Buddhadasa.org

ธรรมปาฏิโมกข์ เล่ม 1 ครั้งที่ ๘ — การงานเป็นการปฏิบัติธรรม

ธรรมปาฏิโมกข์ เล่ม 1 — คำบรรยายเรื่อง ตัวกู–ของกู เป็นพิเศษ ทุกวันพระ ณ สวนโมกขพลาราม ไชยา พ.ศ. ๒๕๑๐–๒๕๑๑ · วันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๑๐

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.821 วันนี้ เป็นวันที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๐ จะพูดเรื่องอะไรกันดี. ตามที่เราเคยตั้งใจกันไว้ว่า ทุก ๆ วันพระ เราจะพูดธรรมะกันที่ตรงนี้, ที่หน้าตึก โรงมหรสพทางวิญญาณนี้เราเรียกว่าปาฏิโมกข์ธรรมะ. ข้อนี้อย่าลืมเสีย ทุก ๆ องค์อย่าลืมเสีย. ทุก ๆ วัน อุโบสถหรือวันธัมมัสสวนะนี้ ถ้าไม่มีอุปสรรค เรามี ปาฏิโมกข์ในทางธรรมะ ลงเดือนละ ๔ ครั้ง, ปาฏิโมกข์ ทางวินัยมีเดือนละ ๒ ครั้ง สำหรับปาฏิโมกข์ทาง ธรรมะนี้ ควรจะพูดเรื่องที่เป็นหลักเป็นฐาน เป็น ความสำคัญ พอที่จะเรียกว่า ปาฏิโมกข์, แล้วก็ต้อง เป็นเรื่องที่ลืมไม่ได้ ต้องพูดซ้ำกันอยู่บ่อยๆ ย้ำกันอยู่ บ่อย ๆ, ขยายความกันอยู่บ่อย ๆ. ๒๓๓

น.822 ทำการงาน เป็นการปฏิบัติธรรมก็ทำได้ เรื่องที่สำคัญที่สุดก็มีไม่กี่หัวข้อ ; บางหัวข้อก็ชัดเจนเพียงพอ เรารู้กันเข้าใจ กันดีแล้ว ; แต่บางหัวข้อรู้สึกว่าจะยังไม่รู้ : โดยเฉพาะหัวข้อที่ว่า "การงาน คือการปฏิบัติธรรม" นี้ก็เป็นหัวข้อที่สำคัญที่สุด, และโดยเฉพาะสำหรับเรา ที่อยู่กันที่นี่ ยิ่งมีความสำคัญมาก. พวกอื่นเขาแยกการปฏิบัติธรรมะออกจากการงาน จนถึงกับว่า การงานรวมกันไม่ได้กับการปฏิบัติธรรม ; แม้ในหนังสืออย่างเช่น หนังสือวิสุทธิมรรค หรืออรรถกถา จำพวกเดียวกันนั้น ก็จัดการงานไว้เป็นปลิโพธ คือเป็นอุปสรรค ; หรืออย่างน้อยก็เป็นเครื่องหน่วงเหนี่ยวขัดขวาง ทำให้ล่าช้าแก่การ ปฏิบัติธรรม; แต่ ที่นี่เรากลับพูดว่าตัวการงานคือตัวการปฏิบัติธรรม. ใคร ฟังดี ฟังรู้ ก็ฟังเข้าใจถูก ถ้าฟังไม่ถูกก็แปลว่า ไม่รู้. ถ้าถือตามอรรถกถาเหล่านั้น ก็แปลว่าเราจะทำการงานให้เป็นการปฏิบัติธรรม ไม่ได้ เพราะเป็นข้าศึกแก่กัน. แต่ผม ขอยืนยันว่า "การงานคือการปฏิบัติ ธรรม" อยู่เสมอ, แล้วก็ถือหลักอันนี้มาเสมอตลอดเวลา ตั้งแต่แรกเริ่มเดิมทีจน กระทั่งบัดนี้ ; เราควรจะสนใจกันไว้บ้าง. ทีนี้ มาคิดเสียว่า โดยเฉพาะพวกเรามีหลักกันอย่างนี้ คนอื่นเขามีหลัก ตรงกันข้าม จะเข้าใจว่าอย่างไร ? พวกอื่นเขาว่า เมื่อปฏิบัติธรรมแล้ว ไม่ทำอะไร เลย แม้แต่หนังสือก็ไม่อ่าน, ไม่มีอะไรที่จะทำได้นอกจากปฏิบัติธรรม, ไม่ว่าใน วิธีนั่งหลับตาภาวนายุบหนอพองหนอ หรืออะไรก็สุดแท้ ; นี้ก็เป็นเรื่องถูกของเขา ไม่ใช่เราจะหาว่าเขาผิดหรืออะไร. มันเป็นเรื่องถูกของเขา, ถูกอย่างของเขา, ถูกเพื่อพวกของเขา ; ส่วนเรานี้ก็มีอย่างของเรา. ใครจะถูกจะผิดก็ต้องแล้วแต่ ใครจะชอบอย่างไหน.

น.823 ผมมีหลักมาตั้งแต่แรกเริ่มเดิมที่ ตั้งแต่ก่อนมีสวนโมกข์ หรือเริ่มมีสวนโมกข์ จนกระทั่งบัดนี้ว่า : "การงานคือการปฏิบัติธรรม หากเป็นงานที่จัดไว้ดี ที่จัด ไว้ถูกต้องย่อมไม่เป็นอุปสรรค ไม่เป็นปลิโพธต่อการปฏิบัติธรรม" แล้ว แต่ความสามารถของผู้นั้น ; ฉะนั้นผมจึงมีการทำการงานเรื่อยมาไม่มีหยุดไม่มีหย่อน จนรู้สึกอยู่ว่าทำอะไร ๆ เองตลอดมา ไสกบไม้เอง ขึ้นหลังคาเอง ทำอะไร ๆ เองทั้งนั้น. ตั้งแต่แรกมีสวนโมกข์ ไม่มีใครช่วยทำให้มากมาย จนกระทั่งมีคนมาช่วยทำให้ เราก็ยัง ทำด้วย, จนกระทั่งบัดนี้ ก็ยังมีการกระทำการงานอยู่เรื่อย ๆ, การค้นคว้า การเขียน หนังสือ การเตรียมปาฐกถา การไปพูดก็เป็นการทำงานเหมือนกัน ; ก็ทำเรื่อยมา จนบัดนี้. เมื่อเรามีวิธีเฉพาะอยู่อย่างนี้ แต่คนอื่นเขาติเตียนว่าไม่ถูก ; ต้องไปนั่งหลับตา ภาวนาอย่างเดียว ; ใครรู้สึกอย่างนั้น เขาก็หนีไปเอาอย่างนั้น. แต่ถ้ามาดูผลกัน แล้วก็รู้สึกว่า เรายังมีความแน่ใจว่าแบบนี้ : ปฏิบัติธรรมคือการงาน, หรือ การงานคือการปฏิบัติธรรม นี้ยังถูกต้องอยู่. ถ้ามีสักระยะหนึ่ง ที่จะต้องปลีกตัว เก็บตัวเป็นระยะสั้น ๆ ก็มีเหมือนกัน เป็นระยะเป็นคราว ๆ; แต่จะเก็บตัวตลอดปี หรือตลอดชีวิตนี้เป็นไปไม่ได้ที่จะถืออย่างนั้น; เพราะไม่มีประโยชน์อะไร. น่าคิดว่า ชีวิตนี้ทั้งชาติควรทำอะไรหรือไม่ ที่จริงควรจะ ต้องคิดปัญหาข้อใหญ่ เสียก่อนว่า ชีวิตทั้งชาตินี้จะเอาไปใช้ อะไร? เวลาและชีวิตทั้งชาติ ๆ นี้เราจะเอาไปใช้อะไร? แล้วจะนั่งหลับหูหลับตา ใช้เวลาอยู่อย่างนี้หรือ ? ถ้าเขาชอบ ก็อิสระเป็นสิทธิเสรีภาพที่เขาจะทำอย่างนั้น. แต่ฝ่ายเรานั้น อยากจะให้ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ไม่มีประโยชน์ฝ่ายไหนเสียไป : ก็ โดยวิธีที่ว่า การงานคือการปฏิบัติธรรม ; เพราะว่าเราทำมาเรื่อยๆ เรื่อย ๆ เป็นเวลา หลายสิบปี หรือตลอดชีวิตก็ทำมาได้มาก, ทำประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ได้เยอะแยะ

น.824 ได้มากมายหลายอย่าง ยิ่งกว่าจะไปนั่งหลับหูหลับตาภาวนาทำเคร่ง ๆ เหยียบขี้ไก่ไม่ผ่อ หรืออะไรทำนองนั้น ; แล้วไม่มีทางทำประโยชน์ใครได้เลย ในทางฝ่ายวัตถุนี้. แต่ เขาก็จะอ้างว่า เขาทำอย่างนั้นเป็นการปฏิบัติการศึกษาธรรมอย่างสูง ไปสอนคน ; ก็ ถูกของเขาเหมือนกัน. แต่เราคิดว่าเรายังอยากจะได้กำไรมากกว่านั้น. การทำอย่างที่เขาทำ เราก็จะทำเหมือนกัน ทำให้ครบให้เต็มเหมือนอย่างที่เขา ทำ ; แต่เราก็ยังทำประโยชน์ทางวัตถุ หรือยังเนื่องด้วยวัตถุ, หรือทำประโยชน์ผู้อื่น ที่เนื่องด้วยวัตถุหรือไม่ใช่วัตถุก็ตาม, อีกส่วนหนึ่ง ; ซึ่งจะมีมากไม่มีที่สิ้นสุด. เราทำอยู่เองใช้เองอะไรนี้ ไม่เท่าไรก็มีครบก็เหลือใช้; แต่ที่จะทำให้ผู้อื่นนี้ ไม่มีที่สิ้นสุด. เพราะฉะนั้นผมจึงทำทุกอย่างไม่ว่าอะไรเคยทำทุกอย่าง : เช่น บางคราวทำคล้าย ๆ กับว่าชาวบ้านเขาติเตียน หาว่าเป็นอาบัติบ้าง เป็นอะไรบ้าง, โกยดินโกยทราย เลื่อยไม้เคยทั้งนั้น, กวาดถนนก็เคย, กวาดคลองก็เคย, ทำ อะไรที่เขาทำกันเพื่อประโยชน์รวม ๆ เคยทั้งนั้น. เขาหาว่าเราเป็นต้นเหตุ ให้ต้นไม้ ถูกตัด ให้ดินถูกขุด, เราต้องเป็นอาบัติ ก็ตามแต่เขาจะว่า. คราวหนึ่งไปแต่งคลอง ตั้งเจ็ดวันเจ็ดคืน นอนค้างทำอยู่ที่นั่น ต้นไม้ถูกตัดจนคลองโล่ง เรือไปได้. ต้นไม้ ถูกตัดนับได้ไม่รู้กี่ร้อยก็พันต้น; คนเขาบอกว่า เพราะผมเป็นเหตุทำให้พวกชาวบ้าน เขาไปตัด; อย่างนั้นก็ตามใจเขา. ผมถือว่าคลองนั้นเป็นทางลัด ทำแล้วได้ประโยชน์ ยิ่งกว่าไม่ทำ; เพราะเป็นหนทางลัด. เราถือว่า การงานคือการปฏิบัติธรรม นี้ก็เป็นวิถีทางลัด : ลัดรวดเดียวทั้ง ประโยชน์ตนประโยชน์ผู้อื่น, ลัดรวดเดียวถึงธรรมะสูงสุด เลยสอบไล่เสร็จไป ในตัว, มันมีการสอบไล่ด้วย. ส่วนที่เขาเขียนไว้ในหนังสืออรรถกถามีเหมือนอย่าง ที่ว่า : คนอยากจะเรียนกัมมัฏฐาน แล้วก็ยังเป็นห่วงการงานเรื่องอะไรก็ตาม ยังต้อง สร้างโบสถ์สร้างวิหาร สร้างอะไรต่างๆ แล้ว ; ปฏิบัติไม่ได้ ใจยังเป็นห่วงอยู่ ;

น.825 ก็เป็นเรื่องน่าฟัง. แต่สำหรับเราก็ตลุยลงไปเลยในการงานนั้น ; ให้ตัวการงานนั้น เป็นตัวการปฏิบัติธรรมเสียด้วย ; ไม่รู้ว่าของใครจะถูกกันแน่. แต่ว่าที่เห็นได้ง่าย ๆ นั้นก็คือ ตลอดชีวิตหลายสิบปีนี้ ควรจะมีอะไรที่เลื่อนขึ้นไป เหมือนกับทำพร้อม กันไปได้กับการงาน ; ถ้าใครมัวนั่งหลับตาภาวนาอยู่ตลอดหลายสิบปี ตลอดชีวิตนี้ ก็ไม่ได้ทำอะไรเลย. ทำงานคือการปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องใหญ่ ที่ว่าการทำงานเป็นการปฏิบัติธรรม ขึ้นมานี้ ตามความคิดของเรานั้น, ได้มองดูแนวปฏิบัติใหญ่ ๆ อยู่บางแนวหรือหลายแนว จึงถือเป็นแนวปฏิบัติธรรมไป ตั้งแต่เริ่มแรก : เริ่มต้นฟิตร่างกายให้แข็งแรง เหมือนพวกโยคีเขาฟิตร่างกาย ; แต่ แทนการทำโยคะ เราทำการงาน; ร่างกายแข็งแรงมันก็เป็นหถ (Hatha) โยคะไปได้. ทำให้ร่างกายแข็งแรงเข้มแข็งเป็นหถโยคะ นี้พวกโยคีเขาเรียก ; และถ้าหากว่า การงานนั้นไม่เป็นประโยชน์แก่ร่างกายตนเลย เป็นโยคะล้วน ๆ มันก็เป็นกรรมโยคะ แล้ว. อีกประการหนึ่งเข้าใจว่าไม่มีใครสอน ให้ทำหน้าที่ ทำอะไร โดยไม่หวัง ตอบแทน; แล้วก็ ทำประโยชน์ผู้อื่นด้วยการอธิษฐานจิต ว่า จะไม่เอาอะไร ตอบแทน : ไม่ยอมรับการตอบแทน กระทั่ง ไม่กินอาหารที่ได้มาจากภาวะที่เป็นการ ตอบแทน. ถ้าเป็นเรื่องตอบแทนแลกเปลี่ยนอย่างนั้นละก็ การทำงานนั้นก็เป็นค้าขาย เป็นการซื้อขายเป็นเรื่องรับทั้งสิ้น. ถ้ากินตามธรรมดา เขาถวายตามธรรมดา ไม่ถือว่า มีลักษณะเป็นการตอบแทนให้. อันนี้ไม่ใช่เล็กน้อย ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อ ย ไม่ใช่ธรรมะขั้นต่ำด้วย; การ เสียสละทำประโยชน์ออกไปเหมือนกับเครื่องจักร, ทำงานเหมือนเครื่องจักร ไม่หวังจะเอาอะไรตอบแทนมา, นี้เรียกว่าไม่ใช่ธรรมะขั้นต่ำ จะต้องหัดกันมาก เหมือนกัน. และส่วนมากที่เราเห็น ๆ กันอยู่ ก็ทำงานหวังตอบแทนทั้งนั้น กล่าวคือ

น.826 ทำหน้าที่สำเร็จก็ด้วยว่าได้รับสิ่งที่เขาเรียกกันว่า สินน้ำใจ กำลังใจนี้; มีฝ่ายหนึ่งเป็น ผู้คอยชม. ทุกคนแม้ไม่หวังเงินหวังของ ไม่หวังให้เขาตอบแทน ก็หวังให้เขาชม ; นี้คือการตอบแทน. อย่างนั้นเป็นโยคีที่เลวมาก ใช้ไม่ได้, ที่ทำเพียงให้ใครออก ปากชมหรือนึกชมอยู่ในใจก็ตาม แต่รู้ว่าเขาชม ก็มีกำลังใจ ทำขึงขังขึ้นมา ทำอะไร ๆ ได้ทั้งนั้น. นี้เป็นโยคีที่เลวมาก ; ไม่มีกรรมโยคะ. ต้องไปสอบไล่วัดตัวเสียใหม่ ตามแนวปฏิบัติคือ :- อันดับ ๑ ทำให้ร่างกายแข็งแรง. อันดับ ๒ ทำเพื่อเสียสละความ เห็นแก่ตัว. อันดับ ๓ เพื่อต่อสู้กิเลส หรือสอบไล่ตัวเอง ในการต่อสู้กิเลส ที่ละเอียดยิ่งขึ้นไป. โดยเฉพาะอันดับ ๒ และ ๓ จะเป็นโอกาส : คือในขณะที่ทำงานก็มีหลายคน ทำรวมกันกับบุคคลที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ที่ ๕ หลายคน ; นั่นเป็นโอกาสที่จะเกิดกิเลส, พอเข้าใกล้บุคคลที่ ๒ ที่ ๓ เป็นโอกาสให้เกิดกิเลส. ถ้าเป็นคนมีนิสัยยกหูชูหาง อยู่ในใจมาแต่เดิมละก็ ไม่ว่าเข้าใกล้ใครละ จะต้องเกิดกิเลสอย่างใดอย่าง- หนึ่ง ไม่ปริยายใดก็ปริยายหนึ่ง, ไม่ปริมาณใดก็ปริมาณหนึ่ง เป็นแน่นอน. กิเลสมันมีอยู่แล้ว มันเกิดพอกพูนขึ้น สุมสูงมากขึ้น ; ดูที่เป็นจริงกันดีกว่า ; ถ้าว่าตาเห็นรูป หูฟังเสียง จมูกได้กลิ่น ฯลฯ นี้ ให้สังเกตกันจริงๆ เถอะ : ตาเห็นรูป, เห็นรูปคนที่ตัวเกลียด คนที่ตัวไม่นับถือ เห็นรูปคนที่ตัวไม่รักอย่างนี้ ; แล้วจะเกิดอะไรขึ้นมาในใจของคนนั้น? เมื่อสักว่าได้ฟังน้ำเสียงซึ่งอยู่คนละฝา คนละ ด้านนี้ พอได้ยินน้ำเสียงคนที่ตัวไม่นิยมนับถือ ไม่รักไม่ชอบ อย่างนี้จะเป็นอย่างไร บ้าง ? เพราะว่าถึงแม้คนที่ชอบที่รัก ที่อะไรก็ตาม แต่ฟังซ้ำ ๆ ซาก ๆ เข้า มันก็มี เรื่องกระทบกระทั่ง ทำให้เกิดความเกลียดความอิดหนาระอาใจเป็นธรรมดา.

น.827 พอเข้าใกล้บุคคลที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ที่ ๕ นี้ นิสัยที่จะเด่นกว่าคนอื่น จะดี กว่าคนอื่น ย่อมมีย่อมแสดงออกมา. ก่อนนี้เก็บไว้ เดี๋ยวนี้แสดงออกมา ; แล้วถ้าควบคุมไม่ดี มันก็มากขึ้นไปอีก เจริญงอกงามขึ้นไปอีก. นี้เป็นตัวอย่างชนิด ที่จะเห็นได้ว่าการที่ทำลงไปจริง ๆ กับการที่คิด ลำพังแต่คิด ๆ อะไร มันต่างกันมาก. บางคนคิด รู้สึก ด้วยจิตใจ ว่าการเป็นผู้เสียสละเพื่อเห็นแก่ผู้อื่นนั้น รู้สึก ว่าเป็นของ ทำได้ง่าย แล้วเขาก็มีนิสัยอย่างนั้นจริงๆ ; แต่พอไปทำเข้าจริง ๆ มัน ทำไม่ได้ มันถอยหนี, วิ่งหันผละหนี. มันผิดกัน ที่ว่าคาดคะเนเอา กับโดน เข้าจริงๆ : การคิด คิดว่าเราทนร้อนได้ ทนหนาวได้ ทนหิวได้ อะไรอย่างนี้ ไม่จริงหรอก ; จนกว่าจะลองจริงๆ จึงจะรู้ว่าทนได้หรือไม่; แล้วส่วนมากก็ทน ไม่ได้. เรื่องที่คิดคาดคะเน กำหนดตั้งใจ เรื่องพรรค์นี้ยังไม่ใช่ความจริง ; มันต้อง ไปลงมือทำเข้าจริงๆ, ลงมือทำจริงๆ จึงจะรู้ว่า เรานี้เป็นผู้เสียสละเพื่อผู้อื่น หรือไม่? เรายังเป็นคนมีใจคอปกติหรือไม่ ? ในเมื่อเข้าใกล้บุคคลที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔, แล้วก็เมื่อทำอะไรกันไป ชักจะเกิดเกลียดน้ำหน้าใครบางคนเข้าบ้างหรือไม่ ? ถึงแม้ จะไม่พูดปริปากอะไรออกมา แต่ถึงกับหอบงานหนีไปทำเสียคนเดียว ; แม้เลี่ยงไป เสียอย่างนี้ก็อยู่ในลักษณะเดียวกัน. อาการอย่างนี้ ถ้ามองอีกแง่หนึ่งก็เป็นเรื่องอุปสรรค แก่การปฏิบัติธรรม ; ถ้ามองในอีกปริยายหนึ่งกลับกันเสีย ก็เป็นตัวการต่อสู้เพื่อการ ปฏิบัติธรรม, หรือ เป็นการปฏิบัติธรรมอยู่ในตัวการต่อสู้. คนจำนวนหนึ่ง โดยมากชอบสุขสบาย หรือสำรวย นี้เขาคิดว่าเขารักษาศีล อยู่ได้จริง ; แต่เขาทำในมุ้ง, แล้วเขานอนในมุ้ง, หรือเขาอยู่ในห้องที่ยุงเข้าไม่ได้. คนที่อยู่กับยุงจริง ๆ ไม่ตบยุง, นั่นถึงจะเป็นคนจริงกว่า ; ถ้าอยู่กับยุงให้ได้ นี้จึงจะ อยู่อย่างที่ทำให้เป็นการปฏิบัติธรรมได้จริง.

น.828 ผมไม่กางมุ้งตลอดปี ๆ เรื่อยมา ข้อนี้เพื่อวัดตัวเองดูด้วย ว่า ลองอยู่อย่างนี้ มันจะเป็นอย่างไร. บางทีคิดไปว่า เราจะสร้างความต้านทานในเลือดในร่างกายนี้ ต่อสู้ยุง : ยุงกัดก็ไม่เจ็บ แม้มีเชื้อมาเลเรียมาก็สู้ได้, เชื่อมาเลเรียไม่สามารถจะ ฟักตัวขึ้นมาในเลือดของเรา, เพราะมีเชื้อต้านทานอยู่เสมอ. คิดอย่างนี้ไม่ใช่ธรรมะ, ถ้าคิดอย่างนี้ก็ไม่ใช่ธรรมะ. อย่างธรรมะนั้นก็ต้องเพื่อจะวัดดูว่าจะทนได้ หรือไม่? มีเมตตา กรุณา หรือว่า ไม่เมตตากรุณา ? มันเป็นเรื่องพรรค์นี้ ในอีกแง่หนึ่ง; มันเป็นเครื่องทดสอบ ชนิดนี้. การทำการงานมันทำให้เหนื่อย ให้ลำบากเป็นการทดสอบในข้อนี้ด้วย. การทำงานและผลของการทำงานในอันดับ ๓ ที่ว่ามันเป็นการศึกษา ด้วย อันได้แก่ เรื่องทำลายตัวกู-ของกู นี้เป็นตัวปฏิบัติธรรมแท้ๆ อย่าง สูงสุด ; พวกที่ไปนั่งหลับตาอยู่คนเดียว ไม่มีโอกาสที่จะผ่านหรือจะทำจริงได้. ถ้าเราจะไปทำทุกรกิริยาอย่างพวกเดียรถีย์ หรือพระพุทธเจ้า ก็คงจะดีเหมือนกัน ; แต่ ผมว่าสู้เอาไปใช้ในการงานไม่ได้, ไปใช้ในการงานให้เป็นประโยชน์เป็นอะไรขึ้นมา แก่ศาสนา แก่เพื่อนมนุษย์. แทนที่เราจะไปทำทุกรกิริยาเฉย ๆ นั่งดูแรงงาน ที่เสียไปๆ; ก็เปลี่ยนเป็นเอามาใช้เป็นแรงงานที่เป็นประโยชน์ เป็น อนุสาวรีย์ เหลืออยู่ไว้ในโลกนี้ จะดีกว่า ; และก็ไม่ต้องสร้างอนุสาวรีย์อื่นอีกแล้ว ; แล้วก็ไม่ต้องมีใครรู้ ไม่ต้องมีใครชม ไม่ต้องมีใครขอบใจ เรารู้คนเดียวก็พอ ว่าได้ทำ อะไรไว้. ขอให้ ทบทวนดู เถอะ เรื่อง การงานคือการปฏิบัติธรรมนี้ ข้อแรกทำให้ ร่างกายแข็งแรงเข้มแข็ง. ข้อที่ ๒ ทำให้เราฝึกฝนการเสียสละเพื่อผู้อื่น อย่างนี้เป็นรากฐานที่ดีที่สุดของการปฏิบัติธรรมะ เพื่อทำลายตัวกู-ของกู. ข้อที่ ๓ เป็นการต่อสู้รบรากันกับตัวกู-ของกูนี้ ทุกแบบทุกอย่างทุกวิถีทางทุกแง่ทุกมุม อย่างน้อยมี ๓ อย่างเป็นผลขึ้นมา ไม่มีอะไรที่สำคัญกว่านี้. ถ้ามีก็เป็นข้อปลีกย่อย.

น.829 นี้เรียกว่าทางลัด ; รวบรัดประโยชน์หลายอย่างเข้าไว้ด้วยกัน, แล้วทำได้ในคราว เดียวกัน. ลองคิดดูจะมองเห็นว่า น่าจะพอใจ กว่าที่จะทำงานอย่างเดียว แล้วไม่มี การฝึกฝน อย่างนี้, หรือไปนั่งหลับหูหลับตาอย่างเดียว ไม่มีการงานเลย อย่างนี้ เป็นต้น. ขณะทำงาน ต้องตรวจสอบจิตใจไปด้วย ทีนี้ เรามองดูที่วัดทั่ว ๆ ไปหลาย ๆ วัดก็มีการงานเหมือนกัน, เหน็ดเหนื่อย มากที่บางวัดบางแห่ง ; แต่สังเกตดูจะไม่มีความมุ่งหมายในภายใน ไม่ได้มุ่งหมาย อย่างลึกอย่างที่เรากำลังพูด มัน เป็นเรื่องทำงานเสียจริงๆ ถ้าอย่างนั้นยังไม่ เป็นการปฏิบัติธรรม เพราะเขาไม่สนใจแก่การปฏิบัติธรรมจากการงาน. มีวัด หลายแห่งที่อาจารย์หรือศิษย์ช่วยกันทำการทำงานไม่ค่อยได้หยุดได้หย่อน แต่แล้วไม่ เป็นการปฏิบัติธรรม ; นี่ก็เพราะเหตุว่าไม่รู้และไม่ได้มุ่งหมายนั่นเอง. เมื่อเรารู้ความ มุ่งหมายแล้วจึงพยายามจะรวมจะประสานมันเข้าไปด้วยกัน. เมื่อการงานเป็นการ ปฏิบัติธรรม; ผลในส่วนการงานก็ได้ ผลในส่วนการปฏิบัติธรรมก็ได้. สิ่งที่ผม เป็นห่วงอยู่ และเอามา พูดในฐานะเป็นปาฏิโมกข์ นี้ ก็ด้วยเห็น ว่าพระเณรบางองค์จะไม่ทำอย่างว่า ; จะทำแต่การงานโดยส่วนเดียว หรือว่า ไม่ สนใจที่จะใช้การงานนั้นเป็นบทเรียนทดสอบจิตใจ. หรือบางทีถ้าร้ายกาจไป ยิ่งกว่านั้นอีก เอาการงานนั้นเป็นเหตุให้สร้างกิเลส สร้างเวรสร้างภัย สร้างความ อาฆาต สร้างอะไรต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นเสียอีก. เห็นได้จากการที่ไม่สมัครสมานสามัคคีกัน ขัดแข้งขัดขากัน ด้วยจิตใจอย่างนี้ก็ไม่มีผลดี ; เป็นโยคีที่เลวอย่างนี้ ไม่มีอาการแห่ง บุคคลผู้เสียสละ : ถ้าเสียสละแล้ว ต้องได้หน้า ต้องเอาหน้า ต้องให้คนรู้, อย่างนี้ คือโยคีที่เลวมาก. ในการเสียสละอะไรต้องให้คนรู้ ต้องให้คนชม นี้ไม่ เรียกว่าเป็นการเสียสละ, อย่างนี้ไม่มีใครเขาถือว่าเป็นการเสียสละ, นอกจาก คนชนิดนั้นคิดไปเองเท่านั้น.

น.830 การเสียสละที่แท้จริง ถ้าทำได้ ต้องไม่ให้ใครรู้, ไม่ควรจะให้ใครรู้. การประพฤติปฏิบัติที่แท้จริงก็ควรจะไม่ให้ใครรู้, ไม่ต้องการให้ใครชม, ต้องการ ซ่อนไว้ไม่ให้ใครรู้ว่าปฏิบัติอะไร หรือสละอะไร. พยายามสละด้วยความบริสุทธิ์ใจ, ปฏิบัติด้วยความบริสุทธิ์ใจ, แล้วก็ยิ่งขึ้น ยิ่งขึ้น. ถ้าทำได้อย่างนี้ ไม่เท่าไรก็ จะมีความก้าวหน้าสูงสุดในการปฏิบัติธรรม. การงานเป็นของเล็กน้อย เท่าขี้เล็บก็แล้วกัน ; แม้จะสร้างอะไรได้มากมายใหญ่โต ที่เขาตีราคาให้มาก. ก็เป็น ขี้เล็บก็แล้วกัน ; แต่ตัวการปฏิบัติธรรมนั้นมันใหญ่เกิน มันใหญ่กว่า มัน มีค่ามากกว่า. ถ้าเราอยู่กันอย่างเราสมัยนี้ หมายถึงสมัยนี้ ในสถานการณ์อย่างนี้ ในสิ่ง แวดล้อมอย่างนี้ ในโลกนี้ในประเทศไทยอย่างนี้; ผมว่า หลักที่ถือว่าการทำงาน คือการปฏิบัติธรรมนี้ ถูกต้องที่สุด เหมาะสมที่สุด และก็ ไม่เสียหายทั้งทางโลก ทางธรรม. แล้วจะ ต้องระวังให้ดี ๆ, ระวังให้ดี ๆ แล้ว ต้องมีความบริสุทธิ์ ใจ ; พลาดไปก็กลับตัวทันที, ผิดไปกลับตัวทันที. นี่ระวังให้มาก ถ้าขืน หมักดองเอาไว้ก็คือการสร้างอาสวะ ในการผูกอาฆาต ในการยกหูชูหาง ในการ อะไรต่างๆ อัดอยู่ในใจเหมือนกับจะระเบิด ; อุตส่าห์ปกปิดไว้ด้วยความสงบ ด้วย ความเสงี่ยม ; นี้มันเป็นเรื่องที่ละเอียดสุขุม จะเรียกกันว่าเป็นเรื่องเทคนิคส์. การ- งานคือตัวปฏิบัติธรรม, หรือ ปฏิบัติธรรมในตัวการงาน นี้เอง เป็นของยาก เป็น เทคนิคส์ ; ไปลองสังเกตดูก็จะรู้ว่ายาก ; อะไรยิ่งยากนี้ ยิ่งเป็นทางทำให้เรา มีการบรรลุธรรม, ที่เรียกว่าบรรลุธรรมได้เร็วได้สูงและได้ลึก. การงานต้องเลือกให้เหมาะสมแก่ภาวะด้วย ทีนี้ จะพูดมาถึงคำว่า "การงาน" ; การงานนั้นคืออะไร ? เราต้องรู้จัก เลือก ; ไม่จำเป็นที่จะต้องทำงานชนิดที่ไม่เหมาะสมแก่ภิกษุ ; เราต้อง เลือกงาน ที่เหมาะสมแก่ภิกษุ. ที่นี้คำว่า "ภิกษุ" นี้ใช้แก่คนทุกคนที่เข้ามาบวช ฉลาดก็มี

น.831 ไม่ค่อยฉลาดก็มี ไม่ฉลาดก็มี โง่ก็มี บ้า ๆ บอๆ ก็มี ; ฉะนั้นการงานจะเหมือนกัน ได้อย่างไร. ผมไปดูที่วัดธิเบต ที่อินเดียทางดาจิลิงก็เข้าใจเรื่องนี้ทันที ว่าทำไมจึงอยู่กันได้ สังเกตว่าลามะนี้มีทุกแบบ เพราะฐานะไม่เหมือนกัน ซึ่งเป็นความจริง คนเรา ไม่เหมือนกัน. ลามะคือภิกษุ บางรูปมีหน้าที่หาฟืน ผ่าฟืน และกวาดขี้เถ้าเท่านั้น, เที่ยวหาฟืนและผ่าฟืนกวาดขี้เถ้า มีหน้าที่เท่านี้ ; แต่เขาก็พอใจ และได้รับความ เคารพนับถือเสมอกัน : เรียกว่ามีสมานสังวาสมีอะไรเสมอกัน, มีเกียรติเสมอกัน. ที่ทำหน้าที่สูงขึ้นมา ปัดกวาดวิหารก็มี ต้อนรับแขกก็มี ศึกษาเล่าเรียนก็มี สอนก็มี ติดต่อประชาชนก็มี ; เป็นผู้ที่เขาเรียกว่าเป็นลามะเสมอกัน. สิ่งที่เรียกว่าการงานนี้ อย่าไปดูถูกเพื่อนกัน ถ้าเขาต้องทำงานชนิดที่ เรียกว่าต่ำ ๆ ทราม ๆ ง่าย ๆ นี้อย่าไปดูถูกเขา ; เพราะว่าธรรมชาติสร้างเขามา ให้มีสมรรถภาพเพียงเท่านั้น. นี้ระวังให้ดี; อย่าไปดูถูกเพื่อนคนนั้นเณรคนนี้ ว่าบ้า ๆ บอ ๆ ทำงานอย่างเลว ทำอะไรอย่างไม่มีราคาเช่นนี้. ถ้าดูถูกเขาอย่างนี้แย่ ; ตัวผู้นึกผู้คิดนั้นแย่. ทีนี้ เราจะพูดกันให้เข้าใจได้ไหม ? ในเมื่อพูดกับคนไม่ฉลาด คนบ้า ๆ บอๆ ให้เขาคิดว่านี้คือการปฏิบัติธรรม. นี้ก็ยาก ยากกว่าที่จะพูดกับคนฉลาดหรือมี ปัญญาความคิด ; เพราะฉะนั้นเราจึงลดลงไปว่า "ทำงานได้บุญ" ก็พอจะเข้าใจ ได้ง่ายๆ ว่านี้ดีหรือได้บุญ ; ก็ทำไปได้. แต่จะว่าเป็น "การปฏิบัติธรรม" นั้นคงจะเข้าใจยาก. ผู้ที่ทำหน้าที่ผ่าฟืนกวาดขี้เถ้าอย่างเดียว หน้าตามอมแมม จีวรขาด กะรุ่งกะริ่งอยู่อย่างนี้ เขาย่อมเข้าใจยาก ว่าเป็นการปฏิบัติธรรม เขาไม่เห็น ; ถ้าคน นั้นไม่มีปัญญา ก็ได้แต่เชื่อว่า "ได้บุญ", ก็รักษาความเชื่อนี้ไว้ ถือเป็นอุดมคติ ไปเลย ก็ดูสบายดี ไม่มีความทุกข์.

น.832 เรานั้น ทำสิ่งที่เรียกว่าการงานตามความเหมาะสม ; พยายามเลื่อนให้ มันมีประโยชน์กว้างขวางขึ้น มีแก่คนมากขึ้น ๆ ถ้าจะทำได้. ถ้าไม่อาจจะทำได้ก็ ไม่ต้องเสียใจ; หากเสียสละแล้ว ก็ชื่อว่าเสียสละเท่ากัน เหนื่อยเท่ากัน; ถ้าไม่ ยกหูชูหางแล้วก็มีค่าเท่ากัน สำหรับผู้ที่ทำนั้น. ระวังให้ดี คนที่ ทำงาน ทางหนังสือ ทางสติปัญญาเฉลียวฉลาด นั้น หูหางมันจะยกออกมาเมื่อไรไม่ทันรู้ ; พวกผ่าฟืนนี้ไกล-ไกล-ไกลที่เดียวใน เรื่องยกหูชูหาง. พวกทำหน้าที่เขียนอะไรอย่างนี้ ต้องระวังให้มากที่สุด, พวกที่ขึ้น ธรรมาสน์เทศน์ หรือไปเที่ยวปาฐกถามีชื่อเสียงมีอะไร นี้ยิ่งอันตรายที่สุด ; ทุกอย่าง ที่กล่าวมาล้วนเป็นการงานเหมือนกัน. ขอให้พระเณรทุก ๆ รูปคิดให้ดี สังเกตให้ดี ระมัดระวังให้ดี เจียมตัวให้ดี เป็นคนไม่ประมาท ; อย่าอวดดีและอย่าพูด มาก และอย่าแสดงอะไรให้มากยุ่งออกไป; ยิ่งพูดมากยิ่งแสดงอะไร ๆ มาก แล้วยิ่งเหลว. ยิ่งมีความคิดเฟื่อง แล้วจะล้มเหลวมาก. นี้โดยหลักใหญ่ ๆ ก็เป็น อย่างนี้ . การทำงานทุกชนิดต้องใช้ธรรมะอย่างละเอียดสุขุม ที่นี้ ก็มีเรื่องที่จะต้องซอยให้ละเอียดขึ้นไปอีก : การงานอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ว่าการงานอะไรหมด ต้องการธรรมะละเอียดสุขุม ; แม้ที่สุดแต่ความระมัด ระวังสติสัมปชัญญะอย่างนี้ ; คิดดูให้ดีมันก็ยาก เช่น บางคนเอาดินสอของผมไปเขียน แล้วไม่สวมปลอก ต้องเตือนตั้งหลาย ๆ ครั้ง. ลองคิดดูว่ามันหมายความว่าอะไร ? ถ้าเราเป็นคนมีระเบียบ หรือว่ารอบคอบเป็นปกติ ก็ต้องสวมปลอกดินสอทุกครั้ง ; แต่แล้วคนที่ไม่สวมปลอกดินสอให้เหมือนของเดิมเขา ก็เป็นคนที่ไม่รู้สึกว่าทำอย่าง นั้นเป็นเรื่องใช้ไม่ได้ ; ไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องเสียหาย หรือไม่เป็นการปฏิบัติธรรม. เพราะฉะนั้นเขาจึงไม่ละนิสัยอันนี้ เพราะเห็นว่าเรื่องอย่างนี้เล็กเกินไป : ไม่สวม

น.833 ปลอกดินสอนี้ เล็กเกินไป เขาคิดอย่างนั้น. แต่ที่จริงไม่ใช่เรื่องเล็ก ; เ รื่องไม่มี สติสัมปชัญญะไม่ใช่เรื่องเล็ก, เป็นเรื่องฉิบหายหมด, เป็นเรื่องไม่มีทาง ที่บรรลุมรรคผลนิพพานที่เดียว ; เพราะว่า การบรรลุมรรค ผล นิพพาน มีรากฐานอยู่ที่สติสัมปชัญญะ, และที่จะไม่เกิดตัวกู-ของกู ไม่เกิดอะไรขึ้นมานี้ อยู่ที่มีสติสัมปชัญญะทั้งนั้น. ความไม่มีสติสัมปชัญญะนี้กินความกว้าง ; ถ้าไม่คิด ไม่นึก ไม่ พิจารณา ไม่ระวัง ไม่รักษา ไม่สำรวม ไม่อะไรหมด ถ้ามีช่องโหว่ขนาดนี้ แล้ว ก็เป็นไปไม่ได้ ที่จะระวังตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ให้เกิดช่องทาง แห่ง ตัวกู-ของกู นั้น ; ตัวกู-ของกูมันก็ย่อมเกิดเรื่อย. ในการทำงานนี้ ที่ผมเห็นอยู่ รู้สึกว่ามีอะไรที่ยังจะต้องทำให้ดีขึ้นได้อีกมาก : การใช้ของ การรักษาความสะอาด การวางให้เรียบร้อย การเก็บให้ปลอดภัย การ ประหยัดแม้แต่สิ่งเล็กน้อย หินสักก้อนหนึ่ง ทรายสักกำมือหนึ่ง ถ้าประหยัดได้ก็ เป็นคนที่มีสติสัมปชัญญะ ยิ่งกว่าคนที่ไม่รู้สึก. แม้น้ำกระป๋องหนึ่งนี้ ต้อง ใช้ให้เป็นประโยชน์มากที่สุด อย่างนี้จะเป็นคนที่มีสติสัมปชัญญะกว่าคนที่เรี่ยราด ; คนบางคนอาบน้ำ ๑๐ ขัน สำเร็จประโยชน์เกลี้ยงเกลาเนื้อตัวสะอาดดี, สำเร็จประโยชน์ ในทางอาบน้ำ. แต่ บางคนอาบน้ำ ๑๐๐ ขัน ตักรดตูม ๆ ตูม ๆ เหมือนกับคนบ้า, ไม่รู้ว่ารดทำไม เสียน้ำ รดน้ำตั้ง ๑๐๐ ขัน หรือเขามีเหตุผลอย่างอื่น. นี้ว่าโดย ทั่วไป ตามปกติบางคนมีนิสัยเป็นอะไรเสียอย่างนั้น. แต่เขาก็ไม่คิดว่านี่เป็น เรื่องสำคัญ, ไม่คิดว่านี่เป็นเรื่องสำคัญ. จงระวัง ที่คิดว่าเป็นครูบาอาจารย์ต้องอาบมากกว่า , ต้องเอาความสะดวก มากกว่า, ต้องสำแดงเดชให้เห็น, ต้องอาบน้ำหมดเป็นโอ่ง ๆ ให้ลูกศิษย์ตักมาให้, อย่างนี้มีอยู่ทั่ว ๆ ไป. ผมไปที่ไหนก็สังเกตเรื่องอย่างนี้ด้วยเสมอ : คนล้างเท้าก็

น.834 เหมือนกัน เปลืองน้ำเป็นสิบ ๆ ขัน, ราด ๆ ราด ๆ ราด ๆ ทำคล้ายกับคนบ้า. ขอให้ระวัง, ระวังเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้ ; ที่เห็นว่าเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้แหละเป็น เรื่องใหญ่กว่าภูเขาเสียอีก, ที่คนโง่เห็นว่าเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ กลับจะใหญ่กว่า ภูเขาเสียอีก. โอกาสที่จะปฏิบัติธรรมมีมากในการงาน ในการทำการงานนั้นยิ่งมีช่องทาง มีโอกาส ที่จะปฏิบัติธรรมโดยละกิเลสที่ เกิดขึ้นในลักษณะอย่างนี้มากมายเหลือเกิน, ที่ยกตัวอย่างมานี้เพียงเรื่องเดียวสองเรื่อง เท่านั้น. ยังมีอีกหลายสิบเรื่อง ; ไปไล่บัญชีหางว่าวชื่อธรรมะดูเองก็แล้วกันว่า ตนมีอยู่อย่างไหนบ้าง ในทางชื่อของกิเลส? : อภิชฌาวิสมโลภะ โทสะ โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปลาสะ อิสสา มัจฉริยะ มายา สาเถยยะ ถัมภะ สารัมภะ มานะ อติมานะ มทะ ปมาทะ ; ลองไล่ไปซิ เรามีไหม? ลองไล่ ไปตามลำดับชื่อธรรมะ ; แล้วต้องปฏิบัติ ไล่ไปกระทั่งมี สติสัมปชัญญะ ขันติ โสรัจจะ กตัญญูกตเวที ฯลฯ เริ่มแต่สติสัมปชัญญะหมวด ๒ ไปเลย, แล้วขึ้น หมวด ๓ เรื่อยไป, หมวด ๔ เรื่อยไป, ว่าได้มีอยู่เพียงไร อย่างไรหรือไม่ ที่จะ ต้องมีต้องทำ. ที่ถูกควรจะต้องปฏิบัติอย่างนี้, แต่แล้วก็ละเลยเสียไม่ได้ทำ. ที่กล่าวมานี้พอแล้วในเรื่องที่จะเรียน, หัวข้อธรรมในหลักวิชาปริยัตินี้ รู้มาพอสมควรแล้ว เหลืออยู่แต่ว่าทำกันหรือยัง ; แล้วโอกาสที่จะทำจะฝึกก็ ไม่มี นอกจากในเวลาที่ประกอบการงาน ; โดยเฉพาะอย่างยิ่งการงานที่ต้องประกอบด้วย บุคคลที่ ๒ บุคคลที่ ๓ ที่ ๔ ที่ ๕ คือหลาย ๆ คนรวมกันทำงานเกี่ยวข้องกัน. เดี๋ยวนี้ การงานของส่วนรวมเสียไปมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการงานของรัฐบาล ; พอไม่ชอบ หน้ากัน ไม่อะไรกัน ก็เฉยกันเสีย ; ไม่ทำ, ไม่ทำงานตามหน้าที่. งานของ

น.835 รัฐบาลของส่วนรวมของประเทศชาตินี้เสียไป อย่างน่าใจหายทั่วไปทุกหัวระแหง ทุกหน ทุกแห่ง ; นี้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า การงานนี้เป็นโอกาสของการฝึกฝนโอกาสของการ ปฏิบัติธรรม. ที่ในวัดเราไม่กี่คนนี้ ก็มีสภาพเหมือน ๆ กัน, ถึงแม้จะไม่ก็คนนี้มันก็มี, ถ้ามันมีกิเลส มันก็เหมือน ๆ กันทั้งนั้น. เพราะฉะนั้นอยู่วัดก็เพื่อดับกิเลส เพื่อตัด กิเลสและเพื่ออะไรไปตามเรื่อง ตามความมุ่งหมายของการอยู่วัด ; จึงควร ต้องให้ มันเป็นไปในเรื่องตัดกิเลสอยู่ตลอดเวลาของการทำการงาน. พวกเด็ก ๆ ก็คง ต้องทะเลาะกันมากกว่าพวกเณร, พวกเณรทะเลาะกันมากกว่าพวกพระ, พวกพระ หนุ่มนี้ก็คงทะเลาะกันมากกว่าพระแก่ นี้เป็นลำดับไป, พวกทำหน้าที่แม่ครัวก็ทะเลาะ กันมากกว่าพวกที่เป็นอุบาสิกา, อย่างนี้เป็นต้น ; ปฏิบัติให้กิเลสมันลดลงไปเป็น ลำดับ ๆ เสียบ้าง. เรื่องการงานนี้เต็มไปด้วยบทเรียนการปฏิบัติธรรมมากมาย, มากมาย เหมือนเมล็ดกรวดเมล็ดทราย, อยู่ที่ตัวการงานทั้งนั้นที่ต้องทำ. ส่วนมากทำงาน แต่ ไม่มีใครดู ไม่มีใครสังเกต ไม่มีใครถือเอาโอกาสอันประเสริฐนี้ปฏิบัติธรรม ; พอจะปฏิบัติธรรมต้องหนีไปอยู่ป่า อยู่เขา อยู่ถ้ำ ไปหลับหูหลับตาภาวนา แล้วก็บ้าไป ได้พักหนึ่ง แล้วก็ทำไม่ได้ ก็กลับมาอีกจนกระทั่งเลิกไป. ที่ถูกนั้น เมื่อกิเลสอยู่ ที่ไหน ก็ต้องปฏิบัติธรรมะที่นั่น ; ลักษณะไหนกิเลสชอบเกิด มักเกิด ก็ต้อง ปฏิบัติธรรมะที่นั่น เวลานั้น ; แล้วเราก็ได้ประโยชน์ในการละกิเลสด้วย, ในการ ได้ผลงานที่เป็นประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ด้วย ; มันวิเศษตอนนี้. ยิงปืนที่เดียวได้นก หลายตัวหลาย ๆ ชนิด. แล้ว คนเรานี้ไม่ว่ามนุษย์คนไหนก็ตาม ไม่อาจจะอยู่ ได้โดยไม่มีการทำการงาน. "งาน" จึงกินความกว้าง, และจำเป็นแก่สิ่งมีชีวิต หลีกกันไม่ได้.

น.836 การงานเป็นความสุข ซึ่งเป็นผลสุดท้ายของการปฏิบัติธรรม การงานนี่แหละคือความประเสริฐในชีวิตอยู่ตามธรรมชาติแล้ว, จะ ประเสริฐมากขึ้นไปอีก ก็ เพราะเป็นที่ตั้งของการปฏิบัติธรรม. เพราะฉะนั้น ระวังให้ดี ๆ ; เมื่อยังต้องลอง, แม้แต่ต้องลอง นี้ก็ต้องทำให้ดี ๆ ถ้าทิ้งอุดมคติ อันนี้เสียก็แล้วไป ; เลิกกัน. แต่ถ้ายังรักษาอุดมคติอันนี้อยู่แล้ว, ขอให้ระมัดระวัง ที่สุด อย่างยิ่งที่สุด, ให้ถือเอาประโยชน์ให้ได้จริง ๆ และให้ได้มากที่สุด. ส่วนผม นั้น ถือว่ามีชีวิตอยู่ด้วยอุดมคตินี้ ไม่มีการที่จะมีปัญหาว่าจะเลิกเมื่อไร หรืออะไรนี้ ; เพราะว่าอุดมคตินี้มาเป็นชีวิตเสียเลย แยกออกจากกันไม่ได้. เรื่องอุดมคติของผมนี้ใคร ๆ ก็ดูเอาเถอะ, หรือว่าที่แล้วมาแต่หลัง ก็ลองฟัง ดูเถอะ, สืบสวนดูเถิด ผมบวชแล้วทำอะไร? แล้วทำอะไร? แล้วทำอะไร ? แล้วทำอะไร? แล้วทำอะไร? จนกระทั่งบัดนี้ทำอะไร ? แล้วก็ยังยืนยันได้ว่า ต่อไปในอนาคตก็อย่างนี้ : คือมีการงานเป็นชีวิต, แล้วในการงานนั้นเป็นการปฏิบัติ ธรรมด้วย. ถ้าการปฏิบัติธรรมสิ้นสุดแล้ว ก็ไม่ต้องมีการงานแล้ว. การงานนั้นคือชีวิต ชีวิตก็คือการงาน, การงานก็คือความสุข ซึ่ง เป็นผลสุดท้ายของการปฏิบัติธรรม. ฉะนั้น จึงต้องไม่มีที่ว่าจะไปหางานที่ไหน, หรือทำงานได้ที่ไหน ; เพราะเป็นอยู่แล้วในชีวิต. นี้เรียกว่า "การงาน" ตาม ความหมายของคำว่าการงาน. คำว่า "หน้าที่" มีความหมายละเอียดไปกว่าการงาน อีก ; แม้แต่หน้าที่ที่จะต้องนอน จะต้องกิน จะต้องถ่าย จะต้องอาบ จะต้องทำ. หน้าที่ อย่างนี้ก็ล้วนเป็นโอกาส เป็นบทเรียนที่จะใช้ในการปฏิบัติธรรมด้วย. ขอให้ลองไปสอบไล่ตัวเองดูว่า การเข้าไปในส้วมวันนี้ยังเลวอยู่เหมือนเมื่อ วานนี้หรือเปล่า : หมายถึงจิตใจของการเข้าไปในส้วม วันนี้ยังเลวกว่าเมื่อวานนี้

น.837 หรือเปล่า ? แล้วพรุ่งนี้ก็สังเกตอีก ว่าเรายังเป็นผู้มีจิตใจที่เลวเหมือนเดิมอยู่หรือ เปล่า ? เข้าไปในส้วมได้เกิดความรู้สึกอะไรบ้าง ? จะนึกในทางเลวหรือว่าจะ อึดอัดขัดใจ, หรือว่าจะปกติเยือกเย็น, หรือจะเห็นเป็นของไม่น่าระอา, หรือเป็น ของน่าระอา หรืออะไรก็ตาม ; และบางครั้งอาจจะนึกขี้เกียจแล้วที่จะไปส้วม, บางทีขี้เกียจแม้แต่จะกินข้าว. เรามักจะวัด หรือสอบไล่ ทดสอบความรู้ ทดสอบ สภาพของจิตใจเรา ทดสอบความเข้าใจในชีวิต ในทุกสิ่ง. ฉะนั้น หน้าที่นี้คือ การงานทั้งหมดเลย ; ถ้าเรียกให้ดีเรียกว่า "หน้าที่". การปฏิบัติอยู่ตามธรรมชาติก็เป็นธรรมะ หน้าที่คือธรรมะ, คือการปฏิบัติอยู่ตามธรรมชาติ ก็ต้องทำให้ดี ; แม้แต่ถ่ายอุจจาระก็ต้องถ่ายให้ดี. ถ้าใครเป็นริดสีดวง ก็ต้องจัดว่าเป็นคนโง่เพราะ ถ่ายอุจจาระไม่เป็น ; หรือว่าถ้าจะเป็นริดสีดวงก็จะต้องรู้จักแก้ไขไม่ให้เป็น. นี้เป็น เรื่องเกี่ยวกับร่างกาย เรื่องเกี่ยวกับร่างกายแท้ ๆ. ใครเป็นโรคภัยไข้เจ็บ ชนิดใด ชนิดหนึ่ง ก็ยังต้องจัดเป็นคนโง่ อยู่ดี ; เพราะเกิดจากความประมาท จึงเกิดอัน- ตรายขึ้นมา เกิดจากความโง่ไม่รู้จักป้องกันรักษา, ไม่รู้จักปฏิบัติตนให้ถูกธรรมชาติ ; กระทั่งต้องเป็นคน คิดมาก มีวิตกกังวลมาก ยิ่งยกหูชูหางมาก ความทรมานใจ ก็ยิ่งมีมาก ก็พากันเป็นโรคเส้นประสาทบ้าง เป็นโรคจิตบ้าง เป็นอะไรก็ตามต่าง ๆ นานา ; ฉะนั้น คนที่มีโรคภัยไข้เจ็บนั้นต้องยอมรับสารภาพว่าเป็นคนโง่. เราต้องพยายามที่จะเป็นคนฉลาด : แก้ไขรักษาเยียวยาป้องกัน ; ก็จะกลาย เป็นคนฉลาดขึ้น. ฉะนั้น ชีวิตตามธรรมชาติแท้ ๆ ที่มีความเจ็บความไข้นี้ ก็เป็นการปฏิบัติธรรม, เป็นโอกาสของการปฏิบัติธรรมที่แท้จริง ยิ่งกว่าที่จะ

น.838 ไปนั่งหลับหูหลับตาภาวนาที่ไหนไม่รู้ ; แล้วก็ไม่รู้ว่าทำไปทำไม ยังอยู่ล้าหลังคนโง่ ทั่ว ๆ ไปเสียอีก. อย่าทำเล่นกับเรื่องเหล่านี้เลย ; การรักษาสุขภาพอนามัยให้ ถูกต้อง นี้ก็เป็นเรื่องการปฏิบัติธรรม อย่างหนึ่ง เพราะเป็นหน้าที่เป็นการงานด้วย เหมือนกัน. นี่ยกตัวอย่างมาให้ฟังว่า การงานคืออะไร ? ปฏิบัติธรรมคืออะไร ? ยังมี อีกมากถ้าจะพูด พูดอีกชั่วโมงก็ได้ ; แต่นี้เป็นตัวอย่างที่พอแล้ว สำหรับไปทำความ เข้าใจ. ชีวิตเป็นการงานอยู่ในตัวชีวิต หรือเป็นการต่อสู้อยู่ในตัวชีวิต, และการงานหรือการต่อสู้นั้นก็ เป็นการปฏิบัติธรรมอยู่ในตัวมันเอง. การปฏิบัติ ธรรมตามธรรมชาติกำหนดไว้อย่างนี้ ทำให้สำเร็จ ให้เลื่อนขึ้นไป เป็นขั้น ๆ แล้ว ก็สูงสุดอยู่แล้ว ; จนกระทั่งฉลาดพอ ไม่เกิดตัวกู-ของกู ในการคบหาสมาคม เกี่ยวข้องกับคนอื่น. การทำงานด้วยความเสียสละ, เสียสละนั้นก็เป็นตัวธรรมะสูงสุดอยู่แล้ว, แล้วทำงานอย่างไม่มีตัวกู-ของกู ก็เป็นความจริง สิ้นสุดกันเท่านั้นเอง. "การ ทำงานด้วยจิตว่าง ยกผลงานให้ความว่าง" กินอาหารเพียงกันตาย ไม่ต้องตายด้วย ; "กินของความว่าง" ถ้าถือ คาถานี้ เป็นหลักแล้ว มันก็ เป็นการปฏิบัติธรรมะอยู่ใน ตัวการงานที่สูงสุด, เป็นตัวการปฏิบัติที่สูงสุด ; คือปฏิบัติเรื่องสุญญตาเรื่อง นิพพานอยู่ในตัวการงาน. ต้องพิจารณา "การทำงานด้วยจิตว่าง" ให้ถูกต้องเพราะเข้าใจยาก "จงทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง" คือประโยค ที่ทำให้ผมลูกเขาหาว่าบ้า. กลอนบทนี้ของผม คือกลอนที่ทำให้เขาหาว่าผมบ้า หรือเป็นมิจฉาทิฏฐิ ; แล้วก็ว่า

น.839 ทำไม่ได้, พูดแต่ปาก. ที่พูดแบบนี้ว่า "จิตว่างยิ่งทำงานสนุก" นี้ไม่มีใครเชื่อ ; เขาไม่ยอมเชื่อว่า "จิตว่างทำงานได้" นี้เพราะเข้าใจยาก "ทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง ยกผลงานให้ความว่าง" นี้เข้าใจยาก. แต่เป็น เรื่องที่เดี๋ยวนี้เรากำลังทำอยู่แล้ว, กำลังทำอยู่เพื่อให้เกิดความเข้าใจได้ หรือให้ความ เข้าใจเกิดขึ้นมา, กำลังฝึกฝน กำลังต่อสู้ กำลังทำ เพื่อความเป็นอย่างนั้น. ถ้าใคร จะเรียนลัดทีเดียวให้ได้ผลหมด หลาย ๆ อย่าง โดยวิธีทางลัด : ทำงานด้วยจิตว่าง แล้วการงานนั้น จะเป็นการปฏิบัติธรรมที่สูงสุด ไม่มีอะไรสูงสุดไปกว่า. "มีชีวิตอยู่ด้วยจิตว่าง ทำการงานอยู่ด้วยจิตว่าง" ก็เรียกว่าซ้อมปาฏิโมกข์ ธรรมะในหัวข้อว่า “การงานคือการปฏิบัติธรรม" ถ้าทำในหลักสูงสุดก็คือทำงาน ด้วยจิตว่าง. แล้วที่ถามกันมา เมื่อตะกี้ ; ผมก็จะเล่าให้นิดหน่อยว่า ผมไปพูดที่เมืองตรัง, อธิบายคำว่า "ว่าง" นี้ว่า จิตว่างแบบอันธพาล กับจิตว่างตามแบบของพระพุทธเจ้า มันคนละเรื่องกัน. การทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง : จิตว่างตามแบบพระพุทธเจ้า ไม่ใช่แบบอันธพาล ซึ่งว่างอย่างเคว้งคว้าง และว่างอย่างไม่มีอะไรเป็นหลัก. จิตว่าง แบบอันธพาล เป็นเรื่องว่างอย่างที่พูดสำหรับเถียงกัน, สำหรับฆ่าคนโดยไม่ต้องเป็น บาป เป็นต้น ; พูดครั้งนั้นก็ได้ผลดี ; ผู้ฟังคงลืมไม่ได้, ลืมยาก. ถ้าเข้าใจกันดี, เขียนป้ายสวย ๆ ติดไว้ตามภูเขาตามสระน้ำบ้าง : จงทำงาน ทุกชนิดด้วยจิตว่าง ยกผลงานให้ความว่างทุกอย่างสิ้น กินอาหารของความ ว่างอย่างพระกิน ตายเสร็จสิ้นแล้วในตัวแต่หัวที, เท่านี้เอง ; หัวข้อธรรมะ ในพุทธศาสนามีเท่านี้เอง.

น.840 คืนนี้จะมีคนมาประมาณ ๒๐ คน คือ พวกพุทธสมาคมจังหวัดต่าง ๆ ที่เขาสนใจ ในสวนโมกข์เขาจับกลุ่มรวมกลุ่มกัน จะแวะลงที่นี่ ; พวกนครราชสีมา พวกเพชรบุรี พวกที่ไหนหลายแห่งไปประชุมที่เชียงใหม่มา, ลำบากลำบนเขาจะพากันมาเยี่ยมที่นี่ เราบอกเขาว่าไม่ควรจะมา เป็นเรื่องยุ่งยาก. คนโบราณปู่ย่าตายายเขาก็สอนว่า "อย่า พาแขกมาใส่หัว", แต่เขาก็จะมากันอยู่แล้ว. พอกันที. ใครอยากดูสไลด์ทำมาใหม่ ที่เขาถ่ายภาพทำงานก่อสร้างในหลุมสระก็ไป ดูได้ ; จะได้ดูหน้าตาคนที่กำลังทำงาน ว่า ทำงานด้วยจิตว่างเป็นการ ปฏิบัติธรรมคืออย่างไร. -----------------------------

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต