Buddhadasa.org

ค่ายธรรมบุตร ครั้งที่ ๗ — ความไม่เห็นแก่ตัว

ค่ายธรรมบุตร —

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.134 ท่านทั้งหลายผู้มีหน้าที่ดำเนินงานบริหารกิจการอนุกาชาด ผู้มีความสนใจในธรรม, อาตมาได้รับคำขอร้องจากท่านผู้เป็นประธาน ให้มากล่าว "ธรรม กถา" เรื่องที่เป็นประโยชน์ เกี่ยวข้องกัน หรือช่วยเหลือแก่งานอนุกาชาด. เมื่อได้พิจารณาดูแล้ว รู้สึกว่า ธรรมะในพระพุทธศาสนาเป็นสิ่งที่ยิ่งกว่า เกี่ยวข้องหรือสนับสนุนเจตนารมณ์ของอนุกาชาดด้วยซ้ำไป ซึ่งจะได้ชี้ให้ ท่านทั้งหลายเห็น. เกี่ยวกับเรื่องนี้ เราจะต้องนึกถึงคำ ๆ หนึ่ง ซึ่งสำคัญมากสำหรับ มนุษย์ ได้แก่คำว่า "ความไม่เห็นแก่ตัว" ขอให้พิจารณาดูให้ดีๆ ว่า คำ ๆ นี้มีความสำคัญเท่าไร : "ความไม่เห็นแก่ตัว". เดี๋ยวนี้เราจะกล่าว ได้ว่า ทั้งโลกทุกชาติทุกภาษากำลังต้องการ "ความไม่เห็นแก่ตัว" เพราะว่า กำลังลำบากเป็นทุกข์ทรมานอยู่ เพราะความเห็นแก่ตัวของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง. ๑๐๗

น.135 นี้เป็นเหตุให้กล่าวได้ว่า ในเรื่องโลก ๆ ทั้งหมด ทั่วทั้งโลก จะต้องการหลัก ธรรมะที่เรียกว่า "ความไม่เห็นแก่ตัว” และยิ่งต้องการมากยิ่งขึ้น ตามที่โลกของเรา นี้เจริญ เปลี่ยนแปลงมาในลักษณะที่ทำให้มีความเห็นแก่ตัวเพิ่มยิ่งขึ้น. เจตนารมณ์ของโลกเป็นไปในทางไม่เห็นแก่ตัวหรือไม่? นี่ขอให้สังเกตดูให้ดี ๆ ในข้อนี้ ว่า ความเจริญก้าวหน้าของโลกมีมากเท่าไร ก็ยิ่งเพิ่มความเห็นแก่ตัวให้แก่คนในโลกมากขึ้นเท่านั้น ; เพราะว่าความเจริญของ โลกนั้น มีแต่เป็นไปในทางฝ่ายวัตถุ ซึ่งเป็นธรรมดาของเรื่องแต่ในทางฝ่ายวัตถุ : เช่น เรื่องที่ยั่วยวน เย้ายวนความต้องการให้มากยิ่งขึ้น. เมื่อ ต่างคนต่างมีความต้องการ มากยิ่งขึ้น ก็หลีกไม่พ้นที่จะมีความเห็นแก่ตัว, เห็นแก่ความสุขส่วนตัวมากยิ่งขึ้น. การกล่าวอย่างนี้ดู ๆ คล้ายกับว่า เป็นการติเตียนระบบการศึกษา หรือความ เจริญก้าวหน้าของโลกในปัจจุบันนี้. ที่จริงก็ควรจะติเตียน ; ในฐานะที่อาตมาเป็น นักบวชในศาสนาก็อยากจะกล่าวตรง ๆ ว่าเป็นการติเตียน, หรือจะเรียกว่าดูหมิ่นด้วย ซ้ำไป ที่การศึกษาและความเจริญ ก้าวหน้าของโลก ในปัจจุบันนี้ ก้าวหน้าไปใน ลักษณะที่เพิ่มความเห็นแก่ตัวให้คนในโลก ; มิได้ก้าวหน้าไปในทางที่จะบรรเทา ความเห็นแก่ตัว. หากแต่ว่าความเห็นแก่ตัวนั้น มันเป็นไปอย่างเร้นลับ, หรือการ เพิ่มความเห็นแก่ตัวให้แก่คนในโลกนี้ ก็เป็นไปอย่างเร้นลับ และโดยไม่เจตนา ; ทาง ออกมีอยู่หน่อยเดียวตรงที่ว่า "โดยไม่เจตนา". การศึกษาหรือความเจริญก้าวหน้า แผนใหม่นี้ แม้ไม่ได้เจตนาที่จะไม่ทำให้คนเห็นแก่ตัว ผลมันก็ยังมีไปในลักษณะ ที่มีความเห็นแก่ตัวมากขึ้น ; แม้ไม่มีเจตนาก็เป็นเรื่องที่ต้องรับผิดชอบ ; ถ้าพูดให้ ยุติธรรม. นักศึกษาหรือผู้ขวนขวายความก้าวหน้าในโลกปัจจุบันนี้ อาจจะไม่รับผิดชอบ ในข้อนี้, บิดพลิ้วบ่ายเบี่ยง ไม่ยอมรับผิดชอบ, แล้วก็ดำเนินการไปในทำนองนั้นมากขึ้น

น.136 ทีนี้ บาปก็เกิดขึ้นในโลก คือเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว ; โลกก็ต้องมีความทุกข์ความ เดือดร้อน ไม่มีทางที่จะแก้ไขได้, อย่างที่ได้เห็นอยู่ชัดๆ ว่า ไม่ได้ดีขึ้นเลย ไม่อาจจะ แก้ไขได้เลย เพราะว่าจิตใจหรือดวงวิญญาณหรือ เจตนารมณ์ของสิ่งทุกสิ่ง มันเป็น ไปเพื่อเพิ่มความเห็นแก่ตัว. นี่แหละเรียกว่าเป็นปัญหาใหญ่ของโลกในปัจจุบันนี้ จนกระทั่งเหลือวิสัย เหลือกำลัง เหลืออำนาจของฝ่ายศีลธรรมหรือของฝ่ายศาสนา ที่จะ ช่วยกำจัดหรือควบคุมความเห็นแก่ตัวในโลกนี้ได้ ในสมัยโบราณที่แล้วมา ทางฝ่ายศาสนาหรือศีลธรรม หรือขนบธรรมเนียม ประเพณีของมนุษย์นั้นมีอิทธิพลมาก ; ทางฝ่ายวัตถุยังไม่เจริญก้าวหน้า คนส่วนมาก ก็ไม่เป็นบ่าว ไม่เป็นทาสของวัตถุมากเหมือนเดี๋ยวนี้. เดี๋ยวนี้คนส่วนใหญ่ถูกทำให้ มึนเมาด้วยความก้าวหน้าทางวัตถุ ทางสุขสนุกสนานทางวัตถุ ถึงขนาดที่เรียกว่า มึนเมาและเสพติด, คนส่วนใหญ่ในโลกจึงเป็นคนมึนเมาด้วยวัตถุ แล้วก็เพิ่ม ความเห็นแก่ตัวมากขึ้นด้วยเหตุนั้น. ส่วนทางฝ่ายศาสนา ศีลธรรม ประเพณีนี้กลาย เป็นเรื่องหมดกำลัง ; เหลือแต่พิธีรีตอง, ทำพอเป็นพิธี. ปัจจุบันนี้ไม่ว่าเมืองไทย หรือเมืองไหน ประเทศไหน ; เรื่องทางฝ่าย ศาสนาทำแต่พอเป็นพิธี และเป็นพิธีทั่วไป. แม้กระทั่งในกองทัพ ในที่ ๆ ไม่น่า จะมี ก็มีพิธีทางศาสนา, ซึ่งก็เป็นเพียงพิธีเท่านั้น ไม่ได้ครอบงำน้ำใจของคน ทั้งหลายให้บรรเทาความเห็นแก่ตัวเลย ; มันเลยทิ้งกันไกล. ส่วนใหญ่และเนื้อแท้ ในจิตใจของมนุษย์เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว ; ศาสนาหรือวัฒนธรรมหรือประเพณี ก็กลายเป็นเพียงพิธีรีตองไป, ไม่มีอิทธิพล ไม่มีอำนาจ ไม่มีกำลังอันแท้จริง. เพราะฉะนั้น โลกเรานี้จึงเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัวอย่างยิ่งอยู่ในสมัยนี้, เป็น ปัญหาอย่างที่เรียกว่าเหลือประมาณ ครอบงำโลกสมัยนี้อยู่ มีมากมายหลายแขนงหรือทั่ว ทุกแขนง. จะถือโอกาสยกตัวอย่าง เอามาให้ดูสักแขนงหนึ่ง เช่นเรื่องการกีฬา :-

น.137 เดี๋ยวนี้ การกีฬา ที่จัดที่ทำกันอยู่ในโลกนี้ทั่ว ๆ ไปทั้งโลก ไม่เฉพาะแต่ใน ประเทศไทย กลายเป็นสิ่งที่เห็นแก่ตัว, และอบรมน้ำใจที่ไม่เป็นนักกีฬา, นักกีฬาสมัยนี้เลวกว่านักกีฬาสมัยโบราณมาก มีการเอาเปรียบทั้งต่อหน้าและลับหลัง, มีการทำอันตรายกันในสนามนั้นเอง, มีความคิดที่จะเอาเปรียบอีกฝ่ายหนึ่ง คือฝ่ายตรง กันข้ามมาตั้งแต่บ้าน มาตั้งแต่จะออกเดินทางมา, แล้วก็คิดเอาเปรียบอยู่ตลอดเวลา เป็นนักกีฬาแต่ชื่อแต่พิธีเท่านั้น แต่ในจิตใจนั้นไม่เป็นนักกีฬา. ถ้าเป็นอย่างนี้อย่ามา เล่นกีฬา อย่าจัดกีฬาขึ้น บางทีคนจะมีน้ำใจเป็นนักกีฬามากกว่า. พอว่าจัดกีฬาขึ้น ก็เป็นโอกาสให้คนมีน้ำใจเอาเปรียบผู้อื่น เพราะความเห็นแก่ตัว ; และยิ่งเล่น กีฬา อย่างที่คนในโลกเล่นกันอยู่ในบัดนี้ ก็คือยิ่งเพิ่มความที่ไม่ใช่นักกีฬา หรือเพิ่ม ความเห็นแก่ตัวมาก ยิ่งกว่าที่จะลดความเห็นแก่ตัว. นี่เพราะ โลกก้าวหน้าทางวัตถุ คนที่เป็นนักกีฬาแต่ละคนเป็นไปในทางของ วัตถุ ต้องการวัตถุ ต้องการประโยชน์ ยิ่งกว่าต้องการน้ำใจนักกีฬา ซึ่งเป็น ธรรมะมากเกินไป; เขาถือว่าไม่เห็นแก่ตัว เป็นอุดมคติมากเกินไป ซื้ออะไร กินไม่ได้, sporting spirit นั้นมันซื้ออะไรกินไม่ได้ เป็นเรื่องลม ๆ แล้ง ๆ. ส่วน เกียรติยศชื่อเสียงของประเทศชาติ หรือประโยชน์ ที่จะได้สนุกสนานจากการแข่งขัน การ ต้อนรับในการเลี้ยงดูนั้นมันมีมาก, เลยคำนึงแต่เรื่องจะเอาชนะ ; ไม่ได้ด้วยเล่ห์ ก็เอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยกลก็เอาด้วยเวทมนต์ คือการเอาเปรียบนั้นเอง. มนุษย์เรา เลวลงมากถึงขนาดนี้ ว่าแม้แต่การจะเล่นกีฬาก็เป็นการเพิ่มความไม่เป็นนักกีฬาเสียแล้ว ; เพราะว่า ทุกคนมึนเมาไปด้วยอำนาจของวัตถุ ซึ่งเรียกกันว่า เป็นที่ตั้งของกิเลส. ตัวอย่าง เพียงเรื่องกีฬาเรื่องเดียว ก็เห็นได้ว่ามันเปลี่ยนแปลงไปมากจากสมัย โบราณ ; นี่จะเรียกว่าด่า หรือจะเรียกว่าติเตียน หรือจะเรียกว่าดูหมิ่น หรือจะเรียก ว่าอะไรก็ตามใจเถิด. อาตมาพูดไปในฐานะที่เป็นนักบวชในศาสนาพุทธ ได้มองเห็น

น.138 สิ่งนี้อยู่อย่างไรก็พูดไปอย่างนั้น. รู้สึกว่าเป็นปัญหาที่เพิ่มให้มากขึ้นแก่ทางฝ่ายศาสนา ; ในเมื่อ ทางฝ่ายศาสนาต้องการจะช่วยทำความสงบสุขสันติสุขให้แก่โลก มันก็เป็น ไปไม่ได้ เพราะว่าคนในโลกเปลี่ยนไปในทางเห็นแก่ตัว หรือเป็นทาสของฝ่าย วัตถุอย่างมากขึ้น. ในที่สุดกิจกรรมทางฝ่ายศาสนาก็เป็นหมันไปโดยส่วนใหญ่, ไม่ สามารถจะสร้างสันติสุขให้แก่โลกได้, กลายเป็นเรื่องของบุคคลบางคน ไม่กี่คน เพื่อแสวงหาความสุขอันแท้จริงทางฝ่ายจิตใจเท่านั้น และมีเพียงไม่กี่คน. สิ่งที่เรียกว่า "ศาสนา" นั้น เขามีไว้หรือต้องการเพื่อจะทำความสุขให้แก่ มนุษย์เป็นส่วนรวม คือโลกเป็นส่วนรวม. เดี๋ยวนี้ กลายเป็นเรื่องถอยหลังเข้าคลอง แต่ในทางที่จะเป็นหมัน ; เพราะว่า มนุษย์ส่วนใหญ่ในโลกนี้หันหลังให้ศาสนา, สลัดสิ่งที่เรียกว่าศาสนา ; เพราะว่าเขาไปหมกมุ่นมัวเมาแต่เรื่องทางฝ่ายวัตถุให้ ก้าวหน้า ไปตามทางของความเจริญของคนสมัยนี้ ; แล้วการศึกษาของโลกสมัยนี้ ก็ถูก ลากไป ทำตามความประสงค์อันนั้น. ท่านที่เป็นนักศึกษาอย่าได้อวดดิบอวดดีไปเลยว่า เรามีอะไรเป็นตัวเรา, เป็นอิสระ มีอุดมคติ มีหลักการอะไรของเรา ; ที่จริงทุกสิ่งที่มีอยู่ในโลกมันเป็นไปตาม ความนิยมของคนส่วนมากในโลก. เมื่อคนส่วนมากในโลกมึนเมาในทางวัตถุธรรม เสียแล้ว การศึกษาซึ่งจัดโดยคนในโลกนั้น มันก็ต้องเป็นอุปกรณ์ เพื่อวัตถุประสงค์ อันนั้นไป. การศึกษาจะก้าวหน้าอย่างไร มันก็เป็นไปเพื่อความเจริญทางวัตถุ, และเพื่อเป็นทาสทางวัตถุกันมากขึ้นเป็นส่วนใหญ่ ความก้าวหน้าทางวิชาความรู้ ทาง แขนงไหนก็ตาม ก็เพื่อให้ได้มาซึ่งความเจริญทางวัตถุ เพื่อมีอำนาจ เพื่อมีกำลังที่จะ ต่อสู้กับฝ่ายตรงกันข้ามนั้นทางหนึ่ง, แล้วก็ เพื่อความฟุ่มเฟื่อยในการอยู่ดีกินดี ตาม ที่เรียกกันในโลกปัจจุบันนี้อีกส่วนหนึ่ง. มันจึงมีวิกฤตกาลถาวรในโลกนี้; เพราะ เหตุนี้ถึงต่อสู้กัน แย่งชิงกัน แข่งขันกัน ในทางการศึกษา ทางการสร้างความเจริญ ก้าวหน้า ทั่วไป.

น.139 ทีนี้ ขอให้ท่านทั้งหลายมองดูว่า spirit ข องการบำเพ็ญประโยชน์เพื่อผู้อื่น มันเหลืออยู่ที่ตรงไหน ? spirit ของอนุกาชาด คือการบำเพ็ญประโยชน์เพื่อผู้อื่นนั้น มันเหลืออยู่ที่ไหน ? ในจิตใจของคนในโลกสมัยนี้ ใคร กลุ่มไหน สมาคมไหน กำลังทำ ประโยชน์ผู้อื่นอันแท้จริง ด้วยความบริสุทธิ์ใจบ้าง ? แทบจะหาทำยายาก การช่วยกัน ดูเป็นการจ้างกันมากกว่า ; การที่คน ๆ หนึ่ง พวกหนึ่ง หรือหมู่หนึ่งไปช่วยอีกหมู่หนึ่ง นั้น ดูเหมือนเพื่อจะผูกมัดเขาให้เป็นพวกของตัว, หรือจ้างเขาให้ทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ร่วมมือกันกับตัวมากกว่า. น้ำใจแท้จริงที่บำเพ็ญประโยชน์ให้ผู้อื่นนั้น ค่อยๆ จาง ไป ๆ ๆ จนบัดนี้แทบจะไม่เหลือหลออยู่ในโลกนี้ แม้ในประเทศไทยเรา. ดูตัวอย่างว่า เมื่อเรา ต้องการเงินสักจำนวนหนึ่ง สมัยก่อนก็บอกกันได้ ด้วยปาก แล้วก็ได้เงินจำนวนนี้มา. สมัยนี้ต้องจัดงานบอลล์ กินเหล้า เมายา เป็น ภูตผีปีศาจกันไปแทบทั้งหมด จึงจะได้เงินมาสักจำนวนหนึ่ง จากการจัดงานบอลล์นั้น เป็นต้น. นี่จะเห็นได้ว่า ไม่มีเจตนารมณ์ที่จะช่วยผู้อื่นด้วยบริสุทธิ์ใจ ในการ บริจาคเงินนี้ ; บริจาคไป เพราะได้กินเหล้า ; หรือว่าได้ทำอะไรไปตามที่เขามีให้ แล้วก็เพื่อเอาหน้าเอาตา เพื่อให้มีชื่อว่า ตนได้บริจาคไปเท่านั้นเท่านี้; แล้วก็เลี้ยง พวกบริจาคไปพลาง เอาเงินไปพลาง บางทีเงินนั้นเหลือนิดเดียว เพราะเอาไปเลี้ยงสุรา กันเสียหมดในงานบอลล์ครั้งนั้น. นี่มองเห็นได้ว่า เจตนารมณ์ที่จะบำเพ็ญประโยชน์เพื่อผู้อื่น หรือช่วย ผู้อื่นนั้น เสียไปหมด ; มีแต่การหลอกลวง ในเมื่อปากพูดว่า "นี่แหละเป็นการ กุศล เพื่อช่วยการกุศล" เพื่อช่วยการกุศลอันนี้ ๆ. แต่ใจจริงนั้นไปเพื่อกินเหล้า แล้วบริจาคอยากเอาหน้า ไม่ได้บริจาคไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ. นี่มันไม่เหมือนกับเมื่อ ครั้งสมัยบิดามารดา ปู่ย่าตาทวดของเรา ซึ่งบริจาคอะไรก็ไม่ต้องเอาเหล้ามาให้กิน ท่าน ก็บริจาคกันได้ ; หมายความว่า มันมีเจตนารมณ์ จะบำเพ็ญประโยชน์เพื่อผู้อื่น มีอยู่

น.140 เหลืออยู่ ในจิตใจของท่าน. เวลานี้เขาก็กำลังนิยมกัน ไม่เท่าไรก็จะมาถึงจังหวัดนี้ ถึงที่นี่ ที่จะมีการเรี่ยไร เพื่อจัดงานบอลล์อย่างนี้เป็นต้น. วิธีเช่นนี้มันมาจากเมืองนอก แล้วก็มาเมืองไทย แล้วก็ไปทุก ๆ หัวระแหง ; นี่ spirit ของการเห็นแก่ตัว, ไม่มี spirit ของการเห็นแก่ผู้อื่น. เท่าที่กล่าวมานี้ เป็นการมองดูโลกในปัจจุบันนี้ ว่ามีอยู่ในสภาพอย่างไร ? มันสูงต่ำกว่าเจตนารมณ์ของพวกเราอนุกาชาดอย่างไร ? เดี๋ยวนี้ เรากำลังประชุมกันที่นี่ เพื่อปรึกษาหารือกันใน หลักการอนุกาชาด ซึ่งมีเจตนารมณ์ ในทาง ไม่เห็นแก่ตัว, ให้เห็นแก่ผู้อื่น มีการบำเพ็ญประโยชน์เพื่อผู้อื่น และหวังว่าท่านทั้งหลายมีความตั้งใจ อันดีในเรื่องนี้. แต่เราก็ต้องมาพิจารณาดูถึงอุปสรรคที่มันเกิดขึ้น ; แล้วก็มองใกล้ ๆ เรา นับตั้งแต่เด็ก ๆ ของเรา เพื่อนฝูงของเรา ใกล้ ๆ นี่แหละ ในจังหวัดสุราษฎร์ธานีนี้. เด็ก ๆ ของเราเป็นอย่างไร ? นักเรียนของเรากำลังเป็นอย่างไร ? แม้แต่ ครูบาอาจารย์เองกำลังเป็นอย่างไร ? ถ้าเด็กของเราและครูบาอาจารย์ของเรากำลังเดิน ตามกันฝรั่ง วัฒนธรรมอย่างฝรั่ง, เป็นอะไรลึกลับในทางเห็นแก่ตัว. เห็นแก่ ความเจริญอย่างวัตถุ เป็นไปเพื่อความอยู่ดีกินดีทางวัตถุแล้ว เราก็จะต้องสูญเสีย ความรู้สึกที่บำเพ็ญประโยชน์เพื่อผู้อื่น ไปอย่างเดียวกันทีละน้อยโดยไม่รู้สึกตัว ; แล้ว เราก็จะเป็นอนุกาชาดแต่ชื่อ ไม่ได้มีหัวใจบริสุทธิ์ที่จะบำเพ็ญประโยชน์ผู้อื่น. เป็น "อนุกาชาดแต่ชื่อ" ก็หมายความว่า เป็นเพียงแต่ว่าให้ได้ติดเครื่องหมาย หรือว่ามารับการอบรมครั้งนี้ ก็เพียงเพื่อจะให้เป็นคะแนนเกี่ยวกับงานในหน้าที่ เพื่อ ความดีความชอบไปเสีย ; มันก็จะกลายเป็นอย่างนี้ไปเสีย. ฉะนั้น ขอให้สำรวมให้ดี, ให้ตั้งจิตอธิษฐานให้ดี ให้เปิดพิธีการอบรมนี้ ด้วยการจุดธูปบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และตั้งใจว่าเราจะอบรม เราจะปลูกฝัง เราจะยึดมั่นในอุดมคติที่เป็นการ

น.141 แก่ผู้อื่น. ส่วนเรื่องคะแนนที่จะได้มาเกี่ยวกับเรื่องหน้าที่การงานนี้ เป็นเรื่องเล็กน้อย และถ้าเอาแต่สนใจในเรื่องนั้นแล้ว จะกลายเป็น "คนเห็นแก่ตัว" โดยไม่รู้สึกตัวได้เหมือนกัน. งาน อนุกาชาด ต้องฝึก ทำลายความเห็นแก่ตัว ทีนี้ ทำไมอาตมาจึงได้พูดว่า ให้จุดธูปจุดเทียนนึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ก่อน ? ทั้งนี้ ก็เพราะเหตุว่า ความหมายอันแท้จริงของพระพุทธศาสนานั้น คือการทำลายความเห็นแก่ตัว ; คนเป็นพระอรหันต์ได้ เพราะ ทำลายความเห็นแก่ตัว ถึงที่สุด ไม่มีอะไรเหลือ ไม่มีความเห็นแก่ตัวเหลือ. ถ้าท่านยังไม่ทราบ ก็จงทราบ เสียเดี๋ยวนี้ว่า เราเป็นพุทธบริษัทน้อยเกินไป ในการที่ไม่ทราบว่าการเป็นพระอรหันต์ ในพุทธศาสนานั้น คือการหมดความเห็นแก่ตัว การเป็นพระโสดาบัน พระสกิทาคามี ในชั้นต้น ๆ นั้น ยังไม่หมดความเห็นแก่ตัวโดยสิ้นเชิง ต่อเมื่อเป็นพระอรหันต์แล้ว เท่านั้น จึงจะหมดความเห็นแก่ตัว. เมื่อหมดความเห็นแก่ตัวแล้ว การบำเพ็ญประโยชน์ผู้อื่น ก็เป็นได้โดย ง่ายดาย นิดเดียว และเป็นไปเองโดยอัตโนมัติ เมื่อไม่มีตัวที่จะเห็นแก่ตัว การเคลื่อน ไหวใด ๆ นิดหนึ่งมันก็ต้องเป็นประโยชน์เพื่อผู้อื่นเท่านั้น ; ฉะนั้น มันจึงเป็นไปได้ โดยอัตโนมัติ. บางคน ไม่เคยฟังเรื่องนี้ อาจจะคิดเหมา ๆ เอาว่า อาตมาพูดเล่นโวหาร หรือ พูดเอาประโยชน์แก่ผู้พูด. ถ้าคิดอย่างนั้นก็ขอให้เปลี่ยนความคิดเสียใหม่ ; เพราะว่า นี่แหละคือหลักของพระพุทธศาสนา : มีอย่างเดียวเท่านั้น หัวใจของพระพุทธศาสนา มีอยู่เป็นคำพูด เป็นสูตรที่ตายตัวว่า "ทุกสิ่งไม่ควรยึดมั่นว่าเป็นเรา หรือเป็นของเรา". นี่ถ้าใครถามว่า หัวใจของพุทธศาสนามีว่าอย่างไร ? เราต้องตอบตามคำที่พระพุทธเจ้า

น.142 ท่านได้ตรัสไว้เองว่า "คำสอนทั้งหมดที่เรียกกันว่าแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์นั้นแหละ สรุปแล้วเหลือเพียงประโยคสั้นๆ ว่า " สิ่งทั้งหลายทั้งปวง อันใคร ๆ ไม่ควรยึดมั่น ถือมั่น ว่าเป็นตัวเราหรือว่าของเรา" นี่หัวใจของพุทธศาสนา ต้องทำลายความรู้สึกว่าเป็นตัวเราหรือว่าของ เรา ; เหลือแต่ใจที่สะอาด ที่บริสุทธิ์ ที่กว้างขวาง ที่เป็นอิสระ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความ เห็นแก่ตัว หรือกิเลส. นี่เป็นหัวใจของพุทธศาสนา ; เพราะฉะนั้น การบำเพ็ญ ประโยชน์เพื่อผู้อื่น หรือการไม่เห็นแก่ตัวนั้น ก็เป็น spirit อันเดียวกันกับพุทธศาสนา. ถ้าอนุกาชาดคนใดหรือคณะใด พวกใด ปฏิบัติตามอุดมคติอันนี้ได้ ก็คือปฏิบัติตาม เจตนารมณ์ของพุทธศาสนา. นี่ไม่ใช่เป็นการตู่ หรือเป็นการเอาเปรียบ แย่งเอาความดี ความวิเศษอะไร ของอนุกาชาด มาเป็นของพุทธศาสนา อย่างนี้ก็หาไม่ ; แต่ความจริงมันเป็นอย่างนั้น. ทีนี้ เพื่อเป็นหลักฐานพยาน ก็ลองไปอ่านดูในพระไตรปิฎก ในคัมภีร์ต่าง ๆ ที่สอนให้ ทำลายความรู้สึกว่าตัวเรา ว่าของเรา : มีศีลก็เพื่อควบคุมตัวเรา ของเรา อย่าให้มัน มีพิษมีสูงขึ้นมา. มีสมาธิก็เพื่อหยุดความดิ้นรนของตัวเรา ของเรานี้. มีปัญญา วิปัสสนา ก็เพื่อทำลายรากเง่าแห่งตวกู - ของกูนี้เสีย. ถ้ายิ่งมองกว้างออกไปถึงศาสนาอื่น เช่นศาสนาคริสเตียน ก็ยิ่งพบอย่างเดียว กันอีก พระเยซูสอนว่า "รับใช้ผู้อื่นคือรับใช้พระเจ้า" ท่านลองฟังให้ดี ๆ มันเป็นคำกล่าว ที่มีความหมายอย่างไร ? รับใช้เพื่อนมนุษย์คือรับใช้พระเจ้า. นี้เป็นหลัก ที่เป็นหัวใจ อันแท้จริงของคริสเตียน. คำสอนของพระเยซูมีแต่ให้รักเพื่อนบ้าน ให้รักผู้อื่น ให้อภัย "ถ้าเขาตบแก้มข้างซ้าย ก็ให้เขาตบแก้มข้างขวาด้วย, ถ้าเขาขโมยเสื้อไป ก็เอาเสื้อคลุม ตามไปให้อีกด้วย" อย่างนี้เป็นต้น. นี่เพื่อให้อภัย ไม่มีความเห็นแก่ตัว, ให้ลืมตัว

น.143 ผู้อื่นนั้น คือเพื่อพระเจ้า. การที่สอนให้ช่วยเหลือผู้อื่นนั้น คือเพื่อ ให้ลืมตัว ต้องการไม่ให้นึกถึงตัว, ให้นึกถึงพระเจ้า. พอนึกถึงพระเจ้า ก็จะได้ นึกขึ้นได้ว่า พระเจ้าต้องการให้เราทำอะไร ? ต้องการให้เรารับใช้ผู้อื่น ; เพราะฉะนั้น การรับใช้ผู้อื่น คือ การรับใช้พระเจ้า ; ข้อนี้เป็น spirit ของอนุกาชาดเท่าไร ? มันควรจะ เห็นได้ด้วยตนเองว่า มันเป็นทั้งหมด. หลักของศาสนาต้องการจะทำลายความเห็นแก่ตัว ให้ลืมนึกถึงตัว แล้ว ไปนึกถึงผู้อื่น : จึงเป็นอุดมคติอันเดียวกันกับอนุกาชาด. ฉะนั้น ถ้าพูดว่าอุดมคติ ของอนุกาชาด ก็คือ อุดมคติของคริสเตียน ; อย่างนี้ไม่มีผิดเลย ถูกร้อยเปอร์เซ็นต์ รับใช้ผู้อื่น คือ รับใช้พระเจ้า. ถ้าพูดอย่างพุทธบริษัทเรา รั บใช้ผู้อื่นก็คือรับใช้พระพุทธเจ้า เพราะว่า พระพุทธเจ้าก็ต้องการให้เรามีความรักใคร่กัน ช่วยเหลือกัน, หรือพูดให้ดีกว่านั้น ก็คือ "การปฏิบัติธรรม". การรับใช้ผู้อื่น การช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่เห็นแก่ตัว นี้ก็คือการปฏิบัติธรรม ; มีความเห็นแก่ตัวเบาบางลงไปเท่าไร ก็เป็นพระอริยบุคคล มากขึ้นเท่านั้น ; หมดความเห็นแก่ตัวเมื่อไร ก็เป็นพระอรหันต์เมื่อนั้น ; เพราะฉะนั้น จึงเป็นอุดมคติอันเดียวกันกับพระพุทธศาสนา. เราจะเห็นได้ว่า พระพุทธศาสนามุ่งหมายมากน้อยเพียงไรในเรื่องนี้ ขอให้ ไปอ่านเรื่องที่เรียกกันว่าชาดก ในพระพุทธศาสนานั้นเอง. อย่าได้เข้าใจกันไปเสียว่า เรื่องชาดกเป็นนิทานเหลวไหล. เรื่องชาดกนั้น เป็นเรื่องศีลธรรมของพุทธศาสนา ที่มีไว้เพื่อจะให้สะดุดใจคน ให้นิสัยคนน้อมไปทางนั้น. อย่าไปถือว่า เรื่องชาดก เป็นของเด็กเล่น ; นั้นเป็นความเข้าใจผิด. แม้นิทานทางศีลธรรมของผู้อื่น ของพวกเหล่าอื่นก็เหมือนกัน ; อย่าได้ถือว่า เป็นเรื่องนิยายงมงาย โง่เขลา,

น.144 เป็นเรื่องเด็กเล่น. เขาต้องการให้ได้ยินได้ฟังให้สะดุดใจ แล้วเกิดนิสัยที่เป็นธรรม ขึ้นมาสักแวบหนึ่ง. เรื่องนี้อาตมาได้เคยประสบมาด้วยตนเอง เป็นปัญหา ซึ่งอยากจะเล่าให้ฟัง ถึงการที่เรื่องทางศีลธรรมนี้ถูกประณามว่าเป็นเรื่องงมงาย หรือเป็นเรื่องเด็กเล่น ; เช่น พวกจีนเขามีเรื่องที่เล่าไว้ ที่เขาเรียกว่านิทาน หรือนิยายอะไรก็ตามใจ เป็นเรื่องที่ เล่าไว้เป็นชุด ๆ ชุด ๆ เป็นหมวด ๆ ตามชื่อของธรรมะนั้น ๆ เช่นธรรมะเรื่องกตัญญู ก็มีนิทานชุดหนึ่งเล่าไว้ ๒๔ เรื่อง. เรื่อง ๒๔ กตัญญู หรือยี่จับสี่เห่า ของจีน ; ในเรื่องเหล่านั้น ก็มีอยู่บางเรื่อง เช่นว่า : คนจน แม่ไม่สบาย ไม่มีมุ้ง ลูกชายก็ถอดเสื้อ นอนตากยุง ; เพื่อให้ยุงมา รุมกัดตัวเองเสีย แล้วก็ไม่ไล่ยุง คล้าย ๆ กับเรียกยุงมาหาตัวเองหมด ไม่ให้ไปกัดแม่ ซึ่งกำลังป่วยอยู่. เขามีชื่อ บอกชื่อเด็ก บอกตำบล บอกอะไรเสร็จหมดในเรื่องที่เล่านี้. อาตมาจำไม่ได้ จึงไม่เอ่ยถึง ; อย่างนี้ก็มี นี่คนเดี๋ยวนี้ก็เห็นว่า เรื่องอย่างนี้ เป็นเรื่องบ้า เรื่องหลอก ไม่สนใจ เลยไม่ได้ผลตามที่ต้องการ ; เพราะเหตุว่า เรื่องนี้จะเท็จจริงอย่างไรก็ตาม เขาเอามา เชิดชูไว้ เพื่อใครได้ฟังแล้ว มันจะสะกิดให้เกิดนิสัยแห่งความเป็นผู้กตัญญูขึ้นในใจ สักแวบหนึ่ง มันก็ดีขึ้น ๆ. เดี๋ยวนี้ เราลองพิจารณาดู คนที่มีความกตัญญู อันแท้จริงนั้นหาทำยายาก. อาตมามีอายุมา ๖๐ ปีเศษแล้ว สังเกตดูเรื่องนี้อยู่ตลอด เวลา เดี๋ยวนี้จะหาลูกศิษย์ลูกหาหรือใครที่จะมีความกตัญญู เหมือนกับคนสมัยก่อน ๆ นั้นหายาก ; เพราะว่าบ้านเมืองมันเปลี่ยนไป โลกมันเปลี่ยนไป เด็ก ๆ ของเราก็เปลี่ยน ไปในทางตรงกันข้าม. เรื่องที่เล่าแล้วอาจจะไม่เชื่อ แต่ก็จะเล่าให้ฟัง ดังต่อไปนี้ :- ที่กรุงเทพฯ เพื่อนคนหนึ่งของอาตมา เขามากระซิบเล่าให้ฟังว่า : หญิง คนหนึ่ง, นางสาวคนหนึ่ง สำเร็จการศึกษามาจากเมืองนอก มีปริญญาหรูหราพ่วงมา

น.145 เป็นหาง. พอกลับมาถึงบ้านก็มีเรื่องกับแม่ ; เพราะเขาทำความยุ่งยากลำบากให้แก่ พ่อแม่ของเขา เพราะว่าเขาจะอยู่อย่างเอาแบบฝรั่ง ; ถ้าหาคนใช้ไม่ทัน เขาก็ใช้พ่อแม่ อย่างคนใช้ อย่างนี้เป็นต้น. มันมีการกระทบกระทั่งกันเรื่อยมาอย่างนั้น ; ในที่สุด แม่นั้นพูดว่า ลูกช่างไม่กตัญญูต่อแม่เสียบ้างเลย. ลูกก็ตอบว่า "แม่ก็ช่างไม่กตัญญู ต่อฉันเลย ฉันก็มีบุญคุณต่อแม่ ฉันไปเรียนเมืองนอกมา ทำให้เกิดมีชื่อเสียงแก่แม่ ; ฉันมีบุญคุณต่อแม่ แม่ต้องรู้บุญคุณของฉันบ้าง. นี่เป็นเรื่องที่มีผู้มากระซิบเล่าให้ฟัง นี่แหละความกตัญญูมีอยู่ที่ไหนกันแน่ ? พ่อแม่มีบุญคุณต่อลูก หรือว่าลูกมี บุญคุณต่อพ่อแม่ ? ขอให้ลองคิดดูว่าโลกเวลานี้มันกำลังเป็นไปอย่างไร ? สมัยก่อนเชื่อว่า ไม่มีเรื่องอย่างนี้ ทีนี้เรื่องที่เป็นนิยายยิ่งกว่านี้อีก ในชุด ๒๔ เรื่องนั้น ก็มีเรื่องว่า :- เด็กคนหนึ่ง แม่ของเขาไม่สบาย แม่ต้องการจะกินหน่อไม้เหมือนใจจะขาด ร้องห่มร้องไห้ ลูกนั้นก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ; ก็เข้าไปในป่าไผ่ ไปนั่งร้องไห้กับต้นไผ่ บูชาว่าวอนกับต้นไผ่ ทำนองไหว้วอนเทวดาอะไรทำนองนั้นทั้งวันทั้งคืน จนกระทั่งมี หน่อไผ่ผุดขึ้นมาโดยกระทันหัน โดยมิใช่ฤดูกาลอย่างนี้, เลยได้เอาหน่อไม้มาให้พ่อแม่, เอาหน่อไม้มาให้แม่กิน หายความอยาก. คนสมัยนี้ฟังแล้วก็ไม่ค่อยเชื่อ เห็นว่าเป็นเรื่องงมงายเป็นนิยาย ก็แปลว่า คน ๆ นั้นไม่ได้รับอิทธิพลของนิยายเรื่องนี้เลย เพราะเขาถือเป็นเรื่องหลอกเรื่องงมงาย แต่ถ้าเป็นสมัยก่อน ที่เด็ก ๆ ของเรายังไม่เป็นมากถึงขนาดนั้น นิทานเรื่องนี้จะสะกิดใจเขา จะครอบงำใจเขา. แม้เขาจะไม่เชื่อเรื่องนี้ แต่ว่าเรื่องอย่างนี้มัน จะสร้างเมล็ดพืชของ ความกตัญญูกตเวทีในจิตใจของเขาได้; นี่มีดีอย่างนี้. เดี๋ยวนี้เด็กๆ ของเรา ดีเกินไป จนเรื่องอย่างนี้ไม่สามารถจะสร้างความรู้สึกกตัญญูกตเวทีให้เกิดขึ้นได้.

น.146 ในนิทานชุดนี้ มีอีกเรื่องหนึ่ง : ว่ามีคน ๆ หนึ่งชื่อ "ลกเจ๊ก เมื่อเด็ก ๆ ลักส้มเขา ไปให้แก่มารดา". นี้ก็อยากจะขอเอามาเล่าเสียเลยว่า เป็นเรื่องเกร็ดเรื่อง ฝอยไปเลย ; และท่านที่ฟังอยู่เดี๋ยวนี้ เคยเป็นนักเรียนคงเคยอ่านหนังสือสามก๊ก คงจะ เคยพบประโยคที่ขงเบ้งพูดว่า "ท่านนี้หรือชื่อลกเจ๊ก เมื่อเด็ก ๆ ลักส้มเขาให้แก่ มารดา นั่งลงเถิด เราจะเจรจาด้วย" คงจะเคยผ่านประโยคนี้มาแล้ว ; นี้มันเป็น เรื่องกตัญญูของลกเจ๊ก. เมื่อเป็นเด็ก ๆ ลกเจ๊กได้รับเชิญไปกินเลี้ยงที่บ้านเสนาบดีหรือนายคนอะไร แห่งหนึ่ง. เขาเห็นส้มชนิดพิเศษนั้น ที่เอามาแจกให้เด็ก ๆ คนละสามผล, เขากิน ได้เพียงผลเดียว แล้วกินไม่ลง. เขาจึงใส่ไว้ในมือเสื้อ จะเก็บเอาไปไว้ให้แม่ที่บ้าน. แล้วมันไปบ่อนแตกตรงที่ขณะไปลาเจ้าของบ้าน ทำอะไรไม่ทราบ ส้มมันหล่นลงมาจาก แขนเสื้อ ; เกิดรู้เรื่องเอะอะกันขึ้น ได้ความว่า เจ้าเด็กน้อยคนนี้ เขาต้องการเก็บส้ม ไปให้แม่. เจ้าของบ้านก็เลยชอบใจใหญ่ สั่งให้คนนำสัมมาให้เขาสองเข่งเลย. นี่แหละ เรื่อง "ลกเจ๊ก เมื่อเด็ก ๆ ลักส้มเขาไป ให้แก่มารดา". ทีนี้ มีนักศึกษาพิเศษของเราบางคน เอามาจากไหนไม่รู้ไปเขียนเรื่อง "ท่าน หรือคือลกเจ๊ก เมื่อเด็ก ๆ ลักส้มเขาเอาไปให้กับมารดานั้น"; กลายเป็นเข้าใจว่ามี คน ๆ หนึ่งพูดว่า : มีคน ๆ หนึ่ง มานำลูกเจ๊กนี้ไปลักส้ม เพื่อให้แก่มารดา. นี่นักศึกษาชั้นวิเศษว่าอย่างนั้น. มันกลายเป็นไม่ใช่เข้าเรื่องที่เรียกว่ายี่จับสี่เห่าของจีน ที่มีเรื่องลกเจ๊กอยู่, ที่มีไว้อย่างที่กล่าวมานี้ ที่ว่า ลกเจ๊กนี้ได้ลักส้มจริง ๆ แล้วได้ นำไปให้แก่มารดาจริง ๆ อย่างนี้เป็นต้น. นี่มันไม่ใช่เรื่องนิยายแล้ว มันเป็นเรื่องจริง.

น.147 ขอให้คิดดูเถิดว่า เ ดี๋ยวนี้เราจะมีเด็ก ๆ อย่างนี้ไหม ; มันไม่มีเด็ก ๆ ไหนที่กล้าหาญถึงขนาดนี้, มันจะละอายล่วงหน้า มันกลัวล่วงหน้า จะไม่กล้าทำ อย่างนี้ ; เพราะว่าแรงความกตัญญูไม่มีมากอย่างนี้. นี่เล่าไปนอกเรื่องพอใช้แล้ว; แต่เล่าเพื่อจะให้เห็นว่า นิยายหรือ นิทานทางศีลธรรม เป็น moral fable นี้ มันถูกเหยียดหยามออกไป, เป็นเรื่องไม่มี ประโยชน์ ไม่เอามาเขียน ไม่เอามาพูด ไม่เอามาสั่งสอนกันอีกแล้ว อย่างนี้; แล้ว คนเราจะเป็นอย่างไร. เรื่องชาดกก็เหมือนกัน ชาดกในพระพุทธศาสนานี้ เมื่อก่อน แพร่หลายมาก. เห็นได้ว่าภาพหินสลักที่พระเจดีย์ในอินเดียราว พ.ศ. ๔ - ๕๐๐ นี่ก็ เต็มไปด้วยชาดก ; เพราะ เขาต้องการให้คนได้เห็น ได้อ่าน ได้ผ่าน แล้วก็มีความ รู้สึกนึกคิด ปลูกฝังนิสัยให้กตัญญู ให้เสียสละ ให้อดทนทุกอย่าง ที่เขาต้องการ. ชาดกที่สำคัญถูกเอามาสลักให้แพร่หลาย ที่เป็นอย่างแรงก็เรื่อง สักกชาดก พระพุทธเจ้าขณะที่เป็นโพธิสัตว์ ในลักษณะที่เป็นกระต่าย, แล้วก็กระโดดลงไปใน กองไฟ เพื่อให้เนื้อตัวสุก เพื่อจะได้เป็นอาหารแก่พราหมณ์คนหนึ่ง ซึ่งหิว. และอีกเรื่องหนึ่งที่รู้จักกันดีในฝ่ายมหายาน ก็คือพระพุทธเจ้าเป็นคนหนุ่ม ไปในป่าพบเสือแก่มีลูกอ่อนไม่สบาย กำลังจะกินลูกของตนอยู่แล้ว เพราะมันหิว, คน หนุ่มคนนี้ คนที่เป็นโพธิสัตว์นี้มองเห็นลงมาจากชะง่อนผา จึงถอดเสื้อออก กระโจน ทิ้งตัวลงมาต่อหน้าเสือ ร่างกายแหลกละเอียด. แม่เสือและลูกเสือก็รุมกันกิน. ภาพนี้ สวยมาก กำลังจะเขียนไว้ในตึกโรงมหรสพทางวิญญาณนี้เหมือนกัน. เขาเอาไปเขียน กันไว้ที่ญี่ปุ่นหลายร้อยปีมาแล้ว. ชาดกอย่างนี้สมัยต่อมา ถูกปฏิเสธว่าเป็นเรื่อง งมงาย อย่าไปเกี่ยวข้อง : ที่จริงนั้นเขาต้องการจะสอนอุดมคติ คือว่าไม่เห็น แก่ตัว เสียสละเพื่อผู้อื่น แม้กระทั่งชีวิต.

น.148 มันยังมีเรื่องอื่น ๆ อีกมาก ในเรื่องชาดกที่บำเพ็ญบารมี ที่ไม่ถึงขนาดเสีย สละชีวิต เสียสละความสุขส่วนตัว เสียมือเสียเท้า เสียอวัยวะ เสียอะไรต่าง ๆ ลำบาก ตรากตรำอะไร มีมากมายเหลือเกิน ; นั่นคือ spirit ของอนุกาชาดที่มีอยู่ในคัมภีร์ชาดก ของพุทธศาสนา. ถ้าไม่เคยอ่านก็นับว่า มันเป็น............, เป็นอะไรก็ตามใจ, เป็นบุญ เป็นบาป หรือเป็นกรรมอะไรก็ตามใจ. ถ้าไม่เคยอ่าน ก็ควรจะลองไปอ่าน กันเสียบ้าง มันหาไม่ยากเลย. แต่ ถ้าไปจัดเสียว่า เป็นเรื่องนิยายงมงาย พ้นสมัยแล้วละก็ ; ก็แน่นอนละ มันไม่มีประโยชน์อะไรแก่เราเลย แล้ว เราจะค่อยๆ ลืมตัว ค่อยๆ หันเหไปในทางวัตถุนิยม : เป็นเรื่องได้นั่นแหละดี, เป็นเรื่องวัตถุที่ได้มานั่นแหละดี. คุณธรรมทางจิตใจไม่ต้องพูดถึง เหมือนกับนักกีฬา ของโลกสมัยนี้ ดังที่ชี้ให้ดูแล้วว่าเป็นอย่างไรบ้าง. นักกีฬาที่จะฆ่ากันในสนามกีฬานั้น ยิ่งมีมากขึ้น ; ฉะนั้น เรามานึกดูถึง ข้อที่ว่า ความไม่เห็นแก่ตัวนี้ มันคืออะไร ? ถ้าศึกษาโดยกว้างขวางอย่างทั่วถึงแล้ว จะเห็นว่า เป็นสิ่งเดียวที่จำเป็นแก่โลก มีความสำคัญถึงขนาดว่า เป็นสิ่งเดียวที่จำเป็น แก่โลก. เดี๋ยวนี้ อะไร ๆ มันก็เป็นปัญหาไปหมด เพราะความเห็นแก่ตัวข้อเดียว. เราต้องการจะให้คนทุกคนทำงานโดยสุจริต ไม่มีคอรัปชั่น แต่แก้ไม่สำเร็จก็เพราะสิ่งเดียว คือความเห็นแก่ตัวของผู้ที่ทำคอรัปชั่น ; ไม่ต้องระบุว่าคนไหน ชั้นไหน ขนาดไหน เมื่อมีคอรัปชั่นที่ไหน มันก็มีความเห็นแก่ตัวที่นั่น ; หรือว่าการที่ ไม่ร่วมมือกันโดย แท้จริง ในการทำประโยชน์ส่วนรวม ก็คือความเห็นแก่ตัว. เดี๋ยวนี้ถนนหนทาง บ่อน้ำ ศาลา หรือสิ่งที่เป็นสาธารณะนี้ยิ่งหายาก, เพราะ ว่าคนมีความเห็นแก่ตัวมากขึ้น. อะไร ๆ ก็พูดว่าต้องเงินของรัฐบาลมาสร้าง มาทำ ถนนหนทาง มาสร้างนั่น สร้างนี่. ถ้าเป็นคนสมัยโบราณ เขานึกถึงการที่จะช่วยกัน ทำเองก่อน ; เพราะเขาไม่มีความรู้ ไม่มีปัญญาที่จะไปเล่นการเมือง, หรือจะไปบีบบังคับ

น.149 รัฐบาล หรืออะไรทำนองนั้น. เขาคิดอยู่ในวงแคบ ๆ ใกล้ตัวก่อน ; เพราะว่าเขาจะต้องช่วยกัน. เพราะฉะนั้น เขาจึงมีอะไร ๆ ที่เป็นกุศลสาธารณะโดยบริสุทธิ์ใจมากกว่าสมัยปัจจุบัน. เดี๋ยวนี้อะไร ๆ ก็ต้องเงิน, อะไร ๆ ก็ต้องรัฐบาล, อะไร ๆ ก็ต้องเลี้ยงกันก่อน กินกันก่อน จึงจะเหลือเศษ เหลืออะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ มาทำสิ่งเหล่านี้. นี่มัน เป็นเรื่องที่ต้องคิดต้องนึก เพราะว่ามันเป็นปัญหาเกี่ยวกันอยู่โดยตรงกับเจตนารมณ์ โดยตรงของอนุกาชาด. ถ้าท่านไม่ได้คิด ไม่ได้นึกถึงเรื่องความเห็นแก่ตัวนี้ ก็แปลว่า ท่านไม่ได้บูชาหรือชอบใจในอุดมคติของอนุกาชาด, มาเรียนอบรมอนุกาชาด เพื่อเลื่อนขั้นความดีความชอบของอนุกาชาดเท่านั้น. มันไม่มีความตั้งใจอันแท้จริง ที่จะเข้าใจเรื่องนี้ ;ฉะนั้น จงเอาเรื่องนี้ไปคิดนึกจนแตกฉาน แล้วไปแก้ไขวิธีปฏิบัติการงาน ภายในความรับผิดชอบของท่าน ให้เป็นไปอย่างสมบูรณ์. ถ้าท่านไม่คิดหรือคิดน้อยไป อาตมาก็อยากจะขอร้องว่า ถ้าอย่างนั้น ท่าน จงทำในฐานะที่ท่านเป็นพุทธบริษัทเถิด. ท่าน จงดำเนินกิจการไปตามเจตนารมณ์ของอนุกาชาดนี้ไป ในฐานะที่ท่านเป็นพุทธบริษัทเถิด. อย่าทำไปในฐานะที่เป็นครู หรือว่าเป็นเจ้าหน้าที่อนุกาชาดที่ได้รับการแต่งตั้งเลย, เพราะว่าอย่างไรเสีย ท่านก็ต้องเป็นพุทธบริษัทอย่างที่จะหลีกเลี่ยงไม่ได้. เพราะว่าเราเกิดมาจากบิดามารดาที่เป็นพุทธบริษัท ; ฉะนั้น ความเป็นพุทธบริษัทมันมีมาแล้ว ในเลือดในเนื้อของเรา จะรีบไปกอบทิ้งเสียนั้นไม่ได้. ในที่นี้ ขออภัยที่ถ้าบางท่านเป็นคริสเตียน หรือเป็นอิสลามิก มันก็หนีไม่พ้น ; เพราะ พระยีซัสไครส์ก็สอนอย่างนั้น, พระมหหมัดก็สอนอย่างนั้น, เพื่อช่วยผู้อื่นในทุก ๆ ด้าน. โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทางด้านวิญญาณ, พระมหหมัดอาจจะเป็นเอามากถึงขนาดว่า : ถ้าไม่ยอมรับอุดมคตินี้ เราจะต้องฆ่าเพื่อบังคับให้ยอมรับอุดมคตินี้ คืออุดมคติที่อย่าเห็นแก่ตัว. อุดมคติที่อย่าเห็นแก่ตัวนี้มากและรุนแรง

น.150 มากในคัมภีร์ศาสนาอิสลาม : เราจะเอาดอกเบี้ยไม่ได้ อย่างนี้จะระบุชัดว่า มันปิดกั้นความเห็นแก่ตัว ; ให้เพื่อนยืม ก็ต้องยืมอย่างเพื่อนที่มีความรัก เอาดอกเบี้ยไม่ได้. ลองคิดดูเถิด ในพวกเรายังไม่มี ; ฉะนั้น ในศาสนาไหนก็ตาม มันหลีกไม่พ้น มีอุดมคติอันเดียว คือทำลายความเห็นแก่ตัว. เราทุกคนเป็นพุทธบริษัท หรือบริษัทของศาสนาไหนก็ตาม, พูดว่าพุทธ-บริษัทรวมความทีเดียวกว้างหมด. เราต้องปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า. เราจึงจะเป็นพุทธบริษัท ; ฉะนั้น เราจึงเลื่อมใสบูชาในอุดมคตินี้ โดยแท้จริง โดยจิตใจที่เป็นโดยชีวิตจิตใจ ไม่ใช่เป็นเพราะความจำเป็นบังคับ. อย่าให้เป็นเพราะถูกเรียกมาอบรม ; ความจำเป็นบังคับให้ต้องมา เพื่อความก้าวหน้าในอาชีพ ในการงานอย่างนั้น มันไม่ถูก. เรายินดีที่จะมาด้วยความสมัครใจ ยิ่งกว่าที่จะถูกเกณฑ์มา มาเพื่อปรับปรุงกัน มาปรับความเข้าใจกัน. ให้มีความเข้าใจ ในการที่จะ ทำหน้าที่ของอนุกาชาด : คือ บำเพ็ญประโยชน์เพื่อผู้อื่น เพื่อทำลายความเห็นแก่ตัว. ความเป็นพุทธบริษัทนั้นมีอยู่อย่างนี้ ต้องทำลายความเห็นแก่ตัว. ความเห็นแก่ตัว ทำให้เกิดความโลภ ; นี่ไม่ต้องอธิบาย. ครูบาอาจารย์ทุกคน ขอให้ทุกคนมองเห็นเอง คิดออกเองว่า ความเห็นแก่ตัวนี้มันทำให้โลภ ; และอาตมายังบอกว่า ความเห็นแก่ตัว นี้ มันทำให้โกรธ, แล้วทำให้มีโทสะ. เพราะว่าถ้ามีอะไรมาทำให้ขัดใจเรา ไม่ได้อย่างใจเรา เราจะต้องการเอาตามใจของเรา เราจึงโกรธ. เพราะฉะนั้น ความเห็นแก่ตัวจึงทำให้เกิดโทสะ, และ ความเห็นแก่ตัวนั้น คือโมหะ เป็นความโง่อย่างยิ่งอยู่แล้ว. เพราะว่าความเห็นแก่ตัวนั้น มันเป็นกิเลส มันเป็นภูตผีปีศาจ, มันเป็นซาตาน, มันเป็นพญามาร ตามที่เขาเรียกกันในทางศาสนา.

น.151 ความเห็นแก่ตัวเป็นอย่างนั้น : มีความเห็นแก่ตัว ก็ทำให้เกิดความโลภ, ทำให้เกิดความหลง, มีความเห็นแก่ตัว ทำให้สูญเสียกัลยาณธรรมอื่น ๆ ทำให้ เป็นคนคดโกง, ทำให้เป็นคนไม่มีกตัญญูกตเวที, ทำให้เป็นคนโง่ ไม่ขยันหมั่นเพียร, ทำให้ไม่ดีทุกอย่างเลย ; เพราะมันมาจากความเห็นแก่ตัวทั้งนั้น ชั้นจนขี้เกียจก็มาจาก ความเห็นแก่ตัว. เราอาจจะคิดว่าเรานอน เราไม่ต้องทำงาน เราก็ได้ประโยชน์แก่ตัว นั้นมันเป็นการทำความเสื่อมเสีย หรือการทำลายตัว เพราะความขี้เกียจนั้น ; ฉะนั้น ขึ้นชื่อว่า ความเห็นแก่ตัวแล้ว ล้วนแต่เป็นข้าศึกคือกิเลส ไ ปหมดทั้งนั้น ; เราต้อง เริ่มผจญกับมัน ต่อสู้มัน ทำลายมัน. เราจะต้องอบรมเด็ก ๆ ของเราให้เข้าใจในเรื่องความเห็นแก่ตัว นี้ แล้ว ก็ต่อสู้มัน แล้วก็ทำลายมัน ; จึงจะเป็นอนุกาชาดที่แท้จริง. เรื่องที่จะให้เขาแต่งเครื่อง แบบสวย ๆ, ติดเครื่องหมายสวย ๆ นั้น, มันควรจะพอกันทีแล้ว, มันเป็นเพียง พิธีเริ่มแรก เป็นเพียงจุดเริ่มแรก. บัดนี้มันมาถึงขีดที่เราจะต้องทำให้เขาเข้าใจด้วย จิตใจ ในเจตนารมณ์อันนี้ แล้วให้เป็นกันด้วยจิตใจ ; ไม่ใช่เป็นเพียงเพื่อแต่งเครื่องแบบ สวย ๆ ติดเข็มสวย ๆ หรือว่าเพื่อได้คะแนนอะไรในการเล่าเรียน อาตมาจะไม่พูดเรื่องอื่น เพราะถ้าขืนพูดก็จะเป็นอย่างเอามะพร้าวมาขายสวน แก่พวกท่านทั้งหลาย เพราะท่านทั้งหลายก็ย่อมรู้ดีกว่าอาตมา ; แต่ในแง่ที่มันเกี่ยวกับ ศาสนานี้ อาตมาเชื่อว่าท่านทั้งหลายบางคนอาจจะยังไม่รู้. ส่วนที่อาตมารู้ อาจจะแปลก ออกไป จึงได้เอามาพูด, เพราะธรรมในพระพุทธศาสนาหรือใ นศาสนาไหนก็ตาม สรุปแล้วอยู่ตรงที่ "ทำลายความรู้สึกที่เห็นแก่ตัว". ความเห็นแก่ตัวนี้มันมีอยู่หลายชั้นหลายระดับ บางชั้นละเอียดจนแทบ จะดูไม่ออก. ถ้าทางหลักพระพุทธศาสนา เราก็พูดว่าความเห็นแก่ตัวนี้มันหยาบมาก

น.152 รุนแรงมาก ; นี้ก็หมายความว่า มีความรู้สึกยึดถือว่ามีตัว. นี่ไม่ได้พูดว่าเห็นแก่ตัว แต่พูดว่า "ความรู้สึกว่ามีตัว" ; นี่มันก็อันเดียวกันนั่นแหละ ; แต่มันยังงงอยู่ มันยังไม่เดือดพล่านขึ้นมา. ถ้าตามปกติเราก็พูดว่า "ข้าพเจ้า" ว่า "ฉัน" อะไรได้ พอเดือดขึ้นมามันก็ว่า "กู" นี่หมายความว่าตัวกูหรือของกูมันเดือดขึ้นมา จึงออกมา เป็นตัวกู เป็นของกู ; ไม่ใช่ตัวฉันตัวข้าพเจ้าหรืออะไรทำนองนี้แล้ว. แต่ต้องรู้ว่ามัน มาจากความรู้สึกว่า มันมีตัวเรา สำหรับภาษาศีลธรรมก็เรียกว่า selfishness ; selfishness นี้ มันเลวเต็มทีแล้ว. าเรียกว่า egoism ความรู้สึกว่ามีฉัน มีตัวฉันนี้ มันก็ค่อยยังชั่วอยู่ พอจะ ยกเว้นได้ว่า เรายังมีความรู้สึกว่าตัวเราได้ ; แล้วเราก็ควบคุมตัวเรา อย่าให้เห็นแก่ตัวเรา ต่อไป อย่างนี้ก็ได้. ในลักษณะของศีลธรรม ในระบบของศีลธรรม อาจจะเป็น อย่างนี้ได้, แต่ในระบบของพุทธศาสนาเรา เอามากกว่านั้น, เอาถึงขนาดที่ว่า แม้ ในความรู้สึกที่ว่า "ฉัน" ว่า "เรา" นี้ก็อย่าได้มีเลย ; มันมีความมุ่งหมายมากถึงอย่างนั้น. ถ้ามีความรู้สึกถึงขนาดนี้แล้ว ก็เป็นพระอรหันต์แน่ ; เพราะว่า ถ้ามีความรู้สึก มีตัว มันก็ต้องมีความรู้สึกว่าของตัว มีของตัว. เผลอนิดเดียวความรู้สึกว่าของตัวนี้ จะทำให้เกิด เห็นแก่ตัว, มีความรักของตัว เห็นแก่ตัวขึ้นมา ; ฉะนั้น การที่จะ ทำลายมัน จะไม่ทำลายได้ถึงรากเง่า เพราะมันเป็นความเห็นแก่ตัวเสียแล้ว. เราต้องทำลายจุดใจกลางของมัน คือความรู้สึกว่า "ตัว" นั้นเสีย ; ฉะนั้น จึงได้สอนเรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เพื่อให้เห็นตามความที่เป็นจริง แท้จริง แล้ว ไม่มีตัว มีแต่ธรรมชาติ ที่เป็นรูป เป็นนาม เป็นขันธ์ เป็นอายตนะ เป็นธาตุ อะไรต่างๆ ; ไม่ใช่ตัวกู ไม่ใช่ตัวตนอะไร. ถ้าความรู้สึกอันนี้ยังมีอยู่ แล้ว ความรู้สึกที่จะเป็นความเห็นแก่ตัวมันย่อมมีไม่ได้. นี้แปลว่า เราเดินแต้มให้มัน ลึกเข้าไว้ เพื่อจะป้องกันมันได้จริง. แต่ ในทางศีลธรรมหรือในการศึกษาทั่วไป

น.153 ไม่ได้เอามากถึงอย่างนี้, เอาแต่เพียงความไม่เห็นแก่ตัวก็แล้วกัน, แล้วก็มีตัวที่ดี ที่เห็นแก่ผู้อื่นก็ดีแล้ว. ฉะนั้นเราเอาแต่เพียงระดับสากลก็ดีแล้ว ; มันจะค่อยง่ายหน่อย มันจะกลมกลืนกันได้กับเพื่อนฝูงพวกอื่นที่มีอยู่ในโลก. หลักจริยธรรมสากล เป็นแนวเดียวกับอนุกาชาด ทีนี้ ท่านอย่าลืมว่า แม้สิ่งที่เรียกว่าจริยธรรมสากลนั้นก็ไม่ใช่เล่น มันอาจจะ มากกว่าที่ว่านี้ก็ได้. ลองฟังดูสักนิดหนึ่งเถอะ ไหนๆ ก็เวลาพอจะมีบ้าง :- ข้อนี้หมายความว่า จริยธรรมสากลทั่วไป ที่นักจริยธรรมในโลก เขาประชุมกัน แต่งตำราขึ้นทำอะไรขึ้นในโลกนี้ ประมาณ ๒๐๐-๓๐๐ ปีมาแล้ว ; เดี๋ยวนี้ได้ยุติหลัก เกณฑ์ในเรื่องจริยธรรมนี้เป็นรูปเป็นร่างที่น่าฟังแล้ว. เขา ให้ความมุ่งหมายของศีลธรรม หรือจริยธรรมนี้ โดยมุ่งหมายที่ จะให้คนได้ "สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้". ลองฟังดูเถอะ "ได้สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้" ; นี้อย่าเอาเรื่องเด็ก ๆ เป็น ประมาณ, อย่าเอาหนุ่มสาวเจ้าชู้เป็นประมาณ, ว่าได้อะไรเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควร จะได้. มันต้องเอาจากผู้มีใจคอปกติ มีความรู้ถูกต้อง ผ่านโลกมาพอสมควรแล้ว มาเป็นเครื่องวินิจฉัยว่า อะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้. ถ้าเอาความคิดอย่าง เด็ก ๆ มันก็เป็นเรื่องกินเรื่องเล่นซิ ที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้อย่างนี้เป็นต้น. จ ริย- ธรรมสากลบัญญัติสิ่งที่มนุษย์ควรจะได้ ไว้ ๔ อย่าง :- ๑. ความสุขที่แท้จริง เขาใช้คำว่าความสุข ซึ่งหมายความว่า ความสุขที่ แท้จริงเรียกว่า happiness เฉย ๆ แปลว่าความสุขที่แท้จริง ; ไม่ใช่เรื่องกินอร่อย ไม่ใช่ เรื่องเพลิดเพลินในทางรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ในทางกามารมณ์. ความสุขที่แท้จริง ต้องเกิดจากสติปัญญาของมนุษย์ที่แท้จริง และมีใจคอปกติ มีความหยุดความสงบได้.

น.154 ความเต็มเปี่ยมของความเป็นมนุษย์ เ รียกว่า perfection หมายถึง ความเต็มเปี่ยมของความเป็นมนุษย์. ๓. หน้าที่เพื่อหน้าที่ duty for duty's sake หน้าที่เพื่อประโยชน์แก่หน้าที่. ๔. ความรักสากล คือความรักที่ไม่มีเขา ไม่มีเรา เป็นความรักสากล เป็น universal love. นี่ขอให้ลองคิดดูว่า ทุกข้อมันจะเป็น spirit ของอนุกาชาดโดยตรงบ้าง โดย อ้อมบ้าง อย่างน้อยก็เกี่ยวข้อง และโดยเฉพาะข้อสุดท้าย คือ : universal love นี่มันคือ เจตนารมณ์ที่ถูกต้องหรือแท้จริงของอนุกาชาด. ลืมตัวเองเสีย, ลืมเห็นแก่ตัวเสีย นึกถึงแต่ผู้อื่น เห็นแก่ผู้อื่น. ข้อที่ว่า ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ นี้ก็ไม่ใช่เล่น. ถ้าอนุกาชาดคนไหนไม่ถือ อุดมคติข้อนี้ก็ย่อมจะทำหน้าที่เพื่อเงิน, ทำหน้าที่เพื่อเครื่องตอบแทนเป็นความขอบใจ, ทำหน้าที่เพื่อเกียรติให้ใคร ๆ เขายกย่อง ; มันไม่เป็นอย่างทำหน้าที่เพื่อหน้าที่. เราจะ ต้องสอนอนุกาชาดของเราให้รู้จักว่า ทำหน้าที่ให้ดีที่สุดของมนุษย์นั้น ไม่ใช่ทำ เพื่อเงินเพื่อเกียรติ เพื่ออะไร ; แต่ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด. ส่วนทำหน้าที่เพื่อเงิน เพื่อเกียรติเพื่ออะไรนั้น เราทำกันอยู่แล้ว มันไม่ใช่ทำหน้าที่วิเศษที่ตรงไหน ; สุนัข ก็ทำเป็น แมวก็ทำเป็น อย่างนี้. เพราะฉะนั้นเราควรจะเลื่อนสูงขึ้นไป : คือเป็นมนุษย์ เท่านั้น ควรจะทำได้ตามที่เรียกว่า หน้าที่เพื่อหน้าที่. ขอให้นึกดูก็แล้วกันถึงสมัยที่ถือ กันว่า “งานคือเงิน เงินคืองาน" นี้ มันยุ่งกี่มากน้อย. ทีนี้ เรื่อง perfection ความเต็มเปี่ยมของความเป็นมนุษย์ นี้เรารู้จักทำ อะไร โดยต้องการให้เด็ก ๆ ของเรามีความเสียสละเพื่อผู้อื่น ; นั่นแหละจะเป็นไป

น.155 เพื่อความเต็มเปี่ยมของความเป็นมนุษย์ยิ่งขึ้น ๆ ; แล้วในที่สุดเราจะอยู่กันด้วยความ สงบสุข ไม่เบียดเบียนกัน และมีใจคอที่ปกติ ไม่ใช่ไปลุ่มหลงในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส. ในข้อที่เรียกว่า ความสุข นั้น ก็ ไม่ใช่หมายถึงกามารมณ์ หรือความเพลิด เพลินทางกามารมณ์ มัน หมายถึงความสงบสุขสันติอย่างถูกต้อง. นี่เราจะเห็นได้ว่า แม้แต่สิ่งที่เรียกว่าจริยธรรมสากลนี้ก็ไปไกลลิบ ในระดับ เดียวกันกับศาสนาด้วยซ้ำไป. ถ้าไม่มีความเห็นแก่ตัว ถึงขนาดที่มีความเต็มเปี่ยมของ ความเป็นมนุษย์ ; ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่อะไรแล้ว ก็มีความรักสากล คนทุกคนเป็นคน ๆ เดียวกัน. . นี้มันก็เป็นความเห็นอย่างเดียวกัน, มีจุดหมายปลายทางอย่างเดียวกัน กับอนุกาชาด ; แล้วสิ่งที่เรียกว่าอนุกาชาดนี้จะเป็นของเด็กเล่นอยู่อย่างไรได้. อุดมคติ ของอนุกาชาดนี้ ต้องไม่ใช่ของเด็กเล่น เล็ก ๆ น้อย ๆ; แต่จะเป็น อุดมคติของ ทุก ๆ ศาสนา ของจริยธรรมสากล และของอื่น ๆ ทั้งหมด. มันกำลังเป็นจุดตั้งต้น เป็นใบ เป็นดอก เป็นลูก. ท่านทั้งหลายที่มาประชุมกันอยู่ที่นี่ มีหน้าที่ที่จะอบรมเด็ก ๆ ของเราให้มี ลักษณะอย่างที่กล่าวมานี้ : ท่านจะต้องรู้จักตัวเองก่อน แล้วก็จะต้องรู้จักเด็ก ๆ ด้วยจึงจะ พากันไปได้. เมื่อพากันไปได้ มันวิเศษ เป็นเหมือนกับว่ายิงไปที่เดียวได้นกหลายตัว เก็บไม่ไหว ; แล้วถ้าเราประพฤติปฏิบัติตามอุดมคตินี้ได้ เราก็เป็นพุทธบริษัท ที่ดี และเป็นมนุษย์ที่ดี และเป็นอะไร ๆ ที่ดี ทุกแง่ทุกมุม เป็นนักจริยธรรมที่ดี มีศีลธรรมดี ล้วนแต่เป็นทุกอย่าง ที่ในโลกเขาต้องการ. นี่เรียกว่า ยิงไปทีเดียวได้นก ไม่รู้จักกี่ตัว.

น.156 เดี๋ยวนี้บางคนอาจจะคิดแย้งว่า เรื่องอนุกาชาดเป็นเรื่องเล็ก ๆ ; เรื่อง ใหญ่ ๆ ต้องเป็นนายอำเภอ, เรื่องใหญ่ ๆ เป็นเจ้าบ้านผ่านเมือง เป็นเรื่องใหญ่ ๆ ขึ้น ไปอีก. มันไม่ใช่อย่างนั้น, ถ้าเราเป็นคนดีแล้ว เราเป็นหมด เรามีอะไร ๆ หมด เป็นอุดมคติสูงสุดกว่าอะไรหมด รวมทั้งหมด. แล้วเราจะไม่จัดเรื่องอนุกาชาดไว้ เป็นเรื่องของเด็ก ; เราจะถือว่าเป็นเจตนารมณ์ตรงกับวิญญาณของศาสนาทุกศาสนา ของศีลธรรมทั้งหมด ของทุกอย่างที่มนุษย์ต้องการ ; และถ้าเราทำได้อย่างนี้ อันนี้ แหละจะเป็นการช่วยโลก ช่วยมนุษย์ให้รอด. ขอให้ทนฟังต่อไปอีกนิดหนึ่งว่า ถ้าหากเรา พวกเราทั้งหมดนี้ทำให้เด็ก ๆ ของเรามีอุปนิสัย เป็นอนุกาชาดที่ถูกต้อง คือความไม่เห็นแก่ตัวแล้ว ; แม้จะให้ เขาเล่าเรียนอะไรมากขึ้นไปจนได้ไปเมืองนอกเมืองนา สำเร็จอะไรกลับมา เขาก็ยังเป็น คนที่ดีอยู่นั่นแหละ. นิสัยความไม่เห็นแก่ตัวนี้แหละ จะเป็นเหมือนเกราะป้องกัน สิ่งเลวร้ายของวัฒนธรรมตะวันตกได้หมด ; ไม่ให้มาครอบงำเขาได้ ; แล้วเขาก็ จะตั้งต้นดำรงตนอยู่ในหลักธรรมะของศาสนา ของพุทธศาสนาโดยเฉพาะ. แม้เขาจะ ได้ความรู้แปลก ๆ ใหม่ ๆ อะไรมา เขาก็จะไม่ใช้มันไปในทางทำลายผู้อื่นเพราะเห็นแก่ ตัว ; แล้วยังเป็นทางช่วยให้เป็นเครื่องรางแก่เด็ก ๆ ของเรา. ไปเมืองนอกกลับมาแล้ว จะเป็นผู้ที่ไม่มีความเห็นแก่ตัว มึนเมาไปด้วยวัฒนธรรมเนื้อหนัง ซึ่งเป็นวัฒนธรรมของ ภูตผีปีศาจ ตามทางศาสนา ; เขาเรียกกันอย่างนี้, เขาเรียกเนื้อหนัง คือ flesh. พวกที่มึนเมาทางเนื้อหนัง ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ อะไรนี้, ตามทางเพศตรงกันข้าม ตามธรรมดาสามัญสัตว์ ; เขาเรียกว่า ความรู้สึกทางเนื้อหนัง ; ถ้าอันนี้ ครอบงำใครแล้ว มันก็หมายความว่า เห็นแก่ตัว เต็มที่แล้ว , เห็นแก่ความสุขนี้เต็มที่แล้ว; เพื่อเป็นของตัว. ฉะนั้น จึงบีดหู บีดตาในทางศีลธรรม หันหลังให้ศาสนา ถือได้เป็นดี, เห็นเงินคือพระเจ้า อะไร ทำนองนี้ ; โลกก็เลยเป็นโลกของคนแบบนี้ไปหมด.

น.157 หมายความว่า ถ้าเราถือเจตนารมณ์ของอนุกาชาด อบรมเด็ก ๆ ให้มีคุณ ธรรมคือความไม่เห็นแก่ตัว เรื่อยมา ๆ ทุกวัน ทุกเดือน ทุกปี แล้วสอนให้มากขึ้น ๆ ก็จะรู้ตรงตามหลักธรรมของพุทธศาสนามากขึ้น ; ก็จะป้องกันเขาไว้ได้จากการตกลง ไปในหมู่ของภูตผีปีศาจแห่งความสุขทางเนื้อหนัง ; ซึ่งทางศาสนาคริสเตียนเขาเรียกกัน อย่างนี้, ศาสนาพุทธเราก็เรียกได้ เดี๋ยวนี้ คนในโลก ตกลงไปเป็นทาสเป็นความสุขของปีศาจแห่งความสุข ทางเนื้อหนังกันไปทั้งโลก ส่วนมาก ; โลกจึงเป็นโลกอย่างนี้ เป็นปัญหาเพิ่มมากขึ้น. ส่วนที่จะแก้ปัญหานั้นเหลือนิดเดียวไม่มีกำลังพอ ; ปัญหาเพิ่มขึ้น บ้านนั้น บ้านนี้ ทั่วกันไปหมด มากขึ้น ๆ; ส่วนความสามารถความรู้ ปัญญาที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้น้อย ลง ๆ โลกจึงเป็นอย่างนี้. ถ้าหากทั้งโลกเริ่มรู้หลักธรรมอันนี้ ซึ่งเป็นวิญญาณของทุก ศาสนา ของพุทธศาสนา ของจริยธรรมสากล โลกก็จะเปลี่ยนใหม่เป็นโลกที่น่าอยู่น่าดู น่าไหว้น่าบูชา เป็นโลกของพระศรีอารย์ขึ้นมาได้ทันทีเหมือนกัน. ขออย่าได้เห็นเป็นอย่างอื่นเลย ; จงมุ่งสร้างกำลังกุศลอันสูงสุด ประเสริฐ ที่สุด ช่วยกันยกวิญญาณของเด็ก ๆ ให้สูงขึ้นมาจากความเห็นแก่ตัว มาสู่ความ ไม่เห็นแก่ตัว ; จะเป็นบุญกุศลมหาศาล เป็นความดีมหาศาล เป็นที่ต้องการของทุก ระบบ ศีลธรรม ศาสนา ขนบธรรมเนียมประเพณี. โดยเฉพาะความเป็นไทยของเราแล้ว เราจะต้องถือว่า เราต้องทำสิ่งสำคัญที่สุด ซึ่งมีค่ามากที่สุดที่นี้. ฉะนั้น อย่า มีปัญหาเรื่องกินเรื่องนอน เรื่องที่พัก เรื่องที่อาศัยสำหรับคนบางคน เพราะเขาไม่รู้เรื่อง นี้ว่าเขาได้มาทำสิ่งที่มีค่าสูงสุดเหลือประมาณ ถึงจะลำบากสักเล็กน้อยเท่านี้ มันจะมี ความหมายอะไร. เมื่อคราวอบรมธรรมทูตสายต่างประเทศ อาตมาและพระผู้รับการอบรม ก็ได้มาพักนอนที่ตรงนั้น กินที่ตรงนั้น, ฝนตกจึงจะหลบเข้ามาอยู่ในเรือนโรง ตลอดวันตลอดคืนก็อยู่ที่กลางแจ้ง ตรงนั้น, หมอนก็ทำด้วยไม้ เสื้อก็ไม่มี มุ้งก็ ไม่พูดถึง ผ้าพลาสติคปู หมอนไม้วางนอน เขียนหนังสือโดยอาศัยแสงเทียน

น.158 ในโคมผ้าขาว ตื่นแต่ดึกตีสามตีสี่เพื่อไม่ต้องแย่งส้วมกัน. คนขี้เกียจนอนสาย ตื่นขึ้นตอนเช้าต้องแย่งส้วมกัน ทำให้เกิดปัญหายุ่งยาก ; ทีนี้เราก็ไม่มีปัญหาอะไร, ไม่มีปัญหาเรื่องหมอน เรื่องมุ้ง ไม่มีปัญหาอะไรที่เป็นเรื่องความลำบาก เพราะเรื่อง ความเห็นแก่ตัวที่เคยมีมาก. เราทดลองอบรมความไม่เห็นแก่ตัว อยู่กันที่กลางสนามนั่น เพื่อไปเป็น คณะธรรมทูตสายต่างประเทศ. ฝ่ายพวกเรามาที่นี่เพื่อทำหน้าที่อันสูงสุด ที่เรียกว่าหา ค่ามิได้ เหนือการตีค่า ; ความลำบากเล็ก ๆ น้อย ๆ จึงไม่ควรจะมีปัญหา. และยิ่ง กว่านั้น เราต้องตั้งใจฟัง ต้องตั้งใจรับการอบรม ตั้งใจสัมนาปรึกษาหารือ ให้เข้าใจ เรื่องนี้ให้จงได้ ; แล้วให้ปฏิบัติให้ได้ด้วย ซึ่งเป็นความประเสริฐที่สุดที่พระพุทธเจ้า ท่านต้องการ, ตามที่พระโยคีก็ต้องการ, ใคร ๆ ก็ต้องการ ในอุดมคติแห่ง อนุกาชาดของเรานี้. นี้พอสมควรแก่เวลา จะขอยุติด้วยการสรุปว่า การอนุกาชาดนี้มีความหมายว่า ไม่เห็นแก่ตัว ทำได้ถึงที่สุด คือเป็นมนุษย์ที่เต็มเปี่ยม เป็น perfected man เต็มเปี่ยม, เป็นผู้อยู่เหนืออามิสสินจ้างใด ๆ, ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่, มีความรักกันทั่วโลก เสมือน เป็นคน ๆ เดียวกัน, และเป็นผู้มีความสุขเพราะเหตุนี้. นี่เป็นอันว่า มันเป็นสิ่งที่ควรเสียสละเพื่อการนี้ถึงที่สุดแล้ว, พูดอย่างนี้ ใครจะให้อภัยหรือไม่ให้อภัยก็แล้วแต่เถิด. แต่พูดกันที่นี้ แล้วต้องพูดกันอย่างตรงไป ตรงมา พูดกันอย่างเพื่อน, อย่างไม่มีอะไรที่จะต้องปิดบัง ไม่มีอะไรต้องเกรงใจ ; และ ถ้ามาถึงค่ายลูกเสือที่นี่ อาตมาก็จะพูดผ่าซากอย่างนี้ มันได้ประโยชน์ดี ได้ ประโยชน์เร็วยิ่งกว่าพูดกันที่บ้านดอน ; เพราะว่าเราได้มีโอกาสเป็นเจ้าของบ้านด้วยกัน ทุกคน, ไม่มีใครที่ไม่เป็นเจ้าของบ้าน แล้วก็พูดอะไรกันตรง ๆ อย่างนี้. นี่ขอยุติ เพราะสมควรแก่เวลา บางคนอาจจะมีธุระอย่างอื่น จะกลับลำบาก.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต