Buddhadasa.org

ธรรมปาฏิโมกข์ เล่ม 1 ครั้งที่ ๒ (ภาคนำ) — ธรรมปาฏิโมกข์ปริทรรศน์

ธรรมปาฏิโมกข์ เล่ม 1 — คำบรรยายเรื่อง ตัวกู–ของกู เป็นพิเศษ ทุกวันพระ ณ สวนโมกขพลาราม ไชยา พ.ศ. ๒๕๑๐–๒๕๑๑ · วันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๑๖

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.619 วันนี้เป็นวันบรรยายธรรม ชนิดที่เราเคยเรียกกันว่า วันธรรมปาฏิโมกข์ จะบรรยาย ณ ที่ที่เคยบรรยายก็ทำไม่ได้ ; แต่แม้ว่าจะย้ายมาบรรยาย ณ ที่ใหม่นี้ ก็ยังคงบรรยายได้ ๑ ; จึงจะได้บรรยายไปตามหัวข้อที่เรียกว่า “ธรรมปาฏิโมกข์". ทั้งนี้ เนื่องจากมีผู้พึงเป็นจำนวนมากไม่เคยฟัง แล้วก็ต้องการ จะฟัง แม้ว่าเป็นครั้งแรก ; นี้ก็ไม่ขัดข้องอะไร ในการที่จะ พูดเรื่องธรรมปาฏิโมกข์ในลักษณะที่เป็นการกล่าว สำหรับผู้ที่ ไม่เคฟัง, หรือเป็นการ สรุปโดยหัวข้อให้ทราบว่า ธรรมปาฏิโมกข์นี้คืออะไร, และ มุ่งหมายอย่างไร. ๑. บรรยายที่โรงธรรม สวนโมกขพลาราม ไชยา. ๒๙

น.620 ผู้ที่ไม่เคยฟัง จะต้องเข้าใจคำว่า "ปาฏิโมกข์" เสียก่อน; เฉพาะคำนี้ ก็แปลว่า สิ่งซึ่งเป็นประธาน เป็นหลัก เป็นความสำคัญ . ถ้าเป็นเรื่องวินัยก็เรียกว่า ภิกขุปาฏิโมกข์ หรือภิกขุณีปาฏิโมกข์ หรือวินัยปาฏิโมกข์ ก็เป็นเรื่องวินัยไป ; แปลว่า เรื่องสำคัญทางฝ่ายวินัยนั้นก็พวกหนึ่ง นี้ก็เรียกว่า วินัยปาฏิโมกข์. อีกพวกหนึ่ง มิได้เกี่ยวกับวินัย แต่เกี่ยวกับธรรมะ ก็เลยเรียกว่า ธรรมปาฏิโมกข์ ซึ่งพอจะเทียบเคียงกันได้ กับคำที่มีใช้อยู่แล้ว คือ โอวาทปาฏิโมกข์, ได้แก่หัวข้อที่เป็นใหญ่ เป็นประธาน ที่เป็นโอวาท . แต่ที่นี้คำว่าโอวาทก็กว้างไป อาจจะเป็นวินัยก็ได้ เป็นธรรมะก็ได้ เราจึงแยกกันเสียใหม่ ให้ชัดลงไปว่า ในส่วน ที่เป็นธรรมะนี้ จะเรียกว่า ธรรมปาฏิโมกข์ , ในส่วนที่เป็นวินัย ก็เรียกว่าเป็น วินัยปาฏิโมกข์. ความแตกต่าง ระหว่างวินัย กับ ธรรมะ คำว่า "วินัย" ตามปกติก็หมายถึง ข้อกฎต่างๆ ที่ บังคับให้ต้องทำ ; ส่วน ธรรมะ นั้นเป็นหลักที่ไม่ได้บังคับให้ต้องทำ, ทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้, ใคร ไม่อยากได้อะไร ก็ไม่ต้องทำก็ได้ . แต่วินัยนี้ต้องทำ, และถ้าจะอยู่ในคณะสงฆ์นี้ แล้วต้องปฏิบัติวินัย ; มันต่างกันอยู่อย่างนี้. พูดง่ายๆ ก็คือว่าวินัยนี้สำหรับให้ต้อง ปฏิบัติกันทุกคน, บังคับให้ปฏิบัติทุกคน ; พอใครไม่ปฏิบัติ หรือ ล่วงละเมิด ก็ปรับโทษ โดยตรง อย่างมากถึงกับให้ออกไปเสียเลย, ออกไปเสียจากความเป็นภิกษุนี้เลย. ส่วน ธรรมะนั้น ถ้า เขาไม่อยากจะดับทุกข์ เขาก็ทนทุกข์ไปก็แล้วกัน มันคนละรูป. สำหรับวินัยนั้น บังคับให้ปฏิบัติ ทั้งที่เป็นข้อกฎ เกี่ยวกับ บุคคลคนหนึ่ง ๆ และที่เกี่ยวกับหมู่คณะทั้งหมด ; เพราะว่าโดยที่แท้จริงแล้ว วินัยนี้มุ่งหมายจะให้หมู่คณะ คือ คณะสงฆ์นี้ตั้งอยู่ได้ เป็นจุดหมายอย่างนี้. สำหรับบุคคลนั้นเป็นส่วนน้อย ;

น.621 ภาคนำ ๓๑ ถ้าหมู่คณะ หรือคณะสงฆ์ตั้งอยู่ได้ ก็คือบุคคลตั้งอยู่ได้. เพราะฉะนั้นจึงมีข้อบังคับ ให้ปฏิบัติอย่างนั้น ๆ ทำให้รวมกัน ให้เป็นคณะสงฆ์นี้ตั้งอยู่ได้ ก็เลยเรียกว่า วินัยบังคับ ให้ช่วยกันปฏิบัติ เพื่อให้คณะสงฆ์ตั้งอยู่ได้. ข้อนี้เป็นที่ยอมรับกันว่า การที่คณะสงฆ์อยู่ยืนยาวมาได้ ตั้งสองพันกว่าปีจนถึง บัดนี้นั้น ก็เพราะมี วินัย เป็นหลักสำคัญ รักษาความปรกติสม่ำเสมอไว้ได้ , ไม่เช่นนั้นจะสูญหายไปแล้ว. นี่คือความหมายของคำว่า "วินัย" ที่ต่างจากคำว่า "ธรรม". คำว่า “ธรรม" เป็นหลักปฏิบัติ สำหรับขัดเกลา กิเลส ส่วนบุคคล, บรรลุมรรคผล ไปนิพพาน; ไม่ได้บังคับว่า ต้องทำ ไม่ทำไม่ได้ ; ฉะนั้น จึงไม่เหมือนกับวินัย. แต่ที่นี้ถ้ามาเปรียบถึงคุณค่ากันแล้ว ประโยชน์ที่ได้รับทางธรรมนี้ มันไปไกล ไปลึก, แม้จะไม่เกี่ยวกับหมู่คณะ โดยตรง ไม่เกี่ยวกับบุคคลคนหนึ่ง โดยตรง ก็ยังไปไกล ไปลึกมาก : คือว่าไปถึงจุดสูงสุด ที่มนุษย์จะไปกันได้, ที่เรา เรียกว่า นิพพาน ; ทำให้มนุษย์มีจิตใจสูงขึ้นไป ๆ เหนือความทุกข์ เหนือกิเลส ตาย ตัวลงไป; นี้ก็เรียกว่านิพพาน. ฉะนั้น วินัย จึงคล้าย ๆ กับว่า เป็นรากฐาน นับตั้งแต่ว่า ทำให้หมู่คณะอยู่ได้ แล้วบุคคลก็มีความประพฤติดี มีความเหมาะสม ทางกาย ทางวาจา ก่อน ; นี้ส่วนของวินัย. ส่วนทางจิต ทางวิญญาณ สูงขึ้นไป ก็เป็นหน้าที่ ของธรรม. สิ่งที่เรียกว่า วินัย มีหลักการ หรือกฎเกณฑ์อย่างไร ก็ไปหาอ่านดูได้โดยง่าย, แล้วก็ยังเคยฟังปาฏิโมกข์ เพื่อให้เว้นสิ่งที่ไม่ควรจะทำ ตั้งแต่ที่เบาที่สุด ไปถึงที่หนัก ที่สุด : เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ มากมายหลายสิบอย่าง หลายร้อยอย่างก็มี, วินัยพวก อภิสมาจารนี้ ไม่ทำก็ไม่ได้ เพราะซึ่งเกี่ยวกับเรื่อง กิริยา มารยาทต่าง ๆ. วินัยที่เป็น ตัวกฎสำคัญ ก็มี ที่เรียกว่า ปาฏิโมกข์.

น.622 คุณควรไปอ่านดู โดยเฉพาะ ๑๕๐ ข้อ คือไม่รวมเสขิยวัตร อนิยต นับตั้งแต่ ไม่ให้ทำผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ เรื่อยขึ้นไป จนถึงขนาดกลาง จนถึงขนาดสูงสุด ที่เรียกว่า ปาราชิกสิกขาบท; มันก็ไม่ใช่เรื่องอะไร คือไม่เกี่ยวกับธรรมะ, แต่เกี่ยวกับวินัย ; คือหมู่คณะนี้ต้องการอย่างนี้. ถ้าท่านอยากอยู่ในหมู่คณะนี้ ท่านก็ต้องทำอย่างนี้ ; ถ้าไม่ทำอย่างนี้, ไปทำ ๔ ข้อ ปาราชิก ก็ต้องให้ออกไปเลย. รองลงไปเช่น สังฆา- ทิเสส นี้ก็ต้องลงโทษตัวเองขนาดหนัก ตามที่บัญญัติไว้เสียก่อน จึงจะให้อยู่ต่อไปได้. ถ้าเป็น ปาจิตตีย์ ก็ลงโทษตัวเองเหมือนกัน แต่ว่า เบาหน่อย. นี้ก็เรียกว่า วินัยมุ่งหมายเช่นนั้น ก็เพื่อให้หมู่คณะนี้ตั้งอยู่ได้ เพื่อไม่กระทบ กระทั่งซึ่งกันและกัน. ถ้าภิกษุไม่ถือวินัยละก็ จะได้กระทบกระทั่งแก่กันและกัน, แล้วก็ทะเลาะวิวาทกัน ; เพราะคนเรียนมาไม่เหมือนกัน มีนิสัยสันดานมาต่าง ๆ กัน. ถ้าต่างคนต่างเอาตามใจตัว มันก็ต้องได้ทะเลาะวิวาทกัน แล้วแตกสลายไปหมด อยู่ ด้วยกันไม่ติด เลยต้อง มีวินัยบัญญัติ เป็นกฎให้ทุกคนทำอย่างนี้ ; แล้วก็ต้อง ไม่ทะเลาะวิวาทกัน, จึงมีความเหมาะสม ที่จะเป็นหมู่คณะ ที่ตั้งอยู่ สำหรับสืบอายุ พระศาสนา, เป็นหมู่คณะที่สามารถรองรับพระศาสนาไว้ได้ ; แล้วบุคคล หมู่หนึ่ง ๆ นั้น ก็มีความเหมาะสม ที่จะปฏิบัติธรรมต่อไป จนกว่าจะบรรลุ มรรค ผล นิพพาน. ส่วนที่จะปฏิบัติธรรมต่อไป นั่นแหละ เป็นส่วนที่เรา เรียกว่า ธรรมะ ซึ่งมีกฎเกณฑ์สำคัญ หรือว่ามี แนวปฏิบัติที่สำคัญ ก็คือ เรื่องที่เกี่ยวกับ อัตตา อัตตนียา ที่ผมมาตั้งคำเรียกใหม่ ให้จำง่ายฟังง่าย คิดนึกง่ายกว่า เป็นเรื่องเกี่ยวกับ "ตัวกู-ของกู" . เรื่องธรรมะทั้งหมด ก็ข้อก็ประเด็น ก็พันกี่หมื่นข้อ ก็สุดแท้เถิด เรียกว่าเกี่ยวข้องกับ ตัวกู-ของกู ทั้งนั้น ; แม้เป็นเรื่องวินัยทั้งหลาย มันก็เกี่ยวกับ ตัวกู-ของกู, แต่ว่าไม่ได้มุ่งหมายโดยตรง. ส่วน ธรรมะนี้มุ่งหมายโดยตรง ที่จะ กำจัดสิ่งที่เรียกว่า ตัวกู-ของกูนั้นเสีย.

น.623 ภาคนำ ๓๓ เรื่อง เกี่ยวกับ คำว่า "ตัวกู-ของกู" ทีนี้ เกี่ยวกับเรื่องตัวกู-ของกูนี้ คุณก็ต้องได้อ่านหนังสือ เกี่ยวกับเรื่องนี้มามาก แล้ว ก็ย่อมจะเข้าใจอยู่ ได้มากแล้ว. เดี๋ยวนี้ก็จะได้สรุป หรือชี้ให้เห็นว่า มันมี รูปร่าง หรือโครงเรื่องอย่างไร. ถ้าเราจะพูด ขึ้นไปตั้งแต่ความทุกข์ ก็พูดได้ว่า ความทุกข์ทั้งหลาย มีมูลมาจากความรู้สึกที่เป็นตัวกู-ของกู ; นี่คือ formula หรือกฎอันหนึ่งแล้ว ที่จะต้องจำไว้ว่า : ความทุกข์ทั้งหลาย, ปัญหายุ่งยากทั้งหลาย, ที่เรียกว่า ความทุกข์นี้ มันมีมูลมาจาก สิ่งที่เรียกว่า ตัวกู-ของกู. สิ่งที่เรียกว่าตัวกู-ของกูนี้ก็มิได้มีอยู่จริง, เป็นเพียงความคิดปรุงแต่ง. ถ้าความคิดปรุงแต่งอันนี้ เกิดในใจเมื่อไร เ กิดเป็นความรู้สึก เป็นตัวกู-ของกู ขึ้นมาแล้ว, ก็มีเรื่อง ก็จะเป็นทุกข์, จะมีความทุกข์ในขณะนั้นทันที ก็มี, หรือว่าให้เกิดกิเลสขึ้นมา อย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นความโลภ ความโกรธ ความหลง, แล้วก็ไปทำอะไร ต่อไปอีก ตามกิเลสนั้น ๆ , แล้วจึง ได้รับผลเป็นความทุกข์ ; อย่างนี้ก็มี, คือ มันยืดออกไป .. ในบางกรณี พอเกิดเป็นตัวกู-ของกู ขึ้นมาเท่านั้น ร้อนเหมือนกะไฟเผาขึ้นมา ทันควัน ที่ในจิตในใจ อย่างนี้ก็มีเหมือนกัน ; แต่ที่แท้มันก็เป็นเรื่องเดียวกัน นั่นแหละ คือกิเลสที่เกิดขึ้นมาทันควัน และรุนแรง แล้วก็เผากันไปเลย. นี้เรียกว่า ให้ผลติดทันควันกันไปเลย ; ส่วนที่จะต้องไปเป็นกิเลสยืดเยื้อ ไปทำกรรมยืดเยื้อ ให้ ผลต่อชั่วโมงหลัง หรือว่าวันหลัง นี้ก็มีความหมายอย่างเดียวกัน ; คือมันมีตัวกู-ของกู เป็นต้นเหตุ ฉะนั้นไปศึกษาเรื่องตัวกู-ของกู อย่างที่ได้อธิบายแล้ว ในเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท เมื่อคืนก่อน : หลังจากมีการกระทบทางอายตนะแล้ว ก็เกิดผัสสะ -เกิดเวทนา-เกิดตัณหา-เกิดอุปาทาน ว่าตัวกู-ของกู นั้นแหละ,

น.624 ทีนี้เราจะพูดกันในแง่อื่นก็ได้ พอเกิดตัวกู-ของกู มันก็เป็นทุกข์ ; ฉะนั้น อย่าทำให้เกิดมีความรู้สึก เป็นตัวกู-ของกูขึ้นมา ; ก็เกิดมีหลักอันหนึ่งเป็นสูตรขึ้นมา อีกว่า ทุกสิ่งใคร ๆ ไม่ควรสำคัญมั่นหมายว่าเป็นตัวกู-ของกู. คำว่า "ทุกสิ่ง" นี้มัน ทุกสิ่งเอาเสียจริงๆ ไม่ยกเว้นอะไรเลย ; จะเป็นรูปธรรม นามธรรม เป็น การประพฤติปฏิบัติ กระทั่งเป็นนิพพาน ในที่สุด ก็ไม่ควรมีความสำคัญมั่นหมายว่า เป็นตัวกู หรือว่า ของ ของกูก็สุดแท้ ; อย่าโง่ไปยึดเป็นตัวกู-ของกูเข้าอีก. ที่มันเป็นความรู้สึกอยู่ข้างใน มันก็มักจะเป็นพวกตัวกู ; เช่น เอารูป ร่างกายนี้ เป็นตัวกู ก็ได้, หรือ เอาความรู้สึก อย่างหนึ่ง ๆ เช่นว่า ถ้ามีการเห็น ก็เอาสิ่งที่ทำหน้าที่เห็น เป็นตัวกู, หรือถ้ามีความรู้สึกเวทนา สุข ทุกข์อย่างใด อย่างหนึ่งก็เอาตัวความรู้สึกนั้น เป็นตัวกู, หรือว่ามีความสำคัญมั่นหมาย อย่างใด อย่างหนึ่งเกิดขึ้น เราก็ไป เอาความรู้สึกสำคัญมั่นหมายนั้น มาเป็นตัวกู, หรือว่า กำลังคิดนึกอะไรอยู่ ก็ไป เอาตัวความคิดนึกนั้นมา เป็นตัวกู เพราะกูคิด. ไปสำคัญ เอารูปบ้าง เวทนาบ้าง สัญญาบ้าง สังขารบ้าง วิญญาณบ้าง เป็น ตัวกู ในส่วนหนึ่ง, และเมื่อเอาส่วนหนึ่งเป็นตัวกูแล้ว ก็เอาส่วนที่เหลือเป็นของกู ; นี้ข้างในมันก็เป็นอย่างนี้. ที่นี้ออก ไป ถึงข้างนอก มันก็เหมือนกันอีก, ตัวสูก็มีขึ้นมา ; หรือว่า ข้างนอกออกไป เป็นของกูก็มี : เป็นที่ดิน เป็นบ้านช่อง เรือกสวนไร่นา เงินทอง ข้าวของ บุตรภรรยา นี้ก็เป็นของกูได้. ต่างคนต่างเป็นตัวกู แต่พอเอามาเข้าใกล้กัน ก็เป็นสูคนหนึ่ง เป็นกูคนหนึ่ง. นี้มันเป็นเหตุให้เกิดความคิดนึก ปรุงแต่ง นานา ชนิด เป็นรูปตัวกู-ของกู ด้วยอำนาจของความไม่รู้ตามที่เป็นจริง ว่ามันไม่ใช่ ตัวกู ของกู. ความไม่รู้อันนี้เรียกว่า อวิชชา-คือความที่ปราศจากความรู้อันถูกต้อง เรียกว่าอวิชชา. ตัวกูก็ตาม, ของกูก็ตาม , ก็เป็นลม ๆ แล้ง ๆ เป็นความคิด ปรุงแต่งมาจากความโง่.

น.625 ภาคนำ ๓๕ ร่างกายนั้นมีหน้าที่ให้จิตใจอาศัย, จิตใจก็มีหน้าที่คิด, แล้วมันก็คิดไป , ตามเหตุตามปัจจัย ที่ทำให้มันคิด : เมื่อ ไม่มีความรู้ ก็คิดไปตามความไม่รู้ แล้วก็เกิดเป็นความสำคัญมั่นหมาย เป็นตัวกู-ของกูขึ้นมา , แล้วถ้า เกิดความอยาก ความต้องการขึ้นมา ก็เป็นความโลภ , ถ้า ไม่ชอบ ขัดใจขึ้นมา ก็ เป็นความโกรธ , ถ้า ยังโง่ หลงใหล สงสัยลังเลอะไรอยู่ ก็ เป็นความหลง . สิ่งที่เรียกว่า ความโลภ ความโกรธ ความหลง, หรือจะเรียกว่า ราคะ โทสะ โมหะ, โลภะ โกธะ โมหะ อะไรก็แล้วแต่จะเรียก มีความหมายอย่างเดียวกันหมด ; มาจากความรู้สึกที่ เป็นตัวกู-ของกู. ทั้งหมดนี้ มี อวิชชา -ความไม่รู้จักของจริง ไม่รู้จริง เป็นต้นตอ ทำให้เกิดความรู้สึกคิดนึกเหล่านี้ ที่นี้ก็มีการกระทำไปตามความโลภ ความโกรธ ความหลง ได้ผลเกิดขึ้นมา มีผลเกิดขึ้นมา เป็นทุกข์ เป็นอะไรกันไป หลาย ๆ อย่าง, หลายๆ สิบอย่าง ; เห็นได้ว่า ความทุกข์ นี้ มัน มาจากตัวกู ซึ่ง ปรุงขึ้นมาจากอวิชชา , ยังเป็น อวิชชาอยู่ มันยังไกลอยู่ มันยังไม่แสดงบทบาท ; พอมันปรุงขึ้นมาเป็นตัณหา เป็น อุปาทาน เป็นตัวกู ยึดมั่นถือมั่น เป็นอะไรแล้วละก็ เป็นความทุกข์. เรื่อง เกี่ยวกับ มรรค ผล นิพพาน กับ ตัวกู-ของกู เรื่อง มรรค ผล นิพพาน ก็ไม่มีอะไร เป็นเรื่องที่จะดับตัวกู-ของกู เสีย : ดับได้เด็ดขาดไปบางอย่าง ก็เป็นมรรค ผล นิพพาน ในขั้นต้น ๆ, ดับได้หมด ก็เป็นมรรค ผล ขั้นสุดท้าย, เรียกความดับตัวกู-ของกูนั้น ว่านิพพาน, จะเป็นนิพพาน ชั่วคราว หรือนิพพานตลอดกาล ก็ได้. นิพพานโดยเอกเทศ หรือนิพพานทั้งหมด ก็เรียกว่านิพพาน ; แต่ตามธรรมดา คำว่า "นิพพาน" นี้ใช้กันโดยมาก เป็นเรื่อง ดับหมดจด สิ้นเชิง ตลอดกาล.

น.626 ถ้าถามว่า นิพพาน คืออะไร ? ก็คือ ความดับแห่งตัวกู-ของกู. นี่ ลองตั้งปัญหามาดูซิ, ตั้งปัญหามาจากทิศไหน ทางไหน มันก็จะไปรวมจุด อยู่ที่ ตัวกู-ของกู. แม้ตัวอวิชชาเอง มันก็เป็นเรื่องให้เกิดตัวกู-ของกู; จะมองดูไป ข้างหน้า ไปข้างหลัง มองดูรอบข้าง มองไปข้างบน ข้างล่างอะไรก็ตาม มันก็มีจุด- ศูนย์กลาง อยู่ที่ตัวกู-ของกูเป็นตัวเรื่อง. จิตตามธรรมดาไม่ได้มี ตัวกู-ของกู มันก็ไม่ทุกข์ ; พอเกิดการปรุงแต่งเป็นพฤติของจิตขึ้นแล้ว, เกิดตัวกู-ของกู แล้ว ก็รู้สึก เป็นความทุกข์. ถ้าจะพูดถึงบาปกรรมทุกชนิดที่เป็นความชั่ว ก็ล้วนแต่มาจาก ความยึดมั่นถือมั่น ตัวกู-ของกู ทั้งนั้นที่กระทำลงไป. เพราะฉะนั้นจะไปนรก ไปอบายอะไรก็เพราะ ตัวกู-ของกู มันปรุงไปผิดวิธี, มันผิดวิธีที่จะให้ไม่ทุกข์ จึงได้มีความทุกข์ ไปนรก ไปอบาย. ถ้ามีการไปสวรรค์ สนุกสนาน ร่าเริง ก็คือว่าตัวกูนั้นทำถูกตามกฎเกณฑ์ ที่จะให้เสวยเวทนาเช่นนั้น ; แล้วก็ดีใจไปว่าเป็นสวรรค์ ; แต่สวรรค์ก็เหลวไหล ทั้งเพ, หลอกลวงทั้งเพอีกเหมือนกัน. มันเป็นเรื่องของ ตัวกู-ของกูไปหมด ; มันจะค่อยยังชั่วขึ้น ต่อเมื่อเดินไปทาง มรรค ผล นิพพาน. พอไปถึงนิพพาน ตัวกู ก็ดับหมดเลย ; ถ้าเพียงแต่เป็นเรื่องมรรค ผล ขั้นต้น ๆ ตัวกูก็น้อยลง ๆ ผอมลง ๆ ; พอถึงเรื่องนิพพาน จุดสุดท้าย ตัวกูมันก็ดับหมดเลย. เดี๋ยวนี้เรากำลังมีปัญหาที่ว่า ตัวกู-ของกู มันกำลังจัดมาก, เป็นไปรุนแรง มาก ; มันจึงเป็นเหมือนกับว่า เป็นยักษ์ เป็นมาร ขบ กัด เกี๊ยว กิน จิตใจของ มนุษย์อยู่. นี้คุณลองคิดเอาเอง, ลองตั้งปัญหาชนิดไหนมาถามผม, ก็ตอบไว้ ล่วงหน้าได้หมดเลยว่า มันเกี่ยวกับ ตัวกู-ของกู ทั้งนั้น. มันไม่มีอะไรที่จะไม่เกี่ยวกับ สิ่งนี้ ; เพราะปัญหามันอยู่ที่ตัวนี้, ความทุกข์มันอยู่ที่ตัวนี้. การได้ การเสีย มัน ก็อยู่ที่ตัวนี้. ถ้าไม่มีตัวนี้แล้ว ไม่มีการได้ ไม่มีการเสีย , มัน เป็นกระแส ธรรมชาติล้วนๆ ไปหมด. พอทำอะไรอย่างที่เรียกว่า ได้กำไร เราได้ผลมา

น.627 ภาคนำ ๓๗ ตัวกูมันก็รู้สึกว่า "กูได้" ; ถ้าเสียไปตัวกูมันก็รู้สึกว่า "กูเสีย" ถ้าว่า เรารู้สึกเป็นสุข สนุกสนานเอร็ดอร่อย นี้ก็ตัวกูอีกแล้ว ; ถ้ามันตรงกันข้าม มานั่งร้องไห้อยู่ มันก็ ตัวกูอีกแล้ว. เราตั้งต้นมีตัวกูเพิ่มขึ้น ๆ ตั้งแต่แรก รู้สึกรัก หรือพอใจ ในสิ่งที่น่ารัก, แล้วก็ เกลียด โกรธ ในสิ่งที่น่าเกลียด น่าโกรธ, หรือไม่ชอบ หรือว่า กลัวใน สิ่งที่ทำให้เกิดความรู้สึกกลัว; ก่อนหน้านั้นยังไม่มี. ถ้าเป็นเด็กนอนอยู่ในท้องแม่ ก็ไม่มีความรู้สึกประเภทนี้, คลอดออกมาใหม่ ๆ มันก็ยังไม่มี, หิวมันก็ร้องไห้จ้า ไป ; มันยังไม่ปรุงความรู้สึกประเภทที่เป็นตัวกู-ของกู, มันหิว มันปวด มันเจ็บ มันก็เพียงร้องไปเท่านั้น. ความเติบโต ของ ตัวกู-ของกู ตามบาลี ที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ว่า : เด็กนั้นต้องโตพอสมควร ; ไม่ได้ระบุว่า ก็ปี ก็เดือน แต่มันต้องโตพอสมควร ที่จะรู้เรื่องของเวทนา ที่ เป็นสุข เอร็ดอร่อย ถูกอกถูกใจ ซึ่งเป็นเวทนาฝ่ายสุขเวทนา, ส่วนเวทนาที่ เป็นทุกข์ เด็ก ต้องรู้จักสังเกตว่า เป็นทุกข์ เจ็บปวด ไม่ชอบ ; สองสิ่งนี้ เป็นหลักสำคัญก่อน : คือ ความพอใจ และความไม่พอใจ . พอเขาได้รับ ความพอใจ สบายที่หนึ่ง เขาก็มีความรู้สึกเกิดขึ้น เป็นความเห็นแก่ตัวนิดหนึ่ง ๆ ที่จะเอา ที่จะได้ หรือจะไม่เอา ; เมื่อเอาไม่ได้ก็โกรธ, รู้สึกโกรธ, โกรธเป็นขึ้นมา ; ไม่เท่าไร ในไม่กี่เดือน ก็ปี ก็เก่งในการที่จะรู้สึกยึดมั่นถือมั่น เป็นตัวกู เป็นของกู อย่างนั้นอย่างนี้. ฝ่ายคนข้างเคียงนับตั้งแต่ บิดามารดา ก็ได้สอนให้พูดจา ยึดถือความหมาย อย่างนั้น อย่างนี้ ; ที่ไม่เคยกลัว ก็พูดไปจนเกิดความเข้าใจผิด จนเกิดกลัว, กลัวผี กลัวอะไรต่างๆ; มันขยายออกไปทุกด้าน ที่จะเป็นตัวกู สำหรับรัก

น.628 สำหรับโกรธ สำหรับเกลียด สำหรับกลัว สำหรับอิจฉาริษยานานาชนิด ที่เรียกว่า กิเลส. นี้เป็นการเพาะพันธุ์ หรือว่า ขยายพันธุ์เพาะหว่าน ตัวกู-ของกู ให้ มันงอกงามมากขึ้น ๆ ; ไม่ต้องถึงกับ มาเป็นคนโต ๆ อย่างที่นั่งอยู่ที่นี่, เพียงแต่ เด็กอายุ ๑๐ ขวบเท่านั้น ก็ทำอะไรได้มาก หรือเกือบจะครบเสียแล้ว ในบรรดาเรื่องที่ เกี่ยวกับกิเลสที่มันงอกงามออกมา. กล่าวได้ว่าเรามี ความรู้สึกเป็นตัวกู-ของกู งอกงามขึ้นมาเรื่อยๆ ไม่ต้อง เชื่อใคร ไม่ต้องถือตามตัวหนังสือที่ไหน ; ให้ถือเอาความรู้สึกของตัวเองที่แท้จริง นั่นแหละ ที่เป็นมาเรื่อย ๆ นั่นแหละ ; ก็พอจะนึกได้ว่า เมื่อเล็ก ๆ เราเป็นอย่างไร, หรือว่า เราแอบไปดูเด็ก ๆ ว่าเติบโตขึ้นมาด้วยความรู้สึกอย่างไร, เราเมื่อเล็ก ๆ ก็เป็น อย่างนั้นเหมือนกัน. ถ้าจะดูอีกทีหนึ่ง ก็รู้สึกว่า สิ่งแวดล้อมทั้งนั้น ที่ได้มาสร้างความยากลำบาก เหล่านี้ให้ ; ถ้าอบรมกันมาเสียให้ถูก ตั้งแต่ที่แรก ก็จะไม่เป็นอย่างนี้. เดี๋ยวนี้ ก็ไม่รู้ว่า จะไปโทษใคร ที่จะไปอบรมเด็กให้มีความรู้สึกอย่างอื่น, ถือหลักเกณฑ์ อย่างอื่น ; เช่นว่า ไม่ต้องกลัวจิ้งจก ตุ๊กแก ไส้เดือน กิ้งกือ อะไรเหล่านี้, หรือว่า ไม่ต้อง ละโมบโลภลาภ ไม่ต้องอิจฉาริษยา ; แต่ให้มีความเมตตา กรุณา เห็นแก่ตัวน้อย, เห็นแก่ผู้อื่นมาก, อย่างนี้ก็ไม่ได้สอนกัน ; ได้แต่ สอนกันโดย ไม่รู้สึกตัว โดยไม่เจตนาบ้าง โดยบังเอิญบ้าง . ผู้ที่แวดล้อมอยู่ก็ดี บิดามารดา ใคร ๆ ทั้งหลาย ก็สอนกันโดยมิได้เจตนาจะให้ลูกเลว ; แต่ถึงกระนั้นก็สอนไปใน ทาง ให้มีตัวกู-ของกู ทั้งนั้น. จะบรรเทา ตัวกู-ของกู กันได้อย่างไร เรื่องนี้ผมก็คิดไม่ออกว่า ทำไมมันจึงแก้ไขไม่ได้ ; ลองคิดดูว่าเราจะเปลี่ยน- แปลงวัฒนธรรมในบ้านเรือนกันเสียสักที จะได้ไหม? พอเด็กคลอดออกมา คน

น.629 ภาคนำ ๓๙ ทั้งหลายที่แวดล้อมนั้น ให้มาแวดล้อมอบรมสั่งสอนเด็ก อย่าให้มีความรู้สึกเป็นตัวกู- ของกู. แต่แล้วมันก็จนปัญญา ; มันเป็นไปไม่ได้ เพราะว่า คนทั้งหลายเหล่านั้น ก็มีตัวกู-ของกู เสียแล้ว. คิดดูเถอะ จะไปเอาบิดามารดา ญาติพี่น้อง แวดล้อมที่ไม่มีตัวกู-ของกู มาแต่ไหน ที่จะมาแวดล้อมเด็ก ๆ เพิ่งคลอด ให้เด็กได้ยินได้ฟัง ให้รู้สึกคิดนึกไปแต่ ในทางที่ไม่เป็นตัวกู-ของกู ; ยังหาอาจารย์ไม่ได้. ทุกคนก็ เป็นอาจารย์แต่ชนิด ที่จะให้เกิดตัวกู-ของกู ทั้งนั้นแหละ ; ไม่เท่าไร ก็มีแม่ของกู พ่อของกู พี่ของกู น้องของกู บ้านของกู ; โตขึ้นก็รู้จักทะเลาะกันกับเด็กข้างบ้าน ; ล้วนแต่เป็นตัวกู ของกูกันทั้งสองฝ่าย; นี่คล้าย ๆ กับว่า ธรรมชาติสร้างมาให้เผชิญกับความทุกข์กัน เสียก่อน แล้วค่อยไปรู้สึก ไปแก้ไขกันภายหลัง. มันถึงกับว่า ถ้าไม่มีความรู้สึก เป็นตัวกู-ของกูอันนี้แล้ว ก็จะไม่มีการสืบพันธุ์ หรือไม่มีการรักษาระวังชีวิตให้รอด อยู่ได้ ; ก็เลยถือเอาการสืบพันธุ์ และเอาชีวิตรอดมาได้ ด้วยความรู้สึกที่เห็นแก่ตัว เป็นตัวกู-ของกู. ต่อมา ก็รู้ว่า อ้าว, นี่เป็นความทุกข์ ก็คิดกันใหม่ ในทางที่จะให้ตัวกู-ของกู มันลดลง ๆ ลดลงจนหมดสิ้นไป ถึงจุดปลายทาง ที่เรียกว่านิพพาน. มีพระบาลี ว่า : อสฺมิมานสฺส วินโย เอติ เว ปรมิ สุขิ , คงเคยได้ยินกันมาแล้วโดยมาก ; แปลว่า การนำออกเสียได้ ซึ่งความสำคัญว่า "เรา" ว่า "ตัวกู " นั่นแหละ, ซึ่งมีมานะว่ามีตัวเราอยู่ มีตัวกูอยู่, หรือตัวกูมีอยู่. ถ้านำความสำคัญว่า ตัวกู มีอยู่นี้ออกไปเสียได้ , เอตํ เว ปรมํ สุขํ - นั่นแหละคือความสุขอย่างยิ่งเว้ย , เว-เว้ย. แม้ว่าเอาตัวกู-ของกู ออกไปไม่ได้โดยเด็ดขาด ก็ยังมีความสุข อย่างยิ่ง เท่าที่เอาออกได้ไม่เด็ดขาดนั้น , เอาออกได้เท่าไร ก็มีความสุข

น.630 เท่านั้น ; ถ้ากลับมาอีก ก็ต้องเป็นทุกข์อีก ; เมื่อมันไม่กลับมา เราก็เป็นสุข อย่างยิ่ง. ฉะนั้นไปสังเกตดูตัวเราเอง เวลาไรจิตใจมันว่าง ไปจากความรู้สึกชนิดนี้ เวลานั้นก็สบายดี ; ดังเช่นเวลานี้ ก็กำลังสบายอยู่เหมือนกัน เพราะเหตุว่า ตัวกู- ของกู ไม่ได้เกิดขึ้นมารบกวน, ไม่ได้มั่นหมายอะไร. เรื่องนี้ขอฝากไว้ทุกคน ให้ไปสังเกตดูเองว่า เวลาไหนเรารู้สึกสบายที่สุด จิตใจไม่มีความทุกข์เลย, เวลานั้นเป็นเวลาที่ว่างจากตัวกู-ของกู ; จะไป นั่งเล่นอยู่ที่ตรงไหนก็ได้, หรือจะไปในที่ ที่มันเวิ้งว้างไปหมด ไม่ชวนให้มีความรู้สึก เกิดเป็นตัวกู-ของกูเลย ก็จะรู้สึกสบายมาก. เหมือนอย่างเราไปที่ทะเล ไปที่ยอดเขา ไปในที่อย่างนั้น สิ่งแวดล้อมมันดึงไปหมด, ให้ว่างจาก ตัวกู-ของกู ; เราจะ รู้สึกสบาย รู้สึกแปลกประหลาด. ทีนี้ อีกทางหนึ่ง พอมีอารมณ์มากระทบ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เหล่านี้ ความคิดปรุงไปในทางเป็นตัวกู-ของกู มันก็เป็นไฟขึ้นมาข้างใน. แม้ไม่ได้ อาศัย ตา หู จมูก ลิ้น กาย แต่อาศัยใจล้วน ๆ มันก็คิดนึกปรุงไปได้ จนมีความทุกข์ได้เหมือนกัน; แม้ที่สุดแต่ว่า กลางคืนจะนอนแล้ว จิตมันหวนระลึกไปถึงอะไรเข้าเป็นเรื่องในอดีตโน้น มันก็เอามาปรุงเป็นตัวกู-ของกู ทำให้มีความทุกข์จนได้. นี้จึงเห็นได้ว่า มันไม่จำกัด แม้แต่ในอนาคต มันก็ไปดึงมาได้, ไปคิดล่วงหน้าจนเกิดเป็นทุกข์ในจิตใจได้, ความคิดปรุงนั้น ๆ มันมาเป็นตัวกู-ของกูได้ทั้งนั้น. เมื่อเราได้ศึกษาพระพุทธศาสนา รู้เรื่องนี้ โดยหลักทั่ว ๆ ไป, แล้วรู้เฉพาะ หลักที่จะประพฤติปฏิบัติ; ถ้าประพฤติปฏิบัติได้จริง ตัวกู-ของกู มันก็ เบาบาง ไปได้จริง เหมือนกัน. เพราะว่าพระพุทธศาสนา หรือหลักธรรมทั้งหลายนั้น พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสขึ้น โดยอาศัยสิ่ง ๆ นี้, ไม่ใช่บัญญัติเพ้อ ๆ ไป, ว่า ๆ ไป

น.631 ภาคนำ ๔๑ ให้มันหมด ๆ ไป, ให้มันครบ ๆ ไป. ทุกอย่างจะบัญญัติขึ้นโดยอาศัยสิ่งนี้ คือ ความยึดมั่นถือมั่น ในตัวกูของกู จนเกิดกิเลสนานาชนิด และเป็นทุกข์ขึ้นมา. ฉะนั้น ถ้าเราปฏิบัติพระธรรมคำสอน ที่เรียกว่า หลักธรรมะถูกต้องแล้ว ต้องได้ รับประโยชน์แน่นอน คือ จะบรรเทา หรือว่าทำลายสิ่งที่เรียกว่า ตัวกู-ของกู ได้ระดับใดระดับหนึ่ง. ธรรมะเป็นอย่างนี้ ; เพราะว่า การประพฤติปฏิบัติธรรม ที่เรียกว่า ประพฤติพรหมจรรย์นั้น เป็นไป เพื่อความวิมุตติหลุดพ้น จากการผูกพันอยู่ด้วย ตัวกู-ของกู : ความทุกข์มันอยู่ที่ ผูกพันอยู่ด้วยตัวกู-ของกู ; หลุดพ้น มันก็คือ ออกไปจากตัวกู-ของกู ; อย่างนี้มันแน่นอนกว่า ที่เราจะคิดนึกไปเอง. ถ้าปล่อยให้มันเป็นไปเอง มันจะเป็นไปในทางตัวกู-ของกู มากกว่าที่จะเกิดความรู้แจ้ง ในการทำลายตัวกู-ของกูเสีย ; เว้นไว้แต่ที่เราจะฉลาดพอ ที่จะสังเกตไว้ทุกที่ว่า ถ้า ความคิดอย่างนี้มาทุกทีละก็ เป็นความทุกข์ทุกที, หลาย ๆ ครั้งหลาย ๆ หนเข้า เป็น ความทุกข์ทุกที จนไม่กล้าปล่อยให้เกิดความคิดอย่างนั้น อย่างนี้ก็คล้ายๆ กับ ตรัสรู้ เอาเอง ก็ได้บ้าง แต่มันไม่ถึงที่สุด เพราะว่าเรื่องมันลึก มันยากกว่านั้น. เพื่อวิมุตติหลุดพ้นจากตัวกู-ของกู เราจึงต้องอาศัยพระพุทธศาสน า, คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งได้ ตรัสไว้ อย่างหมดจดสิ้นเชิง ถูกต้องสมบูรณ์ , แล้วก็ทรงแสดงไว้อย่างที่สังเกตเห็นได้ ไม่ต้องงมงาย. ถ้าเห็นได้ก็จะเกิดความรู้สึก อยากจะทำ อยากจะปฏิบัติ. นี้แหละคำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นสวากขาโต ภควตาธัมโม-ธรรมะอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว : นี้ก็ เพื่อทำลายสิ่งเหล่านี้. ไปศึกษาเข้า ก็จะมองเห็นจริง, ปฏิบัติเข้าก็จะยิ่งเห็นจริงว่า เป็นเรื่องทำลายตัวกู- ของกู ไปตามลำดับ. ที่ว่า สวากขาโต คือ อักขาโต นั่นแหละคือ กล่าวไว้ดี, กล่าวไว้ถูกต้อง , กล่าวไว้ในลักษณะที่ว่า ปฏิบัติตามเข้าแล้วละก็ จะดับทุกข์ได้จริง.

น.632 ทุกเรื่อง ออกมาจาก จุดศูนย์กลาง คือตัวกู-ของกู ที่พูดมาทั้งหมดนี้ ก็พอจะมองเห็นได้ว่า ทุกเรื่องมันมาจากจุดศูนย์กลาง หรือนิวเคลียส (nucleus) หรืออะไรก็ตาม อยู่ที่ตัวกู-ของกู . ออกไปทางนี้ก็เป็น ทุกข์, ออกไปทางตรงกันข้าม จึงจะดับทุกข์. ทุกข์อยู่ที่มีตัวกู-ของกู, ดับทุกข์ อยู่ที่ดับตัวกู-ของกู, ก็เลยไม่ต้องมีอะไร ที่เรียกว่าจะไม่เกี่ยวกับตัวกู-ของกู. ตัวกู-ของกูนี้ ถ้าไม่เกี่ยวโดยทางบวก ก็เกี่ยวโดยทางลบ มันเกี่ยวจนได้ ; ฉะนั้น เราจึง เรียกเรื่อง ทุกเรื่อง ที่เกี่ยวกับตัวกู-ของกูนี้ว่า ธรรมปาฏิโมกข์ : พูด กันในแง่นั้น พูดกันในแง่นี้ ให้ละเอียดออกไป. ดูเหมือนจะสัก ๓-๔ ปีแล้วกระมัง ไม่มีจบ, พูดได้ไม่มีจบ; เพราะเหตุว่าทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ของพระไตรปิฎก เป็นเรื่อง ตัวกู-ของกู. ในข้อหนึ่ง หรือธรรมขันธ์หนึ่ง ก็ยังพูดได้หลายแง่หลายมุม อีก, แล้วยังมีตั้ง ๘๔,๐๐๐ ธรรมขันธ์, เพียงเท่านี้พูดจนตาย ก็ไม่จบทั้ง ๘๔,๐๐๐ ครั้ง. นี่แหละคือ ข้อที่เรียกว่า ธรรมปาฏิโมกข์ ที่บางองค์สนใจ อยากจะทราบว่า ธรรมปาฏิโมกข์นี้คืออะไร ? ธรรมปาฏิโมกข์ ก็คือ คำสอน คำอธิบาย เกี่ยวกับเรื่อง ตัวกู-ของกู . เพราะเหตุไร จึงต้องมาพูดกันในเรื่องนี้ ? ก็เพราะ ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่สุดในพุทธศาสนา. และถ้า รู้เรื่องนี้แล้ว จะได้อะไร ขึ้นมา ? ก็ได้ความรู้ที่จะดับทุกข์. แล้วทำให้ ดับทุกข์ได้โดยวิธีใด ? ก็ ปฏิบัติไป, ปฏิบัติไปตามความรู้นั้นอย่างถูกต้อง, แล้วก็จะได้ความดับทุกข์ คือ ดับตัวกู-ของกูเสียได้. นี้คือ ศีลธรรมด้วย, ปรมัตถธรรมด้วย, หรืออะไร ธรรมก็ตาม ที่เกี่ยวกับ เรื่องตัวกู-ของกูในพุทธศาสนา. ปัจจุบันนี้มี ปัญหา ในชั้นศีลธรรม มากเหลือเกิน เ ต็มไปทั้งบ้านทั้งเมือง ทั้งประเทศหรือทั้งโลก ; มีปัญหาในข้อที่แต่ละคน เห็นแก่ตัว, เห็นแก่ตัวกู-ของกู, แล้วก็เห็นแคบเข้ามา เป็นตัวกู-ของกูจนไม่เห็นแก่ของผู้อื่น ไม่เห็นแก่ประเทศชาติ,

น.633 ภาคนำ ๔๓ เมื่อสองสามวันนี้ ก็มีข่าวหนังสือพิมพ์ที่ว่า : นักศึกษาในมหาวิทยาลัยลัคเนา ใน ประเทศอินเดีย เผามหาวิทยาลัยเสียเองเลย. นี้พวกคุณบางคน ก็เป็นนักศึกษาใน มหาวิทยาลัยไปคิดดูเถิด. ทำไมช่างทำได้, มหาวิทยาลัยของตัวแท้ ๆ, ตัวเล่าเรียน อยู่แท้ ๆ ; พอ ตัวกู-ของกูมันบ้าจัด ขึ้นมา มันเผาเสียเลย เผาประชดรัฐบาล ประชดใครก็ตามใจ ; ในเมืองไทยก็มีเรื่องอย่างนี้. ที่ต่ำกว่านี้ ก็ดูเอาเองเถิด อันธพาล ตามถนนหนทาง เต็มไป ทุกหนทุกแห่ง จนเดี๋ยวนี้ หนังสือพิมพ์ไม่ต้องลงเรื่องอะไรกันแล้ว ; หนังสือพิมพ์ที่ขายดีที่สุด เขา ก็จะยิ่งลงเรื่อง พิษสงอันร้ายกาจในเรื่องของ ตัวกู-ของกู . ไปดูเอาเองเถอะ ในหน้าหนังสือพิมพ์ทั้งหลาย เรื่องเพศ เรื่องอนาจาร เรื่องความโกรธแค้น เรื่อง ยาเสพติด เรื่องอะไรต่างๆ เหล่านี้ ก็ล้วนแต่เป็นเรื่องตัวกู-ของกูทั้งนั้น ; ถ้าไม่คิด ก็ไม่เห็น. เรื่องยาเสพติด ที่กำลังเป็นปัญหากันอยู่ทั่วไปทั้งโลกนี้ มันก็เรื่องเกี่ยวกับ ตัวกู-ของกู, คือตัวกู-ของกูชนิดที่มันโง่เกินไป บ้าเกินไป, ชนิดที่ไม่รู้จะทำอะไร ให้แก่ตัวกู-ของกูก็เอาไปมอบให้แก่ยาเสพติด. ตัวกู ที่โง่ซับซ้อนกันหลายชั้นนัก มันก็เป็นอย่างนี้เอง. นี่ทางศีลธรรม ปัญหาก็อยู่ที่ ตัวกู-ของกู. ผมพูดสั้น ๆ อย่างนี้ คุณเอาไป แยกแยะดูได้, เอาหนังสือพิมพ์มาดูสักฉบับเดียว แล้วก็ไล่ไปทีละเรื่อง ๆ; บางเรื่อง ที่มีรูปภาพแสดงอยู่แล้วนั่นแหละจะพบแต่เรื่อง ตัวกู-ของกู ชนิดที่กำลังอาละวาด, ไม่ใช่ลดลง หรือบรรเทาลง แต่มันอาละวาดขึ้นมาอย่างนั้น อย่างนี้ อย่างโน้น, จน ต่อไปนี้ไม่รู้ว่าบ้านเมืองจะอยู่กันอย่างไร ; โลกทั้งโลกนี้จะอยู่กันอย่างไร ก็คงจะอยู่ กันด้วยพิษสงของตัวกู-ของกู, จะฆ่ากันทีละหมื่นละแสน ทีละล้านก็ทำได้ ในเวลา ต่อไป ; แต่แล้วก็ไม่มีใครสนใจ; นี่ปัญหาทางศีลธรรม ก็เกิดขึ้น. ส่วนทาง ปรมัตถ์นั้นก็เรียกว่าไม่มีใครสนใจลึกซึ้งมาแต่เดิมแล้วละ ; ละกิเลสไม่ได้ ไปนิพพาน ไม่ได้ นี้เป็นปัญหาทางปรมัตถธรรม. ฉะนั้น ปัญหาเฉพาะหน้าของเรา ก็คือ

น.634 เรื่องตัวกู-ของกู ทั้งในส่วนคน ๆ หนึ่ง และทั้งในส่วนสังคม หรือว่าทั้งโลก ทั้ง ในส่วนผิวเผิน และทั้งในส่วนลึกซึ้ง. ทุกศาสนา มุ่งทำลาย ตัวกู-ของกู ทีนี้ เหลือบไปดูอันสุดท้ายกันสักหน่อย โดยที่เวลายังมีเหลืออยู่บ้างนี้ คือดูสิ่งที่ เรียกว่าศาสนา. ศาสนานี้ล้วนแสนจะดีกันทุกศาสนา ต่างมุ่งทำลายตัวกู- ของกูกัน ทุกศาสนา ; จะเป็นศาสนาของความเชื่อ หรือศาสนาของเหตุผล หรือศาสนาของสติปัญญาอะไรก็ตาม ล้วนแต่มุ่งหมาย จะทำลายความเห็นแก่ตัว หรือ ทำลายตัวกู กันทั้งนั้น ; หรือแม้ กฎหมายทั้งหลาย ก็มุ่งหมายจะทำลาย หรือ สะกัดกั้นความลุกลาม ของสิ่งที่เรียกว่าตัวกู-ของกู ; แม้แต่ศีลธรรมในขั้น เริ่มแรกของมนุษย์, สมัยเริ่มแรกเป็นมนุษย์นั้นก็เริ่มมีบทบัญญัติต่าง ๆ เพื่อทำลาย ตัวกู-ของกู. เพราะเหตุไร ? ตอบได้ง่ายนิดเดียว เพราะปัญหามันเกิดมาจากตัวกู- ของกู. ทีแรกนั้น มนุษย์ขโมยกันไม่เป็น ต่างคนต่างเก็บกินเอามาจากป่า ; ต่อมา เอาเปรียบ แล้วก็ไปเอามาเสียคนเดียว, เอามาปลูกฝัง แล้วก็ขโมย. การเอาเปรียบ ก็ตาม การเบียดเบียนก็ตาม ก็ล้วนแต่มาจากตัวกู-ของกู; ฉะนั้นจึงแต่งตั้งศีลธรรม บทบัญญัติทั้งหลายขึ้นมาว่า ไม่ให้ทำ, ว่าบาปบ้าง, หรือว่าทำแล้วจะลงโทษบ้าง. นี้ก็เพราะมุ่งหมายจะปราบพิษร้าย ของตัวกู-ของกู ที่งอกงามขึ้นมา ในหมู่มนุษย์ ; ต้นเหตุมาจากตัวกู-ของกูทั้งนั้น จึงได้วาง กฎศีลธรรม เหล่านี้ แม้ในอันดับแรกที่สุด ก็เพื่อทำลายหรือป้องกันตัวกู-ของกู. ถ้าคุณจะดู ศีลธรรมที่เก่าแก่ที่สุด และเป็นรากฐานที่สุด ก็คือเรื่อง ศีล ๕. อย่าดูถูกสิ่งที่เรียกว่าศีล ๕ นั่นแหละเป็นเรื่องตลอดกาล ตั้งแต่ต่ำที่สุด จนถึงสูง สุดท้ายเลย. .. เพราะว่ามนุษย์นี้ยังต้องผิดศีล ๕ กันอยู่ตั้งแต่ต่ำสุด จนถึงชั้นสูงสุด,

น.635 ภาคนำ ๔๕ ท้ายที่สุด ชั้นประณีตยิ่ง ๆ ขึ้นไป; ก่อนนี้ก็ผิดอย่างโง่ ๆ เลว ๆ. หรือจะพูดไปอีก ทีหนึ่งก็ว่า ต่อไปนี้มันจะผิดอย่างน่าเกลียดน่าชังยิ่งขึ้นไปอีก; ที่แล้ว ๆ มาไม่ใคร่ น่าเกลียดน่าชังเพราะไม่ใคร่รู้ ไม่ใคร่ตลบแตลง. ศีล ๕ ข้อนี้เป็นเครื่องบอกแสดงว่า เป็นปัญหาในเรื่องเกี่ยวกับตัวกู-ของกู : ถ้าไม่มีตัวกู-ของกูก็ไม่มีการรุกล้ำ เบียด- เบียนกันอย่างนี้; แล้วศีล ๕ ก็จะไม่ถูกบัญญัติกันขึ้นมาในโลก แต่แล้วได้เกิดศีลกัน ขึ้นมาก็เพราะตัวกู-ของกูมันแสดงพิษร้ายอะไรออกมา, มนุษย์จึงต้องชวนกันหาทาง แก้ไข แล้วก็บัญญัติบทบัญญัติต่าง ๆ ขึ้นมา ใช้บังคับแก่มนุษย์กันเอง ; หรือในบาง กรณีก็แนะนำให้สังเกตดู, แล้วก็ปฏิบัติเอาเอง. นี่ศีลธรรมเกิดขึ้นอย่างนี้, ขอให้ พิจารณาดู : ข้อที่ ๑ ปาณาติบาต-ประทุษร้ายชีวิต หรือร่างกายของผู้อื่น สัตว์อื่น นี้เห็นชัด ทันทีว่า เห็นแก่ตัวแล้ว. ข้อที่ ๒ อทินนาทาน-ประทุษร้ายทรัพย์สมบัติของบุคคล นี่ก็เห็นแก่ตัวแล้ว. ข้อที่ ๓ กาเมสุ มิจฉาจาร-นี่ก็ประทุษร้ายของรักใคร่ดังดวงใจของผู้อื่น ; นี้ก็เพราะว่า เห็นแก่ตัวแล้ว. ข้อที่ ๔ มุสาวาท-เอาประโยชน์ของผู้อื่นมาด้วยวาจา นี้ก็เห็นแก่ตัวแล้ว. ข้อที่ ๕ สุราเมรัย-นี้ประทุษร้ายตัวเอง, ประทุษร้ายความมีสติสัมปชัญญะ อันถูกต้องของตัวเอง คือดื่มน้ำเมาเข้าไป. นี้มันมีตัวกูบ้าอีกตัวหนึ่ง, มันอยากจะ อร่อยด้วยความมึนเมา มันก็กินน้ำเมาเข้าไป, มันก็ประทุษร้ายความดี ความปรกติดี ของตัวกู-ของกูธรรมดาจนหมดสิ้น. อาการเมาเหมือนกับบ้า นี้เรียกว่า ประทุษร้าย สติสมปฤดีของตนเอง. นี้เห็นแก่ตัวหลายซับหลายซ้อน, เห็นแก่ตัวกูที่เลวกว่า แล้วก็ทำลายตัวกู ที่ไม่เลว หรือไม่สู้จะเลว. ข้อที่ ๕ นี้ก็นับว่า พิเศษมาก ไม่ทำ ร้ายใคร แต่ทำร้ายความรู้สึกผิดชอบ ชั่วดีของตัวเอง ไอ้ตัวกูบ้านี้มันทำไปได้.

น.636 ขอให้ลองคิดดูว่า ศีล ๕ ที่เป็นรากฐานของศีลธรรมทั้งหลาย นี้ก็มาจาก ตัวกู-ของกู ที่ไปอาละวาดอย่างนั้นอย่างนี้ ก็ต้องวางกฎเกณฑ์ขึ้นมาป้องกันมัน จนกว่าจะสูงขึ้นไป, สูงขึ้นไป; เช่นว่าเมื่อไม่ผิดในศีลทั้ง ๕ นี้แล้ว แต่ยังมี ความทุกข์อยู่นี้เพราะว่า ไปยึดถืออื่น ที่มันยิ่งขึ้นไป ก็ต้องมีความทุกข์เพราะยึดถือ ; ยึดถือหนัก ๆ ก็เป็นทุกข์. ศาสนาทุกศาสนา ก็สอนให้ละ ให้ทำลาย เว้นการ เกิดขึ้นแห่งตัวกู-ของกู ทั้งอย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด : ไม่เห็นแก่ ตัวอย่างสูงสุด ก็ได้รับธรรมะอย่างสูงสุด, ไม่เห็นแก่ตัวตามธรรมดา ก็ได้รับธรรมะ อย่างธรรมดา. ไม่เห็นแก่ตัวอย่างสูงสุด นั้นคือว่า ไม่มีตัวเสียเลย ; นี่คือเรื่องอนัตตา เรื่องไม่มีอหังการ ไม่มีมมังการ ไม่มีอัตตาตัวตน บุคคล เราเขา นี่มันจบที่นี่ ; มีความรู้สึกไม่ปรุงแต่ง ว่ามีตัวกู-ของกู หรือตัวฉัน ตัวสู อะไรก็ตาม, ไม่มีตัวตน ก็แล้วกัน ; จะไม่เอาอะไรมาเป็นตัวตนอีก ก็เลยไม่มีตัวทุกข์. สรุปในบทเมื่อตะก็ที่ว่า อสฺมิมานสฺส วินโย เอตํ เว ปรมํ สุขํ-นำออกเสียได้ ซึ่งความสำคัญว่า ตัวเรามีอยู่ นั่นแหละเป็นสุขอย่างยิ่งเว้ย . คุณจำบทดีบทประเสริฐ ฝ่ายประเสริฐที่สุดของเรื่อง ตัวกู-ของกูไว้ อย่างนี้ ; คือบทนี้ ควรจะจำไว้จนตลอด ชีวิตเลย. พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้อย่างนั้น. เมื่อท่านตรัสรู้ใหม่ๆ ท่านมานั่ง พิจารณาไป ๆ มา ๆ เลยโพล่งออกมา เป็นคำอุทาน คือพูดกับพระองค์เองผู้เดียว ซึ่ง ก็พูดประโยคสุดท้าย มีว่าอย่างนี้ :- อสฺมิมานสฺส วินโย เอตํ เว ปรมํ สุขํ. จำไว้ให้แม่นยำทุกตัวอักษร มันจะช่วยคุ้มครองได้. มีคน อย่าให้เกิดความสำคัญว่า ตัวถู มีอยู่ . อสฺมิ-ตัวกูมีอยู่, มานะ-ความสำคัญ, อัสมิมานะ-แปลว่าความ สำคัญว่า ตัวเรามีอยู่ , อสฺมิมานสฺส วินโย-นำออกเสียได้ ซึ่งความสำคัญว่า ตัวเรา มีอยู่ ; นี่คือหลักปฏิบัติเกี่ยวกับ ตัวกู-ของกู.

น.637 ภาคนำ ๔๗ แนวสังเขป ของ สิ่งที่เรียกว่า ธรรมปาฏิโมกข์ ทั้งหมดนี้เป็นปริทรรศน์ รูปโครงทั้งสิ้นของธรรมปาฏิโมกข์ เกี่ยวกับ ตัวกู- ของกู, เอามาพูดให้ฟังอีกครั้งหนึ่ง ตามความต้องการของหลายคน ที่เพิ่งมา และ ไม่เคยฟัง ; ผมได้ทราบว่าอยากฟังจึงพูด. และนี่คือ แนวสังเขป ทั้งหมด ของ สิ่งที่เรียกว่า ธรรมปาฏิโมกข์ เป็นข้อความทางฝ่ายธรรมะ คู่กันกับข้อความฝ่าย วินัย. ข้อความ ฝ่ายธรรมะ คื อ บอกวิธีปฏิบัติ ทำลายสิ่งที่เป็นตัวกู-ของกู ที่เป็นที่ตั้งของกิเลส และความทุกข์ทั้งหลาย. ถ้าคุณจำได้ก็มีประโยชน์ตลอดกาล, เข้าใจพุทธศาสนาในส่วนลึกได้ดีขึ้น เป็นรูป เป็นโครง ที่สมบูรณ์ ; แม้ว่ายังไม่มี รายละเอียดนัก แต่ก็มีรายละเอียดพอสมควร เท่าที่พูดมานี้; ส่วนรายละเอียดถี่ยิบ ค่อยไปเสาะหา ศึกษาต่อไปก็แล้วกัน. ธรรมปาฏิโมกข์นี้ เราเอามาพูดกันทุกวันพระ ๘ ค่ำบ้าง ๑๕ ค่ำบ้าง ; วินัยปาฏิโมกข์เรามีลงกันแต่เพียง วันพระ ๑๕ ค่ำ, ส่วนวันพระ ๘ ค่ำไม่ได้ลง ; แต่ ธรรมปาฏิโมกข์นี้ เราเอามาลง ทำเหมือนกับลงโบสถ์, แต่เป็นธรรมปาฏิโมกข์ ทำ ทุกวันพระ ๘ ค่ำ, ๑๕ ค่ำ เว้นแต่มีเหตุการณ์อย่างอื่นมาแทรกแซง ก็เว้นไปบ้างก็มี. แต่ตั้งใจไว้ว่า ถ้าไม่มีอะไรแทรกแซง ก็จะพูดเรื่องนี้, ที่เรียกว่าธรรมปาฏิ- โมกข์นี้ ทุกวันพระ ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ เหมือนกับลงโบสถ์ฝ่ายธรรมะกันเรื่อย ๆ มา . บางทีก็พูดไปไกลสุด, พูดเรื่องแง่นั้น แล้วก็อ้อมมาแง่นี้ ก็พูดไปไกล, แล้วก็พูดแง่อื่นอีก ไปไกล. ผมพยายามพูดทุกแง่ทุกมุม แต่เนื่องจากว่า ไม่ใคร่มี คนสนใจว่าเป็นเรื่องสำคัญ ก็มีคนฟังไม่มากนัก. เรื่องอย่างนี้ก็ช่วยไม่ได้ ; แม้เป็น เรื่องสำคัญที่สุด แต่ถ้าไม่ตรงกับความประสงค์ หรือไม่ไพเราะแก่การฟัง ก็ไม่ใคร่จะ มีใครฟัง. แต่ผมขอยืนยันว่า เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ที่เราจะต้องเผชิญกันต่อไป เรื่อยๆ จนกว่าจะถึงที่สุดได้. ขอให้เอาไปศึกษา ขยายความ, ประพฤติปฏิบัติ ให้มีสติสัมปชัญญะ อยู่ทั้งวันทั้งคืน เกี่ยวกับเรื่องตัวกู-ของกู. ขอจบการบรรยายในวันนี้ไว้เพียงเท่านี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต