น.952 --------------------------------------------------------------------------- วันพระเช่นวันนี้ พูดธรรมะกัน เรียกว่า ธรรมปาฏิโมกข์ คนที่ไม่เคยฟังมาก่อนอาจจะไม่รู้เรื่อง ; ฉะนั้น จะตั้งต้นด้วยคำว่า "ธรรม" กันอีกทีดีกว่า. เพราะว่าที่นี่เราทำ ปาฏิโมกข์ ทางธรรม กันที่ตรงนี้. อยากจะย้ำให้ทุกคนเข้าใจ คำว่า "ธรรม" นี้ อย่างเพียงพอ อย่างถูกต้อง ; เพราะว่าอาจจะมีคนถามเรื่องนี้ เกี่ยวกับเรื่องนี้ แล้วจะตอบไปคนละทางสองทาง, บางทีอาจจะตอบไม่สมกับที่ว่าเคยอยู่ที่นี้ตั้งนาน. ถ้าเราเข้าใจคำว่า "ธรรม" ให้ ครบบริบูรณ์ถูกต้องคำเดียวเท่านั้น พอแล้ว. ฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" ธรรม คำนี้ต้องพูดกันหลายหน, จึงขอทบทวนมาใหม่ แล้วก็ตามลำดับ ที่เห็นว่าสะดวก หรือเหมาะสม. พระพุทธเจ้าองค์จริง คือ ธรรม หัวข้อแรก ก็จะต้องได้แก่หัวข้อที่ว่า : ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต ผู้ใดเห็นตถาคต ผู้นั้นเห็นธรรม นี่เป็นเพียงหัวข้อ. ๓๖๖
น.953 ธรรม ๓๖๗ ขอให้รู้ว่า พระพุทธเจ้าองค์จริงนั้น คือธรรม หรือพระพุทธเจ้าในภาษา ธรรม ; องค์พระพุทธเจ้าที่เป็นนามธรรม จึงไม่ใช่วัตถุ ; แล้วพระพุทธเจ้าที่เป็นคน เป็นเนื้อคน เป็นตัวคนนี้ เป็นพระพุทธเจ้าในภาษาคน ; อย่างนี้เข้ารูปแล้ว องค์ พระพุทธเจ้านั้นเป็นพระพุทธเจ้าในภาษาคนพูด และ ธรรมเป็นพระพุทธเจ้าใน ภาษาธรรม. อย่างที่ตรัสว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้น เห็นธรรม ; ใครไม่เห็นธรรม ไม่ชื่อว่าเห็นพระพุทธเจ้า. นี้เป็นข้อหนึ่งซึ่ง รายละเอียดก็มีอยู่มาก ; แล้วก็เคยฟังกันอยู่มากแล้ว. พระพุทธเจ้าที่เป็นคนเกิดขึ้นในอินเดียในประวัติศาสตร์ นี่พระพุทธเจ้าเป็นคน. พระพุทธเจ้าในประวัติศาสตร์ ไม่ใช่พระพุทธเจ้าในที่นี้ ในภาษาธรรม. พระ- พุทธเจ้าในฐานะที่เป็นบุคคล เป็นตัวคน นี้มีคนด่า มีคนคิดฆ่า แล้วมีคนไม่เชื่อ ; เราอาจจะพูดได้ว่า คนที่รู้จักและนับถือพระพุทธเจ้าในประเทศอินเดียสมัยนั้น ไม่ถึง ครึ่ง, หรือไม่ถึงหนึ่งในสิบ. นี้ไปหาหลักฐานค้นคว้าดู ; คนในประเทศอินเดีย ในสมัยพุทธกาล ที่นับถือพระพุทธเจ้านั้นจะไม่ถึงหนึ่งในสิบ เพราะเขาไม่รู้จัก ; เดินสวนกันอยู่ก็มี เถียงกันอยู่ก็มี, เถียงพระพุทธเจ้าก็มี ; เขาไม่รู้จัก แล้วก็ไม่ นับถือ. นั่นคือ ไม่รู้จักพระพุทธเจ้า คือไม่เห็นธรรม ; บางคนคิดฆ่าพระ- พุทธเจ้า เช่นพวกเดียรถีย์ เห็นว่า มีพระพุทธเจ้าเป็นอุปสรรคแก่ความเจริญของตัว จึงคิดฆ่าพระพุทธเจ้า ; อย่างนี้ก็มี. พระพุทธเจ้าที่แท้นั้นก็คือ ธรรม ; ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นพระพุทธเจ้า ผู้ใดเห็นพระพุทธเจ้า ผู้นั้นเห็นธรรม : อย่างที่พระพุทธองค์ท่านตรัสเอง. ฉะนั้น จึงไม่ใช่ตัวบุคคล ; จะต้องพยายามให้เห็นพระพุทธเจ้าในภาษาธรรม จึงจะได้ชื่อว่า เห็นพระพุทธเจ้าจริง. นี่เราไปมัวเรียนแต่พุทธประวัติ ซึ่งเป็นเรื่องพระพุทธเจ้า ทางเนื้อหนัง เป็นเชิงพระประวัติ. พวกฝรั่งพวกนักประวัติศาสตร์ ก็เรียนพระพุทธเจ้า
น.954 ในฐานะเป็นบุคคลทางประวัติศาสตร์ อย่างนี้ไม่รู้จักพระพุทธเจ้า ; ไม่มีทางที่จะรู้จัก พระพุทธเจ้า ยิ่งเรียนมากก็ยิ่งเวียนหัวมาก. ถ้าว่าต้องการจะรู้จักพระพุทธเจ้า ก็ต้อง พยายามทำจนมองเห็นธรรม. เพราะฉะนั้น คำว่า "ธรรม" จึงมี ความสำคัญมาก ที่เราจะต้องรู้ ต้องเห็น ต้องเข้าใจ. ในฐานะที่เป็นพระพุทธเจ้าที่แท้จริง มันก็เป็นชั้น ๆ ชั้น ๆ ออกมา ; พระ พุทธเจ้าจริงอยู่ข้างใน คือคุณสมบัติของท่าน, พระพุทธเจ้าเปลือกก็คือ ร่างกายนี้. พระพุทธเจ้านิพพานแล้วก็มีเปลือกออกไปอีก คือพระธาตุ พระบรมธาตุ พระสารีริกธาตุ ; แล้วก็มีเปลือกออกไปอีก : เช่น พระพุทธรูป เช่นอะไรต่าง ๆ นี้ เป็นพระพุทธเจ้าที่เป็นเปลือกออกไป ๆ จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ เป็นพระพุทธเจ้า เครื่องราง ; เป็นพระเครื่อง พระเครื่องรางนี้ ก็เป็นเปลือกมากขึ้นมาอีก. หนังสือพิมพ์ฉบับวันสองวันนี้ เขาลงข่าวเรื่องพวกฝรั่งอเมริกันยอมซื้อ พระเครื่องราง หรืออะไรที่เป็นเครื่องราง อันที่ยิงแล้วไม่ออก ; ถ้าลองดูด้วยปืน แล้วยิงไม่ออก ๓ ครั้ง เขายอมซื้อ ๕ แสน ชิ้นละ ๕ แสน ; หนังสือพิมพ์ว่าอย่างนี้ ซื้อไปหลายชิ้น ไม่รู้เรื่องอะไรกัน. ถ้าว่ามีจริง ยิงไม่ออกจริง ; พระเครื่องราง นั้นยิงไม่ออกจริง อย่างที่เขาลงหนังสือพิมพ์ จะโกหกหรือเท็จจริงก็ไม่รู้ละ ; สมมติ ว่ายิงไม่ออกจริง ก็ขอให้ทุกคนเข้าใจว่า นั่นไม่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า ; ที่ มันยิงไม่ออกจริงๆ นั้นมันไม่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า. การที่ยิงไม่ออกนั้น ไม่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้าที่แท้จริง ; เพราะปรากฏว่า ตะกรุดบางอัน เป็นวัตถุเลียนของลามกอนาจาร, บางอันก็ยิงไม่ออกเหมือนกัน ; พอ ยิงไม่ออกก็ซื้อไปตั้ง ๕ แสนเหมือนกัน. ฉะนั้นถ้าเป็น เครื่องรางที่เป็นรูปพระ- พุทธรูป แล้วก็ยิงไม่ออก ขึ้นมา ; นี้ก็เรียกว่า ไม่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า, ยัง
น.955 ธรรม ๓๖๙ ไม่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า ; เพราะชิ้นอื่น ๆ ที่ไม่มีความหมายเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า ก็ ยิงไม่ออกเหมือนกัน. เปลือกของพระพุทธเจ้าก็มีหลายชั้น ทีนี้ ก็เป็นอันว่า พระพุทธเจ้านี้ก็มีเปลือกหลาย ๆ ชั้น จนกระทั่งถึงพระ- พุทธเจ้าองค์จริงคือ ธรรมะ. พระพุทธรูปที่ขอบไข่เป็ดกับปลาร้านี้ไม่เกี่ยวกับ พระพุทธเจ้า ; ถ้าสมมติว่าเรื่องนี้เป็นจริง พระพุทธรูปองค์ที่ชอบไข่เป็ดชอบกิน ปลาร้า นี้ก็ไม่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้าที่แท้จริงเลย ; จะเกี่ยวกับอะไรก็ไม่รู้ ฉะนั้น เราถือเอาพระพุทธเจ้าที่แท้จริงไว้เรื่อยไป. พระพุทธเจ้าที่แท้จริง จะไม่ เกี่ยวกับกินปลาร้ากินไข่เป็ด, หรือเกี่ยวกับยิงออกยิงไม่ออก ; อย่างนี้ไม่เกี่ยวกัน. ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา ผู้ใดเห็นเราผู้นั้นเห็นธรรม นี้คือพระพุทธเจ้า จริงและอยู่นาน ในชื่อเรียกว่า "ธรรม" เรารู้จักพระพุทธเจ้าจริง ในฐานะที่เป็นนามธรรม ; รู้จักเปลือกคือร่างกาย ของท่าน ; แล้วก็กระดูกของท่าน รูปภาพของท่าน หรือสัญญลักษณ์ต่าง ๆ ของท่าน ก็เป็นเรื่องเปลือก เรื่องสัญญลักษณ์. แต่ว่าพวกสัญญลักษณ์ ต่าง ๆ นี้ เขาต้องการให้แสดงถึงธรรม เช่นสัญญลักษณ์มีดอกบัวบานอยู่ในวงกลม แล้ว ก็มีเปลวไฟขึ้นมาอย่างนี้ คือตรีรัตนะนี้ ก็คือสัญญลักษณ์ที่ต้องการให้คนเห็นธรรม ; ช่วยให้คนเห็นธรรม หรือสัญญลักษณ์ของธรรม ; ไม่ใช่สัญญลักษณ์ของบุคคล. พวกสัญญลักษณ์ต่าง ๆ นี้ยังชวนให้เห็นธรรม เห็นพระพุทธเจ้าอย่างธรรมได้ง่ายกว่า พระพุทธรูปหรือพระธาตุ หรืออะไรทำนองนั้น. เรื่องพระพุทธรูปที่ไปกันใหญ่ ดังที่พูดว่า ชอบกินไข่เป็ด ชอบกินปลาร้า นี้ไปกันใหญ่มากแล้ว ; แต่สัญญลักษณ์ ไม่ใช่เป็นอย่างนั้น.
น.956 ธรรม คืออะไร คำว่า "ผู้ใด เห็นธรรม " นี้ก็มีความหมายขึ้นมาทันทีว่า ธรรมนั้นคืออะไร ? ก็เคยบอกไปแล้ว; เคยบอกไปแล้วหลายหนหลายสิบหนแล้วว่า : ถ้าจะเข้าใจคำว่า ธรรมละก็ให้แยกเป็น ๔ ความหมาย คือตัวธรรมชาติอย่างหนึ่ง, ตัวกฎของ ธรรมชาติอย่างหนึ่ง, หน้าที่ที่มนุษย์จะต้องปฏิบัติตามกฎธรรมชาติ อย่างหนึ่ง, แล้วผลที่เกิดขึ้นมาจากหน้าที่นั้นอย่างหนึ่ง ; รวมเป็น ๔ อย่าง. ถ้าใครรู้จักคำว่า "ธรรม" ในพุทธศาสนา โดยเฉพาะในพุทธศาสนา ต้องรู้ใน ความหมาย ๔ อย่างนี้. ความหมายที่ ๑ ตัวธรรมชาติ คือสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นอยู่ตามธรรมชาติไม่ว่า อะไรหมด ที่เป็นวัตถุก็เห็นอยู่แล้วก็อย่าง ๆ ; แล้วที่ไม่ใช่วัตถุ ที่เป็นนามธรรม ก็คือที่เรียกว่าธัมมารมณ์ หรือธรรมเฉย ๆ นี้ ในอายตนะภายนอก ๖ : รูปา สัทธา คันธา รสา โผฏฐัพพา ธัมมา. คำว่า ธัมมา อันที่ ๖ นี้ คือธรรมชาติในฐานะ เป็นนามธรรม ; ส่วนธรรมชาติที่เป็น รูปธรรม คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ที่ประกอบ กันเป็นวัตถุอะไรต่างๆ นี้เรียกว่า ธรรมชาติฝ่ายที่เป็นวัตถุ. แล้วธรรมชาติฝ่ายที่ เป็นนามธรรม คือธรรมในอายตนะภายนอก ๖ : หมายถึงภาวะที่ไม่มีรูปทุกชนิด ก็เรียกว่านามธรรมด้วยเหมือนกัน นี่ข้อที่ ๑ คือธรรมชาติ. ความหมายที่ ๒ คือกฎของธรรมชาติ คือในธรรมชาติทุกๆ สิ่งมีกฎ กฎอย่างทางศาสนาพุทธที่เราเรียกว่าเรื่องทุกข์, เรื่องเหตุให้เกิดทุกข์, เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, เรื่องปฏิจจสมุปบาท, เรื่องกรรม. กฎเหล่านี้ทั้งหมดนี้ คือ ธรรมะพวกที่ ๒ ที่เรียกว่ากฎของธรรมชาติ. แม้แต่กฎทางการศึกษา ทางวิทยาศาสตร์ ทางอะไรต่าง ๆ กฎเหล่านี้ก็เรียกว่ากฎของธรรมชาติอยู่แล้ว ; แล้วก็เป็นกฎของธรรม นั่นเอง. เพราะสิ่งที่เรียกว่า ความร้อน แสง เสียง ไฟฟ้า อะไรต่าง ๆ นี้ ก็คือ
น.957 ธรรม ๓๗๑ ธรรมชาติที่เราเรียกว่าธรรมอยู่แล้ว. กฎของพวกแสง เสียง ไฟฟ้า ความร้อน ความอะไร, นี้คือกฎของธรรมในภาษาบาลีนั่นเอง. กฎที่ใช้อยู่ในวัด, กฎที่ ใช้อยู่นอกวัดอะไรก็ตาม เรียกว่ากฎแห่งธรรมชาติทั้งนั้น ; นี่คือ "ธรรม" ในความ หมายที่ ๒. ความหมายที่ ๓ คือหน้าที่ หน้าที่ที่มนุษย์หรือสัตว์หรือสิ่งมีชีวิต ทั้งหมด จะต้องปฏิบัติ จะต้องกระทำให้ถูกตามกฎของธรรมชาติ ต้นไม้ ก็ต้องทำตัวเองให้ถูกกฎธรรมชาติ จึงจะมีชีวิตอยู่: สัตว์เดรัจฉานก็ต้องทำตัวเอง ทำหน้าที่ให้ถูกตามกฎธรรมชาติ จึงจะมีชีวิตอยู่ ; หรือมนุษย์คนเราก็ต้องทำหน้าที่ ให้ถูกกฎของธรรมชาติ จึงจะมีชีวิตอยู่. ตัวหน้าที่, หน้าที่ตามธรรมชาตินั้น แหละคือธรรม. พจนานุกรมทั่วไปที่เป็นของภาษาสันสกฤต คำว่า "ธรรม" นี้ เขาแปลว่า หน้าที่ ก่อนคำอื่นทั้งหมด ; เพราะสำคัญกว่าคำอื่น สำคัญกว่าตัว ธรรมชาติหรือกฎธรรมชาติ. หน้าที่นี้ไม่ทำไม่ได้ เพราะว่าต้องรู้ ; เมื่อเราเรียกกัน ว่าปฏิบัติธรรม "ปฏิบัติธรรม" นี้จำเป็นและเป็นหน้าที่. ความหมายที่ ๔ คือ ผลที่เกิดขึ้นมา ผลที่จะได้รับจากการทำหน้าที่ ทำผิดก็เป็นความทุกข์ ทำถูกก็เป็นความสุข. ความสุขก็มีอย่างต่ำ ๆ กระทั่ง มรรค ผล นิพพาน ; นี่คือผล ผลของหน้าที่ นี้ก็เรียกว่าธรรม, มรรค ผล นิพพาน ก็เรียกว่าธรรม ; ความสุข ความทุกข์ก็เรียกว่าธรรม ; ในฐานะเป็นผลหรือเป็น ปฏิเวธธรรม เรียกกันอย่างนี้. ข้อที่ ๑ ตัวธรรมชาตินี้คือ สภาวธรรม. ข้อที่ ๒ คือกฎธรรมชาติ นี้คือ สัจจธรรม. หน้าที่ตามธรรมชาติ ข้อที่ ๓ คือ ปฏิบัตติธรรม ธรรมที่ต้องปฏิบัติ. ข้อที่ ๔ ผลที่เราจะรู้สึกแก่จิตใจ นี้เรียกว่า ปฏิเวธธรรม. ฉะนั้น ๔ คำนี้ ก็คือ ธรรมคำเดียวเท่านั้น. นี่ถ้าใคร่อยากจะรู้คำว่าธรรม ให้สิ้นเชิงสมบูรณ์แล้ว ก็เรียก ว่ารู้ ๔ อย่างนี้.
น.958 อย่างสุนัข นี้ก็เป็นธรรม. คือร่างกายของมันเป็นรูปธรรม จิตใจของมันเป็น นามธรรม ; ทั้ง ร่างกายและจิตใจนั้นคือสภาวธรรม หรือธรรมเฉย ๆ. ตัวสุนัขนี้มีอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มีกฎเกณฑ์แห่งความเปลี่ยนแปลง จะอยู่ หรือจะตาย โดยมีกฎ. การจะเกิดทุกข์ เกิดสุขอะไร ต้องมีกฎ อย่างนี้ก็มีกฎ ของธรรมชาติ. อันนี้มีกฎของธรรมชาติ เป็นที่ตั้งแห่งกฎของธรรมชาติ ; แล้ว ก็มีสัจจธรรม ซึ่งอาจจะดูได้ว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อยู่ที่ตัวสุนัข เนื้อสุนัข ขนสุนัข อะไรก็ตาม มันจะเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทั้งนั้น. ตัวสุนัขเองมันก็มีหน้าที่ ต้องมีหน้าที่ตามที่มันจะรู้สึกได้ : ต้องหาอาหาร ต้องถ่ายอุจจาระ ต้องหลบหลีกอะไรต่างๆ ทุกอย่างตามหน้าที่ธรรมชาติที่จะมี ; จะ ต้องสืบพันธุ์ จะต้องเลี้ยงลูก อย่างนี้ก็มีหน้าที่ คือปฏิบัติธรรมในระดับต่ำที่สุด. ถ้า มันไม่ปฏิบัติให้ถูกตามกฎธรรมชาติ มันก็ต้องตายก่อนนานแล้วไม่ได้เกิดมา. สุนัขมัน ทำหน้าที่ แล้วก็มีผล มาเป็นความสุขสบาย อะไรต่าง ๆ นี้ เช่น มันทำให้มนุษย์ชอบใจได้ ก็มีความสุข หรือได้ประโยชน์จากการที่ได้รับจากมนุษย์ช่วย เหลือมัน ให้อยู่อย่างสบาย ; หรือเอาแต่ว่า เมื่อมันทำหน้าที่ของมันถูกต้องแล้ว มันไม่ตายก็แล้วกัน, สุนัขตัวนี้ไม่ตายก็แล้วกัน. ความที่มันอยู่ได้ ไม่ตายก็คือ ผลของการปฏิบัติหน้าที่นี้ ; ส่วนที่มันทำให้มนุษย์รักหรืออะไร จนช่วยเหลือมัน เป็นพิเศษ มันเป็น by product ต่างหาก. ในสุนัขตัวหนึ่งก็ยังมีครบทั้ง ๔ นี้ เรามองดู ธรรมชาติ ก็ได้, มองดู กฎ ธรรมชาติ ก็ได้, มองดู หน้าที่ของมันตามธรรมชาติ ก็ได้, มองดู ผลที่มัน ได้รับตามหน้าที่นั้น ก็ได้, จึงพูดว่า สิ่งที่มีชีวิตทุกชีวิต ต้องมี ๔ อย่างนี้.
น.959 ธรรม ๓๗๓ ดูที่ต้นไม้ก็เหมือนกัน : ต้นไม้ต้องมีตัวธรรมชาติ, มีกฎของธรรมชาติ, มีหน้าที่ที่ต้นไม้จะต้องทำ ต้องสู้ไปตามกฎของธรรมชาติ แล้วต้นไม้ก็งอกงามเจริญ อยู่ได้ ไม่ตาย นั่นคือผลที่มันได้รับตามธรรมชาติ. คือสิ่งที่เรียกว่ามีชีวิตทุกระดับ : ชีวิตเซลล์เดียวเป็นสัตว์เซลล์เดียว สัตว์หลายเซลล์ สัตว์เป็นรูปเป็นร่าง กระทั่ง เป็นสัตว์ประเภทมีชีวิต, กระทั่งเป็นประเภทต้นไม้ ประเภทสัตว์อื่นขึ้นมาแล้ว เป็นต้นไม้ขึ้นมา เป็นสัตว์ขึ้นมา เป็นคนขึ้นมานี้ นี่ที่เรียกว่ามีชีวิต ; แล้วก็ต้องมี สิ่งเหล่านี้ครบ. เราจะรู้จักธรรมะจริง ต้องรู้ว่า "นี่เป็นเพียงธรรมชาติ" การที่เรา จ ะเห็นธรรมะจริงๆ เราก็ต้องเห็นข้อเท็จจริง เหล่านี้เท่านั้น แหละ ; ว่านี่เป็นธรรมชาติ. อย่าไปรักมันมากกว่าที่จะเป็นธรรมชาติ ; อย่า ไปหลง อย่าไปต้องการมัน ให้มากกว่าที่มันเป็นธรรมชาติ. แล้วสิ่งนี้มีลักษณะ ปรุงแต่ง เปลี่ยนแปลง ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ; แล้วก็เห็นความจริงข้อนี้. นี่เป็นเหตุให้ไม่ไปอยากได้ ไม่ไปเกิดกิเลสในสิ่งเหล่านั้น. นี่หน้าที่ของเราก็คือว่า อย่าไปโง่ หรืออย่าไปหลงรัก สิ่งที่เป็นเพียงสักว่าธรรมชาติ หรือกฎของ ธรรมชาติ ; ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องอยู่เรื่อย. ถ้าไปหลงในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ทีหนึ่ง ก็มีความทุกข์ทีหนึ่ง. นี่เราจึงไม่หลง แล้วก็มีความผาสุก ได้รับผลเป็นความผาสุก ; จะเรียกว่าผาสุกอย่างในโลกนี้ หรือว่าผาสุกอย่าง มรรค ผล นิพพาน ก็ได้ทั้งนั้น ; ได้รับความสงบสุข ได้รับความผาสุก เพราะความรู้อันนี้. ทีนี้ พอเรารู้ความจริงข้อนี้ ใน ๔ ประการนี้ เราก็เห็นพระพุทธเจ้า คือ เห็น สภาวธรรม เห็นสัจจธรรม เห็นปฏิปัตติธรรม เห็นปฏิเวธธรรม ในทุกสิ่ง ที่มีชีวิต ; เห็นน้อย ๆ ก็คือเห็นพระพุทธเจ้า น้อยๆ, เห็นมากๆ ก็คือ เห็นพระพุทธเจ้ามาก ๆ, เห็นทั้งหมดก็คือ เห็นพระพุทธเจ้าทั้งหมด.
น.960 เพราะว่าเราสามารถที่จะรู้เข้าใจแล้ว ทำจิตใจของเราให้ไม่มีความทุกข์อย่างเดียวกันกับ พระพุทธเจ้า. เราจึงมี experience ทุกอย่างที่พระพุทธเจ้ามี, จึงเรียกว่า เรา เห็นพระพุทธเจ้า. การเห็นธรรมะที่แท้ ต้องเห็นด้วย ๔ ความหมาย ; แล้ว ถ้าเห็นอย่าง เพียงพอ ต้องมีความรู้เรื่องทุกข์ เรื่องเหตุให้เกิดทุกข์ เรื่องความดับทุกข์ เรื่องทางให้ถึงความดับทุกข์. ถ้ายังเห็นไม่ครบ ในหลักของอริยสัจจ์ ยังไม่ชื่อ ว่าเห็นอย่างเพียงพอ. แล้วการเห็นพระพุทธเจ้า ต้องเห็นชัดเห็นโดยไม่ต้องคิด ไม่ต้องใช้เหตุผล ไม่ต้องมีการใช้เหตุผล, แต่จะเห็นโดยความประจักษ์ในเรื่องของ ทุกข์ เรื่องของเหตุให้เกิดทุกข์, เรื่องความที่ไม่มีทุกข์, และวิธีที่จะให้ถึงความ ไม่มีทุกข์. อย่างนี้เรียกว่า เห็นพระพุทธเจ้าคือเห็นธรรม, เห็นธรรมคือ เห็นพระพุทธเจ้า ; เห็นธรรมคือเห็นพุทธะ เห็นพุทธะคือเห็นธรรมนี้. ถ้าไม่เห็น ธรรมก็ไม่เห็นพระพุทธเจ้า, เช่นเดียวกับชาวอินเดียสมัยโบราณ ในอินเดียเขาว่า พระพุทธเจ้า ด่าพระพุทธเจ้า คิดฆ่าพระพุทธเจ้า ก็เพราะไม่เห็นธรรมนี้ ; เรื่อง มันจึงมีความสำคัญอยู่นิดเดียว ที่ว่าจะ ต้องเห็นธรรม จึงจะเห็นพระพุทธเจ้า. เราร่นขึ้นมาด้วยคำว่า เห็นพระพุทธเจ้าคือเห็นธรรม ; เห็นธรรมคือเห็น พระพุทธเจ้า. พระพุทธเจ้าจริงคือตัวธรรม ไม่ใช่เปลือกทั้งหลาย ; ซึ่ง เปลือกนั้นก็มีประโยชน์ ; ที่ผมพูดว่าเปลือกก็มีความหมายว่ามีประโยชน์ ก็คือ เปลือกเป็นของข้างนอก สำหรับดึงเข้าไปหาของข้างใน; ถ้าไม่มีเปลือก ไม่มีอะไร ให้เราเห็นเสียเลย เราก็ไม่มีทางจะตั้งต้นการศึกษา หรือมีความสนใจอะไรได้. การ ที่เราเห็นพระพุทธรูป เห็นอะไรต่าง ๆ เห็นสัญญลักษณ์ของพระพุทธเจ้านี้ เพราะสิ่ง ที่เป็นเปลือกเหล่านี้จะค่อย ๆ ดึงเราเรื่อยเข้าไป จนเห็นเนื้อแท้ของพระพุทธเจ้า คือ เห็นธรรมได้.
น.961 ธรรม ๓๗๕ เปลือกก็มีความสำคัญอย่างเปลือก แต่ยังกินไม่ได้ คำว่า “เปลือก" ก็มีความสำคัญเหมือนกัน ไม่ใช่กินไม่ได้แล้วก็ไม่มีความ สำคัญ ; มันมีความสำคัญอยู่ส่วนหนึ่ง ; ผลไม้ก็ตั้งต้นขึ้นด้วยเปลือก คุณดูซิ ผลไม้นี้, พืชที่เกิดขึ้นที่ต้นไม้นี่ ; ต้องตั้งต้นขึ้นด้วยเปลือกก่อน ; ยังไม่มีเนื้อ หรือไม่มีเยื่อในเลย. ถ้าไม่ตั้งต้นขึ้นด้วยเปลือก ก็เกิดไม่ได้. ลองต้นไม้ต้นไหน บ้าเกิดเยื่อในมาก่อน ก็เป็นไปไม่ได้ ; มันก็ถูกแดดเผาตาย, หรือถูกสัตว์กัดกิน เสียก่อน. ต้นไม้ต้องมีเปลือกแข็งออกมาก่อน แล้วจึงสร้างให้เจริญทางเนื้อขึ้นมา ; เพราะฉะนั้น เปลือกก็มีความสำคัญที่ให้เนื้อเกิดขึ้นได้ มีอยู่ได้ และสำเร็จ ประโยชน์กินได้. ถ้าส้มไม่มีเปลือก อะไรไม่มีเปลือก มันก็กินไม่ได้ ก็เสียหมด ; เลอะเทอะสกปรกหกหมด. อย่างทุเรียนออกมาไม่มีเปลือก เนื้อจะอยู่ไปได้อย่างไร ; แล้วเนื้อก็จะกินไม่ได้ จะถูกลากถูเสียเลอะเทอะหมด. เปลือกก็มีความสำคัญอย่าง เปลือก แต่ไม่สำเร็จประโยชน์ เราต้องถึงเนื้อในจึงจะเกิดประโยชน์. เนื้อในพระพุทธรูปไม่มีอะไร ; แต่ลึกเข้าไปอีก คือพระพุทธเจ้าชนิดไหน เป็นพระพุทธเจ้าองค์จริง, พระพุทธรูปนั้นสร้างมาจากพระพุทธเจ้าตัวคน ; ที่ใน พระพุทธเจ้าตัวคนก็มีอะไรอีก ? มีจิตมีใจอะไรอีก ; แล้วในใจนี้มีอะไร? มีปัญญา. แล้วในปัญญามีอะไรอีก ? นั่นคือ มีธรรมะอย่างที่ว่า : มีธรรมะที่เป็นตัวเนื้อแท้ เป็น essence แท้จริง ที่ควรจะเรียกว่าพระพุทธเจ้า. คำพูดที่ว่า เห็นพุทธะคือเห็นธรรม, เห็นธรรมคือเห็นพุทธะ นี่มัน ถูกต้องที่สุด ; แต่ว่าคนไม่เข้าใจก็ได้ แล้วก็ไม่สนใจไปเลย. ถ้าจะรู้ธรรมะให้ ละเอียดออกไปให้ถูกต้องเพียงพอ นี้ต้องเห็นอย่างในความหมายอย่างที่ว่า : ธรรมะ ส่วนนี้เป็น สภาวธรรม คือธรรมชาติ, ธรรมะส่วนนี้เป็น สัจจธรรม คือเป็น กฎของธรรมชาติ, ธรรมะส่วนนี้เป็น ปฏิปัตติธรรม คือหน้าที่ของสัตว์ทั้งปวง
น.962 ตามกฎธรรมชาติ, แล้วก็ธรรมะส่วนนี้เป็น ปฏิเวธธรรม ผลที่เกิดขึ้น; อย่างที่ พวกคริสเตียนเขาเรียกว่า consideration ผลที่จะเกิดขึ้นมา ก็เป็นธรรมชาติเหมือนกัน. ทีนี้ ก็น่าจะนึกถึงเรื่องไหว้ ๆ กราบ ๆ, เรื่องไหว้ ๆ กราบ ๆ นี้เป็นเรื่องชั้น เปลือก ; มัวแต่ไหว้ มัวแต่กราบ แล้วก็ไม่รู้ว่ากราบอะไร ไหว้อะไร. หน้าที่อย่างนี้ ไม่ใช่หน้าที่ที่เรามุ่งหมาย ; หน้าที่นั้นคือตัวปฏิบัติที่จะให้ถูกต้องตามกฎธรรม- ชาติ แล้วไม่เกิดทุกข์. หน้าที่ไหว้พระ สวดมนต์ กราบแล้วกราบอีกนี้ เป็น หน้าที่ริเริ่ม ; ยังไม่พอ, หน้าที่เพียงเท่านี้ยังไม่พอ. เรา ต้องทำมากกว่าที่จะ สวดมนต์หรือกราบพระ ทำวัตร อย่างนั้น. อย่างเช่นไปบิณฑบาตนี้ ยังไม่ถึงกับเป็นหน้าที่ เพราะไม่ไปบิณฑบาตก็อดตาย ; ไม่ไปบิณฑบาตก็อดกิน ไม่มีอะไรจะกิน ; อย่างนี้ก็เรียกว่าหน้าที่ส่วนตัว แต่ยังไม่ ใช่หน้าที่ตามกฎธรรมชาติ หน้าที่ตามกฎธรรมชาติ คือ การประพฤติพรหมจรรย์ หน้าที่ตามกฎธรรมชาตินั้นคือ พรหมจรรย์. ? ถ้าถามว่าประพฤติอะไร ? ประพฤติพรหมจรรย์. "พระพุทธเจ้าท่านว่า จงประพฤติพรหมจรรย์, แล้วก็ไป เผยแผ่ ไปประกาศ พรหมจรรย์ ; ไปประกาศพรหมจรรย์ ท่านเรียกว่า พุทธศาสนา. เดี๋ยวนี้ชาวต่างประเทศไปติดคำว่าพุทธศาสนากันมาก จนไม่รู้คำว่า พรหม- จรรย์. คำว่า "พรหมจรรย์" นี้คือคำว่าธรรมะ ; เพราะว่าในสมัยพุทธกาล เขาใช้คำว่าธรรม ไม่ได้ใช้ คำว่า คำสอน คือ teaching, ศาสนา อะไรนี้ก็ไม่ใช้ ใช้คำว่าธรรมเฉย ๆ, มาหาพระพุทธเจ้าก็เพื่อมาหาธรรม ; มาฟังธรรม มารับธรรม
น.963 ธรรม ๓๗๗ มาเอาไปปฏิบัติธรรม. บางทีพระพุทธเจ้าท่านตรัส : จงปฏิบัติธรรม ธรรมของเรา ว่าอย่างนี้ ๆ. แล้วธรรมของพวกอื่น ของศาสดาอื่น คือคนอื่น นั้นก็อย่างอื่น ก็เรียกว่าธรรมเหมือนกัน. นี้เรียกว่าธรรมของพระโคตมพุทธะ ; หรือว่าธรรมของ นิคันถนาฏบุตร หรือธรรมของไชนะ ; ธรรมของคนโน้น ธรรมของคนนี้ ธรรม ของหลาย ๆ ครูบาอาจารย์ เรียกว่าธรรมหมด, ฟังธรรม รู้ธรรม ปฏิบัติธรรม เผยแผ่ธรรม. เดี๋ยวนี้เรามาใช้คำว่าศาสนา ; แต่ พระพุทธเจ้า เมื่อจะให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ท่านทรงใช้คำว่าพรหมจรรย์ ; จงมาประพฤติพรหมจรรย์ จงไปเผยแผ่พรหมจรรย์ ประกาศพรหมจรรย์. อย่างไปประเทศอังกฤษ ไปประกาศพรหมจรรย์ ไม่ใช่ไป ประกาศพุทธศาสนา. ถ้าว่าไปประกาศพุทธศาสนา มันกว้าง ; เป็นการไปประกาศ วิชา ประกาศความรู้วิชา ไม่ใช่ประกาศการประพฤติ หรือการกระทำ ก็หมายถึงไป ประกาศการประพฤติหรือการกระทำ ซึ่งต้องกระทำ; ไปประกาศการกระทำ. เดี๋ยวนี้เราไปประกาศเรื่องพุทธประวัติ, เรื่องประวัติ เรื่อง history, เรื่อง religion เรื่อง theory เรื่องอะไรต่าง ๆ นั้นอาจจะเป็น Buddhism ก็ได้, แต่ ไม่ใช่พรหมจรรย์เลยก็ได้. หรือแม้ว่าจะสอนให้ถูก ให้สำเร็จในการปฏิบัติ ดังที่ เรียกว่า ไปประกาศพรหมจรรย์ ; แต่ไปใช้คำว่า ไปประกาศพุทธศาสนาแล้ว คำนี้ กว้างเหลือจะกว้าง อะไรก็เต็มไปหมด จนกระทั่งรวมทั้งปรัชญา ; ถ้าไปสอนอย่างนี้ ละก็ไม่ใช่พรหมจรรย์ ; ถึงจะเป็นปรัชญาที่เนื่องไปด้วยพุทธศาสนา ก็ไม่ใช่พรหม- จรรย์ ; พรหมจรรย์นั้นไม่เกี่ยวกับปริยัติ. สิ่งที่เรียกว่าพรหมจรรย์ไม่เกี่ยวกับปริยัติ ; ไม่เกี่ยวกับทฤษฎี ไม่เกี่ยวกับ อะไร ; เป็นตัวการปฏิบัติโดยตรง. เราเรียนทฤษฎี เรียนหลักนี้ เท่าที่จำเป็น ในการปฏิบัติ ฉะนั้นจึงไม่มาก ; แต่ไปหลงทำกันให้มากเป็นเรื่องเกี่ยวกับทฤษฎี
น.964 เกี่ยวกับเรื่องวิชา เรื่องประวัติ เรื่องอะไรไปเสียเลย. ที่ไป ๆ กันก็ไม่ค่อยได้เผยแผ่ พรหมจรรย์ ; กลายเป็นไปเผยแผ่วิชาความรู้ที่เหลือเฟือ ที่เพ้อเจ้อ จึงกลายเป็น เฟ้อหมด มีแต่ส่วนเฟ้อ ส่วนที่จำเป็นไม่มี เรื่องควรรู้เกี่ยวกับคำว่า "พรหมจรรย์" มีพระพุทธภาษิตว่า พรหมจรรย์อย่างเลวก็มี ดังมีคำบาลีว่า : หีเนน พฺรหฺมจริเยน ขตฺติเย อุปปชฺชติ มชฺฌิเมน จ เทวตฺตฺ อุตฺตเมน วิสุชฺฌติ แปลว่า พรหมจรรย์อย่างเลว เพื่อเป็นกษัตริย์, พรหมจรรย์อย่างกลางเพื่อเป็น เทวดา, พรหมจรรย์อย่างสูงสุดนี้ เพื่อสิ้นอาสวะ. นี่เป็นพุทธภาษิตมีในหนังสือ พุทธศาสนสุภาษิต : พรหมจรรย์อย่างเลวเพื่อเป็นกษัตริย์ พรหมจรรย์อย่างกลางเพื่อ เป็นเทวดา ; แล้วก็พรหมจรรย์อย่างสูง เพื่อสิ้นอาสวะ เพื่อเป็นพระอรหันต์. เมื่อเราพูดว่า “พรหมจรรย์ในพุทธศาสนา", ประพฤติพรหมจรรย์ใน พุทธศาสนาอย่างไหนกันเล่า? คิดดู เพื่อจะเป็นกษัตริย์ หรือจะเป็นเทวดา หรือเพื่อสิ้นอาสวะ. เดี๋ยวนี้พวกชาวบ้านเขาโต้แย้งมาก, เขาโต้แย้งว่า ยังเป็น พระอรหันต์ไม่ได้ ก็เป็นเทวดา ต้องเอาอย่างเป็นเทวดา มีสวรรค์ มีวิมานอะไรไปก่อน หรืออย่างน้อยเป็นกษัตริย์ก็ยังดี คือยังมีความสบายมาก. แต่ผมเข้าใจว่า คำว่า "พรหมจรรย์" ของพระพุทธเจ้านั้น ไม่ใช่อย่างนั้น ไม่เนื่องด้วยการเป็น กษัตริย์ ไม่เนื่องด้วยความเป็นเทวดา ; เพราะคำตรัสที่ว่า : เอหิ ภิกฺขเว พฺรหฺมจริยํ จรถ จงมาประพฤติพรหมจรรย์ ; คงจะไม่ใช่เพื่อเป็นกษัตริย์ ไม่ใช่ เพื่อเป็นเทวดาแน่ ; จรถ ภิกฺขเว จาริกํ พฺรหฺมจริยํ ปกาเสถ - พรหมจรรย์นี้ก็ต้อง ไม่ใช่เพื่อเป็นกษัตริย์ หรือเป็นเทวดาอย่างนั้น.
น.965 ธรรม ๓๗๙ นี่ระวัง คำว่าพรหมจรรย์ให้ดี ๆ เถอะ คือ การประพฤติที่ดี ที่ประเสริฐ ที่จะทำให้สิ้นกิเลสอาสวะ จึงจะเรียกว่าพรหมจรรย์ได้. พรหมจรรย์ในพุทธ- ศาสนา คือคำว่าธรรมในความหมายว่าหน้าที่ เป็นธรรมในความหมายที่ ๓ คือตัว หน้าที่ มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าพรหมจรรย์ ; เพราะฉะนั้น เรา มีหน้าที่คือ พรหมจรรย์, พรหมจรรย์คือการประพฤติเพื่อทำความสิ้นอาสวะสำหรับ ภิกษุโดยตรง. คำว่า เห็นธรรม คืออย่างไร ที่นี้มาถึงคำเดิม คำที่ว่า เห็นธรรม, เห็นธรรม; อย่าลืม ๆ จะต้อง ไม่พร่าไปทางอื่น, ต้องอยู่ที่เห็นธรรมเรื่อย. ถ้าไม่ประพฤติพรหมจรรย์ ไม่ ประพฤติธรรมก็ไม่มีทางที่จะเห็นธรรม ไปคิดดูให้ดีเถอะ ถ้าไม่ลงมือประพฤติ พรหมจรรย์ ประพฤติธรรมจนสำเร็จ ข้อที่ ๔ คือผลที่จะพึงได้รับแล้ว ไม่มีทางที่จะ เห็นธรรม. ธรรมะไม่อาจจะเห็นได้ด้วย การอ่าน การฟัง การศึกษาเล่าเรียน ; เราต้องปฏิบัติ และ ปฏิบัติถูกต้องด้วย ; แล้ว ได้ผลมาแล้วด้วย จึง จะ เรียกว่าเห็นธรรม. แล้วคนที่ เห็นธรรม ในที่นี้ คือคนที่ เห็นทั้งตัวธรรมชาติ, ตัวกฎธรรมชาติ, ตัวหน้าที่ตามธรรมชาติ, ตัวผลของการปฏิบัติหน้าที่ตามธรรม- ชาติ. เขามีความรู้เรื่องตัวธรรมชาติ และตัวกฎของธรรมชาติด้วยการศึกษาเล่าเรียนนี้ ไปได้ ; แต่แล้วเขาต้องปฏิบัติ แล้วมีสำเร็จผลของการปฏิบัติ แล้วรู้รสของมัน นั่น จึงจะเรียกว่าเห็นธรรมโดยถูกต้อง. หลังจากได้รับผลของการปฏิบัติแล้ว ได้รับความสุขแล้ว อะไรแล้วก็ตาม กลับย้อนมาเห็นอย่างดีที่สุดในตัวธรรมชาติก็ดี กฎธรรมชาติก็ดี การปฏิบัติก็ดี, กลับ เห็นชัดขึ้นไปอีกว่า ตนนั้น เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ยึดมั่นถือมั่นเป็น ตัวเรา หรือเป็นของเราไม่ได้. เมื่อเห็นธรรมะทั้ง ๔ ประเภทนี้ จะไปยึดประเภทไหน
น.966 ว่าเป็นตัวเรา หรือเป็นของเราไม่ได้ เมื่อนั้นจึงจะมีผล เป็นความสงบสุข, แล้วก็ เห็นธรรมจริง ๆ. การเห็นธรรมจริง ๆ ก็คือเห็นข้อเดียวที่ว่า โอ๊ย ! ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา, สภาวธรรมก็ดี สัจจธรรมก็ดี ปฏิบัตติธรรมก็ดี ปฏิเวธธรรมก็ดี ก็สักว่าธรรม สักว่าธรรม เป็นสักว่าธรรม ; ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา จะเป็น ตัวเรา หรือเป็นของเราไม่ได้. ใครไปคิดว่าเป็นตัวเรา หรือเป็นธรรมของเรา เป็น ธรรมะของเราอย่างนี้ ยังไม่เห็นธรรม; ถ้าเห็นจริง ต้องเห็นเป็นไม่ใช่ของเรา. ต้องเห็นว่าทุกอย่างไม่ว่าธรรมชนิดไหน เป็นสักว่าธรรม คือธรรมเท่านั้นเอง, จะเป็น self เป็น soul เป็น อัตตา เป็น อัตตนียา เป็น อหํ มม อะไรไม่ได้ , การ เห็นธรรมก็คือเห็นข้อเดียวว่า ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา, ไม่ใช่ I my, ไม่ใช่ฉัน ไม่ใช่ของฉัน, ไม่ใช่อัตตา ไม่ใช่เนื่องด้วยอัตตา. ที่จะรู้เรื่องนี้จริง ก็หลังจากได้ปฏิบัติเสร็จแล้ว และได้รับความสุขเสร็จแล้ว, คือได้รับความสุขเพราะ ไม่มีการยึด ว่าฉัน ว่าของฉัน. เมื่อเราได้รับความสุขจากความรู้ในทางปฏิบัติ คือไม่มีฉัน ไม่มี ของฉันแล้ว เราจึงจะมองเห็นว่า : อือ, ทุกสิ่งนี้ไม่ควร, ไม่ควรจะถือว่า เป็นฉันหรือเป็นของฉัน. ไม่มีสิ่งใดที่ควรจะ regard ว่าเป็นของฉัน หรือเป็น ตัวฉัน; นี่คือเห็นธรรม. พอเราพูดมาถึงตอนนี้ เราก็นึกขึ้นมาถึง สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย ที่เป็นหัวใจของพุทธศาสนา ; แล้วก็อย่าไปเข้าใจว่า ประโยคนี้ เป็นหัวใจของพุทธศาสนาแต่ในทางปริยัติ ; เห็นเป็นคำพูด แล้วอยู่ในพระไตรปิฎก จะถือเป็นหัวใจทางปริยัติไปเสียหมด, อย่างนี้ไม่ได้. หัวใจในที่นี้เป็นทั้งหัวใจของทางปริยัติ หัวใจของทางปฏิบัติ หัวใจ ของผลทางปฏิบัติ ; แล้ว สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย - ธรรมทั้งหลาย
น.967 ธรรม ๓๘๑ ทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น นี้เห็นได้ในตัวธรรมชาติ, ในตัวกฎธรรมชาติ, ใน ตัวหน้าที่ตามธรรมชาติ, ในตัวผลสุดท้ายที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่นั้น. นั่นจึงจะ เห็นหัวใจของพุทธศาสนาได้ในทุกสิ่งในธรรมะทุกระดับ ในปริยัติก็ได้ ในปฏิบัติก็ได้ ในปฏิเวธก็ได้ ; เพราะว่าปริยัติก็สอนเรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่น ในปฏิบัติก็ปฏิบัติเพื่อ ไม่ยึดมั่นถือมั่น หรือได้ผลมา ก็ได้ผลมาจากการที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นนั้นเอง. สัพเพ ธัมมา นาลัง อภินิเวสายะ นี้จึง เป็นหัวใจของปริยัติ หัวใจของ ปฏิบัติ หัวใจของปฏิเวธ ก็คือของทั้งหมดนั่นเอง. มีภิกษุไปทูลถามพระพุทธเจ้า ว่า ปฏิบัติอย่างไรอวิชชาจึงจะสิ้นไป และวิชชาจะเกิดขึ้นมา ? พระพุทธเจ้าว่า ปฏิบัติไปในทางให้รู้ว่า สัพเพ ธัมมา นาลัง อภินิเวสายะ คือปฏิบัติไปในทางให้ เห็นว่า สัพเพ ธัมมา นาลัง อภินิเวสายะ พอเห็นอย่างนี้ อวิชชาสิ้นไป วิชชา เกิดขึ้นมา, อวิชชาถูกละไป วิชชาปรากฏขึ้นมา ประโยคนี้คือหัวใจของพุทธศาสนา โดยแท้จริง, ก็คือหัวใจของธรรมะโดยแท้จริง, หัวใจของธรรมะทั้ง ๔ ประเภท. ทีนี้ เมื่อเรามาปฏิบัติจนได้รับผลของการที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น เราเห็น สัพเพ ธัมมา นาลังฯ แล้ว, หลังจากที่เราปฏิบัติแล้ว ไม่ยึดมั่นถือมั่นแล้ว เรา จึงจะเห็นว่ามันเป็นอย่างไร. เมื่อเห็นหัวใจของธรรมะหมวดที่ ๑ หมวดที่ ๒ หมวดที่ ๓ หมวดที่ ๔ สี่ประเภทนี้แล้ว ก็คือว่าเห็นหัวใจของธรรมะทั้งหมด. เมื่อ เห็นหัวใจของธรรมะทั้งหมด ก็คือเห็นพระพุทธเจ้าทั้งหมด ; เห็นพระ- พุทธเจ้าที่แท้จริง และทั้งหมด โดยการเห็นความจริงในประโยค ๆ เดียว คือประโยค ว่า สัพเพ ธัมมา นาลัง อภินิเวสายะ ; แล้วยิ่งฟัง แล้วยิ่งไปคิดดู จะยิ่งเห็น ความสำคัญของคำพูดประโยคนี้ ในฐานะที่เป็นหัวใจของพุทธศาสนา. เรื่องพุทธศาสนา ที่เอาไปเผยแผ่สั่งสอนหรือเขียนให้อ่านกันออกไป กว้าง ออกไปทั่ว ๆ โลกนี้ ไม่ค่อยพูดกันถึงเรื่องหัวใจของธรรมะ ; ไปพูดเรื่องอื่น แล้ว
น.968 พูดในรูปของปรัชญาเพ้อเจ้อ. เราเรียกเอาเองว่าปรัชญาเพ้อเจ้อ, voluble philosophy คือปรัชญาที่เพ้อเจ้อ ; เขาพูดกันแต่เรื่องนี้ ; ไม่พูดถึงเรื่องหลักธรรมะ คือ ธรรมทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ในฐานะที่เป็นความรู้, ในฐานะ ที่เป็นการปฏิบัติ, ในฐานะที่เป็นผลของการปฏิบัติ "สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น" เป็นหัวใจของพุทธศาสนา ควรรู้จักบ้าง ประโยคนี้ยาวหน่อย ที่ว่า ธรรมทั้งหลายทั้งปวงอันใครๆ ไม่ควรยึดมั่น ถือมั่น, สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น, ให้สั้นก็ว่า ไม่ยึดมั่นถือมั่น. เมื่อ พูดว่า "ไม่ยึดมั่นถือมั่น" คำเดียวเท่านั้น นี่คือหัวใจของพุทธศาสนา ; ถ้า เรียนก็เรียนในเรื่องนี้ ถ้าปฏิบัติก็ปฏิบัติในเรื่องนี้ ถ้าได้ผลก็ได้ผลเป็นอย่างนี้ คือไม่ ยึดมั่นถือมั่นกันจริง ๆ. ทีนี้ ก็เหลือแต่เรื่องที่ว่าจะทำได้หรือไม่ได้ เรื่องหลักนั้นก็มีอยู่อย่างนี้ ; พูดกันรู้เรื่องได้ ฟังกันเข้าใจได้. พอถึงตัวการปฏิบัติ จะปฏิบัติได้หรือไม่ได้ นี้อีก เรื่องหนึ่ง ; ถ้าปฏิบัติไม่ได้ ก็ไม่ได้รับผลของการปฏิบัติ คือไม่เห็นแจ้ง ในความจริงข้อนี้. นี่จึงไม่มีทางจะรู้จักพระพุทธเจ้า ไม่มีทางเห็นพระพุทธเจ้า ; เพราะว่าเราปฏิบัติธรรมนี้ไม่สำเร็จ เราจึงไม่เห็นหัวใจของธรรมะ ; ไม่เห็นพระ- พุทธเจ้าจริง. ถ้าเราละความยึดมั่นถือมั่นไม่ได้ เราก็ไม่มีทางที่จะเห็นพระพุทธเจ้า ; เราก็ได้แต่เห็นอย่างคาดคะเนไปอย่างนั้น ; คาดคะเนก็เห็นเป็นอย่างความฝัน, เป็นการคาดคะเนเอาเอง. เราจึงควรต้องพยายามมีเวลา ที่เราไม่ยึดมั่นถือมั่น เวลาไหนเผอิญเป็น ; สมมติว่าวันหนึ่งคืนหนึ่ง เวลาทั่วไปประจำวันนี้ ในทุก ๆ วันนี้, เวลาไหนเผอิญเป็น
น.969 ธรรม ๓๘๓ คือว่าจิตของเราไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น เวลานั้นเราก็สบาย ; แล้วเราก็ดูที่ความสบายนี้ ให้รู้จัก. นี้เรามีทางที่จะ รู้จักความไม่ยึดมั่นถือมั่นได้บ้าง บางส่วน บาง เวลา: ก็แปลว่าเรายังรู้จักพระพุทธเจ้าแท้จริงได้นิดหนึ่ง แล้วบางส่วน บางเวลา ก็ยังดีกว่าไม่รู้เสียเลย. คนบางคนไม่สนใจที่จะสังเกต หรือเฝ้าสังเกตจิตที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น, เพราะว่า รู้สึกเป็นสิ่งไม่สนุก ; มีแต่เรื่องยึดมั่นถือมั่น มีเรื่องมีราวขึ้น ๆ ลง ๆ เป็นเรื่อง อย่างนี้ไปหมด. ที่จริงจะพูดได้ว่า ทุกคน ทุกองค์นี้มีเวลาที่ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นอยู่บ้าง ไม่มากก็น้อยในวันหนึ่ง ๆ; ในเวลานั้น พระพุทธเจ้าปรากฏแก่เรา. แต่เราโง่ หูหนวก ตาบอด ไม่เห็น ไม่มองเห็น, ไม่มองเห็น พระพุทธเจ้าที่ปรากฏแก่เรา ไม่สังเกต ไม่รับรู้ ไม่สนใจ, ก็เลยไม่เห็นธรรม. ขณะใดไม่มีความยึดมั่นถือมั่น ขณะนั้นมีจิตใจเหมือนพระองค์ บางเวลาไม่ได้ทำอะไร ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นเองก็มี ; ถ้าเราปฏิบัติ พยายาม ปฏิบัติตามมีตามได้ ตามความสามารถ เวลาที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นก็ยังมีบ้าง มีมากขึ้น ๆ ; แม้ไม่ได้สูงสุด ไม่ใช่ถึงขั้นสูงสุดเป็นขั้นพระอรหันต์ แต่ก็มีขึ้นมา ; เช่นเราทำ สมาธิสำเร็จ หยุดความรู้สึกปรุงแต่งอะไรต่าง ๆ นี้ได้มาก ; ความไม่ยึดมั่นถือมั่น ก็ปรากฏมาก ก็สบายมาก, เราก็รู้จักเวลาที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นที่มากขึ้นไป ๆ มาก ขึ้นไป. รวมความแล้วก็ว่า เวลาไหนก็ได้ ด้วยเหตุอะไรมาบันดาลมาปรุง มา ส่งเสริมแวดล้อม ; เรามีจิตโปร่งดี ว่างดี สงบดี เย็นดี ก็ให้รู้ว่า เวลานี้กำลัง ไม่มีความยึดมั่นถือมั่น เป็นจิตใจชนิดที่เหมือนกับจิตใจของพระพุทธเจ้า. เราก็ควรจะรู้จักพระพุทธเจ้าสักแว็บหนึ่ง สักขณะหนึ่ง ชั่วขณะหนึ่งก็ยังดีกว่า ไม่รู้จักเสียเลย. ขอให้พยายามสังเกตให้ดี เข้าใจให้ดี : ดูในนาทีหนึ่งดีกว่า, นาทีไหน ที่เราไม่ยึดมั่นถือมั่น นาทีนั้นเราอยู่กับพระพุทธเจ้าแล้ว. ไปสังเกตดูให้ดี
น.970 ให้มองเห็น แล้วจะได้มีศรัทธา มีปสาทะในพระพุทธเจ้าเพิ่มขึ้น ๆ ๆ ทุกที่ ๆ ที่ได้เห็น พระพุทธเจ้า. ถ้าเราไปมัวแต่ดูพระพุทธรูป ดูสิ่งต่างๆ เหล่านั้นเสียเรื่อยไป สิ่ง เหล่านั้นจะบัง เพราะไปมัวแต่สนใจเรื่องนั้น สนใจเรื่องโน้น, ไม่สนใจเรื่องที่ควร สนใจ. ถ้าว่าเราไปดูพระพุทธรูป แล้วไปนั่งดู-นั่งดู-นั่งดู ให้เข้าใจถึงพระพุทธเจ้า ที่ไม่มีความยึดมั่นถือมั่น. เผอิญพระพุทธรูปองค์ไหนเขาทำสวยดูหน้าตาดี แสดงความไม่ยึดมั่นถือมั่น แล้วก็ดูให้มาก ดูให้มาก, ให้จิตใจของเราค่อย ๆ ซึมไป ๆ จนเข้าใจเรื่องพระพุทธเจ้า ว่าท่านไม่มีความยึดมั่นถือมั่น จึงเป็น อย่างนี้; แล้วเราก็พลอยเป็นสุขใจสบายใจไปด้วย. แต่เดี๋ยวนี้ พระพุทธรูปหน้าตาอย่างกับยักษ์กับมาร เหมือนโกรธใครมาก็มี เจ้าชู้ก็มี พระพุทธรูปมีหลาย ๆ แบบ; นี้ช่วยไม่ได้ในการที่ทำพระพุทธรูปบางองค์ ในลักษณะอย่างนี้. หายากเต็มทีที่จะทำพระพักตร์ของพระพุทธรูปให้มีลักษณะสะอาด สว่าง สงบ นี้ทำยาก ผมยังไม่เคยเห็นเลย. พระพุทธชินราชที่เขาว่าสวยกันมาก ผมยังนึกว่าจะเจ้าชู้ไปสักหน่อย ; ไม่ใคร่มีพระพุทธรูปองค์ไหนที่จะแสดงความสะอาด ความสว่าง สงบ สมบูรณ์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์, หายาก ไม่รู้จะไปดูได้ที่ไหน. พระพุทธรูปแบบสวยๆ ของอมราวดีนี้ดูเหมือนโกรธ, โกรธใครอยู่ ; พระลักษณะในพระพุทธรูปแบบนาลันทา ก็เหมือนกับนักมวยปล้ำ ท่าทางเหมือนกับ นักเลง ไม่มีพระพุทธรูปแบบไหนที่เห็นแล้วแสดงให้เรารู้สึกตรงไปที่ความสะอาด สว่าง สงบ ในหน้าตา. เดี๋ยวนี้ก็อยากจะแนะเท่าที่จะแนะได้ว่า รูปอวโลกิเตศวร ครึ่งท่อนหัวขาดมือขาด ; พระพักตร์นั้นสวยแน่ แสดงความสะอาด สว่าง สงบอยู่ พอใช้ทีเดียว ; ที่กุฏิของผมก็มี ที่วัดพระธาตุเขาจำลองไว้ก็มี : องค์นั้น พระพกตร์ แสดงว่า สงบ สบาย เป็นสุข ฉลาด และเมตตากรุณา อยู่มากทีเดียว ; แต่ พระพุทธรูปที่พระพักตร์สวยอย่างนั้นยังไม่เคยเจอะ ; อาจจะมีที่ไหนก็ได้.
น.971 ธรรม ๓๘๕ นี่เราจึงมองเห็นได้ว่า : พวกรุ่นแรก พวกสาญจี ภารหุต เขาไม่ทำ พระพุทธรูป ก็เพราะว่ามันจนปัญญาที่จะทำพระพักตร์ของพระพุทธรูปให้มีลักษณะ เหมาะสมได้. เขาจึงคิดว่าถ้าไปทำพระพุทธรูปเข้า หน้าตาเป็นอย่างอื่นแล้วบ้าไป เลย, เป็นบาปเหมือนกัน จึงไม่ทำดีกว่า ทิ้งว่าง ๆ ไว้. พวกนั้นเขาทิ้งว่างไว้ ; ว่างนั่นแหละคือ สะอาด สว่าง สงบ. ไปคิดเอาเองก็แล้วกัน, ดูเหมือนกับมี หน้าคนให้เห็นในที่ที่นั่งว่าง พระแท่นว่าง อะไรว่าง ๆ นี้ ; ว่างคำเดียวมีความหมาย ว่า สะอาดด้วย สว่างด้วย, แล้วก็สงบด้วย. ฉะนั้นเราก็ต้องชมว่า คนสมัย พ.ศ. ๓๐๐-๔๐๐ ที่ทำรูปหินสลักเหล่านั้นเขาฉลาด เขาจึงไม่ทำพระพุทธรูป. ถึง พ.ศ. ๖๐๐ แล้วเขาจึงทำพระพุทธรูปกัน พวกกรีก คันธาระ ทำขึ้น, พวกมธุราทำขึ้น, พวกอมราวดีทำขึ้น. พระพุทธรูปแบบกรีก เป็นพวกคันธาระ Saxon Indian เหมือนฝรั่งไปเลย. แบบมธุรานี้ก็เหมือนอะไรบอกไม่ถูก ฝรั่งก็ ไม่ใช่ แขกก็ไม่ใช่, แบบอมราวดีก็ยังเป็นแขกมามาก ดูคล้ายแขกอินเดียมาก. ตอนทำพุทธรูปนี้เกิดปัญหาน่าคิดเสียแล้วว่า ทำไมจึงมีเค้าชาวอินเดีย ชาวฝรั่ง, อะไรทำนองนี้ ; แล้วก็หาไม่ได้สักองค์หนึ่ง ที่ว่าพระพักตร์นี้จะมีลักษณะสะอาด สว่าง สงบ อย่างเต็มเปี่ยม, อิ่มอยู่ด้วยความสุขนี้หายาก ยิ่งไปทำท่าทางอย่างนั้น อย่างนี้เข้าด้วยแล้ว ยิ่งแล้วใหญ่เลย เป็นเรื่องวุ่นวายไปเลย. ทีนี้ ก็ต้องช่วยตัวเองกันบ้าง : ถ้าจะอยากดูพระพุทธรูป เอาพระพุทธรูป มาดูมาไหว้นี้ ก็ดูให้ซึ้งเข้าไปถึงความสะอาด สว่าง สงบ ในพระพักตร์ ซึ่งเราสมมติ ว่าเป็นพระพักตร์ของพระพุทธเจ้านี้ ดูให้เห็น ; หรือมิฉะนั้นถ้าไม่อยากดู ไม่กล้าดู กราบ ๆๆ เอา แล้วก็ลุกขึ้นมา ; อย่างนี้ละก็อย่าไปดูหน้าพระพุทธรูปเข้า ; เพราะ ว่าบางองค์ไม่รู้ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร. หน้านั้นจะแสดงอะไรที่ไม่ใช่ความสะอาด สว่าง สงบก็มี ; ถ้ายิ่งพระพุทธรูปบางองค์ปากแหว่งด้วยแล้วละก็ ยิ่งยากใหญ่, ยิ่งต้องปลงอนิจจังกันมากทีเดียว.
น.972 ขณะที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น พระพุทธเจ้าจริงมาอยู่ในใจเรา ทีนี้มาพูดกันถึงเรื่องว่า แม้บางวันบางขณะ บางเวลา เรามีจิตใจไม่ยึดมั่น ถือมั่น ; เรามีจิตใจว่าง ไม่ยึดมั่นถือมั่นนั้น นั่นแหละพระพุทธเจ้าจริง ; เหมือนพระพุทธเจ้าจริงท่านมาอยู่กับเรา : คือในขณะใดขณะหนึ่งที่จิตมันสบายดี แล้วไม่โกรธ ไม่รัก ไม่เกลียด ไม่กลัว ไม่เศร้า ไม่อะไรทั้งนั้น, อยู่ในภาวะที่ สะอาด สว่าง สงบ ดีแล้ว ก็จงรีบดูเถอะ พระพุทธเจ้าชนิดนั้นอยู่ ดูที่จิตนั้น. นี่จะเห็นพระพุทธเจ้าจริงกว่า เพิ่มขึ้น ๆ เพิ่มขึ้น ๆ จนค่อยสมบูรณ์ นี่คือเห็นธรรม ; เห็นธรรม คือความสะอาด สว่าง สงบ ซึ่งเป็นธรรมประเภทที่ ๔ ผลการปฏิบัติ หน้าที่, เป็นความสะอาด สว่าง สงบขึ้นมา. ดูที่ธรรม ธรรมนี้คือธรรมะข้อนี้ ข้อที่เป็นความสะอาด สว่าง สงบ ก็เหมือน กับรวมทั้งหมด ; เพราะว่าเกิดมาจากทั้งหมด ก็คือเห็นพุทธะ, เห็นพุทธะ คือเห็นธรรมะ, เห็นธรรมะคือเห็นพุทธะ, แล้วก็เข้าใจธรรมนี้ขึ้นทันที ; เข้าใจประโยคที่ว่า โย ธมฺมํ ปสฺสติ โส มํ ปฺสติ, โย มํ ปฺสติ โส ธมฺมํ ปสฺสติ -ผู้ใดเห็นธรรมะ ผู้นั้นเห็นเรา ; ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นเห็นธรรมะ. ผู้ใด ไม่เห็นเรา แม้แต่จับมุมจีวรถือไว้ ก็ไม่ชื่อว่าเห็นเรา ขณะที่จับจีวรดึงไว้ ก็ไม่ชื่อว่า เห็นเรา ; เหมือนคนจำนวนมากที่ไม่รู้จักพระพุทธเจ้า เดินสวนทางกันก็ไม่รู้จัก พระพุทธเจ้า คุยกัน ถามกัน ซักไซ้ไล่เลียงกันแล้วก็ยังไม่ยอมเชื่อ ว่าเป็นพระพุทธเจ้า ก็แยกกันไป นี้ก็มีมากในครั้งพุทธกาล. คนแรกที่สุดที่ไม่ยอมเชื่อพระพุทธเจ้า คืออุปกะอาชีวก "พระพุทธเจ้าตรัสรู้ เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว เดินทางจะไปโปรดเบญจวัคคีย์ ที่เมืองพาราณสี แคว้นกาสี สวนทางกับอุปกะอาชีวก คุยกันตั้งพัก. อุปกะอาชีวกนั้นเขาก็เป็นศาสดา เป็นผู้สอน ศาสนา ; เขาถามว่าเป็นอย่างไร ? บวชกับใคร ? พระพุทธเจ้าตอบว่าเราเป็น
น.973 ธรรม ๓๘๗ เราเอง นี้คือเป็น สัมภู; เขาก็ไม่เชื่อ, แล้วไม่ได้พูดกันมากเพียงแต่ผงกหัว, ผงกหัวว่า หุเวยฺยาวุโส. คำนี้ถ้าแปลให้ถูก ก็แปลว่า เออ, อาจจะเป็นได้, อาจจะเป็นได้กระมัง. หฺเวยุยาวุโส ดูก่อนอาวุโส, เรื่องที่ว่านี้พอจะเป็นได้, อาจจะเป็นได้ ; แต่ก็ไม่เชื่อ. อุปกะอาชีวกก็ไม่เชื่อว่านี้เป็นพระพุทธเจ้า, แล้วก็เดินไปคนละทาง แยกทาง กันไปอย่างนี้ เรียกว่าคนนี้มีโชคดีที่สุดกว่าคนอื่น พบพระพุทธเจ้าเป็นคนแรก แล้วยังไม่ได้อะไร ไม่เข้าใจว่าทำไม จะเป็นพระพุทธเจ้าได้อย่างไร ; แล้วมัวถาม ในเรื่องว่า เรียนกับใคร บวชกับใคร ? ไม่ถามว่าสอนอย่างไร ? หรือรู้อะไร ? หรือปฏิบัติอย่างไร ? ไม่ถามอย่างนี้. ที่พระพุทธเจ้าบอกว่า เป็นตัวเอง เป็น สยัมภู คือรู้เอง ก็เลยไม่เชื่อ, แล้วพระพุทธเจ้าก็คงจะคิดว่า ฮื้อ ..! คงจะพูดกัน ไม่รู้เรื่อง แล้วเลยไม่พูด แยกทางกันไปเลย. คนโชคดีที่สุด พบพระพุทธเจ้าก่อนใครทั้งหมด แต่ก็ไม่ได้รับประโยชน์อะไร เลย จึงเหมือนกับไม่มีโชคดี เพราะไม่เห็นธรรม ; เพราะไม่เห็นธรรม, ไม่เห็น ธรรมอย่างเดียว จึงไม่เห็นตถาคต , ไม่เห็นตถาคตก็ไม่เห็นธรรม, ไม่เห็น ธรรมก็ไม่เห็นตถาคต. ขอให้พยายามเห็นธรรม เพื่ออยู่กับพระพุทธเจ้า ขอให้ อุตส่าห์สนใจคำว่า "ธรรม” นี้ให้มากๆ, ไม่มีเรื่องอะไรแล้ว ; ให้เห็นธรรมเถอะ. ต้องปฏิบัติเป็นเรื่องในใจ จะติดอยู่แค่พระพุทธรูป หรือ แค่ข้อวัตรปฏิบัติ สีลวัตรต่าง ๆ แค่นี้ไม่พอ ; ต้องเลื่อนขึ้นไป, เลื่อนขึ้นไป. ที่เราเรียกว่า สีลัพพตปรามาสนั้น ไปติดอยู่แค่สีลวัตร เช่นสวดร้องพร่ำบ่น, หรือ อะไรพิธีรีตองหรืออย่างไรที่เป็นของขลังไปหมด ; ไม่ไปถึงความรู้ ไม่ไปถึง ความจริง ; สีลวัตรนั้นกลับเป็นเครื่องหน่วงเหนี่ยวไว้. ฉะนั้น จึง พูดแล้วพูด
น.974 อีกว่า เวลาไหว้พระสวดมนต์นี้ ให้สวดด้วยใจ ให้คิดด้วยใจ ให้พิจารณา ด้วยใจ. อย่าไปไหว้พระสวดมนต์เหมือนนกแก้วนกขุนทอง เป็นจานเสียง เดินได้ อย่างนี้ เป็นถึงขนาดนี้, เป็นหีบเสียงที่เดินได้ นี้ก็คือสวดแต่ปาก แต่ใจ ไม่สวด ใจไม่รู้ ใจไม่พิจารณา; ถ้าขืนทำอยู่อย่างนี้เป็นสีลัพพตปรามาส, คือสีลวัตรที่ตนประพฤติอยู่, มันผูกมัดให้จมอยู่ให้ติดอยู่. เราจะ "แก้ลำ" ได้ก็โดยที่ว่า เราประพฤติศีล ประพฤติวัตร ปฏิบัติต่างๆ นี้ด้วยความรู้สึก ด้วยความเข้าใจ ด้วยความเห็นแจ้ง ด้วยความรู้สึกอยู่เรื่อยไป, แล้วก็จะ เลื่อนขึ้นไป เลื่อนขึ้นไป จนเห็นแจ้ง ได้เห็นได้รู้จักพระพุทธเจ้า หรือเห็นธรรมะ ได้ทุกที่ เพิ่มขึ้น ๆ ทุกทีที่มีการทำวัตรสวดมนต์ ด้วยบทที่ดี ๆ. บทสวดมนต์ที่เกี่ยวกับเรื่องนิพพานที่ดี ๆ นี้ช่วยได้มาก อย่างเช่นบทว่า : อปฺปกา เต มนุสฺเสสุ เย ชนา ปารคามิโน, อถายํ อิตรา ปชา ตีรเมวานุธาวติ, -ในหมู่มนุษย์ทั้งหลาย, ผู้ที่ถึงฝั่งแห่งพระนิพพานมีน้อยนัก ; หมู่มนุษย์นอกนั้น ย่อมวิ่งเลาะอยู่ตามฝั่งในนี่เอง. บทสวดมนต์บทนี้ดีมาก, เตือนให้ไม่ ประมาท เตือนให้เกิดความสำรวม ให้ละอาย ให้อะไร ทุกทีที่สวด. แต่ เดี๋ยวนี้สวดกันอย่างหีบเสียงเดินได้, เครื่องบันทึกเสียงเดินได้อย่างนี้ จึงได้ผลน้อย ; ไปติดอยู่ที่นี่ ไม่ก้าวหน้าเหมือนกับภาพล้อภาพใหญ่ในฝาผนังนี้ : ตุ๊กแกยังขึ้นไปกับเมฆ ในที่ว่างได้ ; ส่วนทายกทายิกามัวแต่หมอบอยู่ที่พื้นโบสถ์ กราบแล้วกราบอีก หน้าผาก เปื้อนฝุ่นเหมือนทาแป้งอยู่นั่นเอง ; สู้ตุ๊กแกก็ไม่ได้, ขึ้นไปถึงยอดโบสถ์แล้วลอย ไปเหนือทุกสิ่ง. ภาพเหล่านี้เป็นภาพล้อ ก็มีประโยชน์ในทางล้อให้นึกได้ ให้ ขวนขวาย ในประโยชน์ ให้เลื่อนชั้น.
น.975 ธรรม ๓๘๙ ขณะที่ทำการงาน ต้องฝึกเห็นธรรมด้วย ต่อสู้กิเลสด้วย เรื่องสำคัญที่จะพูดอีกเรื่องก็คือว่า ไม่ใช่ว่าเราจะเห็นธรรมะหรือพิจารณาธรรมะ เฉพาะแต่เมื่อเวลาไปนั่งกรรมฐาน หรือไปไหว้พระสวดมนต์ ; เวลาอย่างนั้นไม่ค่อย มีเรื่อง. เวลาที่จะพิจารณาธรรมะเห็นธรรมะนี้ เป็นเวลาที่เราทำการงาน ; เพราะเวลาทำการงานนี้เป็นช่องให้เกิดกิเลส; เมื่อเป็นช่องให้เกิดกิเลส เรา จะได้รู้จักกิเลส จะได้ต่อสู้กิเลส จะได้กำจัดความยึดมั่นถือมั่น. นี้ก็บอกอยู่บ่อย ๆ แล้วว่าให้คลำดูบนหัว มีเขาโง้งหรือเปล่า ยกหูชูหางหรือเปล่า เวลาเข้าใกล้เพื่อนฝูง ส่งเสียงฮื่อ ๆ แฮ่ ๆ หรือเปล่า นั้นแหละเวลาที่มีประโยชน์มาก. เวลาที่ทำการงาน เวลาฉันอาหาร เวลาต่าง ๆ นี้ ได้เกิดความรู้สึกที่ เป็นรัก เป็นเกลียด เป็นโมโห เป็นยึดมั่นถือมั่นเกี่ยวกับกูกับมึงหรือเปล่า อะไรทำนองนี้ ; พอมีความคิดนึกไปในทางฮื่อ ๆ แฮ่ ๆ เรื่องกูเรื่องสูอะไร, รีบสนใจเรื่องนั้น ให้มาก ต้องฆ่ากันที่นั่น ; มันต้องมีตัวสิ่งที่เราจะฆ่า จึงจะฆ่าได้. ถ้าไป กางกลดอยู่บนภูเขา สบาย นอนหลับไปเลย ; อย่างนี้ก็ไม่มีอะไร, ไม่มี เรื่องที่จะต้องฆ่า ต้องฟัน ต้องรบ ; แล้วก็ไปทำเพ้อ ๆ ไปตามระเบียบที่วางไว้ พอให้แล้ว ๆ ไป; แล้วก็ตั้งให้เป็นโสดา สกิทาคา นี้น่าหวัว ; พอมากระทบอะไร เข้าจริงก็หวั่นไหว, มีหูยาว หางยาว เขายาว อะไรนี้มากนัก. พิจารณาดูกันเถอะว่า มันมีฮื่อมีแฮ่กันหรือเปล่า ? เมื่อฉันอาหาร เมื่อทำ การงานนี้ เมื่อประชุม ส่งเสียงบ๊งเบ๊ง ล้งเล้ง ด้วยโทสะจริตหรือเปล่า ? มีสายตา ค้อนควักผู้อื่นหรือเปล่า ? มีการประชดประชันคนอื่นหรือเปล่า ? มีการอยากจะให้ คนอื่นคิดว่า ต้องยกเราเป็นหัวหน้า ต้องเชื่อฟังเรา อย่างนี้หรือเปล่า ? นี่คือ กิเลส ที่เลวที่สุดของพวกยึดมั่นถือมั่น : คือว่า เป็นผู้อยากจะให้คนอื่นยอมแพ้ ว่าทุกคนต้องเชื่อฟังเรา, นี้เป็นอันดับต่ำสุดของพวกยึดมั่นถือมั่น. คนชนิดนั้น
น.976 ตกนรกทั้งเป็นอยู่ทุกชั่วโมงทุกนาที ; แม้จะอยู่ในวัดนี้ แท้ที่จริงไม่มีเวลาที่หัวใจโปร่ง เป็นความสะอาด สว่าง สงบ และรู้จักพระพุทธเจ้า ; แต่ก็ยังยกหูชูหาง จะให้ ผู้อื่นคิดว่าตัวเป็นผู้ที่มีธรรมะอยู่นั่นแหละ ให้ตัวเป็นผู้มีคุณธรรมสูงกว่า ผู้อื่นอยู่, เป็นอย่างนั้นเรื่อยไป, เป็นธรรมชาติอย่างนี้เอง, ธรรมชาติของกิเลส. นี้คือคนที่ตกนรกทั้งเป็นอยู่ทุกๆ นาที ทั้งวันทั้งคืน; ไม่มีระยะสักระยะหนึ่ง ที่ว่างเว้น ที่หัวใจจะสะอาด สว่าง สงบ แล้วเห็นพระพุทธเจ้าได้. คนบางคนพอมาเข้ากลุ่มสังคมกัน ก็ กรุ่นอยู่แต่ที่จะให้คนอื่นยกย่องตัว ว่าเป็นผู้ถูก ผู้เก่ง ผู้เลิศ, ทุกคนต้องฟังคำสั่งกูอย่างนี้ นี้เป็นหลักธรรมดาทั่วไป ไม่ว่าใคร มีกิเลสพื้นฐานอย่างนี้ทั้งนั้น. แต่ว่า ใครมีบุญก็เบาบางไป มีเวลา ที่สงบบ้าง พอที่จะนึกเห็น หรือมีการพักผ่อน มองดูว่า อ้าว, เป็นอย่างนี้, นั่น เป็นอย่างนั้น อาการต่าง ๆ ในจิตแตกต่างกันอย่างนี้; ก็จะได้ขวนขวายปฏิบัติธรรม. ทีนี้ ถ้าใครเป็นบ้าถึงขนาดที่กล่าวมานั้น อย่าได้โกรธเขาเลย ช่วยกัน สงสารให้มาก. อย่าไปออกรับ อย่าไปต่อล้อต่อเถียง อย่าไปเป็นคู่ปรปักษ์หรือศัตรู ; จงสงสารเขาให้มาก ; ถ้าเขาคลั่งจัดขึ้นมานัก ก็แอบไปหัวเราะกันเสียก็ แล้วกัน. ให้เป็นตลกไปเสีย ไปช่วยหัวเราะกันอยู่ลับ ๆ ให้เขาบ้าคนเดียวอย่างนั้น แล้วก็คงจะดีขึ้นบ้าง. ผมจึงยืนยันว่า การทำวิปัสสนาในการงานนี้วิเศษที่สุด เหมือนที่เราทำ อยู่ทุกวันนี้. พวกคุณอาจจะคิดว่าผมจะหลอกใช้งานคุณก็ตามใจ ก็ได้เหมือนกัน ; แต่ว่าในใจแท้จริง ผมรู้สึกว่า เป็นวิธีลัดที่สุด ที่จะรู้จักกิเลส รู้จักความยึดมั่น ถือมั่น และรู้จักวัดหู วัดหาง วัดเขา วัดอะไรของตัวเอง ว่าสั้นยาวเท่าใด. ฉะนั้น ขอให้เอาไปพิจารณาดู เพื่อจะชุดเกลาให้กิเลสเบาบางลง, ให้ว่างลง, ให้สงบลง จะได้เห็นพุทธะ เห็นธรรมะกันเสียบ้าง; ให้เห็นว่าความไม่มีกิเลสที่เป็นเหตุ ให้ยกหูชูหางนี้เป็นอย่างไร ? วิเศษแค่ไหน ?
น.977 ธรรม ๓๙๑ ความสะอาด สว่าง สงบ อยู่ที่ตรงไหน ? จะหาพบที่นี่ ที่ขณะทำงานนั้น ; ไม่ได้หาพบเพราะการไปนั่งคิด ๆ นึก ๆ สันนิษฐานใช้เหตุผลทั้งนั้น. ผมเคยมาแล้ว ผมจึงขี้เกียจที่จะไปกางมุ้ง กางกลด นั่งในที่สงบ แล้วคิด ๆ นึก ๆ โดยการใช้เหตุผล อย่างนี้. ผมเคยทำมาแล้ว มันช่วยไม่ได้ ; ใครไม่เคยก็ไปลองดู. แต่ถ้าว่า กลางวันมาต่อสู้กับอารมณ์นี้ แล้วกลางคืนเก็บไปคิดไปนึกนั้นดี ดีที่สุด. กลางวันต่อสู้กับอารมณ์ เป็นยักษ์ เป็นมาร เป็นเทวดา เป็นพรหม เป็นอริยะ เป็น อะไรหลายๆ อย่าง ในวันหนึ่ง ๆ นี้, พอค่ำลงเอาไปคิดนึก จะได้สงสารตัวเองให้ มาก ละอายให้มาก กลัวให้มาก แล้วจะค่อยๆ ดีขึ้น ๆ ดีขึ้น ๆ. เดี๋ยวนี้ทำวิปัสสนา แล้วเที่ยวเป็นอาจารย์วิปัสสนา แล้วทำนาบนหลังลูกศิษย์ ให้ลูกศิษย์ช่วยติดตามเป็นฝูง ; ช่วยกันเสียสละบำรุงบำเรออาจารย์ให้มีความสุข ; อย่างนี้มันเรื่องหลอกเขากิน, ทำนาบนหลังลูกศิษย์ ด้วยการยกเอาวิปัสสนาเป็น เครื่องมือ มันก็ไปไม่รอด ; ไม่เท่าไรก็ล้มละลายกันทั้งอาจารย์ทั้งศิษย์ ; เพราะ ไม่ไปตามเรื่องตามคลองของพระพุทธเจ้า. ขอให้ฝึกอย่างที่มีสิ่งใด เป็นเหตุให้ทดสอบอารมณ์ ทดสอบจิตใจของเรา สอบไล่ตัวเรานี้แล้ว จงเข้าไปเกี่ยวข้องกันให้มาก ๆ ; แล้วพอค่ำลงก็ไปคิดไปนึกดู. ถ้าจิตยังยุ่งอยู่ จงสงสารตัวเองให้มาก จะได้ถอยหลัง, จะได้ฉลาด, จะได้เปลี่ยน นิสัย ; แล้วโอกาสที่จะเห็นธรรมก็จะมี เห็นธรรมะคือเห็นพระพุทธเจ้า เห็น พระพุทธเจ้าคือเห็นธรรมะ จะดีขึ้น ๆ ๆ. รู้จักธรรมะฝ่ายชั่ว ฝ่ายทุกข์ ฝ่าย อกุศลก็รู้จักดี ; รู้จักธรรมะฝ่ายบุญ ฝ่ายกุศล ฝ่ายไม่มีทุกข์ก็รู้จักดี ; รู้จักอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาดี รู้จักกฎแห่งเหตุและผลดี อย่างนี้ก็ดีทุกอย่างไปเลย. ถ้าพูดกันรู้เรื่องอย่างนี้ก็ดี ; ผมก็ไม่ค่อยเบื่อ ไม่ค่อยเหนื่อยที่จะพูด. แม้ จะเหนื่อย ก็ไม่รู้สึกเหนื่อยที่จะพูด ; แต่ถ้าพูดอย่างไม่เป็นเรื่อง พูดอย่างพิธีรีตอง
น.978 พูดอย่างมีงานพิธีนี้ชักเหนื่อย ชักเบื่อ. เรื่องที่เป็นพิธีรีตอง มักเบื่อเข้าทุกที. ถ้า พูดกันจริง ๆ พูดกันให้รู้เรื่องจริง ๆ แม้ไม่กี่คนนี้ก็นึกชอบอยู่ หรือว่าพูดได้. อย่างนี้ ที่เราเรียกว่า ซ้อมความเข้าใจทำปาฏิโมกข์ทางพระธรรม, ซักซ้อมทางธรรมะอย่างนี้ยังนึกพอใจอยู่. ถ้าทุกคนพึงให้ดี ฟังอย่างฟังให้ดี ให้เข้า ใจบ้าง แล้วเอาไปคิดไปนึก ไปพิจารณาดูตามที่พูดซ้ำ ๆ อยู่นี้ พูดซ้ำ ๆ เรื่อย. คำว่า ธรรมะเพียงคำเดียวนี้พูดเรื่อยไป : ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นพระพุทธเจ้า ผู้ใด เห็นพระพุทธเจ้า ผู้นั้นเห็นธรรม. เห็นธรรมต้องเห็นใน ๔ ความหมาย คือตัว ธรรมชาติ, ตัวกฎของธรรมชาติ, ตัวหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ, ตัวผลที่เกิดขึ้น จากหน้าที่นั้น. เมื่อเห็น ๔ อย่างนี้ คือเห็นจากการปฏิบัติ ที่ได้ปฏิบัติ ได้รู้สึกอยู่ในใจ ; ไม่ใช่อ่านจากหนังสือ, ไม่ใช่พึงผมพูด. เห็นธรรมะนี้จริงๆ ด้วยใจของตนจริง ก็คือเห็นพุทธะ ไม่มากก็น้อย เห็นองค์น้อย ๆ ไปก่อนก็ยังดีกว่าไม่เห็น, เห็นเพียง ชั่วขณะ ๆ ก็ยังดีกว่าไม่เห็นเสียเลย. ขอให้พยายามเลื่อนชั้นให้มันมากขึ้น ๆ อย่าเบื่อที่จะต้องทำซ้ำ ๆ ซาก ๆ เพราะ ไม่มีเรื่องอื่นอีกแล้ว มีแต่เรื่องนี้ ; ฉะนั้นจึงต้องทำซ้ำ ๆ ซาก ๆ ซ้ำ ๆ ซาก ๆ อย่าง ที่คนธรรมดาเขาเบื่อ แต่ว่าเราไม่เบื่อ ถ้าได้รับผลอยู่บ้าง ก็ไม่เบื่อเท่านั้น. ค่ำแล้ว หมดเวลาเพียงนี้ -------------------
Buddhadasa