ โดยอาศัยหลักเมตตา กรุณา หรือมิตรภาพ ซึ่งกล่าวไว้ใน หัวข้อที่ ๒ อยู่แล้ว. นี้เป็นอันว่า รู้จักอนามัยของตนเองนั่นแหละ ให้สูงขึ้นไปถึงอนามัยทางจิต อนามัยทางวิญญาณด้วย จึงจะนับว่ามีอนามัยทางกายได้ถูกต้อง และสมบูรณ์. ขอให้เราบอกลูกเด็ก ๆ ของเรา ให้รู้จักสังเกตว่า เด็กที่ไม่มีอนามัย เพราะทำผิดในทางศีลธรรม ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง : บางทีบิดามารดาทำผิด บางที ลูกเด็ก ๆ นั้นทำผิดเสียเอง. ถ้ามีศีลธรรมดี คนจะต้องนอนหลับสนิท จะมีการ ประพฤติที่ไม่เป็นอันตรายแก่เนื้อหนังของตน หรืออะไรทุก ๆ อย่าง. เป็นอันว่า ศีลธรรม ก็อยู่ในเรื่องของอนามัย, ศีลธรรม ก็อยู่ในเรื่อง ของมิตรภาพ, และศีลธรรม ก็อยู่ในเรื่องของการที่จะเป็นพลเมืองที่ดี ที่ประพฤติ

น.197 ปฏิบัติถูกต้อง ต่อ ประเทศ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์. เพราะฉะนั้นอาตมาจึงถือว่า คำพูดโดยสังเขปวันนี้ ก็พูดโดยหัวข้อที่ว่า งานอนุกาชาด ที่มองดูในแง่ของศีลธรรม มันเป็นอย่างนี้เอง ; จึงหวังว่า ท่านทั้งหลายจะเอาไปคิด ไปพิจารณาดูให้เข้าใจ แล้วก็อบรมลูกเด็กๆ ของเรา ในความรับผิดชอบของเรา ที่เราจะต้องบริหารเขา ให้สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ให้ลุล่วงไปได้. ก่อนแต่จะจบเรื่องนี้ อาตมาขอเตือนอีกครั้งหนึ่งว่า อย่าลืม ว่าเรานั่งกลางดินตรงนี้ เรานั่งกลางดิน คือเราปฏิญาณตัวเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ผู้ประสูติกลางดิน ตรัสรู้กลางดิน นิพพานกลางดิน เป็นอยู่กลางดินจนตลอดชีวิต ทรงแสดงธรรมทั้งหมดนั้นก็กลางดิน. นี้ เป็นเรื่องของสติปัญญา ส่วนหนึ่งด้วย เป็นเรื่องของการเสียสละ อย่างยิ่งด้วย ไม่ไปเห่อทะเยอทะยาน แต่เรื่องวัตถุนิยม แล้วก็สามารถจะทำหน้าที่นี้ได้โดยแน่นอน. อาตมาขอยุติคำบรรยายไว้เพียงเท่านี้ เพราะสมควรแก่เวลา. (ต่อไปนี้ เป็นคำแนะนำ เกี่ยวกับการมาชมสถานที่ ที่สวนโมกข ฯ) การมาเที่ยวที่นี่ สถานที่ต่าง ๆ จะช่วยให้เข้าถึงพระธรรม ทำไมจึงพูดว่าพระธรรมเป็นมหรสพ ? เพราะว่า ถ้าใครเข้าถึงพระธรรมแล้ว จะได้รับความ พอใจ ยิ่งกว่าดูหนังดูละคร. ฉะนั้นขอให้เข้าถึงพระธรรม ; แล้วอุปกรณ์ของการเข้าถึงพระธรรม ก็มีอยู่หลายอย่าง แต่ ที่ดีที่สุดคือธรรมชาติ อย่างที่เราพูดเมื่อตะกี้นี้. เดี๋ยวนี้เรากำลังนั่งอยู่ในโรงละครของธรรมชาติ นี่เราว่าง, กำลังว่างจากความรู้สึกที่เป็นกิเลส แล้วเราจึงรู้สึกสบาย กำลังเป็นมหรสพ แต่เป็นมหรสพทางวิญญาณแล้วพยายามใกล้ชิดธรรมชาติให้มาก.

น.198 ส่วนสถานที่ ที่สร้างขึ้นโดยตรง อย่างตึกหลังหนึ่งนี้ ก็เป็น โรงมหรสพที่สร้างขึ้นโดยตรง เพื่อเป็นอุปกรณ์ในความสะดวก ที่จะให้ถึงพระธรรม ศึกษาพระธรรมเหมือนกัน เป็นการครึ่งสร้างครึ่งธรรมชาติ ; ดังที่ตรงโน้นมีสระใหญ่ ๆ มีต้นมะพร้าวอยู่กลางสระนั้น. อันนั้นไม่ได้สร้าง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ที่ว่าเป็นครึ่งสร้างครึ่งธรรมชาติ คือดัดแปลงธรรมชาติตรงนั้นหน่อย ก็เกิดสภาพอย่างนั้นขึ้นมา. สระที่ต้นมะพร้าวอยู่ศูนย์กลางนั้น เรียกว่าเป็นภาพของนิพพาน : นิพพานมีอยู่ท่ามกลางวัฏฏสงสาร คือความดับทุกข์นั้น หาพบที่ท่ามกลางของความทุกข์ หรือว่า ความสุข หาพบที่ท่ามกลางของความทุกข์ ขอให้พยายามชมมหรสพอันนี้. ที่นี่มีภูเขาอยู่กลางวัด เมื่อเดินรอบวัดก็จะพบ สิ่งที่เรียกว่า โรงมหรสพทางวิญญาณ ใน ๓ ประการนี้ คือ ธรรมชาติ โดยตรงก็มี, ครึ่งธรรมชาติก็มี, ทำขึ้นโดยมือมนุษย์ก็มี. ขอเชิญไปดูตามความพอใจ ถ้าจะถ่ายรูปเป็นที่ระลึกในวัดนี้ก็ที่เสา โพธิสัตว์ อวโลกิเตศวร เป็นสัญญลักษณ์ของคุณธรรม ที่ทำบุคคลให้เป็นโพธิสัตว์ ก็เรียกว่า สุทธิ ปัญญา เมตตา ขันติ มี ๔ หัวข้อ อนุกาชาดก็ใช้ได้. สุทธิ คือ ความเป็นคนไม่ทำความผิด ความชั่ว ความร้าย. ปัญญา คือความรู้ที่ควรจะรู้. เมตตา คือ ความเป็นมิตร. ขันติ คือ ความอดทน. ขันตินี้ขาดไม่ได้ ขาดขันติแล้วล้มละลาย. ถ้าไปถ่ายรูปอวโลกิเตศวรนั้น ก็หมายความว่าเราสมัคร รับหลักการ มีอุดมคติ คือ สุทธิ ปัญญา เมตตา ขันติ. หมดเวลาเพียงเท่านี้ ,

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต