น.669 การพูดกันที่นี่ ตามที่ตกลงกันมาแล้วว่า จะ พูดกันในเรื่องที่เกี่ยวกับตัวกู-ของกู เพื่อซักซ้อมข้อ ปฏิบัติในทางธรรม มิให้เลอะเลือน เช่นเดียวกับการลง ปาฏิโมกข์ในทางวินัย ซึ่งเราเรียกการพูดที่นี้ว่า "ธรรม ปาฏิโมกข์" ทำนองเดียวกับปาฏิโมกข์ทางวินัยนั้น เรา จะได้เลือกหัวข้อธรรมะมาพูดกันตามความสมควรแก่ โอกาส. วันนี้จะพูดเรื่อง "ความว่างที่พระพุทธเจ้า ตรัส" , ด้วยเห็นว่า ได้พูดเรื่องความว่างนี้มานานแล้ว, แต่รู้สึกว่า ยังมีผู้ไม่เข้าใจ, หรือเข้าใจไม่ถูกต้องอีกมาก, จึงจะขอทำความเข้าใจกันในหมู่พวกเราที่นี้ต่อไปก่อน. ๗๙
น.670 เรื่อง ว่าง ที่พระพุทธเจ้าตรัส เรื่อง "ว่าง" นี้ พูดกันมา ๑๐ กว่าปีแล้ว ยังไม่กระจ่างเลย เก็บมาพูดได้อีก คราวละเล็กละน้อย ; ขอให้พยายามฟังให้เข้าใจมากขึ้นทุกที ๆ. ฟังเรื่อง "ว่าง" กันมาแล้วตั้งแต่ต้น ๆ ก็ทราบกันแล้วว่า พระพุทธเจ้าท่านถือว่า เรื่องของความว่างนี้ เป็นเนื้อหนัง เป็นเนื้อตัวของพุทธศาสนา. เรื่องความว่างนี้มีแน่ไม่ผิด ; เพราะ มีคำกล่าวอยู่ว่า ตถาคตภาสิตา แปลว่า ที่ตถาคตได้ประกาศไว้ นี้ก็แสดงว่าเรื่องว่าง หรือเรื่องสุญญตา ที่พวกอื่นประกาศก็มีเหมือนกัน เช่นพวกอุจเฉททิฏฐิ ก็พูดเรื่อง ไม่มีอะไร, เรื่องสูญเปล่านี้ คือ ว่าง ของพวกอื่นที่เป็นมิจฉาทิฏฐิพูด. ส่วน ว่าง ที่ไม่ใช่สูญเปล่า คือ เพียงแต่ว่างจากความรู้สึกว่า "เรา" ว่า "ของเรา" เท่านั้น, นี้คือ ว่างของพระพุทธเจ้า. ที่ในเมืองไทยเรานี้ก็มีการสอนกันผิด ๆ เพราะแปลคำนี้ผิด ขนาดนักศึกษา ยังหลงผิด ยังพึงมาผิด ; ตั้งแต่กาลก่อนมา เขาแปลคำว่า "ว่าง" นี้ว่า สูญเปล่า, ไม่ได้อะไร ไม่มีอะไร. ถ้าแปล "ว่าง" ว่าสูญเปล่าละก็ผิดแน่ ; พระ- พุทธเจ้าท่านไม่ได้มีความหมายว่า สูญเปล่า แต่มีความหมายว่า "ว่าง" ; อย่างที่ ในบาลีมีคำอธิบายเป็นคำนิยามอยู่ชัดแล้ว เช่นว่า : ที่ว่าโลกว่าง, โลก นี้ว่าง ก็เพราะว่างจากส่วนที่ควรถือ ว่าของเรา ว่าตัวเรา. เรื่องว่างนี้เราพูดเสียใหม่, เราพูดไม่ให้กำกวมก็ได้ คือพูดว่า "ทุกสิ่งไม่มี อะไรที่ควรถือว่า เป็นตัวเรา หรือเป็นของเรา" ; ใช้ประโยคนี้แหละ : ทุกสิ่ง ทุกอย่างทั้งหมดนี้ ไม่มีอะไรที่ควรถือว่าเป็นตัวเรา-เป็นของเรา. เมื่อมัน ว่างก็ไม่มีส่วนที่ควรถือว่า เป็นตัวเรา-ของเรา ; แต่ท่านใช้คำสั้นที่สุด ว่า "โลกว่าง" เพราะไม่ใช่อัตตา เพราะไม่ใช่อัตตนียา , ว่างเพราะไม่มีอะไรเป็นอัตตา คือ
น.671 ความว่างที่พระพุทธเจ้าตรัส ๘ด เป็นตัวเรา, โลกว่างเพราะ ไม่มีอะไรเป็นอัตตนียาคือเป็นของเรา, และที่พูดว่า "ไม่มีอะไร" นั่นหมายความว่า มีหมดครบหมด ; แต่ไม่มีส่วนไหนจะมาเป็นตัวเรา หรือของเราได้. "ว่าง" นี้ไม่ได้หมายความว่า ไม่มีอะไร ให้เรากิน ไม่มีอะไรให้เราใช้ ไม่มีอะไรให้เราอยู่ ไม่มีอะไรให้เราดู ; ไม่ใช่อย่างนั้น มัน มีอะไร ให้เรากิน ให้เราเห็น ให้เราดม ให้เราดู ให้เราใช้ ครบทุกอย่าง; แต่ไม่มีส่วนไหนที่ ควรถือว่า ตัวเรา หรือ ของเรา . ฟังดูให้ดีว่า : โลกทั้งหมดว่าง เพราะไม่มี ส่วนที่จะเป็น ตัวเรา หรือ ของของเรา. ภาษาธรรมดา ๆ ก็ว่า ไม่มีอะไรที่ควรถือว่าเป็นตัวเราหรือของเรา. พูดอย่าง นักกฎหมายหน่อยก็ว่า ทั้งหมดไม่มีอะไร ที่ควรสำคัญมั่นหมายว่า เป็นตัวเรา ว่าเป็นของเรา. ใช้คำว่า “สำคัญมั่นหมาย" นี้ดีหน่อย : มันมีเต็มไปหมดทั้ง ข้างนอกข้างใน ; ข้างในคือ ในตัวเราเอง ชีวิตร่างกายนี้เป็นข้างใน. ข้างใน ทั้งหมดนี้ ก็ไม่มีอะไรที่เป็นตัวเรา หรือเป็นของเรา ; ข้างนอก คือนอกไปจาก ร่างกายเรา ทรัพย์สมบัติของเรา อะไรของเรา, ที่เรียกว่าของข้างนอกนี้ ก็ไม่มีอะไร ที่จะเป็นของเรา หรือเป็นตัวเราไปได้. ชีวิตนี้ไม่ใช่ตัวเรา และไม่ใช่ชีวิตของเรา, ความคิดนึกอะไรต่าง ๆ ที่เคยถูก สมมติว่าเป็นตัวเรานั้นก็ไม่ใช่ตัวเรา บางคนสำคัญเอาเองว่า ที่รู้สึกได้ คิดนึกได้ อันนั้นแหละคือตัวเรา อย่างนี้ก็มี; แต่ เมื่อศึกษาจนรู้ จึงจะรู้ได้ว่า ที่คิดนึก ได้นั้นก็สักแต่ว่าเป็นสิ่งที่รู้จักคิดนึกได้, แต่ไม่ใช่ตัวเรา; เพราะ ธรรมชาติของมันเป็นอย่างนั้นเอง, หน้าที่ของมันเป็นอย่างนั้นเอง. มัน สมองที่เป็นสำนักงานก็ดี, จะเป็นตัวจิตที่มองไม่เห็นตัวก็ดี, มารวมกันแล้ว มันทำ หน้าที่คิดนึกได้ทั้งสองอย่างก็ดี, ทั้งหมดที่กล่าวนี้ก็ไม่ใช่ตัวเรา.
น.672 เมื่อไม่ใช่ตัวเราแล้ว, ไม่มีตัวเราเสียแล้ว, ของเรามันจะมีมาแต่ไหน. ต่อเมื่อมีตัวเรา จึงจะถือว่า นั่นของเรา นี้ของเรา ชีวิตของเรา, เนื้อหนังของเรา แขนขาของเรา ความเจ็บของเรา ความแก่ของเรา ความตายของเรา. ข้างนอก ก็เช่นเดียวกัน จะนึกว่าเป็นเรา เป็นของเราได้อย่างไร ในเมื่อไม่มีตัวเราเสียแล้ว ; พิจารณาต่อไปอีก บุตร ภรรยา สามี เพื่อนฝูงก็เหมือนกัน, ก็ไม่เป็นของเรา เหมือนกัน, ถึงทรัพย์สมบัติก็เหมือนกันอีก. สรุปไว้ทีหนึ่งก่อนว่า โลกว่าง หรือทุกสิ่งทุกอย่างว่าง เพราะไม่มีอะไร เป็นตัวเรา หรือเป็นของของเรา. ว่าง คำที่หนึ่งนั้นก็คือ โลกว่าง. ว่าง คำที่สองก็คือ จิตว่าง. จิตว่าง คือจิตที่ไปรู้ความจริง ข้อนี้เข้า, รู้ว่าโลกนี้ไม่มีอะไร ที่จะเป็นเรา เป็นของเราได้. ยกเอาจิตภายในนี้ เป็นผู้รู้สึก ว่าไม่มีอะไรเป็นตัวเรา ของเราได้ เลยโว้ย; รู้อย่างนี้จิตก็ว่างจากความสำคัญมั่นหมาย หรือว่างจากอุปาทาน ว่างจาก อะไรนี้; เมื่อไม่รู้ว่าจะไปจับอะไรมาเป็นตัวเรา หรือเป็นของเรา ถ้าไม่เรียกว่าจิตว่าง จะให้เรียกว่าอะไร ที่ไม่ไปจับฉวยเอาอะไรมาเป็นตัวเรา หรือของเรา; เป็นจิตที่ ว่างจากตัวฉัน และของฉันอยู่เสมอ ก็ต้องเรียกว่า "จิตว่าง". โลกว่าง จิตว่าง คือเรื่องของ ความว่าง จิตว่างนั้น ไม่ใช่ไม่คิดไม่นึก ; เพราะตามธรรมชาติของจิตย่อม คิดนึกรู้สึกอะไรอยู่ ตามธรรมชาติแล้ว . แต่ก่อนนี้ไม่ว่าง เพราะว่าไปเอานั่น เอานี้มาเป็นของเรา มาถือไว้ เลยไม่ว่าง, เพราะติดธุระอยู่เรื่อยจึงไม่มีว่าง, เมื่อ ไม่หอบอะไรไว้เป็นของเรา ไม่ถืออะไรไว้เป็นของเรา ก็เลยดูว่าง หรือฟรี หรือเป็น
น.673 อิสระ นี้เรียกว่าจิตว่าง. พูดสั้น ๆ เรียกว่าจิตว่าง, ขยายความไปว่า จิตที่ ไม่ได้สำคัญมั่นหมายยึดถืออะไรว่า เป็นตัวเรา หรือเป็นของของเรา . นี้คือ จิตว่างคำที่ ๒. ว่างคำที่ ๑ ว่าโลกว่าง คือทุกสิ่งทุกอย่างว่าง; เพราะไม่มีอะไรจะ เป็นตัวเรา หรือของเราได้. คำที่ ๒ ว่าจิตมันว่าง เพราะจิตรู้ความจริงข้อนั้น, แล้วไม่รู้จะไปถือเอาอะไร ว่าเป็นตัวเรา หรือของเราก็ตาม, มันเลยอยู่ว่าง เฉย ๆ เสีย. แต่จิตก็คงทำอะไรไปตามหน้าที่ของจิต ของกาย ของอะไรตามเรื่อง ของสิ่งนั้น ๆ; แต่ความสำคัญมั่นหมายว่า "ฉัน" ว่า "ของฉัน" นั้นไม่มี เรียกว่า "จิตว่าง”. เอาเรื่อง โลกว่าง กับเรื่อง จิตว่าง นี้ มารวมกันเข้า เป็นเรื่องความว่าง โดยสมบูรณ์ ; ที่เรียกว่าสุตตันตะ ที่เนื่องเฉพาะด้วยสุญญตา, เรื่องราวที่กล่าวถึง สุญญฺตา. ถ้าพูดเรื่องสุญญตาก็คือเรื่องนี้ ; เรื่องโลกว่าง เรื่องจิตว่าง, เรียกว่า เรื่องความว่าง. หัวข้อนั้นคือ เรื่อง โลกว่าง กับ จิตว่าง มา รวมกันเข้า เรียกว่า ความว่าง ; หรือคำว่า ความว่าง นี้ขยายความออกไป คือจิตว่าง และโลกก็ว่าง, นี้ก็เป็นเรื่องความว่าง. พูดสั้นๆ ว่า "ความว่าง" แต่คำอธิบายมีมาก, อธิบายไปถึงโลกว่างอย่างไร, จิตว่างอย่างไร. เรื่องนี้ก็มีคำพูดหลายคำเหมือนกัน, รายละเอียดปลีกย่อยที่ว่า โลกว่างอย่างไร ไม่มีตัวตนอย่างไร, ไปศึกษาเอาเองให้ละเอียด ; พิจารณาดูไป ทีละเรื่อง ๆ. เรื่องที่ ๑ ทั้งโลกทั้งหมด ทุกสิ่งรวมทั้งคนด้วย, ทั้งโลกด้วย ทั้งวัตถุด้วย, ตัวคนด้วย, ความคิดความนึกของคนด้วย ; อะไร ๆ ก็เป็นความว่างจากตัวตน, จิตก็ว่างจากตัวตน แต่ว่าในฐานะที่เป็นเพียงโลก เป็นเพียงส่วนหนึ่งของโลก.
น.674 เรื่องที่ ๒ คือ เดี๋ยวนี้เรา เอาจิตมาในฐานะที่เป็นตัวนายโรง เป็นตัว เจ้ากี้เจ้าการว่า จิตนี้จะยึดถือ หรือจะไม่ยึดถือ. ถ้าจิตเห็นว่าโลกไม่ว่าง ถ้าเห็นว่า โลกมีอะไรน่ารัก จิตก็ไปยึดถือสิ่งนั้น; เพราะฉะนั้นจิตนั้นก็ไม่ว่าง. ในตึกนี้มี รูปชะนีอุ้มลูก ; ดีมาก ; รูปนั้นแสดงความไม่ว่าง กอดลูกไว้เรื่อย, เกาะกิ่งไม้ ไว้ด้วย. รูปนี้เอามาเป็นรูปของความยึดถือ, คือจิตที่จะยึดถืออะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามที่มันเข้าใจว่าน่ายึดถือ ก็มีเท่านั้นเองที่เป็นใจความ. การปฏิบัติ เรื่อง ความว่าง ต้องเข้าใจคำว่า “ยึดถือ" และ "ความอยาก" ที่เราได้ฟังจากตัวหนังสือ หรือคำพูดเพียงเท่านี้ ยังไม่พอ ; เพราะเป็นแต่ เพียงได้พึงทฤษฎี ฟังหลักหรือคำบัญญัติ; พอได้ฟังเท่านั้นแล้วจะไปปฏิบัติ จะ ปฏิบัติอย่างไรได้ ถ้าไม่รู้ว่า จิตเป็นอย่างไร, อาการที่ยึดถือ คือทำอย่างไรก็ยังไม่รู้ ; อย่างนี้ย่อมจะปฏิบัติไม่ถูก. การปฏิบัตินั้น ต้องสังเกตเรื่องนี้ไปจนพบว่า อย่างไรเรียกว่ายึดถือ, อย่างไรเรียกว่าไม่ยึดถือ, เท่านี้ก็ใช้เวลาตั้งเดือน สองเดือน สามเดือน ห้าเดือน หรือปีหนึ่งด้วยซ้ำไป, ว่าอย่างไรเรียกว่ายึดถือ, อย่างไรเรียกว่าไม่ยึดถือ. พอยึดถือเข้าแล้วให้สะดุ้ง เอาเพียงเท่านั้นก็พอ. ให้รู้จัก ความยึดถือจับตัวมันให้ได้, พอเห็นความยึดถือของตนแล้ว ก็สะดุ้ง เท่านี้ก็พอแล้ว. "ยึดถือ" ก็คือ จิตไปยึดเป็นตัวตน, มีตัวกูขึ้นมา เรียกว่ามีความ ยึดถือแล้ว. มีตัวกูขึ้นมา-มีตัวกูขึ้นมา แล้วก็มีความรู้สึกได้ ตามเหตุการณ์ที่ มีอยู่ในขณะนั้น ; ไปรักอะไรเข้า ก็มีตัวกูในเรื่องรัก เรื่องเอา เรื่องได้ขึ้นมา, ไปเกลียดอะไรเข้า ก็มีตัวกูในเรื่องนี้. สองอย่างนี้ที่สังเกตได้ง่ายที่สุด คือ ความรู้สึกที่ไปรักอะไรเข้า หรือไปเกลียดอะไรเข้า. ยกตัวอย่างแต่เพียง
น.675 สองอย่างนี้ : อภิชฌาไปรักอะไรเข้า, โทมนัส ไปโกรธไปเกลียดอะไรเข้าแล้ว ; ว่าอย่างภาษาวัตถุหน่อยก็ว่า ไปดึงดูดอะไรเข้าแล้ว, เรียกว่ารักเข้าแล้ว, ไปผลักไส อะไรเข้าแล้ว ; อย่างนี้ก็ผูกโกรธแล้ว เกลียดแล้ว ; แตกต่างกว่าอยู่เฉย ๆ. ถ้า รู้สึกว่า ตัวกูรัก หรือเกลียดเข้าแล้ว จึงจะเห็นว่ามีอาการที่แตกต่างกันมาก. ในเรื่องความอยาก, สมมุติว่าเป็นความอยาก ความต้องการ ; ถ้ามีตัวกู มีความรู้สึกที่เป็นความหมายว่า ตัวกู ความอยากนั้นเป็นกิเลส. ถ้าอยาก หิวตามธรรมดา นี้ไม่เรียกว่าเป็นกิเลส จนตายไปก็ยังไม่เรียกว่ากิเลส; แต่ว่า ตามธรรมดานั้น จะรู้สึกอย่างนั้นไม่ใคร่ได้ มักจะมีตัวกูขึ้นมาด้วยแน่นอน ; ถ้า หิวหนักเข้าก็โกรธ นี่ก็เต็มไปด้วยตัวกู. ทีนี้พูดโดยหลักทางการพูด ทางทฤษฎีว่า ถ้า นี้, "ถ้า" ความอยากนั้น ไม่มีตัวกูเจืออยู่ ความอยากนั้นไม่ใช่กิเลส ; เช่น อยากของพระอรหันต์ อย่างนี้. พระอรหันต์ก็ต้องการนั่น ต้องการนี่, ความอยากของพระอรหันต์ ไม่มี ตัวกู ไม่มีกิเลส ความอยากนั้นก็ไม่ใช่กิเลส. อยากของปุถุชนนี้ ยากและน้อยนัก น้อยหนา ที่จะไม่เป็นกิเลส ; แต่ถ้าอุตส่าห์ระวังให้ดี ก็พอจะไม่มีกิเลสมากมายนัก พออยากขึ้นมาก็สนใจพิจารณาดูว่า อยากอะไรอยู่ ; เดี๋ยวนี้อยากดีนั้น เป็นอยากของ ตัวกู หรือว่าอยากของอะไร. มีปัญหา ที่เรากำลังถกเถียงกันอยู่ วิวาทกันอยู่ว่า; คนเราจะอยากโดยไม่มี ตัวกูได้หรือไม่ ? อยากอะไรโดยไม่มีความรู้สึกของผู้อยาก ผู้เอา จะได้หรือไม่ ? ไม่มีใครคิดว่า ได้, เป็นธรรมดาที่ไม่มีใครคิดว่า ได้; เพราะเคยชินต่อความมี ตัวกูนั้นเสีย. ไม่มีตัวกูก็ทำอะไรได้เหมือนกัน คือจะทำไปตามความรู้สึกที่ไม่ใช่ ตัวกูนั่นแหละ ; ไม่ใช่ต้องเป็นพระอรหันต์จึงจะทำได้. บางครั้งที่คนเรา ปุถุชน
น.676 พอทำได้ก็มีอยู่เหมือนกัน โดยอบรมสั่งสอนกันให้มาก อย่างเดียวกับที่เวลานี้ทั่วโลกเขา กำลังใช้หลักทำงานเพื่องาน ; ซึ่งเขาพูดกันอยู่ ; เพราะเป็นหลักที่บูชากันมาก ในจริยธรรมสากล : ทำงานเพื่องาน duty for duty's sake ทำงานเพราะเห็นแก่ งาน. แล้วใครทำได้กี่คน ที่ทำงานเพื่อเห็นแก่งานในโลกนี้ ; ถึงพวกฝรั่ง เจ้าตำรับตำราเจ้าของคำพูดเองนี้ ก็ยังไม่ไหวเหมือนกัน ; หรือบางทีอาจจะดีกว่า คนไทยกระมัง. ทำงาน เพื่องาน ต่างกับ ทำงาน เพื่อเงิน พระพุทธเจ้า หรือพวกพุทธบริษัทนั้นจะทำได้ ถ้าปฏิบัติตามหลักของ พระพุทธเจ้าแล้ว คนจะทำงานเพื่องานทั้งนั้น ; เพราะพระพุทธเจ้าท่าน สอนให้ทำงาน ไม่ใช่เพื่อกิเลส , ไม่ใช่เพื่อตัวเรา ไม่ใช่เพื่อของเรา, ไม่ใช่ เพื่อตัณหาเพื่ออุปาทาน ; นั่นแหละคือทำงานเพื่องาน. ทำงานเพราะมีสัมมาทิฏฐิ คือความเข้าใจถูกต้อง ว่าอะไรเป็นอย่างไร , เขาเรียกว่า ทำงานนั้นทำเพราะสัมมาทิฏฐิ และก็ทำเพื่อหน้าที่, กระทำเพื่องาน. สัมมาทิฏฐินั้นเอง บอกว่าสังขาร นามรูปนี้ มีหน้าที่จะต้องเคลื่อนไหว ต้องทำ ต้องอะไรตามสมควร ; เพื่อบริหารร่างกายบ้าง เพื่อเลี้ยงชีวิตบ้าง เพื่ออะไรมันก็เป็นหน้าที่ ; แม้แต่จะเอามากินมาใช้ มาเลี้ยงชีวิต ร่างกายนี้ ก็เป็นหน้าที่. ทำงานเพื่อหน้าที่นั้นไม่เกิดความโลภ เกินกว่าเหตุ ไม่เกิดตัณหา อุปาทาน ; เพราะฉะนั้น จึงทำงานตามหน้าที่ไปวันหนึ่ง ๆ เหมือนกับว่า เราจะ ต้องอาบน้ำ จะต้องไปถาน จะต้องทำหน้าที่การงาน ล้วนเป็นหน้าที่ประจำวันที่จะต้อง ทำ. ทำงานอย่างนี้เรียกว่า ทำงานไปตามหน้าที่ ตามธรรมชาติกำหนดไว้ ; ทำงาน เพื่องานด้วยจิตใจที่ว่า ตัวกู หรือของกูไม่มี อย่างนี้ก็ไม่เป็นกิเลส. ความอยาก ทำงานอย่างนั้นก็ไม่เป็นกิเลส, การทำงานอยู่อย่างตัวเป็นเกลียว ขยันขันแข็ง ก็ไม่ใช่ กิเลส ไม่ใช่ความโลก ; ที่ดีที่สุดก็คือ คนนั้นสบาย คนนั้นมีความสุข มีความสบาย ;
น.677 มีการศึกษามาก เล่าเรียนมาก มีสติปัญญามาก งานนั้นก็ทำได้มาก ทำได้สูง ทำได้ผล มีค่าล้นเหลือไปเหมือนกัน. สัมมาทิฏฐิ ไม่ได้ทำให้เกียจคร้าน , ถ้ามีสัมมาทิฏฐิแล้ว จะไม่ทำให้ มีความรู้สึกเกียจคร้าน, หรือไม่เกิดความรู้สึก อย่างที่พวกอันธพาลเข้าใจว่า : ทำงาน ไปโดยไม่มีความอยาก ก็เลยไม่ทำอะไรเสีย. คนด้านอย่างนี้ เขาค้านอย่างอันธพาล เพราะจิตใจของเขาเป็นอันธพาล, จิตใจของเขาไม่มีสัมมาทิฏฐิ ; เขาจึงคิดว่า ถ้า ไม่มีความรู้สึกว่า ตัวกูแล้ว ก็ไม่ทำงานเลย. นั่นเขาพูดอย่างอันธพาล เขาคิดอย่าง อันธพาล เขาค้านอย่างอันธพาล ; ถ้าเป็นสัมมาทิฏฐิจะทำอย่างนั้นไม่ได้ ; เพราะ รู้หน้าที่. เช่นสังขารก็รู้หน้าที่ของสังขาร ว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง : ต้องกิน ต้องอาบ ต้องถ่าย; นี้ไม่ต้องพูดกันอีก เพราะมันเป็นหน้าที่ ที่เล็กน้อยเกินไป. พูดว่าหน้าที่ ที่ว่ามนุษย์เกิดมาจะต้องทำอะไรบ้าง ? หน้าที่ใหญ่โตนั้นก็เป็นหน้าที่ ที่จะต้องรู้ ; แล้วแรงงานมีอยู่ทุกวัน จะเอาไปใช้ทำอะไร ก็ต้องรู้. ถ้ามีสัมมาทิฏฐิ แล้วก็จะรู้ว่า ควรใช้อย่างนั้น ควรทำอย่างนั้น เพื่อประโยชน์อย่างนั้น. เราทำงานเพื่อประโยชน์แก่งานนี้ แม้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ทำนั้นด้วย เราก็ ไม่ถือว่า เป็นเรื่องมุ่งหมายโดยตรง แต่เป็นเรื่องพลอยได้ ; แล้วเราเองก็ไม่เอามาทำ อะไร. อย่างว่าได้เงิน ได้ชื่อเสียงมา ก็ได้มาอย่างนั้น เพื่อความสะดวก เพื่อเป็น เครื่องมือ ในการทำงานต่อไป; ไม่ต้องว่า ของกู, ตัวกู, เพื่อกู จนเกิด ความรู้สึกที่เป็นกิเลส คือทำให้นอนไม่หลับ. ถ้าได้ชื่อเสียง หรือ ไ ด้อะไรมาก็ให้ ถือว่า เป็นการได้เครื่องมือสำหรับทำงานให้ยิ่งขึ้นไป. ทำงานเพื่องาน ตามหลักจริยธรรมสากลนั้น จำเป็นมากที่จะต้อง เข้าใจแล้วมาปรับให้เข้าใจเรื่องของเรา กับพระพุทธศาสนาโดยตรง ที่ว่า ทำโดยไม่ต้องมีอะไรที่เป็นตัวกู-ของกู ; อย่างนี้เรียกว่าทำงานด้วยจิตว่าง. ทำงาน
น.678 เพื่องาน ทำงานด้วยจิตว่าง เพราะไม่มีตัวกู ไม่ใช่เพื่อกู, ไม่ใช่เพื่อตัวกู ผู้ทำ ; สติปัญญาก็จะมีอยู่เหนือจิตใจ, จิตใจก็ทำหน้าที่บังคับร่างกาย ให้ทำหน้าที่ของร่างกาย ของจิตใจ ของสังขาร. พูดอย่างภาษาชาวบ้านจะฟังไม่ถูก ; แต่ในบาลี ในพระ- พุทธภาษิตนั้น เป็นภาษาพูดที่เป็นธรรมดา ที่ว่าทำโดยไม่ต้องมีผู้ทำ, การทำก็ ทำไปแล้ว แต่ผู้ทำหามีไม่ อย่างนี้. การเดินก็เดินเสร็จไปแล้ว ถึงแล้ว ; แต่ตัวผู้เดินหามีไม่; อย่างนี้มีแยะไปหมด. อย่างนี้เล่าจื้อก็มี ไม่ใช่มีแต่ใน พุทธศาสนา ; แต่คนไม่ค่อยสนใจ นี้เพราะลำเอียง. เล่าจื้อก็เคยมีความคิดรูปนี้, ความคิดที่จะไม่มีตัวเรานี้ แต่ไม่ถึงขนาดของพุทธศาสนา. ขอให้ศึกษาสังเกต จนจับให้ได้ ว่า อย่างไรเรียกว่าทำงานด้วยความรู้สึก สำคัญมั่นหมาย เป็นตัวกู-ของกู ; อย่างไรทำงานเพื่องานบริสุทธิ์ โดย ไม่มีความสำคัญมั่นหมาย ว่าตัวกู-ว่าของกู. ได้เตือน พระ เณร มาตลอดเวลา เป็นปี ๆ แล้ว ตลอดเวลาว่า : อยู่ที่นี่ เมื่อทำงาน ให้ตรวจสอบตัวเอง เพื่อจะได้ หัดทำงานด้วยจิตใจที่ไม่เพื่อตัวกู ไม่เพื่อของกู ; แม้ทำเพื่ออาจารย์, หรือว่าจะ ถูกใจอาจารย์ นี้ก็กระเดียดไปเป็นตัวกู-ของกู ; ทำเพราะถูกบังคับ นี่ก็ยิ่งมีตัวกู- ของกู. ต้องทำงานเพราะว่า มนุษย์ หรือสังขารก็ตาม มีหน้าที่ ที่จะต้อง ทำงาน, ใช้คำว่า "งาน" เฉยๆ ก่อน ยังไม่แยกเป็นงานอะไร. สังขาร, ร่างกายนี้จะอยู่ว่างไม่ได้ ต้องเคลื่อนไหว ; เคลื่อนไหวนั้น คือ ทำงาน, อยู่ว่างไม่ได้ อยู่นิ่งไม่ได้ ต้องทำงานเพื่อเลี้ยงสังขารไว้ นี้ก็อย่าง หนึ่ง ; เช่นเราต้องไปหากิน เรียกว่าทำงาน, กินแล้ว จะทำอะไรอีก? มันก็ยัง มีงานอย่างอื่นอีก. ถ้ารักคำว่า มนุษย์ รักความหมายของคำว่า มนุษย์, งานก็คือ ทำประโยชน์ผู้อื่น, อยู่นิ่งไม่ได้. เพราะอยู่นิ่งไม่ได้จึงต้องเคลื่อนไหว, ที่นี้ เคลื่อนไหวอย่างไรจึงจะไม่ผิดไม่เป็นโทษขึ้นมา ? ที่จำเป็นก่อนก็คือ เคลื่อนไหว
น.679 หาเลี้ยงกระเพาะ เลี้ยงชีวิตนี้ก็เคลื่อนไหว. ครั้นทำเพื่อเลี้ยงชีวิตเสร็จแล้ว ประโยชน์ ตนมีแล้ว เหลือที่จะกินแล้ว, จะทำเพื่ออะไรต่อไปอีก? ก็เพื่องานที่มนุษย์จะต้อง ทำ. ทำงานเพื่อเลี้ยงชีวิตนี้ กับทำงานเพื่อตัวกู จะต่างกันอย่างไรอีก? ทำงานเพื่อเลี้ยงชีวิตนี้ก็ระวังให้ดี มันจะมีตัวกูขึ้นมา ; ถ้ามีชีวิตของกูแล้ว ก็ทำงาน เพื่อกูกันตอนนี้เอง. เหมือนกับว่างานบริหารร่างกาย ต้องกิน ต้องอาบ ต้องถ่าย อะไรทำนองนั้น, เลี้ยงชีวิต เลี้ยงปาก เลี้ยงท้องนี้ก็ดี อย่าว่าตัวกู อย่าว่าปากท้อง ของกู ชีวิตของกู ; เรื่องตัวกู-ของกู ลืมเสียก็ได้ ลืมเสียก็แล้วกัน. อย่างนกตัวเล็กๆ หรือสัตว์ตัวเล็ก ๆ ที่มันเที่ยวหากินนั้น มันหากินคล้าย เครื่องจักร, เห็นอาหาร เห็นผลไม้ เห็นแมลง ก็ตะครุบกิน โดยไม่ต้องมีตัวกู ; ลืมเสียก็ได้ เรื่องตัวกู ; อย่างนี้ไม่มีความทุกข์. งานส่วนที่หาเลี้ยงปาก เลี้ยงท้องก็ทำไป ในความหมายนี้ ; ไม่ใช่เพื่อตัวกู. ส่วนที่เหลือนั้นก็เพื่อ งาน ; ทำงานเพื่อหน้าที่อันนั้นแหละจะเพื่อทุกคน, เพื่อประโยชน์แก่ทุกคน. ฉะนั้นจึงเกิดลัทธิที่ดีที่วิเศษขึ้นมา ที่ว่า : ความรัก ความเมตตา ความเห็นแก่กัน และกัน ก็มีขึ้นมาในโลก. คนต้องเลี้ยงชีวิตในความรับผิดชอบของตัว อันนี้ก็ทำไป ; แม้เราไม่ต้องทำ การหาอาหารโดยตรง ได้มาเลี้ยงชีวิตโดยผู้อื่นให้ เหมือนพระไปบิณฑบาต อย่างนี้ ก็ต้องถือว่าเหมือนกัน, เป็นการเลี้ยงชีวิตชนิดหนึ่งเหมือนกัน. เราก็ช่วยกันโดยวิธี อื่น ทำงานเพื่อให้เรามีอาหารกิน ด้วยการทำงานอย่างอื่นชดเชยก็ได้. พระไปบิณฑบาต ไปรับอาหารมาฉัน ถือว่าทำเพื่อเลี้ยงชีวิตก็ได้. เรามีชีวิตแล้ว, มีชีวิตอยู่แล้ว จะทำอะไร? ก็ทำการทำงาน เพื่อ ไม่ใช่ตัวเราก็แล้วกัน : เพื่อศาสนาก็ได้ แต่อย่าว่าเป็นศาสนาของเรา ; ทำเพื่อ ศาสนาก็คือ เพื่อสิ่งที่จะทำให้โลกนี้มีความผาสุก ; จึงเห็นได้ว่า ส่วนที่เรา
น.680 จะกันไว้เลี้ยงปากเลี้ยงท้องนั้นนิดเดียว, ส่วนที่จะเป็นประโยชน์แก่โลกนั้นมากมาย ; อย่างนี้จึงจะเรียกว่าทำงานเพื่องาน. เรื่องที่เป็น ๆ กันอยู่นั้น ไม่ใคร่เป็นไปในรูปนี้ ; งานเพื่องานนั้น ดูจะไม่เคยรู้สึก หรือฝันถึง; เพราะว่า งานเพื่อกู เพื่อ ครอบครัวของกู เพื่อลูก เพื่อเมียของกู นี้มันมากขึ้น ๆ มากขึ้น ๆ, เพื่อตัวกู-ของกู เข้ามาแทนที่มากขึ้น ๆ; เพราะฉะนั้น จึงกลายเป็นทำงาน เพื่อสิ่งที่ต้องการ, เพื่อสิ่งที่กูต้องการกันไม่มีที่สิ้นสุด : เพื่อลูกเมีย, เพื่ออะไร ต้องการไม่มีที่สิ้นสุด, ต้องการไม่รู้จักสิ้นสุด. การทำงานเพื่ออะไรที่ไม่รู้จักสิ้นสุดนี้ เราก็เรียกว่า ทำงานเพื่อเงิน ; เพราะว่าเงินเป็นเครื่องอำนวยสิ่งเหล่านี้, หรือเป็นตัวแทนของสิ่งเหล่านี้, เขาจึง เรียกว่า ทำงานเพื่อเงิน ; เรียกว่าเป็นการทำงานเพื่อเงินโดยไม่ทันรู้ มากขึ้นจนเต็ม ไปหมด จนไม่มีเรื่องทำงานเพื่องาน. ทำงานเพื่อเงินกัน ถึงขนาดกิเลสครอบงำได้ เหมือนกับภูตผีปีศาจครอบงำ แล้วทีนี้เลยไม่มีทางที่จะเป็นไปได้ ที่จะทำงานเพื่องาน ; ส่วน ทำงานเพื่อเงินนั้น ไม่มีที่สิ้นสุด , ทำงานเพื่อตัวกู เพื่อของกู นั้นไม่มีที่ สิ้นสุดกันเลย ; นี้มันไม่ใช่ทำงานเพื่องาน ก็เพราะเหตุนี้. เมื่อต่างคนต่างก็ ทำงาน เพื่อตัวกู-ของกู กันอย่างนี้ มันก็ต้องปะทะกัน คือ การเบียดเบียนกันก็มีขึ้น ; มีพวกของตัว มีตัว; ตัวมันขยายออกเป็นพวกของตัว แล้วมันก็มากขึ้น, แล้ว ก็ต้องแข่งขันกัน ต้องปะทะกัน ; มันเป็นความทุกข์ในทางเบียดเบียนซึ่งกันและกัน. ทีนี้ทำงานเพื่อเงิน ภายในก็ทำด้วยจิตใจที่เร่าร้อนเป็นไฟ, เป็นเหมือนไฟเผา อย่างนั้น, เป็นไฟขึ้นมาในภายในตามลำพังของการงานนี้ก็ได้, ก็เป็นทุกข์อย่างยิ่ง, เบียดเบียนกันอีก ก็เป็นทุกข์อย่างยิ่ง. ขยับเข้ามาถึงว่า เลี้ยงปากเลี้ยงท้องนี้ มีปริมาณ เท่าไร จึงจะเรียกว่าพอเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ? พอจะเห็นกันได้ไหม ว่า เพื่อเลี้ยงปาก เลี้ยงท้องนั้น ที่จริงไม่ต้องการเท่าไร ทำงานเพียงเพื่อให้ชีวิตอยู่ได้นั้น ไม่ต้องการ
น.681 เท่าไร ; แต่เรา ต้องการมากกว่านั้น มากกว่าที่จำเป็น สิบเท่า ร้อยเท่า พันเท่า หมื่นเท่า แสนเท่า ก็ได้. นี้ไม่มีที่สิ้นสุด ; เป็นเรื่องไม่มีธรรมะ ไม่มีตัวตน ที่เป็นธรรมะ, คือไม่มีตัวแห่งธรรมะ มีแต่ตัวของกิเลส. พิจารณาต่อไปอีกก็ว่า เมื่อเดียวกินอยู่นั้น อย่างไรเรียกว่าเพื่อเลี้ยงชีวิต ? อย่างไรเรียกว่าเพื่อกิเลส ? นั้นก็คือ การกินพออยู่ได้ตามปกติ ก็เรียกว่ากิน เพื่อเลี้ยงชีวิต; ถ้ากินเพื่อเอร็ดอร่อยก็เพื่อกิเลสกิน. อาจจะถามว่า ถ้า อย่างนั้นอย่ากินให้อร่อยเสียหรือ ? อย่าทำให้มันอร่อยหรือ ? อย่ากินให้มันอร่อย หรือ ? แกล้งทำให้มันไม่อร่อยดูซิ. อย่างนี้คนไปเข้าใจผิดเสียแล้ว ; ที่จริงอร่อย ก็ได้ และก็ให้รู้สึกว่าอร่อยได้ด้วย ; แต่อย่าไปหลงใหลเข้า เท่านั้นเอง. อย่างนี้ อร่อยก็ให้รู้ อย่างนี้ไม่อร่อยก็ให้รู้ ; แล้วก็ทั้งสองอย่างนั้นกินเพียงเพื่อให้ชีวิตนี้ ตั้งอยู่ได้เหมือนบทปัจจเวกขณ์ที่สวดกันอยู่. กินของอร่อยก็ได้ เพราะกินแต่เพียงเพื่อเป็นอยู่เท่านั้น, จะกินของอร่อยก็ได้ กินของไม่อร่อยก็ได้ ; แต่กินด้วยสติสัมปชัญญะแล้ว ก็เรียกว่ากินเพื่ออยู่ เท่านั้น. ถ้าเผลอไปชอบ ไปอร่อย ไปเห็นแก่อร่อย, ประเดี๋ยวเถอะ มันเกิด ความรู้สึกอย่างใหม่ อย่างอื่นขึ้นมา, เลยเป็นตัวกูขึ้นมา ; จะขวนขวายหาแต่ที่อร่อย แล้วอัดเข้าไป อัดเข้าไป, แล้วก็ยังอยากอยู่นั่นแหละ. ถ้ากินเพื่ออร่อย อิ่ม แล้วก็ยังอยากอยู่นั่นแหละ ; จะต้องอยากหาวิธีอย่างอื่นให้กินเข้าไปให้ได้อีก, เรียกว่าอาเจียนเสียแล้ว ก็ยังจะกินเข้าไปได้อีก, พูดว่าอย่างนี้ก็ยังอาจจะทำได้ เพราะ ว่ากินเพื่ออร่อย. เพราะฉะนั้นคนจึงหาวิธีให้อร่อยมากขึ้นไปอีก, ด้วยการปรุง, ด้วยการอะไร ให้อร่อยมากขึ้นไปอีก ก็เลยกลายเป็นกินเพื่ออร่อย. ศิลปของการทำให้อะไรอร่อย ที่กำลังเจริญนี้ เพราะคนนิยมกันมาก ก็มีทาง ทำให้เจริญมาก ; คนเลยหลงอยู่แต่ในเรื่องความอร่อย ก็ต้องหาเงินมามาก, เพราะ
น.682 ว่าของอร่อยเป็นของที่แพงมากขึ้นมา. เขาต้องลงทุนทำให้เป็นพิเศษ ที่นี้ เงินที่จะ ใช้เป็นค่าอาหารก็มากขึ้น เพราะต้องการกินให้อร่อย. รู้จักแยกกันเสียบ้างว่า กินเพื่อเลี้ยงร่างกายนั้นมันอย่างหนึ่ง ไม่เป็น กิเลส ไม่เกี่ยวด้วยกิเลส; แต่กินให้อร่อย เพื่ออร่อย เพื่อเอารสอร่อย นั้นเรียกว่ากินเพื่อกิเลส. อย่างแรกเรียกว่า กินอาหาร, อย่างหลัง เรียกว่า กินเหยื่อ. กินเพื่อบำรุงร่างกายล้วน ๆ ตามความจำเป็นนั้นเรียกว่า กิน อาหาร ; แต่ถ้ากินเพื่ออร่อยลิ้น อร่อยแก่กิเลส นี้เรียกว่า กินเหยื่อ, เช่นสัตว์ที่ กินเหยื่อ หรือกำลังกินเหยื่อ. อย่างนี้จะถูกความทุกข์ร้อยรัดเอา โดยไม่รู้สึกตัว เพราะกินเหยื่อ ; ตัวกู-ของกูนี้มันอยู่ฝ่ายที่กินเหยื่อ. ถ้ากินเท่าที่จำเป็นจะเลี้ยงชีวิต นี้ กินของสัมมาทิฏฐิ, ของจิตที่ประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิ ไม่มีตัวกู-ของกู; มันจึง ต่างกันอย่างนี้เรื่อย. พิจารณาอย่างนี้สมคล้อยกับบทที่ปัจจเวกขณ์ได้ดี ; บทปัจจ- เวกขณ์โดยเฉพาะ หรือ ตังขณิกปัจจเวกขณ์ก็ตาม เป็นเรื่องกินเพื่อมีชีวิตอยู่, กิน ด้วยจิตว่าง, กินของความว่าง ; กินอะไรต่าง ๆ อย่างกินเหยื่อ เรียกว่ากินด้วยกิเลส. สอบจิตใจดูบ้างว่า เราทำงานเพื่องาน หรือเพื่อตัวกู-ของกู พิจารณาแล้ว จะเห็นได้ดีว่า ไม่ว่าเรื่องอะไรมีอยู่สองแขนง : คือทำด้วย ตัวกู-ของกูก็ได้, โดยไม่ต้องมีตัวกู-ของกูก็ได้. นี่เป็นหน้าที่ที่จะต้องไปคิดเอาเอง สังเกตเอาเอง จับตัวให้ได้เองว่า เรากำลังทำด้วยตัวกู หรือโดยไม่มีตัวกู. นับตั้งแต่เริ่มทำการงาน; งานนั้นมันเป็นสิ่งที่จะต้องทำอยู่แล้ว, เพราะการงานเป็น การเรียนที่แท้จริง. ถ้าไม่มีการงานจะไม่มีหนทางที่จะเรียนอย่างยิ่ง ที่ เกี่ยวกับกิเลส ว่าตัวกู-ของกูนี้; ถ้าไม่ออกไปทำงานกับบุคคลที่สอง ที่สาม จะไม่มีทาง สังเกต ; มันเงียบสงบอยู่. พอไปเข้าใกล้บุคคลที่สอง ที่สาม เจอกันเข้า แล้วทำ อะไรด้วยกันเท่านั้น จะเป็นหนทาง เป็นโอกาสให้ตัวกู-ของกูนั้นโผล่ออกมา ; มองดู
น.683 จะเห็นว่า อ้าว, มีอยู่เยอะแยะไปหมด. งานนั้นจึงเป็นทั้งบทเรียน และเป็นทั้งสิ่ง ที่จะต้องฝึกอยู่ทำอยู่ อันเป็นหน้าที่ของธรรมชาติ ที่สังขารจะต้องอยู่นิ่งไม่ได้. การทำงานนั้นเป็นบทเรียนที่จะเป็นเครื่องทดสอบว่า มีตัวกูหรือไม่มี มีมากมีน้อยอย่างไร? ทำงานอยู่คนเดียว ก็มีโอกาสทดสอบ ตัวกู-ของกู ว่ามี หรือไม่มี ดีกว่าไม่ทำงาน. ดังเช่น โกรธได้ตามลำพังคนเดียวอย่างนี้ก็มี คือ คิดนึกผิดไป ในทางมีตัวกู-ของกู, มีความทุกข์มีอะไรก็ได้. ทำงานเป็นหมู่ หลายคนแล้วยิ่งเห็นยิ่งรู้ได้ง่าย ว่ามีตัวกู-ของกู ประเภทไม่ยอม ; เป็นโมหะ, หรือว่าประเภทโทสะ เกลียด โกรธ นี้เป็นได้ง่ายที่สุด ; พอไม่ตรงกับเรื่องที่ตัว ต้องการ ก็โกรธ ก็เกลียด ก็มีตัวกูประเภทนี้ขึ้นมา, หรือเขยิบออกไป เป็นตัวกูที่ ไม่รู้จักยอม ไม่รู้จักยอมใครทั้งนั้น, เป็นตัวกูอันแท้จริง. พึงจำไว้เสมอว่า ทำงานนั่นแหละ คือการปฏิบัติธรรม . คนโง่ ๆ ไม่เชื่อ; คนที่ว่า "จิตว่างทำงานไม่ได้นั้น" พวกคนเหล่านี้เขาไม่เชื่อ, ไม่เชื่อ คำพูดที่บอกว่า การทำงานนั่นแหละคือการปฏิบัติธรรม, เขาไม่เชื่อว่า มันเป็นเรื่อง อย่างเดียวกัน. เมื่อเข้าใจเรื่องทำงานด้วยจิตว่างไม่ได้ ก็ต้องเข้าใจว่าการ ทำงานนั่นแหละคือการปฏิบัติธรรมไม่ได้อยู่นั่นเอง. ถ้าเข้าใจได้พร้อมกัน หมดว่าเป็นอยู่ด้วยจิตว่างก็ได้, ทำงานด้วยจิตว่างก็ได้แล้ว, อันนั้นแหละคือการ ปฏิบัติธรรม ; ไม่ต้องแยกไปปฏิบัติธรรมที่วัด หรือโอกาสอื่น, การทำงาน นั่นแหละคือโอกาสที่จะเกิดตัวกู-ของกู ได้มาก. ตัวกู เรื่องโลภ เรื่องรักนี้ก็ยังไม่แรง เท่าตัวถูเรื่องไม่ยอม, ตัวกู เรื่องไม่ยอมนี้ ตัวกูอย่างนี้แรงกว่าเรื่องอื่น. ตัวกูที่ทำให้โกรธ ให้เกลียด นี้ยังไม่ แรงเท่าตัวกูที่ทำให้ไม่ยอม ; ไม่ยอม แม้ว่าไม่โกรธแล้วก็ยังไม่ยอม, เป็นตัวโมหะ ชนิดลึก ราคะ โลภะ นี้ก็เป็นตัวกูชนิดหนึ่ง, โทสะ โกธะ นี้ก็เป็นตัวกูชนิด
น.684 หนึ่ง ; แต่ยังไม่ลึกเท่าโมหะ ซึ่งเป็นตัวกูที่ไม่รู้จักยอม. ตัวกู ที่ไม่รู้จัก ยอมนี้มันเกิดง่ายที่สุด เมื่อเกี่ยวข้องกันระหว่างบุคคล ; เพราะการไม่ยอมนี้ มันคือไม่ยอมต่อบุคคลอีกคนหนึ่ง หรือหลายคน. ถ้าชนะตัวกูขนาดโมหะนี้ได้ ก็ย่อมจะชนะตัวกูขนาดอื่นได้, ชนะราคะ โลภะ โทสะ โกธะ นั้นจะไม่ยาก ; ตัวกูชนิดอัสมิมานะนั้นชนะให้ได้มากเข้าไว้เถอะ, เรื่อง โลภะ โทสะ นั้น จะทำได้ ง่ายกว่า. ขอให้ถือว่า โอกาสที่เราทำงานนี้ เราทดสอบจิตใจเรื่อย : เราทำด้วย ความรู้สึกว่า เราทำงานเพื่องานจริงหรือเปล่า ? ทำงานให้เขายกย่อง สรรเสริญ ให้เขา ขอบใจเรา ให้เขาให้รางวัลเราอย่างนี้หรือเปล่า ? ทำงานกับบุคคลที่สอง ที่สามนั้น เรามีความคิดนึกไปในทางไม่ยอมหรือเปล่า ? เมื่อมีอะไรกระทบกระทั่งกันนิด ๆ หน่อย ๆ เราไม่ยอม, เราไม่ยอมขอโทษ เราไม่ให้อภัย, เราถือสาหาความอะไร อยู่ ; ประเภทนี้ละเอียดมาก แม้ไม่ค่อยวู่วามรุนแรงอะไร ; ต้องมีความ สังเกตมากจึงจะเห็น. เรื่อง "ไม่ยอม" เป็นปัญหาที่ละยาก ต้องแก้ไข ผมพูดเมื่อวันก่อนนี้ว่า วัดเรานี้ มีปัญหาเหลืออยู่อย่างเดียวแล้ว คือ เรื่อง ตัวกู-ของกู ที่ไม่ยอมนี้ ปัญหาอย่างอื่นก็ไม่ค่อยมีเท่าไร. ที่พระเณรมีอยู่มากเหลือ อยู่มาก ก็คือเรื่องไม่ยอม, ตัวกูที่ไม่รู้จักยอม ; "ไม่รู้จักยอม" นี้ กว้างมากนัก คุณไปคิดดูเองเถิด กว้างมากนักหลายสิบแขนง หลายๆ สิบแขนง ที่ไม่ยอม. พอมนุษย์มีปัญญามาก ทำให้เจริญได้มาก ความไม่ยอมนี้ละยาก : มันไม่ยอมให้คนนั้น คนนี้, ไม่ยอมให้กับอาจารย์, หรือคนที่สูงกว่าก็ไม่ยอม, ตัวเล็ก ๆ กว่า ก็ไม่ยอม, ไม่ยอมโดยประการทั้งปวง. ไม่ยอมเป็นฝ่ายต่ำกว่า ไม่ยอมเป็นฝ่ายแพ้ ไม่ยอมเป็นฝ่ายอดกลั้น ฝ่ายผิด; ยิ่งเป็นอะไร อายุมากขึ้น "ไม่ยอม" ยิ่งรุนแรงมากขึ้น กิเลสด้านนี้ ยิ่งแก่กล้าขึ้น. "เรื่องไม่ยอม" นี้ลำบาก
น.685 เป็นปัญหาที่ลำบาก ; นี้เขาเรียกไว้โดยเฉพาะว่า อหังการ มมังการ : ตัวกู-ของกู, เป็นความรู้สึกว่า ตัวกู เป็นความรู้สึกว่า ของกู. อหังการ มมังการ นี้เป็นกิเลสใหญ่ กิเลสประธาน, กิเลสที่ว่าเป็นปัญหาของทั้งหมด เกิดขึ้นมาทีไรละก็แปลว่าสูงสุดเลย เต็มที่อยู่ตลอดเวลา ทั้งหลับทั้งตื่น. ความไม่ยอมซึ่งเป็นกิเลสใหญ่นี้ เกิดขึ้นต่อเมื่อมีอารมณ์มากระทบ, มีเรื่อง มีอะไรทำให้เกิด; การเกิดอย่างนี้มีมาก เกิดได้อย่างไม่ทันรู้ และเกิดได้ ง่ายที่สุด เกิดได้เร็วที่สุดในวันหนึ่ง ๆ. ความไม่ยอมจนเป็นความเคยชินเสียแล้ว ละได้ยาก ; เพราะ เกิดเป็นความเคยชินจนเป็นนิสัย จึงทำให้ละได้ยาก. เกิดครั้งแรกยังไม่เคยชินเป็นนิสัย มันก็ละยากอยู่แล้ว ; ทีนี้มันเกิดเสียจนเคยชินเป็น นิสัย มันก็ยิ่งละยากมากขึ้นอีก จนมีคำกล่าวว่า ต้องใช้เวลานานหน่อย, ขนาดบำเพ็ญ บารมีนาน ๆ ปฏิบัติมาก ๆ เท่านั้น จึงจะละสังโยชน์ ละอนุสัย คือความเคยชินเหล่านี้ ได้. ได้เตือนกันอยู่เสมอว่า เราจะต้องทำงานกันอีกมาก, ฉะนั้นตลอดเวลาที่ ทำงานอีกมากนี้ ต้องทำบทเรียนเรื่องไม่ยอมนี้ให้ดี ๆ. ในการงานนั้นจะเกิดตัวกู- ของกู เกิดความไม่ยอม เกิดความอยาก เกิดความต้องการ เกิดอะไรซ่อนเร้นลึกลับ อะไรอยู่อีก; ขอให้พิจารณาศึกษาอยู่ตลอดเวลา ที่ทำการงานอยู่นั้น. ถ้าศึกษาอยู่ อย่างนี้ ก็พอถมไปแล้ว, พอแล้ว ไม่ต้องไปเรียน ไม่ต้องไปปฏิบัติที่ไหน, ไม่มี อย่างอื่นที่มีผลดีกว่านี้, ไม่มีการทำอย่างอื่นที่ดีกว่า ในการทำการงานนี้. ทำงาน หรือปฏิบัติธรรม ก็ตาม เมื่อไม่รู้ว่า กิเลสอยู่ที่ตรงไหนนั้น มันยาก, ปฏิบัติธรรมเมื่อรู้ว่ากิเลสอยู่ที่ไหน จะทำได้ง่าย : จ้องที่จะจับตัวกิเลสที่มันจะ เกิดได้ง่ายที่สุดในขณะที่ทำงานนั้น; เหนื่อยขึ้นมาก็โกรธแล้ว ไม่ต้องมีอะไร หรอก. ถ้าความคิดไม่สูงจริง พอรู้สึกเหนื่อยขึ้นมาก็โกรธแล้ว โกรธแดด โกรธลม โกรธฟ้า โกรธฝน โกรธอะไรก็ได้ ; มันมากเกินไปอย่างนี้. เหนื่อยขึ้นมา หิวขึ้นมา อะไรขึ้นมา มันก็ต้องมีอาการปรุงเป็นตัวกู-ของกู ขึ้นมาโดยไม่ทันรู้, ไม่มี สติสัมปชัญญะพอก็ย่อมปรุงเป็นตัวกู-ของกูได้.
น.686 ทำงานหลาย ๆ คนนั้น ย่อมมีอะไรเพิ่มขึ้นมา คือจะเอาเปรียบกัน จะอิจฉา ริษยากัน จะแกล้งกัน จะแข่งกัน จะดูหมิ่นกัน, อย่างนี้มีมาก มีช่องทางที่จะเกิด กิเลสมาก. อาการเหล่านี้ ผมตั้งข้อสังเกตมามาก ; เพราะว่ามีหลายคน มีบางคน ทั้งที่เขายอมว่าจะทำอะไรให้ผม ; แต่เขาไม่ยอมทำตามที่ผมต้องการ. ดูให้ดีเถอะ ทั้งที่เขาจะทำงานให้ผมนี้ เขาไม่ยอมทำตามที่ผมต้องการ ; เพราะ ไม่ยอม. ถ้า จะทำอะไรให้ผมสักชิ้นอย่างนี้ เขาจะต้องทำตามความชอบใจของเขา แล้วเอามาให้ผม. อย่างนี้มันคืออะไร ? นั่นก็คือกิเลส คือความไม่ยอมนั่นแหละ ; คือว่า กิเลสนี้ จะต้องมีว่า "ความคิดของกูจะต้องถูกกว่า เราจะต้องถูกกว่าคนอื่นเสมอ", ความคิดนี้จะต้องคอยหาโอกาสสงวนความคิดอันนี้ไว้; กว่าจะมีความยอม นั้น ยังยากต่อไปอีกนาน, อีกนาน กว่าจะมีความรู้สึกที่เป็นความยอม. ยิ่งถ้า เรียนมามาก ยิ่งมีชื่อเสียงมาก่อน หรือมีอะไรมาก่อน ก็ยิ่งยอมยาก; และถ้าเขา เชื่อว่า เขาทำได้ดีกว่าใครในถิ่นนี้ละก็ ยิ่งไม่มีทางที่จะยอมอะไรได้ง่าย ๆ. เพราะ ฉะนั้นเราจึงมีเถียงกัน เรื่องทำอะไรอย่างไรนี้บ่อย ๆ, นี้ก็เป็นเพราะเรื่องเดียวคือ ลักษณะของความไม่ยอมนี้. เรื่องไม่ยอมนี้เป็นความไม่ยอมของกิเลส ไม่ใช่ความไม่ยอมอัน แท้จริง; ในส่วนที่เป็นความจริง หรือว่าเป็นเหตุผลที่แท้จริง, ความรู้สึกที่เป็น เหตุผลหรือ ความจริงนั้นมีกำลังน้อย มันสู้กำลังของกิเลส ที่เป็นความดื้อรั้น ไม่ยอมนี้ ไม่ใคร่จะได้. มันก็ถูกละ ในส่วนความคิดเห็นอื่นถูกต้อง ไม่ยอมนั้น มันก็ถูก ; แต่ทว่าไม่ใช่ถูก อย่างมีประโยชน์. ยกตัวอย่างเช่นว่า ไม่ยอมแล้วก็เลิกไม่ทำ, หรือทิ้งหนีไป, หรือลาออกจากบริษัทนี้ไปทำบริษัทอื่น ; อย่างนี้ก็เรียกว่ายังโง่อยู่. ถ้าถูกต้องจริงก็ควรจะทำไป แล้วให้มีการตกลงกันได้ ว่าเรื่องนี้ดีจริง ถูกต้องจริงตาม นั้นจริง ๆ พูดให้รู้เรื่องกันเสียในที่สุด. เดี๋ยวนี้คนมีวิชาความรู้ ความสามารถ มักจะไม่เป็นอย่างนี้ ; พอสะดุดอะไร หน่อยเขาก็สลัดทิ้งไปเลย ไปหาโอกาสแสดงความเก่งของเขาที่อื่นต่อไปอีก, ไม่ยอม
น.687 ที่จะทำอะไรในแผนการใหม่ ที่จะเอาชนะใจเขาได้ โดยสุภาพ โดยถูกต้อง โดยราบรื่น โดยอะไรทำนองนั้น. พอมีคู่กรณีก็ประชดตัวเอง เลยไม่ทำเสียก็มี ; ความไม่ยอม ของผู้เชี่ยวชาญ ของผู้มีความรู้ ผู้ยึดถือตัวตนมักมีอย่างนั้น. ความไม่ยอมอย่างนี้ มันเนื่องมาจากกิเลสของคนถูกคนตรง, คนที่ยึดอุดมคติ เอาความถูก ความตรง เอาความซื่อสัตย์เป็นหลัก นี้ก็เหมือนกัน ; มักเป็นไปในรูปนี้ทั้งนั้น. ที่ว่าตรง ว่าถูก ว่าซื่อสัตย์ อะไรนั้น ยิ่งกลายเป็นโง่มากขึ้นไปอีก เพราะมันสร้างกิเลสไม่ยอมมากขึ้นไปอีก, สร้างตัวกู-ของกูมากขึ้นไปอีก. ปุถุชนยังไม่ใช่พระอรหันต์ ยังไม่ต้องอวดดีกันนัก ; ความจริง ความตรง ความถูก ความซื่อ นี้ยังไม่ใช่จริง ; มันมีลักษณะอย่างนั้นน่ะถูกแล้ว ; แต่ความซื่อนี้ก็มีกิเลส ที่ไม่ยอมอยู่มาก, คนตรงนี้ก็มีกิเลสที่ไม่ยอมอยู่มาก, แม้คนคดก็มีกิเลสที่ไม่ยอม อยู่มาก. เพราะฉะนั้น อย่าเข้าใจว่า คนซื่อนี้จะไม่มีอะไรแล้ว ; ยังมีเหมือนกัน ที่ต้องระวัง. ความซื่อนั่นแหละมันจะออกเป็นตัวกู-ของกู ขึ้นมา เนื่องด้วย คนอื่นก็มี, เป็นทุกข์เสียคนเดียวตามลำพังตัวก็มี ; แปลว่า ตัวกู-ของกู ยกหู ชูหาง นี่ เข้าที่ไหนไม่ได้ทั้งนั้น, เข้าที่ไหนละก็เป็นเกิดเรื่องที่นั่น : ไปเข้ากับคนซื่อ มันก็ทำให้คนซื่อลำบาก, ไปเข้ากับคนถูก ก็ทำให้คนถูกลำบาก, ไปเข้ากับคนมี ความรู้ ก็ไปทำให้คนมีความรู้ลำบากไป. กิเลสตัวเดียว ตัวนี้แหละที่ทำให้เป็นตัวกู-ของกูนี้ คือทำให้จิตไม่ว่าง ทำให้ จิตวุ่นอัดเต็มไปหมด ไม่มีว่างอย่างร้ายแรง. ที่ทำ ที่คิดอยู่ว่า ทำดี ทำตรง ทำถูก ทำซื่อสัตย์ ทำอะไรอยู่ ก็ยิ่งต้องระวัง ; เพราะกิเลสตัวนี้มันไม่ใช่ มาจากฝ่ายข้างคดอย่างนั้นก็ได้, มันมาจากจิตส่วนที่เรียกว่าดี ว่าตรง ว่าซื่ออะไร ก็ได้ ; มันก็เกิดไม่ยอมขึ้นมาได้เหมือนกัน. มีความตรง ความซื่อ อะไรเหล่านี้ ก็กลายเป็นเซ่อ เป็นบ้าบิ่น เป็นอะไรไปได้ โดยไม่รู้สึกตัว.
น.688 ๙๘ ธรรรมปาฏิโมกข์ เป็นผู้ถือรั้น, เป็นคนมีอาการถือรั้น นี้ก็อย่างหนึ่ง, นี้ก็ได้แก่ กิเลส ชั้นพรหม สูงมาก ไม่ใช่กิเลสชั้นกามาวจร หรือกิเลสชั้นมนุษย์. กิเลสชั้นพรหม ชั้นสูงสุด คือกิเลสของผู้ที่ดีแล้ว ซื่อแล้ว ตรงแล้ว อะไรแล้ว, นี้กิเลส ชั้นพรหม. . ถ้าเป็น กิเลสของคนค ด คนไม่ซื่อละก็อย่างนั้นแหละ เป็นกิเลส ธรรมดา , ถ้าเป็นของเทวดา ชั้นต่ำ ๆ เตี้ย ๆ ก็เรียกว่า กิเลสของผู้ดี . ความชั่ว ของผู้ดี นี้มันมีอยู่ชนิดหนึ่ง; กิเลสที่เป็นตัวกู-ของกู ในอันดับนี้ก็เป็นอย่างว่า : ฉันมีฝีมือ ฉันมีความรู้ ฉันมีความชำนาญ ฉันมีปริญญา ฉันมีอะไร ๆ ฯลฯ; ทั้งหมดนี้ใคร ๆ สู้ฉันก็ไม่ได้. นี้ระวังให้ดีเถอะ; ที่ว่า "ฉัน, ฉัน .... " นี้ก็ ระวังให้ดี; เป็นตัวกู-ของกู ยกหู ชูหางร้ายกาจที่สุด เป็นตัวกูอย่างพรหม. กิเลสของพวกครูบาอาจารย์ ก็อยู่ในพวกนี้, เผลอไปก็เป็นกิเลสชนิดนี้. กิเลสของ พ่อแม่ ที่มีต่อลูก ก็มีลักษณะอย่างนี้, นักปราชญ์ ถ้ามีกิเลสก็มีในรูปนี้. นักปราชญ์ ทางโลก ๆ เขาไม่ได้หมายถึงหมดกิเลส ยังมีกิเลสอยู่, แล้วกิเลสของนักปราชญ์ก็อยู่ ในรูปนี้, ชั้นพรหมด้วยกันทั้งนั้น หรือกิเลสชั้นสูงสุดด้วยกันทั้งนั้น. ปัญหาเรื่องอย่างอื่นยังมีอีกคือ เรื่องรัก, หรือเรื่องเกลียด, แล้วก็ระวัง กิเลสเรื่องนี้ เรื่องไม่ยอมนี้. ดูให้ดีว่า ในการทำงานกันเป็นหมู่เป็นอะไร เหล่านี้เป็นทางให้เกิดกิเลสทุกชนิดนั่นแหละ , แล้วเป็นช่องทางของกิเลสชนิด ไม่ยอม มากกว่าอย่างอื่นหมด ซึ่งเสียหายมากมาแต่เดิมด้วย. ที่ว่ากิเลสมีมาแต่ในท้องนั้น ที่จริงไม่ถูก ; ใครจะพูดว่ามีมาแต่ในท้องก็ตามใจ แต่ผมไม่พูด. อาจมี เชื้ออะไรมีมาแต่ในท้องบ้างก็เป็นได้ แต่มันเพิ่งจะมา ฟักตัว มาอะไรกันข้างนอกนี้, คือเมื่อออกมาจากท้องแล้วทั้งนั้น. ถ้าคนใน บ้านเรือนนี้ คนในสกุลนี้ มีแต่คนเย่อหยิ่ง จองหอง ไม่ยอมใคร, เด็กๆ อายุ ขวบเดียวก็เป็นกันเต็มที่แล้ว, สองขวบ สามขวบ ก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้น ๆ. แต่สภาพ
น.689 อย่างนี้ไม่มี ถ้าเป็นครอบครัวหรือเป็นตระกูลที่มีระเบียบดี มีวินัยดี มีศีลธรรมสูง คือ ตามแบบของพุทธศาสนานี้แล้ว ; ไม่มี, เด็ก ๆ เกิดมาก็มีไม่ได้. เชื้อที่ว่าจะให้ มีมาแต่ชาติก่อนหรืออะไรทำนองนั้น ถ้ามีบ้างมันก็น้อยเกินไป; ไม่ควรจะเป็นมาก เหมือนกับที่มาฟักตัว นับตั้งแต่แรกลืมตาขึ้นมาในโลกนี้. ที่ว่า "ได้มาแต่ในท้อง" ถ้าจะได้มาบ้างก็เพียงนิสัยเอื่อย ๆ หรือนิสัยที่รุนแรง เท่านั้น, สภาพของมันสมอง ของเส้นประสาท ตัวหนึ่งคนหนึ่งมันเอื่อย ๆ, ตัวหนึ่ง มันฉุนเฉียวรุนแรง. ทีนี้มันจะมาฟักตัว เป็นคนที่ยกหู ชูหางมากที่สุดก็ได้ หรือ อยู่ไป ๆ ไม่ค่อยจะยกหู ชูหางก็ได้ ; ในส่วนที่มีกิเลสอะไรบ้างนั้น ก็มาใส่กันทีหลัง. ส่วนความมากน้อย หรือความรุนแรงไม่รุนแรงนี้มีพื้นมาในนิสัย ก็จริงเหมือนกัน ; อายุ ๓๐-๔๐ ยังเป็นอยู่อย่างนั้น, ถ้ามีความเคยชินอย่างที่เรียกว่า เป็นนิสัยสันดาน แล้วแก้ยาก. อย่างไรก็ดี ก็ จำเป็นจะต้องแก้ไขกันไป จะปล่อยไปไม่ได้. มาบวชพระ บวชเณรกันก็เพื่อจะแก้สิ่งเหล่านี้; จะให้ดีที่สุด ต้องแก้กันเสียตั้งแต่ทีแรก. แต่ โดยมาก ทีแรกก็แก้ไม่เป็นเสียแล้ว ; แก้ไม่เป็น เพราะเหตุว่า หมู่คณะนั้นมี วัฒนธรรมเลวมาก, ไม่รู้จักเรื่องของศาสนา ไม่รู้จักเรื่องของจิตใจ คือมีวัฒนธรรม ที่เลวมาก ปล่อยกันไปตามเรื่อง หรือ ส่งเสริมกิเลสเสียซ้ำไป; ไม่เหมือนหมู่ชนที่มี วัฒนธรรมสูง เช่นที่เคยเข้าถึงธรรมกันมาแล้วตั้งแต่ก่อนโน้น, หลายร้อยปี หลายพันปี กันมาแล้ว, เคร่งครัดในหลักเกณฑ์ของธรรมะ, ทุกอย่างเป็นไปในทางบังคับตนเอง มีร่องมีรอยของธรรมอยู่เป็นประจำ หลายชั่วอายุคนมาแล้วอย่างนี้ ; เรียกว่าครอบครัว นี้มีวัฒนธรรมสูง มีบุญมาก. วัฒนธรรมไทยเนื่องมาจากพุทธศาสนา ควรสั่งสมอบรมไว้ เด็ก ๆ ที่เกิดมาในครอบครัวที่มีวัฒนธรรมสูงอย่างนี้ มีทางที่จะมีกิเลสน้อย มีปัญหาน้อย, ครอบครัวชนิดนี้เห็นจะหายากเข้าทุกที ; เพราะว่าโลกหมุนไปในทาง
น.690 สายอื่นเสียแล้ว, ไม่ใช่สายของพระศาสดาของธรรมะ. โลกหมุนไปในเรื่องสวย เรื่องงาม เรื่องเอร็ดอร่อย สนุกสนานทางวัตถุ ทางเนื้อหนัง ตามแบบอเมริกัน หรือ แบบอะไร ที่เขาเรียกกันใหม่ ๆ นี้ ไปหมดแล้ว. คุณธรรมสูงไปไม่ได้ ; มีแต่ วัฒนธรรม : เอา, ได้, ตัวกู-ของกู, กินดีอยู่ดีวิเศษกว่าผู้อื่น ; อบรมกันแต่ อย่างนี้ .. ไทย เรานี้ เคยมีวัฒนธรรมสูงก็พลอยถูกครอบงำให้เปลี่ยนแปลง ไปด้วย. เรื่องนี้เป็นปัญหามากที่สุดต่อไปข้างหน้า จนจะต้องล่มจม วินาศกันไปให้ เห็นตำตาเสียสักคราวหนึ่ง แล้วค่อยกลัวกันใหม่ ค่อยคิดกันใหม่ ค่อยตั้งต้นกันใหม่. วัฒนธรรมมีประโยชน์ สำคัญมาก ก็คือหมายถึงอย่างนี้ : คือระเบียบ ปฏิบัติในหมู่มนุษย์นั้น ซึ่งทำไว้ดี ถูกต้องตามหลักการ ที่จะกำจัดกิเลสอยู่ ในตัว. นี่แหละวัฒนธรรมสูง วัฒนธรรมดี ; แล้วก็มีศาสนาส่วนที่สูงขึ้นไป ผสมอยู่ส่วนข้างบน คือเหนือขึ้นไปอีก, ในทางจิตใจนี้ ยังมีหลักศาสนา อีก. โดยพื้นฐานการเป็นอยู่ในบ้านเรือน ครอบครัว นี้ก็จะต้องมีวัฒนธรรม, แล้ว จิตใจส่วนที่สูงขึ้นไปอีก ก็มีหลักพระศาสนา, หลักพระธรรมโดยตรง แต่ต้องไป แนวเดียวกัน. วัฒนธรรมประจำชาติไหน ก็ต้องเป็นไปตามที่ว่าดี และชาตินั้นนับถือศาสนา อะไร. ไทยเรานับถือศาสนาพุทธ วัฒนธรรมประจำชาติไทยก็จะมีหลักอนุโลมไปตาม หลักศาสนาพุทธ คือ ความไม่ยึดมั่นถือมั่น. บรรพบุรุษของไทยแต่ก่อนโน้น เขามีความไม่ยึดมั่นถือมั่นอยู่มาก; เพราะฉะนั้นเขาจึงสอนลูกหลาน ให้อดให้ออม ให้ยอม ให้เมตตา ให้กรุณา ให้ให้อภัย ให้บริจาคจนไม่ เห็นแก่ตัว อย่างนี้เป็นต้น. นี้เป็นวัฒนธรรมโบราณของไทย สอนให้สุภาพ ให้ อ่อนโยน ฯลฯ เหล่านี้ มาจากความยินยอมทั้งนั้น. ครั้นวัฒนธรรมแบบตรงกันข้ามเข้ามา เป็นวัฒนธรรมเนื้อหนัง จนเขาเรียกว่า เรื่องเนื้อหนัง, คือเห็นแก่ความสุขทางเนื้อหนัง ; ความดี ความงาม ความ
น.691 ประเสริฐทางจิตใจก็ถูกทอดทิ้ง เปลี่ยนหมด กว่าจะรู้สึกตัว นี้ก็คงอีกนาน, กว่าจะ กลับตัวกันได้อีก จะต้องถูกลงโทษอย่างเจ็บปวดกันเสียที่หนึ่งก่อน. ยิ่งเป็นกันทั้งโลก รวมกันทั้งโลกแล้วยิ่งยาก ยิ่งไปไกลกว่านี้อีก จนวินาศเสียทีก่อน ; หาความสุขไม่ได้, สังเวชลง-สังเวชลง,จึงจะเปลี่ยนกันใหม่ ตั้งต้นกันใหม่ ได้รับการเอาใจใส่กัน อีกที, ถึงรอบที่ศาสนาจะเป็นของดี มีประโยชน์กันขึ้นอีกที. ขณะนี้เรียกว่า ศาสนาถูกเหยียบย่ำไปตาม ๆ กัน ; ผู้สนใจในธรรมมีน้อยนัก. จริงอยู่เราไม่ถือว่าโลก หรือคนทั้งโลก มาศึกษาธรรมะอยู่อย่างนี้ จะไม่มีความหมาย เลยสำหรับโลก ; มันก็มีความหมายอยู่จำนวนหนึ่งเหมือนกัน แต่ว่าน้อยเกินไป มี เสียงดังไม่พอ, ไม่อาจจะฉุดกันให้หันมาสนใจ ใช้ศาสนาให้เกิดประโยชน์ได้ ; ต้องถูกลงโทษกันขนาดหนัก ๆ จึงจะกลับตัวได้. ใครที่เหลียวมาสนใจศาสนาไม่กี่คน ก็จะต้องถือว่า โชคดีมีบุญบ้าง ; ส่วนใครที่หันหลังให้ศาสนาตาม ๆ เขา ก็ตามใจเขาซิ. เราเอาข้างไม่มีความทุกข์ไว้ ก็แล้วกัน, ให้ไม่ตกอยู่ใต้อำนาจคนเหล่านั้นไว้บ้าง ; ถึงเขาจะเป็นอย่างไร หรือ เขาจะทำอย่างไร ก็ปล่อยไปตามเรื่องของเขา ; เพราะว่าถ้าเราปฏิบัติธรรมถูกต้อง แล้ว ไม่มีอะไรจะมาทำอะไรได้, แม้แต่ความตายก็ทำอะไรไม่ได้ ความตายก็ไม่มี ความหมาย. เราทำอะไรของเราก็ได้ อยู่อย่างไรของเราก็ได้ ไม่ถึงกับต้องปะทะกัน, เรื่องปะทะกันเราไม่เอากับเขา. เรื่องที่เราจะต้องปฏิบัติให้ได้ผลแน่นอน ชนิดที่ไม่ทำให้หลงได้มากมาย, เช่นเป็นแต่เพียงคนที่กินอาหาร แสวงหาอาหารมากินอย่างอาหาร เท่านี้ก็พอ. อย่า เป็นคนเที่ยวหาเหยื่อ มาเที่ยวกินเหยื่อ อะไรไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักพอ อย่างนั้น เลย. ให้เรามีความเป็นอยู่กันอย่างมีแบบแผน, การเป็นอยู่ การครอง ชีวิตของเราอย่างชาวพุทธ ก็ยังทำได้ ; ผู้อื่นทำไม่ได้ ก็ทำกันไปคนละแบบ.
น.692 ในที่สุด ให้มีการเป็นอยู่ด้วยจิตว่าง ทำงานด้วยจิตว่าง นี้ต้องทำให้ได้, เป็นสิ่งที่ทำได้โดยแน่นอน. แม้มีคนสักสองสามคนในหมู่คนหลายร้อยคน หลายร้อย ล้านคน, ในโลกที่มีกี่พันล้านคนก็ตามเถิด ; เป็นอยู่ด้วยหลักธรรม เรื่องสุญญตา ของพระพุทธเจ้านี้ ก็ยังอยู่ได้, เป็นอยู่ด้วยจิตว่าง ทำงานด้วยจิตว่างเพียงนี้ก็ได้. แต่แล้วก็ไม่เข้าใจเสียเอง เราไม่มีความรู้ในเรื่องนี้เสียเอง เราเป็นพุทธบริษัทปลอม เสียเอง ; อย่างนี้จึงไม่ได้รับประโยชน์จากพุทธศาสนา. พึงศึกษาเนื้อแท้ของพุทธศาสนา เพื่อช่วยตนเองพ้นทุกข์ แล้วช่วยผู้อื่นบ้าง เนื้อแท้ของพุทธศาสนา เรากลับไม่สนใจ, ถ้าไปสอนเสียว่า สุญญตาไม่ใช่ เรื่องของมนุษย์สมัยปัจจุบันด้วยแล้ว อย่างนี้ก็ทำลายพุทธศาสนาหมดเลย. ขอให้ไป อ่านเรื่องกลองอานกะที่กล่าวไว้ ; เป็นเนื้อแท้เรื่องสุญญตา ดังที่พระพุทธเจ้าตรัส : มีเรื่องว่า กลองอานกะของพวกกษัตริย์ทสาฬหะ มีแผลแตก หรือผุ หรือลิ เขาก็หา เนื้อไม้อื่นมาทำเป็นไม้อุดปะ เสริมลงที่รอยแตกทุกคราวไป. เมื่อกลองนั้นถูกอุด เชื่อมปะ นานเข้า, สมัยหนึ่ง เนื้อไม้เดิมของตัวกลองหมดไปเหลืออยู่แต่เนื้อที่เสริม อุดใหม่พอยึดกันอยู่ ; ฉันใดก็ฉันนั้น. ในกาลยืดยาวฝ่ายอนาคต จักมีภิกษุ ทั้งหลายไม่สนใจเรื่องสุญญตา แต่ไปสนใจเรื่องที่แต่งขึ้นใหม่ร้อยกรองใหม่ ก็แปลว่า เนื้อแท้ของพุทธศาสนาหายไปเหมือนกลองใบนั้น. เมื่อใดไม่สนใจเรื่องสุญญตา เมื่อนั้นเกิดการเนื้องอกใหม่ ฉิบหายหมด, ระเบียบต่างๆ เลอะเลือนหมด, เป็นอันสิ้นสุดของพุทธศาสนา. ถ้าหลักที่ว่า ไม่มีอะไรควรจะมั่นหมายว่า เป็นตัวเรา-ของเรา, นี้ยังอยู่ในใจของมนุษย์ แล้วละก็ พุทธศาสนายังไม่หมด ; เพราะนั่นเป็น
น.693 เนื้อแท้ของพุทธศาสนา. โดยวิธีใดก็ตามใจ ถ้ายังมีความรู้สึกในใจของมนุษย์ อยู่ว่า "ไม่มีอะไรที่ควรสำคัญมั่นหมาย ว่าตัวกู ว่าของกู" นี้อยู่ไปเรื่อย ๆ แล้ว พุทธศาสนาก็ยังอยู่. ในการเกี่ยวข้องกับคนอื่น เมื่อไปทำอะไรกับคนอื่น โดยที่เราเองยังไม่ได้ทำ ความรู้สึกในหลักที่ไม่มีตัวกู-ของกู ต้องพยายามฝึกฝนตัวเอง อบรมตัวเอง ด้วย ความรู้สึกชนิดนี้เสียก่อน. ถ้าปุถุชนยังทำไม่ได้, เป็นพระเป็นเณรแล้วก็ควรจะทำ ให้ได้; บวชชั่วคราว หรือจะบวชตลอดชีวิต ก็มีเรื่องเดียวเท่านั้น และข้อเดียวนี้, และสอนฆราวาสก็ข้อนี้ ส่วนที่เขาจะทำได้หรือไม่ได้ก็ตามใจเขา. ทำได้ในระดับต่ำ ก็เป็นฆราวาส ทำได้ในระดับสูงก็เป็นบรรพชิต ; ที่ถูกควรจะเป็นอย่างนั้น ; แต่ว่า ในที่สุดก็ไม่เป็นอย่างนั้น : บรรพชิตทำอะไรไม่ได้เลยก็มี ฆราวาสบางคนทำได้ดีกว่า ก็มี. ที่จริง ความเป็นพระไม่ได้อยู่ที่เป็นฆราวาส หรือเป็นบรรพชิต; แต่ อยู่ที่ว่างได้มากหรือว่างได้น้อย. ใครว่างได้มาก คนนั้นก็เป็นพระ, ใคร ว่างได้น้อยก็เป็นฆราวาส; ส่วนกินอยู่ นุ่งห่ม ไม่ถือเอาเป็นประมาณ. หลักเกณฑ์เขาวางไว้ เพื่อให้บรรพชิตได้รับความสะดวกง่ายดาย ในการทำ, เขาจึง ให้บวช ; แล้วไม่ต้องทำไร่ทำนา มีคนเลี้ยง; ก็ต้องอุตส่าห์รีบศึกษาปฏิบัติใน เรื่องนี้ ให้ได้รับผล แล้วสั่งสอนผู้อื่น. อย่าไปคิดว่าวิเศษ หรือคิดไปว่า พระก็เป็น พระ, ชาวบ้านก็เป็นชาวบ้าน. ประโยคสั้น ๆ ประโยคเดียวนั้น ขอให้จำไว้เถิด "ไม่มีอะไรที่ควรสำคัญ มั่นหมายว่า เป็นตัวเรา หรือของเรา". หัวใจของพุทธศาสนาคือ สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย, ถ้าแปลให้ดีก็ต้องแปลอย่างนี้แหละ - ไม่มีอะไรที่ควรสำคัญ มั่นหมายว่าตัวเราหรือของเรา. ถ้าแปลตามตัวบาลีก็ว่า ธรรมทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น : แปลอย่างนี้พึงยาก ชาวบ้านอาจจะฟังไม่รู้เรื่อง.
น.694 พอถามว่า "หัวใจของพุทธศาสนาว่าอย่างไร?" ก็บอกว่า "ธรรม ทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น" . นี้ก็มืดตื้อ ไม่รู้ว่าอะไร ; จะแปลให้ถูกเป็นภาษา ธรรมดาก็ว่า ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีอะไรที่ควรสำคัญมั่นหมายว่า เป็นตัวเรา ว่าเป็นของเรา" เขาก็คงจะฟังถูก. พุทธศาสนาสอนไม่ให้มี egoism เขาก็สนใจ ทันที ; อาจจะติดตามมากขึ้น แล้วจะเข้าใจพุทธศาสนาได้. ไม่มีอะไรที่ควรสำคัญ มั่นหมายว่าตัวเรา-ของเรา, แต่ก็อยู่ในโลกนี้ด้วยมีทุกสิ่ง ๆ ที่มีอยู่ในโลกนี้ โดยไม่มี ความสำคัญมั่นหมายอะไรว่า เป็นตัวเรา หรือของเรา. ถ้าเขาถามว่าไม่มีความสำคัญมั่นหมาย แม้กระทั่งชีวิตหรือ ? ก็บอกว่า แม้ กระทั่งชีวิต เราก็จะไม่สำคัญมั่นหมายว่าเป็นตัวเรา หรือเป็นของเรา. พุทธศาสนามีดีอยู่ตรงไหนเล่า ที่เขาพูดกัน? ดีอยู่ที่ไม่มีความทุกข์เลย, แล้วทำการงานก็ทำด้วยใจคอที่สบาย ไม่มีความทุกข์เลย นอนหลับก็ไม่เป็นทุกข์ ตื่น อยู่ก็ไม่เป็นทุกข์, สร้างความเจริญได้มาก ไม่มีความทุกข์ ไม่มีการเบียดเบียนตัวเอง ไม่มีการเบียดเบียนผู้อื่น การศึกษาพระพุทธศาสนา คือทำอะไร ? ทำไมต้องเรียนมากนัก ? ก็บอก ว่านั่นเขาไม่เข้าใจ, ถ้าเข้าใจแล้ว จะรวมอยู่ในคำ ๆ เดี๋ยวนี้หมดแล้ว, พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็รวมอยู่ในคำนี้, ทาน ศีล ภาวนา ก็รวมอยู่ในคำนี้ : รวม อยู่ในข้อความที่ว่า "ไม่สำคัญมั่นหมายว่าอะไรเป็นตัวเรา-ของเรา" แล้วก็จะ ไม่ลักไม่ขโมย ไม่ทำอะไรที่เป็นการขาดศีลได้ ; อยู่เฉย ๆ ไม่มีขาดศีลเลย อยู่ในลักษณะที่ไม่ต้องรู้ศีล โดยไม่มีขาดศีลเลย, เพราะไม่ไปสำคัญมั่นหมายอะไรว่า เป็นตัวเรา-ของเรา เข้า. คนชนิดนั้นจะฆ่าไม่ได้ ลักไม่ได้ ละเมิดในของรักไม่ได้ พูดเท็จไม่ได้ เสพของเมาประมาทไม่ได้ ไม่ทำชั่วอะไรได้ ; หยุดสงบไม่ฟุ้งซ่านดี
น.695 แล้วเพราะเหตุนี้, แล้วก็รู้ข้อนี้คือรู้ความจริงทั้งหมดอยู่แล้ว, มีจิตใจเหมือน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อยู่แล้ว ; แล้วจะเอาอะไรที่ไหนอีก ก็เรียกว่า อะไร ๆ ก็รวมอยู่ในประโยคสั้น ๆ ว่า "ไม่มีอะไรที่ควรสำคัญมั่นหมายว่า ตัวเรา ว่า ของเรา" . เมื่อใดจิตว่าง อย่างนี้ นิพพานก็ปรากฏแก่จิตนั้น, เมื่อใดจิตวุ่น ขึ้นมา นิพพานก็หายไป สังสารวัฏฏ์ก็ปรากฏแก่จิตนั้น. อย่างนี้พวกอภิธรรมตามศาลาวัดเขาไม่ยอม เขาเอานิพพาน กับสังสารวัฏฏ์ ไว้คนละแห่ง ไว้คนละโลก ไว้คนละชาติ ; เราเอามาไว้ที่เดียวกัน ในบุคคลเดียวกัน ในชั่วโมงเดียวกันด้วยซ้ำไป, ๑๕ นาทีนี้เป็นนิพพาน ต่อมา ๑๕ นาทีนี้เป็นสังสารวัฏฏี ก็ได้ ในบุคคลเดียวกันที่นั่น. คนหลายคน บางคณะ ไม่เข้าใจข้อความเหล่านี้ รวมทั้ง "ผู้ที่ถือตัวเองว่า เป็นผู้รู้" ทั้งมหาเปรียญหลายคน ทั้งที่เป็นนักเขียนบางคน ยังไม่เข้าใจคำเหล่านี้. ครั้นเขาเกิดไม่เข้าใจขึ้นมา เขาก็จะพูดเป็นอย่างอื่นเสีย เขา จะเขียนเป็นอย่างอื่น อย่างที่เอาไว้ดูเล่น หรือหัวเราะเล่นไปเสีย. ใครจะว่าอย่างไรก็ตามใจใคร แต่เราว่า เมื่อใดจิตว่าง นิพพานอยู่ในจิต นั้น เมื่อใดจิตวุ่น สังสารวัฏฏ์อยู่ในจิตนั้น; ใครไม่เข้าใจแล้วก็ตามใจเขา. เมื่อใดสังสารวัฏฏ์ไม่ปรากฏขึ้นมา นิพพานก็ปรากฏแก่จิตนั้น, พอจิตวุ่นขึ้นมา สังสารวัฏฏ์ก็ปรากฏแก่จิตนั้น ; ไม่มีอะไรอีก. เรื่องความว่างความวุ่น นี้ควร เอามาศึกษาให้เข้าใจกันสักหน่อยให้เพียงพอ ; แต่ผู้ที่ "เป็นปราชญ์" หลายคน แม้ ตามวัดวาอาราม วัดใหญ่ ๆ โต ๆ มีพระมาก ๆ ก็ยังไม่เข้าใจกัน. ที่จริงคำพูด อย่างนี้มีอยู่มากมายในพระไตรปิฎก ; แต่ก็น่าพอใจอยู่บ้าง ที่เดี๋ยวนี้เริ่มจะเข้าใจกัน บ้างแล้ว, เริ่มไหวตัวในทางที่จะเข้าใจกันบ้างแล้ว. เรื่อง "จิตว่าง" นี้ เป็นเรื่องเก่าเล่าใหม่, เป็นเรื่องเก่าที่รวบรวมประมวล เอามาเล่าใหม่ในรูปอื่น ในรูปบางรูปที่เข้าใจได้ชัดเจนยิ่งขึ้น หรือกว้างออกไป ;
น.696 แต่แม้จะพูดในรูปอื่นอย่างไร ก็ไม่ลัดสั้นไปได้ นอกจากเรื่องจิตว่างนี้. อย่างไรเสีย ก็อย่าลืมว่า "ไม่มีอะไรที่ควรสำคัญมั่นหมายว่าตัวเรา ว่าของเรา". อย่าลืม หลักอันนี้ แล้วเป็นไม่เฝือ : ไม่มีอะไรที่ควรสำคัญมั่นหมายว่า เป็นตัวเรา หรือของเรา, นี้คำแปลของ สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย ที่ฟังง่าย ที่สุด. จุดหัวใจของศาสนาพุทธในรูป positive ก็ว่า เป็นอยู่โดยจิตใจไม่ยึดมั่น ถือมั่นอะไร. พุทธศาสนาสอนให้คนทุกคนมีชีวิตอยู่โดยจิตใจที่ฟรี ที่เป็นอิสระ ไม่ ตกอยู่ภายใต้ความผูกพัน หรือความบีบคั้น หรือความผูกรัดของสิ่งใด. พูดอย่าง positive อย่างนี้น่าฟังหน่อย หรือน่าชื่นใจหน่อย ฝรั่งอาจจะพอใจสนใจได้บ้าง. ทุกศาสนาต่างก็มุ่งหมายทำลายความเห็นแก่ตัว ที่นี่ จะเลยพูดไปถึงเรื่องที่น่าเศร้า ว้าเหว่ : พุทธศาสนาแนะวิธี หรือ เคล็ดลับ หรืออุบาย แล้วแต่จะเรียก ให้มนุษย์เราเป็นอยู่โดยอิสระที่สุด, ไม่ไปผูกพันตัวให้อยู่ภายใต้ความบีบคั้นของทุกอย่างในโลก. นี้เป็นชนวนที่ทำให้คน ต่างประเทศ หรือต่างศาสนาที่มีการศึกษาดี มาสนใจในพุทธศาสนาได้, โดยเรายอม รับว่า ศาสนาคริสเตียน ศาสนาอื่น ก็มุ่งหมายอย่างนั้นเหมือนกัน ; แต่เขาควรจะ ทดลองสังเกต ศึกษาวิธีของชาวพุทธดูบ้าง ว่าทำอย่างไรจึงจะเป็นอย่างนั้นได้. แต่ ละศาสนาก็มีเคล็ด มีวิธีที่ต่างกัน เพื่อผลอย่างเดียวกัน, เพื่อเอาจิตใจไปฝากกับ พระเจ้า ไม่มีตัวตนก็ได้เหมือนกัน ; ทางพุทธไม่ถือว่าผิด ; หรือจะทำลงไปตรง ๆ ไม่ต้องโยงไปถึงพระเจ้า ไม่โยงไปถึงอะไรหมด, จัดการกับร่างกาย จิตใจ ให้อยู่ ในสภาพที่เป็นอิสระในตัวเอง โดยการกระทำของจิตเอง หรือตัวจิตเป็นเอง อะไร เหล่านี้ก็ได้เหมือนกัน ; หลุดพ้นฟรี เป็นอิสระ มีผลจุดหมายปลายทางใช้อย่าง เดียวกันได้ คือเป็นอิสระปราศจากความทุกข์ รอดพ้นเหมือนกัน.
น.697 คริสเตียนเขาก็พูดดี พูดถูก เหมือนกัน ; แต่เราอาจพูดในรูปที่ว่า โยงเอา พระเจ้าเข้ามาด้วย : พระเจ้าสอนให้ทำตามพระเจ้า คือ ไม่มีตัวเรา ไม่เห็นแก่ตัวเรา ให้ตัวเราไปอยู่กับพระเจ้าเสีย. วิธีสอนของเขาจะเก่งกว่าเรา ในการสอนคนโง่ ๆ โดยวิธีง่าย ๆ ให้เชื่อ. ส่วนพระพุทธเจ้าท่านเกิดในอินเดียในหมู่คนที่ฉลาดในทางจิตใจ มากเกินไป; ฉะนั้นพูดอย่างนั้นไม่ได้ พ้นสมัยเสียแล้ว, ยุคอุปนิษัทในอินเดีย จะพูดอย่างนั้นไม่ได้ ก็ต้องพูดรูปนี้ คือ โหมลงไปที่เรื่องจิต ที่มันโง่ ที่มันยึดถือ, แล้วก็มีวิธีศึกษาอย่าให้ไปยึดถือ ; พระเจ้าไม่เกี่ยว. คำพูด หรือธรรมะอะไรเก่า ๆ ที่เกี่ยวกับพระเจ้าอย่างบุคคล อันก่อนพุทธกาลนั้น สมัยนี้อยู่ในฐานะที่จะต้องฆ่าเสียให้ หมด; คือไม่ไปยึดมั่นถือมั่นในพระเจ้าเหล่านั้นด้วยเหมือนกัน. เดิมในอินเดียเขาสอนเรื่องธรรมชาติ ที่ว่า เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป, เกิดขึ้น -ตั้งอยู่-ดับไป, เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป, นี้เป็นกฎของธรรมชาติ. ไปศึกษาให้ เข้าใจดีเสียก่อน แล้วเอามาคิดดู : เกิดขึ้น นั้นก็คือ พระพรหมผู้สร้างโลก ต้องฆ่า เสียทั้งนั้น ; ที่ว่า ตั้งอยู่ เป็นไปชั่วขณะตามกฎ นั้น คือพระนารายณ์ ผู้ควบคุมโลก ก็ต้องฆ่าเสียเหมือนกัน ; แล้ว ดับไป ก็คือพระอิศวร ผู้ทำลายโลก ก็ต้องฆ่าเสีย เหมือนกัน. นี้ความเข้าใจอย่าง พุทธศาสนา ทำลายพระเจ้าเสียทั้งหมด, คือ พระเจ้าในรูปนั้น ; ไม่ถือศาสนาอย่างฮินดูอีกต่อไป พระเจ้าก็หมด, เห็นเป็น สิ่งที่ต้องทำลายเสียให้หมด. แต่ เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป นี้ครอบงำไปหมด ; ถ้าจิตใจของเราผูกพันอยู่ ภายใต้ ความเกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป, แล้วจะเป็นทุกข์เป็นร้อน ล้มลุกคลุกคลาน ไปตามนั้น. ให้เราอยู่เหนือ ความเกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป นี้เสีย, อยู่เหนือ พระเจ้า สูงกว่าพระเจ้า. พูดอย่างนี้เดี๋ยวก็จะชวนวิวาท ; ถ้าพวกเหล่าโน้นที่เขา ยังชอบพระเจ้า ยังต่ำ ๆ ยังเด็ก ๆ เขายังชอบพระเจ้า.
น.698 ที่นี้มาลองดู วิธีของพวกพุทธ ดูบ้าง : จัดการกันที่ต้นตอโดยตรง คือ ที่จิตที่ยึดมั่นถือมั่น มีตัวกู-ของกูโดยตรง, ทำลายตัวกู-ของกู นี้ ให้หมด ไป ; แล้วก็หมดปัญหา ไม่มีความทุกข์. พระเจ้าไม่ต้องมาช่วย, เรา เสียอีกจะช่วยพระเจ้า. พุทธศาสนาพูดเหมือนกันว่า ดับทุกข์, พูดว่า ออกไปได้, พูดว่าหลุดพ้น, พูดว่าวิมุตติหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง ; แต่การเอามาพูดนั้น มันยาก, เรื่องที่พูดนี้มันยาก ยากขนาดที่พระพุทธเจ้าท่านก็รู้สึกว่า แหม ! มันยาก คิดว่าไม่สอนละ; เมื่อตรัสรู้ใหม่ ๆ ก็คิดว่าไม่สอนละ เพราะว่ามันยาก เพราะ ฉะนั้น เราต้องให้อภัย หรือยอมเห็นใจในการที่มันยากนี้บ้าง ; จะให้ทุกคนใน ประเทศไทยเข้าใจ นี้ก็ยาก. ฉะนั้นผมก็ไม่คิดในเรื่องนี้ ไม่เสียใจ ไม่โกรธใคร ที่เขาไม่เข้าใจ ไม่เชื่อ ไม่ยอม ไม่เห็นด้วย หรือคัดค้าน อย่างนี้; มันเป็นธรรมดา ต้องเป็นอย่างนั้นเอง. พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสว่า ยังมีบางคนที่อาจจะเข้าใจได้ ; เพราะฉะนั้นจึงสอน อยู่ในพวกไม่กี่คนนี้ก็แล้วกัน, อยู่ในพวกที่พระพุทธเจ้าท่านว่า : สตฺตาปูปรบกฺข- ชาติกา ฯ ซึ่งมีคำกล่าวว่า พระพรหมมาทูลขอร้องด้วยคาถาดังกล่าว : สัตว์ที่มี ธุลีน้อยในดวงตาก็มีอยู่ ... ฯลฯ. พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า เออจริง, ก็เลยมาสอน พวกนี้ ; ซึ่งแท้จริงก็เป็นความเฉลียวของพระพุทธเจ้านี้เอง. ทีแรกสติปัญญามุ่งไป ทางความเป็นจริงว่า ไม่มีใครจะเรียนรู้ได้ ; ทีนี้เกิดความเฉลียวขึ้นมาว่า อ๊ะ, คง จะมีบางคนจะกี่คนก็ตามใจ, มีบางคนอาจจะรู้ได้ ; คือสัตว์ที่มีธุลีในดวงตาแต่ เล็กน้อยก็มีอยู่เหมือนกัน จึงควรจะสอน. ที่กล่าวอุปมาให้รู้ว่า พรหมลงมาอาราธนานั้น ก็คือความเฉลียวใจของ พระพุทธเจ้า คือ ความมีเมตตากรุณามากของพระพุทธเจ้า เปรียบด้วย พรหมนั่นเอง ; นึกเฉลียวขึ้นมาว่า เออ, ยังมีบางคน ถึงแม้จะไม่กี่คน เราก็ควร จะเห็นแก่คนพวกนี้. เพราะฉะนั้นจึงทรงอุตส่าห์สอน พยายามสอน, ให้คนในโลก
น.699 สักพันล้านคน เข้าใจสักพันคนอย่างนี้, ล้านคนต่อหนึ่งคน ก็ยังดีถมไป, ยังวิเศษ ที่ได้รู้ล้านคนต่อหนึ่งคน. พระอรหันต์ทั้งหลาย ที่ท่านรู้ ท่านจะรู้โดยวิธีใด โดยคำพูดข้อไหน ส่วนไหน ก็ตาม, ใจความเหมือนกันหมด คือท่านรู้ตรงที่ว่า : "ไม่มีอะไรควรสำคัญ มั่นหมายว่า ตัวกู-ของกู" นี้. คำสอนตอนไหน ๆ ในพระไตรปิฎก ใจ ความก็อยู่ที่นี่. พอสังเวชเกิดขึ้นในข้อนี้ เท่านั้นแหละ บรรลุมรรค ผล ได้ ; เหมือนเมื่อจิตตื่นขึ้นมาจากหลับนี้ มีลักษณะต่าง ๆ ต่าง ๆ กัน. แต่การที่จะ ทำให้คนตื่นขึ้นจากหลับได้นั้น ก็ต้องหาวิธีปลุกให้ตื่นด้วยวิธีต่าง ๆ กัน : เตะให้ตื่น ก็ได้ หรือเอาน้ำราดให้ตื่นก็ได้ เอาไฟจี้ให้ตื่นก็ได้ ต่าง ๆ กัน. แต่ว่าถ้าตื่นขึ้นมา แล้ว ก็ตื่นเหมือนกันทั้งนั้น, ก็เป็นตื่นอย่างเดียวกัน. ส่วน วิธีปลุกมีมากมาย หลายอย่าง หลายชนิด ที่จะปลุกคนให้ตื่น, ตื่นแล้วก็เหมือนกันหมด ; ไม่มี อะไรเป็นตัวกู-ของกู, เหมือนกันหมด. ขอปิดประชุม เดี๋ยวจะกลับกันลำบาก
Buddhadasa