น.979 การพูดที่นี่ ที่เรียกว่า ธรรมปาฏิโมกข์ นี้ เป็น การพูดเรื่องซักซ้อมความเข้าใจกัน ในหมู่คณะ. ผม เชื่อว่า ครั้งพุทธกาลก็คงทำกันเหมือนกัน ; ย่อมจะ มีใครพูดบ้างก็ได้, ไม่ใช่ว่าจะต้องเป็นอาจารย์พูด หรือพระพุทธเจ้าตรัสเสียเรื่อยไป. คุณไปอ่านเรื่อง วิมุตตายตนสูตรเสียใหม่ อ่านให้ดีๆ ขณะนี้เขากำลัง พิมพ์ออกมาเป็นอันดับที่ ๘, เรื่องวิมุตตายตนสูตรนี้ เทศน์บนภูเขา, "มองด้านใน" อันดับ ๗ ตีพิมพ์เป็น เรื่องทำบุญสามแบบ. เป็นผู้พูด หรือเป็นผู้ฟัง ให้ถือว่าเป็นโอกาสแก่การรู้ธรรม การรู้ธรรมนั้น ฟังเขาพูดก็ได้, พูดให้เขาฟังก็ได้. เมื่อท่องอยู่ ก็ได้, เมื่อสอนอยู่ก็ได้, เมื่อคิดอยู่ก็ได้, เมื่อทำสมาธิอยู่ก็ได้, ให้ ๓๕๓
น.980 ถือว่าเป็นโอกาสแห่งการรู้ธรรมเหมือนกัน. การตั้งวงแบบวงสนทนาสากัจฉา ก็ต้องทำอย่างมีระเบียบที่ปล่อยให้ใครพูดบ้า ๆ มักจะเสียระเบียบ. เพราะว่าที่จริงก็มี คนอยากพูดมาก ; ที่อยากพูดนั้น อยากพูดแยะ. พอปล่อยให้เสียระเบียบ ก็พูด กันไปไม่ได้ศัพท์. โดยเฉพาะพวกชาวบ้านหรือพวกที่มา ๆ กันนี้. ชาวบ้านที่มา ๆ สวนโมกข์ พวกมาเที่ยวนี้ไม่ค่อยจะฟังเรา หรือฟังใครพูด ; อย่างดีคอยจ้องแต่จะ พูดเสียเอง. คราวนี้ก็มีฝรั่งคนหนึ่ง เป็นเพื่อนอะไรกันกับพระฝรั่งที่นี่ ; # มาไม่ เจอะเพื่อน เลยมาหาผม มาคุยก็นับว่าดีมากในรายนี้ เป็นรายหนึ่งที่เข้าใจอะไรไปได้ บ้าง. คนไทยหลายคนที่ติดตามมาด้วย ดูจะไม่ได้อะไร; เพราะเขาไม่ตั้งใจที่จะ พึง ไม่ประสงค์จะรู้อะไรจริงๆ จัง ๆ ก็เลยไม่ได้อะไร ; แล้วเขาพูดมาก. เรื่อง พูดมากนั้น จิตใจฟุ้งซ่าน ใช้ไม่ได้ ไม่เกิดประโยชน์. วันนี้จะพูดเรื่องอะไรกันดี ผู้ที่เคยเสนอก็ลองพูดมาบ้าง. (ภิกษุรูปหนึ่งเสนอ ความคิดเห็นบางประการ). ที่ผมต้องถามปัญหานั้น ต้องมีปัญหาที่อยากรู้แน่นอน, และทุกคนก็ควรจะ เข้าใจในปัญหาที่แน่นอน จึงจะฟังคำตอบได้ดี ; เหมือนกับปัญหาสอบไล่ ถ้าฟัง คำถามไม่ชัดเจน ไม่ทั่วถึง ไม่เข้าใจ ก็ตอบให้ดีไม่ได้. ที่ถามถึง "สถานการณ์ ปัจจุบันนี้", "สถานการณ์" ในขณะนี้มันกว้าง เป็นคำที่กว้าง. สถานการณ์ เดี๋ยวนี้กล่าวได้ว่ากำลังไม่สนใจธรรมะ ; ไม่สนใจศาสนา. นี้เป็นปัญหา ที่กว้าง จึงทำให้โลกวุ่นวาย เป็นทุกข์เดือดร้อนกันไปหมดทั้งโลกนี้ ; แล้วมันเป็น เรื่องอยู่ในภายใน ; มันพูดกันไม่รู้เรื่อง. แม้แต่จะพูดกับคนที่มาที่นี้เป็นประจำวันนี้ ก็ยังพูดกันไม่ค่อยรู้เรื่อง; นี่เป็นปัญหาทั่วไป ไม่มีที่สิ้นสุด ; เวลานี้ก็มีอยู่เรื่อย ๆ ไป. ปัญหาทุกอย่าง แก้ได้ด้วยธรรมะ ถ้าคุณเรียกว่า ปัญหาเฉพาะหน้าและรีบด่วน ก็ต้องหมายถึงเหตุการณ์ ที่จะลำบาก จะยุ่งยาก จะเป็นทุกข์ ; ประชาชนทั่วไป ทั่วโลก รวมทั้งเราด้วย
น.981 จะต้องพลอยยุ่งยาก ; เนื่องด้วยคนทั้งโลกกำลังลำบากยุ่งยาก อย่างน้อยเราหาข้าว กินยาก ; นี้ไปคิดดูให้ดี อย่างน้อยพระก็หาข้าวกินยาก. (พบ วัดวาอาราม หรือ สถาบันอย่างนี้ อยู่ได้ด้วยการช่วยเหลือของผู้อื่น จะไปรบราฆ่าฟันกันเสียหมด หรือ ไปตายเสียหมด ทั่วโลกก็พลอยกระทบกระเทือน; นี้เรียกว่าปัญหาใหญ่ ปัญหาหนัก ปัญหารีบด่วน. เรื่องทำนองนี้ก็เคยพูดกันมามากแล้ว ก็เป็นเพียงแต่พูด. ปัญหา ทุก ๆ ปัญหาแก้ได้ด้วยคำ ๆ เดียวคือ "ธรรมะ" คำเดียวเท่านั้น มีธรรมะ อย่างเดียวแก้ได้หมด ; แต่แล้วคนทั่วไปก็ยังพึงไม่ถูก ว่าจะแก้อย่างไร, หรือจะ ปฏิบัติข้อไหน, ให้รัดกุมเข้ามาอีก. สมัยหนึ่งหรือสมัยตอนแรก ๆ เราใช้คำว่า "แต่งงานกับสุญญตา" ; บาง คนมาไม่ทันละกระมัง ; คงไม่เคยได้ยินคำเหล่านี้ ใช่ไหม ? บางคนคงไม่เคยฟัง. เรื่องสมรสกับสุญญตานี้ พูดจนขี้เกียจพูดแล้ว, แล้วก็มีรุ่นหลังที่ไม่เคยฟัง ไม่เคย ได้ยิน. ถ้าใครแต่งงานกับสุญญตาได้ก็หมดปัญหา, ปัญหาที่คุณถามนี้เลิกกัน ได้. แต่แล้วมันคงมีปัญหาที่ว่า : แต่งงานกับสุญญตาคือทำอย่างไร ? เป็นลูกเขย เป็นลูกสะใภ้ของใคร ? ถ้าแต่งงานกับสุญญตา แล้วจะมีโอกาสเป็นลูกเขยของใคร ได้เล่า ; เพราะไม่ได้แต่งงานอย่างธรรมดา อย่างนี้ผิดหมดเลย. เขาพูดกันเป็น อุปมาธิษฐาน ต้องเป็นบุคคลาธิษฐานไปหมด ; เมื่อพูดอย่างธัมมาธิษฐานเลือน ลงไป ละลายหายไป มันก็หายไปได้. เดี๋ยวนี้พูดแบบภาษาคน พูดอย่างบุคคลา- ธิษฐาน ; เรื่องนี้มีอยู่ในเทปม้วนหนึ่ง เดี๋ยวนี้อยู่ที่ไหนแล้วก็ไม่รู้. แต่งงานกับ สุญญูตา คือต้องไม่เป็นหมาหางด้วน ; ต้องไม่เป็นหมาที่หางไหม้ไฟไป เสียก่อน; จึงจะแต่งงานกับสุญญตาได้.
น.982 ถ้าพูดหมดเลย ทั้งวัตถุทั้งจิต ทั้งวัตถุ ทั้งตัวโลกอะไรด้วย ก็พูดไม่ได้ ว่ามีอะไร ; แต่ พูดได้ว่า ไม่มีอะไรปรากฏเลย แล้วมันเพิ่งปรากฏออกมา ; ถ้าเช่นนั้นก็ต้องมีสิ่งหนึ่งซึ่งไม่เห็นตัว; ซึ่งมองไม่เห็นตัว หรือไม่ปรากฏ นั่น เ ขา เรียกว่า "พระเจ้า" ; เราเรียกว่า "ธรรม". ธรรม คือ ธรรมชาติ, คือ กฎธรรมชาติ, คือ หน้าที่ตามธรรมชาติ นี้, ธรรมที่เป็นธรรมชาติ เป็น กฎธรรมชาตินี้ต้องมี ; สิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" ในกรณีนี้ ไม่มีที่สิ้นสุด คือถอยหลัง ไปได้ไม่มีที่สิ้นสุด, แล้วมันจะคลอดอะไรออกมาได้ไม่มีที่สิ้นสุด. การคลอดออกมามีได้ไม่มีที่สิ้นสุด, แล้วสิ่งที่คลอดออกมา มันก็ออกไปเรื่อย ไม่มีที่สิ้นสุด ; การเป็นความหมายดังเช่นลักษณะของภาพที่ตีระฆัง "จากอนันตะสู่ อนันตะ", * ความหมายของภาพ ๆ นั้น ที่ยังแต่งข้อความอธิบายไม่ได้ เพราะเข้าใจ ยาก. ภาพนั้นจะเป็นพระเจ้าก็ได้ ; พระเจ้านี้ไม่มีสิ้นสุดในฝ่ายให้เกิด. เมื่อ ฝ่ายให้เกิดก็ไม่มีที่สิ้นสุด ฝ่ายที่เกิดแล้วดับไป ก็ไม่มีที่สิ้นสุดเหมือนกัน ; ฉะนั้นจึงว่า "จากอนันตะสู่อนันตะ" เกิดมาจากภาวะ หรือลักษณะ ที่ไม่มีที่ สิ้นสุด แล้วก็ไปสู่ภาวะที่ไม่มีที่สิ้นสุด ; แล้วก็จะต้องดับ มีการดับไม่มีที่สิ้นสุด. เมื่อถามเป็นภาษาธรรมดา ว่าที่แรกนั้นมีอะไร ? ที่แรกมีอะไร ? หรือว่า ไม่มีอะไร ? ต้องตอบได้ ต้องตอบให้ถูก ตอบให้ได้ ; อย่างนี้ก็มีภาษาคน อย่างหนึ่ง ภาษาธรรมอย่างหนึ่ง. ภาษาธรรมที่ว่า "ไม่มีอะไร" นั้น ทีแรกไม่มี อะไร, จึงมีอะไร, แล้วดับไปสู่ความไม่มีอะไร ; อย่างนี้เข้าใจไม่ได้, . คน เข้าใจไม่ได้. เมื่อพูดภาษาคน มันก็ไม่มีอะไร เช่นพระเจ้าอย่างนี้, หรือมีธรรมนี้ แล้ว ; พอคำนวณได้ด้วยสติปัญญาอย่างคนแล้ว ; ถอยไปเรื่อย ถอยหลังออกไป เรื่อย ถอยหลังไปเรื่อย ๆ ๆ จะเห็นเลยว่าไม่มีอะไร ; แต่ก็ มีสิ่งที่เป็นที่มาของสิ่ง *ดูภาพ จากอนัตตะสู่อนันตะ ท้ายบท คนเล็ก-กรพลเรือน
น.983 ทั้งปวง เป็นต้นตอของสิ่งทั้งปวง แล้วสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีสิ้นสุด ; แล้วต้องกล่าว ได้ว่า มีเบื้องต้นที่ไม่มีที่สิ้นสุด. ถ้าเป็นอวิชชา อวิชชานั้นก็ไม่สิ้นสุด ; หรือ ถ้าแปลคำว่า อวิชชาว่า สิ่งที่ยังรู้ไม่ได้ เข้าใจไม่ได้ ; สิ่งที่เป็นอวิชชานั้นแหละ คือไม่มีที่สิ้นสุด คือคำว่า อนมตค . โคยํ นี้. นี้ ทำให้นึกถึง ครั้งเรียนบาลีในโรงเรียน ที่แปลคำว่า อนมตฺโดยํ ฟังแล้ว ไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ. แปลว่า "มีที่สิ้นสุด อันเบื้องต้น อันบุคคลผู้ไปตามอยู่ รู้ไม่ได้, แปลตามสมาสอย่างนี้ไม่เข้าใจ : "มีที่สุดอันเบื้องต้น อันบุคคล ผู้ไปตามอยู่ รู้ไม่ได้". ถ้าอธิบายว่าจุดตั้งต้นนั้น แม้ว่าสัตว์นี้เดินตาม เวียนตาม ไม่อยู่ ในวัฏฏสงสาร ; อย่างนี้ก็ยังรู้ไม่ได้ว่าวัฏฏสงสารนั้นตั้งต้นด้วยอะไร ? ตั้งต้น ที่ไหน ? เมื่อไร ? อะไร ? ผมเถียงครู ว่า ไม่ได้; ไม่เข้าใจ. เมื่อผมเรียนครั้งนั้น เป็นอิสระ เถียงครูบาอาจารย์ ผมก็เคยทำ ; เถียงว่า มีเบื้องต้นและที่สุด, คำนี้ต้องเป็นไปตามสมาส ว่า "ทั้งเบื้องต้นและทั้งที่สุด" ถ้าแปลว่า "ที่บุคคลผู้ไปตามอยู่อย่างนี้รู้ไม่ได้". ครูในโรงเรียนสอนก็แปลว่า "มีที่สุดในเบื้องต้น, ฝ่ายสุดในฝ่ายต้น" ; ที่สุดฝ่ายข้างต้น คือรู้ไม่ได้ว่าคืออะไร. นี้ก็หมายความว่า ข้างหลังไม่ต้องพูดถึง ต่อไปข้างหน้าไม่ต้องพูดถึง. เรื่องนี้เป็นเหตุให้เถียงกันสนุก ; เขามักจะแก้ว่า ข้างหลังมีที่สุดคือนิพพาน ; เพราะว่าเมื่อสัตว์เวียนว่ายไปในวัฏฏสงสารนานหนักเข้า วันหนึ่งต้องถึงนิพพาน. เอานิพพานเป็นที่สุด ฝ่ายข้างหลังไปเลย แต่ฝ่ายข้างต้นคืออวิชชานั้นถือว่าไม่มีที่ สิ้นสุด. ถอยหลังเข้าไป ก็ได้ เป็นอวิชชาของอวิชชา-เป็นอวิชชาของอวิชชา- เป็นอวิชชาของอวิชชา เรื่อยไป ; อย่างนี้ก็มีเหตุผลถูกเหมือนกัน.
น.984 ทีนี้ เบื้องต้นที่สุด เบื้องต้นที่บุคคลที่ถอยไปตามอยู่นั้น, รู้ไม่ได้. ถ้าพูด ว่า ข้างหลังมีสุดอยู่แค่นิพพาน ก็ต้องพูดได้ว่า ข้างหน้าไปสุดอยู่แค่อวิชชา ; แล้วก็ มี สุดอยู่ทางข้างหน้า คืออวิชชา, สุดอยู่ข้างหลังคือนิพพาน. พูดอย่างนี้ เขาถือว่า ไม่ลึกซึ้ง ไม่ถูกต้อง. ทำให้ไม่รู้ , หรือรู้ไม่ได้ ; รู้ไม่ได้ว่า อวิชชาตั้งต้นเมื่อไร ; เช่นพวกคริสเตียนเขาไม่รู้ว่าพระเจ้าตั้งต้นเมื่อไร. แต่ พูดเสียว่า แรกเริ่มเดิมที่ก็มีพระเจ้าขึ้นมา. คำว่า "พระเจ้า" ของเขา มีความหมายหลายอย่าง : พระเจ้าคือแสงสว่าง ก็ได้ พระเจ้าคือคำก็ได้ คือพระคำนี้. ถ้าพระเจ้าคือแสงสว่าง นั่นก็คือธรรม เพราะธรรมะคือแสงสว่าง คือกฎธรรมชาติ คืออำนาจตามธรรมชาติ นี้ก็เรียกว่า แสงสว่างได้. หรือเรียกว่า คำ หรือพระคำ หรือคำพูดนี้ก็ได้ ; เพราะธรรมชาติ มันพูด. กฎธรรมชาติมันบังคับลงไปเลย ไม่มีใครเถียงได้ . นี้เป็นคำพูดของ ธรรมชาติ บังคับลงไปว่า เป็นของปรุงแต่งและเกิดได้. อวิชชาปรุงแต่งให้เกิดขึ้น จนเกิดโลกเกิดมนุษย์เกิดอะไรขึ้นมานี้. นี้คำประกาศิตของพระเจ้า หรือของธรรม ที่แรก ; ฉะนั้น โลกก็ต้องเกิดขึ้น โลกคราวนี้หรือโลกคราวไหน หรือโลกกี่คราว มาแล้วก็ตามใจเถอะ ก็ต้องเกิดขึ้น. ใครถือว่าโลกเพิ่งเกิดคราวนี้ ; ก็คราวนี้ เกิดขึ้น. ใครถือว่าโลกนี้เกิดขึ้นมาแล้วหลายร้อยครั้ง หลายหมื่นครั้ง หลายแสนครั้ง ก็เป็นอันตั้งต้นที่นั่นแหละทำให้เกิดขึ้น. ที่นี้ คุณก็ไม่รู้แล้วใช่ไหม ว่า สุญญตาอยู่ที่ไหน : ก็เลยไม่รู้จะไปแต่งงาน กันที่ไหน เลยเป็นเรื่องที่น่าหวัวและล้มเหลว. พวกที่พูดว่า "ไม่มีอะไร" อย่างนี้ น่าจะถูก น่าจะชอบใจ น่าชอบใจกว่าทางภาษาธรรมะ. ภาษาธรรมะชั้นธรรมะแท้ ชั้นสูง ที่พูดแล้ว ดีแล้วนั้น ; ที่สุดก็พูดว่า "ไม่มีอะไร" ดีกว่าที่จะพูด ว่ามี พระเจ้าหรือมีอะไร. แต่ถ้าพูดว่า "มีธรรมะ" ก็คล้ายกับไปมีอะไรเสีย, ไม่ว่าง ;
น.985 ต้องอธิบายธรรมะเป็นความว่าง ; นี้เห็นจริงได้ยาก, แล้วก็เป็นเรื่องยืดยาวลำบาก มาก. สู้พูดอย่างพวกเซ็นเขาไม่ได้ว่า : ทีแรกไม่มีอะไรเลย เผลอนิดเดียว โง่นิดเดียว ความโง่เกิดขึ้นมา . ความโง่เป็นผู้ตั้งต้นให้มีอะไร อยู่ชั่วขณะ ที่ความโง่มันมี ; พอเราทำลายความโง่ หรือ จิตทำลายความโง่ได้ ก็กลับ ฉลาด. นั่นก็คือหมดโง่เท่านั้น, เท่านั้นละ, แล้วก็ไม่ต้องฉลาดอะไรขึ้น มาอีก ก็เท่าเดิม คือไม่มีอะไร. เขาได้เปรียบมาก ที่พูดว่า "ไม่มีอะไร" เพิ่งจะมีละลอกฟองของ อวิชชาขึ้นมาหน่อยหนึ่ง ชั่วขณะหนึ่ง ; เกิดความคิดโง่ ๆ เขลา ๆ ขึ้นมา ว่ามีตัวฉัน-มีของฉัน เป็นอุปาทานขึ้นมา แล้วเดี๋ยวก็หมดไป : เพราะว่า หมดความต้องการ เรื่องนี้ก็ดับไป แล้วก็ว่างเท่าเดิม ไม่มีอะไรเท่าเดิม. เพราะ ฉะนั้นคิดอย่างของเขาสั้นมาก ; พูดอย่างนี้สั้นมาก, ปฏิบัติได้ง่ายมาก, สั้นมาก มีทางที่จะเต็มจะว่าง ; คือแต่งงานกับสุญญตาได้เรื่อยไป เป็นอยู่ได้เรื่อยไป. พูดว่า "ว่าง" ง่ายกว่า : คือจิตจะเข้าถึง หรือซึมซาบอยู่ในสุญญตา ได้ง่ายกว่า ที่พูดกันว่า "ไม่มีอะไร". ถ้าพูดว่ามีพระเจ้า หรือมีธรรมะที่ปรุงแต่ง มีอำนาจปรุงแต่งอย่างใหญ่หลวง อย่างเด็ดขาด นี้ก็รู้ยาก ; เหมือนที่พวกอภิธรรมพูดว่า มีกิเลสอยู่ตลอดกาล, หรือ มีกิเลสอยู่ตลอดเวลา ; ไม่ใช่ว่ากิเลสเพิ่งเกิดนิด ๆ หน่อย ๆ เป็นครั้งเป็นคราว. นี้คนละวิธี, พูดกันคนละวิธี. กิเลส อนุสัย สังโยชน์เกิดอยู่ในสันดาน มีอยู่ ตลอดกาล ไม่เกิด ไม่ดับ กลายเป็นสัสสตทิฏฐิไปเลย, สัสสตทิฏฐิของสิ่งที่ไม่เกิด ไม่ดับ ทั้งที่มันเป็นสังขตะ, กิเลสเป็นสังขตะ. และการพูดอย่างนั้น เท่ากับพูดว่า อวิชชาเป็นสัสสตะ, อวิชชาเป็นของเที่ยงมีอยู่ประจำ ไม่เกิดไม่ดับเลย. อย่างนี้ ผิดหลักที่ถือว่าอวิชชาก็เป็นสังขาร ที่เกิด-ดับ, เกิด-ดับ ซึ่งก็เป็นสังขารธรรม.
น.986 แต่งงานกับสุญญตาก็คือ ไม่เป็นอะไร สักชั่วขณะหนึ่ง คำว่า "แต่งงานกับสุญญตา" ก็ง่ายนิดเดียว; คือไม่เป็นอะไร ชั่ว ขณะที่เราไม่มีอุปาทาน ว่าตัวเรา-ว่าของเรา ; แต่มันหย่ากันเร็วเกินไป ไม่กี่นาทีก็หย่ากันอีก แล้วแต่งงานกันอีก. อย่างนี้เป็นธรรมดา ; เป็นปุถุชนซึ่ง เดี๋ยวก็เกิดอุปาทาน, เดี๋ยวก็ไม่เกิดอุปาทาน, เดี๋ยวก็เกิดอุปาทาน, เดี๋ยวก็ ไม่เกิดอุปาทาน วันหนึ่งหลายครั้งหลายหน มันก็เป็นเรื่องเดียวคือปฏิจจสมุปบาท วันหนึ่งหลายครั้งหลายหน. ขณะที่อุปาทานดับไป ก็เข้าถึงความดับ ความไม่มีอะไร ; ได้ดื่มรสของ สุญญตา รสของธรรมะที่เป็นความดับสนิท; เดี๋ยวเผลอขึ้นมาอีก มีอวิชชา มีอะไรปรุงแต่งทางตา ทางหู ทางจมูก ก็หย่ากันอีก ก็มีความทุกข์อีก . มีแต่ พระอรหันต์พวกเดียว ที่จะไปแต่งงานกับสุญญตาโดยแท้จริงตลอดกาล. ถ้ายังเป็น หมาหางไหม้ไฟ ก็ยังมีกิเลส มีตัวกู-ของกูอยู่ ; พูดอย่างสมมติ ก็คือ สุญญตา ไม่ยอมเข้าใกล้ผู้ที่มีหางไหม้ไฟอยู่; แล้วจะแต่งงานกันได้อย่างไร เมื่อ ไม่ยอมเข้าใกล้. ครั้งหนึ่งเคยพูดอย่างที่คิดให้สนุก, พูดอย่างชวนหัว มีเรื่องบันทึกไว้ใน เส้นลวด สมัยใช้เส้นลวด เอามาเปิดฟังกันบ้างก็ได้; เครื่องบันทึกเสียงสมัยเส้นลวด ยังมีเหลืออยู่บ้าง. คราวนั้นพูดยังไม่ทันจะจบดี ไม่ได้พูดให้สิ้นกระแสความ, พูด ได้สักตอนเดียวเท่านั้นยังจะต้องพูดอีกตอนหรือสองตอนแล้วก็ไม่ได้พูด เลยไม่ได้ พูดแบบนี้ก็มี. คราวนั้นพูดธรรมะแบบล้อคนฟังไปพลาง จึงเกิดคำพูดทำนองเรื่อง อย่างนี้ขึ้นมา ถ้าไม่พูดอย่างนั้น คนฟังง่วงนอนแล้วก็เบื่อ ; เรื่องธรรมะกลายเป็น เรื่องเบื่อ. เรื่องแต่งงานกับสุญญตานี้ พูดโดยภาษาบุคคลาธิษฐาน ตอนนั้นก็ไม่เป็นหญิง ไม่เป็นชาย ขณะนั้นต้องลืมความเป็นหญิงเป็นชาย ; เมื่อไม่มีความรู้สึกเป็น
น.987 ตัวกู ก็ไม่มีเรื่องเป็นหญิงเป็นชายได้. ถ้า พูดอย่างลึก ก็ไม่เป็นลูกเขย ลูกสะใภ้ของใครได้. แต่ถ้า พูดโดยสมมติ ผู้หญิงก็เป็นลูกสะใภ้ของสุญญตา ผู้ชายก็เป็นลูกเขยของสุญญตา ซึ่งต้องยกไปให้พระเจ้า หรือพระพุทธเจ้า, เป็น ลูกเขยพระพุทธเจ้า. นี้พูดอย่างสมมติ มีคน อย่างเป็นคน มีหญิงมีชายอะไร ขึ้นมา. ครั้งนั้นมีปัญหาที่คนเถียงกันอยู่ว่า สุญญตาเป็นหญิงหรือชาย หรือเป็นกระเทย เลยหัวเราะกันได้ ; เพราะสุญญตาแต่งงานกับผู้หญิงก็ได้ แต่งงานกับผู้ชายก็ได้. นั่นเป็นความฟั่นเฝือยุ่งยากระหว่างภาษาคนภาษาธรรมมีมาอย่างนี้ ; เราก็พูดภาษา คนกันเรื่อยไป. คนที่ไม่รู้ธรรมะต้องพูดภาษาคนกันเรื่อยไป; เมื่ออยาก จะพูดให้เป็นภาษาคน เป็นอุปมา อย่างภาษาคนก็เปรียบเทียบเรื่อยมา. ตั้งต้นก็ใช้ คำว่า "แต่งงาน" นี้เพราะกิเลสของคน ถึงได้ชอบแต่งงาน ไม่ชอบอยู่เฉย ๆ เลยดึง เรื่องนี้มาพูด ; และต้องหาเรื่องโลกุตตระ ที่ไม่มีหญิงไม่มีชาย หรือไม่แต่งงาน มาพูดก็เลยฟังยาก ; อธิบายไม่เป็นกัน เช่นเดียวกับที่เขาสมมติให้ พระธรรมเป็น นางฟ้า, นางฟ้าก็ต้องเป็นผู้หญิงซิ ถ้าเป็นนางฟ้า. การศึกษาพระไตรปิฎก ยากถึงกับต้องทำใจ ให้หลงนางฟ้าหรืออย่างปิ้งช้าง พระไตรปิฎกถูกสมมติให้เป็นนางฟ้า; เป็น วาณี แปลว่า นางฟ้า. พระไตรปิฎก เป็นนางฟ้า เกิดออกมาจากดอกบัว คือพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า ขอให้มาช่วยทำให้ใจของข้าพเจ้าหลงใหลเป็นบ้าเลย ; ให้หลงใหลในนางฟ้านี้ ; แล้วจะได้เรียนพระไตรปิฎก. นี้ผู้ชายพูดข้างเดียว ไม่ใช่ผู้หญิง ; แล้วผู้หญิงก็ ไม่มีปัญหาเรื่องเรียนพระไตรปิฎกกันด้วย ในสมัยนั้น. การเรียนพระไตรปิฎก เขามี เป็นคาถา หรือเป็นบทที่เขาต้องภาวนา เหมือนชักลูกประคำ; เวลาจะเรียนพระไตร- ปีฎก หรือก่อนลงมือเรียนพระไตรปิฎกหรือหลังเรียนพระไตรปิฎกแล้วก็ตามต้องพูด คาถานี้ว่า :-
น.988 มุนินฺทวทนมฺพุช คพพสมุภวสุนฺทรี ปาณีนํ สรณํ วาณี มยุหํ ปีณยตํ มนํ แปลว่า นางฟ้า แสนจะงดงาม เกิดผุดขึ้นจากห้องแห่งดอกปทุมกล่าวคือพระโอษฐ์ แห่งพระจอมมุนี คือ "มุนินฺท วทนี" นั้น จงทำใจของข้าพเจ้าให้ติดอยู่ ให้หลงใหล เลย ในนางฟ้าที่เกิดในดอกบัว คือพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า ผู้เป็นจอมแห่งมุนี ซึ่งเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลาย จงทำใจของข้าพเจ้าให้บ้าไปเลย ให้หลงไปเลย. อย่างนี้ควรจะนึกดูบ้างว่า ทำไมเขาจึงต้องใช้วิธีอย่างนี้ ? ลองพิจารณาดู ทำไมจึงใช้วิธีถึงขนาดนี้?เพราะเหตุอะไร ?ก็เพราะว่าพระไตรปิฎกนั้นมากเหลือเกิน มากจนเรียนไม่ไหว, มากจนคนธรรมดาเรียนไม่ไหว ; เว้นไว้แต่คนที่จะบ้า หลงใหลนี้แหละ, ต้องบ้านางฟ้าถึงจะเรียนได้. อีกทางหนึ่งครูบาอาจารย์โบราณ เขาเห็นว่า การเรียนพระไตรปิฎกนี้เหมือน กับปิ้งช้าง ; การย่างช้าง หรือปิ้งช้าง นี่พอจะนึกได้ไหม พูดอย่างนี้ หมายความว่า อะไร ? การที่จะปิ้งช้างตัวหนึ่งให้สุกนี่ จะต้องมีพิธีรีตองมากน้อยเท่าไร ? หรือ สัตว์อะไรก็ได้ที่ใหญ่กว่าช้างขึ้นไปอีกก็ยิ่งดี ; ปิ้งช้างตัวหนึ่งให้สุก เอ้า, ลองดูซิ. เรื่องของเรียนธรรมะมีขนาดปิ้งช้าง ; แล้วอย่าไปทำเล่นกับธรรมะ เพราะ ฉะนั้นคุณตั้งใจ จะทำอะไรแล้ว ก็ต้องตั้งใจขนาดว่า"จะย่างช้าง ปั้งช้างให้สุก" ต้อง ตั้งใจไปขนาดนั้น ; มิฉะนั้นไม่ได้ผล. ผลของการปฏิบัติธรรมะจริง ๆ ทำมา กี่ปี ๆ แล้ว ก็เรื่องขนาดปิ้งช้างทั้งนั้น. ต้องอดทนมาก เพราะนานมากกว่า จะเกิดผล . ฉะนั้น จำคำว่า “ ปิ้งช้าง " ไว้ดี ๆ; แล้วจะไปคิดไปสู้ได้ ; ถ้าปิ้งช้างได้ก็ใช้ได้ละ ; แล้วเรื่อง "แต่งงานกับสุญญตา" ก็ง่ายนิดเดียว.
น.989 เดี๋ยวนี้คนบางคน โง่ที่สุด ที่มาหาผมสองชั่วโมง แล้วว่ารู้ธรรมะหมด เป็นบ้า ขนาดนั้นทั้งนั้น. ที่เขามาหามาพูด เขาตั้งใจอย่างนั้นกันทั้งนั้น มาหาเราสองชั่วโมง แล้วจะรู้ธรรมะให้หมดเลย. เพราะที่จริง การเรียนธรรมะถ้าไม่มีการรู้ถึงข้อ เท็จจริงเหมือนขนาดปิ้งช้างแล้ว ช่วยไม่ได้, เราช่วยไม่ได้; เขาต้องไป พยายามปลุกปล้ำให้เป็นเอง. คำว่า “ปิ้งช้าง" ในที่นี้ก็หมายถึงตามธรรมดา ปกติของคนสามัญธรรมดา ไม่ใช่สมัยใหม่ ไม่ใช่วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ซึ่งมีเครื่องมือ เครื่องอะไรวิเศษวิโส ; ต้องเปรียบเหมือนตาแก่ยายแก่สองคนผัวเมียจะย่างช้างตัวหนึ่งให้สุก ; นี่คิดดูเถอะ ขนาดนี้ลำบากมากน้อยขนาดไหน ; ฉะนั้น เขาจึงต้องมีพิธี, มีพิธีขึ้นครู, มีพิธี อะไร. เขาลงมือเรียนพระไตรปิฎกนั้น ต้องหมายมั่นมุ่งสร้างกำลังใจกันใหญ่โตเลย ให้คนเรียนพระไตรปิฎก. เขาท่องคาถานี้ : คาถาที่ว่า นางฟ้าเป็นกำลังใจให้ เคลิบเคลิ้ม ทั้งเช้าทั้งเย็น, ทั้งเช้าทั้งเย็น ; ทุกๆ คราวที่จะเอาคัมภีร์มาเรียน. ที่จริงก็น่าหวัว ผู้ชายเกณฑ์ให้พระไตรปิฎกเป็นนางฟ้า ; ให้ผู้ชายอย่างเดียว ผู้หญิงไม่ให้เรียน. ผมเดาเองว่าผู้หญิงก็ไม่ชอบนางฟ้า; แม้ผู้ชายก็หาทำยายาก ที่กล้าคิดจะเรียนพระไตรปิฎกนี้หายาก หาทำยายาก. นี้หมายถึงสมัยโบราณ สมัย ก่อน จะให้ทำอะไรซ้ำ ๆ ซาก ๆ เป็นเวลาหลายสิบปี จะร้องฮื้อ ! ทำไม่ได้ โลเล เหลาะแหละ ทิ้งเสียก่อนเป็น ๑๐๐ หน ; เหมือนอย่างบวช ๓ เดือน ไม่ทัน ออกพรรษา จีวรร้อนเป็นไฟ จะแหกพรรษาไป; อยู่ก็ทะเลาะวิวาทกันไป; อย่างนี้ยังไกลมาก ที่จะแต่งงานกับสุญญตา. ใครมีหางไหม้ไฟลุกโพลงอยู่, หูหางที่กำลังไหม้ไฟลุกโพลง กำลังนั่งทับไว้หรือเปล่า?ไม่ให้ใครเห็น หลอกคนอื่น, เขาก็เห็น. แม้ไม่รู้สึกว่าหลอกใครก็จริง แต่ว่าหลอกธรรมะ หลอกสิ่งที่จะ หลอกไม่ได้.
น.990 พูดแบบแต่งงานอะไรนี้ คล้ายกับแบบพูดเรื่องพระอรหันต์ ในความหมาย ทางกามารมณ์ ในสักกปัญหาสูตร มัชฌิมนิกาย ; เพราะคนธรรมดาละทิ้งเรื่องนี้ ไม่ได้ ; ต้องเอาธรรมะชั้นสูงไปเปรียบเทียบโดยอุปมากับเรื่องของชาวบ้าน. เรื่อง ชาวบ้าน เรื่องผัวเรื่องเมียเช่นนี้ มีอยู่ในสูตรนั้นสูตรเดียว ที่พูดในทำนองอย่างนี้ คือประเภทที่เร้าความสนใจให้หลงใหลในธรรมะ ให้เหมือนผู้ชายหลงผู้หญิง ผู้หญิง หลงผู้ชาย อย่างนี้. ความคิดที่ ให้นางสาวสุญญตาเป็นนางสาวขึ้นมา เป็นนางสาวที่สาวเสมอ ตลอดอนันตกาล, ไม่หมดความเป็นสาว, ก็พูดเพื่อล่อใจคนอย่างนี้ ให้คิดถึง ส่วนที่ไม่เปลี่ยนแปลงของอสังขตธรรม, ของวิสังขารที่มีความสดชื่น เป็นสุข ไม่มีความทุกข์อยู่ตลอดกาลนี้ ว่าเป็นความหมายของนางสาว สุญญตา ; เป็นการโฆษณาชวนเชื่อให้คนหลงใหลในนางสาวสุญญตา พยายามที่จะ แต่งงานด้วยการ ปิ้งช้าง เป็นของเดิมพัน, เดิมพันด้วยการปิ้งช้าง. การศึกษาสมัยปัจจุบันไม่ยาก เพราะมีอุปกรณ์ มีวิธีการดีขึ้น ถ้าพูดถึงสมัยนี้ การเรียนพระไตรปิฎกสมัยนี้ไม่ยาก ไม่มีความหมายอย่าง ปิ้งช้างอีกแล้ว ; เพราะเรามีมันสมองฉลาดกว่า มีวิธีดีกว่า อุปกรณ์ดีกว่า เรียน ได้จริง ๆ แตกฉานได้ ไม่ถึงขนาดที่ว่าล้มละลายเหมือนปิ้งช้างในสมัยก่อน. ใน สมัยก่อนที่จะมีพระเณรเข้ามาเรียนบาลี เรียนพระไตรปิฎกนี้ พันคนจะจบสักเพียง หนึ่งคนเท่านั้น, อย่าว่าร้อยเลย พันคนจะประสบความสำเร็จสักคนก็ทั้งยาก พ่ายแพ้ ถอยหลังกลับไปทั้งนั้น ; มันเปรียบได้กับปิ้งช้าง. ครั้นตกมาถึง สมัยนี้ ซึ่งมี วิธีเรียนดี มีวิธีสอน เครื่องมืออุปกรณ์ดี กลับ ไม่มีใครเรียน, ไม่มีใครศรัทธาที่จะเรียน มันเปลี่ยนไปเสียอีก; ศรัทธาอย่าง
น.991 สมัยก่อนไม่มี ความหลุ่มหลงในพระศาสนาในพระไตรปิฎกนี้ไม่มี. เดี๋ยวนี้ไม่มีคน ศรัทธา, เมื่อก่อนยังมี ; ฟังแล้วอยากเรียน อยากได้กุศลอันใหญ่หลวง ; เรียน กันจนเป็นบ้า ส่วนมากเป็นบ้า เรียนบาลีกันจนเป็นบ้า เพราะไม่รู้ทันใจ ใจอยากรู้ ทรมานใจจนเป็นบ้า. อย่าทำเล่นกับนางฟ้า ร้อยก็ทั้งร้อยเป็นบ้า, หรือว่าไม่ ประสบความสำเร็จ. เดี๋ยวไปดูหนังสือสักชุดที่หน้ากุฏิ จะรู้วิธีเรียน สมัยนี้. หนังสือวางอยู่ที่นั่น เป็นหนังสือที่ดีในทางอยากให้เรียน; หนังสือชุดนั้นมีอยู่ ๗๔ เล่ม ปริมาณมาก กว่าพระไตรปิฎกของเรา เขาทำสำหรับเรียน ๑๐ ปี แล้วก็ศึกษากัน ๑๐ ปี. เขาทำ แผนการไว้เสร็จ ๓ เล่มแรก จะต้องเรียนอย่างไร, จะต้องอ่านอย่างไร. ปีที่ ๑ จะต้องอ่านเล่มไหน, เฉพาะตรงไหน, ปีที่ ๒ จะอ่านเล่มไหน, กี่เล่ม ตรงไหน จนกระทั่งครบ ๑๐ ปี, จะผ่านหนังสือนั้นหมด ; แล้วจะมีความฉลาดในแง่อะไร ต่างๆ มีร้อยกว่าแง่ ในแง่ปรัชญา ในแง่จิตวิทยา ในแง่ศาสนา ในแง่มนุษยวิทยา ในแง่ทุกอย่างเลย ไม่ว่าหนังสือเกี่ยวกับอะไรก็ตาม. ผมเห็นวิธีนี้แล้วก็รู้ว่าสมัยนี้ไป ไกลมาก ในการที่จะเรียนอะไรให้รู้นี้. เขายังเขียนบอกอีกหมดเลย กระทั่งเด็กให้เรียนอย่างไร จัดให้เด็กอ่านหนังสือ ชุดนี้อย่างไร ? เป็นลำดับไปอย่างไร ? พ่อแม่ผู้ใหญ่จะเรียนอย่างไร ? แล้ว ถ้าเรียนหมดหนังสือชุดนี้ก็เท่ากับหมดสิ้น ของหนังสือที่เป็นสาระ เป็นชั้นดีเลิศ ของ ฝ่ายตะวันตก, ของฝ่ายฝรั่ง; แล้วมีเรื่องหมดตั้งแต่สมัยกรีกลงมา จนถึงสมัย ปัจจุบันเร็ว ๆ นี้. หนังสือเรื่องใหญ่ของฝ่ายตะวันตก ไม่มีพระไตรปิฎกรวมอยู่ใน นั้น; ไม่มีฝ่ายตะวันออกเลย, ศาสนาอะไรทางฝ่ายตะวันออกนี้ไม่มี เฉพาะฝ่าย ตะวันตกมีทั้งนั้น เขาทำไว้ดีมาก. ถ้าหนังสือฝ่ายตะวันออกของเรารวมหมด ทั้งศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ อิสลาม เล่าจื้อ ขงจื๊อ อะไรมาทำกันได้อย่างนี้ อย่างที่เล่าเมื่อกี้นี้ ก็วิเศษเหลือหลาย ;
น.992 แต่ฝรั่งเขาไม่ทำ คงกลัวว่าของเราจะปรากฏว่าดี, ขืนทำมาจะดีกว่าเยอะแยะไปเลย ก็เป็นได้ ; นี้ผมว่าเอาเองทั้งนั้น. เพราะฝรั่งไม่กล้าทำ ; ขึ้นทำวิชาความรู้ของ ฝ่ายตะวันออก ออกมาในรูปนี้อาจจะดีกว่าฝรั่งก็ได้. เขาทำฝ่ายของเขาออกมา บริษัทที่ทำหนังสือ Encyclopedia Britannica เป็นผู้ทำ หนังสือชนิดนี้ออกมา; แล้วใครซื้อทีเดียวทั้งชุดก็ไม่ขาย เล่นตัวเล่นใจกันอย่างนี้ เทียวละ คือว่าแทงใจกัน หรือว่าหยั่งใจกันขนาดนี้ใครซื้อทีเดียวทั้งชุดไม่ขาย ; เรา ขอซื้อที่เดียวทั้งชุด ไม่ขาย จะต้องการเงิน เดือนละ ๓๒๐ ทุกเดือน ๆ ๆ ๓๐ เดือน ๒ ปีครึ่งเป็นเงินราวหมื่นบาท. ให้ทันที หมื่นบาทไม่เอา ไม่ยอม. หนังสือนั้นให้มา หมดเลย ไม่ใช่ให้ทีละเล่มสองเล่ม หนังสือให้หมดเลยเป็นราคาหมื่นบาท แล้วก็ ไม่ยอมรับเงินทีเดียวหมื่นบาท ; บังคับให้จ่ายเป็นรายเดือน ; เขาส่งคนมาเก็บ ๓๐ เดือน หมดค่าหนังสือ. เขาทำดีมาก แล้ววิธีการก็บ้า ๆ ดี : คือหยั่งใจคนเท่านั้น, หยั่งใจคนให้ ยอมเห็น ; ให้ลงเห็นด้วยว่า ; เขาต้องดีแล้ว เขาต้องกล้า เขาดีแน่ ถึงอ่าน ไม่รู้เรื่องก็ลองไปดู แล้วรูปหนังสือสวย ทำเสียสวยหรู, ๕๔ เล่ม ๆ ใหญ่ ๆ นี้เขา เรียงไปตามชื่อคนที่เป็นผู้สอน เช่น ปลาโต โสเครติส เช็คสเปียร์อะไรก็ตาม เป็น เรื่อง ๆ ไปเลย แล้วทำเป็นชุดพิเศษ ๒ ชุด โดยเก็บเรื่อง เช่นเรื่องของคนนี้ ของใคร บ้าง เอาใส่ไว้เป็นเนื้อหรือสาระของทั้งหมดที่มี ตั้งชื่อว่าเป็นอุดมคติสูงสุดจากทั้งหมด ; นี้อีกชุดหนึ่ง ให้เรียนง่าย ๆ ชุดละ ๑๐ เล่ม ๒ ชุด ทั้งหมดเป็น ๗๔ เล่ม. ไม่มีวิธี ไหนดีเท่าวิธีนี้ ที่จะให้คนศึกษาเรื่องมากมายยิ่งกว่าพระไตรปิฎกในเวลา ๑๐ ปี. ทางตะวันออกเรายังไม่มีหนังสือแบบนั้น; พระไตรปิฎกยังอยู่ใน สภาพที่รุงรัง สับสนรุงรัง เหมือนอย่างเข้าไปในดงไผ่ ออกไม่ได้ อย่างนั้น แหละ ; เหมือนป่าไผ่ที่มันหนา, หนารกรุงรังไม่รู้ว่าอะไรทางไหน, ไม่ถูกจัด
น.993 ไม่ถูกแยกแยะให้เห็นชัด : เรื่องเป็นอย่างไร, ศึกษาอย่างไร, ศึกษาตรงไหนก่อน, เจาะเข้าไปตรงไหนก่อน, แล้วเดินเข้าไปทางไหน, ไม่มีใครทำเลย ; เราจึงผ่าน พระไตรปิฎกเข้าไปไม่ได้ ; ทั้งที่เดี๋ยวนี้พิมพ์ขายชุดภาษาไทยเพียงชุดละ ๑,๖๐๐ บาท เท่านั้น ก็ยังไม่ค่อยมีประโยชน์ยังเป็นของที่มืดตื้อ, ไม่มีหวังที่จะแต่งงานกับ สุญญตา มืดจนหูอื้อไปหมดเลย. จะรู้จักสุญญตา ควรฝึกดูจิตว่ากำลังเป็นอะไร อย่างไร พูดเรื่องสุญญตาต่อไป. เวลาที่เรานึกว่าเราเป็นผู้ชาย วันหนึ่งมีกี่นาที ลองสังเกตดูซิ ไม่ต้องตอบเดี๋ยวนี้ก็ได้, ลองสังเกตดูเองก็แล้วกัน เวลาที่มีความรู้สึก คิดนึกว่าเป็นผู้ชาย หรือต้องการอะไรอย่างผู้ชายอะไรนี้ วันหนึ่งคืนหนึ่งนี้มีกี่ชั่วโมง มีกี่นาที. ทีนี้ ในระยะที่ไม่ได้นึกนั้น เราเป็นอะไร เป็นผู้ชายหรือเปล่า ? ผู้หญิง ก็ย่อมเหมือนกัน บางทีคิดจะเป็นผู้ชายตลอด ๒๔ ชั่วโมงเต็ม นี้ใช่ไหม ? ตามความ รู้สึก หรือความคิด หรือพูดอยู่ เป็นผู้ชาย ๒๔ ชั่วโมงเต็มนี้ แล้วจริงหรือ เปล่าว่านี่โง่หรือฉลาด ? นี่คืออุปาทานที่ซ้อนอุปาทาน ที่โง่ ๒ เท่า ๓ เท่า ๔ เท่า ; เช่นเดียวกับ พวกที่คิดว่า กิเลสมีอยู่ตลอดกาล เป็นพื้นฐาน เป็นสันดาน เป็นอนุสัย เป็นสัสสตะ. ควรจะเป็นสิ่งที่ป้องกันได้ เมื่อความรู้สึกอันนี้เกิดขึ้น; แต่คงจะ มีคนกลัวเสียอีก ว่าไม่มีประโยชน์อะไร กลัวจะเป็นบ้าชนิดหนึ่งก็ได้, ไม่กล้าคิด ไปในเรื่องที่จะไม่เป็นอะไร, จะไม่เป็นอะไรเลย, ไม่เป็นดี ไม่เป็นชั่ว, ไม่ เป็นหญิง ไม่เป็นชาย, ไม่เป็นอะไร, ไม่มีได้ ไม่มีเสีย, ไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ ; ไม่กล้ามีทุกข์, แต่ต้องการจะมีความสุข แล้วก็สุขอย่างผู้หญิงหรือผู้ชายด้วย แล้ว ก็มากอย่างนั้น อย่างนี้ อย่างโน้นทั้งนั้น.
น.994 เรื่องอย่างนี้เป็นเรื่องพูดกันยาก ที่พูดบนธรรมาสน์ไม่ได้ จนเดี๋ยวนี้ ; พูดกันเรื่องนี้ พูดบนธรรมาสน์ก็บ้าเลย. แม้แต่จะไปปาฐกถาที่ไหนก็ไม่ได้. แล้ว ก็เป็นเรื่องพิเศษ ผมห้ามไม่ให้เอาไปพิมพ์ เรื่องที่พูดที่นี่ อย่าเอาไปพิมพ์ หรืออย่า เอาไปอัดเทปก๊อบปี้แจกกันไม่ได้ จะเป็นเรื่องบ้าเตลิด เปิดเปิงไปเลย ; ถ้าเผยแพร่ จะเป็นบ้ามาก มันจะกลายเป็นอย่างนี้. แต่ว่า เป็นเรื่องที่จริงที่สุด แล้วก็เป็น เรื่องที่รวบลัดที่สุด ลัดสั้นที่สุดที่จะเข้าใจเรื่องนิพพาน เรื่องหลุดพ้นหรือ ว่าง นี้ก็ตาม. นี่เดี๋ยวจะพูด ๆ กันไม่ทันจบ คุณยังไม่ได้ตอบว่าใน ๒๔ ชั่วโมง, ยกมา สักส่วนหนึ่งของ ๒๔ ชั่วโมง ; เรารู้สึกว่า เราเป็นผู้ชายก็นาทีหรือกี่วินาที เอา รวมไปหมดเลยได้ไหม ? กล้าพูดไหม ? ผมว่าบางวันนะ ไปคิดดู ; ว่าบางวันก็ ไม่ได้เป็นอะไร, ไม่ได้เป็น, ไม่มีความต้องการ หรือไม่มีอะไร, บางวัน อาจจะมีหรือมีมาก; ซึ่งแล้วแต่คน แล้วแต่อายุ แล้วแต่วัย แล้วแต่การศึกษา แล้วแต่สิ่งแวดล้อมที่แวดล้อมอยู่รอบตัว. แล้ว ในเมื่อไม่มีความหมายในเรื่องผู้ชายหรือผู้หญิง อะไรเข้ามา จิตใจ กำลังทำอะไรอยู่? แล้วก็ขอให้ตอบคำถามสุดท้ายว่า เวลาไหนสบายที่สุด ? เวลาที่รู้สึกว่าเป็นผู้ชาย มีความต้องการอย่างผู้ชายนี้อย่างหนึ่งละ, แล้วเวลาที่ไม่มี ความรู้สึกอย่างนั้น ไม่มีความรู้สึกอย่างนี้ เวลาไหนที่สบายที่สุด ? คงไม่เหมือนกัน. แต่ว่าส่วนใหญ่ถ้าลึกจริง ๆ จะตอบได้ว่า ในขณะเวลาที่จิตไม่ถูกรบกวนนั้นสบายที่สุด ; แต่ไม่มีใครต้องการ. นี้คือข้อที่มีจิตใจไม่เหมาะสมที่จะศึกษาธรรมะ. เวลาที่รู้สึกว่า เราไม่มี ไม่เป็นอะไร นี้สบายที่สุด แต่ไม่มีใครสนใจ เด็ก ๆ และคนหนุ่มคนสาวทั่วไป โดยเฉพาะในสมัยนี้ ว่าที่มีปัญหามาก
น.995 ก็เพราะไม่มีใครต้องการ ทั้งที่ว่า "ในเวลาที่เราไม่มีความรู้สึกว่าเป็นผู้หญิงหรือเป็น ผู้ชายนี้สบายที่สุด" ก็ไม่มีใครต้องการ ; เพราะว่าจิตใจต่ำเกินไป, ถูกครอบงำ มากเกินไป; และสิ่งที่แวดล้อมของสมัยนี้ ทำให้คนติดแจอยู่กับเรื่องยั่วยุส่งเสริม เรื่องหนัง เรื่องละคร เรื่องวิทยุ เรื่องโทรทัศน์นั่น ยิ่งตกลึกเข้าไปเลย, ยิ่งตกไกล ลึก ๆ ลึก ๆ เข้าไป; ไม่มีทางที่จะรู้สึกว่า เวลาที่เราไม่มีอะไร ไม่เป็นอะไร นี้เป็นเวลาที่สบายที่สุด. ผมแทบจะทำสถิติได้ คนที่มาหา ที่มานั่งคุยที่หน้ากุฏินั้น ; ผมดูหน้าทุกคน เลย, พอผมพูดประโยคนี้ออกไป คือประโยคที่ว่า "เวลาที่เราไม่รู้สึกว่าเรามีอะไร แม้แต่ตัวของเราหรือชีวิตของเรา เป็นเวลาที่เรามีความสุขที่สุด" เท่านั้น เขาง่วงนอน ทันทีเลย, ทำหน้าเบ้ทันทีเลย เขาไม่อาจจะเข้าใจ แล้วแสดงปฏิเสธล่วงหน้า ; ปฏิเสธล่วงหน้าไม่อยากฟังเรื่องนี้. เพื่อจะให้รู้ว่าเวลาไหนจิตใจหรือหัวใจของเรารู้สึกสบายที่สุด เป็นสุขที่สุด ; ขอพูดให้เป็นสมมติฐานเลย ว่า "เวลาที่เราไม่มีความรู้สึกว่า เรามีอะไรเป็น ตัวเราหรือของเรา มันยิ่งกว่าสิ้นเนื้อประดาตัว คือไม่มีอะไรเลย เวลานั้น เราสบายที่สุด". น้อยคนที่จะมีความสนใจ หรือเข้าใจสักคนหนึ่ง, นอกนั้นเริ่ม ปล่อยจิตใจ ไม่อยากพึง มึนชา หรือว่าชักจะผินหน้าไปทางอื่น ใจลอยไปทางอื่น ว่า โอ๊ย -! ไม่ไหวโว้ย ! มาทางนี้ไม่ไหวแล้ว. เราพยายามอธิบายว่า เอ๊ะ, ! ดู เวลา ที่เราไม่ได้นึกถึงตัวเรา ไม่นึกว่าเรามีอยู่ในโลก, ไม่รู้สึกว่าเรามีอะไร เป็น อะไร ต้องการอะไร, ไม่มีตัวฉัน ไม่มีชีวิตอยู่เลย นี้ เราสบายที่สุด แล้วจริงที่สุด ถูกต้องและจริงที่สุดในเรื่องนี้; เขาก็ไม่สนใจ ไม่เข้าใจ ไ ม่พยายามจะทำความ เข้าใจ จึงเข้าใจเรื่องสุญญตาไม่ได้.
น.996 เรื่องสุญญตา, เรื่องนรก-สวรรค์ อยู่ในใจ ยังมีผู้ไม่เข้าใจอยู่มาก ทีนี้ พอเราบอกว่าสุญญตานี้ มันมีวันละหลายๆ ชั่วโมงอยู่แล้ว เวลาที่เรา มีความสบายที่สุดนั่นแหละ ; เขาก็ไม่สนใจ ไม่ค่อยตั้งหน้าตั้งตาสนใจ. ที่จริงจับ ให้ได้ก่อน, จับข้อเท็จจริงอันนี้ให้ได้สักอย่างหนึ่งก่อน ว่า เวลาที่ เราไม่ได้รู้สึก ว่าเรามีอยู่ เป็นอยู่ นั่นน่ะ เป็น เวลาที่เราสบายที่สุด ; เป็นเวลาที่แต่งงาน กับสุญญตา. อีก ๕ นาที หย่ากันก็ตามใจ; เวลานั้นสบายที่สุด. ฉะนั้น เอาไปคิดดู, เอาไปสังเกตดู ไปจับให้ได้ : พอมีตัวฉัน-ของฉัน มีตัวกู-ของกู ขึ้นมา มันก็เป็นผี หรือ เป็นหมาหางไหม้ไฟเลย. เวลาที่เรารู้สึกว่า เราไม่ได้เป็นอะไร อาจจะมีได้จริงในบางคน, โดยเฉพาะ บางคนเท่านั้น ; พวกชาวบ้านชาวไร่ชาวนามีเวลาที่เหมือนกับหมาหางไหม้ไฟนี้ มากกว่าเวลาที่ว่าง ; แม้กระนั้นก็ยังมีเวลาที่ไม่รู้สึกว่าเป็นอะไร ที่เรียกว่า แต่งงาน กับสุญญตา, จึงลืมไปว่าเราเป็นอะไร. พวกที่หางไหม้ไฟน้อยเหล่านี้ ก็ยังมี จำนวนมาก กว่าบางคนที่มีหางไหม้ไฟเกือบตลอดเวลา. หมายความว่า คนชาวไร่ชาวนาแถวนี้ น้อยคน หรือไม่กี่คนที่เป็นโรค เส้นประสาท หรือเป็นโรคเสียจริตนี้ มีน้อย, น้อยกว่าที่กรุงเทพฯ ซึ่งมีมากกว่า. ที่กรุงเทพฯ มีสิ่งแวดล้อมที่ทำให้เป็นหมาหางไหม้ไฟ มากกว่าที่บ้านนอก ; เพราะฉะนั้นจึงเป็นโรคประสาทมากขึ้น, หรือเป็นโรคจิตมากขึ้น ; จนล้น โรงพยาบาลอยู่เรื่อย คือ เวลาที่แต่งงานกับสุญญตาไม่ค่อยจะมี, มีน้อยเกินไป หรือไม่มีเลยก็ได้.
น.997 คนที่เป็นบ้าจัด ๆ บางคนในกรุงนั้น แต่ถึงอย่างไรก็ตามเถอะ อย่างน้อยที่สุด ก็ต้องมีเวลาที่ได้นอนหลับ, กินเหล้าเมาหลับไปก็ยังดี. นี่จึงอยู่ได้ไม่เป็นบ้า ตลอดวัน เพราะเหตุว่าเวลาที่หลับยังมีบ้าง. ถ้านอนไม่หลับแล้วละก็เป็นได้การละ ; มันต้องเป็นบ้า ชนิดลงนรกอเวจีเลย, มันต้องมีจิตใจที่เป็นทุกข์ เป็นไฟในจิตใจ เร่าร้อน ; ไม่กี่วันก็เป็นโรคเส้นประสาท เป็นโรคจิตกระทั่งไปฆ่าตัวตายหรือตาย ไปเองเลย. แม้ว่ามีความเร่าร้อน จิตใจเป็นไฟก็ยังดี ก็ยังอยู่ได้ด้วย มีเวลาที่ว่าง ไม่มีตัวเรายังมีอยู่บ้าง ; อาจจะแต่งงานกับสุญญตาได้สัก ๒-๓ นาทีต่อวัน. แต่ทางบ้านนอกคอกนายังมีโอกาสมาก, ถ้าเราออกมาบวชอย่างนี้ ก็หมายความว่าต้อง การจะให้เวลาว่างมีมากกว่านั้น, คือเวลาที่อยู่กับสุญญตา ควรจะมีมากกว่าเขา เหล่านั้น. ฉะนั้น จึงมีโอกาสผ่องใส จึงสบาย จึงมีอะไรมากขึ้น ๆ สมกับที่ว่า เป็นบรรพชิต ซึ่งแปลว่าเว้นไปได้ ; ไกลจากสิ่งที่เป็นทุกข์กว่า ไปได้ไกลกว่าพวก ชาวบ้าน. บวชเณร บวชชี บวชพระ บวชเถน บวชอะไรก็สุดแท้ ยอม มุ่งหมายอย่างนี้ทั้งนั้น คือ มุ่งหมายที่อันนี้ : เพื่อแต่งงานกับสุญญตาเป็นเวลา นานกว่าชาวบ้าน. แต่เดี๋ยวนี้บางคนมามองเห็นเสียว่า ไม่มีประโยชน์ ไม่มีรส ไม่มีชาติ ไม่น่า เสน่หา ไม่น่าสนใจ ก็เลยพูดกันไม่รู้เรื่อง. พวกที่ว่าตั้งตัวเอง เป็นผู้ที่ทำทีว่าชอบ ธรรมะ ชอบศาสนา ชอบธรรมะอย่างยิ่ง ยิ่งพูดไม่รู้เรื่อง ; แล้วยิ่งพวก ที่หลง เช่นพวกนักอภิธรรมนี้ ยิ่งพูดไม่รู้เรื่องกว่าพวกไหนอีก ; เพราะพวกอภิธรรม เขาติดตัวหนังสือ, ติดหลักติดเกณฑ์ ติดคำพูด ภาษาคน อย่างนรกสวรรค์อะไร ของเขาต้องไปตามภาษาคนหมด ; พูดอย่างผมพูด เขาว่าบ้าเลย ; อย่างนี้ ก็พูดกัน ไม่รู้เรื่อง. คำว่า " สวรรค์ในอกนรกในใจ " นี้ฟังไม่รู้เรื่อง, ไม่มีทางจะรู้เรื่อง.
น.998 คราวหนึ่งมีใครเอาเทปไปส่งออกทางวิทยุ เรื่องว่าความร้อนใจคือนรก ความโง่ คือสัตว์เดรัจฉาน ความหิวคือเปรต ความกลัวคืออสุรกาย เขาคงได้ยินกันมากขึ้น ๆ ไม่ได้เรื่องหรอก โดยเฉพาะพวกอภิธรรมนี้ พยายามจะค้าน, เขาเตรียมพร้อม ที่จะด้านว่าเราเป็นผู้ตู่พุทธวัจนะ, หรือเป็นผู้ทำลายล้างอะไรไปเลย. แต่เรากลับ ยืนยันว่า นี่คือจริงที่สุด, ตรงที่สุด, และต้องสนใจที่สุด : อย่าตกนรก ชนิดในอกในใจอย่างนี้ แล้วไม่มีตกนรกชนิดไหน, ไม่มีตกนรกชนิดไหน หมด ; อยู่ที่นี่ก็ตาม ตายแล้วก็ตาม. แล้วก็เรื่องเดียวกันอีก : เรื่องสุญญตา คุ้มได้หมด ไม่ตกนรกด้วย แล้วก็ไปเหนือสวรรค์ไปอีก; ถ้าเป็นสวรรค์ก็สวรรค์ อีกแบบหนึ่ง, คือสวรรค์ที่เรียกว่าอยู่เป็นอันเดียวกันกับพระเจ้า ยังไม่ทันนิพพานนี้, ไม่ใช่สวรรค์กามารมณ์ เหมือนอย่างที่เขาเขียนล่อไว้ตามฝาผนังโบสถ์. รวมความแล้ว เรื่องที่ไม่อาจจะเข้าใจกันได้นี้ ต้องมี; ช่วยไม่ได้. เขาว่า เราบ้าก็ตามใจ เราว่าเขาบ้าก็ได้เหมือนกัน, ถ้าคนมีปากจะว่าแล้วละก็ ต่างคน ต่างว่าได้ทั้งนั้น. แต่เดี๋ยวนี้ เรามาพิจารณาถึงว่า อย่างไหนจะเร็วกว่า, จะ ใกล้ชิดกว่า, เข้าถึงธรรมะง่ายกว่า. มันจะเร็วกว่า สะดวกกว่า สะดวก อย่างที่เป็นของธรรมดา ธรรมชาติ ธรรมดา ไม่ต้องมีอะไร. ที่พูดอย่างเว่ยหล่าง พูด : อย่าทำอะไร, อย่าทำอะไร, ไม่ต้องทำอะไร, จึงจะมีธรรมะ หรือถึงธรรมะหรือเข้าถึงส่วนลึกของธรรม. ส่วนที่มีอะไร ทำอะไร นี้ก็เพราะ ต้องการด้วยกิเลสตัณหา, อยากดี อยากเด่น อยากเป็นพระอรหันต์, อยากถึง ขนาดนั้น อยากได้นิพพานทั้งที่ไม่รู้ว่าอะไรนี้, อยากเสียเรื่อย. การศึกษาธรรมะ ต้องฝึกให้รู้จริง เห็นจริง เพื่อศึกษาให้เข้าใจ จึง ขอให้พยายามสังเกตดูให้ดี เวลาที่จิตว่างเป็น สุญญตาใน ๒๔ ชั่วโมง มีกี่นาที ; เวลานั้นเป็นเวลาที่ไม่ได้ทำอะไรอย่าง
น.999 เว่ยหล่างว่า. "ไม่ทำอะไรเลย" อย่างเว่ยหล่างว่านั้น จิตไม่ทำอะไร ; แต่เรา อาจจะกำลังกินข้าวอยู่ก็ได้ อาบน้ำอยู่ก็ได้ ผูกเหล็กอยู่ก็ได้ หรือทำอะไร อยู่ก็ได้: แต่ใช้คำว่าไม่ได้ทำอะไร, กำลังไม่ได้ทำอะไร. พวกแม่ครัวกำลัง ทำครัวอยู่ก็ได้, คนงานกำลังขุดดินอยู่ก็ได้ ; แต่ ไม่ทำอะไร. มันหมายความ อย่างนี้ คือไม่มีตัวถูตัวฉัน ที่ต้องทำอะไร หรือกำลังทำอะไรอยู่. นี้จะเป็นการเข้าใจหรือไม่เข้าใจในคำว่า "จงทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง" ; จงทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง ก็เป็นอย่างนี้ คือไม่ทำอะไร อย่างเว่ยหล่างพูด. ผม ว่า "ทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง" นี้มีความหมายเดียวกัน คือ "ไม่ทำอะไร" อย่าง เว่ยหล่างพูด ; แต่เรากลับพูดว่า ทำด้วยจิตว่าง แล้วพูดต่อไปก็เป็น "ยกผลงาน ให้ความว่างทุกอย่างสิ้น" ยิ่งฟังไม่เข้าใจแล้ว. ถ้าฝั่งอันแรกไม่เข้าใจ อันหลัง ก็ไม่เข้าใจ อันต่อ ๆ ไปก็ไม่เข้าใจ. "ตายเสร็จสิ้นแล้วตั้งแต่ที่แรก" นี้ยิ่งไม่ เข้าใจใหญ่ ; หมายถึงเป็นพระอรหันต์ หรือว่า สมรสกับสุญญตาตลอดกาลเลย ตายเสร็จสิ้นแล้วในตัวแต่หัวที่ นี้คือเป็นอย่างนั้น. พอพูดว่า "ไม่ทำอะไร" ; พวกนั้นหรือพวกอภิธรรมเขาหมายถึง อยู่ตัว แข็งเลย, เป็นก้อนดินไปเลย. หรือพูดว่าจิตว่างนี้ หมายถึงนอนแข็งทื่อเป็นก้อน หินเลย; แล้วจะพูดกันรู้เรื่องอย่างไรได้ เพราะคนละภาษา คนละความหมาย. จิตว่างนี้วิ่งอยู่ก็ได้, หรือต้องการจะทำอะไรด้วยการวิ่ง ก็ทำได้; แต่ว่า จิตว่างนี้คือเรียกว่าไม่ได้ทำอะไร อย่างเดียวกับที่ผมเคยอธิบายหลายหนแล้ว ว่าคำว่า "หยุด" ของพระพุทธเจ้าที่ตรัสแก่องคุลิมาลนั้น ก็เป็นภาษาธรรมอย่างยิ่ง. แต่ ครูบาอาจารย์บางท่านสอนผิด ๆ ว่าหยุดฆ่าคนเฉย ๆ, หยุดไม่ทำอะไรเสียอีก, อย่างนี้ไม่ถูก. คำว่า "หยุด" ของพระพุทธเจ้านี้ คือหยุดมีตัวฉัน, หยุดความ ประสงค์อะไร, ไม่ต้องการอะไร. พระพุทธเจ้าเที่ยวสอนคนทั้งวันทั้งคืนนี้
น.1000 ก็เพื่อให้หยุดอย่างไร ; การอธิบายธรรมะชั้นลึกนี้ยังไม่ถูกต้อง ยังไม่สมบูรณ์อยู่มาก ทีเดียว มีมากเรื่องมากราว ; เช่นคำว่า หยุด ที่ตรัสแก่องคุลิมาล เป็นต้น คำนี้อธิบาย ยากที่สุด ; พวกครูที่สอนในโรงเรียนสอนว่าหยุดฆ่าคนทั้งนั้น ; แล้วว่า องคุลิมาล ฟังเพียงเท่านี้แล้วเป็นพระอรหันต์ นี้เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้, เป็นเรื่องที่บ้าบอที่สุด เลย. พระพุทธเจ้าต้องทำอย่างใดอย่างหนึ่งจนองคุลิมาลรู้เรื่อง หยุดมีตัวฉัน, หยุดมีตัวฉัน คือหยุดยึดมั่นถือมั่นด้วยอุปาทาน, ไม่มีตัวฉัน ซึ่งเป็นเหตุให้ ต้องการนั้นต้องการนี้, ไม่มีตัวฉันเพื่ออยากได้นั่นอยากได้นี้, หยุดอย่างนี้ เป็นการหยุดจริง ๆ อย่างนี้. มันน่าสงสาร การเรียนธรรมะ เรียนบาลีในโรงเรียนดูเป็นเรื่องของเด็กอมมือ แท้ ๆ; แต่ก็จำเป็นในเบื้องต้นที่เราจะต้องเรียนกันอย่างนี้-เรียนกันอย่างนี้-เรียนกัน อย่างนี้, แล้วให้มากขึ้น ๆ มากขึ้น สูงขึ้น ๆ ผมก็เคยเรียนอย่างนี้ อย่างเด็ก อมมือนี้, แล้วเคยเป็นครูสอนอย่างเด็กอมมือ ; ผมก็เคยเป็นครูเหมือนกัน อย่าว่า ผมไม่เป็นครู, ผมเคยเป็นครูสอนนักธรรมเหมือนกัน เหมือนคุณ ... (ภิกษุรูปหนึ่ง ที่พึ่งอยู่ขณะนั้น) ผมสอนนักธรรมตรี ชั้นตรี ก็สิบ ก็คนไม่รู้ ได้หมดเลย, ชั้นโท ตกคนเดียว เพราะใบสอบหาย. อย่าเรียกว่าผมอวดดีนะ ที่ตกคนเดียวเพราะ ใบสอบหาย. ชั้นโทชั้นตรีได้หมด เลื่อนชั้นเลย ; แล้วเราไม่ได้โกง, ไม่ได้ ช่วยโกงให้นักเรียนหรืออะไร, เรากลับจะเข้มงวดกวดขัน มาลองดูให้เห็นจริง ; เพราะว่าผมพูดภาษาของผม สอนนักธรรมสอนอะไร ผมพูดภาษาของผมนี้, พูด ภาษาที่มนุษย์ฟังรู้เรื่อง อย่างนี้เสมอไป ; อาจจะเป็นเพราะเหตุนี้ก็ได้ นักเรียนจึงมี ความรู้แล้วสอบได้หมด. ผมเกี่ยวข้องกับเรื่องปริยัติอยู่ ๔-๕ ปี. : ปีที่หนึ่งเรียนนักธรรมตรีได้, " ปีที่ ๒ เรียนนักธรรมโทได้, ปีที่ ๓ เรียนนักธรรมเอกได้, ปีที่ ๔ เป็นครูสอนนักธรรม เสียปีหนึ่ง, ปีที่ ๕ เป็นเปรียญ ๓ ประโยค ปีที่ ๖ สอบเปรียญ ๔ ประโยค
น.1001 ตก. เมื่อสอบตกเลยเลิกเสีย ไม่อยากเรียน ; ไปเล่นถ่ายรูปเสีย, ไปเล่นหีบเสียง เสีย, แย่ถึงอย่างนั้น เราก็ยังคิดว่าของเราถูก กรรมการตรวจผิดที่เราตก. (เรา เลยเลิกเรียนมาอยู่สวนโมกข์เลย. ที่เกี่ยวข้องเรื่องปริยัติอยู่ก็ ๖ ปี, ๖ ปีพอดีแล้ว ไม่แตะต้องเลย ; เพราะฉะนั้น รวมความแล้วต้องพูดกันให้รู้เรื่อง สอนนักธรรม สอนบาลี สอนอะไรแล้วต้องพูดกันให้รู้เรื่อง. เดี๋ยวนี้สอบนักธรรมได้แล้วก็ยังไม่มีความรู้ที่พูดกันรู้เรื่อง, เป็นนักธรรมเอก ก็ยังพูดกันไม่รู้เรื่อง ทั้งเป็นมหาเปรียญแล้ว ก็แปลบาลีไม่ได้ อ่านพระไตรปิฎกไม่รู้ เรื่องทั้งนั้น ; เพราะว่าตลอดเวลามา พูดกันอย่างไม่รู้เรื่อง, เรียนอย่างจำ ๆ จำ ๆ เอาไว้ก็ฟลุกได้อย่างนี้. ถึงแม้บางคนจะฉลาดพูดกันรู้เรื่องฟังเข้าใจดี; แต่ว่าคน เหล่านี้ก็มีน้อยคน ; แล้วคนเหล่านี้ก็ไม่อยากจะอยู่ในพระศาสนา คิดจะไปหาเงิน หาอะไรไปตามเรื่อง ซึ่งมีทางได้ดิบได้ดีมากขึ้น คือก้าวหน้าไปเลย. พวกเปรียญ ทั้งนั้น, เป็นขุนน้ำขุนนาง เป็นพระยา มาจากพวกเปรียญทั้งนั้น เพราะพวกเปรียญ มีความรู้ดีได้เปรียบกว่าผู้อื่น ค่ำแล้ว ใครอยากจะไปดูหนังสือที่เล่าให้ฟังก็ไปดู หรือว่าอยากดูหนังดาไลลามะก็ได้ เพราะบางคนบ่นจะดูเรื่อย ๆ ยังไม่เคยดูกันก็มี. แม้จะดูอะไร ก็ต้องทำด้วยสติสัมปชัญญะ เรื่องสติเป็นเรื่องที่ทำให้มีได้ตลอดเวลา ไม่มีความรู้สึกเป็นตัวฉันที่ต้องการให้ มีสติปัญญาอยู่เสมอ. ที่ว่าจะไปดูนี้, มันต้องเป็นความต้องการของสติ- สัมปชัญญะ ; ถ้าโผล่ ๆ ขึ้นมา ตัวกูจะดูจะได้เก่ง ก็พึงรู้ว่านั้นดูด้วยความ อยาก ที่จะดูของแปลกอะไรนี้ ก็เป็นเรื่องของความเผลอสติ, เรื่องของไม่ว่าง. ฉะนั้นจงระวัง ร ะวังให้หยุด ระวังให้หยุด; แล้วมีสติสัมปชัญญะอยู่เรื่อย, จะไปทำอะไรก็ได้ จะดูอะไรก็ได้ จะเรียนอะไรก็ได้. นี้เขาเรียกว่า "อยู่นิ่ง ๆ" อย่างนี้เรียกว่าอยู่นิ่ง ๆ.
น.1002 เขาเหมาว่า "อยู่นิ่ง ๆ" ก็คือไม่ทำอะไร จิตว่าง ก็นอนแข็งทื่อเหมือนถูก ยาสลบอย่างนี้ ; แล้วเขากลับว่าเราอย่างนี้อีก ว่าเราเป็นคนบ้าเสียอีก; เพราะ เขาไม่รู้ภาษาที่ใช้พูดกันในทางธรรม. นี่ก็เป็นการดี ที่เราคุ้ยเขี่ยข้อเท็จจริง เรื่องภาษาคน-ภาษาธรรมขึ้นมา แล้วพิมพ์หนังสือเล่มนี้ขึ้นมา ; มีคนเขียนหนังสือ ถึงผมหลายฉบับ เขาได้ประโยชน์ที่เขาไม่นึกคาดนึกฝันจากการอ่านหนังสือภาษาคน -ภาษาธรรม. พวกนักศึกษารุ่นปัจจุบันนี้อุตส่าห์เขียนมาขอบใจ เสียแสตมป์ส่งมา ก็ไม่มีอะไร, ไม่ต้องการอะไร, เท่านั้นเอง ; เขาขอบใจที่ช่วยเหลือให้เขาเข้าใจ ภาษาคน-ภาษาธรรม. พวกเราสนใจคำว่า "ภาษาคน ภาษาธรรม" ให้เพียงพอ ; แล้วจะ เข้าใจสิ่งที่ไม่เข้าใจที่สุด ที่ติดตันอยู่นั้น. ที่แล้วมารับฟังเรื่องต่าง ๆ เข้าไว้เยอะแล้ว แต่ว่าแต่ละเรื่องนั้นก็ยังไม่เข้าใจในส่วนลึก ; หรือไปคิดว่าเข้าใจเรื่องเหล่านั้นพอแล้ว นี้ยังไม่ถูกต้อง. ขอให้หัดนึกไปในทางที่ว่า "ให้เข้าใจอะไรลึก ลึกเป็น ชั้น ๆ ชั้นๆ" ; เช่นไปนั่งดูภาพ "เสียงขลุ่ยกลับมาหากอไผ่แล้วโว้ย" นี่ ; ไปดู ความหมายของมัน ให้เห็นความลึกเป็นชั้น เป็นชั้น ๆ ๆ อย่างน้อยก็ ๓-๔ ชั้น จึงจะ ใช้ได้; ใครไปดูภาพนี้แล้ว เข้าใจความหมายแล้ว แต่เข้าใจได้แต่เพียงชั้นเดียว อย่างนี้ยังโง่อยู่มาก. มืดแล้วพอกันที.
น.1003 จากอนันตะ สู่อนันตะ ◎ผู้รู้ดีท่านตีระฆังก้อง บ่าวร้องบอกแก่มิตรสหาย ว่าจงฟัง เสียงระฆังดังแยบคาย เป็นสัญญาณมั่นหมายบอกอนันต์ เสียงระฆังมีจริงก็หาไม่ มีแต่เหตุปัจจัยปรุงเสกสรรค์ เป็นเรื่องสังขารทุกการณ์อัน หยุดปรุงอย่างอนันต์ นั่นนิพพาน ◎ เสียงกังวาลแห่งพุทธดุจระฆัง บอกให้พังผึ่งนี้มีสังขาร โน่นฝั่งโน้นว่างวิมุตติสุดประมาณ วิสังขารมีไว้เชิญไปลอง อย่า "หลง" อนันต์ เพลิน เดินหน้าเถิด สู่แดนเลิศ "อนันต์" นั่นสนอง ได้พบสิ่งสูงสุดมนุษย์ปอง อันควรครอง "ว่าง" ได้ในชาตินี้ (คำของ อรส.)
Buddhadasa