Buddhadasa.org

ธรรมปาฏิโมกข์ เล่ม 1 ครั้งที่ ๓ — อาทิพรหมจรรย์

ธรรมปาฏิโมกข์ เล่ม 1 — คำบรรยายเรื่อง ตัวกู–ของกู เป็นพิเศษ ทุกวันพระ ณ สวนโมกขพลาราม ไชยา พ.ศ. ๒๕๑๐–๒๕๑๑ · วันที่ ๓ กันยายน ๒๕๑๐

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.700 เรื่อง การพูดธรรมปาฏิโมกข์ ในวันพระ ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ดังเช่นวันนี้ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า จะพูด เรื่องที่เกี่ยวกับตัวกู-ของกู เสมอไป เพื่อซักซ้อมข้อ ปฏิบัติธรรมเป็นประจำวันนั้น, วันนี้จะพูด เรื่องที่ ฟังยาก แต่สมควรจะฟังให้ถูก ฟังให้เข้าใจอย่างยิ่ง เพื่อประโยชน์แก่การปฏิบัติธรรม ซึ่งมีความมุ่งหมาย ที่จะให้รู้จัก แนวปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์สิ้นเชิง. เรื่องที่จะพูดวันนี้ จึง จะพูดเรื่องเงื่อนต้นของพรหม- จรรย์ หรือ "อาทิพรหมจรรย์" ขอให้ตั้งใจฟังให้ดี ๆ: เรื่องเกี่ยวกับอาทิพรหมจรรย์ คำว่า "อาทิพรหมจรรย์" หรือไม่ใช่อาทิพรหมจรรย์นี้ ในคัมภีร์มีพูดมากที่สุด คำพูดที่ไม่ใช่ อาทิพรหมจรรย์ นั้น พระพุทธเจ้าท่านไม่ตรัสสอน ไม่ตรัสตอบ, ๑๑๐

น.701 ถ้าเป็นอาทิพรหมจรรย์ท่านก็ตรัส ก็ตอบ. อาทิพรหมจรรย์ หรืออาทิพฺรหฺมจริยํ เราแปลกันว่าเงื่อนต้นของพรหมจรรย์ เงื่อนต้นของพรหมจรรย์ นี่พระพุทธเจ้า ท่านตรัส ปัญหาที่ถามว่าตายแล้วเกิดหรือไม่ ? อะไรไปเกิด? นี้ท่านไม่ตอบ ไม่ตรัส, เพราะไม่ใช่อาทิพรหมจรรย์. อาจจะพูดได้อีกที่ว่าที่ไม่ใช่อาทิพรหมจรรย์ นั้นคือความจริงที่ไม่ต้องรู้ก็ได้ เป็นความจริงที่ไม่จำเป็นจะต้องรู้เลย. ดูให้ดี ทุกอย่างเป็นความจริง พูดกันเรื่องความจริงก่อน ดีกว่า : ความจริงที่ไม่ต้องรู้ ความจริงที่ ไม่จำเป็น, ความจริงที่ไม่มีประโยชน์แก่การรู้, พูดอย่างนี้อาจจะฉงน ไม่เชื่อ ; เพราะถ้าความจริงแล้วมันควรจะรู้ไปหมด, ควรจะต้องรู้และมีประโยชน์ไปหมด. แต่มามีพูดว่าความจริงที่ไม่จำเป็นจะต้องรู้. พูดอย่างนักเลงหรือตอบอย่างวิธีของ พวกเซ็นจอมนักเลงนี้ ก็ตอบว่า ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ความจริง ทุกอย่างเป็นความจริงหมด ทุกอย่าง นี้เราก็ไม่เชื่อ ; เพราะเราพูดว่ามีความเท็จ มีความไม่จริงอยู่ นี้ใครจะโง่ หรือจะฉลาดกว่าพวกนักเลงพวกนั้นหรือไม่ ลองคิดดู. ถ้าเราพูดว่า มีความจริงอยู่พวกหนึ่ง มีความเท็จอยู่อีกพวกหนึ่ง ตรง กันข้าม อย่างนี้แล้วพวกนั้นเขาพูดว่ามีแต่ความจริง, อะไร ๆ ก็คือความจริง. เช่น เขาพูดว่า "กาขาวนกยางดำมี" ; นี้มีความจริง, มีความจริงกว่าที่จะพูดว่ากาดำ นกยางขาว. อย่างนี้พวกเราฟังไม่รู้เรื่องแน่ เพราะเราจะเห็นแต่ว่ากาดำนกยางขาว พอพูดว่ากาขาวนกยางดำเราก็ว่าโกหก เราก็ว่าไม่จริง เพราะความรู้อย่างนี้ เป็นเรื่อง ของเด็ก ๆ ที่เห็นด้วยตานี้. ที่ว่าความจริงนั้น เป็นอย่างไร ? กาขาวนกยางดำนี้ก็หมายความว่า ได้มี อยู่จริงเหมือนกัน ; แต่เป็นอย่างในรูปอื่น ความคิดรูปอื่น. รูปของความคิดกลับ

น.702 กันอยู่ แม้ว่ามันจะเป็นความเท็จ ; ความเท็จนั้นก็มีอยู่จริง. ถ้าเราบอกว่ากาขาว นกยางดำนี้โกหก เขาก็ต้องพูดว่าโกหกนี้ก็มีอยู่จริง นกยางดำกาขาวในความโกหกนั้น ก็ได้มีอยู่จริงเหมือนกัน จริงที่ลึกกว่า จริงที่กลับกันอยู่. ที่ว่าไม่ใช่ความจริงนั้นเป็นอย่างไร ? ก็พูดว่ามี เป็นความจริงที่กลับกันอยู่ ในความเท็จในความโกหกนั้น นกยางดำหรือกาขาวในความโกหกในความเท็จนั้นก็ได้ มีอยู่จริงเหมือนกัน, พึงพวกนี้แล้วไม่มีอะไรที่ไม่ใช่จริง ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ความจริง หรือของจริง มีอยู่จริงคนละแบบเท่านั้นเอง. อย่างนี้น่าสนใจหรือไม่น่าสนใจ ก็ลองคิดดูเถอะ อย่าไปเสียท่าหรือว่าอย่าไปโง่ กว่าเขาก็แล้วกัน เขามองลึกกว่าก็ได้; อะไร ๆ ก็ต้องเป็นธรรมชาติ หรือตาม ธรรมชาติ. แม้แต่ความโกหกที่ไม่ใช่ธรรมชาติ มันก็ต้องเป็นธรรมชาติ ; ที่พูด ผิดไปนั้นก็เป็นธรรมชาติ เท่ากับที่พูดถูกตรงตามธรรมชาติ ว่านกยางขาวกาดำ นี้ก็ถูกตามธรรมชาติ ซึ่งถูกตามธรรมชาติที่ลึกกว่า ตรงข้ามกันอยู่ ; นั้นก็เรียกว่า ความจริง ; เช่นเดียวกับ บาลีนี้เราใช้คำว่าธรรม, ธมฺม, ธรรมชาติ หรือ ธรรมนี้. ความโกหกความเท็จก็เป็นธรรม, ความจริงก็เป็นธรรม, กุศลก็ เป็นธรรม, อกุศลก็เป็นธรรม, อัพยากฤตก็เป็นธรรม ; เมื่ออะไรก็เป็นธรรม แล้ว ทุกสิ่งก็เหมือนกันในข้อนี้ เหมือนกันในข้อที่ว่าเป็นธรรม ส่วนที่ต่างกันโดยเป็น กุศล อกุศล อัพยากฤตนั้น ก็ช่างเถอะ มันเป็นส่วนหนึ่งต่างหาก ; แต่เหมือนกันใน ข้อที่ว่าเป็นธรรม คือ ธรรมชาติด้วยกัน. ในเมื่อทุกสิ่งเป็นธรรมหรือธรรมชาติ มันก็ต้องเป็นของมีอยู่จริง ฉะนั้น ความเท็จ ความผิด ความชั่ว ความโกหก หรือแม้แต่มายา, สิ่งที่เรียกว่าเป็นมายา นี้ก็ได้มีอยู่จริงอย่างมายา ; มันก็เป็นธรรมอย่างหนึ่ง ; ก็เลยเป็นของจริงอย่างหนึ่ง. มาดูตรงนี้ให้เห็นว่า เขาลึกกว่าเรา ที่พูดว่าอะไร ๆ ก็จริงทั้งนั้นเลย ไม่มีอะไรที่

น.703 ไม่จริง เช่นเดียวกับที่ทางพุทธเรา ถือว่าอะไร ๆ ก็คือธรรมทั้งนั้น กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา อพฺยากตา ธมฺมา -อะไรก็ตาม ก็คือธรรมทั้งนั้น. ถ้า ธรรมแล้วมันก็ต้องหมายความว่ามีอยู่จริง กิเลสก็เป็นของจริง นิพพาน ก็เป็นของจริง สมมติเห็นกันอยู่ว่าจริงมันก็จริง ; ของที่สมมติกันว่าโกหก มันก็จริง คือมีความจริงอย่างของที่เป็นของโกหก. ฉะนั้น มายาหรือมิใช่มายาก็เป็นความจริง จะพูดกลับกันก็ได้ว่า ทั้งที่เป็นมายาหรือมิใช่มายานั้น ก็เป็นมายา ; คือเป็นความจริง ซึ่งเราบอกไม่ได้ว่าจริงอย่างไร จริงแค่ไหนก็ยังรู้ไม่หมด. ลึกไปถึงว่าธรรมทั้งหลาย ทั้งปวงเป็นอนัตตา เป็นสุญญตานั้น ก็คือว่า ว่างจากตัวตนก็เหมือนกับมายาเหมือนกัน ; นิพพาน หรือกิเลส หรืออะไรก็ตาม เป็นอนัตตา คือว่างจากตัวตนเหมือนกัน, กิเลส กับนิพพานก็เหมือนกัน คือ ไม่มีตัวตน. ถ้าถือว่าว่างจากตัวตนเป็นมายา ก็เป็น มายาหมด ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่มายา. จริง, จริงนี้, เป็นเรื่องน่าหวัว เป็นเรื่องเท็จ ที่ลึกซึ้ง; ไม่ได้ว่าจริงถึงไหน ; เพราะเราอย่าเอาจริงทั้งหมดเลย, เอาจริงเท่าที่ มีประโยชน์. ความจริงนี้จะแบ่งเป็น ๒ ชนิด ว่า : ความจริงเท่าที่เป็นประโยชน์ ; ความจริงที่ไม่เป็นประโยชน์นั้นไม่ต้องรู้ก็ได้ ; ความจริงที่ควรรู้เท่าที่เป็นประโยชน์นี้ อย่างหนึ่ง, ความจริง ที่ไม่ต้องรู้ก็ได้ คือไม่เป็นประโยชน์ นี้อย่างหนึ่ง. จริง ที่ต้องรู้นั้น เราต้องสนใจให้เกิดประโยชน์ แล้วอย่าไปยึดมั่นถือมั่นว่าจริง หรือวิเศษ หรือยึดมั่นให้เป็นของจริงอะไรขึ้นมา ; มันจะไม่จริงไปอีก ; ว่าจริง ก็เท่าที่เรารู้สึก นั่นแหละ ; ที่เรารู้สึกไม่ได้ยังมีอีก ; และอาจจะมีเป็นอย่างอื่น ซึ่งเรารู้ไม่ได้ เราก็พูดไม่ได้. เรา ต้องไม่มีการพูดถึงความจริงส่วนที่เรายังรู้ไม่ได้ ; เช่นเรื่อง อริยสัจจ์นี่เราก็รู้เท่าที่เป็นความจริงที่เรารู้ที่เราเห็น ที่เรามองเห็นอยู่ ก็เรียกว่าจริงหรือ ประเสริฐเท่าที่จะทำความดับทุกข์ได้. อริยสัจจ์ ความจริงอันประเสริฐ นั้นจริง ทนต่อ

น.704 การพิสูจน์เท่าที่ดับทุกข์ได้ ; จะจริงร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือจริงอะไรอีก ก็รู้ไม่ได้. เพราะฉะนั้น ส่วนนั้นอย่าไปรู้เลย ; สิ่งไหนที่รู้แล้วเพียงพอ สำหรับที่จะดับทุกข์ได้ เท่านั้นก็พอแล้ว, แล้วก็ไม่ควรจะพูดว่าจริงหรือไม่จริงด้วย. ถ้าพูดอย่างนักเลง ๆ นักเลงเขาไม่พูดว่าจริงหรือไม่จริง ; เขาพูดว่าเราทำลง ไปดับทุกข์ได้ก็แล้วกัน ; ว่าจริง ก็หมายความว่าเป็นชาวบ้าน ในระดับชาวบ้าน. ถ้า ไม่พูดอะไรเสียเลยนั้นแหละมีทางที่จะไม่ผิด ; พูดไปว่าจริงย่อมหมายถึง หลง หลงรักยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นของจริงไปเสียแล้ว. ถูกแล้วของนี้จริง ; แต่ถ้าไป พูดว่าจริงเข้ามันน่าสงสาร, น่าสงสารคนพูด ; เพราะพูดไปด้วยความยึดมั่นถือมั่น ว่าจริง เนื้อเต้นใจเต้น : แหม, พบความจริงก็ตะโกนออกมาเลย. นี้น่าสงสารคน ที่พูดออกมาว่า นี้เป็นความจริง. เรารู้จักว่านี้เป็นอย่างไรเท่าที่จะเกี่ยวข้องกับ เรา เรารู้เท่านี้ดับทุกข์ได้ก็ใช้ได้แล้ว; ถ้ารู้ด้วยความยึดมั่น หรือรู้สึกยึดมั่นใน ความจริงว่าเป็นของประเสริฐวิเศษแก่เรา, ของเราเข้ามาอีก; ก็เลยย้อนกลับหลัง เป็นความไม่จริงขึ้นมาอีก. เงื่อนต้นของพรหมจรรย์ ดูตรงที่จำเป็นเพื่อดับทุกข์ การพูดว่าเงื่อนต้นของพรหมจรรย์นั้น พูดเท่าที่จำเป็นที่จะดับทุกข์ เท่านั้น ; นอกนั้นไม่ต้อง. ท่านที่เป็นพระอรหันต์ดับทุกข์ได้หมดนี้ ผมว่าบางองค์ อาจจะคิดว่าโลกแบนก็ได้, หรือบางองค์อาจจะไม่รู้เลยว่า โลกแบนหรือโลกกลมนี้ ; เพราะว่าเรื่องโลกแบน หรือว่า เรื่องโลกกลมนี้มันไม่ใช่ดับทุกข์. เอ้า, สมมติว่า พระอรหันต์องค์หนึ่ง มีความคิดหรือเชื่อมาแต่เดิม ที่ว่าโลกแบนอย่างนี้ ก็ไม่เห็น ขัดข้องอะไรที่จะปฏิบัติอริยสัจจ์ ปฏิบัติในมรรคมีองค์ ๘ แล้วก็ทำลายกิเลสตัณหาได้ แล้วเป็นพระอรหันต์. ฉะนั้นความคิดที่ว่าโลกแบนนั้นก็ไม่มีความหมายอะไร ไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ ; นี้คือไม่ใช่เงื่อนต้นของพรหมจรรย์. ไม่ต้องถามกันว่าโลกกลม

น.705 หรือโลกแบน ; ถ้าไปถามเข้าก็ไม่ใช่เงื่อนต้นของพรหมจรรย์ เช่นเดียวกับถามว่าเกิด หรือไม่เกิด. เราไม่ต้องรู้อะไรอีกมาก แต่เราก็ทำให้ความทุกข์ดับได้ ; บัดนี้เรามีความรู้กัน มากมายจนบอกไม่ถูกว่ามากมายเท่าไร แล้วเราก็ไม่ต้องรู้ความรู้เหล่านั้นเลย ก็สามารถ จะดับทุกข์ได้ ; เพราะรู้ว่าสิ่งทั้งปวงนี้อย่าไปยึดมั่นถือมั่นเข้า. ความจริงที่ไม่ จำเป็นหรือไม่เกี่ยวกับความดับทุกข์นั้น เรียกว่าไม่ใช่เงื่อนต้นของพรหม- จรรย์; ไม่ต้องสงสัย. แต่ความจริงที่เป็นเงื่อนต้นของพรหมจรรย์ ดับ ทุกข์ได้ ; จะเห็นน่าขันตรงที่ว่า ความจริงนี้เป็นจริงในส่วนนี้เท่านี้ ในขอบเขต เท่านี้ แล้วไม่ต้องก้าวก่ายหรือเกี่ยวข้องกับส่วนอื่น ; เช่นคนหนึ่งเขาจะมีความคิดว่า โลกแบนอย่างนี้ เสร็จแล้วเขามาปฏิบัติตามมรรคมีองค์ ๘ ; มรรคมีองค์ ๘ ก็ช่วยให้ ดับทุกข์ได้ ส่วนความเข้าใจว่าโลกกลมหรือโลกแบนของคนนั้น ไม่มีปัญหา ไม่เกี่ยวกัน เลย. ธรรมะที่เป็นเงื่อนต้นของพรหมจรรย์นี้เป็นระบบที่ดีที่สุดสำหรับ ดับทุกข์ สำหรับจะมีผลอย่างนี้ สำหรับจะปฏิบัติอย่างนี้ ; แล้วเรา อย่าไปมองให้ มันเป็นสิ่งที่ควรยึดมั่นถือมั่น หรือว่าจริงจนยึดมั่นถือมั่น. พระพุทธเจ้าท่านก็เรียกว่า อริยสัจจ์ ความจริงที่ประเสริฐนั่น ; แต่ท่านไม่ได้มีความหมายในทางที่จะยึดมั่น ถือมั่น, หรือพูดให้ยึดมั่นถือมั่น, หรือพูดว่าให้จริงเด็ดขาดแต่สิ่งเดียวสิ่งอื่นไม่จริง ; อย่างนี้ก็ไม่ใช่. สิ่งอื่นก็ยังจริงไปตามเรื่องของสิ่งอื่น; แต่สิ่งนี้เรื่องนี้เป็นจริง สำหรับจะดับทุกข์เท่านั้น มากไปกว่านั้นก็ไม่ต้องพูดกัน. เมื่อดับทุกข์ได้ก็แล้วกัน ส่วนจะจริงหรือไม่จริงนั้นยกไว้ ถ้าดับทุกข์ได้ก็ใช้ได้ ; พูดอย่างนี้ดีกว่า. ที่ดับทุกข์ได้นั่นคือความจริง ตัดเอาตามที่ว่าเราต้องการอย่างไร แล้วได้อย่างนั้นนั่นแหละจริง ; แล้วก็เรียกว่าความจริง. สิ่งทั้งปวงเป็นมายา เป็นอนัตตา เป็นสุญญตา จริง ; ทั้งหมดนั้นก็ยังเป็นอนัตตา เป็นสุญญตา ;

น.706 ถ้าถือว่าสุญญตาจริง เป็นของจริง, อนัตตาเป็นของจริง ; ก็คือว่าสิ่งทั้งปวง นั่นแหละเป็นอนัตตา ; เพราะว่าสิ่งทั้งปวงเป็นอนัตตาและเป็นสุญญตา, แม้ของเท็จ ของโกหกอย่างไรก็เป็นอนัตตา เป็นสุญญตา ; ถ้าสุญญตาเป็นความจริง อื่นก็เลยเป็น ของจริงไปหมด. ทั้งของจริง ทั้งมายาก็เป็นอนัตตา หรือสุญญตา มองให้ลึกเลยกว่าที่เราเคยมองกันจะดีหรือไม่ ? เหมือนที่พวกหนึ่งเขาถือกัน คือมองให้ลึกลงไปถึงว่าทุกสิ่งเหมือนกัน; ถ้าพูดว่าจริงก็จริงด้วยกันหมด ตั้งแต่กิเลสถึงนิพพานเลย ; กิเลสก็เป็นของจริง, นิพพานก็เป็นของจริง. แม้พระพุทธเจ้าจะไม่ตรัสว่าตัณหาเป็นอริยสัจจ์, ตัณหาที่เป็นต้นเหตุให้เกิดทุกข์ก็เป็น อริยสัจจ์ ; เป็นของจริงเหมือนกัน. ตัณหาก็คือกิเลสทั้งหมดรวมกันเป็นของจริง, ตัณหาหรือกิเลสเหล่านี้ก็เป็นของจริง, นิพพานก็เป็นของจริง, การปฏิบัติให้ถึง นิพพานก็เป็นของจริง. ถ้ากิเลสตัณหาเป็นของจริงได้ อวิชชาก็เป็นของจริงได้ ความโง่ความโกหก ความอะไรก็เป็นของจริงได้; "จริง" นี้มีความหมายไกล ไกล มากจนไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ของจริง. พิจารณาดูเถิด ต้องมีของจริงให้ดู : ก้อนกรวดนี้ก็ของจริง, ตอไม้นี้ก็ของ จริง, ต้นไม้นี้ก็ของจริง, สุนัขก็ของจริง, อากาศก็ของจริงไปหมด; แล้ว สิ่งที่ตรงกันข้ามจากนั้นก็ของจริง ; นิพพานเป็นของจริง พร้อมกับที่กิเลสตัณหาเป็น ของจริง. ทีนี้กาดำก็ของจริง กาขาวก็ของจริง, นกยางดำก็ของจริง นกยางขาว ก็ของจริง เป็นคนละอย่างในทางสมมติ ; แต่เป็นของจริงอย่างยิ่งในทาง ปรมัตถ์ เสียยิ่งกว่าปรมัตถ์, ปรมัตถ์แห่งปรมัตถ์ ; พวกอภิธรรมไม่พูดอย่างนี้ ทั้งที่พวกอภิธรรมเป็นนักปรมัตถ์. ปรมัตถ์นั้นจริงอย่างนี้ มีอะไรที่เป็นอย่างเดียวกัน หมดอย่างนี้. จนเห็นว่าไม่มีอะไรต่างจากอะไร : กิเลสก็ไม่ต่างจากนิพพานหรือโพธิ,

น.707 เพราะว่าเป็นของจริงเป็นธรรม เป็นธรรมชาติด้วยกัน เสมอกัน, เป็นอนัตตา สุญญตา เสมอกัน. นกยางขาวที่ได้มีอยู่จริง และนกยางดำที่ไม่เคยปรากฏเลย ก็เป็นของจริง เท่ากัน นั้นจะถูกกว่า เพราะว่าเขามองเห็นลึกกว่า. เรามองเห็นนกยางขาวเพียงแต่ที่เห็นอยู่ตามในทุ่งนา, มองเห็นส่วนลึกที่จะ เป็นมายาที่มีอยู่จริง, และก็จริงเท่ากับของที่ปรากฏแก่สายตานี้. นี้ก็หมายความว่า ให้มองกันให้เห็นว่ามีความจริงแต่อย่างเดียว และเป็นความจริงในทุกๆ สิ่ง; ทุกๆ สิ่ง รวมอยู่ในความจริงแต่อย่างเดียวนี้; ไม่มีอะไรที่ไม่จริง. แต่แล้วยังมีจริง ชนิดที่ไม่จำเป็นต้องรู้ ไม่จำเป็นที่จะต้องเกี่ยวข้อง เช่นเราไม่จำเป็นที่จะต้อง เกี่ยวข้องเรื่องนกยางดำนี้ : เพราะเห็นอยู่แต่นกยางขาวก็พอแล้ว ไม่ต้องเกี่ยวข้องไป ถึงนกยางดำ ที่จะให้ว่ามีจริงขึ้นมาอีก. เขามองเห็นแล้ว หรือถ้าใครมองเห็น เราก็ ต้องยอมว่าเขาเก่งกว่าเรา ในเรื่องที่ว่า ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ของจริง; และเป็น อันว่าไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ของจริงและที่ไม่ใช่มายา คือแล้วแต่สมมติ แล้วแต่ เรียก แล้วแต่สมมติทั้งนั้น. ของจริงก็สมมติว่าของจริง, มายาก็สมมติว่ามายา, ทั้งของจริงและทั้ง ของมายา เป็นอนัตตา เป็นสุญญตา; เพราะฉะนั้น ทุกอย่างว่าง ว่างหรือ เป็นมายาอันสุดท้าย จากตัวตนอันสุดท้าย. นิพพานก็ว่างอย่างยิ่ง, กิเลสก็ไม่ใช่ ตัวตน และว่างจากตัวตนอย่างยิ่ง, และเป็นมายาอย่างยิ่ง. อย่างนี้ฟังไม่ถูกก็ไม่ เข้าใจ หรือเป็นมิจฉาทิฏฐิไป; ถ้าฟังถูกก็มีประโยชน์เห็นว่าทุกอย่างจริง เป็น อนัตตาสุญญตาจริงหมดทุกอย่าง, ทุกอย่างเป็นอนัตตาเป็นสุญญตา เพราะ ฉะนั้นจึงเป็นของมายาไม่ควรจะยึดมั่นถือมั่นว่าเรา ว่าของของเรา ; แม้ แต่นิพพาน. ผู้ที่จดขอให้จดไปให้ถูก ๆ, ถ้าจดผิด ๆ แล้วไปเชือดคอตัวเองตายหมดเลย. ให้เข้าใจว่า เราพูดกันอย่างไรในระดับไหน : สูงขึ้นมาจนถึงขนาดมองเห็น ว่าทุกอย่างเป็นของจริง แล้วก็ยังไม่เท่านั้น ไม่แค่นั้น ไม่หยุดอยู่แค่นั้น, ต้องเห็น

น.708 จนว่า แม้ของจริงทั้งหมดนั้นก็คือมายา ; เอาไม่ได้และยึดถือก็ไม่ได้. "นกยางดำ" โกหกอย่างไร, ไม่ใช่ของจริงอย่างไร; "นกยางขาว" ก็ไม่ใช่ของจริงอย่างนั้น เท่ากัน, เป็นมายาที่เท่ากัน. กิเลสเป็นมายาอย่างไร นิพพานก็เป็นมายาอย่างนั้น ; ความทุกข์เป็นมายาอย่างไร ความดับทุกข์ก็เป็นมายาอย่างนั้น เพราะว่าทั้งสองอย่างเป็น อนัตตาเป็นสุญญตา. ทีนี้ มันต่างกันตรงที่ว่า ความดับทุกข์นั้นมีค่าขึ้นมา เพราะถูกกับความ ประสงค์ของมนุษย์ ; ถ้าสำหรับธรรมชาติแล้วไม่มีความหมายที่ต่างกัน. ความทุกข์กับความดับทุกข์นี้ สำหรับมนุษย์มันต่างกันตรงกันข้าม; แต่สำหรับ ธรรมชาติแล้วไม่ต่างกันเลย เป็นธรรมชาติเหมือนกัน, เป็นสุญญตา อนัตตา เหมือนกัน ; เรียกว่าของจริง ในทัศนะหนึ่ง และมองในอีกทัศนะหนึ่งก็เป็นของมายา ยึดมั่นถือมั่น ไม่ได้ด้วยกัน. ในโอกาสหนึ่งในยุคหนึ่ง เราอาจจะมองเห็นจริงไปหมด อะไรก็จริง ไปหมด แม้แต่ความโกหกก็เป็นของจริง มีอยู่จริงในลักษณะหนึ่ง ; พอต่อมานาน เข้า ๆ อีกยุคหนึ่ง มองเห็นว่า อ้าว, ทั้งที่จริงนี้, จริงทั้งหมดนี้ ก็คือมายา ; ฉะนั้น ว่าจริงหรือไม่จริงก็ป่วยการพูด เพราะว่าเป็นมายาเหมือนกัน ; เพราะฉะนั้น เรื่องที่จะต้องพูดจึงเหลือนิดเดียว, เหลือนิดเดียวที่ว่าอย่างไหนตรงกับความดับทุกข์ได้. ถ้าเรารู้สึกว่าเราเป็นทุกข์ และต้องการดับทุกข์ อันไหนดับทุกข์ได้ ก็ทำไปเท่านั้นก็พอ; และเมื่อส่วนใดดับทุกข์ได้จริง ก็เรียกว่าจริงเฉพาะ ส่วนนี้ , จริงเท่านี้ จริงเพียงแค่นี้. อย่างนี้แล้วมันก็ยึดมั่นถือมั่นไม่ได้อยู่นั่นแหละ, จะยึดมั่นถือมั่นในนิพพานในความดับทุกข์ก็ไม่ได้, จะยึดมั่นในความทุกข์ก็ไม่ได้. ไม่ยึดมั่นแล้วมีค่าเท่ากัน, ความทุกข์ก็ไม่เป็นอะไร นิพพานก็ไม่มีอะไร. พอไป ยึดมั่นเข้าเกิดเป็นความทุกข์ขึ้นมาด้วยกัน, พอไม่ยึดมั่นก็ไม่มีความทุกข์ขึ้นมาด้วยกัน มันเท่ากันอย่างนี้.

น.709 ความจริงเท่าที่จำเป็นต้องรู้คือ "ความไม่ยึดมั่นถือมั่น" ความไม่ยึดมั่นถือมั่นจึงเป็นความจริงเท่าที่จำเป็นแก่มนุษย์ ; สิ่งที่จะ ดับทุกข์เท่านั้นที่จำเป็นที่มนุษย์จะต้องรีบรู้และดับทุกข์ให้ได้ ; แล้ว อย่าไปศึกษา ให้มากกว่านั้น, อย่าไปอยากรู้ให้มากกว่านั้น. ถ้าเราอยู่ด้วยจิตใจที่ไม่ ยึดมั่นถือมั่นอะไรแล้ว เราก็ไม่มีความทุกข์ ; เราจะนอนเสียก็ได้ เราจะทำงาน ก็ได้ เราจะกินอาหารก็ได้ เราจะทำอะไรก็ได้ ด้วยจิตใจที่ไม่มีความยึดมั่นถือมั่นด้วย ตัวกูของกู แล้วเราก็ไม่มีความทุกข์ แล้วก็หมดกันเท่านั้น. อย่าพูดว่ามันจริง อย่า พูดว่ามันเท็จดีกว่า ; พูดว่าอะไรจริงเข้าส่วนหนึ่ง อะไรเท็จเข้าส่วนหนึ่ง ก็คือความ ไม่รู้, ความไม่รู้แสดงตัวออกมาแล้ว แสดงไม่รู้แล้ว. ทุกข์ก็เป็นของจริง, ความดับทุกข์ก็เป็นของจริง, กิเลสก็เป็นของจริง จะ ยึดมั่นถือมั่นไม่ได้ ; เป็นของจริงตรงที่เป็นมายายึดมั่นถือมั่นไม่ได้. ความไม่ ยึดมั่นถือมั่นจึงเป็นหลักเพียงหลักเดียวหรือข้อเดียวเรื่องเดียว สำหรับพุทธศาสนา เป็น หัวใจของพุทธศาสนา ; ถ้าคำพูดอันไหนเป็นไปในเรื่องนี้แล้ว คำพูดนั้นเป็นอาทิ- พรหมจรรย์หมด ; คำพูดคำใดเพื่อยึดมั่นถือมั่น หรือพูดขึ้นเพื่อยึดมั่นถือมั่น แล้ว ก็เป็นเรื่องไม่ใช่อาทิพรหมจรรย์. มันมีแต่ให้ยืดยาวยืดเยื้อไม่มีที่สิ้นสุด, เป็นอจินไตยไปบ้าง, หรือว่าไปทำให้เกิดปัญหาลำบากลำบนมากขึ้นมาอีก ; อย่างนี้ เรียกว่าไม่ใช่เงื่อนต้นของพรหมจรรย์ ไม่ใช่ความจริงที่จำเป็นแก่มนุษย์เลย. จริงเท่าที่จำเป็นแก่มนุษย์นี้ก็ไม่ใช่ว่ามันจำกัดตายตัวลงไปได้ มันยืดหยุ่นได้ตาม ความรู้สึกของคน ; ไม่ทิ้งหลักอันเดียวที่ว่าไม่ยึดมั่นถือมั่น. คำว่า "ไม่ยึดมั่น ถือมั่น" คำเดียวนี้ ขยายความออกไปได้มาก รอบตัว หลายแบบหลายอย่างหลาย วิธีพูด ; แต่ใจความก็ไม่ยึดมั่นถือมั่น. จัดให้เหมาะสมได้กับระดับ ที่เด็ก ๆ จะไม่ ยึดมั่นถือมั่น, ที่คนหนุ่มคนสาวจะไม่ยึดมั่นถือมั่น, คนแก่จะไม่ยึดมั่นถือมั่น,

น.710 หรือว่าที่ฆราวาสจะไม่ยึดมั่นถือมั่น, ที่บรรพชิตจะไม่ยึดมั่นถือมั่น, หรือคนอยู่บ้าน จะไม่ยึดมั่นถือมั่น, คนอยู่ป่าจะไม่ยึดมั่นถือมั่น ได้ด้วยกันทั้งนั้น. ถ้าแยกว่าคนอยู่ในโลกต้องยึดมั่นถือมั่น อย่างนี้ก็คือ สอนให้เขาฆ่าตัวตาย, หรือว่าเผาตัวเองให้ไหม้ให้เกรียมไป. อยู่ในโลก หรือต้องการที่จะไปนอกโลก หรือ ตลอดเวลานี้ ต้องไม่ยึดมั่นถือมั่น จึงจะไม่เป็นการจับตัวเองเผาให้เร่าร้อน, หรือให้เป็นสัตว์นรกอยู่ตลอดเวลา ; ยึดมั่นถือมั่นเมื่อไรก็เป็นสัตว์นรกเมื่อนั้น. นรกนี้มีหลายอันดับหลายมาตรฐาน : ร้อนมาก ร้อนน้อย ร้อนโดยรู้สึกก็มี ร้อนโดยไม่รู้สึกก็มี ; ความทุกข์ที่เกิดมาจากความยึดมั่นถือมั่นนี้ ก็มีหลาย ชนิดเช่นเดียวกับนรก ร้อนแรงก็มี ร้อนไม่แรงก็มี ร้อนรู้สึกตัวก็มี ร้อนไม่รู้สึกตัว ก็มี ; เป็นอย่างนี้ตามแต่จะมีความยึดมั่นถือมั่นให้มากเท่าที่จะมากได้. เราไม่ต้อง กลัวว่าจะไม่ยึดมั่นถือมั่น ; เพราะเรามักจะยึดมั่นถือมั่นเกินขอบเขตอยู่เสมอ, คือ ยึดมั่นถือมั่นอยู่ได้เอง, เป็นความเคยชินอยู่เอง มากมายอยู่เองแล้ว. เมื่อไม่ต้องการจะถูกเผาให้เร่าร้อน ก็บรรเทาไปตามส่วนที่ควรจะบรรเทาได้. เมื่อเราทำด้วยสติปัญญาที่ไม่ต้องยึดมั่นถือมั่น, ทำด้วยความรู้สึกตัว, ทำ ด้วยสติสัมปชัญญะ, ทำด้วยความรู้สึกผิดชอบชั่วดี, อย่างนี้ก็เรียกว่า ไม่ได้ทำด้วยความยึดมั่นถือมั่น ; ก็ไม่เป็นทุกข์หรือไม่เป็นการแผดเผา ตัวเอง ; ถ้าทำด้วยความยึดมั่นถือมั่นแล้วจะเป็นการแผดเผาตัวเองทันที. เด็ก ๆ นี้เมื่อ ไม่ได้อะไรอย่างใจก็ร้องไห้, หรือไปฆ่าตัวตาย ไปโดดน้ำตาย ก็มี ; เขาทำไปด้วยความยึดมั่นถือมั่น, ไม่ใช่ทำไปด้วยความรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ๆ, อะไรเป็นอะไร ๆ. ถ้าทำด้วยความรู้ว่าอะไรเป็นอะไรที่เพียงพอแล้วก็ไม่ต้องร้องไห้ ไม่ต้องไปโดดน้ำตาย แต่ต่อสู้ไปได้อย่างน่าดู หรือว่าอย่างสนุกสนาน ในการศึกษา

น.711 เล่าเรียน ในการทำการงาน ในการบริโภคผลของการงาน ในการทำงานช่วยเหลือ ผู้อื่นอย่างนี้ก็สามารถทำไปได้. พวกที่ทำไปโดยยึดมั่นถือมั่น นั้นเป็นเรื่อง ผิดทางผิดวิธี ก็เลยทำให้ล้มละลายหมดทุกอย่าง ทุกชนิด ก็เป็นเรื่องล้มละลาย หมด. เรื่องปฏิบัติธรรมเพื่ออยู่โดยไม่เป็นทุกข์นี้ ได้ยืนยันแล้วยืนยันอีกว่า "ไม่ ยึดมั่นถือมั่น" นั้นเป็นหลักพระพุทธศาสนาเพียงข้อเดียว ; อย่าเป็นกับ พวกโน้นอย่างหนึ่งพวกนี้อย่างหนึ่ง, ทุกคนพยายามปฏิบัติตามที่จะปฏิบัติได้ และ ธรรมะข้อนี้ก็ยืดหยุ่นให้ได้ สะดวกแก่คนทุกคน แก่คนทุกชั้น แม้แต่คนที่กำลังมีความคิด ว่าโลกแบน ก็ปฏิบัติธรรมะข้อนี้ได้, หรือคนที่กำลังมีความคิดว่าโลกกลม ก็ปฏิบัติ ธรรมะข้อนี้ได้, แล้วก็ได้ผลคือดับทุกข์ได้เหมือนกัน ; เพราะเรื่องโลกกลมโลกแบน นั้นไม่เกี่ยวกับข้อนี้. ถ้าไปยึดมั่นในความรู้แล้ว เรื่องโลกกลมก็ใช้ไม่ได้ เรื่อง โลกแบนก็ใช้ไม่ได้ ; ไปยึดมั่นในความรู้ของตัวที่ว่าโลกกลมหรือโลกแบนก็ตาม ก็บ้า เท่ากัน. เราควรจะพูดกันถึงเรื่องว่า "ไม่มีอะไรที่ควรไปยึดมั่นเข้า" เพราะ มันจริงอย่างมายาไปหมด, และเป็นจริงอย่างเป็น อนัตตา สุญญตา ไป หมด ; นี้แหละ เราจึงไม่ควรไปยึดมั่นถือมั่นเข้า. เด็ก ๆ ไม่เข้าใจถึงขนาดนี้ ก็บอกเท่าที่เขาจะเข้าใจได้ว่า : "อย่าต้องไปสำคัญมั่นหมายอะไรนัก, อย่าต้องร้องไห้ เลย, อย่าต้องเป็นอย่างนั้นเลย. ยังมีวิธีอย่างอื่น, มีหนทางที่จะทำได้ต่อไปอีก, ให้ไปคิดให้ไปศึกษา แล้วก็ไปทำตามหลักเกณฑ์เหล่านั้น ; อย่าทำด้วยความยึดมั่น ถือมั่นซึ่งมันมืด มันโง่. ทีนี้เขาก็ทำอะไรได้ อยู่ในโลกนี้ได้ดีขึ้น ๆ; ยึดมั่น น้อยลง มีสติปัญญามากขึ้น. ยึดมั่นน้อยลงเท่าไร สติปัญญาก็มากขึ้นเท่านั้น ; เพราะเป็นของตรงกันข้าม. ยึดมั่นก็เป็นของจริง สติปัญญาก็เป็นของจริง ; ทีนี้เราเอาของจริงส่วนที่จะมี ประโยชน์หรือดับทุกข์ได้ ; ส่วนอื่นนั้นก็เป็นของจริงตามเรื่องของมันตามธรรมชาติ

น.712 ของมัน. ถ้าเกี่ยวกับเรา ก็เอาไว้สำหรับศึกษาให้รู้ว่ามันเป็นความทุกข์จริงก็แล้วกัน ; ที่ไม่ยึดมั่นทั้งฝ่ายของจริงหรือฝ่ายไม่จริงนั้นจึงจะเรียกว่าไม่ยึดอะไร; ไปตั้งข้อ รังเกียจของที่ตัวรู้สึกว่าไม่จริง แล้วไป หลงรักหลงยึดมั่นในของจริงมันก็ ยัง ล้มเหลวอยู่นั่นเอง; ยังไม่ว่าง ไม่เป็นกลาง ไม่เป็นอิสระ ไม่หลุดพ้น ไม่ปล่อยวาง. ธรรมดา ชาวบ้านถ้าจะไม่ให้มีความทุกข์ ชนิดที่ต้องร้องไห้บ่อย ๆ ก็ต้อง ศึกษาเรื่องนี้ : ให้ความยึดมั่นถือมั่นมันน้อยลง, ทำอะไรไปด้วยสติปัญญา มากขึ้น จะร้องไห้น้อยลง, ที่เป็นทุกข์เป็นร้อนเหมือนกับตกนรก เหมือนกับไฟ- สุมเผา ก็จะน้อยลง ๆ น้อยลง. โทษของความยึดมั่นถือมั่นเป็นอย่างนี้ คุณของความ ไม่ยึดมั่นถือมั่นเป็นอย่างนี้; เอาแต่ส่วนที่เป็นคุณ แต่ถ้าทำเพื่อยึดมั่นถือมั่นแล้ว คุณก็กลายเป็นโทษอีก; จึงให้จำไว้ว่า รู้จักทำแต่วิธีที่มีแต่คุณคือไม่มีโทษ ก็คือ อย่ายึดมั่นถือมั่นทั้งในคุณและทั้งในโทษ, มีสติปัญญาประจำใจ อยู่อย่างนี้ ทำอะไรก็ตามที่ควรทำก็ทำไป เพราะว่าร่างกายนี้อยู่นิ่งไม่ได้; อย่าไปเชื่อใคร. ให้มองเห็นว่าร่างกายนี้อยู่นิ่งไม่ได้ มันต้องเคลื่อนไหว, เคลื่อนไหวไปในทางที่ไม่ เป็นโทษ ให้เป็นคุณ, เป็นคุณแก่ตัวเองก็ได้ เป็นคุณแก่ผู้อื่นด้วยก็ยิ่งดี ; แล้วก็ อย่าไปยึดมั่นในคุณนั้นเข้าจะกลายเป็นโทษอีก. เราต้องเป็นอิสระเปิดโล่งอยู่เสมอไม่ ยึดมั่นในสิ่งใด ; คนที่ทุกข์มากนั้น ต้องระวังให้มาก อย่าไปยึดมั่นถือมั่น เข้า จะมีความทุกข์มากเกินไป. ความไม่ยึดมั่นถือมั่น เป็นเรื่อง อาทิพรหมจรรย์ เรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่นนี้เป็นเรื่องอาทิพรหมจรรย์ ; ถ้าคำพูดคำใด เอ่ยขึ้นมา เป็นไปในทางให้ไม่ยึดมั่นถือมั่นแล้วเป็นอาทิพรหมจรรย์; ทางอื่น ๆ นอกนั้นไม่ใช่อาทิพรหมจรรย์ แม้เป็นของจริงก็ไม่ใช่อาทิพรหมจรรย์ เช่นจะพูดว่า โลกกลมเป็นของจริง ก็ไม่ใช่อาทิพรหมจรรย์ เช่นเดียวกับที่ว่าโลกแบน ซึ่งเดี๋ยวนี้

น.713 ถือกันว่าไม่ใช่ของจริง. เรื่องโลกกลมหรือโลกแบนนี้ก็ไม่ใช่อาทิพรหมจรรย์ด้วยกัน ทั้งคู่ เชื่อว่าโลกแบนก็ได้ เชื่อว่าโลกกลมก็ได้ ; ไปปฏิบัติตามมรรคมีองค์แปด แล้วก็ดับความยึดมั่นถือมั่นได้เท่ากัน. เรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่นนี้เพียงพอแล้ว ใช้ได้แก่คนทุกคน ; เทียบ กับจีวรที่เราห่มนี้ จีวรที่พระห่มนี้วิเศษนักหนา คือใช้ได้ทุกคน. พูดอย่างนี้ผมหมาย ความว่า จีวรที่เราห่มกันอยู่นี้วิเศษนักหนาใช้ได้ทุกคน : อย่างผมก็ห่มจีวรผืนนี้ได้, เอาไปให้คนผอม ๆ ห่มก็ห่มได้. จีวรผืนเดียวกันนี้ เด็ก ๆ ห่มก็ห่มได้ มันรุ่มร่าม หน่อยเท่านั้นเอง ; รู้จักทำให้ดีก็ใช้ได้ ห่มก็ได้. จีวรผืนนี้ ห่มก็ได้ ใช้ปูนอน ก็ได้ ใช้ห่มนอนก็ได้ ใช้แต่งตัวไปตลาดก็ได้ ใช้ได้สารพัดอย่าง และใช้ได้ทุกคน ; ของเราวิเศษ แขกก็ใช้ได้ ไทยก็ใช้ได้ จีนก็ใช้ได้ จีวรผืนนี้คนผอมก็ใช้ได้ คนอ้วน ก็ใช้ได้ เด็กก็ใช้ได้ ผู้ใหญ่ก็ใช้ได้ ผู้หญิงก็ใช้ได้ ผู้ชายก็ใช้ได้ ; ใช้อย่างเครื่อง นุ่งห่มก็ได้ ใช้อย่างผ้าปูนอนก็ได้. หลักธรรมะที่เป็นหัวใจของพุทธศาสนาที่ว่า "อย่ายึดมั่นถือมั่น" นั้น ใช้ ได้แก่คนทุกคนและทุกอย่างและในทุกกรณี, ผู้หญิงก็ใช้ได้ ผู้ชายก็ใช้ได้ เด็กก็ใช้ได้ ผู้ใหญ่ก็ใช้ได้ จีน ไทย แขก ฝรั่งอะไรก็ใช้ได้ ผิดขนาดกันก็รุ่มร่าม ไปหน่อยเท่านั้นเอง ; รู้จักทำอย่าให้รุ่มร่ามก็ใช้พอให้ถูกขนาดกัน ; ใหญ่นักก็พับ สองทีสามทีก็เล็กลง มันก็ใช้ได้ ; อย่างเช่นจีวรนี้เด็ก ๆ ห่มก็ใช้ได้ พับสองเสียสองที เด็กเล็ก ๆ ก็ห่มได้สบายเลย ห่มเหมือนกับพระห่มเหมือนกัน. เรื่องอนัตตา สุญญตา ไม่ยึดมั่นถือมั่น เอาไปให้เด็ก ๆ ใช้ ก็ต้องปรับปรุงบ้าง เท่านั้นเอง ; เด็ก ๆ ก็ใช้ได้ใช้ดี ; แต่ต้องปรับปรุงบ้างในลักษณะที่เหมาะกับเด็ก ; ไม่ต้องเปลี่ยน เป็นว่าให้เด็กยึดมั่นถือมั่น ให้เด็กโลภโมโทสัน ให้เด็กกระตือรือล้น ทะเยอทะยาน ด้วยความยึดมั่นถือมั่น. อย่างนั้นเป็นเรื่องบ้า เรื่องคนบ้า พูดตู่พระพุทธวัจนะไป.

น.714 หลักพุทธศาสนา ไม่สอนแบ่งแยก เป็นโลกพวก ๑ นิพพานพวก ๑ อย่าไปตู่ว่าพระพุทธเจ้าสอนอย่างนั้น ทั้งที่ตนก็เคยบวชเคยเรียนมาแล้ว. อย่า ไปเชื่อเลย ถ้าใครพูดว่าหลักพุทธศาสนาต้องมีแบ่งแยกตรงกันข้าม ฝ่ายหนึ่งมีไว้ให้ พวกอยู่ในโลก, อีกฝ่ายหนึ่งเป็นพวกไปนิพพานแล้ว ก็อย่าเชื่อเป็นอันขาด. นิพพาน นั้นต้องอยู่ที่ความทุกข์ นิพพานนั้นต้องอยู่ในโลก ต้องดับทุกข์ในโลก ; ดับทุกข์ที่โลกจึงจะเป็นนิพพานที่นั่น. ขอให้เข้าใจไว้ว่าอยู่ในโลกกับไปนิพพาน นั้น แยกกันแต่เพียงว่าทุกข์ และ ดับทุกข์เท่านั้น ; คนอยู่ที่ไหนโลกก็อยู่ ที่นั่น นิพพานก็อยู่ที่นั่น คืออยู่ที่คน, อยู่ที่ในคนนั้นแหละ. ไปสอนกันอย่างที่เอานิพพานไว้ตรงไหนก็ไม่รู้, เอาโลกไว้ที่นี่ อย่างนี้ก็ผิด หมด ไม่ถูกตามที่พระพุทธเจ้าสอน ; แล้วปฏิบัติไม่ได้, ถ้าแยกอยู่คนละแห่ง แล้วปฏิบัติไม่ได้. ความทุกข์อยู่ที่ไหน ต้องปฏิบัติที่นั่น แล้วผลก็ต้องเกิดขึ้นที่นั่น ; เพราะอย่างนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า : โลกก็ดี เหตุให้เกิดโลกก็ดี ความดับแห่ง โลกก็ดี ทางให้ถึงความดับแห่งโลกก็ดี อยู่ในร่างกายนี้, อยู่ในร่างกายที่ยาว ประมาณวาหนึ่งนี้ ที่ยังมีชีวิตเป็น ๆ อยู่นี้, ร่างกายที่มีชีวิตเป็น ๆ อยู่มีสัญญา และใจคือมีความรู้สึกอยู่นี้. นั่นแหละในนั้นแหละ มีกิเลส มีนิพพาน มีความทุกข์ มีเหตุให้เกิดทุกข์ มีวิธีปฏิบัติให้ดับทุกข์ด้วย. เรื่องของวิธีปฏิบัตินี้ก็คือดับความอยาก, ดับความยึดมั่นถือมั่น ซึ่ง มีด้วยความโง่ความหลง ด้วยอวิชชานี้; ทำเพื่อไม่ให้เกิดยึดมั่นถือมั่น ขึ้นมาได้. ความยึดมั่นถือมั่นมีได้เพราะโง่ เพราะไม่รู้ ; พอทำให้ฉลาด ให้รู้ ก็ยึดมั่นถือมั่นไม่ได้เอง ; มันไม่ยึดมั่นถือมั่นเสียเอง เพราะมีความรู้ขึ้นมา.

น.715 เพราะฉะนั้น เรารู้จักความทุกข์, แล้วก็รู้จักว่าความยึดมั่นถือมั่น เป็นเหตุให้เกิด ความทุกข์, แล้วก็บรรเทาความยึดมั่นถือมั่นนั้นเสียตามส่วนที่เราจะบรรเทาได้. ถ้า เรารู้เหตุของความทุกข์นี้แต่เล็กน้อย, เราก็บรรเทาทุกข์ได้แต่เล็กน้อย ; นั้นก็เป็น ส่วนสัดที่เหมาะแล้วสำหรับเด็ก ๆ ที่จะไม่มีความทุกข์, มีร่างกายและจิตใจสดชื่น แจ่มใส เบิกบาน สมกับที่เป็นพุทธบริษัท. ถ้าไปกระตุ้นให้เด็กทะเยอทะยานด้วยความยึดมั่นถือมั่น เด็กจะเป็นบ้าตาย, เป็นโรคเส้นประสาท เป็นนั่นเป็นนี่ ทรมานพ่อแม่ของตนไม่รู้จักสิ้นสุด ; นี้ก็คือการ ทำผิดของพ่อแม่นั้นเอง. พ่อแม่ไม่รู้จักอบรมลูกให้เป็นไปในทางของพระพุทธเจ้า ; ฉะนั้น พ่อแม่นั้น ครอบครัวนั้น จึงมีปัญหามาก มีความทุกข์มาก ทั้งส่วนตัว ทั้ง ส่วนของลูกหลาน ทั้งส่วนเด็ก ๆ ตาดำ ๆ ที่กำลังโตขึ้นมานี้ มาสร้างปัญหาขึ้นทั้งนั้น. คนไทยเรา ละทิ้งวัฒนธรรมไทยเดิมที่เป็นไปตามหลักพุทธศาสนามากเข้า, ไปยึดวัฒนธรรมตะวันตกใหม่ ๆ ที่ไกลหลักพุทธศาสนามากเข้า ; เช่นนี้ เป็นปัญหา ที่คนไทยเรานี้จะบ้ามากขึ้น จะวิกลจริตมากขึ้น จะเป็นโรคเส้นประสาทมากขึ้น คุ้มดี คุ้มร้ายมากขึ้นจนเต็มไปแต่คนคุ้มดีคุ้มร้ายก็ได้ ; คอยดูเอาก็แล้วกัน. การปฏิบัติตามวัฒนธรรมที่ส่งเสริมความยึดมั่นถือมั่นดั้งเดิมของเรา ซึ่งทำไว้ดีจน ไม่ต้องรู้สึกนั้น ก็เป็นไปเพื่อทำลายความยึดมั่นถือมั่นอยู่ในตัวขนบธรรมเนียมประเพณี นั้นเอง. แม้จะไม่ต้องศึกษาไม่ต้องรู้สึกก็ได้, ขนบธรรมเนียมประเพณีนั้นช่วยทำ ให้ไม่ยึดมั่นถือมั่น ; ให้ยึดมั่นถือมั่นแต่น้อย, ให้ละความยึดมั่นถือมั่นได้โดยเร็วนี้ อยู่ในขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดี ; เรียกว่า วัฒนธรรมไทยที่ดีที่ตั้งรากฐานอยู่ บนพุทธศาสนา : การไม่โกรธ การให้อภัย การดับความร้อนในใจ การคิดว่า "ช่างมันเถิดเป็นไปตามกรรม" อะไรเช่นนี้ ล้วนแต่ว่า ตัดความทุกข์โดยวิธีที่ให้ ออกไปได้ง่าย ๆ.

น.716 เดี๋ยวนี้เราไม่คิดกันอย่างนั้น ไม่ชอบอย่างนั้น ; ไปชอบอย่างที่รุนแรง รู้สึก รุนแรงในทางอารมณ์ทางความสุข ทางวัตถุ ทางเนื้อทางหนัง ถึงขนาดว่าถ้าไม่ได้นี้ ก็ตายดีกว่า; ครั้นไม่ตายก็เลยเป็นบ้าบ้าง เป็นโรคเส้นประสาทบ้าง คุ้มดีคุ้มร้ายบ้าง เป็นสิ่งที่เสียหายอย่างยิ่ง, เป็นโชคร้ายอย่างยิ่งแก่พุทธบริษัทชาวไทยเรา. เรื่องใหม่ ๆ เพิ่งมีมานี้ ก็คือ วัฒนธรรมส่งเสริมความยึดมั่นถือมั่น ต่างจากวัฒนธรรมเดิม ซึ่งบรรเทาความยึดมั่นถือมั่นอยู่เรื่อย ; วัฒนธรรมไทยเดิมสอนเด็ก ๆ ให้อภัย, สอนให้เด็ก ๆ ไม่เป็นทุกข์ ไม่ต้องร้องไห้, ให้ปลงได้เหมือนผู้ใหญ่ ; เขา สอนกันมาอย่างนั้นทั้งนั้น ก็มีความสบายความสดชื่นแจ่มใสดี. ขอให้คิดนึกดูอย่างที่ผมว่า : ความไม่ยึดมั่นถือมั่นคำเดียวเท่านั้นเป็น เงื่อนต้นของพรหมจรรย์ เป็นของจริงที่จะดับทุกข์ได้ ที่เราควรจะรู้ ; แต่แล้ว ก็เป็นของจริงที่ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นอีกเหมือนกัน. อย่างว่าเมื่อไม่ยึดมั่นถือมั่นแล้วมัน มีผลอะไรขึ้นมา ; แล้วจะไปยึดมั่นถือมั่นผลอันนั้นเข้าอีก มันกลายเป็นของไม่จริง เป็นของทุกข์ เป็นความทุกข์ขึ้นมาอีก. จิตใจที่ไม่มีความยึดมั่นถือมั่นนั้นคือ รู้ตัวอยู่ด้วยสติปัญญา ; ทำตามที่สติปัญญาจะบอกว่าควรจะทำอะไร, ควรจะทำอย่างไร. คนเราไม่เหมือนกัน เกิดมาไม่เหมือนกัน สติปัญญาก็ไม่เท่ากัน สมรรถภาพ ก็ไม่เท่ากัน ต้องทำอะไรด้วยกันทุกคน อยู่นิ่งไม่ได้ตามธรรมชาติ ; ก็ทำให้พอดี พอเหมาะกับสติปัญญา กำลังกาย กำลังใจ โดยไม่ต้องยึดมั่นถือมั่น. ยึดมั่นถือมั่น เมื่อไรเป็นทุกข์เมื่อนั้น ; ยึดมั่นถือมั่นแล้ว เป็นสังขารขึ้นมาทันที, ปรุงแต่ง เพื่อเกิดความทุกข์ขึ้นมาทันที ; ถ้าไม่ยึดมั่นถือมั่น ยังเป็นธรรมชาติเงียบ ๆ อยู่ตาม เดิม เป็นขันธ์ล้วนๆ ไม่มีอุปาทานเข้าไปยึดมั่นถือมั่น ก็ยังไม่มีความทุกข์; พอ อุปาทานเกิดขึ้นก็มีความทุกข์ทันที.

น.717 หลักพุทธศาสนา เป็นไปเพื่อความไม่ยึดมั่นถือมั่นเท่านั้น พุทธศาสนาแท้ต้องเป็นไปเพื่อความไม่ยึดมั่นถือมั่นตั้งแต่ต้นจน ปลาย; ไม่มีอันไหนส่วนไหนที่จะต้องส่งเสริมความยึดมั่นถือมั่น. ยึดมั่นถือมั่นใน พระพุทธ ในพระธรรม ในพระสงฆ์ นี้ก็มีปัญหาที่คนจะเข้าใจไม่ได้ ; โดยเนื้อแท้ แล้วพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่ยึดมั่นถือมั่นนั้น ไม่ใช่ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จริง; เป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ชั่วคราว เป็นมายา ; แต่ก็ เป็นมายาที่ดึง-ดึง-ดึงให้ไปหา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์จริง คือไม่ยึดมั่นถือมั่น. ฉะนั้นความยึดมั่นถือมั่นในบุญกุศล ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นี้ คือมายา ที่ดึงไปหาความจริงที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น. การที่ยึดพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่แท้จริงต่อภายหลังนี้ เราตั้งต้นกันมา ก็เพราะว่าช่วยคนเหล่านี้ที่โง่นั้นก่อน ; นี้ถูกที่สุด เพราะว่าคนเหล่านี้ทั้งหมดได้ ยึดมั่นถือมั่นมาแต่เดิม. ครั้นมีปัญญาขึ้นแล้วตัดความยึดมั่นถือมั่นกันเสีย ; ไม่ไป ยึดมั่นถือมั่นสิ่งที่เลวนัก ; คงยึดมั่นถือมั่นเฉพาะในส่วนที่จะนำไปสู่ความไม่ยึดมั่น ถือมั่น. พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นั้นเป็นเรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่น ; แต่เขาไม่เข้าใจ ก็ให้ไปยึดพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ว่าเป็นของดี เป็นของ ที่ช่วยทำให้ได้นั่นได้นี้ไปก่อน ; เมื่อเข้าใกล้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แล้ว ก็ค่อยรู้เรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่น ในที่สุดก็ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรเลย. พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ในความยึดมั่นถือมั่นนั้นเป็นมายามากเกินไป ; ลำพังพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จริง ก็เรียกว่ายึดมั่นถือมั่นไม่ได้อยู่แล้วเหมือนกัน เพราะเป็นมายาอีกแบบหนึ่ง เป็นอนัตตา สุญญตาอีกแบบหนึ่ง ; แต่พระพุทธ

น.718 พระธรรม พระสงฆ์ อันแรก ที่คนถือด้วยความยึดมั่นถือมั่นนี้เป็นมายาอย่างยิ่ง ; มี ประโยชน์เพียงดึงเข้าไป, ดึงเข้าไป หาความไม่ยึดมั่นถือมั่นในที่สุด. ที่วัดนี้มีรูปชะนีอยู่ข้างประตู ควรไปดูบ่อย ๆ. ภาพชะนีที่จะเอาดวงจันทร์ ในน้ำ แล้วก็เหนี่ยวกิ่งไม้อยู่เสมอนั้น ; มันเหนี่ยวอันนี้อยู่ก่อน คือยึดมั่นถือมั่นสิ่งนี้ อยู่ก่อน ; แล้วก็มองไปยังกิ่งอื่นใหม่ข้างหน้าโน้น เพื่อยึดมั่นถือมั่นให้ดีกว่า, เปลี่ยน ความยึดมั่นถือมั่นให้ดีกว่า ความยึดมั่นถือมั่นเดิม ; หรือสิ่งที่อยู่ในความฝัน ใน ความยึดมั่นถือมั่นนี้เป็นมายาเหมือนดวงจันทร์ที่อยู่ในน้ำ ; ไม่ใช่ดวงจันทร์ แท้จริงอะไร แต่ก็คิดว่าดีกว่าที่จะยึดมั่นของเก่าซึ่งเลวกว่า. เขาไปคิดผิด ๆ กันอย่างนี้. การสั่งสอนจึงได้สอน ๆ ๆ ด้วยเจตนาให้ยึดมั่น พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์, ให้ยึดมั่นบุญกุศล ยึดมั่นอะไรต่าง ๆ ที่ควรจะยึดมั่น. ทีนี้เมื่อได้ยึดมั่นกันมานานจน เมื่อยมือเหมือนชะนีตัวนั้นแล้ว ก็ควรจะเปลี่ยนเสียบ้าง ; ให้ดีกว่า-ดีกว่า ดีกว่า นั้นแหละคือเปลี่ยนไปหาความไม่ยึดมั่นถือมั่น ; เพราะว่าอันสุดท้าย ที่ดีที่สุดคือ ความไม่ยึดมั่นถือมั่น ; เป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์จริง อะไรขึ้นมา เป็นความไม่ยึดมั่นถือมั่น. พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ในความยึดมั่นถือมั่นนั้นเป็นมายา และมาเป็นภูเขาหิมาลัย. พูดอย่างนี้ผมเคยถูกเขาว่า เขาด่า เขาจะจับเป็น คอมมูนิสต์ก็เพราะว่าไปพูดว่า : "พระพุทธเจ้าในทัศนะของบุคคลนั้นเป็นภูเขาหิมาลัย สำหรับบุคคลนั้น" ; นี้ก็เหมือนกัน เป็นเรื่องเดียวกัน คือ สิ่งใด "ในทัศนะของ บุคคลผู้มีความยึดมั่นถือมั่นนั้น" เป็นภูเขาหิมาลัยทั้งนั้น. พระพุทธก็ตาม พระธรรมก็ตาม พระสงฆ์ก็ตาม บุญกุศลก็ตาม ในทัศนะของบุคคลผู้ยึดมั่นถือมั่นนั้น เป็นภูเขาหิมาลัยทั้งนั้น กีดกันคนไม่ให้ถึงของจริง. แรกเกิดมาย่อมไม่รู้, ไม่รู้อะไร มาแต่ในท้อง และก็ค่อย ๆ ยึดมั่นถือมั่นเป็นขึ้นมาตามลำดับ ยึดมั่นถือมั่นที่ถูกกว่า

น.719 ที่ดีกว่า, ที่ถูกกว่าที่ดีกว่า ; ไม่ใช่จะให้เลิกความยึดมั่นถือมั่นทีเดียวได้. ครั้น มาถึงวัยแก่ ถึง วัยชราอายุมาก หรือว่าบวชเรียนมาหลายพรรษา มากเข้า ก็ ควร จะรู้มากกว่านั้น ; คือรู้จักหนทางว่าจะไปข้างไหนกันโว้ย, จากที่ไหนและจะไป ที่ไหน, ไปปลายทางที่ไหน ควรจะรู้กันบ้าง. ได้พูดแล้วว่า ตั้งต้นที่ความยึดมั่นถือมั่นด้วยความโง่เขลาออกมาแต่ทีแรก, แล้วก็เปลี่ยนความยึดมั่นถือมั่นมาในทางที่จะให้ยึดมั่นถือมั่นน้อยลง น้อยลง น้อยลง ; ไปจบกันที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรเลย. ที่ว่าปลายทางเป็นนิพพาน นี้ก็ไม่ใช่อะไรที่จะ ผิดกันอย่างที่จนต้องใช้ว่า อันหนึ่งเป็นของเท็จ อันหนึ่งเป็นของจริงนี้; มันก็จริง ด้วยกันทั้งหมด จริงสำหรับเป็นทุกข์ จริงสำหรับไม่เป็นทุกข์นี้. แต่ทั้งสองฝ่ายนั้น ก็ยึดมั่นถือมั่นไม่ได้, เพราะฉะนั้นจึงเป็นมายาด้วยกัน ; ให้รู้ว่าไปยึดมั่นถือมั่น ไม่ได้ เพราะเป็นมายาด้วยกัน จิตจึงจะเป็นอิสระ , เรียกว่าหลุดพ้น, หลุดพ้นไม่ยึดมั่นถือมั่นด้วยอุปาทาน. พระอรหันต์จึงอยู่เหนือความรู้สึกว่าจริงหรือ ไม่จริง. นี่คุณไปคิดดูเถอะ ในขณะที่เป็นพระอรหันต์นั้น จะเป็นความรู้สึกที่อยู่เหนือ การบัญญัติว่าจริงหรือว่าไม่จริงทั้งหมด ; จริงก็ไม่เอา ไม่จริงก็ไม่เอา ไม่ยึดมั่น ถือมั่นอะไรทั้งสองฝ่าย. ฉะนั้น จิตพ้นจากปัญหาว่าอะไรจริง อะไรไม่จริง, ไม่มี ปัญหาที่เรียกว่าโลกกลมหรือโลกแบนสำหรับพระอรหันต์. เรื่องต่าง ๆ ที่จะกล่าวว่า โลกแบนก็จริง โลกกลมก็จริง นี้จริงคนละแบบ เหมือนกะที่ว่ากาขาวนกยางดำนี้ก็จริง กาดำนกยางขาวนี้ก็จริง แต่ว่าจริงคนละแบบ ; อยู่เหนือดำเหนือขาว ไม่มีดำไม่มี ขาวเลยจึงจะเรียกว่าจริงกว่า จริงที่สุด . แต่แล้วก็ไม่พ้นที่ว่าจะว่างที่สุด คือ เป็นอนัตตาที่สุด เป็นว่างไปที่สุดเลย ; ไม่มีที่จะพูดว่าจริงหรือไม่จริงอีกเท่านั้น. ถ้ายังอยากจะดีไม่อยากจะชั่วอยู่อีก ปัญหาก็มีอีก ; แต่ถ้าเรารู้ว่าทั้งดีทั้งชั่ว เป็นมายาด้วยกัน ปัญหาก็หมดไปทั้งดีและทั้งชั่ว. การทำอะไรก็ตาม ทำเท่าที่

น.720 ควรจะทำ ตามที่ควรจะเป็น ไปจนกว่าจะสิ้นชีวิตนี้ ไม่ว่าดีว่าชั่วนี้ อะไร ควรทำก็ทำก็แล้วกัน อะไรที่ไม่ควรก็ไม่ทำ. ที่ว่าชั่วนั้นเป็นสมมติ คนชาวบ้าน คนชาวโลกเขาสมมติไว้ : อะไรไม่เบียดเบียนตนไม่เบียดเบียนผู้อื่นก็เรียกว่าดี, แล้ว อะไรเบียดเบียนตนเบียดเบียนผู้อื่นก็เรียกว่าไม่ดี ก็แล้วกัน. ถ้าว่าดี แล้วมาทำให้เป็นห่วงวิตกกังวลอยู่ก็ใช้ไม่ได้; หรือจะบัญญัติชื่อ สิ่งนั้นว่าบุญ ว่ากุศล หรือว่าอะไร ก็ใช้ไม่ได้ทั้งนั้นแหละ ถ้ามาทำให้เป็นห่วงมาวิตก กังวลหม่นหมอง ทุกข์ร้อนนอนไม่หลับอยู่ก็ใช้ไม่ได้. ถ้าดีจริงต้องไม่เบียดเบียน ผู้นั้น, ต้องไม่ทำให้ผู้นั้นวิตกกังวลเดือดร้อนอยู่, นั่นแหละจึงเรียกว่าดี ; แล้วก็ไม่ทำให้ผู้อื่นพลอยลำบากเดือดร้อนด้วย ; นั่นแหละจึงดี ดีถูกต้องตาม สมมติว่าดี. วิตกกังวลเป็นทุกข์อยู่นั้นก็คือชั่ว คือบาป พูดอย่างนี้ผู้ที่เรียกว่าปุถุชน มากเกินไปก็ไม่รู้เรื่องนี้ ; แล้วก็ทำสับสนกันหมด สับสนปนเปกันหมดจนแยกกัน ไม่ได้ จนปฏิบัติไม่ถูก, จนในที่สุดต้องยึดมั่นถือมั่นทั้งสองฝ่าย. ยึดมั่นฝ่ายบาป ยึดมั่นถือมั่นฝ่ายบาปหรือฝ่ายชั่วนั้น เอามาสำหรับกลัว, ยึดมั่นถือมั่นฝ่ายบุญหรือฝ่ายดี นั้นเอามาสำหรับอยากจะได้; ก็เลยเป็นคนยึดมั่นทั้งสองฝ่าย กลับมากเข้าไปอีก หลายเท่า. พระพุทธเจ้าท่านสอนตั้งแต่ต้นที่สุดจนไปถึงปลายที่สุด ก็คือว่าไม่ยึดมั่นถือมั่น น่ารักก็ไม่ยึดมั่นถือมั่นด้วยความโง่ว่ามันน่ารัก สิ่งใดที่น่าเกลียดก็ไม่ยึดมั่นถือมั่นว่า มันน่าเกลียด เพราะว่าน่ารักและน่าเกลียดนี้คือความโง่, ความรู้สึกของความโง่ , เหมือนกับว่ากาขาวนกยางดำ นกยางดำกาขาวนี้ มันกลับกันอยู่ตรงนี้. ความน่าเกลียดมันกลับไปกลับมากันอยู่ตรงนี้ : ในขณะหนึ่งเป็นอย่างหนึ่ง, สำหรับคนหนึ่ง และในขณะหนึ่งเป็นอย่างหนึ่ง สำหรับอีกคนหนึ่ง หรือสำหรับสัตว์ อีกประเภทหนึ่ง ; เดี๋ยวก็เบื่อจะตาย เป็นของน่าเกลียดไป อยากมีสิ่งอื่นมาแทน

น.721 เพราะอะไรก็ตามเป็นของน่าเบื่อ อยากจะมีสิ่งอื่นมาแทนอย่างนี้. นี้คือความที่สิ่งใด เป็นที่รักที่พอใจ สิ่งใดไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่พอใจ นี้เป็นเรื่องสมมติอย่างนี้. ความจริง มันก็จริง, จริงคือมายาเท่ากัน ของมายาเท่ากัน. ฉะนั้นเมื่อเกลียดอะไรขึ้นก็ พิจารณาดู ว่าถ้าเกลียดอยู่ไม่พอใจอยู่นี้เร่าร้อน ; แต่ถ้าอยู่ได้โดยจิตใจไม่ต้องรักอะไร ไม่ต้องเกลียดอะไรนั้นสบายกว่า. เคยรักมาแล้ว เคยเกลียดมาแล้วนี้ ก็จะเห็นได้เอง ว่าเป็นความโง่ มันก็เลิกไปเอง ; นี้ไม่ลำบากนัก ขอให้เห็นจริง เห็นจริงแล้วมัน หมดไปเอง ; รู้ว่ามีความโง่มันก็หยุดไปเอง. ถ้านึกอย่างนั้นไปอีก ก็โง่ขึ้นมาใหม่ ; ถ้าไม่กลับโง่ขึ้นมาอีก ก็หมดโง่เลย ; กลับไปกลับมากันอยู่ตรงนี้. มีสิ่งที่จะต้องยึดมั่นสำหรับเกลียดก็ดี, มีเรื่องมาให้ยึดมั่นสำหรับต้องการหรือ จะเอาทั้งบาปและทั้งบุญ ทั้งดีและทั้งชั่ว ทั้งสุขและทั้งทุกข์เหล่านี้ก็ดี, ไม่ต้องกลัว ; แม้สุขก็ไม่ต้องอยาก. วันหนึ่งทำอะไรไปตามหน้าที่ตามธรรมชาติที่กำหนดไว้สำหรับ ให้เป็นหน้าที่ของเรา, เราก็ทำไปตามที่ธรรมชาติกำหนดไว้. อะไรเป็นหน้าที่ ของเรา ทำไป แล้วความทุกข์จะไม่เกิดขึ้น, จะมีความสดใสตลอดเวลา จนกว่า ร่างกายนี้จะแตกดับสิ้นสุดกันเท่านั้น ; ต้องการอะไรมันก็สิ้นสุดกันแล้วตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ไม่ต้องพูดถึงชาติหน้าโน้น. เรื่องความว่าง เป็นได้ทั้งสัมมาและมิจฉาทิฏฐิ ถ้าไม่ต้องการทั้งบุญทั้งบาปแล้ว ก็สิ้นสุดกันที่ตรงนี้ ที่นี่เวลานี้ นาทีนี้ วินาทีนี้ ; นี้ไม่ใช่อุจเฉททิฏฐิ, ไม่ใช่นัตถิกทิฏฐิ ซึ่งเป็นมิจฉาทิฏฐิ. ที่เป็น มิจฉาทิฏฐิ นัตถิกทิฏฐินั้นคือไม่มีอะไร, ว่างอย่างไม่มีอะไร อะไร ๆ ก็ไม่มีเลย ; นี้แก้ตัวสำหรับให้กิเลสทำอะไรตามชอบใจกิเลส อย่างนั้นก็เรียกว่าเป็นมิจฉา- ทิฏฐิ. ส่วนความว่างอย่างนี้เล่นงานกิเลส เผากิเลส ; นี่ไม่ใช่มิจฉาทิฏฐิ เพราะว่า เล่นงานกิเลส. ความว่างชนิดที่พูดเอาเองว่า "ว่าง", หรือเข้าใจโง่ ๆ ไปว่าว่าง

น.722 แล้วเปิดช่องให้กิเลสทำอะไรตามราคะ โลภะอะไรอย่างนี้ ; ความว่างอย่างนี้เป็น มิจฉาทิฏฐิ : เรียกว่าอุจเฉททิฏฐิบ้าง เรียกว่านัตถิกทิฏฐิบ้าง. ว่างอย่างไม่มีอะไร เลย ไม่มีเรื่องราวอะไรเลย ไม่มีความหมายอะไรเลย ปฏิบัติอะไรก็ไม่ได้ อย่างนี้ ก็เป็นมิจฉาทิฏฐิทั้งนั้น . ว่างอย่างที่มีปัญญา หรือรู้จักสุญญตา เรียกว่ากำจัดกิเลส เสียได้อย่างนี้, ความว่างอย่างนี้ไม่ใช่มิจฉาทิฏฐิ แต่เป็นสัมมาทิฏฐิ. พวกคุณไม่เข้าใจหรือไม่ได้ยินได้ฟัง ก็ขอให้เข้าใจหรือได้ยินได้ฟังกันเสีย ทุกคนว่า : คำ ๆ หนึ่งนั้นมีทั้งที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ และสัมมาทิฏฐิ เช่นคำว่า "สุญญตา- ความว่าง" นี้ ที่ เป็นมิจฉาทิฏฐิก็มี ที่เป็นสัมมาทิฏฐิก็มี. ที่เป็นสัมมาทิฏฐิ ก็คือสุญญตาในพุทธศาสนา, อยู่ในพุทธศาสนา. สุญญตาที่เป็นมิจฉาทิฏฐิก็คือ ส่วนที่อยู่นอกพุทธศาสนา บางศาสนา บางนิกาย บางลัทธิก็มี ; อย่าไปว่าเขา เลย. เราไม่จำเป็นต้องไปรู้ของเขาก็ได้ สอนผิดสอนถูก อยู่ที่ไหนไม่ต้องรู้ก็ได้ ; เรารู้แคบ ๆ เท่าที่จำเป็นจะดับทุกข์ของเราก็พอ. นี้คือจิตมองเห็นว่าไม่มีอะไรจะยึดมั่น ถือมั่นได้, แล้ว จิตนี้ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไร ก็เป็นจิตที่ว่างอยู่ ; ไม่มีความ ยึดมั่นถือมั่นเท่านั้น คือเป็นอยู่ตามสภาพเดิมแท้ของจิต, คือสติปัญญาก็มีอยู่, จิต ไม่ได้วุ่นวายไปเพราะความยึดมั่นถือมั่น ; เรื่องยึดมั่นถือมั่นกระเด็นออกไปแล้ว ก็ ทำผิดอยู่ไม่ได้ มีแต่ทำถูกตามสติปัญญานั้น. ทุกคนควรรู้ และปฏิบัติธรรมะในเรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่น ความรู้เพียงข้อเดียว เรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่นนี้ เป็นทั้งหมดของ พุทธศาสนา , คือเป็นตัวพุทธศาสนาทั้งหมด, หรือจะเรียกว่าเป็นหัวใจของ พุทธศาสนาทั้งหมดก็ได้ทั้งนั้น ; มีไว้สำหรับทำอะไรไม่ให้เป็นทุกข์. ความรู้อย่างอื่น นั้น เช่นเรื่องโลกแบนโลกกลมนั้น เป็นเรื่องที่ไปทำกับมนุษย์ต่อมนุษย์ เพื่อมนุษย์

น.723 ต่างหาก ; ถ้าเรารู้เรื่องโลกกลม ไปทำกับเพื่อนมนุษย์กันได้ก็ไปทำ ไปพูด; คือ ถือว่าโลกกลมไปปฏิบัติงานร่วมกันได้ เป็นประโยชน์แก่กันได้ ก็ทำไปก็แล้วกัน. ความรู้อื่น ๆ นอกจากพุทธศาสนา, นอกจากหลักธรรมะในพุทธศาสนาที่เรา เรียนกันมากมายนี้ ก็เพื่อว่าเราจะทำกับคนอื่นได้, ทำสิ่งต่างๆ ให้เป็นประโยชน์ แก่ผู้อื่นได้เท่านั้นเอง. แท้จริงมนุษย์จะไม่ต้องการอะไร, ต้องการเพียงเท่าที่จะ หาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง, นี้ก็ง่ายนิดเดียว. ที่ทำ ๆ อะไรกันอยู่นี้มากเกินไปแล้ว ; ทำเพียงทำมาหากินก็ได้ ทำสวนก็ได้ ค้าขายก็ได้ เป็นข้าราชการในอันดับต้น ๆ ก็มีเงิน พอกินพอใช้แล้ว ; สติปัญญาที่ยังเหลืออยู่ที่จะทำให้มากออกไปนั้น ก็ควรจะเพื่อ ประโยชน์ผู้อื่นทั้งนั้น. ค้าขายให้มากออกไป ทำสวนให้มากออกไป ทำราชการให้ มากออกไป หรือทำอุตสาหกรรมให้มากออกไปนั้น, อย่าเผลอ ; ถ้าเผลอทำไปด้วย ความยึดมั่นถือมั่นแล้ว ก็คือขุดหลุมฝังตัวเองในความทุกข์; ต้องทำประโยชน์เพื่อ ผู้อื่นเท่านั้น. *ภาพ ๑๐ รูปที่เขียนไว้ตรงข้างหลังจอในตึกนั้นดีมาก ; จะเห็นว่าพอว่าง, ว่างไม่มีตัวไม่มีตน ; เป็นวงกลม ศูนย์ ; แล้วทีนี้ก็เกิดใหม่ ผลิหน่อใหม่ออกมา เป็นผู้เที่ยวจุดตะเกียงส่องให้คนอื่น เอาของเที่ยวแจกคนอื่น. นี้มันควรจะเป็น อย่างนั้น : พอเราหมดเรื่องแล้ว ความต้องการที่เหลืออยู่ ชีวิตแรงงานที่เหลืออยู่ ก็เพื่อคนอื่น. เรื่องครอบครัวนั้น ถ้าเผอิญไปมีเข้า ก็ควรจะเป็นเรื่องที่ว่า จะช่วยกันสืบต่อ กิจการอันนี้ของมนุษย์ให้มันเป็นไปอย่างถูกต้องเท่านั้น ; ถ้ามีหลานมีเหลนอะไร ก็เพื่อว่ารักษาความรู้อันประเสริฐของมนุษย์นี้ไว้ในมนุษย์ ให้อยู่ไปตลอดกาลนี้. ทำให้ * ดูภาพประกอบท้ายบทนี้

น.724 ธรรมะมีอยู่ในโลกนี้ตลอดกาลก็ได้, ทุกคนต้องรู้ ต้องมีธรรมะ ต้องประพฤติ ธรรมะ ทั้งลูกทั้งหลานทั้งเหลนนั้น ต้องเป็นไปในแนวของธรรมะหมด ; จึงชื่อว่า มีผู้สืบพันธุ์อยู่เพื่อทำให้โลกนี้มีธรรมะอยู่ตามเดิม, นี้ประเสริฐอยู่ที่เรื่องการทำให้ ธรรมะมีอยู่ตามเดิม. สำหรับศาสนาพวกมีพระเจ้า ก็ว่าให้พระเจ้าคงปรากฏอยู่ในโลกนี้ตามเดิมก็มีคน ถึงพระเจ้าอยู่เรื่อย ; ตายไปแล้วมีลูกออกมา ลูกก็ถึงพระเจ้าอีก, หลานมีออกมา ก็ถึงพระเจ้าอีก, เหลนออกมาก็ถึงพระเจ้าอีก ; มีความรู้ในการถึงพระเจ้าอยู่, แล้ว ก็ไม่มีความทุกข์เลยในเรื่องครอบครัวในเรื่องอะไรต่าง ๆ. ถ้าคนโง่กันทั้งโขยง ทั้งพ่อทั้งแม่ ทั้งลูกทั้งหลานทั้งเหลน, เกิดมาเพื่อ ความสุขทางเนื้อทางหนังเอร็ดอร่อยทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ด้วย ความยึดมั่นเหลือประมาณ เหลือที่จะกล่าวได้ว่ายึดมั่นถือมั่นอะไร ; เกิดมาสร้างนรก ; สร้างโลกนรกให้เป็นไปอย่างนรกที่มองเห็นบ้าง มองไม่เห็นบ้าง, เป็นไฟอยู่เรื่อย ทั้งกลางวันทั้งกลางคืนมากขึ้น ๆ; มิได้เป็นทายาทอยู่เพื่อสืบศาสนาหรือสืบ ธรรมะอะไร แต่ว่าสืบนรก สืบกิเลส; สืบนรกที่เผาผลาญเผาลนให้มีอยู่ในโลกนี้ อย่าให้รู้จักสิ้นสุดได้; ถ้าจะเป็นเสียอย่างนี้แล้ว อย่ามีครอบครัว ไม่มี ครอบครัวเสียดีกว่า. ถ้าจะมีครอบครัวกะเขาสักที ก็ให้เป็นเรื่องของการสืบความมีอยู่ของธรรมะ ความเยือกเย็นเป็นนิพพานให้ยังคงมีอยู่ในโลกนี้. พ่อก็รู้เรื่องนี้แม่ก็รู้เรื่องนี้, ลูกก็รู้เรื่องนี้ หลานก็รู้เรื่องนี้ เหลนก็รู้เรื่องนี้ แล้วก็สืบต่อ ๆ ๆ กันไป ; โลกก็จะ เป็นโลกที่น่าอยู่น่าดู, เป็นโลกของมนุษย์ที่มีราคามีความหมาย. ตรงกันข้าม ถ้าเป็นไปในทางโง่หลับตายิ่งขึ้นทุกที ไปยึดมั่นถือมั่นแต่ความสุขทางเนื้อทางหนังแล้ว ก็เท่ากับสืบนรกไว้อย่าให้ขาดสายได้.

น.725 คิดให้ลึกต่อไป คำว่า "น่าดู" ตามความหมายของคนธรรมดาสามัญนั้น จะไม่ใช่เงื่อนต้นของพรหมจรรย์เสียแล้ว เพราะยึดมั่นถือมั่นมากขึ้น ๆ มากขึ้น ; แต่ถ้าเป็นอยู่กันด้วยสติปัญญาให้โลกนี้เยือกเย็นไปด้วยธรรมะ นี้จึงเป็นเงื่อนต้นของ พรหมจรรย์จริง ; เป็นไปเพื่อให้มนุษย์ไม่ต้องมีความทุกข์. ถ้าอย่างโน้นก็เป็นของ จริงที่จะทรมานมนุษย์ให้เป็นทุกข์ไม่มีที่สิ้นสุด. ของจริงด้วยกันจะว่าใครไม่จริงก็ ไม่ได้, จริงแท้ด้วยกัน ; ที่จริงก็เป็นอย่างนี้. ศึกษาปฏิบัติเพียงเงื่อนต้นของพรหมจรรย์ มีประโยชน์ทั้งแก่ตนและธรรมทูต ในที่สุดมามองสรุปท้ายว่าทั้งสองจริงนี้ก็เป็นมายา, อย่ายึดมั่นถือมั่นเลย คือ ถึงขีดสูงสุด ขีดพระอรหันต์ หรือขีดนิพพานโดยสมบูรณ์นี้จบลงที่. เหนืออะไรหมด เหนือดับทุกข์ เหนือทุกข์ เหนือดี เหนือชั่ว เหนือบุญ เหนือบาป เหนือสุข เหนือทุกข์ ทุกอย่าง ; เงื่อนต้นของพรหมจรรย์อยู่ที่นี่. เงื่อนต้นของพรหมจรรย์ ก็อยู่ที่ว่า ปฏิบัติเพื่อความไม่ยึดมั่นถือมั่น, รู้แล้วก็ปฏิบัติเพื่อความไม่ยึดมั่น ถือมั่นเรื่อยไป เป็นเงื่อนต้นของพรหมจรรย์ แล้วก็ไปจบลงที่นิพพาน คือหมดความ ยึดมั่นถือมั่น. เงื่อนต้นของพรหมจรรย์นั้นคือความจริงเท่าที่มนุษย์จำเป็นจะ ต้องรู้ ; ไม่ใช่เงื่อนต้นของพรหมจรรย์คือความจริงที่เหลือเฟือที่ไม่ต้องรู้เลย, ไม่ จำเป็นจะต้องไปรู้ ไม่จำเป็นจะต้องไปสนใจเลย. เรามักไม่มุ่งหมายเอาแต่ที่ว่าเป็นเงื่อนต้นของพรหมจรรย์ เราไปเปิด กว้านเอาหมด ; เพราะฉะนั้น การศึกษาเล่าเรียนของพระของเณรจึงพร่า ไปหมด, เรื่องบ้า ๆ บอ ๆ เรื่องโลก ๆ มากออกไป มากออกไป. อย่างที่ว่าจะ ไปเผยแผ่พุทธศาสนานี้, อย่างที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นโดยตรงนี้ไม่รู้ ไม่เรียน ไม่สนใจ. ไปจำไว้เพียงแต่ว่าคำพูดคำหนึ่งในพระคัมภีร์เท่านั้น ไม่รู้ว่าเป็นอะไร ; เรียนเรื่องยุ่ง ๆ

น.726 บ้า ๆ บอ ๆ เรื่องมิจฉาทิฏฐิมากมายหลายร้อยหลายสิบแขนง เรื่องปรัชญาเรื่องโลกเรื่อง อะไรต่างๆ ไม่รู้ว่าจะไปทางไหนกัน ; ทั้งหมดนั้นไม่ใช่เงื่อนต้นของพรหมจรรย์. พวกที่จะไปเป็นธรรมทูต ไปเผยแผ่ศาสนา ถ้าไม่สนใจเงื่อนต้นของพรหมจรรย์ ก็เป็นพวกพ่นน้ำลายเท่านั้นเอง ไม่มีความหมายอะไร พ่นน้ำลายไม่มีที่สิ้นสุดไม่มีสาระ อะไร ถ้าไม่สนใจในเรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่นนี้ ; ซึ่งถ้ารู้เพียงไม่ยึดมั่นถือมั่นเท่านี้ก็ ไม่ต้องรู้เรื่องอะไรให้มากมายไม่มีที่สิ้นสุด ; ถ้าเดินไกลออกนอกทางไปทุกที่ ทุกที่ ๆ, อย่างนี้ไม่ใช่ธรรมทูต, ทูตของธรรมนั้นไม่ใช่ ; แต่เป็นทุกขทูต เป็นทูตของความ ทุกข์ เป็นทูตของนรกของยมบาล ที่ทำให้โลกนี้มีความทุกข์มากขึ้นกว่าเดิม ; เพราะ ทำให้ฟั่นเฝือยุ่งยากมากขึ้นกว่าเดิม. ถ้าเป็นทุกขทูต, เป็นทูตที่จะไปแจกจ่ายความ ทุกข์ให้ทั่วโลก, อย่างนี้จะใช้คำไพเราะว่าธรรมทูตไม่ได้. เราเป็นพระป่าบ้า ๆ บอ ๆ แถวนี้ จงไม่ยึดมั่นถือมั่น, ในฐานะเป็นเงื่อนต้น ของพรหมจรรย์, แล้วก็ปฏิบัติเรื่อยไป เรื่อยไป จนถึงปลายทางสุดของ พรหมจรรย์ คือไม่มีทุกข์เลย, คือ ว่างถึงขนาดที่จะไม่พูดว่าจริงหรือเท็จ ไม่พูดว่าดีหรือชั่ว ไม่พูดว่าอะไรหมด หุบปากเลย นั่นน่ะคือว่าง, นี่คือ ไม่ใช่วัฏฏสงสาร. พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ยึดมั่นในความจริงและไม่โอ้อวด ความจริงอะไรหมด ; แต่ท่านก็ต้องสอน, สอนเรื่องความจริง. ส่วนบางคนที่มา ค้นคว้าความจริงได้แล้ว มองเห็นเรื่องนี้ เห็นความจริง แล้วเต้นแร้งเต้นกาตะโกนว่า "ความจริงโว้ย" อย่างนี้คนนั้นมันบ้าที่สุด ; ไม่มีอะไรนอกไปจากเรื่องความดับทุกข์ กับไม่ดับทุกข์. หรือการทำให้ดับทุกข์เสียได้ มีเท่านั้น แล้วก็จริงด้วยกันทั้งนั้น. ปักใจเชื่ออย่างใดลงไปก็จริงอย่างนั้น ; ความสุขที่เกิดขึ้นแล้ว เป็นนิพพานแล้ว ก็ยัง ยึดถือไม่ได้ด้วยซ้ำ ; ฉะนั้นหุบปากเสียดีกว่า, พูดไปก็ชวนให้ยึดมั่นถือมั่นในแง่ใด แง่หนึ่งต่อไปอีก.

น.727 ถ้าว่าเราจะเป็นธรรมทูต ไปพูดกันไม่กี่คำมันก็สิ้นเรื่อง, ธรรมทูตเผยแผ่ธรรมะ ของพระพุทธเจ้าในต่างประเทศนั้น พูดกันไม่กี่คำก็หมดเรื่อง. ถ้าพูดเรื่องนี้ คือ ไม่ยึดมั่นถือมั่น พูดกันไม่กี่คำ มันจะหมดเรื่อง, เป็นเรื่องที่มีประโยชน์ ด้วยจริงด้วย และไปสู่ความว่างอันสูงสุดด้วย. ถ้าเรียน ๆ, เตรียมพูดเตรียมสอน เหมือนอย่างที่เขาทำ ๆ กันอยู่นั้น ให้ทำกันสักกี่ชาติกี่ชาติ ก็ไม่ถึงความจริง หรือไม่ถึง ความดับทุกข์ได้ ; มันก็ตายเปล่า. ถ้าอยากจะเป็นธรรมทูตบ้างจะต้องพยายามศึกษา ข้อนี้ข้อที่ “ไม่ยึดมั่นถือมั่น" นี้ให้เข้าใจให้ดี เถอะ; แล้วไปพูดกับเพื่อนมนุษย์ ด้วยกันเพียงไม่กี่คำ เขาก็เข้าใจเข้าถึงตัวพุทธศาสนาได้ : มีพระพุทธ มีพระธรรม มีพระสงฆ์ มีศีล สมาธิ ปัญญาอย่างแท้จริงขึ้นมา พึ่บเดียวหมด คราวเดียวหมด พึ่บเดียวหมด ด้วยการพูดกันเพียงไม่กี่คำ. เงื่อนต้นของพรหมจรรย์ คือทางไปสู่ความดับทุกข์ พูดมาตั้งมากมายตั้งชั่วโมงขณะนี้ก็เพื่อให้รู้สักคำหนึ่งว่า อะไรเป็นเงื่อนต้นของ พรหมจรรย์ ; อะไรไม่ใช่เงื่อนต้นของพรหมจรรย์. จำไว้ให้ดีๆ ว่า เงื่อนต้น ของพรหมจรรย์คือหนทางที่จะไปสู่ความดับทุกข์นี้. ที่เรียกว่าพรหมจรรย์ ต้น ของมันก็ คือเริ่มศึกษาและปฏิบัติในทางที่จะไม่ยึดมั่นถือมั่น ; ถ้าจะพูด กันก็ขอให้พูดกันในเรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่น จะเป็นเรื่องของพรหมจรรย์. ถ้าเถียง กันว่าอะไรเป็นอะไร, อะไรเป็นอะไร โลกกลมหรือโลกแบน ตายแล้วเกิดหรือไม่- เกิด, อะไรไปเกิด อะไรไม่ไปเกิด ; อย่าไปมัวเถียงกันในเรื่องอย่างนั้นเลย, ไม่ใช่เงื่อนต้นของพรหมจรรย์. หลักฐานมีตั้งมากมายหลายสิบแห่งในพระไตรปิฎก ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส ตัดบทว่า "เจ้านี่ไม่ใช่เงื่อนต้นของพรหมจรรย์ ฉันไม่พูด" ; มีอยู่มากมายหลาย สิบแห่ง แล้วก็ชักชวนกันพูดว่าอย่างนี้เถิด : พูดว่า ตัณหาอุปาทานนี้เป็นเหตุให้

น.728 เกิดทุกข์ ทุกวัน ๆ, และ จงมีการปฏิบัติที่ถูกต้องแปดประการนี้ จะไม่เกิด ตัณหาอุปาทานขึ้นมาได้ ; แล้วเรื่องก็หมดเท่านี้จบเสียเลย หมดความหมายไปเลย. ทุกสิ่งทุกอย่างที่สวนโมกข์นี้อยากจะให้เป็นธรรมทูตไปได้หมด ทุกสิ่ง ทุกอย่าง : ให้พื้นที่ วัด ภูเขา ต้นไม้ ก้อนดิน ก็เป็นธรรมทูต ว่าไม่ควรยึดมั่น ถือมั่น, รูปเขียน รูปปั้น รูปสลักอะไร นี้ก็จะให้สอนเรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่น ; พูดจาออกไปบ้าง ขึ้นบนธรรมาสน์บ้าง เขียนหนังสือพิมพ์ลงเป็นตำรับตำราบ้าง ก็จะ พูดแต่เรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่นนี้ให้ละเอียดลออพิศดารออกไป. คำพูดทุก ๆ บรรทัด ทุกๆ คำพูดให้เป็นเรื่องไปในทางความไม่ยึดมั่นถือมั่น. การทำอานาปานสตินั้น ก็คือทำความไม่ยึดมั่นถือมั่นอยู่ทุกลมหายใจ เข้าออก โดยวิธีตั้งแต่ระดับแรกจนกระทั่งสูงสุด ไม่มีเรื่องอื่นเลย ; เป็นอานาปานสติ ตามแบบของพระพุทธเจ้า. คิดถึงเรื่องสนุกสนานเอร็ดอร่อยทางเนื้อทางหนังอยู่ทุก ลมหายใจเข้าออกก็เป็นอานาปานสติเหมือนกัน ไม่ใช่ไม่เป็น; แต่เป็นอานาปานสติ ของพวกยักษ์พวกมาร พวกกิเลส พวกซาตาน พวกที่จะทำให้เป็นทุกข์. อานาปานสติ ที่ถูกต้อง ก็ต้องรู้จักเลือก ที่เป็นเงื่อนต้นของพรหมจรรย์ อย่าให้เป็นเรื่องถอยห่างไป จากพรหมจรรย์. อานาปานสตินั้นหมายถึง แต่เพียงว่านึกถึง หรือ กำหนดถึงสิ่งใด สิ่งหนึ่งอยู่ทุกลมหายใจเข้าออกเท่านั้น. ถ้าการทำนั้นเป็นไปเพื่อความไม่ ยึดมั่นถือมั่นก็เป็นอานาปานสติของเราคือของพุทธศาสนา, ถ้าทำให้ยึดมั่น ถือมั่นมากขึ้น ความทุกข์มากขึ้น ก็เป็นอานาปานสติของพวกอื่น. มีสติ-มีสติ-มีสติ -มีสติ, พูดกันอยู่ทั่วไปหมด มีสติ-มีสติ อะไรกันแน่ ? ที่ถูกต้อง ก็ต้องเป็นสติ ที่ไม่เผลอไปยึดมั่นถือมั่นอะไรเข้า มีสติอยู่เสมอไม่เผลอไปได้; ถ้าอย่างนี้ก็

น.729 เรียกว่าเราอยู่ในเงื่อนต้นของพรหมจรรย์อยู่ตลอดเวลาทุกเวลานาที, อยู่แต่ในร่องใน รอยในทางของพรหมจรรย์, ไหลเรื่อยไปตามร่องตามรอยของพรหมจรรย์. เป็นอยู่อย่างถูกต้องตามธรรมชาติ จะมีผลตรงตามพระพุทธเจ้าตรัส พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "อยู่กันโดยชอบเถิด, อยู่กันแต่โดยชอบเถิด, โลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์", หมายความว่าอย่างนี้ : สติที่ไม่เกิดความ ยึดมั่นถือมั่นขึ้นมาได้เรียกว่าเป็นอยู่ชอบ แล้วโลกก็ไม่ว่างจากพระอรหันต์ ; เป็นอยู่ชอบได้จริงแล้วกิเลสมันผอมลง-ผอมลง-ผอมลง ; มันก็ตายเองไม่ต้องไปฆ่า, ตายเองเพราะผอมลง-ผอมลง. เราตั้งหลักให้ดีอยู่ให้ชอบด้วยสตินี้ สติจะฆ่า กิเลสอยู่ในตัว. ถ้ามีอย่างนี้อยู่แล้ว ก็ทำลายอย่างนั้นไปในตัว, นี้ตามธรรมชาติ ตามกฎของธรรมชาติโดยฝีมือของธรรมชาติ ตัวเราก็คือธรรมชาติ, ความคิดนึก ของเราก็คือธรรมชาติ, กิเลสของเราคือธรรมชาติ ความรู้ของเราคือธรรมชาติ ผู้ควบคุมเราอยู่คือธรรมชาติ. ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ, ธรรมชาติก็แล้วกัน ไม่ต้อง พูดว่าจริงหรือไม่จริงหรอก ; เพราะเกินกว่าที่จะพูดว่าจริงหรือไม่จริง. มันเป็น ธรรมชาติอย่างหนึ่งเป็นอย่างนี้, อย่างหนึ่งเป็นอย่างนั้น เราไปแบ่งเข้า ; แต่ ธรรมชาติเองไม่ได้เป็นอะไร, เป็นธรรมชาติเท่านั้น ไม่มีขาวไม่มีดำ. ฉะนั้น ไม่มีอะไรที่ขาวหรือดำ ที่ดีหรือชั่ว ที่บุญหรือบาป ที่สุขหรือทุกข์ ; มีแต่สักว่า ธรรมชาติ ที่ยึดมั่นถือมั่นไม่ได้. การไม่เข้าถึงความจริงข้อนี้ ก็เพราะเราไปติดอยู่ ที่ดีหรือชั่ว ที่บุญหรือบาป ที่สุขที่ทุกข์ ที่ดำที่ขาว ที่สั้นที่ยาว ที่หอมที่เหม็น ที่อร่อย ที่ไม่อร่อยอยู่แค่นี้, เลยยึดมั่นถือมั่น. ไม่ชอบก็ยึดมั่นไว้สำหรับเกลียด, ที่ชอบ

น.730 ก็ยึดมั่นไว้สำหรับรัก ; แล้วก็มีแต่ความเกลียด ความรัก, ความเกลียด ความรักกัน ; เป็นนรกเป็นสวรรค์, เป็นนรกเป็นสวรรค์ ทรมานอยู่ ; อย่างไรก็ดี ก็ไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงทั้งนั้น. ได้อย่างใจก็เรียกว่าสวรรค์ ถึงคราวไม่ได้อย่างใจก็เรียกว่านรก ; แล้วก็ไม่เคยได้แต่อย่างเดียวเท่านั้น มันสลับกันอยู่ ไม่ใช่จะได้อย่างใจโดยส่วนเดียวได้. วิธีทางออกก็คืออย่าไปเอามันทั้งสองอย่าง; ทีนี้ใจไม่ต้องการอะไร ก็เลยได้ อย่างใจบริบูรณ์, และสมบูรณ์ในความบริบูรณ์ของความเป็นมนุษย์ ; หรือ อิ่มพอ จะอยู่ตรงที่ไม่เอาอะไร. ไม่เอาอะไรนั้นคือได้หมด, ไม่เอาอะไรเลยนั้นคือ ได้หมด, ไม่กินอะไรเลยนั้นอิ่มหมด. พูดอย่างนี้อย่าว่าแต่พุทธบริษัทเลย, อย่า ว่าแต่พระพุทธเจ้า พระเยซูก็พูดอย่างนี้เป็น. ไปอ่านดูในไบเบิลมีเหมือนกัน ในทำนองว่า เราจะอิ่ม, ไม่เอานั่นแหละได้ หมด ; แต่พวกคริสเตียนเองเขาไม่เข้าใจ เขาไม่ชอบ ไม่ชอบคำสอนของพระเยซู ในเรื่องเหล่านี้, ไม่สนใจและไม่ชอบ. เขาพูดกันแต่เรื่องเชื่อเรื่องไม่เชื่อเท่านั้น แล้วก็ พูดเป็นแต่อย่างนี้. เล่าจื๊อเกิดก่อนพระพุทธเจ้า ก็มีคำสอนอย่างนี้. คำสอนของพระเยซู ที่มีอยู่นั้น เกิดทีหลังพระพุทธเจ้า อาจจะเคยมาเรียนในอินเดียแล้วเอาไปพูดก็ได้ แต่ เล่าจื๊ออยู่ที่เมืองจีน อยู่คนละมุมโลก และเกิดก่อนพระพุทธเจ้าก็พูดในลักษณะอย่างนี้ : ที่ว่า ไม่มีอะไรที่จะเป็นของจริงจะไปเอาเข้าได้ ไม่เอาอะไรแล้วจะได้หมด. มีหนังสือเล่มเล็กๆ เรียกว่า "เต๋าเต๊จิง" ขนาดโตเท่าฝ่ามือใส่กระเป๋าได้ ; ไปอ่าน ดูเถอะ ; คำสอนเล่าจื๊อจะมีคำพูดอย่างนี้อยู่หลาย ๆ ตอน. ได้รู้อย่างนี้แล้วก็ถือเป็น หลักเสียเลยว่าไม่ต้องพระพุทธเจ้าพูด, ไม่ต้องใครพูด, ให้สติปัญญามองเห็นดีกว่า. ถ้าอย่างนี้ไม่มีทุกข์แล้ว ก็เอาก็แล้วกัน ; และอย่างนั้นแหละพระพุทธเจ้าก็พูดด้วย.

น.731 ขอให้สนใจเงื่อนต้นของพรหมจรรย์ด้วยสติปัญญา คำสอนที่เขียนไว้ ในพระไตรปิฎก ก็ไม่แน่ เพราะว่า ใครเขียนเติมลงไป ทีหลังก็ได้ ผิด ๆ ถูก ๆ ก็ได้ ; เขียนเติมกันได้ในพระไตรปิฎกนั้น. สติปัญญา ของเราพิจารณาอยู่อย่างนี้ มองเห็นอยู่อย่างนี้ : ที่ว่าไม่กล้าไปเอาอะไรเข้า นั้นแหละ, ไม่กล้ายึดมั่นถือมั่นอะไรเข้านั้นแหละถูกที่สุด. พระพุทธเจ้า พูด : พระพุทธเจ้าคือเราเอง คือจิตที่รู้สึกอย่างนี้ รู้แจ้งอย่างนี้แหละพูด. พระ- พุทธเจ้าจริงที่มีอยู่ในคนทุกคน ดังที่ตรัสว่า “เมื่อใดเห็นธรรมเมื่อนั้นเห็นตถาคต เมื่อใดเห็นธรรมเมื่อนั้นเห็นตถาคต เมื่อใดเห็นธรรมเมื่อนั้นเห็นตถาคต". เห็น ธรรมอยู่ในบุคคลใดในบุคคลนั้นก็มีพระพุทธเจ้า ; เห็นธรรมในบุคคลใดก็มีการ เห็นพระพุทธเจ้าในบุคคลนั้น, เห็นธรรมเมื่อไรก็ได้ยินเสียงพระพุทธเจ้า เมื่อนั้น. พูดอย่างสมมติก็ว่าในตัวเรานี้ ในกายในใจของเรานี้ก็มีพระพุทธเจ้า ; รู้จริงใครหลอกไม่ได้ เข้าใจผิดไม่ได้ จะมีใครมาหลอกมาลวงไม่ได้ ; จิตรู้เองว่า : อย่างนี้ยึดมั่นถือมั่นแล้ว เป็นทุกข์แล้ว, อย่างนี้ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น ยังสบายอยู่. คุมสติให้เป็นอยู่อย่างนี้เรื่อยไปประพฤติให้ดีอยู่ทุก ๆ ระดับทุก ๆ ระดับทุก ๆ ลมหายใจเข้าออกก็เป็นอานาปานสติ, เป็นพระพุทธศาสนา, ในสติที่ สมบูรณ์ตลอดสายนั้น เป็นทั้งเงื่อนต้นของพรหมจรรย์, และเป็นทั้ง ตรงกลาง ของพรหมจรรย์ และเป็นทั้ง ส่วนปลาย ของพรหมจรรย์. ขอให้ทุกคนสนใจสิ่งที่เรียกว่าอานาปานสติในพระพุทธศาสนาให้มาก ๆ, และ สนใจในเงื่อนต้นของพรหมจรรย์ ทั้งตรงกลางของพรหมจรรย์, ทั้งตรงปลายของ พรหมจรรย์. เรื่อง อานาปานสติผิด ๆ ก็มี อานาปานสติในพระไตรปิฎกเองที่ใช้ ไม่ได้ถึงขั้นปัญญาก็มี อานาปานสติหางด้วนอย่างอานาปานสติในอนุสสติ ๑๐ นั้นเป็น อานาปานสติหางด้วน. อานาปานสติในมหาสติปัฏฐานสูตร ก็เป็นอานาปานสติ

น.732 หางด้วน, ส่วนอานาปานสติในคัมภีร์มัชฌิมนิกายหรือที่อื่นมากมายหลายสิบ แห่งอัน เป็น อานาปานสติที่มี ๑๖ ขั้นนั้นสมบูรณ์ ; ในมัชฌิมนิกายก็มีไว้ละเอียดหน่อย ในสังยุตตนิกายก็มีทั่วไปหมด นอกพระไตรปิฎกหรือนอกพระพุทธศาสนาก็ยังมี. หวังว่าธรรมปาฏิโมกข์วันนี้ทุกคนคงเข้าใจคำว่า เงื่อนต้นของพรหมจรรย์พอ สมควร หรือว่าเต็มที่ ; แล้วแต่ผู้ฟัง. การเข้าใจคำ ๆ เดียวนี้ คำว่าเงื่อนต้น ของพรหมจรรย์นี้ คือเข้าใจความจริงที่จำเป็นจะต้องรู้. ฆราวาสไปกันได้ เดี๋ยวมืดจะเดินหกล้มลุกคลุกคลาน มืดแล้ว พระไม่เป็นไร เขา จะคุยกันอีกเท่าไรก็ได้.

น.733 ภาพที่ ๑ มันเป็น เรื่องเด็กๆยืนเหลียวหน้า เหลียวหลัง ไม่รู้จะทำอะไร ไม่รู้ จะไปทางไหน คล้ายๆ ว่า แรกทีเดียวเกิดมาจาก ท้องแม่ในระยะแรก มันก็ ไม่รู้เลยว่าเกิดมาทำไม. 桑 牛 ภาพที่ ๒ เริ่มเห็น รอยวัวที่พื้นดิน นี้เท่ากับ ว่าการศึกษาในเบื้องต้น พอจะทำให้รู้ ได้ว่า เราจะ ต้องทำอะไรบ้าง จะต้อง ทำอะไรในการเกิดมานี้. เด็กนั้นเดินตามรอยวัวไป ๆ. 見 跡

น.734 ภาพที่ ๓ ก็เห็น ก้นวัว นี้ มันก็เริ่มประสบ ความสำเร็จในการศึกษาที่มี ระบบที่วางไว้ชัดแล้วว่าเพื่อ อะไร เป็นลู่ทางที่คนหนุ่ม นั้นจะได้ถือเอาเป็นหลัก. 基 牛 ภาพที่ ๔ ก็เห็นตัว วัว เผชิญหน้ากันกับวัว ก็เลยได้ต่อสู้กับวัว เอาเชือก คล้อง แล้วก็ต่อสู้กันอย่าง น่ากลัวอันตราย เผลอเข้า วัวก็จะขวิดตาย. 得 牛

น.735 ภาพที่ ๕ ประสบ ความสำเร็จ ในการคล้อง วัว จับวัว ฝึกได้สำเร็จ จูงวัวไปตามความต้องการ. นี้ คืออาศรมของคฤหัสถ์ ที่มันตั้งต้นและเป็นไป อย่างถูกต้อง เหมือนกับ ต่อสู้วัวที่ดุร้าย แล้วก็ชนะ. 五 牧 牛 ภาพที่ ๖ ก็เป่าปี่ ขี่วัว (หรือขี่ควาย) อยู่บน หลังวัว นี้ คือจุดสูงสุด ของความเป็นคฤหัสถ์ครอง บ้านครองเรือน บริโภค กามารมณ์อย่างถูกต้อง อย่างไม่หลงใหล มีความ สุขสบาย ไม่เดือดร้อนเป็น ไฟ ในอุปมาเหมือนเป่าปี่ ขี่วัวไปพลาง. 六 家牛

น.736 ภาพที่ ๗ วัวไม่มีแล้ว เหลือแต่คน นั่งแหงนหน้า หลับตา หมายความว่า แหงนหน้าชะเง้อมองไป ยังสิ่งอันที่สูงกว่า ไกลกว่า ดีกว่า เรื่องวัวนี้เป็นเรื่อง ไม่สนใจแล้ว ไม่อยากจะ เป่าปี่ขี่วัว หรือทำอะไร ต่อไปอีกแล้ว มีแต่มอง ไกลออกไป ๆ ในที่สุด ก็ .... ภาพที่ ๘ มันว่างเป็น วงกลมว่างเฉย ๆ ตัวเองก็หาย ไป คือทั้งวัวทั้งคนมันหายไป. เรื่องความเห็นแก่ตัว ไม่มี เหลืออยู่เลย ของที่เอร็ดอร่อย ที่เคยพอใจ เคยหลงใหลนั้น ก็หายไป ไม่เหลืออยู่เลย ตัวผู้เอร็ดอร่อยนั้นก็หายไป ไม่เหลืออยู่เลย เขาจึงเขียน เป็นรูปวงกลมคือความว่าง. ชีวิตในระดับนั้นมัน perfect ถึงขนาด เราจะไม่ยอมรับ คือจะสลัดออกไปหมด สลัด ความคิดเกี่ยวกับตัวกู เกี่ยวกับ ของกูออกไปหมด.

น.737 ภาพที่ ๙ เป็นภาพ ธรรมชาติยังไม่สิ้นสุด มี การผลิดอกออกผลใหม่ออก ไปในอันดับที่สูง ๆ ขึ้นไป. ภาพที่ ๑๐ สุดท้าย กลายเป็นบุคคลคนหนึ่งแจก ของ-ส่องตะเกียงไปทั่วโลก. นี้จะเห็นได้ว่าเหมือนกันอีก คือสันยาสีที่เที่ยว แจกของ- ส่องตะเกียงไปทั่วโลก.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต