น.1036 ธรรมปาฏิโมกข์ วันนี้จะพูดเรื่องตัวกู-ของกู ตามเคย ; และคุณ ... (พระภิกษุรูปหนึ่ง) ขอให้พูดว่า ทำงานด้วยจิตว่าง จะทำได้หรือไม่ได้อย่างไร จึงจะได้ พูดกันถึงเรื่อง ทำงานด้วยจิตว่างนี้อีกครั้งหนึ่ง. ทำงานด้วยจิตว่าง เป็นเรื่องที่ต้องฝึก เรื่อง ทำงานด้วยจิตว่าง จะทำได้หรือไม่ได้อย่างไรนั้น ไม่อยากให้คิดว่า ทำได้หรือไม่ได้; เพราะเป็นเรื่องที่ต้องฝึกหัด. มันเป็นเรื่องเดียว หรือ เรื่องทั้งหมดที่เป็นเรื่องยาก และเป็นเรื่องลัดที่สุดด้วย. เดี๋ยวนี้ แม้แต่คำว่า "ว่าง" ก็ยังไม่เข้าใจกัน แล้วจะไปเข้าใจอะไรได้; คนที่พูดนั้นแหละยังไม่เข้าใจ แม้แต่คำว่า "ว่าง" ; แล้วถ้าไปพูดว่า "ทำได้" หรือ "ทำไม่ได้" ก็เป็นเรื่อง น่าหวัว ; เพราะคนที่ยังไม่ทันรู้เรื่องนั้น เขาจะไปพูดว่าทำได้ หรือทำไม่ได้ ก็เป็น เรื่องน่าหวัว, กลายเป็นเรื่องยากขึ้นไปอีก. ๔๕๔
น.1037 เราต้องคอยระวัง ในเวลาทำงานอยู่นี่ ฝึกหัดควบคุมสติให้มีอยู่ สำหรับ จะไม่เกิดวุ่นขึ้นมา, งานยิ่งชุลมุน หรือยิ่งยั่ว โทโสโมโห งานอย่างนี้ก็ยิ่งระวัง ยาก ระวังสติยาก. ฉะนั้นถ้าใครเพิ่มงานให้ยาก ให้งานมันชุลมุน ให้มาก ให้ยั่วมาก ; แล้วควบคุมสติให้ได้ ก็ดีเท่านั้นเอง ; ดีตรงนี้. เรื่องทำได้ หรือทำไม่ได้ นี้ไม่ต้องพูดถึงกันดีกว่า ; เพราะว่าถ้าทำไม่ได้ ก็ไม่ทำเสีย แล้วก็เลิกกัน ; ที่ถูกมีแต่ว่าต้องพยายามทำให้ได้. สิ่งที่ทำไม่ได้นั้น พยายามทำให้ได้ คือ ทำงานโดยไม่มีตัว, ไม่มีตัวผู้ทำ เท่านั้น ; ระวังทำงาน โดยไม่มีตัวผู้ทำ, นี้ทำให้ได้ ให้เบาขึ้น, ไม่เช่นนั้น ก็ต้องล้มละลายบ่อย ๆ แน่. ถ้ามีตัวผู้ทำ โมโหโทโสผุดขึ้นมาอย่างนั้นอย่างนี้ ก็ล้มไปทีหนึ่ง แล้วก็ทำใหม่, มัน ก็ล้มลุก-ล้มลุกกันอยู่อย่างนั้น, ทีนี้ระวังให้ล้มห่างเข้า หรือให้ล้มน้อยลง, หรือว่าล้มครั้งหนึ่งก็ให้นานหน่อย แล้วก็ให้ระยะมันห่างจากกันออกไป, นี่จะพิสูจน์ว่าได้หรือไม่ได้, แล้วความรู้สึก จะบอกได้ว่า เป็นเรื่องที่ต้องหัดทำให้ได้ต่อไป ทั้งฆราวาสและทั้งบรรพชิต. เหมือน ที่พูดแล้ววันก่อนว่า ฆราวาสมีเรื่องมาก ก็ต้องพยายามไปตามประสาของฆราวาส ที่จะปฏิบัติเรื่องว่าง เรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่น ; พูดให้ถูกก็คือ เรื่องไม่เป็นทุกข์. ที่ไม่ พูดคำอื่น ๆ เช่นเรื่องสุญญตาหรืออะไร ก็เพราะดูเป็นขลังไปเสียอีก, ดูขลัง ลึกลับ ลึกซึ้งไปเสียอีก. ควรจะใช้คำว่า ไม่เป็นทุกข์ นั่นแหละคือว่าง, พอไม่ว่าง ก็เป็นทุกข์ขึ้นมาทันที, พอว่างอยู่ก็ไม่เป็นทุกข์. หัดทำงานโดยไม่มีความทุกข์ นี้ทำได้หลายระดับ โดยไม่มีความทุกข์ ; เช่น ทำด้วยความหวังจะได้ค่าจ้าง ที่ดีแน่ เป็นต้น ก็ทำเพลินไปก็ไม่มีความทุกข์, ทำด้วยความหวังว่าจะได้มีชื่อเสียง หรือจะได้เงินดีแน่ ก็เลยทำสนุก ไม่มีความ ทุกข์. แต่เราไม่ต้องการอย่างนั้น ; เราจะทำด้วยจิตที่ไม่ต้องมีความหวังชนิด
น.1038 นั้น. ถ้าจะหวัง ก็หวังเพื่อว่า จะดับตัวกูอยู่เสมอก็แล้วกัน ; ดับความยึดมั่นถือมั่นว่า ตัวกู-ของกูอยู่เสมอไปก็แล้วกัน. ไม่หวังเงิน ไม่หวังชื่อเสียง ไม่หวังอะไร ต่าง ๆ. ถ้าทำงานด้วยความหวังเงิน หวังชื่อเสียง ก็เป็นอย่างคนธรรมดาสามัญทำ ; มันก็ไม่เหมาะสำหรับเรา. ต้องเลื่อนขึ้นมา ขนาดทำชนิดที่ไม่หวัง ไม่มีตัว, จึงจะ ไม่หวัง ; เรื่องไม่มีตัว นี้คือเรื่องว่าง; เราจึงมาหัดทำงานด้วยความไม่มี ตัวผู้ทำ. เรื่องนี้มีคำกลอนที่ขึ้นต้นว่า "ทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง". ความหมายอย่าง เดียวกัน ; หมายความว่า ให้พยายามหัดทำอย่างนี้, ไม่ใช่ว่ามามัวเถียง กันอยู่ว่า ทำได้หรือไม่ได้. ไม่ต้องเถียงกันในทางทฤษฎี ทางเหตุผลทางอะไร อีกแล้ว ; มีแต่ว่า หัดทำให้เป็นอย่างนั้นมากขึ้น, แล้วก็เหมือนกันกับการปฏิบัติ ในชื่ออื่น หรือเรียกอย่างอื่น แม้จะทำล้ม ๆ ลุก ๆ อยู่ตรงนั้น มันทำยากก็ทำไป. การฝึกต้องทำให้ได้มากขึ้น ; แม้แต่ทำงานทางฝีมือ ก็ต้องหัดกันนาน กว่าจะมีความชำนาญและทำได้. การทำงานฝีมือหากินนี่แหละ เป็นช่าง เป็นศิลปิน เป็นอะไรก็ตาม ต้องหัดกันนานซ้ำ ๆ ซาก ๆ กว่าจะชำนาญ. ทางธรรม ทางจิตใจ ต้องยิ่งไปกว่านั้นอีก ; เพราะว่า จิตใจนั้นควบคุมยาก มันไวเกินไป คุมยาก ; ไม่เหมือนกับมือ เท้า แขนขา เป็นวัตถุคุมง่าย. รวมความแล้วก็คือว่า หมดปัญหาว่าจะทำได้หรือไม่ได้; มีแต่ปัญหา ว่าจะทำอย่างไร : แล้วก็ทำซ้ำๆ ซากๆ ให้ดีขึ้น จึงจะเป็นเรื่องของการ ปฏิบัติ. แม้แต่การพูดที่นี่ก็พูดซ้ำ ๆ เหมือนที่เราเรียกว่า ทำปาฏิโมกข์ทางวินัย. ทำปาฏิโมกข์ทางวินัยแล้วยิ่งซ้ำ ; ทำปาฏิโมกข์ทีไรต้องซ้ำทุกตัวอักษรเลย ; สวดก็ต้อง สวดทุกตัวอักษร. ทำปาฏิโมกข์ทางวินัยนั้น ต้องซ้ำถึงขนาดนี้, ทำปาฏิโมกข์ทาง
น.1039 ธรรมตามที่เราเรียก, หรือตกลงกันว่า ทำอย่างนี้ ที่นี่ ก็ต้องทำซ้ำ ๆ ; ต้องพูด เรื่องซ้ำ ๆ เพื่อทำความเข้าใจให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป. การฝึกทำงานด้วยจิตว่างต้องเป็นเรื่อง ซ้ำ, และก็ไม่มีเรื่องอะไรที่ควรจะซ้ำ นอกไปจากเรื่องว่าง. พูดเรื่องว่าง นี่ซ้ำกี่ร้อยครั้งก็ได้ เพื่อความเข้าใจยิ่งขึ้น ; เพื่อประโยชน์ให้ ปฏิบัติได้ง่ายขึ้น จนพอใจ. การพูดเรื่องความว่างอย่างซ้ำ ๆ ซาก ๆ เราจึงเรียกว่า ลงธรรมปาฏิโมกข์อย่างซ้ำ ๆ ซาก ๆ เหมือนอย่างปาฏิโมกข์วินัย ; ปาฏิโมกข์ธรรมะ ของเรานี้ยังพูดซ้ำได้ในวงที่กว้าง คือไม่น่าเบื่อหน่าย: เรื่องว่าง นี่เป็นทั้งหมดในพุทธศาสนาและทุกสิ่ง ทีนี้ ที่ว่าพูดซ้ำ ว่า เรื่องความว่างนี่เป็นหัวใจของพุทธศาสนาทั้งหมด เป็นหัวใจของทั้งหมด แล้วก็เป็นตัวทั้งหมด นี้เป็นเรื่องน่าหวัว ; แล้วคนบางคนได้ ฟังแล้วจะคิดว่าไม่มีเหตุผล เพราะว่ามีอะไรสักอย่างหนึ่งหรือ ที่เป็นทั้งหัวใจด้วย เป็นทั้งตัวทั้งหมดด้วย. นี่แหละจึงประหลาด จึงเป็นเรื่องที่น่าเอามาพูดซ้ำ ๆ. การพูดซ้ำ ๆ นี้ก็ มีประโยชน์อยู่เป็น ๒ แง่ : คือต้อง หล่อเลี้ยงเข้าไว้ ส่วนหนึ่ง ; ต้องหล่อเลี้ยงเข้าไว้อย่าให้ขาดตอน เหมือนกับเรากินข้าว กินเพื่อ หล่อเลี้ยงเข้าไว้ ; ถ้าไม่กินไม่มีอะไรหล่อเลี้ยง ก็ตาย. อีกส่วนหนึ่งที่ทำซ้ำ นั้นเพื่อให้ยืดออกไปอีก เพื่อให้เจริญออกไปอีก ให้งอกงามออกไปอีก ; เหมือน กินอาหารเพื่อให้มีความเจริญงอกงามออกไปอีก จึงจำเป็นต้องทำซ้ำ ๆ ให้งอกงาม ออกไป. สรุปว่า การพูดเรื่องอะไร ๆ ซ้ำๆ ก็เพื่อหล่อเลี้ยงความรู้เดิมนั้นไว้ อย่างหนึ่ง ; แล้วก็ขยายให้งอกงามต่อไปอีกส่วนหนึ่ง. โดยเฉพาะเรื่อง ความว่างนี้มีแง่, หรือมีปริยาย มากมายหลายสิบ หลายร้อย จนกระทั่งพูดได้ว่า
น.1040 เป็นทั้งหัวใจ เป็นทั้งตัวทั้งหมด ; พูดอย่างนี้อาจฟังไม่ถูก, หรือว่าจะให้ถูกกว่านั้น ก็คือ ไม่เป็นตัว หรือไม่เป็นหัวใจ ไม่เป็นตัวอะไรเลย แต่เป็นทั้งหมด. พูดว่าเป็น ทั้งหัวใจ หรือเป็นทั้งหมดของพุทธศาสนานี้ถูก ; หรือว่าเป็นหัวใจ หรือเป็นทั้งหมด ของทุกสิ่งทุกอย่าง ; ไม่ยกเว้นอะไร อย่างนี้ก็ถูก ; แต่ว่าถูกชนิดที่เป็นภาษาที่ ตื้น ๆ ภาษาคน ภาษาตื้น ๆ. ที่จริงเป็นทั้งหมดไม่ต้องเป็นหัวใจ หรือไม่ต้องเป็นตัว แต่เป็นทั้งหมดก็แล้วกัน ; แต่พูดอย่างนี้คนก็ยังคงฟังไม่ค่อยถูก. ความว่างนี่ เป็นทั้งหมดได้อย่างไร ? นี่ก็คือ ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ความ ว่าง. ที่พูดว่าเป็นพุทธศาสนานั้นมันแคบ ; ความว่างเป็นทั้งหมด เป็นทั้งพุทธ- ศาสนา และทั้งไม่ใช่พุทธศาสนา ทั้งหมดเลย ไม่ยกเว้นอะไร. ที่พูดเรื่องความว่างว่า ความว่างเป็นพุทธศาสนานี้ หมายถึงพุทธศาสนา สอนมีใจความสำคัญ เรื่องความว่าง; แล้ว ปฏิบัติเพื่อความว่าง ได้ผลมา เป็นความว่าง อย่างนี้. พุทธศาสนาเป็นเรื่องความว่างทั้งหมดเมื่อสรุปแล้ว ; แม้ เพียงเท่านี้ก็ยังมีคนไม่เข้าใจ, แม้พวกที่เป็น "ดงของนักศึกษา" ก็ยังไม่เข้าใจเรื่อง อย่างนี้. คนบางคนถึงกับว่า สุญญตาไม่ใช่เรื่องของพุทธศาสนา ; ไม่ใช่เรื่องของ เถรวาท ; อย่างนี้ก็มี. อย่างนี้ถือว่าโง่; โง่ดักดานเลย. พุทธศาสนามีปริยายมาก ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ คือ ๘๔,๐๐๐ ข้อ ; สรุป แล้วให้เว้นจากความชั่ว, ให้ทำความดี, ให้ทำจิตให้บริสุทธิ์. คิดดูเถิด, แล้วสามอย่างนั้น สรุปเข้าอีกที ก็คือไม่ยึดมั่นถือมั่น, ทุกอย่างไม่ควรยึดมั่น ถือมั่น และที่ว่า ทุกอย่างไม่ควรยึดมั่นถือมั่นนี้รวมอีกที สรุปอีกที จะเหลือคำว่า “ว่าง" คำเดียว, พยางค์เดียว. คำว่า "ว่าง" นี้ เป็นทั้งหมดของพุทธศาสนา จะมองไปในแง่ไหน ก็พบ เรื่องว่างจากตัวตน ว่างจากกิเลส ว่างจากความทุกข์ ว่างจากความยึดถือ ; ไม่มี
น.1041 ความยึดถือ ก็คือว่าง. เรื่องปริยัติ ก็คือเรื่องว่าง; เรื่องปฏิบัติ ก็คือ ปฏิบัติเพื่อความว่าง; เรื่องปฏิเวธ ก็คือผลที่ว่าง ; เรื่องศีล ก็ทำให้ ว่าง ในอันดับต่ำ ๆ ; เรื่องสมาธิ ก็ทำให้ ว่างยิ่ง ๆ ขึ้นไป โดยควบคุมเอาไว้ ; เรื่องปัญญา ก็ทำให้ ว่างถึงที่สุด ; ไม่มีอะไรที่ไม่เป็นไปเพื่อความว่าง. เพราะ ฉะนั้นวิธีที่ฉลาดหรือลัดหรือประหยัด ได้ประโยชน์ ไม่เสียเวลา นี้คือพูดเรื่องความว่าง. ทีนี้จะมาแยกแยะทีละข้อ ๆ ทีละแง่ ทีละมุมนี้ยังกินเวลามาก ; จะเป็นเรื่องของ คนโง่ ; เป็นโอกาสให้คนโง่ซอกแซก ถามด้วยเหตุผลจู้จี้ อย่างนั้นอย่างนี้, เป็น logic อย่างนั้นอย่างนี้มากแง่มากมุมออกไป ซึ่งไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีจุดจบ ตายเปล่า ก็ไม่รู้เรื่อง. เรื่องความว่างนี้ จะเป็นเรื่องที่เพ้อเจ้อก็ได้ ; มันออกไป ออกไปจนเป็น อภิธรรม เป็นอะไรมากไปไม่มีที่สิ้นสุด ก็ได้เหมือนกัน. ทีนี้ เรากำลังจะ รวบรัด เข้ามา ; ปฏิบัติอย่าให้จิตเกิดยึดมั่นเป็นตัวกู-ของกูอยู่เสมอ. นี่ก็ยังเหลือ เท่านี้เอง ข้อเดียวเท่านี้เอง. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในขณะทำการงาน ซึ่งมักจะเกิด ความรู้สึกที่ไม่ว่าง ; ที่ถูกนั้นต้องให้ว่างอยู่เสมอ. นี่เราใช้วิธีพูด วิธีอธิบายซ้ำ ๆ ซาก ๆ ตามแบบของฝ่ายเถรวาทอยู่มาก คือพูดกันอยู่เสมอ พูดกันเรื่อยไปไม่มีที่สิ้นสุด ; อ้างเหตุผลอย่างนั้นอย่างนี้เรื่อยไป ไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งก็ไม่ใช่ตัวศาสนา. ตัวศาสนา นั้นไม่ต้องพูด ก้มหน้าก้มตา ระวังจิตใจ อย่าให้เกิดตัวกู-ของกูทุกอิริยาบถ ทั้งเวลาที่ทำงานและเวลาที่ไม่ได้ทำงาน. การฝึกเรื่องว่าง ต้องฝึกทั้งในขณะทำงานและไม่ทำงาน ที่พูดมาเท่านี้ นับว่าพูดมาพอแล้ว เกือบจะไม่ต้องพูดอีก เพราะ เวลาของ เรามีอยู่ ๒ ชนิด : เวลาที่เราทำการงานจริงๆ จัง ๆ นี้อย่างหนึ่ง ; เวลาที่ไม่ได้ทำ การงาน เช่นเวลาพักผ่อน เวลากินอาหาร เวลาอาบน้ำ เวลาไปบิณฑบาต เวลาอะไร ก็ตาม, นี้อีกประเภทหนึ่ง ที่ว่าไม่ใช่เวลาทำการงาน.
น.1042 ทีนี้ ต้องการจะให้เวลาทั้ง ๒ ประเภทนี้ เป็นเวลาที่เราต้องฝึกหัดให้มี จิตใจที่ว่าง : เมื่อเราไม่ทำการงาน, กำลังกินอาหาร เดินไปเดินมา ไปถาน ไปส้วม ไปไหนต่าง ๆ ก็ตาม ก็ต้องระวังเต็มที่ ที่จะเกิดเรื่อง, แม้จะไม่ทำอะไร อยากนอนก็นอนได้ แต่ต้องทำเหมือนกัน, แม้อยากจะนอน ก็ต้องทำให้รู้เรื่องว่าง หรือไม่ว่างนี้. ถ้าจะใช้เรี่ยวแรงให้มีประโยชน์มีคุณค่าเหลืออยู่ตลอดกาลนาน เป็นอนุสรณ์ ก็ต้องทำการงาน. เมื่อแน่ใจว่าจะต้องทำการงาน ก็ต้องเลือกเอาการงานอะไรที่น่าทำ, ซึ่งต้องเป็นการงานที่มีประโยชน์แก่เรื่องนี้โดยเฉพาะจริง ๆ ดีกว่าเรื่องอื่น. อาจจะไป ช่วยสงเคราะห์ประชาชน, ทำสาธารณะประโยชน์, หรืออะไรก็ได้เหมือนกัน ; แต่คงไม่ดีเท่าที่ ทำงานเกี่ยวกับเรื่องนี้, คือการเผยแผ่เรื่องว่างนี้. ช่วยกันสร้างสิ่งซึ่งเป็นอุปกรณ์ในการเผยแผ่เรื่องว่าง เข้าใจว่าจะดีที่สุด จะมีค่ามาก ; เหนื่อยเท่ากัน แต่ จะมีผลลึกซึ้ง คุ้มค่า. ช่วยกันจัดวัดทั้งวัด, สวนโมกข์ทั้งหมดนี้ ให้เป็นสิ่งที่สั่งสอนเรื่องความว่าง เป็นอุปกรณ์สำหรับสั่งสอน เรื่องความว่าง, ให้เป็นโรงมหรสพไปทั้งวัด. ข้อนี้หมายความว่า ตัวธรรมะคือ ความว่างนั้นเอง เป็นตัวมหรสพ. ทีนี้ สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นอุปกรณ์ช่วยให้เข้าใจเรื่องความว่าง สิ่ง เหล่านั้นทั้งหมดเราเรียกว่า "โรง" หรือ "โรงมหรสพ" เช่นวัดทั้งวัด หรือกุฏิ หลังนี้ หรือก้อนหิน ต้นไม้อะไรต่างๆ ที่เราจัดเรียงขึ้นไว้ เพื่อช่วยให้เกิดความรู้สึก ว่างอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมาในจิตใจของผู้ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง. แม้ที่สุดแต่จะให้ได้เห็น ให้ได้อ่าน ได้ฟัง หรืออะไรก็ตาม ล้วนเป็นเรื่องช่วยให้รู้จักความว่างด้วยเหมือนกัน, เป็นส่วนโรงมหรสพด้วย.
น.1043 บางคนคิดว่า "โรงมหรสพ" มีเฉพาะตึกหลังนี้ นั้นไม่ใช่ ; ไม่ใช่ เพียงว่าตึกอย่างนี้ ; แต่ เราหมายถึงทั้งหมด ทั้งวัด แม้ก้อนหินสักก้อนหนึ่ง ที่วางไว้ในลักษณะที่เหมาะสม หรือเป็นอยู่ตามธรรมชาติในลักษณะที่เหมาะ สม ; ใครได้เข้าไปนั่งตรงนั้น ชวนอารมณ์ให้ว่าง ให้โปร่ง ให้เย็น ให้นึก ให้รู้- สึกถึงสิ่งที่เรียกว่า ว่าง, ไม่มีอารมณ์อะไรมารบกวนได้ ; สิ่งต่าง ๆ พูดได้ สอนได้ แสดงได้ทั้งนั้น. มันเป็นความโง่ของคนที่เข้ามาเท่านั้นเอง จะช่วยได้อย่างไร ? จะว่าอย่างไร ? จะโทษใคร ? เป็นความเขลาของคนที่มานั้นเอง ถ้าเก็บเอาอะไรไม่ได้ รับ อะไรไม่ได้. เช่นภาพต่าง ๆ เหล่านี้ มีแต่คนเดินผ่าน จะเหลือบอ่านหนังสือที่เขียน อธิบายสักเที่ยวก็ทั้งยาก, หรือพออ่านสักเที่ยวหนึ่งก็ผ่านไป ๆ ; อย่างมากก็ดูสัก ๒ ภาพ, อ่านหนังสือสัก ๒ ภาพ, แล้วก็ผ่านไป ; ไม่มีใครใฝ่รู้และต่อสู้เพื่อจะ เข้าใจ. แม้แต่พวกพระก็อยู่ในลักษณะ ใกล้เกลือกินด่าง, พวกพระที่อยู่ที่นี่ก็มี ลักษณะใกล้เกลือกินด่าง ; หรือเหมือน จวักตักแกง ไม่รู้รสแกง, หรือเหมือนกบ เกสรบัวร่วงลงบนหัว มันก็ไม่รู้. ถ้าใครรู้ก็ลองอธิบายภาพ "จากอนันตะสู่อนันตะ" ดูซิ; ทั้งหมดที่ นั่งอยู่ที่นี่ ใครลองอธิบายภาพที่มีเสียงระฆัง, ตีระฆัง, แล้วมีคำอธิบายภาพว่า จากอนันตะสู่อนันตะ ดูซิ; คุณลองอธิบายกันดูซิว่าอย่างไร ? "จากอนันตะสู่อนันตะ" เป็นอย่างไร เราพูดอวดได้เลยว่า ทุกภาพนั้นแสดงความว่าง แต่คนหูหนวกตาบอดจะ ไม่เห็นไม่เข้าใจ ฟังไม่รู้เรื่อง. อย่าว่าแต่ภาพเลย แม้แต่ก้อนหิน มันก็แสดง ความว่าง ต้นไม้ทุกต้นก็แสดงความว่าง ; ไม่ต้องพูดถึงภาพเหล่านี้ ซึ่งมุ่งหมาย
น.1044 แต่จะแสดงเรื่องความว่าง แล้วก็ได้แสดงไว้อย่างยิ่งด้วย ไม่ใช่เล็กน้อยที่พูดว่า "จาก อนันตะสู่อนันตะ" นี้. ภาพเหล่านี้พยายามอย่างที่สุดแล้ว ที่จะแสดงชัดเจน เจาะจง ลึกซึ้งกว้างขวาง ยิ่งกว่าก้อนหิน ที่เป็นอยู่ตามธรรมชาติ ; แต่คนก็ยังโง่อยู่, รับเอาไม่ได้. ส่วน ภาพที่ว่านี้ คือระฆังแล้วก็มีการกระทุ้ง ให้ระฆังเกิดเสียงขึ้นมา; แล้ว เขียนคำอธิบายว่า จากอนันตะสู่อนันตะ คือจากไม่มีที่สิ้นสุด ไปสู่อนันตะ คือสู่ไม่มีที่สิ้นสุด. ขยายความออกไปนิดหนึ่งครั้งแรกก็ว่า เสียงระฆังนี้ออกมาจาก สิ่งที่ไม่มีที่สิ้นสุด ; แล้วเสียงระฆังนี้ดับไปในสิ่งที่ไม่มีที่สิ้นสุด คือเสียงระฆังออก มาจากสิ่งที่ไม่มีที่สิ้นสุดนี้. พูดภาษาคนธรรมดาก็ว่า ไปตีระฆังเข้า ก็มีเสียงดังออกมา; เสียงนี้มีให้ ไม่รู้จักหมดจักสิ้น ; นี้ภาษาโง่ ๆ ภาษาคน ระฆังนี้ให้เสียงออกมาได้ไม่รู้จัก หมดจักสิ้น ; แปลว่า มันมีคลังที่ไม่รู้จักหมดสิ้นสุดของเสียงที่จะให้มา. ไปตี ทีไรก็ดังที่นั้น ถ้ามันยังเป็นระฆังอยู่ ลองไปตีดูซิ ๑-๒-๓-ฯลฯ ล้านครั้ง ร้อยล้านครั้ง มันก็มีเสียงให้ หรือมีอย่างไม่มีที่สิ้นสุด หรือมีไม่หมด. ข้อที่ ๑. คือ จากไม่มีที่สิ้นสุด คือเสียงระฆังนี้ไปไหน ? ทำไมมันจึง ไม่รู้จักเต็ม? ถ้าเอาเสียงระฆังนี้บรรจุลงไปในอากาศ แล้วทำไมไม่รู้จักเต็ม, หรือ เต็มจนเสียงระฆังเข้าไปอีกไม่ได้ ; ก็เพราะมันเป็นความไม่มีที่สิ้นสุดเหมือนกัน. นี่ก็ทำให้เห็นได้ว่า เขามองเห็นลึก, แล้วเขาเขียนภาพนี้อย่างลึกว่า "จากอนันตะ แล้วก็สู่อนันตะ". นี่เรียกว่าภาษาคนโง่ พูดภาษาคน : เสียงระฆังออกมาได้ ไม่มีที่สิ้นสุดแล้ว ไปสู่ที่ไม่มีที่สิ้นสุด. ถ้าจะพูดอย่างวัตถุก็ได้ คือเสียงระฆัง เป็นเสียงของวัตถุ เป็นของธรรมดา เกิดจากความไหวของวัตถุของสสาร ของอะไร ที่ออกมาได้ไม่มีที่สิ้นสุด ไปสู่ที่ไม่มีที่สิ้นสุด ; นี้เป็นภาษาเด็ก ๆ.
น.1045 ข้อที่ ๒. เราเปลี่ยนเป็นใช้ ความไม่มีที่สิ้นสุด ออกมาจากความไม่มีที่ สิ้นสุด ไปสู่ความไม่มีที่สิ้นสุด ; นี่มันจะค่อย ๆ สูงขึ้นมา ค่อยๆ ลึกขึ้นมา. ทีนี้ความไม่มีที่สิ้นสุดอยู่ที่ไหน ? ถ้าตั้งปัญหาต่อไปว่า ความไม่มีที่สิ้นสุดอยู่ ที่ไหน ; คนโง่ก็จะส่งจิตใจไปโน้น ไปไกล ไม่มีที่สิ้นสุด เป็น อนนฺโต อากาโส อะไรโน่น. คนโง่จะคิดอย่างนี้ ; ส่วนคนฉลาดเขาจะล้อว่า : อ้าว, ก็มันออกมา จากระฆังใบนี้, ความไม่มีที่สิ้นสุด ออกมาจากระฆังใบนี้ ที่นี้และเดี๋ยวนี้, เห็น ความไม่มีที่สิ้นสุดนี้ ที่นี่และเดี๋ยวนี้. มันไปไหน ? มันก็ไปสู่ที่นี่และเดี๋ยวนี้ เหมือนกัน ; ก็มันออกมาจากที่นี่และเดี๋ยวนี้ มันก็จะไปสู่ที่นี่และเดี๋ยวนี้. สำหรับ ความไม่สิ้นสุดนั้นคือที่นี่และเดี๋ยวนี้; แล้วมองเห็นต่อไปว่า : ที่นี่และ เดี๋ยวนี้มันก็ไม่ต่างกัน ไม่ว่าตรงที่ไหน มันก็เป็นที่นี่และเดี๋ยวนี้ทั้งนั้น. มองดูให้ลึกเข้าไปดังกล่าว ก็สอนให้รู้ว่า อนันตะคือสิ่งไม่มีที่สิ้นสุดนั้น มันคือที่นี่และเดี๋ยวนี้. อย่าเป็นคนบ้า เหมือนเทวดาองค์นั้นในเรื่อง โรหิตัสส- สูตร ; เขาจะไปหาที่สุดของโลก เที่ยวเหาะไปทั่วไปหมด ด้วยความเร็วสูงสุด เหมือนกับเงาก็ไม่พบที่สิ้นสุด เพราะความไม่มีที่สิ้นสุดมีอยู่ที่นี่และเดี๋ยวนี้. ถ้ามองอีก นิดเดียวก็จะเห็นว่าที่นี่และเดี๋ยวนี้นั้นแหละ คืออันเดียวกันกับความว่าง ; จากว่าง สู่ว่าง คือจากอนันตะสู่อนันตะ. ต้องเป็นว่าง จึงจะเป็นอนันตะ ; ถ้าไม่ว่าง แล้วไม่เป็นอนันตะ. เราถือว่า เสียงก็ว่าง เหมือนกัน, เหตุให้เกิดเสียงก็ว่าง เหมือนกัน, ความดับของเสียงก็ว่าง เหมือนกัน. ตอนนี้พวกนักเรียนอภิธรรม หรือพวกที่เรียนนักธรรมอยู่ในโรงเรียนธรรมดา ทั่ว ๆ ไป อาจจะไม่ยอมรับที่ว่าว่าง ในลักษณะที่เป็นอสังขตะและสังขตะ, หรือทั้ง สังขารและวิสังขารนั่นแหละว่าง. ไปติดทางตัวหนังสือว่านิพพาน หรืออสังขตะ ละก็ว่าง ; แล้วมาให้สังขาร หรือสังขตะนี้วุ่น ; นี้ไม่เข้าใจกัน ; ที่จริงไม่ใช่
น.1046 อย่างนั้น ; ที่แท้ก็ต้องว่าง หรือว่า ถ้าถามว่า ถ้าว่างทำไมจึงมีเสียง ? ทำไมจึง เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป, เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป ; นี้คือความที่ไม่เข้าใจว่า เกิด ขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไปนั่นแหละคือว่าง, พอเสียงระฆังเกิดขึ้น เสียงก็เกิดขึ้น เพราะไม้กระทบระฆังซึ่งเรียกว่า "ปรุงแต่ง" นี้ทำให้เกิดขึ้น, แล้วก็ เกิดขึ้น-แล้วปรากฏอยู่-แล้วก็ดับไป; แล้วจะเข้าใจได้อย่างไรว่า เกิดขึ้นก็ คือว่าง ตั้งอยู่ก็คือว่าง ดับไปก็คือว่าง ทั้งหมดนั้นก็คือว่าง. ตอนนี้ผมก็เคยยุ่งหัว, ไม่เข้าใจ แล้วยุ่งหัว, แล้วเขียนยาก เขียนคำ อธิบายยาก ; เพราะว่า เราเอาความรู้สึกของคนธรรมดาเป็นหลัก ; ไม่รู้ว่าเรื่องนี้ ต้องเอาธรรมชาติเป็นหลัก. ถ้าเราเปลี่ยนเสียนิดเดียวว่า ไม่ว่าอะไรล้วนเป็น ธรรมชาติ ละก็จะเข้าใจได้ว่า ไม่ว่าอะไรชนิดไหนหมด มันว่าง. การเกิดขึ้น หรือ การดับไป ก็เป็นธรรมชาติ, แม้แต่นิพพานก็เป็นธรรมชาติ. เมื่อทุกสิ่งเป็นเพียง ธรรมชาติ ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน จึงพูดว่าว่าง. เสียงระฆังที่เกิด ก็คือว่าง สิ้นสุดแห่งเสียงระฆังคือดับ ก็คือว่าง ; แล้วว่างนั้นคืออนันตะ. นักเลงคนนั้นจึงเขียนไว้ว่า : จากอนันตะสู่อนันตะ ; ฟังไม่ดีคล้ายว่ามีขึ้นมา แล้วไม่ว่าง เพราะมี "จาก" และมี "ถึง". อนันตะอยู่ ที่ไหน ? ก็คือที่นี้และเดี๋ยวนี้; เช่นเดียวกับที่ว่า ว่างนั้นก็คืออยู่ที่นี่และเดี๋ยวนี้. ฉะนั้นทุก ๆ แห่ง เหมือนกันหมด : เป็นที่นี่และเดี๋ยวนี้เหมือนกันหมด, ไม่มี ตรงไหนเป็นหัวใจได้ สิ่งที่เป็นความว่างแล้ว ไม่มีตรงไหนเป็นหัวใจได้, มันเป็นตัวเดียว อันเดียว, เป็นความว่าง ไม่มีหัวใจ, หรือไม่มีเปลือกนอก หรือไม่มีอะไร. ธรรมะที่ แท้จริงคือความว่าง, อะไร ๆ ก็เป็นความว่างหมด. สังขตะหรือสังขาร คือความว่าง, อสังขตะหรือวิสังขารก็คือว่าง; แต่ว่างชนิดหนึ่ง มันเปลี่ยน เหมือนกับกระดุกกระดิก หรือเปลี่ยนได้.
น.1047 เช่นว่า เมื่อไม่ได้อยู่นิ่ง ๆ มีคนไปเคาะเข้า จะมีเสียงออกมา แล้วก็ดับไป; หรือเหมือนกับทะเล, ทะเลที่ถูกทำให้เป็นคลื่น ก็ยังเป็นทะเลอยู่นั่นแหละ, ไม่ได้ สูญเสียความเป็นทะเล ; แต่เราดูเหมือนกับเป็นของใหม่ อันใหม่. ทะเลเมื่อมีคลื่น กับทะเลเมื่อไม่มีคลื่น เรารู้สึกกันไปคนละอย่าง ; เรารู้สึกว่า น้ำแท้ ๆ เมื่อไม่มีคลื่น นั้นอย่างหนึ่ง, เมื่อมีคลื่นก็กลายเป็นอื่นเสียแล้ว, ไม่รู้สึกว่าเป็นอันเดียวกัน เสียแล้ว. นี่ทำให้เราไม่เข้าใจว่า ความเกิดกับความดับ ซึ่งว่างเหมือนกัน นี้เป็นธรรมชาติเหมือนกัน. การที่เสียงระฆังดังขึ้น หรือเสียงระฆังดับไป มันก็มีความหมายอย่างเดียวกัน กับทะเล. เด็ก ๆ อาจจะโง่มาก จนถึงคิดว่าเป็นคนละทะเลก็ได้. ผมเองก็เคย รู้สึกอย่างนั้น. เมื่อเด็ก ๆ ไปทะเลคราวหนึ่ง เห็นทะเลเงียบสงัดเป็นกระจก ; ไป ทะเลอีกคราวหนึ่ง อ้าว, มันคนละทะเลเสียแล้ว ไม่ได้คิดว่า เพราะมีคลื่น เพราะ มีลม ไปทำให้ทะเลเป็นอย่างนั้น ๆ. หรือว่า ของบางอย่าง เราดูคนละคราว คล้ายเป็นของคนละอัน ละอย่าง, แม้แต่หมากับลูกหมา เราก็ไม่คิดว่าเป็นอย่างเดียวกัน ; เมื่อเป็นลูกหมา มันไม่เหมือนกับหมา. ลูกปลาบางชนิด แทบว่าจะไม่เป็นลูกของปลา. แม้แต่ ลูกน้ำนี่คือยุง, เกือบจะไม่มีใครนึกได้ว่า ลูกน้ำนี้คือยุง ทุกๆ สิ่ง มันพรางตา ขนาดนี้ คือความเปลี่ยนแปลง; แล้วความเกิดกับความดับมันยิ่งร้ายไปกว่านี้. เสียงที่ดังขึ้น กับ เสียงที่ดับลงนี้ ชวนให้นึกว่าเป็นคนละอย่าง; ไม่มี ความเข้าใจว่า เกิดกับดับ นี้คือว่าง หรือคือสิ่งเดียวกัน. เกิดมาเป็นเสียง ระฆังที่ไพเราะจับหูจับใจ. แล้วก็จางไปเป็นเสียงระฆังที่เงียบหายไป ; ที่แท้ก็เป็น อันเดียวกัน. พวกที่ติดตัวหนังสือ จะไม่ยอมให้วิสังขารว่าง อย่างเดียวกันกับสังขาร ;
น.1048 เอาสังขารไว้ละก็เป็นทุกข์ แล้วก็ไม่ว่าง. เพราะฉะนั้น เราจึงพูดว่า "ไม่ว่างนั้น เป็นทุกข์". ที่แท้ทุกข์ก็คือว่าง ; นี่เมื่อพูดภาษาที่ถูกต้อง ภาษาธรรมะ. ถ้าพูดภาษาคน ภาษาเด็ก ภาษาคนโง่ ก็ว่าทุกข์ไม่ว่าง วุ่นไม่ว่าง ; พูด ภาษาคน มันมีวุ่น มีว่าง ; ถ้าพูดภาษาธรรมะจะมีเหมือนกันหมด ไม่มีอะไร, ว่าง เหมือนกัน, และว่างจากความหมายอื่นด้วย. ความหมายที่สูงกว่า ทั้งวุ่นและว่าง ในภาษาคนนั้นแหละ คือว่างที่สุดในภาษาธรรม, ความเงียบกับความไม่เงียบ นั้น ภาษาธรรมเป็นว่าง มันจึงเงียบ และไม่มีตัวตน. ทีนี้ ไม่ต้องพูดถึงเสียงระฆังก็ได้ เอาเสียงผมที่กำลังพูดมิดีกว่าหรือ ; ระฆัง ยังไม่ได้ตี ยังไม่มีใครตี ; เสียงที่ผมกำลังพูดนี้ ก็เหมือนกันกับเสียงระฆัง ; จาก ไม่มีที่สิ้นสุด แล้วก็ไปสู่ไม่มีที่สิ้นสุดเหมือนกัน. มันปรุงออกมา เรียกว่าสังขาร, จากภาวะอันหนึ่งซึ่งมีให้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด คือว่างนั่นเอง ; แล้วความปรุงนั่นมันก็ ไปสู่ความดับ ก็ไปสู่ความว่างไม่มีที่สิ้นสุด. แต่ถ้าเรา ขึ้นพูดแบบนี้เรื่อยไป จะ กลายเป็นไม่ใช่ธรรมะแล้ว, มันจะกลายเป็นข้อเท็จจริงที่เกินไป โดยไม่ต้องรู้ ก็ได้, จะไม่เป็นธรรมะเพียงกำมือเดียว ในรูปที่ไม่เป็นธรรมะเพียงกำมือเดียว. พระพุทธเจ้า ท่านสอนกำมือเดียว, แล้วปฏิบัติให้ได้กำมือเดียวก็ เรียกว่าได้หมดทั้งป่า. ใบไม้หมดทั้งป่า ไม่ต้องสนใจก็ได้, ให้สนใจเพียง ใบไม้กำมือเดียว. จะปฏิบัติอย่างไร ? ก็คือ ให้ควบคุม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อย่าได้ไปหลงอะไรเข้า เป็นน่ารัก น่าเกลียด เป็นตัวกู-เป็นของกู ขึ้นมา. ใบไม้กำมือเดียวมีเท่านั้น, แล้วก็ปฏิบัติในขณะที่ทำงานกันอยู่นี่ ; เพราะขณะทำงานมีเรื่องยั่วมาก, มีเรื่องยั่วให้โกรธได้มาก พอเหนื่อยขึ้นมา ก็ยั่ว ให้เกิดโมโหโทโสขึ้นก็ได้, หรือเพื่อนมากระทบกระทั่ง ทำให้เกิดโมโหโทโสขึ้น ก็ได้; มีเรื่องที่มากระทบกระทั่ง ทำให้เกิดตัวกู-ของกูนั่นแหละมาก, ก็เป็น บทเรียนที่ดี ถ้าไปนอนเสียก็ไม่มีเรื่อง. ลองดูก็ได้ ถ้ามาทำอะไรเข้า เดี๋ยวมันก็
น.1049 ฮือ ๆ แฮ่ ๆ กันแล้ว, แล้วก็มีอย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นมา พอเหนื่อยขึ้นมา อารมณ์ก็เป็น ไม่ว่างแล้ว. มีกูขึ้นมาก็เหมือนระฆังถูกตีแล้ว. ให้พิจารณาดู เสียให้ดีว่า ที่ เกิดความทุกข์ขึ้นมา ก็ว่าง, ที่ดับไป ก็คือว่าง. เพราะฉะนั้น จึงพูดว่าไม่มีอะไรที่ไม่ว่าง ; ของที่คู่กัน ตรงกันข้ามกัน เป็นสองอย่าง ทั้งสังขตะ อสังขตะก็ว่าง. . เมื่อทั้งสองอย่างว่าง ไม่มีเหลืออะไร ทั้งนั้น, ความทุกข์ก็ว่าง ความสุขก็ว่าง. ความทุกข์กับความสุขก็เป็นของ หลอก ๆ เหมือนเสียงระฆังเกิด เหมือนเสียงระฆังดับ. ส่วนภาวะว่างอัน แท้จริง ไม่มีที่สิ้นสุดนี้เป็นอีกอันหนึ่ง; ไม่ใช่เสียงระฆังเกิดหรือเสียงระฆังดับ. เสียงระฆังเกิดจากความว่าง แล้วก็ดับไปสู่ความว่าง ; ความว่างเป็นอีกอันหนึ่งจาก การเกิดและการดับ. ทั้งเกิดและดับเป็นความว่าง แล้ว ทำไมพูดว่า เมื่อเกิดและดับ ก็เป็นของว่าง ? นี่ก็เป็นของผิวเผิน ที่สุด ; เหมือนคลื่นที่ผิวน้ำ กำลังแสดงตัวในรูปอื่น เกิดเป็นลูกคลื่นขึ้นมา แล้ว ดับไปในน้ำ, เกิดจากน้ำ ดับไปในน้ำ ; นี่เป็นลักษณะของลูกคลื่น เป็นภาพ ทางตา หรือทางรูป. เสียงระฆังนั้นเกิดทางหู เกิดมาจากความว่าง แล้วก็ดับไปใน ความว่าง, เกิดมาจากความว่าง แล้วก็ดับไปในความว่างเหมือนกับคลื่น เกิดจากน้ำ ดับไปในน้ำ ; คลื่นเกิดจากน้ำดับไปในน้ำ. น้ำทั้งหมดก็เป็นเหมือนกับสิ่งที่ ๓๐ คือความว่าง น้ำที่เกิดมา แล้วก็น้ำที่ดับลงคือคลื่นใน ๒ ความหมาย. ภาษาคน ภาษาที่บัญญัติตามภาษาคนนั้น เรื่องที่เกิดหรือดับ ต้องตรงกันข้าม เสมอ ; แล้วก็ชอบใจความสุข, ไม่ชอบใจความทุกข์ ทั้ง ๆ ที่เป็นของว่าง เหมือนกัน. เมื่อไร พอเกิดชอบใจความสุขเข้า ก็เกิดความทุกข์ทันที, เมื่อไปเกลียดความทุกข์ ก็เกิดความทุกข์ขึ้นมา. คำว่า "ว่าง" ต้องไม่เกลียด
น.1050 ความทุกข์ ไม่รักความสุขอะไรขึ้นมา เหมือนอย่างที่ชาวบ้านเขาพูดกัน. สัตว์ มันรักสุข เกลียดทุกข์ มันก็เป็นสัตว์เท่านั้นเอง, สัตว์อย่างลูกหมาลูกแมว มันก็ รักสุขเกลียดทุกข์อย่างนั้นเอง. ถ้าเป็นพระอริยเจ้า ต้องไม่เกลียดอะไร ไม่รักอะไร เพราะว่าทุกสิ่งว่าง เหมือนกัน ; ไม่มีอะไรที่น่ารัก ไม่มีอะไรที่น่าเกลียด ว่างเหมือนกันหมด ฉะนั้น จงไปมุ่งหมายสิ่งที่เรียกว่า อนันตะ, อนันตะคือว่าง อย่ามุ่งหมายเกิด หรือดับ, ดับนี้ไม่ใช่นิพพาน ; เสียงระฆังเกิดขึ้น เสียงระฆังดับไป, เสียงระฆังเกิดขึ้น- เสียงระฆังดับไป, เป็นเกิดขึ้น-ดับไป; สองอย่างนี้ไม่ใช่อนันตะ, คือมันเกิด มาจากอนันตะ, แล้วไปสู่อนันตะ, ต้องไปแยกตัวอนันตะออกไปอีกอันหนึ่ง ซึ่งเป็น สิ่งที่ ๓ นั้นแหละ เทียบเท่ากับนิพพาน : เทียบเท่าความดับอย่างที่เรียกว่าดับอย่าง นิพพาน, ดับอย่างตลอดกาล ดับอย่างไม่มีต้นไม่มีปลาย; ส่วนเกิด-ดับ ๆ โน้นมัน มีต้นมีปลาย ชั่วขณะปรุงแต่ง. สุข-ทุกข์ คำคู่ ๆ นี้ก็เหมือนกัน หมายถึงการปรุงแต่ง เป็นสังขาร. เป็น เวทนาที่เปลี่ยนแปลง. ถ้าเราเอาคำว่า "สุข" นี้ยืมไปใช้ ว่าเกิดจากนิพพานนี้เป็น เรื่องหนึ่ง ; เป็นการพูดให้สนใจเรื่องนิพพาน, นิพพานต้องไม่สุข ต้อง ไม่ทุกข์; แต่เราอยากจะพูดว่า "นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง". ถ้าไปหลงว่านิพพาน เป็นสุขอย่างคู่กับทุกข์ ก็ไปหลงติดความสุขนี้ ก็เลยไม่เข้าใจนิพพาน, ไม่เข้าใจ ความสุขชนิดที่ว่าไม่ใช่สุข คือเหนือความสุข. พวกคุณคนหนึ่ง เคยกล่าวว่า รูประฆัง ไม่ได้เขียนคำอธิบาย. นั่นเพราะ เขียนยาก ; ทั้ง ๆ ที่ผมรู้ความหมาย แต่ว่าเขียนคำพูดยาก แต่งให้เป็นคำพูดยาก ยิ่งแต่งให้เป็นคำกลอนยิ่งยากที่สุด. คุณเข้าใจแล้ว ลองไปแต่งกันดู ไปใส่ข้อความ
น.1051 ลงไปในช่องว่างใต้รูประฆัง ให้เต็มดูที. ตามความรู้สึกของผม เห็นว่า เชอร์แมนน์ ไม่เลวเลย, ฝรั่งคนนี้ไม่เลว ; แม้แต่เขาจะไปเอาของคนอื่นมา ไปยืมของคนอื่นมา ก็ยังเก่ง ; แม้ความคิดนี้จะไปเอาของคนอื่นมา เขาก็ยังเก่งอยู่ เขาจึงเลือกเอาภาพ ที่ลึกที่สุดมา. ถ้าเป็นหัวของเขาเอง เขียนภาพอย่างนี้ออกมา ก็ยิ่งเก่งมากขึ้นไปอีก. เขาเขียนให้ เห็นเสียงระฆังจากสิ่งที่ไม่มีที่สิ้นสุด แล้วก็ไปสู่ที่ไม่มีที่สิ้นสุด : นี้สูงมาก. ทำจิตให้ว่าง เป็นธรรมชาติ แล้วจะเข้าใจปัญหาลึก ๆ ได้ง่าย อย่าไปดูถูกคนชาวบ้าน หรือคนฝรั่ง หรือคนอะไร เขาอาจจะรู้อะไรได้ เหมือนกัน ; เรามันมัวมีมานะทิฏฐิอย่างนั้นอย่างนี้เสีย จึงรู้ช้า. มันต้องปล่อยใจ ให้โล่งให้ว่าง ให้เป็นธรรมชาติ, พยายามทำจิตใจให้เป็นธรรมชาติ ; อย่าเห็น แก่ตัว, อย่ามีตัว, จะเข้าใจง่าย. ความรู้สึกอันนี้ มันลึกมาก ละเอียดมาก ; เราไม่สามารถจะเขียนคำกลอน อธิบายภาพนั้นให้คนธรรมดาอ่านรู้เรื่องได้ เหมือนกับ ภาพที่มีอยู่. มันควรจะเขียนได้ ; แต่ต้องใช้ความพยายาม หรือนึกคิดอย่างมากมาย. ที่จริงก็อาจจะใช้คำพูด หรือวิชาหลักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันทางวัตถุนี่ก็ได้ เหมือนกัน ; เขาก็พยายามมองกันในแง่นี้อยู่แล้ว แต่ไม่มากหรือไม่ลึกซึ้ง. เช่น วิทยาศาสตร์ปัจจุบันก็พูดว่า วัตถุไม่สูญ อย่างนี้เป็นต้น. สสารไม่สูญ พลังงานไม่สูญ วัตถุต่างๆ นี้ไม่สูญ เพียงแต่เปลี่ยนรูป ไม่ได้สูญไปไหน ; มัน เปลี่ยนรูป เช่นก้อนหิน ก้อนดิน ต้นไม้ใบไม้ เป็นน้ำเป็นไฟ หรืออะไรก็ตาม เปลี่ยนอยู่ทั้งนั้น ; แล้วก็ไม่ได้สูญหายหรือขาดหายไปข้างไหน. เพราะฉะนั้น ครูสอนวิทยาศาสตร์เขาอธิบายเรื่องวัตถุไม่สูญ เด็กนักเรียนอาจจะพูดว่า เมื่อเช้านี้ หมวกของผมหาย จะว่าอย่างไร ; นี่มันคนละเรื่องแล้ว. ไปเรียนเรื่องวัตถุกันเสียบ้างก็ดี; อย่างเช่น ทองคำขุดขึ้นมาจากดิน ซื้อขาย เอามาทำเป็นสร้อย เป็นแหวน ใส่คอ แล้วคิดว่าไม่หาย ไม่สูญ ; ที่จริง
น.1052 ความสึกหรอที่มันสึกไปทีละนิด ๆ ยิ่งสวมมากเท่าไร มันก็ยิ่งหายไปมากเท่านั้น มัน หายอย่างละเอียดจนเป็นปรมาณู เป็นอณูไปเลย. คนแก่ ๆ เขาห้ามไม่ให้สวมสร้อย ข้อมือ ขัดหม้อขัดไห เพราะมันจะถูกับหม้อไห จะกร่อนหายไป, ที่จริงไม่ถึง อย่างนั้น มันเพียงหายไป, ทุกอย่างมันหายไป, แต่ว่านานมาก. มันหายไปไหน ? มันก็หายอยู่ในโลกนี้ ยังอยู่ในโลกนี้, หายไปไหนไม่ได้. ธาตุแท้อย่างเช่นทองคำ เป็น ธาตุแท้ ไม่หายไปไหน, แต่ว่ามอง ไม่เห็น, มันเปลี่ยนไป จนกระทั่งไปรวมตัวกันได้อีก วนไปวนมาอยู่ใน โลกนี้. กำเนิดทีแรกก็แยกออกมาจากหินที่เป็นเนื้อโลก แล้วก็ถูกคัดออกมาเป็น ทองคำ, แล้วก็ละลายละเอียดหายไปอีก, ไปปนไปผสมกับอย่างอื่นอีก ออกมาอีก ; เรียกว่า วัตถุนี้ไม่หายไปไหน ; เพียงแต่เปลี่ยนอยู่ในสภาพที่เราเห็นมันบ้าง ไม่เห็น มันบ้าง. อย่างน้ำฝนนี่ เท่าที่มีอยู่ในโลก ก็ไม่ได้หายไปไหน ; มันเป็นฝนตกลงมา เราใส่โอ่งไว้, แล้วก็หายไป ; แล้วฝนตกมาอีก เราก็มีน้ำฝนอีก แล้วก็หายไปได้ ไปอยู่บ้านโน้น บ้านนั้น ที่นั่น ที่นี่ ; โอ่งใหญ่คือทะเล. ตกลงไปในทะเล หายขึ้นไปในอากาศทั่วทุกหนทุกแห่ง; น้ำฝนก็เปลี่ยนไป ๆ มา ๆ, ไม่ได้หาย ไปไหน มีเท่าเดิมเรื่อย. นี่เป็นเรื่องวัตถุ ; มีอาการเหมือนกับออกมาจาก "ไม่มี ที่สิ้นสุด กลับไปสู่ไม่มีที่สิ้นสุด". เราลองศึกษาดูเรื่องวัตถุ ดังเช่นเรื่องน้ำในโลกนี้จะเป็นอย่างไร ? พิจารณา ดูได้จะเห็นได้ว่า น้ำมาจากไม่มีที่สิ้นสุด แล้วก็ไปสู่ไม่มีที่สิ้นสุด ; อันเดียวกัน เหมือนกัน. ถ้าถามว่าอยู่ที่ตรงไหน ? ก็ตอบว่าอยู่ที่ตรงนี้ ที่นี้และเดี๋ยวนี้ ทั่วไป หมด ที่ว่า ที่นี่และเดี๋ยวนี้นั้น ข้อนี้หมายความว่าทั่วไปทั้งหมดเลย, ไม่มีที่ไหน ที่จะไม่เป็นที่นี่และเดี๋ยวนี้.
น.1053 ความทุกข์ย่อม เกิดขึ้น-ดับไป ตามธรรมชาติ ต้องไม่ยึดมาเป็นของเรา ทีนี้ ความทุกข์, ปัญหาใหญ่คือเรื่องความทุกข์. เพราะฉะนั้น เสียง ระฆังต้องเปรียบด้วยความทุกข์, เสียงระฆังที่ดังขึ้นแล้วเงียบไปนี้ต้องเปรียบ ด้วยความทุกข์, ความทุกข์เกิดขึ้นทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ, มีตัณหาแล้วมีอุปาทาน, แล้วมีความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากพื้นฐานที่ไม่มีที่สิ้นสุด : เป็น ชาติในลักษณะหนึ่ง แล้วก็ดับลงไป ไปสู่ความไม่มีที่สิ้นสุด. ความทุกข์เกิดจาก สิ่งที่ไม่มีที่สิ้นสุด ดับลงไปในความไม่มีที่สิ้นสุด ; ถ้าจิตไปโง่ไปเอามัน มาเป็นความทุกข์ของเรา ; จิตนี้ก็เป็นทุกข์ ; เพราะฉะนั้นจิตนี้ผู้รู้จึง ต้องการให้แยกออกมาเสียจากการเกิดหรือการดับ. เช่นอย่าเอาจิตไปผูกไว้ กับเสียงระฆังที่ดังขึ้นหรือดับไป ; ให้จิตอยู่ฝ่ายสิ่งที่ไม่มีที่สิ้นสุดอยู่เรื่อย มันจะเป็นจิต อมตะ, หรือจะเป็นจิตอะไรก็แล้วแต่จะสมมติเรียก ; ย่อมเป็นจิตที่ไม่มีความทุกข์ ; แม้ว่าร่างกายจะเปลี่ยนแปลง จะเกิดขึ้น ดับไป, เกิดขึ้น ดับไป, ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ จะเกิดขึ้น ดับไป ก็ตามใจมัน. ผมเคยพูดว่า สุนัขดีกว่าแมว, แมวดีกว่าคน. คุณดูเอาเถิด มันต้องดีกว่า ที่มันไม่ฉลาดไปในทางที่ไปยึดเอาอะไรว่าเป็นเรา ว่าเป็นของเรา. คนเรานี้ช่วยไม่ได้ เสียแล้ว ; เพราะคนมีมันสมอง มีความฉลาดที่จะยึดว่าเรา ว่าของเราเสียแล้วก็ต้อง มีความทุกข์. ส่วนหมา แมว ไม่มีความฉลาดพอที่จะยึดอะไรว่าเป็นเราว่า เป็นของเรา มันจึงไม่สู้จะมีความทุกข์ ; แม้จะมีของเราบ้าง ก็มีน้อย มันจึง มีทุกข์น้อยที่สุด ; มันมีทุกข์แต่น้อย ชั่วความหิว ชั่วความอยากอะไรนิดหน่อยเท่านั้น. สติปัญญาลึกซึ้งที่จะคิดว่าอะไรของเรา เงินของเรา ทองของเรา ทรัพย์สมบัติของเรา, เรามีเกิด-มีตาย เราต้องมีอะไรไว้ชาติหน้า ; สัตว์มันคิดไม่เป็น, เพราะมันสมอง
น.1054 ไม่ถึงขนาดนั้น ; ฉะนั้น จึงมีความทุกข์น้อยกว่าเรา, เพราะมันมีความยึดถือน้อย กว่าเรา. มนุษย์นี้มีบาปกรรมหนัก ที่เกิดไปฉลาดเข้า ที่ไปกินผลไม้ ที่ทำให้ฉลาดเข้า (อ่านดูที่หน้า ๓๐๓) รู้จักดี รู้จักชั่ว รู้จักนรก รู้จักสวรรค์ รู้จักอะไรมากเข้า ; ก็เลยมีเรื่องมากเข้า, มีความทุกข์ใหม่. มนุษย์ต้องการความรู้อันใหม่ ที่สุนัขหรือ แมวไม่ต้องการ ; เพราะสมองมันไม่ใช่ระดับเดียวกัน, ไม่เหมือนกัน. มนุษย์ ต้องการความรู้อันใหม่ ที่จะมาดับเรื่องบ้า ๆ ของตัว, ซึ่งบ้ายิ่งกว่าสุนัขและแมว. ครั้นเมื่อคิดว่า อย่าให้มนุษย์เป็นทุกข์เลย จึงเกิดเดือดร้อนถึงปัญญาของ พระพุทธเจ้า : เรื่องการตรัสรู้ เรื่องนิพพาน เรื่องทำความไม่ยึดมั่นถือมั่น, และมันก็ดีเกินไปสำหรับมนุษย์ ที่มีมันสมองดีเกินไป. เราดูให้ดีเถอะ หมา แมว มันมีดีกว่าเรา, มันเป็นครูได้มากทีเดียว ; มัน เดินไปเดินมา เดี๋ยวไปเดี๋ยวมา สบายที่สุดเลย. ถ้า ฝ่ายมนุษย์ แล้ว หน้าบูดหน้าบึ้ง ตลอดเวลา ทนทรมานหวานอมขมกลืนตลอดเวลา, ไม่จำทำก็ต้องทำ. เพราะ ฉะนั้น เราต้องแก้ให้ตก, ให้เป็นเหมือนกับไม่ทำอย่างนั้น ทำงานก็เหมือน กับไม่ทำ เจ็บไข้ก็เหมือนกับไม่เจ็บไข้ หิวเหมือนกับไม่หิว อยากก็เหมือนกับไม่อยาก มีเงินก็เหมือนกับไม่มีเงิน มีสุขเหมือนกับไม่มีสุข, ไปซื้อของที่ตลาดก็อย่าเอา อะไรมา. เอาอย่างพวกคริสเตียน ว่า ไปซื้อของที่ตลาด ขืนเอาอะไรมา ก็เอา มาทรมานใจให้เป็นทุกข์. เขาคงฟังไม่ถูกกันละกระมัง จึงไม่ปฏิบัติในข้อนี้. อย่าไปยึดเอาความทุกข์เข้ามา ระฆังก็จะไม่มีโอกาสดัง พวกคริสเตียนไม่ปฏิบัติในข้อที่ "ไปซื้อของที่ตลาด อย่าเอาอะไรมา" เพราะคงฟังไม่ถูก เลยทิ้งไว้เฉย ๆ ในพระคัมภีร์. ส่วนพวกเราควรจะรู้และ ปฏิบัติ
น.1055 ทำไปทุกอย่างด้วยจิตว่าง. ไปซื้อของที่ตลาด ซื้ออะไรมา ก็ทำจิตใจเหมือนไม่ได้ หิ้วอะไรมา, มาถึงบ้านแล้ว กินใช้แล้ว ให้เหมือนกับไม่ได้ใช้ไม่ได้กิน. ความ อร่อยเกิดขึ้นแล้ว ก็เหมือนกับไม่อร่อย, ความสุขเกิดขึ้นแล้ว ก็เหมือนกับไม่ได้รับ ความสุข. อย่างนี้แหละคือ วิธีที่จะทำให้ระฆังไม่มีโอกาสดังขึ้นมา, ทำ ให้เป็นระฆังเงียบอยู่เรื่อย; หมายความว่า ระฆังดังขึ้นมาทีไร เป็นความทุกข์ ทั้งนั้น. ไประวังดูขณะทำงาน ให้ระวัง, ระฆังจะดังขึ้นมา, เมื่อคุณกำลัง ทำงานนั้นแหละ, ระวัง ระฆังจะดังขึ้นมา, เดี๋ยวนั่น เดี๋ยวนี้ เดี๋ยวแฮ่ เดี๋ยวฮื่อ, ถ้ารักษาให้เป็นระฆังเงียบอยู่ได้ ไม่ดังอยู่เรื่อย ก็นับว่าดี. มีพระพุทธภาษิตอันหนึ่ง ที่พูดอยู่ในธรรมบทที่พูดถึง เหมือนระฆังทำนองนี้ ใครนึกได้บ้าง. พอจะนึกได้ ก็มีในคาถาธรรมบท; นี้เรียนกันไม่จริง ส่วนที่เป็น เนื้อหาสาระก็ไม่จำ ไม่ชิน. มีพุทธภาษิตอยู่บทหนึ่งว่า "ทำให้เหมือนระฆังปากแตก ตีไม่ดังต่อไป”; มีคำบาลีว่า : สเจ เนเรสิ อตฺตานํ กํโล อุปหโต ยถา เอส ปตฺโตสิ นิพฺพานํ, - ถ้าท่านทำตนไม่ให้หวั่นไหวอยู่เหมือนกังสดาลที่ เขาขจัดปาก เสียแล้ว, คือตีไม่ดัง, เป็นระฆังที่ตีไม่ดัง ท่านนั้นจะเป็นผู้ถึงพระนิพพาน. เป็นระฆังที่ตีดังก็หมายความว่า มีอะไรมาตีก็ดัง มีอะไรมาทำให้โกรธก็โกรธ มีอะไรมาทำให้รักก็รัก มีอะไรที่มาทำให้หลงก็หลง; มันเป็นระฆังที่ตีดัง. นี้แหละ ให้รู้ว่า ไม่มีที่สิ้นสุดหรอกการที่ตีดังแล้วดับไป, ตีดังแล้วดับไป นี้ไม่มีที่ สิ้นสุด. หมายความว่า สิ่งที่จะมาทำให้เรารัก เราเกลียด มันไม่มีที่สิ้นสุด นั้น มันมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง ที่นี่และเดี๋ยวนี้ : เดี๋ยวทางตา เดี๋ยวทางหู เดี๋ยว ทางจมูก เดี๋ยวทางลิ้น เดี๋ยวทางกาย เดี๋ยวทางใจ; ไม่มีที่สิ้นสุดที่จะมาทำให้ระฆัง ดังหึ่งขึ้นมา. ฉะนั้น ระวังแต่อย่าให้ระฆังดังก็พอแล้ว ; อย่าไปศึกษาอะไร ให้มากเลย.
น.1056 เหตุอันทำให้ระฆังดังขึ้นมาก็มี เช่นโดยที่เหนื่อยขึ้นมา, หรือว่าเหนื่อยแล้ว ไม่ได้อะไร ไม่มีใครขอบใจ ไม่มีใครเอาอกเอาใจ. สังเกตดูเถิดจะเห็นชัด บางคน เหมือนกับนรกสุมในอกไม่มีใครเอาอกเอาใจ ไม่ได้อย่างใจ ไม่มีอะไรเป็นไปตามใจที่ ต้องการ; อย่างนี้ทั้งนั้นแหละ. เราก็ต้องหัดทำไปโดยไม่ต้องการอะไร; อย่า ไปต้องการอะไร, ถือหลักข้อนี้เรื่อย หัดทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง อย่างนี้ เรื่อยไป ระฆังก็ไม่มีโอกาสจะดัง : คือความคิดวุ่นไม่อาจจะมี ไม่อาจจะเกิด. เมื่อไม่มีเสียงดัง ก็ไม่มีเสียงดับ, เมื่อไม่มีคลื่น มันก็ไม่มีดับหรือหยุดแห่งคลื่น; นั่นก็คือสงบตลอดกาล. พวกมหายานบางคนบางพวก เขาพิจารณาคล้ายๆ กับเราที่ว่า นิพพานคือ วัฏฏสงสาร; อย่างนี้น่ายอมแพ้เลย. นิพพานกับวัฏฏสงสารอันเดียวกัน หมายถึง แง่ที่ว่า เราไปแยกส่วนที่เรารักมาเป็นนิพพาน ส่วนที่เรากลัวเกลียดเอามาเป็นสังขาร. นี่โง่, ตลอดเวลาที่ยังต้องการนิพพานนี้ยังโง่อยู่ทั้งนั้น. เมื่อเราไม่ต้องการ อะไรหมด เหมือนระฆังเงียบ นี้แหละไม่มีเรื่องที่จะเป็นทุกข์, เป็นนิพพาน ชิมลอง, นิพพานของชาวบ้านนั้นแหละเป็นอันเดียวกันกับวัฏฏสงสาร, เช่นว่า : สุขกับทุกข์ ก็เป็นทุกข์เหมือนกัน, เป็นสังขารหรือการปรุงแต่งเหมือนกัน; ต่อเมื่อ ไม่สุขก็ทุกข์ หรือว่าง หรือพูดไม่ได้ว่าอะไร จึงจะไม่ทุกข์. ถ้ายังเอานิพพานไป เป็นคู่กันกับวัฏฏสงสารอยู่แล้วละก็ยังบ้า ยังโง่; แท้จริงเป็นของอันเดียวกัน, อัน หนึ่งเกิด อันหนึ่งดับ เท่านั้นเอง. อย่างนี้ ในเมืองไทยไม่มีพูด แล้วไม่มีสอน ด้วย; ถ้าสอนก็ไม่เชื่อ, แล้วก็คัดค้าน; ฉะนั้น จึงไม่เข้าใจข้อนี้. อีกอย่างหนึ่ง ดีหรือชั่ว เป็นของอย่างเดียวกัน, ดีหรือชั่ว บุญหรือบาป สุขหรือทุกข์เป็นของอย่างเดียวกัน, เป็นอย่างเดียวกัน; หรือว่านิพพานกับวัฏฏ- สงสารก็เป็นของอย่างเดียวกัน. มันต้องว่าง ต้องไม่เป็นนิพพาน ไม่เป็น
น.1057 วัฏฏสงสาร จึงจะไม่เป็นทุกข์. แต่พวกเถรวาทเรานั้น ยึดมั่นคำว่า นิพพาน เสียเต็มที่เต็มอัดเลย ดึงไม่ออก. คิดอย่างนี้ยังไม่มีหวัง ; ยิ่งต้องการยิ่งไม่ได้ ยิ่งหวังยิ่งไม่ได้; ไม่มีหวังอะไรจึงจะเป็นนิพพาน, ตีระฆังไม่ดังจึง จะได้. ถ้าระฆังยังดังอยู่-ดับอยู่ ละก็ไม่ได้. ทำงานด้วยจิตว่าง คือทำอย่างที่ระฆังไม่มีเสียง คุณให้พูด เรื่องทำงานด้วยจิตว่าง ก็พูดอย่างนี้แหละ คือทำงานอย่างที่ ระฆังต้องไม่ดังขึ้นมา. ถ้ายังเกิด ก็ไปนอนในมุ้งเสียก็แล้วกัน จะไม่ต้องเกิดขาด ศีลข้อตบยุงด้วย. ใครอยากจะรู้เรื่องนี้ ก็ลองนอนกับยุงดู, จะรู้ได้ว่ามีศีลจริง ไหม ; อยากจะเห็นว่ามีศีลจริง ต้องลองไปนอนกับยุง, อย่าหนีไปนอนในมุ้ง. ที่ไปนอนในมุ้งนั้น เกิดเอาเปรียบตัวเองโดยไม่รู้ตัว. พระพุทธเจ้าไม่สอนให้นอนในมุ้ง สอนให้สู้กิเลส โดยสอนให้ใช้จีวรเป็น เครื่องป้องกัน เหลือบ ยุง ลม แดด หนาว ร้อน. ผมไม่เคยใช้มุ้ง ตั้งแต่อยู่ สวนโมกข์มาจนบัดนี้ เว้นแต่เมื่อเจ็บไข้ ใครเอามากางให้ก็ไม่รู้, หรือไปในที่อื่น ในที่มีเกียรติ เขาให้นอนมุ้งก็ได้ ; เขาก็ทำให้อย่างมีเกียรติไป; แต่อยู่ที่วัดนี้นอน กับยุง. ถ้าเอาแซ่หวดยุง จิตก็ไม่ว่าง, ใช้แซ่บ๊ดยุง สัตว์มันก็ตายไปบ้างเหมือน กัน. นี้แล้วแต่ใครจะชอบ ผมก็ไม่ได้พูดว่าอะไรแน่ จะกางมุ้งเสีย แล้วหนีไปนอน ในมุ้งก็ตามใจ. ถ้าใครอยากจะรู้ว่า มีศีลจริง หรือมีธรรมะจริงไหมละก็ ควรจะลองนอนกับ ยุงดูบ้าง ; หรือไปนอนที่สนามหญ้า ค่ายลูกเสือ ก็ดีมาก, ยุงก็มี หนาวก็หนาว น้ำค้างก็เปียกไปทั้งตัว ; นั้นแหละจะรู้เรื่องจริงขึ้นมา. เพราะฉะนั้น อย่าอวด ให้มากไปเลย, เป็นเรื่องเล่นตลกกับตัวเอง โกหกตัวเอง ตลบแตลงกับ
น.1058 ตัวเองไป ๆ มา ๆ อยู่อย่างนั้น. เห็นแต่แก่ตัวเอง ; ก็คิดว่า ทำให้ดีที่สุดแล้ว, ทำให้ดีที่สุด, เอาให้ดีที่สุด, ก็เลยเคร่งครัดไป. แล้วก็เลยมัวเล่นตลกกับตัวเอง อยู่อย่างนั้น. เพราะฉะนั้น ผมจึงไม่เคร่ง, แล้วก็ไม่ใช่ไม่เคร่งด้วย. ไม่ทั้ง สองอย่าง เคร่งก็ไม่เอา, ไม่เคร่งก็ไม่เอา, เอาแต่ที่ถูกที่ควร ที่พอจะแก้อะไรได้. นี้เรียกว่าธรรมปาฏิโมกข์ ปาฏิโมกข์ในทางธรรม ที่พูดกันซ้ำ ๆ ซาก ๆ อยู่เสมอ, แต่ไม่ซ้ำทุกตัวอักษร เหมือนลงโบสถ์ทำปาฏิโมกข์วินัย. ทำปาฏิโมกข์ วินัยนั้นซ้ำเสียเหลือเกิน ; ปาฏิโมกข์ทางธรรมนี้เรายังพึงในแง่อื่นมุมอื่น ใน ปริยายอื่นไปบ้าง แต่ก็เป็นความว่างเรื่องเดียว ไม่มีเรื่องอะไร. เรื่องว่าง เรื่องเดียว ซ้ำ ๆ ซาก ๆ อยู่กับเรื่องว่างเรื่องเดียว ก็เรียกว่าปาฏิโมกข์ได้ เป็นปาฏิโมกข์ ฝ่ายธรรมะ. พอกันที ค่ำแล้ว.
Buddhadasa