น.1004 ธรรมปาฏิโมกข์ทุกครั้งพูดเรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่นในแง่ต่าง ๆ กัน การพูด ธรรมปาฏิโมกข์ในวันนี้ คงยังพูดเรื่อง เกี่ยวกับตัวกู-ของกู และเรื่องสุญญตา ซึ่งเป็นเรื่องที่ กำลังพูดอยู่เสมอ ๆ, แต่บรรดาเรื่องที่พูด ๆ ไปแล้ว เราก็ไม่ได้เอ่ยชื่อสุญญตา ไม่ได้ออกชื่อสุญญตา ดูคล้าย ๆ กับว่า ไม่ได้พูดเรื่องสุญญตา. อย่างไรก็ดี เรื่องที่เราพูดกัน ณ ที่ตรงนี้ จะพูดแต่เรื่องที่สำคัญ มาก, พูดอีกทีหนึ่งก็พูดได้ว่า มันไม่มีเรื่องอะไร นอกไปจากเรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่น. ที่พูดมาแล้ว กี่ครั้งกี่หนก็ตามใจ จะกล่าวคำว่า ตัวกู-ของกูหรือไม่ ก็ตาม ไม่พ้นไปจากความไม่ยึดมั่นถือมั่น, แต่พูด ในแง่ต่าง ๆ กัน. ๔๒๐
น.1005 ระบบบ้า ๆ บอ ๆ ของเราจะใช้ได้หรือ ? ๔๒๑ ทีนี้ มาพิจารณากันถึงเรื่องเกี่ยวกับเซ็น ในที่สุด เราจะจับได้อย่างหนึ่ง, จับความลับได้อย่างหนึ่ง ว่า ถ้าจะตอบปัญหาโกอานของพวกเซ็นละก็ สันนิษฐาน ได้เลย, พูดได้เลยว่า ต้องเป็นเรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่น เท่านั้น ; ต่างแต่ว่าใน แง่ไหนเท่านั้น ที่จะไม่ยึดมั่นถือมั่นเพียงแต่ในแง่ไหนมุมไหนเท่านั้นเอง แล้วคำตอบ จะถูกทันทีเลย. เรื่องนี้ผู้ปฏิบัติธรรมชาวจีนก็เคยออกปากกับผม ; แล้วเขาก็รู้ว่า ผมรู้ ว่าถ้าตอบปัญหาโกอาน หรือกงอานของเซ็นแล้วละก็ คำตอบก็เป็นเรื่อง "ไม่ยึดมั่นถือมั่น" , ต้องไปในรูปไม่ยึดมั่นถือมั่นทุกข้อไปเลย. ฉะนั้นจึงง่ายเข้ามา ตั้งครึ่ง คือเราเพียงแต่จะหาให้พบว่า เขาถามในแง่ไหน ; อย่างไรก็ดี คำตอบก็ เป็นเรื่อง ไม่ยึดมั่นถือมั่นทั้งนั้น ; เขาถามในแง่ไหน จับแง่นั้นได้ ก็ตอบได้เลย. กงอานที่เป็นปริศนาลึกซึ้งอย่างไรก็ตาม คำตอบมีคำเดียว : เรื่องความ ไม่ยึดมั่นถือมั่น หรือความว่าง เท่านั้น. ถ้า เว่ยหล่างเรียก ก็เรียก "จิตเดิม แท้" ถ้า ฮวงโปเรียก ก็เรียกว่า “ความว่าง" , ถ้าเราเรียก ก็เรียกว่า "ความ ไม่ยึดมั่นถือมั่น" ; ทุกเรื่องต้องตอบด้วยคำตอบข้อนี้ เหลือแต่ว่าในแง่ไหน เฉพาะ แง่ไหนเท่านั้น. ถ้าเราไม่อยากเรียกว่าไม่ยึดมั่นถือมั่น เรียกว่าสุญญตาก็ได้ คือว่าง จากความยึดมั่นถือมั่น. ทีนี้ เหลือปัญหาอยู่แต่ว่า เป็นสุญญตาในแง่ไหน, ในแง่ ปฏิบัติ หรือว่า ในแง่ผลของการปฏิบัติ, หรือว่าเป็นเพียง ในแง่ที่เป็นลักษณะของ สุญญตาเฉย ๆ; มันมีหลายแง่หลายมุมอย่างนี้. เราอาจจะพูดได้ว่า รูปภาพแผ่นโต ๆ ของเราทั้งหมดที่นี่ ในโรงหนัง ทั้งหมดนี้ สอนเรื่อง "ความว่าง" ทั้งนั้น ไม่มีแผ่นไหนที่ไม่สอนเรื่องความว่าง. ถ้าพระสงฆ์องค์ไหน หรือใครก็ตามมองไม่เห็นว่า สอนเรื่องความว่างในแง่ไหน ก็หมายความว่าคนนั้นไม่รู้, ไม่รู้ความหมายอันถูกต้องของภาพนี้.
น.1006 ภาพทุกภาพแสดงเรื่องความว่าง นี้แน่นอนที่สุดเลย ; แต่ว่าแสดงในแง่ ไหน ? อย่างไร ? ฉะนั้นมีเวลาว่างเมื่อไร ก็ลองไปดูภาพเหล่านั้นทีละภาพ ๆ, จะแปลตีความออกไปในทางของเรื่อง "ความว่าง" ได้ทุกภาพ. นั้นก็หมายความว่า ผู้นั้นรู้ธรรม รู้ความหมายของธรรมะ อันลึกของภาพเหล่านี้ทั้งหมด นี้ผมหมายถึง ภาพที่อยู่ชั้นล่าง ภาพแถวล่างรอบ ๆ นั้น ซึ่งเป็นภาพเขียนของเชอร์แมนน์ เหล่านั้น แถวนั้นซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตก แล้วก็ รวมทั้งพวกภาพเซ็นทั้งหมด นี้ด้วย. ทุกภาพ เป็นเรื่องเกี่ยวกับความว่าง เป็นความว่างโดยตรง, หรือเกี่ยวกับความว่างโดยอ้อม โดยปริยายอะไรก็ตาม ก็ล้วน เป็นเรื่องของความว่างทั้งนั้น. นี้ก็เหมือนกับว่า ถ้าเป็นเรื่องธรรมะแล้ว ก็เป็นเรื่องธรรมชาติทั้งหมด, ธรรมะ ๘๔,๐๐๐ ธรรมขันธ์ หรือมากกว่านั้นอีกเท่าไรก็ตามใจ เป็นเรื่องธรรมชาติ ทั้งหมด. เรื่องธรรมชาติก็ไม่พ้นไปจากความว่างไปได้ ; เป็นธรรมชาติ ก็ว่างจากตัวตนทั้งนั้น. การศึกษาธรรมะ ก็เท่ากับศึกษาธรรมชาติ ทีนี้ มี ธรรมะในลักษณะที่เป็นตัวธรรมชาติ, ธรรมะที่เป็นตัวกฎของ ธรรมชาติ, หรือ เป็นหน้าที่ที่มนุษย์จะต้องปฏิบัติตามกฎของธรรมชาติ, หรือว่า ผลที่เกิดขึ้นมาตามกฎของธรรมชาติ, ล้วนแต่เป็นธรรมชาติ ฉะนั้น เมื่อเรา พูดว่า “ธรรมะ" นี้ ความหมายเล็งไปถึงธรรมชาติในแง่นี้ ในปริยายนี้ ในลักษณะนี้. ผู้ใดเห็นธรรมะลึกซึ้งจริงๆ ผู้นั้นจะเห็นธรรมชาติ, เห็นเป็น ธรรมชาติไปหมด, สามารถ ทำกิเลสให้เป็นโพธิได้ ทำความทุกข์ให้เป็นความ ดับทุกข์ได้ ; เพราะเป็นธรรมชาติเหมือนกัน ทำชั่วให้หมดความหมาย ทำดีให้
น.1007 ? หมดความหมาย ให้กลายเป็นธรรมชาติได้. นี้หมายความว่า ทำกิเลสให้เป็นโพธิ ทำโพธิให้เป็นกิเลสก็ได้ ; หรือว่าให้เหมือนกันไปเสียเลย ให้เป็นธรรมชาติเสีย ทั้งนั้น. คนที่ไม่รู้ก็เห็นว่า ธรรมชาติบ้าง ไม่ใช่ธรรมชาติบ้าง ครึ่ง ๆ บ้าง : นี้คือ คนที่ไม่รู้ธรรมะ. พวกนักธรรม พวกมหาเปรียญ พวกที่เรียนกันมากมาย มีดีกรี มากมายนั้น ยิ่ง ยึดมั่นถือมั่นตัวหนังสือมาก ยึดมั่นถือมั่นคำพูดมาก ; เพราะฉะนั้น ยิ่งเรียนยิ่งไม่รู้; พวกนี้แหละคือพวกที่ยิ่งเรียนยิ่งไม่รู้, ยิ่งเรียนพุทธศาสนา ยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา. ผมยังจำได้ประโยคนี้ ที่ว่า ยิ่งเรียนพุทธศาสนา ยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา ที่คุรุสภา. นี้คุณฟังถูกไหมว่า "ยิ่งเรียนพุทธศาสนา ยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา". ถ้า ไม่รู้ก็เอาไปคิด จดจำเอาไปคิด. เมื่อคราวหนึ่งผมพูดว่า "ยิ่งเรียนพุทธศาสนา ยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา" เขาเลยเถียงกันใหญ่ ; ก็เลยพูดตัดบท คล้าย ๆ ว่า เป็นคำพูด บ้า ๆ บอ ๆ ไม่อยากพูดมาก. ในที่สุดผมบอกว่า ยิ่งเรียนธรรมชาตินั่นแหละ ยิ่งรู้พุทธศาสนา, ยิ่งเรียนธรรมชาติ ยิ่งรู้พุทธศาสนา ; ยิ่งเรียนพุทธศาสนา ยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา ; เพราะไปเอาอะไรบ้า ๆ บอ ๆ มาเป็นพุทธศาสนา : เอาปริยัติ เอาคำสอน เอาหนังสือ เอาหลัก เอาความคิดเห็นอะไรมาเป็นพุทธศาสนาเสียก่อน แล้ว; ยิ่งเรียนพุทธศาสนาตามความคิดของท่านผู้ใดผู้หนึ่งแล้ว ยิ่งไม่รู้ พุทธศาสนา. ฟังผิว ๆ เผิน ๆ อาจจะพังไม่ถูก ฟังไม่เข้าใจ ; แต่พอพูดว่า "ยิ่งเรียน ธรรมชาติซิยิ่งรู้พุทธศาสนา" นี่พอจะฟังถูก. พูดย้อนหลังอีกว่า : "ยิ่งเรียน พุทธศาสนา ยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา" นี้อย่างไรกัน ; เขาให้คุณเรียนพุทธศาสนา ; ทำไมไม่คิดว่าพุทธศาสนาเป็นธรรมชาติ เล่า. มันเป็นเรื่องไปคิด เป็นของตั้งขึ้น บัญญัติขึ้น พระพุทธเจ้าท่านตั้งขึ้น, หรือว่าเป็นของที่พระอาจารย์ผู้มีปัญญาตั้งขึ้น,
