Buddhadasa.org

ธรรมปาฏิโมกข์ เล่ม 1 ครั้งที่ ๙ — เรื่องของคนสูงอายุ และขณิกวาท-อขณิกวาท

ธรรมปาฏิโมกข์ เล่ม 1 — คำบรรยายเรื่อง ตัวกู–ของกู เป็นพิเศษ ทุกวันพระ ณ สวนโมกขพลาราม ไชยา พ.ศ. ๒๕๑๐–๒๕๑๑ · วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๑๐

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.841 ------------------------------------------------------------------------------- ตามที่เราตกลงกันไว้ว่า ทุก ๆ วันพระ เราจะ พูดธรรมะกันที่ตรงนี้ เรียกว่าธรรมปาฏิโมกข์ หรือ ปาฏิโมกข์ธรรมะ และจะพูดย้ำกันในเรื่องเกี่ยวกับ เรื่องตัวกูนั้น วันนี้ตั้งใจจะพูดเรื่อง ขณิกวาท กับ อขณิกวาท ; แต่เผอิญมีผู้มาติดต่อว่าคณะคนสูงอายุ เขาจัดเป็นสมาคมที่กรุงเทพฯ แล้วเขาใคร่จะมาขอ รับการอบรมแนะนำสำหรับคนแก่ เราจึงจะพูดกัน ถึงเรื่องของคนแก่นี้บ้างก่อน เพื่อได้ยินได้ฟังไว้บ้าง ดังจะเล่าให้ฟัง : เรื่องเกี่ยวกับสมาคมคนสูงอายุ เรื่องเกี่ยวกับสมาคมคนสูงอายุ คือผู้สูงอายุ พวกข้าราชการบำนาญด้วยกัน ทั้งนั้น ใครจะเป็นสมาชิกต้องมีอายุ ๕๐ ปีขึ้นไป. นี้ก็หมายความว่าคนแก่ มีนายก ๒๕๓

น.842 มีอุปนายก ขนาดอายุประมาณ ๙๐ ; เขาบอกว่าเจ้าคุณภรตราชสุพิธจะเป็นอุปนายก เจ้าคุณภรตฯ นี้อายุ ๘๔ หรือ ๘๕ แล้ว เป็นพวกข้าราชการบำนาญ. คนอื่น ๆ เป็นทหารโดยมาก เขาตั้งสมาคมที่วัดเบญจมบพิตร. ขณะนี้อยากจะมาขอรับการ อบรมแนะนำสำหรับคนแก่เหล่านี้. คนแก่เหล่านี้มีการศึกษาดีทั้งนั้น, คนแก่เป็น ข้าราชการบำนาญด้วย แล้วก็มีเงินด้วย : อย่างเช่นคนหนึ่งเป็นพลเรือเอกมีชื่อเสียง เราเคยได้ยินชื่อ, เมื่อสงครามก่อนโน้นเป็นผู้มีชื่อเสียง. ผมบอกว่าเอาซิ, ยินดีจะช่วยเท่าที่จะช่วยได้ แต่ต้องทำอย่างที่นี่ คือจะ มาหามุ้งหาเตียง หาอะไรที่นี่ไม่ได้ จะต้องนอนบนผ้าพลาสติก หรือนอนกลางสนาม ได้ยิ่งดี. เพราะเป็นทหารมาแล้วทั้งนั้น. ผู้ที่มาติดต่อเขาก็บอกว่าให้แล้งหน่อยเขา จะมา จะกำหนดนัดทีหลัง ขณะนี้เขามาดูลาดเลา เพื่อน ๆ เขาให้มาดูลาดเลา ว่าจะพอ เป็นไปได้หรือไม่. นี่ฟังดูพอเป็นเค้า ๆ ได้ซักไซ้ไล่เลียงเท่าที่มีเวลาเล็กน้อย เห็นว่ายังไม่ไหว คือไม่รู้ว่าธรรมะอยู่ที่ไหน, คนแก่ขนาดนี้แล้วก็ยังไม่รู้ว่าธรรมะอยู่ที่ไหน ; ยังมี เรื่องทอดกฐิน คุยฟุ้งเฟื่องเรื่องทอดกฐิน ; นี่ขนาดนี้, เรื่องธรรมะของคนแก่คือ ทอดกฐิน. ผมเลยล้อเล่นให้ด้วยเรื่องภาพวัว : ภาพวัวสิบภาพตั้งแต่ต้นจนจับวัวได้ ในชุดวัวภาพสุดท้าย ; บอกเขาว่า "คุณ, สมาคมของคุณนั้นยังไม่รู้ประสีประสา เรื่องนี้เลย" หลังจากว่างแล้ว เกิดใหม่แล้ว ทำประโยชน์ผู้อื่นในทางจิตใจนี้. คุณ .... ยังไม่รู้ประสีประสาอะไรเลย แล้วคุณยัง "จับวัวก็ยังไม่ได้", ไม่ช้าก็จะตายกัน อยู่แล้ว ; ถ้ามาหลังจากจับวัวได้กันแล้วนี้ก็จะดี. อย่างภาพจับวัวนี้ ถึงที่สุด แล้ว, แล้วก็ ทิ้งวัวไว้เสีย, แล้วก็ทิ้งตัวเองเสีย, ในที่สุดก็ว่าง; หลังจาก ว่างแล้ว จึงจะเป็นแสงสว่างแก่ผู้อื่นได้. เขาฟังแล้วก็เห็นด้วยว่าจริง.

น.843 เรื่องนี้ผมก็เลยคิดขึ้นมาว่าเรื่องก็เข้ารูปเหมือนกัน, เราก็แก่แล้ว เป็นสมาชิก คนแก่ เพราะฉะนั้นลองทำประโยชน์คนแก่ดูบ้าง, ให้คนแก่เขาได้รับแสงสว่าง. เราก็มีปัญหาเหมือนกัน ถ้าเรายังเป็นคนที่มีหน้าที่ แล้วก็ภาพสุดท้ายภาพนั้น เราจะ เป็นได้หรือไม่? ก็ยังสงสัยตัวเองว่าจะสมบูรณ์หรือไม่ก็ต้องพยายาม. นับว่าเรื่องชัก จะเข้ารูป คือว่า ผมต่อไปนี้ก็ รู้สึกตัวอยู่ ว่า ไปไหนไม่ไหวแล้ว ก็ต้องอยู่ รองบ่อน อยู่ประจำบ่อน ให้เป็นหน้าที่ที่ว่าคนอื่นก็จะต้องมาหาเอง ที่นี่, โดย เขาเชื่อว่า เราอาจจะพูดจาให้เขาเกิดความรู้ความเข้าใจได้ เขาจึงหวังมาที่นี่ ทีนี้ ผมอยากจะพูดให้พวกเรารู้กันไว้บ้าง ถึงแม้จะยังไม่เกี่ยวกับตัวเอง โดยตรง ; เรารู้กันไว้บ้างว่า เดี๋ยวนี้มีการเคลื่อนไหวที่ดีอย่างนี้, พุทธบริษัทมีการ เคลื่อนไหวที่ดี. เขาตั้งสมาคมคนแก่นี้ขึ้น ก็เพื่อ ให้คนแก่ได้รับประโยชน์ใน บั้นปลายของชีวิต แล้วโดยเฉพาะจากพุทธศาสนา นี้ก็นับว่าเป็นความคิดที่ดี แต่จะได้ตามนั้นหรือไม่ นี่มันยังมีปัญหาใหญ่อยู่. ถ้าเป็นคนแก่ที่เดินทางผิด มีมานะ ทิฏฐิด้วยแล้ว ก็จะเป็นไปไม่ได้ ก็จะได้แต่อวดเรื่องทอดกฐินอยู่อย่างนั้น, บูชากัน แต่เรื่องกินดีอยู่ดีเสียเรื่อยมา. บางทีการตั้งสมาคมคนแก่นี้ เพื่อจะรับประกันได้แน่นอน ว่า ถ้าตายแล้วจะได้ไปสวรรค์ แล้วก็เป็นสุขกัน ; ถ้าอย่างนี้ก็แย่. ถ้าสมาคมคนแก่ มุ่งหมายอย่างนี้ก็แย่มากทีเดียว ก็เป็นสมาคมคนแก่แบบตาสีตาสาสมัยโบราณนี้ เพื่อไป สวรรค์ไปหาความสุขหลายสิบเท่า หลายร้อยเท่า หลายพันเท่า ; พวกที่มีการศึกษาดี เป็นนายพลเอก เป็นอะไรนี้มาก ถ้าเป็นอย่างนั้น มันก็น่าหวัว. ผมได้กำชับให้เอาผ้าพลาสติกมารองนอน, ไม่มีเสื่อให้ แล้วต้องเอาหมอนมา คือขันน้ำอลูมิเนียมใบใหญ่หน่อย คว่ำลงเป็นหมอน กลางวันใช้อาบน้ำ ใช้กินข้าว ใช้อะไรได้ก็ยิ่งดี ถ้าไม่เอาอย่างนี้ก็ไม่เอาและไม่ต้องมา. มุ้งไม่ต้องเอามา ; ถ้า กลัวยุงก็เอาธูปกันยุงมาคนละซองพอแล้ว, คนละห่อคนละกล่องพอแล้ว เพราะมาอยู่ ๒-๓ วัน ๒-๓ คืน

น.844 ผมจะ "ต้ม" เขา, ซึ่งจะเรียกว่าต้มก็ไม่ถูกนักหรอก มันเพียงจะเหมือนต้ม คือจะหลอกให้นอนอย่างพวกธรรมทูตดูอีกที : ลองฝึกอย่างพวกธรรมทูตคราวนั้น ให้ นอนอย่างนั้น ร้องไอ๊ย่า ! วิ่งหนีเปิดกลับกันดูบ้าง, เป็นวิธีที่ควบคุมอย่างแบบทหาร แล้วก็ให้ผมทำด้วย ก็ไม่มีปัญหาอะไร, ถึงผมทำด้วย ก็ไม่มีปัญหาอะไร, แล้วจะ ถ่ายหนังไว้ดูเล่น. ให้พวกนี้มาลองดู ชั้นนายพล ชั้นพระยา ชั้นผู้มีเกียรติสูง : อย่างขั้นพลเอก ก็ต้องมีบำนาญเดือนหนึ่งตั้งหลายพันบาท แล้วเขาเอาไปใช้อะไรกัน ; ขนาดนายพลเอกอย่างนี้ บำนาญเดือนหนึ่งไม่น้อยกว่าหกพันบาท เจ็ดพันบาท ได้เฉย ๆ ไม่ทำอะไร แต่ไม่มีสุขเพราะไม่รู้ธรรมะ. ไม่รู้ธรรมะแล้วขี้เหนียว ท่าทางขี้เหนียว ทั้งนั้นคนแก่แบบนี้ ; มีแต่จะเอาทั้งนั้น ไม่มีสละ. ที่ตั้งสมาคมนี้ก็ตั้งเพื่อจะรับ ประโยชน์อะไร ; ไม่ใช่เพื่อจะสละ, บางทีจะเพื่อรับประโยชน์เสียมากกว่า. ถ้าว่าผมทำได้ดีคงมีประโยชน์ ให้คนแก่ ๆ เหล่านี้เดินทางถูกต้อง, แล้วต่อไป คงจะเป็นปึกแผ่น เพื่อประโยชน์แก่เขาต่อ ๆ ไป, จะได้รู้จักทำให้เป็นรูป เป็นร่าง ทำกันต่อ ๆ ไป. ก่อนนี้ผมเคยนึกอย่างยิ่ง เรื่องเผยแผ่ศาสนา ; เคยมีโครงการ ไว้เฉพาะ คนหนุ่มคนสาว คนเฒ่า พ่อเหย้าแม่เรือน คนเฒ่าคนแก่ชรา จะต้องสอน อะไรเรื่องอะไรอยู่ในโครงการหรือแผนการที่คิดอยู่เฉพาะ. แต่ก็ยังไม่เคยพบคนแก่ ล้วน ๆ อยู่ในสมาคมคนแก่ล้วน ๆ อย่างนี้ ; บางทีก็จะได้พบพวกนี้เป็นพวกแรกก็ ลองดู ; อาจจะดีกว่าคนแก่ ชาวไร่ชาวนา ที่ยังไม่ได้ผ่านอะไร ยังไม่จับวัวได้ถึง ที่สุด. พวกนี้เหมือนกับได้ผ่านชีวิตโลก ๆ ไปได้มากแล้ว ถึงขนาดที่มีเงินเลี้ยงชีพ เป็นพัน ๆ ต่อเดือน แล้วก็ไม่ต้องทำอะไร ; ถ้ายังไม่มีธรรมะขนาดที่หาความสุขทาง จิตใจไม่ได้ ก็นับว่ามีบาปมีกรรม มีเวร หรือมีอะไรในปางก่อนมาก. ควรสนใจเรื่องอาศรม ๔ และภูมิ ๔ กันบ้าง เรื่องที่ผมเคยพูด เกี่ยวกับหลักอาศรม ๔ ประการนี้ จะมีความหมายมากขึ้น ทุกที แต่ บางคนอาจจะไม่รู้เลย ไม่เคยฟังเรื่องอย่างนี้ : เรื่อง พรหมจารี เรื่อง

น.845 คฤหัสถ์ เรื่อง วนปรัสถ์ เรื่อง สันยาสี ; คนแก่บางคนก็อาจไม่เคยฟัง. ชีวิต ขั้นสุดท้ายเราจะต้องเป็นสันยาสี นี้ ไม่เคยรู้เรื่อง ; ไม่รับผิดชอบ, ไม่รับ ผิดชอบตัวเอง เรื่องภูมิ ๔ คงจะเคยได้ยินได้ฟังบ้าง, เรื่องภูมิ ๔ : กามาวจรภูมิ รูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ โลกุตตรภูมิ นี้คงจะได้ยินกันบ้าง. ลองถามพวกสมาคม คนแก่ดู อาจมีสมาชิกที่เคยเรียนอภิธรรมบ้าง คงรู้คำ ๔ คำ ๔ ภูมินี้ดี ; แต่แล้วเขาก็ ไปฝากไว้ชาติโน้น ชาติต่อไป ไม่รู้อีกกี่สิบชาติ ก็ร้อยชาติโน่น จึงจะเป็นเรื่อง รูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ โลกุตตรภูมิในที่สุดของพระอรหันต์. ๔ ภูมินี้เขาคิดว่าต้อง ทำได้ผลต่อตายแล้วเข้าโลงแล้วหลายพันครั้ง จึงจะนึกถึง; หรือไม่นึกถึงเลย ตัดทิ้ง ไปเลย ; เพราะเขาไม่เข้าใจ ๔ ภูมินี้ ว่ามีอยู่ในชีวิตประจำวันนี้ ครบทั้ง ๔ อยู่แล้ว ; ไม่สังเกตดูให้ดี, แล้วเราควรจะปรับปรุงขยับขยายให้ดีขึ้นใน ๔ ภูมินี้. ถ้าสนใจเรื่องอาศรม ๔ ประการนั้นละก็ ทำได้ง่ายขึ้น แล้วค่อยเลื่อน ไปตามลำดับ. เมื่ออายุมากแล้ว เป็นวนปรัสถ์ สงบอยู่ตามโคนกล้วยตามกอไผ่ใน บริเวณบ้านบ้างก็ได้, คิดนึกอย่างนี้ให้มาก ; ถ้าเผื่อพอใจแล้ว มีความแน่ใจ มีความสุขแล้ว ก็เสียสละ ช่วยตักเตือนผู้อื่น เป็นแสงสว่างแก่ผู้อื่นในเรื่องนี้ก็แล้วกัน ; แล้วเราก็อย่าไปนึกถึงในเรื่องจะเอานั่นเอานี้ เป็นตัวเป็นตน นั้นก็คือเป็นโลกุตตรภูมิ อยู่แล้ว, แม้ไม่ถึง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ไม่มีความหมายไปอย่างอื่น. ถ้าไม่มีตัวแล้ว เป็นโลกุตตรภูมิทันที, อย่ามีความรู้สึกว่าตัว ก็เป็นโลกุตตรภูมิทันที. ที่ผมกำลัง พยายามพูดเรื่องภูมิ ๔ ให้เป็นเรื่องทางจิตใจให้มากขึ้น ก็ เพื่อจะให้อยู่ในวิสัยที่จะทำได้. เรื่อง กามาวจรภูมิ นั้น ยกไว้ให้เด็กหนุ่ม ๆ สาว ๆ ; เราเองก็ผ่านมาแล้ว ให้ภูมินี้เหลืออยู่เป็นส่วนน้อย จนไม่เรียกว่าอยู่ใน กามาวจรภูมิแล้ว ; เลื่อนขึ้นไปก็ต้องการความสงบ เป็นพวกรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ นี้. ถ้าไปเล่นของเล่นมีวัตถุต่างๆ หาความสุข อย่างนี้ก็สงเคราะห์เข้าในพวก

น.846 รูปาวจรภูมิ, ถ้าไปนึกถึงเรื่องบุญ เรื่องกุศล เรื่องเกียรติยศ เรื่องไม่มีตัว เป็น นามธรรม นี้ก็เป็น อรูปาวจรภูมิ ไปแล้ว. ทีนี้เลื่อนอีกที อย่ามองไปในทางมีตัว, ตัวเราอย่ามี, เป็นอยู่อย่างที่เหนือโลกก็เป็น โลกุตตรภูมิ ได้ ; หากแต่มีนามรูปที่ เคลื่อนไหวไปตามสติปัญญาที่ควรจะทำ แล้วสติปัญญาที่ถูกต้องก็พาไปหาประโยชน์เอง ก็จะเป็นเรื่องช่วยเหลือผู้นั้นผู้นี้ไปเอง, ตัวเองไม่ต้องมี, ก็ขึ้นถึงขั้นโลกุตตรภูมิได้ ในชาตินี้ ในชีวิตประจำวันนี้. ควรใช้หลักภูมิ ๔ ปรับเข้ากับการดำเนินชีวิตประจำวัน พิจารณาเรื่องภูมิ ๔ ให้มีประโยชน์มากอย่างไม่น่าเชื่อยิ่งขึ้นอีกก็ได้ : ในวัน หนึ่งนี้ คนเราที่มีการศึกษาดีอายุมากพอสมควร ก็อาจเปลี่ยนจิตใจได้ครบทั้ง ๔ ภูมิเลย เช่นบางเวลาก็นึกถึงกามารมณ์นิดหน่อย ; นอกนั้นก็อยากจะพักผ่อนอยู่นิ่ง ๆ, บาง เวลาก็ไม่มีความเห็นแก่ตัวเลย สลับกันอยู่อย่างนี้. แม้ว่าเป็นที่ไม่แน่นอน ไม่เด็ดขาด แต่มันก็เป็นที่แน่นอนมากขึ้น มากขึ้นได้ ; ขอให้มองดูให้เห็นโทษของความมี ตัวนี้ให้มากๆ ให้เห็นคุณของความไม่มีตัวให้มาก ๆ แล้วเห็นโทษของ ความมีตัวให้มาก ๆ ให้พร้อมอยู่เสมอเถิด. ดูโทษของความรู้สึกว่ามีตัวนี้ให้ระวังอยู่เสมอ, แล้วดูคุณประโยชน์ อานิสงส์ของการที่ไม่มีความรู้สึกว่ามีตัวนี้ อยู่เสมอทั่วไป ; นั่นแหละจะเป็น การสลัด "ตัว" ออก ทำให้มีชีวิตแบบโลกุตตรภูมินิด ๆ หน่อย ๆ เรื่อย ๆ ไปทุกวัน ประจำวัน, แล้วมากขึ้น มากขึ้น กามาวจรภูมิก็ต้องถอยหลังไปเอง, ถอยหลังหัน หลีกผ่านไปเอง. ภูมิทั้ง ๔ นี้จะอยู่ในกำมือ เราแตะต้องได้เกี่ยวข้องได้ใน ปัจจุบันชาตินี้. การใช้คำว่า "ชาติ" นี้ เรา อย่าเอาเข้าโลงเป็นเกณฑ์ นับว่าชาติหนึ่ง อย่างนี้ดีกว่า; ที่เรียกว่าชาติเข้าโลงนี้อย่าไปสนใจ, เอาแต่เพียงว่า เปลี่ยน ความคิด เรื่องตัวตนทีหนึ่ง ก็คือชาติหนึ่งแล้ว. ผมไปพูดที่กรุงเทพฯ คราวนี้

น.847 ที่วัดมหาธาตุ ฯ ทั้งที่มีผู้รู้ชั้นครูบาอาจารย์ฟังอยู่ด้วย ผมว่าอุปปาติกะนี้ มันเรื่อง หลายความหมาย, อย่างน้อยมากกว่าหนึ่งความหมาย แล้ว ความหมายที่จำเป็น ด่วนจี๋ที่สุด คือ ต้องระวังจิตที่คิดนึกเป็นนั่นเป็นนี่ : คิดอย่างโจรก็เกิดเป็นโจร คิดอย่างบัณฑิตก็เกิดเป็นบัณฑิต, คิดอย่างภิกษุก็เกิดเป็นภิกษุ, คิดอย่างหลงใหล ในกามเกิดเป็นเทวดากามาวจร ; เรื่องอย่างนี้สำคัญกว่า เพราะว่าเราจัดการเรื่องนี้ได้ ควบคุมเรื่องนี้ได้ ; ถ้าเรื่องใดดีหมด ความหมายอย่างนั้นก็ดีหมด. แล้วระวังให้ดี ; ที่ว่า "คน ๆ นี้ ตายแล้วไปเกิดอีกหรือไม่" ระวัง ให้ดี, จะเข้าไปในเขตของสัสสตทิฏฐิมิจฉาทิฏฐิ. ระวังให้ดีทายกทายิกา ทั้งหลาย ที่เชื่อว่าเมื่อตัวกูทำบุญไว้ แล้วตัวกูนี้จะไปเกิด ไปเอา, นี้ระวังให้ดี จะ เป็นมิจฉาทิฏฐิประเภทสัสสตทิฏฐิ. เรื่องนี้ผมเข้าใจว่าคนคงไม่เรียนกันมาก. เมื่อผมไปพูดที่วัดมหาธาตุ คนนั่งฟังเต็มไปหมดหลายพันคน มองไม่เห็น พื้นดิน, ทั่วทั้งบริเวณหมดนั้น เป็นที่มองกันไม่เห็นเลย ตึกบังอะไรบังหมด เต็ม ไปหมด เขาติดไมโครโฟนทั่วไป. ผมก็รู้ว่า พวกอภิธรรมก็มี, พวกที่เชื่ออย่าง หัวโบราณก็มาก, ก็เลยว่ากันโผงผางไปเลย สองชั่วโมงสิบห้านาที ยังมีคนไม่อยาก ให้จบ. ผมไม่ไหวแล้ว เดี๋ยวคนเขาจะว่าบ้า แต่ก็ยังถามกันว่าเวลาเท่าไร ยังมีเวลา ยังพูดได้ พวกนั้นบอกว่ายังพูดได้ ; แต่ผมบอกว่าเวลาเกินมามากแล้ว ก็ขออีก, ขออีก ; เป็นเทศน์ที่ยาวมาก ๒ ชั่วโมงกับ ๑๕ นาที. ได้พูดคุ้ยเขี่ย เรื่องความเกิด ว่า ระวังให้ดี มันอยู่ที่จิต จิตเปลี่ยนอย่างไร ก็คือเกิดอย่างนั้นแหละ. เรื่องนรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกายนี้ ผมไปพูดให้ พวกกรุงเทพฯ ฟังอย่างชัดเจนและเฉียบขาดที่สุด ; ยกตัวอย่างในบาลี ก็มี ที่ว่า เมื่อคิดอย่างไรจะเกิดเป็นสัตว์นรก, คิดอย่างไรเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน, คิดอย่างไร เกิดเป็นเปรตอสุรกาย, อยู่ในชีวิตประจำวัน. พวกกรุงเทพฯ นั้นก็คงจะเอาไป คิดกันมาก.

น.848 ความต่างกันในเรื่องขณิกวาท กับ อขณิกวาท ต่อไปนี้จะคิดกันในแง่จิตทางวิญญาณนี้ให้มากกว่าทางร่างกาย พุทธ- ศาสนาเป็นขณิกวาท เอาขณะหนึ่งของจิต, ขณะหนึ่ง ๆ ของจิตนี่เป็นหลัก. ถ้า ศาสนาไหนไม่เอาขณะหนึ่งของจิตเป็นหลัก ศาสนานั้นก็อยู่ในพวกอขณิก- วาท คือเป็นตัวตนที่ถาวรไปเลย เป็นตัวกู ตัวตน อาตมันถาวร, จิตนี้เป็นตัวตน เดียว, นี้สำหรับพวกที่สอนให้มีอาตมันอย่างนั้น. ถ้ามีความเป็นอยู่ชั่วขณะจิตหนึ่ง ๆ, ความคิดของจิตขณะจิตหนึ่งเท่านั้น, เรื่องต่าง ๆ นี้เป็นจิตคราวหนึ่ง เกิดคราวหนึ่งนี้ ; พุทธศาสนาอยู่ในพวกนี้. แล้วขอให้สนใจคำว่า "นรก สวรรค์" อะไรต่างๆ เหล่านี้, ภูมิเหล่านี้ ; ให้ทราบไว้ว่าเป็นเรื่องของขณะจิต คราวหนึ่ง ๆ : คิดนึกอย่างไร, มีรูปร่าง อย่างไร, ก็คือเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น; นี่เป็นพุทธศาสนา. ก็น่าหวัว ที่ว่า พวกนักอภิธรรมตัวยง เขาไม่คิดอย่างนี้ ทั้งที่เขาสอนเรื่องนี้ เขาสอนเรื่องจิตเรื่องสมาธิ ทั้งที่เป็นใหญ่เป็นโต ; แต่แล้วก็ ไม่ถูกหลักของขณิกวาท เพราะมีตัวตน : ตัวคน ๆ นี้ แล้วไปเกิดอีก, ไปเอาบุญกุศลที่ทำมาเองเป็นคนเดียวกันนี้ ; สอน อย่างนี้ก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ. พวกอภิธรรมศาลาวัดที่กรุงเทพฯ นี้ เป็นมิจฉาทิฏฐิข้อนี้กันมากเหลือเกิน ยิ่งมีตัวตนอยู่เรื่อยไป. คำว่า "ชาติ" ของเขา ก็คือชาติเข้าโลงอยู่เสมอ ชาติอย่างที่ เราพูดนี้ เขาไม่ยอมรับกันหรอก. นี่ก็เป็นเหตุให้ดูประหนึ่ง เราประกาศสงครามกัน อยู่เรื่อยไป ไม่คืนดีกันได้, ในระหว่างนี้ไม่คืนดีกันได้ ; ความคิดมันแยกกันเป็น คนละประเภทอยู่เสมอ เพราะเราเป็นขณิกวาทแท้. เรื่องอธิบาย ปฏิจจสมุปบาท เราว่าวันหนึ่งมีได้หลายรอบ นี้เป็นเรื่อง ขณิกวาทแท้, มีความสำเร็จอยู่ชั่วจิตที่เกิดขณะ ๆ คราวหนึ่ง กลุ่มหนึ่ง

น.849 เรื่องหนึ่งเท่านั้น ; เพราะฉะนั้น วันหนึ่งเกิดปฏิจจสมุปบาทได้หลายวง. ส่วน ของเขาวงเดียวทั้งสามชาติพร้อมกันทั้งสามชาติ อดีต อนาคต ปัจจุบัน เป็น ๓ ชาติ. แล้วเขาก็เข้าใจคำว่า "ชาติ" ผิด, เข้าใจคำว่า อดีต อนาคต ปัจจุบัน ผิด. ที่ถูกนั้น เหมือนกับว่า เมื่อชั่วโมงนี้มีเรื่องปฏิจจสมุปบาทวงหนึ่ง นี่ก็เรียกว่า ชาติหนึ่ง, ชั่วโมงหลังนั้นก็เกิดปฏิจจสมุปบาทวงใหม่ ; ก็หมายความว่าการเกิดของ มันคาบเกี่ยวมาถึงชั่วโมงที่แล้วมา. เพราะฉะนั้น ถ้าใครอธิบาย ปฏิจจสมุปบาท ใน ๑๒ อาการนั้นได้ ในเหตุการณ์ที่เกิดในใจครั้งหนึ่ง ก็นับว่า อธิบายเรื่องปฏิจจสมุปบาท แบบขณิกวาท เหมือนที่ผมกำลังอธิบายอยู่นี้, แล้วผมก็เข้าใจว่าอย่างนั้นจริงๆ ด้วย. หนังสือที่เขาแจกเมื่อครั้งดาไลลามะมาคราวนี้ อธิบายปฏิจจสมุปบาท โดย เฉพาะภาพปฏิจจสมุปบาทนั้น อธิบายบางเรื่องยังถือตามหลักไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่คำอธิบาย เริ่มหันเห มาในทางที่จะอธิบายปฏิจจสมุปบาทในชีวิตประจำวันวงหนึ่งนี้ ; แต่เขา ก็ยังไม่รู้ว่า จะอธิบายอย่างไรให้เห็นว่าจำเป็นที่ต้องรู้ ว่า ในปฏิจจสมุปบาทวงหนึ่ง คือเหตุการณ์ที่เกิดทางจิตคราวหนึ่ง แม้คำอธิบายกำลังหันเห มาทางนี้ แต่ก็ยัง ไม่วายที่ไปอธิบายศัพท์ ๓ ตัว คือ โลภะ โทสะ โมหะ นั้นไม่ถูกต้อง : ไปอธิบายว่า โลภะ โทสะ โมหะ เนื่องกันเป็นวงกลม, ติดต่อสืบเนื่องกันอย่างนี้ ซึ่งความจริงมัน เป็นไปไม่ได้. ลักษณะของโลภะ โทสะ โมหะ มันไม่ส่งต่อกันเป็นวงอย่างนี้ โลภะ ก็โลภะ โทสะก็โทสะ โมหะก็โมหะ ล้วนแต่มาจากอวิชชาทั้งนั้น ไม่ใช่เป็น อย่างกัดหางต่อกันอย่างนั้นได้. ที่จริง สัญญลักษณ์ในภาพนั้น* เป็นเรื่อง กิเลส กรรม วิบาก ; ไม่มีอะไรอื่น. นี่ถ้าใครสนใจ ก็ขอให้ พยายามอธิบายคำ ธรรมะทุกคำในลักษณะขณิกวาท คือว่ามิได้มีตัวตนที่เที่ยงถาวร แล้วไปเป็น ชาติอื่น ชาติโน้น ชาตินี้ เข้าโลงไปอีก. ————————— *ภาพที่อ้างถึงนี้ เป็นภาพเขียนแบบธิเบตนำมาเขียนไว้ที่ผนังตึกโรงมหรสพทางวิญญาณ สวนโมกข์ เป็นภาพงู-ไก่-หมู

น.850 เรื่องรูปาวจร อรูปาวจร ที่เขาว่าไปเกิดเป็นพรหมนี้ ; อธิบายในลักษณะ ขณิกวาทได้ว่า : บางขณะที่จิตมันมีความรู้ มีความรู้สึกในทางที่ไม่เกี่ยวกับ กามารมณ์ แต่ก็ยังมีตัวตน ไปชอบของดี ของบริสุทธิ์ เรื่องรูป เรื่องอรูป นี่มันก็ยังเป็นเรื่องใฝ่ฝัน มันก็เป็นพรหม, ก็มีลักษณะเป็นพรหมได้. สมมติว่าข้าราชการบำนาญคนแก่คนหนึ่ง หลาย ๆ ชั่วโมง ไปขลุกอยู่กับต้นบอน ต้นโกศลอย่างนี้, หลายๆ เดือน หลาย ๆ วัน ครั้งหนึ่ง ก็ไปบ้านผู้หญิง ไปไนท์คลับ สักครั้งหนึ่งนี้ ; ก็คิดดูเถอะ จิตใจมันต่างกันอย่างนี้ ในขณะที่มันขลุกอยู่กับต้นบอน โกศล ก็มีลักษณะเป็นอยู่อย่างไม่เกี่ยวกับกามารมณ์ เป็นวัตถุล้วน ๆ แต่ก็ยังมีตัวตน. ที่สมมติว่าอาจจะตกอยู่ในกามารมณ์บ้างบางครั้งบางขณะ นี้ก็ตามใจเขา ; มันก็มีบ้าง แต่เหลือน้อยเต็มทีแล้ว. ครั้นพอเขาว่างจากตัวตนเสียได้ อย่างเช่นภาพจับวัวภาพที่ ๘ ที่ ๙ อย่างนั้นก็ใช้ได้ ; ข้ามขึ้นจากโลกได้พัก ๆ หนึ่ง เรียกว่าชาติหนึ่ง, ชาติหนึ่ง. ทีนี้ถ้าว่าจะไม่เวียนว่ายอย่างนี้อีก ก็เลื่อนขึ้นสู่โลกุตตระเสริมขึ้นไป-เสริมขึ้นไป-เสริม ขึ้นไป, จนเด็ดขาดตายตัวไปเลย ไม่ย้อนกลับมาหากามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร อะไรอีกก็ได้. นี่การที่ผมพูดอย่างนี้ พวกอภิธรรมก็ว่าผมนี้บ้า พูดผิด ๆ หรือว่าโกหกที่สุด หลอกลวงที่สุด ว่าเอาเองที่สุดเลย ; มันก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ ที่จะ "ต้องประกาศ สงคราม กันอยู่เรื่อย ๆ". แต่ผมเชื่อว่า ที่ไปพูดคราวนั้นจะต้องมีคนลืมไม่ลง โกรธ ไม่ลง, หรือว่ามีความเป็นปฏิปักษ์ในใจอย่างที่เรียกว่าลืมไม่ลงไปหลายคน. เขาคง จะเอาไปคิด และคนที่เริ่มจะเห็นด้วยนั้นก็มีมากขึ้นอย่างผิดหูผิดตา ; รู้ได้จากคนที่ ไหว้ก้มหัวถึงดิน มีมากขึ้น ; เพราะได้ฟังคำพูดอย่างนี้. คนที่ตาถลนหน้าบึ้งตึง เขาก็ไม่รับ ทำหน้ายักษ์เข้าใส่นี้ก็มี ; คนจำนวนนี้มีสัก ๒-๓ คน. ส่วนที่พอใจ ในคำพูดหรือความรู้ที่รับไว้ได้นี้มีมากขึ้น ๆ. เราก็ไม่ได้ต้องการจะเป็นศาสดา,

น.851 ไม่ต้องการจะดีกว่าใครหรือชนะใคร, หรือว่าตีใครให้แตกให้พ่ายแพ้ไป, เราต้องการแต่เพียงพูดตามความจริงเท่านั้น. พึงศึกษาให้เข้าใจว่า ถ้ามีตัวตนถาวรจะเป็นมิจฉาทิฏฐิ ทั้งนี้ขอให้ผู้อยู่กันที่สวนโมกข์, หรือองค์ไหนยังอยู่ที่สวนโมกข์ไปนาน ๆ หลาย ๆ เวลาต้องศึกษาเรื่องดังกล่าวมานี้ไว้บ้าง ; เพราะว่าคงจะมีคนมากขึ้น มาถาม และคุยถึงเรื่องเหล่านี้ จะต้องพูดให้ถูก ๆ, ให้สมกับที่อยู่ประจำที่นี่ ; คือ เรื่อง ขณิกวาท อขณิกวาท, จำไว้ให้ดี. ถ้า ทุกอย่างสำเร็จแต่เพียงจิตดวงเดียว ขณะเดียวละก็เรียกขณิกวาท, ถ้ามีตัวตนที่ถาวร เป็นตัวอาตมันตัวเดียวกันเรื่อย จนตายจนเข้าโลง ไปเกิดใหม่อีกกี่สิบชาติ ก็ตัวเดียวนั้นเรื่อยไป ; นี่เป็นอขณิก- วาท, และนี่ต้องเป็นมิจฉาทิฏฐิ สัสสตทิฏฐิเรื่อยไป. ให้พิจารณาดูที่เขาเทศน์กันทำนองนี้ : ทำบุญแล้วก็รอไปได้วิมาน ได้สวรรค์ ต่อเมื่อตายแล้ว, เป็นตัวตนอย่างนี้เรื่อย, เป็นอขณิกวาทอยู่เรื่อย. ไม่ใคร่สอน ในเรื่องว่า เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อยู่ทุกขณะแล้ว ; ไม่มี. เพราะว่าถ้า สอนอย่างนั้นแล้วเขาไม่ทำบุญก็ได้, พวกชาวไร่ชาวนา ชาวบ้านนี้ไม่ทำบุญก็ได้, คิดไปทางอื่นเป็นมิจฉาทิฏฐิไปทางอื่นก็ได้. ผู้ทำบุญจะคิดว่า มันไม่ไหวหรอก ไม่มี ทางจะได้อะไรแก่เราเลย เป็นธรรมชาติไปหมดอย่างนี้ ก็ไม่ทำบุญเสียก็ได้. นี่ผมก็ยังคิดว่า บอกเขาดีกว่า, ดีกว่าอำพราง, แต่เราพูดให้เป็น เราพูด ให้ดีก็แล้วกัน. ที่ว่าทำอะไรเป็น-ขณะ-ขณะ-ชั่วขณะ-ชั่วขณะ-ชั่วขณะนี้ ก็ให้ทำ อยู่อย่างนี้ ทำไปเรื่อย ทำดีนี้ ก็มีความสุขไปทุกขณะ, แล้วขณะหลังก็ยัง ไม่เหมือนขณะก่อนเสมอไป. เรา อยากจะได้สวรรค์ เราก็ทำความดีในขณะหนึ่ง แล้วเราก็ได้ความสบายใจในขณะหลัง : มีความสบายใจ อิ่มอกอิ่มใจนับถือ

น.852 ตัวเอง ไหว้ตัวเอง พอใจตัวเอง นี้ก็เป็นสวรรค์ในขณะหลัง ; แล้วก็ทำ อย่างนั้นอีก ก็จะได้สวรรค์ในขณะหลังอีก ทั้งวัน ๆ สวรรค์จะมีไม่รู้กี่สิบครั้งก็ได้. แต่ ต้องไม่ลืมว่า ไม่ว่าต้นขณะ ปลายขณะ กลางขณะ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาทั้งนั้น. นี้พูดความจริงเกินไป เขาว่าผมทำผิดในข้อนี้ ; แต่ผมก็รู้สึกว่า ไม่ผิด. เรื่องโลกุตตรธรรม จำเป็นแก่มนุษย์ทุกระดับ ที่นี้ ก็มีข้อตำหนิว่า บอกประชาชนเร็วเกินไป, รีบเกินไป, เอาธรรมะ ที่สูงเกินไป ไปสอนประชาชน. ส่วนฝ่ายเรานั้นรู้สึกว่าไม่มีธรรมะอย่างอื่นที่จะไป สอน, ถ้าสอนธรรมะ ที่ ต่ำ ๆ ก็ไม่ถึงตัวแท้ของพุทธศาสนา, และเราต้องการ จะสอนพุทธศาสนา. ถ้าเราทำให้เขาได้รับโทษเพราะเหตุนี้ เราก็ยอม, ยอมว่าเรา ทำผิดทำบาป. แต่เราคิดว่า เราได้ทำดีที่สุด และถูกที่สุด, เราได้พยายามอย่างยิ่ง ระมัดระวังที่สุดแล้ว, แล้วก็การที่ไปพูด เรื่องโลกุตตรธรรมนี้ จำเป็นแก่มนุษย์ ทุกผู้ทุกนามทุกกาลทุกเวลา : ในครัวในห้องน้ำ ในอะไรก็ตามแต่, โลกุตตร- ธรรมที่จะให้ไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าตัวตนนี้เห็นว่าจำเป็นอยู่เสมอ, ไม่เช่นนั้นจะเป็นสุนัข- จิ้งจอกหางด้วน. การสอนทางโลกิยธรรม ที่ฟุ้ง ๆ ฟุ้งไปหาประโยชน์ตามที่ตัวต้องการ ตามกิเลสตัณหานี้ ไม่มีหลักในทางอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, ไม่เป็นคำสอนที่จะเป็นไป ในทางดี. เราจึงทำเหมือนนายท้ายเรือที่คอยถือท้ายให้ตรง, คอยป้องกัน หรือว่า คอยเบรค คอยอะไรอยู่. ถ้าใครพูดว่าโลกุตตรธรรมนี้ เป็นอันตรายเป็นอุปสรรค แก่การครองบ้าน ครองเรือน และการพัฒนาแล้วละก็ ผมว่าเป็นสุนัขจิ้งจอกหางด้วน ที่มาหลอกคนอื่น ให้ตัดหางตาม ; เพราะฉะนั้น อย่าไปเชื่อเลย, มันเช่นเดียวกับที่ว่า อย่าไปเชื่อ คนที่มาบอกว่า รถของคุณเอาเบรคออกเสียเถอะ, ไม่ต้องใช้เบรค, ใช้รถนี้ไปด้วย กำลังเครื่อง ดันไปข้างหน้าเรื่อยเถอะ ; คุณอย่าไปเชื่อ ถ้าใครบอกอย่างนี้. คุณก็รู้ดี

น.853 อยู่แล้วว่าเชื่อไม่ได้ ที่เขามาหลอกให้เราเอาเบรคของรถออกเสีย แล้วก็ใช้รถโดยไม่มี เบรค ; อย่างนี้จะเชื่ออย่างไรได้. เรื่องนี้ก็เหมือนกัน ถ้าหากใครพูดว่า โลกุตตรธรรมไม่จำเป็นแก่ชีวิต - ชาวบ้านละก็ อย่าเชื่อเลย ; เขามาหลอกให้ตัดหาง. แล้วเรื่องนี้คงจะระบาดกัน ใหญ่ ; ผมพูดอย่างนี้ ผมแกล้งพูดให้ระบาดให้อื้อฉาว. การคิดเห็นนั้นก็ตามแต่ ใจใคร ; ที่เคยพูดขัดคัดค้านผมอยู่เรื่อยๆ ก็ค้านไปเถิด. แต่คงมีผู้เอาไปพูดกันใหญ่ ระบืออื้อฉาวทั่ว ๆ กรุงเทพฯ ก็ได้ ; แล้วเขาก็คงเตรียมพร้อม สำหรับจะต่อสู้ใน ระหว่างคำว่า "ขณิกวาท" กับ "อขณิกวาท". คำสอนในพุทธศาสนา ต้องเป็นขณิกวาท พุทธศาสนาต้องเป็นขณิกวาท จะเป็นตัวตนสำหรับเป็นตัวกูอะไรเรื่อยไป อย่างนั้นไม่ได้; แล้วจะพัฒนาหรือบ้าสร้าง บ้าอะไรแต่เรื่องโลกิยะนั้นไม่ได้. โ ลกิยะนี้ต้องมีโลกุตตระเป็นหางเสือด้วย. พระพุทธเจ้าไม่เคยใช้คำคู่ ๆ กัน แล้วมาเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน : อย่างที่โลกิยะปฏิปักษ์ต่อโลกุตตระ, โลกุตตระ ปฏิปักษ์ต่อโลกิยะ ; อย่างนี้ไม่มีในคำสอนของพระพุทธเจ้า ; แล้วพระพุทธเจ้าก็ ไม่ได้เคยใช้คำสองคำนี้เป็นคู่ ๆ อย่างนี้, เราเพิ่งเอามาใช้กันทีหลัง, เพิ่งมาพูดคำ สองคำนี้ให้มีความหมายขัดแย้งกัน และรุนแรงขึ้นทีหลัง. ขอทำให้ไปดูในพระไตรปิฎก ไม่มีข้อความที่ พระพุทธเจ้าตรัสเรื่อง โลกิยะ โลกุตตระ ในฐานะเป็นของคู่กันและขัดแย้งกัน ; แต่กลับ ตรัสว่า ตถาคตภาสิตา โลกุตฺตรา คมฺภีรา คมฺภีรตฺถา ในเรื่องสุญญตาที่อธิบายแล้ว. คำ เหล่านั้นที่ไม่ใช่ "ตถาคตภาสิตา" นี้หมายความว่าพระพุทธเจ้าปฏิเสธคำว่าโลกิยะ คำสอนอย่างโลกิยะไม่ใช่ของพระองค์เลย. ต้องเป็นโลกุตตราเสมอ. ฆราวาสไปขอ

น.854 ธรรมะที่เป็นประโยชน์เกื้อกูล ก็บอกเรื่องสุญญตา เรื่องโลกุตตราเหมือนกัน ส่วนเขา ไม่เอาก็ตามใจ ; แม้จะไม่มีใครเอา พระพุทธเจ้าก็ไม่เลิก, ไม่เลิก, ไม่เลิกหลัก อันนี้, ไม่ถอนหลักอันนี้, ยังคงถือหลักอันนี้อยู่เรื่อย. ผมได้ยืนยันอย่างนี้ในคราวปาฐกถาครั้งนั้นที่วัดมหาธาตุ ก็น่าพอใจ สังเกต เห็นว่าเงียบกริบกัน. พวกอภิธรรมบางคนที่พึงอยู่ก็เงียบกริบเลย ; ไม่น่าเชื่อ แต่ก็อาจจะยังมีที่ไกลหูไกลตาไป ฟังไปแล้วเขาคงจะซุบซิบกัน ค้าน หรือด่าอยู่บ้าง ก็ได้. ธรรมดาย่อมต้องมีคนค้านหนึ่งคน สองคน สามคน คือพวกที่เข้าใจตรงกัน ข้าม เข้าใจผิด แล้วไม่ยอมฟัง ไม่เปิดหูเปิดตาฟังไว้บ้างเลย ก็คงมี. แต่รู้สึกว่า วันนั้นเงียบพิลึก ฟังกันอย่างตั้งใจพึง อาจจะเชื่อก็มี จะจับผิดจับถูกก็คงมี เพราะ ทุก ๆ คำเป็นเรื่องสะกิดใจอะไรเขาอยู่. ฉะนั้นคอยฟังปฏิกิริยาที่จะเกิดขึ้นตามมาต่อไป ทางหนังสือพิมพ์รายวัน หรือว่าทางพิมพ์หนังสือเล่มเล็ก ๆ ออกมา; หรือนิ่งอยู่ คอยฟังต่อไปอีก เพื่อจะจับผิดตรงที่มีอะไรผิดบ้าง. การพูดครั้งนั้นเวลาไม่พอที่ผม จะพูดให้ครบทุกเรื่อง รีบพูดแต่สิ่งที่เข้าใจผิดกันอยู่ ๙ ข้อเท่านั้น, เลยไม่ได้พูดคำ เหล่านั้น ; ได้พูดไปในรูปเห็นแก่นักศึกษานิสิตมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย ให้ชื่อว่า "อุปสรรคของการเผยแผ่พุทธศาสนาของเรามีอยู่อย่างนี้" คือ ข้อที่เข้าใจผิด ข้อที่ ไม่ยอมเลื่อนชั้นให้ถูกวิธี. รวมความแล้ว ให้รู้ข้อเท็จจริงที่ว่า อะไรก็ตามจะสำเร็จอยู่ที่จิต เป็น ไปตามขณะจิต ; เป็นหลักอยู่อย่างนี้ ถึงแม้ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค หนังสือชั้นหลัง อย่างวิสุทธิมรรคก็พูดอย่างนี้ : ชีวิต อตฺตภาโว จ สุขทุกฺขา จ เกวลา เอกจิตฺตสมา ยุตฺตา ลหฺโส วตฺตเต ขโณ.

น.855 พวกนักธรรมเอกแล้วต้องผ่าน. บางทีหนังสือธรรมวิจารณ์เขายกเอาข้อนี้ มาไว้ : ชีวิตก็ดี อัตตภาพก็ดี สุขทุกข์ก็ดี, เอกจิตฺตสมายุตฺตา -สำเร็จอยู่ที่จิต ดวงเดียวขณะเดียว, ลหุโส วตฺตเต ขโณ -แต่ "ขณะ" นั้นก็เปลี่ยนแปลง ไปเร็วมาก, นี่คือหลัก; ไม่มีตัวตนอยู่ตรงไหนได้. เรื่องสุญญวาท ขณิกวาท และวิภัชชวาทนี้ จึงจะเป็นพุทธศาสนาที่ ถูกต้อง : สุญญวาทก็ต้องเป็นเรื่องว่างจากตัวตน, ขณิกวาทก็เป็นเรื่องที่ประกอบ ด้วย ขณะ-ขณะ-ขณะ เท่านั้นเอง, วิภัชขวาท ก็คือมันแบ่งแยกออกเป็น ส่วนย่อยได้จนไม่มีตัวตน; นี่ ๓ ประการนี้เป็นหลักสำคัญ. สุญญวาท -หลักที่ ว่าว่าง, ขณิกวาท -ที่ว่าเป็นของชั่วขณะเท่านั้น, วิภัชชวาท -พูดว่ามันแบ่ง แยกออกเป็นส่วน ๆ ไม่มีตัวตน. ถ้าสอนกลับกันตรงกันข้ามเป็นอสุญญวาท ก็มีตัวตน, เป็นอขณิกวาทก็เป็น ตัวตน, อวิภัชชวาทก็เป็นตัวตน ; สอนอย่างนี้นับว่าบ้าอยู่. ที่เราเทศน์กันอยู่ บนธรรมาสน์ ให้ทายกทายิกาทำบุญนั้นสอนกันไปในรูปมีตัวตนทั้งนั้น ยัง ถูกฝังรากแน่นหนา รื้อยาก ถอนยาก สะสางยาก. เรื่องอย่างนี้เราก็คิดว่าจะ ไม่พูดแล้วกับคนทั้งหลาย จะเลือกพูดแต่กับคนบางคน ; ที่ว่ายากก็เพราะสมัยนี้พูด อะไรนิดก็ไปพิมพ์ทั่วโลกทั่วประเทศ ; ถ้าพูดไม่ได้จะทำอย่างไร จะไม่ให้เราพูด หรือ ? แล้วจะเป็นความผิดของใคร ? บางคราวพูดกับคนเพียง ๒-๓ คนแล้วเขา ไปพิมพ์กันทั่วโลกก็มี. คราวหนึ่งเขียนจดหมายฉบับหนึ่ง เรื่องความตายไม่มี ผมเขียนจดหมายอย่างนั้น แล้ว ก็ฉบับเดียว ครั้งเดียวเท่านั้น ส่งไปยังคุณสัญญาคนเดียวเท่านั้น ไม่ได้ส่งถึงใคร ปรากฏว่าเรื่องนั้นไปแพร่หลายที่กรุงเทพฯ. คุณสัญญาไปพิมพ์แจกเพื่อนฝูง เพื่อนฝูง ไปพิมพ์แจกเพื่อนฝูง ; คำพูดที่ควรจะฟังแต่เพียงบางคนคนเดียว ก็เลยกลายเป็น

น.856 แพร่หลายไป. ที่คุณวิโรจน์ทำไปนั้นก็ไม่ถูก ควรต้องปรับคุณวิโรจน์ ที่เอาเรื่อง ที่เราพูดไปส่งวิทยุหรืออะไรเข้า. เรื่องนำคำพูดไปส่งวิทยุตามชอบใจนั้นไม่ได้ผล เพราะเราพูดเพื่อคนบางคน บางหมู่ บางคราว ที่มารวม ๆ กัน เหมือนที่วัดนี้ก็เหมือนกัน, แล้วเอาไปส่งวิทยุ ได้ยินกันทั่วประเทศ ; อย่างนี้จะลงโทษใครก็ยากอยู่เหมือนกัน, จะลงโทษผมว่าไม่ ห้ามปรามก็ได้เหมือนกัน. ผมก็ยอมรับผิดในเรื่องอย่างนี้ เพราะผมจะห้ามปรามเขา อย่างไรได้. การเผยแพร่ธรรมะที่ยังไม่ถูกกาละเทศะอาจมีอันตรายก็ได้ ขอให้รู้กันไว้ด้วย ว่าการเผยแพร่ดังกล่าวมานั้นอาจมีเรื่อง เกิดเรื่องอะไรกัน ก็ได้, ทำให้เกิดคดีก็ได้ ; ขอให้ต่างคนต่างรีบศึกษารวบรวมเอาความรู้นี้ไว้ให้ถูกต้อง ให้เพียงพอเสีย ; ผมอาจจะถูกฆ่าตายก็ได้, หรือเป็นอย่างอื่นก็ได้, เป็นอย่างไร ก็ได้, มันไม่แน่ ; ให้ความรู้ที่ถูกต้องนั้นเป็นตัวของมันเองเสีย. อีกอย่างหนึ่ง เราก็ คุ้ยเขี่ยเรื่องที่เป็นหัวใจ หรือตัวแท้ ของพุทธศาสนา มาเรื่อยๆ; ตั้งแต่มีสวนโมกข์มาเป็นเวลาสามสิบกว่าปีแล้ว การคุ้ยก็แรงขึ้นทุกที, แรงขึ้นทุกที. เดี๋ยวนี้ก็ยิ่งแน่นอนขึ้น ยิ่งมีหลักฐานในการใช้พระบาลี พุทธ ภาษิตเป็นเครื่องยืนยันมากขึ้น, เพียงพอยิ่งขึ้น ; แล้วก็ใช้เหตุผลทางตรรก พิสูจน์ด้วยเหตุผลมากขึ้น คำพูดก็เลยมั่นคงยิ่งขึ้น กระทั่งสอนชาวบ้านทายก ทายิกา ตาสีตาสาอย่างนี้ ก็ยังสอนขนาดที่ว่า อย่าเลี้ยงไก่ ไว้ไข่ให้สุนัขกิน ; อย่างนี้ก็ไม่ใช่เล็กน้อยอยู่แล้ว. บางครั้งบางคราวได้พูดว่า อย่าทำบุญเหมือนกับน้ำโคลน อย่าทำบุญ เหมือนกับน้ำหอม หรืออะไร ให้ทำบุญเหมือนกับน้ำสบู่ นี่ก็พูดไปทุกหนทุกแห่ง.

น.857 ฉะนั้น คนพาล หรือว่าคนบางคนไม่ชอบ เขาอาจมองในแง่ร้ายว่า เป็นการสอนทำ ให้ทายก ทายิกา ชะงักในการที่จะเป็นเหยื่อของวัดอีกต่อไป ; เพราะเขาต้องการ สอนให้ทำบุญแบบตำน้ำพริกละลายแม่น้ำกันต่อไปก็เป็นได้. แล้ว ในขณะที่เราเผยแผ่ ธรรมะในรูปของความจริงยิ่งขึ้นเท่าไร ก็มีคนเกลียด คนโกรธ จำนวนหนึ่ง มากยิ่งขึ้นเท่านั้น ; และพร้อมกันนั้น ก็มีคนรู้คนเข้าใจกันมากขึ้น ในการ ทำหน้าที่ที่ถูกต้อง. แต่ การทำหน้าที่ที่ถูกต้อง ไม่ใช่รับประกันได้ว่าจะไม่ถูกเขา ฆ่าตาย ; นี้ผมพูดเผื่อไว้ เพราะคนที่เขาถูกฆ่าตายกันมีมากราย แล้วก็มีเยอะแยะที่ ทำหน้าที่ไปตามตรง ; และเราก็ไม่ถือว่าบุญคุ้มครอง เพราะว่าเราไม่ต้องการให้ คุ้มครอง, เราไม่มีตัวที่จะให้คุ้มครอง. เรามีร่างกายและจิตใจที่จะบำเพ็ญ ประโยชน์ตรงไปตรงมา เจตนาบริสุทธิ์จริงๆ ไม่ได้พูดยุแหย่ให้คนเขาหยุด ทำบุญ หรืออะไรทำนองนั้น เพียงแต่ว่าทำบุญ ก็ทำให้ถูกต้องมากขึ้น. ฝนตกด้วย มืดด้วย ต้องรีบกลับ ถ้ากลับกันได้ ; ขอหยุดเพียงนี้. -------------------------

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต