Buddhadasa.org

ธรรมปาฏิโมกข์ เล่ม 1 ครั้งที่ ๖ — ความอิ่มที่ไม่ต้องกิน

ธรรมปาฏิโมกข์ เล่ม 1 — คำบรรยายเรื่อง ตัวกู–ของกู เป็นพิเศษ ทุกวันพระ ณ สวนโมกขพลาราม ไชยา พ.ศ. ๒๕๑๐–๒๕๑๑

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.786 ถ้าเข้าใจเรื่องอิ่ม จะรู้พุทธศาสนาหมด ความอิ่ม, ที่จริงถ้าเข้าใจ เรื่องความอิ่ม คำเดียวอย่างเพียงพอทั่วถึง แล้วก็รู้พุทธศาสนาหมดได้เหมือนกัน; เพราะว่าธรรมะนี้มีค่าตรงที่ "ทำให้ ใจคนรู้สึกอิ่ม" ; แต่ครั้นพูดอย่างนี้กลายเป็นไม่มีค่า สำหรับพวกที่ยังติดในถ้อยคำ. พวกหัวเก่านี้ ; ถ้าเราจะพูดแต่เพียงว่า "พุทธศาสนาทำให้คนรู้สึกอิ่มก็มีเท่านี้เอง" ; คนพวกที่ยึดมั่นถือมั่นหัวเก่า ก็ว่า ไร้สาระ, พูดอย่างนี้ไร้สาระ. ก็เลยไม่ใคร่ได้ พูดกันในลักษณะอย่างนี้. คนเดี๋ยวนี้โดยมากโง่ดักดาน จนขนาดไม่รู้เลยว่า อิ่มนี้คืออะไร ; อยู่บ้าน ก็รู้แต่เรื่องว่ากินแล้วอิ่ม, กินแล้ว กินอิ่ม, แล้วก็รู้แต่เรื่องความอิ่มในเรื่องกิน ; นี้เลยไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับ ความอิ่มชนิดหนึ่งซึ่งไม่ต้องกิน ซึ่งเป็นเรื่องทางธรรมะ : อิ่มธรรมะ ความอิ่มทางธรรมะ, ความอิ่มทางวิญญาณอะไรอย่างนี้. นี่เป็นเหตุ ให้ไม่ได้พูดกันถึงเรื่องความอิ่มทางวิญญาณ หรือทางธรรมะ. ถ้าจะเข้าใจให้ง่ายขึ้น ก็ลองนึกดูเถอะว่า ความอิ่มนี้มีอยู่กี่แบบ ? อย่างน้อย ก็ มี ๒ แบบ : คือ อิ่มที่ต้องกิน แล้วจึงอิ่ม นี้อย่างหนึ่ง, และ อิ่มที่ไม่อยาก หรือเราไม่อยากกินก็อิ่ม นี้ก็อีกแบบหนึ่ง คือ ไม่ต้องกิน. อย่างหลังนี้คือว่าอิ่มอย่าง ธรรมะอย่างพุทธศาสนามีไว้ให้เรา ; แต่อิ่มอย่างที่ต้องกินเข้าไปนั้น ต้องกินเข้าไปให้ อิ่ม ๆ ; แล้วเดี๋ยวจะหิวอีก ต้องกินให้อิ่มอีก, แล้วก็หิวอีก กินให้อิ่มอีก; นี้ ไม่เกี่ยวกับพุทธศาสนา, เป็นเรื่องธรรมดา เรื่องโลกเรื่องวัตถุ เรื่องสังขาร ; และ เห็นได้ง่าย, พอพูดว่าอิ่มก็มักจะนึกถึงกันแต่อิ่มชนิดนี้. เรารู้แล้วว่า อิ่มนั้นคือไม่หิว ; ทีนี้ถ้าทำอย่าให้มันหิว มันก็อิ่ม. เรื่อง ทางจิต ทางวิญญาณนี้ทำได้ เพราะไม่ใช่เรื่องทางร่างกาย, ทำให้จิตไม่รู้สึกหิว

น.787 อะไรเลยนี้ทำได้ ทำให้เกิดความรู้สึกเหมือนกับอิ่มอยู่ตลอดเวลา พอใจอยู่ตลอดเวลา. ภาษาบาลีว่า ปีติ แปลว่า ความอิ่ม, ไม่ใช่คำว่าสันโดษ หรืออะไรทำนองนั้น. อย่าไปเข้าใจผิดในเรื่องคำ ; แล้วถ้าแปลเป็นภาษาฝรั่งยิ่งยุ่งใหญ่ ไม่รู้ว่าจะใช้อะไรดี, คำว่า "อิ่ม" ในภาษาฝรั่งดูจะไม่มีด้วยซ้ำไป ที่มันจะตรงกับคำว่าอิ่มนี้, ที่มีใช้กัน มากก็ว่า contentment. ซึ่งจะใช้หมายว่าอิ่ม, ในที่สุด จะใช้เป็นว่า "พอใจ" หรือ "สันโดษ" อะไรไปก็ได้. ความอิ่ม ไม่ใช่พอใจ แต่มันหยุดหิว. ในทางธรรมะนี้ เราสามารถ ทำให้ความหิวหยุดลงได้, ระงับลงไปได้; แล้วก็มีความอิ่มอยู่เสมอ. ส่วนความ อิ่มทางร่างกาย ทางเนื้อหนังนั้น เอาไว้คนละเรื่อง : หิวก็กินเข้าไปได้ตามสมควร ไม่มีก็หามา, พอหิวก็กินแต่พอทำให้อิ่มพอสมควร, ไม่ใช่ตะกละ ก็หมดปัญหา เรื่องนี้ ; เพราะว่าเราต้องทำงาน อยู่นิ่งไม่ได้อยู่แล้ว ทำงานเพื่อหาอาหาร แล้วก็กิน ให้อิ่ม. เรื่องทางจิตใจ แบ่งเป็นสองเรื่อง ๑. เรื่องที่เนื่องกับร่างกายโดยตรง ก็ไปอย่างหนึ่ง ; เรื่องที่เกิดขึ้นทาง ร่างกาย ก็ต้องแก้ไขทางร่างกายอยู่มาก, ทางระบบประสาทก็เป็นทางจิตอยู่มาก ; ความต้องการเงินทอง หรือการที่ถึงขนาด ถึงขีดที่จะต้องมีการสืบพันธุ์ หรืออะไร ทำนองนี้มันก็มีการหิวไปตามแบบนั้น. ถ้าเป็นเรื่องธรรมชาติธรรมดาล้วน ๆ ก็ไม่ ร้ายกาจอะไรนักก็แก้ไขไป ด้วยการไปหามาให้ สนองความต้องการตามสมควร ; ความหิวชนิดนี้ไม่ใช่เรื่องทางวิญญาณ. ๒. เป็นเรื่องทางวิญญาณแท้, เราต้องการจะหยุดความหิว ความต้องการ เสียเลย ; แต่มันสูงกว่าคำว่าจิต โดยเราใช้คำว่าทางวิญญาณ ไม่ใช่ทางจิต ; เพราะคำว่า ทางจิตนี้เขาเอาไปใช้ต่ำ ๆ เสียแล้วในภาษาไทย. ภาษาบาลี ทางจิต

น.788 เขาหมายถึงระดับสูงสุด ไม่ต้องไปพูดถึงทางวิญญาณก็ได้, แต่ในภาษาไทย ทางจิต เอาไปใช้ต่ำ ๆ เกี่ยวกับระบบประสาท เกี่ยวเนื่องกับร่างกายเป็นส่วนมาก ; เราจึงต้อง มีคำว่า "ทางวิญญาณ" ซึ่งมันละเอียดออกไป ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไป. พุทธศาสนาทำให้คนไม่รู้สึกอยากทางวิญญาณ ; เพราะฉะนั้นจึง ทำให้ คนอิ่มทางจิต ทางวิญญาณอยู่ตลอดเวลา แม้ทางร่างกายจะหิวก็กิน หิวก็กิน อยู่ ตลอดเวลาก็ช่างมัน ; แต่ในทางจิตใจทางวิญญาณแท้ ๆ นั้นอิ่มอยู่ตลอดเวลา. ถึง แม้ผู้เป็นฆราวาส หรือผู้ที่จะลาสิกขาออกไปเป็นฆราวาสก็ตาม ต้องรู้จักเคล็ดลับข้อนี้ ที่สำคัญมาก ให้จิตใจมันอิ่มอยู่ตลอดเวลา นี้ทำยาก หรือทำไม่ได้สำหรับบางคน ควร ต้องศึกษาเป็นพิเศษ. เมื่อกำลังอยากได้เงินบ้าง กำลังอยากได้ยศ ได้เกียรติบ้าง ; แล้ว ทำอย่างไรจึงจะให้จิตใจมันอิ่มอยู่ตลอดเวลา นี้เป็นปัญหา ที่หนักมาก ปัญหาที่ยากมาก. ถ้าได้มีธรรมะในพุทธศาสนาเพียงพอ ก็ทำได้ ; แต่ชาวบ้านเขา ไม่เชื่อว่าทำได้ เขาก็เลยไม่สนใจ. พุทธบริษัท ควรตั้งปัญหาขึ้นว่า-ทำอย่างไรจึงจะมีความอิ่ม ชาวบ้านเขาไม่สนใจเรื่องจิตว่าง เรื่องอะไรต่างๆ นี้ เขาไม่สนใจ เพราะ เขาหาว่าทำไม่ได้. ถ้าพุทธบริษัททำไม่ได้ หรือไม่ทำเสียเลย, นี้คือ ความล้ม- ละลายความล้มเหลว ความตกต่ำของพุทธบริษัทเอง ; ถ้าพวกอื่นที่ไม่ใช่ พุทธบริษัทเกิดมีทำได้, หรือทำได้บ้างขึ้นมาละก็ขายหน้าเขาตาย. การที่เขามีใจคอ สงบเสงี่ยม คงที่ คงเส้น คงวา สม่ำเสมอ ไม่ทุกข์ไม่ร้อนอยู่เสมอ นี้ก็มีเหมือนกัน ในลัทธิอื่น หรือในวัฒนธรรมที่ดี ๆ ของพวกฝรั่งก็มีเหมือนกัน ; แต่ไม่ได้หมายถึง พวกวัตถุนิยมอย่างเดี๋ยวนี้ ; หมายถึงการศึกษาค้นคว้าของทางตะวันตก ที่เคยไปไกล ถึงขนาดว่า : เราควรมีใจคอปกติ ไม่หวั่นไหว ยิ้มได้ในทุกกรณี มีเหมือนกัน. แต่ สำหรับ พุทธศาสนามีคำสอนอยู่อย่างเต็มที่ มีความมุ่งหมายอยู่อย่างเต็มที่ แต่เรา

น.789 ปล่อยให้เลือนไปโดยละเลยกันเสีย . เราต้องตั้งปัญหาขึ้นใหม่ว่า ทำอย่างไร เราจึงจะมีความอิ่ม. ทำอย่างไรเราจึงจะมีความอิ่มทางวิญญาณ ในทางจิตใจอยู่ตลอด เวลา. เรื่องอะไรนอกนั้นก็ทำไปตามธรรมดาไม่มีปัญหาอะไร. มันต้อง ไม่ถือว่าหิว เมื่อใจมันอิ่มอยู่ตลอดเวลา ; แม้ท้องหิวข้าว ก็เป็นของขบขันไป ไปหามากินเสียก็แล้วกัน. หากไม่มีจะกิน ก็ไม่ควรจะสะเทือน ; หัวเราะไปจนตายดีกว่าที่จะเป็นทุกข์กระวนกระวาย. ถ้ามีกำลังใจเข้มแข็ง มีปัญญา มีญาณทัสสนะ มีอะไรเพียงพอ มันก็ทำได้เหมือนกัน. มันต้องไม่มีความทุกข์เหมือน อย่างที่พูดว่า แม้ว่าเราจะวิ่งหนีเสือก็ไม่ต้องกลัว, จะขึ้นต้นไม้ให้พ้นเสือ ก็ไม่ต้อง กลัว ในทางจิตใจไม่ต้องกลัว, หรือพลาดตกลงมาเสือกัดกินหมดไปเลย ก็ไม่ต้อง เป็นทุกข์, นี่จะมีจิตใจอย่างนี้จะได้หรือไม่ ? แม้เป็นจิตใจของพระอรหันต์อยู่มาก แต่เราลองทำอย่างบ้าบิ่นดูบ้างก็ยังได้เหมือนกัน. ปุถุชนเรานี้ ถ้าทำอย่างบ้าบิ่น เราก็ไม่กลัวเหมือนกัน : ไม่เป็นพระอรหันต์ แต่กลับพยายามทำให้ได้รับผลประโยชน์คล้าย ๆ กัน. อย่างที่วิ่งหนีเสือ ก็วิ่งด้วย สติปัญญา มีสติสัมปชัญญะ ; ไม่ใช่วิ่งด้วยความขลาด ความกลัว จนล้มลุกคลุกคลาน อย่างนี้; หรือขึ้นต้นไม้ก็ขึ้นด้วยสติสัมปชัญญะ เห็นเป็นกีฬาไปเสียเลย, ไม่ต้อง ขึ้นด้วยความกลัว เป็นทุกข์ตัวสั่นขวัญหนี, แล้วตกลงมา พลาดลงมา เสือมันกัดได้ แล้วมันกินไปเลย. นี้ก็ไม่ต้องกลัว; จนกระทั่งดับจิตก็ไม่ต้องทุกข์. นี้เป็น เรื่องที่ทำได้ในทางจิตในทางวิญญาณ ที่อบรมฝึกฝนถึงขนาด, หรือถึงที่. นี้แสดงให้เห็นว่า เรื่องจิต หรือเรื่องวิญญาณนี้ เราอย่าเพ่อไปเข้าใจ ว่าเรารู้หมดแล้ว ; มันยังมีเหลืออยู่ ถึงขนาดที่ว่า ต้องกระทำกันไป จนถึงกับว่า ไม่ต้องเป็นทุกข์กันเลย. ในทางบวก ทาง positive นี้ ถึงกับว่าเราอิ่มอยู่เสมอ

น.790 อิ่มอยู่เสมอ - อิ่มอยู่เสมอ, ไม่มีทางขาดแคลนทางวิญญาณ. แม้ว่าจะขาดแคลนทาง วัตถุจนอดอาหารตาย ก็ไม่มีการขาดแคลนทางวิญญาณ, ทางวิญญาณยังคงอิ่มอยู่ เสมอ ; แล้วคงไม่มีที่ไหนในโลกนี้ ในเมืองไทยนี้ ที่ว่าพระเราจะต้องถึงขนาดอดตาย ไม่มีอะไรจะกินนี้ มีไม่ได้. แต่ถ้าจะมีได้ มันก็ต้องนึกอย่างนี้คือ : ยังอิ่มอยู่ได้ ; มันมีอะไรอยู่อย่างหนึ่งที่ทำให้อิ่ม อยู่ในทางจิต ทางวิญญาณ ในส่วนลึก ; แล้วถ้าเข้าใจเรื่องนี้ก็คือ เข้าใจพุทธศาสนา อย่างยิ่งอย่างลึก และทั้งหมด เลย. ธรรมะที่แท้จริงจะทำให้มนุษย์อิ่มอยู่เสมอในทางจิตใจ. พิจารณาดูให้ดี จะเห็นว่า จิตใจมันหิวอยู่เสมอ เดี๋ยวนี้ดูเถอะ ในทางจิตใจมันหิวอยู่เสมอ ไม่ใช่หิวอาหาร ; เพราะ อาหารมีกิน. มันไม่ใช่หิวกามารมณ์ เพราะว่ามันเบื่อ มันเฉื่อยเสียแล้ว ; จะเนื่อง ด้วยเหตุใดก็ตาม มันไม่หิวเรื่องกามารมณ์ ; แต่มันหิวอะไรชนิดหนึ่งซึ่งบอกไม่ถูก ; ถ้าจะพูดกันตรงๆ ก็คือ หิวความเด่น หรือหิวความดีความเด่น ของตัวกู. ตัวกูมัน หิวความเด่น หรือความดี หรือความอะไรก็ตาม ที่มันชอบใจ ; แต่มันไม่รู้จัก ยังไม่รู้จัก. นี้เป็นความหิวอย่างร้ายของผู้ที่ไม่หิวข้าว ไม่หิวกามารมณ์ ไม่หิวอะไร แล้ว แต่มันหิวอย่างทรมานอย่างสูงสุดอยู่ : ตัวกูมันหิวความเด่น. นี้มันเป็น เหตุพาลหาเรื่องหิวไปได้หมด, จะเด่นทางโน้น จะเด่นทางนี้ จะเด่นทางนั้น จนกระทั่งจะเด่นทางกิน เด่นทางกามารมณ์ หรือว่าเด่นทางความเป็นใหญ่เป็นโต ความ มีเกียรติ กระทั่งมันไม่รู้ว่าเด่นอะไร เพียงแต่รู้ว่าเป็นความเด่น. ส่วนใหญ่ที่จะเป็นได้ง่าย เป็นได้มากก็คือ หิวที่จะให้ทุกคนเขายอม แพ้เรา ให้ทุกคนยอมนับถือบูชาเรา ; นี้ดูจะเป็นความหิวที่ไม่ขาดสาย ; ถ้า ความหิวอย่างนี้มี ก็ไม่มีวันอิ่ม. เมื่อไม่ต้องการมัน มันก็อิ่มทันทีแล้ว. นี้จึงเรียกว่า เป็นความหิวที่ทรมานที่สุด ; ถ้าทำลายเสียได้ก็มีความอิ่มทันที. หิวอย่างนี้เราไม่

น.791 ต้องเอาอะไรมาให้มันกิน, ความหิวชนิดนี้ไม่ต้องเอาอะไรมาสนอง มาป้อน มาเลี้ยง มาบำเรออะไรมันอีก. มันเป็นความหิวที่ ต้องทำลายความหิวเสีย ด้วยสติปัญญา แล้วมันก็อิ่มขึ้นมาทันที. ถ้าเราหิวข้าว ก็ต้องกินข้าว, หรือหิวความรู้สึกทางเพศ ก็ต้องสนองด้วย การกระทำอย่างนั้น ; มันคนละเรื่อง. แต่นี่มันเป็นเรื่องของทิฏฐิ เรื่องทาง วิญญาณที่เป็นเรื่องของทิฏฐิ, เรื่องทางวัตถุก็เป็นเรื่องของวัตถุ ไม่ใช่ธรรมะ. เรื่องทางวัตถุเป็นเรื่องตามธรรมชาติ. เรื่องหิวทางวัตถุนั้นก็หาอะไรกิน, หรือว่าหิว ทางจิตตามธรรมดา ก็ต้องหาอะไรกิน หาอะไรมาสนองอย่างนี้. ส่วนเรื่อง หิวทาง ทิฏฐิ นี้จะไปหาอะไรมาสนองมาเลี้ยงมันไม่ได้; ต้องฆ่าความหิวเสียเอง ; เพราะมันไม่ใช่เรื่องทางวัตถุ ที่จำเป็นจะต้องกินเข้าไปเลี้ยงร่างกายอะไรนี้ ; มันเป็น เรื่องคนละอย่าง. มันเป็นเรื่องของทิฏฐิที่เข้าใจผิด เรียกว่า "ภวทิฏฐิ" ทิฏฐิใน ความเป็น. ภวทิฏฐิ-ทิฏฐิในความเป็น คือจะเป็นดีเป็นเด่น จะยกหูชูหางจะเป็น อะไรทำนองนี้ เรียกว่า ภวทิฏฐิ, ภา+ทิฏฐิ ก็คือทิฏฐิในเรื่องเป็น. พอมีมาแล้ว ก็เกิดตัณหา ชนิดภวตัณหา แล้วก็หิวอย่างที่ไม่มีอะไรจะมาระงับได้. เมื่อให้กินจน อิ่มในทางปากทางท้อง ให้สมบูรณ์ด้วยกามารมณ์จนเป็นของทิพย์ของสวรรค์ไปแล้วก็ยัง ไม่อิ่ม ; เพราะเป็นเรื่องของ ภวทิฏฐิ หรือแม้วิภาทิฏฐิ, อยากเด่น อยากสูง อยู่เรื่อย, อยากสูงกว่าคนอื่นอยู่เรื่อย, อยากให้ทุกคนยอมแพ้, อยากให้ทุกคน บูชาให้เกียรติอยู่เรื่อย, นี้ก็ระงับไม่ได้ ทรมานไปจนตายไม่มีอะไรอิ่ม. ถ้าจะ ไม่ให้หิว จะให้อิ่มก็ต้องฆ่าความหิวเสีย ; เมื่อความหิวไม่มี ความอิ่มก็มีมาเอง อย่างอัตตโนมัติ. นี่แหละเรื่อง ความอิ่มแบบที่ประหลาด ที่ไม่ใคร่สนใจกัน และเป็น หัวใจอันสำคัญของพุทธศาสนา.

น.792 เมื่อเรานั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะทำงานที่ออฟฟิศ อย่าหิวทางวิญญาณอย่างนี้; แล้ว งานก็ทำไป ๆ ก็เป็นผลดีพร้อมกันไป ; ทางร่างกาย ทางวัตถุก็มีความสำเร็จประสบ ความสำเร็จ : อยากได้เงิน ก็มีเงิน อยากได้เกียรติ ก็มีเกียรติ และฝึกทำจิตใจไป ก็ไม่หิว และไม่เป็นทุกข์ ไม่ตกนรกทั้งเป็น. โดยมากไม่รู้จักแบ่งแยกกันออกไป เป็นพวก ๆ, ไม่รู้ว่าพวกไหนจะต้องจัดการอย่างไร เลยปนกันยุ่ง ; ทีนี้ก็แก้ไม่ตก แก้ไม่ถูก. นี้หมายถึงฆราวาส : ฆราวาสต้องทำงานอย่างฆราวาสที่ออฟฟิศ ที่ในไร่ ในนา ในสวน ในอะไรก็สุดแท้. แม้ในที่ทำงานของฆราวาส เขาก็ ต้องรู้จักทำตน ให้อิ่มทางวิญญาณ, แล้วก็ทำงานไปตามสติปัญญา ปัญหาก็หมด. เรียกว่าเป็น คนอิ่มอยู่ได้. พุทธศาสนา สอนให้รู้จักความอิ่ม ทีนี้ แม้ไม่ใช่เป็นคนอย่างนั้น : ไม่ใช่ฆราวาส ก็ยังมีปัญหาอย่าง เดียวกัน; เพราะพระเณรก็ยังทะเยอทะยาน ยังหิวอยู่อย่างเดียวกัน. หิวความดี ความเด่น ต้องหยุดมันเสีย ; งานประจำวันที่ต้องทำทางกาย ทางอะไรนี้ ก็ต้องทำ กันไป ; ถึงเวลาไปฉันอาหาร ก็ต้องไป; ทุก ๆ เวลา ทุก ๆ ขณะ ทุก ๆ อิริยาบถ ก็อย่าได้เกิดความหิวทางวิญญาณ ในเรื่องดี เรื่องเด่น เรื่องภวทิฏฐิ ภวตัณหา ; อย่างนี้เป็นคนอิ่ม ; เมื่ออิ่มแล้ว ก็ไม่ต้องพูด มันหมดปัญหา. พุทธศาสนา หรือคำสอนของพระพุทธเจ้า ทำให้คนมีความอิ่ม ได้รับ ความพอใจอยู่ตลอดเวลา : ความทุกข์ไม่มี ปัญหาไม่มี, ความตายก็พลอยไม่มีปัญหา ไปด้วย ; เพราะ มันอิ่มอย่างนี้ได้จนกระทั่งตาย. พอตายแล้วก็ไม่รู้สึกอะไร ก็เลิกกัน ; แต่ต้อง ไม่มีความกระหายที่จะเกิดใหม่, ภพหน้า ชาติหน้าก็ไม่มี อีก; เพราะว่าหยุดอยู่ที่ความอิ่ม ; ไม่มีความหิวในการที่จะเกิดใหม่. ฉะนั้น

น.793 ธรรมะนี้เป็นความอิ่มที่ประหลาด : อิ่มนิรันดร อิ่มตลอดกาลนิรันดร เป็นของที่ไม่เกิด ไม่ดับ ไม่เหมือนกับเรื่องหิวข้าว หิวกามารมณ์ ซึ่งเป็นเรื่องเกิดเรื่องดับ ๆ แต่ถ้าอิ่ม เพราะว่าตัดภวตัณหา ภวทิฏฐิได้ ก็เรียกว่าอิ่มนิรันดร ; ความหมายของนิพพานนี้ คืออิ่มนิรันดร. ถ้าอยากจะรู้จัก นิรันดร หรืออมตะ หรืออะไร แล้วอยากอิ่มนิรันดร อะไรกันบ้างละก็ จะต้องสนใจเรื่องอย่างนี้. ทำอย่างไรจึงจะเป็นอมตะ หรือ immortal ทำอย่างไรจึงจะเป็นนิรันดร eternal, eternity ? นี้คนทั่วไปฟังไม่ถูก ไม่เข้าใจได้ว่า เรามีอายุไม่กี่ปีจะตาย แล้วจะ ไม่ตายได้อย่างไร ? จะเป็นนิรันดรได้อย่างไร ? ตัวนั้นแหละคือตัวที่ไม่เข้าใจคำว่า “อมตธรรมในพุทธศาสนา". นี่ก็คือความโง่มาก. ที่พูดคำว่า "ออก" ออก นี้ ออกจากความตายเพื่อหาอมตธรรม. พบ อมตธรรมแล้วโว้ย ! ก็เอามาบอก มาปันกัน เอามาแจกกัน นี้เช่นในเรื่องอุปติสสะ โกลิตะ คือพระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ ; ออกหาอมตธรรม พบแล้วมาบอกมา แจกกันนี้. ฟังดูให้ดีๆ เขาพบอมตธรรม ได้พบความเป็นนิรันดร หรือชีวิตนิรันดร อย่างพระเยซูเรียกอย่างนี้; เขาพบกันได้. สำหรับมนุษย์เรา ๆ ที่มีอายุไม่เกิน ร้อยปีนี้ ก็ต้องอาจหมายความถึงความอิ่มชนิดนี้. มันเป็นนิรันดร, หรือความเป็น อยู่ชนิดอิ่ม เพราะไม่อยากอะไร. นี่คือชีวิตนิรันดร : ไม่เปลี่ยนแปลง เพราะไม่มี เหตุไม่มีปัจจัย. ใครถึงชีวิตนิรันดรแล้ว ถ้าดับก็ดับแต่ร่างกายเท่านั้น ; สภาพ ความอิ่ม หรือชีวิตนิรันดรยังอยู่, อิ่มอยู่เรื่อยไป. ร่างกายแตกตาย ก็แตกตายไป ; ตัวเราก็มิได้มี ; แต่ว่าสิ่งที่เป็นอมตะ หรือเป็นนิรันดรคงมีอยู่. ทั้งพระทั้งฆราวาส ควรรู้จักทำตนเป็นผู้อิ่มทางวิญญาณ ทีนี้ ก็อยากจะ รวบรัดเรื่อง ให้มันเหลือแต่เพียงว่า จะสึกออกไปก็ตาม จะอยู่ ต่อไปก็ตาม จง รู้จักทำตนให้เป็นคนมีความอิ่มในทางวิญญาณ กันเสียบ้าง ;

น.794 อย่างน้อยก็จะเป็นการได้ถึงตัวพุทธศาสนาไปเรื่อย ๆ ไม่เสียที ที่มีชีวิตอยู่ ; หรือบวช อยู่ก็ไม่เสียที ; ถ้าได้ความอิ่มชนิดนี้อยู่ละก็เรียกว่าไม่เสียที. ปัญหามีเท่านี้. ความเป็นพระอรหันต์ที่เรียกว่าสูงสุด ก็สูงสุดเพียงเท่านี้ คืออิ่มนิรันดรโดยแท้จริง ; ถ้ายังไม่เป็นความอิ่มสมบูรณ์โดยแท้จริง ก็ยังไม่เป็นพระอรหันต์ เป็นเพียงรอง ๆ ลงมา ; ถ้าไม่ได้เสียเลยก็เป็นปุถุชนอย่างเลวมาก. ถ้าได้บ้างก็เป็นปุถุชนอย่างดีหน่อย. ขอให้ระวัง อ ย่ามีความหิวทางวิญญาณ จะเป็นผู้ตกนรกทั้งเป็น จะเป็น เปรต. ที่เรียกว่าเปรต นั้นก็ไม่มีอย่างอื่น : เปรตก็มีท้องเท่าภูเขา ปากเท่ารูเข็ม อย่างนี้ คือความหิวทางวิญญาณ เพื่อดี เพื่อเด่นเท่าภูเขา ; แล้ว โอกาสที่จะมีจะ เป็นได้ มันเท่ารูเข็ม ; มันก็มีความอิ่มไม่ได้. เปรตจึงหิวเรื่อย ; ก็ได้แก่ คน ทุกคนในโลกนี้ที่กำลังหิว , ไม่ใช่โลกอื่น, ไม่ใช่ต่อตายแล้ว, ไม่ใช่อุปปาติกะ อย่างที่เขาพูด ๆ กัน ; หรือไม่ใช่อทิสสมานกายอะไรที่ไหน. ที่แท้ก็คือคนที่หิวอยู่ เรื่อยนั้นเอง. ถ้าเป็นสัตว์ชนิดอื่นไปแล้ว ก็ไม่มีความแปลกประหลาด, เพราะเป็น ธรรมดาของสัตว์ชนิดนั้นไปเสีย ไม่เกี่ยวกับเรา ; ที่เกี่ยวกับเราก็โดยเหตุที่ว่า เรานี้ จะเป็นเปรตโดยไม่รู้สึกตัว คือหิวอะไรในทางจิต ทางวิญญาณอยู่เรื่อย ไม่มีวันอิ่ม เสียเลย. ขอให้ทุกคนเข้าใจคำใหม่ ว่า "อิ่ม" นี้ขึ้นมาอีกสักคำหนึ่ง. ทีนี่อยากจะพูดทบทวนคำที่กล่าวเมื่อตะก็ที่ว่า ไม่มีใครสนใจเรื่องคำว่า อิ่ม นี้, หรือว่า พุทธศาสนามีให้สูงสุดแค่อิ่มนี้. นี่เข้าใจไม่ได้แล้วไปถือเสียว่า เป็นเรื่องต่ำเกินไป หรือที่พูดนี้ไม่จริง. เดี๋ยวนี้พวกเราที่นี่ก็ถูกหาว่าพูดไม่จริงอยู่เรื่อย และมากขึ้น. นี่เป็นเพราะเราพูดด้วย สำนวนที่เขาไม่เคยฟัง.

น.795 พระพุทธศาสนาไม่มีอะไรมาก มีแต่ "อิ่ม" เท่านั้นเอง และถ้าเราจะ เข้าใจกันได้บ้าง ก็จงเข้าใจอย่างว่านี้ : ถ้าว่าหยุดความกระหาย หยุดอยากเสียได้ มันก็อึ๋ม; ดับตัณหาเสียได้ด้วยประการทั้งปวง นี้คืออิ่ม และไม่เป็นเปรตด้วย. อย่าไปเรียนอะไรมากเลย เรียนแค่ให้รู้จักทำให้อิ่มก็พอแล้ว. หยุดความอยาก เสียก็ยังอิ่ม; ไม่เหมือนเรื่องทางกาย ต้องไปหามาให้มันกิน ; หิวอีกก็กินอีก, หิวอีกก็กินอีก, นี้เป็นเรื่องทางกาย. ถ้าเรื่องทางวิญญาณนี้ ไม่ทำอย่างนั้น, ไม่ ทำสนองมันอย่างนั้น, ไม่มัวแต่สนองความต้องการอยู่อย่างนั้น ; แต่ว่าหยุดความ อยาก หรือหยุดตัวอยากเสียมันก็อื่ม. เรามี สองอิ่มก็พอแล้ว : ทางร่างกาย ก็หาให้กินมาอิ่ม ๆ เป็นประจำวันไป, ทางจิตทางวิญญาณ ก็หยุดความกระหายเสีย มันก็อิ่ม. นี้มันเป็นความอิ่มทั้งทางกาย และทางวิญญาณก็สบาย ; ปัญหาก็หมด. พุทธศาสนาก็จะมีเท่านี้เอง. ทำให้ "อิ่ม" ทั้งทางกายทางจิตก็พอแล้ว ระยะนี้ได้ข่าวว่า คนเขาด่าผมอย่างรุนแรงว่า ผมทำพุทธศาสนาให้หมดราคา ; เขาพูดอย่างนี้ ; ทำพุทธศาสนาให้เป็นของตกต่ำไป หมดราคาไป ทำให้ไม่ใช่ พุทธศาสนาไปเสียเลยด้วยซ้ำ ในเรื่องที่ผมพูด ๆ มาแล้ว. แต่ผมจะยังคงพูดอย่างนี้อีก คงจะมากไปอีกด้วยซ้ำ ว่า พุทธศาสนาไม่มีอะไร มีแต่ "อิ่ม" เท่านั้น. นี้ ขอให้พยายามเข้าใจให้ได้ แล้วบอกต่อ ๆ กัน : ให้ทำให้อิ่มทั้งทางกายทั้งทางจิต ก็พอแล้ว ! ในที่นี้จะใช้คำหยาบอีกแล้ว, ไหน ๆ เขาก็อุปโลกน์ให้เราเป็นคนพูด คำหยาบ ก็จะพูดหยาบทั้งนั้น : เมื่อมนุษย์กินอิ่มทางปาก ทางท้องแล้ว ก็ยังหิว กระหายทางวิญญาณ, กระหายจะดี จะเด่น, ตัวกูอยากจะยกหู ชูหาง ไม่ได้ยกหู ชูหางก็หิว ; เรียกว่าอิ่มแต่ทางกาย หิวทางวิญญาณ ; เพราะฉะนั้นจึงเลวกว่าสัตว์ เดรัจฉาน, มนุษย์นี้เลวกว่าสัตว์เดรัจฉานกันตรงนี้!

น.796 สัตว์เดรัจฉานไม่มีหิวทางวิญญาณ ! มีแต่หิวทางร่างกาย ; พอได้กินอิ่ม แล้ว ก็เสร็จเรื่องหมดปัญหาไป เพราะทางวิญญาณมันไม่หิว. ส่วนมนุษย์นั้น พออิ่ม ทางกาย ทางเนื้อหนังแล้ว ยังหิวทางวิญญาณ เท่าภูเข า อยู่ ; แต่ได้มาเพียงเท่ารูเข็ม ; นี่เรียกว่าหิวแรง ; ฉะนั้นมนุษย์จึงเลวกว่าสัตว์เดรัจฉาน ถ้าหากว่าไม่ทำให้รู้จักอิ่ม ทางวิญญาณ. มนุษย์ต้องรู้จักทำให้เกิดความอิ่มทางวิญญาณ จึงจะไม่เลวกว่า สัตว์เดรัจฉาน ; และจะเก่งกว่า ดีกว่าสูงกว่า ประเสริฐกว่า ถ้าทำได้. สัตว์เดรัจฉาน ไม่หิวทางวิญญาณ เพราะธรรมชาติช่วย; ไม่ถือว่าเก่ง ไม่ถือว่าประเสริฐวิเศษ, ธรรมชาติให้ความโง่มา สำหรับไม่รู้จักหิวทางวิญญาณ. ส่วน มนุษย์นี้ก็มีกรรมที่ ธรรมชาติให้สติปัญญามา ให้รู้จักดี รู้จักชั่ว รู้จักสุข รู้จักทุกข์. มนุษย์ * คนแรกกินผลไม้ต้นนั้นเข้าไป (ดูเรื่องละเอียดหน้า ๓๐๓) ทำให้รู้จักดี รู้จักชั่ว รู้จักสุข รู้จักทุกข์ อะไรทุก ๆ อย่างนี้ มันเกิดหิวทางวิญญาณ ขึ้นมา. ก็เลยทนทรมานตลอดกาล. จึงต้องแก้ปัญหาข้อนี้ให้ได้ ให้สมกับที่ เป็นมนุษย์จริง ๆ ; หากมีปัญญาพอที่จะหยุดหิว ทางวิญญาณ ก็จะดีกว่าสัตว์เดรัจฉาน สมกับที่เรียกว่ามนุษย์. ถ้าไม่เช่นนั้นก็เป็นคนที่สู้สัตว์เดรัจฉานก็ไม่ได้ ; เพราะ สัตว์เดรัจฉานไม่มีการทรมานทางวิญญาณ. ทรมานแต่เรื่องทางร่างกาย หรือจิตใจ เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกี่ยวกับร่างกาย. ทางทิฏฐิทางวิญญาณทางส่วนลึกนั้น สัตว์เดรัจฉาน ไม่มีปัญหา ; ไม่มีความทุกข์ร้อนที่เผาอยู่ตลอดเวลาในส่วนลึก ที่ทำให้เป็นเปรต นั้นไม่มี; เพราะมันมีความเป็นสัตว์เดรัจฉานเสียแล้ว ไม่ต้องมีความเป็นเปรต. ที่นี้ ปัญหามันเหลืออยู่ที่พวกเราเฉพาะที่เป็นมนุษย์นี้, ที่เรียกตัวเองว่า มนุษย์ ; จะเป็นมนุษย์ก็ต้องเป็นมนุษย์ที่แปลว่า "มีใจสูง", แปลง่าย ๆ ว่า มีใจสูง, คำว่ามนุษย์อาจแปลว่า เหล่ากอของพระมนูก็ได้ ; ถ้าเป็นเหล่ากอของพระมนูจริง ก็ต้องมีใจสูงอีกนั่นเอง. ต้องมีใจสูง คืออย่าให้น้ำท่วม : น้ำคือความหิวทางวิญญาณ *เป็นข้อความมีอยู่ในศาสนาคริสต์

น.797 ซึ่งเปรียบเหมือนน้ำท่วมได้. นี้ก็ถือว่าเป็นมนุษย์ ปัญหาก็หมดไปได้ : มีเท่านั้น. พุทธศาสนามีเท่านี้ : มีแปดหมื่น สี่พัน พระธรรมขันธ์ ก็เป็นคำอธิบายสำหรับให้ เป็นอย่างนี้ เพียงเท่านี้. พุทธศาสนา แปดหมื่น สี่พัน พระธรรมขันธ์ ก็คือคำอธิบายว่าทำ อย่างไรจึงจะอิ่ม นี้บอกให้รู้เพื่อสำเร็จประโยชน์ในการทำให้อิ่มคำเดียวเท่านั้น : หยุดอยาก หยุดหิว ทางวิญญาณแล้วเป็นผู้อิ่มอยู่ตลอดเวลาตลอดกาล และเป็นอมตะ ด้วย. เพราะฉะนั้นดูภาพ immortal อย่างที่พวกจีนเขาเขียน ตัวโต ๆ อ้วน ๆ บ้าง. สำหรับภาพอิ่มนี้ เรากำลังจะเขียนอีกสักตัวสองตัว ที่ฝาผนังด้านหนึ่ง. เขาเรียกว่า ตัว immortal ตัวโตสักเท่าตุ่ม รูปร่างเป็นตุ่ม นี้มีความหมายที่ว่า ได้ความสมบูรณ์ ความเต็ม. ฝึกความอิ่มมาตลอดพรรษา แม้ออกพรรษาแล้วก็ควรพบความอิ่มต่อไป เมื่อตะกี้ที่ว่า จะพูดสรุปเรื่องเกี่ยวกับออกพรรษา ก็เป็นเรื่องความอิ่ม : อยู่มา พรรษาหนึ่งแล้ว ออกพรรษาแล้วควรจะพบกับความอิ่มบ้าง ; หยุดหิวทางวิญญาณ เสียบ้าง. ที่ได้พรรษาหนึ่ง จะได้เป็นพรรษาหนึ่งจริง ๆ คือดีขึ้น, มีความอิ่มทาง วิญญาณเพิ่มขึ้น; อย่าเอาไปปนกับ "ความอิ่มทางข้าวสุก” ; พรุ่งนี้จะตักบาตร รับบาตรกันหลาย ๆ บาตรอีก. อย่าเอาไปปนกันกับความอิ่มอย่างนั้น. ถ้าเป็นอิ่ม ทางวิญญาณ, ก็ไม่มีวัตถุ ไม่มีข้าวสาร ไม่มีข้าวสุก ไม่มีขนม ไม่มีอะไร. เพราะ ว่าหยุดความหิวเสีย กามตัณหาก็หยุดไป, ภวตัณหาก็หยุดไป, วิภวตัณหาก็หยุดไป, แม้ชั่วคราวก็ยังดี. ตลอดเวลาที่มันหยุดก็ไม่หิว; ไม่หิวก็อิ่ม. พอ ไม่หยุดมัน เกิดมาอีก ก็หิวอีก; มันก็มีความทนทรมาน เหมือนกับตกนรกทั้งเป็น, เป็นเปรต.

น.798 อย่าทำเล่นกับคำพูดเพียงคำเดียวว่า "อิ่ม"; คำนี้มีความหมายลึกมาก : ลึกถึงความหมายของพุทธศาสนาทั้งหมด, พระธรรมอันสูงสุด ก็สูงสุดเมื่อทำให้ มนุษย์รู้จักอิ่ม. ถ้าหยุดอยากเสียได้ก็เลยอิ่ม ; ดับกิเลสให้หมดสิ้นก็คือหยุด อยาก ไม่มีอยากก็อิ่ม. เพราะฉะนั้นคำว่าพระอรหันต์ควรจะแปลว่าผู้อิ่ม ; ครั้น แปลอย่างนี้ก็เข้าใจกันเป็นเรื่องอาหารกินไปเสียอีก ; มักเข้าใจผิดกันได้อย่างนี้เสมอ. คำพูดอย่างภาษาธรรมดาฟังดูไม่น่าปรารถนา ; แล้วยิ่งพูดว่า ไม่อิ่ม-ไม่หิว อย่างนี้มันยิ่งแห้งแล้ง ; ยังมีเรื่องอะไรที่น่าปรารถนาอีก ; สู้พูดว่า "อิ่ม" คำเดียว นี้ไม่ได้, แล้วก็ใช้สำนวนว่า "อิ่มตลอดกาลนิรันดร", หรือมีชีวิตอยู่ตลอดกาล นิรันดร. การพูดในแง่ positive อย่างนี้ดีกว่าในแง่ negative ; แต่ที่จริงเรื่องนี้ ไม่ใช่ positive ไม่ใช่ negative ; ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง. แต่เมื่อเราจะพูดกับมนุษย์ ธรรมดาที่พอใจใน positive เราก็พูดว่าอิ่ม หรือพูดว่าไม่ตาย. รู้ความหมายของ มันให้ดี ๆ จึงจะเข้าใจได้ดีในคำว่า "อิ่ม". เมื่อจะกินก็กินให้อิ่ม เมื่อจะนอน ก็นอนให้อิ่ม, จะทำอะไรก็ทำให้อิ่ม อย่างนี้ในทางวัตถุก็ทำไปได้, แต่ในทาง วิญญาณ ต้องตัด ต้องหยุด ความกระหายหรือความหิวเสีย จึงจะอิ่ม เราเกิดมานี้ ก็เพื่อให้อิ่มกันทั้งนั้น ทั้งทางกาย และทางวิญญาณ. ปัญหา ทางร่างกายหาข้าวกินนี้ไม่มีปัญหา และเรียกว่าไม่มีปัญหาได้เลย. ปัญหาที่จะเหลือ มีแต่ "อิ่มในทางวิญญาณ" ซึ่งยังอิ่มกันไม่ค่อยจะได้, ได้น้อย ได้ยาก, และยัง แถมพูดกันไม่ค่อยรู้เรื่อง. ขอ ให้พยายามเป็นผู้อิ่มทางวิญญาณให้สุดความสามารถ, แล้วการงาน ก็ทำไปเถอะ เพื่อประโยชน์ผู้อื่น. ภาพจับวัว ๑ ๑๐ ภาพนั้นก็ใช้เป็นอุปมาได้อีก ; ——————————— ๑. ภาพจับวัว ๑ ชุด มี ๑๐ ภาพ ที่เขียนไว้ในตึกมหรสพทางวิญญาณ และได้เคยพิมพ์แพร่หลาย แล้ว, ในหนังสือนี้ก็ได้ตีพิมพ์ที่หน้า ๑๔๓ ไว้อีก

น.799 ที่เขียนให้ดูภาพที่หลังจากจับวัวได้นั้น เป็นภาพเป่าปี่ ขี่วัว เป็นอุปมาว่า มีความ ได้ตามต้องการพอแล้ว ตัวตนมันก็ว่างไป ; เกิดมาใหม่เป็นคนทำเพื่อช่วยผู้อื่น, ทำประโยชน์ผู้อื่น, เที่ยวส่องตะเกียง เที่ยวแจกของ. นี่งานของคนอิ่ม ; ดู ให้สมกับรูปที่เขียน : คนท้องโตเท่าโอ่ง เที่ยวแจกของส่องตะเกียง เพราะมีความอิ่ม จึงมีแจกให้ ; ไม่ใช่ท้องโตหมายถึงภูเขา ; แต่หมายถึง มีอะไรดีอีกมากพอที่จะ แจกคนอื่น. เพราะฉะนั้นเรา หยุดหิวเสีย แล้วก็อิ่ม, อิ่มแล้ว ก็ทำงานเพื่อ คนอื่น; เรื่องก็จบ. พูดไปพูดมาก็วนอยู่ที่ คำว่าอิ่มคำเดียว, อิ่มแล้วจะทำอะไรก็ได้. นี่ ลองคิดดู ; ใกล้จะเลิกแล้ว จะจบแล้ว ว่า : เราใช้คำว่า "อิ่ม" คำเดียวมันพอ จริง ๆ อย่างนี้. เขาจะหาว่าเราทำลายพุทธศาสนาให้หมดค่าก็ตามใจเขา. ในที่นี้ เราอยากให้ทุกคนคิด และเข้าใจว่า มีเท่านี้จริงๆ ; ที่ไปเรียนกันมาก ๆ, เรียน โน่น เรียนนี้ให้มันมาก นั่นเป็นพวกบ้าหอบฟาง, บ้าหอบฟางคือหอบเอาไปไม่มีที่ สิ้นสุด, หอบฟางไปไม่มีที่สิ้นสุด ! ที่มาเรียนรู้คำว่า "อิ่ม" คำเดียวนี้พอแล้ว. อิ่มเสียก่อนเถอะแล้วจะหอบฟางเล่นบ้างก็ได้ ; แต่ตลอดเวลาที่หอบฟางอยู่นั้น ต้องอิ่ม, ต้องให้อิ่มอยู่เสมอ จะหอบฟางเล่นบ้างก็ได้ แล้วเอาไปแจกเขา. จัดวัดเป็นโรงมหรสพทางวิญญาณก็เพื่อความอิ่ม ทีนี้จะพูดถึงว่า วัดเราเป็นโรงมหรสพทางวิญญาณ อยู่ตลอดทั้งวัด ทั่วทั้งวัด : มีต้นไม้มีก้อนหิน มีธรรมชาติ มีความเงียบสงัด, ที่เป็นอย่างนี้แหละ ; เราจะรู้สึกว่ามันเยือกเย็น ; ความหิวหยุดไปหมดเองเลย. ทำไมพวกคุณจึงไม่ถือว่า นี่เป็นสัญญลักษณ์ของความอิ่ม ? นี่คือสัญญลักษณ์ของความอิ่ม ! เย็น สบาย เงียบ สงบดี สะอาดดี แจ่มใสสว่างดีอย่างนี้. คุณต้องเข้าใจต่อไปถึงว่า "อิ่ม" นั้นคือ มหรสพทางวิญญาณ ; ที่เรียกว่า อิ่มนั้นคือมหรสพทางวิญญาณ ; ถ้าใครไม่โง่

น.800 เข้ามาในวัดนี้ จะแลเห็นมหรสพทางวิญญาณทั่วไปทั้งวัด : ก้อนหินก็ตาม ต้นไม้ก็ตาม ดอกไม้ก็ตาม แมลงก็ตาม. เช้า ๆ ผมเดินดูหญ้าดูใบไม้ ; เท่านี้ก็รู้สึกว่า แหม, มีให้ดูมากจริง ; น่าดู ชวนให้ดู และพอใจไปทุกอย่าง ; นี่ก็เป็นอิ่มชนิดหนึ่ง เหมือนกัน. อยากจะพูดหรืออยากจะยืนยันว่า เดินดูอะไรเล่นตามสนามหญ้า ตอนเช้า ๆ มันก็อิ่มประหลาดชนิดหนึ่งเหมือนกัน. ถ้าเราได้ความอิ่มชนิดนี้ แล้วเราจะต้องทำ อะไรอีกทำไม; ในเมื่อมันเป็นความอิ่มชนิดหนึ่ง ซึ่งน่าพอใจก็ดีแล้ว จะต้องทำอะไร ให้ยุ่งยากลำบากเกินไปทำไม, หาได้ง่าย ๆ แล้ว. ข้อนี้ ผมจึงอยากจะแนะว่า ควรจะสนใจธรรมชาติบ้าง, พระเณรควรจะ สนใจลงไปถึงธรรมชาติที่แท้เหล่านี้ : ก้อนหิน ก้อนดิน ก้อนกรวด ใบหญ้า มด แมลง ดอกไม้ อะไรก็ตาม ; ลองลดตัวเองลงไปสนใจดูบ้าง, มันมีให้สนใจ และ มีให้อิ่มอย่างยิ่ง อย่างที่ไม่ต้องลำบากมาก, ไม่ต้องไปหาอะไรลำบาก ก็อิ่มและพอใจ ได้. พวกที่เขาเป็นนักธรรมชาติ, นักเลงธรรมชาติ เขาสนุกสบาย พอใจอยู่กับ ธรรมชาติเหล่านี้ ก็อย่าไปว่าเขา ; ธรรมชาติทำให้เขาอิ่ม หรือสบาย โดยลงทุน น้อยที่สุด ไปที่ไหนก็มีได้. ส่วนการ ทะเยอทะยานเพื่อกินดีอยู่ดี จะมีเกียรตินี้, หรือจะให้ใครยอมแพ้ให้ใครเทิดทูนบูชานี้ มันบ้า ; มันเป็นเรื่องที่ ทำให้หิว ไม่มีที่สิ้นสุด. เช้า ๆ เดินไปบิณฑบาต เดินชมก้อนหิน ก้อนดิน ก้อนกรวด ใบหญ้า น้ำค้าง มด แมลง ปู ปลา, แล้วเดินเรื่อย ชมไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเป็นมิตรเป็น เกลอกับพวกเหล่านี้, แล้วจะเต็มไปด้วยความสบายตา สบายใจ, เป็นความอิ่มไป หมดทุกหัวระแหง, ไม่ว่าจะเหลียวไปทางไหน ไม่มีความขาดแคลน, มีแต่สิ่งที่ช่วย ทำให้จิตใจของเราอิ่มหรือสบายได้ทั่วไปหมด, คือพอใจก็แล้วกัน ในแง่ใดแง่หนึ่ง

น.801 ก็พอใจ ; ไม่ต้องมีเหยื่อกิเลสที่สวย ๆ. ก้อนกรวดธรรมดา ดินธรรมดา ใบไม้ ธรรมดา ของธรรมดาที่มี ๆ อยู่นั่นแหละ ; ถ้า สนใจด้วยใจที่อิ่มและถูกวิธี ละก็สนุก ทั้งนั้น, และดูมันแปลกประหลาดออกไปทุก ๆ วัน. แต่สังเกตดู ไม่มีใครจะไปมอง มันเลย. คนที่ปลูกดอกไม้สวยๆ นี่ก็ปลูกไว้อวดคน, สร้างความหิวในการที่ตัว ยังมีของดี ของเด่นอะไร ก็หิวเรื่อยเสียเหมือนกัน. ถึงจะปลูกดอกไม้อีกกี่แปลง ก็ร้อยต้น ก็พันต้น มันก็หิวเรื่อย ; แต่ถ้าปลูกไว้ดูสักต้น แล้วศึกษา แล้วจะพอใจ กระทั่งใบ กระทั่งราก กระทั่งมันไม่มีดอก ก็ยังเป็นที่พอใจ. อย่างนี้ช่วยไปในทาง อิ่มนี้ได้จากธรรมชาติ, เป็นเกลอกับธรรมชาติ, ได้รับความสบายใจจากธรรมชาติ. ถ้าเราคอยแต่จะใช้มันเป็นเครื่องอวด, มันก็ให้เราเป็นทาสปลูกมัน, เป็นทาสกิเลส ตัณหาอย่างหนึ่งที่ว่าเรามีของดี ของสวยสำหรับอวด ; อย่างนี้ก็แย่เลย ยิ่งทำยิ่งแย่- ยิ่งทำยิ่งแย่-ยิ่งทำยิ่งแย่. มันควรจะทำไปในทางที่หยุด และพอใจ ยินดีอะไร ที่พอใจ ง่าย ๆ ไม่ต้องวิ่งไปดูที่ไหน ให้เสียเงินให้ลำบาก. สิ่งที่จะเดินดู นั่งดู มันมีเต็มไปหมดในโลกนี้, แล้วก็มีความเพลิดเพลิน ไปได้จนตลอดชีวิต. อย่างนี้มันดี คือไม่ลำบาก ไม่เสียเงิน ไม่ลำบาก ไม่ยุ่งยาก, มันเป็นสิ่งที่ให้อิ่มได้ ; มีแต่ใครต้องการ หรือไม่ต้องการเท่านั้นเอง ถ้าใครไม่ ต้องการ ผมก็บอกไม่ถูก คือพูดกันไม่ถูก. เพราะฉะนั้นจึงถือว่า เราอาจจะอิ่มได้ ด้วยการดู, การศึกษา การเป็นเกลอกันกับธรรมชาติ, แล้วจะมีอิ่มได้ เหมือนกัน, และยิ่งฉลาดมากขึ้นไปอีก คือลงทุนน้อยที่สุด แล้วอิ่มได้มากที่สุด ; ดีกว่าไปเรียนบาลีจนเป็นวัณโรคตาย, เรียนภาษาอังกฤษจนเป็นโรคเส้นประสาท ไม่หาย, อย่างนี้ ; ดีกว่าทั้งนั้น. เรียนธรรมะที่ทำให้รู้จักอิ่มเสียก่อน ; ทีนี้พอ เรียนธรรมะ รู้จักวิธีปฏิบัติให้มันอิ่มแล้ว ; ไปเรียนบาลีก็ไม่เป็นวัณโรคตาย, หรือ เรียนภาษาอังกฤษก็ไม่ต้องเป็นโรคเส้นประสาท ; เพราะความอิ่มทางวิญญาณนี้ก็มีใน ทางที่ว่าป้องกันโรค, เป็นอำนาจต้านทานโรค.

น.802 ขอให้ขวนขวายเรื่อง "ความอิ่มทางวิญญาณ" ขอให้รีบขวนขวาย และรีบเอาใจใส่, เรื่อง "ความอิ่มทางวิญญาณ" เสียก่อน, แล้วค่อย ๆ ขวนขวายเรื่องนั้นเรื่องนี้ ซึ่งหรูหราตามโลกนิยม แล้วจะ ไม่เป็นอะไร ; กิเลสก็ไม่รบกวน, ร่างกายก็ไม่เป็นอันตราย. เมื่อจิตใจมันปกติ หรือมันอิ่ม นี้เรียนได้เร็ว. นี่ผมเป็นคนบอก และยืนยันว่าจิตใจในสภาพที่ปกติ ที่ เรียกว่าอิ่มนี้ เรียนอะไรก็เรียนเร็ว. คนอื่นเรียนไปจนตายก็ไม่ใคร่รู้, เราเรียนปีเดียว ก็รู้ หรือเรียนครึ่งปีก็รู้. คนที่จิตใจหิวไม่รู้จักอิ่ม ให้เรียนอะไรจนตายก็ไม่รู้ ; เพราะ จิตไม่เป็นจิตที่ประกอบด้วยคุณสมบัติของจิต ; แต่เป็นจิตที่หิวเรื่อยจน ไม่ใช่จิต. เพราะฉะนั้นอย่าทำอะไร อย่าเรียนอะไร ด้วยความหิวทางวิญญาณ, แต่ให้ทำอะไร ๆ ด้วยความอิ่มทางวิญญาณอยู่เสมอไป. ถ้ามีเรื่องหิวก็ให้มีแต่หิวข้าว : หิวก็กิน กินแล้วก็หาย, แล้วก็ประดับ ประคองจิตใจ ให้มีความอิ่มทางวิญญาณอยู่เสมอ ; นี้สบายหมด : ทำ ประโยชน์ตนก็สบาย ทำประโยชน์ผู้อื่นก็สบาย, ไม่ทำอะไรก็สบาย, เป็นเรื่องสบาย ไปหมด ; นี้แหละคือพุทธศาสนา ; เรียกว่าไม่มากมาย, แต่ว่ายิ่งกว่ามาก : ไม่มีอะไรมากมายแต่ว่าใหญ่โต, หรือเป็นเรื่องลึกซึ้งทั้งนั้น. นี่ในคำ ๆ เดียวนี้ ใคร จะไปเผยแผ่พุทธศาสนาทั่วโลก ไปพูดเรื่องอิ่มกันดีกว่า ; เขาก็จะสนใจ, แล้วก็บอกว่าเรื่องอิ่มนี้ทำให้สมบูรณ์ให้ถูกต้อง ให้เข้าใจดี, พุทธศาสนาจะช่วยให้ เกิดความอิ่มที่แท้จริง ; แล้วมนุษย์ก็ไม่ต้องรบกันเหมือนที่รบกันอยู่เดี๋ยวนี้. เพราะ มีความหิวทางวิญญาณ อยากดี อยากเด่น เพราะกลัวจะไม่ได้ดีไม่ได้เด่น คนก็คิด ทำลายผู้อื่นป้องกันไว้ก่อน ; ก็เลยรบกันเรื่อยไป, แล้วไม่รู้จะโทษใคร ; เมื่อ เป็นกันเสียอย่างนี้ทั้งโลก ก็ไม่รู้จะโทษใคร, ไม่มีฝ่ายไหนถูกฝ่ายไหนผิด, เป็น เปรตที่มีความหิว แล้วรบกันทั้งสองฝ่าย ; นี้ต้องโทษว่ากรรมของโลกนี้เอง, บาป กรรมของโลกนี้เอง เพราะมนุษย์เดินทางผิด.

น.803 ขอให้เดินทางถูกกันเสียบ้างเถิด มนุษย์ในโลกส่วนใหญ่เดินทางผิด ก็เลยได้รบกันเรื่อยจนกว่าจะเอือม แล้วจะได้คิดกันใหม่ เพื่อเดินทางถูก แล้วจึงจะหยุดรบกันที ; พอนานเข้าเผลออีก -เผลออีก-เผลอทีละน้อย, เผลอทีละน้อย จนเดินผิดทางอีก, แล้วก็รบกันอีก ; มันดูจะเป็นธรรมดาของมนุษย์อยู่อย่างนี้. ทีนี่ใครจะเป็นคนมีโชคดี ? ในเมื่อเขาเดินทางผิดทาง, เราเดินเสียให้ ถูกทาง ; เมื่อคนส่วนมากเขาเดินผิดทาง เราเดินให้ถูกทาง, เราก็เป็นคนโชคดี, ไม่มีใครมาทำอะไรเราได้; จะมาฆ่าเราให้ตาย ก็ยังไม่ทำให้เราเป็นทุกข์ได้. ออกพรรษาแล้ว ก็ ขอให้ออกพรรษาด้วยความที่มีอะไรดีขึ้น สูงขึ้น เต็มขึ้น มากขึ้น จนเรียกว่าอิ่มขึ้นแล้ว. คุณนาคะเสนเข้าใจไหม? จะค้านก็ค้านซิ. ช่วยเอาไปเผยแผ่ที่อินเดีย, เอาเรื่องอิ่มนี้ไปเผยแผ่ที่อินเดีย ; ทำให้ชาวอินเดียอิ่ม เหมือนอย่างเมื่อครั้งพระพุทธเจ้า ; ถึงไม่ได้กินข้าว เพราะอินเดียไม่มีข้าวพอจะกิน ก็ยังอิ่ม, วินาทีสุดท้ายก็ยังอื่ม. (ภิกษุนาคะเสน เสนอข้อคิดเห็นบางอย่างที่ขบขัน). เรื่องทางวิญญาณยังหิวนี้ มนุษย์ต้องจัดการกันเป็นพิเศษ ; พระ- พุทธศาสนามีแต่เรื่อง "อิ่ม" คำเดียวเว้ย ! ใครสนใจหรือไม่สนใจก็ตามใจ. ทีนี่ใครจะมาคุยกันเรื่อง วิปัสสนาที่แท้จริง ก็คือเรื่องทำให้ "อิ่ม" ถ้ายัง ทำให้อิ่มไม่ได้ ก็ไม่ใช่วิปัสสนาที่แท้จริง. ฟังดูมันชักจะพูดทลึ่งมากขึ้น ให้เขา ด่าเอามากขึ้น; เพราะขืนพูดตามแบบฉบับอยู่ มันมากมาย มันอ้อมค้อม มันเยิ่นเย้อ มันตั้งแปดหมื่นสี่พันธรรมขันธ์ มันมากนัก. พูดว่า "ไม่มีศาสนา", พูดว่า "ไม่ต้องทำอะไร" ; นี้ก็อย่างเดียวกัน คือถูกด่า. ถ้าเขาสนใจสักหน่อย ก็จะพูดว่า

น.804 "ไม่มีอะไรอีกนอกจาก อิ่ม", ทำให้อิ่ม, ให้เกิดความอิ่มทางวิญญาณขึ้นมา ; ก็ เป็น โรงมหรสพทางวิญญาณอยู่ในความ "อิ่ม" เว้ย ! ใครรู้จักธรรมชาติ คนนั้นก็อิ่ม. ขอให้พยายามทำวัดนี้ทั้งวัด ให้เป็น เครื่องสอน-สอน-สอน การทำให้อิ่ม ; หรือเป็นมหรสพทางวิญญาณ. พอกันทีสำหรับวันออกพรรษา ขอให้เตือน ๆ กันว่า ให้รู้จักอิ่มกันเสียบ้างเถิด. ———————

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต