Buddhadasa.org

ธรรมปาฏิโมกข์ เล่ม 1 ครั้งที่ ๔ — อยู่ที่สวนโมกข์นี้ ทำอะไร

ธรรมปาฏิโมกข์ เล่ม 1 — คำบรรยายเรื่อง ตัวกู–ของกู เป็นพิเศษ ทุกวันพระ ณ สวนโมกขพลาราม ไชยา พ.ศ. ๒๕๑๐–๒๕๑๑ · วันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๑๐

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.738 การพูดที่นี่ในวันพระเช่นนี้ เราจะพูดกันแต่ เรื่องซึ่งเกี่ยวกับตัวกู-ของกู ซึ่งเราเรียกกันว่า “ธรรมปาฏิโมกข์" เพื่อซักซอมข้อธรรมะกันตามเคย. วันนี้ก็เป็นวันที่จะใกล้ออกพรรษาอยู่แล้ว อยากจะพูด เรื่องที่ค่อนข้างสำคัญสำหรับพระที่จะสึก คือผู้ที่บวช เพียงสามเดือนนี้; แล้วก็แม้ผู้ที่บวชนานก็อาจจะยัง ไม่รู้ หรือรู้แล้ว เลือนไปแล้วก็ได้, เวลาก็เหลืออยู่ ไม่กี่วัน. ทีนี้เรื่องมันมาก จะสรุปให้มาก มันก็เหลือ นิดเดียว ให้ใช้ได้แก่ผู้ฟังอื่นๆ ด้วย ก็เลยให้ หัวข้อ ย่อ ๆ ว่า อยู่ที่สวนโมกข์นี้ทำอะไรกัน อยู่เพื่อทำอะไร ? วันนี้มีพวกคณะเดินทางมาคุยด้วยหลาย ๆ คน ก็เลยพูดกะเขาถึงเรื่องว่าเขา จะได้อะไรไป จากการที่แวะลงมาที่สวนโมกข์คืนหนึ่งนี้ แล้วจะเดินทางต่อไป. ๑๔๘

น.739 อยู่ที่สวนโมกข์นี้ทำอะไร ? ๑๔๙ นี้หมายความว่า ถ้าใครจะเอาประโยชน์จากการมาหรือการอยู่ที่นี่ ต้องสนใจหัวข้อนี้ : เราบอกให้เขาเลยว่าหัวข้อนั้นมีว่า : เราจะมา ศึกษา หรือชิม หรือ ปฏิบัติชิม ก็ตาม ในความรู้ที่เกี่ยวกับว่า "ความเป็นอยู่โดยไม่รู้สึกว่ามีอะไรที่เป็นตัวเราหรือเป็น ของเรา", หัวข้อว่าความเป็นอยู่โดย "มีความรู้สึกว่าไม่มีอะไรเป็นตัวเราหรือ ของเรา". ควรรู้เรื่องเป็นอยู่อย่างไม่รู้สึกว่ามีเราหรือของเราเสียบ้าง เรื่องนี้ก็คงจะได้อ่านกันมามากแล้วเหมือนกัน, ได้เขียนมากพูดมากแล้ว "เรื่องเป็นอยู่โดยไม่มีอะไรเป็นตัวเราของเรานี้", แต่ว่าเพียง แค่อ่านอย่างเดียวนั้น ไม่พอ ; ต้องลองอยู่อย่างที่ไม่มีอะไรเป็นตัวเราเป็นของเรา นั้นดูด้วย ทั้ง ที่บ้านหรือว่าที่อื่น ; แต่อย่างนั้นอาจจะไม่สะดวกในการที่จะลองอยู่ชิมดู ; ฉะนั้น ถ้าใครมาถึงที่นี่วันหนึ่งหรือหลายวัน หรือสามเดือนก็ตาม ; ควรจะได้รับบทเรียน เรื่องการเป็นอยู่โดยไม่มีความรู้สึกว่ามีตัวเราหรือของเรา. คำนี้บางทีเราใช้คำที่น่า สนใจมากขึ้นไปกว่า : คือว่า เป็นอยู่เหมือนกับตายแล้วบ้าง, หัดตายเสีย ก่อนตายบ้าง, แล้วยังมีคำอื่นๆ อีก; แต่ความหมายเหมือนกันหมด, คือเป็น อยู่ด้วยจิตที่ ไม่มีความรู้สึกหรือสำคัญมั่นหมายอะไรว่าเป็นตัวเราหรือเป็นของ เรา. และเพราะว่าประโยคนี้เป็นใจความของพุทธศาสนา, เป็นหัวใจของพุทธ- ศาสนา ; เมื่อไม่ได้ฟังไม่ได้เข้าใจประโยคนี้ ก็คือไม่ได้ฟังหัวใจของพุทธศาสนา. ฉะนั้นก็น่าสงสารพวกที่เผยแผ่พุทธศาสนาที่ต่างประเทศ หรือในประเทศนี้ก็ดี ที่ไม่ได้ พูดกันถึงเรื่องนี้. การพูดเรื่องนี้จึงไม่รู้จักจบ, และไม่มีจุดศูนย์กลาง ที่จะให้เรื่อง ที่พูดนั้นเข้าสู่ใจความที่แท้จริงได้ ก็เลยพูดกันไปไม่มีที่สิ้นสุดจนกระทั่งเบื่อกัน. คนที่เขาเคยไปเมืองนอกไปเห็นกิจการที่ประเทศอังกฤษ หรือที่อื่น ๆ อีก เขา มาเล่าอะไรให้ฟัง ได้ซักไซ้ดูแล้วก็รู้สึกว่าไม่มีใครเคยรู้เรื่องและไม่เคยพูดถึงหัวใจของ พุทธศาสนาในส่วนนี้ มันจึงลำบากที่จะเข้าใจพุทธศาสนาให้เป็นที่พอใจได้ ; ความรู้

น.740 ไม่เพียงพอ ก็แกว่งไปแกว่งมา, แกว่งไปแกว่งมา, ในที่สุดก็ไม่เป็นผลดีแก่คน เหล่านั้น และแก่พุทธศาสนาด้วย. เขาบอกว่า แม้ที่ประเทศอังกฤษเอง มีคนบ้า ๆ บอ ๆ มาฟังพุทธศาสนา ; ที่ว่าบ้า ๆ บอ ๆ นี้ไม่ได้หมายความว่าบ้าบอเท่านั้น, แต่ ว่าเขาไม่รู้อิโหน่อิเหน่เรื่องพุทธศาสนา หรือเรื่องตัวเอง ที่จะมีความจำเป็นสำหรับ ความต้องการพุทธศาสนานี้เลย. เหมือนกับเมืองไทยนี้มีคนเห่อ ๆ มา ทำวิปัสสนา โดยไม่รู้ว่าทำทำไม? ตัวเองคืออะไร? วิปัสสนาคืออะไร? อย่างนี้เรา เรียกกันที่นี่ว่าคนบ้า ๆ บอ ๆ นั้น มีจำนวนมากแห่มาฟังปาฐกถา มาร่วมประชุม ส่วน ที่อาจมีคนที่ควรจะเข้าใจได้นั้นก็ไม่มีการพูด ไม่มีการแสดงเสียอีก ก็เลยเป็นเรื่องที่ ไม่ใช่หัวใจพุทธศาสนา. คิดว่ายังอีกนานกว่าคนเหล่านั้นจะพูดกันรู้เรื่อง หรือว่ามาลองปฏิบัติเรื่องหัวใจ พุทธศาสนา. เพราะฉะนั้นเราตัดบทเลยว่าจะเป็น ไทย หรือเป็น ฝรั่ง หรือว่าจะเป็น มนุษย์ที่ถือศาสนาอื่น ก็ได้ เขาควรจะมารู้เรื่องการเป็นอยู่ที่ไม่มีความรู้สึกว่า อะไรเป็นตัวเราหรือของเรากันดูบ้าง. เรื่องอย่างนี้เป็นพุทธศาสนาเป็นหัวใจของ พุทธศาสนาก็จริง ; แต่ว่าจะมองดูกันในแง่ที่เป็นวิชาตามธรรมชาติ หรือวิชาของ ธรรมชาติ หรือวิชาเรื่องธรรมชาติทั่ว ๆ ไปก็ยังได้ ; ในฐานะเป็นความจริงของ ธรรมชาติ, หรือจะมองไปในแง่ของปรัชญาก็ได้. ถ้ามองไป ในทางวิชา มันก็เสียเวลาอีกนั่นแหละ เพราะ เป็นเรื่องมองไป ในทางเหตุผล เสียเรื่อย ไม่มองมาในแง่ที่เรารีบปฏิบัติ อย่างไร ; เพราะฉะนั้น มองมาในแง่ของธรรมชาติของมนุษย์ดีกว่า : ว่า เป็นทุกข์อยู่เพราะเหตุอะไร ? แล้วจะกำจัดความทุกข์นี้เสียได้อย่างไร ? และไม่จำกัดอยู่แต่ในวงของพุทธ- บริษัท มนุษย์ไหนก็ได้ ถ้าไปทำอย่างนี้เข้าก็เป็นพุทธบริษัทขึ้นมาเอง. พวกฝรั่ง หัวแข็งกระด้างไม่ยอมเปลี่ยนความคิดในทางที่จะรับวัฒนธรรมหรือศาสนาของผู้อื่นนั้น ก็ปล่อยให้เขาเป็นไปอย่างนั้น ; ส่วนเรามาพูดกันถึงเรื่องนี้ในฐานะที่ว่า เป็นธรรมชาติ

น.741 อยู่ที่สวนโมกข์นี้ทำอะไร ? ๑๕๑ เป็นกฎธรรมชาติ เป็นความจริงของธรรมชาติหรือของมนุษย์ทั่วไป ; ไม่เกี่ยวกับ ศาสนาไม่เกี่ยวกับวัฒนธรรม. จะอยู่เป็นสุขได้ โดยไม่มีอะไรเป็นเรา, เป็นของเรา ทีนี้ ก็เลยมาตั้ง จุดของการศึกษานี้ ตรงที่ว่าจะทำ เพื่อให้มนุษย์ไม่มี ความทุกข์ ก็แล้วกัน, หรือมีความทุกข์น้อยไปกว่าที่เป็นอยู่ ยิ่งขึ้นไป ยิ่งขึ้นไป จนไม่มีความทุกข์เลย. ถ้าเขาว่าไม่ชอบคำว่า "ไม่มีความทุกข์เลย" เพราะเป็นของ จืดชืด ก็จะพูดเสียใหม่ได้เหมือนกันว่า จะมีความสุขอีกแบบหนึ่ง ซึ่งยังไม่เคยรู้จักกัน มาแต่ก่อน ; เพราะฉะนั้นจึงตั้งสูตรหรือ formula ขึ้นมาใหม่ว่า : เราจะเป็นสุข แท้จริงได้ ต่อเมื่อเรารู้สึกว่าเราไม่มีอะไรเป็นตัวเราหรือเป็นของเรา, แต่ ประโยคอย่างนี้อันตรายกำกวม ฟังผิดเป็นมิจฉาทิฏฐิไปก็ได้ คือ ความที่ไม่รู้สึกว่า มีอะไรเป็นตัวเราของเรานั้น เขาอาจจะฟังไปในแง่ว่า "ก็เลยทำอะไรโดยไม่ต้องคิด เห็นแก่หน้าใครอย่างนั้นซิ" . นั้นเป็นเรื่องไม่มีตัวเราอย่างอันธพาล ไม่ใช่พุทธศาสนา, และไม่ใช่อย่างที่เป็นข้อเท็จจริงด้วยซ้ำไป ; แต่ที่เป็นข้อเท็จจริงตามธรรมชาตินี้ ถ้า เราไม่มีความรู้สึกว่าเป็นตัวเราเป็นของเราแล้ว เรารังแกใครไม่ได้ เราเอาเปรียบใคร ไม่ได้ เป็นอันธพาลไม่ได้. พวกอันธพาลนั้นเขาแกล้งรู้สึกเอาว่า ไม่มีอะไรเป็นตัวเราหรือของเรา เป็น จิตว่างแบบอันธพาลไปอย่างนี้ ; นั้นเป็นอีกส่วนหนึ่งไม่เกี่ยวกันกับเรื่องนี้. เพราะ ฉะนั้นประโยคที่ว่า “เรามีความสุขแท้จริงต่อเมื่อเราไม่รู้สึกว่ามีอะไร เป็นตัวเราของ เรา" นี้เป็นเรื่องจริงของธรรมชาติ ด้วย, และเป็นพุทธศาสนาทันที. ส่วนที่ว่า เป็นเรื่องของธรรมชาติแท้ ๆ ไม่เกี่ยวกับพุทธศาสนานั้นก็สังเกตดู : เวลาที่เราสบายใจ ที่สุด, รู้สึกสบาย พอใจตัวเองที่สุด ก็คือเวลาที่เราลืมว่าเรามีตัวเรา ด้วยเหตุใด เหตุหนึ่ง, หรือลืมภาระของตัวเรา, ภาระของของเรา ไม่มีภาระเหล่านั้นมาผูกพัน ;

น.742 แม้ว่าเรากำลังทำการงานอยู่ แต่เราลืมตัวเราก็ได้ ลืมของเราก็ได้ การงานนั้นก็เลยเป็น ของสนุกไป. พอเราพูดว่า "เมื่อจิตไม่มีความยึดมั่นถือมั่นแล้ว การงานก็สนุก" นี้ คนเขา ฟังไม่ถูก ; คนบางคนหาว่าเป็นการแกล้งพูดเล่นลิ้นเล่นสำนวน. ต้องฟังให้ดี ๆ แล้วเอาไปคิดให้ดีๆ แล้วไปสังเกตให้ดี ๆ จนกระทั่งเห็นว่าเรามีความสบายอย่างบอก ไม่ถูก ต่อเมื่อมี conception ว่าตัวเราว่าของเรานั้นไม่เข้ามาวี่แววแก่เรา, มันเหลือ อยู่แต่สติปัญญา กำลังทำการงานอยู่บ้าง กำลังศึกษาบ้าง กำลังพักผ่อนบ้าง อะไรบ้าง ; อยู่ด้วยสติปัญญาที่เป็นอิสระ หรืออารมณ์ที่เป็นอิสระ ไม่เจืออยู่ด้วยตัวกูหรือของกู อย่างนี้จะรู้สึกสบาย. พอตัวกู-ของกูมา ก็หมายความว่าภาระมา , ภาระคือ ของหนักของผูกพันของครอบงำอะไรนั้นมา, เพราะฉะนั้นให้ถือเสียว่าตัวกูเป็นศัตรู ของความสงบ และมันมีของกูเนื่องกันอยู่ด้วย. ชีวิตที่ประกอบอยู่ด้วยความรู้สึก ว่าตัวกู-ของกูนี้ เป็นชีวิตที่ทรมาน. ต้องอาศัยหลักพุทธศาสนา หรือธรรมชาติ ศึกษาให้รู้เรื่องของจิต เราควรจะหา วิธีมีชีวิตแบบที่ไม่เจืออยู่ด้วยความรู้สึกที่ว่า เป็นตัวกู- ของกู; แต่ก็ทำยาก เพราะตั้งแต่เราเกิดมา เราถูกสั่งสอนอบรมแวดล้อมให้มี ความรู้สึกในทำนองมีตัวกู-ของกู มากขึ้น ๆ มากขึ้น ๆ. ข้อนี้แหละเราเสียเปรียบ สัตว์เดรัจฉาน ซึ่งมันไม่มีการอบรมเรื่องตัวกู-ของกู มากขึ้น ๆ อย่างมนุษย์ ; ฉะนั้น จึงมีความทุกข์น้อยกว่ามนุษย์. มนุษย์จึงต้องไปหาทางออกเอาทางอื่น ไม่ให้เสียเปรียบ สัตว์เดรัจฉาน ; ก็คือการ ศึกษาให้มีสติปัญญาตามหลักของพุทธศาสนาที่ให้ไม่ เกิดความคิดนึกปรุงแต่งเป็นตัวกู-ของกู นั่นเอง ; ลำพังตนเองทำไม่เป็น ทำไม่ได้ ไม่รู้เรื่อง ; ฉะนั้นต้องอาศัยหลักพุทธศาสนาเป็นแนวทาง.

น.743 อยู่ที่สวนโมกข์นี้ทำอะไร ? ๑๕๓ เมื่อเรา ไม่อยากพูดถึงเรื่องศาสนา เราก็พูดไปตามหลักของธรรมชาติ, ให้สังเกตดูเองตามธรรมชาติ สังเกตดูว่า นาทีไหนเป็นอย่างไร นาทีไหนเป็นอย่างไร ? มันแตกต่างกันอย่างไร ? แล้วก็จะรู้สิ่งเดียวกันกับที่พุทธศาสนามี หรือสอนให้. เดี๋ยวนี้ทั้งพระทั้งเณรก็กำลังเห่อ เรียนเรื่องปริยัติ เรื่องภาษาอังกฤษ ; ไม่มีใครศึกษา เรื่องจิตของตัวเอง โดยเฝ้าดูอยู่ทุก ๆ เวลา ทุก ๆ ลักษณะ ที่มันเปลี่ยนแปลงไหวตัว โดยไม่เห็นว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องสำคัญที่สุด. ไปต้องการความรู้อย่างที่เขานิยมกัน, นิยม กันมาว่าเป็นความรู้ที่มีค่าไป ; เลยไม่เข้าใจคำที่ พระพุทธเจ้าท่านสอน ว่า ให้ ศึกษาตรงที่จิต หรือที่ตัวจิต หรือให้มองดูจิต ให้เฝ้าระวังจิต. สิ่งเหล่านี้ พวกปริยัติไม่เคยทำ เพราะทำไม่เป็น ; ฝ่ายผู้ที่ปฏิบัติก็มักจะไปทำอย่างอื่น ตาม ๆ เขาไป หลงระบอบอย่างอื่น แบบแผนอย่างอื่น ระบบอย่างอื่น ก็เลยไม่เข้า ถึงจุดอันนี้ได้สักที. โดยเหตุดังกล่าว จะเห็นว่า ทั้งที่เรียนปริยัติก็มาก เป็นนักปฏิบัติก็มากมานาน แล้ว ก็ไม่เข้าถึงจุด สักที ; สู้ใครสักคนหนึ่งที่มาบวชไม่รู้อะไร แต่มานั่ง เฝ้า ระวังจิต สังเกตจิตศึกษาจิต ว่ามันเป็นอย่างไร ? เปลี่ยนแปลงอย่างไร ? ทำไมเป็นอย่างนี้อยู่แท้ ๆ เดี๋ยวก็เปลี่ยนไปอย่างโน้นไปได้ ? เพราะพอมีอะไรสะดุด นิดเดียวก็เปลี่ยนเป็นเรื่องทุกข์ไปก็ได้, หรือเป็นเรื่องไม่เป็นทุกข์ไปก็ได้. ถ้าไม่ สังเกตดูก็ไม่รู้ว่านี้มันเป็นเรื่องทุกข์ไปแล้ว ก็เพราะมีตัวตนอยู่เสมอ, มีเรื่อง ตัวกู-ของกูเข้ามาเสมอ ; ทั้ง ลักษณะของตัวกู-ของกู หรือวิธีที่มันจะเข้ามานี้ ก็มีมากมาย หลายสิบแบบ หลายร้อยแบบ บางแบบลึก จนมองไม่เห็นว่า เป็นตัวกู-ของกูลึกเข้ามาแล้ว. มันเป็นเรื่องที่มองดูแล้วก็น่าสังเวชหรือน่าเศร้า : พวกปริยัติก็หลงปริยัติ, พวกปฏิบัติก็หลงปฏิบัติไปในเรื่องเคร่งครัดอย่างหลับหูหลับตา, ไปสนใจเคร่งครัด ในสิ่งที่เป็นเปลือกเป็นฝอย อย่างหลับหูหลับตาก็มี ; แล้วก็พอใจแล้ว ว่ามัน

น.744 เท่านั้นเอง อย่างนี้ก็มี ; ก็เลย ไปไม่ถึงเรื่องที่จะศึกษาเรื่องจิต ว่าเป็นอย่างไร ; เพราะมีเรื่องที่จะต้องศึกษามาก ระวังมาก ปฏิบัติมาก เกี่ยวกับระเบียบ เกี่ยวกับวินัย เกี่ยวกับการเป็นอยู่อะไรต่าง ๆ. เพียงแต่ระวังเรื่องหยุมหยิมเหล่านั้นมันก็หมดเวลา หมดสติหมดสัมปชัญญะที่จะมาศึกษาเรื่องจิตโดยตรง ; เพราะฉะนั้นบางคนเกิดมาแล้ว บวชเรียนจนตลอดชีวิตก็ไม่เคยพบกับเรื่องจิต, ไ ม่เคยพบกับเรื่องหัวใจของ พุทธศาสนาเลย. พบแต่อย่างอื่นซึ่งมีหลาย ๆ อย่าง แล้วก็ยึดมั่นถือมั่นอย่างใด อย่างหนึ่งเคร่งครัดไปจนตายก็ได้แค่นั้น ได้เท่านั้นเอง ; ทั้งไม่รู้จักด้วยซ้ำไปว่าความ เคร่งของตัวนั้นคืออะไร, หรือความไม่เคร่งของผู้อื่นนั้นคืออะไร, และก็เลย ไม่รู้ ว่าธรรมะแท้จริงนั้นไม่ได้เกี่ยวกับเคร่งหรือไม่เคร่ง ; เลยไป หลงเรื่องเคร่ง กับเรื่องไม่เคร่ง; ก็เลยไม่ใช่ธรรมะที่แท้จริง, แล้วยังไป หลง เรื่องได้ สบายใจ ไม่สบายใจ ได้ยินดีหรือไม่ยินดี, ได้เกลียด หรือได้รักรูปนี้ไปด้วยแล้ว ยิ่งไกลออกไปอีก ไม่ใกล้ต่อธรรมะที่แท้จริงเข้าไปอีก. คนบางพวกกลัวนรก แล้วเห่อสวรรค์ บางคนก็กลัวบาป แล้วก็เห่อบุญ ; อย่างนี้ยิ่งทำไปยิ่งไกลต่อธรรมะ เพราะว่าธรรมะมันไม่ใช่บาปไม่ใช่บุญ ; คนเพิ่งว่า เอาเอง สิ่งใดตัวไม่ชอบก็เรียกว่าบาป, สิ่งใดตัวชอบก็เรียกว่าบุญ. ไปเข้าใจธรรมะ เป็นบาปเป็นบุญไป ก็พบแต่ธรรมะชนิดนั้น : ธรรมะที่เรียกว่าปรุงแต่ง, เป็นความ คิดปรุงแต่ง, เป็นธรรมะปรุงแต่งนี้ ; ธรรมะแท้จริงเลยไม่ได้พบกัน. เขาก็ ไป อบรมสั่งสอน หรือแวดล้อมกันอยู่แต่ให้กลัวบาป จนหมดความรู้สึก ; แล้วก็เห่อบุญ หวังบุญ จนหมดความรู้สึกอย่างอื่น ก็ได้เท่านั้นเอง จนตาย ก็ได้เท่านั้น; ไม่ได้เข้าถึงธรรมะแท้, เป็นธรรมะปรุงแต่ง, เป็นบุญเป็นบาป อยู่เรื่อย. ฉะนั้น เพื่อประหยัดเวลา เราจึงมีแนวอันใหม่ : ว่ามีชีวิตอยู่โดย ไม่มีความรู้สึกเป็นตัวกู-ของกู ; อย่าให้เป็นที่ตั้งของบุญหรือบาป ดีหรือชั่ว สุขหรือทุกข์ อะไรอย่างนี้ เพื่อประหยัดเวลาอย่างนี้.

น.745 อยู่ที่สวนโมกข์นี้ทำอะไร ? ๑๕๕ ลองเปรียบเทียบเรื่องโทษ ของความรู้สึกที่เป็นและไม่เป็น กับตัวกู-ของกู เพื่อให้เกิดประโยชน์ ; ใครมาที่นี้แม้สักวันหนึ่ง ก็ได้แนะว่า ถ้าจะให้ได้ สิ่งที่ดีที่สุดที่จะได้จากที่นี่ ก็ ให้ไปนั่งศึกษา เรื่องโทษของความรู้สึกที่เป็นตัวกู กับความรู้สึกที่ไม่มีตัวกู-ของกู. ที่เป็นตัวกูก็เพราะว่า พอย่างเท้าเข้ามาที่นี่ สิ่งแวดล้อมก็แวดล้อมไปในทางที่ไม่เป็นตัวกู ลืมตัวกู ลืมชีวิต ลืมบ้านเรือน ลืมลูก ลืมเมีย ลืมอะไรต่างๆ ไปได้ขณะหนึ่ง, พอใจอยู่ในรสความสงบเย็นหรืออะไร อย่างนี้. ให้ศึกษาเรื่องนี้ ว่านี่เป็นเวลาที่ไม่มีตัวกู-ของกู แล้วเขาก็จะเข้าใจได้ว่า เวลาที่เราเป็นสุขที่สุดนั้นคือเวลาที่เราไม่มีความรู้สึกว่าเป็นตัวกู-ของกู แม้จะโดย ลืมเองก็ได้ มันลืมไปเองนี้ก็ได้, เป็นอย่าง วิธีของตทังคะ , หรือว่าเราจะบังคับ มันก็ได้, เป็น วิธีของวิกขัมภนะ ก็ได้ ; ยังไม่ต้องพูดถึงวิธีตัดเด็ดขาด อย่าง สมุจเฉท ของพระอริยเจ้า. เพียงแต่เข้ามาเป็นตทังคะ สิ่งเหล่านี้มันแวดล้อมให้สงบ เย็นลงไปได้ ก็เป็นความรู้ที่สูงสุดเหลือหลายอยู่แล้ว, ไม่เคยพบมาแต่กาลก่อน. ที่จริงทุกคนเคยสบายใจบอกไม่ถูกมาแล้วทั้งนั้น ไม่ใช่ว่าไม่เคยพบมาแต่ กาลก่อน ; แต่ว่าไม่เข้าใจและไม่สนใจว่า นั้นคืออะไร ? และเพราะเหตุใด ? ถ้าสมมุติว่าเขาไปเที่ยวชายทะเลไปตากอากาศ แรกเข้าไปถึงเขาจะมีความรู้สึกอย่างนี้ เหมือนกัน ; แต่แล้วประเดี๋ยวเขาก็หันไปหาเรื่องวัตถุ เรื่องสวยเรื่องงามเรื่องอื่น ๆ เสีย ; เรื่องสงบสบายก็เลือนไปหมด ไม่มีทางศึกษา. เพราะฉะนั้นเมื่อไปทะเลก็ดี ที่ภูเขาก็ดี อย่างที่นี่ก็ดี ถ้าเกิดความสบายใจอย่างบอกไม่ถูกขึ้นมา แล้วก็รีบตะครุบ เอามาเป็นบทเรียน; เป็นตัวบทเรียนสำหรับศึกษาพิจารณาดูให้ดีว่า : อ้าว, นี้มัน คืออะไร ? จิตทำไมจึงเป็นอย่างนี้ ? เพราะเหตุไรจึงรู้สึกอย่างนี้ ? ไม่เท่าไร คนนั้นก็จะพบเอง ไม่ต้องมีพระพุทธเจ้ามาสอน.

น.746 ที่ว่างจากตัวกู-ของกูนั่นแหละ คือความสุขที่สุด, จิตที่เป็นอย่างนั้น มีความสุขที่สุด. ทีนี้ก็ตั้งหน้าตั้งตาสังเกตศึกษาให้เข้าใจยิ่งขึ้น : นับตั้งแต่ว่าอยู่ที่ กรุงเทพฯ พอมาถึงสถานีรถไฟก็เริ่มลืม เรื่องเรือน, เรื่องที่บ้าน. พอขึ้นรถไฟ, รถไฟเคลื่อนเท่านั้น สิ่งแวดล้อมก็ทำให้ลืมบ้านลืมอะไรหมด ก็เริ่มสบายใจทันที ; แล้วก็นั่งรถไฟมาเห็นภูเขา ต้นไม้ วิวป่า อะไรสวยงามก็สบายใจมากขึ้น. อย่างนี้ ก็ไม่สังเกตว่า นั่นแหละเรื่องลืมตัวกูลืมของกูมากขึ้น ๆ มากขึ้น ๆ ; ต้นไม้ ภูเขา วิวธรรมชาติเหล่านั้นไม่ใช่ตัวเราไม่ใช่ของเราเลย ; ทำไมทำให้เรารู้สึกสบายใจได้. ทีนี้ มาถึงสวนโมกข์มีความตื่นเต้นในอะไรก็บอกไม่ถูก ; แต่ไม่ใช่เป็นความ ตื่นเต้นชนิดที่จะเป็นตัวกู-ของกูได้. ทั้งนี้เพราะว่า เขาก็รู้ดีว่าสวนโมกข์นี้เป็นของเขา ไม่ได้ ก็ลืมตัวกู-ของกูมากยิ่งขึ้นไปอีก. รสของความสุขก็เลยเพิ่มมากขึ้นอีก ; เขาก็ออกปากเหมือนกันว่า ทำไมสบายใจ ; ทำไมบอกไม่ถูกว่าสบายใจเพราะเหตุ อะไรอย่างนี้. เพราะฉะนั้นมันยังขาดอยู่นิดเดียวที่ว่า เราจะแนะเขาให้ศึกษาให้สังเกต หัวข้อที่ว่านี้ : เวลาที่เราไม่มีความรู้สึกว่าตัวเราหรือของเรา, ความคิด ปรุงแต่งในทางตัวเราหรือของเรามิได้มี แม้ว่าขณะนั้นเราจะต้องพูดเรื่องเรา เรื่องของเรา เรื่องอะไรของเราอยู่เหมือนกัน ; ต้องพูดด้วยคำว่าเราหรือของเรานี้อยู่ ตลอดเวลา แต่ความรู้สึกแท้จริงไม่มี ; ไม่เหมือนกับอยู่ที่บ้าน บางทีไม่ได้พูดว่าเรา ว่าของเรา แต่ในใจมันเต็มอยู่ด้วยตัวเราของเรา มันก็เลยเป็นทุกข์หนักเท่าภูเขา. สังเกตจิตใจที่มีตัวเรา หรือไม่มีตัวเรานี้ จะปฏิบัติธรรมได้ ถ้าว่าจะหา วิธีลัดที่สุด สำหรับจะปฏิบัติ หรือ ช่วยผู้อื่นให้ปฏิบัติธรรม ก็ต้องให้ศึกษาเรื่องนี้ : คอยสังเกตจิตใจที่มีตัวเรากับไม่มีตัวเรา ; แล้วเข้าไป

น.747 อยู่ที่สวนโมกข์นี้ทำอะไร ? ๑๕๗ ในที่ที่ธรรมชาติช่วยแวดล้อม ไม่ให้มีตัวเราโดยธรรมชาติ ก็หมายความว่าเราจับเขา ส่งเข้าไปในคลอง หรือในแนวของธรรมะของพระพุทธเจ้าได้. ก่อนนี้แม้ว่าเขาจะได้ รับสิ่งเหล่านี้อยู่ รู้สึกถึงอยู่ แต่เขาก็ไม่สนใจที่จะมองดู ว่ามันเกิดมาจากความมีตัวเรา หรือความไม่มีตัวเรา ; เดี๋ยวนี้เขาเริ่มรู้จักความแตกต่างระหว่างความมีตัวเรากับความ ไม่มีตัวเรา ; เพราะฉะนั้นถ้าเขามาที่นี่ เราก็ชวนพูดกันแต่เรื่องนี้ ไม่พูดเรื่องอื่น, แล้วจะเป็นของประเสริฐที่สุด วิเศษที่สุด ตรงตามความหมายของคำว่า "สวนโมกข์" ที่สุด. ถ้าเราจะพาเขาไปดูภาพปั้น ดูอะไรต่าง ๆ ดูภาพเขียนอะไรก็ตาม นี้ก็ให้ความ เพลิดเพลินไปทางอื่น ; แต่แม้ว่าจะดูภาพเป็น, ก็ยังรู้ไม่ถึงจุดก็มี ; แล้วถ้าอธิบาย ไม่เป็นเสียด้วยก็ยิ่งไม่ตรงจุด. พระเณรเหล่านี้อธิบายไม่เป็น, อธิบายภาพปั้น, ภาพเขียนให้มาในรูปของความว่าง ไม่มีตัวเราไม่มีของเรา ก็อธิบายไม่เป็น; ก็เลย เป็นเรื่องดูเล่นหรือดูพอเกิดความรู้ใหม่ ๆ ความรู้แปลก ๆ เท่านั้นเอง. ดูภาพอย่างที่ ว่านี้มีลักษณะเป็นทัศนาจรอย่างดีได้ แต่ไม่ใช่เป็นเรื่องศึกษาตัวสวนโมกข์ได้; เพราะ คำว่า "โมกข์" มันแปลว่า พ้นไป หรือ ว่างไป. แนวปฏิบัติธรรมที่สวนโมกข์ : ให้ทำงานด้วยจิตว่าง ต้องเข้าใจกันไว้ในส่วนหลักการ หรือในส่วนใจความ แล้วพยายามปฏิบัติ ตามที่จะทำได้ ; เพราะฉะนั้นจึงวางระเบียบ หรือ แนวสำหรับปฏิบัติ และขอร้อง ให้ปฏิบัติว่า : ให้ทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง , ให้พระทำงานด้วยจิตว่าง, ไม่ต้องการรับประโยชน์ตอบแทน, ไม่ต้องการรับคำขอบใจ ; แล้วมาฝึกฝนตัวเอง ว่า ขณะที่ทำงานเหนื่อยเข้านั้น รู้สึกมีตัวกู-ของกูหรือเปล่า ? แม้ในขณะที่มาเข้าใกล้ เพื่อนฝูงบุรุษที่สองที่สามขึ้นมา มีฮื่อแฮ่กันด้วยตัวกู-ของกูหรือเปล่า ? นี้เป็นบทเรียน ที่ลัดสั้นมากเพื่อจะพิสูจน์ว่า มีความเห็นแก่ตัวหรือเปล่า ? ควบคุมความเห็น แก่ตัวได้กี่มากน้อย ? และทำอะไรที่เป็นการทำลายความเห็นแก่ตัวได้

น.748 บ้าง ? แล้วก็ ศึกษาไปเรื่อยๆ ฝึกฝนไปเรื่อยๆ อย่างนี้แหละดี ; เพราะว่า เรื่องพูด นั้นมัน คนละอย่างกับเรื่องจริง. เราจะอ่านหนังสือจนเข้าใจเรื่องความไม่เห็นแก่ตัว, แล้วอธิษฐานจิตเป็น ผู้ไม่เห็นแก่ตัว, แล้วเราก็ เชื่อว่าเรา จะเป็นผู้ไม่เห็นแก่ตัว นี้เหลวทั้งนั้น ; เป็นเรื่องพูดเรื่องฝัน เรื่องนึก เรื่องคาดหมายทั้งนั้น ; ต้องทำอะไรลงไปจริง ๆ ที่เป็นความไม่เห็นแก่ตัวจริง ๆ, ให้นานมากพอด้วย. บทเรียนที่เป็นงาน, งาน ที่เป็นบทเรียน ชีวิตที่เป็นบทเรียน, บทเรียนที่เป็นชีวิต หรือความเป็นอยู่ที่เป็น บทเรียนเรื่องไม่มีความรู้ สึกว่าตัวกูว่าของกู นี้เป็นความหมายที่ถูกต้อง และเพียง อันเดียวของคำว่าสวนโมกข์. ผู้มาบวชสามเดือน หรือว่ามาเพียงสองสามวัน หรือมาเพียงวันเดียวก็ตามเถอะ มีทางที่จะเข้าถึงหัวใจของสวนโมกข์ได้ทั้งนั้น ถ้าสนใจเรื่องความไม่มีตัวกู-ของกูนี้ ; ถ้าว่าไม่ได้รู้เรื่องนี้ ก็ถือว่าไม่ได้อะไรไปจากสวนโมกข์, ไม่รู้จักสวนโมกข์, ไม่เห็น สวนโมกข์, และไม่มาถึงสวนโมกข์. อย่าพูดเลยว่าจะอยู่ในสวนโมกข์สามเดือน, อยู่อย่างลม ๆ แล้ง ๆ นี้ ; พูดได้ว่าไม่มาถึงสวนโมกข์ และไม่เห็นสวนโมกข์ด้วยซ้ำ ไปว่าหมายความว่าอย่างไร ? และคืออะไร? เพราะฉะนั้น ถ้าจับจุดได้เรื่อง ความมีชีวิตอยู่โดยไม่มีความรู้สึกว่าตัวกู-ของกูอย่างนี้; อยู่ที่ไหนก็เป็น สวนโมกข์ทั้งนั้น. กลับไปบ้าน สวนโมกข์ก็ตามไปด้วย ; ไปมีอยู่ได้ทุกหน ทุกแห่งที่เป็นโมกขะ, หรือหลุดรอดออกไปได้ หลุดพ้นออกไปได้. อย่างนี้เป็น ความอะไรที่เรียกว่าความลับหรือเคล็ด หรือความลึกลับอะไรที่ซ่อนเร้นอยู่. เพราะ ฉะนั้นถ้าอยากจะให้ได้อะไรที่เป็นเรื่องของสวนโมกข์ก็ต้องเรื่องนี้เรื่องเดียว เพราะ เรื่องอื่นไม่รวมอยู่ในคำว่า "โมกข์". สูตรที่ว่า : ให้ทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง ยกผลงานให้ความว่างทุกอย่างสิ้น กินอาหารด้วยความว่างอย่างพระกิน ตายเสร็จสิ้นแล้วในตัวแต่หัวที มีเท่านี้ ;

น.749 อยู่ที่สวนโมกข์นี้ทำอะไร ? ๑๕๙ หลักสูตร ที่สวนโมกข์ ฯ มีเท่านี้ จนกว่าจะปฏิบัติได้ถึงที่สุด. ไปอ่านไปคิดก็จะ เข้าใจ; แต่แล้วก็เป็นไปไม่ได้, เพราะจิตใจเป็นอย่างนั้นไม่ได้ จิตยังคงมีความเห็น แก่ตัวอยู่เรื่อย มีตัวอยู่เรื่อย : กูจะดีจะเด่น, กูจะเด่นในแง่นั้นแง่นี้กว่าคนอื่น มีแต่ อย่างนี้อยู่เรื่อย ; ไม่มีความเป็นอิสระที่จะไม่มีตัว, ที่จะไม่ต้องการเด่นหรือด้อย, หรือไม่ต้องการอะไรทั้งหมด. ทำอย่างไม่ต้องทำอะไรนี้เป็นโมกขะ พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า ไม่เรียกว่ายากถ้าทำถูกวิธี ; แต่ถ้าผิดวิธีก็ยากก็ลึก. พวกนิกายเซ็นบางนิกายที่ถูกต้อง เขาพูดได้เหมือนพระพุทธเจ้า คือพูดว่า "ไม่ต้อง ทำอะไร, ไม่ต้องทำอะไร, ให้อยู่ตามเดิมเป็นธรรมะไปตามเดิม" , อย่ามี ความคิดเป็นว่าดีหรือชั่ว แล้วก็รักดีหรือเกลียดชั่ว เป็นตัวกูขึ้นมา. ตัวกูเพิ่งมีมาเมื่อ รู้จักว่ามีดีมีชั่ว แล้วก็เกลียดชั่วกลัวชั่ว ก็รักดีขึ้นมา ; เพราะฉะนั้นถ้า อย่าไปทำ ให้มีดีมีชั่วขึ้นมา มันก็คือคงตามสภาพเดิม. ธรรมะแท้ตามสภาพเดิมก็ แปลว่า ไม่ต้องทำอะไรเลย ก็ถึงตัวธรรมะแท้ หรือเป็นโมกขะอยู่แล้ว. ทีนี้เกิดมาไม่รู้เรื่องนี้ พอโตขึ้นโตขึ้นก็ถูกสอนไปแต่ เรื่องมีดี มีชั่ว มีบุญ มีบาป มีเป็นคู่ ๆ อย่างนี้เรื่อยไป ก็เกิดกลับเป็นมีปัญหาขึ้นมา มีความยากขึ้นมาก มีปัญหาขึ้นมา ; คือไม่เคยมีเรื่อง ก็กลายเป็นมีเรื่องขึ้นมา, มี เรื่องที่จะต้องดับกิเลส ดับความทุกข์ขึ้นมา ของเดิมก็คือไม่มีกิเลสไม่มีความทุกข์อยู่ แล้วตามธรรมชาติ; แต่พอเราเกิดมาก็ถูกแวดล้อมให้มีความรู้สึกเป็นไปในทางที่เกิด กิเลสและมีความทุกข์. นี่ปัญหาก็คือศึกษาย้อนกลับไปสู่ความไม่มีกิเลสไม่มีความทุกข์ ให้เหมาะสมกับมนุษย์ที่มีสติปัญญามากมายเช่นนี้. ถ้าว่ายิ่งคิดเก่งยิ่งมีสติปัญญามาก ยิ่งคิดมาก ก็ยิ่งมีตัวกู ของกูมาก ละเอียด ลึกลับซับซ้อน ก็ยิ่งมีความทุกข์มากลึกลับซับซ้อน เป็นสัดส่วนที่เหมาะสมกันอยู่อย่างนี้.

น.750 เพราะฉะนั้นต้องมีสติปัญญาที่เพียงพอกันเท่ากัน มากำจัดความงอกงามที่ลึกลับซับซ้อน ในทางมีตัวกูนี้เสีย ; ยิ่งทำไปก็ยิ่งไม่เป็นอย่างนั้น, คือยิ่งไปยึดในเรื่องมีตัวกูของกู มีดีมีชั่ว มีบุญมีบาป มีสุขมีทุกข์มากขึ้นไปอีก จนทำการกำจัดไม่ไหวในที่สุด จนระงับ ไม่ได้ จนดับไม่ได้. เพราะฉะนั้นลองสนใจคำพูดที่ว่า "ไม่ต้องทำอะไร" นั้น ดูบ้าง แล้ว ธรรมะแท้นั้นก็คือ ว่าง. ธรรมชาติแท้ คือ ความว่าง ธรรมะแท้คือความว่าง ข้อนี้ก็หมายความว่า ความว่างนั้นใครไปพูดไม่ได้ ว่าดีหรือไม่ดี, ไม่มีอะไรจะเป็นรากฐาน หรือว่าเป็นบาทฐาน ที่จะรับความดีหรือ ความชั่ว ; ฉะนั้นจึงไม่มีความดี ไม่มีความชั่ว ไม่มีบุญ ไม่มีบาป ไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ ไม่มีเกิด ไม่มีดับ ไม่มีอะไรทั้งหมด. นั้นคือความว่าง, นั้นคือธรรมะ ตามสภาพเดิมแท้, ถึงจิตตามสภาพเดิมแท้ก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน. จิตที่เพิ่งมารู้ อะไร ปรุงแต่งอะไรได้ คิดอะไรได้ นี้มันเป็นจิตใหม่ จิตปรุงแต่ง จิตใหม่ ; ถ้า หันไปสู่ สภาพจิตเดิมแท้ หรือสภาพธรรมะแท้ ธรรมชาติแท้ ก็คือความว่าง ตาม ความหมายนี้ ; ไม่ใช่ความว่างแบบมิจฉาทิฏฐิ, ไม่ใช่ความว่างแบบอันธพาล. ความว่างตามแบบของพระพุทธเจ้า ตามความหมายนี้นั้น ถ้า ใครรู้ใคร เข้าถึง แล้ว กิเลสเกิดไม่ได้ , จิตไม่อาจจะเกิดกิเลสได้; เพราะไม่มีดีไม่มีชั่ว ไม่มีบุญ ไม่มีบาป, จะต้องเรียกว่าเป็นกลาง ๆ อย่างนั้นแหละ ; แต่ก็ไม่ถูกนักหรอก เพราะไม่ได้เป็นอะไรเลย; แต่เราก็ต้องขอเรียกกันไปทีว่า เป็นกลาง เรียกว่า อัพยากฤตบ้างซึ่งมีส่วนที่ทำให้เข้าใจผิดอยู่ได้เรื่อยไป. พูดว่าอัพยากฤตนี่พอจะพูดได้ แต่คนก็เข้าใจผิดอีก ; เพราะ มักจะสอนกันว่านิพพานอย่างเดียวเป็นอัพยากฤต คือ ไม่ดีไม่ชั่ว ไม่บุญไม่บาป ไม่สุขไม่ทุกข์ ; แต่ที่แท้ ก้อนหิน ก้อนดิน ก้อนกรวด เหล่านี้มันไม่ชั่ว ไม่บุญ ไม่บาป ไม่สุข ไม่ทุกข์ ; และแม้แต่ จิต ของเราเองใน

น.751 อยู่ที่สวนโมกข์นี้ทำอะไร ? ๑๖๑ บางเวลาก็ไม่ดี ไม่ชั่ว ไม่บุญ ไม่บาป ไม่สุข ไม่ทุกข์ บางเวลานี้ยิ่ง ร่างกายล้วน ๆ เนื้อหนังล้วน ๆ นี้ยิ่ง ไม่บาปไม่บุญ ไม่สุขไม่ทุกข์ อะไรทั้งหมด. บุญบาป สุขทุกข์ มีก็เมื่อมีความรู้สึกและคิดไปตามความรู้สึกที่เขลา ; และบัญญัติอย่างนี้ว่าสุขหรือทุกข์ ก็ไปเกิดความเกลียดอย่างนี้ และรักในลักษณะ อย่างหนึ่ง. มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันก็สร้างความรู้สึกที่เป็นคู่ ๆ ๆ นี้มา มากมาย ก็เลยรบกันอยู่แต่เรื่องสุข-เรื่องทุกข์ เรื่องดี-เรื่องชั่ว เรื่องบุญ-เรื่องบาป ไม่มีสิ้นสุดจนเน่าเข้าโลงไป; ไม่เคยพบพระพุทธศาสนาเลย ทั้งที่เป็นพระเป็นเณร เป็นอุบาสก เป็นอุบาสิกา ; แต่ก็พูดว่าเราเป็นอุบาสก อุบาสิกา เป็นพระ เป็นเณร เป็นภิกษุ เป็นภิกษุณี. อย่างนี้ก็พูดได้ เพราะจะพูดมันก็พูดได้ ; แล้วก็เป็นภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาสมัครเล่น ไม่ใช่ที่แท้จริงหรือถึงตัวพุทธศาสนาก็ได้. คน ที่เขาไม่พูดว่าเป็นอุบาสก อุบาสิกา ภิกษุ ภิกษุณีเสียอีกเขายังเป็นได้จริง ถ้าเขารู้ เรื่องนี้และก็ทำจิตใจเป็นอย่างนี้. ฉะนั้นเราพูดได้ว่า ไปสอนพวกอื่นที่ถือศาสนาอื่น ก็ได้ ให้เข้าใจในเรื่องนี้แหละ แล้วก็เขาจะเป็นพุทธบริษัทขึ้นมาทันทีและแท้จริง ยิ่งกว่า พุทธบริษัทส่วนมากในประเทศไทย หรือประเทศอื่น ที่อ้างตัวเองว่าเป็นพุทธบริษัท. พุทธะ แปลว่า "รู้" ว่า "ตื่น" ว่า "เบิกบาน" นี้; ถ้า รู้ จะต้องรู้ ข้อนี้, ตื่น ก็ต้องตื่นจากโง่นี้, เบิกบาน ก็เพราะสิ่งโง่เหล่านี้ไม่รบกวน. ที่ เบิกบานที่สุดนั้นคือความว่าง , สิ่งที่มีชีวิตแท้และเบิกบานแท้คือความว่าง. ชีวิต อย่างชีวิตเป็น ๆ เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปนี้ เป็นชีวิตปลอมชีวิตกำมะลอ ชีวิตมายา ชีวิตใน ความโง่ความหลง : เพราะมันไม่ได้มีอยู่จริงเลย. ความว่างเท่านั้นที่เป็นสิ่งที่ได้มีอยู่ จริงแท้ ตลอดกาล และอนันตกาลนี้ ถ้าจะพูดว่า จากอนันตะ สู่อนันตะ มันก็มี แต่ความว่างอย่างเดียว. จิตใจควรจะได้รู้สึกหรือ ชิมรสว่างชนิดนี้เสียบ้าง : ตาย เหมือนกับตาย แล้วนี้, ตายเสร็จสิ้นแล้วในตัวแต่หัวทีนี้, แล้วก็ทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง ยก

น.752 ผลงานให้ความว่าง กินอาหารของความว่าง. สนใจเรื่องนี้แหละ จะถึงหัวใจ ของ พุทธศาสนา, จะ มีศีล สมาธิ ปัญญา ที่แท้จริงและสมบูรณ์โดยมองไม่เห็นตัวอีก เหมือนกัน. ไม่มีอะไรสงบเป็นศีลเท่ากับเมื่อมีจิตว่าง, และไม่มีอะไรเป็นความสงบ เป็นสมาธิเหมือนกับเมื่อจิตมันว่าง ; แล้วก็ไม่มีความฉลาดอันไหนที่จะเป็นความฉลาด มากเท่ากับเมื่อจิตมันว่าง ; ศีล สมาธิ ปัญญา ก็เท่ากับความว่าง. ฉะนั้นฮวงโป หรือคนอย่างฮวงโปจึงพูดออกมาอย่างชัดเจนเป็นคำภาษาธรรมดาว่า : พุทธะ คือความ ว่าง, ธัมมะคือความว่าง, สังฆะคือความว่าง, ศีล สมาธิ ปัญญา คือความ ว่าง, อะไรก็ล้วนแต่คือความว่างทั้งนั้นที่แท้จริง. พุทธะ ธัมมะ สังฆะ ศีล สมาธิ ปัญญา ที่แท้จริงคือความว่าง; พระ พุทธเจ้าท่านก็ตรัสมีใจความอย่างนี้ แต่ท่านไม่ใช้คำพูดอย่างนี้; เรื่อง สุญญตาเรื่องอนัตตาที่ท่านตรัสก็หมายความอย่างนี้; แต่ไม่ได้ใช้คำพูดอย่างฮวงโปว่า จนคนฟังไม่ถูกแล้วหาว่าฮวงโปเป็นคนบ้า ; เพราะฉะนั้นอาจารย์ของพวกเซ็น ที่ชั้น สูงชั้นดีแล้วเป็นบ้าทุกคนเลย. ดูรูปภาพรูปที่เขียนนี้เป็นบ้าทุกคน ในสายตาของ มนุษย์ธรรมดา อาจารย์เหล่านี้เป็นคนบ้าทุกคนเลย. ไม่มีอะไรเป็นตัวเราหรือของเรา แล้วก็ไม่เป็นทุกข์ ขอให้มา สนใจเรื่องจิต ที่ไม่มีอะไรเป็นตัวเรา หรือเป็นของเรา เสียแล้ว อย่างนี้ จะไม่เป็นอะไรที่เป็นทุกข์ได้เลย. เดี๋ยวนี้มันยกหูชูหาง กูเป็นพระ กูเป็นเณร นั่นเป็นฆราวาส กูเป็นธรรมยุติ กูเป็นมหานิกาย กูเคร่ง, มึงไม่เคร่ง, ก็เลยยกหูชูหางเรื่องตัวกูทั้งนั้น. ถ้าจะอยากเคร่งก็ให้เคร่งไปในทางที่จะไม่มีตัวกูให้ ถูกวิธี แล้วจะเป็นทางลัดที่ไปเร็ว, ไปถึงจุดหมายปลายทางของพระพุทธศาสนาได้ เร็ว. ถ้าไปมัวเคร่งครัดในทางที่มีตัวกูแม้โดยไม่รู้สึกตัว ก็ตาม ก็ ปักหลัก ขุดหลุมฝังตัวเองอยู่ที่นี่ ในวัฏฏสงสารนี้; ไม่ใช่ที่สวนโมกข์. ที่

น.753 อยู่ที่สวนโมกข์นี้ทำอะไร ? ๑๖๓ "สวนโมกข์" ที่แท้จริงจะไม่มีใครมาปักหลักขุดหลุมฝั่งตัวเองอยู่ได้ ; ฉะนั้นเมื่อมี การปักหลักขุดหลุมฝังตัวเองที่ไหน ก็ต้องเรียกว่ามันฝังตัวเองลงไปในวัฏฏสงสาร คือ จิตเป็นวัฏฏสงสาร ไม่เป็นนิพพาน. จิตของปุถุชนบางขณะเป็นนิพพาน บางขณะเป็นวัฏฏสงสาร ; แต่ขณะที่เป็น นิพพานนั้นมีน้อยมาก ขณะที่ว่างจากตัวกูมีน้อยมาก ขณะที่เป็นวัฏฏสงสารเป็นตัวกู- ของกูมีมาก ; เพราะฉะนั้นคำที่พูดว่าเป็นขาณวัฏฏะ : ปักหลักลงไปในวัฏฏสงสาร ก็คือว่า มันไปย้ำมากจนตายตัว ในเรื่องมีตัวกู-ของกูนี่เอง แล้วก็เป็นวัฏฏสงสารอยู่ เรื่อย ; ไม่เปลี่ยนเป็นนิพพาน. จิตนั้นก็เป็นจิตที่ถูกปรุงแต่งอยู่เรื่อย ไม่เป็นจิต ในสภาพเดิมแท้คือปราศจากการปรุงแต่งเลย. มันก็เป็น "ทะเลขี้ผึ้งอยู่เรื่อย, ไม่เป็นมะพร้าวนาฬิเกร์" ขึ้นมาได้ ทั้งที่เป็นของอันเดียวกัน. ไปดูสระนาฬิเกร์ของเรา ไปดูให้เห็นว่า มัน เป็น ทะเลขี้ผึ้งที่ตรงไหน แล้ว มันเป็นมะพร้าวนาฬิเกร์ตรงไหน. ดูให้รู้ว่าถ้าทำอย่างนี้มันก็เป็น ทะเล- ขี้ผึ้งคือเป็นวัฏฏสงสาร ; ถ้าทำอย่างนี้ก็เป็น มะพร้าวนาฬิเกร์ คือเป็นนิพพาน. ใครเป็นผู้ทำ ? ก็ตัวเองนั่นแหละทำไป ตามที่ถูกสิ่งต่าง ๆ แวดล้อม นับตั้งแต่เกิด มาจากท้องแม่ก็ถูกแวดล้อมอย่างนั้นอย่างนี้ ๆ อย่างนั้นอย่างนี้ ๆ; ความที่เคยเป็นว่าง หรือเป็นนิพพานมาแต่เดิมก็เหลือน้อยลง ๆ, ความเป็นวัฏฏสงสารมันก็มากขึ้น ๆ มากขึ้น. บวชแล้ว วัฏฏสงสารควรจะมีน้อยลง อย่าเข้าใจว่ามาบวชเป็นพระเป็นเณร แล้วความเป็นวัฏฏสงสารจะน้อยลง บางทีมันมากขึ้นไปกว่าเดิม ; เพราะไปยึดมั่นถือมั่น เรื่องกูได้เป็นพระเป็นเณรดีกว่า ฆราวาสขึ้นมา กูเคร่งมึงไม่เคร่งอะไรนี้, ฆราวาสอยู่ในกองทุกข์ กูอยู่เหนือความทุกข์

น.754 นี้ว่าเอาเองทั้งนั้นแหละ, เป็นพระเณรชนิดนี้ก็ไม่ดีไปกว่าฆราวาส ถึงสวมเครื่องแบบ ศักดิ์สิทธิ์อะไรอันหนึ่งก็ยังช่วยไม่ได้. เอาละทีนี้จะย้อนกลับไปสู่ประเด็นที่ตั้งใจไว้ คือว่าผู้ที่บวชสามเดือนจวนจะสึก อีกไม่เกิน ๑๕ วันแล้วนี่ ก็ควรจะไปปรับปรุงความคิดความนึก ความรู้สึก ให้เข้าใจ คำพูดต่าง ๆ ที่พูดมาแล้วเหล่านี้ให้เข้าใจเสียด้วย, จะได้มีความเข้าใจนี้ติดกลับไปเมื่อ สึกแล้ว. แล้วก็พยายาม ทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง ยกผลงานให้ความว่างทุกอย่างสิ้น กินอาหารของความว่างอย่างพระกิน เสียที่นี่ ซึ่งมีความสะดวกในการที่จะทำ. ถ้าสึก ออกไปแล้ว หาความสะดวกหรือสิ่งแวดล้อมอย่างนี้ยาก จะได้เป็นบทเรียนติดไป ซึ่ง เป็นสิ่งที่ดีที่สุดของสิ่งที่จะได้จากที่นี่. ส่วนหนังสือหนังหาหรืออะไรนั้นคุณไปหา ที่ไหนก็ได้ เมื่อไรหาก็ได้ ได้ทั่วไป สึกแล้วก็ยังทำได้เท่าเดิม. แต่ว่า การศึกษา ชนิดให้เข้าใจจิตชนิดที่เป็นธรรมชาติเดิมแท้นี้ ; มันยาก, มันต้องมีความ เหมาะสมเกี่ยวกับสถานที่อยู่บ้าง, เกี่ยวกับที่ปรึกษาหารือแนะนำชี้แจงบ้าง, หรือ ความเป็นอยู่ หรือระเบียบของการครองชีวิตที่เขาจัดไว้เหมาะสมสำหรับการเป็นอย่างนี้ บ้าง. ในระหว่างที่บวชสามเดือนควรจะได้เข้าถึงสิ่งเหล่านี้ แม้แต่เพียงวันเดียวก็ยัง วิเศษที่สุด ; หรือเพียงแต่มีความเข้าใจเรื่องนี้ก็ยังดีที่สุด ; และถ้าได้ชิมได้ลองก็ยิ่ง เป็นการดีที่สุด. แต่ความต้องการนั้นอยากจะ ให้ชินอยู่กับอาการอย่างน คือ : ทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่างอยู่ตลอดเวลา, กินอาหารของความว่างอยู่ตลอดเวลา, ไม่มีอะไรเป็นของเรา ยกให้ความว่างหมดอยู่ตลอดเวลา, เป็นอยู่เหมือนกับคนตาย แล้ว ไม่มีชีวิตของเรา ไม่มีตัวเราไม่มีอะไรเป็นของเรา. นั่นแหละคือ สภาพจิต เดิมแท้ หรือว่าธรรมะเดิมแท้ หรือความว่างแท้ ๆ ซึ่งไม่มีความทุกข์เลย. และเมื่อคิดออกก็พยายามคิดให้แจ่มแจ้งและปฏิบัติเข้าไว้ ; แล้วก็อย่าให้ลืมให้เลือน ไปเสีย ; ถ้าเผลอสติสัมปชัญญะไปขณะหนึ่งก็ให้ดึงกลับมา. เพราะฉะนั้นจึงกล่าวว่า

น.755 อยู่ที่สวนโมกข์นี้ทำอะไร ? ๑๖๕ การเฝ้าระวังศึกษาจิตใจของตนเองนั้นคือการศึกษาที่แท้จริง ; การศึกษาจาก หนังสือหนังหา ตำรับตำรานี้ไม่ใช่การศึกษาที่แท้จริง มันเป็นการศึกษาเปลือกนอก. ระวังดูจิต อยู่ทุกลมหายใจเข้าออก เป็นการศึกษาแท้จริง การเฝ้าระวังจิตอยู่ทุกขณะที่หายใจเข้าออกนั้น คือการศึกษาที่แท้จริง ที่พระพุทธเจ้าท่านต้องการให้เราทำ. พอตื่นนอนขึ้นมานั้น ต้อง มีสติสัมป- ชัญญะรู้จักจิตใจ ว่าเป็นอย่างไร, แล้วเปลี่ยนไปอย่างไร, เดินออกไปบิณฑบาต เป็นอย่างไร, ไปข้างนอกเป็นอย่างไร, กลับมาฉันเป็นอย่างไร, ไปพบเพื่อน เป็นอย่างไร, ทำงานกับเพื่อนเป็นอย่างไร, ไหว้พระสวดมนต์เป็นอย่างไร, ทุกอย่างเลย ต้องรู้ว่ามันกำลังเป็นอย่างไร ? ชนิดไหน? ไม่เท่าไรจะเข้าใจว่าชนิด ไหนมีตัวกู ชนิดไหนไม่มีตัวกู ? ชนิดไหนว่าง ชนิดไหนไม่ว่าง. อีกด้านหนึ่งของการงานก็คือว่า เพราะว่าเรา มีชีวิตอยู่ เรามีแรงอยู่จะให้มัน เสียเปล่าทำไม; ก็ทำการงานไปตามที่จะเป็นประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์. นี้ก็คือการเผยแผ่ศาสนา, การทำตนให้เป็นแสงสว่างแก่เพื่อนมนุษย์. เพราะฉะนั้น จะพิมพ์หนังสือแจก จะเขียนรูปภาพแจก หรือจะอะไรก็ตาม ให้เป็นไปในความหมาย อย่างนี้; เพราะว่าเวลามันมีอยู่ เรี่ยวแรงมันเหลืออยู่ ; เมื่อจิตของเราว่างไม่มีความ ทุกข์แล้ว เราก็ต้องทำอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ต่อไป ; และพร้อมกันนั้นก็ระวังจิตของเราอย่าให้มันกลับวุ่น กลับมีความทุกข์ ; ซึ่งมันทำ พร้อมกันไปได้, ประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นนี้ ทำพร้อมกันไปได้ด้วยเหตุนี้ โดยวิธีนี้. ผมก็เหมือนกันอยู่ในสภาพอย่างเดียวกัน แต่ว่าบทเรียนของผมมันกว้างกว่า ยากกว่ายาวกว่า ส่วนความหมายก็อย่างเดียวกัน. "ผมต้องทำอะไรบ้างคุณสังเกตดูเอง

น.756 ได้, ในวันหนึ่ง ๆ ผมต้องทำอะไรบ้าง คุณสังเกตดูก็แล้วกัน, แล้วก็จะรู้ได้ทันที ว่ามันกว้างกว่าหรือมากกว่าที่คุณจะต้องทำเท่าไร. แต่แล้วลักษณะที่จะต้องทำหรือ ระวังนั้นเหมือนกันในลักษณะความหมายอย่างเดียวกัน, หลักเกณฑ์อย่างเดียวกัน : ดำรงตนให้เป็นผู้ที่มีความว่าง มีจิตว่าง มีอะไรว่าง อยู่เสมอ. ที่ทำไปแล้วก็ แล้วไป, ที่ยังทำไม่ได้ยังซ่อนเร้นลึกลับอยู่ ก็ต้องขุดออกมาทำให้ได้. มันเหมือนกับโรค ถ้าโรคร้ายหมดไป โรคที่รองลำดับมันก็โผล่มาให้เห็น ; พอเราขจัดโรคนี้หายไปอีก โรคที่เล็กน้อยกว่านั้นก็จะออกมาให้เห็นอีก ; ขจัดออก ไปอีกโรคที่เล็กน้อยกว่านั้นมันจะออกมาให้เห็นอีก. เพราะว่าอันที่ร้าย ๆ มันปิดบัง อันที่ไม่ร้ายไว้ ; อันใหญ่มันปิดบังอันเล็กไว้ ; ฉะนั้นกิเลสที่หยาบหมดไป กิเลส ที่ละเอียดกว่าจะโผล่ออกมาให้เห็น. พอกิเลสละเอียดหมดไปอีก แล้วกิเลสที่ละเอียด กว่านั้นก็จะโผล่ออกมาให้เห็นอีก; เราก็ต้องทำไปได้เรื่อย. สิ่งที่จะมารบกวนทำให้สูญเสียความว่าง มีอยู่หลายระดับ : ระดับหยาบ ๆ ขจัดไปได้ ระดับที่ละเอียดก็เกิดมาแทน มีปัญหาขึ้นมา ; เพราะฉะนั้นเราจึงว่างมาก ว่างน้อย ว่างช้า ว่างเร็ว ว่างนาน ว่างไม่นานนี้ อย่างนี้. เราก็ต้องปรับปรุงให้มันมาก ขึ้น คือให้ว่างมากขึ้นจนมันว่างตลอดกาลนี้. ถ้าแน่นอนในสภาพที่ว่างก็เป็นพระ- อริยเจ้า ; ถ้ายังวุ่นอยู่เต็มขนาด ว่างน้อยเกินไปก็ยังเป็นปุถุชน. ที่นี้ เราทำให้ว่าง ได้ด้วยการศึกษาการปฏิบัติ : สังเกตรู้จักรักษาแก้ไข ปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ให้ว่างมากขึ้นด้วยสติปัญญา ของมนุษย์ที่มีมาก. ต้องฝึกจิตให้ว่างอยู่เสมอ เพื่อไม่มีทุกข์ ที่ปล่อยให้มันว่างเองตามธรรมชาตินั้นไม่พอ, ความรู้ก็ไม่สูง. ว่างธรรมชาติ ก็เหมือนความว่างของสุนัขและแมวเป็นต้น ที่ว่างอยู่ได้เหมือนกัน, แต่มันต่ำเตี้ยและ

น.757 อยู่ที่สวนโมกข์นี้ทำอะไร ? ๑๖๗ ไม่สูง ; และไม่สามารถจะต่อสู้ เมื่อความวุ่นเกิดขึ้นมาได้เลย. ฉะนั้นเราจึงต้อง ปฏิบัติมากกว่าสุนัขและแมว ให้มีความรู้ความเข้าใจเรื่องความว่างมากพอ ที่จะ ต่อสู้ความวุ่นหรือไม่ว่าง ที่จะเกิดมาสำหรับมนุษย์ที่มีปัญญานี้ ที่มันรู้มากมันยาก นาน. ที่จริงก็ถูกละ ; ยิ่งมีความรู้มาก เป็นมนุษย์รู้อะไรยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน ก็ ต้องมีความทุกข์มากกว่าสัตว์เดรัจฉาน. ไปรู้ความยึดถือเรื่องดีเรื่องชั่วเข้า ก็ต้องเป็น ความทุกข์ของมนุษย์ตามแบบที่อาดัมกับอีฟกินผลไม้ ต้นที่ทำให้รู้จักความดีความชั่ว เข้าไปแล้วก็เป็นทุกข์ตลอดกาลอย่างนี้. เรื่องรู้จักดี-ชั่วนี้เป็นสากลที่สุด พุทธศาสนาก็มีหลักอย่างนั้น คือสัตว์ที่มีชีวิต มนุษย์ที่มีชีวิต ล้วนมีหลักอย่างนี้ทั้งนั้น : มีความทุกข์เพราะไปรู้เรื่องดีเรื่องชั่ว ขึ้นมา. ทีนี้มันถอยหลังกลับไม่ได้ มีแต่ด้นไปข้างหน้าเรื่อย, รู้ดีรู้ชั่วมากขึ้น ก็ต้องมีความทุกข์มากขึ้น. เพราะฉะนั้น ก็ต้องแก้ไขการดับความทุกข์ข้อนี้ในวิธีที่สูง ขึ้นไป เราจึงต้องการพระพุทธเจ้า, หรือวิธีอย่างใดอย่างหนึ่งจากบุคคลที่สามารถทำ ให้ดับความทุกข์นี้ได้ นี้ก็เรียกว่าสิ่งสูงสุดเหมือนกันหมด. พระเยซูเรียกว่าชีวิต, ชีวิตตามแบบของพระเยซู ดังที่กล่าวว่า "ถ้าเขามาหาเรา เราจะให้ชีวิตแก่เขา" ก็หมายถึง "ความว่าง" ชนิดนี้ คือไม่ทุกข์อีกนี้. พระพุทธศาสนาก็เรียกว่า นิพพาน คือความไม่ทุกข์เลยนี้, เป็นอยู่โดยไม่มีความทุกข์เลย ; ไม่เกิดไม่ตาย ก็เรียกว่ามีชีวิตเหมือนกัน. ศาสนาอื่นอาจจะเรียกเป็นอย่างอื่น เช่นเหลาจื๊อเรียกว่า "เต๋า" นี้ก็หมายถึง สิ่งนี้คือ "ว่าง" เหมือนกัน ; เต๋านี้แท้จริงคือสิ่งนี้. คำสอนที่ยังพูดได้ก็เรียกว่า เต๋า, แต่นั่นไม่ใช่ตัวเต๋าแท้ ; เหมือนกับเราเรียกพุทธศาสนาที่แท้จริงว่า อยู่ที่ "ว่าง" นี้พูดไม่ได้. พุทธศาสนาที่พูดได้มีแยะนั้น ยังไม่ใช่พุทธศาสนาแท้ ; เพราะฉะนั้นเต๋าที่เอามาพูดได้นั้นยังไม่ใช่เต๋า.

น.758 ศาสนาใหญ่ ๆ น่าสนใจก็มีเท่านั้น : พุทธ คริสต์ อิสลาม เต๋า ; ศาสนาอื่น ๆ ก็ไม่สูงไปกว่านี้ไม่ลึกไปกว่านี้. แล้วเราจะเห็นได้ว่าเขา ต้องการสิ่ง เดียวกันหมดคือไม่ทุกข์, ไม่ทุกข์ในระดับที่พูดไม่ได้, ที่พูดบรรยายไม่ได้, ต้องพูดด้วยการหุบปาก. นั่นเรียกว่าพระเจ้า นี้เรียกว่าอยู่กับพระเจ้าหรือถึงพระเจ้า เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระเจ้า. ฝ่ายเราก็พูดว่า ชั่วโมงที่เรามีความว่างนั่นน่ะ คือชั่วโมงที่เราอยู่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระเจ้า, คือธรรมะแท้ ธรรมะเดิมแท้ ที่ไม่เป็นอะไร. แล้วเราก็สมมตินั่นเรียกว่าพระพุทธบ้าง พระธรรมบ้าง พระสงฆ์ บ้าง. ใจความแท้จริงของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นของสิ่งเดียวกันและ เล็งถึงสิ่งนี้ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่แท้คือความว่าง ถ้ารู้จัก พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แต่อย่างในนวโกวาท, ก็คือรู้ เปลือกนอกสุด ของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ซึ่งยังไม่ใช่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ; เพราะไม่แน่ว่าในเปลือกนั้นจะมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่แท้จริง หรือไม่. แต่เราก็ต้องเรียนหนังสือนวโกวาทไปตามลำดับ-ตามลำดับ-ตามลำดับ จนกระทั่งรู้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แท้จริงยิ่งขึ้นไปทุกที จนเป็นสิ่งเดียวกัน แล้วจนว่างไปในที่สุด ไม่มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์. เมื่อไม่มีความรู้สึก ว่าพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นั้นแหละคือว่างที่แท้ ; และนั่นแหละ คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์แท้อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งพูดไม่ได้ ซึ่งต้องหุบปาก ; ฉะนั้นต้องเขียนรูปภาพวิมลเกียรติที่หุบปากแบบฟ้าลั่น, "หุบปากแบบฟ้าลั่น" เขา ใช้ชื่ออย่างนี้. พระเณรองค์ไหนที่ต้องสึกออกไป แม้มีความรู้พื้นฐานน้อย ก็ขอให้รู้จักสิ่งสูงสุด คือว่า : ที่เราสบายใจที่สุด เป็นสุขที่สุด นั้นคือเวลาที่เราไม่มีความรู้สึกว่า มีตัวกู หรือของกู. ให้พาสิ่งนี้ติดตัวกลับสึกออกไป ไม่ว่าพระเณรขนาดไหน ให้มีความรู้ ความเข้าใจและแจ่มแจ้งยิ่งขึ้นไปในที่สุด ว่า เวลาที่มนุษย์เรามีความสุขแท้จริงถึง

น.759 อยู่ที่สวนโมกข์นี้ทำอะไร ? ๑๖๙ ที่สุดนั้น คือเวลาที่เราไม่มีความสำคัญมั่นหมายอะไรว่าเป็นตัวกูหรือของกู. พอเกิดตัวกู-ของกูก็เป็นสังสารวัฏฏ, เป็นความทุกข์ขึ้นมาที่นั่นทันที ; พอไม่เกิดตัวกู-ของกูก็เป็นโพธิ เป็นนิพพาน เป็นความสงบ อยู่ที่นั่น ; แต่เป็น ชนิดชั่วคราวชนิดกำมะลอ ชนิดที่เปลี่ยนได้ เรียกว่าตทังคนิพพานนี้ ; คำเหล่านี้ : ตทังคนิพพาน วิกขัมภนนิพพาน นี้มีใช้ในปฏิสัมภิทามรรค. พูดมาถึงตอนนี้คนพูดก็เหนื่อยบ้าง คนไม่พูดนี้เอาเปรียบ. วันนี้พูดทั้งวันเลย ตั้งแต่เช้ามาจนเย็น ไม่ได้พักเลยวันนี้ พูดธุระการงาน พูดเรื่องการซื้อขาย พูดกับใคร พูดกันสารพัดกระทั่งมานั่งพูดที่นี่อีก. พอลดความอ้วนได้มาก ก็พูดได้มากขึ้นมัน ไม่แน่น, มันยิ่งอ้วนมันยิ่งแน่น มันพูดไม่ออก มันไม่มีเสียงจะพูด ไม่มีลมจะพูด. เรื่อง "ตายเสียก่อนตาย" ให้เอาไปคิดอยู่เสมอ ขอสรุปพูดว่า ให้ทำสาระของสวนโมกข์ ที่พระบวชชั่วคราวจะต้อง ระลึกนึกถึง และ พาติดไปให้ได้บ้าง ไม่มากก็น้อย ก็คือเรื่อง ตายเสียก่อนตาย, เรื่อง มีชีวิตอยู่โดยไม่มีความสำคัญมั่นหมายว่าสิ่งใดเป็นตัวเรา-ของเรา, เวลานั้นจิตว่าง เวลานั้นมีความสุขที่สุด, เวลานั้นมีสติปัญญาอย่างยิ่ง จะคิดอะไร ก็คิดได้ดี จะนึกอะไรก็นึกได้ดี จะทำอะไรก็ทำได้ดี เป็นผู้ที่ "ได้พระนิพพานมากิน โดยไม่ต้องเสียสตางค์" ; ตรงนี้ใช้สำนวนของพระพุทธเจ้าหน่อย. "ได้นิพพานมาบริโภคอยู่โดยไม่ต้องเสียสตางค์" แล้ว ทำได้ทุกคน ถ้าทำจิตไปให้ถูกต้อง ตามวิธีนี้. ให้พยายามขวนขวายเรื่อย ๆ ให้ได้เป็นการถาวร. ถ้าใครเกิดมาชาติหนึ่งอยู่ในสภาพที่จะไม่เข้าใจเรื่องนี้ได้ คนนั้นเขาเรียกว่าอภัพพสัตว์ ; คนอาภัพต้องรอไปอีกนานหน่อย. ถ้าคนที่เข้าใจได้ทันทีที่นี่เดี๋ยวนี้ ก็คือคนเป็น

น.760 ภัพพ สัตว์ ; เป็นผู้ที่ได้ดี ได้สิ่งที่ดี ได้อย่างดี ที่เรียกว่าภัพพสัตว์. ถ้า อภัพพ- สัตว์ คือ ไม่ได้ ซึ่งก็ระบุตามทางวัตถุ นั้นเป็นภาษาตื้น ๆ ภาษาคน ก็ใช้ได้เหมือนกัน ก็ถูกเหมือนกัน ; คือเกิดมาเป็นใบ้เป็นบ้าเป็นอะไรก็ตาม ไม่มีโอกาสที่จะเข้าใจเรื่องนี้ ได้. เดี๋ยวนี้ก็ไม่เป็นบ้าเป็นใบ้ แต่โง่เกินไปก็เรียกว่าอภัพพสัตว์นี้; หรือมีอะไร มาทำให้ไม่สนใจเรื่องเหล่านี้เลย ก็เรียกว่าอภัพพสัตว์นี้. ต้องรอไปก่อนอีกหลายปี หลายสิบปีหรือกระทั่งตาย ; ไป เข้าใจได้ในวินาทีสุดท้ายแล้วดับจิตก็ยังดี ; ไม่เสียที่ที่เกิดมา ไม่เสียชาติที่เกิดมา. เอาละคุยกับคุณอีกไม่ได้แล้ว เพราะว่านัดพวกอื่นไว้ ว่าเขาต้องไปที่โน่น, พวกยี่สิบคนนั้นน่ะ. หวังว่า ธรรมปาฏิโมกข์วันนี้ จะได้ทำให้นำไปคิดไปนึกให้มาก.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต