น.761 การพูดที่นี่ในวันพระเช่นนี้ ไม่ใช่เทศน์ แต่เรา จะพูดข้อธรรมะซักซ้อมกันเกี่ยวกับเรื่อง "ตัวกู-ของกู" ซึ่งเราเรียกว่า ธรรมปาฏิโมกข์ เป็นหลักใหญ่. ส่วน การจะพูดเรื่องใดแต่ละคราว ก็พิจารณาแล้วแต่จะ สมควรแต่ละโอกาส. แต่โดยที่บางวันมีบุคคลผู้สูงอายุ มาเยี่ยมบ้าง, มีผู้ทรงคุณวุฒิต่าง ๆ กันเผอิญมาใน วันนี้บ้าง, ก็อยากจะขอให้ผู้นั้นพูดเรื่องที่มีประโยชน์ ให้ฟังบ้าง. พอดีวันนี้มีผู้ที่เพิ่งเดินทางกลับจากต่าง ประเทศมาเยี่ยม ก็ใคร่ขอให้เล่าอะไรให้ฟังบ้าง. (คุณเพรียงเล่าเรื่องการถือศาสนาพุทธในอังกฤษ ที่ไป พบเห็น แล้วองค์บรรยายพูดต่อไป) ๑๗๑
น.762 ปรารภ เรื่องการเผยแผ่ศาสนา ตามที่เคยฟังมานานแล้ว พวกอังกฤษนั้นมีทิฏฐิมาก, ในการที่จะเปลี่ยนแปลง อะไรมีทิฏฐิมาก และพวกที่เป็นชั้นกรรมกร ชั้นอะไรนี้ก็ไม่สนใจอย่างยิ่งเลย, พวก ที่เป็นนักศึกษาก็มีทิฏฐิมาก ในทางที่ถือว่า ฝรั่งเป็นพวกที่มีวัฒนธรรมสูงเกินกว่าที่จะ รับลัทธิอย่างนี้หรือพุทธศาสนาในรูปนี้. พวกทางแผ่นดินใหญ่นั้น เขามีมากและ หัวเก่ากว่า, ถ้าพูดง่าย ๆ ก็ว่าหัวเก่ากว่า โดยเฉพาะพวกเยอรมันก็มีหัวเก่า ๆ กลาง ๆ ไม่ถือทิฏฐิว่าเราเป็นนักปราชญ์มากเหมือนพวกอังกฤษ และสนใจของแปลกของใหม่. นายคริสมัส ฮัมเฟรย์ เขาก็เคยพูดว่า ยังอีกนาน กว่าที่ชาวอังกฤษจะ ปรับปรุงตัวเองให้เหมาะสำหรับรับพุทธศาสนาได้, และโดยเฉพาะพุทธศาสนาอย่าง ที่เป็นพิธีรีตองมาก รวมทั้งที่ว่าจะต้องบวช จะต้องถือศีลพิเศษนี้ ยิ่งใช้กันไม่ได้กับ คนอังกฤษ, ที่จะไปแนะนำเรื่องอุโบสถศีล เรื่องอะไรต่างๆ นี้ก็ไปกันไม่ได้. แล้ว ก็เหมือน ๆ ประเทศไทยนี้, ในประเทศไทยเรานี้ ผู้ที่จะสนใจศึกษา หรือปฏิบัติ พุทธศาสนา ที่เป็นเนื้อหาจริง ๆ นั้น ก็ไม่มีเป็นกลุ่มเป็นก้อน, มีเพียงกระจัดกระจาย อยู่ทั่ว ๆ ประเทศ คล้าย ๆ ซ่อนอยู่อย่างนั้นแหละ แห่งละคนสองคน รวมกันแล้วก็ ไม่กี่คน. ที่จะมีเป็นกลุ่มเป็นก้อน เป็นจำนวนมาก นี้คงยังอีกนาน เป็นไปได้ยาก, มีแต่เป็นเรื่องพิธีเป็นเรื่องธรรมเนียมไปเสียทั้งนั้น. อย่างพวกพุทธสมาคมนี้ เราเคยต่อว่าบ่อย ๆ เห็นเรื่องทอดกฐินเป็นเรื่องสำคัญ ยิ่งกว่าเรื่องการศึกษา ; และรองลงมาก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับรัฐบาล, เกี่ยวกับเรื่อง เอาหน้าเอาตาทางการเมือง ทางอะไรอย่างนี้ เราก็ไม่เกรงใจที่จะพูด เพราะ พูด อย่างกับเพื่อน หรืออย่างกันเอง. เตือนกันดูเพื่อไปคิดกันขึ้น เผื่อว่าจะดีขึ้น, หรือคงจะดีขึ้น. แต่นั่นแหละสถาบันอะไรจะยิ่งกว่าพุทธสมาคมก็ไม่มี พุทธสมาคม ก็ยังต้วมเตี้ยมในเรื่องนี้. เดี๋ยวนี้ก็ดูเป็นเรื่องธุระการมาก เรื่อง วิชาตัวพุทธศาสนา
น.763 แท้ ๆ นี้ก็ยังไม่รู้ และยังไม่ลงรอยกันว่าจะเอาอย่างไร เลยดำเนินงานไม่ถูก สนับสนุนส่งเสริมก็ไม่ถูก ปล่อยเป็นตลาดอิสระ ใครจะว่าอย่างไรก็ได้. ถึงแม้ในต่างประเทศก็เหมือนกัน ที่เจริญ, ที่เขาเรียกกันว่าเจริญหรือมีสถิติ มาก ก็พวกมหายาน ตามธรรมเนียม ตามพิธีรีตอง แบบไหว้ แบบสวดมนต์ แบบ อย่างนี้ ; ที่ว่าในประเทศอเมริกาเขามีกันแล้วเป็นแสน ๆ พุทธบริษัทนั้นก็แบบนี้ : คือแบบจีน แบบญี่ปุ่น แบบศาลเจ้า. เขาเอาพระพุทธรูปไปห่มผ้า ไปเปลี่ยนตาม ฤดูกาล ไปจุดตะเกียงตลอด ๒๔ ชั่วโมงอะไรอย่างนี้ เป็นต้น, อย่างนี้ยังไปไม่รอด. เรื่องความรู้แท้ ๆ เรื่องปฏิบัติทางจิตใจแท้ ๆ ในประเทศอังกฤษก็มีอยู่จำนวนหนึ่งที่เขา สนใจ แต่ทีนี้พวกเราให้เขาไม่ได้ พวกเถรวาทนี้ให้ไม่ได้ ฉะนั้น เขาจึงไปสนใจพวก เซ็นอย่างญี่ปุ่นเสียมาก. มันก็เรื่องเดียวกันนั่นแหละ : เรื่องว่าง เรื่องสุญญตา แต่ เขาพูดสนุกกว่า เป็นที่สนใจกว่า ; พวกฝรั่ง เลยสนใจ พวกญี่ปุ่น, พุทธ- ศาสนาอย่างญี่ปุ่น อย่างเซ็น; มากกว่าที่จะสนใจเถรวาทเรา ซึ่งมีเรื่อง อย่างเดียวกันที่จะให้ตามแบบฉบับของเถรวาท. แต่เนื่องจากในเมืองไทยนี้ ไม่สนใจ ไม่เข้าใจ ไม่รื้อฟื้น ไม่สนใจ ก็เลยไม่มีอะไรจะให้ ; ก็ยังเหลือแต่ระเบียบ พิธีรีตองอีกเหมือนกัน. นี่ดู ๆ คล้ายกับมันไขว้กันอยู่อย่างนี้ ไขว้กันอยู่ไม่เจอะกันได้สักทีนี้ก็ต้อง อีกนาน. วิธีอย่างของพวกเซ็นของญี่ปุ่น ของจีนนั้น มันน่าสนุก แล้วสนุกจริงๆ สำหรับคนมีปัญญา ; แล้วยังเป็นโอกาสสำหรับจะขยายไปในทางศิลป ทางวัฒนธรรม อะไรนี้ได้ง่ายกว่า. ตลอดเวลาที่คนยังไม่เข้าใจเรื่อง หัวใจพุทธศาสนา คือเรื่องทำลาย ความรู้สึกว่าตัวกู-ของกู นี้ละก็ ก็ เรียกว่ายังไม่รู้พุทธศาสนา กันละ ในโลกนี้. การเผยแผ่พุทธศาสนายังไม่ถึงขีดที่เรียกว่าเป็นพุทธศาสนา ; ยังเป็น
น.764 เหมือน ๆ กัน ระดับเดียวกันกับศาสนาอื่น. แต่มันก็มีหวัง มีลู่ทาง มีหวังที่จะดีขึ้น เรื่อย ๆ ช้า ๆ จะเร็วไม่ได้. สรุปความแล้ว มนุษย์ยังไม่รู้ว่าเรามีชั้น หรือมีขั้นที่ดีกว่า มีระดับหรือมีชั้นอย่างไร ? รวมความแล้วก็ไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม นั่นแหละ. "คุณเพรียงเคยอ่านหนังสือเรื่องมนูธรรมศาสตร์โดยตรงไหม? คงไม่เคย ; ทั้ง ๆ ที่เป็นนักเรียนกฎหมาย. เขามีเรื่องพูดถึงมนูธรรมศาสตร์กันไหม? ไปหา อ่านดูซิ ที่จริงมันก็แพร่หลาย มันประหลาดอยู่เหมือนกัน ที่ว่ามนูธรรมศาสตร์นี้ตั้งขึ้น โดยใครหรืออย่างไร ก็ไม่มีใครทราบ, เขาสมมติว่าพระมนูนี้เป็นฤๅษีองค์หนึ่ง เอาเถอะจะเป็นใครก็ตามใจ, เราเอาแต่ว่าตัว มนูธรรมศาสตร์นั้นมันมีอะไร ๆ บ้าง, เรียกได้ว่าเป็นของเก่าแก่ที่สุดในอินเดีย แล้วก็เป็นนักปราชญ์ เป็นผู้มีปัญญา ที่สุด ไม่เฉพาะในแง่กฎหมาย, เป็นในแง่ที่เกี่ยวกับมนุษย์ทั้งหมดมากกว่า ; กฎหมาย นั่นเป็นส่วนหนึ่งที่มนุษย์นี้จะต้องรู้ จะต้องมี จะต้องทำ ให้มันเป็นเรื่องเป็นราว. มนูธรรมศาสตร์ยังมีพูดถึง ระดับชีวิตว่ามีกี่ขั้น ที่น่าสนใจมาก. ให้มนุษย์ รู้จักชั้นหรือลำดับของตัวเองให้ถูกต้อง แล้วดำเนินไปให้สมบูรณ์ คือ : มนุษย์ควรรู้จักระดับของตนเอง ขั้นที่ ๑ เป็นเด็กๆ รุ่นหนุ่ม รุ่นสาว ระดับที่กำลังเป็นรุ่นหนุ่มรุ่นสาว ก็เรียกว่า ระดับพรหมจารี. พรหมจารีนี้คือ ประพฤติอย่างพรหม คือ ประพฤติ ระเบียบวินัยเคร่งครัดมาก เกี่ยวกับการศึกษา การเล่าเรียน การเป็นการอยู่ ; ศึกษากันเต็มที่ ปฏิบัติกันเต็มที่ นี้เรียกว่าพรหมจารีขั้นหนึ่ง. ขั้นที่ ๒ เรียกว่า ระดับคฤหัสถ์ ก็ให้บริโภคผลของการงาน ระบุคำว่า "กาม" ลงไปเลย ให้บริโภคกาม ให้แสวงหา กระทั่งทำหน้าที่เป็นบิดามารดา ; * คุณเพรียง คือ อุบาสกคนหนึ่ง
น.765 เป็นผู้รู้รสหรือว่าชิมหมดในความเป็นคฤหัสถ์ นับตั้งแต่การบริโภคกาม และการเป็น บิดามารดาที่ดี. มันเป็นการศึกษาที่ผิดจากระดับพรหมจารีมาก ; เขาให้ถือว่าเป็น การศึกษาทั้งนั้น, การที่เราประกอบอาชีพได้ทรัพย์ได้อำนาจมา บริโภคกาม มีลูก มีหลาน มีอะไรนี้เป็นการศึกษาระดับหนึ่งชั้นหนึ่ง. ทีนี้อายุก็เข้าไปขนาด ๔๐-๕๐ อะไรอย่างนี้. ขั้นที่ ๓ พออายุขนาด ๕๐-๖๐ อะไรอย่างนี้ก็เลื่อนชั้น เป็น ระดับวนปรัสถ์. วนปรัสถ์ นี้ ตามตัวหนังสือ แปลว่า อยู่ป่า, เราก็เคยเข้าใจผิดว่าต้องออกไปอยู่ป่า. แต่ขอให้ไปดูให้ทั่วมนูธรรมศาสตร์. คำว่า วนปรัสถ์นี้อธิบาย ไม่หมายเฉพาะไป อยู่ป่า จะอยู่ป่าก็ได้ จะออกไปอยู่ป่าก็ได้ คงอยู่ในบ้านเรือนนี้ก็ได้ วนปรัสถ์นี้ ; แต่ว่าต้องกลายเป็นคนเก็บตัว คือเรื่องเงิน เรื่องทอง เรื่องลูก เรื่องเมีย นั้นสลัดไปแล้วเหมือนอย่างที่คนแก่ ๆ สลัดเรื่องนี้ไปเล่นกล้วยไม้ เล่นอะไรอย่างนี้ นี่คุณเพรียงเข้าใจดี อย่างที่เล่นของเล่น เล่นกล้วยไม้อะไรนี้. แต่นี่เขาไม่ได้เล่น อย่างนั้น ให้สลัดสิ่งเหล่านั้น เก็บตัวอยู่ในลักษณะที่ศึกษาชีวิตด้านใน กลายเป็น นักศึกษาสูงขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง. นี้คือศึกษาคนเดียว มันเหมือนกับอยู่ป่า ตัดความ สัมพันธ์ ตัดอะไรมากที่สุด แล้วมองดูชีวิตในด้านใน เงินคืออะไร? ลูกเมียคืออะไร ? เกียรติยศชื่อเสียง คืออะไร ? เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ คืออะไร? สังคม คืออะไร ? เก็บตัวอุดหูอุดตาต่อเรื่องอื่น ๆ; ศึกษาแต่เรื่องนี้ มันเป็นภายในมาก ที่สุด นี้เป็นวนปรัสถ์. ขั้นที่ ๔ นี้ถ้าอยู่ไปได้อีก และผ่านขั้น ๓ ไปได้ก็ถึงขั้นสุดท้าย เรียกว่า ระดับสันยาส หรือ สันยาสี. สันยาสนี้ คือจัดการแจกจ่ายความรู้ที่ค้นได้อย่างลึกซึ้ง นั้น เป็นผู้นำทางวิญญาณไปเลย. ในระยะสันยาสนี้ นั้นเป็นคนแก่อายุ ๘๐-๙๐ อะไร ก็ตามใจ นั่งทำตัวเป็นแสงสว่างแก่คนทุกคน ทุกชนิด ทุกประเภท ทุกระดับ. นี้พึง ทบทวนดูให้ดี :-
น.766 ระดับที่ ๑ เป็นพรหมจารี เป็นเด็กเป็นหนุ่มเป็นสาว ก็ต้อง ทำเคร่งครัด ที่สุด อย่างวิธีการศึกษา ของเด็กหนุ่มเด็กสาว ตลอดจนศีลวัตรต่าง ๆ ด้วย, ถือศีล ถือวัตรกันอย่างเคร่งครัด เรื่องเกี่ยวกับเพศอะไรนี้เคร่งครัดมาก ไม่ปล่อยเลย. ระดับที่ ๒ เป็นคฤหัสถ์ นี่ถึงจะปล่อยเป็นเรื่องระหว่างเพศ เรื่องการงาน เรื่องอาชีพ เรื่องเป็นบิดามารดาขึ้นมาเลย คำว่า คฤหัสถ์ ก็แปลว่าผู้อยู่เรือน. ระดับที่ ๓ เป็นวนปรัสถ์ อายุนั้นไม่แน่จะเป็น ๖๐-๗๐ ไปก็สุดแท้เถอะ เรื่อง ทางเพศจืดแล้ว, มันจืดไปเองด้วย เขา จึงจะเป็นผู้อยู่ป่า เป็นวนปรัสถ์ ; ถ้าพอใจก็ออกไปอยู่หิมาลัย เป็นฤๅษีชีไพรไปเลยก็ได้. ถ้าไม่ประสงค์อย่างนั้นจะอยู่ ที่บ้านก็ได้ แต่ว่าเปลี่ยนชีวิต เช่นไปอยู่ตามกอไผ่มุมบ้าน ปลูกกะต๊อบอยู่อะไรอย่างนี้. ลูกหลานไม่เกี่ยวแล้ว ตอนนี้เป็นวนปรัสถ์ ; จิตใจหวนระลึกไปแต่ในภายในแต่เรื่อง หนหลังทั้งนั้น จนแตกฉานในสิ่งที่เรียกว่าชีวิต. ถ้าไปอยู่ป่าอยู่ดงเลย ก็ไปทำ อย่างเดียวกัน. ระดับที่ ๔ สันยาสีนี้ เป็นสังคมอีกครั้งหนึ่งกลับมาในฐานะผู้ส่องตะเกียง ให้แสงสว่างทางชีวิตแก่ผู้ที่จะไปติดต่อ แล้วแต่จะเป็นใคร : เด็กเล็ก ๆ ก็ได้ ไปถาม เรื่องอะไร ๆ จะได้รับคำตอบที่มีประโยชน์ที่สุด, คนหนุ่มคนสาวจะไปถามอะไรก็ ได้รับคำตอบที่มีประโยชน์ที่สุด, หรือคนแก่คนเฒ่าด้วยกันจะไปศึกษาหารืออะไรกัน นั้นก็เป็นเรื่องสว่างไสวที่สุด ; เรียกได้ว่า เป็นผู้นำทางวิญญาณ ได้แล้ว. ถ้า ไปอยู่ป่าเป็นฤๅษีมุนี ทีนี้ตอนนี้ต้องกลับมาแล้ว ; ต้องกลับมาอยู่ตามหมู่บ้าน เที่ยว ไปตามหมู่บ้าน อยู่ตามตำบล ที่จะให้ประชาชนติดต่อด้วยได้; แต่ไม่ได้เอาอะไร ไม่มีอะไรนอกจากให้คำตอบที่ดีแก่ปัญหาทุกอย่างนี้. ถ้าว่ามนุษย์คนหนึ่งเกิดมาไม่ครบ ๔ อย่างดังกล่าวมานี้ ก็เรียกว่าไม่ใช่มนุษย์ ที่สมบูรณ์แบบของมนุษย์.
น.767 ทีนี้ คุณลองสังเกตดูเถอะ มนุษย์เดี๋ยวนี้เป็นอย่างไร ๆ ยิ่งมนุษย์ที่นิยมกันว่า เจริญแล้ว เช่นพวกฝรั่งเป็นต้น ไม่มีทางที่จะปรับกันได้กับระดับทั้ง ๔ นี้เลย. มักบ้ากิน บ้ากาม บ้าเกียรติ จนแก่เฒ่าเข้าโลงไป แล้วเมื่อเป็นเด็ก ๆ ก็ไม่อยู่ใน ระเบียบวินัยที่ดี ; ก็เพราะเขาเปิดประชาธิปไตยมาตั้งแต่แรก. เรื่องระหว่างเพศ เดี๋ยวนี้ไม่มีศีลธรรม ไม่มีระเบียบอะไรที่จะต้องเคร่งครัด, ถือเป็นเรื่อง ธรรมดาเปิดให้เด็ก ๆ ฟรีเต็มที่ ; แม้เป็นพ่อบ้านแม่เรือนแล้ว ก็ยังคิดแต่จะสนุกสนาน เอร็ดอร่อยฟุ้งซ่านเหมือนกับเด็ก ๆ ก็ยังมัวเมาอย่างนี้ ; จนถึงขั้นที่ควรจะเป็นวนปรัสถ์ กันก็ไม่ได้เป็น ครั้นควรจะเป็นสันยาสีเที่ยวส่องตะเกียงให้ผู้อื่นนั้น ก็เหลวหมดเลย. นี่มนุษย์เลวลงอย่างน่าใจหาย ถึงขนาดนี้; ฉะนั้นมนุษย์ในโลกสมัยนี้ มันปรับกันไม่ได้กับชีวิต ๔ ขั้นของมนูธรรมศาสตร์ ; ฉะนั้น จึงไม่แปลกที่มนุษย์ สมัยนี้เข้าใจพุทธศาสนาไม่ได้, เข้าใจธรรม หรือฮินดูธรรมอันสูงสุดอะไรไม่ได้ ; มันไม่แปลก. ถ้าเป็นอย่างครั้งพุทธกาลนั้น เขาอยู่ในระดับระบอบนี้กันทั้งหมด จึงง่าย ที่คนจะเป็นพระอรหันต์หรืออะไรได้ง่ายมาก. พอมาถึงสมัยนี้ยากที่คนจะเป็น พระอรหันต์ขึ้นมาได้. ชีวิตมันเปลี่ยนเป็นสัตว์ที่จะกละจนตลอดชีวิตไป. ไม่มี พรหมจารี ไม่มีคฤหัสถ์ ไม่มีวนปรัสถ์ ไม่มีสันยาส ; ไม่เหมือนระบอบชีวิตอย่าง ครั้งพุทธกาลซึ่งเหลืออยู่มาแต่เดิม. แต่ก่อนโน้นเขาก็มีหลักอย่างนั้นกันมาแล้ว คือ ว่าตั้งแต่มีมนูธรรมศาสตร์ แล้วจะก็ปี ก็พันปีก็ตามใจ ถ้าถือตามมนูธรรมศาสตร์ก็ต้อง มีชีวิตอย่างนี้, ทั้งพวกผู้พิพากษาตุลาการนี้ ต้องเป็นพวกที่ผ่านวนปรัสถ์มาแล้วทั้งนั้น. คิดดูเถิด เดี๋ยวนี้เราเอาเด็ก ๆ มาเป็นตุลาการอย่างนี้ จะฉลาดหรือจะสูงหรือจะ ลึกซึ้ง หรือจะเห็นแก่ผู้อื่นได้อย่างไร ; เด็ก ๆ ที่ยังเห็นแก่เกียรติ แก่กาม แก่กิน อะไรอย่างนี้ ย่อมไปไม่รอด มนุษย์สมัยนี้จึงไปไม่รอด. นี้ไม่ใช่ว่าเฉพาะ ประเทศไทย, ว่าที่เดียวทั้งโลกเลย ; ระบบชีวิตสี่นี้มีไม่ได้เสียแล้ว ในฐานะเป็น
น.768 วัฒนธรรมประจำมนุษย์ ; จะมีได้แต่เฉพาะคนบางคน หมื่นคนแสนคนจะมีสมัครเป็น อย่างนี้สักคนหนึ่ง. ที่ว่ามีนั้น ก็คงจะมี ; ไม่ใช่ไม่มีในโลกเวลานี้, แสนคน ล้านคนจะมีคนสมัครดำเนินชีวิตในระบบ ๔ ขั้น ตามมนูธรรมศาสตร์นี้สักคนหนึ่ง. มนุษย์ควรจะได้สิ่งดีที่สุดที่ควรได้ ตามระดับของชีวิต เรื่องมนูธรรมศาสตร์นี่ก็น่านึกอย่างยิ่งว่า ทำไมฤๅษีองค์นี้จึงคิดอย่างนี้ ? จะ มองเห็นได้ว่ามันเป็นไปตามธรรมชาติ ที่ มนุษย์ควรจะได้สิ่งดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะ ได้ ต้องเป็นอย่างนี้. มันจะซ้ำอยู่อย่างนี้ตั้งแต่เกิดมาจนตายก็ไม่ได้ เพราะว่าร่างกาย มันก็ไม่ยอม มันสมองมันก็ไม่ยอม อะไร ๆ มันก็ไม่ยอม. มนุษย์ต้องเปลี่ยนไปเรื่อย จะซอยถี่กว่านี้ก็ได้ ; แต่ไม่ต้องถี่กว่านี้หรอก เอา ๔ ขั้นนี้ก็พอ. ขั้นที่ ๑ เกิดมาเป็นเด็ก ๆ อยู่ในกรอบ ในระเบียบ ในวินัย ในอะไร ที่เคร่งครัด ทั้งผู้หญิง ผู้ชาย สักระยะหนึ่ง, ยังไม่เป็นตัวเอง ยังอยู่ในระเบียบ ขั้นที่ ๒ ปล่อยให้ต่อสู้ ให้ทำไป กินไป บริโภคกามไป ให้ธรรมชาติมัน สอนไปอยู่ในตัว จนเรียกว่าอะไรที่เขาเรียกกันว่า ดื่มด่ำช่ำชองอะไรก็ตามใจ; ไม่รู้ จะใช้คำนี้ว่าอะไรดี ซึ่งเป็นขั้นที่เขาเรียกว่าคฤหัสถ์. ขั้นที่ ๓ เรียกว่า วนปรัสถ์ ก็คือพอกันทีโว้ย, ประโยชน์โลกนี้พอกัน ที่โว้ย, ถือเอาประโยชน์พวกอื่นที่ลึกกว่า จึงเอาหงอกเส้นแรกเป็นเครื่องวัด อะไร อย่างนี้. สังเกตดูทำนองนี้มีในบาลี; แล้วก็เปลี่ยนชีวิตเลื่อนขั้นเป็นขั้นที่ ๓ ไม่บ้าไม่มัวเมาอย่างนั้นอีกต่อไป. ระยะนี้ก็ยาว คงจะตั้ง ๒๐ ปี เพราะว่าได้หาเงิน หาทอง หาทรัพย์ หาอะไรไว้เป็นหลักพอเลี้ยงชีวิตแล้ว, ลูกหลานก็มีแล้ว เอื้อเฟื้อ บิดามารดาด้วยความกตัญญูกตเวที เพราะอบรมไว้ดีตั้งแต่เล็ก. เพราะฉะนั้น บิดา มารดาเป็นพระอยู่ในบ้านก็ได้ เพราะว่าอบรมลูกหลานไว้ดีตั้งแต่เล็ก
น.769 ขั้นที่ ๔ คือ พอถึงขั้นหนึ่งซึ่งแน่ใจตัวเองก็ออกสั่งสอน หรือว่าจะนั่งอยู่ ที่นั่นก็ได้. ทีนี้ก็เปิดรับคำถาม เปิดรับตอบปัญหา แล้วแต่ว่าจะถามอย่างไรมา หรือว่าจะเดินไปตามตำบลต่าง ๆ ก็ได้ ยอมออกจากบ้านไปกระทั่งตายเลย อย่างนี้แหละ ทีนี้ไม่ต้องเป็นห่วงแล้ว. นี่ลองคิดดูว่าใครกำลังเป็นอย่างนี้ ถือหลักอย่างนี้ หรือสมัครจะเป็นอย่างนี้. นี่คือเรื่องที่น่าสนใจที่สุดของมนูธรรมศาสตร์ ; เพราะว่าเขาได้วางหลักมนุษย์ไว้อย่างนี้ แล้ว. ทีนี้เรื่องต่าง ๆ มันก็ง่าย เรื่องกฎหมาย เรื่องอะไรต่างๆ ธรรมจรรยา สังคม ต่าง ๆ มันก็ง่าย. ถ้าคนยอมรับหลักการใหญ่เป็น ๔ ขั้นอย่างนี้กันเสียก่อน ; มันง่าย. ส่วน คนเดี๋ยวนี้ไม่ยอมรับ กัน ; แม้แต่เด็ก ๆ ก็อยากจะเป็นอิสระ อยากจะ เป็นตัวกู เป็นประชาธิปไตย เป็นอะไร. นี่เรื่องมนูธรรมศาสตร์ชีวิต ๔ ขั้น สรุปเสียทีว่า เป็นพรหมจารีเคร่งครัดที่สุด, เป็นคฤหัสถ์ต่อสู้กับโลกอย่างถึงพริกถึงขิง, แล้วก็เป็นวนปรัสถ์เก็บตัวเงียบมองดู ชีวิตในด้านลึก แล้วก็เป็นสันยาสี ตอบปัญหาชีวิตทุกแง่ทุกมุม ให้ทุกคนทุกชั้น ทุกวัย . ทีนี้ มันน่านึกอีกอย่างที่ว่า ภาพเซ็น ๑๐ ภาพ* ที่เขียนไว้ในตึกนี้ ทุกองค์ เคยขึ้นไปดูแล้วหรือ; นี่มัน เข้ากันได้ ดิกเลย. เรื่องในภาพมันแบ่งเป็นสิบตอน : ตอนแรกเกิดมายังไม่รู้อะไร ไม่รู้ว่ารอยวัวอยู่ที่ไหน, กระทั่งเห็นรอยวัวและตามไป จับวัวได้ กระทั่งฝึกวัว กระทั่งใช้ประโยชน์จากวัว จนขี่วัวเป่าปี่, ในที่สุดมานั่ง แหงนดูพระจันทร์อยู่ แล้วก็ว่างเสียที่หนึ่ง. ภาพที่แปดว่างเลยไม่มีอะไร ไม่มีความ หมายเลย นั่นน่ะที่สุดของวนปรัสถ์. ทีนี้ภาพที่เก้าที่สิบก็เกิดออกมาใหม่ ผลิดอกออก มาใหม่ เที่ยวส่องตะเกียง เที่ยวแจกของ. ภาพสุดท้ายนี้เหมือนกันเลย ความหมาย เหมือนกันแท้กับชีวิต ๔ ขั้นของมนูธรรมศาสตร์. * ดูภาพที่ตีพิมพ์ท้ายเรื่องที่ ๒
น.770 เปรียบเทียบ เรื่อง ภูมิ ๔ ดูบ้าง ครั้นมาถึงพวกพุทธอย่างเราบ้าง เคยฟังเรื่อง ภูมิสี่ ไหม? ภูมิสี่คือ กามาวจร- ภูมิ รูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ โลกุตตรภูมิ นั่นน่ะ, แล้วเคยนึกอย่างไร ? พวกอภิธรรมเขาเอาไปทำเป็นเรื่องลึกลับเข้าใจไม่ได้เสีย. ที่จริงเรื่องนี้ไม่ใช่พุทธภาษิต แต่ว่าดีที่สุดที่จะมาปรับเป็นมนูธรรมศาสตร์, หรือชีวิตแบบเซ็น ๑๐ ขั้นนี้. ๑. ชั้น กามาวจรภูมิ คือว่ายอมให้คลุกคลีอยู่ในกาม, ยอมให้คนที่เกิด มานี้ท่องเที่ยวเป็นอยู่ ต่อสู้อะไรกันในเรื่องของกามนี่. เรารวบหมดในเรื่องพรหมจารี หรือคฤหัสถ์ เอามาไว้ตอนนี้หมด ให้ศึกษา ให้เล่าเรียน, ยอมให้เกี่ยวข้องกันไป ในทางกาม ให้มีกามเป็นสรณะอย่างไรก็ได้ แต่ขอให้ทำให้ถึงที่สุดเถอะ. เด็ก ๆ ก็ให้ ประพฤติให้ถูกต้องในเรื่องกาม : ให้ประพฤติปฏิบัติไปในทางเพื่อให้ได้ผลทางกามารมณ์ ที่ตนปรารถนา ที่เรียกว่าสวรรค์หรือจะเรียกว่าอะไรก็สุดแท้ ; แต่ไม่ได้หมายความ ว่าให้สำมะเลเทเมา ให้หยาบ ลามกอนาจารอย่างอะไรพรรค์นั้น มันไม่ใช่อย่างนั้น. ต้องประพฤติดี ต้องมีศีล ต้องขยัน ต้องมีธรรมะมากมาย ไว้หลายๆ ข้อ หลายสิบข้อเราจึงจะประสบความสำเร็จในการมีเงิน, ในการมีกามคุณที่ต้องการ มีครอบมีครัว มีลูกมีหลานที่ดี. นี่กามาวจรภูมิจะสิ้นสุดลงภูมิหนึ่ง อายุก็ปาเข้าไปตั้ง ๔๐-๕๐ แล้ว หรือ ๕๐-๖๐ อะไรก็ตามใจ; แล้วจะเลื่อนขึ้นชั้นรูปาวจรภูมิ. ๒. ชั้น รูปาวจรภูมินี้ เรื่องกามนั้นจืดไป เอาเรื่องวัตถุบริสุทธิ์เข้ามาแทน ธรรมชาติมันก็บังคับอย่างนั้น ; อายุก็เข้ามาขนาดนี้แล้ว. เพราะฉะนั้น คนโดยมาก จึงมาเล่นต้นไม้ เล่นอะไรบางอย่าง นี้เข้าขั้นรูปาวจรภูมิ. แต่เขาไม่ได้หมายว่าไปเล่น อย่างนั้นอย่างเดียว ; เขาหมายถึงว่าให้ ศึกษาชีวิตในด้านรูปวัตถุ ไม่เกี่ยวกับ กามารมณ์ ไม่เกี่ยวกับกามคุณ. เพราะฉะนั้น เราต้องเข้าใจอะไรต่าง ๆ ที่เราจะต้อง เข้าใจอย่างนี้แหละ, หรือถ้าจะหาความสุขกัน ก็ต้องหาความสุขที่ไม่ใช่กาม แล้วหา
น.771 ความสุขที่เรียกว่ารูปบริสุทธิ์ วัตถุบริสุทธิ์ ; แม้ที่สุดก็จะเป็นศีลเป็นอะไรก็ยังได้. จิตใจมันสูงอยู่แล้ว ที่ไม่ลุ่มหลงในกาม ยกขึ้นมาสู่รูปบริสุทธิ์นี้. ๓. ชั้น อรูปาวจรภูมิ นี้คือ เรื่องรูปโดยอาศัยวัตถุเป็นเครื่องช่วยนี้ มันจืด เข้าแล้ว, มันก็ไปลึกในเรื่องอรูป : เขาเรียกว่าอรูปาวจรนี้ คือเรื่องนาม เรื่องจิต เรื่องที่ไม่มีตัว เป็น abstract ไปเลย. นั้นน่ะคือขั้นวนปรัสถ์อย่างที่ว่า มองดูชีวิต มองดูโลก มองดูทุกสิ่งในเรื่องที่ไม่ใช่กาม ไม่ใช่วัตถุ แต่เป็นเรื่องนาม เรื่อง ความว่าง เรื่องวิญญาณ เรื่องอะไร ดูกันตอนนี้ : อากาสานัญจายตนะ -เรื่อง ความว่าง, วิญญาณัญจายตนะ -เรื่องวิญญาณ, อากิญจัญญายตนะ -เรื่องความ ไม่มีอะไร, เนวสัญญานาสัญญายตนะ -ความรู้สึกชนิดที่ตายแล้วก็ไม่ใช่ ยังมีชีวิต อยู่ก็ไม่ใช่ อย่างนี้ ละเอียดถึงขนาดนี้. นี่ก็รูปเดียว ความหมายเดียวกับขั้นวนปรัสถ์ ที่มองสิ่งต่างๆ ในด้านลึกเป็นนามธรรม แล้วพอใจมีความสุขอยู่ด้วยสิ่งเหล่านี้ ; นี่ สูงขึ้นมาถึงขั้นที่สาม. ๔. ชั้นที่สี่ถ้าไปรอด ก็คือชั้นที่ไม่มีตัวกู ไม่มีตัวเรา ไม่มีของเราที่เรียกว่า โลกุตตรภูมิ ภูมิที่สี่นี่แหละ เป็นภูมิพระอริยเจ้า นับตั้งแต่โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ไปเลย ; นี้เป็นภูมิที่สี่. ถ้ามนุษย์มาได้ถึงภูมิที่ ๔ ก็สมบูรณ์แบบ อย่างเดียวกัน; เกิดมาทีหนึ่งเป็นมนุษย์สมบูรณ์แบบ : ผ่านกามาวจรภูมิมาสู่ รูปาวจรภูมิ, แล้วก็สู่อรูปาวจรภูมิ, แล้วก็สู่โลกุตตรภูมิ, ก็สำเร็จในชีวิตนี้. ที่พวกอภิธรรมเขาแยกกามาวจรภูมิไว้ในโลกนี้บ้าง ชีวิตชาติหน้าโน้นบ้าง, แล้วถ้าเป็นรูปาวจรภูมิแล้ว เอาไปพรหมโลกอีกกี่สิบชาติก็ไม่รู้ เขาสอนกันเป็นอย่างนั้น. อาตมาไม่เห็นด้วยกับคำสอนชนิดนี้ ; ฉะนั้น จึงเข้ากันไม่ได้กับพวกอภิธรรม. มนุษย์คนหนึ่ง ชีวิตหนึ่งนี้ จะต้องเลื่อนจากกามาวจรภูมิ สู่รูปาวจรภูมิ สู่อรูปาวจรภูมิ
น.772 แล้วก็สู่โลกุตตรภูมิ. ที่เรากำลังพูดเรื่องจิตว่าง, เรื่องทำลายความรู้สึกว่า ตัวกูของกูนี้ เรากำลังชักชวนกันมาในขั้นโลกุตตรภูมิ เพื่อให้มนุษย์คนหนึ่งมี ความสมบูรณ์ในการเป็นมนุษย์. ภูมิสี่นี้ไม่ใช่พุทธภาษิต เป็นอภิธรรมใหม่ รุ่นที่เขาแต่งกันขึ้น พ.ศ. ๖๐๐-๗๐๐ นี้ อภิธรรมปีฎกนี้ก็อยู่ในพระไตรปิฎก. เรื่องภูมิ ๔ นี้ คล้ายๆ กับว่า เปิดช่องให้อธิบายกันได้กว้าง ; ไปอธิบายกันเสียว่าชาติโน้นโน่น : คือว่าตายแล้ว เกิดจึงจะไปรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ, หรือไปโลกุตตรภูมิ อะไรกันไม่รู้ อีกกี่สิบชาติ ร้อยชาติพันชาติ ; แต่เขาหมายถึงตายแล้วทั้งนั้นแหละ. "ความเกิด" ในที่นี้ หมายถึงเกิด ทางจิตใจ ทีนี้ เรามาแนะว่า ให้ดูให้ดี : ว่า เกิดนั้น ไม่ใช่เกิดชนิดนั้น ไม่ใช่ที่เกิด จากท้องแม่ แล้วเข้าโลงที่เรียกว่าชาติหนึ่ง ; แต่ความรู้สึกคิดนึกที่สมบูรณ์เป็น ตัวกู-ของกูครั้งหนึ่งนี่เรียกว่าชาติหนึ่ง ฉะนั้นวันหนึ่งเราเกิด หลายชาติ หลายสิบชาติก็ได้ อาจจะหลายร้อยชาติก็ได้ ถ้าขยันเกิด. เมื่อเกิดซ้ำ ๆ ซาก ๆ ก็ฉลาดขึ้นทุกที ๆ ทุกที ๆ, ภายในไม่กี่ปีก็เท่ากับเกิดหลายร้อยชาติ หลายพันชาติ หลายหมื่นชาติ แล้วมันเบื่อ; เพราะฉะนั้นจึงมีโอกาสเบื่อ จากกามาวจรภูมิมาสู่ รูปาวจรภูมิ. เช่นคนแก่ ๆ นี้ ก็เบื่ออยู่ตามธรรมชาติ ที่จะคลุกคลีอยู่กับกามคุณ, สู้มาเล่นของเล่นเฉย ๆ อย่างนี้ไม่ได้; แล้วก็จะสูงขึ้นไปอีกว่า ของเล่นนี้หยาบ, ยังเป็นของหยาบ, วัตถุนี้สู้เรื่องจิตใจไม่ได้. ฉะนั้น เลยมาสนใจเรื่องเกียรติ เรื่องความดี, เรื่องความดีแท้ ๆ ความดีจริงๆ อะไรกันนี้, คือตอนนี้. แต่ถ้า ไปจำแนกอย่างที่เขาระบุไว้เป็นอรูปาวจรภูมินี้ก็ละเอียดมากไป; สนใจเรื่องความว่าง สนใจเรื่องวิญญาณ สนใจเรื่องความไม่มีอะไรให้จิตใจเข้าใจสิ่งเหล่านั้น. ทีนี้ก็มาถึง ขั้นที่ว่า บรรเทาความเข้าใจว่ามีตัวกู-ของกูกันเถิด จึงจะเป็นโลกุตตรภูมิ.
น.773 ที่ว่าเด็ก ๆ อายุ ๑๐ กว่าปี บรรลุพระอรหันต์นี้ จิตต้องเปลี่ยนเร็วมาก ถ้า เป็นจริงตามที่ข้อความในอรรถกถาธรรมบทมีอยู่นี้. เขาว่าคนเป็นพระอรหันต์เมื่ออายุ ๑๐ ปี ๑๕ ปี นี้มีหลายคนเหมือนกัน; แต่ไม่ใช่สิบ ๆ คน มี ๔-๕ คน ๗-๘ คน ในประวัติศาสตร์ของพุทธศาสนานี้. ถ้าเป็นเช่นนั้น ต้องเปลี่ยนเร็วมาก, เด็กคนนี้ ต้องเปลี่ยนเร็วมาก จึงมองลึก กระโดดข้ามกามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร ไปได้ภายใน อายุ ๑๕ ปี. พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่ได้ถือเอาอย่างนี้เป็นหลัก แต่ถือว่าเลื่อนไปก็แล้วกัน จะกี่ปี กี่สิบปีก็ได้ แต่ว่าควรจะไป ควรจะเลื่อนขึ้นไป ให้ได้อันดับสุดท้าย เสียก่อนแต่ที่จะตาย. อย่างเป็นพระอริยเจ้านี้ แม้ไม่เป็นพระอรหันต์ ก็ก้าวให้เข้าร่องเข้ารอย ของพระอริยเจ้า คือเป็นพระโสดาบัน. โสดาบันแปลว่าถึงกระแส, พูดเป็น ธรรมดาก็เข้าร่องเข้ารอยของพระนิพพาน. ฉะนั้น ถ้าเข้าร่องเข้ารอยเสียได้ตั้งแต่อายุ ๕๐-๖๐ ปีนี้ก็ดี มีหวังว่าที่เหลือนั้นจะถึงพระอรหันต์ได้. ถ้าถึงไม่ได้ ก็จะต้องถึงได้ ในวาระจิตสุดท้าย ที่จะดับจิต. ที่เขียนไว้ในเรื่องดับไม่เหลือ อาการตกกระได พลอยโจนนั่นแหละไปอ่านดู ; ถ้ารู้ร่องรอยแล้วจะกระโจนเป็น, ถ้าไม่รู้ร่องรอย ก็ไม่รู้ว่าจะกระโจนไปทางไหน. เราควรจะผ่านมาตามลำดับในเวลาอันสมควร อายุ ๓๐-๔๐ นี้ เป็นภูมิกามาวจร ตามธรรมดาตามปกติ, ทีนี้ ๔๐-๕๐-๖๐ ตอนนี้มันควรจะเป็นรูปาวจร อรูปาวจร อะไรขึ้นมาแล้ว. ทีนี้ ถ้าว่าไปทำเป็น "วนปรัสถ์" เก็บตัวเพ่งมองแต่ในด้านใน อายุ ๖๐ เศษ จะเขยิบไปสู่โลกุตตรภูมิได้ เพราะเป็นผลของการที่นั่งมองดูตัวเองใน ภายในนี้เป็นเวลานานพอ. ย่อม จับร่องรอยได้ ก็ไม่ถอยหลังกลับแล้ว มีแต่ ไปข้างหน้าเรื่อย.
น.774 ความที่อยู่ในภาวะที่ไม่ถอยหลังกลับนี้เขาเรียกว่าพระโสดาบัน ถ้ายังถอยหลัง กลับอยู่ยังไม่ใช่พระโสดาบัน แม้จะมีความรู้เท่ากัน อย่างเดียวกัน ; แต่ยังไม่มั่นคง ยังถอยหลังกลับ. ถ้าไม่ถอยหลังกลับก็เรียกว่าเป็นพระโสดาบัน ทีนี้ เรื่องเป็น พระสกิทาคามี อนาคามี นั้นไม่มีปัญหาแล้ว เพราะ ลงร่องแล้ว ก็ไปตามรอยนั้น ๆ. เรื่อง ภูมิ ๔ ควรจะเป็นระดับ ชีวิตของมนุษย์ ๔ ขั้น เรื่องภูมิ ๔ นี่ก็คือ เรื่องของชีวิตมนุษย์ใน ๔ ขั้น ใน ๔ ขั้นตามหลัก พุทธศาสนานี้ ; แม้ว่าเรื่องนี้พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัส แต่ว่าผู้เขียนเรื่องนี้ ผู้ร้อยกรอง รวบรวมเรื่องนี้ก็พูดไปตามหลักที่พระพุทธเจ้าได้วางไว้ ; หรือว่ายิ่งกว่านั้นก็คือ ตาม หลักฮินดูธรรมดั้งเดิมของมนูธรรมศาสตร์ ; เข้ารูปกันอย่างนี้. ชีวิตขั้นต้นก็เอา เป็นเรื่องกาม ตามธรรมชาติของสัตว์ในเรื่องกาม. ชีวิตในท่ามกลางก็เอาเป็นเรื่องที่ สูงขึ้นมาจากกาม, เป็นเรื่องรูปหรืออรูปสองอย่างนี้, ถ้าเอาวัตถุก็เป็นรูป ไม่เอา วัตถุก็เป็นอรูป. ขั้นสุดท้ายต้องเป็นโลกุตตระซึ่งเหนือโลก คือ ไม่เห็นว่ามี อะไรที่น่าเอาน่าเป็น. ทีนี้ก็ยังขาดอยู่คำหนึ่งที่ว่า "จะเป็นแสงสว่างแก่ผู้อื่น" นี้ไม่ได้มีรวมอยู่ในนี้. ก็เป็นอันพูดได้ว่า เรื่อง ภูมิสี่นี้เขาพูดเป็นเรื่องปัจเจกชน เฉพาะคน ไม่เกี่ยวกับสังคม ; เราไม่ได้เลยไปถึงขั้นที่ว่าจะเที่ยวไปสอนผู้อื่น. ส่วนมนู- ธรรมศาสตร์ทั้งหมดนั้น เป็นเรื่องสังคมทั้งนั้น เพื่อสังคมทั้งหมด. เพราะฉะนั้น จึงมีขั้นสันยาสีเที่ยวเป็นแสงสว่างให้ผู้อื่น ; หรือภาพเซ็น ๑๐ ภาพ ที่เขียนนี้ก็มีอยู่ สองขั้นสุดท้ายเป็นแสงสว่างให้ผู้อื่น, เที่ยวแจกของให้ผู้อื่น. แต่ในภูมิทั้ง ๔ ของ พวกอภิธรรมนี้หยุดอยู่แค่โลกุตตรภูมิ เป็นอยู่เหนือโลก เราก็เรียกว่ามนุษย์นั้นได้ ถึงที่สุดของการเกิดมาเป็นมนุษย์. ส่วนที่จะไปเที่ยวสอนใครหรือทำหน้าที่เป็นแสงสว่าง ให้แก่ใครนั้น ดูจะปล่อยไว้เป็นเรื่องอีกเรื่องหนึ่ง ที่ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวบุคคล ซึ่งควร
น.775 จะทำกันทุกคน ; เป็นเรื่องว่าใครสมัครก็ได้ ; หรือมิฉะนั้นก็อาจจะถือว่าคนนั้นมีปาก มีปากแล้วก็พูด ถ้าใครมาถามก็พูด ; เพราะเป็นคนที่รู้จริงอยู่แล้ว ก็พูดมีประโยชน์ อยู่เอง. หรือยิ่งไปกว่านั้นอีกก็ไม่ต้องพูด เพราะธรรมะนี้ลึก จนกระทั่งสอนด้วยการ หุบปากเงียบ นั่นแหละคือการสอนที่แท้จริง ฉะนั้นเราก็ไม่พูด, ก็ไม่ต้องพูด. ก็ กลายเป็นว่าอยู่ให้ดู, มีชีวิตอยู่ในลักษณะหนึ่งให้คนดู และให้เขาดูเอาเอง. การที่เราอยู่ให้ดูนี่แหละคือการสอน. การที่เราทำอะไรอยู่ตามปกติของเรา นั่นคือการสอนและการพูด : เขาดูเอาเอง เขาฟังเอาเอง. เขาเรียก thunder-like silence ของวิมลเกียรติ ที่เรากำลังเขียนภาพสุดทางโน้น. พอมัญชุศรีบอกให้ วิมลเกียรติแสดงทางไปนิพพาน วิมลเกียรติก็หุบปากเหมือนปากคางคกไปเลย ; เขา เรียกอันนี้ว่า thunder-like silence คือนิ่งอย่างฟ้าผ่าของวิมลเกียรติ, การนิ่งอย่าง ฟ้าผ่าของวิมลเกียรติ นิ่งอย่างนี้เป็นวิธีสอนของพวกเซ็น มีอยู่หลายเรื่องหลายโกอาน หลายบันทึก. พุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าอาจจะมุ่งหมายอย่างนี้ ไกลถึงอย่างนี้ ; ฉะนั้น จึงไม่พูดอะไรมากนักเกี่ยวกับไปสอน เว้นไว้แต่เป็นพระ. เรื่องอย่างที่เล่า มานี้เข้าใจบ้างไหม ? ที่เรากำลังพูดกันนี้ พูดถึงชีวิตทั่วไปของฆราวาสทั่วไป ของมนุษย์ ทั่วไป ไม่ใช่พระ. แต่ พอถึงพระ แล้วทำอย่างนั้นไม่ได้, พอเป็นภิกษุในศาสนา จะอยู่นิ่งไม่ได้; พอทำได้กี่คน พระพุทธเจ้าจะทรงไล่ไป พอเข้าใจธรรมะแล้วก็ไล่ ไป : "ไปสอน, ไปสอน, ไปสอน อย่าไปทางเดียวกันสองคน, ให้แยกกันไป ทางละคน จะได้รู้กันมากๆ" นี้เราก็รู้เจตนาของพระพุทธเจ้าดี ว่าต้องการจะให้ ภิกษุทำตนเป็นแสงสว่าง ; ไม่ทันจะเป็นพระอรหันต์หรอก เพียงแต่เข้าร่องเข้ารอย คือเป็นแค่เพียงพระโสดาบันเท่านั้น ก็ไล่ไปแล้ว, ไล่ไปเลย, ให้ไปทำตนเป็น แสงสว่าง, ให้ไปช่วยกันเผยแพร่ธรรมะนี้.
น.776 ที่จริงไม่ได้ตั้งใจจะพูดเรื่องนี้, ตั้งใจจะพูดเรื่อง ชีวิตมนุษย์ ว่าเกิดมา มันควรจะได้อะไร กี่ขั้น กี่ระดับ ; แล้วก็เลยชวนให้นึกถึงมนูธรรมศาสตร์ เรื่อง ชีวิต ๔ ขั้นที่ดีที่สุด, แล้วก็เรื่องเซ็น เรื่องจับวัวของจีน ๑๐ ภาพนี้, หรือว่าเรื่อง ภูมิสี่ของพวกอภิธรรม กามาวจรภูมิ รูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ โลกุตตรภูมิ ; ๔ ภูมินี้ แล้วต้องเป็นเรื่องในชั่วชีวิตนี้ ; อย่าไปหลงตามพวกนั้นว่าต้องตายเข้าโลงไป แล้วอีกกี่สิบครั้งจึงจะได้ อย่างนี้เสียเวลาเลื่อนไปไกลโน่น. อาตมาอยากจะใช้ คำหยาบ ๆ ยอมเป็นคนเลวพูดคำหยาบว่า เป็นบ้าไป ที่ไปสอนคำสอนของพระพุทธเจ้า ผิด, ลองไปฟังกันดูเถอะ เขาสอนกันอย่างนั้นทั้งนั้นแหละ, เรื่องภูมิ ๔ เขาสอน กันอย่างนั้น. ชาติ-ความเกิด หมายถึง เกิดทางใจ เป็น โลภ โกรธ หลง คำว่า "ชาติ" ก็เหมือนกัน หมายถึง เกิดจากท้องแม่แล้วเข้าโลง นับเป็น ชาติกันทั้งนั้น; แต่ ชาติในภาษาธรรมะ ไม่ใช่อย่างนั้น. มีความคิดเป็นตัวกู- ของกู ยกหูชูหาง คือมี ความโลภ หรือความโกรธ หรือความหลง ขึ้นมา ครั้งหนึ่งเรียกว่าชาติหนึ่งทั้งนั้น ; เพราะฉะนั้นคนที่มีตัวกูจัดนี้ วันหนึ่งก็เกิดได้ หลายร้อยชาติหลายพันชาติ, คืออึดอัดขัดใจได้ทุกเรื่องในชีวิตประจำวัน. เพราะ ฉะนั้น ถ้ามีอึดอัดขัดใจได้ ในวันหนึ่ง ยี่สิบครั้ง มันก็คือเกิดยี่สิบชาติ คือหลาย สิบชาติ, คล้ายกับว่าเป็นโรคเส้นประสาทอยู่ด้วย ก็มีอึดอัดขัดใจได้มาก เป็นหลาย ร้อยครั้งไปเลยวันหนึ่ง ๆ. แล้วให้ถือว่าชาติหนึ่ง ๆ นั้นคือบทเรียน เมื่อหลาย ร้อยชาติหลายพันชาติหลายหมื่นชาติเข้า จะ เจ็บแสบเจ็บปวด จะนึกขึ้นได้. ผล ของการเกิดหลายร้อยชาติหลายพันชาติก็เลื่อนภูมิได้ จากกามาวจรภูมิ สู่อะไร ภูมิขึ้นมา. พวกรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ นี้มีตัวกูจัดแรง ขึ้นไปกว่า ทั้งที่ไม่เกี่ยวกับ กามคุณ, พวกนี้คือกระด้างไม่ใช่เพื่อกามคุณ, คือกระด้างเพียงเพื่อตัวกู, เป็น
น.777 ตัวกูที่จะไม่ยอมใคร. ฉะนั้น กิเลสของพวกนี้จึงเป็นไปในทางมานะ ทิฏฐิ ดื้อกระด้าง เป็นตัวกู ยกหูชูหาง ; ต้องระวังให้ดี กิเลสของรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ เป็นไปในรูปนี้. นี้เขาจึง เรียกว่าพรหม ไม่เกี่ยวกับกามารมณ์เลย แต่กระด้างที่สุด เลย, มานะทิฏฐิมากที่สุด พวกพรหมนี้. ถ้าพวกกามาวจรก็เห็นแก่กามคุณเป็น สรณะ, ถ้าจะได้กามารมณ์ละก็ยอมได้ง่าย ฉะนั้น ตัวกู-ของกู ก็ไม่ค่อยจัดอย่างพวก พรหม. คนหนุ่มคนสาวอาจจะยอมได้ง่าย ๆ แต่คนแก่สูงอายุนี้อาจจะไม่ยอม ถือ ทิฏฐิมานะกระต่ายขาเดียวอะไรก็ตาม ความรู้ ความคิด ความเห็น ทิฏฐิอะไรก็เป็น ไปได้. ฉะนั้น ต้องละอีกทีหนึ่ง ต้องผ่านอีกทีหนึ่ง จึงจะเป็นเรื่องหมดตัวกู-ของกู เป็นโลกุตตรภูมิ. กามาวจรภูมิ คือ กามาวจร + ภูมิ นี้ : กามะ แปลว่า กาม, อวจระ แปลว่า เที่ยวไป, ลงไปเที่ยวในนั้น, กระโจนลงไปเที่ยวในนั้น คำว่า อวจระ ; อวะ แปลว่า ลง, จะระ แปลว่า เที่ยว, ภูมิ แปลว่า ชั้น, กามาวจรภูมิ แปลว่า ภูมิหรือขั้นที่ท่องเที่ยวไปในกาม. รูปาวจรภูมิ ก็คือ ภูมิหรือชั้นที่ ท่องเที่ยวไปในรูป, รูปวัตถุไม่เกี่ยวกับกาม. อรูปาวจรภูมิ คือภูมิหรือชั้นจิตที่ ท่องเที่ยวไปในที่ไม่มีรูป ; เช่นเกียรติยศ นี้ไม่มีรูป หลงเกียรติยศ หลงตัวกู ยกหูชูหาง กูดี กูเด่น มึงต้องเชื่อกูอย่างนี้. กูเรียนมามากกว่ามึง กูเป็นฆราวาส แม้มึงเป็นพระ กูก็ยังดีกว่า, อย่างนี้ก็มี. นี้เรียกว่า อรูปาวจรภูมิ หรืออย่างเลวมาก คือหลงเกียรติอย่างเลวมาก. ถ้า เป็นโลกุตตรภูมิ นี่เขาไม่มีคำว่าอวจระ. โลกุตตร- ภูมิ : โลกะ-โลก, อุตตระ-เหนือ, ภูมิ-ชั้น ชั้นที่อยู่เหนือโลก ก็หมายความว่า เหนืออวจระ ๓ อันนั้น เหนือกาม เหนือรูป เหนืออรูป. นี้ จึงเป็นเรื่องลด บันเทาตัวกู ลดตัวกู ลดอัสมิมานะ ลดอหังการ มมังการ. พวกที่เป็นวนปรัสถ์ คือนั่งพิจารณาชีวิตในด้านใน อยู่เป็นเวลานานนี้จะพบว่า "อ้า, ศัตรูตัวร้ายกาจที่สุดนี้คืออหังการนี้เอง, "ทำความรู้สึกว่าตัวกู". อหังการนี้
น.778 มีมาสำหรับจับกู จับฉัน ใส่ลงไปในนรกทั้งเป็น ๆ นั้นแหละ ; ถ้าเข้าใจข้อนี้ได้ละก็ ใช้ได้. ตัวกูหรืออหังการ นั้นแหละ มีขึ้นมาสำหรับจับมนุษย์ใส่ลงไปใน นรกทั้งเป็น ๆ, เร่าร้อนชนิดที่ว่าไม่มีที่สิ้นสุด, ร้อนยิ่งกว่าไฟแต่ทว่าเย็นเยือก. ความร้อนที่เย็นนี้มันเผา, มันเผาอย่างยิ่งกว่าไฟที่ร้อน. หรือ ความมืด สีขาวนี้น่ะปิดบังยิ่งกว่าความมืดสีดำ. ให้ระวังความมืดสีขาวนี้, หรือไฟที่เปียก ที่เย็นนี้. พวกวนปรัสถ์ คือคนอายุ ๖๐ ปีแล้วนั่งมองด้านใน มองให้เห็น รู้จักตัว นี้ละก็ เรียกว่า จะได้รู้ร่องรอยของโลกุตตรภูมิ, ก็จะอยู่เหนือความรู้สึกว่าตัวกู-ของกู, นั้นแหละจึงจะเป็นวนปรัสถ์ จะเป็นสันยาสีไปได้ในที่สุด, นี้ถ้าเรียกอย่างพุทธศาสนา เรียกว่าเข้าขั้น ขั้นโลกุตตรภูมิ. เด็กๆ ไปไม่รอด หนุ่มๆ สาวๆ ก็ไปไม่รอด ; ที่เป็นพระอรหันต์อายุ ๑๕ ได้นั้น กรณีพิเศษ อย่าเอามาพูดเลย, แล้วจะจริงหรือ ไม่จริงก็ไม่รู้ ในพระไตรปิฎกไม่มี มีแต่ในพระอรรถกถา เช่นอรรถกถาพระธรรมบท เป็นเรื่องจริงหรือไม่ก็ไม่รู้. แต่ถ้าเรายอมรับให้ว่า เด็กบางคนมีอะไร genius พิเศษ มา, เข้าใจอะไรได้ เข้าใจชีวิตได้ เข้าใจอารมณ์ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อะไรได้ ; แล้วเลยเข้าใจในสิ่งทั้งปวงได้ก็ได้ ; อายุ ๑๗ ปี เป็นพระอรหันต์ก็ได้ แต่ไม่ใช่ มาตรฐานไม่ต้องพูดถึง. ที่พูดถึงควรจะเป็นอายุขนาด ๔๐ ปี นี้ข้ามกามาวจรภูมิได้, ๕๐-๖๐ ปี นี้ข้ามรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิไปได้, แล้ว ๖๐ ปีขึ้นไปนี้ พยายามให้ เข้าไปในคลองของโลกุตตรภูมิก็พอแล้ว, แล้วเกิดมาที่หนึ่งก็ไม่เสียชาติเกิด. เหตุไรคนในโลก จึงเข้าใจพุทธศาสนาไม่ได้ เดี๋ยวนี้เรื่องนี้ก็ไม่ได้ตั้งใจจะพูด ; ตั้งใจจะพูดเรื่องที่ว่าทำไม ? คนในโลก สมัยนี้ พวกฝรั่ง พวกอะไรที่เรานิยมยกย่องพวกเขาว่า มีการศึกษา มีความเจริญ
น.779 นั้นน่ะ ; ทำไมจึงเข้าใจพุทธศาสนาไม่ได้ ? ก็เพราะเขาไม่ยอมรับระบบ ๔ ขั้น นี้เลย ไม่ประสีประสา ไม่รู้ไม่ชี้ ; ถึงเราจะไปพูดให้ฟังก็เหมือนกับไปเป่าปี่ให้เต่า ฟัง หรืออะไรอยู่นี้, มันก็พูดกันไม่รู้เรื่อง. เพราะฉะนั้น ถ้าไม่ยอมรับระบบชีวิต ที่เลื่อนขึ้นไปตามขั้นแล้ว การสอนพุทธศาสนานี้สอนยากเย็นที่สุดเลย สอน กันไม่ได้ เพราะว่าพุทธศาสนาสอนในเรื่องละตัวกู-ของกู ; เป็นเรื่องโลกุตตร ภูมิ, เป็นเรื่องของพวกวนปรัสถ์ ซึ่งนั่งมองชีวิตในด้านในอยู่เป็นชั่วโมง ๆ. เขา ทำให้เป็นไปไม่ได้ ; ทำได้แต่เพียงไปนั่งห่มผ้าให้พระพุทธรูป. ไปนั่งจุดตะเกียง ตลอด ๒๔ ชั่วโมง หรือว่าพูดเพ้อไปตามนั้น ; ย่อมเป็นไปไม่ได้ ในทางที่จะเข้าถึง หัวใจของพุทธศาสนานี้. ตามโบสถ์ของพวกจีน ศาลเจ้าของพวกจีนมีแต่เรื่องอย่างนี้ทั้งนั้นแหละในเรื่อง พุทธศาสนา, จุดธูปจุดเทียนตลอด ๒๔ ชั่วโมง ห่มผ้าให้พระพุทธรูป, มีเครื่อง ผลไม้ ดอกไม้วางอยู่ตรงหน้า แล้วก็แต่งยูนิฟอร์มเข้า แล้วก็เอาพระสูตรที่สูงสุด เช่น กิมกังเกง มาอ่าน-อ่าน-อ่าน แล้วก็นั่งพนมมือฟังหลับตาพึง, แล้วก็นั่งทำสมาธิ มุ่งหมายยังสุขาวดี อย่างนี้แหละ จนกระทั่งตาย, ทำอย่างนี้ก็เป็นพุทธศาสนาแบบ ของพวกนี้ ไม่ใช่แบบของพระพุทธเจ้าที่เราเข้าใจ. พวกฝรั่งก็เหมือนกัน ไม่มองลึกถึงว่า ชีวิตนี้ควรจะได้อะไรในวาระ สุดท้าย ก็เลยถือความรู้ทางพุทธศาสนา เป็นความรู้แปลก ๆ บ้าง, เป็นเครื่องประดับ เกียรติบ้าง, ถ้าเป็นโปรเฟสเซอร์เขาก็สอนพุทธศาสนาเป็นวิชาที่แปลก ได้เกียรติบ้าง อะไรบ้าง ; ฉะนั้น เขาจึงรับพุทธศาสนาไม่ได้ด้วยเหตุหลายอย่าง. เหตุที่สำคัญ ก็คือว่า เขาไม่เข้าใจชีวิตในความหมายทั่วไป ว่าเราเกิดมาต้องได้สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้, เพราะฉะนั้น มนุษย์ ย่ำอยู่ในสภาพเดียวอย่างเดียวนั้นไม่ได้. มนุษย์ต้องเลื่อนชั้นตัวเอง เลื่อนชั้นสัก ๔ ชั้น ตามหลัก ของมนูธรรมศาสตร์นี้ก็ได้, หรือว่า ๑๐ ขั้นอย่างแบบพวกเซ็นจับวัวนี้ก็ได้, หรือว่า ๔ ชั้นอย่างพวกอภิธรรมสอน
น.780 ภูมิ ๔ นี้ก็ได้. ขอให้เลื่อนเถอะ, ก็จะได้ถึงจุดสูงสุดที่มนุษย์ควรจะได้, อย่ามา ปักหลักขุดหลุมฝังตัวเองด้วยทิฏฐิมานะเรื่องตัวกู-ของกู อยู่. พวกอังกฤษก็มี ทิฏฐิเรื่องตัวกู-ของกูจัดอย่างนี้, เขาถือว่าเป็นชาติที่มีการศึกษาก้าวหน้ากว่าชนชาติ ไหนหมดในโลก ; ความเป็นนักปราชญ์ของเขาสูงกว่าชนชาติไหนหมดในโลก ; นั่นแหละคือขุดหลุมฝังตัวเอง ไม่อาจจะเลื่อนชั้นไปตามลำดับ ที่ธรรมชาติกำหนดให้. คนไม่รู้ว่าธรรมชาติกำหนด ให้ร่างกายและจิตใจเปลี่ยนไปตามลำดับ ทีนี้ อยากจะพูดถึงที่ว่าธรรมชาติกำหนดให้ ; ก็ดูซิ, ร่างกายคนเรานี้ควรจะ มีความคิดนึกพอใจในกามารมณ์ไปได้ ก็ชั่วที่ธรรมชาติกำหนดไว้ อายุเท่านั้นเท่านี้. พอพ้นนั้นไปมันก็ถอยกำลัง หรือว่ามันจืดชืด หรือมันเบื่อไป, มันก็ต้องเปลี่ยนเป็น เรื่องอื่น เป็นเรื่องที่ไม่ใช่กามารมณ์ ; แปลว่าชอบเปียกมานานแล้ว ก็ต้องชอบแห้ง, ชอบแห้งไปนานตามสมควรแล้วก็เปลี่ยนชอบที่ยิ่งไปกว่านั้น คือไม่เปียกหรือไม่แห้ง. ถ้าเราทำความเข้าใจกันไม่ได้ ในเรื่องที่ว่าชีวิตนี้ต้องเลื่อนชั้น และชั้นต่าง ๆ ได้มีอยู่จริงตามธรรมชาติกำหนดให้เช่นนี้แล้ว ; จะพูดธรรมะชั้นสูงสุดในพระ- พุทธศาสนากันไม่รู้เรื่องแน่ ฟังไม่รู้เรื่องแน่. ใครที่ทำเป็นว่ารู้เรื่อง-รู้เรื่อง ก็เป็นเรื่องเล่นละครบ้าง เป็นเรื่องบ้า ๆ บอ ๆ บ้าง เป็นเรื่องไม่รู้จักตัวเอง ถึง ขนาดที่เป็นบ้าชนิดหนึ่งบ้าง ; ยังตกอยู่ในฐานะที่เรียกว่าเป็นโมหะ เป็นความประมาท เป็นอะไรเหมือนกัน. ปัญหามันอยู่ที่ว่ามนุษย์เดี๋ยวนี้ สมัยนี้ พวกฝรั่งโดยเฉพาะนั้น ยิ่งจมดิ่งลงไปในกามาวจรภูมิ, อยากแต่จะให้ลึกลงไป-ลึกลงไป-ลึกลงไป, จมดิ่ง ลงไปในอันดับหนึ่ง คือกามาวจรภูมิ ; เพราะฉะนั้น เรื่องรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ โลกุตตรภูมิ นี้พูดกันไม่รู้เรื่อง.
น.781 เด็กหนุ่มสาวของไทยเรา กำลังเดินตามก้นพวกเด็กหนุ่มสาวฝรั่ง ก็เลยไป ด้วยกันได้ ; มีน้อยคนที่จะมาเข้าใจและสนใจเรื่องภูมินี้, เหมือนที่อาตมาบอกเมื่อ ตะกี้นี้ว่า ทั้งประเทศไทยนี้ มีอยู่ที่นั่นคน ที่โน่นคน; แม้ในกรุงเทพฯ เองก็หา เป็นกลุ่มเป็นก้อนไม่ได้. อย่างที่ตั้งสมาคมนั่นสมาคมนี่ของตนขึ้นมา, ยุวพุทธหรือ อะไรขึ้นก็ยังไม่ถึง มันเป็นเรื่องเกียรติ เรื่องเครื่องมือของกามไปเสีย, มันกลายเป็น หาเกียรติเพื่อเครื่องมือของกามไปเสีย ยิ่งทรุดหนักลงไปอีก. แต่ก็มีบ้าง อาตมามองเห็น เห็นลู่ทาง เห็นวี่แววประพิมประพายของบางคนว่า คนเหล่านี้อาจจะเข้าใจธรรมะได้ แต่ก็น้อยมาก แล้วก็ไม่มีเวลาที่จะไปพร่ำพูด พร่ำสอน พร่ำชี้แจงกับเขาได้ ก็ต้องตามใจเขาไปอย่างนั้นแหละ ไปตามยถากรรม. เพราะ ฉะนั้น สินค้าของพระพุทธเจ้านี้ ยิ่งไม่มีใครต้องการ ในสมัยที่โลกเป็นวัตถุ นิยมจัดอย่างนี้. อาตมาถึงไม่เห่อในเรื่องไปสอนพุทธศาสนาต่างประเทศอย่างนั้น ; ให้ใครมาชวนเดี๋ยวนี้ก็ไม่คิดอยากจะไปสอนพุทธศาสนาในต่างประเทศแก่พวกฝรั่ง เพราะมองเห็นอยู่อย่างนี้ อยู่ที่นี่ก็ยังได้ผลดีกว่า ถ้าใครสนใจจริงก็มาที่ประเทศไทย จะได้มีอะไรที่ให้เขาได้บ้าง. ถ้าเขามาถึงที่ จะไม่เปล่าเสียทีเดียว ; แต่ก็ไม่ใช่ อวดดีคุยโตว่าเป็นผู้ทำได้ถึงที่สุด สมบูรณ์อะไร, เพียงแต่ว่ามันคงจะได้บ้าง, และ แปลว่าเราสนใจที่จะให้ได้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป. ฉะนั้น เราพยายามจัดวัดของเราให้เป็น อุปกรณ์แก่ชีวิตแบบวนปรัสถ์ คือผู้ที่ เก็บตัวจากสังคม ; มองดูในด้านในตะพืด นี่คือความมุ่งหมายของสวนโมกข์; แต่ก็ยังทำได้ยากอย่างที่เห็น ๆ อยู่นี้. พระเณรก็ยังไม่ประสีประสาต่อชีวิตคือต่อตัวเอง, ไม่รู้จักตัวเอง ไม่รู้จักว่าตัวเอง จะต้องเลื่อนชั้นของตัวเอง, ก็ยังหลงอยู่ในเรื่องกามาวจรภูมิ เราต้องลองรับ code ของมนูธรรมศาสตร์ ว่า : เป็นพรหมจารี กันระยะหนึ่ง, เป็นคฤหัสถ์ กันระยะหนึ่ง, เป็นวนปรัสถ์ กันระยะหนึ่ง, แล้ว เป็นสันยาสี กันด้วย
น.782 ถ้าจะเป็นได้ ถ้าเป็นไม่ได้ก็ไม่ต้อง. ส่วนจะแบ่งชีวิตเป็นปี ๆ นั้นไม่ต้องดีกว่า, มันไม่เหมือนกัน บางคนเร็วบางคนช้า. บางคนไปมีหวังต่อวาระสุดท้ายที่จะดับจิต นั่นละจึงจะเป็นได้ ก็ยังดี ถ้ารู้ร่องรอยรู้ลู่ทางแล้ว. แต่ว่า ทุกคนควรจะอยู่ในรูป ของวนปรัสถ์บ้าง พยายามอยู่ในที่ที่จัดไว้เฉพาะ ; ตัดปัญหาสังคมออกไป, ให้ ตัวเองคุ้นเคยกับชีวิตในด้านของการงาน ในด้านของอารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ เพื่อศึกษา กิเลส เพื่อศึกษาตัวกู-ของกูนี้อยู่เรื่อย ๆ ไป เป็นระยะยาวระยะหนึ่งที่เป็น ความหมายของคำวนปรัสถ์แท้ ; อยู่แถว ๆ นี้ก็ได้ ไม่ต้องไปถึงหิมาลัยหรอก ; เพราะว่า code ของพระมนู ฯ นั้นวางไว้ถึงกับว่าอยู่ที่บ้านก็ได้ ; แต่ต้องไปปลูก กระท่อมอยู่มุมบ้านริมกอไผ่ อยู่คนเดียวไม่ยุ่งกับใคร นั่นจึงจะเป็นวนปรัสถ์. ทีนี้มัน ไม่ใช่เพียงแต่สถานที่ มันยังเกี่ยวกับระยะกาลและเวลาด้วย เช่น ในพรรษา อย่างนี้ เป็นวนปรัสถ์ได้มาก กว่านี้. ระหว่างกาลเข้าพรรษา ควรจะอยู่ ณ ที่อธิษฐานไว้ ทีนี้ ก็มาถึงเรื่องส่วนตัว อยากจะพูดสักหน่อย เพราะเผอิญพอดีมาเกิด เรื่องขึ้น : อย่างน้องเขยที่บ้านดอนตายนี้ เราไม่ไปเผา ก็เป็นเรื่องซู่ซ่าขึ้น. ครั้ง ก่อนน้าตายที่บ้านดอนเหมือนกัน ไม่ไปเผาในพรรษา นี้ซู่ซ่าทีหนึ่งแล้ว. ถึงคราวนี้ เลยพูดโผงผางไปเลย บอกว่าให้รู้เสียว่า ต้องการจะให้พรรษาเป็นพรรษา เป็น พรรษาจริง ๆ ขึ้นมา. เคยมีเรื่องสลดใจเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว, เมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว อาตมา ก็เป็นพระที่ไม่มีพรรษา หมายความว่าเข้าพรรษาแล้วก็ยังไปกรุงเทพ ฯ, ยังรับนิมนต์ ไปกรุงเทพ ฯ ยังไปพูด ไปเทศน์ ไปสอน ตามที่ขอร้องกัน, แล้วคนตายก็ไปเผา ใครตายก็ต้องไปเทศน์ ศพก็ต้องไปเผา เขานิมนต์ไป แม้แต่เพียงว่าเขาแต่งงานหรือ ว่าเขาขึ้นเรือนใหม่นี้ก็ต้องไป ในพรรษาก็ต้องไป; ในพรรษาเลยเหมือนกันกับนอก พรรษาเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว. เกิดสะดุดขึ้นมาวันหนึ่งว่านี้มันบ้าแล้ว, เรานี่บ้าแล้ว. นี่ไปคำนึงดูว่าเราอ่าน พระไตรปิฎกมาตั้งเยอะแยะหลายเที่ยวแล้วนี่ ; ไม่เคยพบพระพุทธเจ้าทำการ
น.783 สัตตาหะเลย ทีนี้ ดูในอรรถกถาก็ไม่มีพระพุทธเจ้าเคยสัตตาหะไปไหนเลย ; เรา มันบ้าแล้ว ก็เลยสะดุ้งว่าทีนี้เราจะไม่ไปแล้ว. นี้ก็เริ่มต่อสู้-ต่อสู้, ตัดออกไป- ตัดออกไป, ตั้งใจว่าจะประท้วงตัวเองก่อน ประท้วงความบ้าของตัวเอง, และ พร้อมกันนั้นก็ประท้วงภิกษุสงฆ์ทั้งประเทศไปในตัวด้วย ที่เขาก็ทำอย่างนั้นเหมือนกัน ตั้งแต่พระเถระลงมาถึงพระเด็ก ๆ. ในพรรษา ไปดูในรถไฟ ก็ยังมีพระแดงเถือกอยู่ อย่างนั้น เหมือนกับนอกพรรษา. นี่จึงอธิษฐานใจว่าจะประท้วง เกิดมาเพื่อประท้วง ก็ประท้วงอยู่หลายเรื่องแล้ว, ต้องประท้วงเรื่องนี้ แล้วประท้วงตัวเองเป็นสำคัญ จึง ขอว่าไม่ไปไหนในพรรษา ก็มีการอึดอัด ๆ กันอยู่นั่น, เสียใจบ้าง น้อยใจบ้าง อะไร อย่างนี้. เราคิดเสียว่าจะประท้วงเต็มที่, หรือให้มีน้ำหนักเท่ากับที่พระพุทธเจ้าไม่เคย สัตตาหะ ; คิดว่าเรา อย่าออกจากวัดดีกว่า, อย่าพูดถึงเรื่องสัตตาหะเลย, แม้ แต่เรื่องออกจากวัดนี้ เราไม่เอาแล้ว นี่เพิ่งจะทำได้มาเมื่อสัก ๕ ปีมานี้ ขอร้อง ไม่ออก นอกวัดในพรรษา เริ่มเข้าใจกันขึ้น เขาเลยเห็นใจ เริ่มไม่น้อยใจไม่โกรธอะไรกัน ขึ้น. ที่เราเกิดมาไม่ใช่เกิดมาสำหรับญาติพี่น้องโดยเฉพาะ ญาติพี่น้องจะมาถือเป็น กรณีพิเศษไม่ได้หรอก เพราะฉะนั้น น้าตายก็ไม่ไปเผา น้องเขยตายก็ไม่ไปเผา. เด็ก ๆ เหล่านี้ซู่ซ่ากันขึ้น ก็เลยบอกกันเด็ดขาดโผงผางไปเลยว่าเป็นอย่างนั้น แต่ก่อนนี้ ไม่เคยบอกโผงผาง บอกแต่ขอตัวขอร้องอย่างนี้. เดี๋ยวนี้บอกโผงผางว่าเราทำอย่างนี้เพื่อประท้วง และชีวิตนี้ยังเหลืออีกไม่กี่ปี จะต้องตายแล้ว ฉะนั้น จึงรีบประท้วงตัวเอง และประท้วงพระทั้งหมด เอาเวลาที่ เหลืออยู่ไม่กี่ปีจะตายนี้เป็นเดิมพัน. เพราะฉะนั้น ถ้าใครตายลงในขณะนี้ไม่ได้ไปเผา ละก็ ขอให้ถือว่าพวกเหล่านั้นมีโชคดี ที่ร่วมการกุศลกับอาตมาเพื่อประท้วงเหมือนกัน ; เพราะเป็นการเสียสละของเขา ที่ว่าเราไม่ไปนี้ เขาต้องเสียสละเกียรติหรือความน้อยใจ อะไร, แล้วอันนั้นแหละใช้เป็นหุ้นส่วน เป็นเดิมพันร่วมกัน เพื่อประท้วงภิกษุสงฆ์
น.784 ทั้งหมดในประเทศไทย. เพราะฉะนั้น ถ้าใครตายลงในระหว่างพรรษา, แม้ที่เป็น ญาติและอาตมาไม่ได้ไป ให้ถือว่าคนนั้นมีโชคดี ที่ได้ร่วมการกุศลอันนี้ ; เลยบอก ไปอย่างนี้จะฟังถูกกันหรือไม่ฟังถูกกันก็ตามใจ. พวกเด็ก ๆ หรือพวกผู้หญิง พวก เหล่านี้ไม่ค่อยจะฟังถูก ก็ตามใจ ; และบอกให้เขารู้ว่า ระยะในพรรษานี้จะขอ เป็นวนปรัสถ์เต็มที่ เก็บตัวขนาดไม่ออกจากวัด อย่าว่าแต่จะไปกรุงเทพฯ หรือ ไปไหน ถ้าจะต้องถูกตำหนิติเตียน หรือถูกต่อว่า หรือราชการเขาจะถือว่าเป็นความผิด จะต้องถูกถอดถูกอะไรก็ยินดีที่สุดเลย รวมเป็นเดิมพันเพื่อประท้วงกันไปหมดนั่นแหละ. เรื่องนี้เลยพูดกันเด็ดขาดไปเลยเมื่อวานนี้ และชี้แจงวันนี้โดยทางจดหมาย. ความหมายของคำว่า "วนปรัสถ์" ของเรา มันมีอยู่ว่าเรา เก็บตัว ในระยะ พรรษาเป็นพิเศษ ให้มีเวลามองด้านในหรือทำหน้าที่ชีวิต ในขั้นนี้ ที่ ๓ ที่ ๔ นี้ ให้มันได้เสียเร็ว ๆ ก่อนแต่จะแตกตายทำลายขันธ์, แม้ว่าตัวเองไม่ต้องการอะไร ก็อยากจะทำให้เป็นแบบฉบับให้คนอื่นเขาเอาอย่างได้โดยง่าย. นี่คือการประท้วง ถ้า ไม่มีหลักไม่มีเกณฑ์ ไม่มีระเบียบเป็นแบบฉบับอยู่ ก็ทำได้ยาก, ใคร ๆ จะทำก็ทำยาก. ดูซิ ทั้งที่พระมนู ฯ วางระเบียบนี้ไว้เป็นพัน ๆ ปีมาแล้ว ก็ไม่มีใครที่จะสนใจ ยิ่งละเลย ยิ่งดูหมิ่น ยิ่งดูถูกว่าเป็นเรื่องพ้นสมัย เป็นเรื่องบ้า ๆ บอ ๆ ไปเสียอีก. เพราะฉะนั้น เราเป็นผู้ประท้วง ให้ทุกคนแบ่งชีวิตเป็น ๔ ขั้น ตาม code ของพระมนู ฯ และให้เดิน ไปให้ตลอดทั้ง ๔ ขั้นก่อนแต่จะตาย. ส่วนสันยาสีนี้ สมัยนี้ทำได้ง่าย อย่างอาตมานี้ อยู่ป่า ไม่พูด ไม่ไปไหน นี้ยังทำเป็นสันยาสีได้ เพราะยังมีหนังสือพิมพ์ มีวิทยุ มีอะไรอยู่. การที่ส่งบทความไปลงหนังสือพิมพ์ หรือไปออกวิทยุนั่นแหละคือทำหน้าที่อย่าง สันยาสี พร้อมกันไปกับวนปรัสถ์. เราเก็บตัวได้มากที่สุด ในที่เงียบสงัด ไม่ต้อง ไปไหน ก็ ทำหน้าที่ส่องแสงสว่างแก่ผู้อื่นได้, แล้วก็การอยู่อย่างนี้ ยิ่งเป็น
น.785 แสงสว่างที่ดี. ถ้าใครได้เข้าใจ ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดได้มองเห็นและเข้าใจ, ก็ยิ่งเป็น สันยาสีอย่างยิ่งอยู่เหมือนกัน. ส่วนคนที่อวดดีและโง่เกินไปนั้น ก็ช่วยไม่ได้, มี มานะทิฏฐิไม่เข้าใจอะไรได้ ก็ช่วยไม่ได้. ทีนี้ เราเอาระดับเวไนยชนเป็นมาตรฐาน มันควรจะพูดกันรู้เรื่องว่าชีวิตมีขั้น มีระดับอยู่อย่างนี้, แล้วพยายามเลื่อนขึ้นไป เลื่อนขึ้นไป ก็จะไม่เสียทีที่เกิดมา, แล้วโดยเฉพาะเป็นมนุษย์ที่พบพระพุทธศาสนา ; เรื่องที่น่านึกน่าคิดมันมีอยู่อย่างนี้. ขอให้สนใจ มนูธรรมศาสตร์กันบ้าง ในบานแผนกกฎหมายโบราณมีคำ ๔ คำนี้ใช่ไหม? ตอนมนูธรรมศาสตร์นั้นมี คำว่า พรหมจารี คฤหัสถ์ วนปรัสถ์ สันยาสีนี้. ไปเปิดดูใหม่ซิ, น่าจะมีเพราะ เป็นหลักการใหญ่ของมนูธรรมศาสตร์ ซึ่งจะจำแนกเรื่องสังคมออกเป็นแขนง ๆ และวาง กฎเฉพาะ ๆ เรื่องพ่อแม่ปฏิบัติอย่างไรต่อลูก? ลูกปฏิบัติอย่างไรต่อพ่อแม่ ? เพื่อนบ้านปฏิบัติอย่างไรต่อเพื่อนบ้าน ? เหล่านี้เป็นเรื่องปลีกย่อยจากที่ได้ปันชีวิตไว้ เป็น ๔ แบบเสียก่อน, แล้วส่วนเรื่องกฎหมาย เรื่องความยุติธรรมนี้เป็นอีกส่วนหนึ่ง. ตัวบทแท้ ๆ ที่เป็นภาษาสันสกฤตแปลออกมาอ่านไม่ค่อยรู้เรื่อง, เราอ่านแต่คำอธิบาย ของตัวบทอีกทีหนึ่ง เดี๋ยวนี้พวกนักปราชญ์ในอินเดีย ก็ชอบอธิบายมนูธรรมศาสตร์ เพื่อชี้ให้เห็นสภาพความเป็นอยู่ของมนุษย์ในปัจจุบัน ; เป็นเรื่องที่อ่านง่าย. หนังสือ ก็มีชื่ออย่างนี้แหละ : "มนูธรรมศาสตร์". ลองไปหาอ่านดูเถอะ ที่ร้านนิพนธ์หรือ อะไรคงจะสั่งให้ได้ เป็นหนังสือที่ดีมาก. เรื่องเซ็น ๑๐ ภาพ, ภูมิ ๔ ภูมิ ของอภิธรรมนั้น ก็เอาไปคิดไปนึกดูบ้าง รูปภาพของเราที่เขียนนี้น่ะคนไม่รู้เรื่องหาว่าบ้า, เขียนภาพอะไรเลอะเทอะบ้า ๆ บอ ๆ.
Buddhadasa