น.858 ------------------------------------------------------------------------------ ธรรมปาฏิโมกข์วันนี้ จะพูดเรื่องที่เข้าใจกัน ได้ยากเรื่องหนึ่ง ซึ่งพอดีกับมีผู้ถามปัญหาบางอย่าง จึงจะขอนำมาพูดรวมกันในที่นี้ ปัญหาที่จะพูดและขอ ให้นำไปคิดพิจารณา คือเกี่ยวกับ เรื่องได้-เรื่องเสีย- เรื่องหยุด. การพูดธรรมะบางอย่าง ถูกกล่าวหาว่าเป็นมหายาน ผมพูดธรรมะมาเรื่อย ๆ นี้ ถูกกล่าวหาว่าพูดอย่างมหายาน ไม่ใช่อย่าง พวกเถรวาท, แล้วก็หาว่าขี้โกง หรือดูหมิ่นพระพุทธเจ้า อะไรทำนองนั้น, ออกจะไปกันใหญ่โตไปเลย ; เพราะว่า ฝ่ายเรา ต้องมีพระพุทธเจ้า ต้องมีพระธรรม ต้องมีพระสงฆ์, ต้องมีอย่างนั้นอย่างนี้ มากมายก่ายกอง กระทั่งมีพระคัมภีร์มากยิ่ง ไปกว่านั้นอีก. ๒๗๐
น.859 ทีนี้ ฝ่ายอื่น ใครอีกฝ่ายหนึ่ง เขาว่า ไม่ต้องมี สิ่งเหล่านี้ ยกเลิกทิ้งไปหมด เลย; ศึกษาแต่ธรรมชาติให้รู้ว่าเดิมแท้นั้นเป็นอย่างไร, ที่ไปเปลี่ยนแปลงใหม่ เกิดใหม่ ปรุงใหม่ เป็นทุกข์ เป็นเรื่องวุ่นวาย นั้นเป็นอย่างไร. ที่เป็นอย่างเดิมแท้ นั่นแหละ เป็นธรรมชาติที่ถูกต้อง ที่เดิมแท้มีอยู่ ซึ่งเป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์, เป็นพระไตรปิฎกทั้งหมดเลย. ฉะนั้นคำว่า ว่าง นี้ก็คือ "เดิมแท้", หรือ “อย่างนั้นเอง" ตกตานั่นแหละ ในคำ ๆ เดียวนั้นมีหมด. ฉะนั้นจึงไม่เสีย เวลา มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ให้ลำบาก หลาย ๆ เรื่องหลาย ๆ อย่าง, มี พระไตรปิฎกให้ลำบากขึ้นไปอีก, มีการเรียนนั้นเรียนนี้มากขึ้นไปอีก ; ให้รู้สภาพ เดิมแท้เถิด แท้จริงในนั้นมีครบอยู่แล้ว. พูดอย่าง ฮวงโปพูด ก็ว่า "ในความว่าง หรือ ความว่าง นั้นเอง เป็นทั้งหมด ทุกอย่าง" พูดอย่างเว่ยหล่าง ก็ว่า "ในจิตเดิมนี้ เป็นอยู่แล้วหมดทุกอย่าง มีแล้ว หมดทุกอย่าง" ก็คือไม่มีอะไร ; จึงไม่มีอะไรที่จะต้องเรียน ต้องไหว้ ต้องบูชา ต้องสวดมนต์ภาวนาเลย ; คอยแต่เขี่ยด้วยปัญญา, เข้าไปถึงธรรมชาติที่ว่าง, ธรรมชาติเดิมแท้ที่ว่างนี้ ; จนกระทั่งพูดชนิดที่คนอื่นเข้าใจไม่ได้ คือพูดว่า "อยู่นิ่ง ๆ ชิ อย่าไปวุ่น อย่าไปยุ่ง อย่าไปทำ อย่าไปสร้าง". พูดอย่างนี้คนอื่นเข้าใจไม่ได้. "อยู่นิ่ง ๆ" เราก็นิ่งไม่เป็น ฟังไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะนิ่งอย่างไร ; มันตรงกันข้าม ฝ่ายเรานั้นต้องเรียนให้มาก ต้องปฏิบัติให้มาก ไม่รู้ว่าก็เท่าไร ๆ. ฝ่ายโน้นว่า ไม่ต้องทำอะไร อยู่นิ่ง ๆ ซิ, นิ่งให้ได้ก็แล้วกัน. สำคัญอยู่ที่นิ่งไม่ได้ ความคิดมัน ปรุงแต่งเรื่อย มันไม่นึ่งอยู่ที่. ถ้ารู้จักพิจารณาแล้ว คำสอนต่าง ๆ ย่อมมุ่งหมายเพื่อดับทุกข์ นั่นแหละ ลองคิดดูเถอะ : ไม่มีพระไตรปิฎก ไม่มีอะไร ไม่มีพระพุทธ ไม่มีพระธรรม ไม่มีพระสงฆ์ ; แล้วคุณจะเอาหรือ, อาจจะไม่กล้าเอา, แต่
น.860 เขาก็มีอะไรอย่างหนึ่งเหมือนกัน ซึ่งในนั้น มีรวม พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ รวมอะไรอยู่หมด ; แต่ ว่าพูดกันคนละที. ฉะนั้นเขาไม่ต้องการ พระไตรปิฎก ถ้าเข้าถึงธรรมชาติเดิมแท้ได้ ; เรื่องทุกเรื่องของพระไตรปิฎกมีอยู่ใน นั้นแล้ว เพราะว่าพระไตรปิฎก มีขึ้นก็เพื่อสิ่งนี้, เป็นคำบรรยายเพื่อสิ่งนี้ ทั้งนั้น : เพื่อให้จิตหลุดพ้น ไม่ยึดอะไร ไม่ถืออะไร ไม่เอาอะไร ไม่เป็น อะไร. ถ้าใครเขาทำได้จนเป็นอย่างนั้น ก็ไม่จำเป็น ในเรื่องที่จะมีพระไตรปิฎก หรือไม่มี. นึกดูก็พอจะมองเห็น คล้ายกับว่า ค รั้งพุทธกาลโน้น มีคนไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พักเดียวสำเร็จเป็นพระอรหันต์เลย. ไม่รู้ว่ามีพระไตรปิฎก ไม่รู้ว่ามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ทั้งนั้น ; แต่แท้จริงมีอยู่ในนั้นเสร็จ ในการเป็นพระอรหันต์ ของบุคคลนั้น : มีข้อเท็จจริง มีความรู้ มีอะไรหมด โดยคนนั้นไม่ต้องรู้. เรื่อง ดับกิเลส ดับทุกข์ มันมีอยู่ในภาวะนั้นแล้ว คล้าย ๆ กับเซ็นอยู่มากเหมือนกัน. เหมือน กับครั้งพุทธกาลที่พระพุทธเจ้าสอนเอง คนไปเฝ้าเดี๋ยวเดียว เป็นพระอรหันต์อยู่ตรงที่นั่ง ที่นั่นเลย. ตอนนั้นก็ไม่มีการร้อยกรองพระไตรปิฎก, พระไตรปิฎกก็ไม่มี, แล้ว ก็ไม่ได้พูดถึงพระพุทธอย่างนั้น พระธรรมอย่างนั้น พระสงฆ์อย่างนั้น. พระพุทธเจ้า ท่านไม่ได้พูดกับคนเหล่านั้นอย่างในพระไตรปิฎก แต่พูดตรงไปยังเรื่อง "สิ่งทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น" อะไรทำนองนั้นไปเลย. ผู้ฟังก็เป็นพระอรหันต์, บรรลุ, รู้ธรรมะสูงสุด ; ซึ่งภาวะนั้นมีทุกอย่าง, มีอะไรรวมอยู่ทุกอย่าง แล้วแต่เราจะ จำแนกแจกออกไป, อธิบายแยกแยะออกไปก็มีมาก. พวกเซ็น เขาเป็นอย่างนั้น เ ขาขี้เกียจยุ่งยากมากเรื่อง แล้วมันก็ไม่ใช่เรื่อง ของพิธีรีตอง, ไม่ใช่เรื่องของคนโง่, ไม่ใช่เรื่องของนักปริยัติที่เรียนกันไม่รู้จักจบ อย่างนี้ก็มีมาก. เขาไม่สนใจอะไรหมด สนใจแต่ว่าจิตวุ่นเป็นอย่างไร จิตว่าง
น.861 เป็นอย่างไร ; ถ้าทำให้จิตไม่วุ่น ให้จิตว่าง จิตก็สู่สภาพเดิมแท้ที่ไม่วุ่น หรือไม่เป็น อะไรเลย, ไม่วุ่นด้วย ไม่ว่างด้วย คือไม่เป็นอะไรเลย ไม่พูดว่าอะไรเลย หุบปาก เงียบ. นี่ถ้า พูดอย่างนี้ คนที่ได้ยินเข้า เขาก็คิดว่า ผมทำลายความหวังของ คนทั้งหมด, หรือว่าทำลายการศึกษา ไม่ส่งเสริมการศึกษา ไม่ชักชวนให้มี การศึกษา ; ไปเสียรูปนั้น. นั่นก็เพราะต้องการให้เรียนกันอีกคนละ ๑๐ ปี ๒๐ ปี ๓๐ ปี, เป็นนักธรรมตรี โท เอก, เป็นเปรียญ ๓-๔-๕-๖-๗-๘-๙, แล้ว เป็นอะไรอีกเยอะแยะ อีกหลายสิบปี, เพราะ ต้องการให้เรียนรู้. ส่วนผมก็พูด ว่าไม่ต้องเรียนอะไรเลย, หรือ ถ้ามีการพูดกัน อย่างวิธีที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส เมื่อครั้งกระโน้น ก็ว่าไม่ต้องเรียนอะไร คนก็บรรลุมรรคผลกันไปตามเรื่องตามราว. ในสมัยที่ยังไม่มีพระไตรปิฎกคนบรรลุธรรมง่ายกว่า ; เดี๋ยวนี้มาติดพระไตร- ปีฎก, ในสมัยที่สอนให้นับถืออย่างยึดมั่นถือมั่นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างนี้ กลับจะยิ่งบรรลุได้น้อยกว่า. วิธีสอนอาจมีต่าง ๆ กัน ตามสภาพของแต่ละบุคคล ทีนี้ เขาก็มีเหตุผลเหมือนกัน ว่าคนยังโง่นัก สอนอย่างลึกไม่ได้, สอน อย่างลึกเหมือนพระพุทธเจ้าไม่ได้. ก็น่าสงสัยเหมือนกันว่า คนที่ไปหาพระพุทธเจ้า แล้วบรรลุมรรค ผล นั้นฉลาดไปทุกคนหรือเปล่า ? ฉลาดทุกคนหรือเปล่า ? หรือ ว่ามีคนที่ไม่ฉลาด แต่พระพุทธเจ้าท่านสามารถสอนคนที่ไม่ฉลาดโดยวิธีอื่น, โดย วิธีหนึ่งที่คนก็บรรลุมรรคผลไปตามสมควร. แต่วิธีที่สอนจะสอนต่าง ๆ กัน คนไม่รู้ หนังสือเลยก็สอนอย่างหนึ่ง, คนนั้นเป็นอะไรมา ท่านก็รู้ แล้วก็สอนอย่างหนึ่ง, บางคนเป็นอย่างอื่นอีก ท่านก็สอนอีกอย่างหนึ่ง. คำพูดคำเดียว ทำให้เป็นพระ อรหันต์ไปได้ก็มี. คำพูดที่พระพุทธเจ้า ตรัสแก่องคุลีมาลว่า "ฉันหยุด ท่านไม่หยุด" ; นี้คำพูดอย่างเซ็น อย่างแบบโกอาน อย่างเซ็น เหมือนกับรูปที่ เขียนอยู่นั้น.
น.862 คนที่เคยเรียนนักธรรมโทมาแล้วลองตอบมา พระองคุลีมาลเป็นพระอรหันต์ เมื่อไร ? ตอนไหน ? เป็นพระอรหันต์ที่นั่นเลย หรือไม่แน่นอนอย่างไร ? พูดกัน อย่างอิสระ อย่างกันเอง อย่างอิสระ ผมว่าเรื่องนี้คนที่เขียน คนที่บันทึกเรื่ององคุลีมาล บันทึกอย่างโง่เขลา อย่างผิด ๆ อย่างเพราะไม่รู้. พูดอย่างนี้ก็จะเป็นการด่าพระ อรรถกถาจารย์อีก ก็แย่เลย. ใ นบาลีไม่มีเรื่องนี้ เรื่ององคุลีมาลนี้ สิ่งเหล่านี้ไม่มี ในพระไตรปิฎก. พระพุทธเจ้าตรัสว่า "ฉันหยุดแล้ว ท่านนั่นแหละ ไม่หยุด". องคุลีมาลบอกให้พระพุทธเจ้าหยุด พระพุทธเจ้าบอกว่า "ฉันหยุดแล้ว ท่านนั่นแหละไม่หยุด". เรื่ององคุลีมาลนี้เหมือนกับของเซ็น :- เรื่องข้าหลวงไปหาพระที่นั่งบนกิ่งไม้, บอกว่า "อันตราย ท่าน, อันตราย" พระบอกว่า "ท่านนั่นแหละอันตราย ฉันไม่ อันตราย". อย่างนี้องคุลีมาลต้องฟังถูก ; แล้วคนนั้นที่บันทึกเรื่ององคุลีมาล นั่นแหละ ฟังไม่ถูก จึงไปอธิบายว่า พระพุทธเจ้าบอกให้หยุด นั้นคือหยุดฆ่าคน. คำว่า "หยุด" มีความหมายลึกยิ่งกว่าหยุดทางกิริยา ที่จริง หยุดอย่างนี้ ไม่ใช่หยุดฆ่าคน ; เป็นหยุดที่มีความหมายมากกว่า นั้น, คือหยุดที่เป็นตัวฉัน, หยุดที่ต้องการนั่นต้องการนี้, หยุดไปนั่น ไปนี้; เพราะไม่หวังอะไร จึงไม่ไปที่ไหน ไม่มาที่ไหน และก็ไม่หยุดอยู่ที่ไหน. หยุด คือ ดับ หายหรือว่างไป อย่างนี้, หมายถึงหยุดอย่างนั้น, หยุดฆ่าคนนั้น เป็นอรหันต์ไม่ได้, มันยังมีเรื่องอื่นอีกมาก. แต่มันก็มีเนื่องกัน ในเมื่อหยุด ไม่เป็น อะไร ก็ต้องหยุดฆ่าคนเท่านั้นเอง. เราไม่ใคร่เชื่อตามตัวหนังสือในอรรถกถา เพราะ เห็นว่า ตัวผู้เขียนเองไม่เข้าใจ แล้วก็เขียน ๆ ไปตามเรื่องตามราว เป็นตุเป็นตะ อย่างนี้.
น.863 ถ้าจะ เปรียบเทียบอย่างวิธีของเซ็นก็ได้ เช่นเรื่อง องคุลีมาล อย่างนี้ เป็นต้น ที่ทำให้บรรลุกระทันหันอย่างพวกเซ็น เขาไม่ได้พูดกันถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เลย. องคุลีมาลก็ไม่รู้ว่า นี้เป็นพระพุทธเจ้า ; รู้แต่ว่าเป็น พระ, เป็นนักบวช จึงว่า "เฮ้ย นักบวชหยุด". แล้วท่านก็ตอบว่า "ฉันหยุดแล้ว แต่ท่านนั่นแหละไม่หยุด" แล้วไม่ได้พูดอะไรกันอีก. นี้หยุดอะไร ก็ต้องมี : หยุดความต้องการ หยุดอยาก เอานั่นเอานี่ หยุดหมดเลย. นี่จึงรู้ว่าของดีวิเศษ ของมนุษย์นั้นอยู่ตรงที่ หยุด, ไม่ต้องการอะไร. คำว่า "หยุด" มันหมายความ ว่า ไม่ไปไหนมาไหน, ที่ยังไปไหนมาไหน ก็เพราะว่าต้องการอะไร. เมื่อไม่ต้องการอะไร นั่นแหละหยุด ; แม้จะเดินอยู่ แม้จะวิ่งอยู่ แม้จะเหาะอยู่ ก็ตาม. เมื่อ ไม่ต้องการอะไรก็คือหยุด. นื่องคุลีมาลเขารู้ เขาเข้าใจโดยบังเอิญหรืออย่างไรก็ตาม ก็รู้ว่า หยุดของ คนเรา คือดับทุกข์, นี้เป็นอย่างนี้ ; ฉะนั้นจึงเปลี่ยนจิตใจทีเดียวเป็นพระอรหันต์ ไปเลย ทั้ง ๆ ที่ไล่ฆ่าคนมาหยก ๆ และจะฆ่าแม่ของตัวเป็นคนสุดท้ายให้ครบร้อย. ก็แปลว่า องคุลีมาลเป็นพระอรหันต์ เพราะคำพูดเพียงคำเดียวว่า "หยุด" นี้. นี้พึงดูเถอะ ในคำว่า "หยุด" คำเดียวนั้น มีพระไตรปิฎกทั้งหมด, มี พระพุทธ มีพระธรรม มีพระสงฆ์ อะไรซึ่งเป็นใจความทั้งหมด อยู่ในคำว่า "หยุด" คำเดียว. ก็แปลว่า องคุลีมาลก็ไม่ได้เรียนพระไตรปิฎก, ไม่ต้องการ พระไตรปิฎก, ไม่ต้องการเรื่องราวเกี่ยวกับ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ; แต่ เป็นพระอรหันต์ได้ แล้วก็หยุดได้ แล้วก็เลยเป็นหมด แล้วก็มีหมด. แต่ เรื่องอย่างนี้พูดไม่ได้ ไปพูดในที่ทั่วไปไม่ได้ ขึ้นพูดเป็นเกิดเรื่องทุกที. เขาหาว่าเราทำลาย, ทำลายความหวังของคนที่จะศึกษาเล่าเรียน, ทำลายความหวัง ของคนที่จะถือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างยึดมั่นถือมั่นนี้. เราบอกว่า
น.864 ในนี้ก็มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีการศึกษาเล่าเรียนสมบูรณ์. เขาก็ไม่ยอม ไม่ยอมรับ ไม่เห็นด้วย. นี่ถ้าพูดอย่างเซ็น มันก็กลายเป็นอย่างนี้ เรื่องมันกลายเป็นอย่างนี้ พวกเรา ก็ยังอยากจะเรียนกันอีกมาก, ไม่เรียนธรรมะด้วยซ้ำไป, เรียนภาษา เรียนเปลือก ของธรรมะเสียซ้ำไป. แต่แล้วธรรมะก็ยังอยากจะเรียนอีกมาก, ไม่รู้ว่าจะไปทิศไหน ทางไหน, ไม่รู้ว่าจะไปจบไปสุดลงที่ตรงไหน ; ยังอยากจะเรียนกันอยู่อีกมาก นี้คือ ไม่หยุด. ความหวังที่จะเรียนให้ได้ดิบได้ดี มีชื่อเสียง มีอะไร นี้น่ะคือไม่หยุด. ต่อให้ นั่งนิ่ง ๆ นี้ก็ไม่หยุด เพราะใจมันปรารถนาเรื่อย , มันจึงวิ่งเรื่อย. ถ้า ทำอะไรด้วยจิตใจที่หยุด ด้วยจิตใจที่ว่าง ก็เท่ากับหยุด ; เหมือนกับเศษซาก ซากเศษที่ยังเหลืออยู่นั้นมันทำไป ; แต่ตัวผู้ทำไม่มี, ตัวเจ้าของงานไม่มี, ตัว เจ้าของชีวิตก็ไม่มี. คิดดูเถอะไม่มีใคร ไม่มีอะไร ที่เป็นความรู้สึกว่า ชีวิตของฉัน หรือ ตัวฉันนี้ ; นั่นแหละคือหยุด, หยุดอย่างยิ่ง. ไม่มีความรู้สึกเป็นตัวฉัน แล้ว อะไรจะวิ่งได้; มันจะวิ่งไปทางไหน ในเมื่อไม่มีตัวฉัน. หยุดในภาษาธรรมะสูงสุด หยุดที่หยุดอย่างนี้ ถ้าพูดให้ถูก ต้องหยุดมี ตัวฉันเสีย . คำว่า "หยุด" คือหมดตัวฉัน, หยุดตัวฉัน ไม่มีตัวฉัน นี้คือหยุด. ที่นี้ทั้งชีวิตก็ไม่มีตัวฉัน ก็เหลือเป็นซาก, เป็นซากที่เหลือทั้งชีวิต ที่ทำงาน หรือทำ หน้าที่. พระพุทธเจ้าก็ทำหน้าที่พระพุทธเจ้า, พระสาวกก็ทำหน้าที่พระสาวก. เมื่อเป็นพระอรหันต์แล้ว ไม่มีตัวฉันแล้ว หยุดตัวฉันเสียแล้ว แต่ร่างกายและจิตใจ ก็ยังทำอะไรไปก็ตามในตัวเอง; เพราะในร่างกาย จิตใจนั้น ยังมีปัญญาเหลืออยู่ มีความตั้งใจดีอะไรเหลืออยู่ ; มันก็ทำไปสักว่าเป็นซาก, ทำไปอย่างเป็นซาก
