Buddhadasa.org

ธรรมปาฏิโมกข์ เล่ม 1 ครั้งที่ ๑๒ — เรื่องได้-เรื่องเสีย (ต่อ)

ธรรมปาฏิโมกข์ เล่ม 1 — คำบรรยายเรื่อง ตัวกู–ของกู เป็นพิเศษ ทุกวันพระ ณ สวนโมกขพลาราม ไชยา พ.ศ. ๒๕๑๐–๒๕๑๑ · วันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๑๐

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.907 ——————————————————————————————————————— วันเช่นวันนี้ เราถือกันว่า เป็นวันลงปาฏิโมกข์ ธรรมะ. วันนี้จะซักซ้อมหัวข้อ เรื่องได้-เสีย อีกครั้ง. เรื่องได้-เสีย นี้ เป็นที่เกิดของความรู้สึก หรือ การบัญญัติ ว่าดี ว่าชั่ว ว่าบุญ ว่าบาป ว่าสุข ว่าทุกข์, มันก็เป็นเรื่องที่น่าจะพูดซ้ำ พูดย้ำอีก, ซ้ำอีก ย้ำอีก เพราะว่า เป็นเรื่องสำคัญ คือมันไล่ไปจากข้างบน ก็คือ จากความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นเหตุให้เป็นทุกข์นี้ ถ้าเรา ไล่ลงไปจากความยึดมั่นถือมั่น มันก็ลงไปถึงเรื่องได้ -เสีย, ความรู้สึก “ว่าได้-ว่าเสีย" เป็นเหตุให้เกิด ความยึดมั่นถือมั่นมากขึ้น ๆ, หรือถ้าเราไล่ขึ้นมาจาก ความรู้สึกที่ว่า "ได้-เสีย" ขึ้นมา ก็ถึงความยึดมั่น ถือมั่น. ๓๒๑

น.908 เรื่องได้-เสีย เป็นความรู้สึกพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต ที่ต้องการขอให้นึกซ้ำ ก็มี ใจความสำคัญตรงที่ว่า ความรู้สึกว่าเราได้ หรือเราไม่ได้นี้ เป็นสิ่งที่เกิดเองตามธรรมชาติ, มีอยู่เองตามธรรมชาติ ; เรารู้สึกว่าได้ หรือรู้สึกว่าไม่ได้ ก็รู้สึกได้เองตามธรรมชาติ จนกล่าวได้ว่า ถ้ามีชีวิต แล้ว ก็ต้องมีความรู้สึกเรื่องได้เรื่องเสียนี่ เพราะว่าสิ่งที่มีชีวิตนั้น ต้องมีความรู้สึก เรื่องเป็นเรื่องตาย. เรื่องอยู่เรื่องตายนั้นคือสิ่งที่มีชีวิต ฉะนั้นมันจึงดิ้นรนเพื่อจะอยู่, ดิ้นรนเพื่อจะอยู่ ไม่อยากตาย ; เพราะฝ่ายอยู่นั่นน่ะคือ ได้ ฝ่ายตายนั่นน่ะคือ เสีย. พูดอย่างสมัยใหม่ก็ว่า ฝ่ายอยู่นี่เป็น positive ฝ่ายตายเป็นฝ่าย negative ; ฉะนั้น จึงมีความรู้สึกเป็นรากฐานมาตั้งแต่เดิมของสิ่งที่มีชีวิต. มันน่าหวัวที่เขาเถียงกันที่กรุงเทพฯ ว่าต้นไม้มีวิญญาณหรือไม่ ; แล้วก็ เถียงกันจนพูดคำหยาบต่อกัน. พวกอภิธรรมว่า ต้นไม้ไม่มีวิญญาณมีแต่ชีวิต, ฝ่าย หนึ่งว่าต้นไม้ก็มีวิญญาณ มีจิต มีวิญญาณ. ถ้าพูดกันอย่างนี้ ผมอยู่ข้างฝ่ายมีวิญญาณ คือพูดว่า ถ้าต้นไม้มีชีวิตแล้ว มันต้องมีความรู้สึก ; ความรู้สึกนั่นแหละคือ วิญญาณ ; เช่น ต้นไม้มีชีวิตอยู่นี้มันต้องมีความรู้สึก แม้ว่าความรู้สึกจะน้อย มาก มันก็มีความรู้สึกว่าได้หรือว่าเสีย คือว่าเราจะอยู่หรือเราจะตาย นี้รู้สึกได้. ต้นไม้นี้ดิ้นรนเพื่อจะอยู่ ไม่อยากตาย ฉะนั้นจึงต้องต่อสู้ ออกรากไปทาง ที่จะได้น้ำกิน, อันไหนเป็นอันตราย ก็พยายามสลัดออกไป ต่อสู้ที่จะสืบพันธุ์เอาไว้ ไม่ให้สูญพันธุ์ ; เพราะฉะนั้นถ้าเราแกล้งทำต้นไม้ เหมือนจะทำให้มันตาย มันจะ รีบออกลูกทันที แล้วต่อสู้ไม่ยอมตาย จนกว่าลูกนั้นจะแก่ จะสืบพันธุ์ได้ มันจึงจะ ยอมตาย. หรือว่า ถ้าเราตัดกิ่งไม้ที่มีลูกอ่อน ๆ ไปปัก เทียบกับกิ่งไม้ที่ไม่มีลูกไปปักนี้ ถ้ามันจะต้องตายละก็ กิ่งที่ไม่มีลูกนั้นจะตายก่อน คือสมัครตายได้ง่ายๆ ; กิ่งที่มีลูก

น.909 เรื่องได้-เรื่องเสีย ( ต่อ ) ๓๒๓ จะดิ้นรนรักษาลูกไว้ทีก่อน เพื่อสืบพันธุ์ หรือเพื่อเหลือพันธุ์, ตามหลักของพวก ชีววิทยาอธิบายไว้ชัดเจนมาก ที่ต้นไม้พยายามจะสืบพันธุ์ อย่างนี้ต้องทำไปด้วย ความรู้สึกทั้งนั้น แต่ว่าไม่ใช่ความรู้สึกเต็มที่เหมือนมนุษย์ ต้นไม้ก็รู้สึกได้ ระดับหนึ่งอย่างต้นไม้, ต้นไม้ดิ้นรนที่จะสืบพันธุ์, แล้วก็ได้สืบพันธุ์หลายวิธี ด้วยกัน ; มันต้องพยายามสืบพันธุ์จนได้ มันจึงไม่สูญพันธุ์ มาจนกระทั่งบัดนี้. ถ้าเลวหรือต่ำไปกว่าต้นไม้ จะเป็นชีวิตเซลล์เดียว เป็นเซลล์พืช หรือเซลล์ สัตว์ก็ตาม มันก็ยังมีความรู้สึกที่จะสืบพันธุ์. พวกจุลินทรีย์ต่าง ๆ นั้น มันพยายาม จะสืบพันธุ์ ขยายพันธุ์, มันต่อสู้เพื่อไม่ให้สูญพันธุ์ ; ฉะนั้นมันจึงมีอยู่และมาก ขึ้น ๆ และแปลก ๆ ขึ้น. บางชนิดก็เกิดลูกออกมา บางชนิดก็ขาดสองท่อน บางชนิด ก็งอกปุ่มออกไป แล้วขาดหลุดไปเป็นตัวใหม่ ; นั่นเป็นเจตนาที่จะสืบพันธุ์ ก็เพื่อ อยู่ เพื่อมีชีวิตอยู่ เพื่อคงอยู่ ; นั่นคือเพื่อได้, แล้วมันก็ไม่ต้องการจะเสีย. จากธรรมชาติดังกล่าวจึงถือเป็นหลักว่า ความรู้สึกที่เป็นพื้นฐานอันแรก ที่สุดคือความรู้สึกว่าได้ กับว่า เสีย. ได้ คือ ได้อยู่, เสีย คือ ตายไป, ได้ของได้เงิน ได้นี้ก็เพื่ออยู่. เพื่อประกอบการอยู่. มันจึงมีความสำคัญอยู่ที่ ได้อยู่, ได้มีชีวิตอยู่ ; ถึงเราจะได้ข้าวได้น้ำ ได้เครื่องนุ่งห่ม ได้อะไรก็ตามเถอะ มันก็เพื่ออยู่, ได้เกียรติยศชื่อเสียง อำนาจวาสนา อย่างนี้มันก็เพื่ออยู่. ฉะนั้น บรรดา ได้ทั้งหมดนี้ก็เพื่ออยู่ ; ถ้า ไม่ได้เพื่อไม่อยู่ เพื่อจะตายลง เพื่อจะดับลง อย่างนี้ไม่มีใครต้องการดับลง. สรุปความว่า ขั้นที่ ๑. เรื่อง ความรู้สึกว่าได้ว่าเสียนี้ เป็นความรู้สึก พื้นฐาน นับตั้งแต่ต้นมา ตั้งแต่สัตว์ยังเป็นเพียงเซลล์ ๆ เดียว, แล้วสัตว์ที่ประกอบ กันหลายเซลล์ เป็นต้นไม้ แล้วก็เป็นสัตว์เดรัจฉาน, แล้วก็เป็นมนุษย์. ถ้าเรา จะพูดถึงเทวดา พรหม บ้าง ก็เหมือนกันอีก ; ถ้าถือตามบาลี พวกพรหมเป็น

น.910 พวกที่กลัวตายที่สุด ในบรรดาสัตว์ทั้งหลาย. เขาบัญญัติพวกพรหมเป็นสัตว์ที่ กลัวตายมากที่สุด เพราะเขาพอใจในความเป็นอยู่อย่างสูงสุด, อย่างที่เรียกว่าขั้น สูงสุด ดีที่สุด ; ฉะนั้นจึงไม่อยากตายมากที่สุด. พวกเทวดาก็ไม่อยากตายยิ่งกว่า พวกมนุษย์ ฉะนั้นเลยไม่ได้ฟังเรื่อง “เทวดาโดดน้ำตาย ฆ่าตัวตาย" แต่มนุษย์นี้ มีมาก ; หมายความว่า ยิ่งพอใจในความเป็นอยู่ของตัวเท่าไร ก็ยิ่งไม่อยากตาย เท่านั้น. นี่เรื่องได้-เรื่องเสีย ตรงกันข้ามทั้งนั้น มัน เป็นรากฐานของความ รู้สึก ทั้งหลายแหล่ ที่ทำให้เกิดปัญหาขึ้น คือความทุกข์ : เรารักที่จะได้ มัน ก็มีความทุกข์, เรากลัวที่จะตายมันก็มีความทุกข์ ; ฉะนั้นจิตที่เป็นอิสระอยู่เหนือ ความรู้สึกเหล่านี้แล้ว จึงจะไม่เป็นทุกข์. นี้เป็นข้อแรก, เป็นเงื่อนอันแรกของ เรื่องได้-เรื่องเสีย. ขั้นที่ ๒. เมื่อมนุษย์มีความคิด มีการพูด บัญญัติคำพูดมาก จึงเกิด มีเรื่องบุญ เรื่องบาป เรื่องดี เรื่องชั่ว เข้ากันได้กับเรื่องได้-เรื่องเสีย. ส่วน สัตว์เดรัจฉานนั้นไม่มีการพูด ไม่มีการบัญญัติคำเป็นชั้น ๆ อย่างนี้ มันก็คงมีแต่ความ รู้สึกเรื่องได้-เรื่องเสียอย่างเดียว ไม่มีคำพูด ไม่มีความรู้สึกที่ว่า ดีชั่ว บุญบาป ทุกข์สุข ; ความรู้สึกที่ว่า ดี-ชั่ว บุญ-บาป ทุกข์-สุข เรื่องทำนองนั้นไม่รู้ทั้งนั้น. ถ้านึกถึงคัมภีร์ไบเบิล ที่เขาบัญญัติว่า ต้นไม้ที่กินแล้วเกิดความรู้สึกเรื่องดีชั่วนั้น นั่นหมายความว่าตั้งต้น เมื่อมนุษย์รู้เรื่องดีชั่วแล้ว. ข้อความนั้นหมายความว่า มัน ตั้งต้นเมื่อมนุษย์รู้สึกว่าดีว่าชั่ว คือสูงกว่าสัตว์แล้ว ; สัตว์จะรู้สึกแต่ได้กับไม่ได้ คือได้ กับเสียเท่านั้น ; ฉะนั้นมนุษย์เริ่ม เป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ ต่อเมื่อรู้สึกถึงความ หมายที่มนุษย์จะใช้พูดจากัน คือเรื่องดีเรื่องชั่ว ; ดีคือได้ ชั่วคือไม่ได้ ; แต่ แล้วมนุษย์ก็บัญญัติไปทางที่มีระเบียบ เป็นศีลธรรมมากขึ้น. ถ้าเอาแต่ว่าได้ อย่างเดียว ความรู้สึกเลว ๆ ก็มี, คือ เอาแต่ได้อย่างเดียว ก็เกิดการเบียดเบียนผู้อื่น ; เช่นว่า เสือมันก็กินเนื้อ ได้กินก็แล้วกัน อย่างนี้ก็เป็น

น.911 เรื่องได้-เรื่องเสีย ( ต่อ) ๓๒๕ การถูกต้องของเสือ. แต่มนุษย์นี้เราไม่ยอมรับอย่างนั้น ไม่มีสิทธิที่จะฆ่าผู้อื่นหรือกิน ผู้อื่น ; ฉะนั้นจึงต้องพูดถึงเรื่องว่า ได้ชนิดไหน เป็นการดี ได้ชนิดไหน ไม่ดีขึ้นมา. ศีลธรรมก็เริ่มตั้งต้น ด้วยการบัญญัติว่า ที่เรียกว่าได้นั้น ต้องได้ในทาง ที่เรียกว่าถูกวิธี คือได้ที่ดี ; ถ้าได้ไม่ดีก็คือเสีย เช่นว่า ได้ ไปฆ่าเขา ได้ ไป เอาของเขามา ได้มาก็จริง แต่ได้มาเพื่อฆ่าตัวเอง อย่างนี้ก็เท่ากับไม่ได้. ฉะนั้น ได้ที่ถูกต้อง จึงหมายถึงได้มาอย่างที่ไม่เป็นการฆ่าตัวเอง ไม่เสียอะไรไปอีก จึงจะ เรียกว่าได้. ฉะนั้นคำว่า "ได้" ที่ถูกต้องของมนุษย์ ก็ต้อง "ได้" ชนิดที่ ไม่ทำให้เกิดความทุกข์ขึ้นแก่ตัวเอง หรือเสียขึ้นแก่ตัวเองทีหลัง, เกิดเรื่อง "เสีย" ก็เป็นเรื่องเสียไป. เมื่อเราบัญญัติว่า ดีชั่ว บุญบาป สุขทุกข์ ก็ถือหลักศีลธรรมนี้เป็นหลัก : ดีก็ดีจริง ชั่วก็ชั่วจริง สุขก็สุขจริง ทุกข์ก็ทุกข์จริง ตามการบัญญัติ ; แต่ว่าขอ ให้นึกไว้ไม่ลืมว่า เรื่องได้เรื่องเสียนั้นน่ะ คือความรู้สึกที่ ต้องระวัง. ถ้าไม่ระวัง แล้วจะเป็นการได้อย่างเลวขึ้นมา ซึ่งนั้นก็คือเสีย : ได้ผิดธรรมะ ผิดศีลธรรม ได้อย่างเลว. เช่นโกงเขามา อะไรเขามา นั้นคือเสีย, ไม่ใช่ได้, ได้อย่างสัตว์ เดรัจฉานได้นั้น ไม่ใช่ได้เสมอไป ใช้ได้เฉพาะอย่างสัตว์เดรัจฉาน แต่อย่างมนุษย์ ใช้ไม่ได้. มนุษย์ต้องมาปรับปรุงกันใหม่ ต้องเป็น "การได้" ที่ไม่เป็น "การเสีย" ขึ้นมา, ฉะนั้นจะ ถือเพียงว่าได้โดยไม่คำนึงถึงผู้อื่น เรียกว่าใช้ไม่ได้สำหรับ มนุษย์. แต่ถ้าสำหรับสัตว์ ในโลกของสัตว์เดรัจฉานก็ใช้ได้ ; แต่แล้วก็มีแง่ที่ แสดงให้เห็นว่าไม่ควรเหมือนกัน เพราะการที่ไปกินเขา เขาก็ต้องต่อสู้, ถ้าต่อสู้ บางทีตัวเองก็ต้องตายเหมือนกัน. บางทีสัตว์ที่มีเขี้ยวมีเขา มันก็เล่นงานเอาเสือหรือ สิงห์โตตายได้เหมือนกัน เพราะจะไปกินมัน ; อย่างนี้ก็ไม่ใช่ ได้ เสียแล้ว มันกลาย เป็นเรื่อง เสีย.

น.912 ทีนี้ เราก็วางหลักได้โดยไม่มีผิด ว่าได้ขึ้นมาตามลำดับ เสียขึ้นมาตามลำดับ เป็นคู่ ๆ กัน : ดี ชั่ว บุญ บาป สุข ทุกข์ ; สุขก็คือได้ ทุกข์ก็คือไม่ได้, บุญก็คือได้ บาปก็คือไม่ได้, ดีก็คือได้ ชั่วก็คือไม่ได้ สิ่งที่ควรจะได้อย่าง ถูกต้อง. ขั้นที่ ๓. คือ ขั้นที่จะเกิดอุปาทานยึดมั่น จนเป็นทุกข์. อุปาทานใน เรื่องได้-เรื่องเสียนี้ อุปาทานก็ทำหน้าที่พร้อมกันไป คือว่ายึดส่วนที่จะได้ ยึดในส่วน ที่จะไม่ให้เสีย ; ยึดส่วนเสียว่าเป็นส่วนที่น่ากลัว อย่างไร ๆ ไม่เอาแน่, ยึดส่วน ได้ว่าเอาแน่ ; รวมกันทั้ง ๒ อย่างนี้จึงเป็นอุปาทานเต็มที่. เพราะฉะนั้น เรื่องได้ -เรื่องเสีย คือเรื่องรากฐาน, เป็นความคิดรากฐานที่ทำให้เกิดอุปาทาน. อุปาทานก็คือต้นเหตุที่จะทำให้เกิดความทุกข์ ; ฉะนั้น ปัญหาของเราจึงอยู่ ที่ความทุกข์ซึ่งมาจากอุปาทาน. ที่เรียกว่า ความทุกข์ ต้องประกอบด้วยอุปาทานเสมอ ตรงนี้ต้องขอเตือนกันไว้บ่อย ๆ ว่า ถ้าพูดว่าความทุกข์ละก็ ต้องหมาย ถึงความรู้สึกที่ประกอบอยู่ด้วยอุปาทาน. อย่าถือตามตัวหนังสือ ที่ท่อง ๆ กันโดยไม่ระมัดระวังว่า ความเกิดเป็นทุกข์ ความแก่เป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์, นี้ทำให้เข้าใจผิดได้. ถ้าไม่มีอุปาทานแล้ว ความเกิดก็ไม่เป็นทุกข์ ความแก่ ก็ไม่เป็นทุกข์ ความตายก็ไม่เป็นทุกข์ ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสในบาลี. เราได้ยิน ได้ฟังและท่องกันอยู่ว่า ความเกิดเป็นทุกข์ ความแก่เป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์ นั้นหมายความว่า ต้องมีอุปาทานอยู่ในนั้น ; เพราะว่าถ้าไม่มีอุปาทานแล้ว ไม่ เรียกว่าความเกิด ไม่เรียกว่าความแก่ ไม่เรียกว่าความตายก็ได้, ความเกิด ความแก่ ความตาย มีความหมายขึ้นมาตามความหมายนี้ ก็เพราะมีอุปาทานรวมอยู่ด้วย. เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสเพียงว่า "ความเกิด" เราต้องเข้าใจได้เองว่า ความ เกิดที่มีอุปาทาน ยึดว่าความเกิดของเรา, เมื่อพูดว่า ความแก่ ก็ต้องหมายความว่า

น.913 เรื่องได้-เรื่องเสีย ( ต่อ) ๓๒๗ ความแก่ที่มีอุปาทาน ยึดว่าความแก่ของเรา, เมื่อพูดว่า ความตาย ก็หมายถึง ความตายที่มีอุปาทาน ยึดว่าความตายของเรา. ตามธรรมดาพอเราพูดถึง ความเกิด ความแก่ ความตาย ก็หมายถึงของคนธรรมดาที่ยังมีอุปาทาน, ถ้าของคนที่ ไม่มี อุปาทาน ก็ไม่เรียกว่าความเกิด ความแก่ ความตาย เรียกว่าความเปลี่ยนแปลง ของสังขารอย่างหนึ่ง ๆ ไม่เรียกว่าความเกิด ความแก่ ความตาย. ความเกิด ความแก่ ความตายนี้ เป็นภาษาของคนธรรมดาที่มีอุปาทาน. ภาษา ธรรมะแท้ ๆ เรียกว่า ความเปลี่ยนแปลงของสังขารอย่างหนึ่ง ๆ ; หรือความรู้สึกของ พระอรหันต์ ก็รู้สึกในความเกิด ความแก่ ความตาย นี้ว่าเป็นเพียงความเปลี่ยนแปลง ของสังขารอย่างหนึ่ง ๆ. แต่ชาวบ้านเขาไม่รู้สึกอย่างนั้น และเขาไม่ได้พูดอย่างนั้น ; เขารู้สึกเหมือนอย่างที่เขาพูด : ความเกิดอย่างนั้น ความแก่อย่างนั้น ความตาย อย่างนั้น ; ก็น่ากลัวทั้งนั้น ; อย่างนี้มันเต็มไปด้วยอุปาทานอยู่แล้วในตัว. พระพุทธเจ้าท่านตรัสตามภาษาชาวบ้าน ภาษาธรรมดา เรียกว่าภาษาคน, ที่ภาษาชาวบ้านว่า ความเกิดเป็นทุกข์ ความแก่เป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์, นี่ ตรัสอย่างภาษาชาวบ้าน. ถ้าตรัสอย่างภาษาของพระอรหันต์ ภาษาของท่านเองก็ว่า "สงฺขิตฺเตน ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา ทุกฺขา - เบญจขันธ์ที่ประกอบอยู่ด้วยอุปาทาน" (คือมีอุปาทานยึดถือ ยึดครองอยู่นั้น) เป็นทุกข์. ฉะนั้นจึงสำคัญอยู่ที่ว่า อุปาทาน เป็นตัวให้ทุกข์ อุปาทานมีในสิ่งใด สิ่งนั้นเป็นทุกข์ : ความเกิดก็มีอุปาทานยึดว่า ความเกิดของเรา, ความแก่ก็มีอุปาทานยึดว่า ความแก่ของเรา, ความตายก็มี อุปาทานยึดว่า ความตายของเรา แต่โดยไม่รู้สึกตัว. ทีนี้เราก็มาถึงคำว่า "อุปาทาน" ซึ่งต้องระวังให้ดี จากความรู้สึกว่า ได้- เสีย นี้ มันสร้างอุปาทานขึ้นมา ที่จะเป็นเราหรือเป็นของเรา เราได้ เราเสีย, ของเรามี

น.914 ของเราไม่มี. หัวใจของพระพุทธศาสนา ก็ คือเรื่องการทำลายอปาทานนี้เสีย, ทำลายความยึดมั่นถือมั่นนี้เสีย เป็นหัวใจของพุทธศาสนา ; แล้วก็ใช้ได้แก่ศาสนาอื่น ทุกศาสนาเลย. เรื่องให้ทำลายอุปาทานนี้เสีย แล้วจะดับทุกข์ นี่ หลักอันนี้ก็ใช้ ได้แก่ทุกศาสนา. ไปดูให้ดีเถอะ แม้ว่าไม่พูดไว้ตรง ๆ ก็พูดไว้โดยอ้อม, เมื่อ เราพูดออกไป เขาจะค้านไม่ได้ สามารถจะทำให้เข้ากันได้กับทุกศาสนา ที่สอนเรื่อง ความดับทุกข์ : หมายถึงศาสนาที่ถูกต้อง ที่มีเหตุผลพอสมควร ไม่ใช่มิจฉาทิฏฐิ และเป็นศาสนา. ต้องศึกษาความหมายของคำว่าอุปาทานให้ถูกต้อง ทีนี้ ก็อยากจะพูดเลยมาถึงอุปาทาน ๔ ที่เขียนภาพไว้ : กามุปาทาน ทิฏฐุ- ปาทาน สีลัพพตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน ; เราอาจจะเรียนกันมาผิด ๆ ซึ่งผมเอง ก็รู้สึกว่าจะเรียนมาผิด ตั้งแต่ที่แรกเรียนนักธรรมโท เรียนอุปาทาน ๔ นี้เรียนมาผิด โดยพูดหรือแปลคำนี้ผิด ; ฉะนั้นอยากจะถือโอกาสพูดกับ พวกเราที่เป็นนักธรรม ให้ไปคิดดูใหม่. เมื่อผมเรียนนักธรรมโทก็ เรียนอุปาทาน ๔ ; กามุปาทานแปลว่ายึดมั่นใน กาม. ผมก็ต้องแปลอย่างนี้ เพราะครูสอนอย่างนี้, กามุปาทาน มีความยึดมั่น ในสิ่งที่เป็นกาม. เดี๋ยวนี้ครูสอนอย่างไร ? ที่เรียนนักธรรมเอกมาบ้าง กามุปาทาน ครูอธิบายว่าอย่างไร ? ยึดมั่นอะไร? คนที่เป็นนักธรรมเอกแล้ว นึกดูซิว่าครูสอนว่า อย่างไร ? ยึดมั่นในรูป เสียง กลิ่น รส ที่เป็นที่น่ารัก น่าพอใจ นั่นคือยึดมั่น ในกาม. เดี๋ยวนี้ชักจะมองเห็นว่า พูดอย่างนี้ไม่ถูก ยึดมั่นในกามนั้นมันผิดอยู่, ผิดอยู่โดยไม่มีใครรู้ แล้วก็ไม่มีใครค้าน. มัน ควรจะแปลหรือหมายความว่า

น.915 เรื่องได้-เรื่องเสีย ( ต่อ ) ๓๒๙ ยึดมั่นด้วยความรู้สึกที่เป็นกาม : คือความรู้สึกที่เป็นราคะหรือเป็นกาม ไป ยึดมั่นอะไรเข้า, ยึดมั่นในรูป เสียง กลิ่น รส ก็ตาม ด้วยความรู้สึกที่เป็นกาม ที่เป็นกิเลสกาม, ยึดมั่นด้วยความรู้สึกที่เป็นกิเลสกาม. คำว่า กามุปาทาน : "กาม" ตัวนี้หมายถึงกิเลสกาม, "อุปาทาน" แปลว่ายึดมั่น=ยึดมั่นด้วย กิเลสกาม, แล้วก็ยึดมั่นซ้ำในวัตถุกามนั่นแหละ ในรูป เสียง กลิ่น รส ที่เป็น ที่ตั้งความรักใคร่ นี้เรียกว่าวัตถุกาม, ยึดมั่นด้วยกิเลสกาม ในวัตถุกาม. แต่คำว่า "กาม" ในกามุปาทานนี้ หมายถึงกิเลสกาม ; ฉะนั้นถ้าจะสอนกันให้ถูก หรือว่า พูดกันให้ถูก ต้องแปลว่ายึดมั่นด้วยกาม ; นี่อย่างสั้นที่สุด ยึดมั่นด้วยกาม. ถ้าสอนว่า "ยึดมั่นในกาม" นี้มีทางผิด ; ยึดมั่นด้วยกาม แล้วก็ ในกาม อีกทีละก็ได้. แต่ถ้าจะพูดถึงตัวหนังสือที่ปรากฏ : กามะ + อุปาทานะ ละก็ ยึดมั่น ด้วยกาม ; กามนี้คือ ความรู้สึกที่เป็นความต้องการในทางกิเลสกาม, อย่างนี้มัน ก็จะเข้าเรื่องกันหมด. กามุปาทานยึดมั่นด้วยความรู้สึกที่เป็นกาม เขียนอย่างนั้นดีกว่า ; ยึดมั่น ด้วยความรู้สึกที่เป็นกาม. ทิฏฐุปาทาน ก็ ยึดมั่นด้วยทิฏฐิเลย มันต่างกันแล้ว, สีลัพพตุปาทาน ก็ ยึดมั่นด้วยสีลวัตร ที่เคยทำมาอย่างโง่เขลางมงาย ; อัตตวา- ทุปาทานก็ยึดมั่นด้วยวาทะว่าตน ยึดมั่นด้วยความสำคัญว่าตน. จะเห็นว่า มีแต่ คำว่า ด้วย ทั้งนั้น ไม่มีคำว่าใน ด้วย ด้วย ด้วย ด้วย สี่ด้วย. ยึดมั่นด้วยกาม, ก็หมายถึงกิเลสกาม, เอากิเลสกามเป็นเครื่องมือไปยึดวัตถุกาม : ยึดมั่นด้วยกาม, ยึดมั่นด้วยทิฏฐิ, ยึดมั่นด้วยสีลวัตร, ยึดมั่นด้วยอัตตวาทะ. สิ่งที่ถูกยึดมั่นนั้น ก็คือขันธ์นั่นแหละ, คือเบญจขันธ์ หมายความ ถึงเบญจขันธ์ทั้ง ๕ คือรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ซึ่งมี ๕ กอง จะเป็น สิ่งที่ถูกยึดมั่น. เราจะยึดมั่น ในขันธ์ทั้ง ๕ นี้ ด้วย ความรู้สึกที่เป็นกามก็ได้ ด้วย

น.916 ทิฏฐิก็ได้ ด้วย ศีลวัตรก็ได้ ด้วย อัตตวาทะ ก็ได้. รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ นี้มันแทนกันได้กับ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ถ้าเรียน อภิธรรมมาแล้วก็รู้ได้ดีว่าอันไหนเป็นอันไหน. รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ๕ อย่างนี้ สงเคราะห์กันได้กับรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ แล้วมันก็เป็นเรื่องเดียวกัน. บางที่ไประบุเอาดิน น้ำ ลม ไฟ ก็มี, ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ วิญญาณก็มี, ไประบุธาตุ ๖ เป็นวัตถุของความยึดมั่นถือมั่นก็มีได้ทั้งนั้นเลย. จะเป็นรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ก็ได้, จะเป็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณก็ได้, จะเป็นดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ วิญญาณก็ได้, ยึดมั่นได้ทั้งนั้น : คือว่า ยึดมั่นด้วยกิเลสกาม ก็หมายความว่า ไปทางกามารมณ์, ยึดมั่นในทางทิฏฐิ ก็ ในทางเป็นนั่นเป็นนี่ อย่างนั้นอย่างนี้, ยึดมั่นในทางสีลวัตร ก็ หมายความว่างมงาย - งมงายกับสิ่ง เหล่านั้น, ยึดมั่นด้วยอัตตวาทะ ก็คือเป็นตัวกูเป็นของกู อย่างนั้น อุปาทาน ๔ นี้ควรจะนึกกันเสียใหม่ ด้วยคำ ๆ แรกที่ว่า : กามุปาทาน ยึดมั่นด้วยกาม ในอะไรก็ได้ ในสิ่งที่เป็นวัตถุของกาม ในอะไรก็ตามใจ. ทิฏฐุปาทาน ยึดมั่นด้วยทิฏฐิ ก็คือเอาทิฏฐิเข้าไปจับฉวยสิ่งต่าง ๆ ว่าเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ เป็นอย่างโน้น เราถูกเขาผิดอย่างนี้. สีลัพพตุปาทาน ยึดมั่นด้วยสีล- วัตร ที่ประพฤติมาจนชินด้วยความงมงาย ในเรื่องที่เกี่ยวกับ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อะไรอีกนั่นแหละ ไม่ใช่ไปเรื่องอื่น ; เราเคยงมงายในเรื่อง รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์มาอย่างไร ก็งมงายอยู่อย่างนั้น. ส่วน อัตตวาทุปาทาน ยึดมั่นด้วยความสำคัญมั่นหมายว่าตัวกู ว่าของกู นี้ชัดเจนแล้ว ยึดมั่นไปในทางเป็นตัวเป็นตน. สำหรับคำว่า อัตตวาทะ ; วาทะ นี้ไม่ได้แปลว่าคำพูด, แปลว่าคำพูด ก็จริง แต่ไม่ได้หมายถึงคำพูด ; หมายถึงทิฏฐิ ความคิดความเห็นที่เป็นเหตุให้พูด.

น.917 เรื่องได้-เรื่องเสีย ( ต่อ ) ๓๓๑ คำว่า "วาทะ" ในที่เช่นนี้หมายถึง ความเข้าใจที่เป็นเหตุให้พูด ; อย่าเข้าใจวาทะ ว่าคำพูด ; มักจะไปสอนว่า ยึดมั่นด้วยคำพูด ว่าตน ; อย่างนี้ผิด. ยึดมั่น ด้วยลัทธิ ความคิด ความเห็นที่เป็นเหตุให้พูดว่าตน ; อย่างนี้ถูก. คน ที่มีเกียรติ ครูบาอาจารย์ เข้าใจคำนี้ผิด เดาเอาเองว่าวาทะ แล้วแปลว่าคำพูดไปหมด น่าละอาย. คำว่า วาทะในลักษณะอย่างนี้ไม่แปลว่าคำพูด แต่แปลว่าลัทธิ, แปลว่าลัทธิ. ที่ภาษาอังกฤษเขามีคำว่า ism คือคำว่า วาทะ ในที่นี้ ; ism อะไร คือวาทะอย่างนั้น. Buddhism ว่าวาทะของพระพุทธเจ้า, พุทธวาทะ. ยึดมั่น ด้วยวาทะว่าตน คือยึดมั่นด้วยทิฏฐิ ความคิดความเห็นว่าตน ว่าของตน. อุปาทานต่าง ๆ ก็เกี่ยวด้วยเรื่องได้-เสีย อุปาทาน ข้อที่ ๑. - กามุปาทาน : ยึดมั่นด้วยกาม ก็เป็นเรื่องได้ - เรื่องเสีย เป็นหลักอยู่ ; ได้อย่างถูกอกถูกใจอย่างนี้ เป็นเรื่องได้ก็พอใจ ที่เป็นบุญ เป็นดี เป็นกุศล ; เช่นเป็นเทวดา นี้ก็สมบูรณ์ไปด้วยกามารมณ์ทั้งนั้น ก็อยากเป็นเทวดา ทั้งนั้น. ดี ก็มีความหมายว่า ได้ ทั้งนั้น ถ้า ไม่ได้ก็ไม่ดี. อุปาทานข้อที่ ๒. ถึงแม้จะเป็นเรื่อง ยึดมั่นด้วยทิฏฐิ เพื่อจะบัญญัติ นั่นว่า นั่น นี่ว่านี่ ก็อิงหลักเรื่องได้ - เรื่องเสียเป็นใหญ่ก่อน, โดยจะพูดเรื่องที่ไม่ได้หรือ เรื่องเสียนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ควรปรารถนา ; ได้นี่ซิควรปรารถนาหรือถูก. ทิฏฐิ ความคิดความเห็น ที่เถียงกันว่าผิดหรือถูกนี้ ก็อยู่ที่ได้หรือเสียเท่านั้นเอง อุปาทาน ข้อนี้ก็ตั้งรากฐานอยู่บน "เรื่องได้-เรื่องเสีย". อุปาทานข้อที่ ๓. สีลัพพตุปาทาน แม้จะเป็นเรื่องยึดมั่นด้วยความโง่ ความงมงาย ก็มีรากฐานอยู่ที่เรื่องได้-เรื่องเสีย ; เช่น คน ๆ หนึ่งตื่นนอน ขึ้นมาจะต้องหันหน้าไปทางทิศนั้นทิศนี้ เพื่อจะมีโชคดี จะต้องล้างหน้าด้วยวิธีการ

น.918 อย่างนั้นอย่างนี้, ตื่นนอนขึ้นมาต้องเห็นดอกไม้สีขาว, หรือว่าเห็นโลหิต ; อย่างนี้ เป็นต้น เยอะแยะไปหมด ที่เรียกว่า สีลัพพตุปาทาน ที่ยึดมั่นกันอยู่ กระทั่งเป็นพิธีรีตอง ของพวกพุทธบริษัท. มีศาลพระภูมิ มีอะไรก็ตาม เป็นเรื่องอย่างเดียวกันหมด, เพราะ ตั้งรากฐานอยู่บน "กลัวว่าจะไม่ได้" เพราะอยากจะได้ ไม่อยากจะ เสีย, ฉะนั้นจึงทำพิธีสีลวัตรต่าง ๆ ด้วยความงมงายเหล่านั้น เพื่อให้ได้มา เพื่อ อย่าให้เสียไป. ความโง่มีมาก ความขี้ขลาดมีมาก ความกลัวมีมาก ก็เลยยึดมั่นด้วย อุปาทานข้อนี้ทั้งนั้น ; สีลัพพตุปาทาน นั่นระวังให้ดี มีรกรากอยู่ที่เรื่องได้-เรื่องเสีย. อุปาทานข้อที่ ๔. อัตตวาทุปาทาน นี้ ไม่ต้องพูดละ เห็นได้ชัด เพราะมัน ตะโกนอยู่ดังลั่น ว่า "ตัวกู ว่าของกู”, มันมีเรื่องได้-เรื่องเสียเป็นหลัก. กูมันก็ต้องเป็น กูที่ได้ กูที่อยู่ กูที่ไม่ตาย ของกูมันชัดอยู่แล้ว มันต้องได้ ต้องมี "สิ่งที่กูต้องการ กูรัก กูพอใจ". อุปาทานทั้ง ๔. จึงมีรากฐานอยู่บนเรื่องได้-เรื่องเสียทั้งนั้นเลย แต่ในลักษณะ ต่าง ๆ กันเป็น ๔ อย่าง. ที่พูดนี้ ก็เพื่อให้เข้าใจว่า เรื่องได้-เรื่องเสีย ๒ คำนี้ เป็นทั้งหมดทุก เรื่องที่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความทุกข์ หรือความดับทุกข์, หรือว่า เป็นหลัก สำคัญที่เป็นหัวใจของพุทธศาสนา ที่มีอยู่ว่า เราจะต้องตัดอุปาทานให้ขาดลง ไป. การที่เราจะต้องตัดทั้ง ๔ อย่างนี้ ดูจะมากมาย ; เราแล่นตรงดิ่งไปยังรากแก้ว ของมัน คือเรื่องได้-เรื่องเสีย เล่นงานตรงที่เรื่องได้-เรื่องเสีย อย่าให้มีความหมาย ขึ้นมา, อื่น ๆ จะถูกตัดหมดเลย. เหมือนกับถอนหญ้าที่กกของมัน หญ้าก็เป็นการถูกถอนทั้งกอเลย. ถ้าไปทิ้ง ที่ใบที่ก้านที่อะไรนี้ มันก็ไม่มีที่สิ้นสุด มันมีหลายใบหลายก้าน มันไม่ตาย. แต่ถ้า

น.919 เรื่องได้-เรื่องเสีย (ต่อ ) ๓๓๓ เอากกอันเดียวขึ้นมาเสีย มันก็ตายหมด ทุกก้านทุกใบ. หรือเหมือนกับถอนสายบัว มันมีเยอะแยะไป, มีหลายสาย บัวกอ ๆ หนึ่ง กอเบ้อเร้อ ; ต้องถอนที่กก ที่หัว ของมันขึ้นมาทีเดียว มันก็ขึ้นหมด. แม้บางทีเราจะต้องไต่ไปเพียงสายเดียว จับสายบัว เข้าสายหนึ่ง แล้วเอามือคลำลงไป จนพบกกของมันแล้วดึงขึ้นมาทั้งกก มันก็ตาย ทั้งกก. นี่มันเป็นลักษณะที่ เราจะศึกษาหรือปฏิบัติธรรมะ ไม่ต้องปฏิบัติทั้งหมด ไม่ต้องศึกษาทั้งหมด, ศึกษาแต่สายใดสายหนึ่ง ที่ถูกต้อง ที่จะไปหารากแก้วของ มัน; แล้ว ไม่ต้องปฏิบัติกรรมฐานทุกข้อ หลายสิบข้อ. เรา ปฏิบัติข้อเดียว แล้วเราก็ ไปถึงรากเง่าของกิเลส ตัดทำลายกิเลสได้ เหมือนกับการถอน สายบัว : คือคลำไปที่สายหนึ่งไปถึงกก แล้วก็ถอนหมด ก็หมดทุก ๆ สาย เป็นอัน ว่าถอนหมดทุกสาย. การปฏิบัติธรรม ที่สำคัญนั้นอยู่ที่ต้องทำลายอุปาทาน เราจึงควรจะต้องแน่ใจ แน่ใจในข้อนี้ : ข้อที่ว่า เราอย่าไปหวั่นว่าเราไม่ได้ เรียนทั้งหมด, เราไม่ได้ปฏิบัติทั้งหมด, แล้วเราจะดับทุกข์ได้อย่างไร. สมัย โบราณก็ไม่มีใครเรียนทั้งหมด เขาเรียนแต่เรื่องทำลายอุปาทานนี้ทั้งนั้น ; ดังเช่น คน ๆ หนึ่งไปเฝ้าพระพุทธเจ้า โต้ตอบกันครึ่งชั่วโมง ก็เป็นพระอรหันต์ที่ตรงนั้น. ไม่ได้เรียนอะไร, ไม่ได้เรียนเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา ไม่ได้เรียนเรื่องเบญจขันธ์, ไม่ได้เรียนเรื่องอะไรอีกมากมาย. ไม่ได้เรียนอะไร แต่ว่าเรื่องสำคัญเรื่องเดียว ที่ ต้องเรียนก็คือเรื่องทำลายอุปาทานเท่านั้น ทำลายความยึดมั่นถือมั่นด้วย อุปาทานนี้เสีย. เรื่องนี้ต้องพูดตรงเป็นเรื่องนั้นเลย, แล้วก็เป็นพระอรหันต์เลย. ส่วนที่ต้องเรียนอีกมากมายก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะเรามีวิธีที่สาวลงไปถึงกกของมัน แล้วดึงทึ้งขึ้นมาทีเดียวหมด. ถึงสมัยนี้ก็เหมือนกัน ไม่จำเป็นจะต้องเรียนทั้งหมด หรือพยายามปฏิบัติ ทั้งหมด ; เพราะว่า เมื่อได้สิ่งนั้นหรือถึงสิ่งนั้นแล้วก็หมดเรื่อง. เช่นว่า

น.920 เรามาจากกรุงเทพฯ โดยรถไฟถึงไชยาแล้ว ; ทำไมเราจะต้องหาวิธีมาด้วยเครื่องบิน หรือด้วยอะไรอื่นอีก เพราะเรามาถึงที่นี่แล้วด้วยรถไฟแล้ว ทำไมจะวิ่งกลับไปขึ้น เรือบินมาอีก, ไปลงเรือมาอีก, ไปเดินมาจากทางทิศใต้อีก ไปเดินมาจากทาง ทิศตะวันตกอีก ; นี่มันเรื่องบ้า. เหมือนกับคนเดี๋ยวนี้ที่เรียนมาก, เรียนมากไม่มี ขอบเขต จนไม่รู้ว่าจะไปทางไหน ; อย่างนี้เป็นเรื่องบ้า. การปฏิบัติธรรมก็มีวิธีเดียวที่จะดิ่งลงไปในเรื่อง “ไม่ยึดมั่นถือมั่น" ให้ถูกวิธี แนวใดแนวหนึ่งตามที่เหมาะแก่เรา ตามที่เหมาะแก่บุคคลนั้น. บุคคลนั้น เป็นโรค อุปาทานอันไหนมาก ก็ต้องตั้งต้นด้วยอุปาทานอันนั้น ; แล้วไปถึงกกของ อุปาทาน คือเรื่องได้-เรื่องเสียนี่ แล้วถอนทีเดียวหมด ก็หมดทั้ง ๔ อุปาทานเลย แล้วก็หมดเรื่องเท่านั้น. อุปาทานทุกชนิดมีกกอยู่ที่เรื่องได้-เรื่องเสีย นี่ถ้าเรามองเห็นว่า ทั้งหมดรวมอยู่ที่ ๒ คำนี้ คือเรื่องได้-เรื่องเสีย แล้วก็ขอให้สนใจมากเป็นพิเศษ ในการที่จะเข้าใจคำว่า "ได้" หรือ "เสีย". เรื่องได้-เรื่องเสียนี้เท่ากับ gain หรือ loss ; ถ้าพูดเพื่อจำง่ายสำหรับคุณ ก็คือเรื่อง gain กับเรื่อง loss. = เรื่องได้-เรื่องเสีย. ถ้าเราพิจารณาดูจนเห็นว่า แหม, มัน หลอกไปทั้งนั้นเว้ย : เรื่อง "ได้" นี้ก็หลอก เรื่อง "เสีย" นี่ก็หลอกเว้ย, นี่ พอแล้ว ; เท่านี้พอ. เขาไปเฝ้าพระพุทธเจ้าพูดกัน ๑๐ นาที หมดเรื่อง เป็นพระ อรหันต์เลย ; ที่ว่า ได้ก็หลอก เว้ย, เ สียนี้ก็หลอก เว้ย, พอกันที หยุดกันที ไม่เอาอะไรเว้ย, ก็เป็นพระอรหันต์ได้ที่ตรงนั้น, แน่ไป แต่ เดี๋ยวนี้ เราไม่ใช่เป็น อย่างนั้น ; เรื่องได้แล้วละก็วิเศษ วิเศษแสนจะวิเศษ. เรื่องเสียแล้วก็กลัว ถอยหลัง มีความหมายมากน่ากลัวมหึมาทีเดียว, เรื่องได้ก็น่ารักมหึมาทีเดียว ; อย่างนี้ก็ทำไม่ได้ ในการที่จะตัดอุปาทาน หรือตัดอะไร.

น.921 เรื่องได้-เรื่องเสีย ( ต่อ) ๓๓๕ ขอให้ มองเห็นว่า เรื่องได้นี้ก็หลอก ๆ เท่านั้นเอง, เรื่องเสียก็หลอก ๆ เหมือนอย่างนี้ : ที่แท้คือความเปลี่ยนแปลงไปตามเรื่องตามราว, เป็นความ ไม่แน่นอน, หรือความเปลี่ยนแปลงไปตามเรื่องตามราว ; พอได้เข้ามาก็เป็นได้, ออกไปก็เป็นเสีย. ฉะนั้นเราอย่าหลงบูชามัน : ไม่บูชาการได้ และ ไม่กลัว การเสีย แล้วเราก็ ทำไปในลักษณะที่เรียกว่า ได้ : คือให้ได้มีชีวิตอยู่ เลี้ยง ชีวิตอยู่ได้ เป็นอยู่ได้ ; แต่ไม่บูชาการได้ ไม่หลงรักการได้ ไม่หลงบูชาการได้อยู่ และไม่กลัวการตาย ; ถือว่าเป็นเรื่องเปลี่ยนแปลงของสังขารเท่า ๆ กัน; นี่ ก็เรียกว่าอยู่เหนือ "การได้-การเสีย". ความเป็นพระอรหันต์นั้นอยู่เหนือการได้-การเสีย หมายความว่าได้ อาหารบิณฑบาตมาฉันก็อย่างนั้น, ไม่ได้มาก็อย่างนั้น. แต่เมื่อท่านเดินไปบิณฑบาต นั้นเป็นการได้ทุกที ทั้งที่ใจไม่เคยบูชา หรือยึดมั่นในเรื่องได้นี้เลย ก็มีอาหารฉัน ไม่ตาย ก็อยู่ได้ ; แต่ไม่ได้พอใจ ไม่ได้บูชาในเรื่องได้ ได้กิน ได้กาม ได้เกียรติ หรือได้อะไรก็ตาม ; ไม่ได้บูชาสิ่งที่เรียกว่าได้. ก็เป็นอันว่าผิดกันกับบุถุชน ตรง ที่ว่าท่านไม่มีได้ ไม่มีเสีย โดยที่เห็นว่า เรื่องได้-เรื่องเสียนี้ ของหลอกเหมือน กัน ปัญหาก็หมด. เพราะฉะนั้น ถ้าใครไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พูดกันแต่เรื่องนี้ อย่างเดียวไม่กี่คำเลย แล้ว จิตใจปลงลงไปได้ ก็เป็นพระอรหันต์ที่นั่น. เขา ไม่เคยเรียนพระไตรปิฎก ไม่เคยท่อง พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ, ไม่เคยรับศีลห้า ศีลแปด, ไม่เคยบวชเป็นพระเป็นเณร, ไม่เคยอะไรมาก่อน ก็เป็นพระอรหันต์ที่ ตรงนั้น นี่มีมากมาย. คำว่า "หยุด" ในภาษาธรรมก็หมายถึง "ไม่มีได้ - ไม่มีเสีย" ทีนี้จะพูดถึงเรื่องที่คนไม่เข้าใจกันโดยมาก เช่นเรื่ององคุลีมาล. พระพุทธเจ้า ตรัสคำเดียวว่า "ฉันหยุดแล้ว เธอยังไม่หยุด" ก็หมายความถึง หยุดนี้ หยุดมีตัวฉัน หยุดมีตัวกู หยุดได้ หยุดเสีย หยุดอะไรหมด จึงเป็นพระอรหันต์ได้ ; โดยที่

น.922 ไม่ต้องรู้เรื่องอื่นหรอก รู้แต่เรื่องนี้ รู้เรื่องหยุด คือ ไม่มีตัวฉัน ที่จะไปไหนมาไหน นั่นเรียกว่าหยุด. ถ้ายัง ได้ ก็วิ่งไปหาได้ ถ้ายัง เสีย ก็วิ่งไปจากเสีย. ถ้า ยังอยากได้ วิ่งไปหาอีก เสียก็วิ่งไปทางหนึ่งอีก ก็เลยวิ่งไปวิ่งมา : ได้ก็วิ่งมาหา เสียก็วิ่งไป อย่างนี้เป็นต้น แล้วแต่จะพูด. ถ้ายังวิ่งไปวิ่งมา ก็คือยังมีได้-มีเสีย ; ถ้าไม่มีได้-ไม่มีเสีย ไม่มีวิ่งไปวิ่งมา, นั่นแหละคือ ที่สุดแห่งความทุกข์ละ. พระพุทธเจ้าท่านใช้คำว่า "ที่สุดแห่งความทุกข์" -อฺโต ทุกฺขสฺส ; อนฺโต แปลว่า ที่สุด, ทุกฺขสฺส -ของความทุกข์ ; นั่นที่สุดแห่งความทุกข์ คือไม่ได้ ไม่เสีย. "หยุด" ในความหมายนี้ ไม่ใช่ว่าหยุดด้วยความหลงใหลอยู่ที่นี่, หยุด เพราะไม่มีตัว ไม่มีตัวจะอยู่ ไม่มีตัวจะไป ไม่มีตัวจะมา. ทีนี้คนเป็น ๆ มีชีวิต มีความคิดนึกอย่างนี้ จะไม่วิ่งไปวิ่งมาย่อมไม่ได้ ; ทาง ร่างกายนี้ก็ต้องไปนั่นมานี่ ไปบิณฑบาต ไปส้วม ไปอาบน้ำ, ไปเรื่อย ต้องไปมา อยู่อย่างนั้นทางร่างกาย; แต่ว่า ทางใจนี้หยุดได้ ไม่ไปไม่มา แล้วจะไม่เห็นอะไร ว่ามีได้-มีเสีย. วันหนึ่งไม่รู้สึกเป็นทุกข์ ไม่รู้สึกมีได้มีเสีย คือไม่มีอยู่ไม่มีตาย ; แต่ก็ไม่เคยตาย มีอาหารก็กินไป กว่าร่างกายนี้จะชรา จะตายไปตามธรรมชาติ ไม่มี ปัญหาว่าจะมีอะไรกินไหม ? จะเดือดร้อนไหม ? ถ้าพูดตัดบท ก็คืออยู่ก็ได้ ตายก็ได้ ; ฉะนั้นจึงไม่มีปัญหาหนักอกหนักใจ เรื่องอยู่หรือเรื่องตาย หรือเรื่องได้ หรือเรื่องเสีย ไม่มีปัญหาที่จะเป็นความทุกข์ ; แต่แล้วสิ่งต่าง ๆ ก็เป็นไปตามเรื่อง คือมีมาสำหรับเลี้ยงชีวิต ถ้าปฏิบัติถูกต้องในเรื่องนี้ ก็ไม่มีความทุกข์เลย จนกระทั่งความตายมาถึงก็ไม่มีความหมายเลย. ความตายนี้ไม่มี ความหมายเลย ; ไม่มีความหมายทั้งอยู่หรือทั้งตาย ต้องถึงขนาดนี้ จึงจะ เรียกว่า อยู่เหนือการได้ อยู่เหนือการเสีย.

น.923 เรื่องได้-เรื่องเสีย ( ต่อ) ๓๓๗ วันนี้ก็พูดเรื่องการได้ การเสีย ย้ำ ๆ ย้ำซ้ำ เหมือนกับลงปาฏิโมกข์ย้ำซ้ำอยู่ เสมอ ให้เข้าใจเรื่องคำว่า ได้ และคำว่า เสีย นี้ให้ถูกต้อง ให้เพียงพอ ไม่ให้ผิดได้, ฉะนั้น เรามีอุปาทานทำให้เป็นทุกข์อยู่นี้ ก็เพราะว่าไปเห็นเป็น เรื่องได้-เรื่องเสีย ด้วยอุปาทานทั้งนั้น ; เราไม่มีได้หรือเสีย ก็ไม่มีความทุกข์เลย. แต่เดี๋ยวนี้คนทั่วไป เขาพูดเรื่องได้-เรื่องเสีย เราก็พูดกับเขาได้, พูดกับเขาเป็นเหมือนกันในเรื่องได้- เรื่องเสีย : เป็นภิกษุได้ฉัน หรือไม่ได้ฉัน อยู่หรือตาย, นี่ก็พูดเป็นเหมือน กัน แต่ ไม่ได้ยึดมั่นด้วยอุปาทาน ในสิ่งเหล่านั้น เหมือนคนเขาพูด. นี้มีคำตรัส ของพระพุทธเจ้า มีที่มาหลายแห่งเหมือนกัน ที่ว่า : "ตถาคตก็พูดเหมือนชาวบ้าน พูด แต่ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นในความหมายนั้น เหมือนที่ชาวบ้านยึดถือ" มีเท่านั้นเอง. เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าก็พูดว่าฉัน ว่าเรา ว่ากู ว่าอะไรก็ได้เหมือนกัน. เรื่องนี้น่าหวัว เป็นเรื่องแทรกเบ็ดเตล็ด คือพระจอมเกล้า ฯ ท่านทรงท้วงขึ้น มาว่า "เฮ้ย, นี้ทำไมแปลหนังสือกันอย่างนี้ เมื่อเราพูดถึงพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้า ทรงใช้คำว่าตถาคตไปหมด ไม่มีพูดว่าฉันว่าแก ว่าข้า ว่ากู อะไรเลย มันเป็นไปได้ อย่างนั้นหรือ ?" ก็น่าหวัวเหมือนกัน. นี้หมายความว่า พระจอมเกล้า ฯ ท่าน ทรงเชื่อว่าแม้พระพุทธเจ้าท่านก็พูดตามภาษาชาวบ้านพูด. บางเวลาท่านก็พูดว่า "ฉัน" บางเวลาท่านก็ว่า "แก" หรือ "เอ็ง" หรือ "ข้า" เลย เหมือนที่ชาวบ้านพูด ; ถ้าพูดไทย. แต่ว่า แม้จะพูดว่าอย่างไร ตามภาษาชาวบ้านพูดอย่างไร ; แต่ อุปาทานที่ยึดถือในคำพูด ในความหมายของคำพูดนั้นมิได้มี, มิได้มีเหมือน ที่ชาวบ้านยึดถือ เหมือนที่คนธรรมดายึดถือ ; จึงว่าพระพุทธเจ้าก็พูดเหมือนกับ ชาวบ้านพูด แล้วก็ทำเหมือนชาวบ้านทำ ในเรื่องกิน เรื่องอยู่ เรื่องอาบ เรื่องถ่าย เรื่องอะไรก็ตาม, แต่ไม่ได้ยึดมั่นเหมือนที่ชาวบ้านยึดมั่น เพราะว่า ใจอยู่เหนือ ความรู้สึกที่ว่าได้หรือเสีย นั่นเอง.

น.924 เรื่องได้-เรื่องเสียทุกเรื่องไปรวมอยู่ที่อุปาทาน อย่าลืมว่าเรื่องได้-เรื่องเสียนี้ มันลึกลงไปถึงแม้แต่ความรู้สึกของสัตว์เดรัจฉาน ของต้นไม้ กระทั่งของชีวิตเซลล์เดียว ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะเรียกว่าสัตว์หรือต้นไม้อย่างนี้ เป็นต้น. เพราะฉะนั้นเราพูดเรื่องคำว่า "ได้" กับคำว่า "เสีย" นี้กันอีกสักปีหนึ่ง ก็ได้ ก็คงจะเข้าใจดีขึ้น : คือพูดได้ไม่จบหรอก พูดไปในแง่ไหนก็ได้ แต่ว่า ทุกเรื่องมันไปรวมอยู่ตรงเรื่องอุปาทาน, เรื่องได้-เรื่องเสีย. เรื่องได้- เรื่องเสีย เป็นรถรากของกิเลสทั้งปวง ; ไปยึดมั่นก็เกิดกิเลส ไม่ยึดมั่นก็ไม่มี กิเลส. ถ้าดูกันอีกแง่หนึ่งแล้ว คนก็จะน่าละอายแก่ต้นไม้ ต้นไม้เมื่อได้กินอาหาร มันก็ไม่กระดิกกระดี๊อะไรเหมือนกับคนเลย, เมื่อมันไม่ได้กินอาหารเลย มันก็ไม่ โวยวายเหมือนกับคนเลย ; ดูให้ดีเถอะ เพราะฉะนั้นอย่าดูถูก อุตส่าห์ปลูกต้นไม้ เล็ก ๆ เล่นบ้างในกระถาง แล้วคอยดูว่า มันเป็นอย่างไร มันหัวเราะเป็นไหม ? มัน ร้องไห้เป็นไหม ? เมื่อมันได้ก็อย่างนั้นแหละ เมื่อมันไม่ได้ก็อย่างนั้นแหละ ; แต่ มันรู้สึกนะ เป็นทุกข์ ไม่เป็นทุกข์ มันรู้สึก แต่มันไม่ได้แสดงมากเหมือนคนเท่านั้น. เมื่อสุนัขได้กิน ก็ได้กิน แต่มันไม่นั่นนี้เหมือนคน ; หรือเมื่อไม่ได้กินมันก็ ไม่เอะอะโวยวาย โมโหโทโสมากเหมือนคน ; ฉะนั้นสุนัขก็ยังดีกว่าคนในแง่นี้. คนพอได้เข้าก็กระดึ๊กกระดิ๊รี ๊พอเสียเข้าก็โวยวายอย่างนั้นอย่างนี้, สัตว์ยังไม่เป็นมาก ขนาดนั้น : เพราะว่ามันไม่มีอุปาทานในเรื่องได้-เรื่องเสียมากเหมือนคนนั่นเอง, เพราะมันไม่เก่งเหมือนคน, ไม่ฉลาดเหมือนคน แล้วคิดนึก ไม่เก่งเหมือนคน, แต่ แล้วมันก็ได้ผล คือเป็นทุกข์น้อยกว่าคน. คนเราลองให้อดข้าวสักสามชั่วโมง หิว ข้าวสักสามชั่วโมง คิดเป็นบ้าเป็นหลังไปเลย, แต่สุนัขมันดูไม่มากมายอะไรนัก ก็ดิ้นรนไปหา, หาไม่ได้ เหนื่อยนักก็นอนเสียได้.

น.925 เรื่องได้-เรื่องเสีย ( ต่อ ) ๓๓๙ การเลี้ยงสุนัขก็ดี ปลูกต้นไม้เล่นก็ดี ผม ถือโอกาสศึกษาธรรมะขั้นลึกใน เรื่องจิต เรื่องวิญญาณ เรื่องอุปาทานนี้ พร้อมกันไปในตัวเลย ไม่เสียหาย ไม่ เสียเปล่า ไม่เสียหลาย. ใครว่าผมบ้า เล่นต้นไม้ รักสวยรักงาม รักอะไรก็ว่าไป ; แต่ผมก็มีธุระ มีหน้าที่อยู่อย่างหนึ่ง ที่จะดูมันในแง่ลึก ; เพื่อเปรียบเทียบความแตก ต่างระหว่างคนกับสัตว์เดรัจฉาน กับต้นไม้ ต้นหญ้า บอน กระทั่งตะไคร่น้ำ สัตว์ ต้นไม้ที่เป็นเพียงพืช ตะไคร่น้ำเขียว ๆ ไม่เป็นต้นเป็นลำ, กระทั่งที่ดูด้วยตาไม่เห็น, กระทั่งจุลินทรีย์ที่ดูด้วยตาไม่เห็น มีอยู่ในน้ำ อะไรนี้ เพื่อจะรู้ว่า สิ่งที่เรียกว่าจิตนี้ คืออะไร? ความคิด วิญญาณ อุปาทาน นั้นคืออะไร ? มนุษย์มีทุกข์มากจึงต้องรู้ธรรมะไว้แก้ไข ผลที่สุดรู้สึกว่า มนุษย์นี้เพราะรู้; จึงต้องมีความทุกข์มาก ; เพราะว่า รู้มาก มนุษย์นี้ เป็น ทุกข์มาก กว่าอะไรหมด ก็เพราะว่ารู้มากกว่าอะไร ; รู้มากจะ ยากนาน มีความรู้มากก็ลำบากมาก, พวกนั้นรู้น้อยก็ลำบากน้อย. เราก็เสียเปรียบ ในข้อนี้ ; แต่ถ้า เราจะดีกว่าสิ่งเหล่านั้น เราก็ ต้องรู้ธรรมะของพระพุทธเจ้า เรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่น เรื่องได้-เรื่องเสีย เรื่องบุญเรื่องบาป เรื่องสุขเรื่องทุกข์ เรื่องนรกเรื่องสวรรค์, เรื่องอะไรที่มันเป็นคู่ ๆ คู่ ๆ ตรงกันข้าม เ ราก็เลยประเสริฐ เลิศที่สุดกว่าสัตว์เดรัจฉาน กว่าต้นไม้ กว่าอะไร. แต่ถ้าเรายังไม่ได้สิ่งนี้มา เรา ยังไม่ดีกว่าสัตว์เดรัจฉาน ยังเสียเปรียบ ตรงที่เป็นทุกข์มากกว่าสัตว์เดรัจฉาน. ไปคิดดูเถิด คน เมื่อไม่มีธรรมะของพระพุทธเจ้าแล้ว เป็นทุกข์มากกว่าสัตว์ เดรัจฉาน : ชั่วโมงนี้ตกนรก ใจร้อนเป็นไฟ, ชั่วโมงต่อมาหิวเป็นเปรต, ชั่วโมงต่อมาก็โง่เป็นสัตว์เดรัจฉาน, ชั่วโมงต่อมาก็ขี้ขลาดเป็นอสุรกาย. มันแย่, แย่กว่าสุนัข ซึ่งวันหนึ่ง ๆ ไม่มีชั่วโมงเป็นนรก เปรต เดรัจฉาน อสุรกาย เหมือนคน. คนในวันหนึ่ง ๆ มีชั่วโมงที่เกิดเป็นนรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย

น.926 ซ้ำ ๆ ซาก ๆ ไม่รู้จักสิ้นจักสุด, นี้จึงต้องถือว่าเสียเปรียบสัตว์เดรัจฉาน ซึ่งมันสบาย กว่า. คนที่เป็นทุกข์ก็เพราะว่าไม่มีธรรมะของพระพุทธเจ้า ที่จะมาดับความร้อนเสีย. เพราะฉะนั้น ขอให้สนใจ ให้มาก ที่จะ ศึกษาเรื่องอุปาทาน ยึดมั่นถือมั่น ดีชั่ว บุญบาป สุขทุกข์อะไร ซึ่ง มีรถรากมาจากความรู้สึก "ว่าได้-ว่าเสีย" ๒ อย่าง เท่านั้นเอง. ฉะนั้นจึงสรุปความเหมือนที่ขึ้นต้นว่า ไม่ต้องเรียนเรื่องอื่น ; ถ้าจะเรียนกัน อย่างลึกซึ้ง ก็ เรียน "เรื่องได้-เรื่องเสีย" ๒ คำเท่านั้น ให้รู้จริง ; แล้วจะ เห็นว่า โอ๊ย, มันหลอกเหมือนกันหมด ทั้งได้และทั้งเสีย; อย่าไปเล่น กับมันเลย อ ยู่กันเป็นกลาง ๆ ไม่มีได้ไม่มีเสียกันเถิด ไม่มีความทุกข์; นี้ ถ้าพูดก็พูดอย่างนี้. พูดนั้นพูดง่าย แต่ว่าปฏิบัติคงจะยากอยู่ตามเคย ; แต่ถ้า เ รา รู้วิธีปฏิบัติรวบลัดให้ถูกเรื่องถูกราว มันคงจะไม่ยากมาก เหมือนที่ยากกันอยู่. เดี๋ยวนี้มีความต้องการมาก มีพิธีรีตองมาก มีอะไรมาก ก็เลยยิ่งยากหลายเท่า, ถ้า รวบลัดเรื่องให้สั้น เหลือแต่การศึกษาเรื่องนี้ ก็จะยากน้อยลง ง่ายมากขึ้น. ทำให้ถูกทาง ให้ถูกวิธี มองดูทุกคราว มีสติทันท่วงที ทุกคราวที่มี อาการที่เราเรียกกันว่าได้ว่าเสีย อันนี้ได้อะไร ? อันนี้เสียอะไร ? มีสติ สัมปชัญญะทันท่วงที พิจารณา อ้าว, มันหลอก ๆ เหมือนกันเว้ย ทำอย่างนี้ เรื่อยไปเป็นการปฏิบัติวิปัสสนาที่สูงสุด ที่รวดเร็วและสูงสุด. ค่ำแล้ว พอกันที เดี๋ยวจะกลับลำบาก.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต