น.638 การพูดกันที่นี่ ในวันพระ ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ที่ประชุม กันที่นี่, ที่หน้าตึก โรงมหรสพทางวิญญาณนี้, ประสงค์ จะพูดข้อธรรมะกันบ้าง. ถ้าไม่มีอุปสรรคจะได้พูดกัน เดือนละ ๔ ครั้ง, และจะเรียกการพูดที่นี้ว่า "ธรรม- ปาฏิโมกข์” ; โดยถือว่า ทางวินัยมีการลงปาฏิโมกข์ เดือนละสองครั้ง เพื่อซักซ้อมข้อปฏิบัติทางวินัย มิให้ เลอะเลือน. และในพระบาลี ก็มีกล่าวว่า วินัยเลอะเลือน เพราะธรรมะเลอะเลือน ; เพราะฉะนั้น เพื่อมิให้ธรรมะ เลอะเลือน เราจึงจะพูดซักซ้อมข้อธรรมะกันไว้ เสมอ ๆ , และเราจะถือว่า การพูดที่นี่เรียกว่า ธรรม- ปาฏิโมกข์ ซึ่ง มุ่งหมายจะพูดกันในเรื่องหลักปฏิบัติ อัน เป็นหัวข้อสำคัญ ๆ เกี่ยวกับตัวกู-ของกู. ๔๘
น.639 รู้จักฟัง ความคิดเห็นของผู้อื่นบ้าง เรื่องที่จะพูดกันในวันนี้ ก็เป็นเรื่องตามธรรมชาติ ซึ่งเราควรจะหัดสังเกตว่า คนที่มีสติปัญญาต่าง ๆ กันนั้น ย่อมสังเกตเห็นอะไรต่าง ๆ กัน, แล้วมีความคิดเห็น ในเรื่องนั้น แล้วนำเอามาพูดได้ต่าง ๆ กัน. คนทั้งหลาย หลาย ๆ คนนี้ ถ้าไปเห็น บ้านดอนแล้วกลับมา ; ให้เล่าเรื่องบ้านดอน ก็ย่อมจะเล่าได้ไม่เหมือนกันทุก ๆ คน ; เพราะใจคนย่อมต่างกัน และไปสนใจในสิ่งที่ต่างกัน, ก็ย่อมจะเล่ากันคนละอย่าง คนละทาง, และเล่าไม่เหมือนกัน ทั้ง ๆ ที่ดูสิ่งเดียวกัน แห่งเดียวกัน. บุคคลบางคนเขาก็ย่อมมีสติปัญญาของเขาอย่างหนึ่ง เห็นโลก เห็นชีวิตของเขา ไปอีกแง่หนึ่งต่างหาก ไม่เหมือนคนอื่น ๆ, อาศัยที่เป็นคนละเอียดลออ มีสติปัญญา เขาก็เห็นอะไรในแง่ดีมีประโยชน์ ก็พูดในสิ่งที่ตนพบมา ; อีกคนหนึ่งไม่เห็นในแง่นี้ แล้วก็เลยไม่ชอบฟังเขาพูดเพราะเหตุนี้. ธรรมดาคนโง่กับคนฉลาดจะคิดเหมือนกัน ไม่ได้ และต่างฝ่ายต่างไม่ชอบเช่นเดียวกัน. ถ้าเราอยากจะเป็นคนฉลาด เราควรอุตส่าห์ฟังความคิดเห็นของคนที่ ฉลาด ละเอียดลออ, มีอายุมากเสียบ้าง ; ผู้ที่ยังเด็กกว่ารู้จักฟัง รู้จักพิจารณา แล้วจะได้รับประโยชน์มาก. พระพุทธเจ้าท่านก็สรรเสริญในเรื่องอย่างนี้, ท่าน ตรัสว่า อย่างพระอัญญาโกณฑัญญะนี้ ถึงไม่รู้อะไรมาก ไม่มีความรู้อย่างโน้นอย่างนี้. อย่างไรก็ดี อย่างอื่นก็ต้องรู้ เพราะว่าอายุมาก ได้ประสบพบเห็นสิ่งต่าง ๆ มามาก เพราะฉะนั้นอยากให้พระเณรหนุ่ม ๆ นี้หายอวดดีเสียบ้าง อย่าอวดดีกันนัก อุตส่าห์หัด ฟังความคิดเห็นของคนอื่นบ้าง ; ถ้าเขาเป็นคนแก่อายุมาก แล้วเป็นคนละเอียดลออ สุขุม รอบคอบแล้ว ลองฟังดูเถอะ จะได้ฟังสิ่งที่ตนไม่เคยได้สังเกต ; ถึงแม้ที่เคย ผ่านมาแล้วก็ไม่ได้สังเกต อยู่แค่จมูกก็มองไม่เห็น, คนโง่ คนอวดดี มักจะมอง ไม่เห็นสิ่งที่อยู่แค่จมูก. เพราะฉะนั้น ขอให้ผลัดกันเป็นคนฉลาดคนละที่ ๆ
น.640 ฟังเสียงซึ่งกันและกัน ฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกันบ้าง ; ให้แต่ละคนแสดง ความคิดเห็นเรื่องใดเรื่องหนึ่งออกมาคนละที ก็จะน่าฟัง ซึ่งย่อมต่าง ๆ กัน ในที่สุดก็มี ประโยชน์. คนอายุมากเขารู้จักมองโลก ในแง่ที่เรามองไม่เป็น เราได้ฟังเขา พูดเราก็หายโง่ขึ้นมาในส่วนนั้น ; เพราะฉะนั้นจึงบอกว่า ให้อุตส่าห์ฟัง. แม้ แต่คนบ้าพูดก็ยังมีประโยชน์ ให้รู้จักสังเกตแล้วก็จะเห็นจริง. เมื่อวันก่อนมีคนมา ทอดผ้าป่า มีคนบ้าติดมาคนหนึ่ง เขาพูดอะไรมาก ; ถ้าเราฟังให้ดีแล้วก็มีคำพูดที่ เป็นประโยชน์, ส่วนคำที่ใช้ไม่ได้ บ้า ๆ บอ ๆ มันก็มีมากเหมือนกัน แต่คำที่มี ประโยชน์ของเขาก็มีเยอะ ; ในคำพูดเหล่านั้นมันก็มีความคิดที่แหลมคมออกมาได้เป็น ครั้งคราว, แต่สติของเขาไม่ดี คำพูดจึงไม่ติดต่อกัน มันฝั่นเฝือไป นั้นก็เป็นไป ตามเรื่องราวของเขา. แต่ขณะหนึ่งเขาพูดอะไรได้ดี ๆ เราก็ควรจะฟัง ถึงแม้คนบ้า เป็นผู้พูด ; เรื่องที่พูดนั้นก็เป็นเรื่องจริง และเป็นธรรมะอยู่นั่นเอง แม้ว่าจะออกมา ทางปากของคนบ้า. เรื่องการพูดนั้น ทุกคนควรจะพูดได้ทั้งนั้น พูดมาตามความคิดเห็นของตน ตามความรู้สึกของตัว, ด้วยเจตนาดีต่อผู้ฟัง จะให้เป็นประโยชน์แก่ผู้ฟัง ; อย่างนี้ ใช้ได้ทั้งนั้น และย่อมต้องมีเรื่องแปลก ๆ กันเสมอ. หรือถ้าจะให้ตอบคำถามเรื่องใด เรื่องหนึ่ง ก็ตอบต่าง ๆ กัน ตามความรู้สึกที่ต่างกัน หรือตามภูมิชั้นจิตใจที่ต่างกัน. อย่างถามว่าเกิดมาทำไม? นี้คงตอบกันได้ทุกคน ; แม้แต่คนที่โง่ที่สุด เป็นพาล ที่สุด เขาก็มีความเห็นได้ว่าเขาเกิดมาทำไม ; แม้แต่จะคิดว่า เกิดมาเพื่อเอาเปรียบ คนอื่น ซึ่งเป็นความคิดเห็นของเขา มันก็เป็นเรื่องจริงเรื่องหนึ่งเหมือนกัน. เราต้อง พยายามฟัง หรือพร้อมที่จะฟัง, รู้จักฝึกหัดฟัง เรื่องที่มีความหมายน่าพิจารณาว่า ใครพูดอะไรกันอย่างไร.
น.641 เรื่อง การยอมฟัง หรือไม่ยอมฟังนี้ มีได้เพราะเหตุหลายอย่าง ; ที่ ไม่ยอมฟัง เพราะฟังไม่เป็นก็มี. ประเภทแรกนี้คงจะไม่ยอมฟัง เพราะฟังไม่เป็น มันจึงฟังไม่ได้เรื่อง ได้ราว. ฟังไม่เป็นนี้เป็นที่น่าสังเวชมาก ; เหมือนกับคนฟังดนตรีไม่เป็น ก็เป็น เรื่องที่น่าสังเวชมาก ; แต่มันก็จริง เพราะฟังไม่เป็น เช่นเมื่อฟังดนตรีก็ฟังเป็น ตีป๋องตีแป๋งตีอะไร ไม่เห็นเป็นดนตรี ; อย่างนี้เพราะฟังไม่เป็น. ลองไปคิดดู ว่า คนที่ฟังดนตรีเป็น ในโลกนี้ก็มีไม่กี่คน. ที่นี้ธรรมะมันยิ่งกว่านั้น มันยิ่งกว่าดนตรี มันละเอียดสูง ๆ ขึ้นไปอีก ก็ยิ่งไม่น่าฟัง และไม่อยากฟังยิ่งขึ้นไปอีก, แล้วธรรมะ ที่เป็นเรื่องละเอียดขึ้นไปอีกก็ยิ่งไม่อยากฟัง ทั้งยิ่งเข้าใจยาก แล้วก็ไม่เข้าใจ. เพราะ ฉะนั้น ความไม่อยากฟัง มักจะมาจาก การถือตัว ถือเป็นตัวกู-ของกู ถือ มานะทิฏฐิ ไม่ยอมฟัง ขึ้นอีกด้วย. ประเภทที่ ๒ การไม่ยอมฟัง นี้จะมีอาการไม่อยากฟัง หรือไม่ยอมฟัง คนบางคนพูด, หรือจะยอมฟังแต่คนบางคนพูด. นี้เป็นเรื่องตัวกูเหมือนกัน, เป็นเรื่องถือตัวตน ถือตัวกู เหมือนกัน, และติดขนบธรรมเนียมประเพณีมากขึ้น ๆ ด้วย. ข้อนี้เนื่องจากตั้งแต่เกิดมาก็เลือกมาก ซึ่งเลือกไปตามความเขลา. อย่างเช่น สมัยหนึ่ง ถ้าไม่พูดบนธรรมาสน์แล้วก็ไม่ฟัง หรือไม่อยากเชื่อ ; นี้ก็ยังมีอยู่มาก แม้เดี๋ยวนี้, แต่ว่าค่อยยังชั่วลงบ้าง ; หรือว่า นั่งบนธรรมาสน์แล้วจะต้องถือใบลาน ด้วยถึงจะเชื่อ, แม้จะเป็นอาจารย์เป็นอะไรของตัว ถ้าไม่ถือใบลานก็ไม่เชื่อ แบบดังกล่าวมานี้ ก็ใช้ไม่ได้เหมือนกัน คือตัวเองไม่เป็นตัวเอง, ไม่มี หลักเกณฑ์ หรือไม่มีอะไรเป็นตัวเอง : ต้องเชื่อตามคนอื่น ต้องเชื่อฐานะของผู้พูด เชื่อว่าผู้นี้เป็นอาจารย์ของเรา ฯลฯ , นี้แหละไปอ่านดูเถิด มีในกาลามสูตร ซึ่งเป็น
น.642 เรื่องของคนโง่ : เชื่อเพราะได้ยินได้ฟังตาม ๆ กันมา, เชื่อเพราะน่าเชื่อ, เชื่อ เพราะเหตุผลอะไรของตน ฯลฯ อย่างนี้ก็เรียกว่า ใช้ไม่ได้ ไม่ควรเชื่อ. สรุปความ ในกาลามสูตร นั้น สุดท้ายรวมความแล้วก็คือว่า ให้ฟังไว้ก่อน แล้วเอามาพิจารณาดูว่า น่าเชื่อไหม ? ควรเชื่อไหม ? เรื่องที่ต้องเลือกเชื่อบ้าง มันก็มีเหมือนกัน ; ต้องรู้จักเลือกว่า ควรจะฟังผู้นั้นพูดไหม ? ในฐานะที่น่าเชื่อ อย่างนี้ก็มีเหมือนกัน. แต่พระพุทธเจ้าท่านก็ยังไม่ให้เชื่อโดยเหตุอย่างนั้น ; เพราะ ว่าเดี๋ยวจะเกิดไปเชื่อเพียงสักว่าเขาผู้นั้นเป็นคนสำคัญพูด แล้วก็ต้องเชื่อ ไม่กล้าวิพากษ์ วิจารณ์. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า แม้ตถาคตพูดก็อย่าเชื่อ ; ให้ไปคิดดู ไปแยกแยะ ดู ไปใคร่ครวญดู แล้วจึงเชื่อ คำสอนอย่างนี้มีลักษณะอย่างที่เรียกว่า ประชาธิปไตย เต็มที่, เต็มที่จนถึงขนาดว่าจะให้ใคร ๆ เป็นพระพุทธเจ้าก็ได้. ใครพูดถูก ใคร พูดดี มีเหตุผลมีเนื้อหาดี คนนั้นเป็นพระพุทธเจ้าได้, มีค่าเท่ากับพระพุทธเจ้าได้ เหมือนกัน, และเป็นผู้ที่ควรพูดให้ผู้อื่นฟังได้ ผู้อื่นก็ควรจะฟังเขาพูดได้ด้วย เหมือนกัน. อย่างไรก็ดี ในการฟังนั้น อย่าคิดว่าเสียเวลาไปเสียทั้งหมด ; ในการที่ฟังคนนั้นคนนี้พูด ถ้าเขาพูดปรารภธรรม และด้วยเจตนาดี นี้ควรจะฟังเขา. ประเภทที่ ๓ โรคมานะทิฏฐิไม่ยอมฟังผู้อื่นพูด นี้มีมากที่สุด ; ไม่ อยากจะเป็นผู้ฟัง อยากจะเป็นผู้พูดเสียเอง นี้ก็มีมาก ; มีอยู่มากไม่ว่าในที่ไหน มีแต่ผู้ที่อยากจะพูดเสียเอง มากกว่าที่จะให้ผู้อื่นพูด. เมื่อผู้อื่นพูดก็ไม่ฟัง หรือฟัง บ้าง ฟังพอให้จบ ๆ แล้วตนจะได้พูด โดยไม่ต้องรู้เรื่องว่าอะไร, บางทีพูดซ้ำกันก็มี. สำหรับพวกเรา ควรฟังด้วยคิดว่า คงจะมีประโยชน์อยู่บ้าง ; อย่างนี้ จะได้ฟังของแปลก ๆ ไปจากที่เราเคยฟัง ; แม้จะเคยเรียนมากรู้มาก พูดได้มาก มีเนื้อหามากก็จริง แต่ถึงอย่างไรก็ยังไม่หมด ยังต้องมีเหลือไว้ให้คนอื่นพูดได้บ้าง ;
น.643 เพราะสติปัญญาย่อมไม่เหมือนกัน ดังที่ว่ามาแล้ว. ส่วนหนึ่งเหลือไว้ฟังคนอื่นพูดบ้าง เหลือไว้ฟัง แม้แต่คนที่เราเห็นว่า ไม่ใช่ครูบาอาจารย์พูด หรือกระทั่งคนบ้าพูดบ้าง. ขอให้ลองพิจารณาดู พอเราเห็นคนบ้าแล้ว เราก็มีกิเลสของเราเองขึ้นมา ซึ่งเลวกว่าคนบ้านั้นขึ้นไปอีก ; ที่เราคิดว่าเราเป็นคนดี นั่นเป็นคนบ้า ; ถ้าเรา คิดอย่างนี้เราก็เป็นบ้า หรือเลวกว่าคนบ้านั้นเสียอีก. ให้ระวังกันไว้ให้ดี ๆ หูหางของ เราสยบอยู่ พอเห็นคนบ้ามา หูหางของเราก็ยกชูขึ้นทันที , แล้วตะโกนเรียกคนนั้น ว่า “ไอ้บ้า", แล้วนึกว่า "ตัวเองเป็นคนดี". ที่นึกว่าตัวเองเป็นคนดีนี้ หู หาง มัน ยกขึ้นมาอย่างเร่อร่าทีเดียว ; อย่างนี้ต้องถือว่า คนนั้นต้องเลวกว่าคนบ้า. การยกหู ชูหางขึ้นมา ประณามผู้อื่นว่าเป็นคนบ้า ตัวเองเป็นคนดี นี้มันคือบ้าคนละ อย่าง หรือบ้ามากกว่า . คนนั้นเขาบ้าทางจิตใจส่วนนอก ส่วนตื้น ส่วนธรรมดา สามัญ ส่วนร่างกายมันสมอง; แต่อีกคนหนึ่งนั้นบ้าดักดานในทางความคิด ความเห็น ทางสติปัญญา, มีตัวมีตน ยกหู ชูหาง ทุกครั้งที่เห็นว่าคนอื่นด้อยกว่าตัว, จึงเห็นว่าเขาเป็นคนบ้า เห็นว่าเขาเป็นคนโง่บ้าง เห็นว่าเขาเป็นคนจนบ้าง. ถ้าไม่สนใจเรื่องอย่างนี้ ไม่ศึกษาเรื่องอย่างนี้ ก็ตายเปล่า เกิดมาชาตินี้ ชาติหนึ่ง ตายเปล่า, ไม่มีวันที่จะรู้ธรรมะของพระพุทธเจ้า ที่เรียกว่า "ไม่มีตัวตน ไม่มีตัวกู ของกู" . เพราะว่า มันคอยอัดเอาไว้แต่เรื่อง ตัวกู-ของกู เป็นควัน กลุ้มไว้เรื่อย : ดีกว่าคนอื่น ฉลาดกว่าคนอื่น ร่ำรวยกว่าคนอื่น ฯลฯ. โรคถือความดีก็คือ โรคที่เอาหู เอาหาง ไว้ยกให้มากๆ ขี้เหนียวมาก ขี้ตืดมาก ฯลฯ ก็มารวมอยู่ที่คนชนิดนี้แหละ. เราจะเคารพนับถือใคร เราจงสังเกตข้อนี้ว่า คนนั้นมีหู มีหาง ไว้สำหรับ ยกกี่มากน้อย ; คนใดที่ มีหู มีหาง สำหรับยกน้อย หรือเขายกน้อย นั่น
น.644 แสดงว่าเป็นผู้มีคุณธรรมสูง, เป็นผู้ยอม ; ใช้คำ ๆ เดียวคือคำว่า “ผู้ยอม" ที่เรียกว่ายอมแพ้ก็ได้, แต่มันยิ่งกว่า ยอมแพ้ คือยอมเป็นผู้ฟังนั่นแหละ. ถ้า ไม่ยอมเป็นผู้ฟัง ก็ยกหู ชูหาง เรื่อย ไม่ยอมเป็นผู้ฟัง ; ถ้าเรายอมเป็นผู้ฟัง นั่น มันก็เป็นการย่ำยีกิเลสของเราทันที , เพราะการ ยอมนั้นทำให้มีตัวตนน้อยลง มีตัวกูน้อยลง ; ไม่ต้องเรียนรู้อะไรอื่น ไม่ต้องมีความรู้อย่างอื่น ทำให้มี ตัวตนน้อยลงนี้แหละ คือความประเสริฐสูงสุด. พระเณร เรียนมาก มีตัวตนยกหู ชูหาง นี้ก็ไม่มีอะไรดี, ไม่มีอะไรที่น่า นับถือ, มีแต่ยกหู ชูหางมากขึ้น ตามความรู้ที่เรียนได้มากขึ้น สอบไล่ได้มากขึ้น ; อย่างนี้สู้ชาวบ้านที่ไม่ใคร่พูดก็ไม่ได้. ผู้ที่มีตัวตนน้อยเขาจะไม่พูด แต่ทว่ายกหู ชูหางน้อยก็แล้วกัน. ผู้ที่มีความรู้สึกยกตัวยกตนอะไรทำนองนี้นั่นแหละ เป็นขณะ ที่มีกิเลสเต็มที่ : มีความโลภ ความโกรธ ความหลง รวมอยู่ในนั้นหมด ในเวลา ที่แสดงกิเลสเต็มที่นั้น. ขณะใดเราทำให้ตัวตนถูกกดลงไป นี้เป็นเวลาที่ดี เป็นเวลาที่ประพฤติธรรมที่ดีที่ถูก ; ขณะใดที่เราสนับสนุนให้ตัวกูเด่นโด่ง ขึ้นมา นั่นคือเวลาที่เลวที่สุด ที่ไม่ปฏิบัติธรรมเลย, ขณะนั้นก็เป็นคนบ้า ที่สุด ยิ่งกว่าคนบ้า ที่เที่ยวเพ่นพ่านเสียอีก. รู้จักพูด ในเมื่อ เป็นฝ่ายต้องพูด ทีนี้ จะพูดถึงฝ่ายผู้ที่ต้องพูดบ้าง เผื่อว่า พระเณรองค์ไหนถูกขอร้องให้พูด ; บางองค์ก็คล้ายกับขวัญหนีดีฝ่อพูดไม่ได้ ประหม่าไปหมด เป็นอะไรไปหมด ก็มี ; บางคนตรงกันข้าม พูดเพ้อเจ้อไปก็มี. นี่ก็อย่างเดียวกันอีก คือเรื่อง ตัวกู-ของกู มันแสดงรูปอีกรูปหนึ่ง. คนที่ พูดอวดดี เพ้อเจ้อ ไป ก็เป็นเรื่องธรรมดา ของตัวกู-ของกู ซึ่งเป็นอย่างนั้นเอง ; ส่วนคนที่กลัวที่ขลาด ประหม่า ไปหมด
น.645 ก็เพราะเหตุอย่างเดียวกัน ทั้งนั้น ที่มีตัวกู-ของกู สงวน หรือรักษาภูมิ หรือ รักษาเหลี่ยม หรือรักษาเกียรติอะไรมากไป จนขี้ขลาด กลัว ประหม่า ไม่กล้าพูด. นั้นมิใช่ว่าเป็นคนไม่มีกิเลส ไม่มีตัวกู ; นั้นไม่ใช่. ที่แท้มีตัวกูมากเท่า ๆ กัน แต่ อยู่ในรูปที่มันรักษาหูหาง รักษาอะไรของตน ; คือกลัวไปว่า ถ้าพูดออกไปจะขาดทุน จะร้ายยิ่งกว่าไม่พูด ; ก็เลยไม่อยากพูด อมพะนำไว้บ้าง, หรือว่าถึงกับขลาด พูด ไม่ถูกทั้งหมด เลยไม่พูด ; อย่างนี้ก็ไม่ควร. ถ้าจะต้องพูดแล้ว ทำใจคอให้เป็นปรกติ ให้มีธรรมะ ประกอบไป ด้วยธรรมะ แล้วพูดไปดีกว่า ; พูดไปด้วยเจตนาดี ด้วยความตั้งใจที่ดี ระมัดระวังดี, เลือกสิ่งที่ตนรู้จริงมาพูด, ก็จะพูดไปได้ดี ; แล้วต่อไป ก็จะดียิ่ง ๆ ขึ้น จะพูดได้ดียิ่งขึ้น. ถ้าไม่ยอมทำหรือขลาดกลัว จนพูดไม่ได้ ก็จะ เป็นคนพูดไม่เป็น พูดไม่ได้จนตายเลย. การประชุมกันที่ตรงนี้ ถ้าวันไหนมีคนที่มี ความเจนจัดในชีวิตมากพอ มาพูดอะไรให้ฟัง นี้ต้องถือว่ามีค่ามาก และควรฟัง, ไม่ควรจะผูกขาดไว้เพียงคนใดคนหนึ่งพูดคนเดียว. เคยอ่านพบในบาลีว่า บางครั้งพระพุทธเจ้าท่านก็ไม่ได้ตรัสเอง ไม่เล่าเอง แต่ ตรัสบอกให้พระภิกษุองค์อื่นพูดก็มี , หยุดพูดแล้วให้องค์อื่นพูดก็มี. พระพุทธเจ้าท่านตรัสแต่สั้นที่สุด แล้วให้องค์ใดองค์หนึ่งพูดต่อไปให้ละเอียดต่างออกไป อย่างนี้ก็มี ; นับว่าสมัยนั้นเป็นประชาธิปไตยมาแล้วตั้งแต่ต้นตอ ; พระพุทธเจ้าท่าน ทรงเป็นประชาธิปไตยมาแล้ว. ในที่หลายแห่งที่อ่านพบ สังเกตเห็นว่า ภิกษุเหล่านั้น หรือแม้แต่บางครั้ง ภิกษุณี สามเณร ก็มี ที่กล้าพูด. พระพุทธเจ้าท่านต้องการให้ คนแต่ละคนพูดบรรยายหรือพูดออกความเห็น ซึ่งก็มีคนพูดขึ้นมาเรื่อยไม่ขาด; ต่อ เมื่อยากเกินไป ไม่ใช่วิสัยจึงจะไม่พูด และทูลขอร้องให้พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอง. พวกเราสมัยนี้มักใช้วิธีติดบุคคล ติดเครดิตของบุคคลบ้าง ซึ่งไม่ควรจะเป็น อย่างนี้. มีสิ่งที่ควรต้องรู้ไว้อีกอย่างหนึ่งว่า พุทธศาสนาอันเดียวกันนี้ เรามองกัน
น.646 หรือว่าลูบคลำกัน จับฉวยได้ไม่ใช่ที่เดียวกัน ; ทำให้ฟังคล้ายๆ กับว่าพุทธศาสนาอย่าง ที่อธิบายกันอยู่ในลังกานี้ไปอย่างหนึ่ง, พุทธศาสนาอย่างที่อยู่ในพม่านี้ไปอย่างหนึ่ง, ฝ่ายที่อยู่ในธิเบตก็ไปอีกอย่างหนึ่ง, ฝ่ายที่อยู่ในเมืองไทยก็ไปอีกอย่างหนึ่ง, ไม่เหมือน กันเลย, ไม่เหมือนกันอย่างยิ่ง. ที่นี่ก็อธิบายอยู่อย่างหนึ่ง, ที่อื่นก็อีกอย่างหนึ่ง ; แม้พูดกันอยู่ในประเทศไทยนี้ก็ยังไม่เหมือนกัน ; ดังเช่นหมู่นั้น คณะนั้นก็ไป อย่างหนึ่ง, คณะนี้ก็ไปอย่างหนึ่ง, ที่นี่ก็ไปอย่างหนึ่ง ที่อื่นก็ไปอย่างหนึ่ง ; เพราะ มีทัสสนะต่างๆ กัน. เราต้องถือโอกาสที่จะฟังคนอื่นพูดบ้างก็จะดี. เดี๋ยวนี้ เ รามาติดกันเสียว่า จะต้องรู้พุทธศาสนาอย่างไทย , อย่างใน ประเทศไทย ; นี้ก็ต้องมาฟังพวกไทยพูด, ไทยฟังคนไทยพูด. แต่เดี๋ยวนี้ศาสนา เดิมแท้นั้นก็ไม่รู้ว่า จะอยู่ที่ตรงไหน ? อยู่ที่พม่า หรือลังกา หรืออยู่ที่ประเทศไทย ? ประเทศไทยก็คุยโม้ไปเหมือนกันว่า พุทธศาสนาถูกต้องแต่ของเรา ในประเทศไทยนี้ถูก ดีกว่าของคนอื่นหมดในโลก ; พวกลังกาก็พูดว่าอย่างนั้น, พวกพม่าก็พูดว่าอย่างนั้น. ควรจะเอามาใส่ครกตำ โขลกให้เข้ากันให้ละเอียดเสียใหม่ทุก ๆ พวก แล้ว ค่อยเอามากรองกันใหม่ , เอามาเกรอะมากรองกันใหม่เสียมากกว่า, จึงจะได้ พุทธศาสนาอันแท้จริง. เพื่อประโยชน์กว้างขวาง เป็นเหตุให้เราต้องฟังเรื่องอะไรต่างๆ ไว้บ้าง ฟังผู้อื่นบ้าง , มีการเจียมตัวยอมฟังผู้อื่นบ้าง ยอมฟังแม้เด็ก ๆ พูดบ้าง ในโอกาสบางครั้งบางคราว. อย่ายกหู ชูหาง เรื่อย เหมือนอย่าง "น้ำชาล้นถ้วย" ซึ่งเขาใช้เป็นคำด่าชนิดหนึ่ง ; น้ำชาล้นถ้วย ใส่ไม่ลง เป็นน้ำที่กินไม่ได้เสียมากกว่า. ควรมีโอกาสสักระยะหนึ่ง ที่เราจะต้องฟังให้รอบด้าน, ไม่ใช่เราจะต้องทำอย่างนั้นไป จนตลอดชีวิต ; อย่างนั้นไม่ใช่ ; แต่ว่า ควรจะมีสักระยะหนึ่ง ที่เราจะศึกษา ทั้งเถรวาท ทั้งมหายาน ทั้งอื่น ๆ ที่เรายังไม่รู้ว่าเป็นเถรวาท หรือเป็นมหายาน ;
น.647 อย่างพม่า อย่างลังกา อย่างไทย อย่างธิเบต อย่างจีน อย่างญี่ปุ่น ฯลฯ เหล่านี้ควร จะฟังกันเสียสักคราวหนึ่ง. จะตู่ตัวเองว่า ที่ตัวรู้นั้นหมดแล้วและถูกทั้งนั้น คนอื่นผิดหมด ; อย่างนี้ไม่สมควร. นักพูดบางคนก็พูด ๆ ไป แล้วก็ด่ามหายานอยู่ทุกวัน ๆ ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้จริงในเรื่อง มหายาน, ผู้ "คงแก่เรียน" บางคนในประเทศไทยยังเข้าใจไปว่านิกายเซ็น คือ เจ๊กปาหี่ ตีป๋องตีแป๋ง ; อย่างนี้เรียกว่า ไม่เข้าใจ เรื่องของพวกอื่นเสียเลย, คิด เสียว่าที่ตัวรู้อยู่นั่นหมดแล้ว และถูกหมดแล้ว. พุทธศาสนาที่แท้ ไม่ใช่มหายาน, ไม่ใช่เถรวาท พระพุทธศาสนาที่แท้นั้น ไม่ใช่มหายาน และไม่ใช่เถรวาท, ไม่ใช่พุทธศาสนา อย่างของเรา หรืออย่างของใคร ; ที่เรามาเรียกว่า พระพุทธศาสนาอย่างของเราก็บ้า เต็มที่, เถรวาทนี้ก็ไม่ใช่ของเรา หรือของใคร. พุทธศาสนาที่แท้ไม่ใช่เถรวาท และไม่ใช่มหายาน ; แต่เป็นข้อปฏิบัติที่ถูกต้อง ที่ทนต่อการพิสูจน์ใน ตัวการปฏิบัตินั้น, แล้วสรุปกล่าวลงไปในข้อที่ว่า ไม่มีตัวตน ไม่มีของ ตน, พูดถึงแต่การปฏิบัติ ที่ทำให้หมดความสำคัญมั่นหมายว่า ตัวตน ว่า ของตน; นี้คือ พุทธศาสนาที่แท้ . ส่วนวิธีอธิบายที่เป็นไป อย่างมหายาน อธิบายไปในทำนองต้องพิจารณาด้วยสติปัญญา เขาก็มีวิธีอธิบายไปอย่างหนึ่ง ; ในเรื่องเดียวกันแท้ๆ แต่อธิบายต่างกันออกไปก็มี. แท้จริงเป็นเรื่องสุญญตา เรื่อง ความไม่มีตัวตน ไม่มีของตน . ฝ่ายเถรวาทเสียอีกที่ไม่ค่อยใช้ความคิดสติปัญญา, ไปใช้ท่องจำ ไปใช้คำพูดที่ร้อยกรองไว้ตายตัว ; อย่างนี้กลับจะโง่กว่ามหายานพวก ที่ใช้สติปัญญา. บุคคลผู้ที่ไม่รู้จริง ไปพูดยกย่องเถรวาท ข่มขี่มหายาน, อย่างนี้ ก็บ้า ; หรือว่าไปยกย่องมหายาน ข่มขี่เถรวาท มันก็บ้าเท่ากัน.
น.648 ถึงว่า เราจะถูกจัดเป็นพวกเถรวาท ก็ให้เป็นแต่เพียงโดยทะเบียนเถิด, โดย การสมมุติเท่านั้นเถิด, โดยจิตใจแล้ว อย่าไปเป็นเถรวาท หรืออย่าไปเป็น อะไรเข้าเลย ; เป็นพุทธบริษัทที่ถูกต้องไว้ก่อนก็แล้วกัน; ไม่ใช่เถรวาท ไม่ใช่มหายาน พยายามแต่จะเป็นพุทธบริษัทที่ถูกต้อง, เป็นพุทธบริษัท ที่พยายาม จะละตัวกู ของกู แล้วก็จะไม่ยกหู ชูหาง, พยายามที่จะลิดรอนหู หาง ให้ มันสั้นเข้าจนยกไม่ได้. พุทธบริษัทที่แท้ต้องไม่ใช่เถรวาท ไม่ใช่มหายาน, หรือถ้าเป็นก็เป็นทั้งเถรวาท เป็นทั้งมหายานไปเลย. เพราะว่า ทุกฝ่ายนี้ก็มีส่วน ที่จะสอนเรื่องไม่มีตัวตนอยู่ด้วยกันทั้งนั้น. วิธีสอน วิธีพูดเท่านั้นที่ต่างกัน. ไปดูเถิด เรื่องสุญญตาในพระไตรปิฎกก็เต็มไปหมด, พระไตรปิฎก เถรวาทนั้นแหละ ซึ่งก็พูดไปอีกแบบหนึ่ง, วิธีพูดก็มีอีกแบบหนึ่ง ตามแบบของ เถรวาท, เป็นวิธีรักษา ระเบียบแบบแผน ขนบธรรมเนียมประเพณีจัด เป็น orthodox conservative อย่างน่าสมเพชทั้งนั้น. ทางฝ่ายมหายานก็ออกจะฟรีเกินไป เลยเถิด มากเกินไปก็มี. เพราะฉะนั้นส่วนดีของเถรวาทก็ตาม ส่วนดีของมหายานก็ตาม ส่วนใดเหมือนกันตรงกัน ก็ต้องใช้ได้ ; ส่วนใดที่เลยเถิดไป หรือหดมากเกินไป หรือขยายมากเกินไป ก็ใช้ไม่ได้ด้วยกันทั้งสองฝ่าย. ถ้าจะไปเกณฑ์ให้นักศึกษาของฝ่ายอื่น เขาเชื่อเฉพาะแต่คนที่นั่งถือใบลาน เทศน์บนธรรมาสน์ตามแบบเถรวาทนั้น เขาคงทำไม่ได้ ; ฉันใดก็ดี เมื่อเราถือว่า เป็นพุทธบริษัทก็ควรจะสนใจเรื่องไม่มีตัวตนนั่นแหละให้มากเข้าไว้ ก็ฉันนั้น แล้วจะเป็นพุทธบริษัทที่แท้จริงมากขึ้น. ขอให้มองให้เห็นข้อเท็จจริงที่สุด อย่างที่ว่าอยู่ เดี๋ยวนี้ ว่าทั้งหมดทั้งสิ้นนี้ ติดอยู่แค่ตัวกู-ของกู นี้. ปราบ ตัวกู-ของกู เสียบ้าง อย่า ยกหู-ชูหาง พระเณรทั้งวัดนี้ อุบาสก อุบาสิกา ทุกคน ๆ นี้ ยกหู ชูหาง เรื่องตัวกู- ของกู ด้วยกันทั้งนั้น , มันมาติดอยู่แค่อันนี้อันเดียวเท่านั้น เห็นชัดเลย, ทั้งวัน
น.649 ทั้งคืนทุกวันเลย. เดี๋ยวหางของคนนั้นที เดี๋ยวหางของคนโน้นที่ ยกโร่ขึ้นมา ด้วย เรื่องตัวกู ; ส่วนเรื่องของกูมันมีน้อยหน่อย, พูดได้ว่า ในวัดนี้มีเรื่องของกูละก็ น้อยหน่อย แต่เรื่องตัวกูยังมีมาก,เดี๋ยวของอุบาสกเดี๋ยวของอุบาสิกา เดี๋ยวของพระ เดี๋ยวของเณร. ที่เหลืออยู่นี้ก็ยังกระด้างมาก บางคนก็ไม่รู้ตัวว่ากระด้าง , แต่ นับว่ายกสูง ๆ อยู่เหมือนกัน , รู้สึกว่ายกแรงมาก. ในเรื่องความสุภาพนั้น อย่าง คนที่สุภาพ เขา ไม่ยกหู ชูหาง เรื่องตัวกู - ของกูอย่างหยาบ , แต่ก็ยกไปตามแบบของคนสุภาพ แรงมาก . บางคน นั้นไม่ได้แสดงยกหู ชูหาง อยู่ด้วยกันก็ดีอยู่ แต่นั่งร้องไห้เสียเองก็มี;มันเป็นอย่างนี้ ดูเหมือนตัวกูลดไป แต่แท้จริงยังมีตัวกูโร่อยู่เลย. ใจมันไม่ยอมแพ้, แล้วน้ำตาไหล. นี้แสดงว่าตัวกูยังไม่ยอมปล่อย, ตัวกูยังไม่ยอมลดลง. เรื่องทำนองนี้ดูเห็นง่าย ๆ ในพวกเด็ก ๆ ; เขาร้องไห้, ไม่ยอม, ถูกเฆี่ยน มันดื้อ ก็ร้องไป, แต่ก็ไม่ยอมแพ้ ; ยังดื้อ ยังแสดงอาการที่ตัวกูยังยกอยู่ด้วยประการต่าง ๆ. ควรที่จะต้องสะสางกันต่อไป ในเรื่องปัญหา ตัวกู-ของกู นี้ แต่แล้วก็มองกัน ไม่ค่อยเห็น ; ถ้าต่างคนต่างนอนเสียก็ยิ่งไม่ค่อยเห็น, ถ้าได้ทำงานร่วมกันเข้าแล้ว จะเห็นตัวกูออกมา, นั่นออกมา นี้ออกมา. การทำงานร่วมกันนี้เป็นของขลัง, ขนก้อนหินบ้าง ทำนั่นทำนี่บ้าง ทำอะไรก็ตามขอให้ได้ทำ ;พอมีงานทำแล้วมักจะมี ตัวกูออกมาให้เห็น ; ถ้าต่างคนต่างแอบไปนอนเสียก็ดูคล้าย ๆ กับว่าไม่มี. เรา สนใจเรื่องอื่นกันได้ ก็ควรจะสนใจ เรื่องที่จะกำราบปราบปรามตัวกูกัน ให้มากยิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก. ขอให้ดูให้ละเอียด ฟังคนอื่นให้มาก จะได้เปรียบในการชนะตัวกู ; ถ้า ไม่ยอมฟังคนอื่นเสียเลย มันส่งเสริมตัวกูเรื่อย. หุบปากเสียให้มาก มีโอกาสที่จะ
น.650 ได้เปรียบ เอาชนะตัวกูได้ ; ถ้าไม่ยอมฟังคนอื่น ดีแต่จะพูด ยิ่งมากเท่าไร ยิ่งเสียเปรียบเท่านั้น , เป็นโอกาสให้ตัวกู-ของกู ยกหู ชูหาง มากขึ้น . ถ้า จำเป็นต้องพูดเอง ก็ต้องพูดให้เขานับถือ,เป็นโอกาสวิเศษแล้ว อย่าไปชิงคนอื่นพูด อย่าไปริษยาคนอื่นพูด ; ให้เขาพูดไป เราฟังให้มาก. ใครพูดก็อุตส่าห์พึง, ถึง ที่เราพูดก็คงมี ; แต่โอกาสที่จะพูดนั้นก็ไม่ต้องการมากมายนัก, ฟังคนอื่นพูดนั้นมี โอกาสมากกว่า. ในการพึงผู้อื่นนั้นมีประโยชน์มาก แต่ไม่มีใครชอบ เพราะไปเห็น เป็นว่า ตัวจะสู้เขาไม่ได้, จะแพ้เขา. แต่ที่จริง เรื่องแพ้กลับจะเป็นเรื่องที่มี ประโยชน์ในการทำลายตัวกูอย่างยิ่ง. ผู้ยอม นั้นแหละ ชนะ แท้จริงเรื่องแพ้นี้ ไม่ใช่เป็นการแพ้เลย ; ที่เรายอมแพ้นั่นแหละ เราชนะ ไม่ต้องเสียอะไรมีแต่ได้ . เรื่องยอมแพ้นี้ มันเป็นเรื่องไม่ใช่เพียงแต่ว่าเขามาตีเรา มาฆ่าเรา, เราสู้ไม่ได้ เราจึงจะแพ้, หรือเขามาตีเรา มาฆ่าเรา เราก็ควรยอมแพ้ ; อย่างนี้ไม่ใช่. หรือว่าเกิดเถียงกัน หรือว่ายกอะไรเข้าใส่กัน, อย่างนี้ใครสู้ไม่ได้ ก็แพ้ ; นี้ก็ยังไม่ใช่. เป็นผู้ที่ยอมได้นั่นแหละ คือผู้ที่ชนะบุคคลอื่น. ผู้ที่มีความเห็นว่า ; ยอมแพ้เป็นผู้ชนะ หมายความว่า ชนะตัวกู , ชนะตัวกู ก็คือชนะตัวเอง, ชนะกิเลส. ผู้ที่ชนะกิเลส ชนะตัวกูได้แล้วสามารถ ทำประโยชน์ให้แก่ทุกฝ่ายได้. ถ้าตัวกู กับ ตัวกู ลุกขึ้นมากัดกัน ก็คือทำลาย กันทุกฝ่าย . ปัจจุบันนี้โลกกำลังจะฉิบหายก็เพราะ ตัวกูของแต่ละฝ่ายมันไม่ยอม, มันจะกัดกันไปเรื่อยจนโลกนี้ฉิบหาย, หรือแม้จนประเทศฉิบหาย จนทั้งโลกฉิบหาย กระทั่งก็โลก ๆ ก็พลอยฉิบหาย ไม่ยอมแพ้กันได้. สันติภาพในโลกมีไม่ได้ก็เพราะ ความไม่ยอมกัน.
น.651 ถ้าจะพิจารณากันในเรื่องความไม่ยอม หรือความยอม ว่าจะสมควรอย่างไร จะเห็นได้ว่า พระเยซูก็สอนเรื่องให้ยอม, พระพุทธเจ้าก็สอนเรื่องให้ยอม, แต่ไม่มีใครฟัง ; เช่นฝ่ายอเมริกาเคยแถลงว่าเวลาจะถอยไป ก็ต้องให้ถอยอย่างผู้มี เกียรติอย่างผู้ชนะ, ก ารถอยอย่างยินยอมนั้น ไม่มีใครยอม ; การยอม ถือเป็น การแพ้ไม่เป็นการชนะ. ถ้ามีความยึดมั่นกันเช่นนี้แล้ว มารฝ่ายเดียวที่จะเป็นผู้ชนะ เรื่อย, พญามารพวกเดียวเป็นผู้ชนะเรื่อย , มนุษย์เป็นฝ่ายแพ้เรื่อย. ทุกฝ่ายก็เลย เป็นโลกของมาร, เป็นโลกของกิเลสของปีศาจไปหมดเลย, ทั้งโลกกลายเป็นโลก ของพญามารไป. ความคิดนึก ความรู้สึก สภาพจิตใจ ที่เหมือนอย่างภูตผีปีศาจ เหมือนอย่าง ที่เราเรียกกันว่าพญามารนี้ เป็นปีศาจร้ายอย่างนี้ มันจะฆ่าคนอื่นตะพึด ; เขาจะยอม หรือไม่ยอม มันก็จะฆ่าคนอื่นตะพึด ; เลิกฆ่าคนอื่น แล้วเรายอมตาย อย่างนี้ไม่มี ใครมี ไม่มีใครทำ. เดี๋ยวนี้ไม่มีใครทำได้ ไม่เหมือนกับครั้งกระโน้น สมัยที่มีการ บำเพ็ญบารมีของพระพุทธเจ้า ซึ่งมีมากมายหลายชาติ ยอมเสียชีวิตให้คนอื่น เพื่อเขา ไม่ต้องเสียชีวิต เคยมีดังเรื่องต่อไปนี้ :- เสือแก่หิว กำลังจะกินลูกของมันเองอยู่แล้ว, คนก็กระโดดลงไปให้เสือกิน ; เสือเลยไม่ต้องกินลูกของมันเอง ; อย่างนี้ก็มี. เรื่องทำนองนี้จะมีจริงหรือไม่จริงก็ ตามใจ แต่ว่ามันมีเรื่องอยู่ในพระคัมภีร์ตอนที่บำเพ็ญบารมีเพื่อเป็นพระพุทธเจ้า. พระโพธิสัตว์เคยเป็นกระต่าย เป็นสัตว์เดรัจฉานก็มี เป็นมนุษย์แล้วก็มี. เมื่อเป็น กระต่ายได้กระโดดลงไปในกองไฟ เพื่อให้พราหมณ์คนหนึ่งได้กินเนื้อ ; อย่างนี้ก็มี. สมัยนี้ใครไปทำเข้าเขาก็คงจะว่าบ้าเหลือประมาณ. แต่ถ้าทำอย่างนี้ได้แล้ว จะฆ่า คนอื่นลงคอได้อย่างไร ? คนที่ทำได้อย่างนี้จะด่าคนอื่นได้อย่างไร ? จะโกรธตอบ จะตีตอบ จะด่าตอบได้อย่างไร ? มันทำไม่ได้. จะไปตีเขาก่อน ยิ่งทำไม่ได้, เขาตีเขาด่า ก็จะตีตอบด่าตอบ อย่างนี้จะทำไม่ได้ ; เพราะถือเอาธรรมะไว้ยิ่งกว่าชีวิต,
น.652 ทั้ง ยอมสละชีวิตเพื่อเอาธรรมะไว้ และเห็นแก่สันติภาพ ; ดังนี้ สันติภาพก็ย่อม มีได้. ถ้าทำอย่างที่อเมริกันจะฆ่าเวียดนามเหนือให้สิ้นจนคนสุดท้าย นี้ก็ทำกันไป, แต่มันก็ไม่มีอะไรที่ตรงกับคำสอนของพระศาสดาองค์ไหน. ขอให้พิจารณาเห็นใจความสำคัญ ในเรื่องไม่ยอม, เรื่องไม่ยอมคำเดียวนี้ ; ส่วนเรื่อง คำว่า ยอม นี้ มันตรงกันข้าม มัน ทำให้เรื่องเดือดร้อนทั้งหลายระงับ ไป เพื่อสันติสุขของมนุษย์. นี้ก็คือไม่มีตัวเรา มีแต่มนุษย์ส่วนรวม, มนุษยชาติ เป็นมนุษย์ส่วนรวม มีความเป็นมนุษย์เหมือนกัน มี humanity เหมือนกัน หรือมี มนุษยชาติเหมือนกัน. ทีนี้เรายอมตายเพื่อให้มนุษย์อยู่, ยอมอะไรก็ได้ ยอมเสีย เกียรติเสียหน้า อะไรก็ได้ เพื่อมนุษยชาติคงอยู่. เดี๋ยวนี้เราไม่ยอม เราก็เอาระเบิด วิเศษโยนใส่กัน แล้วก็ตายหมด, มนุษยชาติก็ไม่ต้องอยู่ เพราะว่ายอมกันไม่ได้. คนสักคนหนึ่งยอมตายเพื่อคนทั้งหมดอยู่ มันจึงจะถูกต้อง. แต่พูดอย่างนี้มักจะฟังกัน ไม่รู้เรื่องจริง ๆ คน ๆ หนึ่งยอมตายเพื่อส่วนรวม ให้ได้อยู่ด้วยสันติ มันก็เป็นการ ถูกต้อง และเป็นการเสียสละอย่างใหญ่โต จนใครฆ่าเราไม่ได้ ; อย่างนี้เราก็ยัง ไม่ยอม. เมื่อไม่ยอมกันอยู่ ก็ย่อมไม่สามารถทำโลกให้มีสันติสงบสุขไปได้. โลกปัจจุบันนี้ละเลย ทิ้งศาสนากันหมดแล้ว ทั้งคริสเตียน ทั้งพุทธ ทั้งอิสลาม ทั้งอะไร ต่าง ๆ, ละทิ้งศาสนาที่สอนให้ยอมกันเสียหมด. ฝ่ายศาสนาคริสเตียนก็พิสูจน์ว่า ศาสนาพุทธผิด ถูกแต่ศาสนาคริสเตียน ; เขาไม่ได้มาพิสูจน์ให้เห็นว่า ต่างคนต่างถูก, แล้วมาร่วมมือกัน ทำให้มนุษย์มีความสุขในแง่ใดแง่หนึ่ง ; ซึ่งวิธีของคริสเตียนก็ใช้ ตามแบบของคริสเตียน วิธีของพุทธก็ใช้ตามแบบของพุทธ. ทุกศาสนา มิได้มุ่งหมาย ล้างผลาญกัน การที่จะมาสอนให้เกลียดกัน ดูหมิ่นกัน ไม่ให้มนุษย์มีความสุข นี้ไม่ใช่และ ไม่ถูก. ศาสนาคริสเตียนเขาไม่ต้องการอย่างนี้, เขาต้องการแต่จะมาพิสูจน์ว่า
น.653 ศาสนาพุทธผิด ให้ละทิ้งเสีย ; ให้มาถือศาสนาคริสเตียน. ที่ว่าไปอย่างนี้ พระเยซู ไม่ได้ทำ ไม่ได้สอน ไม่ได้มีความคิด ; ลูกศิษย์บ้า ๆ บอ ๆ ของพระเยซูในชั้นหลังนี้ ต่างหากเขาทำกัน. ศาสนาพุทธเราก็เหมือนกัน กำลังจะอุตริอย่างนั้นบ้าง ; ไปว่า ศาสนาอื่น ๆ นั้นผิด ให้เลิกนับถือเสีย ให้มาถือศาสนาพุทธเถิด ; อย่างนี้ไม่ถูกต้อง. ที่ถูก ควรจะพิจารณาให้เห็นว่า ทุกศาสนาอยู่ในฐานะที่ว่า มันเป็นของถูก แขนงหนึ่ง, แล้วเอาความถูกต้องนั้น เอาไปรวมกันเข้ากับแขนงอื่น มา ช่วยกันสร้างโลกให้มีความผาสุกเร็ว ๆ อย่างนี้จะดีกว่า, อย่างนี้กลับไม่ คิดกัน ไม่คิดอย่างนี้ ไม่มีความมุ่งหมายอย่างนี้; ตั้งใจแต่ที่จะคอยทำลายล้างผลาญ ผู้อื่น. ครูของตน ๆ นั้น ต่างก็บอกว่า "ฉันไม่ได้มาเพื่อทำลายล้างผู้อื่น", มาเพื่อความสมบูรณ์ที่ยังขาดอยู่ ; แต่ลูกศิษย์ไม่มีใครทำอย่างนี้ ลูกศิษย์ ของพระเยซู เองก็ไม่ทำอย่างนี้ มัวแต่จะมาพิสูจน์หักล้างว่าพุทธศาสนาผิด ถือศาสนา คริสเตียนจึงจะถูก พระเจ้าก็มีแต่ในศาสนาคริสเตียน และพระเจ้าก็เป็นของคริสต์เสีย ด้วย. อย่างนี้ มันเป็นเรื่องผิด-ผิด-ผิด-ผิด-ผิดมากขึ้น ๆ, เป็นความโง่, เที่ยว เอาความโง่ของตัวไปบังคับคนอื่นให้โง่อีก มันก็ต้องเกิดเรื่อง ไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยง. พระพุทธศาสนาก็ทำนองเดียวกัน ; เกิดมีคนโง่ทำอย่างนั้นขึ้นมาบ้าง มันก็ต่อต้าน กัน ; มันก็ได้การ. พระศาสดา หรือศาสนาก็ได้ทำสงครามแก่กันในนามของศาสดา ของศาสนานั้น ๆ. พุทธศาสนา ไม่สอน ให้ปล้นธรรมชาติ ศาสนาพุทธนั้น ถ้ายังเป็นพุทธศาสนา อยู่ จะเป็นอย่างนี้ไม่ได้ ; เพราะ ต้องสอนให้ยอม ให้ปล่อยให้วาง ให้ไม่มีตัวตน ให้ไม่มีตัวกู, ให้ว่าง, ให้มีความรู้สึกที่ว่า ไม่มีตัวฉัน ; สอนให้ใจรู้สึกว่า ไม่มีตัวฉัน, ปากก็พูดในทาง ที่ว่าไม่มีตัวฉัน, ไม่เป็นตัวฉัน, ไม่มีตัวฉันที่จะไปทำอันตรายผู้อื่น. คำว่า "ฉัน"
น.654 ที่พูดก็ พูดไปตามสมมติ ; แต่ในใจต้องไม่มีตัวกู ไม่มีตัวฉัน, ของของกู บ้านของกู นี้มันต้องไม่มีความหมายอย่างนั้น. แม้จะมีทรัพย์สิน มีเงิน มีทอง ก็เป็น ของธรรมชาติ ; เราเป็นเพียงผู้จัดการชั่วคราว ก็ทำไปตามที่จำเป็นจะต้องทำ หรือ ควรต้องทำ ; สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ตลอดทั้งหมดทั้งสิ้นต้องเป็นของธรรมชาติ. ผู้ที่เป็นพุทธบริษัทต้องเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานจริง ไม่ไปปล้นเอา ของธรรมชาติมาเป็นของกู, พอไปปล้นเอาของธรรมชาติมาเป็นของกู มัน ก็ตบหน้าเอา ต้องนอนเป็นทุกข์ระทม หม่นหมองอยู่ด้วยเรื่องตัวกู เรื่องของกู ; เรื่องตัวกู เรื่องของกูนี้ทำให้นอนไม่หลับ. ถ้าเรามีอะไรอย่างเป็นพุทธบริษัท คือมี อย่างเป็นของธรรมชาติ ย่อมดีกว่ามีชนิดที่ทำให้นอนไม่หลับ. ไม่มีเสียเลย ดีกว่ามี เป็นตัวกู-ของกู ; จะมีบ่าวก็มีไป อย่าเป็นตัวกู อย่าเป็นของกู ; แม้ หากว่าจะ มีมาก หน่อยก็ได้ ก็มีเพื่อช่วยเหลือคนอื่นต่อไปอีก แต่อย่าเพื่อตัวกู-ของกู. เรื่องการมีวัตถุทรัพย์สินภายนอกนั้น ยังไม่ร้ายมาก ยังมองเห็นได้, ในเรื่องเงิน เรื่องทอง เรื่องของของกู มันมีอย่างนี้ ยังพอเห็นได้ ; แต่เรื่องตัวกูนี้ลำบาก มัน เห็นยาก, มันมีชีวิตของกู เป็นตัวกู มีอะไรเป็นเกียรติของกู เป็นตัวกู, กระทั่ง ทำอะไร ๆ เพื่อตัวกูในที่สุด นี้ที่ลำบากมาก. พวกเรามาบวชอย่างนี้แล้ว ไม่มีทรัพย์สมบัติอะไรเลย แม้กระนั้นก็ยังมีตัวกู ชูหัว ชูหาง โร่อยู่อย่างนี้. มันยังมีตัวกูในเรื่องที่เกี่ยวกับเกียรติของกูอะไรนี้ หรือ ทำนองนั้น ; แม้มาบวช เป็นผู้สละหมด, ไปหมด ซ้ำแล้ว ไม่เกี่ยวกับเกียรติไม่ อะไรเช่นนั้นแล้ว ก็ยังมีตัวกู, มันไม่ยอม, ไม่ยอมเสียสละตัวกู. แม้พวกพรหม ที่ว่าบริสุทธิ์อย่างยิ่งแล้ว ไม่มีกิเลสหยาบ ๆ กันบ้างแล้ว แต่ก็ยังมีตัวกู. การยอม เสียสละตัวกูชิ้นสุดท้ายนี้ไม่ยอมเสียสละ ; ถ้าสละสิ่งนี้ก็กลายเป็นพระอริยเจ้าไป ; ถ้าไม่เสียสละสิ่งนี้ แม้จะวิเศษสูงสุดเท่าไร มันก็กลายเป็นปุถุชนไป.
น.655 พวกเทวดา พวกพรหมชั้นสูงสุด ยอดสุด ของชั้นพรหม อะไรก็ตาม ถ้า สละตัวกูออกไปไม่ได้ก็ยังเป็นปุถุชนอยู่ เพราะมีตัวกู นิดเดียวนี้ ; ถ้าละ ตัวกูได้ ก็เป็นพระอริยเจ้า. พูดว่า สละตัวกูได้แล้วเป็นพระอริยเจ้า อันนี้ก็ไม่ ถูกนัก ; ถ้าพูดให้ถูกก็ต้องว่า ไม่มีตัวกู นั่นแหละเป็นพระอริยเจ้า คือ ไม่เป็น มนุษย์. พุทธศาสนิก ควรสนใจ เรื่องสุญญตา เรื่องไม่มีตัวกู ของกูนี้ จะเป็นได้อย่างไร? ก็เหมือนอย่างที่พระพุทธเจ้า ท่านตรัสไว้ว่า : เมื่อใดไม่มีใครสนใจเรื่องสุญญตา เมื่อนั้นเนื้อแท้ของพุทธศาสนา หมด. ถ้ามีใครคนหนึ่งอุตริมาสอนว่า พวกฆราวาส ไม่ต้องสนใจเรื่องสุญญตา และว่า ต้องมีตัวกู-ของกู ; อย่างนี้เป็นการสอนทำลายพระพุทธศาสนายิ่งกว่า คอมมิวนิสต์ ; จะเป็นใครก็ตามที่สอนว่า ฆราวาสไม่ต้องละตัวกู, ไม่ต้องสนใจ เรื่องสุญญตา, และคนนั้นจะเป็นใครก็ตาม, นับว่าเป็นคนที่ทำลายหัวใจของพุทธ- ศาสนาให้หมดสิ้นไป, ทำลายพุทธศาสนายิ่งกว่าคอมมิวนิสต์. คอมมิวนิสต์จะเผาวัด เผาวาทำลายได้แต่ภายนอกเท่านั้น แต่ไม่อาจทำลายเนื้อแท้ หรือหัวใจของพุทธศาสนา ได้. ผู้ที่ประกาศตัวเป็นพุทธศาสนิกเอง แล้วมา สอนไม่ให้สนใจเรื่องสุญญตา คนนั้นทำลายหัวใจของพระพุทธศาสนาไม่มีเหลือ, เหลือแต่เปลือก. ผู้สอนเช่นนี้เป็นบรรพชิตก็มี เป็นฆราวาสก็มี, ว่าเรื่องสุญญตา ไม่ใช่เรื่องของ ฆราวาส ; เมื่อสอนอยู่อย่างนั้นก็คือ ถือเอาความคิดเห็นของตัวเองเป็นหลัก : ตัวเอง ไม่ชอบ ไม่สนใจเรื่องนี้, ไม่ชอบเรื่องว่าง เรื่องปล่อยวาง, แล้วก็แยกออกไปเลยว่า ฆราวาสไม่ต้อง, ต้อง แต่พระที่จะไปนิพพาน เท่านั้น ที่ต้องสนใจ. พวกนี้เขาจะ อธิบายอะไรไปตามความคิดเห็นของเขา เช่น อธิบาย มงคลสูตร ๓๘ อย่าง ; เขา แยกมงคลสูตรตอนต้นเป็นของฆราวาส ตอนปลายเป็นของบรรพชิต ที่จะไปนิพพาน
น.656 อย่างนี้ก็มี. เพราะมีคำว่า : นิพฺพานสจฺฉิกิริยา จ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ ผุฏฺฐสฺส โลกธมฺเมหิ จิตฺตํ ยสฺส น กมฺปติ อโสกํ วิรชํ เขมํ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ. เขาสอน ว่า คาถาสุดท้ายข้อนี้ ไม่ใช่สำหรับชาวบ้านที่เป็นฆราวาส. นั่นคือกล่าวผิดความจริงที่สุด เพราะพระพุทธเจ้ามิได้มุ่งหมายอย่างนั้น ; มีเรื่องราวที่อ้างได้ ในเหตุที่ทำให้พระพุทธเจ้าได้ตรัสมงคลสูตรนี้. มงคล ๓๘ ประการนี้ ; ปรากฏอยู่ว่า ท่านตรัสแก่เทวดา ไม่ใช่แก่พระ ; ตรัสว่า เทวดา ก็ตาม ฆราวาสก็ตาม ต้องถือมงคล ๓๘ ประการนี้ ; ฉะนั้นแม้ ฆราวาสก็ต้องทำ นิพพานให้แจ้งด้วยเหมือนกัน. แต่เป็นไปในความหมาย ที่ต่ำลงมาสำหรับ ฆราวาส. นิพพาน ในความหมายที่ต่ำลงมา สำหรับฆราวาส คือเย็นไว้ก็แล้ว กัน, อย่าไปร้อน-ร้อนเข้า ดังที่ตรัสว่า ผุฏฐสฺส โลกธมฺเมหิ -เมื่อโลกธรรมกระทบ แล้ว อย่าหวั่นไหว ; นี่ฆราวาสก็ต้องทำ; ที่ถูกก็ต้องสอนให้ฆราวาสทำ อย่างนี้. พวกมหาเปรียญบางคนที่สอนว่า ข้อความดังกล่าวนั้น ไม่ได้สอนสำหรับ ฆราวาส ; อย่างนี้คนสอนนั้นเขลาและไม่รู้จริง, ไปตู่คำสอนของพระพุทธเจ้า, ไปทำลายคำสอนของพระพุทธเจ้า. ขอยืนยันว่า แม้ฆราวาสแท้ ๆ นี้ ก็ต้องถือข้อนี้ คือมงคลข้อที่ว่า : ผุฏฐสฺส โลกธมฺเมหิ จิตฺตํ ยสฺส น กมฺปติ -กระทบแล้วไม่หวั่นไหว, วิรชํ -ไม่มีกิเลส, เขมํ -เกษม, นี้ก็เป็นของฆราวาสตามส่วน. อโสกํ วิรชํ เขมํ เอตมฺมงฺคล- มุตฺตมํ -เป็นผู้ไม่มีโศก, เป็นผู้ไม่มีธุลีมลทิน, เป็นผู้เกษม คือว่า สดชื่น แจ่มใสอยู่เสมอ เพราะไม่มีกิเลส. เมื่อฆราวาสเขาไม่มีกิเลส เขาก็มีความสดชื่นแจ่มใส อยู่เสมอได้. ขอให้ฆราวาสทำให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ; อย่าได้ไปเชื่อคนพวกที่สอนผิด ๆ ว่า ถ้าโลกธรรมมากระทบฆราวาสแล้ว ต้องหวั่นไหวซิ ต้องเอากับมันซิ ต้องสู้กันอย่าง ที่ฟันต่อฟัน ตาต่อตา ซิ.
น.657 ทั้งฆราวาส และ บรรพชิต ต้องปฏิบัติธรรมโดยไม่แยกกัน ฆราวาสต้องยอมให้กิเลสครอบงำ ย่ำยี แล้วก็เร่าร้อน เป็นไฟอยู่เรื่อยอย่างนั้น หรือ ? อย่างนี้ก็เรียกว่า สอนผิดเสียแล้ว. มงคลสูตร, สูตรที่แม้แต่ฆราวาส ก็ต้องมีบริบูรณ์นั้น กลับไปสอนเสียว่า : แค่นี้เป็นของฆราวาส แค่นี้เป็นของพระที่จะ ไปอยู่ป่าอยู่ดง เพื่อมรรคผล นิพพานอะไร. ส่วนมากเขาสอนกันอย่างนั้นทั้งนั้น. ไปอ่านดู ไปสังเกตดูเถิด, เขาเขียนสอนกันไว้อย่างนี้. พวกที่ถือตนว่าเป็นผู้รู้อีกมาก เขาเคยเข้าใจข้อความตอนนี้ผิดกันมานานแล้ว. เมื่อผมแรกบวชใหม่ ๆ ก็ได้พบคำสอน พบความเห็นอย่างนี้แล้ว ; บัดนี้ผม บวชมา ๔๐ กว่าปี ; เมื่อแรกบวชใหม่ ๆ ก็พบความเห็นอย่างนี้ พูดกันอยู่ในหมู่พวก พระแล้ว คือแยกคำสอนอย่างนี้สำหรับฆราวาสไปเลย, แยกคำสอนอย่างนี้สำหรับ พระเพื่อไปนิพพานไปเลย. เราเองไม่รู้อะไร ตอนแรก ๆ บวชก็พลอยคิดอย่างนั้น ไปกับเขาด้วยเหมือนกัน ; ครั้นเรายิ่งเรียนยิ่งรู้ เรายิ่งมองเห็นว่า ไม่ใช่อย่างนั้น, ไม่มีสองฝ่าย อย่างนั้น ; แต่มีหลักเดียว แนวเดียว ฝ่ายเดียว, เป็น เอกายโน ไปนิพพานโดยตรงเลย. แต่ว่า ฆราวาสนั้นถือเอาเพียงเท่านี้, เอาเพียงอย่างนี้, เอาเพียงระดับนี้. เช่ น มรรคมีองค์แปดนี้ ก็ไม่ใช่สำหรับฆราวาส หรือ ไม่ใช่สำหรับบรรพชิตโดยเฉพาะ ; แต่สำหรับทุกฝ่าย ฆราวาสก็เอาเพียง เท่านี้, บรรพชิตก็เอาถึงเท่านั้น, และผู้ที่อยากไปเร็ว ๆ ก็เอาถึงเท่าโน้น. เรื่องมรรคมีองค์แปด ไม่ต้องมีแยกเป็นของฆราวาสหรือของบรรพชิต, เรื่องศีล สมาธิ ปัญญา ก็เหมือนกัน ไม่ต้องมีแยกเป็นของฆราวาส ของบรรพชิต, ธรรมอย่างไหนก็เหมือนกัน ไม่ต้องแยก เอาแต่เพียงว่า มันคนละระดับ. นิพพานของ ฆราวาส ก็เหมือนกับนิพพานของพระ, ความหมายเดียวกัน. แต่ในการปฏิบัติ
น.658 บางทีมันก็ดูไม่ออก ; พระบางรูปนี้มีกิเลสมากกว่าฆราวาสก็มี. ธรรมะนั้นไม่มี ความหมายเป็นสองอย่าง อย่างนั้นไปได้ ; แต่ว่าปฏิบัติไปได้เป็นระดับ ๆ ระดับ ไป คือต้องทำลายตัวกูทั้งนั้นแหละ จึงจะเป็นนิพพาน. ฝ่ายฆราวาสก็ค่อย ๆ ปฏิบัติไป; ถ้าไม่เร่งรัดก็ทำลายได้น้อยหน่อย, บรรพชิตผู้เข้มแข็งก็ทำลายได้ มากหน่อย. อย่าไปแยกว่า ฆราวาสไม่ต้องทำลายตัวกู, ให้สนับสนุน ตัวกูเข้าไป, ขั้นบรรพชิตจึงจะทำลายตัวกู ; อย่างนี้มันผิดจุดประสงค์ของพระ- พุทธเจ้า. อย่าไปแยกคำสอนของพระพุทธเจ้าออกเป็นสองชุด. ชุดหนึ่ง เอาไว้เป็นของฆราวาส อีกชุดหนึ่งเอาไว้ให้พระ อย่างนี้; อะไร ๆ ก็แยกเป็นสองชุด หมด มันก็เป็นเรื่องตลกสิ้นดี, ไม่มีหลักในพุทธศาสนาที่สอนอย่างนี้. อย่างเช่นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็ต้องเป็นเรื่องเดียวกัน ; ฆราวาสเอาไป ถือตามสัดตามส่วนที่จะถือได้, บรรพชิตถือให้มากขึ้นไป. เรื่อง อนัตตา ฆราวาส ก็ถือตามสัดตามส่วนที่จะถือได้, เรื่อง สุญญตา ก็ถือตามสัดตามส่วนที่จะถือได้ ; หรือฆราวาสจะถือปฏิบัติมากขึ้นก็ไม่เป็นไร. อย่ากลัวว่าปฏิบัติธรรม รู้จักอนัตตา แล้วจะไม่ทำงาน หรือมันจะไม่ลุกขึ้นมากินอาหาร หรืออะไรอย่างนั้น, ไม่ต้อง กลัว. ไปลองปฏิบัติดูก่อนเถอะ มันยิ่งฉลาดมากกว่าเดิมด้วยซ้ำไป จะทำอะไรได้ มากกว่านั้น. อย่ากลัว เรื่องสุญญตา เรื่องอนัตตา; ถ้ารู้จักมันแล้ว ไม่ได้ทำให้เรา ไม่ทำอะไร, หรือไม่ทำอะไร ไม่หาอะไร ไม่ขวนขวายอะไร ; แต่กลับ จะทำ ให้เราทำ และขวนขวายถูกวิธีด้วย, ไม่เป็นทุกข์ด้วย, ได้ผลดีด้วย. ที่ทำอะไรได้เป็นปรกติดี ทำอะไรถูกต้องดี ก็เพราะรู้เรื่องความเป็นอนัตตา เรื่อง สุญญตานี้. พวกนิกายเซ็นเขาสนใจเรื่องอนัตตา เรื่องสุญญตา กันมาก ปฏิบัติกัน เข้มแข็ง ; มันจึงเป็นยุคหนึ่งที่เข้าใจกันถูกต้องในเรื่องนี้. เขาจึงสอนเรื่องสุญญตา นี้แก่ทุกคนลงมากระทั่งคนหาปูหาปลา จับกุ้งจับปลา ; เขาสอนไม่แบ่งแยกว่า เป็นพระ
น.659 เป็นบรรพชิตที่อยู่ถ้ำอยู่ภูเขาจะเอานิพพาน หรือฆราวาสทั้งนั้น ; แม้กระทั่งคนบ้า ๆ บอ ๆ ก็มี. คนที่ออกบวชไปอยู่อย่างเป็นบรรพชิตนั้น คนบ้า ๆ บอ ๆ ก็มี, คนหลง อย่างยิ่งต้องการนิพพานในความเพ้อฝันอย่างนี้ก็มี ; เขาก็สอนเรื่องสุญญตากันทั่วไป. ถ้ามาฝึกพิจารณา คิดกันแต่เรื่องว่า ตัวความทุกข์เป็นอย่างไร ? จะ ควบคุมมันอย่างไร? ก็แล้วกัน; เราอย่ามีทุกข์เลยก็แล้วกัน; อย่างนี้ ปฏิบัติได้จะเป็น ยิ่งเสียกว่าเป็นบรรพชิตอีก ทั้ง ๆ ที่กายอยู่ที่บ้าน มีภาวะอย่างที่เขา สมมุติเรียกกันว่า ฆราวาสนี้ แต่มีจิตใจสูงยิ่งกว่าบรรพชิต ก็มีเป็นจำนวนมากมายได้ จำนวนหนึ่ง ในขณะที่บรรพชิตมีตัวกูจัด ยึดมั่นถือมั่นจัด. พระนี้ด่ากันก็มี, ฆ่า กันตายก็มี, สะสมสิ่งนั้นสิ่งนี้ยิ่งกว่าฆราวาสก็มี. จะเห็นได้ว่า ไม่ได้เป็นพระ เป็นฆราวาสอยู่ที่ภายนอก แต่เป็นอยู่ที่จิตใจต่างหาก. ปัญหาเดียวที่ต้องจัดทำ คือ ไม่มีตัวกูที่จะยกหูชูหาง ถ้ามีปัญหาเหลืออยู่เพียงปัญหาเดียวมันสบาย ; ปัญหาของเราเหลือเพียง ปัญหาเดียว ก็คือ ไม่มีตัวกู ที่จะยกหู ชูหาง ปัญหาเดียว. เมื่อทำอันนี้ได้ อันอื่นก็ทำได้หมด มันทำได้ไปในตัวหมด ; ไม่มีตัวกูชนิดนี้ มันไม่ขาดศีล, เขา จะไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในของรักของผู้อื่น ไม่ทำอะไรที่มัวเมา ประมาทเป็นที่ไม่ไว้วางใจในตัวเขา ; มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อยู่ในตัว, ไม่ประพฤติปฏิบัติไปในทางผิด, จะมีอะไรครบหมดทุกอย่าง ในความไม่มีตัวกู, ไม่ยกหู ชูหาง. พวกคนโง่ ไปคิดมาก จะเอาอย่างนั้น จะเอาอย่างนี้ จะเอาอย่างโน้น ; ทีส่วนนี้แล้วไม่เอา, ส่วนที่จะไม่มีตัวกูนี้ไม่เอา. จะไปเอาอย่างโน้น จะไปเอา อย่างนี้, จะไปเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์, จะเอาศีลอย่างนั้น จะเอาศีล อย่างโน้น, ซึ่งล้วนแต่เรื่องฝันทั้งนั้น. อยากรู้เพราะเห่อตาม ๆ กันไป ทำอะไร
น.660 ตาม ๆ กันไป; เพราะเชื่อผู้พูดง่ายเกินไป, คน ๆ นั้นพูดเขาก็เชื่อเลย มันจึง เป็นอย่างนี้. ไม่ทำอย่างพระพุทธเจ้าที่ตรัสว่า : "ไม่เชื่อ ต้องคิดดูก่อน" นี้. พวกที่มีแง่สำหรับพูดแย้ง และล้อเลียนก็จะแย้งว่า ถ้าไม่มีตัวกู ไม่มีตัวตน แล้วมันก็ ไม่ทำอะไร, อย่างนี้บ้าง; หรือไปทำสกปรก ลามก อนาจารอะไรอย่างนี้ก็ได้ เพราะไม่มีตัวกูแล้วนี้ อย่างนี้บ้าง. พอไม่มี ตัวกู ของกู แล้ว ก็ไปทำอนาจารก็ได้, เขาจะมีข้อแย้งมีข้อล้อเลียนเสียอย่างนี้ ตามประสาของคนที่ไม่พยายามจะเข้าใจ, พยายามแต่จะยกตัวเอง และทับถมผู้อื่นท่าเดียว. มันก็ถึงสมัยแล้ว ที่จะเข้าใจเรื่องนี้กันเสียที. ขอให้ พยายามศึกษา คิดนึก สังเกต เรื่องไม่มีตัวกู นี้ เสียให้ได้ โดยไม่ต้องมีตัวกู ; นี้ประหลาดดี. ไม่ต้อง เรียนปรัชญาฟุ่มเฟือยอะไรก็ได้, ศึกษาให้เข้าใจเรื่อง สุญญตา - เรื่องไม่มีตัวกูนี้ ก็แล้วกัน ; เข้าใจได้ก็เป็นการเรียนปรัชญายอดสุด. ไม่ต้องไปเรียนข้อธรรมะ แยกแยะเป็นแขนงละเอียด ซึ่งให้ชื่อเฉพาะแต่ละแขนงอย่างนั้น อย่างนี้ มากมาย. นั่นมันไม่ใช่วิสัยของคนทั่วไป, ไม่ใช่วิสัยของชาวบ้านทั่วไปจะควรศึกษา ; แต่เป็น เรื่องของคนที่ชอบคิดชอบนึกมีหัวเป็นนักปราชญ์ เป็นปรัชญา ; ซึ่งเขาก็แยกออกไป - แยกออกไป - แยกออกไป, ตั้งชื่อให้มันมากเข้า ๆ; นี้เป็นเรื่องของคนที่ชอบคิด ชอบนึก. พุทธศาสนา เป็นสุญญวาท, เป็นปรัชญาประเภทสุญญวาท; เป็น ความว่างไม่มีตัวตน. ถ้ามีตัวตน มีอัตตา มีอาตมัน นี้จะเป็นอสุญญวาทของพวกฮินดูไป. พุทธศาสนาเป็น ขณิกวาท เพราะบัญญัติสิ่งใดสิ่งหนึ่งชั่วขณะจิตเท่านั้น. ส่วนศาสนาที่ เป็นอขณิกวาท หรือเป็นปรัชญาอขณิกวาท อย่างนี้ต้องเป็นพวกที่มี ตัวตน, มีตัวตนถาวรตลอดกาล.
น.661 พุทธศาสนาเป็นพวก วิภัชชวาท คือแบ่งแยกออก ซอยออก เป็นส่วน ๆ ไปหมด ไม่มีตัวตนเหลือ. ส่วนผู้อื่นเขาไม่เป็นวิภัชชวาท, เขาไม่แบ่ง, เขาว่าเป็น ตัวตน เป็นอัตตา เป็นอาตมัน แบ่งไม่ได้. ถ้าศึกษากันในรูปปรัชญา อย่างนี้ มันก็มีมากมายอีกหลายสิบชื่อ, มีวิธีพูด มีวิธีอธิบายต่างๆ กันออกไป. ศึกษากันอยู่แต่ในรูปปรัชญาเสียอย่างนั้น จะมี ประโยชน์อะไร. ในที่สุดก็มาสรุปรวมอยู่ที่ว่า ไม่มีตัวกูนี้, จะได้รับประโยชน์จาก ส่วนนี้ เท่านั้น. ศึกษาเรื่องไม่มีตัวกู ให้เข้าใจถูกต้อง จนไม่เกิดความรู้สึก ในใจสำคัญมั่นหมายอะไร ว่าตัวกู ว่าของกู พอแล้ว ; ปรัชญาฟุ่มเฟือยนั้น ไม่ต้องรู้ก็ได้. คนบางหมู่เขาชอบกันในส่วนนั้น เรียนกันเสียจนไม่รู้จักจบจัก สิ้น; แต่เรื่องไม่มีตัวกู นี้เลยไม่ได้เรียน. ถ้าศึกษาปฏิบัติ เพียงนั่งระวังจิต ไม่ให้ความคิดประเภทตัวกู เกิดขึ้น ในใจได้; นั่นคือทำได้ดีที่สุด ทำถูกที่สุดแล้ว, เป็นผู้ไม่ประมาทที่สุด, เป็นผู้ทำอย่างรีบด่วนที่สุดแล้ว . ไปเรียนนั่น ไปเรียนนี่ ไปเรียนโน่น นี้เป็นบ้า ไป; ทำน้อยให้มาก ทำสั้นให้ยาว ; ทำอย่างนั้น อย่างนี้ จนตัวเองก็ตายเปล่า, ไม่มีโอกาสได้พบ ได้ถึงจุดสูงสุดของพุทธศาสนา มันตายเปล่า ตายเสียก่อน ; เพราะ ไปทำเรื่องน้อยให้มาก, ทำเรื่องสั้นให้ยาว, ทำเรื่องที่ไม่ยากให้ยาก, ทำเรื่องที่ ไม่ลึกให้ลึก ; มันเป็นความบ้าของคน นั่นเอง ; เรื่องปรัชญานี้ ไปทำเรื่องที่ไม่มาก ให้มาก. อภิธรรมยอดสูงสุด อยู่ตรงที่ว่าง ไม่มีตัวตนนั่นแหละ เป็นอภิธรรม แท้, อภิธรรมที่ทำให้คำพูดมาก ให้ตัวหนังสือมากนั้น เป็นอภิธรรมไม่มีที่สิ้นสุด เป็นพวกปรัชญาเพ้อเจ้อ, หู หาง ของตัวยาวออก ๆ สูงขึ้น ๆ โดยไม่รู้สึกตัวก็ได้.
น.662 เนื้อแท้ ของ พุทธศาสนาอยู่ที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น อาตมาไม่กลัว ที่พูดอย่างนี้ เพราะพูดอย่างเสียสละ พูดเพื่อทำให้หัวใจของ พระพุทธศาสนาโผล่ออกมา ; ให้คนเขาได้รู้ว่า เนื้อแท้ของพุทธศาสนาอยู่ที่ จุดไหน ตรงไหน ว่าอย่างไร เพียงนิดเดียว คือ สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย. ฆราวาสมีเรื่องร้อนมาก ต้องปฏิบัติให้ได้; อย่าไปเชื่ออย่างที่เขาพูด อย่าง เขลา ๆ ว่า : ไม่ต้อง ฯลฯ, อย่าไปสนใจเรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่น, ฆราวาสต้อง ยึดมั่นถือมั่นให้มากเข้าซิ. ขอให้ไปพิสูจน์ข้อนี้ให้มาก พิสูจน์ข้อนี้ออกมา ; ขอร้อง ให้ทุกคนทั้งประเทศช่วยกันศึกษาพุทธศาสนา อย่างระมัดระวัง ให้ประณีต สุขุม ให้ถูกต้อง แล้วจะพบความจริงข้อนี้ ด้วยตนเองทุกคน. เมื่อศึกษาอย่างถูกต้องแล้ว จะพิสูจน์ให้เห็นได้ทันทีว่า ที่พูดอย่างนั้นไม่มีประโยชน์, เป็นการทำลายพุทธศาสนา เปล่า ๆ. ใครมีทุกข์มาก ต้องสนใจ เรื่องดับทุกข์ เรื่องความดับทุกข์นี้มีไว้สำหรับคนที่เป็นทุกข์, ฆราวาสนั่นแหละ เป็นคนที่มีทุกข์มาก จึงต้องสนใจเรื่องความดับทุกข์ โดยรีบด่วนโดยแท้จริง ด้วยการ ปฏิบัติให้ถูกฝาถูกตัว. ความดับทุกข์นี้ก็คือ เรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่น; ดังนั้น ฆราวาสจงพยายามไม่ยึดมั่นถือมั่นให้มาก เพราะได้ยึดมั่นถือมั่นไว้มากแล้ว บรรเทาลง เสียบ้าง. คนที่ว่าฆราวาสต้องยึดมั่นถือมั่นให้มากเข้านั้น อย่าไปสนใจเลย, ฆราวาส ต้องยึดมั่นถือมั่น นี้เป็นคำพูดที่ผิดเกิน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์. ใครอยากจะพูดอย่างไหน ก็พูดไป ไม่เป็นไร ; ส่วนเราอยากจะพูดอย่างของเราก็พูดไป; เขาอยากจะพูด อย่างไหนก็พูดไป ; แล้วในที่สุดมันไปเจอกันเอง. ถ้ามีการพิจารณาด้วยสติปัญญาของประชาชน ที่มีการศึกษาเล่าเรียนธรรมะ มากขึ้น เขาก็รู้จักเลือกเอาเองว่า อย่างไหนจะเป็นประโยชน์แก่เขา ? อย่างไหนจะ
น.663 ช่วยดับทุกข์ให้แก่เขา ? เขาก็เลือกเอาเองได้, เราไม่เอาแพ้เอาชนะแก่กันและกัน. เราไม่ต้องการจะเอาชนะเขา ถึงแม้ว่าเขาต้องการจะชนะเรา. เราพูดออกไป โดย มุ่งหมายให้เขารู้จักฟัง รู้จักเลือก รู้จักพิจารณาเอาเอง ว่าอย่างไหนมันจะเป็นประโยชน์ แก่มนุษย์ และแก่เขาผู้นั้น ผู้ยังมีความทุกข์อยู่. การเอาชนะเขา หู หาง ของเรา มันก็จะยาวออกไปทันที, มันก็เป็นเรื่องถอยหลังเข้าคลอง ; มันไม่มีเหตุมีผล, ไม่มีอะไรหมดที่จะไปเอาชนะผู้ใด; และถ้าไปเอาชนะผู้ใดเข้า หู หาง มันก็ยาวออก มาอีก มันก็ถอยหลังเข้าคลองอยู่เรื่อย. ถึงแม้ผู้ที่อยู่ในสวนโมกข์นี้ก็ดี ที่กำลังจะพยายาม เอาชนะซึ่งกันและกันอยู่นี้ ก็ดี ; ขอให้ไปคลำหู คลำหาง คลำหัวกันดู ให้ดี ๆ ทุกองค์ ว่ามันยาวออกมาเท่าไหร่ ; อย่ามัวแต่มีการโต้เถียงกัน ทะเลาะวิวาท, อย่าเอาชนะแก่กันและกัน ; ผู้แพ้ คือ ผู้ชนะที่แท้จริงตามแบบของพระพุทธเจ้า. คนโบราณพวกที่ไม่เป็นมหาเปรียญ เขาพูดกันว่า "แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร". ส่วนพวกที่เป็นมหาเปรียญ เป็นนัก ธรรมเอกอย่างนี้ มักยกหู ชูหาง พูดอย่างนี้ไม่เป็น. แต่ปู่ย่าตายายสมัยก่อน เขา พูดเป็น ว่า "แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร์" . ใครที่ส่งเสียง ดัง ล้งเล้ง ๆ จะเอา ชนะคนอื่นนั้น มันเป็นยักษ์เป็นมาร ด้วยกิเลสตัณหา ; คนที่นิ่งเสียปล่อยให้คน ๆ นั้น เป็นบ้าไปตามเรื่องตามราวของเขาเถิด, อย่างนี้คนที่นิ่งนั้นชนะ. "แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร" อย่างนี้ คนสมัยนี้ยิ่งฟังไม่ออกเข้าทุกที่ ; โดยเฉพาะคนหนุ่มคนสาว พวกนักการเมือง พวกอะไรต่าง ๆ นี้ ยิ่งฟังไม่ออก พึง ไม่ถูกมากเข้าทุกที. แพ้เป็นพระได้อย่างไร? ชนะเป็นมารได้อย่างไร ? คน สมัยนี้เขาเป็นผู้รู้ดีกันไปหมด เป็นผู้ถูกไปหมด, ไม่สนใจคำโบราณ
น.664 ระวัง "ตัวกู" อย่าให้โผล่ออกมา พวกที่สนใจปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระพุทธศาสนาควรจะเร่งปฏิบัติให้เหลือ เรื่องเดียว ซึ่งอยู่ในลักษณะที่พอจะปฏิบัติไหว คือ ระวังตัวกู อย่าให้โผล่ออกมา, ทั้งวันทั้งคืนระวังแต่ตัวกู อย่าให้โผล่ออกมาในจิตใจ, อย่าให้โผล่ออกมาในห้วงนึก ของจิตใจ, อย่าให้ปรุงแต่งด้วยอวิชชา เป็นตัวกู-ของกูขึ้นมาในห้วงนึก แห่งจิตใจนี้; ให้มีจิตใจประกอบด้วยสติปัญญารุ่งเรือง เป็นพุทธะ เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน อยู่เสมอ. ถ้าตัวกูโผล่ขึ้นมา มันก็ไม่รู้ ไม่ตื่น ไม่เบิกบาน ก็จะกลายเป็นยักษ์เป็นมาร ; มันมืดดำไปด้วยความโง่ความหลง, มันร้อนเป็นไฟ ไปเลย. ขอให้ปฏิบัติในเรื่องของจิต ประคับประคองจิต ดำรงจิต หรืออะไร แล้วแต่จะเรียก; เพื่อข้อนี้ข้อเดียว คือเพื่อไม่มีตัวกู. อย่าเผลอเป็น อวิชชา ตัวกูโผล่ขึ้นมาในห้วงนึกของจิตใจ แม้เป็นขณิกะ-ขณิกะ-ขณิกะ, คือชั่วขณะจิตหนึ่ง เท่านั้น มันก็ต้องระวังไปตลอดเวลา ; อย่าให้มีขณะจิตไหนประกอบไปด้วยตัวกูของกู จนเป็นอุปาทาน, เป็นอัตตวาทุปาทาน ปรุงมาจากอวิชชา. การปฏิบัติเรื่องจิต ทำนองนี้ของพระจึงต้องไป ลงปาฏิโมกข์ อย่างวินัย กันเสียทีหนึ่ง ท่องปาฏิโมกข์ นั้น, แล้วมาลงปาฏิโมกข์แบบธรรมะ ที่เรา เรียกกันว่า ธรรมปาฏิโมกข์ ซักซ้อมหัวข้อธรรมะที่แท้จริง ให้มั่นคงไว้เสียสักทีหนึ่ง. วันปาฏิโมกข์ วัน อุโบสถอย่างนี้ก็ลงปาฏิโมกข์เสียทั้งสองอย่าง คือ ปาฏิโมกข์วินัย กับ ปาฏิโมกข์ธรรมะ. ฟังธรรมปาฏิโมกข์ไว้ เพื่อธรรมะไม่เลอะเลือน คำว่า "ปาฏิโมกข์" นี้ควรจะเรียกได้ทั้งธรรมะ ทั้งวินัย เพราะใน พระบาลีนั้นมีว่า : ธรรมะเลอะเลือน เพราะวินัยเลอะเลือน, วินัยเลอะเลือนก็ เพราะธรรมะเลอะเลือน. วันอุโบสถอย่างนี้มาถึงเข้าวันหนึ่ง ก็ชำระซักฟอก
น.665 เสียครั้งหนึ่ง ; อย่าให้วินัยเลอะเลือน อย่าให้ธรรมะเลอะเลือน, อย่าให้ข้อปริยัติ ของธรรมะเลอะเลือน, อย่าให้ข้อปริยัติของวินัยเลอะเลือน; แล้วก็ปฏิบัติ ธรรมอย่าให้เลอะเลือน, ปฏิบัติวินัยอย่าให้เลอะเลือน, เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน อยู่เสมอ. ถ้าเป็นพระชนิดนี้เพียงชั่วโมงเดียว ก็มีค่ามหาศาลแล้ว อย่าว่าถึงจะบวชถึง หนึ่งพรรษาเลย, ถ้าได้อย่างนี้สักชั่วโมงเดียวก็มีคุณค่ามหาศาล ; ซักซ้อมหลักธรรม หรือตัวธรรมะไว้บ้าง อย่างนี้ก็จะดี. ถ้อยคำที่พูดกันที่นี้ คงไม่เสียหลาย คงมีประโยชน์ เพื่อมิให้ฟั่นเฟือน เลอะเลือนแห่งธรรมวินัย, วินัย คือ ระเบียบบังคับเข้าไปจากภายนอก เพื่อ ให้ตัวกูมันเหือดแห้งไป; ส่วน ธรรมะ นั้น เขาใช้วิธีตัดรากถอนโคน ออกมาจากข้างใน เพื่อให้ตัวกูมันเหือดแห้งหายไป; ข้างนอกก็บีบเข้าไป ข้างในก็บีบออกมา ตัวกูมันก็หายไปหมดจากสันดาน. ความเคยชินที่เป็นตัวกูนั้นหมด ไปจากสันดาน ก็เรียกว่ากิเลส อนุสัย สิ้นไปเพราะเหตุนี้. กิเลส อนุสัยคือความ เคยชินในเรื่องตัวกู-ของกู ที่สะสมไว้ในสันดาน จนเป็นนิสัยสันดาน ; เกิดมาพอมี ความรู้สึกอะไรบ้าง ก็เริ่มสะสมนิสัยสันดาน แห่งตัวกู-ของกู กันมาอย่างนี้ ตั้งแต่อายุ สองเดือน สามเดือน สี่เดือน ห้าเดือน จนถึงขวบหนึ่ง สองขวบ สามขวบ, ยิ่งขึ้น ๆ ยิ่งมากขึ้น, จนอายุ ๕๐-๖๐ นี้มันมาก. นั่นแหละเขาเรียก อนุสัย สังโยชน์ ที่นอน เนื่องอยู่ในสันดาน. ความเคยชินนี้ต้องขูดเกลา, ที่ว่าชุดเกลาให้บางไป ๆ นี้คือเป็นอยู่ โดยชอบ อย่าให้กิเลสอนุสัย เหล่านั้นได้กินอาหาร กิเลสมันก็ผอมไป ๆ ผอมไปตายไป. อยู่โดยชอบ คือ เป็นอยู่อย่าให้ตัวกูเกิดขึ้นได้ในความรู้สึก ; ถ้า ยังละหรือขูดเกลา ความเคยชินออกไปไม่ได้หมด ความรู้สึกเป็นตัวกู-ของกู ยังเกิดขึ้น มาได้, มันก็ เกิดขึ้นมา ; ก็ไม่เป็นไร เกิดขึ้นมาก็รีบทำลายทันที, ไม่
น.666 เป็นไรไม่ต้องเสียใจ. อย่าไปเสียใจว่า อ้าว, มันโกรธขึ้นมาเสียอีกแล้ว ; โกรธ แล้วก็แล้วไป เลิกกันเดี๋ยวนั้นทันที. หรือ ทำผิดไปเว็บหนึ่งมีตัวกูเกิดขึ้น ก็ อย่าไปเสียใจ อย่าไปวิตกกังวล, อย่าไปวุ่นกันอยู่กับเรื่องที่มันแล้วไป แล้ว; ระวังอย่าให้เกิดต่อไปอีก คนเขลา ๆ นั้นชอบเอาเรื่องที่แล้วไปแล้วมา เป็นทุกข์ไปต่าง ๆ ; เช่นว่า โอ๊ย, เรายังแย่ เรายังห่างไกล เราแย่ลงทุกที; อย่างนี้ เราก็แย่จริง ๆ เหมือนกัน ถ้าไปเข้าใจผิดอย่างนั้น. เรา สวดมนต์บท อตีตํ นานฺวาคเมยยฺ ฯลฯ แล้วให้รู้ความหมายถึงพระพุทธ- ภาษิตนี้ เอามาใช้ให้เป็นประโยชน์บ้าง. เรื่องใดผ่านไปแล้วก็แล้วไป, มัน ไม่มาก็อย่าไปนึกมันขึ้นมา ที่ เป็นอยู่เดี๋ยวนี้แหละระวังให้ดี ๆ. นี้ก็สวดกัน อยู่บ่อย ๆ แล้วสวดแปลเสียด้วย, แล้วก็ไม่รู้ว่าอะไร เอามาใช้ไม่ถูก. ลงว่า ปัจจุบันนี้ดีแล้ว ก็ไม่ต้องสงสัย อดีต อนาคต ก็ดี, มันดีตามกันไปหมด. ฉะนั้น ทำใจเกี่ยวกับอดีตให้ดี ป้องกันอนาคตให้ดี และถ้าที่นี่ดีแล้วละก็ หลังจากนี้ก็ต้อง ดีด้วย. ทำโลกนี้ให้ดีเด็ดขาด ให้สะอาด ให้บริสุทธิ์ แล้ว โลกหน้า โลก อื่นก็ต้องดีด้วย; จะอยู่ในโลกชาตินี้ หรือชาติต่อไปก็ไม่ตกนรกแน่. สนใจเรื่อง ชาตินี้ ชาติหน้า เสียให้ถูก เรื่อง "ชาติหน้า" นี้ มีถามกันเรื่อย, ถามกันแต่เรื่องชาติหน้า ; เขาก็ พยายามพิสูจน์กันแต่เรื่องชาติหน้า ส่วนชาตินี้พากันไม่สนใจ. นี้เป็นเรื่อง โง่ที่สุดบ้าที่สุด ผิดหลักพระพุทธศาสนาที่สุด. ถ้าเดี๋ยวนี้ ที่นี่ เวลานี้ ทำให้ ไม่มีกิเลสไม่มีตัวกู-ของกูเถิด แล้วต่อไปมันก็ดีหมด, ชาติหน้าชาติไหน กี่ชาติก็ดีหมด ; หรืออาจจะสิ้นสุดลงเสียแค่ชาตินี้ด้วยซ้ำไป ไม่มีชาติอื่นอีกต่อไป, ที่สุดมันก็สิ้นลงที่นี่ ไม่มีชาติที่แล้ว ที่อดีตย้อนหลังมาแต่ข้างหลังโน้น ก็ไม่มีชาติ ; เพราะเราไปเข้าใจว่ามีชาตินั่นเอง มีตัวกูนั่นเอง มันจึงทำไม่เด็ดขาด. ถ้า เดี๋ยวนี้
น.667 ไม่มีชาติ อนาคตก็ไม่มีชาติ มันก็สิ้นสุดแห่งชาติ สิ้นสุดแห่งตัวกู-ของกู ; ที่จริง จะย้อนหลังหรือดูไปข้างหน้าก็ดี มันไม่มีชาติ เพราะความจริงเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว, คือไม่มีตัวคนอยู่แล้ว. เราไป หลงว่ามี "ตัวฉัน" ได้ทำนั่นทำนี้ไว้ มันก็เลย สืบต่อชาติกันไม่จบ. แต่ว่าเรื่องอย่างนี้ยังยากเกินไป ยากจนพระพุทธเจ้าท้อแท้ไม่อยากจะสอน, คิดว่าคงไม่มีใครเข้าใจ และไม่คิดจะสอนเสียทีหนึ่งแล้ว เรื่องไม่มีชาติอะไรทำนองนี้. เผอิญมาฉุกคิดว่า อ๊ะ คงจะมีคนเข้าใจบ้าง ; ท่านก็เลยตั้งพระทัยสอน แล้วก็สอน -สอนกันต่อมา, เรื่องชาตินี้ ชาติหน้า เป็นเรื่องยาก และก็มีเรื่องเดียวเท่านั้น ไม่มีกี่เรื่อง ซึ่งเป็นเรื่องยาก ลึกถึงขนาดที่พระพุทธเจ้าคิดจะไม่สอนเสียแล้ว. เรื่องนี้พระพุทธเจ้าตรัสรู้ขึ้นมา แล้วมาคิดว่า อาจจะมีคนประเภทหนึ่งซึ่งอาจจะ เข้าใจได้ แล้วจึงสอนพวกนั้นเถิด; เพราะฉะนั้นเราควรจะจัดตัวเราเองไว้ใน กลุ่มพวกนั้น, ในกลุ่มที่อาจจะเข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้าได้, แม้ ล้านคนจะมีสักคนหนึ่งก็อาจจะได้. ขอให้จัดพวกเราไว้ในชุดที่เข้าใจได้บ้างเหมือนกัน นั้น ; พยายามศึกษาให้ถูกวิธีด้วย. ถ้าสมมติว่าพลโลกนี้ มีห้าร้อยล้าน หรือพันล้าน พวกที่เข้าใจได้มีสักพันคน นี่ก็สมประสงค์ของพระพุทธเจ้าแล้ว ; ในโลกปัจจุบันนี้ สมมุติว่ามีมนุษย์พันล้านอย่างนี้ ถ้าในล้านหนึ่ง มีคนหนึ่งเข้าใจได้ นับว่าล้านละคน ก็จะมีสักพันคน ; ถ้าพันคนเข้าใจจริงก็สมประสงค์ของพระพุทธเจ้า ไม่เหนื่อยเปล่า เสียเปล่า ถ้าคนเข้าใจถึงพันคน ได้รับประโยชน์ไปได้ก็สมควรแล้ว. มนุษย์พันล้าน คนนี้เข้าใจธรรมะของพระพุทธเจ้าได้สักพันคน ก็นับว่า ธรรมะนั้นไม่ยากเกินไป, เพราะถ้าทำถูกวิธีแล้วไม่มีเรื่องอะไรยาก. พระพุทธเจ้าท่านก็ได้วางวิธีไว้ ให้อย่างมากมาย ; เพราะฉะนั้นในการปฏิบัติธรรม อย่าไปถือว่า เป็นเรื่องเหลือ วิสัย.
น.668 นี่ถ้าพวกคุณไม่มา (พูดกับฆราวาส) ก็ไม่คุยกันนานเท่านี้ ทีหลังต้องมาใช้หนี้ บ้าง คือ คุณต้องเป็นฝ่ายพูดบ้าง ; อย่างนี้เอาเปรียบ. ถ้ามีคนสูงอายุมาอีกก็จะ เชิญให้พูดอีก ให้วิจารณ์นั่นนี่ โน่นนี่ให้ฟัง ตามความคิดความเห็นของผู้ที่เป็น เจ้าสังเกต เจ้าความคิด เจ้าพิจารณา. คนสูงอายุนอนไม่หลับ ก็เพราะเต็มไปด้วย การคิดการพิจารณา ก็ย่อมมีเรื่องดีๆ มาพูดให้พังมาก. การนั่งพูดกันที่นี่ เผื่อว่า ถ้าคำพูดเหล่านี้มีประโยชน์จริง ประโยชน์นี้ ต้องมีราคาหลายแสนบาท ; นับว่าให้การลงทุนสร้างตึกนี้มันหลุดหนี้ไป เสียที ; หาเรื่องมาเปลื้องหนี้กันที่นี้ อย่างนี้ก็ได้, บนก้อนหินโคนไม้ ที่ไหนก็ได้. มืดแลไม่เห็นทางแล้ว พอกันที เดี๋ยวจะเดินล้มลุกคลุกคลาน.
Buddhadasa