น.865 เศษซากที่เหลือ , เหลือเป็นซาก. “ ไม่มีตัวฉัน ไม่มีของฉัน " อย่างนี้คือหยุด อย่างที่องคุลีมาลเข้าใจ และเป็นพระอรหันต์ที่นั่น ตรงตามความหมายของพระพุทธเจ้า. ให้หัดทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง คำพูดที่ว่า " ทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง " นี้ ก็คือหัดหยุด . ฉะนั้น ทุก ๆ คนที่ขยันทำงานนี้ งานก็ทำไป แต่พร้อม ๆ กันนั้น ก็หัดทำงานด้วยจิตว่าง คือหยุดเรื่อย หัดหยุดเรื่อย. อย่าทำด้วยจิตใจที่ทะเยอทะยาน อย่างนั้น อย่างนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยความหม่นหมอง. ส่วนมากนั้นอยากได้เงินก็มา ทำงาน; ถ้าไม่ต้องการเงิน ก็อยากได้เกียรติ. ถ้าไม่อยากอะไรเลย คือหยุด คือ ไม่ได้อยากจะเอาอะไรเลย ; นั้นแหละคือ หยุด ; ถ้าทำงานก็ทำด้วยจิตว่าง เหมือน พระพุทธเจ้า เหมือนพระอรหันต์ท่านทำ. พระพุทธเจ้า "หยุด" แต่ยังทำงาน นี่เรา อย่าฟั่นเฟือนกันตอนนี้ ; พระพุทธเจ้าท่านหยุดแล้ว แต่ทำไม ทำงาน ? ทำไมท่องเที่ยวไป สั่งสอนทั่วชมภูทวีป ? อะไรที่ไปนี่ ? ตัวฉัน ไม่มีแล้ว แล้วอะไรไป ? ก็ซากเศษของเมตตา ของปัญญานี้แหละพากันไป, เพราะ ได้บำเพ็ญเมตตา และปัญญามามากมาย. ร่างกายที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นซาก เหลืออยู่ อันนี้ก็ดิ้นไปตามเรื่องของซาก กิเลสไม่มีก็แล้วกัน ; กิเลสไม่มีนั้นคือหยุด. ถ้ากิเลสมีจะหยุดไม่ได้, จะต้องการอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่เรื่อยไป. พระพุทธเจ้า ท่านต้องการ ไปโปรดคนไปสอนคน, หรือต้องการอะไร ก็ต้องการกัน แต่ไม่ต้อง การด้วยกิเลส ; แต่เป็นความประสงค์ของ ปัญญา ของเมตตา . คนธรรมดา มีกิเลส โลภะ โทสะ โมหะ เต็มไปด้วยความอยากทั้งนั้น ; เช่นเราทำงานเพราะ อยากได้เงิน นี้ก็เป็นกิเลสที่อยากได้เงิน. ถ้าทำงานเพราะอยากได้เกียรติให้เขายกย่อง อย่างนี้ก็ทำงานเพราะอยากได้เกียรติ ; อย่างนี้ไม่ว่าง ไม่หยุด.
น.866 จงหัดทำงานชนิดที่เรียกว่า ทำงานเพื่องาน ทำงานเพื่องานอย่างจริยธรรม สากล, เขาเรียกว่าทำงานเพื่องาน ; ต้องหัด, ไม่ใช่ว่าจะทำก็ทำได้. ถ้าพูด อย่างเรา ก็ว่า "ทำงานด้วยจิตว่าง", หัดทำงานด้วยจิตว่างเรื่อย ๆ ไป; นี้เป็น วิธีลัดที่สุด ตรงที่สุด. อย่าทำงานเพื่ออยากได้เงินได้ของ , อย่าทำงานเพื่อ อยากได้เกียรติ . เดี๋ยวนี้พากันทำเพื่อเงิน เพื่อเกียรติไปเสียหมด. พวกอาจารย์วิปัสสนาที่สึก และบ้ากันเป็นแถว ๆ นั้น เพราะเขาทำเพื่ออยาก ได้เงินได้เกียรติ, อยากจะเป็นอาจารย์วิปัสสนาสอนคนให้มีชื่อเสียงแล้วเป็นทางมา ของเกียรติ ของลาภ ผล; ก็สึกกันบ้าง เป็นบ้าบ้าง มีอยู่ในพวกอาจารย์ ชั้นอาจารย์ วิปัสสนาเลย. นี่ทำงานเพื่อเงิน เพื่อเกียรติ ฉะนั้นจึงอุตส่าห์ขวนขวายทำ แบบไหน อย่างไรก็ได้ ที่น่าอัศจรรย์ ; เอาแต่น่าอัศจรรย์ให้คนเลื่อมใสเท่านั้น. นี่เป็นการ คดโกง วิ่งว่อนอย่างคดโกง มันไม่หยุด. มันวิ่งและวิ่งอย่างคดโกงด้วย, เที่ยวหา วิธีที่น่าอัศจรรย์ไปแสดงให้คนเลื่อมใส นับถือเป็นอาจารย์ แล้วก็ได้มีเกียรติมาก. พอมีเกียรติ ก็มีลาภสักการะมากผลสุดท้ายก็สึกบ้าง อะไรบ้าง เป็นบ้าไปก็มี; ฉะนั้น ธรรมะจึงช่วยไม่ได้. เราต้องเอาอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านสอน ; เหมือนอย่างที่สอนองคุลีมาลว่า "หยุด" , ให้รู้จักหยุด ก็ดีแล้ว ; แล้วสอนโมฆราชว่า " มีสติเห็นโลกเป็นของว่าง อยู่เสมอ" ; นี่ทำอย่างนี้ได้. อย่าเรียนเพื่อลาภสักการะ เพื่อเกียรติยศ , อย่าทำงานเพื่อลาภสักการะ เพื่อเกียรติยศ ; เพราะอย่างนั้นไม่หยุด, แต่วิ่ง จนเป็นบ้าไปเลย. เรื่องได้-เรื่องเสีย เป็นต้นเหตุของเรื่องอื่น ๆ มีความลับ ซึ่งลับอย่างยิ่ง มีอยู่ข้อหนึ่ง ซึ่งไม่ลึกลับอะไร ; แต่ก็ลับ เพราะว่าไม่มองกัน , ไม่ค่อยจะมองกัน. พอเมื่อเราศึกษาธรรมะทั่วถึงเข้า
น.867 ในธรรมะชั้นลึก ๆ เราจึงมองเห็น ; ว่าที่ เป็นความลับที่สุด ทำความยุ่งยากที่สุด นั้นก็คือ การได้ กับ การเสีย นี้แหละ. คุณลองจำคำนี้ ๒ คำนี้ ได้ กับ เสีย, เรื่องได้กับเสีย หรือการได้กับการเสีย, เรื่อง ได้-เสีย ๒ เรื่องนี้ใช้ได้แม้กระทั่งสัตว์ เดรัจฉาน ๒ คำนี้ แล้วก็มาถึงคน. คนที่เป็นคน ก็ต้องมีความรู้สึก เรื่อง ได้ เรื่อง เสีย มาแต่แรก, ตั้งแต่แรก คลอดออกมาก็มีความรู้สึก เรื่อง ได้ เรื่อง เสีย , ได้กิน ไม่ได้กิน, เขาให้หรือเขา ไม่ให้. นี่ความรู้สึกว่า ได้ กับไม่ได้ นี้ คือ เสีย ซึ่งเริ่มฟักตัวขึ้นมาตั้งแต่คลอดมา ; แม้แต่สุนัขมันก็รู้ว่า ได้กินหรือไม่ได้กิน, มันมีสองอย่างเท่านั้นได้หรือไม่ได้เท่านั้น. ขอให้ สนใจสองคำนี้ให้มาก เพราะมันเป็นต้นตอของทั้งหมด ; ที่ แท้เรามันอยากได้ ไม่อยากเสียทั้งนั้น. อันนี้อยู่เป็นส่วนลึก ส่วนลึกที่สุด และ เป็นต้นเหตุของทั้งหมด. ตอนหลังมีคำอื่นเกิดขึ้นตามมา แยกประเภทตามหลังกันเลย จนเป็นสองฝ่ายอย่างนี้หมด : มันมาจากส่วนลึก คือ ได้ กับ เสีย. ได้กิน หรือ ไม่ได้กิน , ได้อร่อย หรือ ไม่ได้อร่อย . เงิน นี้ ไม่มีความหมาย ในตัว แต่มีความหมาย ที่ เป็นเหตุให้ได้ เป็นเหตุให้ได้อร่อย ให้ได้กิน ; ก็ เพราะเงิน จึงมีคนต้องการ. ที่นี้มาถึงคำว่า บุญ กับ บาป, บุญ นั้น คือส่วนที่จะได้ ; คนก็ชอบบุญ. บาป นั้น คือส่วนที่ไม่ได้และเสีย เป็นส่วนที่ไม่ได้ คนก็ไม่ชอบบาป เลยติดบุญ ไม่ชอบบาป. สูงขึ้นมาอีก เรื่องดี-เรื่องชั่ว ; เรื่อง ดีเป็นเหตุให้คนได้ , ได้ก็ชอบ, ชั่วเป็นเหตุให้ไม่ได้ คนก็ไม่ชอบชั่ว.
น.868 เรื่องบุญ-บาป ดี-ชั่ว สุข-ทุกข์ อะไร ๆ ก็เหมือนกัน ล้วนมาจากราก ; ร ากที่แรก คือได้ กับ เสีย . สุข คือ ได้, ทุกข์ คือ ไม่ได้, ไม่ได้ที่ต้องการ, สุขคือได้ที่ต้องการ. ถ้าเราอย่าเชื่อ ; อย่าให้เรื่องได้-เรื่องเสีย นี้หลอกเราได้แล้ว ; เรื่องอื่นหลอกไม่ได้ ยกเลิกหมด. ขอให้เห็นว่า เรื่องได้-เรื่องเสีย นี้เป็นเรื่องหลอก , เรื่องบุญ-เรื่องบาป ดี-ชั่ว สุข-ทุกข์ ยกเลิกไปหมดเลย ; เพราะเป็นเรื่องหลอก, หลอกสองชั้น สามชั้น สี่ชั้นไปอีก. แม้แต่สุนัขก็เหมือนกัน, อย่าว่าแต่คนเลย. ถ้าได้ มันก็ดี มันรักเจ้าของหรือมันกตัญญูเพราะมันได้ ; ถ้าไม่ได้มันก็เดือดร้อนเหมือนกัน แล้ว มันก็ไม่ชอบ หรือมันจะกัดเอาด้วย ; หรือว่า ถ้าได้มันยอมอยู่, มันยอมตาม. แม้พืชสิ่งที่มีชีวิต เช่นต้นไม้ หญ้าบอน มันก็ต้องการจะได้, มันไม่ต้อง การจะเสีย. ขอให้ดูต้นไม้ต้นไล่ หญ้าบอนต่าง ๆ มันดิ้นรนเพื่อจะได้ : ได้น้ำ ได้ แสงแดด ได้อาหาร ได้ต่าง ๆ มันดิ้นรน ที่จะไปเอา "ได้" ; ส่วนเสียนั้น มันกลัว เหมือนกัน. ฉะนั้น รากฐานที่จะเกิดเรื่อง อยู่ตรงความรู้สึก เรื่องได้เรื่องเสีย. ถ้าอย่ามีความรู้สึกเหล่านี้แล้ว จิตจะหยุดจะว่าง จะเป็นอย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า "หยุด", หรือฮวงโปว่า "ว่าง", ว่างเด็ดขาดไปเลย. ที่หยุดไม่ได้ ว่างไม่ได้ ก็เพราะมีความรู้สึกเต็มอยู่ในใจว่า ได้ กับ เสีย. องคุลีมาลก็ต้องการจะได้ อะไรมาก ๆ จึงฆ่าคน มาถึง ๙๙ คน, ฆ่าเพื่อ ให้ครบร้อย นี้เพราะว่าต้องการจะได้อะไรอย่างหนึ่ง. ทีนี้พอว่า "หยุด" ก็รู้ความ หมายของคำว่าหยุด : "อุย ! ไม่ไหวหรอก, ไอ้บ้า ! เรื่องได้นี้คือบ้า" ; รู้อย่างนี้ จึงเป็นพระอรหันต์ได้.
น.869 ระวังอย่าให้ เรื่องได้-เรื่องเสียครอบงำจะรู้ธรรมะลัดอย่างเซ็น ถ้าคุณ ศึกษาความหมายของคำว่า ได้ กับ เสีย อย่างเดียวนี้แล้ว จะรู้ ธรรมะอย่างเร็วที่สุด, แล้วลัดอย่างเซ็นเหมือนกัน ; ลัดอย่างวิธีของเซ็น คือ คอยดูจิตของเราเรื่อย. จิตไปเป็นทาสของความได้ความเสียเข้าหรือเปล่า ดูทุกวัน เลย . มันคอยจะเป็นทาส ขี้ข้าของความได้-ความเสียอยู่เสมอ. ถ้าได้กิน ก็ดีใจ, ไม่ได้กินก็ไม่ดีใจ ; เขาให้น้อยไปก็ไม่ชอบ, ต้องการจะได้มาก ; เขา ให้ช้าก็ไม่ชอบ, ต้องการจะได้เร็ว ๆ นี้มันมากถึงอย่างนี้; นี่เรื่องได้. เมื่อไปบิณฑบาตได้น้อยนึกอย่างไรบ้าง ? เช่น วันนี้จะไม่พอกินแล้ว ฯลฯ ; นี่ทำไมไม่ศึกษาเรื่องอย่างนี้ เรื่องได้ และเรื่องเสียนี้,ซึ่งมันเป็นมูลเหตุของเรื่องอื่น. เรื่องดี เรื่องชั่ว เรื่องบุญ เรื่องบาป เรื่องสุข เรื่องทุกข์ เรื่องเจริญ เรื่องเสื่อม เรื่องอะไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับความหมายของคำว่า ได้ กับ เสีย ทั้งนั้น. ฉะนั้น เราต้องคอยระวังทุกวัน ทุกเวลาทุกนาที ทุกขณะไป ว่า อย่าให้ เรื่องได้ เรื่องเสียนี้ มาครอบงำ. เรื่อง ตัวกู-ของกู กิเลสประเภท ภวตัณหา ก็ขึ้นอยู่กับสิ่งเหล่านี้เหมือน กัน; ไม่ใช่เฉพาะกามตัณหา, คือ ได้ เป็น ได้ รับคำยอ ได้ ยกย่อง. บางคน เงินก็ไม่อยากได้ มีอยู่หลาย ๆ คนในวัดนี้ ไม่ต้องการเงิน แต่ต้องการลูกยอ; นั่น ก็คือ ได้ เหมือนกัน : ความต้องการจะได้ มีฤทธิ์มีเดช มากกว่าคน อยาก ได้ เงินเสียอีก . สำหรับคนอยากได้ลูกยอ นี้ก็ขึ้นอยู่กับคำว่า ได้ และเสียนี้. เมื่อไร ได้เกียรติ ก็คือ ได้ , ได้เหลือเกินแล้ว, เมื่อไรไม่ได้เกียรติ ไม่มีใครขอบใจ ไม่มีใครสรรเสริญ ก็ถือว่าเป็นเรื่องเสีย ; จิตใจหม่นหมองเป็นทุกข์. ฉะนั้น ระวัง เพียง ๒ คำ เรื่องได้กับเรื่องเสียนี้ ; จิตพ้นจากเรื่องได้-เรื่องเสีย จะเป็นพระ อรหันต์ไม่ทันรู้.
น.870 ถ้าไม่เป็นทาสของการได้ และการเสียแล้ว ก็ไม่เป็นทาสของดี-ชั่ว บุญ-บาป สุข-ทุกข์, ไม่เป็นทาสของอะไรทั้งหมดเลย ; เป็นจิตเดิมแท้, เป็นจิตว่าง, เป็นจิตอะไรก็ตาม. แบบของพวกเซ็นเขาว่า เป็นเรื่องจิตหลุดพ้น, เป็นจิตที่ หลุดพ้น ไม่ถูกผูกรัด ไม่ถูกเผาลน ไม่ถูกอะไรหมด. จิตที่หลุดพ้นคืออยู่เหนือ ได้เหนือเสีย , ไม่มีใครมาทำให้รู้สึกว่า "ได้" ได้เลย ไม่มีใครมาทำให้รู้สึกว่า "เสีย" ; เพราะว่าไม่ต้องการ, เงินก็ไม่ต้องการ เกียรติก็ไม่ต้องการ อะไรก็ ไม่ต้องการ ; แม้แต่ชีวิตก็ไม่มีความหมาย คือไม่ได้ต้องการ, ไม่ต้องการจะอยู่ เมื่ออยู่ ก็อยู่ของมันเอง. ที่นี้ ใครจะมาทำอะไรได้ ; เทวดาก็มาทำอะไรไม่ได้, พระเจ้าก็มาทำ อะไรไม่ได้ ถ้าเราไม่ต้องการอะไรขึ้นมา . สมัยนี้มีเพลงสากลอยู่บทหนึ่ง ชื่อว่า เพลงเย้ยฟ้าท้าดิน, ใครเขาแต่งบ้า ๆ บอ ๆ อะไรของเขา แต่มันเข้าเรื่องนี้ใช่ไหม ? คือไม่ต้องการอะไร เย้ยพระเจ้า เย้ยฟ้าท้าดิน เป็นเพลงที่ร้องอยู่ทางวิทยุพักหนึ่ง เดี๋ยวนี้หายไปแล้ว. "กูไม่ต้องการอะไร พระเจ้าจะมาทำอะไรกู" เขาร้องเพลง ว่าอย่างนี้ แต่พูดส่งเดช, ไม่ได้รู้ธรรมะข้อนี้เลย เห็นได้ชัด ; แต่เผอิญใจความ มาตรงกันอย่างนี้ : อยู่เหนือดี เหนือชั่ว เหนือบุญ เหนือบาป เหนือสุข เหนือทุกข์ เหนือกรรม, สิ้นกรรม หมดกรรม ไม่มีอะไร. ต้องฝึกตรวจแก้จิตใจว่ายังเป็นทาสเรื่องได้เรื่องเสียเพียงไร เรื่องกรรมนั้น คือเรื่องเวียนว่ายไปตามความได้ เสีย ดี ชั่ว บุญ บาป สุข ทุกข์ . เราพ้นกรรม เหนือกรรม หมดกรรม ก็ หยุด คือหยุดในจิต ; ถ้าไม่ทำอะไรเลยก็ไม่รู้ ไม่รู้ว่าเป็นทาสของกิเลส หรือไม่เป็น. เพราะฉะนั้น ต้องทำต้องทำอะไรลงไปเช่นไปบิณฑบาตก็ตามหรือทำอะไรก็ตามทำไปก็แล้วกัน, ทำงานที่เป็นประโยชน์ก็แล้วกัน ; แล้วก็ในขณะที่ทำงาน คอยเฝ้าระวังจิตใจว่า เป็นทาสของการได้การเสียหรือเปล่า เช่นทำสำเร็จแล้วดีใจ ก็รู้ว่า อ้าว,
น.871 เป็นทาสของการได้ การสำเร็จ, พอทำไม่ได้ ทำไม่สำเร็จ เกิดโกรธ อึดอัดขัดใจ. แม้แต่เขียนภาพ เขียนอะไรก็ตามใจ พอได้อย่างใจก็สบายใจ, พอไม่ได้อย่างใจ ก็เกิดไม่สบายใจ; อย่างนี้มันก็ยังเป็นทาสของการได้ และการเสียอยู่ ยังต้องฝึกหัด ต่อไป. เห็นไหมว่าเราไม่ต้องมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ก็ได้; ถ้าเราศึกษา เรื่องการได้ และการเสียนี้แล้ว เราไม่ต้องเรียนพระไตรปิฎกก็ได้. เรียนเรื่องได้- เสีย เรื่องเดียวนี้ เอาพระไตรปิฎกไปทิ้งเลยก็ได้ ; แต่ ขอให้ศึกษาจิตใจในเรื่อง ที่ว่าเป็นทาสของการได้ การเสีย นี้ก็แล้วกัน ; แล้วในนั้นแหละจะมีเรื่อง กิเลส ตัณหา เรื่องรูป เรื่องนาม เรื่องอะไรหมดเลย ; เพราะทุกอย่างเพื่อ ได้ และเพื่อเสีย, กับเพื่อไม่ได้ไม่เสีย ; มีอยู่สองอย่างเท่านั้นเอง. อย่างที่ ๑ ก็คือได้, อย่างที่ ๒ คือเสีย, อย่างที่ ๓ คืออยู่เหนือได้เหนือเสีย. ต้องการจะ ได้ก็อย่างหนึ่งละ, แต่ที่มันไม่ต้องการจะได้ก็มีอย่างหนึ่งละ, มันมีมาก็เฉย ๆ ได้ ; ตามธรรมดามันล้วนแต่เป็นทาสของการได้การเสียไปทั้งนั้น. อีกประการหนึ่ง ถ้าว่าจะเอาประโยชน์ที่สุดของการมาอยู่ที่สวนโมกข์นี้ จะต้อง รู้จักคำว่า "โมกฺข " , สวนโมกข์, โมกขะ ; รู้จักคำนี้จะออกไปจากการได้-การ เสีย. คำว่าโมกขะ แปลว่าหลุดพ้นออกไป ; นั่นแหละคือหยุดเหมือนกัน ; หลุดพ้นออกไปได้จากการผูกมัดของ การได้ การเสีย บุญ บาป สุข ทุกข์นั่นก็เรียกว่า โมกข์. คำว่า โมกข์ ที่แปลว่า หลุดพ้น มันก็คำเดียวกับคำว่า หยุด, คำเดียวกับ คำว่า ว่าง . ฉะนั้นถ้าจะให้เหมาะสมกับการอยู่ในสวนโมกข์ ก็ ต้องศึกษาเรื่องว่าง นี้, เรื่องออกไปพ้นนี้. ทำงานด้วยจิตว่าง แล้วคอยเฝ้าดูว่า เราทำงาน ด้วยจิตว่างหรือเปล่า . ถ้าเราทำงานด้วยจิตวุ่น มีเรื่องได้-เรื่องเสีย เรื่องผิด เรื่องถูก เรื่องอะไรอยู่นี้ละก็ไม่ได้แล้ว, ไม่เป็นเรื่องแล้ว, เป็นคนละเรื่องเสียแล้ว, คนละรูปเสียแล้ว.
น.872 ธรรมะของพระพุทธเจ้าที่เรียกว่า ว่าง-ว่าง-ว่าง-ว่าง นี้ท่านหมายถึงอย่างนี้ ; แล้วก็ท่านต้องการให้เรา สอน-สอน-สอน-สอน-สอน กันให้รู้เรื่องนี้ ; ท่านหมายถึง อย่างนี้. ธรรมจักรนั้น คือความหมายของ คำว่าธรรมะที่แท้จริง ซึ่งว่าง และฆ่าอะไรได้ ; ถ้าไม่ว่าง จะฆ่าอะไรไม่ได้. ธรรมะบ้า ๆ บอ ๆ จะไปฆ่ากิเลส อะไรได้, แล้วจะไปเรียกว่าธรรมจักรอย่างไรได้. ถ้าเรียกว่าธรรมจักรมันต้อง ตัดอะไรขาดกระจุยกระจายไป ไม่มีอะไรรอหน้า รอไม่ติดเลย ; ฉะนั้น ธรรมะเรื่องว่าง เรื่องไม่เอา เรื่องไม่ได้ ไม่เสียนั้น จะตัดอะไรให้ขาด กระจุยกระจายไปได้ ; เรียกว่าธรรมจักรแท้จริง. ถ้าสอน เอานั่น เอานี่ ทำบุญ ทำดี ทำชั่ว นั้นไม่เรียกว่า ธรรมจักร ; ธรรมจักรบ้า ๆ บอ ๆ ทั้งนั้นแหละ ที่สอนกันอยู่เรื่อย ๆ ไป จะดับหรือตัดอะไรไม่ได้ มีแต่จะยิ่งเอามากขึ้น. ถ้าตัดไม่ได้ก็ไม่ใช่ธรรมจักร ; แล้วเราอุตส่าห์ปั้นรูป ธรรมจักรมาติด มาแขวนกันอยู่อย่างนี้ แล้วเรายังบ้า ๆ บอ ๆ อยู่อีก ก็น่าหวัวเหมือนกัน ที่ไม่รู้จักตัด. ภาพพุทธประวัติชุดนี้เป็นชุดที่ไม่มีองค์พระพุทธเจ้าเลย นี้ก็ดีเหมือนกันมีแต่ ความว่าง ; พระพุทธเจ้ามีความหมายเป็นความว่าง นี่วิเศษที่สุดแล้ว ; พอพระ- พุทธเจ้าเป็นตัวตนขึ้นมาเท่านั้น ก็มีเรื่องทำให้ยุ่ง. เพราะเรื่องได้-เรื่องเสีย เป็นเหตุให้ถือพุทธศาสนาผิด พระแก้วมรกตชอบกินไข่ไก่ กับปลาร้า คุณรู้ไหม ? เขาว่ากันอย่างนั้น. เรื่องอย่างนี้ก็มีเกิดขึ้นมา อย่างนี้ เห็นไหม? ฉะนั้นย่อมสู้พระพุทธเจ้าอย่างว่าง ไม่ได้ ; ไม่กินอะไร ไม่กินปลาร้ากับไข่ไก่ไข่เป็ด. เดี๋ยวนี้มีมาก เขาเอานั่นเอานี่ ไปบูชา, บูชาพระพุทธรูป บูชาพัดยศก็มี, พระพุทธรูปบางองค์ก็มีพัดยศ ; อย่างนี้จะพูดต่อไปไม่ได้ เดี๋ยวจะเกิดเรื่อง เขาจะหาว่าเราเป็นคอมมิวนิสต์.
น.873 ไปดูเถอะมันน่าหวัว ; พุทธรูปแท้ ๆ เขาก็เซ่นกัน บวงสรวงเซ่นไหว้กันด้วย สิ่งของ เหมือนกับบุคคล. นี้เป็นเรื่องได้-เรื่องเสีย เห็นไหม ? เรื่องได้-เรื่องเสีย ครอบงำคนมากขึ้น เขาจึงเอาไข่ไก่ไข่เป็ดไปให้พระพุทธรูปกินได้, เอาปลาร้าไป ให้พระพุทธรูปกินได้ ; มันเป็นเรื่องได้-เรื่องเสีย ที่กลัดกลุ้มอยู่ในใจของคน เหล่านั้นมากเกินไป. เรื่องทำนองนี้เข้าเรื่องกัน กับที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ละเสีย คือเรื่องได้-เรื่องเสียนี้ ; แต่คนกลับไปทำให้มากขึ้น ๆ ก็เลยบ้าไปเลย. ฉะนั้น พุทธศาสนาจึงไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนแล้ว, เดี๋ยวนี้พุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าไม่รู้ว่า อยู่ที่ไหนแล้ว, หายากจริง ๆ. ท่านมหา -- - (ชื่อภิกษุรูปหนึ่ง) อยากจะศึกษาเรื่องเซ็น ก็มีอย่างนี้แหละ ; ควรศึกษาเรื่องได้-เรื่องเสียอยู่เรื่อยไปนี่แหละ. วันหนึ่งมันจะโพล่งออกมาได้ว่า อูย ! บ้าแล้ว เรื่องได้-เรื่องเสียนี่ ; แล้วก็จะรู้ธรรมะขึ้น. แต่โดยมาก ยังอยากจะเรียน เป็นมหาเปรียญให้มีเกียรติ สึกออกไป หาเมียได้สวย ๆ รวย ๆ สบายไปเลยมิใช่ หรือ ? อย่างนี้เดินคนละทาง ไม่รู้ว่าจะไปพบกันได้ที่ไหน ; จะไปพบกับธรรมะ เรื่องว่าง เรื่องหยุด เรื่องหลุดพ้นนี้ที่ไหนได้, มีแต่จะถลำลึกเข้าไป ถลำลึก เข้าไป. ระวัง อย่าตกเป็นทาสของเรื่องได้-เรื่องเสีย ระวังให้ดี ๆ พระเณรองค์ไหนก็เหมือนกัน กำลังเป็นทาสก้มหัวลงต่ำ เป็นทาส ของการได้, ทำอะไรเพื่อจะได้, ทำนั่นทำนี่เพื่อจะได้, ทำนี่เพื่อจะได้นั่น ทำนั่น เพื่อจะได้นี่, ประจบคฤหัสถ์ ในที่สุดละก็หมดความเป็นภิกษุ. เป็นพระเป็นเณร ต้องประจบคฤหัสถ์ละก็หมดความเป็นบรรพชิต ; ทำงานเพื่อได้เงิน, แล้ว ประจบคฤหัสถ์ เพื่อจะได้สตางค์มา, พอหนักเข้า ๆ ก็คดโกงหลอกลวงเลย ; ไม่ใช่ ประจบละทีนี้; แล้วก็ไม่มีอะไรเหลือ เป็นมนุษย์ก็ไม่เป็น อย่าว่าแต่เป็นพระเป็น เณร. ฉะนั้นจะ ทำอะไรวันหนึ่งๆ ระวังอย่าให้เป็นทาสของการได้ หรือการ เสีย.
น.874 เป็นทาสของความได้ก็เป็นโลภะ, เป็นทาสของความเสียก็เป็นโทสะ คือโกรธ. พอไม่ได้ก็โกรธ เราต้องการจะได้ นี้เป็นทาสของโทสะ ; พอได้ก็เป็น ทาสของโลภะ ; และตลอดเวลามันก็หลง ไม่รู้ว่าควรจะทำอะไรอย่างไร ; นี่เรียก ว่าอยู่ด้วยความโลภ ความโกรธ ความหลง. ขอให้หัดเสียใหม่ทุกลมหายใจเข้าออก-ทุกลมหายใจเข้าออก. ระวังอย่าได้ เป็นทาสของการได้-การเสีย ; นี้เป็นอานาปานสติที่สั้นที่สุด ที่ย่อที่สุด ; ระวังอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก อย่าให้เป็นทาสของการได้การเสีย. วันหนึ่ง ๆ ใครทำอะไรก็ตามใจเถอะ บางคนทำนั่น บางคนทำนี่ บางคน ทำโน่น, ในวัดนี้มีงานสารพัดอย่าง ; แต่ต้องระวังกันทั้งหมด ทุกคนต้องระวัง อย่าเป็นทาสของการได้ และการเสีย ; แล้ว ทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง คือทำ ด้วยสติปัญญา หรือด้วยเมตตากรุณา, ด้วยการทดสอบตัวเอง. ถ้าไม่ทำ อย่างนี้ก็จะเหมือนกับที่เขาทำ ๆ กัน เหมือนกับชาวบ้านเลย, เป็นพระเป็นเณรก็ เหมือนกับชาวบ้าน. เพราะชาวบ้านเขาก็ทำเพื่อจะได้ เพื่อจะแก้ความยากจน เพื่อ จะมีเงิน เพื่อจะมีเกียรติ เพื่อจะสนุกสบาย เพื่อจะนอนจะกินให้สบาย. แต่พระเรา จะทำอย่างนั้นไม่ได้ ; ต้องทำด้วยไม่เอาอะไร, ไม่เอา, ไม่รับเอาอะไรมา. มีผล อะไรเกิดขึ้น ก็ไม่รับเอา, ลาภสักการะก็ไม่รับเอา, เกียรติก็ไม่รับเอา. นั่นแหละคือว่าใกล้ต่อการหยุด, ใกล้ต่อการหยุดเข้าไปทุกที จนกระทั่งหยุดได้ จริง ๆ และหยุดได้จริง ๆ สักวันหนึ่ง. ฝึกไม่เอาอะไรนี้ก็ยังไม่มากเท่าอาจารย์วิปัสสนา ที่จะต้มคนทั้งเมือง ; เรา ไม่เป็นอาจารย์วิปัสสนา อย่ากล้าคิดว่าจะเป็นอาจารย์วิปัสสนา ; เป็นจิตดวงเดียว คนเดียว แล้วก็ไม่ต้องการอะไร อย่างนี้ดีกว่า. ถ้าเป็นอาจารย์ผู้มีเกียรติ เป็นผู้มี
น.875 ชื่อเสียง คนนั้นนับถือ ก็รวยกันใหญ่ มีเกียรติมากเลย ; ผลสุดท้ายก็ไม่ได้หยุด แล้วยิ่งวิ่งไกลออกไป ไกลออกไป, วิ่งไกลออกไป. ทีนี้ยังมีอยู่หน่อยหนึ่งซึ่งเข้าใจยาก คืออาจจะเกิดสงสัยขึ้นมาว่า ถ้าเช่นนั้น ตึกหลังนี้จะสร้างไปทำไม ? วัดนี้จะสร้างขึ้นมาทำไม? นี้ขอให้พยายามมองไป ในทางให้เห็นความจริงว่า ก็เพื่อจะสอนเรื่องนี้แหละ, วัดนี้ทั้งหมดนี้สร้างขึ้นมา ก็เพื่อจะสอนเรื่องนี้ทั้งนั้น : สอนเรื่องว่างนี้, สอนเรื่องว่างทุกวิถีทาง. ทีนี้คนที่กำลังทำงานสร้างตึก, สร้างวัดนี้อยู่ ก็ต้องหัดก่อน, ต้องเป็นคนเอาก่อน, ทำก่อน, ฝึกก่อน ทำให้ได้ก่อน. ถ้าไม่มีงานทำก็ไม่รู้ ; ไม่มีงานทำก็ไม่มีทาง ที่จะวัดจิตใจของตัวเองได้. ต้องทำอะไรลงไป ชนิดที่มันเป็นการได้ หรือเป็นการเสีย อย่างใด อย่างหนึ่ง ให้ทำลงไป ; แล้วพอจะมีการได้ หรือจะเสียขึ้นมา เราก็ระวัง จิตใจอย่าให้ไปตกเป็นทาสของการได้ การเสีย. ทำอย่างนี้เรื่อยไป ไม่กี่เดือน กี่ปีก็จะเห็นธรรม, จะมีธรรมหรือจะถึงธรรม. เดี๋ยวนี้จะต้องมีเรื่องได้-เรื่องเสียบ้าง แต่อย่าให้มันมากนัก, อย่าให้เป็นขี้ข้าของเรื่องนี้มากนัก, ให้เป็นแต่น้อย ๆ แล้ว ก็น้อยลง ๆ. สิ่งใดตัดทอนได้ ก็ตัดทอนไปก่อน-ตัดไปก่อน-ตัดไปก่อน. ทำงาน ด้วยจิตว่าง, ผลของงานที่ได้ยกให้ความว่าง; ส่วนกินอาหารไปวันหนึ่ง ๆ นั้น กินของความว่าง ; เพราะเมื่อเราทำให้ความว่าง, เราก็กินอาหารของความ ว่าง ก็ใช้ได้เหมือนกัน, ไม่ต้องมีตัวเรา. การสอนธรรมขั้นนี้ต้องพิจารณาดูก่อน จะใช้สอนในที่ทั่วไปไม่ได้ผล ธรรมะชนิดนี้ หรืออย่างนี้นั้น ยากเกินไปที่จะไปสอนเป็นสาธารณะ, สอนที่ไหนเขาก็ต้องหาว่าเราบ้าที่นั่น ; เอาเรื่องอะไรก็ไม่รู้มาสอน ฟังไม่รู้เรื่องบ้าง.
น.876 เดี๋ยวนี้ เรื่องได้-เรื่องเสียนี้แหละ เป็นเหตุให้ทำสงครามกันทั่วโลก ไม่มีที่สิ้นสุด ; ไม่ถือธรรมะ ไม่ถือพระเจ้า, ถือแต่เรื่องได้ เรื่องเสีย, แล้วก็ เบียดเบียนฆ่าฟันกันอยู่เรื่อย. ไม่ว่ากำลังรบกันอยู่ที่ไหน มีมูลมาจากเรื่องได้- เรื่องเสียทั้งนั้น. ส่วนที่พูดกันว่า เพื่อความเป็นธรรม เพื่ออย่างนั้นเพื่ออย่างนี้ นั่นโกหกทั้งนั้น, พูดบังหน้าทั้งนั้น. เนื้อแท้ในใจของตน คือเรื่องได้-เรื่องเสีย แก่พวกของเขา แก่เครือของเขา ; เขาจึงรบอีกเครือหนึ่งข้างฝ่ายตรงกันข้าม. ฉะนั้น โลกเรากำลังปั่นป่วน ฉิบหายกันทุกวันมากมายนี้ ก็เพราะเรื่องได้-เรื่องเสียอย่างผิด ๆ เข้าใจผิด ; พระเจ้าก็ช่วยไม่ได้ โลกนี้มีแต่ความเดือดร้อนมากขึ้น ; โลก เจริญ-เจริญ ก้าวหน้าไปในทางให้เป็นขี้ข้าของ ความได้-ความเสีย มากขึ้น. ความเจริญ ความก้าวหน้าของโลกสมัยนี้ ทำให้โลกนี้มีทุกข์มาก ขึ้น ๆ มากขึ้น ๆ. ความรู้ของเขาไม่ใช่เพื่อจะหยุดความทุกข์, แต่เพื่อจะเพิ่มพูน ความทุกข์, ตัวเขาสร้างอะไรขึ้นมา ทำอะไรขึ้นมา ก็เพื่อเป็นทาสของการได้- การเสียทั้งนั้นแหละ, ไม่ใช่ตามคำสั่งของพระเจ้า ที่ว่า ให้ให้อภัยแก่กันและกัน, ให้ไม่เอาอะไร, ให้อย่ามีอะไรเป็นของตัว ; ไม่มีใครทำตามคำสั่งของพระเจ้า. ศาสนาที่มีพระเจ้าก็สอนอย่างนั้นเหมือนกันคือ อย่าให้มีตัวเป็นของตัว, อย่าเอาอะไร มาเป็นของตัว ให้เป็นของพระเจ้า ; นั่นคือเป็นของธรรมชาติ. ทุกอย่างเป็นของ ธรรมชาติ อย่าเอามาเป็นของเรา ; พุทธศาสนาก็สอนอย่างนี้. ฉะนั้นเมื่อ ไปคดโกง ของธรรมชาติเอามา ก็ต้องรับบาปคือความทุกข์. ศึกษาพุทธศาสนาที่ถูก ต้องฝึกให้หยุด, ว่าง และหลุดพ้น คุณช่วยจำไว้ไปคิดดูให้ดี. ถ้าเห็นด้วยและเข้าใจละก็ ช่วยกันสอนต่อ ๆ ไปด้วย. ใครไปใครมา มาดูภาพ มาดูวัด มาดูอะไรนี้ ก็ต้องพูดให้เขาเข้าใจเรื่องนี้; ซึ่ง
น.877 เป็นความมุ่งหมายของพุทธศาสนาและของสวนโมกข์. พวกเราที่เป็นภิกษุ สามเณร ในพุทธศาสนานี้ สมมติว่าไปดูภาพปั้น ก็อธิบายให้ออกเรื่องนี้แหละ. ไป ดูสระต้นมะพร้าวนาฬิเกร์ ก็พูดให้ออกเรื่องนี้แหละ. มาดูภาพเขียนภาพอะไรต่าง ๆ ในนี้ ก็พูดให้ออกเรื่องนี้แหละ ให้หยุด ให้ว่าง ให้หลุดพ้น ก็แล้วกัน ; แล้วคน ที่มาก็จะได้ประโยชน์มาก, แล้วเราก็ได้เป็นผู้ทำประโยชน์ให้ผู้อื่นมาก ; แต่เรา ไม่ต้องการอะไร. ถ้าเดี๋ยวนี้เราเป็นผู้ต้องการอะไรเสียละก็, ก็พูดกันไม่รู้เรื่อง. ถ้าเราเป็นคนไข้เสียเอง จะไปรักษาคนอื่นอย่างไรได้, เป็นตัวผู้ไข้ เสียเองไปรักษาคนอื่นย่อมไม่ได้. เราก็ต้องหายไข้ ต้องปรกติ แล้วก็พยายามพูด, นั่นแหละได้บุญที่สุด. อย่าขี้เกียจ อย่าเห็นแก่นอน, ขี้เกียจพูด หลบหลีกไปเสีย, เห็นใครมาไม่ออกมาต้อนรับ, นี้เสียมารยาทในทางวินัยอย่างยิ่ง. พระเณรไม่ให้ ความเอื้อเฟื้อแก่แขกที่มานี้, ขี้เกียจ หนีไปเสีย นี้ไม่ถูก. นั่นมีส่วนเป็นเรื่องของ วินัยด้วย คือไม่ต้อนรับเพื่อนมนุษย์ ไม่ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ; แล้วก็ไม่ใช่ให้ ต้อนรับด้วยของกินของใช้อะไรทั้งนั้นแหละ ; แต่ต้อนรับด้วยธรรมะนี้ ให้เขาได้ ความเข้าใจเรื่องนี้ เขาก็ได้สิ่งที่ดีที่สุด. ระวังเรื่องอะไรที่มี ๆอยู่ เพื่อเป็นเรื่องได้-เรื่องเสีย ให้แก่ตัวเองจน ไม่เห็นแก่เพื่อนมนุษย์ละก็ไม่ไหวแล้ว ; ป่วยการ, ป่วยการที่ว่าจะเรียนต่อไป, จะบวชต่อไปก็ป่วยการ ; ไม่รู้ว่าบวชเรียนเพื่ออะไร. ศึกษาธรรมะก็เพื่อจะสละ ความเห็นแก่ตัวออกไปเสีย, อย่ามีตัว อย่ามีได้ อย่ามีเสีย ; แล้วจะได้หยุด จะ ได้ว่าง จะได้หลุดพ้น. นี้เป็นตัวธรรมะที่ต้องเรียน, ต้องมี ต้องทำให้ก้าวหน้า ขึ้นไป. เอาละ เป็นอันว่า ที่เกณฑ์ให้เราพูดเรื่องเซ็น เราก็พยายามจะพูดโดยวิธีของ เซ็นอย่างยิ่งแล้ว, พูดโดยยกเรื่ององคุลีมาล มาให้รู้ ว่า "หยุด" คำเดียวทำให้
น.878 หลุดพ้นได้. เดี๋ยวนี้หยุดกันไม่ได้ก็เพราะหวังแต่ที่จะได้ ไม่หวังที่จะเสีย, เป็น ทาสเป็นขี้ข้าของการได้การเสีย; วิ่งไปวิ่งมา, ก็เพราะเรื่องได้-เรื่องเสีย นั่นแหละ, หาโอกาสที่จะได้นั่นได้นี่ทั้งนั้น ; ก็เพราะเรื่องได้-เรื่องเสีย เป็น เหตุให้ต้องวิ่งไปหา, หาแต่เรื่องได้-เรื่องเสียนี่. เป็นพระเป็นเณรก็ยังวิ่งว่อน เหมือนสุนัขถูกน้ำร้อนราด เพราะเรื่องได้-เรื่องเสีย. นี่อย่าว่าแต่ชาวบ้านเลย, พระเณรเรานี่ เมื่อสิ่งนี้ครอบงำแล้ว ก็วิ่งว่อน, วิ่งไปวิ่งมา เหมือนสุนัขถูกน้ำร้อน ราด อยู่นิ่งไม่ได้. จงพยายามหยุดด้วยการทำให้ว่าง, แล้วก็ทดสอบด้วยบทเรียนที่ทำ ประโยชน์ผู้อื่นด้วยจิตว่าง คือไม่เอามาเป็นตัวเรา มาเป็นของเรา. ในเวลาวันหนึ่ง คืนหนึ่งทำประโยชน์ผู้อื่นได้มาก, แล้วก็ไม่รับความขอบใจ ไม่รับการตอบแทน อะไร. อย่าเป็นอลัชชี คือว่า ทำเพื่อให้ได้เงิน ให้ได้ชื่อเสียง ให้ได้จีวร สวย ให้ได้บาตรสวย ให้ได้กุฏิสบาย อย่างนี้เป็นพวกอลัชชี. ทำทุกอย่างเพื่อ มีเงินใช้ เพื่อมีจีวรสวย เพื่อมีบาตรสวย เพื่อมีกุฏิสวย เพื่อมีหยูกยา ใบชาดี ๆ ฉัน อย่างนี้ ทำเพื่อปัจจัยสี่. นี่ก็จัดไว้เป็นพวกอลัชชี. แล้วก็จริงอย่างนั้น ที่ว่าวิ่งไป วิ่งมาก็เพื่อสิ่งนี้. ทีนี้ถ้าเราไม่ต้องการสิ่งนี้ ก็เกือบไม่มีอะไรที่จะต้องวิ่งไปวิ่งมา เราสันโดษ มักน้อยอยู่ได้แล้ว ; กินพอไม่ตายนี้ มีกินแน่, จีวรห่มตามธรรมดาสามัญนี้มีแน่, กุฏิก็มี, ยาแก้โรคก็มี, ก็ไม่มีอะไรอีก. ทีนี้ต้องการจะเด่นอย่างนั้นอย่างนี้, จะ มีอะไรที่เด่นออกไป, มันก็แย่. เรื่องมันก็จบด้วยคำว่าหยุด เพราะไม่เป็นทาสของเรื่องได้-เรื่องเสีย ; แล้วก็ไม่วิ่งไปวิ่งมา. นี่เป็นเซ็นในพุทธศาสนา ที่พระพุทธเจ้าท่านเคยใช้ เช่นใช้แก่องคุลีมาล เป็นต้น.
น.879 ธรรมปาฏิโมกข์วันนี้ ก็เรื่องซักซ้อมความเข้าใจ เกี่ยวกับคำว่า "หยุด", เกี่ยวกับคำว่า "ว่าง". อย่าลืม เราเรียกว่า ธรรมปาฏิโมกข์, ซักซ้อมความเข้าใจ เรื่องธรรมให้แจ่มแจ้งกระจ่างอยู่เสมอ. เจ็ดวันครั้ง, เจ็ดวันครั้ง นี้ก็ไม่น้อยแล้ว มากทีเดียว. พูดเดี๋ยวเดียวปฏิบัติจนตายก็ไม่หมด ; นี่เหลืออยู่แต่ว่าปฏิบัติ ให้จริง : ควบคุมตัวเอง สังเกตตัวเอง สอบไล่ตัวเอง ให้จริงเถิด. ความขี้เกียจเหลวไหล ก็เป็นเรื่อง "ได้" ชนิดหนึ่ง เหมือนกัน, ได้ ขี้เกียจ ได้พักผ่อน ได้นอน ก็เป็นเรื่องได้ชนิดหนึ่ง ไม่ควรจะมี ; หรือทำจนไม่ รู้จักหยุดจักหย่อน จนเจ็บไข้ จนตายก็ไม่ถูก ; ไม่ใช่ว่าทำอย่างนั้นจะถูก. การใช้ สติปัญญาทางจิตใจ ควรจะมีเวลาพอสำหรับบริหารร่างกายให้ปรกติอยู่ได้ ; นี่ก็เรียกว่า ไม่ทำจิตไปในฝ่ายเสีย, แล้วก็ไม่ขี้เกียจ ไม่เอาเปรียบคนอื่นในการเป็นอยู่ นี้ก็ เรียกว่าทำให้ถูกในส่วนที่ได้ ; ไม่ให้เรื่องได้-เรื่องเสียมาครอบงำเรา. คนเห็นแก่ได้ ก็ขี้เกียจบ้าง เอาเปรียบคนอื่นบ้าง, คนเห็นแก่เสีย ก็ทำผิดจนมีเรื่องต้องตายไปเลย. หัวใจของพุทธศาสนามีเรื่องเดียว คือไม่ยึดมั่นถือมั่นแต่อธิบายได้หลายปริยาย ในที่สุดให้สังเกตดูให้ดี ว่า กี่เรื่อง ๆ พูดกันกี่ปี ๆ ก็เรื่องนี้แหละ. ผมพูด หรือเทศน์มาไม่รู้จักกี่สิบก็ร้อยครั้งแล้ว ก็เป็นเรื่องนี้เรื่องเดียวเท่านั้น. คำพูดนั้นพูด ได้โดยอย่างอื่น โดยปริยายอย่างอื่น, แต่ภายในเรื่องก็มีเรื่องเดียวเท่านั้น : เรื่อง ไม่ยึดมั่นถือมั่น นี้เท่านั้น, มีเรื่องเดียวเท่านั้น ; หัวใจพุทธศาสนามีเรื่องเดียว เท่านั้นคือไม่ยึดมั่นถือมั่น. เราพูดอ้อมค้อมให้พึงแปลก ๆ แปลก ๆ ออกไปได้หลาย สิบอย่างหลายร้อยอย่าง. แต่ถ้าพูดอ้อมค้อมเท่าไร ก็ยิ่งเสียเวลาเท่านั้น ; เพราะ ฉะนั้นเราจึง พูดตรง ๆ มากขึ้นทุกที ซึ่งก็อาจจะกระเทือนนั่นนี่บ้าง.
น.880 การพูดตรง ๆ เวลาใดที่ไม่มีได้-ไม่มีเสีย เวลานั้นสบายที่สุด ; พอได้ ขึ้นมา มันจะวุ่นอย่างได้, พอเสียขึ้นมามันก็จะวุ่นอย่างเสีย. เรื่องทางวิญญาณก็ เป็นอย่างนั้น, เรื่องทางกายก็เป็นอย่างนั้น. พอหิวขึ้นมาก็ไม่ไหว, กินเข้าไป อิ่มนักก็ไม่ไหว ; ในระหว่างที่ไม่หิว ไม่อิ่มนี้สบาย. เรื่องทางวิญญาณก็เหมือนกัน เมื่อไม่ได้ และไม่เสีย นั้นสบาย. สุนัขมันนอนสบายในขณะที่มันไม่มีเรื่องหิว หรือ เรื่องอิ่ม เรื่องกามารมณ์นี้. นี่เราเสียเปรียบสัตว์, คนเราเสียเปรียบสัตว์เดรัจฉาน ตรงที่ว่าคนเราคิดเก่ง, คิดที่จะได้ คิดที่จะเสีย ; คนคิดเก่ง เพราะฉะนั้นเรื่องเลย มีมาก. ส่วนสัตว์เดรัจฉานมีนิดเดียว เพราะฉะนั้น จึงมีเรื่องน้อย, สัตว์จึงว่างได้ มาก, สบายกว่าเรา. พวก "คน" เรานี้ ยิ่งรู้มากยิ่งยากนาน ยิ่งรู้มากยิ่งเป็นทุกข์มาก. เรื่องนี้ ยืดยาวไว้พูดกันที่อื่น ; เรื่องเรียนมากยิ่งยุ่งมาก ยิ่งเรียนมากยิ่งไม่รู้ธรรมะ ยิ่งรู้มาก ยิ่งยากนาน นี้ไปคิดดูอีกเถอะ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งลึกซึ้งเหมือนกัน. คนโบราณ เขาก็เห็นข้อนี้ เขาจึงพูดว่า "ยิ่งรู้มากยิ่งยากนาน, ยิ่งรู้มากยิ่งทุกข์มาก" คือมักรู้ ไปในทางไม่ตรงกับเรื่อง ; ถ้าตรงกับเรื่องก็กลายเป็นน้อย, รู้น้อยไม่ต้องมีมากเรื่อง รู้เรื่องเดียวก็พอ. รู้มากเรื่องแล้วมีเรื่องมาก และมากออกไปอีก นี้ก็ยิ่งยากนาน. สัตว์เดรัจฉานถึงฤดูสืบพันธุ์สักอาทิตย์หนึ่งเท่านั้นที่มันยุ่ง เพราะมันรู้น้อย. มนุษย์คิดเก่ง ขยายเรื่องกามารมณ์ออกได้ตลอดทั้งปี, แล้วมนุษย์ก็มีปัญหา มีความ ทุกข์เรื่องกามารมณ์ทั้งปี ตลอดทั้งปี ; สัตว์เดรัจฉานมีไม่กี่วัน. นี้รู้มากยากนาน. เพราะคนรู้จักคิดขยายออกไปในทางที่ไม่ใช่เรื่อง ; ผิดเรื่อง, ไม่ใช่ความประสงค์ ของธรรมชาติ ฉะนั้นคนจึงมีอาการตกนรก หรือมีบาปมากกว่าสัตว์เดรัจฉาน. เพราะ คนรู้มากออกไปนี่เอง : รู้ผิด ๆ ในเรื่องได้เรื่องเสีย เรื่องดี เรื่องชั่ว เรื่องบุญ เรื่องบาป เรื่องสุขเรื่องทุกข์เหล่านี้ รู้มากกว่าสัตว์เดรัจฉาน, ก็เลยมีความทุกข์ มากกว่าสัตว์เดรัจฉาน.
น.881 ชนะเรื่องได้-เรื่องเสีย แล้วจะถึงนิพพาน เมื่อไรชนะ "ได้" ชนะ "เสีย" ให้ได้, อย่าให้มีได้ มีเสีย อย่าให้ มีบุญ มีบาป อย่าให้มีสุข มีทุกข์ อย่าให้มีอะไรเป็นคู่ ๆ เท่านั้น ก็จะถึงพระเจ้า อยู่ กับพระเจ้าสบายไปเลย ; หรือ บรรลุนิพพานดับสนิทไม่มีทุกข์ไปเลย, แล้ว แต่จะเรียก. พูดง่าย ๆ ก็ว่าหยุดสบายไปเลย ; ถ้าไม่หยุดก็วิ่ง, วิ่งไปวิ่งมา, วิ่งไปวิ่งมา. เพราะฉะนั้นคนก็วิ่งเก่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน ; แล้วเป็นทุกข์มากกว่า สัตว์เดรัจฉาน. นี้หมายถึงวิญญาณ ดวงวิญญาณของคนวิ่งเก่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน, จึง เป็นทุกข์มากกว่าสัตว์เดรัจฉาน. สัตว์เดรัจฉานไม่ต้องตั้งโรงพยาบาลประสาท, ไม่ ถึงกับต้องตั้งโรงพยาบาลประสาท โรคจิต ; ส่วนคนจำต้องตั้งมากขึ้น ๆ แล้วก็ฆ่า ตัวตายกันมากขึ้น ๆ. ไม่เคยเห็นสุนัขตัวไหนฆ่าตัวตาย ; เพราะฉะนั้นคนอย่าได้ อวดดี สุนัขมันจะหัวเราะ. พอละค่ำแล้ว เดี๋ยวคุณจะไปไม่เห็น ถ้าใครจะไปดูสไลด์ก็ได้ คืนนี้ฝนคงจะ ไม่ตก พอจะฉายได้ หรืออากาศมันเยือกนักไว้คราวอื่นก็ตามใจ มีสไลด์ญี่ปุ่นเขาส่ง มาหลายกล่อง. วัดญี่ปุ่นสวย ๆ น่าจะเอาอย่าง ในการปลูกหญ้า วางก้อนหิน ทำให้ รู้สึกเย็นตาเย็นใจ. ดูอย่างเขาดีกว่า วางไม่เป็น ทำไม่เป็น รู้สึกแห้งแล้ง ; เอา ข้างเย็นไว้ก่อน ดีกว่าร้อน. ถ้าจะจัดอะไรบ้าง ก็จัดให้ไปในทางให้มันมีความหมาย เย็น ๆ ไว้ก่อน. คำบรรยายที่ตรงนี้ ห้ามไม่ให้เอาไปพิมพ์เผยแพร่ ห้ามไม่ให้เอาไปส่งวิทยุ เพราะพูดฟังกันแต่เฉพาะที่นี่. ค่ำแล้ว เดี๋ยวจะลำบาก. ขอปิดประชุม ————————
Buddhadasa