น.159 ขอแสดงความยินดี ที่ได้มาพบกันที่นี่, สำหรับเรื่องที่เกี่ยวกับโอวาท หรืออะไรทำนองนี้ ก็ไม่ใคร่มีอะไร เพราะว่าทราบกันอยู่แล้วโดยมาก ; เพราะฉะนั้นก็อยากที่จะให้มีความเข้าใจ เกี่ยวกับวัดนี้ ที่มีขึ้นมา เพื่อประโยชน์อะไร อย่างนี้มากกว่า. ได้ทราบว่า ทางราชการมีการอบรมความรู้ เกี่ยวกับกิจการ อนุกาชาดอยู่บ่อย ๆ ที่นี่ก็เคยมีเมื่อก่อนนี้ ; ก็เลยอยากจะพูดถึง เรื่อง ที่มันเกี่ยวข้องกันอยู่บางประการกับศาสนา โดยเฉพาะพุทธศาสนา คือว่า การเอาใจใส่ผู้อื่น ช่วยบำบัดความทุกข์ร้อนของผู้อื่น ตามที่จะทำได้นั้น ก็เป็นหลัก ๑๓๒
น.160 ธรรมะในพุทธศาสนาข้อหนึ่ง ด้วยเหมือนกัน. หลักธรรมะนั้นมีมาก แต่ละข้อก็ เพ่งเล็งไปยังการทำลายความเห็นแก่ตัว, การช่วยเหลือผู้อื่นนี้ ก็เป็นเรื่องช่วยทำลาย ความเห็นแก่ตัว จึงนับว่า เป็นข้อหนึ่งในบรรดาธรรมะทั้งหลาย ในพุทธศาสนา และก็ทุกศาสนาด้วย. คนเราในโลกมีปัญหามากขึ้น ไม่มีความสงบสุขก็เพราะว่า ความเห็นแก่ ตัวมันมากขึ้น , โดยเฉพาะสมัยที่โลกนี้ เขามีความเจริญทางวัตถุ คือสิ่งที่ทำให้เกิด เพลิดเพลินทางวัตถุ ทางเนื้อ ทางหนัง ; ทั้งหมดนี้ก็เป็นการช่วยให้เกิดความเห็นแก่ตัว ยิ่งขึ้นทั้งนั้น มันจึงมีปัญหามาก ในเรื่องที่มนุษย์มีความเห็นแก่ตัวมากขึ้น โดยตรงบ้าง โดยอ้อมบ้าง. ทีนี้ กิจการที่เป็นกุศล ก็คือกิจการที่ช่วยบรรเทาภัย ที่เกิดมาจากความ เห็นแก่ตัวของมนุษย์ . ที่เรียกว่า กิเลสนั้น หมายความว่าเห็นแก่ตัวทั้งนั้น. กิเลส มีหลายชื่อ หลาย ๑๐ ชนิด แจกออกไปก็มีหลายสิบชื่อ. แต่ใจความสำคัญมันอยู่ที่ ความเห็นแก่ตัว, แล้วจึงทำอย่างนั้น, ทำอย่างนั้น, ทำอย่างนั้น, ซึ่งเป็นเรื่อง เบียดเบียนตนเอง เบียดเบียนผู้อื่น. เพราะฉะนั้น เราจึงมองไปยังสิ่งที่จะช่วยแก้ไข ความทุกข์ ความลำบาก ตามที่จะทำได้. นี้มีความจริงอะไรอันหนึ่ง ซึ่งซ่อนเร้นอยู่ คือข้อที่ว่า คนมีความอยาก มีความต้องการอะไรมากเกินไป จนไม่มีอะไรเหลือสำหรับผู้อื่น กล่าวคือ ไม่มีเวลา ส่วนเกิน, ไม่มีทรัพย์สมบัติส่วนเกิน, หรือไม่มีกำลังส่วนเกิน ที่จะเอาไปช่วยผู้อื่น เพราะเห็นแก่ตัวมากเกินไป; นี่ไม่ใช่ความจริง. ที่จริงนั้นทุกคนมีอะไรเหลือ สำหรับจะเจียดออกมาเป็นส่วนเกิน สำหรับช่วยผู้อื่นได้ทั้งนั้น ; เว้นไว้แต่เราเอง ไม่รู้สึก, แล้วเราก็ไม่ทำ. เพราะฉะนั้นกิจการอย่างสภากาชาด อย่างอนุกาชาด อะไร เหล่านี้ มันเป็นเรื่องที่เรียกว่ารวมอยู่ในข้อนี้ ที่เรียกว่า เจียดเอาส่วนเกินมาให้ได้
น.161 แล้วก็ช่วยผู้อื่นด้วยส่วนเกินอันนั้น. นั่นเป็นการทำลายความเห็นแก่ตัว และทำลาย กิเลสทั้งโดยตรง โดยอ้อม ; มีหลาย ๆ อย่าง. ถ้าเรามองให้ดี เราจะเห็นว่า โลกเวลานี้ กำลังไม่มีความผาสุก มัน ร้อนเป็นไฟยิ่งขึ้น ก็เพราะว่า คนทั้งหมด หรือว่าแทบจะทั้งหมด มุ่งหมายจะกอบ โดยเอาส่วนเกิน โดยไม่รู้ว่าเป็นส่วนเกิน . ที่เราต้องการมาก ๆ นั้น มันเป็นเรื่อง ที่ไม่จำเป็นก็ได้ ; นี่ควรจะถือว่าเป็นส่วนเกิน. แต่เราก็ยังถือว่า มันจำเป็น ก็เลย ไม่เกิน, เห็นว่าไม่เกิน จะเอาให้ได้, หรือเห็นว่า มันยังจำเป็นอยู่. ถ้าคนเราอยู่กันอย่างพอดี ๆ อะไร ๆ มันก็จะเหลือใช้มาก ; เดี๋ยวนี้มัน ต้องการ จนเกิน หรือว่า ไม่มีความพอ ก็เลยไม่มีอะไรเหลือ สำหรับที่จะช่วยเหลือกัน โดยบริสุทธิ์ใจ ; เว้นเสียแต่มันเป็นการลงทุน. บางคนเขาคุยว่า สละออกไปมาก อย่างนั้น อย่างนี้ ที่แท้เป็นการลงทุน ; อย่างนี้มันไม่บริสุทธิ์ ไม่ใช่กิจการของ กาชาด หรือของอนุกาชาด เป็นต้น ซึ่งเป็นกิจการที่ "ให้" หรือ "ช่วย" หรือ “สงเคราะห์’ โดยบริสุทธิ์, ไม่หวังอะไรตอบแทน, และไม่หวังแม้แต่ว่า จะเอาบุญ ด้วยซ้ำไป. เพราะว่าคำว่า "ทำ" นี้เป็นการกระทำเพื่อเอาบุญ. อย่างนี้ก็ไม่มีอยู่ใน หลักเกณฑ์ของอนุกาชาด. นี้ขอให้คิดดูว่า การที่ไม่ทำอย่างนี้อยู่ นั่นแหละมันแสดงถึงการกระทำที่ บริสุทธิ์มาก เมื่อเสียสละ ก็เสียสละกันจริง ๆ ; แม้เราจะยากจน ก็ยังมีทางที่จะเจียดให้ เป็นส่วนเกิน ออกไปช่วยผู้อื่นได้. เพราะฉะนั้น อย่าได้ทำให้มันกลายไปเป็นเรื่องที่ จำเป็นจะต้องทำ หรือรับจ้างทำ หรือถูกบังคับให้ทำ . เราพยายามที่จะจัดให้มัน เป็นการบำเพ็ญบุญกุศลไว้เรื่อยไป. กิจการกาชาด อนุกาชาดหรืออะไรทำนอง ที่คล้าย ๆ กันนี้ ให้เอามาฝากไว้ ในกิจการของโพธิสัตว์ในพระพุทธศาสนา.
น.162 ที่เรียกว่าโพธิสัตว์นั้น คือผู้ที่ลืมตัวเองเสียหมด, แล้วก็ เอาเวลา ความคิด ความนึก เอากำลังอะไรไปช่วยผู้อื่นหมด ; นี่ก็เรียกว่า อุดมคติของโพธิสัตว์. กิจการของกาชาด อนุกาชาด นี้ควรจะเป็นอย่างนั้น, แล้วความมุ่งหมายอันแท้จริงก็ เป็นอย่างนั้น. แต่ที่มันกลายมาเป็นเรื่องการเมือง เป็นเรื่องอะไรผูกพันกันบ้าง นี้เป็น เรื่องที่ไม่ตรงต่ออุดมคติ. ขอให้ถือว่า เป็นการมีบุญ ได้บุญ ถ้าว่าแต่ละคนนี้ มีหน้าที่การงาน มีอาชีพอย่างอื่นอยู่แล้ว แล้วมาได้รับหน้าที่ในเรื่องกาชาด อนุกาชาด อะไรในทำนองนี้ อีกเป็นพิเศษ ไม่ใช่อาชีพ; ทำเพื่อให้เป็นบุญ เป็นกุศล. การช่วยผู้อื่นนั้น ผู้อื่นก็ ได้รับประโยชน์ ; แต่ถ้ามองย้อนมาในตัวเรา เราก็ ได้บุญจริงเป็นบุญที่กำจัดกิเลส คือล้างบาปได้จริง. คำว่า "บุญ" นั้นมีหลายความหมาย บางความหมายก็งมงายมาก แต่คำว่า "บุญที่แท้จริง" มีความหมายเป็นการล้างบาป ตรงกันข้ามกับบาป คือล้างบาป. ในกรณีอย่างนี้ บาปคือความเห็นแก่ตัว บุญแบบนี้ก็ล้างบาป หรือล้างความเห็น แก่ตัว ; จึงถือเอาการกระทำนี้ เป็นการทำบุญโดยบริสุทธิ์ใจ แล้วผลก็ไปได้แก่ผู้อื่น อีกมากมาย, แล้วก็เป็นการช่วยประเทศชาติ ช่วยสังคมอะไร อยู่ในตัวเสร็จ. ถ้า ข้อความอย่างที่กล่าวนี้ ไม่มีอยู่ในหลักสูตร หรือกฎเกณฑ์ที่เขาวางไว้สำหรับอนุกาชาด อาตมาก็ขอฝากผนวกให้ไป; สำหรับท่านทั้งหลายจะได้เอาไปเป็นเครื่องช่วยให้เกิด ความสะดวก ความง่ายดาย ความสมัครใจ หรือความพอใจ ในการที่จะบำเพ็ญหน้าที่ อันนี้. ความจริงใคร ๆ ก็รู้อยู่แล้วว่า สิ่งที่ง่ายที่สุดนั้น คือสิ่งที่เราอยากจะทำ ถ้าเราพอใจจะทำ รักจะทำ มันก็ไม่เหลือวิสัย ไม่ยาก ไม่ลำบาก. แต่ถ้าเราไม่พอใจ
น.163 ไม่อยากจะทำแล้ว มันยากแสนจะยาก หรือมันยิ่งจะยาก ; เพราะมันไม่อยากจะทำ ไม่มีอุดมคติอะไร ที่จะมาผลักดันให้เราอยากจะทำ. สำหรับกิจการอันนี้ ก็ไม่ต้องพูด ให้เป็นเรื่องโฆษณาชวนเชื่ออะไรกันอีก ว่ามันเป็นเรื่องบุญเรื่องกุศล โดยบริสุทธิ์ ; เป็นอุดมคติของโพธิสัตว์ ซึ่งมีมาแล้วตั้งแต่ครั้งพุทธกาล, ก่อนพุทธกาลก็มี ไปอ่านดู ก็มีเรื่องราวอย่างนี้ ในสมัยพระเจ้าอโศก ก็มีการช่วย แม้แต่สัตว์ ให้มีสถานที่ปฐมพยาบาล หรือโรงพยาบาลสำหรับสัตว์ โดยตรงขึ้นประจำหมู่บ้าน. ถ้าสัตว์เจ็บป่วยอะไรขึ้นมา จะได้ช่วยกันง่าย ๆ ใช้โรงพยาบาลสัตว์นี้ช่วยสัตว์ที่เพ่นพ่านอยู่ตามถนนหนทาง ตาม ที่ต่าง ๆ นี่ความคิดไปไกลมากในเรื่องการช่วยเหลือ และอุดมคติอันนี้ก็ไม่มีใคร พิสูจน์ได้ว่า มันเหลวไหลไร้สาระอะไร ; แต่ก็ไม่ค่อยมีใครจะทำ. คิดดูเถิดไม่ค่อยมีใคร จะทำ ทั้ง ๆ ที่ใคร ๆ ก็ไม่อาจจะค้านได้ว่ามันไม่ดี แต่ก็ไม่ค่อยจะมีใครทำ; เว้นไว้ แต่ผู้ที่มองเห็นประโยชน์, เป็นผู้มีจิตใจที่เป็นจิตใจสูงกว่าธรรมดาหน่อย คือไม่เห็น แก่ตัวเองฝ่ายเดียว, เห็นแก่ผู้อื่นด้วย. ถ้าเป็นเอามาก ก็เห็นแก่ผู้อื่นยิ่งกว่าตัว, ถ้ามากกว่านั้นอีก ก็เห็นแก่ผู้อื่นหมด ไม่เห็นแก่ตัวเลย. บุคคลในประวัติศาสตร์ก็ยังเคยมี ที่สำแดงความไม่เห็นแก่ตัวไว้มาก. พระศาสดาของทุกศาสนา เขาจะสอนอย่างนั้น : ให้เห็นแก่ผู้อื่น ยิ่งกว่าเห็นแก่ตัว, หรือว่า "รับใช้ผู้อื่น ทำประโยชน์ผู้อื่นนั้น คือรับใช้พระเจ้า" รับใช้พระเป็นเจ้า หรือสิ่งสูงสุดก็ได้. ถ้ารับใช้ตัวเอง ก็รับใช้กิเลส รับใช้พญามาร. ผู้ที่รับใช้ผู้อื่น ก็หมายความว่าอุทิศอะไรสักอย่าง เพื่อเป็นความสุขของผู้อื่น ก็เรียกว่า รั บใช้พระ เป็นเจ้าคือสูงสุดหรือบริสุทธิ์. รับใช้ตัวเองก็คือ เห็นแก่ปากแก่ท้อง เห็นแก่ ความสนุกสนานอะไรของตัวเอง, มันกลายเป็นรับใช้กิเลส รับใช้พญามาร.
น.164 ทีนี้ เพื่อมิให้เป็นอย่างนี้มาก ก็เลยมีกิจการกุศลต่างๆ เกิดขึ้นในรูปนั้น รูปนี้. ทีนี้เราเป็นพุทธบริษัท ควรจะมีกิจการเหล่านี้เป็นของเราเอง ; ช่วยกัน พยายาม ช่วยกันกระทำให้เป็นของเราเอง คือเป็นของคนไทย ที่เป็นพุทธบริษัท. อย่า ให้มันกลายเป็นว่า ไปคอยทำตามพวกอื่น พวกฝรั่ง หรือพวกอะไรก็ตาม อย่าให้เป็น อย่างตามหลังเขา ในเรื่องอย่างนี้ ; มันไม่จริงใจ. เรื่องช่วยผู้อื่นนี้มันเป็นอุดมคติของคนเราทางฝ่ายตะวันออกนี้ ที่เต็มไป ด้วยศาสนาต่าง ๆ ที่สอนแต่เรื่องอย่างนี้อยู่แล้ว, โดยเฉพาะเราก็เป็นคนไทย หรือว่า คนบนผืนแผ่นดินนี้ ที่มีวัฒนธรรมตั้งรกรากอยู่บน พุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาที่สอน ให้เห็นแก่ผู้อื่น. นั่นแหละได้มาเป็นรกรากของวัฒนธรรมไทย จนคนไทยอยู่ด้วย วัฒนธรรมอันนี้มาหลายร้อยปี พันปี หรือพันกว่าปี, จนเกิดเป็นนิสัยของคนไทย : ที่มีความเมตตาอารี เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ อยู่ในนิสัย จนกระทั่งปรากฏออกมาเป็นความยิ้มแย้ม แจ่มใสแก่คนทุกคน. ถ้ายังไม่เคยคิด ก็ขอให้คิด ให้เข้าใจเสีย ว่าทำไมเราจึงมีลักษณะของเรา อย่างนี้. เพราะฉะนั้นให้ถือว่า เรื่องช่วยเหลือผู้อื่น เห็นแก่ผู้อื่นนี้ ไม่ใช่เรื่อง ใหม่สำหรับเราเลย, ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เราเพิ่งไปตามกันคนอื่น ที่เป็นสากล เป็น อะไรบ้าง. คนไทยเป็นเจ้าของวัฒนธรรมอย่างนี้มานมนานแล้ว อยู่ในสายเลือด; เว้นไว้แต่จะเพิ่งเปลี่ยนแปลงไปเสีย เพราะว่าไปตามกันคนอื่น ก็เลยเปลี่ยนแปลง ไปเสีย. ถ้า คนไทยเป็นตัวเองอยู่เรื่อยไป ก็จะมีลักษณะอย่างนี้ คือมีการช่วย เหลือ เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่. คนที่เขาเคยไปเมืองนอกเมืองนามามาก ๆ เขายืนยันข้อนี้ว่า การที่จะเสนอตัวช่วยเหลือผู้อื่นอยู่โดยนิสัย เช่นนี้ มีมากในประเทศไทย, ในประเทศ
น.165 อื่นนั้นหายาก. อาตมาก็ไม่เคยไปทั่วโลก ; แต่ได้ทราบว่า มันเป็นอย่างนั้น ซึ่งพอ จะเชื่อได้ว่า มีไม่กี่ประเทศ หรือกี่ชาติ กี่พวกนัก ที่มีนิสัยในการช่วยเหลือผู้อื่นติดอยู่ ในวัฒนธรรมอันลึก. นี่ไปศึกษาเอาเองก็แล้วกัน ว่าวัฒนธรรมของคนไทยนี้เป็น อย่างไร ? ต้อนรับอย่างไร ? โอภาปราศรัยอย่างไร ? แบ่งกันกินอย่างไร ? เป็น เรื่องพิเศษ น่าสนใจ. เขามาพบแล้วเขาสนใจ ; ส่วนเราเป็นเจ้าของบ้าน แล้วไม่ ค่อยจะรู้สึกตัว ขอให้นึกคิดกันเสียใหม่. คนแก่ ๆ รุ่นที่ได้ตายไปแล้ว เหลืออยู่ไม่กี่คนแล้วนี้ คนพวกนี้เขามีวัฒน- ธรรม, เรียกว่าวัฒนธรรมก็แล้วกัน. เขาเห็นแก่ผู้อื่น จนเป็นธรรมเนียมปลีก ย่อย ๆ ขึ้นมา สำหรับรองรับวัฒนธรรมนั้น ๆ : เช่น พอเขาจะปลูกอะไรลงไปในดิน เอาเมล็ดอะไรปลูกลงไปในดิน, แม้แต่จะปลูกข้าว เขาจะพูดเมื่อเอาเม็ดพืชหย่อน ลงไปในดินนั้นว่า "นกกินเป็นบุญ คนกินเป็นทาน" แล้วจึงกลบดิน, เอามือ ตบ ๆ ดิน กลบเม็ดพืชนั้นว่า "นกกินเป็นบุญ คนกินเป็นทาน". นี่ก็ไม่ใช่เล็กน้อย, ขอให้จำเอาไว้ด้วย, เคยทำหรือเปล่า ? ถ้าไม่เคยทำ ก็ทำเสียบ้าง. แม้จะเอาเมล็ดข้าวฝั่งลงไปในดิน ก็ว่าอย่างนี้ ถ้ามันมากนักว่าไม่ไหว ก็ไม่ ต้องว่าทุกคราว, อย่างน้อยก็ว่าตอนคราวแรก. แต่ถ้าเป็นเรื่องตามธรรมดาสามัญ เมื่อจะปลูกอะไรข้างรั้วข้างบ้าน ก็จะว่าอย่างนี้ทุกหลุมไปเลย ; เพราะว่าอาตมาเองก็ได้ รับ การสั่งสอนให้ทำอย่างนั้น ยืนยันได้อย่างนี้. ปลูกขึ้นมาเป็นลูกแล้ว นกกินก็ ไม่โกรธ ไม่เอาปืนมายิงนก, ถ้าคนเขาขโมยก็เรียกว่า ให้ทานไปเลย ไม่ไป จับมาส่งตำรวจ. มันมีเจตนาอย่างนี้ ; แล้วมันก็ค่อยหายไป ๆ. เดี๋ยวนี้ก็ไม่ว่าอย่างนี้ ; นกกินก็ยิงเอามาแกงเสีย, ขโมยมาเอาก็จับไปส่ง ตำรวจ ; มันเปลี่ยนแปลงไปตรงกันข้าม. เพราะฉะนั้นนิสัยก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปเป็น
น.166 ธรรมดา. นี้ยังมีอื่น ๆ อีกมาก ที่เอามาพูดให้ฟังนี้ เพื่อให้เห็นว่า วัฒนธรรมไทยที่มี รากฐานอยู่บนพุทธศาสนานั้นเป็นอย่างไร ? มันเป็นอุดมคติสูงสุด, และเป็นสปีริต, เป็นเจตนารมณ์อะไรของกาชาด ของอนุกาชาดอยู่ร้อยเปอร์เซ็นต์ในตัวของวัฒนธรรม นั้น ๆ. เพราะฉะนั้นการที่มาฟื้นฟูเรื่องนี้ขึ้นมา, เอาเรื่องนั้นเรื่องนี้มาประกอบกันขึ้นอีก ก็นับว่าเป็นโชคดีของมนุษย์, แล้วก็จะเป็นผู้ที่ช่วยโลกนี้ให้มันเยือกเย็นได้. แม้ว่าจะเป็น ส่วนหนึ่งของคนในโลก ไม่เป็นไปทั้งหมด ก็ยังมีส่วนที่จะช่วยโลกให้เยือกเย็นได้. อย่าคิดว่าคนอื่นเขาไม่ทำกัน ; แล้วเราก็จะเสียเปรียบ. เพราะว่าเราไม่ได้ ต้องการแต่เรื่องเงิน เรื่องของ อะไรอย่างเดียว, เราต้องการจิตใจที่สูง ที่ดีที่บริสุทธิ์ ที่สะอาด สว่าง สงบ ด้วย; เพราะฉะนั้นเราจึงไม่เดือดร้อน ในสิ่งที่คนอื่นเขา เดือดร้อนกัน. อย่าเห็นว่าเรื่องอย่างนี้เป็นเรื่องโง่เง่า เรื่อง "นกกินเป็นบุญ คนกิน เป็นทาน" นี้ ไม่ใช่เรื่องโง่เง่า เป็นเรื่องที่จะทำมนุษย์ให้เป็นมนุษย์ ให้ผิดแผก แตกต่างไปจากสัตว์. ที่ประเทศอินเดีย เมื่อ ๑๐ กว่าปีมาแล้ว, อาตมาเคยไป ก็ยังได้เห็นอย่างนี้ ซึ่งเข้าใจว่า เป็นต้นตอของวัฒนธรรมอื่น ๆ หรือเป็นวัฒนธรรมไทย คือว่า เห็น ลิงกินข้าวในนาอยู่ แข่งกันกับเจ้าของนา ที่กำลังเกี่ยวข้าว ใครเคยเห็นที่ไหนบ้าง ในประเทศไทย. คนก็เกี่ยวเอา เกี่ยวเอา, ลิงก็กินข้าว แข่งกันอยู่กับเจ้าของนา ที่กำลังเกี่ยวข้าวอยู่. นั่นแหละมันมีความหมายอยู่ที่ว่า "นกกินเป็นบุญ คนกินเป็น ทาน" ; เพราะ มีจิตใจเมตตา กรุณา จนคนอื่นเห็นว่า มันโง่ มันบ้า หรือว่า มันงมงาย. แต่นี่คือ วัฒนธรรมโบราณที่ประเสริฐ, เขาต้องการจิตใจที่เป็นอย่างนั้น เขาก็ลงทุนด้วยข้าว ที่ให้มันกินนั่นแหละ ; ให้ลิงมันกินเข้าไปได้เท่าไรก็เรียกว่า เหมือนกับจำนวนเท่าที่เรามีจิตใจอย่างนั้น เอามาใส่ในจิตใจของเรา, ซึ่งจะเรียกว่าบุญ
น.167 กุศล หรืออะไรก็ตามที. แต่ก็ไม่ใช่ทุกหนทุกแห่งในอินเดีย อย่างนี้มีที่บ้านนอกเสียด้วย ไม่ใช่ในเขตเมืองที่เจริญ ยังมีอะไรอย่างนี้อยู่มาก. พุทธศาสนา หรือ วัฒนธรรมอื่น ๆ ก็มาจากอินเดียมาก เข้ามาอยู่ในคนไทย เรา มีการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์. เพราะฉะนั้น ขอให้ทุกคนที่จะปฏิบัติหน้าที่กาชาด หรือ อนุกาชาด ก็ตาม จงมองเห็นเจตนารมณ์ หรือกิจกรรมอันนี้ ว่ามันเพื่อช่วย เพื่อนมนุษย์โดยบริสุทธิ์ใจ, เจียดสิ่งต่าง ๆ ที่เรามีอยู่ให้เป็นส่วนเกินออกมาให้ได้. อย่าพูดว่า "ไม่มีเวลา อย่าพูดว่าไม่มีเงิน อย่าพูดว่าไม่มีแรง, ต้องเจียดออก มาให้ได้ เพื่อจะช่วยผู้อื่นด้วยความสมัครใจ ไม่มีใครบังคับ ; แล้วก็สอนลูก เด็ก ๆด้วย : ให้เขารู้จักเจียดของ ที่เขาคิดว่า เขามีไม่ใคร่พอนั่นแหละ เจียดออก มาให้ได้ เจียดออกมาให้ผู้อื่นบ้าง. เช่นว่า เด็ก ๆ เขามีสตางค์ของเขา สำหรับเอามาใช้ซื้ออาหารกินในโรงเรียน กินอะไรกลางวันที่ไหนก็ตาม ซึ่งเขามีเพียงวันละ ๕๐ สตางค์ มันก็ไม่ค่อยจะพออยู่แล้ว แม้กระนั้นเราก็ควรจะสอนให้เขาเกิดความคิดว่า ควรจะเจียดออกมา ให้มันเป็นส่วนเกิน ให้จนได้ แม้สัก ๕ สตางค์ก็ยังดี เอา ๕ สตางค์นี้ให้เป็นส่วนเกินสำหรับเรา แล้วก็เอา ไปช่วยผู้อื่น ให้โรงเรียนก็ได้ ให้ใครก็ได้ ; นี้จะเป็นกา รอบรมให้มีศีลธรรมดี มีความ เห็นแก่ผู้อื่น เดี๋ยวนี้เราสอนกันแต่ปาก แล้วเด็ก ๆ ก็จดไว้ในสมุด ปิดสมุดแล้ว มันก็ อยู่ในสมุด มันก็ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงในจิตใจ. เราต้องให้เขาทำลงไปจริง ๆ ต้องรู้จัก ส่วนเกิน. ให้รู้ว่า เวลาของเขาต้องทำให้มี, เจียดออกมาได้ ๑๕ นาที ๒๐ นาที สำหรับช่วยผู้อื่นโดยเฉพาะ ; จะพูดว่าไม่มีเวลาไม่ได้ จะพูดว่าไม่มีแรงก็ไม่ได้ จะพูดว่า ไม่มีเงินก็ไม่ได้. ได้อะไรมาบาทหนึ่ง ก็เจียดออกไป หนึ่งสตางค์ก็ได้ สองสตางค์ก็ได้ สามสตางค์ก็ได้ เอาไปให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น. ถ้าทำกันอย่างนี้ คนก็จะมีนิสัยเห็นแก่
น.168 ผู้อื่น ช่วยเหลือผู้อื่น ตรงตามเจตนารมณ์ของกิจการกาชาด หรืออนุกาชาด หรืออะไร อย่างยิ่งเป็นแน่นอน. ฉะนั้นขอให้นึกถึงเรื่องหลักเกณฑ์นี้ ที่ว่า เราต้องเจียดทรัพย์สิน ที่เป็นส่วนเกิน ช่วยเหลือผู้อื่นให้จนได้. เดี๋ยวนี้โลกมันจะฉิบหาย จะวินาศ จะลุกเป็นไฟ ก็เพราะว่า มีแต่ผู้ที่จะ กอบโกยเอามาเป็นของตน. กอบโกยเอาส่วนเกินของผู้อื่นที่จะเจียดมาได้นั้น เอามา เป็นของตน โดยใช้วิธีหลอกลวงอะไรต่างๆ. ต่างคนต่างทำอย่างนั้น ก็เต็มไปด้วย ศัตรู : ก็เป็นศัตรูกันระหว่างชาติ, ระหว่างประเทศ ระหว่างครึ่งโลก ต่อครึ่งโลก ; อย่างนี้เป็นนักกอบโกยส่วนเกินทั้งนั้น. ถ้าไม่มีใครเจียดส่วนเกินให้เป็นประโยชน์ แก่ผู้อื่นบ้าง โลกย่อมกำลังจะลุกเป็นไฟยิ่งขึ้น ๆ. ถ้าไม่เปลี่ยนแปลงกันบ้างแล้ว โลกจะต้องลุกเป็นไฟเป็นแน่นอน. ขอให้ทุกคน จงมีความยินดี พอใจ เคารพ ในอุดมคติ ของกิจกรรม อนุกาชาด ไม่ว่าจะทำกิจกรรมส่วนไหน แม้จะช่วยเหลือด้วยเงิน ทางวัตถุ ทางร่างกาย ทางอะไรต่าง ๆ ก็ขอให้ถือว่า มันเป็นการกระทำ ที่เห็นแก่ผู้อื่น, แล้วก็ ละลาย ความเห็นแก่ตัวลงไปทีละน้อย ๆ ให้มีความเห็นแก่ผู้อื่นอยู่ด้วยในจิตใจ. ความ เห็นแก่ตัวนั้นเอาออกไปเสียได้ เท่าไร ก็ยิ่งดี. ถ้าความเห็นแก่ผู้อื่นมีมากขึ้น ความสุข มันก็แผ่ไพศาลทั่วไปหมด ; ก็ไม่ไปไหนเสีย, เราที่อยู่ในโลก ก็พลอยได้รับ ความสงบเย็นไปกับเขาด้วยเหมือนกัน. นี้เป็นเรื่องทางจิต ทางวิญญาณ ขอให้เข้าใจว่าอย่างนั้น : คือเรื่องทาง วัตถุ ทางร่างกายนั้น ต้องกินอาหารเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง, เรามีเงินซื้ออาหารกิน มีเครื่องนุ่งห่ม มียาแก้โรค ; นี้เป็นเรื่องของร่างกาย เราก็อยู่ด้วยปัจจัยเหล่านั้น ช่วยผู้อื่น ก็ช่วยเหมือนกัน ; แต่แล้วเรายังได้อีกอย่างหนึ่ง มาเป็นเรื่องของจิตใจ
น.169 คือความดี หรือบุญ หรือกุศล ที่ทำให้จิตใจมีความทุกข์ไม่เป็น, เกิดมีอะไรขึ้น ก็ร้องไห้ไม่เป็น เพราะเป็นผู้เสียสละอยู่เรื่อย จนเป็นปกติวิสัย. การเสียสละอยู่เรื่อย ทำให้มีความทุกข์ไม่เป็น, มีความทุกข์ได้ยาก เพราะเป็นผู้เสียสละอยู่. นี้เป็นเรื่อง ทางจิตทางวิญญาณ จิตใจมันต้องการอย่างนี้. ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่นว่า เราถูกขโมยอะไรไปอย่างหนึ่ง ; ถ้าเราเป็นคน มีแต่เรื่องทางวัตถุด้านเดียว เราก็โกรธ เราก็ทุกข์ร้อน ไปหาตำรวจมาจับ. ถ้าจับไม่ได้ หรือสมมุติว่าจับไม่ได้ ก็มานั่งร้องไห้อยู่ ; แม้ว่าตำรวจจับได้ มันก็ยังโกรธ ยังเป็น ทุกข์อยู่. แต่ถ้า เราเป็นผู้ที่มีนิสัยเสียสละ เป็นผู้บริจาคอะไรอยู่ เราก็จะทำอย่าง ที่ "คนแต่ก่อน" เขาคิด ; ก็คือให้ทานมันไปเลย ก็ไม่ต้องมานั่งร้องไห้อยู่ ไม่ต้อง เศร้าโศกอะไรอยู่. นี้เป็นเรื่องทางฝ่ายจิตใจ จะได้รับประโยชน์ในการที่เป็นผู้เห็นแก่ผู้อื่น, หรือเสียสละ; ไม่ใช่เรื่องจำยอม ที่ต้องให้ทานไปเลย เพราะจำยอม มันต้องเปลี่ยน ให้เป็นเรื่องทางจิตใจโดยแท้จริงว่าเราได้เสียสละ, เราได้บริจาค. ความจริง เรา ได้สละความเห็นแก่ตัว นั้นมันมีค่ามากกว่าค่าของวัตถุ ที่เขาขโมยเอาไป. คน แต่ก่อนเขารู้จักทำทุกอย่าง ให้กลายเป็นบุญไปหมด แม้แต่สิ่งที่ถูกขโมย ฉะนั้นจึงควร จะยุติกันเสียทีว่า การเห็นแก่ผู้อื่นนี้ทำให้จิตใจสูงขึ้น เป็นเรื่องทางวิญญาณ, เป็น เรื่องความสุข ความสงบ ทางจิตใจในเรื่องทางวิญญาณ. ทีนี้ ก็มาถึงเรื่องทางวัดนี้ เรียกว่า วัดธารน้ำไหล, สวนโมกขพลาราม, มุ่งหมายส่งเสริมในเรื่องทางจิต ทางวิญญาณ ให้มีความเข้าใจในเรื่องทางจิต ทาง วิญญาณ โดยเฉพาะคือความที่ ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไร โดยความเป็นตัวกู-ของกู ; แล้วไปเที่ยวดูสิ่งต่าง ๆ ในวัดนี้ให้ทั่ว จะเป็นรูปภาพก็ดี สิ่งของที่จัดขึ้นก็ดี มีความ หมายที่จะให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่องทำลายความเห็นแก่ตัวทั้งนั้น ซึ่งเป็นเรื่อง ทางวิญญาณ.
น.170 ที่มานั่งตรงนี้ก็เป็นเรื่องการศึกษาทางวิญญาณได้ ถ้าเรารู้สึกสบายใจ ได้ ; นั่งอยู่ตรงนี้ ก็เป็นเรื่องที่สอนทางวิญญาณ ว่าเรากำลังไม่เห็นแก่ตัว เรากำลัง ลืมเรื่องตัวกู เรื่องของกูหมด, ความคิดชนิดนั้นกำลังไม่มีอยู่ในจิตใจของเราในเวลานี้. เพราะฉะนั้นเรานั่งที่นี้ ในเวลานี้ เราก็กำลังมีความสบายที่สุด ; ถึงแม้เราไม่ต้องมี อะไรมากิน มายั่วยวนอะไร เราก็สบายที่สุด เพราะเรากำลังว่างจากความยึดมั่น เป็น ตัวกู - เป็นของกู. แม้แต่เรากำลังนั่งกลางทราย ก็จะรู้สึกสบายดีกว่านั่งบนฟูก เบาะ เมาะ หมอน ที่นั่น ที่นี่ ในเมื่อจิตใจมันว่างไปจากความหวงแหน หรือยึดมั่น เป็นตัวกู-ของกู. คนเราจะมีความสุขจะปฏิบัติหน้าที่เพื่อผู้อื่น ก็ต้องมีความสุข ไม่มีความเบื่อรังเกียจอะไร. นี่ยังจะขอบอกแถมอีกว่า พระพุทธเจ้าท่านประสูติกลางดิน, ตรัสรู้กลางดิน, นิพพาน กลางดิน, โดยมากท่านอยู่กลางดิน ; เพราะว่ากุฏิของท่านก็เป็นพื้นดิน. ที่มานั่ง กันกลางดินตรงนี้ ก็ควรจะรู้สึกอย่างนี้ แล้วก็ควรจะจดจำไปด้วยว่า มานั่งกลาง ทรายนี้ ก็คือมานั่งที่อาสนะอย่างเดียวกันกับพระพุทธเจ้า. ไปอ่านหนังสือต่าง ๆ ดูเถิด จะรู้ว่าท่านประสูติกลางดินอย่างไร ที่สวน ลุมพินี, ท่านตรัสรู้กลางดินอย่างไร ที่โคนต้นโพธิ์ ริมแม่น้ำ, ท่านนิพพานกลาง ดินอย่างไร ที่สวนป่าไม้สาละของพวกมัลลกษัตริย์. ท่านเป็นกษัตริย์ก็จริง ในเมื่อกุฏิของ ท่านอยู่ที่พื้นดิน แล้วจะไม่ให้อยู่ที่พื้นดินอย่างไรได้ ; เพราะท่านเป็นพระพุทธเจ้า การอยู่ที่พื้นดินนี้แสดงความที่ไม่เห็นแก่ตัวกู-ของกู ดีกว่า. ขอให้จำไว้ว่า วันนี้ได้ นั่งกลางทราย ก็เป็นการเสียสละอย่างหนึ่ง ในด้านลึกของจิต ของวิญญาณ. เพราะฉะนั้นขอให้ไปดูสิ่งต่าง ๆ ที่จะแสดงความหมาย อย่างนี้ หรือจะสอนในเรื่องอย่างนี้ : รูปภาพที่มุมตึก ที่เห็นแต่ไกลนั้น เป็นภาพ แจกลูกตา แล้วไม่มีใครเอากี่คน วิ่งหนีไปเป็นฝูง ๆ; พวกที่ไม่มีหัว ไม่ยอมรับ ลูกตา ที่ยอมรับลูกตามีไม่กี่คน. นี่มันน้อยเท่ากับผู้ที่จะเสียสละ เพื่อผู้อื่น และ
น.171 การ สอนตามภาพที่ให้ลูกตานี้ ก็สอนเรื่องไม่เห็นแก่ตัว ให้เห็นแก่ผู้อื่น ; แต่ก็ ไม่มีใครชอบกี่คน ไม่มีใครยอมรับ, เพราะโลกมันกำลังเปลี่ยนเป็นวัตถุนิยม ; เพราะฉะนั้นรูปภาพนี้ จึงเป็นรูปภาพที่สอนเรื่องอย่างนี้ คือเรื่องที่มันขาดแคลนทาง วิญญาณ, ขาดแคลนเรื่องทางวิญญาณทางมโนธรรม, เรื่องต่าง ๆ เป็นเรื่องทางวัตถุ เสียมาก. ยิ่งเข้าไปดูข้างในตึกนั้นจะยิ่งพบแต่เรื่องอย่างนี้. ถ้าจะสะดวก หรือเพลิดเพลินสักหน่อย ก็ไปที่โรงบั้น ไปกระทั่งที่สระน้ำ ใหญ่ กลางสระมีต้นมะพร้าวอยู่ต้นหนึ่ง นั่นก็เป็นเรื่องสอนถึงความหมายของคำว่า "นิพพาน". มะพร้าวอยู่กลางน้ำ, น้ำคือทะเลขี้ผึ้ง คือ วัฏฏสงสาร หรือความทุกข์, มะพร้าวก็โผล่อยู่ที่ตรงนั้น แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ; อย่างนี้เป็นต้น. เป็นเรื่องทางจิต ทางวิญญาณ ; เพราะว่าเรื่องทางวัตถุนั้น มันมากเกินไปแล้ว มันเพื่อเกินไปแล้ว. ในที่นี้ก็มุ่งหมายจะให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่องทางจิต ทางวิญญาณ ให้คนเรา มีความเจริญทั้งสองฝ่าย คือฝ่ายร่างกายด้วย ฝ่ายจิตฝ่ายวิญญาณด้วย ก็จะเป็น มนุษย์ที่สมบูรณ์. เป็นอันว่า อาตมาขอแสดงความยินดี ต่อท่านทั้งหลายที่ได้มาที่นี่ ที่ได้พบ ปะกัน แล้วขออนุโมทนาในการที่มาช่วยกันอบรม ให้เกิดนิสัยที่เป็นอุดมคติของ พระโพธิสัตว์ คือการเห็นแก่ผู้อื่นด้วย ซึ่งเป็นเจตนารมณ์ของกิจกรรมอนุกาชาด อันจะเป็นเรื่องก้าวหน้า ทางจิต ทางวิญญาณด้วยเหมือนกัน, เป็นเครื่องต่อต้าน วิกฤตกาลของโลก. นับว่าเป็นการได้ที่ดี เป็นการได้กระทำไปอย่างดี โดยยึดถือหลัก แห่งพระธรรม หรือพระศาสนา. นี้เป็นคำสอนของพระศาสนา และพระศาสดา ที่บำเพ็ญกันมา ตลอดถึงพระโพธิสัตว์ทั้งหลายด้วย ; เพราะฉะนั้นขออ้างคุณอันนี้ ให้พรแก่ท่านทั้งหลายด้วย. ขอให้ท่านทั้งหลาย จงประสบความสำเร็จ ความก้าวหน้า ในกิจการ ที่กระทำอยู่ ประสบความสุขส่วนตัว และส่วนผู้อื่น อยู่ทุกทิพาราตรีกาลเทอญ. -----------
Buddhadasa