น.1082 ธรรมปาฏิโมกข์ คราวก่อนได้พูดกันถึงเรื่อง "ธรรมชาติ" ให้รู้พอสมควรแล้ว ; รู้ถึงขนาดที่พูด เป็นปริศนาไปเลย ; พิจารณาแล้วจะรู้จักธรรมชาติ ดีและลึก ดังที่พูดเหมือนอย่างปริศนา. เรื่องที่เกี่ยวกับธรรมชาตินี้มันมาก มีหลายแง่ หลายมุม หลายชั้น; ถ้าเราไม่รู้ถึงขนาดที่น้อมเข้า มาในตัว หรือให้เห็นว่ามีอยู่ในตัวแล้ว ก็ดูจะยังไม่รู้ ที่ให้น้อมเข้ามาอยู่ในตัว ก็เฉพาะเรื่องที่จะดับทุกข์โดย ตรงนี้ น้อมเข้ามาใส่ตัว ; กลัวว่าจะเขยิบออกไปมาก ขยายเรื่องธรรมชาติออกไปมาก จนเป็นอภิธรรมเพ้อ เจ้อ อย่างนี้เป็นสิ่งที่ต้องระวัง, กลัวจะไปพล่ามเป็น อภิธรรมเพ้อเจ้อ ; นั่นคือไม่มีที่สิ้นสุด. ๕๐๐
น.1083 ธรรมชาติ ( ต่อ) ๕๐๑ เรื่องปฏิบัติธรรมที่เขาพูด ตามวิธีที่เป็นปริศนา ลองฟังและพิจารณาดูแล้วเรา จะเห็นว่า เป็นเรื่องผิดธรรมชาติหรือเป็นธรรมชาติ ; อันนี้จะเป็นวิธีที่มีประโยชน์กว่า พิจารณาอย่างพวกที่คลานต้วมเตี้ยม ๆ อยู่. มีภาพปริศนาไทยชุดหนึ่งพูดถึงเรื่องวิธี ที่จะดับทุกข์นี้ พูดเป็นทำนองเรื่องนิยาย :- นิทานปริศนาธรรม เทียบ สุญญตา เรื่องเด็ก ๆ กุมารที่มีความทุกข์ ร้องห่มร้องไห้อยู่ในป่า เทวดาบอกวิธี ที่จะดับทุกข์ คือว่าเดือดร้อนด้วยเรื่องยักษ์มาจับกิน, นกอินทรีย์มาจับคนกิน. มียักษ์ทั้ง ๔ มาจับคนกิน เป็นเรื่องมีความทุกข์; แล้วเกิดมีกุมารตัวน้อย ที่จะเป็นพระเอกได้ขึ้นมา. เทวดาบอกให้ไปหาฤๅษีที่ถ้ำแห่งหนึ่ง มีฤทธิ์ มีเดชมาก ; แล้วฤๅษีตนนั้นก็จะช่วยชุบพระขรรค์ ชุบคันศรให้ ด้วยเขา กระต่าย. ถ้าได้คันศรที่ชุบขึ้นมาจากเขากระต่าย แล้วก็ให้ไปหาฤๅษีอีก องค์หนึ่ง ให้ช่วยชุบสายศรให้จากขนเต่า. เอาขนเต่ามาทำเป็นสายศรให้ แล้วก็เอาไปยิงนกอินทรีย์ ยิงยักษ์ทั้ง ๔ ยิงยักษ์อื่น ๆ ให้ตาย. กุมารก็เริ่มต้นด้วยไปหาฤๅษีองค์แรก มีคนใช้อีกคนหนึ่งหรือหลายคนก็ได้ ไม่แน่ ; คนใช้คนหนึ่ง ไม่มีตาเอาไว้ดู ไม่มีหูไว้พึง คนใช้ไม่มีหู แต่ก็รับพึงได้, ไม่มีจมูกแต่รู้กลิ่น ไม่มีลิ้นมันก็พูดได้, ไม่มีตีนก็รู้เดิน, ไม่มีมือก็รู้จักจับรู้จักถือ, เพราะไม่มีอะไร ๆ ดังกล่าวมานั้น จึงไปถอนเขากระต่ายมาได้ ; "ไม่มีมือ ไม่มีตีน ไปเอาเขากระต่ายมาเพื่อชุบขึ้นเป็นพระขรรค์และคันศรได้. เรื่องมันยืดยาว คุณเคยได้ยินไหม ? เคยได้ยินที่ไหนไหม ? เคยเห็นภาพ อย่างนี้ที่ไหน ? บางคนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องในสมุดภาพปริศนาธรรมของภาคอีสาน.
น.1084 นิทานของอีสานหรือที่ไหนก็ไม่สำคัญ ; สำคัญแต่ว่ามันหมายความว่า อย่างไร ? ต้องเป็นคนที่ไม่มีตาก็รู้ได้ ไม่มีหูรู้ฟัง ไม่มีจมูกรู้กลิ่น ไม่มีลิ้น พูดได้ ไม่มีตีนก็เดินได้ ไม่มีมือก็ยังจับถือได้ ; มันจึงจะมีความสามารถ ที่จะถอนเขากระต่ายได้ ; ไปหากระต่ายพบ หรือว่าถอนเอาเขากระต่ายมาได้ หรือไปหาขนเต่ามาได้. สิ่งทั้งหมดเป็นอาวุธ เป็นคันศร ลูกศร ที่จะล้างผลาญยักษ์วอดวายหมด มันเป็นไปได้อย่างไร ? ธรรมชาติหรือเปล่า ? ผิดธรรมชาติหรือเปล่า ? เต่า ที่ไหนมีขนล่ะ ; หรือกระต่ายที่ไหนมีเขา มีนอมีเขาเดียว, กระต่ายที่ไหนมีนอใหญ่ ; เต่าที่ไหนมีขน ; แล้วคนชนิดไหนไม่มีมือแล้วจับได้, ไม่มีตีนเดินได้ ไม่มีลิ้น พูดได้ ไม่มีตาก็เห็นได้ ไม่มีหูก็ได้ยินได้ ; คนชนิดไหนกัน ผิดธรรมชาติ หรือยัง ? เขาเก่งกว่าเราแยะ คนพูดทีแรก มองเห็นอะไรลึก : มองเห็นในแง่ที่เรียกว่า ผิดธรรมชาติ ; พูดออกมาในรูปธรรมชาติที่ผิดธรรมชาติ. คนพวกไหนลองนึกดู บ้าง ; พวกฤๅษีที่นั่งคิดนั่งนึกอยู่ หรือว่าคนบ้าน้ำลายกลางถนนพูด. พูดวิธี อย่างนี้ ภาษาอย่างนี้ เป็นพวกนักคิด นักวิปัสสนา ฤๅษี มุนีพูด ; หรือว่า คนพูดพล่ามตามบ้านเรือนพูด. ก็เห็นได้ชัดว่า เจตนาจะพูดให้มันผิดธรรมชาติ ; ตรงกันข้ามหมดทุกอย่างเลย. ลองนึกดูธรรมชาติหรือไม่ธรรมชาติ, ตาม ธรรมชาติหรือผิดธรรมชาติ. คนเหล่านี้ไม่รู้ธรรมจริง เพียงแต่พูดเล่นพล่อย ๆ เช่นนั้นหรือ ? เอามา แต่ไหน ? พูดเล่นพล่อย ๆ ได้ขนาดนี้ เอาข้อคิดมาแต่ไหนพูด ? หรือเป็นนักเล่า นิทานตลกแผลง ๆ พอได้ยินธรรมะเข้าก็เล่าเลย หรือว่าเขาลองคิด, เขามีปัญญาที่ ไหนมาพูด เอามาเปรียบได้ ..
น.1085 ( ต่อ ) สำหรับผมมีความเชื่อว่าคงเป็นครูบาอาจารย์, พวกครูบาอาจารย์ขนาดแต่ง บทเพลงกล่อมน้อง เรื่องมะพร้าวนาฬิเกร์ได้ถึงขนาดนี้. พวกครูบาอาจารย์ขนาดนี้ จึงจะแต่งประดิษฐ์เรื่องอย่างนี้ขึ้นมาได้ ; เขาเก่งตรงที่ประดิษฐ์ผูกเรื่องที่สนุก เพราะเรื่องสนุกแล้วคนก็จำได้, เข้าใจหรือไม่เข้าใจก็จำได้, เพราะเนื้อเรื่อง มันสนุก. ยายแก่ ๆ จำไว้ได้ เล่าให้ลูกเล่าให้หลานทั้งที่ตัวเองไม่รู้เรื่อง เล่าต่อ ๆ กันไปได้, แบบเดียวกับมะพร้าวนาฬิเกร์ ไม่รู้ว่าอะไร แต่ร้องต่อ ๆ ฟัง ๆ กันมาได้. ทำไมต้องเอาหนวดเต่าทำสายศร เขากระต่ายทำพระขรรค์ คันศรทำไมต้อง ทำอย่างนั้น ? แค่นี้ไม่รู้ ก็แย่เลย; ที่เป็นเรื่องที่พูดเปรียบเทียบถึงธรรมชาติอย่างลึก. ทำไมเรื่องนี้จึงมีบ่งลงไปว่า ให้ไปเอาเขากระต่ายมาทำคันศร เอาขนเต่ามา ทำสายศร ทำไมอย่างนั้น ? เขาต้องเอาสิ่งสูงสุด ; พูดให้ชัดกว่านั้นก็คือ สิ่งที่มีอำนาจสูงสุดคือความ ว่าง, เรียกเป็นศัพท์เป็นแสงว่าสุญญตา. ต้องไปเอาสุญญตามา มันจึงจะฆ่า ยักษ์ หรือความทุกข์ให้หมดได้. เขากระต่ายก็สุญญตา ขนเต่าก็สุญญฺตา ; เป็นเรื่องของสิ่งที่มนุษย์ถือว่าไม่มีอยู่. มนุษย์ไม่รู้จักก็ถือว่าไม่มีอยู่ คือไม่มี. เอา "ความไม่มี" มาเป็นอาวุธล้างผลาญสิ่งที่มีนี้. หรือว่าคนที่จะไปถอนเอาเขากระต่าย มาได้นี่ต้องเป็นคนไม่มีตีน ไม่มีมือ ไม่มีหู ไม่มีตา ไม่มีจมูก ไม่มีลิ้นอะไรนั่นแหละ จึงจะเป็นคนที่ไปถอนเอาเขากระต่ายหรือหาขนเต่ามาได้; คือคนชนิดไหน ? นั่นก็ คือคนที่ไม่มีอายตนะ แล้วเดินได้ พูดได้ ได้ยินได้เหมือนกัน. เรื่องนี้เหมือนที่เราพูดอยู่เสมอ ว่า ไม่มีความสำคัญมั่นหมาย ว่า ตาของเรา ไม่มีความสำคัญ ว่าหูของเรา, ไม่มีความสำคัญ ว่าจมูกของเรา, ไม่มีความสำคัญ ว่าเท้าและมือของเรา ; นี้แหละที่ว่าเขาไม่มี เขาเป็นคนไม่มีมือตีน ไม่มีตาหูจมูก
น.1086 อะไร. แม้ว่าเขาจะเป็นผู้ไม่มีความสำคัญมั่นหมายว่ามีสิ่งเหล่านี้ เขาก็ สามารถได้ยินได้ฟัง ได้ดม ได้เดิน ได้จับ ได้ถืออะไรได้; ฉะนั้น เขาจึง เป็นคนที่มีสุญญตา. เป็นผู้มีสุญญตา, จึงเอาสุญญตามาได้ มาฆ่ายักษ์ได้ ; เหมือนกับเขาไปเอาเขากระต่ายมาทำเป็นคันศรเป็นลูกศรได้ จึงเป็นเรื่องชั้นดี ชั้นลึก ชั้นระดับ "ไม่มี" ; ระดับไม่มีคน ไม่มีมือ ไม่มีตีน ไม่มีอะไร แต่ว่าทำอะไรนี้ได้ ซึ่งก็เป็นเรื่องเดียวกันกับที่เราพูดหรือเทศน์กันอยู่บ่อย ๆ เสมอ ๆ ; แต่นี่เขาใช้สำนวน ต่างออกไป เขาใช้สำนวนคมกล้ากว่าของเรา. คนโบราณ คิดปริศนาธรรมไว้สอนคน มีอยู่มาก ควรศึกษา ปริศนาธรรม ธรรมชาติ ปริศนาธรรมที่มีประโยชน์ ที่ซุกเหลืออยู่ จนปลวก กินหมด หรือว่าผุไปหมด, ทั้งหมดนี้น่าเสียดาย ก่อนนี้คงมีมากแถวไชยานี้ เดี๋ยวนี้ สูญหายไปเสียมาก. คนไม่สนใจ เห็นเป็นเรื่องคำส่งเดชบ้า ๆ บอ ๆ ของคนโบราณ สมุดข่อยจึงสูญสิ้นไปหมด ด้วยความผุพัง. เขาศึกษาธรรมชาติข้างนอกข้างในจนรู้ จักเอามาปนกัน เปรียบเทียบ ประสมประสานกัน พูดได้ในสำนวนที่ลึกซึ้ง จนเราตาม ไม่ทัน. ไม่ใช่เพียงมองเห็นได้ว่า ไม่มีอะไรนอกจากธรรมชาติ เป็นเรื่องของ ธรรมชาติ เป็นตัวของธรรมชาติ, เป็นเรื่องจัดแจงของธรรมชาติ, เขายังเอา ธรรมชาติภายนอกทางวัตถุมาเป็นคำเปรียบของธรรมชาติภายในที่ละเอียด ที่ลึกซึ้ง ที่ไม่ มีตัว ที่เป็นนามธรรม ; เขาจึงเก่งกว่าเรามาก. อาจารย์ยุคนี้เขาจะต้องรู้จักจุดอุปมาในตัวคนนี้ทั้งหมดเลย ; แม้สากลจักรวาล มีอะไรบ้าง เขาก็จะจัดให้มันมีครบหมดในตัวคนหนึ่ง. เอาธรรมชาติภายนอกที่เป็น วัตถุมากมายนับไม่หวาดไม่ไหว เอามาจัดเป็นธรรมชาติภายใน : เป็นเรื่องทางจิตใจ เรื่องกิเลสเกี่ยวกับจิตนี้ ; รู้จักธรรมชาติเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นมา. น่าเสียดาย ความคิดของคนโบราณเหล่านี้มีแต่นับวันจะสูญหายไป เพราะคนสมัยนี้ไม่
น.1087 ธรรมชาติ (ต่อ ) ๕๐๕ สนใจ ไม่ชอบ ไม่ใช้ ไม่เห็นว่าเป็นประโยชน์อะไร. ไปเห็นเพียงว่าเข้าที่ บ้า เขียนภาพ บ้าปรุงให้เป็นภาพ หรือว่าทำมโนคติภาพ ภาพมโนคติเท่านั้นเอง ; แท้จริงคนโบราณเขาพอใจเพลิดเพลินในคำเหล่านี้. เดี๋ยวนี้คิดกันแต่เรื่องกิน ; เรื่องกินให้อร่อย เรื่องอยู่ให้สบายให้หรูหรา. ถ้าว่าสิ่งเหล่านี้เกิดมาในประเทศไทย ก็แปลว่าเก่งมากกว่าครูเดิมของ อินเดีย ; หมายความว่ามรดกทั้งกระบิ เรื่องราวทั้งกระบิเกิดขึ้นในอินเดียตามเรื่อง พระเจ้า เรื่องเทวดา เรื่องนรก เรื่องสวรรค์ กระทั่งเรื่องรบราฆ่าฟันกัน มีเทวดา เป็นชั้น ๆ อย่างนี้ ก็เป็นของอินเดีย. ที่มีพระพรหม พระอิศวร มียักษ์ มีเทวดา มีผี มีมัจจุราช มีอะไรต่าง ๆ นี้ ล้วนแต่เป็นเรื่องของชาวอินเดียทั้งนั้น ; ชาว อินเดียเขาจะเล็งถึงอะไรก็ไม่รู้. แต่ว่าที่เรารู้ รวมถึงยักษ์ ถึงเทวดาจริง ๆ ใน ความเชื่อของคนเหล่านั้น ; ก็แปลว่า เทวดาหรืออะไรก็พูดไม่ถูก นรกก็อยู่ข้างล่าง มีอย่างนั้น ๆๆ สวรรค์ก็อยู่ข้างบนมีเป็นชั้น ๆ ๆ มีเทวดามีพระพรหม มีพระอิศวร มีพระอะไรเหล่านี้ แล้วสอนให้คนเชื่ออย่างนั้น. ที่นี้ เดี๋ยวนี้คนที่ว่านี้ : คนที่เล่นปริศนาธรรมนี้ เอามาใส่ไว้ในคน ๆ หนึ่ง ได้หมดเลย ไม่ว่าจะอะไร : ฝ่ายกิเลส ฝ่ายชั่ว ฝ่ายทุกข์ ฝ่ายบาป ฝ่ายนรก ก็อยู่ในนี้, ฝ่ายบุญ ฝ่ายสวรรค์ ฝ่ายดี ฝ่ายสุขก็อยู่ในนี้, ฝ่ายนิพพานที่อยู่เหนือ โลกก็อยู่ในนี้, ฝ่ายสวรรค์ฝ่ายนรกก็มีอยู่ในนี้. เฉพาะข้อนี้เข้ากับหลักธรรมะที่ พระพุทธเจ้าตรัสว่า : อะไร ๆ ก็อยู่ในกายที่ยาวประมาณวาหนึ่งนี้ มีทั้งสัญญาและ ใจ . ทำไมเรื่องอย่างนี้จึงมีอยู่ในเมืองไทย? เป็นวัตถุพยานปรากฏอยู่ เป็นภาพปริศนาธรรมสมุดข่อย อย่างนี้เป็นต้น . แล้ว ทำไมเราจึงไม่พบเรื่อง ขนาดนี้ ในประเทศอินเดีย ? แม้แต่หินสลักหรือที่อะไรก็ไม่เคยพบ ; หรือว่า เราจะดูอธิบายความของเขาไม่ถูก. แต่เราก็พยายามค้นคว้าเต็มที่แล้วมันไม่มี ; "มีแต่ เป็นบุคลาธิษฐานไปหมด ทั้งที่เขาจะเขียนเป็นธรรมาธิษฐาน ด้วยภาพเป็น บุคลาธิษฐานได้.
น.1088 คุณคิดดูเถอะ คนชั้นนี้เขาเก่ง เขียนภาพคนไม่มีตาได้เห็น คนไม่มีหูก็ได้ยิน คนไม่มีขาก็เดินได้ คนไม่มีมือก็จับได้ แล้วเขียนรูปเป็นรูปวัตถุขึ้นมา ; จะสลักหิน ก็ควรสลักได้แล้ว แต่ไม่มีในประเทศอินเดีย ; แต่เกิดวิวัฒนาการมาอยู่ในเมืองไทย. นับว่าความรู้ของผู้คิดปริศนาพอจะมีอยู่ มีหนังสือบางเล่ม อย่างที่ว่าเป็นนามธรรม สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจนี้ เป็นนามธรรมอย่างนี้ก็มี ; เค้าเรื่องเหมือนหนังสือ บางเรื่องของชาวอินเดีย. แต่เขากลับไม่สนับสนุน ไม่ใช้เป็นหลักให้แพร่หลาย. ในยุคหลัง ๆ ก็มีเรื่องต่าง ๆ มากขึ้น เช่นเรื่องรามเกียรติ์หรือเรื่องมหาภารตะ อะไรก็สุดแท้ ; โดยเฉพาะ เรื่องมหาภารตะอย่างนี้ ชาวอินเดียบางคนเขาก็พูดว่า เป็นเรื่องในจิตใจทั้งนั้นเลย สงครามมหาภารตะที่ยืดยาวยืดเยื้อนั้น เป็น บุคลาธิษฐาน ของกิเลส ของกรรม ของอะไร แต่ไม่เคยมีใครแปลแจงออกไป อย่างนั้นอย่างนี้ ; หรือว่าไม่เคยมีใครเขียนภาพมหาภารตะให้เป็นแบบนี้เลย. ผมพยายามที่จะ รักษาภาพปริศนาธรรมเหล่านี้ไว้ให้เป็นสมบัติของไทย ในทางชาตินิยมก็เป็นได้; ถือว่าเรามีของไทยเราแล้ว มันอยู่ได้ มันยังอยู่. ขณะนี้ยังไม่มีทุน ไม่มีปัญญาที่จะพิมพ์ ให้นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ เขาไปดำเนินการ ; เขาไปหาทุนรอนมาได้เฉพาะภาพปริศนาธรรมชุดที่เราฉายดูกันอยู่ตอนกลางคืน. เดี๋ยวนี้เขาพิมพ์เป็นหนังสือเล่ม พิมพ์ภาพสอดสี คำอธิบายเป็นภาษาอังกฤษ เขียน ระบุเป็นของไชยา; อย่างนี้ก็ให้เกียรติแก่ไชยา. ที่มีคำอธิบายเป็นภาษาเยอรมัน กำลังพิมพ์อยู่ คำอธิบายเป็นภาษาไทยเขายังไม่พิมพ์ ปล่อยให้คนไทยใกล้เกลือกินด่าง ไปก่อน คนที่ไม่คิดจะทำก็ยังไม่ได้กินเกลือ. นี้ไม่ใช่ความคิดของผม ผมไม่ทราบ ว่าทำไมนายสุลักษณ์เขาจึงไม่พิมพ์ฉบับภาษาไทยขึ้น ; บล็อกก็ใช้ร่วมกับรูปภาพที่มี คำอธิบายพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษ.
น.1089 ธรรมชาติ ( ต่อ ) ๕๐๗ หนังสือปริศนาธรรมเรื่องนี้แพร่หลายไปถึงเมืองนอกเมืองนา มีคนรู้จักคำว่า เมืองไชยาขึ้นอีกแยะทีเดียว ; ยังมีเรื่องอะไรอยู่อีกที่เหลือค้างอยู่ที่ไชยา เป็นการ โฆษณาเมืองไชยา. เท่าที่เราไปสำรวจดูในพิพิธภัณฑ์ มีอีกเล่มหนึ่งอย่างชุดเล็กอยู่ ๒-๓ เล่ม ขาดกระรุ่งกระริ่ง. ชุดใหญ่สมบูรณ์เหมือนกับอย่างของเรานี้ไม่มี, มีชุด กระจัดกระจายประสมกันไม่ค่อยจะติด ; แต่ดีมาก ดีมากเหมือนที่เอามาเล่าให้ ฟังนี้. นิทานปริศนาธรรมไทยที่น่าคิด มีอีกชุดหนึ่ง ชุดนี้ยากที่คนจะเอามาลำดับเรื่องแล้วอธิบายให้ดีได้ ที่ผมนำเอา มาเล่าให้ฟังตอนหนึ่งนี้ คล้าย ๆ กับเขาไม่ตั้งใจจะทำเป็นเรื่องยาว เล่าเป็นนิทานสั้น ๆ เสียเรื่อย ; ตัวอย่างนิทานสั้นๆ มีเรื่องว่า :- ดอกจำปาสวยงาม ๓ ชนิด อยู่บนต้นจำปา เด็กรุ่นหนุ่ม ๓ คน มาเห็นเข้าอยากจะได้ไม่รู้จะทำอย่างไร มันก็ขี่หลังซ้อน ๆ ซ้อนกันขึ้น ; คนข้างบนสุดก็เก็บจำปาได้. ขอถามโดยกระทันหันว่า เด็ก ๓ คนนี้ได้แก่อะไร? ดอกจำปา ๓ ชนิด ได้แก่อะไร ? ใครจะตอบได้ก่อน ? บรรดาที่นั่งอยู่นี้มีหลายองค์อยู่ที่นี้ ลองพิจารณา จากที่เคยรู้จากตำรับตำราทั่วไป. (ไม่มีใครตอบ) เด็ก ๓ คนนั้น คือศีล สมาธิ ปัญญา, ดอกจำปา ๓ เหล่า คืออัตต- นิฐิตะ, สุญญตวิโมกข์ อนิมิตตวิโมกข์ ; วิโมกข์ ๓. วิโมกข์ ๓ ในธรรมวิภาค ปริเฉท ๒ ก็มี : อัตตนิฐิตวิโมกข์-ไม่มีที่ตั้ง, อนิมิตตะ-ไม่มีนิมิต, แล้วสุญญตะ -ว่าง ; คือเป็นเรื่องนิพพาน ๓ ชนิด, กล่าวถึงนิพพานโดยวิธีอธิบายเป็นนิพพาน
น.1090 ๓ ทาง, เป็นดอกจำปา ๓ เหล่า ; เพราะว่า ศีล สมาธิ ปัญญา ๓ ชนิดนี้ จะ สามารถทำคนให้บรรลุนิพพานชนิดใดชนิดหนึ่งใน ๓ ชนิด : อาศัยอนิจจังเป็นหลัก อาศัยทุกขังเป็นหลัก อาศัยอนัตตาเป็นหลัก ตามแบบอย่างของวิโมกข์ ๓. วิโมกข์ ๓ นี้ไม่เคยพบในพุทธภาษิต ; มีในพวกอรรถกถา มีในพวกอภิธรรมพวกนี้. เด็ก ๓ คน เหมือนอริยมรรคมีองค์ ๘ ที่ย่นเข้าเป็น ศีล สมาธิ ปัญญา ๓ อย่าง, ได้ดอกจำปามาคือนิพพานชนิดใดชนิดหนึ่งใน ๓ ชนิด. นิพพาน ๓ ชนิด นี้ พวกอรรถกถารุ่นนี้เขาเปรียบอย่างนี้ รูปภาพมักจะเขียนอย่างนี้ทั้งนั้น จะเขียน นิพพานเขียนเป็นแก้ว ๓ ดวง. แก้ว ๓ ดวง, แก้ว ๓ ก้อน คือวิโมกข์ ๓, แล้ว บางรายคงจะเป็นชาวบ้านมากเกินไป เขียนคำอธิบายแก้ว ๓ ดวงนี้ว่า กิเลสนิพพาน ขันธนิพพาน ธาตุนิพพาน. กิเลสนิพพาน คือตัดกิเลสได้หมด, ขันธนิพพาน คือร่างกายดับลงไปอีก, แล้ว ธาตุนิพพาน คือพระธาตุที่เหลืออยู่จะดับลงไปอีก; อย่างนี้ไม่ใช่หลักใน พระคัมภีร์ แต่เป็นหลักของคนชั้นหลัง ชาวบ้านพูด, โดยหนังสือชั้นรุ่นหลัง ไม่ใช่มีในพระไตรปิฎก เช่น หนังสือปฐมสมโพธิ์ แต่งโดยบุคคล ในสมัยต่อมา ; เป็นอิทธิพลของผู้เชื่อว่า บรรดาพระสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า บรรดาที่มีอยู่ในโลก ในสากลทั้งหมด เทวโลกก็ตามเวลานี้ ถึงสมัยหนึ่งก็จะรวมตัวกันเข้าเป็นองค์พระพุทธ- เจ้าแสดงปาฏิหาริย์ต่าง ๆ : เช่น ยมกปาฏิหาริย์ เป็นต้น แล้วก็จะสลาย สลายอีกที สิ้นสุด ดับหาย สิ้นสุดอันสุดท้าย ; นี้เรียกว่า ธาตุนิพพาน. สำหรับพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งจะได้มีกิเลสนิพพาน ที่ใต้ต้นโพธิ์, นี้เป็นแต่ เพียง "นึกว่ามี" ; และขันธนิพพานมีที่ใต้ต้นสาละต้นรัง ; ส่วนพระธาตุนิพพาน ยังไม่มี; อีกกี่ร้อยปีพันปีจึงจะมีธาตุนิพพาน. พวกนักเขียนชาวบ้านพวกนี้
น.1091 ธรรมชาติ ( ต่อ ) ๕๐๙ ก็ถือโอกาสเขียน นิพพานแก้ว ๓ ดวง : ดวงหนึ่งหมายถึง กิเลสนิพพาน, ดวงหนึ่ง หมายถึง ขันธนิพพาน, ดวงหนึ่งหมายถึง ธาตุนิพพาน ; อย่างนี้ ธรรมชาติหรือ ไม่ธรรมชาติ ต้องหัดพิจารณา. ถ้าไม่จริงเป็นธรรมชาติได้ไหม ? ถ้าไม่จริงตามนั้นถือเป็นธรรมชาติได้ไหม ? "ธรรมชาติ" มันกว้างเอาอย่างไหนก็ได้ : เท็จก็คือธรรมชาติ; จริงก็คือ ธรรมชาติ ; เหมือนอย่างนี้ สบายดี. ฝนตกดีก็ธรรมชาติ ฝนไม่ตกเลยก็คือ ธรรมชาติ ส่วนที่จะเอามาเป็นธรรมชาติ เอากว้างแค่ไหน ? เอาลึกตื้นแค่ไหน ? แล้วจะเอาเพียงไร ? นั้นอย่าเอาหมด ; ถ้าเอาหมดก็บ้าเลย คือเวียนหัวตายเลย. อะไร ๆ ก็ธรรมชาติหมด มันก็ไม่ไหว. เช่นกับที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ใบไม้ ทั้งป่านี้ใครจะเอาไหว, ทั้งป่าทั้งโลกนี้มันเอาไม่ไหว ; จงเอาแต่ใบไม้กำมือเดียว เถิด, ใบไม้กำมือเดียวจำเป็น. คอยดูให้มีการปฏิบัติดับทุกข์เรื่อยไป เท่านั้น ไม่มีอะไรดีกว่านั้น ; ใบไม้ทั้งป่าจะเอาไปทำอะไรกัน. การศึกษาเรื่องธรรมชาติ ต้องให้อยู่ในขอบเขตจำกัด คุณต้อง ระวังคำว่า "ธรรมชาติ" ของคุณให้ดี ๆ ; ให้อยู่ในขอบเขต ที่จำเป็น. อย่าหมายจะไปชวนกันจับกลุ่มตีวงธรรมชาติกว้างออกไป กว้างออกไป กว้างออกไป จงระวังจะตามตัวไม่พบ ; มันเกินไป ไกลออกไป, ไกลออกไป ไกลออกไปอย่างนั้น ; ต้องให้ใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามา จนเข้ามาอยู่ในกาย ที่ยาวประมาณวาหนึ่งนี้, บรรจุไว้หมดกี่หมื่นโลกธาตุ จะเรียกว่ามีสิบโลกธาตุ หรือหมื่นหรือหลายหมื่นโลกธาตุก็ตามใจ ; ในนั้นมันมีอะไรได้ ก็บรรจุเข้าไว้ได้ใน ร่างกายที่ยาวประมาณวาหนึ่งนี้, หรือว่าเพียงแต่บรรจุไว้ได้ในจิตใจที่จะเล็กหรือใหญ่ นี้เอง รวมทั้งร่างกาย จิตใจนั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีขนาดหรือว่าไม่มีการจำกัดลง ได้ ; เป็นอนันตะ, จากจิตใจนี้อะไร ๆ ออกมาได้ไม่มีสิ้นสุด ; จาก อนันตะสู่อนันตะ.
น.1092 พวกอภิธรรมกำลังแย่ เป็นพวกที่กำลังล้อกันอยู่, พวกเขาจะอธิบายว่าจิตใจ อยู่ที่หัวใจ อยู่ที่หัวใจก้อนหัวใจเท่ากำปั้นนั้น. เขาอธิบายเรื่องจิตใจอย่างนี้ พวก อภิธรรมเขาอธิบายตามแบบของอภิธรรม เป็นตัวหนังสือแปลอย่างนี้, ถ้าพูดว่า มันสมอง ผู้รู้บางคนว่าใจมีที่มันสมอง ; พวกอภิธรรมว่า ใจอยู่ที่ก้อนหัวใจ ใจอยู่ ที่นั่น มีดวงหทัยที่นั่น. ทีนี้ เมื่อเร็ว ๆ นี้หมออาฟริกาเขาตัดเปลี่ยนหัวใจคน พวกอภิธรรมจะอธิบาย ว่าอย่างไร ; หัวใจถูกเปลี่ยนไปทำไมคนจึงไม่ตาย. เปลี่ยนหัวใจแล้ว ถ้าใจอยู่ ที่หัวใจ และก็ถ้ามันเปลี่ยนหัวใจกันได้ ก็เปลี่ยนกรรมได้ซิ เปลี่ยนกรรมเปลี่ยนวิบาก ของกรรมได้ ; เพราะว่ามันอยู่ที่ใจ ติดอยู่ที่ใจ ตายไปเกิด ก็ไปเกิดด้วยใจนี้. อย่างใครคิดทำบาปไว้มาก ก็เปลี่ยนหัวใจเสียซิ เปลี่ยนหัวใจแล้วจะได้เป็นคนใหม่ ; คนที่ทำบุญไว้มาก ก็เปลี่ยนหัวใจของเราเสียซิ ให้เกิดผลตามใจ ; นี้เขากำลังล้อพวก อภิธรรม. เราไม่รู้ว่าจิตอยู่ที่ไหน เราพูดเรื่องจิตใจกัน, ตรวจจิตใจกัน บรรลุผล ทางจิตใจกัน, น่าหวัวไหม ; แต่ตัวจิตใจอยู่ไหนไม่รู้. ตามแบบของตัวหนังสือ เรื่องหัวใจกลายเป็นเรื่องวัตถุ หัวใจนี้กลายเป็นเรื่องรูปไป. มันเห็นแต่ทางวัตถุ. พวกนักวิทยาศาสตร์สมัยปัจจุบันนี้ไม่รู้ตัวไฟฟ้าอยู่ที่ตรงไหน คืออะไรแน่ ; ไม่รู้จักตัวไฟฟ้าแท้ ๆ ไม่รู้จักว่าคืออะไรแน่ ส่วนไหนแน่ ตัวอะไรแน่, แต่ดูซิ เขาเอาไฟฟ้ามาใช้เป็นบ่าวเป็นทาส เป็นอะไรมากมาย ก้าวหน้ายิ่งขึ้นทุกที ในตัวระบบ electronic นี้ไปกันใหญ่แล้ว ; ใช้ตัวไฟฟ้า ใช้ไฟฟ้าทั้งที่ไม่รู้จักว่าตัวไฟฟ้าคืออะไร อยู่ที่ไหน ? รู้แต่ว่าถ้าทำอย่างนี้มีผลอย่างนี้ก็แล้วกัน ; ทำอย่างนี้ มีผลอย่างนี้ ทำเพื่อ
น.1093 ธรรมชาติ ( ต่อ) ๕๑๑ วัตถุทั้งนั้น แต่ได้ผลเป็นไฟฟ้า เป็นเรื่องของไฟฟ้า เป็นเรื่องของประหลาดอัศจรรย์ ให้เป็นบ่าวคนได้ ใช้ขับเครื่องบินไม่ต้องมีคนขับ ใช้ในเครื่องบินทำงานทุกอย่างได้ ถ่ายรูปก็ได้ จดบันทึกก็ได้ ทำอะไรก็ได้, ใช้งานด้วยแรงไฟฟ้าระบบไฟฟ้านี้ เดี๋ยวนี้เป็นเรื่องไฟฟ้ากันเกลื่อน แต่ตัวไฟฟ้าอยู่ที่ไหนไม่มีใครรู้ ; รู้กระทั่งโลหะ ประเภทนั้น ชนิดนั้น ส่วนนั้น เท่านั้น ส่วนอะไรที่มันเป็นอย่างนั้น อย่างโน้น มันจะ ได้ปฏิกิริยาอย่างนี้เป็นผลขึ้นมานี้ เขารู้กันเท่านั้น. เราไม่รู้เรื่องไฟฟ้าคล้าย ๆ กับที่เราไม่รู้ว่า สิ่งที่เรียกว่าจิตนั่นคือ อะไร ; เช่นเราฝึกจิตนี้ให้บรรลุมรรคผลนิพพาน เป็นจิตที่ไม่มีความทุกข์ร้อนได้ เราถือเสียว่าปฏิบัติให้ถูกวิธีเถอะ ร่างกายนี้ จิตใจนี้ ก็ได้ผล เมื่อเรารู้จัก ธรรมชาติเพียงชั่วปฏิบัติเกี่ยวกับร่างกายจิตใจให้ถูกวิธี. เราจะรู้จักตัว ธรรมชาติแท้ ๆ ที่เป็นตัวจิตแท้ ๆ หรือก็เป็นตัวรูปแท้ ๆ นั้นรู้จักยาก; เพราะ ซอยละเอียดลงไปได้เรื่อย. ที่มองเป็นรูป ๒๘ หรืออะไร อย่างที่คัมภีร์อภิธรรมนี้มัน ไม่พอ มันกลายเป็นของเด็กเล่น เพราะมันสามารถไปซอยได้ลึกมากกว่านั้นอีกในเรื่อง ตัววัตถุธาตุ. แล้วเราไม่ต้องรู้ถึงเท่านั้น เราก็สามารถทำจิตให้ไม่มีความทุกข์ได้ ; เพียงแค่ไปหาหนวดเต่าเขากระต่าย ตามที่เขียนเป็นรูปภาพที่เขาแสดงไว้อย่างนั้นก็ได้. การที่พูดถึงเรื่องหนวดเต่าเขากระต่ายกันอยู่บ่อย ๆ นี้ดี มันช่วยให้เข้าใจง่ายขึ้น ดูเป็นของธรรมดาขึ้น ; พูดถึงหนวดเต่าเขากระต่าย หลายๆ ครั้งดูชักจะใกล้ ๆ เข้ามา ; ทำให้เข้าใจยิ่งขึ้น. พอได้ยินที่แรกชักงง : จะใช้ใครไปหาหนวดเต่า เขากระต่าย ; เขาจะใช้คนที่ไม่มีตา ไม่มีหู ไม่มีจมูก ไม่มีลิ้น ตีนไม่มี มือไม่มี อะไร ; ถ้าไปคิดอย่างที่เถรตรงเกิดอะไรทางจิตขึ้นมา ตัดหู ตัดจมูกของตัวเอง ออกเสีย ตัดตีนของตนออกเสีย เลยตายเลย ; ไปก็ไม่ได้.
น.1094 พระพุทธเจ้าตรัสว่า ไ ด้ยินสักว่าได้ยิน ได้ดมสักว่าได้ดม ได้เห็นสักว่า ได้เห็น อย่างนี้มันมีค่าเท่ากับไม่มี : ไม่มีตา ไม่มีหู ไม่มีจมูก ฯลฯ เหมือนกับ คัมภีร์ของพวกคริสเตียน เขาสอนให้ทำความรู้สึกว่า มีทรัพย์สมบัติเหมือนกับไม่มี ทรัพย์สมบัติ : มีภรรยาให้เหมือนกับไม่มีภรรยา ; มีสุขให้เหมือนกับไม่มีสุข, มีทุกข์ให้เหมือนกับไม่มีทุกข์, ไปซื้อของที่ตลาดอย่าเอาอะไรมา นี้ก็เหมือนกัน ; ความหมาย มีความลึกซึ้งอย่างเดียวกันกับที่ไปหาหนวดเต่าเขากระต่าย โดย บุคคลที่ไม่มีตา หู จมูก ปาก ลิ้น กาย. นี้ไปคิดดูให้ดี ๆ ทุกองค์ ทุก ๆ คน คำสอนอย่างที่ว่าไม่มีตา หู จมูก ลิ้น กายนี้ : สอนถึงขนาดให้ไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายนี้ หัวใจจะหมดค่าเองอย่างนี้. เมื่อ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ไม่มีแล้ว เรื่องจะมากไปไหม? ถ้ามีหูมีหางกันมากอยู่ มีหูมีหางมีอะไรสำหรับยก จะมากไปไหม ? ตา หู จมูก ลิ้น กาย ธรรมดาก็อย่า ให้มีอยู่แล้ว แล้วจะมีหูมีหางสำหรับยกอะไรได้. ทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง นี้ก็เท่ากับไม่มีอะไร ไม่ทำอะไร วิธีทำงานหนัก ๆ ทุกวันอย่างที่เราทำกันอยู่ที่นี่ หัดคิดหัดนึกกันให้ดีๆ : เมื่อไม่มีหูก็ได้ยินได้, มือไม่มีก็ตีตะปู ตีค้อนได้. ไม่มีปากไม่มีลิ้น กินน้ำปานะได้. ทุกคราวที่ทำอยู่ ที่เป็นอยู่ ที่กินอยู่นี้ จะได้บทเรียนว่า "ทำงานทุกชนิดด้วย จิตว่าง" ได้ดีขึ้น ; คือชัดเจนรัดกุมขึ้น. ไ ม่มีตัวเราก็ทำอะไรได้ ไม่มีของ เราก็มีอะไรได้ ; พูดกลับเสียอีกที่ อย่างเล่าจื้อพูดชนิดตีกลับก็ว่า "เมื่อไม่มีอะไร แล้วจะมีหมดเลย" , เมื่อเราไม่มีอะไรแล้วจะมีหมดเลย, ไม่มี ไม่ทำอะไรเลย คือว่าทำถึงที่สุด ก็คือ ทำหมดถึงที่สุด. เมื่อพูดถึงไม่มีตัวเรานี้ เขาอุปมาเป็นเขากระต่าย หนวดเต่าเขากระต่าย. แล้ว ที่ผมพูดแก่พวกชาวบ้านเสมอ ก็คือที่ว่า ต้นไม้พูดได้ ก้อนหินพูดได้นี่, คม จงพยายาม
น.1095 ธรรมชาติ ( ต่อ) ๕๑๓ เป็นเกลอกับสิ่งเหล่านี้. พูดกับพวกนี้ ให้ศึกษาอย่างนี้ ก็หมายความนี้ว่า : ธรรมชาติมีอยู่ได้ เป็นอยู่ได้ เจริญงอกงามอยู่ได้ โดยไม่ต้องมีตัวกูผู้เจริญ, มีดอกไม้ดอกหญ้า ต้นไม้ต้นสะตอ ต้นอะไร เจริญอยู่ได้ โดยไม่ต้องมีตัวกูผู้เจริญ : นี้เป็นเกลอกันในข้อนี้. อย่าไปคิดอย่างนั้นอย่างนี้ให้มากไป, อย่าไปคอยคิดวิพากษ์วิจารณ์โดย logic โดยอะไร โดยวิทยาศาสตร์ โดยอะไร, ซึ่งทำอย่างนั้น ก็ไม่มีที่สิ้นสุด. . ตัดบท หมดเลย ก้อนหินพูดว่า : ฉันไม่มีตัวฉัน ฉันก็อยู่ได้. ก้อนหินก้อนหนึ่งพูดว่า อย่างไร, คนที่มีหูได้ยินลึก ฟังคำพูดที่ลึกของมันได้ไหม ; ฉันไม่มีตัวฉัน ก็อยู่ได้ . ถึงแม้จะตีความไปในทางที่จะดับความทุกข์ก็ได้, ให้ดับความทุกข์ได้ เป็นถูกที่สุด ; ตีความไปตามชอบใจ ดับความทุกข์ได้ ก็ถูกทั้งนั้น. คุณเห็น ต้นไม้สวยสดสบายนี้, ก็ให้นึกขึ้นมาซิ : มันไม่มีตัวมัน มันก็อยู่ได้ ; ไม่ต้องมีความรู้สึกว่าตัวกู-ของกูนี้ มันก็อยู่ไปได้งอกงามได้สบาย. มันถูกลมพัดแกว่งไสวไปมานี้ ก็ดูคล้าย ๆ กับมันถามเราว่า : เมื่อไรจึงจะลุกขึ้นรำ บ้าง ? - ดูต้นสะตอนั้นมันถามเราว่า : เมื่อไรจึงจะลุกขึ้นรำบ้าง ? ลุกขึ้นรำ หมายถึง ไม่มีความทุกข์ ไม่มีความสุข ไม่มีความสบายหรือไม่สบาย ; มันพอใจอย่างยิ่ง อิ่มเอิบอย่างยิ่ง อยู่ก็วันก็อย่างนั้น. นี้ไม่คิดอย่างนั้น ไปรู้ว่า : เอ้อ, มีลมพัดมา ; ลมพัดมาวันเดียว, แล้วคิดอย่างอื่นอีก ฯลฯ. ถ้าคิดอย่างนี้ละก็ไม่ใช่นักธรรมะแล้ว, เป็นนักวิทยาศาสตร์บ้า ๆ บอ ๆ อะไร ไม่มี สิ้นสุดแล้ว ; แล้วทีนี้ จะได้ประโยชน์อะไรในการที่จะอยู่ใกล้ต้นไม้ จะอยู่กับ ต้นไม้ เพื่อศึกษาธรรมะจากต้นไม้. ควรหัดเป็นอยู่อย่างธรรมชาติบ้าง หนังสือเรื่องนกของพวกธิเบตเล่มหนึ่งก็ดี ที่เขาแต่งขึ้นมาให้นกชนิดหนึ่ง พูดมาอย่างหนึ่ง, !!! พูดมาตามนิสัยของนกนั่นเอง : พูดธรรมะทั้งนั้นเลยนกทุกชนิด.
น.1096 พวกนกพูดออกมาก็ต้องสังเกตลักษณะนิสัยของนกอะไรพวกนี้ ว่าพูดอะไรออกมา, นกเหล่านั้นพูดออกมาเป็นธรรมะว่าอะไร. หรือมิฉะนั้นก็เอากันง่าย ๆ จะง่ายกว่าที่ ฟังเสียงของนก ว่านกมันว่าอะไร ? นกมันร้องว่าอะไร? ขยายความคำร้องของ นกออกไปเป็นธรรมะ อย่างนี้ก็ได้. ตัวอย่าง นกกระต้อยตีวิด มันร้องกระต้อยตีเว็ด ตีวิด ก็ แปลความว่ามัน ร้องว่า : ยาวจริงโว้ย ยาวจริงโว้ย. คำว่า "ยาวจริงโว้ย" เหมือนว่า สั งสารวัฏฏ์ยาวจริงโว้ย, ความปรารถนาของคนในกามคุณยาวจริงโว้ย, มันยาวจริงโว้ย นี้เรื่อยไปเลย นกมันร้อง. หนังสือเล่มนี้ต้องแต่งโดยโยคีที่นั่งสังเกต นกตลอดเวลา. เป็นที่แน่นอนแล้ว โดยไม่มีใครเถียงได้ว่า ความรู้ความคิดเรื่องจิต เรื่องทุกข์ เรื่องดับทุกข์นี้มาจากในป่า. พระพุทธเจ้าก็ตรัสรู้ในป่า, ฤาษี โยคีมุนีทุกองค์อยู่ในป่า ; อะไร ๆ ได้มาจากป่า, ป่านี้มีอะไรดี เป็นโรงเรียน ได้อะไร ๆ มากจากโรงเรียนนี้. เช่นว่าต้นไม้ ก้อนหิน นก หนู อะไรต่าง ๆ แสดง ลักษณะอย่างหนึ่ง ๆ ให้เกิดความคิดอย่างใด อย่างหนึ่ง เรื่อยขึ้นมา, เรื่อยขึ้นมา. ป่าแวดล้อมจิตใจไปในทางหยุด สงบ ; เพราะจิตที่สงบ ทำให้มองทุกสิ่ง อยู่ในแง่ของความสงบ. หรือมองก้อนหินออกในแง่ของความสงบ ไม่ต้องมีตัวกู อะไรทั้งนั้น ; เรื่องอยู่อย่างก้อนหินนี้ ไม่ต้องมีจิตใจที่เป็นตัวกู-ของกู. นี้ธรรมชาติ หรือไม่ธรรมชาติ? นี้ธรรมชาติมากกว่าที่แรกนะ มากกว่าพังก้อนหินพูด ฟัง ต้นไม้พูด นี้ธรรมชาติพูดยิ่งกว่านกต้อยตีวิดนี้ตั้งมากมาย. ควรจะมีความพอใจที่อยู่กับธรรมชาติ; คุ้นเคยกับธรรมชาติ กินนอนง่าย ๆ ตามแบบธรรมชาติ, เช่นฤๅษีอยู่กระท่อมใบไม้ ; กินใบไม้,
น.1097 ธรรมชาติ (ต่อ ) ๕๑๕ กินรากไม้ผลไม้ ไม่มีข้าวกิน ไม่มีเนื้อสัตว์กิน ไม่มีอะไรกิน ก็อยู่ได้ ; พอขาด เกลือนักเขาก็ไปกินอาหารในบ้านในเมืองเสียที่หนึ่ง. ร่างกายมีความหิวเกลือจัดขึ้นมา ก็ออกจากป่าหิมพานต์ เข้าหมู่บ้านไปกินอาหารมีเกลือเสียทีหนึ่ง. หรือว่าไปกินดิน ที่มีเกลือเสียบ้าง ; มันเป็นได้เหมือนกัน ลองดูเถอะมันขาดเกลือ, เป็นฤๅษีกิน ใบไม้ กินต้นไม้ ดอกไม้ หัวไม้ เง่าไม้ หนักเข้ามันก็ขาดเกลือ เหมือนกับขาดอะไร บางอย่าง เกิดหิวเกลือขึ้นมา ; แต่ไม่เคยปรากฏว่า หิวเนื้อสัตว์ มันไม่ถึงตาย. ถ้าไม่ได้กินเนื้อสัตว์ คงจะมีการเปลี่ยนแปลงในร่างกายบ้าง; แต่ไม่ถึงกับตาย ก็ยัง อยู่ได้อย่างรูปอื่น, ยังมีความคิด ยังฉลาดอยู่. เดี๋ยวนี้ความรู้สึกสมัยใหม่ ๆ นี้ มันขี้ขลาดมากเกินไป ขาดอะไรไป สักนิดเป็นเรื่องใหญ่โต เพราะจิตใจของคนอ่อนแอลงด้วย ก็มันพอดีกัน เลยเป็นเรื่อง ใหญ่โตไป ; แล้วก็ไม่มีใครกินอยู่อย่างธรรมชาติ. เดี๋ยวนี้คนในบ้านในเมือง ในตลาดในเมืองหลวง ไม่ได้กินอยู่อย่างธรรมชาติ; ย่อมขาดอะไรมาก. ฤๅษีไปอยู่ป่าหิมพานต์กินตามธรรมชาติ กลับไม่ขาดอะไร, ที่ไม่กินเนื้อสัตว์ ก็ไม่ขาดอะไร ; กินใบไม้ กินแต่เนื้อไม้ กินรากไม้ หัวไม้ เง่าไม้ เช่น เง่าบัว ก็กินไปเดือนหนึ่ง ฝักบัวก็กินไปเดือนหนึ่ง หญ้าบอนอะไรก็กินไป ; ผลไม้มีก็กิน ผลไม้. กินกล้วยนี้อยู่ได้ไหม ? ไม่ได้กินเนื้อกินกล้วยนี้อยู่ได้ไหม ? ที่จริง สบาย แต่ต้องกินบ่อย เพราะหิวจัดง่าย, ย่อยเร็ว, จะฉันอย่างพระเพียงไม่กี่ชั่วโมงนี้ ตกกลางคืนหิวอยู่ไม่ได้, หิวต้องกินอีก. ถ้ากินข้าว กินแป้ง กินเนื้อสัตว์ อยู่ก็ ชั่วโมง ไม่หิว ; เพราะย่อยยากอยู่ได้นาน. ผมเคยลองดูแล้ว กินกล้วยนี้อยู่ไม่ถึง ๓ ชั่วโมง หิวแล้ว; พอตกกลางคืน หิวเหมือนไส้จะขาด, หิวไส้จะขาด ทำอะไรไม่ได้. ถ้าไปถือวินัยของพระ จะแก้ ไม่ได้, ต้องกินได้เรื่อยอย่างพวกฤๅษีละก็ได้. กินผักกินผลไม้ต้องไม่ถือวินัยเคร่ง
น.1098 เรื่องกิน. พอหิวขึ้นมา กินได้เรื่อย หิวเมื่อไหร่ กินได้ หิวเมื่อไร กินได้ ; ก็อยู่ ได้ แล้วสบายเสียอีก ; แล้วอยู่ได้อย่างถูกธรรมชาติที่สุด. เรามันครึ่ง ๆ กลาง ๆ ไปเปลี่ยนอาหารผิดธรรมชาติ แล้ว ยังไม่ลงกันกับธรรมชาติ นั่นแหละจึงมี โรคภัยไข้เจ็บ ขาดนั่นขาดนี้ ขาดวิตามินโน่น วิตามินนี้ยุ่งไป ถ้าไม่มีเนื้อไม่มี ปลากิน ก็กินไม่ได้ ไม่หิว ไม่อยากเสียอีก ; นี่ยุ่งไปหมด. ควรจะมีจิตให้สงบเป็นธรรมชาติก่อน แล้วก็ปล่อยไปตามเรื่อง จะมี ส่วนถูกมากกว่า. ถ้าจิตเดือดเป็นบ้าอย่างนั้น ไม่ได้แล้วละ จะกินอะไร จะทำ อะไรไม่ได้ทั้งนั้น. ต้องระงับความโกรธเสียก่อน ; ความมีจิตใจหงุดหงิด ความขัดใจ ความโกรธซึ่งทำให้จิตเป็นบ้านี้ต้องระงับก่อน แล้วจึงจะไปดึง ความโลภความอะไรให้มันเนื้อยไป, กระทั่งโมหะความหลงที่เนื่อยเข้าไปอีกนั่นออก เสีย จึงจะไม่ผิดธรรมชาติ. ขอให้นำไปพิจารณา เรื่องอยู่อย่างธรรมชาตินี้ ควรจะอยู่กันอย่างไร จึงจะ พอเหมาะพอสม. วันนี้จบเพียงนี้
Buddhadasa