Buddhadasa.org

ธรรมปาฏิโมกข์ เล่ม 1 ครั้งที่ ๗ — คนไม่ให้ความยุติธรรมแก่ธรรมะ

ธรรมปาฏิโมกข์ เล่ม 1 — คำบรรยายเรื่อง ตัวกู–ของกู เป็นพิเศษ ทุกวันพระ ณ สวนโมกขพลาราม ไชยา พ.ศ. ๒๕๑๐–๒๕๑๑ · วันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๑๐

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.805 ——————————————————————————————————— การพูดเรื่องปาฏิโมกขธรรม หรือ ธรรม- ปาฏิโมกข์ ในวันนี้อยากจะพูดเรื่อง คนไม่ให้ความ ยุติธรรมแก่ธรรม แต่กลับให้ความอยุติธรรมแก่ธรรม อย่างยิ่ง. เนื่องจากระยะนี้ มีคนมาหาบ่อย ๆ เป็นคน ประเภทที่ให้ความอยุติธรรมแก่ธรรมะ แม้ว่าจะทำไป โดยไม่รู้สึกตัว. คนเหล่านี้ คือคนที่เป็นทุกข์เป็นร้อน หรือเป็นโรคเส้นประสาท แล้วก็วิ่งมาที่นี่ ขอให้ช่วย สักที มาขอบวชบ้าง, ขออะไรบ้าง, แต่แล้วก็ยัง ไม่ทันได้บวช พอรุ่งขึ้นก็บอกว่าไม่ไหว ยุ่งยากลำบาก และร่างกายเป็นอย่างนั้นอย่างนี้, ลากลับไป. รวม ความแล้ว เป็นคนที่กำลังมีความเดือดร้อนขนาดหนัก ๒๑๗

น.806 ด้วยจิตใจของตัวเอง ด้วยเรื่องราวต่าง ๆ ที่กำลังเกิดอยู่ กำลังจะเป็นบ้าตาย ; เหล่านี้เป็นโรคเส้นประสาทอย่างหนักอยู่. ธรรมะเป็นสิ่งที่ต้องศึกษาด้วยจิตใจที่ยังดี ๆ อยู่ คนจำพวกนี้ผมมองเห็นอยู่ เพราะสังเกตมานาน ก็เลยอยากให้ชื่อว่า พวกที่ ไม่ให้ความยุติธรรมแก่ธรรม ; แล้วจะพูดอย่างหนัก ๆ ว่า เขามีแต่จะเอาข้าง เดียว. คนชนิดนี้มีแต่จะเอาข้างเดียว ไม่มีให้ใคร ไม่เสียสละให้ใคร ; พอทุกข์ ร้อนขึ้นมา ก็วิ่งมาหาวัด มาหาพระ มาให้ช่วยสอนธรรมะดับทุกข์ให้ที. นี้เขามาตาม ธรรมเนียม ก่อนนี้ก็ไม่เคยรู้ว่าธรรมะจะช่วยได้, ถ้าเชื่อว่าธรรมะจะช่วยได้ เขาก็ควร จะเคยสนใจธรรมะบ้าง. นี่ไม่สนใจเลย. พอเกิดเรื่องขึ้นมา ก็วิ่งมาตามธรรมเนียม ว่าช่วยที ; ก็ช่วยไม่ได้ เพราะว่ามันไม่ใช่เรื่องเพิ่งเกิด เขาเป็นโรคเส้นประสาทขนาด หนักมาก่อน จะฟังเรื่องธรรมะถูกได้ง่าย ๆ หรือ ? ธรรมะนั้นเป็นสิ่งที่ต้องศึกษา ด้วยจิตใจที่ยังดีจริง ๆ, ใจคอยังดี ๆ อยู่. ถ้ารู้ธรรมะชนิดเป็นเครื่องป้องกันตัว เป็นหลักสำหรับปฏิบัติ, ธรรมะก็สามารถป้องกันไม่ให้เสียใจหรือ ไม่ให้น้อยใจ ; หรือพูดอย่างนี้ดีกว่าว่า ธรรมะป้องกันไม่ให้เสียใจจนเป็นโรคเส้นประสาท. คนโดยมากผิดหวังเรื่องผู้หญิง เรื่องครอบครัว. พวกนี้โง่เขลาจนไม่รู้ว่า เรื่องครอบครัวเป็นอย่างนี้เอง และธรรมะจะแก้ได้อย่างไรก็ไม่เคยเอาใจใส่. อายุ เข้าไปตั้ง ๓๐-๔๐ แล้ว ยังไม่รู้ว่าธรรมะมีไว้สำหรับดับทุกข์ ; เขาไม่สนใจ ! นี้เรียกว่าให้ความอยุติธรรมแก่ธรรมะอย่างยิ่ง มีแต่จะเอาท่าเดียว, จะเอาประโยชน์ จากธรรมะท่าเดียว, ไม่ยอมลงทุนให้แก่ธรรมะ คือไม่ยอมลงทุนศึกษา. นี่คือคน พวกนี้ ที่ให้ความอยุติธรรมแก่ธรรมะอย่างยิ่ง โดยไม่ยอมศึกษาเลย พอเดือดร้อน จึงจะวิ่งมาหาธรรมะ.

น.807 ทีนี้ พวกชาววัดชาววา หรือว่าแม้ที่เป็นอุบาสก ทำตนเป็นอุบาสก ; คิดว่า จะพึ่งธรรมะอยู่นั่นแหละ ก็ยังไม่ให้ความยุติธรรมแก่ธรรมะอย่างเพียงพออยู่นั่นเอง ; คือสนใจแต่ตามธรรมเนียมประเพณี สนใจตามสะดวก แล้วก็สนใจนิด ๆ หน่อย ๆ, ไม่มากเท่าที่สนใจเรื่องลูกเรื่องเมีย เรื่องลูกเรื่องหลาน เรื่องเหลน เรื่องเงินเรื่อง ทอง เรื่องข้าวของ. อุบาสกอุบาสิกาเหล่านี้ สนใจเรื่องลูกเรื่องหลาน เรื่องเงิน เรื่องทองมากกว่าสนใจธรรมะ ; จิตใจที่สนใจธรรมะมีปริมาณน้อยกว่ากันมาก. นี้ ธรรมะก็ช่วยไม่ได้ หรือไม่ช่วย เพราะว่าเป็นคนไม่ยุติธรรม. อย่าว่าแต่พวกที่จะไม่สนใจเลย แม้พวกที่ทำท่าว่าสนใจอยู่นี้ก็ยังไม่พอ จิตใจ ถูกเอาไปใช้ในทางอื่นมากกว่าในทางธรรม. ถ้าไปเปรียบเทียบส่วนกันดู ถึงแม้ พระเณรเรานี่ก็เหมือนกัน เวลา สนใจในธรรมะมีกี่นาทีในหนึ่งวัน ? แล้ว กำลังใจ ทั้งหมดทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์นั้นสนใจในธรรมะกี่เปอร์เซ็นต์ ? สนใจในเรื่องอื่นกี่ เปอร์เซ็นต์ : สนใจเรื่องดีเรื่องเด่น เรื่องอื่น ๆ นั้นกี่เปอร์เซ็นต์ ? ถ้าน้อยเกินไป ในการที่สนใจธรรมะก็แปลว่าไม่ยุติธรรมแล้ว ; แล้วเมื่อธรรมะไม่ช่วยก็ไม่ต้องโทษ กัน. นี่ ! ให้ความอยุติธรรมแก่ธรรมะไม่น้อย ทั้งที่เป็นพระเป็นเณร. นี่ผมพูดถึงคนบางคนที่ไม่สนใจเลย ไม่ประสีประสา ไม่รู้ว่าธรรมะมีความ จำเป็นแก่ชีวิตเลย, แต่เมื่อเกิดเดือดร้อนด้วยเรื่องที่เขาหมายมั่นมาก เช่น เรื่องภรรยา เรื่องคู่รัก เรื่องอะไรก็ตาม จึงจะมาให้ช่วยดับทุกข์ ซึ่งมีมากเสียแล้ว มันก็ดับไม่ได้ ดับไม่ทัน ; แล้ว เวลาที่จิตใจเขาเป็นอย่างนั้น มันพูดกันรู้เรื่องยาก เพราะ คนกำลังจะบ้าอยู่แล้ว พูดกันรู้เรื่องยาก. ผมขอให้ทุกคนตั้งข้อสังเกตไว้ด้วยว่า ความอยุติธรรมที่ธรรมะได้รับ, หรือ ถ้าพูดกันตรงๆ แล้วต้องพูดว่า บรรดาผู้ที่ได้รับความอยุติธรรม ความอกตัญญู หรือ

น.808 ความเนรคุณแล้ว ก็ไม่มีอะไรเป็นอย่างนี้มากเท่าธรรมะ. คนบางคนที่เขาบ่นว่าเขา ทำบุญคุณกับใครไม่ขึ้น มีแต่ได้รับความอยุติธรรม นี้ก็ยังไม่เท่าธรรมะ : ธรรมะได้ รับมากกว่า. นี้ควรจะนึกกันให้ดี ๆ ในข้อที่ว่าทำไมธรรมะไม่ช่วย? ทำไมธรรมะ ไม่ช่วย ? พวกที่บ่นว่าธรรมะไม่ช่วย นี่จงนึกถึงข้อนี้ให้มาก. ทำบุญให้ทานอยู่เสมอจะถือว่าสนใจธรรมะยังไม่ได้ เมื่อพูดถึงเรื่องที่ว่าสนใจธรรมะกันอย่างไร ในขนาดที่ธรรมะจะช่วยได้ ; คน โดยมากเขาก็คิดกันว่า ถ้าว่าทำบุญตักบาตรให้ทานอยู่บ้างแล้ว ก็เป็นการสนใจธรรมะ ที่เพียงพอแล้ว. นี่คนประเภทนี้เข้าใจเรื่องนี้ผิด : ขยันการทำบุญให้ทานแล้ว ถือว่าเป็นการสนใจธรรมเพียงพอ ; นี้เข้าใจผิด. สนใจธรรมะนั้นต้องรู้ ธรรมะ หรือว่ากระทำอยู่อย่างถูกต้อง ชนิดที่กิเลสนั้นถูกทำลายอยู่เสมอ. ทีนี้ มาดูถึงการทำบุญให้ทาน : คนส่วนมากเหล่านั้น ไม่ได้ทำบุญเพื่อ ทำลายกิเลส; แต่ทำบุญเพื่อพอกกิเลส, และก็ โดยไม่รู้สึกตัว ; เช่นว่า ให้ทานไปบาทหนึ่งสองบาท ก็จะให้ได้บุญได้กุศลชนิดที่ทำให้เกิดรวย เกิดสวย มีโชคดี. มีบางคนคิดจะตักบาตรช้อนหนึ่งก็จะให้ได้วิมานหลังหนึ่ง, ได้สวรรค์วิมานจากการ ตักบาตรช้อนหนึ่งก็มี. อย่างนี้ทำบุญเพิ่มกิเลส โดย ความหวังที่จะเอากำไรมาก เกินกว่าการค้ากำไรชนิดไหนหมด. มีที่ไหนบ้าง ที่ทำบุญตักบาตรช้อน หนึ่งเป็นราคาไม่กี่สตางค์ แล้วจะได้วิมานหลังหนึ่ง? นี้, ไม่มีการค้าขาย ที่ไหน ที่ได้กำไรมากขนาดนี้. เมื่อไปหวังอย่างนี้ก็เรียกว่า ละโมบอย่างยิ่ง ; การทำบุญนั้นมันจึงเป็นการเพิ่มกิเลส.

น.809 เขาไม่เคยเลื่อนขึ้นมา, เลื่อนขึ้นมา จนได้ ทำบุญเพื่อให้ตัวหมดกิเลส ; ทำบุญเพื่อให้เราหมดความเห็นแก่ตัว, ทำทานเพื่อเราหมดความตระหนี่, ให้มีจิตใจ ที่มีกิเลสน้อยลง ; ไม่เคยคิดอย่างนี้. การที่ทำบุญทำทานในรูปนั้น ยังไม่ใช่เป็น เรื่องสนใจธรรมะอย่างถูกต้อง ; ฉะนั้น คนที่ทำบุญชนิดนั้นมาก ๆ กลับร้องไห้ มากกว่าคนอื่น, เป็นทุกข์มากกว่าคนอื่น, และเมื่อปัญหาอะไรเกิดขึ้น ก็แก้ไข ไม่ได้ แก้ไขไม่ถูก แล้วก็เป็นโรคเส้นประสาทก็มี เป็นบ้าก็มี. นี่แล้วจะไปโทษว่า ธรรมะไม่ช่วย, ไปโทษธรรมะว่าไม่มีประโยชน์, ทำบุญจนจะตายอยู่แล้ว บุญยัง ไม่เห็นช่วย ; ธรรมะแท้ ๆ นั้นคนละเรื่องกัน กับการทำอย่างที่เขาคิดว่าเป็น ธรรมะแล้ว. นี่ ธรรมะก็ถูกหาไปในแง่ที่ผิดอีก ซ้ำเข้าไปอีก ก็เรียกว่าไม่ยุติธรรม อย่างยิ่งเหมือนกัน, เป็นการไม่ยุติธรรมแบบหนึ่งอีก, ไม่ยุติธรรมเพราะ ถูกหาว่า เป็นของไม่มีประโยชน์ ช่วยไม่ได้, ไม่ช่วยใครจริงๆ ไม่ซื่อตรงต่อผู้ที่จงรัก ภักดี. คำว่า "จงรักภักดี" ของเขามันก็ไม่ถูกต้อง ; มันเป็นเรื่องจงรักภักดีแก่ ตัวเอง, ไม่ใช่จงรักภักดีต่อธรรมะ. สำหรับเรื่อง ลงทุนค้ากำไรเกินควรแบบนั้น ก็คือสภาพความที่ได้เป็นอยู่จริงในระหว่างนี้ ; ที่ผมได้ถูกเข้ากับตัวเอง คือ พบเห็นอยู่กับตัวเองบ่อย ๆ : คือพอคนกลุ้มใจมากก็มาให้ช่วย มันก็ช่วยกันไม่ได้, แล้วบางคนก็มาให้เราพลอยรับบาป โดยเอาบุคคลชนิดนี้มาฝากไว้กับเรา ; เราก็ไม่รับ. ใครจะว่าไม่เมตตา กรุณา ไม่อะไร ก็สุดแท้ เราก็ไม่รับ. ต้องช่วยกันระวังว่า ได้เกี่ยวข้องกับธรรมะถูกต้องหรือยัง สำหรับพระเณรก็เหมือนกัน จะต้องระวัง, ต้องช่วยกันระวัง, ระวังในข้อ ที่ว่า แม้จะอยู่ในวัดแล้วก็ ต้องระวัง, ว่าได้เกี่ยวข้องกับธรรมะถูกต้องหรือไม่ ? ถ้ายังเกี่ยวข้องกับธรรมะไม่ถูกต้อง ก็จะมีผลพอ ๆ กัน : ธรรมะจะไม่ช่วยป้องกัน

น.810 แม้แต่จะไม่ให้เป็นโรคเส้นประสาท. โรคเส้นประสาทนี่มันก็ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย ; แม้อยู่ในวัดเป็นพระเป็นเณรแล้ว ธรรมะก็ยังไม่ช่วยคุ้มครองให้ แม้แต่ว่าจะพ้นจากโรค เส้นประสาท. น่าหัวเราะก็น่าหัวเราะ, น่าละอายก็น่าละอาย. ต้องคิดกันดูให้ดี ๆ อย่าไปมองแต่คนภายนอก ที่เขาไม่ได้รับประโยชน์จากธรรมะ ไม่ให้ความ ยุติธรรมแก่ธรรมะยิ่งกว่าเรา ; แม้เป็นพระเป็นเณรก็ยังไม่ได้รับประโยชน์จาก ธรรมะก็มีเหมือนกัน. เมื่อมองดูกว้าง ๆ ออกไป จะยิ่งเห็นว่ามันยิ่งมีมากขึ้น : คนในโลกปัจจุบันนี้ ที่มีความกลุ้มใจเป็นโรคเส้นประสาทมีมากขึ้น เที่ยวลองนั่นลองนี่, แก้ไม่ได้ แล้วก็มักจะหันมาวัด มาหาศาสนาให้ช่วยแก้, ซึ่งก็มักจะทำตาม ๆ กันไปในเรื่อง รดน้ำมนต์ หรือทำพิธีสะเดาะเคราะห์อะไรทำนองนี้ ว่านั่นคือธรรมะ. เมื่อไปทำเข้า ไม่ได้ผลก็เลยโทษธรรมะอีกว่าธรรมะใช้ไม่ได้ ไม่มีประโยชน์ ไม่จริง, ไม่ช่วยคน ที่อ้อนวอนหรือคนที่อุตส่าห์ลงทุนทำบุญให้ทาน ; นี่กำลังเป็นกันมากขึ้น ๆ ใน ประเทศไทยเรา. คนที่ไม่รู้จักธรรมะ แล้วจะให้ธรรมะช่วย นี้เป็นคนที่ไม่ รู้จักธรรมะเสียเลย แล้วจะให้ธรรมะช่วย มีมากขึ้นมากขึ้น, เป็นเรื่องพิธีรีตอง ไปหมด เป็นเรื่อง ทำบุญให้ทานเพื่อเอาสวรรค์ เอากำไรเกินควรไปเสียหมด ธรรมะก็ไม่ช่วยจริงเหมือนกัน ; คนประเภทนี้ก็ยังเป็นโรคเส้นประสาทอยู่นั่นเอง. ที่นี้ ความไม่ยุติธรรม อย่างหนึ่ง ซึ่ง ละเอียดมากขึ้นไปอีก ก็คือ ความที่ ปฏิบัติธรรมะไม่สำเร็จ เพราะไม่รู้จักละอาย ไม่รู้จักกลัว และไม่รักธรรมะ จริง ๆ. ข้อที่ ๑. คนนับถือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีการมอบกายถวาย ชีวิต นี้ ว่าแต่ปาก เท่านั้น, มอบกายถวายชีวิตพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นี้ว่า แต่ปาก. พอมีเรื่องได้เงินได้ของอะไร ก็ทิ้งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เตลิด เปิดเปิง, วิ่งไปหาความที่จะได้นั่นได้นี่ แม้ในทางที่ผิดศีลผิดธรรมก็จะเอา ; อย่างนี้

น.811 ไม่ควรจะพูดว่า รักพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อะไรจริง. ที่ถูกเราต้องการให้รัก ธรรมะ ในฐานะเป็นผู้ช่วยชีวิต เป็นผู้ป้องกันโรคภัยไข้เจ็บทางจิตทางใจ, แล้วก็ช่วย ชีวิตให้มีความหมายเป็นมนุษย์ เป็นคนอยู่ได้. พวกอุบาสก อุบาสิกา พวกพระพวกเณรเรา ก็ยังมีความรักในธรรมะ ไม่พอ, ไปรักกิเลส รักตัวเอง เสียมากกว่า ; บางทีรักของเล่นเสียมากกว่า, รักเงินมากกว่า ; รักอย่างนี้ยังมากกว่ารักธรรมะ. นี่ไปพิสูจน์ดู จิตใจของตัวเอง, นี่ก็เป็นข้อหนึ่งที่เรียกว่าให้ความอยุติธรรมแก่ธรรมะ, ไม่ได้รักธรรมะอย่างแท้จริงและ เพียงพอ, อย่างที่เรียกว่าจะมอบกายถวายชีวิตอย่างนั้น. ข้อที่ ๒. ก็คือ เป็นคนที่ไม่กลัว, ไม่กลัวความทุกข์ ไม่ละอายต่อบาป. ไม่กลัวบาป ไม่ละอายบาปที่เพียงพอ. พวกนี้เป็นพวกที่มีปัญหามากมาถาม, มาถามเองหรือเขียนมาถาม ว่าทำไม จึงมีเผลอเรื่อย ? เมื่อรู้ว่านี่เป็นกิเลส, นี่เป็นความทุกข์แท้ ๆ, แล้ว ทำไมยัง เผลอเรื่อย ? นี้เราก็ตอบว่า เพราะว่ายังไม่รักธรรมะจริง แล้วไม่มีความ ละอาย, ไม่มีความกลัวที่เพียงพอ ไม่มีความละอายที่เพียงพอ ; หมายความว่า เมื่อกิเลสเกิดขึ้นแก่เราหรือว่าเราเผลอให้กิเลสเกิดขณะที่เห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส อะไรก็ตาม. เผลอให้กิเลสเกิด ซึ่งเราไม่ประสงค์นี้ ; ขณะนั้นเราไม่ละอาย เรา ไม่เห็นเป็นของน่าละอาย, และก็คิดว่า ไม่มีใครรู้เรื่องของเรา เราก็ไม่ละอาย ; เพราะฉะนั้นเราจึงไม่มีความละอายต่อบาป หรือไม่รู้จักละอายต่อความที่เรียกว่าพ่ายแพ้ แก่กิเลส ; แต่ที่เรื่องอื่น ๆ ซึ่งเล็กน้อยกว่านั้นกลับละอายมาก. ใครด่าสักคำก็ ละอายมากโกรธมาก, มีเรื่องปกปิดกันมาก เพราะกลัวจะไม่ดี จะผิด และละอาย มาก.

น.812 คนทั้งหลายไม่กล้าทำอะไรน่าละอายตามถนนหนทาง, ตามที่ชุมนุมชนนี้ก็ เพราะละอายมาก ; แล้วก็รักษาไว้ดีจริงเหมือนกัน คือไม่พลาด : เช่นไม่ทำผ้านุ่ง หลุดกลางถนนอย่างนี้ ไม่มีใครเผลอ, ไม่เผลอเลย เพราะว่าละอายเท่าภูเขาเลากา, รู้จักละอายจนไม่รู้จะละอายอย่างไร. แต่ ทีเผลอให้ตัวกู-ของกูเกิดขึ้นในใจ ให้โลภ โกรธ หลงเกิด; นี้ไม่ละอาย, ไม่ละอายจนนิดหนึ่ง. บางที่กลับ สนุกไปเลย : คิดเสียว่า ไม่มีใครรู้ของเราแล้วก็ไม่ละอาย. มันก็ได้ช่องแก่กิเลส เพราะไม่มีความละอายเพียงพอ ; หรือว่าไม่มีความกลัวที่เพียงพอ, ไม่เห็นว่ากิเลส นี้เป็นของแสนจะน่ากลัว, ไม่เห็นว่าความที่กิเลสเกิดนี้แสนจะน่ากลัว. แต่ทีของ เล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นจะตกล่องนอกชานนี้กลัว ก็เลยไม่ตกเพราะกลัวมาก, กลัวตกล่อง นอกชานขาถลอก นี้กลัวมากกว่าความกลัวที่กิเลสเกิด. เมื่อ เดินลื่นหกล้มลง หัวฟาดนี้ก็ยังกลัวมาก รู้จักระวังไว้ได้จึงไม่ลื่น ไม่ หกล้มลง. แต่ทีเผลอให้ กิเลสเกิดนี้ กลับไม่กลัว กิเลสก็เกิดอยู่บ่อย ๆ ; อย่างนี้เรียกว่าไม่กลัว, หรือกลัวน้อย, หรือ ไม่กลัวต่อการเกิดของกิเลส; กิเลสก็เกิดได้เรื่อยๆ, ก็เผลอได้เรื่อย, เพราะเราไม่กลัวต่อกิเลส จึงเผลอให้กิเลส เกิดได้เรื่อย. ขอให้เทียบกันดู เหมือนกับว่าเรากลัว ไม่ตกล่องนอกชาน, ล่องที่ตรงไหน ก็สุดแท้ ; ไม่ตก, ไม่ตกล่องคูถนนที่เขาทำไว้นั้น ๆ เพราะคอยระวัง จึงไม่ตกล่อง อย่างนี้; เพราะกลัวมาก, เพราะละอายมาก. แต่ทีที่ตกล่องในทางจิตใจ คือ ใจตกล่อง เพราะปล่อยให้กิเลสเกิดนี้ไม่กลัวไม่ละอาย; นี้ก็เรียกว่าเป็น ความไม่ยุติธรรมอย่างยิ่งแก่ธรรมะ ด้วยเหมือนกัน ในการที่เราไม่มีความละอาย ไม่มีความกลัวในกรณีของธรรมะนี้มากเหมือนที่เราละอายและกลัวอย่างอื่น ๆ ข้างนอก เช่นกลัวผ้านุ่งหลุด, กลัวล้มลงหัวแตก หรือว่ากลัวตกล่องเป็นต้น, ซึ่งกลัวและ ละอายมาก.

น.813 ขอให้ดูให้ดี ๆ เถอะ ; นั้นคือ ความไม่ยุติธรรมที่มนุษย์เราให้แก่ธรรมะ. เพราะฉะนั้น ธรรมะก็ตอบสนองให้เราสาสมกัน : จะเผลอเรื่อย, จะมีกิเลส ตัวกู-ของกู ความโลภ ความโกรธ ความหลง เกิดเรื่อยไป. นี่เพราะโทษ อย่างเดียวที่เขาไม่ให้ความยุติธรรมแก่ธรรมะ. คนอยุติธรรมต่อธรรมะแล้วยังดูหมิ่นธรรมะอีกด้วย นี้เราพูดกันแต่เรื่องว่ามนุษย์ ไม่ให้ความยุติธรรมแก่ธรรมะ ; แล้ว กลับ ให้ความอยุติธรรม ก็มี, ขนาดหนักก็ให้ความเนรคุณแก่ธรรมะก็มี , ดูถูก ดูหมิ่นธรรมะไปเสียเลย ; แต่แล้วพอเข้าที่คับขันก็ร้องหาธรรมะให้ช่วย ให้พระ ช่วย มาหาธรรมะช่วย มาหาศาสนาช่วย ; อย่างนี้นับว่าเป็นคนตลบแตลง. การที่ ธรรมะไม่ช่วย นั้นก็ถูกแล้ว เพราะตัวเองไม่ทำให้ธรรมะช่วยได้; หรือตัวเองไม่ทำตัว ให้อยู่ในสภาพที่ธรรมะจะช่วยได้ ; ก็เป็นอันว่า ในที่สุดก็ไม่ได้รับประโยชน์อะไร จากธรรมะ. นี้เราเห็นได้ว่ามีอยู่น้อยคนนัก ที่จะถือเอาประโยชน์จากธรรมะได้ เพราะ เขาให้ความยุติธรรมแก่ธรรมะไม่เพียงพอ. อย่าเข้าใจว่าเป็นพระ เป็นเณร ปฏิบัติหน้าที่อะไรอยู่แล้ว จะเป็นการให้ ความยุติธรรมแก่ธรรมะเพียงพอ หรือ สนใจแก่ธรรมะเพียงพอ; นี้ไม่แน่. ถ้าสมมติว่าสมภารสักองค์หนึ่ง ทำการงานสร้างวัดสร้างวา สร้างโบสถ์ สร้างวิหาร สารพัดอย่างที่จะสร้างลงไปในวัด แต่แล้วไม่สนใจในธรรมะเลย; ไม่เท่าไรสมภาร องค์นั้นก็มีโรคเส้นประสาทรบกวนเกิดขึ้น; เพราะทุกอย่างไม่เป็นไปตามต้องการ, มีวิตกกังวลมาก กระทั่งมีความทุกข์หรือตาย. อย่างนี้จะไปโทษธรรมะไม่ได้, จะ ไปโทษว่าเราสร้างความดีทุกอย่างแล้ว ยังต้องเป็นอย่างนี้; อย่างนี้จะไปโทษธรรมะ ไม่ได้, ต้องโทษความที่ตนไม่ให้ความยุติธรรมแก่ธรรมะ.

น.814 ถ้าไปดูที่โรงพยาบาลสงฆ์แล้ว จะมีความน่าสังเวชตรงที่ว่า พระที่ไปนอนป่วย ที่โรงพยาบาลสงฆ์นั้น เป็นโรคเส้นประสาทมาก เป็นอันดับ ๑, เป็นโรคกระเพาะ มากเป็นอันดับ ๒; จนพวกหมอเขาลงมติกันว่า พระนี่ไม่ไหว ไม่ควรจะเป็น โรคเส้นประสาทยิ่งกว่าฆราวาส นี่ก็กลับเป็นมาก ยิ่งกว่าฆราวาส. แล้วพระเป็น โรคกระเพาะมากก็เพราะว่ากินไม่เป็น หรือกินมาก, นี่ก็ล้วนแต่เป็นเรื่องน่าขายหน้า ทั้งนั้น. ถ้าไปดูที่โรงพยาบาลสงฆ์ ซึ่งล้วนแต่มีภาวะแสดงว่า พระเรา สนใจกับ ธรรมะน้อยไป จึงเป็นโรคประสาทมากที่สุด เนื่องมาจากการดำรงจิตไว้ไม่ถูกวิธี ปล่อยให้ตัวกู-ของกูครอบงำตัว , ตกอยู่ในอำนาจความโลภ ความทะเยอทะยาน ครอบงำมากเกินไปนี้เป็นต้น. นี้เป็นพยานปรากฏชัดอยู่ เป็นการฟ้องให้รู้ว่า เป็นผู้ที่ ไม่ให้ความเป็นธรรมแก่ธรรมะ. ขอให้เราช่วยกันระวังให้ดี ๆ : ต้องรู้จักกินอยู่หลับนอนให้พอดี จึงจะ ไม่มีโรคภัยง่าย, รู้จักทำจิตใจไว้ให้ดี ๆ จะไม่เป็นโรคเส้นประสาท , แล้ว ปฏิบัติตัวให้ถูกอนามัยทั้งทางกายทั้งทางใจจนมีร่างกายแข็งแรงปกติดี, หรือว่าระวัง จิตใจเป็นผู้ที่ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนี้ คือเรื่องที่ว่าพระเราไม่ควรจะเป็นโรคอะไรที่ ไม่ควรจะเป็นยิ่งกว่าพวกฆราวาส เพราะเราให้ความสนใจแก่ธรรมะเพียงพอ. เดี๋ยวนี้เท่าที่เราพอจะมองเห็นได้ ก็เห็นอยู่ว่า หลักฐานต่างๆ แสดงอยู่ว่า แม้ในหมู่พระเณรเรา ก็ให้ความสนใจแก่ธรรมะนั้นน้อยเหมือนกัน จึงมีผลปรากฏ เหมือนที่เห็น ๆ กันอยู่ ; เหตุนี้ ผมจึงเห็นว่าสมควรแล้วที่จะพูดกันเรื่องนี้สักที คือ "เรื่องไม่ให้ความยุติธรรมแก่ธรรมะที่เพียงพอ" นี้เอง, เมื่อไม่ให้ความยุติธรรมแก่ ธรรมะก็ต้องถูกธรรมะตอบแทนเอา ในลักษณะที่ไม่พึงปรารถนาที่สุด. เรื่องความยุติธรรมหรือไม่ยุติธรรมระหว่างคนกับธรรมะนี้ ไม่ค่อยจะ มีใครมอง, คือ มองข้ามไปเสียหมด ; เพราะว่าเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้,

น.815 เห็นแก่ตัวมีแต่เรียกร้องเอา, ไม่มีการลงทุน ไม่มีการให้ ไม่มีการเสียสละให้ถูกวิธี, หรือให้ตรงกับเรื่อง. มันเป็นไปแต่เรื่องเสียสละที่เป็นไปเพื่อกิเลส; ไม่ใช่ ตัดทอนกิเลส. ถ้าเสียสละออกไปเพื่อเพิ่มกิเลสแล้วก็เป็นฝ่ายไม่ยุติธรรมแก่ธรรมะ. ธรรมะจะไม่คุ้มครองโลก ถ้ามนุษย์ให้ความอยุติธรรมแก่ธรรม เราจะให้ จะสละ จะบริจาคอะไร เราจะต้องบริจาคจริงๆ; ไม่ใช่ ให้หรือบริจาค เพื่อให้เขาสรรเสริญ หรือ เพื่อเอาหน้าเอาตา, หรือ เพื่อเอาผล แลกเปลี่ยน ได้เป็นกำไรหลายร้อยหลายพันเท่า. นี่คือความน่าละอาย น่าหวัว แล ะความไม่ก้าวหน้าของพุทธบริษัทเรา ที่ซ้ำซากอยู่แต่อย่างนี้. นี่ธรรมะ ก็เลยไม่ช่วยโลกนี้มากขึ้น, ธรรมะก็จะไม่คุ้มครองโลกนี้มากขึ้น; เพราะมนุษย์ ส่วนมากในโลกให้ความอยุติธรรมแก่ธรรมะ. ยิ่งดูจะยิ่งเห็นว่าความทุกข์รุนแรงขึ้น, โลกนี้จะเป็นทุกข์เป็นร้อน จะ เดือดร้อนระส่ำระสายเป็นทุกข์มากขึ้น เหมือนที่ได้เคยพูดมาหลายหนแล้วว่า : ถ้าคนทั้งหมดทุกศาสนา จะต่างก็เล่นตลกเป็นลิงหลอกเจ้ากับศาสนาของตัวเสียด้วยกัน เป็นส่วนมากแล้ว ; นั้นก็คือ ไม่ให้ความเป็นธรรมแก่ธรรมะทุก ๆ ศาสนา. ธรรมะก็เลยลงโทษคนทั้งหมดเหล่านั้น ให้ได้รับความทุกข์ความเดือดร้อนยิ่งขึ้น. แล้ว มนุษย์สมัยนี้ก็ไม่เคยคิดว่าเป็นเพราะเหตุที่ไม่สนใจในศาสนา; ก็เลย หาทางแก้ไขอย่างอื่น แล้วก็แก้ไม่ได้ ; มันเป็นเรื่องปลายเหตุเสียหมด จึงไม่สามารถ ที่จะแก้ปัญหาของโลกได้. เดี๋ยวนี้ดู ๆ คล้ายกับว่าธรรมะไม่คุ้มครองโลกนี้ ; นี้ไม่ถูก ที่จริงธรรมะก็ยัง คงคุ้มครองโลกอยู่ ; แต่ว่าคุ้มครองในลักษณะที่กำลังลงโทษ. ธรรมะกำลัง คุ้มครองโลก ในลักษณะที่ลงโทษผู้ที่ไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎของธรรมะ ; ไปเหยียบย่ำดูหมิ่นธรรมะอยู่ ธรรมะจึงลงโทษ. แท้จริงธรรมะยังเอาใจใส่ในมนุษย์อยู่

น.816 เต็มที่ตามเดิม แต่เมื่อมนุษย์หันเหไปอย่างนี้ ธรรมะก็ต้องตอบสนองอย่างนี้ : ทำให้ มีการรบราฆ่าฟันกัน, ทำให้มีการขาดแคลน, ทำให้ มีการเบียดเบียน ไม่มีที่ สิ้นสุดสมตามความเจริญก้าวหน้าของมนุษย์สมัยนี้ ซึ่งก้าวหน้าเจริญไปแต่ ในทางเห็นแก่ตัว, สนุกสนานเอร็ดอร่อยทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกายนี้, แล้วก็เป็นไปเพื่อความเห็นแก่ตัวยิ่งขึ้น. นี่คือความก้าวหน้าความเจริญของโลกสมัยนี้ ไม่ใช่ก้าวหน้าหรือเจริญ ไปในทางที่ให้รู้ธรรม ; แต่ก้าวหน้าเจริญไป ในทางที่ หันหลังให้ธรรมะ แล้ว เหยียบย่ำธรรมะ ตลุยไปในที่สุด, ไม่ถือเรื่องดี เรื่องชั่ว เรื่องผิด เรื่องถูก เรื่องบุญ เรื่องบาป ; นี้ธรรมะที่ปกครองโลกอยู่ ก็เลยพิพากษาโทษ ให้มีแต่การ เบียดเบียนกันอยู่อย่างนี้. ขอให้เราถือว่า ธรรมะยังคงคุ้มครองโลกอยู่เสมอ ; ต้องมองดูดีๆ อย่าให้ เหมือนยายแก่คนหนึ่งที่มีเรื่องเล่าไว้ในอรรถกถา :- ยายแก่คนนี้ลูกหลานไม่เลี้ยงดู ลูกหลานทอดทิ้งหมด ระหกระเหินไป เป็น คนตกระกำลำบากไปขอทาน, แล้วแกคิดขึ้นว่าจะทวงสิทธิ ก็เลยหาอาหารมาทำบุญ อุทิศส่วนกุศลให้ธรรมะที่ตายหมดแล้ว ; คือยายแก่คนนี้แกถือว่าธรรมะตายหมดแล้ว ในโลกนี้ไม่มีเหลือ. ถ้าธรรมะยังมีอยู่ในโลกก็คงจะทำให้ลูกหลานกตัญญูต่อบิดา มารดา, คงจะทำให้ลูกหลานเอาใจใส่บิดามารดา. ถ้าลูกหลานไม่เอาใจใส่บิดามารดา ก็ควรจะได้รับโทษ, นี่ลูกหลานก็ไม่เอาใจใส่บิดามารดา แล้วมันก็ยังสบายดีกันอยู่. ยายคนนี้เลยถือว่าธรรมะตายหมดแล้ว ในโลกนี้ธรรมะไม่มีเหลืออยู่แล้ว. ทีนี้แกก็ ทำบุญใหญ่อุทิศให้แก่ธรรมะที่ตายแล้ว เป็นการประชดธรรมะ. ฝ่ายประชาชนเห็น การกระทำอย่างนี้เข้าก็เลยเล่าลือกันใหญ่, บางคนก็ไปเล่นงานเอาลูกหลานของยาย

น.817 คนนี้. พวกลูกหลานเมื่อถูกกระทำเข้าอย่างนี้ก็เลยนึกได้ กลับใจทำกันเป็นการใหญ่ ; คือเอาใจใส่ต่อแม่ต่อยายต่อย่าที่ไปเป็นขอทาน, หรือว่ากำลังตักบาตรทำบุญให้แก่ ธรรมะที่ตายแล้ว. เรื่องนี้ฟังดูแล้วก็น่าหวัว ที่ยายคนนี้ก็รู้จักทวงสิทธิแปลกดีอยู่ ; แล้วเผอิญ มันเหมาะกันที่ว่า ทำให้คนนึกได้หรือกลับตัว. นี่เพียงแต่แกเข้าใจผิด ที่ว่าธรรมะ ตายหมดแล้ว ไม่มีเหลืออยู่ในโลกแล้วนี้; และเพียงแต่ยังไม่ทันจะให้ผล ให้เห็น ตามที่ตรงกับความต้องการของแก คือว่าแกเองก็คงจะเคยเหยียบย่ำธรรมะมาก่อน มีบาป มีกรรม ทำให้ลูกหลานไม่เลี้ยง อย่างนี้ก็ได้. แต่แกไม่มองในแง่นั้น, แกมองในแง่ ที่ว่าธรรมะไม่มีในโลก ไม่ช่วยทำความยุติธรรมในโลก แต่ในที่สุดก็พิสูจน์ให้เห็นว่า เป็นอย่างไร ; ธรรมะกลับมีมาอีกได้ กลับทำให้เด็ก ๆ เหล่านั้นนึกธรรมะได้. นี่ เป็นเรื่องที่มักจะไม่ค่อยพูดกัน เป็นเรื่องที่มักจะไม่ค่อยมองกันในแง่นี้. ผมเห็นว่าเรื่องเนรคุณธรรมะ ไม่ควรลืมกันเสีย, ไปมองกันเสียบ้าง ; จึง คุ้ยเขี่ยมาพูดเตือนกันไว้, เอามาพูด ๆ เตือน ๆ กันไว้. นี้เป็นเรื่องที่เหมาะสม อย่างยิ่งสำหรับสมัยนี้ที่เป็นอย่างนี้ ; แล้วก็ในวงที่แคบเข้ามานี้, พวกพระเณรเรา นี้ต้องระวัง อย่าไปหลงใหลให้ความอยุติธรรมแก่ธรรม : กำลังเจ็บอยู่แล้วก็บ่น ว่าธรรมะไม่ช่วย. ที่จริงเป็นเพราะตนเองไม่เคารพธรรม ไม่สนใจในธรรม ไม่เสียสละในธรรม, ไม่มีความกลัว ไม่มีความละอายที่มากพอ ในการที่ตน ละเลยต่อธรรมะ ปล่อยให้กิเลสเกิด. ขอให้ทบทวนกันดู : ตั้งแต่ว่าคนที่เดือดร้อนนี้ขนาดหนัก เหมือนกับถูกราด ด้วยน้ำร้อน, เป็นโรคเส้นประสาท, เป็นบ้า จนกระทั่งตายไปก็มี; ก็เข้าใจว่า ธรรมะไม่ช่วย. ที่จริงเขาเป็นคนที่ไม่รู้จักธรรมะ ไม่สนใจธรรมะ ; คือเข้าใจ ธรรมะผิด ๆ กลับกันเสียหมด ; แล้วให้ความอยุติธรรมแก่ธรรมะอย่างยิ่ง. เมื่อ

น.818 หนุ่มๆ แรก ๆ นี้ ไม่ศึกษาธรรมะเลย ; แล้วจะมาให้ธรรมะช่วยก่อนจะตายนี้ ธรรมะช่วยไม่ทัน , หรือว่าเมื่อเรื่องมันเกิดมากแล้วจะมาหาธรรมะ มันไม่มีทาง จะช่วยได้ทัน. คนที่เป็นโรคเส้นประสาทนี้ เราจะพูดธรรมะให้เขาเข้าใจนั้นไม่ไหว ; เขา เข้าใจไม่ได้. เขากำลังเป็นโรคเส้นประสาทขนาดหนักเสียแล้ว แม้ว่าเราจะช่วย ก็ ไม่สามารถจะช่วยให้เขาเข้าใจธรรมะได้, เราไม่สามารถเอาธรรมะช่วยเขาได้ ; เพราะเขาไม่สนใจเมื่อเขายังสบายดีอยู่. หรือว่าเมื่อเขาสบายดีอยู่เขาไม่สนใจธรรมะ จะไปให้ธรรมะช่วยเมื่อเขาเจ็บไข้จะตายลง ; นี้ทำไม่ได้; แม้จะป้องกันก็ไม่ได้เสีย แล้ว. ทางที่ดี ต้ องมีธรรมะให้เพียงพอที่จะป้องกันโรคทางจิต ป้องกันโรค ทางประสาทได้เสียก่อนแล้ว เราจะเป็นคนที่มีสุขภาพดีทั้งทางกายทางใจ ; แม้จะแก่แล้วจะไม่คร่ำครวญ ไม่หลงใหล จะมีสติสัมปชัญญะดี จนกระทั่งดับจิตใน วาระสุดท้าย. จงพยายามให้ความยุติธรรมแก่ธรรม ขอให้เข้าใจ และให้เตรียมพร้อมที่ถูกต้อง; แล้วอย่าไปโพนทนาว่า : ธรรมะไม่ยุติธรรม ในเมื่อตัวเองยังไม่ยุติธรรม, ให้ความไม่เป็นธรรม, หรือว่า เนรคุณธรรมะ ; พูดกันอย่างนี้ดีกว่า. ปาฏิโมกข์ธรรมะประจำสัปดาห์ ของเราในวันนี้ ว่าด้วยเรื่องคนกำลังทำ ความอยุติธรรมให้แก่ธรรมะ, ธรรมะนี้เป็นผู้ที่ได้รับความเนรคุณ หรือความ อยุติธรรมมากที่สุดกว่าสิ่งใด ๆ ในโลก. ที่คนได้รับความไม่เป็นธรรม ยังไม่มากเท่า ธรรมะได้รับความไม่เป็นธรรม มากกว่าในกรณีไหน ๆ หมด. นี่จะต้อง ระวังให้ดี ; ว่า โลกนี้จะเป็นไฟลุกขึ้นมาสักวันหนึ่งก็ได้ ในเมื่อคนยังให้ความอยุติธรรม แก่ธรรมะอยู่อย่างนี้ ซึ่งเป็นมากเข้าในหมู่สัตว์ทั้งหลาย.

น.819 ผู้ที่ยังไม่เคยมาอยู่สวนโมกข์ เรื่องที่พูดมาแล้วก็ไม่ได้พึง, บางเรื่องอาจจะ ไม่ตรงความประสงค์ หรือความต้องการที่จะฟังก็ได้. แต่เมื่อได้พึงแล้วโดยมาก ขอให้เอาไปคิดดูบ้าง. ถ้าหากใครรู้สึกว่าธรรมะไม่ช่วย ก็ทำให้ช่วย ดึงให้ช่วย ; แต่ ต้องนึกถึงตัวเองก่อน ว่าตัวให้ความยุติธรรมแก่สิ่งเหล่านั้นเพียงพอ หรือไม่. อย่าไปโทษบุญ โทษธรรมะข้างเดียว, ต้องโทษตัวเองว่าให้ความยุติธรรม แก่ธรรมะและ รู้จักผลบุญถูกต้องแล้วหรือยัง? เรื่องการทำบุญนี้ ก็ต้องรู้จักเลื่อนชั้นกันบ้าง; ทำบุญเข้าข้างตัว เห็นแก่ตัว บุญก็ไม่ช่วยอะไรได้มากนัก, จะช่วยได้นิดหน่อย ไม่ใช่ไม่ช่วยเลย ; แต่ ว่าไม่พอ ไม่พอที่จะดับกิเลส ดับความทุกข์ที่เป็นไฟในจิตใจ. ทำบุญเอาสวรรค์นี้ ไม่ดับกิเลสได้มากเหมือนเมื่อทำบุญเพื่อทำลายความเห็นแก่ตัว ; ถ้าเรา ทำบุญเพื่อทำลายความเห็นแก่ตัว แล้วก็ดับกิเลสได้ง่าย ดับร้อนได้ง่าย. เราทำบุญ เอาสวรรค์วิมาน เอากามสุขในสวรรค์อย่างนี้ ดับกิเลสไม่ได้ ; ฉะนั้น ความร้อนในตัว จึงมีมากด้วยกิเลส. ขอให้พิจารณารู้จักเลื่อนชั้นกันเสียบ้าง ในเรื่องทำบุญของ ทายกทายิกานี้. การทำบุญที่เป็นการแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกันนั้น เราเลื่อนขึ้นมาเสียบ้าง จาก ทำบุญเอาหน้าเอาตามีเกียรติ, แล้วก็เลื่อนขึ้นมาคือทำบุญเอาสวรรค์ แล้วก็เลื่อน ขึ้นมาอีก เป็นทำบุญเพื่อทำลายกิเลสในภายใน. ถ้ามาถึงขั้นนี้ ธรรมะช่วยได้แน่. ถ้าทำบุญถึงขั้นที่ว่า เพื่อทำลายความเห็นแก่ตัวเองเสีย โดยไม่มีเรื่องตัวกู- ของกูอะไรขึ้นมา ; ทำได้อย่างนี้ธรรมะช่วยได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องทำบุญเอาหน้า ทำบุญเอาสวรรค์ นั้นไม่แน่. ถ้าทำบุญไปช่วยให้กิเลสมากกว่าเดิม ; บางทีก็ร้อน มากกว่าเดิม; ที่ไม่ได้อย่างใจ ก็ยิ่งร้อนใหญ่ยิ่งขึ้น เพราะเพิ่มความทุกข์ขึ้นอีก ; หวังว่าจะได้มาก กลับไม่ได้ อย่างนี้, หรือ คิดว่าทำบุญแล้วจะรวย แล้วกลับไม่ รวย, ก็ยิ่งเป็นทุกข์มากขึ้นไปกว่าทีแรกอีก. ถ้าทำบุญโดยทำลายความเห็น

น.820 แก่ตัว ทำลายกิเลสได้ จะยิ่งสบายใจมากขึ้น ๆ; เมื่อไม่หวัง ไม่อยาก ไม่อะไรมาก เกินกว่าที่จำเป็น ก็ไม่ยุ่งมาก. ในที่สุด ขอให้กล้าคิดว่า เราทำบุญนี้ไม่เอาอะไรเลย, ทำบุญให้ ผู้อื่นคือทำบุญนี้บำรุงศาสนาไว้ ศาสนามีอยู่เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่นเถอะ ทำให้มี การศึกษาเล่าเรียน ประพฤติปฏิบัติในศาสนานี้อยู่ แล้วก็เป็นประโยชน์แก่คนทุกคน ในโลกเถอะ ; เรานี้ไม่ประสงค์อะไร ก็ยิ่งสบาย. แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีใครกล้าคิด; มี แต่คิดจะเอาอะไรเป็นผล เป็นกำไร เป็นวัตถุสิ่งของ เป็นความสุขทางโลก ๆ นี้ให้มาก ยิ่งขึ้น ๆ ยิ่งขึ้นทั้งนั้น; ในโลกนี้จึงไม่ดีขึ้น ความเป็นอยู่ทางจิตใจ ทางวัตถุก็ไม่ดี ขึ้น, อุบาสก อุบาสิกา ภิกษุสามเณรก็ไม่ดีขึ้น, เรื่องร้าย ๆ ที่ไม่ควรจะมามีในวัด ก็จะมีในวัดเหมือนกะที่มีอยู่แก่ชาวบ้านฆราวาสนอกวัด. พวกที่เขามีปัญญาเขาก็ ดูหมิ่นพวกพุทธบริษัท, เขาไม่อยากมี พวกพุทธบริษัทชนิดพรรค์นี้กัน. นี้ก็แปลว่า เราช่วยกันทำลายศาสนาเสียเอง เหมือนที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ศาสนาจะเสื่อมหรือ ศาสนาจะเจริญก็เพราะพุทธบริษัท ๔ นี่แหละ ทำผิดหรือทำลูก. มันควรจะทำให้ถูก โดย ให้ความเป็นธรรมแก่ธรรมะ นี่ค่ำแล้ว จะไปดูการฉายภาพสไลด์กันก็ไปได้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต