น.927 พูดธรรมะมาอย่างนี้ ๑๐ กว่าปีแล้ว ถ้านับครั้งที่ อบรมครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๙ ก็พูดมา ๙๐ ครั้งแล้ว ; ถ้าพูด อีกปีหนึ่ง ปีหน้านี้ ก็ ๑๐๐ ครั้งพอดี นี้ก็อาจจะหยุด กันที่ก็ได้. การพูดอย่างนี้เป็นที่พิเศษ ที่พูดตรงนี้ คล้าย ๆ พูดเป็นที่พิเศษ, เราเรียกว่าธรรมปาฏิโมกข์ อันใคร ๆ จะว่าไม่ได้; เราพูดได้ตามชอบใจเป็น พิเศษ ฉะนั้นจึงพูดที่ตรงนี้. ถ้าไปที่กรุงเทพฯ ก็พูดที่สวนอุศม. คุณไปอ่านหนังสือโอวาท เขาใช้ คำว่า “โอวาท" รวม ๆ ทั่วทุกเรื่องที่พูดที่สวนอุดม : เรื่องไม่ต้องทำอะไร, เรื่องไม่มีศาสนา, ในโลก มีแต่คนบ้า, ฟังออกไหม? ในโลกมีแต่คนบ้า ๓๔๑
น.928 หัวข้อนี้คิดดูซิหมายความว่าอย่างไร ? ฟังออกหรือยัง? ผิดถูกอย่างไร ? มองให้เห็นให้รู้ ขัดแย้งกันอย่างไร? ไม่เห็นด้วยหรือเปล่า ? หรือว่ารู้สึก อย่างอื่น. คนในโลกมีแต่คนบ้าทั้งนั้น หมายความว่าอย่างไร ? ที่ว่าใน โลกมีแต่คนบ้าทั้งนั้น ไม่มีคนดี. ลองอธิบาย "ในโลกมีแต่คนบ้า" ดูซิ กระทั่งคนชาวบ้านทั่วไปให้เขามองเห็นว่า ในโลกนี้มีแต่คนบ้า ไม่มีคนที่ ไม่บ้าเลย คุณจะพิสูจน์อย่างไร? ในกายนี้มีแต่คนบ้าทั้งนั้นเลย แล้วคนที่ ไม่เข้าใจผิด คนที่ดี ก็มีอยู่ในโลกนี้ แล้วเราจะอธิบายเขาอย่างไร. โลกนี้มีแต่คนบ้า จริงหรือไม่ นี้เป็นเรื่องเข้าใจธรรมะหรือไม่? เข้าใจธรรมะตรงจุดหรือไม่ ? ลึกซึ้ง หรือไม่ ? มันไม่มีอะไรจะต้องพูดแล้ว เหลืออยู่แต่ว่า : เข้าใจที่พูดให้มัน ตรงจุด ธรรมะที่เราเรียนมานั้น เข้าใจให้มันถูกเถอะ, เข้าใจให้มันถูกและ สมบูรณ์ เข้าใจถูกต้อง และลึกซึ้งถึงที่สุด, สมบูรณ์ที่สุด ; แล้วก็จะพูดได้ อย่างนั้นเอง. "ในโลกนี้มีแต่คนบ้า" ถ้าผม จะอธิบายเสียเรื่อย ก็จะเป็นอย่าง ภาพนั้น. พวกคุณก็จะโง่ลงไป แล้ววันหนึ่งก็จะด่าผม, ทำให้ไม่มีโอกาสที่จะ ใช้ความคิดของตัวเอง เลยไม่รู้อะไร ; วันที่จะรู้ด้วยความคิดของตัวเองก็จะไม่มีกัน เพราะว่าเขาบอกเสียเรื่อย, แล้วก็ยิ่งโง่ลง โง่ลง โง่ลง. ผมมีข้อดีข้อนี้ มีดีคือ ไม่ค่อยถามใคร ; ที่แล้วมาจนกระทั่งบัดนี้ คุณดูเถิด ผมไม่พยายามจะถามใคร, พยายามจะตอบเอง จะรู้เอง คิดขึ้นมาให้ได้เอง ; เพราะฉะนั้นจึงรู้อะไรอย่างนี้, จึงทำอะไรอย่างนี้. วิธีของฝ่ายเซ็น เรื่องบรรลุธรรมเพราะเสียงอิฐกระทบไม้ไผ่ คุณรู้เรื่องนี้ดีแล้วหรือ ? รูปภาพรูปนั้น : ภาพที่เขียนไว้เป็นไม้ไผ่ หรือ ป่าไผ่ ; ! แล้วพระรูปหนึ่งกวาดขยะอยู่นี้ ; ถ้ายังไม่รู้ก็ยิ่งไม่รู้ ยิ่งพูดก็ยิ่งไม่รู้ใหญ่ ก็ดีเหมือนกัน.
น.929 พระองค์นี้ชื่ออะไรก็ลืมเสียแล้ว จดไว้มี; เมื่อก่อนนี้ก็เป็นนักเลงเหมือน อย่างคนบางคนเกะกะเกเร ไม่ยอมแพ้ใครเหมือนกัน. ที่นี้เบื่อเข้า ก็มาบวช คล้าย ๆ หัวไม้มาบวช, บวชแล้วถามอาจารย์. หัวข้อที่เอามาถามนั้นว่า ทำอย่างไรจึงจะ บรรลุธรรม ? ทำอย่างไรจึงจะดับกิเลสได้ ? เหมือนที่คนทั้งหลายชอบถามหัวข้อนี้, ก็ต้องถามอย่างนี้ ตามธรรมดาคนบวชเข้ามาใหม่. อาจารย์ตอบว่า ถ้าผมตอบให้คุณ มันก็เป็นของผม, มันเป็นของคุณไป ไม่ได้, พึงถูกไหม ? อาจารย์ว่าอย่างนี้ : ถ้าบอกให้ไป ก็เป็นของผม จะเป็น ของคุณไปไม่ได้ ; เพราะคุณไม่ได้รู้เอง ไม่ได้คิดเอง ไม่ได้พลุ่งขึ้นมาเอง ไม่ได้ โพล่งขึ้นมาเอง, ปัญญาไม่ได้โพลงขึ้นมาเอง. อาจารย์บอกว่า บอกเข้ามันก็เป็นของผมเอง ไม่ใช่ของคุณ แล้ว วันหนึ่งคุณก็จะด่าผม. อาจารย์เขาว่าอย่างนี้ แล้วก็ไม่บอก ; ใช้ให้ไปปฏิบัติ ตามแบบของพวกเซ็น ; เหมือนอย่างเรื่องจับใส่หีบแล้วให้หาทางออกเอาเองอย่างนั้น. ที่นี้นานเข้า ๆ พระรูปนี้ก็คล้าย ๆ กับพ้นแล้ว เป็น "นิสสัยมุตตกะ" แล้ว ; แล้วออกไปอยู่ป่าไผ่คนเดียว, ไปปฏิบัติคนเดียว เพียรไปๆ ๆ. วันนั้นเก็บกวาด บริเวณกุฏิ เป็นเวลาที่เก็บกวาดกลางวัน ; ถือไม้กวาดอันยาวกวาด ๆ ไปอย่างนี้ จน เหน็ดเหนื่อย เหงื่อไหลไคลย้อยก็กวาดไป. พอไม้กวาดมันงัดเอาก้อนอิฐเล็ก ๆ กระเด็นไปกระทบลำไม้ไผ่ดังปุ๊ง เขาก็ บรรลุธรรมทันที เพราะเสียงดังปุ๊งที่ไม้ไผ่นั้น ; พอมีเสียงดังปุ๊ง ก็บรรลุธรรมโพลงขึ้น. เรื่องอย่างนี้อย่าไปนึกอย่างอื่น มันเป็นวิธีของพวกเซ็น ซึ่งเราไม่ค่อยเข้าใจ เขา; เราไม่ได้ทำวิธีนั้น. คล้าย ๆ ของที่มันขังหรืออัดอยู่ พอมีรูมันก็ออกมา ดังปุ๊งน่ะ. การเกิดเสียงปุ๊งขึ้นมานี้ ทำให้รู้อะไรโพล่งพล่างออกไป เป็นเรื่องเกิด เรื่องดับ เรื่องมี เรื่องไม่มีอะไรอย่างนี้ ; ก็เป็นอันว่าบรรลุธรรมะ ขนาดที่เรียกว่า ตรัสรู้.
น.930 เขาได้ยินปุ๊งก็หยุดเลย, พอปุ๊งก็หยุดเลย หยุดชะงักเลย ; เสร็จแล้วก็ไป. พอครู่หนึ่งก็ไปอาบน้ำอาบท่า ผลัดจีวร ห่มจีวรเต็มที่ให้เป็นพิเศษ. ไปที่หน้าแท่น บูชา เอาธูปเอาเทียนมาจุด แล้วก็บูชาไปยังอาจารย์คนแรกนั้น : ว่าขอบพระคุณ อาจารย์, ขอบพระคุณอาจารย์ที่พูดว่า "บอกไม่ได้ ถ้าบอกก็เป็นของผมไม่ใช่ ของคุณ แล้ววันหนึ่งคุณก็จะด่าผม" . ถ้าอาจารย์บอกเสียแต่ครั้งนั้น วันนี้จะไม่มี, วันนี้จะไม่มี. ถ้าอาจารย์ตอบเสียในวันแรกที่ถาม เหตุการณ์ในวันนี้จะไม่มี, เหตุการณ์ ดังปุ๊งแล้วบรรลุ ก็ไม่อาจจะมี. แต่เพราะเหตุที่อาจารย์ไม่บอก ไม่ยอมบอกนั่นแหละ อยู่มา เหตุการณ์นี้จึงมี คือบรรลุ. นี้เป็นอันว่าอาจารย์ได้พูดจริงร้อยเปอร์เซ็นต์ทุกอย่าง, แล้วก็ยอมสารภาพว่า เขาจะด่าอาจารย์จริง ๆ ก็ได้ ถ้าอาจารย์ได้บอกเสียวันนั้น ; เพราะไม่มีอะไรจะทำให้ บรรลุอะไรได้. วันนั้นเพราะอาจารย์ไม่บอก วันนี้จึงมี, วันนี้คือเหตุการณ์อย่างนี้ เสียงดังปุ๊งแล้วบรรลุ มันจึงมี จึงขอบพระคุณอาจารย์อย่างยิ่ง ; แล้วก็เป็นความจริง อย่างยิ่ง ก็ยิ่งเชื่อ ยิ่งนับถืออาจารย์. ในรูปภาพเรื่องนี้ ให้ไปดูรูปภาพถ่ายที่มีพระรูปหนึ่งกวาดขยะอยู่นี้ มีเรื่อง ดังเล่ามา. ( ดูรูปท้ายบทนี้) พวกนิกายนี้, นิกายเสี่ยงตุง นิกายเซ็น; เขาจึงถือ เหลือที่จะถือ คือไม่ตอบคำถาม; มีแต่กลับถามเพิ่ม ขึ้น; แล้วคนนั้นต้องไปคิด, เป็น เชิงคิด เชิงปรับปรุงทุกสิ่งทุกอย่างที่แวดล้อมให้เหมาะ ให้ความสว่าง แล้วเกิดความรู้ โพลงออกมา. นี้ถือว่า จิตแท้ ๆ นั้นพร้อมที่จะรู้เสมอ แต่รู้ออกมาไม่ได้ เพราะคนเรายังมีโง่ มีอะไรหนามาก ปิดบังอยู่เรื่อย พอกหุ้มอยู่เรื่อย จิตโพลง ออกมาไม่ได้. ต้องเป็นอยู่ให้ถูกวิธี วันหนึ่งความรู้จะโพลงออกมา อย่างที่ถูกวิธี แล้วพอเหมาะแก่เวลา คราวถึงเวลาของมัน.
น.931 วิธีของเซ็นเรื่องนี้คล้าย ๆ กับพระพุทธเจ้าตรัสว่า : ถ้าภิกษุเหล่านี้จะเป็น อยู่โดยชอบไซร้ โลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์; มันคล้าย ๆ อย่างนั้น ให้ เป็นอยู่โดยชอบ เป็นอยู่โดยชอบธรรม- สมฺมา วิทเรยฺยุํ ; อิเม เจ ภิกขุ ภิกฺขู สมฺมา วิหเรยฺยุํ อสุญฺโญ โลโก อรหนฺเตหิ อสฺส. มีในบาลี บทปรินิพพาน สูตร : ถ้าภิกษุเหล่านี้จะเป็นอยู่โดยชอบไซร้ โลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์. ผม อธิบายเอาเองนะว่า เป็นอยู่โดยชอบ ก็คือเป็นอยู่ที่ถูกวิธีธรรมชาติ ; การ ตรัสรู้ก็พร้อมที่จะออกมา. ถ้าเป็นอยู่ชอบ โลกจะไม่ว่างพระอรหันต์ เดี๋ยวนี้ภิกษุทั้งหลาย เป็นอยู่อย่างโจร, เป็นอยู่อย่างพ่อค้า ผู้ค้าขาย, เป็น อยู่อย่างนักเลง หลอกลวงเขาไปเสียทั้งนั้น. ภิกษุเป็นอยู่อย่างพ่อค้า อย่างนักการค้า หมายความว่า ที่อุตส่าห์เล่าเรียนนี้ เรียนเพื่อได้ดิบได้ดีทั้งนั้น, จิตใจมุ่งมั่นเป็นโลภะ เป็นตัณหา มุ่งที่จะได้ดิบได้ดี ได้ประกาศนียบัตรมาเป็นลำดับ ได้รับยศ ได้รับศักดิ์ แต่งตั้งขึ้นไป สูงขึ้นเรื่อย ๆ ไป จนนอนเอ้เตเป็นผู้สบายอยู่. อย่างนี้เรียกว่าเป็นนักการค้า ไม่ใช่ว่าอยู่โดยชอบ ไม่ใช่ สมฺมา วินเรยยุํ , แล้วจิตนี้ก็มุ่งมั่นด้วยโลภะ ด้วยตัณหา ที่จะดีจะเด่น จะ ได้เป็นผู้สมบูรณ์พูนสุขในที่สุด. นี้จะเรียกว่าเป็นอยู่โดยชอบหรือ ? เป็นอยู่โดยชอบนั้นต้องมีอะไรออกไป, อะไรออกไป ๆ ออกไปเรื่อย-ออก ไปเรื่อย-ออกไปเรื่อย ; ตัวกู-ของกู หยุมหยิมนั้นมันออกไปเรื่อย- ออกไปเรื่อย- ออกไปเรื่อย-ออกไปเรื่อยจนหมด จนวันหนึ่งมันลุกโพลงออกมา. ถ้าของกูเข้ามา เรื่อย, ของกูเข้ามาเรื่อย ก็จะตรงกันข้ามกับ "อยู่ชอบ".
น.932 ภิกษุอยู่อย่างโจร คือขโมยของประชาชนเอามา ด้วยวิธีอันฉลาด : สมบัติ พัสถาน ลาภยศ ชื่อเสียงอะไรก็ตามเหล่านี้ ก็ต้องเอามาจากประชาชน ; ไม่เอามา จากประชาชนจะเอามาจากไหนกัน แล้วใช้วิธีแยบคายผสมโรงกัน ใช้วิธีใดที่จะทำให้ ประชาชนบูชาด้วยลาภสักการะ ก็ทำอย่างนั้น ; อย่างนี้ก็เป็นโจรกันละ, หรือ มิฉะนั้นก็เป็นพ่อค้า. ถ้าเลวไปกว่านั้น ก็กลายเป็นไปทำอย่างที่เรียกว่าไม่น่าดู สกปรกลามกอะไรไปตามเรื่องตามราว. นี้เรียกว่า ไม่มีความเป็นอยู่โดยชอบ โลกก็ยังว่างจากพระอรหันต์อยู่เรื่อย. พวกเซ็นนั้น อย่าไปดูถูกว่าเขาไม่มีอะไร, เขาไม่มีทรัพย์สมบัติอะไรจริง ๆ, แม้แต่เสื้อผ้าจีวรนี้ก็ยังเรียกว่าแทบจะไม่มี. ฉะนั้นอย่าดูถูกพวกเซ็น ตามที่เขาพูด ๆ กัน บ้า ๆ บอ ๆ; อย่างน้อยเขาก็มีความเป็นอยู่โดยชอบ นี้มากกว่าพวกเรา. พวกเรายังมีเล่น มีหวัว ยังมีนั้นยังมีนี้มากกว่าพวกนั้น ซึ่งเขาคอยเฝ้าระวังจิต, ประคองจิตให้อยู่ในลักษณะที่ ไม่มีตัวตนอยู่เสมอ ; เรียกว่า "จิตเดิม ". เขา ต้องการ "จิตเดิม" อยู่เสมอ จิตที่ยังไม่มีตัวตน นี้ก็เป็นอยู่โดยชอบ. ฉะนั้น เราก็อย่าให้อะไรต่าง ๆ ผูกพันเรามากขึ้น ๆ. หลักปฏิบัติธรรมเช่นเดียวกับเซ็นก็มีอยู่ในฝ่ายเถรวาท ดังเช่น "แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร” เอาละ ทีนี้ผมจะพูดสักข้อหนึ่ง สำหรับธรรมะวันนี้ให้เข้าเรื่องนี้ เป็นหลัก ที่ช่วยได้มาก คือว่า หลักที่มีวิธีเช่นเดียวกับของพวกเซ็น ก็มีอยู่แน่ในฝ่ายพวก เรา ; แต่พวกเราไม่สนใจ แล้วดูถูกเสียอีก, ดูถูกเขา ว่าตัวเองเป็นนักธรรม เป็นเปรียญ: แล้วดูถูกคำพูดที่ฉลาด ๆ ของคนที่เป็นบุพการี อุปัชฌาย์ อาจารย์แต่ กาลก่อน. ตัวอย่างเช่นประโยคว่า "แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร". แพ้เป็นพระ
น.933 ชนะเป็นมารนี้ ที่แถวเพชรบุรี จันทบุรีนี้จะมีพูดสำนวนนี้หรือไม่ เคยทราบบ้างไหม ? หรือว่าเอามาจากหนังสือที่เขาอ่าน ๆ กันทีหลัง. ผมหมายความว่า แต่เดิมที่คนแก่ ๆ พูดกันแต่เดิมนั้น ; ไม่ใช่ว่าเพิ่งเอามาจากหนังสือพิมพ์แพร่หลาย. นี้ผมหมายความว่า เมื่อผมเด็ก ๆ นั้น เยอะเที่ยว ผมได้ยินผู้ที่เป็นอุปัชฌาย์ อาจารย์พูดกันอยู่ติดปากเสมอ ประโยคนี้ และประโยคอื่น ๆ ที่คล้ายกันมันมีมาก. โดย เฉพาะอาจารย์ที่เป็นอาจารย์สวดให้ผม. อาจารย์องค์นี้แก่มากแล้ว มาสวดให้ผม แล้วก็แก่มากแล้ว ไม่กี่ปีก็จะตาย, ท่านไม่ได้เรียนอะไรเลย เป็นนักธรรมก็ไม่เคย พูดถึง บาลีก็ไม่เคยพูดถึง ; แต่ท่านมีวิธีที่จะคอยเฝ้าจิต ระวังจิต ปกครองจิต ควบคุม จิตได้ดีมาก. พูดอย่างนี้ท่านก็รู้เรื่อง : ประโยคที่ว่า "แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร" อะไรนี้, คล้ายพวกคนบ้าทั้งนั้น ฝึกให้มันพลุ่งอยู่ในใจเรื่อย เดี๋ยวก็พลุ่งออกมาเป็น ประโยคอื่นที่คล้าย ๆ กันได้อีก. "แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร" เดี๋ยวนี้ดูจะล้าสมัยเสียแล้ว. คุณดูซิ ไม่มี ใครเชื่อเลย "แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร" ยิ่งเดี๋ยวนี้ยิ่งไม่เชื่อ; เพราะต้องการแต่ จะรบ จะฆ่าเขาให้หมดเลย. ที่ในโลกเวลานี้ ที่ทำสงครามกันอยู่นี้ ต้องการจะฆ่า ฝ่ายตรงกันข้ามหมดเลย ; ที่ว่า แพ้เป็นพระ นี้ไม่ต้องการ, ผู้ที่ชนะจะเป็นยักษ์ เป็นมารก็เอาดี. หมายความว่ามันเลวมากก็เอาดี. นี้มันเป็นมา จนกระทั่งทั่วไปหมด ในโลกนี้ทั่วไปหมดแล้ว. คุณก็ต้องระวังให้ดีว่าพระเณรทั้งหลาย ก็ไม่ยอมรับข้อนี้ เลย; พระเณรนี้ "แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร" ไม่ยอมรับ, แพ้เป็นพระ ชนะ เป็นมารนั้นไม่ยอม, จึงเถียงกันเลย เตะกันเลย แทงกันเลย. พระเณรเดี๋ยวนี้ไม่ยอมผิด, ไม่ยอมสารภาพ, ไม่ยอม, เถียงกัน. ถ้าใคร แหลมเข้ามาละก็ ต่อยมันเลย แทงมันเลย. ไม่มีใครยอมรับข้อที่ว่า "แพ้เป็น พระ ชนะเป็นมาร" เพราะไม่เข้าใจ ; เพราะไม่เข้าใจเท่านั้นเอง. ไม่เข้าใจ
น.934 ทั้งสองคำว่า พระคืออะไร, มารคืออะไร ก็ไม่รู้, เขาไม่เข้าใจ. ถ้าเข้าใจว่า พระคือประเสริฐสุดสูงสุด ประเสริฐจริง ๆ ก็คงจะยอม; คงจะยอมแพ้ เพื่อ เป็นพระ. การที่ขัดใจกันเป็นประจำวัน ในวัดเราก็มี ในวันหนึ่ง ๆ มีคนนั้นขัดใจ กับคนนี้ : พระขัดใจอุบาสก อุบาสกขัดใจอุบาสกด้วยกัน; มันเป็นเรื่องที่ต้องคิด ทั้งนั้น. ไม่มีใครยอมว่า "แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร" จึงได้ทะเลาะกัน เพราะ ไม่ยอมกัน. คนที่ทุ่มเถียง เสียงแข็งบ๊งเบ็ง บ๊งเบ็งนั่นแหละ เป็นมารหรือเป็นอะไรก่อน ตลอดเวลา. เขาบอกว่า ให้ยอม ไม่ใช่หมายความว่าแพ้; ให้ยอม ให้ฝ่าย โน้น; กลับไปเห็นว่าแพ้. ที่จริงนั้นเป็นผู้ชนะ เป็นผู้ชนะกิเลส, เป็นผู้ชนะ เหตุการณ์อันนั้น เป็นผู้ชนะเต็มตัวละ. การที่นิ่งเสียได้ ไม่โกรธ และไม่ โต้ตอบอะไรนั่นคือชนะเต็มที่; แต่ในภาษาคนเขาเรียกว่าแพ้. ชนะแต่ในภาษา ธรรม, ในภาษาคนมันแพ้ มันโง่. เขารู้แต่ภาษาคน เขาเห็นเป็นแพ้เรื่อย; เขา ไม่ยอม เขาจึงเถียง, หรือว่าเขาจะเตะ เขาจะสอนผู้อื่นด้วยการเตะนั่น. เรื่องนี้ขอคิดดูให้ดี ไม่ควรจะมีเหลืออยู่ จะสอนผู้อื่นด้วยกำลังอย่างนี้ มันก็ยิ่ง-ยิ่งกว่ามารเสียอีก; มารมันยังฉลาดกว่านั้น. จะสอนผู้อื่นด้วยกำลัง นั้นเป็นสัตว์ป่า สัตว์เดรัจฉาน; อย่าลืมข้อนี้เสีย. การที่จะปราบทิฏฐิของผู้อื่น หรือจะปราบวาทะของผู้อื่นนี้ จะเถียง จะไม่ยอม; แล้วจะใช้กำลังเข้าใส่กัน อย่างนี้ก็เป็นวิธีของสัตว์เดรัจฉาน เรียกว่ากัดกัน อะไรอย่างนั้น. ถึงแม้ว่าเราจะไม่ใช้กำลังกาย แต่ใช้กำลังวาจา กำลัง อะไรเหล่านี้ก็เหมือนกัน; ใช้ไม่ได้. กำลังวาจานี้ก็ไม่ใช่เล่น นิ่งเสียให้เขาถือว่าเราแพ้ อย่างนี้คือชนะ ได้หน่อยหนึ่ง ๆ, แล้วการนิ่งของเรา ทำให้เขานึกได้ทีหลังก็ยิ่งดี; หรือว่าเรา
น.935 ยอมแพ้ ยอมให้เขารู้สึกว่าเขาชนะ เราเป็นฝ่ายแพ้, แล้วเมื่อเรามีโอกาสพูดกับเขา อีกก็พูดให้เขารู้เรื่อง ยังจะพูดให้เขากลับใจได้อีก. แต่ถ้าเราไปชกปากเขา ไป ต่อยกันเสียแล้ว ไปฟันไปแทงนี้ จะมีโอกาสอะไรก็ไม่มี. ถ้าเรายอมแพ้ แล้วก็หยุดนึก ๆ ๆ นึกอยู่นาน ๆ, นิ่ง ๆๆ, นี่น่ากลัว ; เขาจะต้องไปนึกอยู่ในใจ แล้วจะนึกออกในที่สุด. ถ้าเขานึกไม่ออก เราก็พูดกัน วันหลังได้ จะรู้เรื่องกันดี, เป็นพระได้แล้ว. นั่น "แพ้เป็นพระ" คือผู้ชนะ มาร : พระคือผู้ชนะมาร ; ฉะนั้นเป็นผู้แพ้ จึงเป็นผู้ชนะกิเลส ชนะมาร. ส่วน คนที่ชนะนั้นกลายเป็นแพ้ แล้วก็โกรธ และด่า ก็เป็นเรื่องของกิเลสไปเลย. ภาษิตบทนี้ เกี่ยวกับภาษาคนภาษาธรรม ; คำว่า "แพ้" คำว่า "ชนะ" นี้ หมายถึงภาษาสูง ภาษาธรรม. แพ้ในภาษาคน กลายเป็นชนะในภาษาธรรม; ชนะในภาษาคนกลายเป็นเลว เป็นแพ้ เป็นมารในภาษาธรรม; นี้เรียกว่า "แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร" พูดอย่างนี้ต้องพูดสิ่งที่ฝืน รู้สึกฝืน ตรงกันข้ามกับ ความรู้สึก ตามสัญชาตญาณของสัตว์. คุณสังเกตดูเห็นไหม? เป็นเรื่องตัวกู-ของกูทั้งนั้น, พูดไปพูดมาไม่พ้น เรื่องตัวกู-ของกูทั้งนั้น ไม่พ้นเรื่องนี้. เรื่อง ปราบตัวกู-ของกูได้ ก็เป็นเรื่อง ชนะ เรื่องไม่แพ้. พอตัวกูเกิดขึ้นมา ก็คือแพ้; ตัวกูเกิดขึ้นมา ก็เป็น คนละคน, ถ้าตัวกูเกิดขึ้นมา ก็มีอะไร ๆ ขึ้นมาทันที. พอมีอุปาทานว่า "ตัวกู" โลกนี้ก็มีแต่คนบ้า เมื่อตัวกู อุปาทานว่าตัวกูไม่ได้เกิดขึ้นมา อะไร ๆ ก็ดูจะยังไม่มี, โลกนี้ ก็ยังไม่มี. โลกในความหมายที่ถูกต้องในภาษาที่ลึก คือทุกข์หรืออะไรอย่างที่คุณว่า
น.936 กายยาววาหนึ่งก็ตามใจ. โลกคือกายยาววาหนึ่งนี้ ถ้า ไม่เกิดตัวกู โลกนี้ก็ยังไม่เกิด โลกนี้ยังไม่มี ; พอเกิดตัวกู ยกหูชูหางขึ้นมาทันที โลกนี้ก็มีขึ้นมาทันที สำหรับ คนนั้น ; คือความทุกข์ หรือเหตุที่จะให้เกิดทุกข์ เวลานี้เกิดมีขึ้นมาทันที. ฉะนั้น โลกนี้จึงเกิดขึ้นสำหรับใส่คนบ้านั้น ; ก่อนนี้โลกไม่มี, เงียบ, ไม่มี, ไม่มีอะไร. พอยกหูชูหาง อุปาทานตัวกู-ของกู นี้ขึ้นมา ก็เกิดมีตัวฉัน แล้วก็มีโลก สำหรับใส่ตัวฉัน. มีโลกขึ้นมาทีไร ก็มีคนบ้าทุกที, หรือว่ามีคนบ้าแบบนี้ขึ้นมา ทีไร โลกจึงจะเกิดขึ้น แล้วรองรับคนบ้านี้. พวกที่เรียนอภิธรรมควรจะรู้ดี ถ้าเข้าใจถูกต้อง ก็จะรู้ได้ดีตามข้อนี้ ; แต่ถ้า เรียนอภิธรรมผิด ๆ หลับหูหลับตาเรียน ก็แกว่งไป เข้าใจไม่ได้ ว่า โลกนี้มัน เพิ่งเกิด เมื่อคนมีความยึดมั่นถือมั่น. ถ้าคุณไม่เข้าใจ ขอให้เอาไปคิดดู. ผมกำลังบอกว่า โลกนี้เพิ่งมีทุกที่ที่คน มีความยึดมั่นถือมั่น พอคนหมดความยึดมั่นถือมั่นขณะหนึ่ง โลกนี้ก็ดับไป, ถ้าคนมีความยึดมั่นถือมั่นด้วยอุปาทานนี้ขึ้นมาเมื่อใด, เมื่อนั้นโลกจะเกิดขึ้น เพื่อใส่ คนบ้านั้น เพื่อรองรับคนบ้านั้นทันที ; แล้วในโลกจึงมีคนบ้า เพราะมันเกิดขึ้นจาก ความบ้าของตัวเอง ในโลกจึงมีแต่คนบ้า ; พอไม่บ้าขึ้นมา ก็เท่ากับไม่อยู่ในโลก. ปุถุชนหรืออะไรก็ตามเถอะ เราอย่าไปว่า เขาเลวเกินไปนัก ; ปุถุชนเมื่อ ไม่มีกิเลสปรุงแต่ง เป็นตัณหาอุปาทาน ก็เหมือนไม่มีอะไร, โลกก็เหมือนไม่มี. แต่ พอมันเกิดตัณหาอุปาทานอย่างใดอย่างหนึ่ง ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย หรือว่าด้วย กามุปาทาน ทิฏฐฺปาทาน สีลัพพตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน อะไรก็ตาม อย่างใดอย่างหนึ่ง ในหลายร้อยหลายพันอย่าง ; เมื่อนั้นจะมีตัวฉัน มีตัวกู แล้วก็มีโลกขึ้นสำหรับจิตดวงนั้น สำหรับคนนั้น ; ฉะนั้น ในโลกจึงมีแต่ คนบ้า.
น.937 พระอริยเจ้าท่านไม่มีเกิดอุปาทาน ตัวกู-ของกู ท่านก็เลยไม่ได้อยู่ ในโลก, ไม่มีโอกาสที่จะอยู่ในโลก ; โดยเฉพาะพระอรหันต์ที่เรียกว่าเป็นผู้เหนือ โลกแล้ว โดยสมบูรณ์แล้ว ไม่มีวันที่จะเกิดตัวกู-ของกู ; โลกก็ไม่มีสำหรับท่าน ท่านก็ไม่อยู่ในโลก ก็เลยเป็นโลกุตตระไปตลอดเวลา. บุถุชนคนธรรมดานั้นยังมีกิเลส, หรือว่าใครก็ตามที่ยังมีกิเลสอยู่ พอกิเลส ได้รับอารมณ์ แล้วก็ปรุงเป็นตัวกู-ของกูขึ้นมาที่หนึ่ง ตามนัยะของปฏิจจสมุปบาท : พอถึง-ตัณหาทำให้เกิดอุปาทาน-อุปาทานทำให้เกิดภพ-ภพทำให้เกิดชาติ เท่านี้ ก็เกิด ตัวกูทั้งนั้น ; โลกก็มีขึ้นมา คือความทุกข์หรือชาติ. ฉะนั้น ในโลกนั้นก็มีคนบ้า คนนั้น จนกว่ามันจะเย็นลง เย็นลงไป หมดอุปาทานลงไปอีกครั้งหนึ่ง คือมันตาย มันก็หมดไปโลกหนึ่ง ; โลกก็ตายก็ดับพร้อมไปกับความตายของคนนั้น. เดี๋ยวเกิดมีอาการกระทบทางหู ทางจมูก ทางอื่นอีก ในเรื่องอื่นอีก ก็เกิดตัวกู ขึ้น โลกก็เกิดขึ้นอีก ปั๊บเดียวพร้อมกันทั้งนั้น. การปรุงแต่งเป็นเวทนา-ให้เกิด ตัณหา-ให้เกิดอุปาทาน ; นี้สร้างขึ้นมาเป็นจิตที่ประกอบไปด้วยอุปาทานยึดมั่น, โลกก็มีให้ยึดมั่น ; ฉะนั้นคนบ้าพักตัวขึ้นมาเมื่อไร โลกก็พักตัวตามขึ้นมา เท่ากัน พร้อมกัน : โลกใหญ่ โลกเล็ก แล้วแต่บ้ามากบ้าน้อย. ผมไปพูดที่สวนอุดม ว่าในโลกมีแต่คนบ้า แล้วคุณจะคัดค้านข้อไหนดี ; ถ้า ไม่เห็นด้วยจะค้านข้อไหนก็ได้ ในโลกมีแต่คนบ้าทั้งนั้นเลย หาคนดีไม่พบ. แล้วก็โลกเดี๋ยวนี้ โลกสมัยไหนก็ตาม โลกยุคไหนก็ตาม ในโลกมีแต่คนบ้า ; เพราะ พอมันบ้าขึ้นมา ก็เป็นโลกขึ้นมาทันทีเลย, พอหายบ้า ก็หายเป็นโลก . ในโลก มีแต่คนบ้า, มันก็เป็นภาษาพวกเซ็นอยู่เหมือนกัน. ถ้าไม่อยากบ้า ก็ต้อง ถือข้อ
น.938 ที่ว่า รู้จักแพ้เป็นพระ ชนะเป็นมารเสียบ้าง ก็ไม่บ้า ; เมื่อไม่บ้า ก็ไม่มีโลก ขึ้นมา, แล้วก็ไม่ต้องอยู่ในโลกที่บ้า. ผมบอกมากกว่า ๑๐ ครั้งแล้ว ว่าอยู่กันที่วัดนี้ไม่มีเรื่องอะไร นอกจากเรื่อง เข่นฆ่าตัวกู-ของกูเท่านั้น มีปัญหาข้อเดียวเท่านั้น, ทั้งพระทั้งเณร ทั้งอุบาสก อุบาสิกา ทั้งหมาทั้งแมว ก็มีปัญหาข้อเดียวนี้ คือ ต้องเข่นฆ่าเรื่องตัวกู-ของกู เท่านั้น. ที่ไม่ยอมนับถือว่า แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร ก็เพราะบางคน หูยาวหางยาวขึ้นมาแต่ละที ละที, หูยาวหางยาวเกินขนาด ในสิ่งที่ไม่ควรจะมี, ใน สิ่งหรือในลักษณะในภาวะที่ไม่ควรจะมี ก็ยังมีได้ ; ไม่รู้ว่าจะอวดดีไปถึงไหน. พวกคนบ้านี้รับใช้กิเลสทั้งนั้น ทีนี้ บ้าแล้วก็รับใช้กิเลส, คนบ้านี้ก็รับใช้กิเลสทั้งนั้น. คนชนะนั้น "แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร" : คนชนะรับใช้กิเลส, คนแพ้ก็รับใช้พระ- พุทธเจ้า. ฉะนั้น คุณไป เลือกให้ดี ; จะรับใช้พระพุทธเจ้าหรือจะรับใช้ พญามารกันดี. การที่ยอมให้เขาสบาย ยอมให้เขาใช้เราอย่างทาสเสีย นี้คือรับใช้ พระพุทธเจ้า ; ฉะนั้นอย่าโกรธเขา เมื่อเขาทำอะไรตามกิเลสของเขา ตามนิสัย สันดานของเขา ตามความเป็นบ้าของเขา, อย่าไปโกรธเขา ให้เขาทำไปเถอะ. ถ้ าเรารับใช้คนบ้าอย่างนั้นได้ นั่นแหละ คือรับใช้พระพุทธเจ้า ; เพราะว่าเราจะทำไปด้วยสติสัมปชัญญะ ด้วยสติปัญญา ตามพระพุทธเจ้าท่าน ว่า. นั่นแหละเรารับใช้ตามพระพุทธเจ้า : เช่นจะมีใครไม่ประหยัด ใช้น้ำเปลือง ใช้ไฟเปลือง ใช้อะไรก็อย่าไปว่าเขา ; เราไปขนมาให้เขาใช้เถอะ มันจึงจะรับใช้ พระพุทธเจ้า, รับใช้คนที่เราไม่ว่าเขานั่นแหละ รับใช้เขาอย่างที่เราเป็นทาสเขาเถอะ, แล้วเราก็จะเป็นผู้รับใช้พระพุทธเจ้า. ถ้าไม่อย่างนั้น กลับตาละบัตรไปฝ่ายตรงกันข้าม
น.939 คือ เรามารับใช้กิเลสของเรา คือจะด่าเขา จะเกี่ยงงอนเอาอะไรจากเขา, ที่จะข่มขี่ เขา ที่จะให้เขาทำอะไรตามอำนาจของเรา อย่างนี้เรียกว่า รับใช้พญามาร. อย่าไปคิดว่าใครมันชั่ว ใครมันเลว ใครมันเป็นอะไรอย่างนี้ดีกว่า ปลอดภัยกว่า; ระวังตัวเองว่า อย่าไปยกหูชูหางเข้า อย่าเกิดตัวกู-ของกูเข้า แล้วสมัคร เป็นคนแพ้. ถ้าจะให้ดีกว่านั้นก็คือ ยอมแพ้ โดยที่เขาไม่รู้สึก, สมัครเป็นคนแพ้ โดยไม่ให้ใครรู้สึกเลย ; ถ้าว่าเขารู้สึก มันกลายเป็นเหมือนกับว่า เอาบุญคุณจากเขา. ถ้าเราทำความดีต่อผู้อื่น โดยให้เขารู้นั้น ต้องเกิดความผูกพันทางบุญคุณ ; ถ้าจิตใจเลวมาก ก็ทำไปเพื่อจะให้เป็นบุญคุณ เพื่อให้เราเป็นผู้มีบุญคุณแก่เขา แล้ว จะได้เรียกร้องอะไรจากเขา อันนี้เลวมาก. เพราะฉะนั้นไม่ควรจะคิดในทำนองนั้น จะเป็นการค้าขาย ; ถ้ารับใช้ก็รับใช้โดยบริสุทธิ์ใจเลย ถ้ากลัวเขาจะขอบใจ ก็อย่าให้เขารู้ ; ถ้าว่ากลัวเขาจะขอบใจเรา จะตอบแทนเรา เราก็อย่าให้เขารู้. นี้เรียกว่าเป็นผู้ รั บใช้ที่ต่ำที่สุด เลวที่สุด เหมือนกับเป็นทาสเขา แล้วไม่ให้เขารู้ ; จะเป็นการเข่นฆ่ากิเลส. เรื่องอย่างนี้เรียกว่ารับใช้พระพุทธเจ้า ปฏิบัติตามพระ- พุทธเจ้า รับใช้พระพุทธเจ้า. สมัครปิดทองหลังพระ จะได้ชื่อว่ายอมแพ้ เดี๋ยวนี้ยิ่งหาไม่ได้ คนที่สมัครจะปิดทองข้างหลังพระนี้ หาไม่ได้, มีแต่ ชิง เอาหน้าทั้งนั้น พวกหูยาวหางยาวทั้งนั้น ; รุมกันปิดทองหน้าพระจนเลอะไปหมด, มีอยู่แล้ว แล้วก็ยังปิดเข้าไปอีก แล้วจะไม่ว่าบ้าอย่างไร. ปิดข้างหน้าเสียเรื่อย มี ทองหนาอยู่แล้วยังจะปิดเข้าไปอีก ; ที่ ข้างหลังพระไม่มีคนไปปิด นี้คือคนบ้า. ส่วนผู้ที่ ยอมแพ้ และยอมรับใช้เหมือนกับทาสนั้น เป็นบุคคลที่คนธรรมดาเห็นว่า น่าเกลียดน่าชัง, นั่นคือรับใช้พระพุทธเจ้า.
น.940 ถ้าให้ดีกว่านั้น อย่าให้เขารู้ตัวเป็นอันขาด อย่าให้เขาต้องขอบใจ อย่าให้เขา ต้องจดจำโดยคิดว่าจะตอบแทน; แล้วเราก็ไม่มีโอกาสที่จะเรียกร้อง ไม่คิดจะ เรียกร้อง ไม่มีโอกาสจะเรียกร้องสิทธิอะไรที่เป็นการตอบแทน แล้วจึงจะวิเศษถึงที่สุด. ถ้าสมมติว่าไปปิดทองหลังพระ แอบไปปิดไม่ให้ใครเห็นเลย ; เพราะการทำอย่างนั้น เขาอาจจะเป็นคนฉลาด คนจริง. คนฉลาดบางคนคิดเรื่องอย่างนี้จริง ๆ, ใคร ปิดทองหลังพระแล้ว สรรเสริญเขาเถิด. ปิดทองหลังพระ อย่าให้ใครเห็น, แอบ ปิดอย่าให้คนเห็นดีกว่า ปิดเสียให้เต็มก็ได้ ; นั่นถึงจะดี. การปฏิบัติธรรม ไม่จำเป็นต้องให้ใครรู้ ทีนี้ก็อยากจะแนะนำถึงวิธีที่ว่า การปฏิบัติธรรมะ ปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญานี้ อย่าให้ใครรู้ดีกว่า ว่ามีศีล มีสมาธิ มีปัญญา, ในการปฏิบัติธรรมะ แล้ว อย่าให้ ใครรู้ดีกว่า . พอรู้ก็มีเรื่องละ : หาว่าเคร่งดี. เอาไประบือลือชากัน เป็นบ้าไป เลย, ล้วนยึดถือเอาความดีของคนผู้ปฏิบัติทั้งนั้น. แล้วตัวผู้ปฏิบัตินั้น ระวังให้ดี เถอะ, ระวังให้ดี ; จิตจะเผลอ คิดว่ากูดีไปทั้งนั้น ว่ากูดี ว่ากูปฏิบัติได้ดี กูเคร่ง ; หรืออาจจะกลายเป็นว่ากูเคร่งกว่าคนนั้น ดีกว่าคนโน้นไปเลย, หรือกูแพ้ ก็แต่คนนี้ อย่างนี้เป็นต้น. เรื่องนี้ในคัมภีร์ไบเบิล พระเยซูสอนไว้ดีมากในข้อนี้ เฉพาะข้อนี้ ; ว่า การที่ถือศีลปฏิบัติอะไรอย่าให้ใครรู้ ; ถ้าเขาจะเกิดรู้เข้า ก็ทำไม่ให้เขารู้ ; เช่น วันนี้เราถือศีล พอคนเขารู้ก็ไปกินข้าวเสีย กินข้าวเย็นเสียอย่างนี้. ให้รู้ว่าไม่ได้ ถือศีล, คืออย่าให้ใครรู้. พอมีคนรู้ว่าเราถือศีล เอาสร้อย แหวนเพชร มาประดับ แต่งตัวเสีย อย่าให้คนนอกหรือใครรู้ว่าเราถือศีล ; แต่เรากลับถือศีลอย่างเคร่งครัด อยู่ตามที่สมควรในห้องในโบสถ์อะไรก็ตาม.
น.941 นี่คุณไปคิดดูให้ดีเถอะ, การที่ปฏิบัติธรรมะ หรือทำความดีนี่น่ะทำ ให้คนอื่นรู้ แล้วไม่มีผลดีอะไรเลย มีแต่ผลร้ายทั้งนั้น ; ผมเคยประสบมา. ผลร้ายอันแรก ก็คือตัวเองนั้น จะยกหูชูหางขึ้นมาไม่ทันรู้ ; อีกอย่างหนึ่ง เผลอเข้าเวลาหนึ่ง แล้วคนบ้าดี พวกบ้าดีคอยเอาไปสรรเสริญ เอาไประบือลือชา แล้วยิ่งเกินความจริงมากไปทุกที่ . บางทีเราเพียงแต่กำลังเริ่มทดลอง เริ่มพยายาม ทำอะไรนี้ ทำได้ครั้งแรกนี้ เขาเอาไปสรรเสริญ ระบือลือชาเหมือนกับเป็นผู้วิเศษไป เลย ; ซึ่งก็ไม่เห็นมีดีอะไร มีแต่เรื่องยุ่ง. ขอให้รู้ไว้ว่าที่เขาว่าดีนั้น มันยิ่งแย่ มันยิ่งยุ่ง. อย่าให้มีใครว่าดี ว่าอะไรเลย ; อย่าให้ยุ่งดีกว่า. นี่ถ้าเขาว่าดีนัก จงทำให้เห็นเหมือนอย่างที่แนะ "กินข้าวเย็นเสียบ้าง" ; ถ้าเขาว่าเราดีนัก. แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร. นี้ไม่ใช่เล่น; ถ้าจะรับใช้พระพุทธเจ้า ต้อง ยอมแพ้ แพ้ทุกอย่าง, แพ้ทุกเวลาเลย ก็เป็นการรับใช้พระพุทธเจ้า. พอจะเอาดี เอาเด่น เอาบุญเอาคุณอะไรขึ้นมา มันก็เป็นเรื่องรับใช้กิเลส รับใช้พญามาร พอกพูน กิเลส สนับสนุนพญามาร. เราเรียนรู้กันมามาก เหลือแต่ไม่ปฏิบัติเท่านั้น ทีนี้ที่จะพูดก็คือ ข้อที่ว่าให้คุณสังเกตเห็นว่า เรื่องนี้ไม่ยาก ไม่ต้องเรียน จนจบพระไตรปิฎก, ไม่ต้องพูด ไม่ต้องสอน ไม่ต้องถามอะไร เป็นประจำวัน เหมือนเรื่องอื่น มันเพียงแต่เท่านี้ ก็รู้อยู่แล้ว คือ เหลือแต่ไม่ปฏิบัติเท่านั้น. เพราะฉะนั้นพระองค์หนึ่งที่ไม่มีความรู้อะไรเลย นอกจากศีลข้อหนึ่งว่า แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมารนี้ พระเหล่านี้เป็นพระอรหันต์ก่อน, ก่อนพวกเป็นมหาเปรียญ เป็น อะไรนี้. ที่รู้มากจะปฏิบัติไม่ถูก จะเหมือนรูปสุนัขจิ้งจอก ที่คุณโกวิทเขียนเล่าให้ เด็กฟังวันนี้. สุนัขจิ้งจอก ที่รู้มากนี้ รู้หลายวิธี ; แต่แมวรู้วิธีเดียว รู้วิธีขึ้นต้นไม้ เท่านั้น นี่เลยรอดไป. สุนัขจิ้งจอกที่รู้สำหรับเลือก ผลสุดท้าย ถูกหมาบ้านกัดตาย.
น.942 พระเณรเดี๋ยวนี้เรียนมากจนไม่รู้ว่าเรียนอะไร, แล้วก็ไม่ใช่แต่พระ แม้พวก ฆราวาสพวกนั้นก็เหมือนกัน, พวกชาวโลกชาวบ้าน ถึงพวกฝรั่งเองก็เหมือนกัน เรียน-เรียนมาก, ค้นคว้ามาก จนไม่รู้ว่าเพื่ออะไร ตรงไหน จุดไหน เลยพร่า ไปหมด. เหมือนสุนัขจิ้งจอกตัวนั้น ในที่สุดจะต้องตาย; ที่รบราฆ่าฟัน ทำสงคราม กันนั้น จะต้องตาย ต้องวินาศ; เพราะความรู้มันพร่าหมด ไม่รู้ว่าทำทำไมกัน. แม้จะทำให้เกิดความสงบ ก็ไม่รู้จัก จึงฆ่ากัน เดี๋ยวนี้ก็ฆ่ากันอยู่; คอมมูนิสต์กับ ประชาธิปไตยก็ตาม ก็ฆ่ากันอยู่แล้ว, เป็น วัตถุนิยมด้วยกันทั้งนั้น หันหลังให้ ศาสนาด้วยกันทั้งนั้น. นี้ก็รู้จนไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร, อะไรคือสิ่งที่ต้องรู้. ฉะนั้นรู้อย่างแมว รู้อย่างเดียวก็พอเท่านั้น : อันตรายมา วิ่งขึ้นต้นไม้ รู้จักหลีก อันตราย ไม่มีการลังเลอย่างนั้นอย่างนี้อย่างโน้นอะไร. เราต้องพยายามที่จะไม่ให้เกิดกิเลสอย่างเดียว ที่จะชนะกิเลส โดยที่ไม่ให้ โอกาสมันเกิดขึ้นมา เหมือนกับแมว มันวิ่งขึ้นต้นไม้ มันหลบหลีกได้ดี, แล้วก็ มีสติสัมปชัญญะหลบหลีกได้. อารมณ์มากระทบ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจนี้ทำให้ เหมือนไม่กระทบ, เหมือนไม่กระทบ มันก็เหลว เป็นน้ำไปหมด. ผมจึงว่าระวัง ที่เล่าที่เรียน ที่ขวนขวาย ที่ทะเยอทะยานกันอยู่นั้น ระวังเถิด จะเข้ารูปนี้. การปฏิบัติไม่ต้องทำอะไรมาก เพียงระวังไม่ยกหูชูหางก็ได้ ที่นี่ไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องการให้ทำอะไรมากไปกว่าพยายามไม่ยกหูชูหาง, พยายามไม่ยกหูชูหาง, กรณีไหนทำให้เกิดยกหูชูหาง ก็พยายามฝึกหัด ด้วยกรณีนั้น; เพื่อจะได้รู้จริง ปฏิบัติจริง : ไม่ยกหูชูหาง. แล้วการที่ทำงาน ด้วยกันกับบุคคลที่ ๒ ที่ ๓ นี้ เป็นโอกาสให้เกิดกิเลส ยกหูชูหางก็นับว่าดี ที่ จะได้ศึกษาข้อนี้ ; แต่ว่าเรา ต้องรู้จักเข็ด รู้จักหลาบ. ถ้าเกิดยกหูชูหางเข้า ที่หนึ่ง ก็ให้รู้จักเข็ดรู้จักหลาบไปหลาย ๆ วัน หลาย ๆ เดือนยิ่งดี.
น.943 ถ้าไปนั่งหลับตาภาวนาอยู่ในถ้ำในป่าคนเดียว ไม่ค่อยมีโอกาสที่จะเกิดกิเลส ยกหูชูหาง, โอกาสเกิดกิเลสมีน้อยกว่า; แต่ถ้าทำงานกันประจำวันตามธรรมดา อย่างนี้ ทำอะไรด้วยกันหลาย ๆ คนนี้จะมี. พอคนไหนรู้สึก อ๊ะ, เรานี้ทำอะไร ได้ดีกว่าคนอื่นเว้ย นั่นแหละระวังเถอะ หางยาวไม่ทันรู้. นั้นมันเป็นเครื่อง เปรียบ มีคู่เปรียบ. บางทีจะคิดว่า ดอกไม้นี่กูปลูกนะ, ถึงไม่พูด ก็นึกอยู่ในใจ, กูดีกว่าคนที่ไม่ได้ปลูก, กูก็ทำให้คนอื่นเขาได้พลอยสบายใจ นี้เป็นส่วนของกูที่มี ความดีอันนี้ ; แล้วก็ไฟฟ้านี้กูจัดนะ. อย่างเช่นเณรผู้มีหน้าที่เรื่องไฟฟ้าอาจจะนึก ก็ได้, ก็ล้วนแต่มีโอกาสจะยกหูชูหางทั้งนั้น ในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ทำไฟฟ้าให้คนอื่น ใช้นี้, หรือคนที่กวาดลานสวย ๆ นี้ ใครมาเห็นว่าวัดนี้สะอาดดีจริง สวยจริง ก็ ยกหูชูหางในใจ; อย่างนี้ก็มีได้ทุกอย่าง. นับตั้งแต่พระลงมาถึงเณร ถึงอุบาสก อุบาสิกา ถึงแม่ครัว ถึงหมาแมวอะไร ก็ตาม มีส่วนที่จะรู้สึกว่าดี แล้วก็กระดิ๊กกระดี๊ ดีใจยกหูชูหางด้วยกันทั้งนั้น ; แต่สัตว์มีน้อยมาก มันมีพอมองเห็นได้ว่ามันก็สบายใจ ดีใจของมัน. สุนัข ๒ ตัว ไอ้ปุกปุย ไอ้อ้วนนี้ ผมมองเห็นที่เดียว; ถ้ามันทำอะไรถูกใจผมแล้ว มันสบายใจ เท่านั้น; นี้ผมเห็นแล้ว ผมเห็นมันกำลังจะทำให้ถูกใจผม แสดงว่ามันจะมีเรื่องหู เรื่องหางอะไรนี้; ไม่ใช่ว่ามันรักเพราะให้มันกิน, ไม่ใช่; มันพยายามจะทำให้ ถูกใจเพื่อมันจะดี, เป็นคนดีกับเขาบ้าง มันจึงมีอาการอย่างนี้. เรื่องอยากเป็นคนดีนี้ มันเป็นสัญชาตญาณ พอไม่ระวังหรือควบคุม ไว้ไม่ได้ จะกลายเป็นพญามารขึ้นมาทันที. ควรกลัวความดีมากกว่ากลัว ความชั่ว ความชั่วมันมาซึ่งหน้า เตะที่เดียวกระจายไปเลย. ความดีไม่รู้มา เมื่อไร มาที่ไหน มาอย่างไร ไม่มองเห็นเลย, พอเหลียวดู ที่ไหนได้ หาง ของตัวยาว หูของตัวยาวไม่ทันรู้ตัว ผมจึงว่าอันตราย. ความทุกข์ที่มาจาก ความดี นี่ เรายังไม่รู้จัก จึงต้องการมัน พยายามทะเยอทะยานในมัน, ก็อุตส่าห์
น.944 ทำไปอย่างก่อนนั้น ; ทำให้ดี แล้ว ก็ทำเพื่อจะไม่ยึดถือความดี ; ถ้าไม่สร้าง ความดี ก็ไม่รู้ว่าจะมีกิเลสข้อไหนได้. เดี๋ยวนี้บางคนพยายามทำความดีที่เขาสมมติกันว่าดี ในภาษาคนนี้ ดีคืออะไร ก็ทำเถอะ ; แล้ว ก็พยายามดูจิตใจว่ายึดถือหรือเปล่า. พอยึดถือเข้า ก็ แน่นอนแล้ว คือแย่ ก็มีหูยาวหางยาวเป็นคนบ้า, เกิดโลกขึ้นมาทันที, เป็น คนบ้าอยู่ในโลกขึ้นมาทันที จนกว่าจะหยุด. พอเป็นคนบ้าก็อยู่ในโลกทันที, พอ ไม่เป็นคนบ้า ก็ไม่ได้อยู่ในโลก. นี้พยายามพูดให้จำง่าย ให้มีความหมายกว้างขวาง ที่สุด ลึกที่สุด ในโลกมีแต่คนบ้า ก็เป็นการบอกหรือขอร้องอยู่ในตัวแล้วว่าให้ พยายามขึ้นจากโลก อยู่เหนือโลก พ้นจากโลก เพื่อจะไม่ต้องเป็นคนบ้า ; ถ้ายัง อยู่ในโลก ก็ยังเป็นคนบ้า. ระวังเรื่องตัวกู-ของกู, จะหมดทุกข์ต้องหมดตัวกู-ของกู มีตัวกูมีของกู เหลืออยู่สองคำเท่านั้น อะไร ๆ มันมารวมอยู่ที่เรื่องนี้ หมดเลย ; มีความทุกข์ก็เพราะมีตัวกู มีของกู จะหมดทุกข์ก็เพราะหมด ตัวกู-ของกู. ขอให้พยายามทำ วันหนึ่ง ๆ ให้มีประโยชน์ในการที่ได้ทำงานด้วย, ได้สังเกต จิตด้วย ; เช่นมีเหนื่อยขึ้นมา ชักจะมีโกรธคนนั้นคนนี้ โกรธตัว โกรธใครบอก ไม่ถูก โกรธผีโกรธสางที่ไหนก็ไม่รู้ ; พอเหนื่อยขึ้นมา ไม่มีใครเอาน้ำมาให้กิน ไม่มีใครมาดูแลเอาใจใส่ อะไรอย่างนี้ก็โกรธขึ้นมาแล้ว. ผมบอกหลายหนแล้วว่า ถ้าจะคิดเอาเองอย่างอื่นก็ตามใจ ; แต่ผมมองเห็นว่า เรี่ยวแรงการงาน เวลา สติปัญญา ใช้ไปในการสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ ; นี่แหละได้ผล เรี่ยวแรงไม่สูญเปล่าไปในวันหนึ่ง คืนหนึ่ง.
น.945 อีกข้อหนึ่ง เป็นเครื่องวัดตัวเอง ทดสอบตัวเอง ปฏิบัติของตัวเองว่า ไ ด้เกิด ยกหูชูหางหรือเปล่า ในวันหนึ่ง เดือนหนึ่ง ปีหนึ่ง. ถ้ายังคงทำงานไปด้วย จิตว่างอยู่ ; เขียนภาพก็ดี ปั้นภาพก็ดี ก่อสร้างก็ดี ทำอย่างอื่นทุกอย่างก็ดี ทำไป ได้ด้วยจิตว่าง ก็นับว่าดีอยู่ ; ถ้าผิดจากนี้ มีหูมีหางยกขึ้นมาแล้ว ก็ขอให้ รีบละอายรีบกลัว รู้จักเข็ดหลาบ ; ตั้งต้นเสียใหม่ ทำให้ดี. การปฏิบัติธรรมเช่นนี้จะต้องอีกนาน เพราะไม่ใช่ของง่ายนัก กว่ามันจะโพลง ออกมาถึงที่สุด ว่า "ไอ้ตัวกูนี้มันเหลือเกิน" . ถ้ามันโพลงถึงขนาดแล้ว ไอ้ตัวกู มันก็คล้ายๆ หมดลมหายใจไปด้วย ไม่มีอาหาร ไม่มีอะไรที่จะมีชีวิตอยู่. มันโพลง ออกมาอย่างพวกเซ็น ว่า เมื่อตะกี้ เสียงปี๊งเดียวก็โพลง, คือว่าสิ้นสุดลงแห่ง ตัวกูนี้. นิยายของเซ็นอีกเรื่องหนึ่งที่น่าพิจารณา จะเล่านิทานอีกเรื่องหนึ่งดีไหม เรื่องบ้าที่สุด มีพระ ๒ องค์ที่มีภาพเขียนไว้ ที่ฝาผนังตรงนั้นตั้งสองคู่สามคู่ ชื่อ กานซาน จูเต้. ผมก็จำไม่ค่อยได้ละเอียดหรอก เรื่องมีมาก สำหรับเรื่องพระสององค์นี้ แต่ใจความสำคัญจำได้. ภาพเขียนกานซาน จูเต้ ที่ดีที่สุดนั้น คนหนึ่งถือไม้กวาด คนหนึ่งถือกระดาษเปล่าแผ่นหนึ่ง ; เขาเขียน เป็นคู่ มาก็มาคู่เสมอละ มีหลายภาพ ไม่ได้เขียนหมด. เรื่องพระบ้า, สองคนนี้ เป็นพระบ้า ชาวบ้านชาวเมืองทุกคนเรียกพระบ้าทั้งนั้น. เอาแต่ใจความ เรื่องจริง มันยาวมันจำยาก. เขาไม่ได้แต่งตัวอย่างพระ, แต่งตัวขาดกระรุ่งกระริ่ง เป็นผ้าขี้ริ้วอย่าง ขอทาน. สองคนนี้ องค์หนึ่งอยู่บนภูเขา องค์หนึ่งเที่ยวเร่ร่อน คล้าย ๆ ว่าเหมือน กับขอทาน ; ได้ข้าวสารมาก็หุงกินเองอย่างนั้น ถ้าเหลือก็ให้องค์ที่อยู่บนภูเขาเอาไป.
น.946 ใครๆ ก็ว่าพระบ้าทั้งนั้น พวกพระอยู่ในวัดก็ยกให้สองคนนี้เป็นบ้า ; ไม่มีใครเกลียด ไม่มีใครถือ ไม่มีอะไรหมด ; เพราะเรียกกันว่าพระบ้าเสียแล้วทั้งวัดทั้งวา. เด็ก ก็เรียก เณรก็เรียก คนอื่นก็เรียก. ทีนี้มันมีเหตุ, เหตุที่ทำให้เกิดเรื่องกันขึ้นมา คือข้าหลวงอะไรคนหนึ่งเขา ต้องการจะไปหา. เขาบอกว่าเขาไปหาอาจารย์, พระอาจารย์ที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งนั้น ที่มีชื่อเสียง ที่มีความประพฤติดี อะไรดี ที่เรียกว่าใครนับถือก็ดี เป็นคนดีจริง ; ไปหาอาจารย์คนนั้นถามว่า ผมอยากจะพบพระที่ดี ไปหาได้ที่ไหน ? อาจารย์นั่นก็ ชี้บอกมาที่พระ สอง องค์นี้. เล่าว่า : กานซาน เป็นองค์อวโลกิเตศวรโพธิสัตว์, จูเต้ เป็นมหาสถาม- ปราปต์โพธิสัตว์. อาจารย์ใหญ่นั้นเขาบอกมาว่า ท่านเป็นพระที่ดี เป็นผู้ปฏิบัติดี คือกานซานองค์หนึ่ง จูเต้องค์หนึ่ง ; องค์หนึ่งเป็นอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์องค์หนึ่ง เป็นมหาสถามปราปต์โพธิสัตว์. ข้าหลวงก็ติดตามไป; อยู่ที่ไหนก็ติดตามไป กระทั่ง ไปถึงวัดนั้น, วัดที่ว่ามีสองคนบ้านี้อยู่. ข้าหลวงไปถึงพบพระเหมือนอย่างพบพระ ที่อยู่ข้างหน้าวัดนี้ ก็ถามหากานซาน จูเต้ พระก็ว่า : โอ, ข้าหลวงถามหาพระบ้า ทำไม ? ไปถามพระองค์ไหน ก็มีแต่ได้ความว่าอย่างนี้ : อ้าว, มาหาพระบ้าทำไม เล่า ? จะมาพบพระบ้าทำไม ? ไม่มีใครสนใจด้วย. ข้าหลวงบอกว่า โอ, เอาเถอะ พระบ้าก็เอาดี ให้พบผมที่ ให้พบผมที. จนคนสุดท้ายเสียไม่ได้ ก็ชี้ไป จนตามไปพบ องค์ที่หุงข้าวกินอยู่ ก็คุยกัน : มา ทำไม ? ทำไมมาพูดกับคนบ้าอย่างนี้ ? ข้าหลวงก็ว่ามาหาท่าน, มาหาท่าน. มาหาพระบ้าทำไม ? ท่านเป็นอวโลกิเตศวร. หา! ใครว่า ! ใครว่านี้ ? ข้าหลวง ก็เลยเล่าหมด ว่า ท่านอาจารย์องค์โน้น ชื่ออะไรไม่รู้ ว่าท่านเป็นอวโลกิเตศวร ; อีกองค์อยู่ไหน ที่เป็นโพธิสัตว์มหาสถามปราปต์ ?
น.947 กานซานเลยรู้ ว่าถูกเปิดโปงไปหมดแล้ว.ก็เลยว่า : อ๊ะ, คุณรู้ไหม อาจารย์คนนั้นแหละเป็นอมิตาภะ ? ไป ไปซิ! ไปเลยซิ ท่านเป็นพระพุทธเจ้า อมิตาภะ ; ไล่ข้าหลวงไปเลย. คุณโง่ ; อุตส่าห์มาจนถึงที่นี้ ; ทำไมไม่ไปหา ท่านอาจารย์นั้น ซึ่งเป็นอมิตาภะพุทธะ. ข้าหลวงนั้นเลยได้ความรู้ใหม่ เรื่องกลาย เป็นอมิตาภะ. ฝ่ายกานซานนี้ก็ลุกขึ้นวิ่ง ทิ้งหม้อข้าว ; ที่หุงข้าวอยู่ ทิ้งเลย, วิ่งขึ้นไปบน ภูเขา. พอดีเวลากับที่พระจูเต้จะลงมาจากภูเขา ที่จะมาเอาข้าวกินอย่างเคยนั้นพอดี ; จับข้อมือพลางพูด : เขารู้จักเราแล้ว, เขารู้จักเราแล้ว ; ดึงให้วิ่งใหญ่ วิ่งหนี อย่างวิ่งหนีเสือ, หนี ๆ เหมือนขโมยหนีตำรวจอย่างนั้น, หนีอย่าให้เห็นได้ ; เลยวิ่งไปบนภูเขา. ที่ถ้ำบนภูเขานั้น ทั้งสององค์ก็นั่งเอนหลังพิงผนังถ้ำ, พิงหน้าผา หน้าผาบนภูเขานั่น. หน้าผาก็แยกออก สองคนก็จมเข้าไปในหน้าผา แล้วภูเขาก็ กลับปิดอย่างเดิม ; ไม่มีรอย. ทีนี้ ข้าหลวงก็ไปหาท่านอาจารย์องค์ที่พระสององค์นั้นแก้ลำ โดยจัดให้เป็น อมิตาภะ ; ก็ถูกตวาดกลับมาอีก. แล้วไปค้นหาสององค์นั้นก็ไม่รู้ว่าไปไหนแล้ว, ไม่มีแล้ว ; ก็เลยเที่ยวถามอยู่เรื่อย ว่าท่านอาจารย์สององค์นี้พูดว่าอย่างไร ? บ้าน่ะบ้าว่าอย่างไร ? คนที่ได้ยินก็บอกให้ว่า พระสององค์นี้ได้พูดว่าอย่างไรบ้าง ที่ไหน ว่าอะไร ; ขอให้รู้เถอะตามที่เคยได้ยินมา พูดว่าอะไรที่ไหนข้าหลวงก็จดเรื่อย จดเหมือนพวกเราจด, ก็จดเรื่อยทุกคำตามที่พระสององค์นี้ได้พูดไว้อย่างไร ที่ไหน, แล้วก็ทุกประโยคที่เขียนไว้บ้า ๆ บอๆ ตามเชิงโคนเสา ตามภูเขา ตามในครัว, ทุกแห่งที่สององค์นั้นเขียนด้วยถ่านไฟ เขียนด้วยอะไรก็ตาม. ข้าหลวงคนนี้ก็รวบรวมมาหมด ถ้าเป็นคำของพระสององค์นี้ เขารวบรวมมา หมด. เอามาอ่านดู มาศึกษาดู บางคำก็บ้าชัด ๆ เลย, บ้าอย่างที่เรียกว่าฟังไม่
น.948 รู้เรื่องเลย. บางคำก็ดี บางคำก็ง่าย ๆ เหมือนกับชาวบ้านธรรมดาพูดนี้ก็มีเหมือนกัน. ผมอยากได้หนังสือเล่มนี้เหมือนกัน หนังสือเล่มที่รวบรวมคำเหล่านี้ไว้ ไม่รู้จะซื้อจะหา ได้ที่ไหน. เรื่องนี้โดยใจความก็จบ ; พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร และพระโพธิสัตว์ มหาสถามปราปต์อยู่ในร่างของคนบ้า. เรื่องนี้ต้องมีคำอธิบาย มันลึกมาก อย่าพูดเลย เหนื่อยนัก เรื่องมีมาก. แต่แล้วคุณสังเกตดูให้ดีเถอะ ; นี้เป็น เรื่องไม่ยกหูชูหางทั้งนั้น. คนบ้าสองคนนี้ ไม่อยากยกหูชูหาง ; พอคนรู้ ว่าเขาเป็นผู้รู้คือถูกเปิดโปงหมด, เขารู้เช่นนั้นเลย หายไปเลย. ไม่มีทางที่จะให้ใครสรรเสริญเยินยอ ประจบประแจง บูชานับถือ ; หายเข้าไปในภูเขา. จะเป็นเรื่องโกหก เรื่องแต่งหรือเรื่องจริง เรื่องอะไรก็ตามใจ เถอะ เราไม่ต้องไปสืบสวนเขา ; เราดูแต่ว่าใจความตรงไหนดี คติตรงไหนดี ทำลาย กิเลสได้ จากเรื่องพระบ้าสององค์นี้ก็แล้วกัน. พรุ่งนี้ไปดูรูปกันเสียหน่อย รูปกานซาน จูเต้ มีมากที่สุดเลย ไม่รู้ว่าเป็น อย่างไร รูปพระบ้าสององค์นี้กลับถูกเขียนมากกว่าอาจารย์เซ็นองค์ไหนหมด, ทีนี้พวกคุณจะทำบ้าไม่ได้นะ ถ้ารู้ว่าดีอยู่แล้ว ; เรื่องที่เล่ามานั้น ใคร ๆ ก็ว่าบ้ามาแต่ที่แรก. ใคร ๆ ก็มองเห็นว่าพระองค์นี้บ้า มาตั้งแต่แรกเห็นเลย. ส่วน เรื่องของเราจะพลอยบ้าอย่างนี้ไม่ได้ ; ใครฟังถูกหรือไม่ถูกก็ไม่รู้ด้วย. ที่ผมพูด ๆ บันทึกเอาไว้ เรื่องคนที่ไม่มีตัว คนที่ว่าง ไม่มีตัว ไม่ยกหูชูหาง เป็นคนที่ว่าง และมีจิตว่าง ก็เป็นทำนองอย่างนี้. ฉะนั้นถ้าจะบ้า ก็บ้าไปในทางที่ หายบ้า ทำบ้าเพื่อทดสอบดู เพื่อจับตัวบ้าให้ได้. หลาย ๆ องค์คงจะสนใจการตายของ
น.949 กานซานจู เต้กันบ้าง, "ผมบอกให้เขียนไว้นานแล้ว ไม่มีใครสนใจเลย รูปพระ สององค์นี้ ; นี้ควรไปดูใหม่. เราปฏิบัติธรรมอย่างเป็น "นิกายไม่ยึดมั่นถือมั่น" ดีกว่าเป็นอย่างอื่น ขอบอกว่าเราอย่าเป็นนิกายเซ็น นิกายไม่เซ็น เราอย่าเป็นเลย ; เป็นนิกายที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นดีกว่า ไม่เป็นธรรมยุติ ไม่เป็นมหานิกาย ไม่เป็น เถรวาท ไม่เป็นมหายาน ไม่เป็นเซ็น ไม่เป็นไม่ใช่เซ็น ไม่เป็นอะไรหมด ; เป็นนิกายไม่ยึดมั่นถือมั่น นิกายไม่มีตัวกู-ของกู นิกายไม่ยกหูชูหาง มันก็ ไม่มีทางจะผิดได้เลย; แล้วไม่มีทางที่จะเกิดเรื่องลืมตัวหรืออะไร. แล้วคุณอย่าไปแสวงหาอะไรอีกเลย เรื่องอะไรต่าง ๆ ทุกวันนี้ อย่าแสวงหา อะไรอีกเลย ; ถ้าแสวงหามา มันก็บ้าทันที. ที่ทำอยู่แล้ว นั้นเป็นประโยชน์ เป็นการศึกษา เป็นการขูดเกลา ตัวกู-ของกูอยู่แล้ว กลับไม่รู้ มัวไปแสวงหา อะไรอีก. การเป็นอยู่ของเราสะดวกสำหรับจะศึกษาตัวกู-ของกูอยู่แล้ว ขอให้ พยายามทำไป. อย่าเป็นพวกที่ขึ้นรถลงเรือ ขึ้นเหนือล่องใต้ เที่ยวบ้าบุญไปทั่ว ประเทศ ; เพราะจะไปอยู่ที่ไหน มันก็ต้องเล่นงานเจ้านี้ เรื่องตัวกู-ของกูนี้. ผมพูด โกรธไปหลายคนแล้ว ๒-๓ พวกแล้ว ที่ว่าแห่กันไปแห่กันมา, แห่ กันไปแห่กันมา เพื่อจะหาบุญทั้งนั้น; เพื่อจะบ้าบุญทั้งนั้น ไม่รู้ว่า บุญอยู่ที่ตรง "ไม่เอา", ไม่เอา และไม่ยึดมั่นถือมั่น. คณะอุบาสิกาคณะหนึ่ง โกรธมากวันนั้น ผมพูดที่โรงธรรมนี้ เขาก็ตั้งใจมา ทำบุญ มาทำอะไรกันทั้งนั้น ตัวหัวหน้าคณะก็ยังมาอีก คราวหลังมาก็ไม่พบผม คง ไม่ต้องการพบผมก็ได้ เขาคงจะนึกได้ที่เคยพูดเรื่องบ้าบุญ. อาจมาพึงว่าผมพูด อย่างนี้หรือเปล่า มาแอบฟังเทศน์ หรือมาแอบพึงว่า จะพูดอย่างนี้อีกหรือ.
น.950 ที่นี่ก็ไม่มีพูดเรื่องอื่น แล้วก็ไม่มีเรื่องจะทำอย่างอื่น ทำอยู่เท่านี้ : ทำ อย่างจิตว่าง พูดอย่างจิตว่าง อย่าให้เกิดโลกขึ้นมา อย่าให้เกิดตัวกู-ของกู อย่าเป็นคนบ้าขึ้นมาในโลก. ค่ำแล้วพอเท่านี้. ภาพประกอบการบรรยายข้างต้น (รูปภาพลิงห้อยโหน) หลงเงา เห็นผิด จิตบ้า คว้าวุ่น ลิงจุ่น หมายจันทร์ ขันหลาย ทิ้งตัว มือคว้า ตาลาย หลงนัก จักตาย อายุจริง น่าอาย เพราะ - เต็มไปด้วยความยึดมั่นในธรรมทั้งปวง - โลกก็จะเอา นิพพานเพ้อ ๆ ก็จะเอา - เขาถือศาสนา "ได้ แล้วเป็นดี" อย่างเดียว (คำของ อ. อุศม)
น.951 (รูปภาพภิกษุเฮียงนั้ม) ภาพภิกษุเฮียงนั้มคิดไม่ออกว่า ทำอย่างไร จิตจึงจะไม่มีตัวกู-ของกู ถามอาจารย์ก็ตอบแต่เพียงว่า "ไม่บอก" ขึ้นบอก จะด่าอาจารย์สักวันหนึ่ง กวาดพลางเก็บอิฐขว้างยังกอไผ่ ถูกลำไม้ดังปัง ! สะดุ้งจิต บรรลุเซ็น สว่างได้ดั่งใจคิด ที่อึดอัดขัดติด สว่างโพลง สำนึกคุณอาจารย์ท่านไม่บอก ถ้าแจงออกอาจจะด่า อาจารย์โขมง รู้ตามเขาเท่ากับมายาโกง หากจิตโปร่งปัญญาแกร่งจึงแจ้งจริง (คำของ อรส.)
Buddhadasa