น.1059 ธรรมปาฏิโมกข์วันนี้ จะพูดกันเรื่อง "ธรรมชาติ" ซึ่งหมายความว่า ไม่ยกเว้นเรื่องอะไร, เป็นเรื่อง ธรรมชาติทั้งนั้น. ทุกเรื่องไม่ว่าสังขตะ หรือ อสังขตะ นี้เป็นธรรมชาติ; ต่ำที่สุด สูงที่สุดกล่าวคือนิพพาน นิพพานนี้ก็เป็นธรรมชาติ. นี่ถือเอาภาษาบาลีเป็น หลัก ; ถ้าถือตามภาษาของบุคคลทั่วไป หรือใช้ภาษา ฝรั่ง อาจจะเป็นคนละเรื่อง. ส่วนภาษาไทยพูดว่า ธรรมชาติ ก็มุ่งถึงสิ่งใดที่มนุษย์แต่งทำขึ้น นั่นมิใช่ ธรรมชาติ; อย่างนี้ผิด. ธรรม กับ ธรรมชาติ มีความหมายอย่างเดียวกัน เรื่องธรรมชาติ ภาษาบาลีว่า " ธมฺม " คำเดียว ไม่มีชาติ. คำว่า ธมฺม, ธรรม, มีหลายความหมาย : ความหมายที่สำคัญที่สุดว่า ธรรมชาติหรือ ๔๗๗
น.1060 ธรรมดา, หนทางเป็นธรรมชาติที่ดับกิเลสนี้ ; ธรรมชาติตัวนี้คือ ธรรม บาลี ว่าธัมโม. ธรรมชาติเป็นธรรมดา, ธรรมชาติคือธรรม; ธรรมฝ่ายที่ปัจจัย ปรุงแต่ง, ฝ่ายที่ปัจจัยไม่ปรุงแต่ง, นั่นคือธรรมชาติทั้งนั้น. แม้ว่ามนุษย์จะเอา มาปรุงแต่งมาทำขึ้น ก็คือเอาธรรมชาติมาทำขึ้น เอาตัวธรรมชาติ เอาของธรรมชาติ และเอาวัตถุธรรมชาติมาทำขึ้น, แล้วก็ทำตามกฎของธรรมชาติด้วย ไม่เช่นนั้นก็เป็น ไปไม่ได้. เช่นว่าสร้างบ้านสร้างเรือนนี้ ต้องทำให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ จึง จะเป็นบ้านเป็นเรือนขึ้นมา. ยิ่งเรียนธรรมชาติยิ่งรู้ความจริง, ยิ่งรู้พุทธ- ศาสนา. วันหนึ่งที่คุรุสภา ผมแกล้งพูดเยอะ เพื่อหยั่งเสียง ท่านผู้รู้ทั้งหลายดู ; ผมว่า "ยิ่งเรียนพุทธศาสนา ยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา" ; เขาเลยหัวเราะเยาะ, ยิ่งเรียน พุทธศาสนายิ่งไม่รู้พุทธศาสนา เขาเลยหัวเราะเยาะ ; ถามว่าถ้าอย่างนั้นให้เรียน อะไร ? ผมว่าเรียนธรรมชาติ, ยิ่งเรียนธรรมชาติ ยิ่งรู้พุทธศาสนา. สำหรับ สมัยนี้ ยิ่งไปเรียนพุทธศาสนาของสมัยนี้แล้ว ยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา ; เพราะว่าที่เรียก ว่าพุทธศาสนาของคนสมัยนี้นั้นมันบ้าบอเต็มที่แล้ว : คือเขียนขึ้น ทำขึ้น พูดขึ้น บัญญัติขึ้น เป็นปฏิบัติแบบนั้น ปฏิบัติแบบนี้ ปฏิบัติแบบสำนักนั้น แบบสำนักนี้ ; นี่ก็บ้าเต็มที่แล้ว. ถึงเรื่องปริยัติก็เหมือนกัน ขยายเป็นอรรถกถาฎีกา ก็เป็นเรื่อง บ้ามากขึ้นไปอีกและยิ่งไม่ใช่พุทธศาสนา จนกระทั่งเรียนหมดนี้ไม่น่าจะเรียกว่าพุทธ- ศาสนา. ยิ่งเรียนพุทธศาสนาแบบนี้ ยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา ; ไปเรียนธรรมชาติเสีย ดีกว่า. พวก เรียนพระไตรปิฎกยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา เพราะไปเรียน system ที่เขาทำขึ้นทีหลัง, ซึ่งไกลธรรมชาติ. ยิ่งไปเรียนอย่างวรรณคดีอย่างอักษร- ศาสตร์ ยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา ; จะเรียนอย่างพุทธศาสนา ก็จับปมไม่ได้, เพราะเป็น เรื่องเรียนบาลี เรียนภาษา เรียนวรรณคดี เรียน logic เรียนจิตวิทยา อย่างอภิธรรมนี้ เสียเรื่อยไป ; อย่างนี้ยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา.
น.1061 ผมกล้ายืนยันเลยว่า ยิ่งเรียนพระไตรปิฎกอย่างสมัยนี้ ยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา, เรียนพระไตรปิฎกเดี๋ยวนี้ และเรียนอย่างวิธีเรียนของสมัยนี้ ยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา. ถ้าหันไปเรียนตามวิธีของธรรมชาติ และ เรียนอย่างเป็นธรรมชาติ, ให้พระไตร- ปีฎกเป็นเพียงบันทึกเรื่องธรรมชาติ ก็จะรู้พุทธศาสนา. เมื่อพูดที่คุรุสภา ผมก็ยืนยันว่า "ถ้าคุณไปเรียนธรรมชาติจะยิ่งรู้พุทธศาสนา" เขาเลยนิ่งเลย. การเรียนพุทธศาสนา ต้องเรียนจากธรรมชาติ : กายยาววาหนาคืบนี้ การที่จะ เรียนพุทธศาสนาต้องเรียนตัวเอง จึงจะรู้พุทธศาสนา; ไป เรียนพุทธศาสนาละก็ยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา. ต้องเรียนตัวเอง อย่างพระพุทธเจ้าท่าน สอน : โลกก็ดี เหตุให้เกิดโลกก็ดี ความดับสนิทแห่งโลกก็ดี ทางให้ถึงความดับสนิท แห่งโลกก็ดี ; ตถาคตบัญญัติไว้ในร่างกายนี้, ในตัวนี้ ในร่างกายที่ยาววาหนึ่ง ที่มีใจมีสัญญานี้ ; แล้วเรียน "ตัว" นี้ จึงจะรู้พุทธศาสนา. ยิ่งไปเรียนพระไตร- ปีฎกก็บ้าเลย เพราะมากมายจนเป็นเรื่องวนเวียน จนไม่รู้อะไรเป็นอะไร พระไตรปิฎก ชั้นหลัง เช่น อภิธรรม นี้ยิ่งไปไกลเตลิดเปิดเปิง เป็นส่วนเกิน. ไปอ่านปาฐกถาที่วัดนรนาถ ฯ คราวก่อนดู. ผมว่าอภิธรรมเป็นส่วนเกิน อย่างไรบ้าง, มีเหตุผลอย่างไร จึงว่าอย่างนี้ ? อภิ แปลว่า เกิน ก็ได้ แปลว่า ยิ่ง ก็ได้. ถ้าอภิธรรมแปลว่าธรรมะอันยิ่ง ก็ต้องเรื่องสุญญตา ; นี่คือกำมือ เดียวที่พระพุทธเจ้าตรัส. ใบไม้กำมือเดียวนี้ เมื่อเทียบกันกับใบไม้ทั้งป่า, ใบไม้ กำมือเดียว คือหัวใจของธรรมะ นั่นคือ อภิธรรม , อภิธรรมอย่างยิ่ง ; ส่วนที่ขยายออกไปเป็นใบไม้ทั้งป่านี้ เป็นอภิธรรมชนิดที่เป็นธรรมะ ส่วนเกิน. ใบไม้กำมือเดียวกับใบไม้ทั้งป่า เทียบกันดูเถอะไม่รู้กี่ล้าน ๆ ๆ ๆ เท่า ที่เป็นส่วนเกิน, ที่คนข้างหลังเขียนออกไปเป็นส่วนเกินทั้งนั้น : เป็นจิตวิทยา
น.1062 ตรรกวิทยา ฯ ล ฯ ยิ่งเป็นส่วนเกินมากเข้าไปทุกที. ที่เรียกว่าอภิธรรม อย่างที่เรียน กันอยู่นี้เป็นธรรมะส่วนเกิน ส่วนเฟ้อ ; ยิ่งเรียนยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา, เพราะยิ่งไกล ออกไป ยิ่งไกลออกไป. การปฏิบัติธรรม ต้องทำอย่างไม่เอาอะไร คนเดี๋ยวนี้ยิ่งเรียน-ยิ่งเรียนก็ยิ่งไม่รู้, ยิ่งเรียนยิ่งไม่รู้ ยิ่งเรียนยิ่งไม่รู้, จะ ยิ่งบ้ามากขึ้นทุกที. เพราะเรียนเพื่อเอาความรู้, เพื่อเป็นนั่น เป็นนี่, เป็นผู้มี ความรู้ เป็นดีเป็นเด่น ; อย่างนี้มันก็ยิ่งบ้ามากขึ้นทุกที. การปฏิบัติธรรม ปฏิบัติวิปัสสนา ปฏิบัติธรรมะโดยตรงนี้ก็เหมือนกัน ต้องระวังมากเหมือนกัน ; มันต้องปฏิบัติเพื่อไม่บรรลุอะไรจึงจะดี, ปฏิบัติเพื่อไม่เอาอะไร เพื่อไม่ได้ อะไร เพื่อไม่บรรลุอะไร นั่นละถูก. การปฏิบัติเพื่อได้อะไร เพื่อบรรลุอะไรนี้ มันยิ่งบ้า-ยิ่งบ้า ; ยิ่งปฏิบัติเพื่อเป็นพระอรหันต์ เพื่อบรรลุความเป็นพระอรหันต์ยิ่งบ้า ยิ่งมีตัวตนจัดขึ้น ๆ. การจะปฏิบัติเพื่อจะดับทุกข์นี้ บ้าพอใช้อยู่แล้ว, มีตัวกูผู้ เป็นทุกข์ จึงจะดับทุกข์ นี้ก็บ้าพอใช้อยู่แล้ว. ทำไมไม่นึกถึงพระพุทธภาษิตที่ว่า "ซึ่งภิกษุที่คิดว่าจะจำพรรษาที่นี่สักหนึ่ง พรรษานี้ เป็นคนพาล". ใครเข้าใจพุทธภาษิตนี้ว่าอย่างไร ? อิติ พาโล อิธ วสฺสํ วสิสฺสามิ -ความคิดว่าจะอยู่จำพรรษาที่นี่สักพรรษาหนึ่ง อย่างนี้เป็นคนพาล แล้ว ; เพราะมีตัวกูที่จะอยู่ที่นั่นที่นี่, เป็นคนพาลแล้ว. ต้องไม่มีตัวกูอยู่ที่นั่นที่นี่ จึงจะเป็นธรรมะ. การจำพรรษาค้างฝนตามวินัยนี้อีกเรื่องหนึ่ง ; แต่ความคิดที่ว่า "ตัวกูจะอยู่ที่นี่สัก ๑ พรรษานี้" : อิธ วสฺสํ วสิสฺสามิ _; นี่เพื่อจะได้ เพื่อจะเอา เพื่อจะเป็น เพื่อจะอยู่ ; มีตัวกูทั้งนั้น จงระวังให้ดี. การปฏิบัติหรือการศึกษา ก็ตาม การปฏิบัติก็ตาม เพื่อจะได้ เพื่อจะเป็นนี้; มันไม่ไหวแล้ว มัน ยิ่งบ้ามากขึ้นทุกที.
น.1063 คนที่เป็นฝรั่งมาที่นี่ เขาคิดว่าจะ obtain หรือ attain อะไรอย่างนี้ ระวังให้ ดีเถอะ ยิ่งจะบ้ามากขึ้น ; จะ obtain นั่น จะ attain นี่ ระวังให้ดีจะบ้ามากขึ้น. แต่ถ้าเพื่อไม่เอาอะไร, เพื่อไม่เอาอะไร ยิ่งขึ้นทุกทีเลย, เพื่อไม่ obtain เพื่อไม่ attain ยิ่งขึ้น ๆๆ นี้จะดีและถูก ; มีทั้งทางว่าง และทางสุญญตา. ปฏิบัติเพื่อ ตัวฉันน้อย ๆ จะไป obtain อะไรกัน จะ attain อะไร ; มีแต่จะให้ว่างไปในที่สุด. บางพวกเห่อไปทำวิปัสสนาที่นั่นที่นี่, มันเพื่อจะ obtain นั่น attain นี่ อะไรกัน ทั้งนั้น หรือบางทีก็บ้ามากกว่าเดิม. ควรจะสอนให้เข้าใจถูกกันเสียตั้งแต่ต้น ; อย่า ปฏิบัติเพื่อจะบรรลุนั่น เพื่อจะบรรลุนี่ เหมือนอย่างที่เขาว่ากัน หรือเขาแต่งตั้ง กันให้เป็นว่า เดี๋ยวนี้แกบรรลุขั้นโสดา ขั้นอะไรๆ ; นี่คือ บ้าทั้งคนตั้ง บ้าทั้งคน รับที่ไปใฝ่ฝัน. ทีนี้ ถ้าเราพูดว่าปฏิบัติเพื่อไม่บรรลุอะไร ; ก็โง่ จนฟังไม่ถูก, ถ้า มีใครพูดว่า ปฏิบัติเพื่อไม่บรรลุอะไรเลย คนเหล่านี้ก็โง่จนฟังไม่ถูก : ว่าทำอะไร กัน ว่าทำเพื่ออะไรกัน ปฏิบัติเพื่อไม่บรรลุอะไรเลย; เพราะว่า "ว่าง" ไปทั้งสิ่งที่ จะบรรลุและทั้งตัวผู้ที่จะบรรลุ, ไม่สำคัญนิพพานว่าเป็นนิพพาน. ไม่สำคัญใน นิพพาน ไม่สำคัญซึ่งนิพพานอะไรนี้ ตัวนิพพานก็ว่างไป ; จะบรรลุอะไรได้ จะบรรลุ นิพพานอย่างไรได้. แล้ว "ตัว" นี้ก็เหมือนกัน ก็ไม่มีตัว; ไม่สำคัญว่า "เป็นขันธ์" , ไม่สำคัญว่า "ในขันธ์" ; ไม่สำคัญซึ่งว่า "ขันธ์" , ไม่สำคัญ "ขันธ์นี้ว่าของเรา", คำว่า "ขันธ์นี้" ก็ว่างไป. ฝ่ายนี้ก็ว่าง ฝ่ายโน้น ก็ว่าง ; ไม่มีใครจะบรรลุหรือได้รับอะไร. เราคิดไปทำนองนี้จะสั้นเข้า ปฏิบัติ เพื่อไม่บรรลุอะไร ปฏิบัติเพื่อไม่เอาอะไรนี้จะสั้นเข้า, จะเร็วเข้า แล้วจะ “ถึงตัว" ทีเดียวเลย. จงอย่าละโมบหรือตะกละ ที่จะบรรลุนั่นบรรลุนี้ เป็นนั่นเป็นนี่ ; หวัง เห่อ ทะเยอ ทะยาน นี้ยิ่งไกลออกไป ยิ่งวนอ้อมไกลออกไป; ยิ่งยึดตัวตนใน สิ่งที่สูงขึ้นไปกว่า ที่น่ารัก น่ายึดถือกว่า ; นี้ก็ยิ่งยึดถือมากกว่า. ฉะนั้น คนที่
น.1064 ยึดถือ มรรค ผล นิพพาน ในความหวังนี้ ยิ่งกว่าเป็นอยู่อย่างเดิม ; เป็น มรรค ผล นิพพาน ในความหวังไว้เท่านั้นเอง ; เข้าใจผิดเป็นอุปาทานตามทัศนะของบุคคลนั้น. ความสำคัญที่นิพพาน, สำคัญว่าเป็นนิพพาน, สำคัญว่านิพพานของเรานี้ กำลัง เป็นกันอยู่ คือเป็นไปตามทัศนะของบุคคลนั้น. ควรจะคิดว่า ปฏิบัตินี้ ปฏิบัติเพื่อไม่ให้มันมุ่งอะไรที่จะเอา, หรือไม่มี ผู้เอา อย่างบทปัจจเวกขณ์ที่ว่า : ยถาปจฺจยํ ปวฺตมานํ ธาตุมตฺตเมเวตํ, ยทิทํ จีวรํ ตทุปภุญฺชโก จ ปุคฺคโล ธาตุมตฺตโก นิสฺสตฺโต นิชฺชีโว สุญฺโญ สิ่งเหล่านี้ เป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติเท่านั้น กำลังเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยอยู่เนืองนิจ, จีวร นี้ก็ดี ผู้บริโภคจีวรนี้ก็ดี เป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ, มิได้เป็นสัตวะอันยั่งยืน, มิได้เป็นชีวะอันเป็นบุรุษบุคคล, ว่างเปล่าจากความหมายแห่งความเป็นตัวตน. ต้องปฏิบัติให้เป็นอย่างนี้. เรื่องบิณฑบาตก็เหมือนกัน, เรื่องเสนาสนะก็เหมือนกัน, เรื่องยาแก้โรคก็เหมือนกัน ; ปฏิบัติเพื่อไม่เอาอะไร เพื่อไม่เป็นอะไร. ผมเคยใช้คำพูดนี้อย่างรุนแรงและมากที่สุดอยู่พักหนึ่ง คือว่า "ไม่เอา ไม่เป็น" ใช้คำสองคำนี้ เรื่องไม่เอาและก็ไม่เป็น. การที่เอาโน่นเอานี้เป็นของเรา, การที่ "เป็น" คือเป็นเรา เป็นตัวเรา ; ไม่เอาและไม่เป็น คือไม่มีเราไม่มีของเรา. แต่ว่าเป็นเรื่องยาก เข้าใจผิดก็เป็น มิจฉาทิฏฐิได้ ทุกเรื่องเข้าใจผิดเป็นมิจฉา ทิฏฐิได้, นิสสัตโต นิชชีโว อนัตตา สุญญตา เข้าใจผิดก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ ทั้งนั้น ; ต้องเข้าใจเสียให้ถูก. เรามาอยู่ป่า มาอยู่สวนโมกข์ มาอยู่วัด ไปอยู่หิมาลัยอะไรก็ตามเหล่านี้ ถ้าไปอยู่เพื่อได้อะไร ? เพื่อจะเป็นอะไร เพื่อจะเอาอะไร อย่างนั้นก็ไม่ถูก. ต้อง เพื่อให้ ว่างจากเอา-จากเป็น มากขึ้น ๆ. อย่าถือว่าเป็นการบรรลุหรือได้รับ ;
น.1065 เพราะจะเป็นตัวเป็นตนขึ้นมาอีก. ให้มันค่อยจางไป-จางไป ไม่ย้อนมาติด, จางออกไป-จางออกไป-จางออกไป, เพื่อความจางออกไป, เพื่อความสิ้นสุด ว่างไปไม่มีเหลือ ; นี่ควรจะปฏิบัติเพื่ออย่างนี้. อย่ามีหมายมั่นปั้นมือเพื่อจะเอา เป็นชิ้นเป็นอัน, จะบรรลุนั่น บรรลุนี่ บรรลุโสดา บรรลุสกิทาคา ; นั้นเป็นความหวัง เป็นความฝัน เป็นเรื่องว่าเอาเอง ตามทัศนะของตน, ยึดมั่นถือมั่นเอาเอง แล้วก็ไปมีผลเป็นอันนั้น. กูดีกว่าใครแล้ว หรือกูสูงกว่าใคร, กูดีกว่าใคร กูอะไรกว่าใครแล้ว, นั่นบ้ามากกว่าเดิม. ฉะนั้น คนที่รู้ธรรมะ จึงหุบปาก ยิ่งรู้เรื่องนิพพานแล้วก็หุบปากสนิท, หุบปาก อย่างวิมลเกียรติ, หุบปากอย่างคางคก. คางคกนี้หุบปากจนไม่เห็นเส้น ; ไปดู คางคกธรรมดา ๆ ไปดูเถอะ จะเห็นว่าคางคกไม่มีปาก ไม่มีเส้นปาก มันหุบของมัน สนิท. ยิ่งรู้ธรรมะก็ยิ่งพูดไม่ได้ ; พอรู้ธรรมะสูงสุด คือนิพพานยิ่งพูดไม่ออก, พูดไม่ถูก หรือบรรยายไม่ได้, เป็นสิ่งที่บรรยายไม่ได้. ถ้าบรรยายได้แล้วยังไม่ใช่, ยังไม่ใช่ตัวนิพพานแท้ แต่เป็นนิพพานท่องจำมา ; ก็พูดได้ พูด ๓-๔ วัน, ๓-๔ เดือน ก็พูดได้ ; เป็นนิพพานท่องจำ. ถึงแม้ว่าเราจะใช้คำว่าธรรมะหรือธรรมชาติก็เหมือนกัน ; ถ้ามองเห็น ธรรมชาติจริงๆ แท้ๆ ก็พูดไม่ได้เหมือนกัน , บรรยายไม่ได้. ธรรมชาติ ส่วนแท้ ส่วนลึก ส่วนจริง ส่วนยิ่ง, ธรรมชาติส่วนนี้เป็นสิ่งที่พูดไม่ได้. ธรรมะ ส่วนที่บรรยายเป็นคำพูดไม่ได้นี้ เราต้องการ ; แต่เราอย่าไปต้องการในคำพูดอย่างนี้, จะไปเหมือนกับต้องการของดี ของวิเศษ ของอะไรไปเสียอีก; แต่โดยข้อเท็จจริง ก็เพื่อจะถึงสิ่งนี้ เพื่อให้บรรลุถึง สิ่งที่พูดด้วยปากไม่ได้. การปฏิบัติธรรม ต้องมุ่งหมายเพื่อทำลายตัวกู-ของกู นี้ ถ้าเรา ไม่รู้ว่าจะปฏิบัติอย่างไร ; ที่พูดนี้ฟังออกหรือฟังไม่ออก ; ถ้า ไม่รู้ว่าจะปฏิบัติอย่างไร ก็ควรจะย้อนไปในเรื่องที่เราพูดกันอยู่บ่อยที่สุด มากที่สุด
น.1066 พูดกันแทบทุกวัน : ปฏิบัติเพื่อทำลายตัวกู-ของกู. การปฏิบัติเพื่อทำลายตัวกู- ของกู ผู้ปฏิบัติเพื่อไม่บรรลุอะไร เพื่อไม่ได้อะไร เพื่อไม่เอาอะไร ; ทำลายตัวกู- ของกู ให้หมดไป แล้วมันไม่มีอะไรที่ได้, ไม่มีการได้ ไม่มีผู้ได้. ถ้าพูดกลับก็ว่า ได้แก่ความไม่มีตัวกู ; อย่างนี้ก็ยังไม่ถูก เพราะไม่มีตัวผู้จะได้ หรือผู้จะต้องการเสีย แล้ว มันมีแต่คำพูด เหมือนอย่างจะพูด พยายามจะพูด ว่าเราปฏิบัติเพื่อบรรลุถึง หรือ ได้มาซึ่งความสิ้นไปแห่งตัวกู ; บ้าเลยอีก. เมื่อถึงความสิ้นไปแห่งตัวกู ก็ไม่มี ตัวผู้ที่จะต้องการ คือต้องการธรรมะนี้ ฉะนั้นจึงไม่ใช่ทางที่จะพูดไปได้. อะไรที่ เป็นการทำลายความเห็นแก่ตน ก็ทำไปก็แล้วกัน ; เพื่อทำลายความเห็น แก่ตน. วันก่อนผมพูดที่ศาลา พูดถึงเรื่องว่า ไม่มีพระเณรองค์ไหนจะถือเปลือกแตงโม ชิ้นหนึ่งไปให้เต่ากิน, เปลือกแตงโมชิ้นเล็ก ๆ ที่มีอยู่ แล้วก็ถือไปให้เต่ากิน ; ไม่มีพระเณรองค์ไหนทำ. ลองพิจารณาดู, เพราะเห็นว่ามันเล็กนิด ไม่มีประโยชน์ ไม่คุ้มกับที่จะเดินมา แล้วถ้ามาให้เต่ากินได้บุญ ก็เป็นบุญที่เล็กนิด ไม่คุ้มที่จะเดินมา ; ไม่มีใครคิดว่าจะถือเปลือกแตงโมชิ้นหนึ่งมาให้เต่ากิน. การเห็นว่ามันเล็กนัก บุญน้อยนัก ไม่พอกันนี้ ก็เพราะความเห็นแก่ตัว; เพราะต้องการมาก ยิ่งถือว่าไม่ได้กำไรอะไรมาก, หรือถ้าจะไม่คุ้มทุน ค่าที่เดินมา เอามาให้กิน. นี้ เป็นคนมีตัวกูที่เห็นแก่ตัว จึงไม่ทำ ; ส่วนมากไม่ทำในสิ่งที่จะทำลายตัวกู ทำอะไร อย่างนี้ไม่ทำได้; อย่างนี้เข้าใจผิด. ถ้าเราลำบากมาก เอาเปลือกแตงโมชิ้นหนึ่งมาให้เต่ากิน แล้วเราทำ หรือ ทำได้อย่างนี้แล้ว ; นั่นคือทำลายความเห็นแก่ตัว, ทำลายตัวกู ทำลายความเห็น แก่ตัว, แล้วจึงได้มาก ได้มากมายเหลือเกิน คือได้การทำลายความเห็นแก่ตัว. ขี้เกียจเดินมาก็เพราะเห็นแก่ตัว ; ถ้าเดินมา ก็ทำลายความเห็นแก่ตัวใน ข้อที่ขี้เกียจ. ถ้าถือว่าเปลือกแตงโมนิดเดียว ไม่มีค่า เอามาให้เต่ากิน ได้บุญ
น.1067 นิดเดียวนี้ไม่คุ้มกัน, อย่างนี้เพราะว่าเรามีตัวกูมาก จะเอามาก. ถ้าเราเดินมาทำ มันก็ทำลายตัวกูข้อนี้หมดลงไป แล้วการที่ทำลายความเห็นแก่ตัว ทำลายตัวกู ข้อนี้ ยังมีค่ามากกว่าเปลือกแตงโมนิดเดียว, มีค่าตีราคาไม่ถูกเลย มีราคามาก. คนโง่ ๆ นั้นตั้งใจหาเงินมาร้อยบาท พันบาท หมื่นบาท เอาไปทอดกฐิน. นี้เป็นความโง่ของคน ที่เข้าใจว่าจะทอดกฐินเป็นหมื่นบาทนี้ได้บุญมาก ๆ นาน ๆ, จะได้บุญเป็นเงินล้าน ๆ; อย่างนี้เหมา ๆ เอามาก และเพิ่มความเห็นแก่ตัว เพิ่ม ตัวกู เพิ่มความมีตัวกูมากขึ้นเท่านั้น. คิดแล้วยิ่งฟุบลงไป เป็นสัตว์เดรัจฉานมากเข้า เพราะความโง่. นี้ถ้าพระเณรเก็บเปลือกแตงโมชิ้นหนึ่งราคาไม่ถึงสตางค์มาให้เต่ากิน, คือทำลายความเห็นแก่ตัว. พิจารณาดูจะเห็นว่า ไม่ได้ต้องการอะไร, แล้วได้ ผลคือทำลายความเห็นแก่ตัว ยิ่งกว่าทายกคนหนึ่งที่ทอดกฐินราคาหมื่นหนึ่ง สองหมื่น. คนทอดกฐินราคาหมื่นหนึ่งนี้ ต้องการได้บุญชนิดที่เป็นไปเพื่อรับประทานเป็น ตัวกู-ของกูที่เจริญยิ่งขึ้นไป, เป็นของพวกที่ปรุงแต่งให้มากขึ้นไป แล้วเขาจะได้ อะไร ทั้งที่ลงทุนของไปทอดกฐินตั้งหมื่นตั้งแสนอย่างนี้ เป็นต้น. นี้ผมว่าตามหลัก ทั่วไป คนที่เขาทอดกฐินเขาเป็นอย่างนี้ อาจจะมีได้บ้าง ถ้าคนสักคนหนึ่งจะทอดกฐิน ตั้งหมื่นบาทเพื่อไม่เอาอะไรเลยนี้ ; ถ้ามี ก็นับว่าดีกว่าที่เอาเปลือกแตงโมชิ้นหนึ่งไป ให้เต่ากิน. แต่ถ้าว่าเขาไปทอดกฐิน แบบที่จะเอากำไรอีกหลายสิบเท่า หลายร้อยเท่า พันเท่าเอาหน้า เอาเกียรติอะไรนี้; ผมเชื่อว่าเอาเปลือกแตงโมชิ้นหนึ่งไปให้เต่ากิน นี้ได้อานิสงส์มากกว่า, เพราะว่าเป็นไปเพื่อทำลายตัวกู ทำลายของกูโดยตรงต่อหลัก ของพุทธศาสนา. พยายามปฏิบัติเพื่อทำลายตัวกู-ของกู นี้เป็นหนทางถูก จงไป พยายามปฏิบัติเพื่อทำลายตัวกู-ของกู อย่าให้มันยกหูชูหาง นี้พูด คำหยาบ ๆ ว่า "ยกหูชูหาง" เป็นสัตว์, เป็นสัตว์เดรัจฉานที่กำลังถือตัวถือตนจัด,
น.1068 ยกหูชูหาง. อย่าปฏิบัติเป็นไปเพื่อยกหูชูหาง. ถ้าตอบคำถามว่า มาอยู่ สวนโมกข์ทำไม ? ก็เพื่อตัดหูตัดหาง, ลดหูลดหาง, พูดกันอย่างนี้ดีกว่า : คือ ทำลายความเห็นแก่ตัว, อย่ามาต่อหูต่อหางให้มันยาวออกไป แล้วอย่าไปยกให้ มันสูง ๆ ทุกที่ที่เป็น ๆ กันอยู่. ความไม่รู้จักยอม ความไม่รู้จักให้อภัย ความ นิ่งไม่ได้ อะไรนี้ มันเป็นเรื่องยกหูชูหางทั้งนั้น ; นี่คือยอดสุดของอภิธรรมแท้ ไม่ใช่ส่วนเกินส่วนเฟ้อ ; มีคำพูดเพียง ๒-๓ คำ แล้วปฏิบัติได้ผลเลย เพื่อไม่บรรลุ อะไร ไม่เอาอะไร ไม่เป็นอะไร. เรามี วัฒนธรรมอินเดียเป็นรากฐาน กระทั่งมีพุทธศาสนาก็เป็นของอินเดีย, ลองนึกถึงวัฒนธรรมอินเดีย แรกเริ่มของ การออกไปเป็นนักบวชไปอยู่ป่า. เอาที่ มีหลักฐานเป็นวัตถุ เช่นหินสลักที่ภารหุต ที่อะไรเหล่านี้ ซึ่งเก่ากว่าที่ไหน ๆ, คนที่ เบื่อโลก คือเห็นโลกไม่มีสาระ ไม่น่าชื่นใจ ออกไปอยู่ป่า ออกไปทางไกลสุด ไปหิมาลัย ไปไหนก็ตามใจ ออกไปอยู่ป่า. เราต้องศึกษาดูว่า คนเหล่านี้เขาต้อง การอะไร, คนเหล่านี้เขา ต้องการความจางไป หายไปแห่งตัวกู ทั้งนั้น หินสลัก หลายชิ้น ชอบสลักเป็นภาพโยคี ที่ออกไปอยู่ป่านี้ มันไม่มีอะไรเป็นเพื่อน, มีลิงบ้าง มีเต่าบ้าง มีปลาบ้าง มีอีกาบ้าง ไม่มีคน ไม่มีอะไรเลย มีแต่โยคี. แล้วนี่เห็น ได้ว่า นอกจากไม่เอาอะไรแล้วเขายิ่งเสียสละ เสียสละส่วนตัวให้สัตว์ตัวเล็ก ๆ เช่น อีเหยี่ยว อีกา ให้มันได้รับความสุข ได้รับความสบาย. เปรียบกันดูว่า : คุณจะถือเปลือกแตงโมชิ้นหนึ่งจากศาลาเดินมาให้เต่าที่นี่ บางทีมีเหงื่อแตก ถึงขนาดเหงื่อแตก, นี่การเสียสละมีเท่าไร ที่ต้องเสียสละ เพื่อจะ ให้สัตว์ตัวเล็ก ๆ ไม่มีความหมาย ไม่มีค่าอะไร ได้รับความสบายใจ. ส่วนการที่ พวกโยคีเขาจะเป็นเพื่อนกันได้กับงู เป็นเพื่อนกันได้กับอีกา เต่า อีเก้ง อะไรก็ตาม ต้องมีการเสียสละเพื่อสิ่งเหล่านี้, หรือทำความพอใจให้กับสิ่งเหล่านี้ มันจึงจะมาอยู่
น.1069 ด้วยได้, ต้องเต็มไปด้วยการเสียสละ. เมื่อ ตัวเอง ไ ม่ต้องการอะไร ก็ทำความ พอใจให้ผู้อื่น อย่างนี้จึงจะเป็นการเสียสละ, แล้วก็เพื่อความไม่ต้องการอะไร นี้มีมากขึ้น. พวกฝรั่งสมัยนี้อาจจะถือว่า ทำอย่างโยคีนี้มันบ้า เสียเวลาเปล่า ๆ ไม่มี ประโยชน์อะไร, เพราะเขามองกันแต่วัตถุที่เป็นชิ้นเป็นอัน เป็น materialism ได้ไปหมด, ไม่รู้เรื่องจิตใจที่สูงขึ้น หรือจิตใจที่ ..., ถ้าพูดให้ถูกก็ จิตใจที่ ละลายไป จางไปจากความเป็นตัวกู-ของกู ซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งความสุข ที่แท้จริงในโลกนี้ ทั้งเพื่อตัวเอง ทั้งเพื่อหมดด้วยกันทั้งโลก เขาไม่สนใจ เรื่องนี้ ; แล้วกลับหาว่าการทำสมาธิภาวนานี้บ้า ๆ บอ ๆ. มีคนเขียนชัด ๆ; ผม เคยอ่านพบ เขาว่า การไปนั่งในป่าของพวกโยคีอินเดียนี้เป็นเรื่องบ้าบอ สู้ไปที่ไหน ๆ พูดกัน ๕ นาที ได้ความรู้มากกว่า, เขาว่าอย่างนี้ : ไปอ่านหนังสือดูที่หอสมุดสัก ชั่วโมง ได้ความรู้หรือประโยชน์ มากกว่าพวกโยคีที่เขาหิมาลัย นั่งสมาธิอยู่จนตายไป เลย ; เขาคิดอย่างนี้. การที่ออกบวชเป็นโยคีไปอยู่ในป่า แล้วเกิดความรู้ขึ้นมา, รู้สึกอะไรขึ้นมา, พวกสมัยใหม่นี้เข้าใจไม่ได้. ส่วนการที่เข้าไปในหอสมุดหนังสือมาก ๆ นั้น เข้าไป ชั่วโมงหนึ่งก็เพิ่มบ้ามาก เพิ่มบ้ามากขึ้น, หรือบ้ามากขึ้น ชั่วโมงหนึ่ง ; เพราะว่า เรียนไกลออกไป อ่านไกลออกไป ไหลไกลออกไปในทางวัตถุ. เพราะฉะนั้นไป หลายชั่วโมง หลายปี หลายเดือนนี้ก็บ้าถึงที่สุดแก้ไม่หาย, พวกนี้จะบ้าจนแก้ไม่ หาย ; โรคบ้าที่เกิดขึ้นจากหอสมุดนี้ บ้าจนแก้ไม่หาย. ผู้ที่ทำอย่างนั้นไม่ได้ จึง กลับมาเพื่อจะเลี้ยวมาศึกษาเรื่องไม่เอาอะไร ไม่เป็นอะไร ไม่มีตัวกู ไม่มีของกูนี้เขา ทำไม่ได้ และไม่เข้าใจ. หนังสือพิมพ์เมื่อไม่กี่วันนี้ มีลงข่าว ว่า ถ้าทหารอเมริกันคนหนึ่งฆ่าเวียดกง ตายไปคนหนึ่งนี้ อนุญาตให้ไปอยู่ในเมืองที่มีไนท์คลับมาก ๆ ๓ วัน, ให้ลาพักได้.
น.1070 นี้ ให้ทหารรบเพื่อได้รางวัลเป็นไนท์คลับ, ไม่ใช่รบเพื่ออุดมคติ ไม่ใช่รบเพื่อความ ยุติธรรม ไม่ใช่รบเพื่อความจริงหรือความถูกต้อง ; ยุให้ทหารรบฆ่าคนคนหนึ่ง แล้ว ก็ให้รางวัลไนท์คลับ ๓ คืนอย่างนี้. โลกเราเดี๋ยวนี้เป็นอย่างนี้ ถ้าอินเดียสมัยโบราณ มีอย่างนี้ก็บ้ามาก. เดิมนักรบมีอุดมคติ มีปรัชญา ทำไปเพื่ออุดมคติ ทำไปเพื่อความ ยุติธรรม ไม่ใช่ทำเพื่อไนท์คลับ ๓ คืน อย่างนี้. นี้เป็นเครื่องเปรียบเทียบระหว่าง โลกสมัยนี้กับโลกสมัยแล้ว ๆ มา ว่ามนุษย์เปลี่ยนไป เห็นแก่วัตถุนิยมอย่างไรบ้าง. นักรบที่ไปรบเพื่อปรัชญา เพื่อความเป็นธรรม, เปลี่ยนมาเป็นรบเพื่อเนื้อ หนังของตัว อย่างนี้พูดธรรมะกันไม่รู้เรื่อง. เราก็หมดความหวังหรือหมด กำลังใจที่จะพูดธรรมะกับคนเหล่านี้ ; แล้วก็มีการโทษกัน ว่า ทำไมจึงไม่พยายามที่ จะเผยแผ่ธรรมะแก่คนเหล่านี้ ; ก็เพราะเขากำลังบ้าหนัก พูดกันไม่รู้เรื่อง. อย่าทำ เพื่อได้อะไรมา, อย่าทำ เพื่อบรรลุอะไร ; ทำเพื่อให้มัน ว่างไปในความไม่มีที่สิ้นสุดดีกว่า. ไปดูรูปตีระฆังจากไม่มีที่สิ้นสุด จนไม่มีที่ สิ้นสุด นั่นแหละเป็นหลักถูกต้อง. เสียงออกมาจากไม่มีที่สิ้นสุด ต้องดับไปสู่ที่ไม่มีที่ สิ้นสุด : ก็คือเท่าเดิมไม่ได้อะไร เป็นอย่างเดิม กลับสู่สภาพเดิม, ไม่ได้อะไร หรือสลายไปสู่สภาพเดิม. นี้คุณก็จะเห็นแล้วว่า เรื่องที่ผมพูด และ คำพูดที่พูดนี้ ไปพูดที่อื่นไม่ได้ ฉะนั้นจึงว่า อย่าเอาคำพูดที่นี่ไปพูดที่อื่น, อย่าเอาบันทึกเสียงนี้ไปเที่ยว ถ่ายทอด เที่ยวคัดลอกพิมพ์อะไรขึ้น; เราไม่ต้องการเลย, ไม่ต้องการให้เอา เรื่องเหล่านี้ไปพูด ไปคัดลอก ไปพิมพ์. พูดอย่างนี้ก็เพื่อประโยชน์แก่คนที่อยู่นี้ แล้วก็โดยเฉพาะพระเณร. นี้ทายกทายิกามาร่วมพึงมากขึ้น ก็ทำให้พูดลำบาก ; บางอย่างก็เลยพูดไม่ได้ ก็มี แต่ว่าไม่เป็นไร สิ่งสำคัญ ๆ พูดได้ทั้งนั้น ; ไม่มีผู้หญิง ไม่มีผู้ชายที่มีอะไรสำคัญ : ที่จะต้องพูดเป็นหลักใหญ่ ๆ เป็นธรรมะ จะเอาไปพูด
น.1071 เป็นเรื่องพิเศษ ส่วนรวบรัดนั้นก็พูดไม่ได้. โดยส่วนใหญ่ โดยกลาง ๆ มันเหมือนกัน เมื่อไม่ต้องการอะไร ไม่มีตัวกู มันก็ไม่เป็นหญิงไม่เป็นชายขึ้นมาได้. พูด ที่นี่ก็เพื่อความสลายไปแห่งความเป็นตัวกู ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์ความ สุข, เป็นที่ตั้งแห่งความรับอารมณ์, เป็นที่ตั้งแห่งความรู้สึกทางเพศนี้ ; แล้วก็ ล้วนแต่เวียนอยู่ที่ตัวกู-ของกูทั้งนั้น. ปัจจุบันนี้ ปฏิบัติธรรมไม่สำเร็จ ก็เพราะมีแต่ต้องการจะเอามาก ถ้าทุกคนจะคิดดูให้ดี พิจารณาดูให้ดี ที่พูด ๆ มาแล้วนี้ มันเป็นคำตอบที่ถามว่า ทำไมเดี๋ยวนี้จึงไม่ประสบความสำเร็จในการศึกษา หรือการปฏิบัติพุทธ- ศาสนา. มีคนถามกันมาก ว่าทำไมครั้งพุทธกาลจึงมีผู้บรรลุมรรคผลมาก และดู สำเร็จง่าย ๆ เหลือเกิน ฟังเดี๋ยวเดียวก็บรรลุมรรคผลที่ตรงนั้นตรงนี้ แล้วก็มีมาก ; เวลาเดี๋ยวนี้ทำไมไม่เชื่อกัน ว่ามีความรู้ หรือการบรรลุมรรคผล หรืออะไรทำนองนั้น. ปัญหาอย่างนี้ ผมคิดว่าเพราะว่าคนสมัยนี้ มันเดินไกลออกไป ไกลออกไป กล่าวคือ บ้ามากในการที่จะได้รับ หรือได้บรรลุ หรือได้เป็นนั่นเป็นนี้. ครั้งโบราณนั้น เขาต้องการจะสิ้นสุด ต้องการจะเบื่อหน่าย ต้องการจะมี ความคลายกำหนัด คลายจางออก เพื่อจะสิ้นสุดนี้ เป็นทุนอยู่มาก ; ส่วนเดี๋ยว นี้มันตรงกันข้าม ต้องการที่จะรวบรัด จะเอา จะยึดถือ จะยึดครอง จะได้ จะบรรลุ นี้ให้มาก ; นี้เดินไปคนละทาง. ลองตั้งใจ ประคับประคองจิตใจให้เดินไปใน ทางไม่เอาอะไร ไม่เป็นอะไร จะเข้าใจพุทธศาสนาง่ายและเร็ว ; จะได้ เป็นไปตามทางของพุทธศาสนาง่าย. ซึ่งจะเป็นผู้มีเกียรติ เป็นผู้มีอะไรอย่างนี้แล้ว ก็เป็นไปไม่ได้, จะทำไปแต่ในทางที่เขานิยมกัน, ทำไปเพื่อประจบคนผู้ฟังมากกว่า ; ไม่กล้าพูดอะไรตรง ๆ พูดตรงก็เหมือนกับด่าเขา ก็เลยไม่กล้า. การไปเผยแผ่พุทธ- ศาสนา ก็เลยทำไปในลักษณะที่ทำให้เขาชอบใจ และให้เขาได้บำรุง ให้เขาได้ให้สิ่ง
น.1072 ตอบแทน ; หรือว่าอย่างดีที่สุดก็มีเกียรติ เพื่อมีเกียรติ. ที่ถูก ต้องเป็นเหมือนกับ ว่าไปผ่าตัด ; ต้องเจ็บปวดเหมือนเอามีดไปเชือดเฉือน ไปผ่าตัด ไปอะไร ซึ่งเจ็บ ปวดเหลือทนจึงจะดี. คุณลองนึกดู หมอที่ผ่าตัด เอามีดมาตัด คนไข้มักชกเอาแรง ๆ, เพราะเจ็บ เหลือทน จนหมอต้องมัดมือมัดเท้า เพราะคนจับไม่อยู่. คนไข้ต่อยหมอ เพราะเจ็บ เมื่อเอามืดไปผ่าตัดเนื้อร้ายหรืออะไรก็ตาม ; การสอนพุทธศาสนา ก็มีอาการคล้าย กันมาก ; ไม่มีที่จะทำให้สบาย หรือครึ้มใจอะไรอย่างนี้, มีแต่เอามืดไป ผ่าตัด. คนอาจจะเห็นเป็นศัตรู, อาจจะเห็นเป็นสิ่งน่ากลัว น่าเกลียด น่ารังเกียจ เมื่อยังไม่เข้าใจ ; พอหายแล้ว พอหมอผ่าตัดเสร็จแล้ว ก็ไม่มีอาการที่จะชกหมอ. ครูบาอาจารย์เฝ้าสั่งสอนยังถูกต่อยถูกชกก็มี ; ไปบ่นว่าตีบ่อย ๆ. ควบคุมนักเรียน มาก อาจารย์ดูว่า จะเตะต่อยอาจารย์ อย่างนี้ก็มี. เด็กป่าเถื่อนบางคนให้กินยาขม ๆ ยังด่าเอา ยังมีการแกล้งส่วนตัวไปเสียอีก; นี้เป็นความหวังดีที่เอายาขม ๆ ให้กิน. เรื่อง ธรรมะ ก็เหมือนกัน มีลักษณะคล้ายกับยาขมเหมือนกัน คงจะไม่น่าฟัง, ที่เราพูด ๆ นี้ก็คงไม่น่าพึง. อย่าปฏิบัติเพื่อจะบรรลุอะไร เพื่อได้อะไร เพื่อเป็นอะไร ; ปฏิบัติให้จาง ให้คลายให้สลายไปในที่สุด ไม่มีตัวกู-ไม่มีของกู. ถ้าพึงไม่ถูกก็ไม่ต้องพึง ; แต่ว่า ให้ทำอยู่เสมอที่จะทำลายความเห็นแก่ตัว . เช่นแม้แต่ทำอะไรให้เป็น ประโยชน์แก่สุนัข แก่เต่า แก่อะไรก็ตาม ซึ่งมันทำด้วยความยากลำบากใจ; นี้ก็เป็น การทำลายความเห็นแก่ตัว มันก็เป็นการดีกว่า. ที่อุตส่าห์ไปทำนั่นทำนี้ให้มีประโยชน์ อยู่ตลอดกาลนาน ก็ได้ แต่ต้องทำด้วยใจที่จะไม่เอาอะไร ; อย่าทำด้วยหวัง ว่าจะมีฝีมือ จะอวดฝีมือ จะมีเกียรติ จะได้รับความตอบแทน ; อย่าหวัง แม้ที่สุดจะมีจิตคิดว่าเพื่อเป็นประโยชน์ทางวัตถุในอนาคตก็อย่าหวัง, แต่ว่าทำด้วยจิต
น.1073 ที่ไม่เห็นแก่ตัวก็แล้วกัน บางทีก็ทำได้ดี. ทำงานด้วยจิตว่าง ทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง นี้จะทำงานได้ดี ; เราจะได้ประโยชน์ ได้อานิสงส์ ตรงที่ว่าทำไปด้วยจิตว่าง ; แล้ว วัตถุที่ทำขึ้น สร้างขึ้นก็อยู่เป็นประโยชน์ชั่วกาลนาน. อย่างที่ว่าสร้างตึกหลังนี้ ราคาล้านหนึ่ง, ถ้าคิดว่าสร้างเพื่อเกียรติแก่ตัว หรืออะไรแก่ตัวนี้ ก็ตกนรกล้านหนึ่ง ไม่ต้องสงสัย, เป็นความผิด ความบาป ความเลวล้านหนึ่งไม่ต้องสงสัย. ต้องทำด้วยจิตที่คิดว่า จะเหนื่อยจะลำบากบ้าง ก็ยอม, เพื่อให้ได้เหนื่อย เพื่อให้ได้ลำบาก เพื่อทำลายความเห็นแก่ตัว ; แล้วสิ่งที่ทำขึ้นนี้ได้อยู่เป็นประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ต่อไปอีกนาน อีกส่วนหนึ่ง ก็เป็น เรื่องถูกต้องเหมือนกัน. อีกส่วนหนึ่ง นี้คิดว่าถ้าทำอย่างนี้ไม่ตกนรก จะได้ผลเป็นอานิสงส์เป็น ทานที่ไม่เห็นแก่ตัว ล้านหนึ่งเหมือนกัน. เมื่อไม่มีความคิดไปทางทำลายความเห็น แก่ตัวเช่นนี้ ต้องลงโทษปรับให้ตกนรกล้านหนึ่งเลย, มีปริมาณล้านหนึ่งเลย. ถ้า ตั้งใจไว้ถูก ก็ต้องกลับตรงกันข้าม ; ก็ให้ถือว่ามีผลในทางที่จะเป็นความถูกต้องใน ทางธรรมนี้ล้านหนึ่งเหมือนกัน. ระวังให้ดี ๆ ทุกอย่างเหมือนกันหมด. ที่สอนว่า "ไม่ทำอะไร" นี้ต้องหมายถึง ไม่ทำในเรื่องเห็นแก่ตัว การที่ “ไม่ทำอะไร" เราพูดของเขายาก แต่ว่าไม่ค่อยผิดหรอก ; ส่วนมาก มันขี้เกียจหรือเข้าใจผิด แล้วก็ไม่ทำอะไร ; แล้วคิดหรือพูดว่า ไปทำอะไรเข้า จะเสียสมาธิหมด ทำกรรมฐานภาวนาไม่ได้. อย่างนี้เป็นคนเอาเปรียบ เป็นอาจารย์ วิปัสสนาที่เอาเปรียบ ที่ทำนาบนหลังประชาชน หาเงินหาชื่อเสียง ได้ประโยชน์ แม้แต่เพียงได้สูบบุหรี่ ได้กินกาแฟมาก ๆ ก็เอา ; อย่างนี้ก็มี เหมือนอย่างไม่มีอะไร
น.1074 จะกินแล้ว. ไปทำอย่างนั้นทำได้ ส่วนที่จะไปทำประโยชน์แก่ผู้อื่นชนิดที่ถูกต้อง กลับทำไม่ได้ : หลอกให้คนหลงเพราะอยากที่จะได้นั้นได้นี้ บรรลุนั้นบรรลุนี้ เพื่อ ตนได้เป็นอาจารย์ เพียงแต่จะได้สูบบุหรี่ได้กินกาแฟก็เอาแล้ว ; อย่างนี้ก็มี. พิจารณาดู ให้จำไว้ ให้เข้าใจไว้ จะได้ไม่เสียเวลา. อย่าให้เหมือนกับภาพ ชะนี" ที่อยู่ข้างประตู มันหวังสิ่งปลอม ๆ, หวังพระจันทร์ในน้ำ จึงหวังสิ่ง ปลอม ๆ แม้กระนั้นก็ยังเอาไม่ได้ ; เพราะว่าจิตไม่ตรง ไม่จริง ไม่ได้สละไป ทางโน้น ไม่ได้สละฝ่ายโลกียธรรมจึงเอาไม่ได้ ; แล้วสิ่งที่หวังก็เรื่องหลอกเรื่อง ปลอม ๆ. ให้เล็งเห็นว่า พวกหนึ่งวิ่งไป ทำวิปัสสนา ยิ่งได้มา ยิ่งมีกิเลสจัด ยิ่งมีโกรธ แรงนี้ ยิ่งมีกิเลสจัดกว่าเดิม เพราะสิ่งที่หวังนั้นไม่จริงเป็นของปลอม คือเข้าใจผิด ; การทำก็ไม่ได้ทำจริง, ไม่ได้สละอะไรไปได้จริง. มือข้างนี้ยังไม่ปล่อย แล้วยังจะ เอาอีกข้างนี้ ได้อย่างไร, นี้ทำไม่จริง; แล้วสิ่งที่จะเอานั้นเป็นของหลอกลวง จึงเสียหายสองซ้อน, เสียหายทั้งขึ้นทั้งล่อง สองซ้อน. พูดอย่างนี้อาจจะถูกหาว่า เป็นนักวิปัสสนาที่เกินสมัยไปก็ได้, หรือว่าทำอย่าง ที่พวกเราทำกันนี้ มีผลมากเกินไปนี้ ไม่มีใครเห็นด้วยก็ได้; แต่ผมก็บอกแล้วว่า ลองดูตามแบบที่ทำแบบบ้า ๆ บอๆ ของเรา, คือ ขูดเกลาความเห็นแก่ตัวไป พร้อมกับการทำประโยชน์ผู้อื่น นี้ทำได้ไหม ? ถ้ายอมรับว่าการปฏิบัติเพื่อเป็นผู้ ไม่มีทุกข์นี้ ฆราวาสก็ทำได้, อย่างที่พูดโดยบุคลาธิษฐานว่า พระโสดาบันเป็น ฆราวาสก็มี ; ย่อมทำได้. นี้ก็ไม่ต้องบ้า คิดว่าเราทำอย่างที่เขาทำมาหากิน. ที่เราทำนั้นเป็นอย่างที่ว่าไม่ใช่เป็นเรื่องทำมาหากินนี้, แต่เราทำประโยชน์ให้แก่ ส่วนรวม หรือผู้อื่นนี้ก็ควรจะทำได้ โดยหลักทั่ว ๆ ไป. *ดูภาพชะนี หน้า ๓๖๔
น.1075 อย่างไรก็ดี ปัญหาต่าง ๆ ถ้ามันยุ่งยากนักก็ยกเลิกให้หมดก็แล้วกัน, เหลืออยู่นิดเดียว คือทำด้วยความไม่เห็นแก่ตัว เท่านั้น. ทำอะไรก็ตามใจ เถอะ ; ทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่างนี้ ทำด้วยความไม่เห็นแก่ตัว, ไม่เพื่อ ตัว, ไม่เอามาเป็นของตัว ไม่มีตัวที่จะทำ. นี้อย่างนี้มีผลเหมือนกับอุปมาที่ตีระฆัง from eternity to eternity นี้ก็ไม่มีอะไร เรียกว่าว่างทั้งขึ้นทั้งล่อง. นี้เราย้อนกลับ ไปสู่ธรรมชาติ ธรรมชาติแท้ ๆ ที่เป็น eternity แล้วก็เป็นไปเพื่อ eternity. ผมยิ่งคิดมันก็ยิ่งเบื่อ ยิ่งท้อแท้ในการที่จะเผยแผ่พุทธศาสนา, ยิ่งคิดก็ยิ่งระอา ยิ่งท้อแท้ในการที่จะเผยแผ่พุทธศาสนา ; เพราะว่าเผยแผ่อย่างที่เราต้องการจะเผยแผ่นี้ คงเข้ากันไม่ได้ เข้ารูปกันไม่ได้. จะเผยแผ่อย่างที่เขาทำ ๆ หรือกระทำกันอยู่ ผมก็ ไม่ชอบ, เลยมาเป็นฤๅษี เป็นพระป่าพระเฉือนอยู่เรื่อย ๆ นี้; เรื่องมันกลับกัน, ว่ากันคนละที่ เราว่าไม่เอาอะไร ไม่เป็นอะไร, เขาว่าบ้า; เขาว่าจะเอาอะไร เป็นอะไร, เราว่าบ้า ; กลับกันคนละทีอย่างนี้, มองกันคนละทัศนะเสมอ ; แต่ว่า บทเรียนทุกอย่างไม่มีผิดแน่ละ. คุณทำไปเถอะ ถ้าเป็นไปเพื่อทำลายความเห็นแก่ตัวละก็ ขอให้ทำไป ; เราจะไม่มีทางผิด ถ้าทำไปเพื่อความไม่เห็นแก่ตัวละก็ ทำอะไรก็ตามใจเถอะ. ทุก อย่างต้องทำเพื่อความไม่เห็นแก่ตัว , อย่าทำเพื่อความเห็นแก่ตัว, หรือเพิ่ม ความเห็นแก่ตัว. ผมยกตัวอย่าง กระทั่งถือเปลือกแตงโมนิดหนึ่งไปให้เต่ากินก็ได้ ; ก็แปลว่า เป็นเรื่องที่เล็กน้อยที่สุด แต่ว่าสำคัญที่สุด. ถ้าเราเหนื่อยกว่านี้ เหงื่อไหล ไคลย้อยมากกว่านี้, แล้วก็ทุกอย่างเป็นไปเพื่อไม่เห็นแก่ตัวได้จริงก็ดีเท่านั้นเอง ; แล้วสิ่งเหล่านี้ก็เหลืออยู่แก่คนเบื้องหลังด้วย. การงานต่าง ๆ ที่ทำอยู่นี้ไม่ต้องเปลี่ยน, ที่ทำมาเรื่อยหรือทำอยู่นี้ไม่ต้องเปลี่ยน ; ตัวงานนี้ไม่ต้องเปลี่ยน แต่ว่าจิตใจนี้ต้องเปลี่ยน : เมื่อก่อนทำอันนี้เพื่อประโยชน์เป็น
น.1076 วัตถุก็ต้องเปลี่ยน, เมื่อก่อนทำอันนี้เพื่อเกียรติ เพื่อชื่อเสียงก็ต้องเปลี่ยน, เดี๋ยวนี้ ทำอันนี้อันเดียวกันนี้ แต่เปลี่ยนมาทำลายความเห็นแก่ตัว. ฉะนั้นผมไม่ค่อยจะ รังเกียจ เรื่องการงานที่ทำ, ใครจะทำอะไรก็ได้ ถ้าทำเพื่อทำลายความเห็น แก่ตัว จะแก้วิทยุ หรือจะอัดรูปแจกนี้ก็ทำได้ ถ้าทำเพื่อทำลายความเห็นแก่ตัวละก็ ใช้ได้; แต่ถ้าทำเพื่อจะเอาของตอบแทน เอาเกียรติ เอาอะไรแล้ว เลว ที่สุดไม่สมควรแก่พระที่จะทำเลย. ถ้าทำเพื่อเหน็ดเหนื่อย เพื่อทำลายความเห็นแก่ตัว, เพื่อให้ผู้อื่น ได้ประโยชน์ นี้ก็จะถูก สมกับที่เป็นพระ ; แต่ถ้าทำเพื่อแลกเอาของมา ตอบแทน, เอาเกียรติ, ให้เขาเอานี้มาให้ เอานั่นมาให้ละก็ เลวที่สุด ไม่สมกับ เป็นพระเลย. ถึงแม้ทำงานชนิดขีดเขียนขึ้นนี้ก็เหมือนกัน ครั้งแรกอาจจะทำเพื่อ ฝีมือ, เพื่อความหยิ่งในใจว่ามีฝีมือ มีเกียรติ ; นี้ต้องรีบเปลี่ยนเสีย ให้เป็นการ เสียสละที่บริสุทธิ์ ; คอยระวังจิตใจในข้อนี้อยู่ทุก ๆ ทุกๆ นาที ทุกๆ ชั่วโมง อย่า เผลอ ก็จะดีขึ้น ๆ. ที่ผมพูดนี้หมายความอย่างนี้ : ว่า ง านที่กำลังทำอยู่นี้ทำไปตามถนัด ไม่ ต้องเปลี่ยน แต่ว่าในจิตใจต้องเปลี่ยน คือว่าเปลี่ยนมา ในทางที่ว่า ทำเพื่อ ทำลายความเห็นแก่ตัว ให้มาก ๆ ขึ้น จะปลูกต้นไม้ หรือว่าจะทำครัว หรือว่าจะ ทำงานรักษาความสะอาด หรือว่าจะทำวิทยุ จะทำไฟฟ้า ทำรถยนต์ ทำขึ้นรูป เขียนรูป ทำคำสั่งสอน ทำอะไรก็ทำเถอะ, ที่เคยทำเพื่อความเห็นแก่ตัว นี้ต้องเปลี่ยนเป็นเพื่อ ไม่เห็นแก่ตัว, เพื่อทำลายความเห็นแก่ตัว. เรื่องงานไม่ต้องกลัว เพราะสะดวกสบาย ทำได้ดีอยู่แล้ว เพราะถนัดมือ, พอไปเปลี่ยนเข้ามันก็งุ่มง่าม หรือทำไม่ถนัด. ถ้าไม่ทำอะไรก็เป็นคนขี้เกียจ หรือว่า แม้ไม่ขี้เกียจ ก็เสียแรงเปล่า ๆ, ข้าวสุกกินเข้าไปเป็นแรงงาน ก็เสียไปเปล่าวันหนึ่ง ๆ;
น.1077 เพราะฉะนั้น วันเหล่านั้นใช้ให้เป็นประโยชน์ในการงานอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตามใจ ก็ ยังมีประโยชน์เหลืออยู่. สำหรับตัวเรานั้น ทำหรือไม่ทำมันก็เท่านั้นแหละ แต่ผู้อื่นเขา ได้รับ, เหนื่อย นอนเสีย มันก็หาย, แล้วก็ทำงานศึกษาค้นคว้า หรือทำงานด้วยเรี่ยว ด้วยแรง หรือว่าคิดนึกอะไรก็ตามใจ ทำไปได้ก็แล้วกัน. การทำงานบางอย่างต้องร่วมมือกันจิ่งจะสำเร็จ ที่นี้ สำหรับงานของเราต้องถือว่าร่วมกัน, ในฐานะที่ร่วมกัน รวมกัน หมดทั้งวัดนี้ ทั้งสวนโมกข์หรือทั้งวัดนี้, อย่าแยกกัน. ให้รวมกันหมดในวัตถุ ประสงค์อันเดียว ว่าทำเพื่อเป็นแสงสว่างแก่เพื่อนมนุษย์เท่านั้น, อะไร ๆ ที่จัดทำนี้เพื่อเป็นแสงสว่างแก่เพื่อนมนุษย์. แม้แต่คนถากหญ้า ทำครัว ก็มีส่วน แห่งความเป็นแสงสว่างแก่เพื่อนมนุษย์ เพราะว่าทำร่วมกันเพื่อให้มันอยู่ได้, เพื่อให้ มีสถาบันนี้อยู่ได้ เพื่อเป็นแสงสว่างแก่เพื่อนมนุษย์. หรือว่าจะเป็นหัวหน้างาน หรือ ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม ต้องมองกันในลักษณะที่รวมเป็นรูปเดียวกันอยู่ คือ ตั้งอยู่เพื่อ เป็นแสงสว่างแก่เพื่อนมนุษย์ นี้จึงจะทำได้มาก จึงจะทำได้เร็ว ; เราแยกกันทำ จะ สลายตัวทันที. ลองแยกกันทำดู ไม่เป็นสหกรณ์อย่างนี้, จะเป็นไปไม่ได้, จะทำ ไม่ได้. ไม่ใช่ผมจะประมาทคุณ หยามน้ำหน้าคุณ, ไม่ใช่ ; ที่ทำไม่ได้ ก็เพราะ ถึงผมเองก็ทำไม่ได้, ใครก็ทำไม่ได้ ถ้าไม่รวมแรงกันให้สมบูรณ์ในโครงการอันหนึ่ง ในรูปงานอันหนึ่ง จะทำไม่สำเร็จ และไม่มีประโยชน์. เรากำลังพูดว่า ต้นไม้ของเราก็พูดได้ ก้อนหินของเราก็พูดได้ ธรรมชาติ ทุกอย่างที่นี่ก็พูดได้ รูปภาพก็พูดได้ รูปปั้นก็พูดได้ อะไร ๆ ก็พูดได้, เพราะว่า เราจัดมันไว้ในลักษณะที่ให้คนดูออก. คนมาดูออกก็ได้แสงสว่าง ; คนฉลาดน้อย ก็ต้องดูต้องอ่านของอย่างนี้, คนฉลาดมากก็พังก้อนหินพูด ไม่ต้องเข้ามาในตึกนี้ก็ได้. ตึกนี้แสดงภาพสำหรับคน ธรรมดา ซึ่งต้องฟัง ต้องดู ต้องพูด ต้องอ่าน ต้องคิด ;
น.1078 ส่วนที่ฉลาดมากก็ไปที่นั่น : ที่มีแต่ก้อนหินกับต้นไม้ ที่มีแต่ธรรมชาติแท้ ๆ ไม่ เกี่ยวข้องกับมนุษย์. แต่ก็ต้องจัดต้องทำบ้าง ให้อยู่ในสภาพที่พอเข้ามา มันแวดล้อม ให้ใจคอปกติก่อน ; พอใจคอปกติแล้วก็พอจะคิดนึกอะไรได้เอง. ถ้ามันรก รุงรัง หรือมืดทึบหรือร้อนระอุ ก็ไม่ได้ผลเหมือนกัน ; มันต้องเย็นสบาย โปร่งสบาย สะอาดพอสมควร ทำให้ใจคอปกติ แล้วจึงจะมองเห็นนั่น เห็นนี่ เห็นโน่น ในแง่ลึก ในด้านลึก. ธรรมชาติทุกอย่างเป็นสัจจธรรมอยู่ในตัว ทุกอย่างพูดได้ในตัว เป็นแสงสว่างอยู่ในตัว, เป็นของธรรมชาติ ถูกต้องหมด. ความผิดก็ถูก ความถูกก็ถูก, เพราะมันเป็นธรรมชาติเหมือนกัน หมด. ที่เราว่าอะไรผิด ว่าอะไรถูกนี้ เป็นความโง่ของเราเอง สิ่งใดที่มนุษย์เกลียด ไม่ชอบก็ต้องว่าผิด, ที่ถูกใจและชอบก็ว่าถูก. ที่ถูกที่สุด ทั้งผิด ทั้งถูก มันก็ไม่มี อะไร เป็นธรรมชาติจริงเหมือนกัน. ความทุกข์กับนิพพานนั้นก็เหมือนกันในฐานะ ที่เป็นธรรมชาติด้วยกัน, แต่เราไม่ชอบความทุกข์. มนุษย์รู้สึกอย่างนั้น ฉะนั้น จึงว่าความทุกข์นี้ไม่เอา ที่แท้ก็เป็นของธรรมชาติ. คนที่มีสายตาลึก เขาก็มองเห็นว่า นิพพานและความทุกข์นี้เป็นอันเดียวกัน : เป็นธรรมชาติ เป็นอนัตตา เป็น สุญญตา ด้วยกันทั้งนั้น ; อย่าเอาความต้องการของมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้อง แล้วมันก็ เหมือนกัน. สังสารวัฏฏ์กับนิพพานก็เหมือนกัน ในเมื่อไม่เอาความต้องการของ มนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย, ถ้าเอาความต้องการของมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้อง มนุษย์ ก็ต้องเลือกเอาที่ชอบและที่ไม่ชอบ ; สังสารวัฏฏ์ก็คือน่าเกลียด, นิพพานก็คือ น่าปรารถนา เลยเป็นสองฝ่ายกัน. นี่บ้าทั้งนั้น มันกลายเป็นความบ้าอันดับสุดท้าย หรืออันดับปลาย ๆ ที่จะค่อยๆ หายไป, แต่ยังไม่บ้ามากเหมือนตอนต้น ๆ คือยัง ไม่รู้จักว่าอะไรเป็นอะไรเสียเลย.
น.1079 คนโง่มาก จะไม่รู้สึกว่าร่างกายนี้ปฏิกูล, เห็นร่างกายที่ปฏิกูลนี้ว่าไม่ปฏิกูล นี้โง่มาก. แต่ถ้าเขา ฉลาดขึ้นมาหน่อย ก็จะเห็นว่า สิ่งที่ปฏิกูลมันก็ ปฏิกูล เหมือนกัน, ไม่มีอะไรที่ไม่ปฏิกูล : ดอกไม้ก็ปฏิกูล ของเหม็นก็ปฏิกูล อย่างนี้เป็นต้น. ฉลาดขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง ขั้นที่ ๓ ก็จะ รู้ว่ามันปฏิกูลด้วยกัน ทั้งหมด, และไม่ปฏิกูลด้วยกันทั้งหมด ; ที่ไปว่ามันปฏิกูล ก็เพราะเราไปรู้สึก อันนี้เหม็น อันนี้เปลี่ยนแปลง อันนี้ไม่เที่ยง อันนี้หลอกลวง นี้เรามาว่าเอาเอง. คนที่ฉลาดที่สุดไม่รู้สึกว่ามีอะไรที่เป็นของปฏิกูล, มันกลับไปพ้องกับคนโง่ ที่สุด ที่เห็นอะไรก็ไม่ปฏิกูลเหมือนกัน ของสกปรกก็ไม่ปฏิกูล จนร่างกายนี้ก็ไม่ปฏิกูล. เรื่องของความจริง มีหลายชั้น เป็นชั้น ๆ กันอยู่; เช่น ถ้าจะมีความสุข มีความทุกข์ จะมีเย็นมีร้อนมีอะไรอยู่นี้ ก็ยังโง่นัก. พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่าท่านก็ เคยเข้าใจว่า เป็นธรรมดามีสุขก็ต้องมีทุกข์, มีเย็นก็ต้องมีร้อน, แล้วก็ต้องคิดไป ตามความสมมติอย่างเป็นธรรมดา. แต่เมื่อท่านตรัสรู้แล้วท่านจึงตรัสบอกว่า แม้แต่ นิพพาน ก็อย่าสำคัญว่าเป็นนิพพาน, คือมันเหมือนกันไปหมด ไม่ว่าอะไรหมด เป็นธรรมชาติเท่านั้น. สังขตะ หรือ อสังขตะก็ตามเป็นธรรมชาติทั้งนั้น, ไม่มีร้อน ไม่มีเย็น ไม่มีความหมายที่จะเป็นสุขหรือเป็นทุกข์. นี่เห็นได้ว่า ความรู้อันนี้ลึกเกินที่พวกวัตถุนิยมจะเข้าใจได้, เดี๋ยวนี้คน ในโลก แทบทั้งหมด เป็นวัตถุนิยมมากไป เข้าใจคำเหล่านี้ไม่ได้; ยิ่ งไปพูดว่า ทำเพื่อไม่เอาอะไร เพื่อไม่ได้อะไร เพื่อไม่เป็นอะไร ยิ่งเข้าใจไม่ได้, เขาก็ว่า เราบ้ากว่าเขาอีก ; อย่างที่ปฏิบัติเพื่อไม่บรรลุอะไรนี้ เขาก็ว่าเราบ้ากว่าเขา ก็ช่าง เขาเถิด. อย่าปฏิบัติเพื่อเอาอะไร เพื่อได้อะไร เพื่อเป็นอะไร นอกจากปฏิบัติ เพื่อทำลายความเห็นแก่ตัว, ให้ตัวมันหมดไป นิสสัตโต นิชชีโว สุญโญ มีความหมายอย่างนี้. มาทำวิปัสสนาเพื่อจะเป็นพระโสดาบัน นี้บ้าตั้งแต่ทีแรกแล้ว ;
น.1080 เดินเข้ามายิ่งบ้า, ยิ่งลงมือปฏิบัติก็ยิ่งบ้า. ถ้าได้รับการแต่งตั้งว่าเป็นพระโสดาบัน แล้วละยิ่งบ้า ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์. อย่าไปคิดทำนองนั้นเลย ; สู้ไม่เป็นอะไร เพื่อว่าง ไปในที่สุด จึงจะเป็นอนันตะสู่อนันตะ, เป็นอมิตาภะ, เป็นอมิตายุ ไปทำนองโน้น ดีกว่า. พึงปฏิบัติธรรมอย่างสงบ อย่าให้มีตัวกู-ของกู สรุปแล้วได้ความว่าอย่างไร? คือพูดวันนี้สรุปแล้วได้หัวข้อว่าอย่างไร ? ธรรมชาติหรือเปล่า ? ธรรมชาตินั้นไม่บ้า, ไม่มีทางจะบ้าหรือดี, สำหรับ ธรรมชาติต้องไม่บ้า ไม่ดี ไม่อะไรหมด. ถ้ามีเป็นตัวขึ้นมา เป็นตัวกู-ของกูขึ้นมา ยกหูชูหางขึ้นมา นี้แหละธรรมชาติบ้า เป็นธรรมชาติฝ่ายเดือดขึ้นมา ธรรมชาติที่เป็น กิเลส ที่เดือดขึ้นมา เป็นทุกข์, ตัวกูมันนึกว่าเป็นทุกข์ ก็เรียกว่าเป็นทุกข์ เพราะ มันแผดเผาอยู่ ทรมานอยู่. จงเร่เข้าหาธรรมชาติที่สงบ ประณีต ละเอียดสุขุม ไม่ปรุงแต่งก่อให้เกิดตัวกู ยกหูชูหางขึ้นมา, ระวังจิตให้ดี ตั้งจิตให้ดี ให้ว่าง อยู่เสมอ, อย่ามีตัวกูเอานั่นเอานี่ขึ้นมา. พอพูดอย่างนี้รู้สึกว่า, ขี้เกียจพูด แล้ว, พูดเรื่องยกหูชูหางจนขี้เกียจพูด ยังไม่เห็นใครลดหูลดหางเหมือนอย่างที่พูด เลย ยังรักษาหูหางกันเอาไว้เรื่อย. นี่ก็พูดมาจนจะหมดเวลาแล้ว ถ้าใครไม่ชอบฟังเรื่องนี้ หรือเบื่อที่จะฟังเรื่องนี้ ละก็ อย่านึกว่าผมไม่เบื่อที่จะพูด ; บางทีก็คิดว่าไม่มีประโยชน์อะไรที่จะพูด, หรือ อาจจะเห็นว่าไม่มีประโยชน์อะไรด้วยซ้ำไป. ถ้าสนใจฟังก็ดูเถิด เมื่อทำงาน เหงื่อออก แล้วก็ดูเถอะ ให้ มันละลายตัวกู-ของกูออกมาในเหงื่อนั้น, หูหาง จะได้น้อยลงไป. ให้ในเหงื่อนั้นมีตัวกู-ของกูที่ละลายออกมา ละลายออกมา เหมือน กับล้างของให้จืด ให้สะอาด.
น.1081 ทุกคนมักบ้าดี รักดี ชอบดี บูชาดี ถือดี อยากได้ดี หวังได้ดีกันนัก, นี่เป็น เรื่องบ้าทีแรก ; จนต่อมาเห็นว่า เอ้า, มันเหมือนกันเว้ย, ไม่ไหวทั้งนั้น สั่นหัว ทั้งนั้น ; แต่งงานกับสุญญตาดีกว่า ทั้งผู้หญิงผู้ชาย ให้มันเยาะเย้ยคนที่กำลังคิดมีตัวกู -ของกู. คนโบราณเขาฉลาดมาก เขาจะมีบทเยาะเย้ยโดยเขาเขียนภาพตุ๊กแกทุกที เลย เช่นตุ๊กแกที่ไม้กวาด, ตุ๊กแกที่ขึ้นบนธรรมาสน์, ตุ๊กแกบนหลังคาโบสถ์ ; ตุ๊กแกมันเป็นเหมือนกับเทวดา หรืออะไรตัวหนึ่งที่คอยหัวเราะเยาะคน. ค่ำแล้ว พอเท่านี้.
Buddhadasa