น.1008 ใครจะไปแตะต้องไม่ได้ ทุกตัวอักษรศักดิ์สิทธิ์ไปหมด เหมือนที่เขากำลังพูดกันอยู่ เดี๋ยวนี้ เวลานี้. ยิ่งเรียนพุทธศาสนาแบบนี้ ยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา : คือยัง ยึดมั่นถือมั่นในคำพูด ในตัวหนังสือ ในเรื่องราวเหล่านั้นมากขึ้น ๆ มาก ขึ้น ๆ. เรียนพุทธศาสนาตามทัศนะของบุคคล จะยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา ที่จริงเราพูดกันแบบนี้มานานแล้ว มันน่าจะฟังถูก ; "ยิ่งเรียนพุทธศาสนา ยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา" ควรจะฟังถูกบ้างเหมือนกัน ; ถ้ายังฟังไม่ถูกเสียเลย ก็แปลว่า ยังแย่มาก, ยังแย่มากทีเดียว. มันมีคำที่ซ่อนอยู่ในนั้น แต่แล้วไม่ได้พูด ; ถ้าพูดเต็ม ๆ จะต้องพูดว่า เรียนพุทธศาสนาตามทัศนะของบุคคลนั้น ๆ แล้ว จะยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา ; นี้ขยายความได้อย่างนี้. เรียนพุทธศาสนาโดยเรียนตาม ทัศนะของบุคคลนั้น ๆ ละก็ ยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา. ที่นี้ บุคคลนั้น ๆ ก็ไม่รู้ว่าทัศนะ ของตนนี้ผิด ตนว่าอะไรขึ้น พุทธศาสนาอันนั้นก็ถูกหมด ; ยิ่งเรียนพุทธศาสนาแบบนี้ ยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา. เหมือนเมื่อครั้งผม เรียนบาลีในโรงเรียน เพื่อเป็นเปรียญ ผมได้เห็นและ รู้สึกชัด ว่ายิ่งไม่รู้พุทธศาสนา, แล้วเลยเป็นเหตุให้เบื่อ เรียนไปได้ ๖ เดือน อยากสึกเลย ; ตอนนั้นเกือบจะสึก ยังขาดนิดเดียว หวุดหวิดนิดเดียว สึกไม่ทัน เพราะเข้าพรรษาเสียก่อน. นี้ผลของการเรียนบาลี ยิ่งทำให้เห็นชัดว่า ยิ่งไม่รู้พุทธ- ศาสนา ; แล้วพอดีมันฟลุคตรงกันขึ้นมาอย่างไรไม่รู้ มันเกิดรังเกียจขึ้นมา เลย กลับจากกรุงเทพฯ มาถึงบ้าน รุ่งขึ้นก็เข้าพรรษาแล้ว ถ้าสึกเขาก็คงจะว่าบ้า ก็เลย ไม่สึก, คิดว่าออกพรรษาแล้วจึงสึก, แล้วก็เลยเปลี่ยนแปลงไปอีก. ยิ่งเรียนบาลี แล้วยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา ตอนนั้นคิดได้, แม้เดี๋ยวนี้ก็ยังคิดอยู่มาก ที่คิดว่า เรียนบาลีตามทัศนะนี้ละก็ ยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา. มันยิ่งปนกันยุ่ง
น.1009 ระบบบ้า ๆ บอ ๆ ของเราจะใช้ได้หรือ ? ๔๒๕ มันชักใยเป็นเหมือนตัวไหม ชักใยพันตัวเองหนา หนาเตอะไปหมด, ยิ่งไม่รู้ ยิ่งยุ่ง. ถ้าเราเรียนในภาษาไทยยังง่ายกว่า ; ถ้าเราเรียนเป็นภาษาบาลี แล้วไปตีความตาม ในภาษาบาลี ซึ่งมีสมาส มีกิตก์ มีตัทธิต มีปัจจัย แปลก็ได้หลายอย่าง ยุ่งไปหมด ; นี้เรียนบาลี ก็ยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา. ยิ่งเรียนนักธรรม ก็ยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา อีกเหมือนกัน. คุณไปสังเกตดู ให้ดี ๆ เถอะ เรียนนักธรรมตามแบบที่สอนในโรงเรียนนั่นแหละ ยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา. ที่เรามารู้พุทธศาสนาทีหลังนั้น หมายความว่า เราไม่ได้เรียนตามนั้น เราไม่ได้ เรียนตามวิธีนั้นแล้ว. พอเราออกมาอยู่ป่า หรืออะไรทำนองนี้แล้ว เราไม่เรียนตาม วิธีที่เรียนบาลี เราไม่เรียนตามวิธีที่สอนในโรงเรียนนักธรรม เราเรียนอย่างอื่น : เรียนจากธรรมชาติ, เรียนจากรูป จากนาม จากภายนอกโดยตรง, เรียน จากธรรมชาติโดยตรง จึงค่อยรู้ ; พอเรารู้แล้ว เราหันไปดูบาลีอีกที่หนึ่ง จึง ยิ่งรู้ใหญ่. ทีนี้ นับว่าไม่ได้เรียนพุทธศาสนาจากพระไตรปิฎกแล้ว แม้จะเรียนจะอ่าน พระไตรปิฎกอยู่ก็ตาม แต่ไม่จมเข้าไปในพระไตรปิฎก มันออกมาเป็นธรรมชาติหมด ; ฉะนั้น คนที่รู้ธรรมะแล้ว ไปอ่านพระไตรปิฎก ก็กลายเป็นว่าไปอ่านตำรา ธรรมชาติเสียเลย ไม่ใช่ตำราพุทธศาสนาอะไร. ตำราพุทธศาสนานี้ มันเรื่องยึดมั่น ด้วยหลง ด้วยบูชาพุทธศาสนา ก่อน, แล้วมีทิฏฐิ ความคิด ความเห็นอย่างไร ก็ปักลงไปอย่างนั้นเลย ; นั่นแหละคือพุทธศาสนาตามทัศนะของบุคคลนั้น. แต่คำว่า "ตามทัศนะของ บุคคลนั้น" มีไม่ได้ เพราะเขาถือว่า ต้องถูก, ของเขา ต้องถูก ; เพราะฉะนั้น ก็ไม่ต้องพูด, ตามทัศนะของบุคคลนั้นไม่ต้องพูด : คนนั้นก็มีอย่างหนึ่ง คนนี้
น.1010 ก็มีอย่างหนึ่ง, คนโน้นก็มีอย่างหนึ่ง, เป็นพุทธศาสนาตามทัศนะของบุคคลนั้น. ยิ่งเรียนพุทธศาสนาตามวิธีนี้ ยิ่งไม่รู้พุทธศาสนา ; เพราะยิ่งฝังลงไปในความคิด ความเห็นของตัวตะพึดไม่ไปสู่ธรรมชาติ. พุทธศาสนาที่แท้ ไม่ใช่มหายาน ไม่ใช่เถรวาท เรื่องนี้ก็เหมือนกันกับที่เคยพูดว่า ถ้ าจะเรียนพุทธศาสนากันจริงๆ แล้ว อย่าเป็นมหายาน อย่าเป็นเถรวาท, เพราะพุทธศาสนาจริงๆ ไม่ใช่ มหายาน ไม่ใช่เถรวาท ซึ่งเพิ่งจะรวมตัว มีพรรคมีพวก ตั้งพรรคตั้งพวกขึ้นมา ทีหลัง. ถ้าเราใช้คำว่า "พระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้า" ค่อยยังชั่วหน่อย ; ไม่ใช่พุทธศาสนาอย่างเถรวาท หรืออย่างมหายาน ; อย่างนี้เลิกหมด, เป็น พุทธศาสนาของพระพุทธเจ้า อย่างนี้ค่อยยังชั่วหน่อย; แต่จะมาโดนพระ- พุทธเจ้าอย่างว่าเข้า คือพระพุทธเจ้าตามทัศนะของบุคคลนั้นเข้าเสียอีก. ที่ผมถูกโจมตี ถูกฟ้อง ถูกด่า อะไรอยู่คราวหนึ่ง ก็ที่ผมว่า พระพุทธเจ้า เป็นภูเขาหิมาลัย บังพระธรรม ; ตอนนั้นผมพูดเต็ม พูดชัดมาก และเต็มมาก ว่า "พระพุทธเจ้าตามทัศนะของบุคคลนั้น เป็นภูเขาหิมาลัย บังพระธรรม สำหรับบุคคลนั้น". ทีนี้คนที่เขาโกรธ เขาหาเรื่องจะทำลาย เขาก็ตัดคำว่า "ตาม ทัศนะของบุคคลนั้น" ออกเสีย; ก็ยังเหลือแต่ว่าพระพุทธเจ้าเป็นภูเขาหิมาลัยบัง พระธรรม ; นี้ไม่ใช่ว่าพระพุทธรูป พูดว่าพระพุทธเจ้าเลยทีเดียว. "พระพุทธเจ้า ตามทัศนะของบุคคลนั้น เป็นภูเขาหิมาลัย บังพระธรรม" นี้ก็ไม่ต้องพูดถึงพระ- พุทธรูป เพราะพระพุทธรูปนั้น ยิ่งกว่าพระพุทธเจ้าไปอีก. เขาขี้โกง เขาตัดเอาคำว่า "ตามทัศนะของบุคคลนั้น" ออกเสีย ; เพราะว่า พวกเหล่านั้น พวกที่เขาคิดจะทำลายผมนั้น เขาเป็นพวกที่ "มีพระพุทธเจ้าตาม
น.1011 ระบบบ้า ๆ บอๆ ของเราจะใช้ได้หรือ ? ๔๒๗ ทัศนะของเขา ทั้งหมดนั้น ล้วนเป็นพวกอภิธรรมทั้งนั้น. ฉะนั้น พอเราเรียกว่า อภิธรรมศาลาวัด เขาถึงโกรธ. ท่านผู้ใหญ่ผู้สอนอภิธรรมคนเก่ง หัวหน้าทีม โกรธ แล้วก็คิดจะให้ผมวินาศไปเลย. เขาไปฟ้องรัฐบาลว่า ผมเป็นคอมมูนิสต์แน่ เพราะว่า พูดทำลายพระพุทธเจ้า, แล้วไปฟ้องพระสังฆราชว่า ผมรับจ้างคอมมูนิสต์ทำลาย พระพุทธศาสนา โดยพูดว่า "พระพุทธเจ้าเป็นภูเขาหิมาลัยบังพระธรรม". แต่คำว่า "ตามทัศนะของบุคคลนั้น" เขาเอาออก เว้นเสียหมด, เขาไม่พูด. แต่ไปดูต้นฉบับ ที่แสดงปาฐกถาซิ มีอยู่ว่า "พระพุทธศาสนาตามทัศนะของบุคคลนั้น" อยู่ เรื่อยไปทุกที่ จะเว้นบ้างก็บางที แต่หลาย ๆ ที่ยังมี. รัฐบาลตอนนั้น หลวงกาจสงครามมีอำนาจอยู่ ; และจะโดยเหตุอะไรก็ตาม หลวงกาจ ฯ ไม่เชื่อ หรือไม่เล่นด้วย, หรือไม่อยากจะแตะต้องกับพระหรืออย่างไร ก็ไม่ทราบ. รัฐบาลก็ไม่เชื่อ. ทีนี้ พระสังฆราชที่วัดเบญจมบพิตร เป็นคนขี้โมโห ไม่ดูตาม้าตาเรือ พอผมไปหา ก็เอ็ดตะโรแต่ไกลเลย ; ปล่อยให้เดือดไปพักหนึ่ง แล้วค่อยพูดกัน แล้วค่อย ๆ รู้เรื่อง, ค่อย ๆ รู้เรื่องว่า เราว่าอย่างไร ; แต่ถึง อย่างนั้นท่านก็ยังไม่ยอม ; ท่านว่า ที่พูดอย่างนั้นแรงไป ไม่เหมาะ คนเขาอาจจะ เข้าใจผิด, ชาวบ้านเขาไม่อาจจะเข้าใจคำพูดอย่างนี้ได้ ; อย่าพูดต่อไปอีก. นี่มีผลขนาดนี้, นี่เขาห้าม, ห้ามไม่ให้พูดคำอะไร ๆ แรงๆ ชนิดที่ จะทำให้คนไปเร็ว ๆ; นี้เป็นเรื่องถูกห้าม เช่นว่าพระพุทธเจ้าบังพระธรรม. เรื่องมันไล่มาอย่างนี้ก่อน : พระพุทธรูปนี้บังพระพุทธเจ้า ; อย่างนี้โกรธทีหนึ่งแล้ว เพราะเขากำลังสร้างพระพุทธรูปกันใหญ่ในคราวนั้น, โดยเฉพาะพระเครื่องสร้างมาก ที่สุดสมัย ๒๕ ศตวรรษ. พอเราพูดว่า พระพุทธรูปบังพระพุทธเจ้า นี้อื้อฉาว ; เขาโกรธมาก โดยเฉพาะพวกที่ทำพระเครื่องขาย ; ผู้ที่ทำพระเครื่องขาย เขาโกรธ มาก, เขาคิดว่า เราแกล้งพูดให้เขาขายไม่ได้.
น.1012 ถ้าศึกษาพุทธศาสนาตามทัศนะของบุคคล จะไม่ถึงศาสนา พระพุทธรูปบังพระพุทธเจ้า หมายความว่าถ้าใครไปหลงในพระพุทธรูปแล้ว คนนั้นจะไม่รู้จักพระพุทธเจ้า ; แต่เราก็ไม่ได้หมายความถึงขนาดนั้น ; หมายความ เพียงว่า ถ้าไป ติดอยู่เพียงแค่พระพุทธรูปแล้ว ไม่มีหวังที่จะถึงพระพุทธเจ้า ต้องทะลุพระพุทธรูปออกไป. ทีนี้ พอพูดว่า พระพุทธเจ้าบังพระธรรม แล้วเลย ยุ่งกันใหญ่เลย ; กลายเป็นไม่รู้จะเลือกเอาทางไหนดี : พระพุทธเจ้าบังพระธรรม ; ถ้าไม่เอาพระพุทธเจ้าก็ถึงพระธรรม. ทีนี้ เขาอยากเอาทั้งพระพุทธเจ้า ทั้งพระธรรม ทั้งพระสงฆ์ จะแก้ปัญหาว่าอย่างไร ; นี่พูดกันไม่รู้เรื่องตอนนี้. เรานี้พูดว่า "พระพุทธเจ้าตามทัศนะของบุคคลนั้น" คือตามความ ยึดมั่นถือมั่น ตามทัศนะของบุคคลนั้น ละก็ บังพระธรรม. ใครไปยึดมั่น ถือมั่นอะไรเป็นพระพุทธเจ้าอย่างไร ๆ นั่นแหละยึดมั่นถือมั่นอย่างนั้นแหละ จะบังพระธรรม ไม่มีทางที่จะปล่อยวางได้. ที่ว่า พระพุทธเจ้าบังพระธรรม คุณควรจะเข้าใจได้. ที่จริง ถ้าพระ- พุทธเจ้าจริงก็ไม่บังพระธรรม เพราะพระพุทธเจ้าก็เป็นธรรม หรือเป็น ธรรมชาติอันหนึ่ง, ซึ่งหมายถึงปัญญาที่รู้นิพพาน ; นี่เป็นพระพุทธเจ้าจริง ไม่ใช่เปลือก, ไม่ใช่ร่างกาย. พระพุทธเจ้าจริง ๆ อย่างนี้ เป็นธรรมชาติเสียเอง เหมือนกัน ย่อมไม่บังพระธรรม ซึ่งเป็นธรรมชาติด้วยเหมือนกัน. แต่เดี๋ยวนี้ นักศึกษาทั่วไปพูดว่า พระพุทธเจ้า ก็อย่างยึดมั่นถือมั่น, พระธรรม ก็อย่างยึดมั่นถือมั่น, พระสงฆ์ ก็อย่างยึดมั่นถือมั่น ทั้งนั้นเลย, คือตามทัศนะของบุคคลนั้นทั้งหมดเลย. มันก็เลยขัดกันหมด, ต่างคนต่างก็มีกัน คนละอย่างสองอย่างด้วย แล้วขัดกันหมด, คือเป็นเรื่อง ยึดมั่นถือมั่นขึ้นมา
น.1013 ระบบบ้า ๆ บอๆ ของเราจะใช้ได้หรือ ? ๔๒๙ คำเดียว ; พระพุทธเจ้าก็ไม่เป็นพระพุทธเจ้า พระธรรมก็ไม่เป็นพระธรรม พระสงฆ์ก็ไม่เป็นพระสงฆ์. นี้น่าสงสาร และน่าเห็นใจเหมือนกัน ที่ว่าเขาไม่ สามารถที่จะรู้จัก พระพุทธเจ้าที่แท้จริง พระธรรมที่แท้จริง หรือพระสงฆ์ที่แท้จริงได้, หรือว่า เขายังไม่สามารถที่จะรู้จักพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่แท้จริง ได้. ฉะนั้น แต่ละคนจึงต้องมีพระพุทธ หรือพระธรรม อย่างที่ยึดมั่น ถือมั่นนี้ไปก่อน; * สมเด็จ ฯ ท่านก็พูดถูกเหมือนกัน ที่ว่า อย่าเพ่อพูดเรื่อง อย่างนี้แก่คนชนิดนี้. ผมถูกห้ามมาสัก ๒๐-๓๐ ปี มานี้แล้ว ที่ว่าอย่าพูดเรื่องนี้ คือ สมเด็จ วัดเทพศิรินทร์ ฯ ท่านก็ห้าม ; แต่ผมมันเป็นเด็กดื้อ ไม่เชื่อจนบัดนี้. ท่านห้ามว่า อย่าเพ่อสอนเรื่องอนัตตา เรื่องอะไรอย่างที่พูดกันนี้, อย่าเพ่อสอน, เรื่องไม่ยึดมั่น ถือมั่นนี้ อย่าเพ่อสอน. นี้ตั้งแต่ผมอยู่สวนโมกข์ ฯ พุมเรียง ที่มีผู้หลักผู้ใหญ่ ท่านพูดบอกว่า เรื่องนี้ยังไม่ควรนำมาสอน เรื่องสุญญตา เรื่องอนัตตา เรื่อง ไม่ยึดมั่นถือมั่นนี้. ท่านถือเสียว่า คนยังโง่ ประชาชนยังโง่ ; ถ้าสอนแล้วจะเข้าใจผิด, นี้ก็จริงของท่านเหมือนกัน. แต่ผมมิได้คิดอย่างนั้น ; คิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ที่คน โง่เข้าใจผิดบ้าง นี่เป็นเรื่องเล็กน้อย. เรื่องสำคัญนั้นเห็นว่าต้องพูดให้รู้เรื่องกันไป เลย, ต้องทะเลาะกัน, ต้องพยายามต่อสู้แยกแยะกันให้เห็น ให้จนเข้าใจจนได้ สักสองสามคนก็ยังดี. เรื่องนี้ผมก็คิดว่า ผมถูก ; ฝ่ายท่าน ท่านก็ถูก ถูกของท่าน ; บางที จะถูกกว่าเสียอีก เพราะเห็นชัด ๆ ว่า คนส่วนมากยังโง่ ไม่เข้าใจเรื่องนี้ ที่ท่าน พูดถึงถูกกว่า. เรานั้นอยากจะพูดเรื่องจริงของพระพุทธเจ้า เรื่องที่ดีที่สุดของ ------------------- * คือสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวรเถร) วัดเทพศิรินทราวาส
น.1014 พระพุทธเจ้า หรือ เรื่องที่เป็นยอดที่สุด เป็นหัวใจของพุทธศาสนา ที่ยังไม่ พูดกัน ; นี้เราอยากจะพูด เราก็บ้า, และตอนนั้นเราก็บ้า หรือว่าอวดดี มีมานะ ทิฏฐิ ที่จะทำสิ่งที่ดี ที่เด่นอะไรอยู่เหมือนกัน. ฉะนั้น ก็ดูเถิด คำพูดเรื่องไม่ยึดมั่น ถือมั่นอะไรนี้ ก็มีมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่ ๒๐-๓๐ ปีมาแล้ว. เดี๋ยวนี้มีความยึดมั่นมาก จนอะไร ๆ แตะต้องไม่ได้; เช่นคัมภีร์อรรถกถานี้ บางพวกก็ยึดมั่นว่า เป็นของพระอรหันต์ แตะต้องไม่ได้ วิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ ไม่เชื่อ ไม่ได้ ; อย่างนี้เป็นต้น. แต่เรานั้นไม่เชื่อมาแต่เดิมเลย, และว่าขนาดอรรถกถานี้ ผมมีเพื่อน, คุยโตหน่อย, มีเพื่อนคือ สมเด็จกรมพระยาวชิรญาณวโรรส ท่าน ไม่เชื่ออรรถกถาเลย ไปดูหนังสือต่าง ๆ ที่ท่านทรงไว้ ท่านจะบอกว่า มติของ อรรถกถาจารย์ว่าอย่างนั้น ๆ ท่านไม่เชื่อ ; เว้นไว้แต่ที่จะตรงกับความคิดของ ท่านละก็ ท่านจึงจะยอมรับหรือเชื่อ ; แต่ถ้าขัดกับเหตุผลโดยทั่วๆ ไปแล้ว ไม่เชื่อ, ไม่เชื่อเลย. และท่านยังเขยิบขึ้นมา ถึงกับว่า แม้ในบาลีพระไตรปิฎกนั่นแหละ บางแห่งเชื่อไม่ได้, บางแห่งไม่สมเหตุสมผลอยู่เหมือนกัน แต่เป็นส่วนน้อย ไม่เหมือนกับในอรรถกถาซึ่งมีมาก. ในบาลีพระไตรปิฎกนี้ เราก็ต้องยอมว่า มีสิ่งที่ปนเข้าไปทีหลังบ้าง, ของ เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ปนเข้าไปทีหลังนี้ ไม่สมเหตุสมผลได้ ; หรืออีกทีหนึ่ง พระไตร- ปิฎกเดิม ที่ทำสืบ ๆ กันมา อาจจะคัดลอกผิดก็ได้, เปลี่ยนความหมาย เปลี่ยน คำไปบ้างก็ได้ โดยการคัดลอกผิด แต่เป็นส่วนน้อย. ส่วนอรรถกถานั้นว่าเอาเอง ตามมติตามความเห็นของอรรถกถาจารย์ เอง, หลาย ๆ คน หลาย ๆ รุ่น ต่อ ๆ กันมา และตั้งพันปีล่วงมาแล้ว ก็ต้องมีส่วนผิดได้. อรรถกถาต่าง ๆ ซึ่งพระพุทธโฆษาจารย์* แต่งแล้วก็ยิ่งมีผิดมาก คือท่านพูด อะไรไปตามความเข้าใจของท่าน หรือว่าตามท้องถิ่นของท่าน ไม่ทั่วไปทั้งอินเดียก็มี ; ----------------------- * หมายถึงพระเถระชาวลังกา
น.1015 ระบบบ้า ๆ บอๆ ของเราจะใช้ได้หรือ ? ๔๓๑ แต่ก็อย่างเดียวกันอีก ที่ว่า เรารู้ไม่ได้ว่า อรรถกถานี้มีอยู่เท่าของเดิมหรือไม่, อาจจะ เป็นว่า อรรถกถาของเดิมนั้น พระพุทธโฆษาจารย์ท่านเขียนไว้เพียงเท่านี้ แล้วคนที่หลังไปเขียนเติมเข้าไป; แล้วก็ไม่บอก ; บาปก็ไปตกอยู่แก่ พระพุทธโฆษาจารย์ได้เหมือนกัน ; อย่างนี้ก็เป็นได้. การศึกษาหลักพระพุทธศาสนา ควรใช้ "หลักตัดสินธรรมวินัย ๘ ประการ" เสมอ สมมติว่า หนังสือที่ผมเทศน์ ๆ เขียน ๆ ไว้นี่ ถ้าต่อไปวันหลัง ใครมาเขียนเติม เข้าไป ระหว่างบรรทัดนั้น-นี้, แล้วเขาก็ไม่บอก ; คนก็ย่อมคิดว่าผมพูดอยู่เรื่อย อาจมีได้ เป็นได้. ฉะนั้น เรื่องอรรถกถา เรื่องฎีกานี้ เราอย่าไปวิจารณ์ในทำนอง ที่ว่า คนนั้นคนนี้พูด; เรายกเลิกหมด เอาแต่เพียงว่า นั่นถูกต้องด้วยเหตุผล หรือไม่, หรือว่าถูกกับเหตุผลทั่วไปหรือไม่ นี่เป็นสำคัญ ; แล้ว ใช้หลักตัดสิน ธรรมวินัย ๘ ประการนั่นแหละดีที่สุด เพราะมีที่กล่าวอ้างไว้ : ต้องเป็นไป เพื่อความไม่ยึดมั่นถือมั่นอยู่เสมอ, ถ้าเรื่องนี้สอนไปในทางยึดมั่นถือมั่น ละก็เป็นอันว่า ปัดทิ้งได้เลย. หลักเรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่นนี้ จะเป็นหลักที่เด็ดขาดตายตัว สำหรับ ตอบคำถามก็ตาม, สำหรับจะวินิจฉัยว่า บาลีอรรถกถานั้นผิดหรือถูกก็ตาม, จะ ใช้ได้ ; ถ้าไม่เป็นไปเพื่อความไม่ยึดมั่นถือมั่นแล้ว ใช้ไม่ได้ ผิดทันที. ฉะนั้น จึงว่าเรื่องสุญญตานี้สำคัญถึงขนาดนี้ ; ถ้าไม่เป็นไปเพื่อสุญญตาแล้วผิดทั้งนั้น ในบาลีนั้นจึงมีว่า สุญฺญตปฺปฏิสํยุตฺตา -เนื่องเฉพาะแล้วด้วยสุญญตา, ตถาคต ภาสิตา -เป็นคำที่ตถาคตกล่าว, คมฺภีรา -ลึกซึ้ง คมฺภีรตฺถา -มีอรรถอัน ลึกซึ้ง, โลกุตฺตรา -เหนือโลก. "ถ้าไม่เหนือโลกแล้ว ไม่ใช่ฉันกล่าว" พระพุทธเจ้าท่านว่าอย่างนี้.
น.1016 ทีนี้ เขาจะมาให้เราสอนเรื่องใต้โลก, เราก็ทำไม่ได้เหมือนกัน. ผมจึงดื้อ เป็นเด็กดื้อ หัวดื้อมาตั้งแต่ทีแรก ท่านห้ามไม่ให้สอน ก็สอน, สอนไปจนเขาขี้เกียจ ห้าม. สมเด็จวัดเทพ ฯ ท่านเป็นผู้ดี ท่านไม่ว่าใคร ท่านไม่ด่าใคร ; ถึงเรา ไม่เชื่อท่าน ท่านก็ยังดีอยู่ ยังพูดจาดีอยู่เสมอ, เมื่อไปหา ก็ยังพูดจาดีอยู่เสมอ ไม่เหมือนสมเด็จพระสังฆราชวัดเบญจมบพิตร ท่านดุ มักพูดด้วยโทสะ ; ไปถึงก็ คล้าย ๆ กับจะกินเลือดกินเนื้อ, ต่อพูดกันสักพักหนึ่ง จึงค่อยเย็นลง. การพูดเรื่องสุญญตา ก็เพื่อให้ช่วยกันสนใจเรื่องนี้ ที่พูดมานี้ อย่างน้อยขอให้คุณ รู้ไว้ด้วยว่า ผมนี้เป็นคนรับบาปมานาน แล้ว ต้องยอมเป็นคนดื้อ ต้องให้เขาด่าเขาว่า เขาประณาม เขาค้านต่าง ๆ ว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ, จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ จนกระทั่งวันนี้ก็ยังเป็นอยู่อย่างนั้น ; และ โดยเฉพาะก็เรื่องสุญญตานั่นแหละ ไม่มีเรื่องอื่น, เรื่องอนัตตา เรื่องสุญญตา เรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่น. ผมก็เห็นว่า เป็นบุญเป็นกุศลที่เขาด่าหรือเขาค้าน ; เพราะว่าเรื่องที่ยังไม่ได้พูด มันจะได้พูดออกมา. ถ้าไม่มีใครด่า ไม่มีใครค้าน แล้ว ทำไมเรื่องอย่างนี้จะพูดออกมาได้, แล้วทำไมข้อสงสัยบางข้อ จะถูกหยิบ ขึ้นมาพูดกัน, ไม่มีทางที่จะจับกลุ่มเอามาพูดกัน, ก็เงียบหายไปอย่างนั้นเหมือน ๆ กับแต่ก่อนนี้. เดี๋ยวนี้แต่ละคน ๆ เอาเรื่องสุญญตา ไปคิด ไปนึก ไปขบ เพื่อจะแย้งผม คนเดียว ; ว่าอย่างนั้นเถอะ. แล้วยิ่งไปคิด ไปนึกอะไรเข้า สุญญตานี่ก็สอนให้ เองเลย, โดยเขาเข้าใจไปเลย ; ไม่รู้จะแย้งอย่างไรต่อไป ก็มีแยะแล้ว. ที่ยังโง่ อยู่ก็หาแง่ หาเรื่องแย้งผิด ๆ ไปได้เรื่อย ๆ โดยเฉพาะก็หาทางให้เราเขียนอธิบายเฉพาะ ส่วนนั้น ๆ มากขึ้น. สังเกตดูให้ดี คำเทศน์หรือปาฐกถาต่าง ๆ นี้ ตอนหลัง ๆ เรื่องหนึ่ง ๆ จะเป็นการอธิบายสุญญตาแง่ใดแง่หนึ่ง มุมใดมุมหนึ่งอยู่เสมอ ; ถึงแม้มีการห้าม
น.1017 ระบบบ้า ๆ บอ ๆ ของเราจะใช้ได้หรือ ? ๔๓๓ ว่าเรื่องสุญญตาไม่ควรจะนำเอามาสอน, อย่าเอามาสอนชาวบ้าน, ฆราวาสอย่า รู้เรื่องสุญญตา อย่างนี้ก็ตาม ; เราก็ยังชี้ให้เห็นว่า ยิ่งจำเป็น; เพราะว่า ชาวบ้าน นั้นอยู่ในกองไฟ แล้วน้ำชนิดอื่นไม่มีที่จะดับไฟ; เพราะฉะนั้นต้องเอา เรื่องสุญญตามาเป็นน้ำดับไฟไป ตามมีตามได้ ตามมากตามน้อย แม้ไม่ใช่ ทั้งหมดก็ยังดี. พวกพระเสียอีกไม่ใคร่จะมีเรื่องที่ต้องเป็นฟืนเป็นไฟ ยังไม่ใคร่จะ ต้องการน้ำ ; ส่วนพวกชาวบ้านนั้นมีปัญหามาก ต้องมีหลักเกณฑ์ที่ถูกต้อง, มีเรื่อง คอยปลอบใจ, หรือว่ามีเรื่องทำให้งดงาม. เรื่องสุญญตา หรือว่า เรื่องโลกุตตระนี่เป็นเรื่อง จำเป็นสำหรับทำให้คน ทนได้ดีอยู่ในโลกนี้. ถ้าพวกชาวบ้านไม่รู้จักปลง ไม่รู้จักปล่อย ก็จะต้อง เป็นบ้าตาย ; พวกชาวบ้านจึงต้องรู้จักปลงว่า : อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, เป็น อย่างนั้นเอง, รูปธรรมนามธรรมเป็นอย่างนั้นเอง, สิ่งต่างๆ ล้วนไม่เที่ยง อย่าไปเสียใจกับมันเลย. ชาวบ้านเขาก็พูดเป็น คิดเป็น แล้วก็ปล่อยวางเป็น ; พวกชาวบ้านจึงอยู่มาได้, และอยู่มาตั้งพันกว่าปี เขาก็สอนกันมาอย่างนี้ ; ให้ชาวบ้าน รู้จักพูดว่า : อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, ให้รู้จักให้อภัย, ให้รู้จักปล่อยวาง ; เขาจึงเป็นมาได้ จึงไม่ทุจริต ไม่คดโกง เหมือนคนสมัยนี้ ซึ่งไม่ยอมรับเรื่องนี้. เรื่องโลกุตตระเปรียบเหมือนเรือมีหางเสือ ; ควรรู้จักใช้ เดี๋ยวนี้คนเลวลง เพราะไม่ยอมรับเรื่องโลกุตตระนี้ ไม่สนใจเรื่องนี้, คนจึงเลวลง ๆ : อดไม่ได้, อภัยไม่ได้, ให้อภัยไม่ได้, อดความโกรธไม่ได้, บังคับกิเลสไม่ได้ ; เพราะฉะนั้นเรื่องลามกอนาจารก็มีมากขึ้น, เรื่องตีกันง่าย ๆ ฆ่าฟันกันง่าย ๆ ก็มีขึ้น ; อะไรก็มีขึ้น เพราะจิตใจไม่มีเครื่องประคับประคอง. ฉะนั้นเราจึงว่า เรื่องโลกุตตระ เรื่องสุญญตานี้เป็นเหมือนกับหางเสือเรือ ; ถ้าเรือไม่มีหางเสือแล้ว ก็บ้าเหลือที่จะพูด.
น.1018 พวกชาวบ้านก็ต้องมีหางเสือ, มีธรรมะประเภทที่ช่วยในการทำมาหากิน ก็เหมือนกับลำเรือที่วิ่งไป ; เรื่องธรรมะที่เป็นเรื่องพุทธศาสนาแท้ ๆ ก็เหมือนหางเสือ ช่วยให้เดินถูกทาง อย่าให้เดินผิดทาง อย่าให้ต้องร้องไห้ ; หรือเรื่องอะไรเกิดขึ้น ร้ายกาจ ก็ปลงไปได้ แล้วก็สบายเลย. เรื่องโลกุตตระถือว่า เหมือนกับเครื่องทำให้ ดูงาม ; เพราะฉะนั้น ฆราวาสคนไหนไม่มีหลักธรรมชั้นสูงเรื่องโลกุตตระ ก็เหมือนกับไม่มีพุทธศาสนา จะเหมือนกับหมาหางด้วน ; นี่ผมพูดบ่อยๆ เรื่อง “เหมือนหมาหางด้วน". คนที่ไม่มีธรรมฝ่ายสุญญตา, ฝ่ายไม่ยึดมั่นถือมั่นไว้บ้างแล้วจะ เหมือนหมาหางด้วน; หมาหางด้วนมันไม่น่าดู ; แล้วก็เหมือนกับเรือที่ไม่มี หางเสือ. คิดดูเถอะเป็นอย่างไร เรือที่ไม่มีหางเสือจะแล่นไปอย่างไร, ถึงจะมี กำลังแรง กำลังเร็ววิ่งเร็ว มันก็เปะปะ ๆ ไปหมด ; เรือไม่มีหางเสือก็ฉิบหายเลย. หรือเหมือนกับรถยนต์ที่มีกำลังดี มีเครื่องดีอะไรทุกอย่าง แต่ไม่มีเบรค ไม่มีห้ามล้อ แล้วจะเป็นอย่างไรสำหรับรถยนต์คันนั้น ; มันก็เป็นรถยนต์วิ่งลงคลอง หรือว่าเป็นอันตรายที่สุด. เปรียบกับรถยนต์ยังไม่เท่ากับว่าเป็นหมาหางด้วน ; เพราะว่า ฆราวาสที่ ไม่สนใจเรื่องโลกุตตระ หรือไม่ยอมให้สนใจเรื่องโลกุตตระ, นี่เป็นหมาหางด้วน. ฉะนั้น ถ้าใครมาชวนเราตัดหางละก็ อย่าไปเชื่อเลย, อย่าไปยอมตัดหาง ; เรา ยังมีหางอยู่ดีกว่า เราอย่าไปเชื่อหมาหางด้วน ที่มาหลอกให้ตัดหาง. อันนี้จะต้องพูดต่อไป และจะต้องกระทบกระเทือนมาก; เพราะมีคน ผสมโรงร่วมกัน จะคัดค้านเรื่องนี้ : คัดค้านผมที่ว่า โลกุตตรธรรมไม่ควรนำมา สอนแก่ฆราวาส ; ทั้งพระทั้งฆราวาสเขามีความเห็นกันอยู่ คุณก็อาจอ่านพบ หนังสือพิมพ์ในเรื่องนี้.
น.1019 ระบบบ้า ๆ บอ ๆ ของเราจะใช้ได้หรือ ? ๔๓๕ เรื่องที่ลำบาก เกี่ยวกับ เ รื่องไม่ยึดมั่นถือมั่น เรื่องสุญญตา ก็คือ ยากที่ จะเข้าใจ. แต่ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมี เพื่อรู้จักปล่อย รู้จักวาง รู้จัก ปลง ; แต่ถ้าเข้าใจผิด ก็ปล่อยผิด ปลงผิด วางผิดได้เหมือนกัน. นี้เราก็ยอมรับ ; แต่ก็ต้องสอนกันให้ดี, สอนกันให้ถูกต้อง อย่าให้เข้าใจผิดได้. ถ้าเข้าใจผิด เรื่องสุญญตาก็เป็นมิจฉาทิฏฐิไป, ก็เป็นอันตราย, นี้แน่นอนเหมือนกัน. ถ้าเป็นสุญญตาอย่างพวกโจรใช้ อย่างพวกมิจฉาทิฏฐิใช้ไป ก็เป็นอันตราย ; นี่ไม่ใช่ สุญญตาอย่างเดียวกัน แต่ชื่อเหมือนกัน. เรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่นนี้ ไม่ยึดมั่นถือมั่นอย่างบ้า ๆ บอ ๆ ก็มี ว่าเอาเองก็มี เดาเอาเองก็มี " ว่าไปตามมานะทิฏฐิก็มี ; ไม่ยึดมั่นถือมั่นที่แท้ของพระพุทธ- เจ้า นั้น เป็นความรู้ที่ได้มาจากธรรมชาติ คือจากในใจของเรา. เมื่อเรามีความ ยึดมั่นถือมั่นเมื่อไร ก็ต้องมีความทุกข์เมื่อนั้น ; ถ้าเราไม่มีความยึดมั่นถือมั่น ก็มีความสบายอยู่. อนที่ได้มาจากธรรมชาติอย่างนั้น อย่างนี้ไม่มีทางผิด ไม่มีอันตราย ; แล้วยังรู้ว่าแน่นอน, เป็นสิ่งที่ต้องศึกษา ต้องปฏิบัติอย่างแน่นอน ; อย่าให้เป็นไฟ เป็นนรกขึ้นมาในจิตในใจ. เมื่อดูไปในทางที่ยึดมั่นถือมั่นแล้ว จะเห็นว่า เขาก็ไม่ได้คิด ไม่ได้นึก ไม่ได้ พิจารณา ; เขาเชื่อใคร ก็เชื่อคนนั้นตะพืดเลย, เขาเชื่อข้อความไหนในพระคัมภีร์ เขาก็เชื่อตะพึดไปเลย, ไม่เข้าใจก็เชื่อ, เชื่อทั้ง ๆ ที่ไม่เข้าใจ, เชื่องมงายนี้ยุ่ง : ฉะนั้น จึงมีแบบหลาย ๆ แบบที่งมงาย ที่ไม่มีประโยชน์. นี้เราพูดเผื่อ ๆ ไว้; เรา ก็อาจจะอยู่ในพวกที่บ้าบิ่นก็ได้. ที่ว่าพวกโน้นงมงาย เราอาจจะบ้าบิ่นก็ได้ ; ควรจำไว้ก่อน : งมงายงุ่มง่าม ไม่ค่อยจะรู้อะไรก็ได้ รู้เกินไปจนบ้าบิ่นก็ได้. ผมต้องพูดอย่างนี้ ; เพราะมิได้ประกาศตัวว่า เป็นผู้ถูกต้องทั้งหมด ; แต่ พยายามจะให้ถูกต้อง. ถ้ารู้เท่าไม่ถึงการณ์, มันก็กลายเป็นบ้าบิ่น. เพราะ
น.1020 ฉะนั้นจึงเลยแตกแยกกัน ที่ว่า เราไม่เอาตามแบบฉบับที่เขาถือกัน, ตามแบบฉบับ ที่เขายึดมั่นถือมั่นกันนั้น เราไม่เอา. เรามาพิจารณาดูใหม่ตามสติปัญญาของเรา ตาม เหตุผลของเรา ; โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็จากข้อเท็จจริงที่มันปรากฏมาแล้วแก่เรานี้ : เราถืออย่างไร ? เราทำอย่างไร ? ได้ผลอย่างไร ? อย่างนี้ก็เอา. หลักการทำงานด้วยจิตว่าง นี้จะใช้ได้หรือไม่ ? ควรวินิจฉัย ไหน ๆ ก็พูดมาถึงตอนนี้แล้ว ก็อยากจะพูดเสียเลยสักข้อหนึ่งว่า ทุกๆ องค์ นี้ขอให้ช่วยกันตั้งข้อสังเกตให้ดี ๆ ในหัวข้อที่ว่า : หลักการอย่างบ้า ๆ บอๆ ของเรานี่ มันจะใช้ได้ไหม ? ลองคิดดู หลักการอย่างบ้า ๆ บอ ๆ ที่เราถือกันอยู่ที่นี่นั้นจะ ใช้ได้ไหม ? เราต้องใช้คำว่าบ้า ๆ บอ ๆ เพราะว่าไม่เหมือนใคร, เพราะอาจจะเป็น เรื่องทดลองกันอยู่ก็ได้. หลักการบ้า ๆ บอ ๆ ที่เราใช้กันอยู่ที่นี่น่ะ จะใช้ได้ไหม ? เมื่อผมพูดอย่างนี้ คุณนึกออกหรือยังว่าหมายถึงอะไร ?........ มันก็ หมายถึงความเป็น อยู่ของเราที่นี่ มันไม่เหมือนเขา ; ที่มันอุตริหรือบ้าบิ่น หรืออะไรอย่างนี้ ไม่เหมือน เขา ไม่เหมือนใคร เรียกว่าบ้า ๆ บอ ๆ แล้วจะใช้ได้ไหม ? ที่จะแยกแยะให้เห็นชัด ๆ ก็คือ การที่ไม่ทำอะไรตามที่เขาทำ ๆ กัน, ไม่ทำ ตามที่เขาสอนให้ทำกัน อย่างเคร่งครัดอย่างนั้นอย่างนี้ อย่างเคร่งครัดที่สุดเลย. ผม ไม่รู้จักความเคร่งครัดเลย รู้แต่ว่า มีเหตุผลอย่างไรเท่านั้น; ถ้าสมมติว่า เราจะเป็นนักวิปัสสนา เราก็ต้องห่มจีวรดำ ๆ ต้องพูดค่อย ๆ เบาๆ ต้องเดินช้า ๆ แล้ว ต้องไปนั่งหลับตาที่โคนไม้ วันละหลายๆ ชั่วโมง, ทำอะไรก็ไม่ได้ จะทำงาน อย่างนั้นอย่างนี้ก็ไม่ได้, จะอ่านหนังสือก็ไม่ได้ อย่าว่าถึงจะมาเป็นกุลีอย่างนี้เลย ซึ่งเขาทำไม่ได้ ; มันผิดกันกับเราขนาดนี้. นี้เรียกว่าหลักการ ที่เรียกว่าบ้า ๆ บอๆ ของเรานี้มันจะใช้ได้หรือไม่.
น.1021 ระบบบ้า ๆ บอ ๆ ของเราจะใช้ได้หรือ ? ๔๓๗ เรื่องปฏิบัติธรรมนี้มีทางที่จะต้องนึก มีให้นึกหลายอย่าง เช่น ถ้าเราถือเอา ตามบาลี นี้เราก็พูดไม่ได้ว่า พระต้องไปนั่งหลับตา ต้องสงบเสงี่ยมเจียมตัว เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ; อย่างนี้ไม่เคยเห็นในบาลีเลย, ในบาลีที่เป็นพุทธภาษิตก็ไม่ เคยพบเลย พบแต่แบบแผนทีหลัง ๆ เขาทำให้พระกลายเป็นอย่างนี้ไป. ทีนี้ เรามาตั้งปัญหาให้กว้าง เช่น พระอริยเจ้าที่เป็นฆราวาสก็มี, พระ- อริยเจ้าชั้นโสดาบัน ชั้นสกิทาคามี ที่เป็นฆราวาสก็มี, ที่ทำไร่ไถนา ขนาดที่เคย อ่านพบกันมา ยิ่งในอรรถกถาแล้ว ก็ยิ่งแล้วเลย : เป็นภรรยาของพระโสดาบันก็มี แต่นี่มันเป็นอรรถกถา อย่างที่ว่า ที่เราไม่เชื่อเครดิตนั่นแหละ ; แต่ว่าในบาลีทั่ว ๆ ไปก็มี แสดงว่าพระอริยเจ้านี้มีในหมู่ฆราวาส แล้วก็ปฏิบัติเพื่อความเป็นพระอริยเจ้า ที่สูง ๆ ขึ้นไป. ถ้าพระอริยเจ้ามีได้ในความเป็นฆราวาส นั่นก็คือคนทำงาน เหมือนกัน. ฆราวาสต้องทำงาน ต้องทำไร่ไถนา ต้องทำบ้านทำเรือน ทำครัวทำอะไร ทุกอย่างที่ฆราวาสจะต้องทำ ; แล้วก็มีความเป็นพระโสดาบัน เป็นพระสกิทาคามี เป็นต่อ ๆ ไปอย่างไร ; เพราะฉะนั้น เขาเป็นชาวบ้าน และเขาอยู่อย่างชาวบ้าน แล้วถ้าเขาปฏิบัติได้อย่างนี้ละก็ เขาก็เก่งกว่าพวกเรา ที่จะต้องไปนั่งหลับตาที่โคนไม้ วันหนึ่งตั้ง ๒๐ ชั่วโมง ; นี้เพื่ออะไร ในการที่ไม่ได้ทำอะไรเลย. ผมเรียกวิธีของเราว่า วิธีบ้า ๆ บอ ๆ ก็คือว่า : เวลาอย่าเสียไปเปล่า, เรี่ยวแรงอย่าให้เสียไปเปล่า; ใช้ให้เป็นประโยชน์ เป็นนั่นเป็นนี่ ทำนั่น ทำนี่ขึ้นมา ; แล้ว เรื่องทางจิตทางใจก็ทำอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก ทุก อิริยาบถ; แม้เมื่อทำงานอยู่ ทำงานก็ต้องทำด้วยจิตว่าง, เพื่อมีสติ สัมปชัญญะในเรื่องไม่มีตัวกู-ของกู, แม้ในขณะที่เป็นกรรมกร เป็นกุลี กำลัง
น.1022 ทำงานอะไรอยู่ ; แปลว่า ปฏิบัติเพื่อมิให้ยึดมั่นถือมั่นนั้นเว้นไม่ได้เลย, เว้น ไม่ได้เลย สักลมหายใจเข้าออกก็เว้นไม่ได้. เดี๋ยวนี้ เรี่ยวแรง กำลังกายที่มีอยู่ จะมีทางใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ อย่างไรก็ใช้เถิด. เช่นว่า คุณได้ช่วยกันทำอะไรให้เกิดขึ้นนี้ สิ่งนั้นจะมีอยู่, จะดีอยู่, แล้วสิ่งนั้นจะเป็นประโยชน์แก่ศาสนา หรือแก่ส่วนรวม มันไม่ตายเปล่า. ถ้าจะพูดว่า จะให้เร็ว, ปฏิบัติให้เร็ว ; อย่างนี้ผมก็ไม่เชื่อ; ปฏิบัติ ให้เร็วนี้ก็ยังเห็นว่า การที่ไปนั่งหลับตาอยู่ที่โคนไม้ วันละ ๒๐ ชั่วโมง ตั้ง ๑๕ ปี แล้ว ก็ยังทำผิด ยังเหลวไหล ยังใช้อะไรไม่ได้ ; เพราะว่าไม่ถูกเรื่อง ก็ใช้ ไม่ได้ แล้วก็เลยไม่ได้อะไรเลย เคว้งคว้างไปหมด. มันควรจะทำอะไรที่เป็นประโยชน์ทางวัตถุก็ได้ ทางจิตใจก็ได้ ; ซึ่งมีเหตุผล : ให้เป็นผู้มีอนามัยดี มีร่างกายแข็งแรง, แล้วจึงจะมีใจคอ ปกติ มีมันสมองปกติ. ถ้าไม่ทำอะไรเลย จะเป็นคนผอมเหลือง จิตใจก็ไม่ปกติ มันสมองก็ไม่ปกติ. เราต้องการที่จะมีความเป็นอยู่ที่ปกติ ในทางร่างกายดี มันสมองดี จิตใจดีก็ต้องทำงาน ; แล้วจึงจะไปคิดธรรมะได้ จะรู้ธรรมะได้, จะพิจารณา ธรรมะได้ ; แล้วปัญญาคมกว่า แหลมเร็วกว่า ที่จะไปนั่งฝนทื่อ ๆ อยู่, ฝนแล้ว ฝนอีก ; จะเข้าแบบ ฝนก้อนอิฐให้เป็นกระจกเงา ซึ่งย่อมเป็นไปไม่ได้ อย่างรูปนั้น. อย่าเอาไปปนกับ "ฝนทั่งเป็นเข็ม" นะ มันคนละเรื่องกัน. "ฝนก้อนอิฐให้เป็น กระจกเงา" นี้คนละความหมาย, มันมีความหมายไปในฝ่ายที่เป็นไปไม่ได้. ฝนทั้งเป็นเข็มนั้นมีความหมายในฝ่ายที่เป็นไปได้, ถึงจะช้ามากมาย อย่างไรก็ตาม ก็ยังอยู่ในฝ่ายที่เป็นไปได้.
น.1023 ระบบบ้า ๆ บอ ๆ ของเราจะใช้ได้หรือ ? ๔๓๙ เราควรคิดดูในครั้งพุทธกาล ก็มิได้มีหลักฐานที่แสดงว่า พระภิกษุแต่ละองค์ เป็นคนเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ; พูดง่าย ๆ อย่างนี้ดีกว่า และสั้นดี. คือว่า ฆราวาส ก็ทำได้ ถ้าฆราวาสทำได้ก็หมายความว่า เรื่องปฏิบัติที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นนี้ไม่ ขัดข้องกันกับผู้ที่ทำการงาน, ทำการงานทางร่างกายนี้ ทำชนิดไหนก็ได้. ผม มีความเห็นอย่างนี้ จึงไม่มีโอกาส ไม่มีโชคดี ไม่มีโอกาสที่จะไปทำเหมือนเขา, ที่จะ ไปนั่งหลับตาอย่างเดียวเหมือนเขา, หรือว่าจะไปทำงอบ ๆ แงบ ๆ หรือว่าไปทำพิธี รีตองอะไรต่าง ๆ ; ไม่ได้ทำ ; ทำไปตามแบบของผมบ้า ๆ บอ ๆ เรื่อยมาอย่างนี้. ความจริงทำอย่างไปนั่งหลับตานั้นก็อยากทำ ก็อยากลอง แล้วก็ลองได้นิดหน่อย แล้วไม่ชอบ, เกลียด ; แล้วก็เลยเลิก. ผมเคยคิดจะแบกกลดออกไปธุดงค์ตั้ง ๔๐-๕๐ ครั้งแล้ว ออกไม่ได้สักที. นี้ไม่ใช่ไม่เคยคิด, เคยคิดที่จะทำตามแบบ ฉบับของเขา, หรือจะทำอยู่เหมือนกันก็เคยคิด ; เคยคิดนอกรีตว่า คงจะสนุกดี แต่ก็ไม่ได้ไปสักที เพราะไม่อยากใช้เวลาไปในทางที่ไม่เห็นด้วย เพราะไม่มีเหตุผล. เดี๋ยวนี้ก็คิดว่าคงจะดี ไปลดความอ้วน, แต่ก็เดินไม่ไหวเสียแล้ว. ถ้าไปเดินธุดงค์ คงจะลดความอ้วน แต่แล้วก็ไปไม่ไหว, ก็เลยไม่ได้ไป. จนบัดนี้ก็ยังนึกว่าจะไป อยู่เรื่อยๆ แต่แล้วก็เบื่อล่วงหน้าเสียว่า ไม่ได้ประโยชน์อะไร ทำนองนี้. จริงหรือ ไม่จริงก็ไม่รู้ ทำอย่างนั้นคิดว่า ทำอย่างอื่นได้ประโยชน์กว่า ก็เลยเสียนิสัยเลย, หรือขี้เกียจก็ได้. ที่จะไปทำข่าวครึกโครม มีชื่อเสียง ก็ยิ่งขี้เกียจ ยิ่งละอาย ไม่ อยากทำ, เดี๋ยวนี้อยากนอนมากกว่าอย่างอื่น. ถ้าเป็นบัณฑิต ต้องถือเอาได้ซึ่งประโยชน์ทั้ง ๒ อย่าง สำหรับพวกคุณยังหนุ่ม ๆ กันอยู่ มันไม่เหมือนกัน ; ต้องนึกถึงการทำ เรี่ยวแรงให้มีประโยชน์ ให้คุ้มกันเสียก่อน. อย่างผมนี้ ผมกล้าอวดดีว่า ผมได้
น.1024 ทำงานให้แก่ประชาชนมากแล้ว พอคุ้มค่า ข้าวสุกที่จะกินไปจนกว่าจะตาย. เพราะ ฉะนั้น ถ้าผมไม่ทำอะไรอีก ก็ไม่มีใครมาทวงอะไรผมได้ เพราะผมได้ทำไว้ เหลือ พอคุ้มค่าข้าวสุกที่จะกินไปจนกว่าจะตายแล้ว ; มีแต่คุณนั่นแหละยังไม่แน่. ต้อง ไปคิดเอาเอง ต้องไปคำนวณเอาเอง; ถ้ายังไม่เป็นที่แน่นอน ก็ต้องรีบทำ เสียก่อน, ต้องทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้มากที่สุด เท่าที่จะมากได้, และ พยายามตีความของคำว่า " อุโภ อตฺเถ" ; อปฺปมตฺโต อุโภ อตฺเถ อธิคณฺหาติ ปณฺฑิโต - ถ้าเป็นบัณฑิตจริง ต้องถือเอาได้ซึ่งประโยชน์ทั้ง ๒ อย่าง. อย่างนี้ไป คิดเอาเอง ให้รู้ว่าสองอย่างนั้นอย่างไร. สำหรับผมคิดว่า ประโยชน์ ๒ อย่าง นี้หมายถึงทั้งทางโลกและทั้งทางธรรม ทั้งทางกายทั้งทางใจ ทั้งแก่ตัวเองและผู้อื่น. ๒ อย่าง อย่างนี้หมดเลย ไม่มีอะไร เหลือ : ประโยชน์ตัวเองด้วย ประโยชน์ผู้อื่นด้วย รวมเป็น ๒ อย่าง : ประโยชน์ ทางโลก ๆ ด้วย ประโยชน์ทางธรรมะ คือ โลกุตตระด้วย นี้ก็ ๒ อย่าง. เรื่องทางกายก็ต้องทำให้สบาย, คือมีอนามัยดีทั้งทางกายทั้งทางใจ เรียกว่าประโยชน์ ๒ อย่าง. แต่ว่า ประโยชน์ ๒ อย่างนี้ยังมีอีกมาก ไปคิดดู. ไปมองดูเถอะ ยังมีอีก, ประโยชน์สอง ๆ นี้ยังมีอีก. นี้เราเอาแต่สิ่งที่สำคัญ ๆ ๓ คู่นี้ : ประโยชน์ ทั้งสองคือ ประโยชน์เรา ประโยชน์ท่าน, ประโยชน์ทางโลกิยะ ประโยชน์ โลกุตตระ, ประโยชน์ เรื่องทางฝ่ายวัตถุ , สร้างตึกอย่างนี้เป็นฝ่ายวัตถุ, แล้ว ประโยชน์ทางจิตใจทางวิญญาณ ทางนามธรรม นี้เป็นเรื่องประโยชน์ที่ไม่แลเห็น ตัว : นี้ก็เรียกเป็น ๒ ประโยชน์ เป็นคู่กัน. ความเห็นของผมก็บ้า ๆ บอๆ ตามเคยว่า ต้องได้หมดเลย, ต้องหมดทั้ง ๒ อย่าง, ๒ อย่างก็คู่ ๆ ก็ควรจะทำได้โดยไม่เสียเวลา โดยไม่ทำให้เป็นคนผอม เหลือง นั่งนิ่ง ๆ อยู่ทั้งวันทั้งคืน. เราต้องเรียกระเบียบวิธีของเราว่ามันบ้าๆ บอ ๆ
น.1025 ระบบบ้า ๆ บอ ๆ ของเราจะใช้ได้หรือ ? ๔๔๑ ไปก่อน; เพราะไม่แน่ และไม่เหมือนใครด้วย, เพราะส่วนมากเขาเป็นกันอย่างนั้น ส่วนน้อยเป็นอย่างนี้. เราก็ต้องยอมรับว่า ส่วนน้อยนี้บ้า ๆ บอ ๆ ไม่เหมือนเขา ; เพราะเขาถือกันอย่างนั้น. ใคร ทำอะไรผิดไปจากที่ส่วนใหญ่เขาทำแล้ว เขา เรียกว่าคนบ้าทั้งนั้น ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นหลักทั่วไป. ต่อให้เป็นพระพุทธเจ้า ลองทำ อะไรผิดไปจากที่เขาทำ เขาก็ต้องว่าบ้าทั้งนั้น ; ไม่ต้องพูดถึงอย่างเรา ๆ. เราทำ อะไรผิดกว่าเขา เขาก็ต้องว่าบ้าแน่, แล้วผมก็เคยถูกอย่างนั้นมาแล้ว หลายหน หลายคราวหลายครั้ง. ทีนี้ มันยังเหลืออยู่ที่ เราจะต้องสังเกตวินิจฉัยกันว่า เรื่องบ้า ๆ อย่าง ของเรานี้มันจะใช้ได้ไหม ? มันจะถูกต้องหรือมีประโยชน์ไหม ? ควรทำต่อไปไหม ? ส่วนที่เขาจะว่านั้นช่างเถอะ ; เขาต้องว่าแน่, อย่างน้อยถึงอย่างไรก็ต้องว่าฝ่าย หนึ่งละ ; เพราะในโลกนี้มันต้องมีฝ่ายที่เห็นตรงกันข้ามกันอยู่เสมอ, อย่างน้อย ก็ต้องว่าฝ่ายหนึ่งบ้าง เช่น ค นฝ่ายหนึ่งว่าพระพุทธเจ้าเป็นคนสูงสุด บริสุทธิ์ เป็นอะไร ; แต่คน อีกฝ่ายหนึ่งว่า พระพุทธเจ้าเป็นคนบ้าใช้ไม่ได้ เป็น มิจฉาทิฏฐิ เป็นผู้ทำลาย ; อย่างนี้ก็มีในครั้งพุทธกาล. เรื่องมีอยู่ในพระไตรปีฎก ก็มี, เปิดถึงก็มีแล้ว, ในพระไตรปิฎกเล่ม ๑ เล่มแรก เรื่องพระวินัยก็มีแล้ว, มีอยู่ในเวรัญชกถานี้มีแล้ว; มีแต่เรื่องคนด่า พระทุกเจ้าทั้งนั้นลม. ไปอ่านดูบ้าน, ไม่อ่านกันกัลองนี้; จะห็นว่า พระพุทธ- เจ้าถูกด่า ว่าอย่างไรบ้าง, ต่าอย่างสุดที่เขาจะด่า. มีเรื่องในแคว้นมคธ คราวที่เผยแผ่พุทธศาสนาเป็นปึกแผ่น ก็มี เ รื่องที่ค่าอย่าง น่าหวัว ; เช่น เป็นคนทำให้คนเต็มไปด้วยความเป็นหม้าย , เช่นเมียออกไปบวช ผัวก็เป็นหม้าย ; เขาก็โกรธ. ผัวไปบวช เมียเป็นหม้าย เขาก็โกรธ. เขาก็เลย
น.1026 ด่าพระพุทธเจ้าว่า "อ้ายคนฉิบหาย ทำให้คนเป็นหม้ายไปทั้งบ้านทั้งเมือง"; อย่างนี้ ก็ด่า, อ้ายวัว อ้ายอูฐอะไร เขาก็ด่า ; เพราะฉะนั้นไม่มีละที่จะไม่ถูกด่า. เพราะ ว่าแบ่งออกเป็น ๒ ฝ่ายตรงกันข้ามอยู่. ถ้าฝ่ายหนึ่งด่า, ฝ่ายหนึ่งก็ไม่ด่า ; มัน ต้องมีทางออก. เรื่องด่าหรือไม่ด่านี้ไม่สำคัญ ไม่มีความหมายอะไรนัก; มีสำคัญอยู่ แต่ว่ามันมีประโยชน์อะไรหรือไม่ ? ดีหรือไม่ ? จริงหรือไม่? ถูกต้องหรือไม่? ระบบไหนที่เราอยากจะรับมาทำมาปฏิบัติอยู่ นี้มันสมควร จริงหรือไม่? มีประโยชน์ หรือไม่ ? ถูกต้องหรือไม่ ? ดับทุกข์ได้หรือไม่ ? แล้วพร้อมกันนั้น เป็นการทำ ประโยชน์ให้คนทั้งปวงหรือไม่ ? เพราะฉะนั้น เวลา วันคืนล่วงไป ล่วงไป ๆ ขอ ให้ล่วงไปด้วยประโยชน์ทั้งสอง : คือ ประโยชน์ที่เราเองจะพึงได้ และประ- โยชน์ที่คนทั้งปวงจะพึงได้, หรือประโยชน์ทางวัตถุกับประโยชน์ทางวิญญาณ, หรือประโยชน์เพื่อเจริญในโลก หรือว่าจะเหนือโลก. การปฏิบัติธรรมต้องรู้ด้วยว่า ทำอย่างยึดมั่นถือมั่นหรือไม่ เดี๋ยวนี้ก็นานมาหลายวัน หลายเดือน หลายปีแล้ว คุณก็พอจะสังเกตเห็นได้ แล้วว่า เราบ้ากันขนาดไหน? เรามีการทำอะไรบ้าง? ทำอะไรก็อย่าง? ก็จะยังเหลือ แต่ควรจะสังเกตดูว่า บ้าอย่างนี้น่ะใช้ได้ไหม ? จะไปรอดไหม ? ควรจะทำต่อไปไหม ? เพราะฉะนั้น ถ้าปฏิบัติอย่างไม่ยึดมั่นถือมั่นอย่างถูกต้องแล้ว ไม่มีปัญหา อะไรนัก ; กลัวแต่ว่าจะไม่เข้าใจ แล้วถือเอาไม่ถูก คือปฏิบัติไม่ถูก เป็น เรื่องยึดมั่นถือมั่นตัวหนังสือก็มี, เรื่องยึดมั่นถือมั่นระเบียบขนบธรรมเนียมที่เขาเคยทำ กันมาอยู่อย่างงมงายนั้นก็มี, อย่างนี้ก็เรียกว่าเป็นสีลัพพตปรามาส. เช่นใครออก มาทำข้อปฏิบัติวิปัสสนา ตามแบบที่เขามีไว้อย่างนั้น ๆ โดยไม่รู้ว่าทำทำไม, มีเหตุผล อย่างไร. นี้ก็เป็นไปอย่างโง่, อย่างเป็นสีลัพพตปรามาส ทั้งที่ทำวิปัสสนาอยู่ อย่างนั้น.
น.1027 ระบบบ้า ๆ บอ ๆ ของเราจะใช้ได้หรือ ? ๔๔๓ ถ้าเป็นพุทธะ จะต้องลืมหูลืมตา สว่างแจ่มใสอยู่เสมอ, รู้อย่าง ชัดเจน อย่างแจ่มแจ้ง, สว่างแจ่มใสอยู่เสมอ ว่า ทำ ทำไม? เพราะเหตุ อย่างไร ? ได้ผลอย่างไร? ต้องรู้อยู่ในการกระทำนั้น ; ยิ่งทำมากเข้า ก็ต้องรู้ ชัดขึ้น. ที่นี้อาจจะมีปัญหาถึงกับว่า อย่างนี้ก็มีประโยชน์, อย่างนั้นก็มีประโยชน์. แล้วก็ต้องเลือกว่า จะเอาประโยชน์ทางไหนมากกว่า ดีกว่า สูงกว่า ; อะไรก็ตาม ต้องเลือกให้ได้สิ่งที่เป็นประโยชน์มาก ในเวลาอันน้อยนี้; เพราะว่าอีกไม่กี่ปี ก็ต้องตายกันหมด, ร่างกายมันทนไม่ได้ ต้องแตกทำลาย ; และในระยะเวลาอัน น้อยนี้ ควรจะต้องทำอะไรให้ได้ประโยชน์มาก ให้เหลือประโยชน์ไว้มาก. เมื่อ ร่างกายแตกตายไปแล้ว ก็ควรเหลือประโยชน์ไว้ให้แก่ศาสนาหรือแก่โลก หรือแก่คน ทั่วไปก็ได้ ทั้งทางวัตถุ และทั้งทางจิต ทางวิญญาณ. เราใช้แรงงานของเรา ใช้เงิน ของเรา ใช้กำลังอะไรของเรา. ใช้ให้มีประโยชน์มากที่สุด ให้มีอะไรเหลืออยู่. นี้เรียกการพูดวันนี้ ว่า ผมพูดเรื่อง ดูให้ดีว่าระบอบปฏิบัติอย่างบ้า ๆ บอ ๆ ของเรานี้ มันจะใช้ได้หรือไม่ ไปวิพากษ์วิจารณ์ดู ; เพราะไม่เคยบังคับให้ใคร เชื่อ, หรือว่าต้องเชื่อตามผม ; ไม่เคยบังคับ ต้องไปคิดเอาเอง อย่างไรก็ได้ เพราะว่าการบังคับให้เชื่อกันนั้นผิดหลักของพระพุทธเจ้า. การบังคับนั้นเขาก็ไม่เชื่อ, ให้บังคับอย่างไรเขาก็ไม่เชื่อ. ต้องให้เขาไปคิดดู ถ้ามองเห็นประโยชน์อยู่ว่าเป็นสิ่ง ดีจริง หรือเขาเห็นประโยชน์ ก็เป็นสิ่งที่ควรทำ. ถ้าเราถือหลักว่า ผิด, ทำผิด จากผู้อื่น ที่ส่วนมากเขาทำ ๆ กันอยู่ เป็นคนบ้าแล้วละก็ ไม่ยกเว้น ก็จะเป็นคนบ้า กันทั้งหมด. แบบปฏิบัติธรรมที่ต่างกัน จะถือว่าบ้าหรือไม่ ควรพิจารณา ไปคิดดูให้ดี ถ้าเราถือหลักว่า เราทำไม่เหมือนคนจำนวนมากทำแล้ว เราเป็นคนบ้าละก็ เราก็เป็นคนบ้ากันทุกคน ไม่มียกเว้นใคร ; เพราะคนฝ่ายนี้
น.1028 ก็ไม่ทำเหมือนคนฝ่ายโน้น คนฝ่ายโน้นก็ไม่ทำเหมือนคนฝ่ายนี้. เพราะฉะนั้น ไม่มี ใครที่จะไม่เป็นบ้า, มันเป็นบ้ากันทั้งหมด เพราะเหตุอย่างเดียวที่ว่าทำไม่เหมือนกับ คนส่วนมากเขาทำกัน. ทีนี้ ถ้าคนส่วนมากในโลกเป็นคนโง่แล้ว จะว่าอย่างไร จะ มิแย่ใหญ่หรือ ในการที่ไปทำเหมือนคนส่วนมาก; เพราะฉะนั้น ไหน ๆ มันก็บ้า ด้วยกันทุกฝ่ายแล้ว เราก็เลือกบ้าตามแบบของเราก็แล้วกัน. ถ้าคำว่า "บ้า" ตาม ภาษาชาวโลก, คำว่า "บ้า" ในภาษาคนตามแบบของชาวโลก มีความหมาย เป็นว่าทำไม่เหมือนคนอื่นเขาทำ นี้น่าสงสาร ; เพราะทำไม่เหมือนคนอื่นเขาทำ จึงเรียกว่าบ้า ; อย่างนี้เป็นความคิดที่โง่เขลาที่สุด, น่าสงสาร. ถ้าจะพูดทางภาษาธรรมขึ้นมาบ้าง, พูดตามทางภาษาธรรมแล้ว คำว่า "บ้า" นี้มีความหมายอย่างไร ? คำว่า "บ้า" ในภาษาคน หมายถึงทำไม่เหมือนคนอื่นเขา ทำกันส่วนมาก. คำว่า บ้า ในภาษาธรรม หมายความว่าอย่างไร ? มันก็ไม่มีทาง จะบ้า. ถ้ามีธรรมะแล้ว มันไม่มีทางจะบ้า. ถ้าจะบ้าก็อยู่ตรงที่ไม่มีธรรม ; เพราะฉะนั้น เมื่อไรเกิดยกหูชูหาง เป็นตัวกู-ของกู เมื่อนั้นแหละบ้า. เพราะฉะนั้นระวังให้ดี ที่จะบ้ากันวันละหลาย ๆ หนในวันหนึ่ง ๆ. ตามภาษาธรรมนี้ต้องถือว่า พอเผลอ "เป็นคน" ขึ้นมาเมื่อไร, พอเป็น "คน" ขึ้นมา เท่านั้นแหละ บ้าทันทีเลย ; หมายความว่า : สติ สัมปชัญญะ เผลอไป ปรุงแต่งทางจิตเกิดเป็นความรู้สึก เป็นตัณหา อุปาทานว่า ตัวกู-ว่าของกู ; เมื่อนั้นบ้าทันที บ้าอย่างแท้จริง ไม่มีทางผิดเลย. มันบ้าจริง ๆ วันหนึ่งเกิด ๓ ครั้ง ก็บ้า ๓ ครั้ง, วันหนึ่งเกิด ๑๐ ครั้ง ก็บ้า ๑๐ ครั้ง, เป็นคนบ้า. ในวัดนี้ดูเอาเถอะ พระ เณร อุบาสก อุบาสิกา เดี๋ยวคนนั้น เดี๋ยวคนนี้ เดี๋ยวยกหู ชูหาง, เดี๋ยวยกหูชูหาง, เดี๋ยวองค์นั้น เดี๋ยวองค์นี้, คนนั้นคนนี้ ; ยกหู ชูหางทุกขณะนั่นแหละเป็นคนบ้า ; เพราะว่าเกิดเป็นตัวกูขึ้นมา. บางคน
น.1029 ระบบบ้า ๆ บอๆ ของเราจะใช้ได้หรือ ? ๔๔๕ หางสูงโด่งเลย, แล้วนาน ๆ กว่าจะลด, อุบาสกบางคนหางสูงโด่งเลย แล้วนาน ด้วยกว่าจะลด กว่าจะหายบ้า. นี้ถ้าพูดตามภาษาธรรมะต้องพูดว่า เมื่อไร เกิดมีความรู้สึกเป็นตัวกู-ของกู เมื่อนั้นแหละบ้า. ทีนี้ มองให้ดี มองให้ละเอียดดูซิว่า ถ้าเมื่อไร ไม่มีความรู้สึกเป็นตัวกู -ของกู เมื่อนั้นก็ไม่มี "คน" ; เข้าใจไหมข้อนี้? ถ้าไม่เกิดอุปาทานว่าตัวกู -ว่าของภู เมื่อนั้นไม่มี "คน" ว่างจาก "คน" ; ไม่บ้า ก็ว่าง, ความ ไม่บ้ามันอยู่ที่ว่าง. พอมีตัวกู-ของกูเกิดมา ก็มีคน, มีคน มีตัวฉัน ก็มีคนบ้า ทันทีเลย. ถ้ามีคนเมื่อไรเป็นบ้าเมื่อนั้น, มีคนขึ้นมาเมื่อไรเป็นบ้าเมื่อนั้น ; ไม่มี คนก็ไม่บ้า. นี้แหละเราจึงพูดว่าในโลกนี้มีแต่คนบ้า, ใ นโลกนี้มีแต่คนบ้า คือ มีโลก มีคนต่อเมื่อมีตัวกู-ของกู. ในขณะที่ไม่มีตัวกู-ของกู ไม่มีกิเลส อย่างนี้ละก็ไม่มีคน ; ก็ไม่มีคนแล้ว จะมีโลกอย่างไรได้ ; โลกก็พลอยไม่มี. ไม่มีตัวกู-ของกู ก็ไม่มีโลกสำหรับ จิตใจชนิดนั้น, และไม่มีคนสำหรับจิตใจชนิดนั้น, แล้วมันก็ไม่มีทั้งโลก ไม่มี ทั้งคน. ต่อเมื่อมีโลกจึงมีคน ; พอมีคนก็บ้า, ในโลกมีแต่คนบ้า ; นี้เป็น ภาษาธรรมที่ฟังยากหน่อย, แล้วก็จริงที่สุดว่า "โลกนี้มีแต่คนบ้า" ; พอเป็น โลกเท่านั้น จะมีแต่คนบ้าทันทีเลย. ไม่ว่าเป็นพระเป็นเณร เป็นอุบาสกอุบาสิกา อะไรก็ตาม พอจิตใจเป็นโลก ก็หมายความว่า เมื่อจิตใจมีตัวกู-มีของกู จิตใจก็เป็น โลก, พอเป็นโลกแล้ว ก็มีคน แล้วก็บ้าทันที. ผมท้าให้ค้าน, ใครๆ ที่นั่งฟังอยู่นี้, ท้าให้ค้านที่ผมพูดว่า "ในโลกมี แต่คนบ้า" ไม่เห็นมีใครค้านเลย. ผมว่า : พอในโลกไม่มีคน ก็ไม่มีใครบ้า ; พอมีตัวกู-ของกูก็เท่ากับมีโลก. เพราะฉะนั้น คำที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า
น.1030 เพราะฉะนั้น ใครจะเป็นคนบ้า ก็คิดดูเอาเองเถิด. ถึงแม้ว่าในมนุษย์โลกนี้ ในชีวิต อย่างเราๆ นี้ถ้าได้สบายเกินไป ได้อย่างใจหมด ก็เหมือนเทวดา, มี ความหมายอย่างเทวดา ทำให้ลืมตัว จะโง่มากขึ้น จะบ้ามากขึ้น เพราะฉะนั้น การที่มีความทุกข์มีอะไรเสียบ้าง นี้เป็นบทเรียนที่ดี ทำให้ไม่ลืมตัว. การที่ไปทำอะไรสัมพันธ์กันระหว่างบุคคลที่ ๒-๓ ทำให้เกิดความโกรธ ความมานะทิฏฐิอะไรกัน นี่เป็นการสอบไล่ ; แม้ที่สุดจะไปบิณฑบาต นี้ผมรู้ ผม ก็เคยสังเกต. แม้แต่เดินไปบิณฑบาตจนกว่าจะกลับมาวัด อาจจะบ้าขึ้นหลายครั้ง ก็ได้, เกิดตัวกู ยกหูชูหางก็ได้, เห็นผู้หญิงสวย ๆ ก็เกิดบ้าได้. ไปบ้านนี้ ใส่ช้าจริง โกรธแล้ว, ใส่น้อยจริง โกรธแล้วก็ได้, หรือบ้านนี้เหม็นสาบจริง โกรธก็ได้ เพราะฉะนั้นชั่วไปบิณฑบาตนี้ก็ตั้งหลายหน แต่ว่าไม่มองกันเอง, แล้วมันควรจะมอง, ควรจะเป็นเรื่องสอบไล่ที่ดีอยู่ทุก ๆ เรื่อง ทุก ๆ กรณี ทุก ๆ ประเภท. เมื่อไปบิณฑบาตก็ดี, เมื่อไปธุระที่ตลาดก็ดี, เมื่อไปไหน ๆ ก็ดี, เมื่อกิน ข้าวอยู่ก็ดี, เมื่อนอนอยู่ก็ดี เมื่อเดินเล่นอยู่ก็ดี, เมื่อทำงานอยู่ก็ดี, เมื่อทำอะไร อยู่ก็ดี มันเป็นโอกาสที่จะเกิดตัวกู-ของกูทั้งนั้น. เพราะฉะนั้น เอาดีกันอยู่ตรงที่ ระวังอยู่ทุกลมหายใจเข้าออกดีกว่า, ร่างกายอิริยาบถนี้ จะทำอะไรอยู่ก็ปล่อย ไปตามเรื่องเถิด ; แต่ว่าระวังจิตอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก อย่างที่เรียกว่า เป็นอานา- ปานสติ. ทำอานาปานสติ คือกำหนดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อยู่ทุกครั้งที่หายใจเข้าออก จะถือโอกาสนี้ ขอบอกเสียเลยว่า : คำว่า "อานาปานสติ" นี้มันก็มีอะไร ผิด ๆ หรือโง่ ๆ บ้า ๆ ในหมู่พวกเราที่สอน ๆ กันอยู่นี้. ที่ไปพูดว่า อานาปานสติ คือการกำหนดลมหายใจเข้าออกทุกครั้ง ; นี้มันผิด, ที่ถูกนั้นต้องกำหนดสิ่งใด
น.1031 ระบบบ้า ๆ บอ ๆ ของเราจะใช้ได้หรือ ? ๔๔๙ สิ่งหนึ่งอยู่ทุกลมหายใจเข้าออกทุกครั้งจึงจะถูก. ถ้ามัวแต่ไปกำหนดลมหายใจเข้า-ออก อยู่ทุกครั้ง ๆ นี้ผิด, ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า, นั่นเป็นเพียงขั้นแรกเบื้องต้น เท่านั้น ; จะต้องพูดว่า กำหนดสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ควรจะกำหนด อยู่ทุกครั้งที่ หายใจเข้าออก. ที่แรกเราอาจจะกำหนดลมหายใจอยู่ทุกครั้งที่หายใจเข้าออก ; แต่ แล้วทีหลังเราจะไปกำหนดอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อะไรก็ตาม อยู่ทุกครั้งที่มีการหายใจ เข้าออก ; นี้จึงจะเป็นอานาปานสติที่ถูกต้อง. ถ้าไปมัวกำหนดลมหายใจเข้าออกอย่างเดียวก็บ้า ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ; อย่างดี ที่สุดก็เป็นเพียงสมาธินิ่ง ๆ เฉย ๆ ไม่เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, ไม่ดับความ ยึดมั่นถือมั่น. เพราะฉะนั้น เรา ต้องไปกำหนดที่ธรรมะอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ ทุกลมหายใจเข้าออก. สมมติว่า วันนี้เราทำอะไรผิดพลาด น่าเกลียด น่าละอาย ที่สุดลงไปเรื่องหนึ่ง, แล้วเราเอาความน่าละอายนี้มารู้สึกละอายอยู่ทุกลมหายใจ เข้าออก ; อย่างนี้ก็เรียกว่าอานาปานสติที่ดี ที่ถูกต้อง. เมื่อเรากำลังทำอะไรอยู่ก็ตาม ทำงานอยู่ก็ตาม เรารู้สึกละอายในกรณีนั้นอยู่ ทุกลมหายใจเข้าออก; นี้ก็เป็นอานาปานสติที่ถูกต้อง ไม่ใช่กำหนดลมหายใจเข้าออก อยู่ทุกครั้งที่หายใจเข้าออก ; แต่ไป กำหนดข้อเท็จจริง หรือธรรมะอันใด อันหนึ่งอยู่ทุกครั้งที่หายใจเข้าออก ไม่ให้มันขาดตอนได้. เพราะฉะนั้น คำว่า "อานาปานสติ" ก็พูดผิดกันเสียตั้งแต่ทีแรกแล้ว ที่ว่า กำหนดลมหายใจอยู่ ทุกครั้งที่หายใจเข้า-ออก, ผิดเสียแต่ทีแรกแล้ว. อานาปานสติ ต้องกำหนดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ที่ควรกำหนดอยู่ทุกครั้งที่ หายใจเข้าออก ; ส่วนสำคัญก็คือเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่ต้องมา กำหนดอยู่ทุกครั้งที่หายใจเข้าออก ไม่ใช่กำหนดที่ลม. แต่ว่าแรกลงมือปฏิบัติ อาจจะต้องหัดกำหนดที่ลมก็ได้ เพื่อจะฝึกหัดกำหนดจิตใจของเรา ให้กำหนดสิ่งใด
น.1032 สิ่งหนึ่งได้สม่ำเสมอ ; ฉะนั้น จึงเอาลมหายใจเป็นเครื่องฝึกหัดในขั้นต้นก่อน, พอ เราเป็นคนที่มีจิตใจกำหนดอะไรได้สม่ำเสมอ เราจึงเปลี่ยนเอาเรื่องอื่นมาให้กำหนด ; ความมุ่งหมายของเขาไม่ได้มุ่งหมาย ให้กำหนดที่ลมหายใจ ; แต่ให้กำหนดความ จริง หรือธรรมะข้อใดข้อหนึ่งอยู่ทุกครั้งที่มีการหายใจ. ถ้าเราเอาลมมากำหนด ก็เรียกว่า เอาลมนี้มาเป็นธรรม ; เป็นธรรมในที่นี้ เป็นรูปธรรมชนิดหนึ่ง เอามากำหนดเพื่อให้จิตเป็นสมาธิในเบื้องต้น. แต่นี้ไม่ใช่ตัว ความมุ่งหมาย, เป็นเรื่องอุปกรณ์เบื้องต้น เหมือนเรียนชั้นเตรียมด้วยซ้ำไป ยังไม่ขึ้น ชั้นประถมหนึ่งเลย. ถ้าขึ้น ถึงชั้นที่เป็นวิชชาแล้ว มันต้องกำหนดสิ่งที่จะดับ ความยึดมั่นถือมั่น หรือสิ่งใด ที่จะทำลายความยึดมั่นได้ ; สิ่งนั้นเอามา กำหนดอยู่ทุกครั้งที่หายใจเข้าออก. นี้จึงเป็นอานาปานสติที่ถูกต้อง. นี้เพียงเท่านี้ก็สอนกันผิดแล้ว ผิดอยู่เรื่อยแล้ว ก็ไม่มีผล ; ถึงจะทำอานาปาน- สติอยู่เรื่อย มันก็ไม่ได้ผล. เมื่อรำคาญใจ หนักใจมากเข้า ก็เลยเป็นบ้าไปเลย, เป็นบ้าเพราะทำอานาปานสติก็เป็นกันมาก ; เพราะไม่รู้ว่าทำทำไม, อย่างไร, ไม่รู้ว่าจะไปออกทางไหน ; ล้วนแต่เป็นเรื่องยุ่งในใจ ไม่มีผลอะไรเกิดขึ้น นอกจาก เรื่องยุ่งหัว. เพราะฉะนั้น ถ้าเรามีความรู้สึกในข้อเท็จจริงหรือในธรรมะอะไร อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ทุกครั้งที่เราหายใจเข้าออก ; นั่นแหละเป็นอานาปาน- สติ. เมื่อเดินไปบิณฑบาตก็ทำได้ เช่นในใจพิจารณาปัจจเวกขณะ : ยถาปจฺจยํ ปวตฺตมานํ ฯลฯ ทุกขณะ ๆ เลย, ก็เดินไปได้. คุณไปลองฝึกหัดดูเถิด, เดิน ไปได้ขณะที่ใจกำลังนึก : ยถาปจฺจยํ ปวตฺตมานํ ธาตุมตฺตเมเวตํ ........ ฯลฯ ........ ไม่มี ตัว ไม่มีตัวตน ไม่ใช่บุคคลเรา เขา ; นี้มันก็เดินไปได้ ไปรับบาตรก็ได้ เปิดฝา บาตรก็ได้ ปิดบาตรก็ได้ทั้ง ๆ ที่ใจอยู่กับข้อปฏิบัติที่ว่า ไม่ให้มีตัวขึ้นมาได้. แต่จะ
น.1033 ระบบบ้าๆ บอๆ ของเราจะใช้ได้หรือ ? ๔๕๑ ละเอียดถี่ถ้วนเหมือนกับอย่างที่นั่งทำที่โคนไม้นั้นไม่ได้ ; แต่ก็ได้ตามสัดตามส่วน คือจิตก็ไม่เผลอ, ให้รู้สึกเป็นธาตุ เป็นปฏิกูลอยู่เรื่อย จนไปรับบาตรเสร็จกลับมา ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีกิเลสเกิดขึ้น ไม่มีตัวกู-ไม่มีของกูเกิดขึ้น. นี่เรียกว่า อานาปานสติที่ถูกต้อง คุ้มได้อย่างนี้. เมื่อไม่มีการควบคุมสติอย่างที่กล่าวนั้น จิตใจจะเที่ยวส่ายไป, ไปเห็นผู้หญิง, ไปเห็นผู้ชาย, ไปเห็นหลายๆ อย่าง ; แล้วก็ไปกระทบอารมณ์นั่นนี่ก็เสียหมด. บิณฑบาตกว่าจะกลับมา ก็ไปบ้าไปตั้งหลายสิบครั้ง. นี้เป็นเรื่องที่จะต้องเข้าใจให้ ถูกต้องว่า เราทำอะไรอยู่ก็ได้. ลากรถอยู่ก็ได้, ผมอยากจะเปรียบอย่างนี้ : เมื่อคุณลากรถ เข็นรถ อะไรอยู่นี้, หรือตักน้ำผ่าฟืนหุงข้าวอะไรอยู่ก็ตาม สำหรับ พวกผู้หญิงทำ, หรือสำหรับผู้ชาย ไถนาอยู่ก็ตาม ปลูกข้าวอยู่ก็ตาม ; ตั้งจิตไว้ ถูกแบบนี้แล้ว ก็เป็นอานาปานสติจริง อยู่กับเนื้อกับตัว ได้ผลเหมือนกัน. แต่ผม ก็ยืนยันว่า มันไม่มากเท่ากับที่ไปนั่งอยู่ที่โคนไม้ แต่แล้วเราอาจจะทำให้เท่ากันได้ โดยถือว่าเหมือนกับเมื่อเล็งเอาผล : เมื่อมีจิตใจสงบที่โคนไม้อย่างไร ลุกขึ้นเดินไปก็ อย่าให้เสียผลนั้น คือสบายใจ เย็นใจอย่างไร, อิ่มอกอิ่มใจอย่างไร, ก็อย่าให้ เสียไป; แล้วก็ไปทำงานอย่างอื่น ตลอดเวลาอย่าให้เสียความรู้สึกสบายใจ เย็นอก เย็นใจในข้อนี้ คือใจโปร่งเย็น พอใจอยู่เสมอ ก็ใช้ได้. การทำอานาปานสติ จึงถูกต้องที่สุด ที่ว่า ทำทุกครั้งที่หายใจเข้าออก ทั้งใน เวลาสงบ เวลาหลับ และพอตื่นขึ้นมาก็ทำให้ได้อย่างนั้น ติดต่อกันต่อไป. ในเวลา ไม่หลับ ให้มีสติสมบูรณ์อยู่ ไม่เกิดตัวกู-ของกู ไม่ยกหูชูหางเลย ; อย่างนี้ ก็เรียกว่ามีสติทุกลมหายใจเข้าออกทั้งหลับและทั้งตื่น. หลักเกณฑ์อันนี้จำเป็น อย่างยิ่งสำหรับระบบบ้า ๆ บอ ๆ ของเรา ; เพราะว่าเราทำงานเอะอะตึงตังหลาย ๆ อย่าง : ศึกษาก็มี เล่าเรียนก็มี ไปโน่นไปนี่ก็มี ทำโน่นทำนี่ก็มี จำเป็นที่จะต้อง มีความสามารถในการใช้ระบบอานาปานสติที่ถูกต้องนี้ ให้มีอยู่ได้ทุกครั้งที่
น.1034 หายใจเข้า-ออก. ไปบิณฑบาตก็ดี กลับมาก็ดี อาบน้ำก็ดี ฉันอาหารก็ดี ไปนั่นมานี่ ทำนั่นทำนี่ก็ดี ; อย่าเผลอยกหูชูหางขึ้นในจิตใจ, อย่าเกิดตัวกูขึ้นมา ; แล้วเรียกว่า มีอานาปานสติอยู่เรื่อยไป สมบูรณ์อยู่เรื่อยไป. ไปหัดกันแบบนี้ จะได้ประโยชน์ทั้งสองอย่างดังที่ว่า อปฺปมตฺโต อุโภ อตฺเถ นั้น ; ประโยชน์ทางวัตถุก็ได้ ประโยชน์ทางจิตใจก็ได้, ประโยชน์ทางผู้อื่นก็ได้ ประโยชน์ตนก็ได้, ประโยชน์สูงก็ได้ ประโยชน์ต่ำก็ได้, ที่จะอยู่ในโลกก็ยังได้ ที่จะเหนือโลกขึ้นไปก็ยังได้. เพราะฉะนั้น อย่าให้มันพร่าหลายเรื่องนัก ; ตล่อม ให้เหลือแต่เรื่องเดียว แล้วลองพิจารณาดูที่ว่า ระบบปฏิบัติบ้า ๆ บอ ๆ ของเรานี้มันยัง จะใช้ได้หรือไม่ ? คำว่าระบบบ้า ๆ บอ ๆ อย่างเป็นภาษาคน เราไม่ควรจะเป็น ขอให้พิจารณาดูอีกว่า บ้า ๆ บอ ๆ ในสายตาของฝ่ายที่ตรงกันข้ามคือ ไม่มี ความคิดเห็นเหมือนกัน เรียกว่าบ้า ๆ บอ ๆ นี้ก็เป็นเรื่องภาษาคนเขาว่า ; เราไม่เป็น ก็ได้. โดยแท้จริงจิตใจไม่มีบ้ามีบออะไรก็ได้ ; มันจะไปบ้าไปบอต่อเมื่อมี ตัวกู-ของกู ยกหูชูหางขึ้นมา. เพราะฉะนั้นเมื่อเราระวังไม่ให้เกิดตัวกู-ของกู ขึ้นมาได้แล้ว ก็ไม่มีบ้ามีบออะไรที่ไหน. จิตจะหยุด สงบ เย็น สะอาด สว่าง อยู่เรื่อย ; ไม่บ้า ๆ บอ ๆ. พอเผลอแว็บเดียว เกิดตัวกู-ของกู นั่นแหละ เกิดบ้า ๆ บอ ๆ ขึ้นแล้ว, เดือดจัดเต็มที่ขึ้นมาอะไรแล้ว ; ถ้าถึงขนาดที่พระเณร ด่ากันได้ พูดจาบ๊งเบ๊งกันได้ละก็ บ้าที่สุด, บ้า ๆ บอ ๆ ยกหูชูหางถึงที่สุดแล้ว ; ไม่ต้องถึงขนาดฆ่ากันตาย แทงกันตาย เหมือนอย่างบางวัด ; เพียงแต่พูดเสียงดัง บ๊งเบ๊งขึ้นมา นี้ก็เป็นเรื่องบ้า ๆ บอ ๆ เกินขนาดของพระของเณรไปแล้ว. เมื่อใครรักตัวสงวนตัว หวังความดีแก่ตัวละก็ ต้องระวังเรื่องนี้; ไม่มี เรื่องอื่น. หรือเมื่อไม่อาจจะเห็นด้วยทั้งหมดได้ ก็ต่างคนต่างทำ เลือกเอาแต่ที่เป็น
น.1035 ระบบบ้า ๆ บอ ๆ ของเราจะใช้ได้หรือ ? ๔๕๓ ประโยชน์ เหมือนกับที่โบราณเขาว่า : หมาก็เข้าฝูงหมา วัวก็เข้าฝูงวัว ไก่ก็เข้าฝูงไก่ ลาก็เข้าฝูงลา ; อย่างนี้มันจับกลุ่มกันเอง. ในหมู่บุคคลที่มีความคิดเห็นอย่าง เดียวกัน ต้องทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน, แล้วมันแยกพวกกันเอง ไม่ต้องสงสัย. เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นได้ว่า แม้แต่พวกพระตัวแดง ๆ ที่เรียกว่านักวิปัสสนาด้วยกันก็ยัง แบ่งเป็นพวกเป็นหมู่, เป็นหมู่ ๆ พวก ๆ กันอยู่อีก ; ยังเข้ากันไม่ได้. หมาก็ไป เข้าฝูงหมา ไก่ก็ไปเข้าฝูงไก่ หมูก็ไปเข้าฝูงหมู เป็ดก็ไปเข้าฝูงเป็ด ; ไปตามความ คิดเห็นที่มีอยู่ ไม่ต้องมีใครเชิญมา ไม่ต้องมีใครไล่ไป ธรรมชาติเป็นผู้เชิญมา หรือ เป็นผู้ไล่ไปเอง. ขอให้มองให้ดี ให้ถึงธรรมชาติ; ยิ่งศึกษาธรรมชาติ ยิ่งเข้าใจพุทธ- ศาสนา, ยิ่งศึกษาพุทธศาสนา ยิ่งไม่เข้าใจพุทธศาสนา ; ข้อนี้ใครไม่เข้าใจ คน นั้นก็ยังโง่อยู่มาก. ที่พูดมานี้ ห้ามไม่ให้เอาไปพูดต่อ หรือไม่ให้เอาไปพิมพ์ต่อ. ขอร้องหรือ สั่งไว้อย่างนี้ ไม่ควรจะเอาไปพิมพ์แพร่หลาย เพราะขี้เกียจรำคาญ ; แล้วก็ ไม่มีประโยชน์. มันเป็นส่วนดีที่จะได้จากการเป็นอยู่อย่างนี้ที่นี่ แต่มันใช้ ไม่ได้แก่ที่อื่น ; เพราะฉะนั้น ไม่ต้องเอาไปเผยแพร่. เย็นมากแล้ว จะค่ำแล้ว พอกันที. วันนี้มีแขกมาใหม่พวกหนึ่ง เดี๋ยวเขาจะ ไปคุย ไปดูสไลด์กัน
Buddhadasa