น.882 ธรรมปาฏิโมกข์วันนี้ จะพูดกันเกี่ยวกับเรื่องได้ -เรื่องเสีย ต่อจากครั้งก่อน. เรื่องได้-เรื่องเสีย ที่นำมาพูดเมื่อวันก่อนนั้น ไปดูหนังสือเล่มไหน ก็ไม่มีอธิบายเรื่อง ชี้ออกมาใน ลักษณะนี้ จนถึงขั้นนี้ ; แล้วแต่คุณจะไปฟังที่ไหน ก็ตาม ไปฟังที่ไหน คณะไหน ที่สำนักไหน ก็เป็น เรื่องในตำรา ในพระไตรปิฎก. แต่ที่พูดมาแล้ว ชี้ให้เห็นชัดลึกลงไป ถึงความหมายของคำว่าได้-เสีย ที่เป็นความหมายอันแท้จริง หรือลึก; ฉะนั้นถ้าคุณ ไม่สนใจ หรือไม่รู้จักจับฉวยเอาไว้ให้ได้นั่นแหละ ก็จะรู้สึกว่าไม่มีปัญหา. คุณจะไปหาฟังที่ไหน จะ ๒๙๖
น.883 เรื่องได้-เรื่องเสีย (ต่อ) ๒๙๗ ไปอ่านได้จากที่ไหน หรือจะไปฟังจากใคร ที่ไหนอีก ก็คงจะยังอีกนานกว่า จะพบเรื่องทำนองนี้ ยังไกลมาก. ฉะนั้นผมจึงต้องลองถามดูว่า พึงรู้เรื่อง ไหม ? เข้าใจไหม ? ว่าอย่างไร ? เรื่องได้-เสีย นี้เข้าใจยาก ต้องพิจารณาโดยแยบคาย ทีแรกนั้นได้บอกให้รู้ว่า คำ ๒ คำนี้ หรือว่า ภาวะ ๒ อย่างนี้ เป็นต้นเงื่อน ต้นตอของทั้งหมด ; เพราะเป็นเรื่องรู้สึกตามสัญชาตญาณได้ แม้กระทั่งสัตว์หรือ ต้นไม้. เรื่องได้-เรื่องเสียนี้ คนเรามีปัญญามาก จึงขยายออก เป็นเรื่องผิด เรื่องถูก เรื่องดีเรื่องชั่ว เรื่องบุญเรื่องบาป เรื่องสุขเรื่องทุกข์ เรื่องนรกเรื่องสวรรค์ อะไรที่เป็นคู่ตรงกันข้ามไปเรื่อยอย่างนี้ ; คู่ทั้งหมดนั้นไม่มีความหมายในตัวมันเอง แต่ไปมีความหมายตรงที่ ได้ หรือ เสีย นั่นแหละ. เพราะฉะนั้นต้องพูดซ้ำ ทบทวนซ้ำ เรื่องนี้ เพราะเห็นได้ว่าไม่เข้าใจ, หรือจับฉวยเอาได้ไม่หมด. เรื่องนี้ เพียงแต่ เข้าใจนั้นไม่ได้; ยังใช้ไม่ได้; ต้องเห็นแจ้ง. การเห็นแจ้งนั้น ยิ่งกว่า เข้าใจ, แล้วต้องเอาไปคิดทบทวน ไปสังเกตทบทวน. เรื่องได้-เรื่องเสีย นี้เป็นความจริง เป็นของจริง เกิดได้ เห็นได้ ด้วยสัญชาตญาณ ; แต่เรื่องบุญ บาป ดี ชั่ว สุข ทุกข์ นี้เป็นความหมายของคำพูด ที่พูดกันใหม่ พูดมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยความรู้สึก สติปัญญา ของมนุษย์ ที่บัญญัติสิ่งนี้ ว่าดี ว่าชั่ว ว่าผิด ว่าถูก ว่าบุญ ว่าบาป นี่มนุษย์มาพูดที่หลัง. แต่เรื่องได้-เรื่อง เสียนี้ไม่ต้องพูด ไม่เกี่ยวกับคำพูดก็ได้, เพราะรู้สึกได้โดยไม่ต้องพูดไม่ต้องสอน. คำว่า สุข ทุกข์ นี้อาจจะรู้ได้โดยไม่ต้องพูด ไม่ต้องสอนก็จริง แต่ ก็ขึ้นอยู่ กับคำว่าได้ ว่าเสีย ; ถ้าได้ละก็เป็นสุข, ถ้าเสียละก็เป็นทุกข์. เพราะฉะนั้น เรายกออกไปได้, ไม่พูดว่าสุขว่าทุกข์; เอาไว้พูดเรื่องได้-เรื่องเสียก็พอ. ถ้าได้
น.884 ละก็เป็นสุข หมายความว่า ได้ ทำให้เป็นสุข, ถ้าเสีย ทำให้เป็นทุกข์, และรู้สึก ได้ตามสัญชาตญาณ. ฉะนั้นผมจึงแนะลงไป ครั้งก่อนว่า ให้ดูสุนัข ; สุนัขมีความ รู้สึกได้ชัดเจนมาก : เรื่องได้-เรื่องเสียนี้ มันรู้ ; ได้กิน กับ ไม่ได้กิน นี้มัน เรื่องได้-เรื่องเสีย, ได้นอนสบาย กับ ได้นอนไม่สบาย เป็นเรื่องได้เรื่องเสีย. สุนัขรู้สึกได้โดยไม่ต้องมีใครสอน ; มันไม่รู้จักเรียกชื่อ แต่มันรู้สึกตัวเองได้. ส่วน คำว่าผิด-ถูก ดี-ชั่ว บุญ-บาป นี้สุนัขไม่อาจจะรู้ ; เพราะนี่เป็นเรื่องคำพูด, เป็น เรื่องพูด บัญญัติพูด ในหมู่สัตว์ที่มีคำพูด, และก็บัญญัติคำไว้พูด. ทีนี้ เราย้อนไปยังคนป่าที่คล้าย ๆ กับสัตว์, คนป่าสมัยอายุหิน หลายพัน หลายหมื่นปีมาแล้ว ไม่ได้เรียนเรื่องธรรมะ เรื่องศึกษาอะไรต่ออะไร คนป่าก็ไม่รู้ เหมือนกัน. สำหรับคนป่าเหล่านี้ ถ้าพูดว่า ดี-ชั่ว บุญ-บาป สุข-ทุกข์ ก็ไม่รู้ว่าเป็น อะไร ; แต่จะรู้สิ่งหนึ่ง ซึ่งรู้โดยไม่ต้องพูด เรียกว่า ได้ ว่า เสีย. คนป่ารู้ว่า ได้ เช่นไปล่าเนื้อได้มา ก็เรียกว่า ได้, ไม่ได้ก็เรียกว่าไม่ได้. ได้-เสียนั้นมีความ หมาย โดยที่ถ้าได้มาละก็ทำให้สบายเป็นสุข, เสียก็คือไม่สบายเป็นทุกข์. ถ้าเราได้ ปรกติเราก็สบาย ; ถ้าไม่ได้ ปรกติเราก็เป็นทุกข์ เป็นเจ็บเป็นไข้ อย่างนี้. เพราะฉะนั้นสัตว์เดรัจฉานก็ดี คนป่าที่ยังเป็นครึ่งคนครึ่งสัตว์ก็ดี รู้จักภาวะ ที่เรียกว่าได้ ว่าเสีย นี้อย่างแท้จริง ; แต่เพราะไม่พูด จึงไม่มีคำพูด. เรื่องได้-เสีย สำหรับมนุษย์ขยายออกไปมาก ทีนี้ มนุษย์นั้นมาขยายคำพูด เป็นผิดเป็นถูก ดี-ชั่ว บุญ-บาป สุข-ทุกข์. เรื่องผิดก็คือไม่ได้หรือเสีย, ถูกก็คือได้ ; แต่ทว่าถูก-ผิด นี้ก็หมายถึง "ได้-เสีย" ที่ตรงตามเรื่องของมัน.
น.885 เรื่องได้-เรื่องเสีย ( ต่อ) ๒๙๙ คำว่า ได้-เสีย นี้มีหลายชั้น ไม่ใช่เพียงแต่ได้วัตถุ ได้เงินเท่านั้น ; แต่ ความหมายแบ่งเป็นว่า ได้ ถ้าเป็นฝ่ายได้ : ได้เงิน ได้ของ ได้ชื่อเสียง ได้นิพพาน ได้ความสงบ ได้อะไรต่างๆ เรียกว่าฝ่ายได้ ; ฝ่ายเสีย คือ ไม่ได้สิ่งเหล่านี้. นี่เราเรียกว่าถูกหรือผิด ดีหรือชั่ว บุญหรือบาป. ความได้ ความเสีย นี้ทำให้เกิดปัญหาขึ้นมา, แล้วมันต้องคู่กันเสมอ. ถ้า ไม่มีได้ ก็ไม่มีเสีย, ถ้าไม่มีเสีย ก็ไม่มีได้ คือไม่มาทำให้เกิดความหมายได้. ถ้า มีเสียมาเป็นคู่เปรียบเทียบ การได้จึงมีความหมาย หรือมีค่าขึ้นมาเป็นความได้. ถ้า ไม่มีความได้มาเปรียบ ความเสียก็ไม่มีเหมือนกัน ; เราก็ไม่รู้สึกเป็นได้เป็นเสีย. แต่อย่างไรก็ดี โดยธรรมชาติมันต้องมีรู้สึกได้-เสีย : เมื่อไปหาอาหารได้ ก็ได้กินกัน ไม่ได้ก็หิว อด เดือดร้อน. ความรู้สึกว่า ได้และเสีย จึงเกิดได้เองตาม ธรรมชาติ, รู้สึกได้เองตามธรรมชาติ, และมีอยู่เองตามธรรมชาติ. มนุษย์หรือ สัตว์ก็ตาม ย่อมต้องการอะไรอยู่อย่างหนึ่งเสมอไป ถ้าได้ก็คือ-ได้; ถ้าไม่ได้ก็คือ- เสีย. ต่ำลงไปจากสัตว์เดรัจฉานก็คือ ต้นไม้ ต้นหญ้า ต้นบอน อะไรเหล่านี้ ก็ มีได้มีเสีย เพราะว่ามีชีวิตเหมือนกัน, ต้นหญ้าก็มีชีวิต เพราะมันอยากกินน้ำ อยาก แสงแดด อยากกินอาหารนั่นนี้. ถ้ามันได้มันรู้สึกว่ามันได้, ถ้ามันไม่ได้คือมันเสีย มันก็รู้สึกว่ามันไม่ได้ ; เพราะฉะนั้นมันต้องต่อสู้เพื่อได้. มันรู้ว่าจะเอารากไป ทางนี้เถอะ เพราะรู้ว่าทางนี้มีอาหารมีน้ำ มันก็ส่งรากไปทางนั้นใหญ่เลย ; รู้ว่าทางนี้ มีแสงแดด หาแสงแดดได้ไม่มีอะไรบัง ก็ออกกึ่งไปทางนี้เพื่อได้แสงแดด. มัน กลัวเสีย มันอยากได้ ; แต่มันไม่อาจจะพูดได้ว่า ที่ได้นั้นคือ บุญ หรือดี หรือสุข มันพูดไม่เป็น มันไม่มีความหมายทางคำพูด. ดี-ชั่ว บุญ-บาป สุข-ทุกข์ นี้เป็นเรื่องพูด บัญญัติทับลงไปบนเรื่อง ได้-เรื่องเสีย เป็นเพียงเรื่องคำพูด ; เพราะฉะนั้นสัตว์หรือต้นไม้ ไม่มีคำพูด ไม่มี
น.886 การพูด ไม่มีความหมาย ดี-ชั่ว บุญ-บาป สุข-ทุกข์ ; แต่มีความหมายเรื่องได้ เรื่องเสีย. ถ้าได้-เสีย มาอย่างถูกต้อง, หรือได้อย่างถูกต้องดีกว่า ; มันก็รอด ชีวิตมา. ถ้าไม่ได้อย่างถูกต้อง มันก็ตายแล้ว มันก็สูญพันธุ์แล้ว. จะเป็นหญ้าบอน ต้นไม้ก็ตาม สัตว์เดรัจฉานก็ตาม อะไรก็ตาม มันต้องตายแล้วและสูญพันธุ์แล้ว. ต้นไม้หรือสัตว์ต้องได้สิ่งที่มันจะต้องได้, ควรจะต้องได้อย่างถูกต้องเรื่อยมา : ได้ อาหาร ได้ดินฟ้าอากาศ ได้สิ่งแวดล้อม ได้อะไรถูกต้อง ; เพราะฉะนั้นมันจึงรอด ชีวิตมาหลายหมื่นปี หลายแสนปี หลายล้านปี. นี้ขอให้ศึกษาความหมายของคำว่า- ได้. เรื่องได้-เสีย เป็นเรื่องของสัญชาตญาณพื้นฐาน แต่ว่าคำพูด ได้-เสีย นี้ก็ยังกำกวมได้ ; เราต้องระวังให้ดี. ใน ขณะ หนึ่งความเสียอาจจะเป็นการได้ก็ได้ ; เช่นว่า เราต้องมีกินเข้าไป แล้วถ่าย ออกมา. ถ้าเราพูดว่ากินนี้คือ-ได้ ถ่ายออกนี้คือ-เสีย, อย่างนั้นพูดอย่างธรรมดา อย่างเขลา ๆ อย่างไม่ฉลาด. แม้จะพูดว่า ได้กินเข้าไป, แล้วก็ได้ถ่ายออกมา นั่น คือการกินก็เป็นการได้ ; การถ่ายก็เป็นการได้ ; นี้ได้ถูกต้องทั้งกินและถ่าย แล้ว ก็รอดชีวิตมา. เพราะฉะนั้น ต้องมีการได้-การเสียที่ถูกต้อง จนเรียกว่าเป็น การได้ที่ถูกต้อง, ได้ก็ได้ถูกต้อง เสียก็เสียถูกต้อง. เช่นเราได้แสงแดด ถูกต้อง ได้อาหารถูกต้อง ได้ที่อยู่ถูกต้อง ; หมายความว่า เรามีการเสียที่ถูกต้อง คือส่วนที่ไม่ควรจะได้นี้มันต้องเสีย, ต้องยอมเสียไป. เราต้องถ่ายอุจจาระ ต้อง ถ่ายปัสสาวะ เราต้องสูญเสียสิ่งที่ร่างกายไม่ต้องการ เช่น ขี้เหงื่อ ขี้ไคลอะไรก็ตาม นี้ต้องถ่ายออกไป ต้องสละออกไป ; ชี วิตนี้จึงรอดมาได้ เพราะมีการได้-การ เสียที่ถูกต้อง. สรุปเรียกว่า การได้ที่ถูกต้อง จึงทำให้มีอายุสืบพันธุ์กันมาเป็นล้าน ๆ ปี ; พอได้-เสียไม่ถูกต้อง มันก็สูญพันธุ์. เหล่านี้เป็นเรื่องทางวัตถุ เนื้อหนังร่างกาย ทั้งนั้น, ทางจิตใจนั้นอีกอย่างหนึ่ง. ถ้าได้ทางจิตใจถูกต้อง ก็รอดตัวมา คือเจริญ
น.887 เรื่องได้-เรื่องเสีย ( ต่อ ) ๓๐๑ วิวัฒนาการทางจิตใจมาอีกด้วย. นี้เราเรียกว่า เป็นความรู้โดยสัญชาตญาณ พื้นฐาน ; ดังที่ว่าต้นหญ้านั้นมันก็รู้, มันรู้ว่า ได้-เสีย อย่างไร ; ทำอย่างไร จึงจะได้แสงแดด, ทำอย่างไรจึงจะได้น้ำ, ทำอย่างไรจึงจะได้อะไร, ทำอย่างไร จึงจะได้สืบพันธุ์, มันรู้ได้อย่างสัญชาตญาณอย่างประหลาด ก็เพราะว่าสัญชาตญาณ นั้นเกิดมาจากการปรุงของธรรมชาติ. การปรุงของธรรมชาติเราไม่รู้สึกตอนนี้. คนที่ไม่รู้เขาไม่เชื่อว่า ดอกชุมเห็ดมันบอกว่า ฝนจะแล้ง หรือไม่แล้ง ; ไปดูเถอะ มันยังบอกอยู่เลย. เมื่อเดือนก่อนคิดว่าฝนจะแล้ง, เราคิดว่ามันยังตั้งครึ่ง มันยังแล้งไม่ได้ มันยังเหลือตั้งราวหนึ่งในสี่. นี่ไม่ใช่เพราะดอกชุมเห็ดเป็นพระเจ้า ที่บังคับฝนไว้ได้; แต่ดินฟ้าอากาศปรุงดอกชุมเห็ดขึ้นมา แล้วมันจึงบอกแน่นอน. ดอกชุมเห็ดมันก็ไม่บานพร้อมกันทั้งโลก, ภาคใต้ ภาคเหนือ ก็เป็นไปตามธรรมชาติ, สัญชาตญาณอันนี้คล้าย ๆ กับสัญญลักษณ์ของพระเจ้า. นี้พูดถึงเรื่องสัญชาตญาณกัน ก่อน เพราะ เรื่องได้-เสียนี่มันเรื่องสัญชาตญาณพื้นฐาน. ไอ้ปุกปุยสุนัขตัวหนึ่ง ไปขุดโพรงที่โคนต้นไม้ แล้วก็ออกลูก. คิดดูเถอะ ใครสอนมัน ? ทำไมมันไม่ไปหาลังหาฝอย หาอะไรเตรียมออกลูก? มันพยายาม ที่จะไปขุดโพรง แล้วก็ออกลูกในโพรง. ใครสอนหรือใครทำตัวอย่าง ก็เปล่าเลย. นี้ถ้าปล่อยตามอิสระก็ทำได้ ; เพราะสัญชาตญาณมันเหลืออยู่ในจิต ถ่ายทอดกันมา ทางพ่อแม่ทางเลือด เขาเรียกว่าทาง gene, มันครึ่งจิตครึ่งวัตถุ ที่มันถ่ายมาทางเลือด. อันนี้ก็เป็นบ่อเกิดของสัญชาตญาณ ; เพราะฉะนั้นมันก็รู้ว่าทำอย่างนั้น เอามือตะกุยนั้น ตะกุยอย่างไร ; แล้วยังไม่ใช่เท่านั้น มันยังฉลาดกว่าคนอีกกระมัง. มันยังมีปัญหา ว่า ทำอย่างไรน้ำจึงจะไม่ท่วมอีกล่ะ ; เออ, มันก็มีวิธีที่จะขุดให้น้ำไม่ท่วม ; มัน ฟลุกด้วย เช่นดินที่ตะกุยมานี้ มันก็อยู่ปากโพรงหมด ; ฉะนั้นปากโพรงก็สูงโดยรอบ น้ำข้างนอกไหลเข้าไปไม่ได้. ที่นี้เพื่อนยังขุดเลี้ยวอีก เพื่อไม่ให้ใครเห็น. สัตว์
น.888 หรือ อันตรายต่างๆ ที่จะมากินลูกของมัน ก็ไม่เห็นซิ ; เพราะว่าขุดอย่างนี้ลึกมาก, แล้วโพรงยังเลี้ยวเสียอีก, แล้วมันยังฉลาดอีก ที่ยังจะต้องชุดชอนขึ้นบนอีกทีหนึ่ง ที่น้ำไม่ท่วมได้. นี้ใครเป็นครูมัน แล้วมันยังฉลาดกว่ามนุษย์, มนุษย์ยังไม่เคยคิด จะทำอย่างนี้เลย ; เพราะมนุษย์ไม่มีสัญชาตญาณออกลูกในโพรงอย่างนี้. มนุษย์เปลี่ยนสัญชาตญาณเรื่อยจนทั้งธรรมชาติ มนุษย์นี้แหละกำลังหลงทางที่สุด คือไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ; ลืมหมด, ยุ่งจนลืมหมด. สุนัขมันก็แน่นอน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ว่าต้องขุดโพรงออกลูก ; ส่วน คนไม่รู้ว่าออกลูกอย่างไร. เพราะว่าเมื่อหลายหมื่นปีมาแล้ว มนุษย์ออกลูกเรี่ยราด เหมือนกับวัวควายอย่างนั้น. วัวควายท้องแก่ ไปตามฝูง ต้องการจะคลอดที่ไหน มันก็คลอดตรงนั้น ตรงที่เดินทางนั่นแหละ ; แล้วมนุษย์ก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน หลายหมื่นหลายแสนปีมาแล้ว. ฉะนั้นมนุษย์ไม่มีการถ่ายทางสัญชาตญาณที่ว่าจะทำ อย่างไรในการออกลูก, จึงทำไม่เป็นตามธรรมชาติ, แต่มีความรู้เรื่องใหม่ ซึ่งไม่ใช่ ธรรมชาติ : อยู่บ้านอยู่เรือน แล้วมีเรือนคลอด, แล้วมีอะไรนี้ ; นี่ไม่ใช่ธรรม- ชาติ ; มันก็เลยยุง. พิสูจน์ได้ง่าย ๆ ตรงที่ว่า พวกนกต่าง ๆ นี้ไม่ต้องมีใครสอน ; ทำรังเป็น ทำรังได้ทุกนกเลย. นกกระจาบก็ทำอย่างดี, นกธรรมดาก็ทำอย่างธรรมดานี้. แต่ทำเป็น ไม่ต้องมีใครสอน, ไม่ต้องเห็นตัวอย่าง. ถ้าเอานกคู่หนึ่งมาเลี้ยงในที่ ๆ ไม่มีนกอื่นเลย มันก็ทำรังเป็น ; แล้วเหมือนกันดิก. เช่นนกกระจาบมันก็ทำรัง เหมือนนกกระจาบทั้งหลายโดยไม่ต้องเห็นตัวอย่าง. เอ้า, ที่นี้เอามนุษย์มาคู่หนึ่ง แล้วปล่อยให้โตขึ้น ให้ทำเรือนดูซิ ก็ทำไม่เป็น; เพราะว่าไม่เคยทำเรือน ; อย่างดี ก็เคยแต่ซุกหัวอยู่ในถ้ำ. บางทีคงจะเร่ไปหาโพรงหาถ้ำเหมือนกับสุนัข; นั่นเป็น อย่างดีที่สุดแล้ว. ครั้นทิ้งความอยู่ถ้ำ ก็เลยไม่รู้เรื่อง เลยงง.
น.889 เรื่องได้-เรื่องเสีย ( ต่อ ) ๓๐๓ มนุษย์นี้กำลังหลงไม่รู้ว่าเป็นอย่างไรแน่; อยู่ถ้ำแน่ หรืออยู่เรือนแน่ ไม่แน่หรอก ; ไม่มีสัญชาตญาณที่ซ้ำซากจนตายตัวลงไป. นี้ก็เรียกว่ามนุษย์กำลัง หลงทาง คือเปลี่ยนเรื่อย เปลี่ยนไปได้เรื่อยๆ จนกระทั่งอยู่เรือน อยู่ตึก คลอดใน โรงพยาบาล เหล่านี้ ซึ่งไม่ใช่สัญชาตญาณ, ไม่ตายตัว ไม่แน่ ; ทำตามสัญชาตญาณ ไม่ได้. ฉะนั้นมนุษย์ผู้ทิ้งสัญชาตญาณนี้จึงลำบาก คลอดลูกเวลาเดินทางเหมือนครั้ง กระโน้นไม่ได้, ออกลูกในโพรงก็ไม่ได้, อะไรก็ไม่ได้ทั้งนั้น ; แล้วก็ยุ่งยากตอน คลอดบุตร ตอนเลี้ยงบุตร ตอนอะไรอื่น ๆ ขนาดเกือบเป็นเกือบตายไปเลย. เรื่องนี้เหมือนกับที่เราเคยพูดกัน เรื่องไบเบิลที่พระเจ้าสาป, สาปมนุษย์ว่า ต่อไปนี้แกต้องเป็นทุกข์ทรมานแสนสาหัส ; เพราะแกอุตริทิ้งธรรมชาติ ไปรู้เรื่องดี เรื่องชั่ว เรื่องบุญ เรื่องบาป เรื่องสุข เรื่องทุกข์อะไรเข้า ไบเบิลกล่าวไว้ว่า อาดัม กับอีฟไปกินผลไม้ ที่ ทำให้รู้เรื่องดี เรื่องชั่ว เรื่องบุญ เรื่องบาปอะไรเข้า ; ต่อไปนี้ เลยต้องทนทุกข์ทรมาน มีความทุกข์อย่างแสนสาหัส. นี่คือปัญหาที่มนุษย์จะพึง ได้รับ, แล้วเป็นไปในทางที่ให้เป็นทุกข์แสนสาหัส. เมื่อก่อนเรื่องคลอดบุตรก็ไม่มี ปัญหา, เรื่องอาหารการกินก็ไม่มีปัญหา, เรื่องทำรังอยู่ก็ไม่มีปัญหา. เดี๋ยวนี้มี ปัญหาไปหมด ปัญหามากที่สุดด้วย ; คือจะมีบ้านอย่างไรให้ดีที่สุด, มีอาหารกินให้ ดีที่สุด ; แล้วคลอดลูกออกมาก็ช่วยตัวเองไม่ได้จะเป็นจะตายเอา. ส่วนสุนัขมันไม่มี ปัญหาอะไร, สัตว์ทั้งหลาย นก หนู นี้ก็ทำรังได้ ทำเรือนได้ คลอดลูกได้ อะไรได้ โดยไม่มีปัญหา. ถ้ามนุษย์อยู่ตามสัญชาตญาณก็มีความทุกข์น้อย ความหมายของคำว่า สัญชาตญาณ เป็นอย่างนี้ ; ถ้ายังอยู่กับสัญชาตญาณ ก็มีเรื่องน้อย ไม่มีความทุกข์อันใหม่เกิดขึ้นเหมือนที่พระเจ้าสาป. การที่พระเจ้า สาปให้มีความทุกข์มากนี้ สาปแต่คนเท่านั้น ไม่ได้สาปสัตว์เดรัจฉาน วัว ควาย
น.890 แล้วก็ไม่ได้สาปต้นหญ้าต้นบอน, พืชพันธุ์พฤกษชาติอะไรต่างๆ ไม่ได้ถูกสาป ; ถูกสาปแต่คน เพราะว่าคนไปเริ่มรู้ มีความรู้ก้าวหน้า มีความคิดก้าวหน้า อย่างคน ; ไปรู้ดี รู้ชั่วเข้า ในยุคที่ไปกินผลไม้นั้นเข้า : คือเริ่มรู้ดี รู้ชั่ว รู้สุข รู้ทุกข์ รู้ใหญ่ รู้เล็ก รู้มีเกียรติ รู้ไม่มีเกียรติ อะไรเข้ามันก็เกิดปัญหา. ละทิ้งสัญชาตญาณเท่าไร ก็มีความทุกข์มากขึ้นเท่านั้น ; ไปหาธรรมชาติมากขึ้นเท่าไร ก็มีความทุกข์ น้อยลงเท่านั้น. นี้เราเห็นได้ทันทีว่า เราก็ย้อนมาเรื่องที่ว่า ได้-เสีย นี้อีกทีหนึ่ง, อันนั้น ตั้งอยู่บนสัญชาตญาณ. เดี๋ยวนี้สัตว์เดรัจฉานมีเรื่องได้-เรื่องเสีย เท่าที่สัญชาตญาณ ต้องการเท่านั้น. หญ้าบอนนี้ยิ่งเป็นอย่างเดิมเลย ตามเดิมเลย ; รู้เรื่องได้-เรื่องเสีย แต่เพียงตามเดิม ไม่มีปัญหาเลย เมื่อล้าน ๆ ปีมาแล้วมีปัญหาเท่าไร เดี๋ยวนี้ก็มีเท่านั้น. สัตว์เดรัจฉานนี้ก็เหมือนกัน เมื่อหลายแสนหลายล้านปีมาแล้ว มีปัญหาเท่าไร เดี๋ยวนี้ ก็มีเท่านั้น. ที่นี้ คน นั่นซี ไ ปรู้อะไรมากเข้า , ก็มีปัญหาไปหมด มีเรื่องมาก, แล้วยังต้องการมากขึ้นไปอีก จนเป็นเปรต : ต้องการจะขยาย เรื่องกิน เรื่องอยู่ เรื่องใช้ เรื่องกามารมณ์ เรื่องอะไรต่างๆ จนไม่มีขอบเขต ไม่มี ที่สิ้นสุดมีลักษณะเป็นเปรตขึ้นมา. ความเป็นเปรตไม่มีในสัตว์เดรัจฉาน เพราะ มันไม่อยากมากไปกว่าธรรมชาติ ทีนี้ เราเปรียบคนกับสัตว์ นี้รู้สึกว่าไกลกันนัก ; เราเปรียบสัตว์ กับสัตว์ ดีกว่า โดยให้รู้ว่าสัญชาตญาณอย่างสัตว์นั้นมันยังอยู่, ยังพอใช้ของมัน. แต่มนุษย์ซิ เข้าไปแทรกแซงทำให้สัตว์ไม่อาจจะใช้สัญชาตญาณ. นี้ถ้าผมจะเอาไอ้ปุกปุยมาขังไว้ ในห้อง, แล้วก็รองรังให้คลอด ; อย่างนี้เรียกว่าแทรกแซงเขา ไม่ปล่อยให้เขา เป็นไปตามสัญชาตญาณ ; ปัญหาจะต้องเกิดขึ้น, ซึ่งเรารู้ไม่ได้เลย ว่าความร้อน ความอบอุ่น จะมีพอไหม จะถูกต้องตามสัญชาตญาณไหม ; และสัตว์ก็ทำไม่ถูก,
น.891 เรื่องได้-เรื่องเสีย ( ต่อ ) ๓๐๕ และมันไม่สมัครที่จะทำให้ผิดสัญชาตญาณ. เพราะฉะนั้นที่ทำลังกระดาษใหญ่โตไว้ให้ ใส่ฝอยไว้ให้, มันไม่เอา ; มันกลับมุดเข้าไปในโพรงดิน ขุดดิน แล้วก็ออกลูก ในโพรง. นี่เขาทำฟรีและอิสระตามสัญชาตญาณแท้ ๆ แล้วก็เลยถูกต้อง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์. นั่นก็แปลว่าสัตว์ยังมีดี หรือมีบุญ กว่าคน ; ไม่มีความทุกข์เพราะ เรื่องนี้, ไม่ถูกพระเจ้าสาป. สัตว์ไม่ต้องการที่จะคลอดที่โรงพยาบาล ไม่ต้องการ อะไรให้ดีไปกว่าธรรมชาติ. แต่มนุษย์นี้ทะเยอทะยานจะต้องคลอดที่โรงพยาบาล หรือ ทำอย่างนั้น หรือทำอย่างนี้ จึงมีเรื่องเพิ่มขึ้นตามส่วนที่ละทิ้งธรรมชาติ หรือละทิ้ง สัญชาตญาณ. คำว่า "สัญชาตญาณ" ก็อธิบายมาที่หนึ่งแล้วว่า สัตว์รู้จักขุดเข้าไป, ดินก็มา ช่วยป้องกันไม่ให้น้ำไหลเข้ามาในรู, แล้วเลี้ยวโพรงเสีย ไม่ให้สัตว์อื่นเห็น, แล้ว ก็ชอนขึ้นอีกทีหนึ่ง ไม่ให้น้ำท่วมได้, แล้วระวังไม่ให้มดแมลงเข้าไปได้. ที่นี้ถ้า ความโง่ของคนมีอีก คือเอาอาหารใส่เข้าไปในโพรง นี่คือไปทำให้สัตว์ลำบาก, พวกมด แมลง ก็จะเข้าไปกินอาหาร แล้วไปกัดลูกมันตายหมดก็ได้. นี้ความโง่ ของคนต่างหากที่จะไปทำให้เกิดความเสียหายขึ้น ; เพราะฉะนั้นถ้าปล่อยไปตามเรื่อง ของสัตว์, มันก็ไม่ลำบากจนกว่าลูกของมันจะคลานได้ มันจะออกมาหากินได้ ; มันเตรียมพร้อม, เตรียมอดอาหาร สามวัน ห้าวันอะไร, เตรียมพร้อม ที่จะ เลี้ยงลูก จะประคับประคองลูก โดยไม่ต้องทำให้ยุ่งไประหว่างนี้. นี่ลองเทียบกันดูกับคน : คนได้รับบาป ได้รับคำสาปจากพระเจ้าว่าต่อไปนี้ แกจะต้องเป็นทุกข์แสนสาหัส ; นี่ เพราะทิ้งธรรมชาติ เพราะทิ้งสัญชาตญาณ. ส่วนสัตว์เดรัจฉานชนะสิ่งเหล่านี้หมด ไม่มีปัญหาอย่างนี้ ; เพราะเหตุว่า คำว่า "ได้" และคำว่า "เสีย" ของสัตว์ไม่ถูกขยายความหมาย, ไม่มีการขยาย ความหมายมาเป็น เรื่องบุญเรื่องบาป เรื่องผิดเรื่องถูก เรื่องดีเรื่องชั่ว เรื่องสุขเรื่อง ทุกข์ เรื่องสวรรค์เรื่องนรก อะไรมันไม่มี. เพราะฉะนั้นสัตว์จึงอยู่ใกล้ธรรมชาติ, แล้วมีความทุกข์น้อย, แล้วไม่ถูกพระเจ้าสาป.
น.892 ความเจริญของมนุษย์ในทางส่วนเกินยิ่งทำให้มีความทุกข์ ความเจริญของมนุษย์ก็คือความลูกพระเจ้าสาป. พระเณรบางคนกำลังปวดหัว เป็นโรคเส้นประสาท เพราะเรียนภาษาอังกฤษ จะดีจะเด่น. นี่ไม่เกี่ยวกับธรรมชาติ, ไม่เกี่ยวกันเลยกับพระเจ้า ; แล้วก็ไม่รู้ว่าจะเอาไปทำอะไรอยู่นั่นแหละ ; ภาษา อังกฤษไม่เกี่ยวกับความดับทุกข์เลย, นี่จงดูส่วนนี้ นั่นคือส่วนเกิน, ส่วนเกินของ การได้ แล้วกลายเป็นการเสียไปเลย. ความต้องการจะเรียนมากเกินธรรมชาติ, เกินสัญชาตญาณนี้เป็นการได้ส่วนเฟ้อ หรือส่วนเกิน ; แล้วส่วนเกินก็กลายเป็น ทำลายผู้นั้นให้มีความทุกข์ตามแบบ ตามคำสาปของพระเจ้า. ทีนี้มันก็เกิดฟื้นเผื่อยุ่งยากกันมากขึ้น, พวกโน้นเรียนโน้น พวกนี้เรียนนี้ ; ผลสุดท้ายก็ไปตามความอยากที่จะได้มากกว่าผู้อื่น, จะแข่งขันผู้อื่น จะทับผู้อื่น จะดี กว่าผู้อื่น จะอะไรกว่าผู้อื่น ; เพราะฉะนั้นส่วนรวมมันจึงต้องรบกัน จนเดี๋ยวนี้ ประเทศที่เป็นมหาประเทศ ย่อมจะมีประเทศเล็ก ๆ นิด ๆ ที่ไม่มีทางสู้ได้ ก็ข่มประเทศ เล็กโดยไม่มีความละอายอย่างนี้; เพราะ ไ ปติดเรื่องได้-เรื่องเสีย เรื่องธรรมชาติ อย่างนี้มากเกินไป จนเห็นว่า ทำอย่างนี้นั่นแหละคือถูก. เมื่อคืนนี้ผมได้ฟังวิทยุเอง พูดถึงเรื่องรองประธานาธิบดีอเมริกาว่า การที่ทำลาย ประเทศเวียดนามเหนืออย่างนั้น คือศีลธรรม ; ถ้าอเมริกาหยุดทำลายเวียดนามเหนือ เมื่อไร เมื่อนั้นผิดศีลธรรม. นี้คำพูดอย่างนี้ตรงๆ เลย, ไม่ใช่ผมประดิษฐ์ใหม่. เขาว่าถ้าอเมริกาหยุดบอมบ์เวียดนามเหนือ นั้นคือผิดศีลธรรม ; เพราะว่าเขาได้สอน เวียดนามเหนือ, หรือว่าบังคับเวียดนามเหนือให้เดินไปสู่ทาง ; นั่นแหละคือ ศีลธรรม. ส่วนที่เขาจะตายกันกี่พัน กี่หมื่น นั้นไม่ต้องรู้. การถูกศีลธรรม คือ เขาจะต้องเอาเวียดนามเหนือให้ลงให้จงได้. นั่นคือถูกศีลธรรม.
น.893 เรื่องได้-เรื่องเสีย ( ต่อ ) ๓๐๗ นี่มันไหลมามาก เดินมามากจนได้-เสีย, แล้วก็ สร้างผิด-ถูก ขึ้นมาตามได้ ตามเสีย. เขาต้องการอย่างไร นั่นคือถูก นั่นคือดี นั่นคือบุญ, ถูก ดี บุญ ตามแบบของเขา ก็เป็นอย่างนั้น ; เลยต้องเป็นเรื่องถูกจริงไป. ที่แท้ถูกจริง ผิดจริง บาปบุญ ต้องเป็นอยู่อย่างเป็นธรรมชาติมากกว่า ; คือได้ชนิดที่ไม่มีใครทุกข์, มีความสงบ, นั่นต่างหากจึงจะเรียกว่า ถูก ดี หรือบุญ หรือกุศล. พึ่งสังเกตคำว่าได้-เสีย เป็นต้นตอของคำคู่ ๆ พูดอย่างนี้เดี๋ยวจะงงหมด คือผมอธิบายคำว่าได้ ว่าเสียนี้ ให้ละเอียดยิ่งไป กว่าวันก่อน. ให้รู้คำว่า ได้ ว่า เสีย นี้ ว่าเป็นต้นตอของคำว่า ดี-ชั่ว ถูก-ผิด สุข-ทุกข์ บุญ-บาป นรก-สวรรค์อะไรก็ตาม ที่เป็นคู่ ๆ ตรงกันข้าม. ถ้าใจเลว ก็ได้อย่างเลว นั่นแหละ ถือว่าเป็น ดี หรือ ถูก หรือบุญนี้, ถ้าใจสูง ก็ต้องได้ อย่างดีอย่างสูง จึงจะเป็นบุญ เป็นกุศล เป็นถูก เป็นสวรรค์อะไรขึ้นมาได้. ฉะนั้น สวรรค์ของพวกอันธพาลก็คือการกระทำลามก อนาจารอย่างหนึ่ง ; ถ้าสวรรค์ของ คนที่เป็นสัมมาทิฏฐิ เป็นบัณฑิต ก็คือการกระทำที่ถูกต้องอย่างอื่น . แต่ผลสุดท้าย มารวมอยู่ที่คำสองคำเท่านั้น, มารวมยอดคือคำว่า "ได้" คำว่า "เสีย" นี้ ฉะนั้น จึงบอกแล้วบอกอีก ย้ำแล้วย้ำอีก ว่า ระวังสองคำนี้, ระวังสองอย่างนี้คือ ได้ กับ เสีย ซึ่งเป็นต้นตอของคำคู่อื่น ๆ หมด ; ทำให้เกิดคำว่า ผิดหรือถูก ดีหรือชั่ว บุญหรือบาป กุศลหรืออกุศล นรกหรือสวรรค์ สุคติ หรือทุคติ อะไรขึ้นมา ; จาก คำเพียงสองคำคือ ได้ กับ เสีย ซึ่งเป็นไปตามสัญชาตญาณ. นี้เราพูดตรงๆ ไม่ใช่พูดจาบจ้วง ว่าพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีความ หมายขึ้นมา ก็เพราะคำว่า-ได้ ว่า-เสียนี่ ; แล้วที่เรา หรือที่คนทั้งหมดไปนับถือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็เพราะหวังว่าเราจะได้อะไรจากการที่เรานับถือ พระพุทธ
น.894 พระธรรม พระสงฆ์นี้. ถ้าไม่มีหวังว่าจะได้อะไรแล้วก็ไม่มีใครนับถือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์. เพราะฉะนั้น คำว่าพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่มี ความหมายมากไปกว่าคำว่า "ได้". แม้เราอยากจะได้ มรรค ผล นิพพาน ก็ตามเถอะ ; เราคิดว่าเราจะได้ ด้วยการนับถือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์, เราจึงนับถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์. พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีค่าขึ้นมา เพราะทำให้เรา "ได้" : ถ้าคนหนึ่งเขาต้องการได้ มรรค ผล นิพพาน, หวังมรรค ผล นิพพาน, อีกคนหนึ่งเขาต้องการได้เกิดสวย เกิดรวย ; ก็ย่อมได้ส่วนที่หวังนั้น ๆ. บางคน นับถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ด้วยเหตุที่ถูกลอตเตอรี่ นี้ก็เพราะส่วนนี้, คือ ส่วนจะได้นี้. พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เพิ่งมีค่า เพิ่งมีความหมาย ขึ้นมาหยก ๆ นี่ จากคำว่าได้, ซึ่งเป็นคำดั้งเดิมดึกดำบรรพ์หลายล้าน ๆ ๆ ปีมา แล้ว. เรื่องได้-เสีย มีขึ้นมาคู่กับภาวะที่มีสิ่งมีชีวิต เราไม่รู้ว่าโลกนี้แตกออกมาจากดวงอาทิตย์ เมื่อไร นี้ไม่รู้ ไม่รู้ว่ากี่ล้าน ๆ ปี, จนกระทั่งมีชีวิตขึ้นมาในโลก อันดับแรกเป็นสัตว์เซลล์เดียว มีชีวิต มีความรู้สึก ; สัตว์นั้นก็เริ่มรู้สึก เรื่องได้-เรื่องเสียขึ้นมาทันที : ถ้าความร้อนมากไป มันจะตาย ก็เป็นเรื่องเสีย, เจริญไม่ได้ ; อุณหภูมิพอเหมาะ ชีวิตก็เจริญ หรือวิวัฒนาการจาก เซลล์เดียว แล้วก็เป็นสองเซลล์สามเซลล์ นี้ก็เป็นเรื่องได้, เป็นเรื่องได้ที่ถูกต้อง. ชีวิตตั้งต้น วิวัฒนาการมา จนเป็นสัตว์เป็นพืช เป็นชั้นเล็ก ๆ จนเป็น สัตว์ใหญ่ จนเป็นคน จนเป็นมีคนอย่างเรานี้, เป็นมาได้ ด้วยการได้ที่ถูกต้อง ได้สิ่งแวดล้อมที่ถูกต้อง ได้อาหารถูกต้อง, อากาศถูกต้อง, สิ่งแวดล้อมเป็น ที่อยู่อาศัยถูกต้อง, แล้วมันก็ต้องปรับตัวมัน ให้เหมาะกับสิ่งแวดล้อมนั้นด้วย ; ถ้า
น.895 เรื่องได้-เรื่องเสีย (ต่อ) ๓๐๙ ปรับไม่เหมาะมันก็ตายแล้ว; เพราะธรรมชาติไม่อำนวยแก่สัตว์. สัตว์ต้องเกิดตาม ธรรมชาติที่ธรรมชาติอำนวย; เพราะฉะนั้นเมื่อโลกเย็นลง อำนวยให้เกิดอะไร ก็ต้อง เกิดสิ่งนั้นขึ้นมา, แล้วสิ่งนั้นต้องเป็นไปตามความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ จึงอยู่ มาจนบัดนี้ จนเป็นคนอยู่อย่างนี้. สัตว์หลายชนิดสูญพันธุ์ไปแล้วตั้งหลายล้านปี เพราะมันไม่เปลี่ยนแปลงตาม ความต้องการของธรรมชาติ; มันจึงสูญพันธุ์ไปแล้ว. เรารู้ได้แต่เพียงว่า ครั้งหนึ่ง สัตว์อย่างนั้นเคยมี; เพราะมันอยู่ในซากหิน, มีซากอยู่ในหิน ซึ่งมีอายุหลายร้อย ล้านปี หลายพันล้านปีนี้. เมื่อเอาหินนี้มาทุบออก ได้พบซากสัตว์เหล่านี้เหลืออยู่ ในนั้น แต่สัตว์อย่างนั้นเดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว; เพราะว่ามันไม่เปลี่ยนมาตามธรรมชาติ จึง สูญพันธุ์ไปแล้ว. แต่ซากของมันตกลงไปในตะกอน, แล้วตะกอนทับถม ๆ ทับถม ๆ หลายล้านปี จนตะกอนนั้นเป็นหิน; เมื่อทุบหินนั้นออกจึงจะพบสัตว์เหล่านี้. ฉะนั้น เราจึงสำรวจพบสัตว์หลายร้อยชนิด ซึ่งสูญพันธุ์ไปแล้ว เพราะไม่เปลี่ยนแปลงตาม ธรรมชาติ; สัตว์ตัวใหญ่อย่างไดโนเสา อย่างอะไรก็ตามที่เถอะ จะต้องสูญพันธุ์ไป ทั้งนั้น. ฉะนั้นเขาจึงมีหลักที่ตายตัวว่า ต้องทำตัวให้เหมาะกับธรรมชาติจึงจะ อยู่รอด, จึงจะคงอยู่. ใครเหมาะที่สุดคนนั้นอยู่; ฉะนั้นสัตว์ไหนมันเหมาะ ที่สุด มันก็อยู่มากระทั่งเดี๋ยวนี้. ในซากหินอย่างเดียวกันนั้น เขาพบซากสัตว์บางชนิด เช่นปลาชนิดหนึ่งนี้ ในหินยุคเดียวกันกับสัตว์ สมมติว่าพันล้านปีมาแล้วนี้; แล้วเดี๋ยวนี้ปลานั้นก็ยังอยู่ใน ทะเลในปัจจุบันนี้. ฉะนั้นเขาจึงสนใจที่จะไปจับปลาชนิดนี้มาดู มาศึกษา; เพราะ มันเหมือนกันดิก กับในซากหิน เมื่อพันล้านปีมาแล้ว อย่างไรก็อย่างนั้น. ในหนังสือ พิมพ์ฮ่องกง ภาพจีนที่เราเอามาเขียนกัน ก็มีอยู่หน้าหนึ่ง, มีปลาชนิดหนึ่ง ซึ่งยัง มีอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิคนี้ เป็นปลาชนิดเดียวกันกับปลาหิน เมื่อหลายพันหลายล้านปี มาแล้ว อย่างนี้เป็นต้น. นี่ก็แสดงว่าปลาตระกูลนี้ ทำตัวเหมาะกับธรรมชาติ
น.896 แล้วยังอยู่กระทั่งบัดนี้; แต่สัตว์บางชนิดเช่น ไดโนเสา เช่นอะไรนี้ มันหมด แล้วไม่มีเหลือให้เห็น. ช้างบางชนิด หรือสัตว์อะไรบางชนิดที่มีรูปร่างประหลาด ๆ นั้น เหลือแต่ใน ซากหิน. นั้นเพราะมันได้ไม่ถูก มันเสียไม่ถูก. มันได้ไม่ถูก, เป็นการได้ที่ ไม่ถูกตามธรรมชาติต้องการ; มัน จึงไม่อยู่. ส่วนสัตว์ตระกูลมนุษย์นี้ ทีแรก ก็ต้องเป็นคล้าย ๆ กับสัตว์สี่เท้า เลื้อยคลานนี้, แล้วก็มาเป็นลิงเลว ๆ แล้วก็มาเป็นลิง ที่ดีขึ้น เป็นลิงที่ใกล้คนมากขึ้น, แล้วก็เป็นลิงที่เหมือนคน, แล้วก็เป็นคน. นี้มัน ได้ถูก เพราะมันถูก มันจึงอยู่; แล้วก็อยู่มาด้วยสัญชาตญาณแท้ ๆ, อยู่มาด้วย ธรรมชาติแท้ ๆ, ไม่มีวิชาความรู้ ไม่มีการศึกษา ไม่มีโรงพยาบาล ไม่มีหมอตำแย ไม่มีอะไร ก็อยู่มาได้กระทั่งมีคน. สัตว์พวกคนเคยอยู่ถ้ำระยะยาว เพราะฉะนั้น สัญชาตญาณของเขา จึงชอบซุกเข้าไปในโพรงหรือในถ้ำ. มนุษย์หลงทาง ไกลจากธรรมชาติมากกว่าสัตว์อื่น ๆ ต่อมาผมว่าคนหลงทาง; คนกำลังหลงทาง หมายความว่า ถ้าเราจับเอา เด็กสองคน ชายหญิง ให้ไปอยู่ที่อื่น ที่ไม่มีมนุษย์อะไรเลย คนจะพูดไม่ได้ เพราะ ไม่รู้จะทำปากทำลิ้นอย่างไร, จะพูดเป็นภาษาก็พูดไม่ได้; ถ้าทำเสียงออกมาก็เป็น ภาษานก ภาษาสัตว์ แล้วก็จะไม่สามารถทำเรือนอยู่อย่างนี้ได้. จะเห็นได้ว่าคนเลว กว่านกกระจาบ, นกกระจาบต้องทำรังของมันถูกต้องตามแบบของนกกระจาบ และ อยู่ได้. ส่วนคนกำลังหลงทาง ในสัญชาตญาณ ใน gene นี้ไม่มีเหลือว่าเรา เคยอยู่รังอยู่เรือนอย่างไร; อย่างมากก็จะซุกเข้าไปในโพรงไม้โพรงดิน หน้าผา นี้เป็น อย่างมาก; จะทำเรือนรูปร่างอย่างนี้ขึ้นมาไม่ได้เป็นอันขาด ทำไม่เป็นแน่. แต่ว่า นกกระจาบ หรือผึ้งหรือสัตว์อื่น ๆ มันทำเป็น, เพราะมันซ้ำซากอยู่อย่างนั้นเป็นเวลา ไม่รู้ว่านานเท่าไร ต่อเท่าไรแล้ว, เป็นสัญชาตญาณ เป็น gene เหลืออยู่ในโลหิต ถ่ายทอดทางพ่อแม่.
น.897 เรื่องได้-เรื่องเสีย (ต่อ) ๓๑๑ ส่วน มนุษย์กำลังฟั่นเฟือนหลงทาง ไม่รู้ว่าจะไปทางไหน ไปทางโน้น หรือไปทางนี้. แต่ถ้าเรื่องการสืบพันธุ์ระหว่างตัวผู้ตัวเมีย, ตัวหญิงตัวชายนี้มัน ซ้ำซากไม่เปลี่ยน ; แม้ไม่เห็นตัวอย่างก็ทำเป็น. แต่ที่ทำเรือนอยู่นั้นทำไม่เป็น เรื่อง ที่จะหุงข้าว หรือรู้จักไปเก็บข้าวมาตำ มาหุงกินก็ทำไม่เป็น ; เพราะไม่ได้ทำอย่างนั้น ซ้ำซาก. ถ้าทำซ้ำซาก ย่อมจะต้องกินเหมือนสัตว์ เหมือนนก เหมือนอะไรไป มากกว่า, หรือกินลูกไม้เหมือนลิงไปมากกว่า .. นี้สังเกตดูให้ดีว่า เรื่องสัญชาตญาณ ได้-เสีย อย่างนี้ ต้องได้ถูกกับ เรื่อง มันจึงจะรอดชีวิตมา ; ถ้าไม่ได้ นั้นคือปัญหาที่จะต้องตาย, ฉะนั้นพอ มีคำพูด พูดได้แล้ว ก็แยกคำพูดเป็น ว่า : เรื่องนี้ผิดเว้ย นี้ถูกเว้ย นี้ผิดเว้ย อย่างนี้ ดีเว้ย อย่างนี้ชั่วเว้ย, นี้ไม่ดีนะ อย่างนี้บุญนะ อย่างนี้บาปนะ ; ซึ่งนี่มันเมื่อเร็ว ๆ นี้เอง เมื่อไม่กี่พันปีมานี้เอง. คำว่าบุญ ว่าบาป อะไรพวกนี้ไม่กี่พันปี ไม่เกิน แปดพันปี. ตามที่พวกคริสเตียนว่า อาดัมกับอีฟกินผลไม้เข้าไป เมื่อราว ๆ ประมาณ แปดพันปีนี้เอง สำหรับคำว่า ดี-ชั่ว บุญ-บาป สุข- ทุกข์อะไรนี้. คำพูดอย่างที่อ้างถึงคริสเตียน ผมก็ยิ่งชอบข้อความอย่างในไบเบิล ที่พูดอุปมา แบบนี้ ซึ่งคนไม่เข้าใจ ; คำสอนนั้นมาตรงกับเรื่องของเรา เรื่องของธรรมชาติ เรื่องของพุทธศาสนานี้. นี้มาชั่วระยะไม่กี่พันปีนี้คนติด ติดเหนียวแน่น ติดความดี เกลียดความชั่ว ติดในบุญ เกลียดในบาป ; ล้วน เป็นเรื่องยึดมั่นถือมั่นด้วย อุปาทาน. เรื่องดี-ชั่ว บุญ-บาป สุข-ทุกข์ ซึ่ง ล้วนแต่มีรากฐานอยู่บนคำเพียง สองคำว่า "ได้กับเสีย". เรื่องนี้คนเราไปกันลิบ, ไปไกลกันลิบเที่ยว : เป็น เรื่องสวรรค์ เรื่องนรก เรื่องดี เรื่องชั่ว เรื่องสูง เรื่องต่ำ เรื่องมีเกียรติ ไม่มีเกียรติ อะไรทำนองนี้. เรื่องได้เสียของสุนัขยังเท่าเดิม, ได้ กับ เสีย มีความหมายเท่าเดิม, ได้กิน ได้อะไรพอสมควรเท่าเดิม ; แต่ก็ยังมากไปกว่าสำหรับเกี่ยวกับหญ้า บอนอะไรนี้. พวกหญ้าบอนนี้ "ได้-เสีย" อยู่เท่าเดิม หลายล้านปีมาแล้วเป็นอย่างไร ก็เป็นอยู่ อย่างนั้น.
น.898 ส่วนมนุษย์นี้ไปใหญ่ ไปจนไม่รู้ว่าไปทางไหน จนไม่รู้ว่าตัวเองคืออะไร ; เช่นปล่อยให้ทำเรือนอยู่ ตามสัญชาตญาณก็ทำไม่ได้; อย่างนี้เป็นต้น. แต่สุนัข ยังรู้จักขุดโพรงออกลูก เหมือนกับเมื่อล้าน ๆ ปีมาแล้วทำอย่างไร ก็ทำอย่างนั้น. นี่ คนกำลังหลงทาง เพราะ คนก้าวหน้าไปทางจิตใจ ทางวิวัฒนาการ ซึ่งตั้ง รกรากอยู่บนคำว่า ได้ ว่าเสีย นี่; แล้วเปลี่ยนมาเป็นดี-ชั่ว บุญ-บาป สุข-ทุกข์ ผิด-ถูก สูง-ต่ำ; คำโก้ ๆ นรกสวรรค์อะไรนี้. ถ้าใครอยากรู้ปรมัตถธรรมชั้นสูงสุด ชั้นโลกุตตระ ชั้นมรรค ผล นิพพานแล้ว ให้สนใจในคำคู่ ๆ เหล่านี้ : คำว่า ดี-ชั่ว ผิด-ถูก สุข-ทุกข์ ได้-เสีย บุญ-บาปนี้ ; คำคู่ ๆ เหล่านี้เป็นคำหลอกลวงทั้งนั้น. ถ้ายังเอียงไปฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ยังปรุงแต่ง เป็นสังขารทั้งนั้นละก็, เป็นสังขารปรุงแต่งให้เวียนว่ายอยู่ในกองทุกข์ ทั้งนั้น. ต่อเมื่อไม่พ่ายแพ้แก่ความหมายเหล่านี้ คือว่า ไม่เห็นว่ามัน ดี-ชั่ว บาป-บุญ สุข-ทุกข์ ที่น่ายึดมั่นถือมั่นอะไรเหล่านี้, คือได้ หรือเสีย ก็ไม่มีปัญหา อย่างนี้ จึง จะว่าง หรือว่าหลุดพ้น หรือว่าดับสนิท หรือว่านิพพาน หรือว่าหยุด ; แล้วแต่จะเรียกเถอะ. มันจึงเป็นการยากอย่างยิ่งสำหรับมนุษย์ที่หลงทางมาไกล จนไม่รู้ว่าอยู่อย่างไร เป็นอย่างไร ไปทางไหน. มนุษย์หลงทางมาไกลมากเหลือที่จะกลับไปหา ความว่างตามธรรมชาติ ไม่มีได้ ไม่มีเสีย อยู่เหนือได้เหนือเสียนี้ ; ครั้นเมื่อ อยู่เหนือได้เหนือเสียเมื่อใด ก็อยู่เหนือบุญ เหนือบาป เหนือสุข เหนือทุกข์เมื่อนั้น, ก็เป็นมรรค ผล นิพพานเมื่อนั้น. ฝึกอยู่อย่าง "เหนือได้-เหนือเสีย" จึงจะมีอิสระ ที่นี้จะย้อนมายังเรื่องของพวกเรา ที่เตือนกันอยู่เสมอว่า : ให้ทำงานทุกชนิด ด้วยจิตว่าง นั้น. ระวังให้ดี ; เมื่อทำงานอยู่ละก็ อย่า มีได้-มีเสีย
น.899 เรื่องได้-เรื่องเสีย (ต่อ ) ๓๑๓ อย่ามีดีกว่าคนอื่น อย่ามีเลวกว่าคนอื่น อย่ามีเบ่งทับคนอื่น หรืออย่ามีน้อยใจว่าสู้คนอื่น ไม่ได้; ให้มีสติสัมปชัญญะ ทำด้วยมีปัญญา ด้วยเหตุผลที่ว่า ควรทำ อย่างไรก็ทำอย่างนั้นก็แล้วกัน. ถ้าเกิดไปคิดว่า เป็นดีเป็นชั่ว ก็เกิดเป็นการ ปรุงแต่งที่เป็นความทุกข์ทันที. คำสาปของพระเจ้าจะมาสุมกบาลของคนนั้นทันที. นี้ผมพูดหยาบ ๆ อย่างนี้ดีกว่า. คำสาปของพระเจ้าที่สาปไว้ว่า " เจ้าจะต้องเป็นทุกข์ แสนสาหัส" นั้นน่ะจะมาสุมกบาลคนนั้นทันที. สมมติว่าคุณทุบหิน ผูกเหล็กอะไรอยู่อย่างนี้ ถ้าทำไปด้วยความรู้สึกตาม ธรรมดา ทำอะไรควรทำอย่างไร จิตก็ทำไปเพียงเท่านั้น ก็จะเป็นอิสระ ก็ชนะ, ก็ใกล้ความจริงเข้าไป; แต่ถ้าเกิดความ คิดดันทุรังไปในทางดีกว่าคนอื่น เลว กว่าคนอื่น, หรือ มีได้ มีเสียอะไร มีความหมายขึ้นมาละก็; นั่นแหละ คำสาปของพระเจ้าก็ครอบงำเอาทันที เราก็มีความทุกข์ทันที, ดีใจก็ทุกข์อย่างดีใจ, เสียใจก็ทุกข์อย่างเสียใจ. นี้ฟังให้ดี ๆ; ที่รู้สึกว่า ได้และมีเกียรติ, ยกหูชูหาง อย่างนี้เขาคิดว่าได้; ที่จริงมันเสียอย่างยิ่งเลย. ตัวกู-ของกู ที่ทำให้ยกหูชูหาง นั้น มันเป็นกิเลสที่สกปรก ที่ทรมานคนยิ่งกว่าที่ไม่ยกหูชูหางเสียอีก. อย่าไปชอบเรื่องที่ว่ามันมีเกียรติ ได้ยกหูชูหาง ให้คนอื่นเขาออกปากว่า แหม, เก่งกว่าใคร ; ถ้าไม่ได้เขา, ไม่ได้อาศัยเขาละก็ ล้มละลายหมดเลย ; เขาเป็นคนมีสติปัญญาอย่างนี้ นั้นแหละคือถูกสาปของพระเจ้า. อย่าระบุองค์นั้นองค์นี้ คนนั้นคนนี้เลย ; ถ้าใครเป็นอย่างนี้ แล้วก็แย่ทั้งนั้น. จะต้องระวังให้ดี ๆ ระวังจิต ให้ดี ๆ; ไม่มีเรื่องอื่น, มีแต่ เรื่องดำรงจิตไว้ให้ถูกต้องเท่านั้น. ตัววิปัสสนา ที่แท้จริงมันอยู่ที่ตรงนี้; ไม่ใช่ห่มจีวรดำ ๆ ไปเที่ยวหลอกคน เพื่อกินกาแฟ สูบบุหรี่ ; ให้เขานับถือ. มันต้องดำรงจิตไว้ให้ถูกต้อง ตลอดเวลาเป็นพื้นฐาน; ที่นี้พร้อมกันนั้น เรี่ยวแรงยังมีอยู่ เวลายังมีอยู่ ควรจะทำอะไรก็จงทำให้เป็นประโยชน์. จะ
น.900 ถากหญ้าก็ได้, จะทำงานดีกว่านั้นก็ได้, จะแปลพระไตรปิฎกสอนคนก็ได้, เป็น งานเหมือนกันทั้งนั้น, เป็นงานที่มีประโยชน์เหมือนกันทั้งนั้น. แต่ ถ้าใครคิดว่า กูดีกว่าเท่านั้นแหละก็แย่เลย; จะเลวที่สุด จะถูกสาปขึ้นมาทันที, ถ้า จะคิดว่ากูรู้ภาษาต่างประเทศหลายภาษา สอนคนได้กว้างขวางอย่างนี้, กูดีกว่า ; เท่านั้นแหละ นี่มันเรื่องได้อย่างผิด ๆ เกิดขึ้นแล้ว. ใครคนนั้นก็จะถูกสาป ถูกพระเจ้าสาปไปทันที จะต้องเป็นคนที่มีความกลัดกลุ้มรุมร้อน เพราะความคิดว่า ตัวดี ยกหูชูหางขึ้นมา. บทเรียนที่ดี คือระวังไม่ยกหูชูหาง แต่ทำดีที่สุดที่จะทำได้ การอยู่ที่สวนโมกข์นี้ไม่ควรจะมีบทเรียนอื่น ควรมีบทเรียนเดียวว่า ลิดหูลิดหางให้มันสั้นลงไป. อย่าให้มันยาวขึ้นมา อย่าให้มันยกขึ้นมา ไม่มี บทเรียนอื่น ; ฉะนั้นขณะที่ไปบิณฑบาตก็ดี ฉันอยู่ก็ดี สวดมนต์ ภาวนาอยู่ก็ดี ทุบหินอยู่ก็ดี ผูกเหล็กอยู่ก็ดี หาบน้ำอยู่ก็ดี มีบทเรียนอย่างเดียวกันหมด. ระวัง อย่าให้เผลอ, อย่าให้เผลอในเรื่องยกหูชูหาง เป็นตัวกูเด่น เป็นของกูมาก อะไร ก็ตาม ; ทำอย่างนั้นจะมีความทุกข์ตามแบบที่พระเจ้าสาป. พวกสุนัขพวกแมวนี้ ไม่ถูกสาปเลย ; เราเป็นพระเป็นเณรกลับถูกสาป กลับเป็นอย่างนี้. นี้มิได้ หมายความว่า ไม่แนะนำให้แต่ละคน ๆ ทำอะไรให้ดีที่สุด ; แต่กลับตรงกันข้าม คือ ว่าขอร้องให้ทุกคน ทำอะไรให้ดีที่สุด ให้ดีที่สุด ให้ดีที่สุดไว้เรื่อย ๆ ไป. แต่อย่า ไปรู้สึกว่าเราดีที่สุด, อย่าไปรู้สึกว่าเราดี ; ถ้าเราไม่มีอะไรดี เราก็ไม่มีโอกาส จะฝึกบทเรียนนี้ได้. คิดดูให้ดีซิ ถ้าเราไม่มีปัญญา ไม่มีฝีมือ ไม่มีอะไรที่จะทำให้ดีได้; เราก็ ไม่มีทางที่จะรู้สึกว่าเราดี และเราไม่มีทางที่จะรบกับกิเลสข้อนี้ ; เพราะว่าเราไม่มี อะไรดี. เพราะฉะนั้น เราต้องมีอะไรดี, ดีมาก แล้วดีที่สุด ; แล้วเราก็จะสู้รบ
น.901 เรื่องได้-เรื่องเสีย ( ต่อ ) ๓๑๕ กับกิเลสที่มันจะทำให้เรายกหูชูหางนี้ คือเราจะไม่หลงในความดี ไม่หลงใน ความชั่วพร้อม ๆ กัน. ถ้ามีอะไรดี แต่ไม่หลงในความดี ก็หมายความว่า ไม่หลง ในความชั่วพร้อมกัน, เพราะดี หรือชั่วจะต้องมาพร้อมกันจึงจะมีความหมาย ; ดีก็ เพราะมีชั่วเทียบ ชั่วก็เพราะมีดีเทียบ. ฉะนั้น ให้ทุกคนพยายามที่จะเรียนให้ดี ทำให้ดี ประพฤติให้ดี ประกอบการงานให้ดี; แต่อย่ามีความรู้สึกว่าดี เพราะมันเป็นความกระโดดออกไปในทางที่จะเป็นทุกข์ ตามพระเจ้าสาปไว้ นับตั้งแต่ วันที่เรารู้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว "แกจะมีความทุกข์แสนสาหัส" นี้. จำไว้เถอะ ไม่ใช่ ของคริสเตียน แต่เป็นของธรรมชาติ คนมีความทุกข์ เพราะไปรู้จักเรื่องดี-ชั่ว ฯลฯ เมื่อสุนัขไม่มีความคิดว่าดี ว่าชั่ว มันไม่มีความทุกข์ ; พอคนรู้ว่าดีว่าชั่ว เป็นอย่างไร คนก็มีความทุกข์ เห็นไหม ? แล้วคนกำลังหลงทาง เพราะว่าดีกว่า สัตว์ ; มนุษย์ไม่คลอดลูกในโพรงแล้ว ; แต่ก็ไม่รู้ว่าจะคลอดลูกอย่างไรตามวิธี ของคน ; คนก็เห่อไปตามทางที่ดีที่สุด, แล้วก็เป็นทุกข์ เพราะการเห่อที่จะดีที่สุด นั้น. ถ้าคนรักษาธรรมชาติเดิม ๆ ไว้ได้ คนก็คลอดลูกระหว่างเดินทาง เหมือนกับวัว กับควายได้; แล้วไม่มีปัญหาอะไร ไม่มีความทุกข์อะไร ยังดีกว่าสุนัขที่ต้องไป ขุดโพรงแล้วก็ออกลูก. เรื่องรักษาธรรมชาตินี้ มีคนทันเห็น พร้อมทั้งได้รับความยืนยันจากคนนั้นเอง คือพวกเงาะป่าที่เราฉายหนังดูบ่อย ๆ ที่พัทลุงนี้เอง. มีคนสอบถามติดตามดูว่าคลอดลูก อย่างไร เขาบอกว่าขอเวลา ๕ นาที ถ้าพูดอย่างภาษาเราก็คือขอเวลาครู่เดียวเท่านั้น. เขาก็แวะเข้าไปข้างทาง คลอดลูก แล้วอุ้มมา ตามฝูงไปเลย. เงาะป่าแบบคนนี้ เขาต้องไปเรื่อย เดินทางเรื่อย, ท้องแก่ก็เดินทางไปกับหมู่คณะเรื่อย; ไม่ได้ว่า "ฉันจะอยู่ที่นี่ กว่าจะคลอดบุตรแล้วจึงจะไป" อย่างนี้ คือลูกสามเดือนสี่เดือนแล้ว จึงจะไป เขาขอให้หยุดรอประมาณ ๕ นาที ๑๐ นาที ๒๐ นาทีเท่านั้น คลอดลูก
น.902 แล้วเสร็จ, แล้วก็อุ้มเด็กแดง ๆ ตามฝูงไป. นี้คือความเคยเป็น, เคยเป็นถึง อย่างนี้ ; คนป่ายังดีกว่าสุนัขที่จะต้องขุดโพรงออกลูก. แต่ว่า เดี๋ยวนี้คนทิ้งธรรมชาติไกล ไปคนละทาง เพราะมีเรื่องดี-ชั่ว บุญ-บาป สุข-ทุกข์ สูง-ต่ำ มีเกียรติ- ไม่มีเกียรติอะไรอย่างนี้; คนเลยหลงทางหมด ไม่รู้ว่า จะเอาอย่างไรกันแน่. แต่แล้วก็ ต้องการที่ว่าดี ที่ดีกว่าคนอื่น ที่สบายกว่า คนอื่น ; และพร้อมกันนั้นก็ทำให้อ่อนแอลง ๆ จนเพียงแต่คลอดบุตรอย่างเดียว ก็จะตายเสียแล้ว ไม่ต้องมีอะไรหรอกก็จะตายแล้ว. สำหรับสุนัขนั้นไม่เป็นไร คลอด- บุตรเสร็จมันก็ยังสบายอยู่ : ส่วนคนนั้นจะตายแล้วเพียงการคลอดบุตร. แต่ว่าแต่ ก่อนโน้น คนเก่งกว่าสุนัขเหมือนอย่างที่เล่ามาแล้ว. คนกำลังหลงทาง มนุษย์กำลังหลงทาง ; ต้องการจะไปให้ดีที่สุด เพราะ ไปรู้เรื่องดี เรื่องชั่วเข้า, แล้วก็ทิ้งของเดิมที่เป็นตามธรรมชาติหมด. แต่ แล้วยิ่งไปให้ดีที่สุด ไกลธรรมชาติเท่าไรยิ่งมีความทุกข์มากเท่านั้น ; จะต้องมีบ้าน เรือนมาก มีเครื่องนุ่งห่มมาก มีหยูกยามาก มีอะไรมากจนไม่รู้ที่สิ้นสุด ; ไม่รู้จัก ตัดทอนออกมา. นี่คือบาปของมนุษย์ ที่พระเจ้าได้สาปไว้ ว่า "แกจะมีความทุกข์ แสนสาหัสนับตั้งแต่แกเริ่มกินผลไม้นี้เข้าไป : รู้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว อะไรบุญ อะไรบาป อะไรสุข อะไรทุกข์ อะไรสูง อะไรต่ำ เป็นหญิงอย่างไร เป็นชายอย่างไร เป็นอะไร นี้". ก่อนนี้เขาไม่รู้ ว่า เขาเป็นหญิง หรือเป็นชายกัน เหมือนกับสัตว์ ที่ไม่รู้ว่าหญิง หรือชายนี้ ทำไปตามธรรมชาติแท้ ๆ. นี่แหละ คำว่า เจริญ, เจริญ มีวิวัฒนาการ ก็คือว่า เจริญมาจากความ รู้สึกซึ่งมีแต่เพียงว่า ได้ หรือ เสีย ตามธรรมชาตินี้ มาเป็นว่า ดี-ชั่ว บุญ-บาป สุข-ทุกข์ สูง-ต่ำ นรก-สวรรค์, จนกระทั่งมีการค้าคำสอน เรื่องนรก สวรรค์ มรรค ผล นิพพาน ขึ้นมา เพราะว่าคนอยากได้.
น.903 เรื่องได้-เรื่องเสีย ( ต่อ) ๓๑๗ พระศาสดาย่อมสอนให้ละความยึดมั่นในเรื่องดี-ชั่ว ที่นี้ถ้าเป็นพระพุทธเจ้าจริง, เป็นพระพุทธเจ้าที่แท้จริงนั้น คือผู้ที่จะมา เพิกถอนคำสาปของพระเจ้า. หรือ พระเยซูนี้เกิดขึ้นเพื่อจะเพิกถอนคำสาปของพระเจ้า ที่ว่า อาดัม กับ อีฟ เขากินผลไม้เข้าไปแล้ว ต้องเป็นทุกข์นี่, พระเยซูก็มาสอนวิธี ที่จะให้ละเรื่องดี เรื่องชั่วเสียเหมือนกัน ; ให้เข้าไปอยู่กับพระเจ้าในที่สุด. พระพุทธเจ้าของเราก็เหมือนกัน มาสอนก็สอน ให้ละความยึดมั่นถือมั่นใน เรื่องดี เรื่องชั่ว เรื่องบุญ เรื่องบาป เรื่องสุข เรื่องทุกข์ เรื่องกุศล อกุศล อะไรเสีย ; ให้สู่ความเป็นวิมุตติหลุดพ้น คือเหนือหมด เหนือดี เหนือชั่ว เหนือบุญ เหนือบาป เหนือสุข เหนือทุกข์ ; แต่แล้วทั้งหมดนั้น มารวมอยู่ที่ว่า เหนือได้ เหนือเสีย, ไม่มีการได้ ไม่มีการเสีย. การได้-การเสียนี้ เหมือนกัน, ไม่มีได้ ไม่มีเสีย นี้เหมือนกันกับกลางวัน กลางคืน ; ให้ดูแต่ในแง่ว่า มันเป็นเวลาล่วงไปเหมือนกัน แล้วก็ไม่มีกลางวัน กลางคืน. ถ้าเด็ก ๆ มาดูก็จะว่า โอ๊ย, กลางคืนมันมืด กลางวันมันสว่างนี่, เล่นฟุตบอลล์สนุก ; หรือกลางคืนต้องนอน ต้องซุกซ่อนนี้ก็เกิดความต่างกัน, กลางวันกลางคืนมันก็ต่างกัน. การที่จะให้รู้ว่าเรื่องได้-เรื่องเสียนี้ เท่ากันหรือเหมือนกันนี้มันยากมาก. ถ้า ใครรู้คนนั้นเป็นพระอรหันต์, ไม่ใช่เป็นพระโสดาบัน สกิทาคา อนาคามี แต่เป็น พระอรหันต์เลย. ถ้าใครละความหมายของคำ ว่าได้-ว่าเสีย เสียได้, ก็มี ความหมายเหมือนกับคนนั้นเป็นพระอรหันต์เลย. ผู้ที่มีจิตใจชนิดที่ไม่รู้สึกว่า มีได้มีเสีย มีแต่รู้สึกว่าไปตามธรรมชาติ, ไปตามธรรมชาติอย่างไรควร อย่างไรไม่ควร อย่างไรเป็นทุกข์ อย่างไรไม่เป็นทุกข์ ; ไม่นิยมบูชาฝ่ายนี้ แล้วไม่หลงใหล
น.904 เกลียดชังฝ่ายโน้น ; อย่างนี้ก็เรียกว่า เหนือสุข เหนือทุกข์ เหนือดี เหนือชั่ว เหนือบุญ เหนือบาป. เรื่องได้-เรื่องเสียนี้ พูดกันสักปีหนึ่งก็ได้, ไม่จบง่าย ; เพราะมันมีแง่ พูดเป็นแง่ ๆ ไป. เพราะฉะนั้นผมจึงลองสอบถามดูว่า เมื่อวันก่อนกลับไปค้นคิด ได้อย่างไร, แล้ววันนี้มันมีส่วนที่คิดเห็นเป็นอย่างไร, ชี้ให้เห็นในส่วนไหน. ถ้าสมมติว่าสุนัขตัวหนึ่งได้คลอดในโพรงดินอย่างนั้น แล้วสุนัขอีกตัวได้คลอด บนเบาะแพร, มันจะรู้สึกว่าดีกว่า-เลวกว่ากันอย่างไรบ้าง, หรือจะรู้สึกว่าดี หรือชั่ว อย่างไรบ้าง. พิจารณาดูจะรู้ว่าเพราะสุนัขยังอยู่ตามสัญชาตญาณเดิมของมันได้ มันจึง ไม่รู้สึกดีชั่วอย่างไร ; แต่มันคลอดในโพรงดินตามธรรมชาติ ย่อมดีกว่าคลอดบน เบาะแพร บนห้องหับที่ปรับอากาศ อย่างนี้เป็นต้น. ธรรมปาฏิโมกข์ เรื่องได้-เรื่องเสีย ควรฝึกซ้อม เพราะเป็นเรื่องไม่ยึดมั่น ฯ วันพระ ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ แล้วเรามาคุยกันบ้าง ซักซ้อมความเข้าใจในธรรมะบางอย่าง เพื่อประกันอย่าให้ฟื้นเผื่อในเรื่องธรรมะ ซึ่งเราเรียกกันว่า ธรรมปาฏิโมกข์นี้. ธรรมะบอกว่า ยอดสุดของการปฏิบัติ หรือวิปัสสนาอะไรก็ตาม อยู่ที่ชนะ เรื่องได้ เรื่องเสียนี้, อย่ามีเรื่องได้ เรื่องเสีย. นี้เพราะฉะนั้นผมจึงซักซ้อมไว้ เรื่อย ๆ เพราะว่าไม่มีเรื่องอื่นดีกว่านี้ .. . แต่ก็ไม่แน่ว่า คุณ จะได้พึง เรื่องชนิดนี้ ที่ไหน, มันไม่แน่, จึงพูดเสีย. เพราะว่า บางแห่งเขาอาจจะคิดว่า พูด อย่างนี้เป็นบ้าก็ได้, เป็นเรื่องบ้า เรื่องนอกดอกอะไรก็ได้. ทุกคนเรียนธรรมะมา ตามแบบ ท่องจำตามหนังสือ ตามหลักสูตร, สอบไล่ได้ด้วยความจำ ; ถ้าเรียนมา เช่นนี้ก็จะไม่เข้าใจเรื่องอย่างนี้, และจะไม่ยอมฟังเรื่องอย่างนี้. เขาจะเห็นว่า เป็น เรื่องผิดแล้ว, เป็นเรื่องที่พูดผิดเสียแล้ว, หรือว่าดีเกินไป, หรือว่าพูดเอาเอง อย่างนี้ก็เป็นได้.
น.905 เรื่องได้-เรื่องเสีย ( ต่อ) ๓๑๙ แต่ว่า โดยที่แท้แล้ว เรื่องชนิดนี้เป็นเรื่องหัวใจทั้งหมด, เป็นเรื่อง ทั้งหมดของพระพุทธวัจนะทั้งหมด ว่ า สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ว่าเรา ว่า ของเรา. ตามที่เป็นกันทั่ว ๆ ไปนั้น ที่ดี ที่ถูก ที่กุศลที่สุดนั้น เราก็ยึดว่าเรา-ว่า ของเรา ; ที่เราคิดว่า นั่นไม่ดี ไม่ถูก ไม่บุญ ไม่กุศล, นั่นก็ว่าไม่ใช่ของเรา แล้ว. นี่ถ้ามองเห็นเสียว่า ไม่มีสักอย่าง ; ไม่มีที่จะเป็นคู่ ๆ ว่าดี ว่าชั่ว ว่าบุญ ว่าบาป นี้ความยึดมั่นถือมั่น ก็จะละลายไปเอง เพราะไม่มีทางที่จะยึดมั่น, การยึดมั่น จะไม่เกิดขึ้นมาเลย. เดี๋ยวนี้เคยชินกันตั้งแต่เกิด ; เพราะว่า พอคลอดออกมา จากท้องแม่ ก็เริ่มสอนให้ยึดมั่นถือมั่นโดยไม่รู้สึกตัวเรื่อยมา : เป็นดี เป็นชั่ว เป็นบุญ เป็นบาป เป็นสุข เป็นทุกข์ ; เป็นเรื่องตอนปลายหมด เป็นระยะปลาย. เรายิ่งแก่ อายุมากเท่าไร ยิ่งยึดมั่นถือมั่นเก่งเข้า ง่ายเข้า ไวเข้า ลึกเข้า เท่านั้นเอง ; จนเขา เรียกว่าอนุสัยบ้าง สังโยชน์บ้าง คือยึดดิ่งลงไปในสันดาน, เคยชินมากเกิน จน ไม่มีทางที่จะเกิดอย่างอื่น นอกจากจะเกิดอย่างนี้ คือยึดมั่นถือมั่นนี้. กิเลสเกิดง่ายมิใช่มีประจำในจิต แต่เกิดเพราะความเคยชิน เรื่องความเคยชินเป็นนิสัย ที่เรียกว่า สังโยชน์ อนุสัยนี้ ที่โรงเรียนนักธรรม สอนกันผิด ๆ ว่า กิเลส สังโยชน์ อนุสัย เป็นของแน่นอน, นอนอยู่ในสันดานเลย ; อย่างนี้เป็นการสอนสัสสตทิฏฐิ. กิเลสเป็นของเที่ยง นอนอยู่ในสันดาน ; ครูสอน อย่างนี้ เรียกว่าสอนอย่างผิด ๆ ในโรงเรียนนักธรรม. กิเลสนี้จะเป็นของเที่ยง เป็นสัสสตทิฏฐินั้นไม่ได้ ; กิเลสก็เกิดดับ-เกิดดับ-เกิดดับ เหมือนกัน. แต่ถ้าถามว่า ทำไมจึงเกิดอย่างนั้นทุกที่ ? ก็เพราะว่าเคยชินแต่อย่างนั้น ; นับตั้งแต่คลอดออกมาจากท้องแม่, เคยชินแต่เรื่องยึดมั่นถือมั่น ในเรื่องดี เรื่องชั่ว เรื่องผิด เรื่องถูก. ฉะนั้นเมื่อมีอนุสัย กิเลสก็เกิดมาอย่างนี้ทั้งนั้น ทุกทีไป. ทีนี้ตัว ไปมองผิวเผิน ก็เลยคิดว่า กิเลสเป็นของอย่างนั้น, นอนอยู่ในสันดานไม่เปลี่ยนแปลง.
น.906 สอนอย่างนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ ที่สอนกันอยู่ในโรงเรียนนักธรรม ; ทำให้นักเรียน เข้าใจผิดไปว่า สังโยชน์ อนุสัยนี้ ไม่ได้เกิด ไม่ได้ดับ, เป็นของนอนนิ่งอยู่ ในสันดาน, พร้อมที่จะให้เกิดกิเลสชั้นกลาง ชั้นหยาบ อะไรขึ้นมา. อย่างนี้มัน เป็นวัตถุมากไป มันเป็นสัสสตทิฏฐิมากไป, ผิดหมด, คนเป็นพระอรหันต์ ไม่ได้ ถ้าเป็นสัสสตะอย่างนั้นเสียแล้ว. ความที่เราหลงในเรื่องได้ เรื่องเสีย เรื่องดี เรื่องชั่วนี้จนชิน ชินมากเกินไป จึงเป็นอนุสัยสังโยชน์ ซึ่งดูคล้าย ๆ กับว่ามีประจำอยู่ในสันดาน ; ที่แท้ก็เป็นของ เพิ่งเกิดทุกที, ทุกที่ที่มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รับสัมผัส รับอะไรเข้ามา ; ถึงกับมีพระพุทธภาษิตว่า "แม้แต่อวิชชาก็เพิ่งเกิด". อันนี้เข้าใจยาก ต้องอธิบาย กันหลายชั่วโมง ; จะไม่พูดในวันนี้. แต่ให้จำไว้เถิดว่า พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า "แม้แต่อวิชชาก็เพิ่งเกิด, แล้วก็เกิดดับ-เกิดดับเหมือนกัน". อวิชชาไม่ใช่เป็นของเที่ยง เป็นสัสสตะอยู่ในสันดานอะไรนั้น, มันเกิดดับ- เกิดดับ ตามขณะที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รับอารมณ์นี้. ถ้าใครสอนอวิชชา ว่าเป็นของเที่ยงแน่นอน ประจำอยู่ในสันดานนี้ ก็พูดอย่างภาษาคน ไม่ใช่ ภาษาธรรม ; เท่ากับพูดอย่างเขลา ๆ, ทำเรื่องจิตใจ เป็นเรื่องวัตถุไปหมด ; แล้วเข้าใจผิดว่า วัตถุนี้ไม่เกิด ไม่ดับ. ที่จริงวัตถุนี้ก็เกิดก็ดับ แต่ว่าช้ามากเท่านั้น. กระแสจิตเร็วกว่านั้นมากจนดูไม่ทัน จนกลับเห็นเป็นว่า ไม่ได้เกิด ไม่ได้ดับไปเสียอีก. เอาละ พอแล้วค่ำแล้ว เดี๋ยวจะกลับกุฏิลำบาก. พูดเรื่องได้เรื่องเสีย ให้เป็น เรื่องเป็นราว ให้เป็นต้นเป็นตอ เป็นกอ เป็นอะไรไป ให้เข้าใจง่าย ๆ ; พูดเรื่องราก เรื่องโคนเสียก่อน แล้วจึงพูดเรื่องลำต้น เรื่องกึ่ง เรื่องใบ เรื่องดอก อย่างนี้. —————————
Buddhadasa