น.591 ปรารภ เรื่อง ธรรมปาฏิโมกข์ การพูดกันที่นี่ ในวันเช่นวันนี้ ผู้ที่ไม่เคยพังมาก่อน คงจะยังไม่ทราบเรื่อง จึงขอให้ตั้งใจฟัง ให้เข้าใจเสียก่อน. การพูดนี้เราเรียกว่า ธรรมปาฏิโมกข์ ; ปาฏิโมกข์ทางวินัย นั้น กระทำกันทุกวัน ๑๕ ค่ำ, ส่วนปาฏิโมกข์ทางธรรม ไม่ได้ทำกันเลย, เห็นว่ายังไม่ถูกเรื่อง น่าจะทำกันบ้าง. แม้ว่าพระพุทธเจ้าจะ ไม่ได้บัญญัติปาฏิโมกข์ทางธรรมไว้โดย ตรง ; แต่เราพิจารณาดูจะเห็นได้ว่า ได้ทรงบัญญัติไว้โดยอ้อม อย่างยิ่ง เช่นในข้อธรรมะตรัสไว้ว่า "ให้ประชุมกัน เนื่องนิจ, ให้ศึกษา สอบสวนทบทวนอะไรกันอยู่ ๑
น.592 เนื่องนิจ" นี่แหละคือ ปาฏิโมกข์ทางธรรม. ทางวินัยเรียกว่า ปาฏิโมกข์ ก็คือ เอาสิกขาบท วินัยล้วน ๆ มาอ่าน มาทบทวนสอบสวน อยู่เสมอทุก ๆ ๑๕ วัน อย่าให้ เฝือได้ ; ส่วนทางธรรมนี้ยังมากกว่านั้นอีก ถ้าไม่ทบทวนไว้แล้วจะเฝือยิ่งกว่านั้นอีก เพราะธรรมะ ไม่ใช่ของบัญญัติเฉพาะ แต่เป็นของที่ปล่อยไปตามความคิดเห็นได้ ยิ่งเฝือได้ง่าย ฉะนั้น จึงควรต้องทำปาฏิโมกข์ในทางธรรมเสียบ้าง, ๗ วัน หรือ ๑๕ วัน ครั้งหนึ่งก็ยังดี ; ด้วยเหตุนี้จึงหาโอกาสมาพบกันที่นี่ ทำปาฏิโมกข์ทางธรรมกันอีก ชั่วโมงหนึ่ง ต่อจากปาฏิโมกข์ทางวินัย. เรื่องทำปาฏิโมกข์ทางธรรมนี้ อาจจะมีวัดไหนทำบ้างก็ไม่ทราบ ยังไม่เคยได้ยิน. สำหรับที่นี่ประสงค์จะทำปาฏิโมกข์ทางธรรมกันเสียบ้าง, หรือทำกันเสียเป็นประจำ เลย, ๗) วันครั้งหนึ่ง หรือ ๑๕ วันครั้งหนึ่ง; คือเอาหลักธรรมะที่สำคัญ ๆ มาทบทวน สอบสวนซักซ้อม ทำซ้ำ ๆ ซ้ำ ๆ อยู่เสมอ อย่าให้เลือนได้ อย่าให้เฝือได้, เช่นเดียวกับ ที่เราสวดปาฏิโมกข์ทุก ๆ ๑๕ วันนั้น. ฉะนั้นจึงมีการ มานั่งพูดที่นี่ ๑ คุยกันที่นี่เย็น ๆ ในวันพระ หรือวันอุโบสถ ราว ๗ วันครั้ง หรือ ๘ วันครั้ง, ๗ วันก็ลงปาฏิโมกข์ ธรรมะเสียสักครั้งหนึ่ง, เพราะธรรมปาฏิโมกข์นั้น มีมากกว่าปาฏิโมกข์วินัย. มีหัวข้อ ธรรมะอะไร ที่ควรจะพูดซักซ้อมกันไว้เรื่อย ๆ ก็จะได้นำมาพูด ; บางทีก็มีชาวบ้านมา ร่วมฟัง. นี่เรียกว่าความมุ่งหมาย ที่มานั่งคุยกันที่นี้ เย็น ๆ ถ้ามีแขกพิเศษมาเยี่ยม จะมี ความคิดเห็นอะไร มาพูดบ้างก็ได้, หรือเราเห็นว่า ผู้ใดมีความคิดเห็นอะไรบ้าง จะ ให้พูดแทน ก็ได้ ; เพราะมีประโยชน์เหมือนกัน, จะได้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่พระเณร ควรจะได้ฟัง ความคิดเห็น ที่แปลกออกไปบ้าง. ถ้าใครมาเป็นพิเศษก็จะได้เชิญให้พูด, อย่างวันนี้ มีผู้มาเยี่ยมที่นี่ใหม่ ๆ ก็จะเชิญให้พูดบ้าง. ๑. หมายถึงองค์บรรยาย เริ่มบรรยายที่บริเวณหน้ามุขโรงมหรสพทางวิญญาณ ในสวนโมกขพลาราม ไชยา
น.593 ภาคนำ ๓ วันก่อนครูผู้สูงอายุผู้หนึ่ง มาพักอยู่ที่นี่หลายวัน พอถึงวันอย่างนี้มานั่งด้วย ก็เลยให้เขาพูด ; ได้ความดี ; พูดตลอดโปรแกรมตามความคิดเห็น นับว่าดีมาก : ได้เล่าถึงวิธีการที่จะรู้จักตัวเองอย่างไร ? ควบคุมตัวเองอย่างไร ? ควบคุมจิตใจตัวเอง อย่างไร ? ฟังแล้วรู้สึกว่าเขาเป็นคนที่ทำได้ดี. เขาเป็นคนช่างสังเกต ; กล่าวถึง ความอดกลั้น อดทน ตามวิธีของคนโบราณ ในการสังคมนั้น ก็ดีมาก ; ถ้า หากว่าเรายังใช้วิธีนั้น ๆ กันอยู่ บ้านเมืองจะดีกว่านี้, จะมีความสงบเสงี่ยม มีความ อดทน มีความคิดพิจารณามาก. คนแต่ก่อนนั้น กว่าที่จะพูด จะทำอะไร เขารอได้ ทนได้ คอยได้, ไม่คิดตัดสั้น ๆ ว่ามันอย่างนั้น อย่างนี้ อย่างโน้น เร็วนัก ; เขา ต้องดูไปนาน ๆ. พระเณรหนุ่ม ๆ สมัยนี้ ไม่ค่อยทำ หรือทำไม่เป็นอย่างนั้น ; มักจิตใจ วู่วาม, พูดกันเองก็ยังไม่ได้ดี. ครูผู้หญิงอายุเจ็ดสิบเศษผู้นั้นยังพูดได้ดีกว่า, ในสังคม เราจำเป็นอย่างนี้อยู่บ้าง ควรจะมีคนผู้ใหญ่เป็นที่ปรึกษา ที่แนะนำ พิเศษออกไป, แนะให้สังเกตเรื่องราวเป็นพิเศษอย่างนั้นบ้าง. ธรรมะที่เรียนรู้ ใช้ประโยชน์ได้เพียงไร หรือไม่ ธรรมะต่าง ๆ ที่พระเณรรู้กันอยู่แล้ว ดูจะไม่เป็นประโยชน์อะไร รู้กันมาก เสียเปล่า ; ทั้งนี้ก็เพราะขาดส่วนปลีกย่อย, ขาดวิธีการปลีกย่อยที่สำคัญนั่นเอง. เมื่อไม่รู้จักอดทนพอ ก็ใช้ธรรมะให้เป็นประโยชน์ไม่ได้, ถ้ าไม่อดทน ไม่ใจเย็นพอ แม้แต่จะเลือกธรรมะมาใช้ก็ทำไม่ถูก. ครั้นนำมาใช้แล้ว ยังไม่ทันจะมีผล ก็เปลี่ยนเสียแล้ว, เปลี่ยนเลิกไปเป็นอย่างอื่นเสียแล้ว ; เรียกว่าคนสมัยนี้ ไม่มีความอดทน รอไม่ได้ คอยไม่ได้ ; จิตใจวู่วาม จึงเป็นเหตุให้ธรรมะของพระ- พุทธเจ้าเข้าไม่ถึง, หรือเข้าถึงยาก ไม่เหมือนคนสมัยโบราณโน้น ซึ่งเยือกเย็นกว่า. เรื่องนี้คงจะเป็นปัญหาเถียงกันบ้าง, บางคนก็ว่ามัว "เย็น" อยู่ไม่ได้ โดย อ้างเหตุผลบางประการ, หรือเขาไม่นิยมหลักเกณฑ์ที่ว่าเยือกเย็นนี้, ไม่นิยมการอดทน
น.594 ไม่นิยมการให้อภัย, ไม่นิยมว่า แพ้เป็นพระชนะเป็นมาร หลักเกณฑ์อย่างนี้ เขาไม่นิยมกัน ; ธรรมะทำหน้าที่ของธรรมะ ไม่ได้ อยู่มาก เพราะเหตุนี้. ผู้ที่จะทำการใหญ่ เขาก็ไม่ค่อยจะเอา : ไม่ยอมใช้วิธีของธรรมะเสียแล้ว. เราควรมา พิจารณากันบ้าง ว่าจะ จริงไหม ที่ว่าธรรมะใช้ไม่ได้แล้วสมัยนี้ ? นี่ก็เป็นการ ทบทวน สังคายนาเกี่ยวกับธรรมะให้ชัดเจนดีอยู่. มีปัญหาน่าคิดที่ว่า หลักธรรมะแท้ ๆ ก็ยังเข้าใจกันได้ไม่สมบูรณ์ เพราะ มันหลายซับหลายซ้อน หลายชั้นหลายเชิง, แล้วเพิ่มมากขึ้น ; เพราะว่าคนชั้นหลัง ไปทำให้มันมากขึ้น ทำให้มันมากวิธีการ มากความหมาย หรือว่ามากหลักเกณฑ์ ยิ่งขึ้น. อย่างที่เห็นได้ง่าย ๆ เช่น เรื่องโลกิยะกับโลกุตตระนี้ พระพุทธเจ้าไม่เคยแบ่ง คำสอนของพระองค์ออกเป็นโลกิยะพวกหนึ่ง เป็นโลกุตระพวกหนึ่ง. ไป ค้นดูเถอะที่เป็นพระพุทธภาษิต จะไม่มีคำสอนแยกชั้นกัน ; มีแต่หลักธรรมอย่างเดียวกัน เท่านั้น ที่เป็นหลักพุทธศาสนา ; แล้ว ใครปฏิบัติได้เท่าไรก็ปฏิบัติเท่านั้น ตาม ความสามารถ ให้สุดความสามารถ ไม่มีโลกิยะไม่มีโลกุตตระ. คนชั้นหลังไปแบ่ง เข้าเอง ; เดี๋ยวนี้ยิ่งตัดขาดออกจากกันเลย. ธรรมะจะเป็นโลกิยะโลกุตตระอย่างไรได้ ; เพราะปรากฏว่าพระอริยเจ้า ขั้นพระโสดาบัน และพระสกิทาคามีนั้น ๆ เป็นฆราวาส ครองเรือน มีลูกมีหลานกันเยอะแยะก็มี. ตัวอย่างคนที่รู้จักกันดี เช่น อนาถปิณฑิกะ นางวิสาขา ก็อยู่กะลูกกะหลาน อยู่อย่างชาวบ้าน, อยู่อย่างสังคมจัดที่สุด : อย่างนางวิสาขานี้ได้ยินว่า ไม่เว้นสังคมไหน ; ถ้ามีงานอันมีเกียรติที่ไหนเขาจะต้องมาเชิญตัวไป เป็นที่ปรับทุกข์ ปรับร้อน เป็นที่ หยิบยืม, เป็นที่อะไรทุกอย่างสารพัด ; แล้วแกก็เป็นฆราวาส ; แล้วจะเรียกการเป็น อยู่อย่างนั้นว่าโลกิยะอย่างไรได้. พวกฆราวาสเป็นโสดาบันมากกว่าที่เป็นพระเสียอีก ; จะเอาโลกิยะไปให้ฆราวาสล้วนๆ, เอาโลกุตตระไปให้พระล้วน ๆ นั้น ทำไม่ได้ มันผิด
น.595 ภาคนำ ๕ ไปหมด ; เพราะว่า พระที่ไม่ประสีประสาต่อโลกุตตระ แล้วกลับเป็นโลกิยะ ยิ่งกว่า ฆราวาสเสียก็มี. เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าท่านไม่ตรัสแยกเป็นโลกิยะโลกุตตระ, ท่านว่า หลักธรรมะมีอยู่อย่างนี้ ก็ปฏิบัติไปก็แล้วกัน, เช่นมรรคมีองค์แปดนี้ ใครปฏิบัติได้เท่าไร ก็ได้ผลเท่านั้น. ฆราวาสควรสนใจ โลกุตตรธรรมด้วย ปัจจุบันนี้คนเข้าข้างตัว ไม่อยากปฏิบัติธรรม, คนก็เร่หาไปทางที่ต่ำ ๆ ไว้เรื่อย, ต่ำไว้เรื่อย, ต่ำไว้เรื่อย จนไปสนใจเรื่องที่เป็นคิหิปฏิบัตินั้น. สูตรบางสูตร เรื่องคิหิปฏิบัติกล่าวถึงเรื่องคนทำมาหากินควรต้องมีธรรมะอย่างไร ; บอกไว้ ๆ; แล้ว ก็ไปยกมาว่า นี้เป็นพุทธศาสนาโลกิยะ, อย่างนี้ก็ไม่ถูก. พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้รวม สิ่งเหล่านี้ในฐานะเป็นตัวพุทธศาสนา ; เว้นแต่ว่าเมื่อมีใครมาถามท่านบ้าง ถึงเรื่อง ทำมาหากิน เรื่องหลักเกณฑ์ของชาวบ้าน ท่านก็พูดไปได้เหมือนกัน ตามความนิยม ตามความรู้สึกของท่าน ; แต่แล้วในที่สุดจงดูให้ดีเถอะ ท่านไม่ได้สอนให้ยิ่งโลภมาก ยิ่งยึดมั่นถือมั่นมากเลย. คำสอนในสิงคาโลวาทสูตร, หรือสูตรอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับคฤหัสถ์ทั้งหลายนั้น ไม่มี แง่ไหนที่สอนให้คนโลภมาก ; หรือเป็นฆราวาสต้องยิ่งโลภ ยิ่งมีกิเลสมาก ยิ่งถือมั่น มาก กำหนัดมาก ; อย่างนี้ไม่มี, มีแต่เรื่องสอนให้บรรเทาทั้งนั้น ; แล้วมีอยู่ว่า ในการทำมาหากินนั้น อาชีพชนิดไหนก็ตาม, การ สังคมชนิดไหนก็ตาม ; ต้อง ประกอบด้วยธรรมะที่เป็นความอดกลั้น อดทน ให้อภัย ไม่ยึดมั่นถือมั่น ทั้งนั้น จึงจะไม่ขัดกันกับหลักที่วางไว้เดิม. ที่พูดว่า โลกิยะตรงกันข้ามจาก โลกุตตระนี้ผิด, ผิดอย่างน่าใจหายเลย : จะเป็นว่าข้างหนึ่งส่งเสริมกิเลส ข้างหนึ่ง บรรเทากิเลสนี้มันไม่ถูกได้ ; มันต้องบรรเทากิเลสทั้งนั้น. ถ้าถูกต้องแล้ว ต้องบรรเทา กิเลสได้, และต้องเป็นเรื่องควบคุม หรือบรรเทาความยึดมั่นถือมั่น.
น.596 พวกอื่นเขาสอนให้ ฆราวาสมีพื้นฐานที่ไม่บรรเทากิเลส, ไม่บรรเทาความยึดมั่น ถือมั่นอยู่แล้ว ; เราก็ไม่จำเป็นจะต้องไปสอนให้ไม่บรรเทาอย่างนั้นอีก หรือไปส่งเสริม เข้า. แต่ก็มีหน้าที่ ที่จะสอนให้ฆราวาสที่ต้องทำหน้าที่ของฆราวาสนั้นแหละ ให้มี ความทุกข์น้อย หรือความทุกข์ครอบงำไม่ได้ ; ฆราวาสทำหน้าที่, ทำมาหากิน ตามแบบของฆราวาส เ ต็มที่อยู่ส่วนหนึ่งแล้ว ก็ต้องประกอบด้วยธรรมะชนิด ที่อย่าให้ การงานนั้นเป็นทุกข์ขึ้นมา. เพราะฉะนั้น คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเกี่ยวกับ โลกิยธรรม, ที่เรียกกันเดี๋ยวนี้ว่าโลกียธรรม, มัน ก็ไม่ผิดไปจากเรื่องโลกุตตร- ธรรม, เป็นแนวเดิม เป็นหลักธรรมเดิม ; แต่ว่าลดระดับลงมา ให้พวกฆราวาส ปฏิบัติได้โดยสะดวก พร้อมกันไปกับการทำงาน. นี้เราก็เลยแนะให้ใช้การปฏิบัติธรรม ในการงาน หรือให้ การงานเป็นการปฏิบัติธรรม ไปเสียเลย มันจะได้ไม่ต้องลำบาก. มองดูอีกทางหนึ่งซึ่งน่านึกเหมือนกันว่า โลกุตตรธรรมนั้นยิ่งจำเป็นสำหรับ ฆราวาส ; เพราะว่าโลกิยธรรมยังทำให้ร้อน โลกุตตรธรรมนั้นทำให้เย็น. ทีนี้ ฆราวาส นั้นร้อน เหลือที่จะร้อนอยู่แล้ว ย่อม ต้องการโลกุตตรธรรมมากกว่า พวกบรรพชิตที่ อยู่ป่า ตามวัดตามวา. พวกบรรพชิตไม่ร้อนมากเหมือนพวกฆราวาส, เขาไม่ต้อง รีบด่วนในเรื่องเย็น เรื่องโลกุตตรธรรม มากเหมือนพวกฆราวาสด้วยซ้ำไป. เปรียบ เหมือนว่าคน ๆ หนึ่งมีไฟไหม้อยู่ที่ตัว แล้วก็อีกคนหนึ่งไฟไม่ได้ไหม้อยู่ที่ตัว นี้ ใคร ต้องการน้ำดับไฟก่อน กว่าใคร ? มันก็ต้องคนที่กำลังร้อนเป็นไฟอยู่นั้นแหละ ; ฉะนั้น ฆราวาสจึงต้องสนใจเรื่องโลกุตตรธรรม. เรื่องอย่างนี้จะมีปรากฏชัดใน พระบาลีในพระไตรปิฎก ซึ่งเล่าเรื่องไว้ว่า :- สุญญตา เป็นโลกุตตรธรรม ที่เป็นประโยชน์แก่ฆราวาส ฆราวาสพวกหนึ่งมาเฝ้าพระพุทธเจ้า มาทูลขอหลักการปฏิบัติธรรมไปปฏิบัติว่า : ขอพระองค์จงแสดง ธรรมะที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่พวกฆราวาสโดยตรง ;
น.597 ภาคนำ ๗ แล้วพวกเขาทูลเล่าเรื่องว่า ฆราวาสแออัดอยู่ด้วยบุตรภรรยา ขอให้แสดงธรรมเป็น ประโยชน์แก่ฆราวาสตลอดกาลนานนี้. พระพุทธเจ้าทรงยกเรื่องสุญญตา ขึ้นมาเลย, แล้วก็ทรงย้ำด้วยว่าเป็น โลกุตฺตรา ตถาคตภาสิตา ; ถ้าเช่นนั้น ท่านต้องสนใจเรื่อง สุญญตาซึ่งเป็นโลกุตตรธรรม ที่ตถาคตกล่าว. นี้มีคำกำกับกันอยู่ในตัวว่า : "ตถาคต กล่าวแต่เรื่องโลกุตตรธรรม หรือสุญญตา ; ตรงกันข้ามนั้นไม่กล่าว" เห็น ชัดอยู่อย่างนั้น. ทีนี้พวกฆราวาสพวกนี้, ผู้เป็นหัวหน้านั้นเขาบอกว่า สูงนัก, สูงเกินไป ไม่สามารถปฏิบัติได้. พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า ถ้าอย่างนั้นก็เอาธรรมะ ๔ ประการ คือ ความศรัทธาไม่หวั่นไหวในพระพุทธหนึ่ง, ในพระธรรมหนึ่ง, ในพระสงฆ์ หนึ่ง, อริยกันตศีลหนึ่ง ; ๔ อย่างนี้เหมาะสำหรับฆราวาส. ฆราวาสเหล่านั้น ก็ทูลขึ้นว่า ๔ อย่างนี้ปฏิบัติอยู่แล้ว, ปฏิบัติอยู่อย่างเต็มที่แล้ว. สูตรนั้นจบลงเสีย โดยไม่ได้บอกต่อไปว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป ; พอแสดง ความพอใจในพระพุทธเจ้าแล้วก็จบเรื่องเสีย, ก็เลยเกิดเป็นปัญหาที่เถียงกันขึ้นในหมู่ นักคิด ว่ามันเป็นอย่างไรกันแน่. สุญญตา โลกุตตรา นี้เหมาะสำหรับฆราวาสหรือไม่ ? ควรแก่ฆราวาสหรือไม่ ? คน พวกหนึ่งเห็นว่าไม่ควร ถือว่าตรงกันข้ามเลย มันใช้ กันไม่ได้เลย, เรื่องโลกุตตรสุญญตานี้ ใช้กับฆราวาสไม่ได้. แต่พวกเราเยอะแยะ ยังมองเห็นว่า ต้องใช้ได้ตามเดิม ตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส, โดยพิจารณาว่าเมื่อมี ฆราวาสมาทูลถาม ให้แสดงธรรมที่มีประโยชน์แก่ฆราวาส, ทำไมพระองค์จึงไปยก เอาเรื่องสุญญตาโลกุตตราขึ้นมาเช่นนี้. เราจะหาว่าพระพุทธเจ้าเป็นผู้สะเพร่า เป็นผู้ งมงาย ไม่รู้ประสีประสาอะไร พูดโพล่ง ๆ อย่างนั้นแหละหรือ ? อย่างนี้ก็ไม่ถูก ; มันต้องเป็นหลักและเป็นความประสงค์ของพระพุทธเจ้าที่จะให้ฆราวาสรู้ เรื่องสุญญตาโลกุตตรา นี้.
น.598 การที่ฆราวาสพวกหนึ่งเขาว่าสูงนัก ไม่แสดงความสนใจหรือซักถามอะไรเลย เพื่อให้ทำได้นั้น เขามิได้ซักถาม. พระพุทธเจ้าก็ง่ายที่จะบอกอันอื่นให้เลย นี้เป็น เพราะเหตุไร ? ลองสังเกตดู ธรรมะ ๔ ประการนี้เป็นหลักสำคัญ มีมากใน สังยุตตนิกาย : เลื่อมใสไม่หวั่นไหวในพระพุทธ ๑, เลื่อมใสไม่หวั่นไหวในพระธรรม ๑, เลื่อมใสไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ ๑, แล้วก็มีอริยกันตศีลคือมีศีลบริสุทธิ์, เสนอ ธรรม ๔ ประการนี้ ขึ้นมาเป็นอันดับรองจากสุญญตา. เราก็ต้องพิจารณาว่า ๔ อย่างนี้เป็นโลกิยธรรมไหม ? ตรงกันข้ามกับสุญญตาไหม ? หรือเป็นเพียงลดระดับ ลงมา ? ในสังยุตตนิกายนั้นเองก็พูดถึงธรรมะ ๔ อย่างนี้อยู่มาก, แล้วให้ชื่อ ว่าโสตาปัตติยังคะ, โสตาปัตติยังคะ ก็คือธรรม ๔ ประการที่ตรัสนั้น. โสตาปัตติยังคะ แปลว่า องค์แห่งความเป็นพระโสดาบัน, คือองค์แห่งการ บรรลุความเป็นโสดาบัน มี ๔ อย่าง ; นี้หมายความว่าครบองค์แห่งการเป็นโสดาบัน. โสตา แปลว่า โสดา , ปัตติ แปลว่า การถึง , อังคะ ว่า องค์ ; องค์แห่งการถึงพระ- โสดาบัน ผู้ใดมีครบ ๔ ก็คือถึงความเป็นพระโสดาบัน. ถ้าอย่างนี้ละก็ไม่ใช่ โลกิยะ, เพราะว่า พระโสดาบันไม่ใช่โลกิยะ, นี้หมายความว่าพระพุทธเจ้ายังได้มอบ โลกุตตรธรรม ที่ลดระดับลงมาหน่อยให้ไปอีก. ทีนี้ ถ้าพวกนั้นปฏิบัติอยู่แล้ว ก็ หมายความว่าพวกนั้นเป็นพระโสดาบัน แล้วโดยไม่รู้สึกตัว. พวกที่มาเฝ้ามาถามนั้น ตนอาจจะเป็นพระโสดาบันอยู่แล้วโดย ไม่รู้สึกตัว ก็เป็นไปได้ ; เพราะเรื่องนี้ก็เป็นธรรมดา : ผู้บรรลุมรรคผลชั้นไหน เจ้าตัวไม่รู้ก็ได้ บรรลุมรรคผลชื่ออะไร ชั้นไหนไม่รู้; รู้แต่เพียงว่าเดี๋ยวนี้เรามี ความสุขอย่างไร, มีความทุกข์เท่าไร, มากน้อยเพียงไรอย่างนี้รู้ ; แต่ที่จะรู้ว่าระดับนี้ ลักษณะนี้ เขาเรียกชื่อว่า โสดา หรือสกิทาคานี้ไม่รู้ ; เพราะเขาไม่สอนไม่เรียนกัน ในทำนองนี้. ฉะนั้น พวกธัมมทินนะอุบาสกคณะนั้น เป็นพระโสดาบันมาก่อนแล้ว เต็มที่เลยก็ได้.
น.599 ภาคนำ ๙ สำหรับการเป็นพระโสดาบันนั้นยังละกิเลสไม่ได้อีกมาก ยิ่งเป็นฆราวาสก็ยัง มีความทุกข์ ความร้อน เช่นว่า ลูกหลานตายก็ยังร้องไห้, นี้ก็เป็นปกติของ พระโสดาบัน ; เพราะฉะนั้น เขาจึงต้องการธรรมะที่จะดับร้อนอยู่มาก จึงไปเฝ้า. ฉะนั้น จึงสรุปว่าการที่ธัมมทินนะบอกว่าข้อธรรมนั้นสูงนัก แล้ว พระพุทธเจ้าตรัส ๔ อย่างนี้ให้ เช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าพระพุทธเจ้าท่านเพิกถอนเรื่อง สุญญตาแก่ฆราวาส, ไม่ได้เพิกถอนโลกุตตรธรรมแก่ฆราวาส, เพียงแต่ลดระดับลง มาเท่านั้น. แล้วต่อมาก็มีพวกที่เข้าใจผิดถือเอาว่า ๔ อย่างนี้เป็นโลกิยะธรรมไปเลย ; แล้วยังถือผิดเลยเตลิดต่อไปอีกว่า มันเป็นเรื่องส่งเสริมให้ปรารถนาให้ทะเยอทะยาน ให้ยึดมั่นถือมั่นไปเลยอย่างนี้ ; คือส่งเสริมให้ไปยึดมั่นถือมั่น พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ไปเลย เลยอธิบายไปในทำนองเตลิดเปิดเปิง ไม่เป็นธรรมะ ไปในที่สุด. อย่าเข้าใจว่า พระพุทธเจ้า ทรงสอน ให้ยึดมั่นถือมั่น ใครมีศรัทธาไม่หวั่นไหว ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นี้ ไม่ใช่ยึดมั่น ด้วยอุปาทาน. ถ้าสอนให้เลิกยึดมั่นถือมั่นด้วยอุปาทานแล้ว มันต้องอีกอย่างหนึ่ง ; อุปาทานต้องมาจากอวิชชา. การที่จะมีศรัทธาขนาดไม่หวั่นไหว ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นั้น ต้องมีปัญญา ไม่ใช่ยึดมั่นด้วยอวิชชา. ที่ว่าคนเรา จะยึดมั่นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ด้วยอวิชชานั้นมันมีได้เหมือนกัน, คือคนที่แรก ๆ พบอะไร ได้ยินข่าวเล่าลือแตกตื่นอะไร ; นี้ยึดมั่นทำนองอวิชชา อุปาทานอย่างนี้ก็ได้เหมือนกัน ; แต่อย่างนั้นไม่เรียกว่าอเวจจัปปสัทธาในที่นี้. อเวจ- จัปปสัทธา ในที่นี้ต้องมีปัญญา จึงจะไม่คลอนแคลน มาตั้งแต่รากฐาน, ศรัทธานั้น จะไม่คลอนแคลนมาตั้งแต่รากฐาน. คำว่า อเวจจัปปสัทธา ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นี้ ไม่ใช่มี ความยึดมั่นถือมั่น ด้วยอุปาทานในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ; แต่ว่า มีความรู้
น.600 ความเข้าใจ พอใจยึดถือเอาเป็นสรณะด้วยปัญญา. ทีนี้คนที่เขาอยากจะยึดมั่น ถือมั่นเขาก็มีช่องพูดตอนนี้แหละ ว่าแม้แต่เราจะถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เราก็ต้องมีความยึดมั่นถือมั่น. นี้มันเกิดเป็นปัญหาทางภาษาขึ้นมาทันที ; "ยึดมั่น ถือมั่น" ภาษาไทย อาจจะใช้ได้แก่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แต่ในภาษาบาลี ใช้ไม่ได้. จะเอาคำว่าอุปาทานนี้ไปใช้แก่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นี้เป็นไป ไม่ได้ ; ต้องใช้คำอย่างอื่น เช่นถึงไตรสรณคมน์ ถึงสรณะนี้ ไม่ใช่ประกอบไปด้วย อุปาทานทำนองนั้น. อย่าลืมว่า อุปาทาน - ยึดมั่นถือมั่นในภาษาบาลี ต้องมาจากอวิชชาเสมอ ไป ; ส่วนที่จะถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ให้ถูกต้องนี้ต้องมาจาก "วิชชา" , ตรงกันข้ามกับอวิชชา ; ฉะนั้น จึงไม่ใช่อุปาทาน. ดังนั้น อเวจจัปปสัทธา ใน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นี้ไม่ใช่อุปาทาน เหมือนที่คนไทยเราพูดกัน แล้ว พึงเข้าใจผิด ; เพราะคำพูดว่า "ยึดมั่นถือมั่น" ในภาษาไทยนี้มันใช้ได้ทั้งสองอย่าง, ใช้ได้ทั้งในทางวิชชา ใช้ได้ทั้งในทางอวิชชา. ต้องไปทำความเข้าใจให้ถูกกันเสียใหม่ ในเรื่องเกี่ยวกับ ภาษาพูด ภาษาคน ภาษาธรรม อะไรนี้ ถ้ายึดมั่นถือมั่นก็ต้องเป็นอวิชชา จึงจะถูกต้องตามความหมายเดิม. ทีนี้ ไทยเรามันใช้คำกำกวม ถึง หรือ ถือ นี้; ใช้คำว่าถึงหรือถืออย่างนี้ละก็ มันก็มี ความหมายได้ทั้ง ถึง และ ถือผิดด้วยอุปาทาน หรือว่า ถึง และ ถือ ด้วยปัญญา. ฉะนั้น ขอให้ทุก ๆ คนจำไว้ให้ดีว่า คำพูดคำเดียวมีสองความหมายได้อย่างนี้แหละ, และเป็นตัวเหตุตัวการของความยุ่งยากของปัญหาต่าง ๆ ที่ทำให้ถกเถียงกัน ตกลงกัน ไม่ได้ ; ทะเลาะวิวาทกันเพราะเหตุนี้มาแล้ว ตั้งแต่ครั้งพุทธกาลจนกระทั่งบัดนี้ จน กระทั่งเวลานี้ซึ่งจะรุนแรงยิ่งขึ้น ; เพราะเรานิยมยึดมั่นด้วยคำพูดอะไรกันมากขึ้น ผูกมัด กันด้วยคำพูด อายัติกันด้วยคำพูดนี้มากขึ้น. เรื่องนี้ต้องระวังให้ดี ไม่จำเป็นจะต้อง เถียงกัน ควรจะทำความเข้าใจกันได้.
น.601 ภาคนำ ๑๑ อย่าได้ไปเข้าใจว่า พระพุทธเจ้าสอนให้ฆราวาสยึดมั่นถือมั่น แม้ใน กรณีใดเลย ; ยังคงสอนให้ทำลาย หรือบรรเทา ความยึดมั่นถือมั่นอยู่นั่นเอง : ชั้นรอง รอง ๆ ลงมา เช่น ศรัทธาในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นี้ก็ ถอนความยึดมั่น ในตัวตน ; อริยกันตศีล นี้ก็ ถอนความยึดมั่นถือมั่นในตัวตน และความเห็นแก่ตน. เรื่องที่นำมาเป็นตัวอย่างนี้ก็แปลว่า ฆราวาสพวกนน ได้ธรรมะที่เป็น สุญญตา หรือโลกุตตราในอันดับต้นไปเท่านั้นเอง; ถ้าเขาไม่เป็นพระโสดาบัน มาก่อน เขาก็ได้ข้อปฏิบัติเพื่อเป็นพระโสดาบันนั่นเอง, หรือถ้าเขาเป็นพระโสดาบัน อยู่แล้วโดยไม่รู้สึกตัว ก็หมายความว่าเขามีธรรมะที่เป็นสุญญตาโลกุตตราในระดับหนึ่ง อยู่แล้วโดยไม่รู้ตัว. แล้วข้อความในพระสูตรก็มีเพียงเขากลับไปเฉย ๆ; ก็แปลว่า จะต้องไปประพฤติปฏิบัติข้อนั้นแหละต่อไปอีก ยิ่งขึ้นไปอีก, หรือรักษาไว้ในลักษณะ ที่เป็นพระโสดาบัน ซึ่งเป็นโดยหลักทั่วไปอยู่แล้ว. โดยหลักทั่วไป เราก็รู้กันอยู่แล้วว่า พระโสดาบันนั้นไม่ถอยหลังกลับ ; คำว่า โสตะ, โสตา + อาบั่นนะ แปลว่า ถึงแล้ว ซึ่งกระแสหรือเกลียว, คือถอยกลับไม่ได้ มีแต่จะไปตามเกลียวตามกระแสนั้น ก็เป็น อันว่าปลอดภัยสำหรับผู้นั้น. ถ้าจะอาศัยเรื่องนี้ แล้วสันนิษฐานว่าพระพุทธเจ้าเพิกถอนหลักเกณฑ์เรื่อง สุญญตา ไม่สอนแก่ฆราวาส อย่างนี้คนนั้นก็บ้าเอง. จะต้องเข้าใจไว้เสมอว่า หลัก ของพระพุทธเจ้าเปลี่ยนไม่ได้ ; ในข้อสำคัญที่สุดคือไม่ยึดมั่นถือมั่น. ทุกคนต้องไม่ ยึดมั่นถือมั่นให้มากเท่าที่จะทำได้ ตามสัดตามส่วนของตน. ข้อนี้ไม่ต้องกลัว ; บางทีจะพบว่า ความยึดมั่นถือมั่นมันเกิดมากเกินต้องการอยู่เรื่อยไป ; ฉะนั้น เราไม่ ต้องกลัวว่าเราจะไม่ยึดมั่นถือมั่น, มันยึดมั่นถือมั่นจนให้เป็นทุกข์อยู่เสมอไป ; ฉะนั้น เราก็บรรเทาเสียเท่าที่เราจะบรรเทาได้ ก็เท่านั้นเอง. เรื่อง ศีลก็บรรเทาความยึดมั่นถือมั่น, เรื่อง สมาธิก็บรรเทาความยึดมั่น ถือมั่น, เรื่อง ปัญญาก็บรรเทาความยึดมั่นถือมั่น, มรรค ผล นิพพาน ก็คือ
น.602 ผลของการที่ตัดความยึดมั่นถือมั่นได้ตามสัดตามส่วน. ที่นี้แม้แต่ที่สุด เราจะ เริ่มนับถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็ต้องเพื่อบรรเทาความยึดมั่นถือมั่นที่เห็น แก่ตัว. การที่เราไป "เห็นแก่" พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นี้ไม่ใช่ไปยึดมั่น ถือมั่น ด้วยอวิชชาด้วยอุปาทาน ; แต่ไปยึดมั่นเพื่อจะเอามาเป็นหลักเกณฑ์ สำหรับ บรรเทาความยึดมั่นถือมั่นในตัวกู - ของกูให้เบาบางไป. นี้คือเราเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นเครื่องมือ ทำลายตัวกู - ของกูในตัวเรา ; ต้องเป็นหลักอย่างนี้ เสมอกันทั้งฆราวาสทั้งบรรพชิต. เรื่องการปฏิบัติธรรม ไม่มีพระ ไม่มีฆราวาส นี้เราเห็นได้อยู่แล้วว่าพระภิกษุ พระสงฆ์นี้ บางรูปมีตัวกู - ของกู จัดกว่าพวก ฆราวาสบางคนบางหมู่ตั้งไหน ๆ ; ฆราวาสบางคนบางหมู บางเหล่า ตัวกู - ของกู น้อยกว่าพระเณรในวัดตั้งไหน ๆ. คำพูดนี้ขยายความออกไปได้ถึงนอกวง, นอกวงของ พุทธของไทย ไปถึงพวกจีน พวกฝรั่ง พวกแขก อะไรได้ทั้งนั้น ; ที่โดยเหตุอะไร ก็ตาม โดยการศึกษาชนิดไหนของเขาก็ตาม แม้เหล่านั้น คนต่างชาติ ต่างศาสนา เหล่านั้นบางคน มีความยึดมั่นถือมั่นในตัวกู - ของกู น้อยกว่าคนไทยส่วนมากเสียอีก ; คนไทยที่กำลังเปลี่ยนหลักการ กำลังทะเยอทะยานไปตามวัตถุนิยมอย่าง โลก ๆ ซึ่งจะมีความยึดมั่นถือมั่นมากขึ้น ; ส่วนพวกชาวต่างประเทศที่ไม่ถือ ศาสนาพุทธ เขาถือศาสนาอื่นนั้น บางคนกลับจะอยู่ในสภาพที่มีความยึดมั่นถือมั่น น้อยกว่า ; แต่ว่ามันต้องมีจำนวนน้อยคนเป็นธรรมดา ; ที่ว่านี้ไม่ใช่ว่าทั้งหมด. เดี๋ยวนี้เกือบจะเฉลี่ยกันไปหมดแล้วทั้งโลกนี้ โดยอาศัยหลักที่ว่าเห็นแก่ตัว, หรือไม่เห็นแก่ตัว. ใครไม่เห็นแก่ตัวมากเท่าไรก็เป็นพุทธบริษัทโดยไม่รู้ตัวมาก เท่านั้น. เขาจะถือศาสนาอะไรอยู่ หรือว่าประกาศตัวเป็นชาติไหนภาษาไหนก็ตาม
น.603 ภาคนำ ๑๓ ถ้าเขาถือหลัก ไม่เห็นแก่ตัวได้มากเท่าไร เขา เป็นพุทธบริษัท โดยไม่รู้สึกตัวมาก เท่านั้น. ฉะนั้น เราจึงไปพบคนที่ยึดมั่นถือมั่นน้อยในพวกอื่น ที่ถือศาสนาอื่นก็ได้ ; นี้พูดอย่างเป็นธรรมที่สุด ซึ่ง "พวกนั้น" เขาไม่ยอม เขายังพูดว่ามีแต่พุทธ, หรือว่า มีแต่คนไทย หรือมีแต่อะไรกัน, แล้วก็มีแต่พระภิกษุนี้เท่านั้น ; ฆราวาสมีไม่ได้ ; อย่างนี้ไม่จริง. ธรรมะไม่มีพระ ไม่มีฆราวาส ใครปฏิบัติเข้าก็ต้องเป็นไปตามกฎของธรรมะ นั้น. ธรรมะไม่มีพระไม่มีฆราวาส เพราะเหตุนี้ธรรมะจึงไปมีได้แม้ในฆราวาสและ สูงกว่าที่อยู่ในพระเณรบางคน, หรือพูดว่าพระเณรส่วนมากจะสูงกว่าฆราวาสก็ตามใจ ; แต่ว่าธรรมะในฆราวาสบางคนนั้นมีมากกว่า และมีสูงกว่าในพระเณรบางคนก็ได้. นี้คือคำอธิบายที่ว่าธรรมะนั้นไม่เป็นฆราวาส ไม่เป็นบรรพชิตได้, ธรรมะเป็นกฎ ของธรรมชาติ ใครมี คนนั้นก็เป็นพระ ; เพราะฉะนั้น เป็นพระอยู่ในเพศฆราวาส ที่บ้านที่เรือนก็มีเยอะแยะไปหมด แล้วมาบวชอยู่ในวัดในวา ในป่า ในดงไม่เป็นพระ หรือเป็นพระน้อยก็มี มีมากหรือไม่เป็นเลยก็มี ; นั้นมันเป็นเรื่องแบบฟอร์มข้างนอก เท่านั้น. จงเข้าใจให้ดีว่า ธรรมะนี้ไม่มีฆราวาส ไม่มีบรรพชิต และไม่อาจ แบ่งแยกเป็นโลกิยะ โลกุตตระ, สำหรับ พุทธศาสนาไม่มีแบ่งแยก. ทีหลังมา เกิดมีการแบ่งแยก ก็โดยอาศัยหลักที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้บางอย่าง เช่นว่า “ถ้ายัง เป็นไปเพื่อเกิดอีกละก็ไม่ไหว นี้ยังเป็นโลก, ถ้าเป็นไปเพื่อไม่เกิดอีกนี้เป็นโลกุตตระ"; เลยได้หลักอันนี้มาสำหรับแบ่งแยกเป็นโลกิยะ โลกุตตระ. ถ้ายังอยากเกิดอีก ก็ทำ ไปด้วยความอยากเกิดอีก, อยากมีอีก, เป็นโลกิยะ ; ถ้าเพียงเท่านี้ไม่เป็นไร ยังพอ ใช้ได้ ; แต่ ถ้าไปเพิ่มเติมเข้าว่า ที่อยากเกิดอีกนั้นต้องมีโลภมาก มีอะไรมาก มีความยึดมั่นถือมั่นมากแล้ว ไม่ได้ ; ผิดเลย ผิดหมดเลย. แม้แต่อยากเกิดอีก
น.604 ก็ต้องเป็นไปในทางที่ดีขึ้น, มีธรรมะสูงมีจิตใจสูง มีความทุกข์น้อย มีความยึดมั่น ถือมั่นน้อยอยู่ตามเดิม ; ไม่ใช่กลับไปตรงกันข้าม นั่นมันจะไปลงนรกเลย. ขอให้เข้าใจข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ไว้ให้ดี ๆ; อย่าไปหลงตามความคิดเห็น ของคนบางคน ว่าโดยเหตุที่อุบาสกคณะนั้น ที่ทูลว่าสุญญตาสูงนัก พระพุทธเจ้าจึง ลดลงมาเหลือเพียงโสตาปัตติยังคะ ๔ ; แล้วจะไปเข้าใจว่าพระพุทธเจ้า เลิกสุญญตา เลิกโลกุตตระ สำหรับฆราวาสไปเลย ; นี้ไม่ถูก. หลักพระพุทธศาสนามีเพียง อย่างเดียว คือว่า ไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดว่าเป็นตัวตนของตนเท่านั้น. ทีนี้ ฆราวาสก็ยึดมั่นถือมั่นอยู่แล้ว ; ฉะนั้น ก็บรรเทาลงไปตามส่วนเท่าที่จะบรรเทาได้, เป็นพระเป็นเณรก็บรรเทาให้มากกว่านั้นอีก จึงจะสมกับที่เป็นพระเป็นเณร. การบรรลุมรรคผล ก็คือ ละ ความยึดมั่นถือมั่นได้ การบรรลุมรรคผล เป็นพระโสดาบัน พระสกิทาคามี นี้ หมายความว่า จิตเข้าระดับ, เข้าระดับที่ความยึดมั่นถือมั่นได้ถูกละไป ถึงสัดส่วนที่ว่าจะกลับเพิ่ม อีกไม่ได้, มีแต่จะหมดไป หมดไป หมดไป. ฉะนั้น หมดไปบางส่วนแค่นั้น ๆ ก็เรียกว่าพระโสดาบัน, หรือหมดถึงขนาดนั้นก็เรียกว่าเป็นพระสกิทาคามี อนาคามี, หมดเลยก็คือเป็นพระอรหันต์ หมดความยึดมั่นถือมั่นเลย. เพราะเหตุนี้เขาจึงได้มี หลักว่า พระโสดาบันละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส. ทิฏฐินั้นแหละคือ ยึดมั่นถือมั่น พระโสดาบันจะต้องละ จึงเป็นพระโสดาบันได้, ส่วนบุคคลปุถุชนนั้น ยังมีอยู่, ปุถุชนเป็นพระก็ได้เป็นฆราวาสก็ได้ ถ้ายังมีสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส เต็มที่อยู่ ก็เลย เป็นปุถุชน. ถ้าละความยึดมั่นถือมั่นที่เรียกชื่อว่า สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ได้ตามส่วนที่วางไว้ ก็เรียกว่าเป็นพระ- โสดาบัน. ละ สักกายทิฏฐิ คือละความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นตัวกู - ของกู. วิจิกิจฉา นี้ ยึดมั่นถือมั่นไปในทางทิฏฐิ ความคิดความเห็นที่เคลือบแคลงสงสัย. ส่วน สีลัพพต-
น.605 ภาคนำ ๑๕ ปรามาส นั้น ยึดมั่นถือมั่นในการปฏิบัติที่กระทำมาแล้วอย่างงมงายตลอดเวลา. เมื่อ ละความยึดมั่นถือมั่นทำนองตัวกู - ของกูเสียตามส่วน แม้ไม่ใช่ละได้หมดเลย, แล้วก็ ละความยึดมั่นถือมั่นเรื่องทิฏฐิผิด ๆ ที่ทำให้สงสัยลังเลกังขาอะไรอย่างนี้ตามส่วน เสียส่วนหนึ่ง, ละยึดมั่นถือมั่นในความงมงาย ปฏิบัติอย่างงมงาย เชื่ออย่างงมงาย มาแต่ก่อนเสียตามส่วน, ทำได้อย่างนี้ก็เป็นพระโสดาบัน. ทีนี้ก็เพิ่มมากขึ้น ๆ จนสูงขึ้นไปจนหมดเลย ก็เป็นพระอรหันต์ ฆราวาสก็มีความยึดมั่นถือมั่นครบอยู่ได้, ปุถุชนที่เป็นฆราวาสก็ถือว่ามีกันครบ อยู่ในเรื่องที่จะต้องละ ก็ไม่มีอะไรที่จะไปตำหนิเขา. ทีนี้ถ้าให้ดีกว่านั้นแล้วไม่มี ทางอื่น, ถ้าจะให้ดีกว่านั้น ก็ต้องมาทางนี้ : ในทางที่ละการยึดมั่นถือมั่น ๓ ประการ นั้นก่อน จึงจะมาเข้าเขตเรื่องแรกของโลกุตตระ คือพ้นจากทุกข์เป็นพระโสดาบัน. นี้จะ จัดพวกที่ต่ำกว่าพระโสดาบัน คือพวกปุถุชนธรรมดาว่าเป็นโลกิยะก็ได้เหมือนกัน ; แต่ อย่าไปเหมา อย่าไปเข้าใจ ว่าต้องสอนให้เขายึดมั่นถือมั่นมากขึ้น. ถ้าสอนปุถุชน ฆราวาสให้ยึดมั่นถือมั่นมากขึ้น มันผิดเลย, ผิดหมดเลย. ทุกคนต้องมุ่งหน้าไปทางนิพพาน ที่กล่าวมานี้เป็นเรื่องแค่ "ยอมให้" เท่านั้นแหละ ที่จะให้ปุถุชนเป็นโลกิยะ. ถ้าถือหลักว่ายังมีการเกิดอีก พระโสดาบันก็มีการเกิดอีก; ยังเป็นไปในโลกอีก แต่ โดยเหตุที่ว่าพระโสดาบันนั้นแน่นอนที่จะพ้นจากโลก จึงถือว่าเป็นโลกุตตระ, ถึง อย่างไรก็เป็นโลกุตตระตลอดสาย คือว่าฆราวาสก็หวังที่จะข้ามขึ้นจากโลก จากความ ทุกข์, ส่วนพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี คือผู้ที่ข้ามขึ้นไปได้ตามลำดับ. ฉะนั้น ทุกคนต้องบากหน้าไปทางนิพพานทั้งนั้น ไม่ว่า จะเป็นปุถุชน หรือพระอริยเจ้า ก็ตาม ต้องบากหน้าไปทางนิพพาน ปุถุชนก็เปรียบเหมือนอยู่หลังหน่อย อยู่ไกล หางแถวปลายแถวหน่อยเท่านั้น นอกนั้นไปได้ใกล้แล้ว เดินนำหน้าไปแล้ว.
น.606 สูตรเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็มีอยู่ชัดเหมือนกัน ว่าด้วย เรื่องจมทะเล เรือแตกอยู่ใน ทะเล เวียนว่ายอยู่ในทะเลนี้ : พวกหนึ่งจมหายไป เลย, พวกหนึ่งจมแล้วผุด ขึ้นมาอีก, พวกหนึ่ง ว่ายน้ำ เข้ามาหาฝั่ง, พวกหนึ่ง ก็ว่าย เข้ามาใกล้ มากแล้ว, พวกหนึ่ง ก็มา ถึงเขตน้ำตื้นหยั่งเท้าถึงดิน แล้ว, พวกหนึ่ง ก็มาถึง เดินน้ำแค่เข่า แล้ว, พวกหนึ่งก็ไปนั่งสบายอยู่บนบกแล้ว, อย่างนี้ก็มี. ทุกคนต้องบากหน้าไป หาฝั่งทั้งนั้น ไม่มีการสอนให้บากหน้าไปหากลางมหาสมุทร ; ฉะนั้น การที่จะไปสอนให้ ฆราวาสมีความยึดมั่นถือมั่นนั้น ก็เหมือนกับสอนให้เขาบากหน้าไปสู่กลางมหาสมุทร ไม่บากหน้ามาหาฝั่ง ซึ่งนั่นย่อมผิดด้วยประการทั้งปวง. ไม่มีทางที่จะสอนใครให้ยึดมั่นถือมั่น ว่าเป็นหลักโลกิยะสำหรับฆราวาส ; ถ้า สอนอย่างนั้นเป็นเรื่องผิดโดยประการทั้งปวง. นี่ที่เป็น หลกอย่างนี้ พอจะถือได้ว่า เป็นหลักปาฏิโมกข์ฝ่ายธรรมะ ข้อหนึ่งด้วยเหมือนกัน; อย่าให้เฝือได้. ส่วนคำ อธิบายปลีกย่อยอย่างอื่น ๆ เอามาประกอบกันเข้าให้ชัดเจน ให้ละเอียดลออออกไป ; แต่ ว่า โดยหลัก ต้องเป็นอย่างนี้ : คือ ทุกคนต้องบากหน้าไปยังสิ่งที่เรียกว่านิพพาน, แล้วก็ไปตามนั้น ตามเป็นหางกันไปเท่าที่จะทำได้. ทุกๆ ระดับต้องบรรเทาความ ยึดมั่นถือมั่น ซึ่งเกิดอยู่เองแล้ว มีเต็มที่อยู่ก่อนแล้ว ; จะไปเพิ่มเข้าอีกนั้นไม่ควร. ฉะนั้น ถ้าเรียกว่าดี ก็ต้องหมายความว่ายึดมั่นถือมั่นน้อยลง ไม่ใช่ยึดมั่นถือมั่นมากขึ้น. อย่าเข้าใจว่าดีแล้ว ต้องยึดมั่นถือมั่นมากขึ้น ; ดีต้องหมายความว่ายึดมั่นถือมั่น น้อยลง, มีความเลว ความชั่ว ความทุกข์อะไรน้อยลง, นั้นจึงจะเรียกว่าดีขึ้น ๆ ดีขึ้น ๆ. ถ้าไปพูดแยกกันเป็น โลกิยะ โลกุตตระ, แล้ว สอนฆราวาสให้ยึดมั่นในนั่นนี่ หนักเข้า แม้กระทั่งยึดมั่นในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ; อย่างนี้ทำลาย พุทธศาสนา ยิ่งกว่าคอมมูนิสต์, คือว่าทำลายหัวใจของพุทธศาสนายิ่งกว่าคอมมูนิสต์,
น.607 ภาคนำ ๑๗ คอมมูนิสต์จะทำลายได้ก็เพียงแต่เปลือกของศาสนาเท่านั้น ไม่ทำลายหัวใจของพุทธ- ศาสนาได้ ; แต่พวกพุทธบริษัทกันเองที่สอนผิด ๆ นี้ ทำลายหัวใจของพุทธศาสนา หมดเลย ; ฉะนั้นจึงถือว่าทำลายพุทธศาสนายิ่งกว่าพวกคอมมูนิสต์ ; จงระวังให้ดี. การศึกษาธรรมมีมากขึ้น เดี๋ยวนี้ทำให้คนมีความรู้กันมากขึ้น ก็มีคนที่มีความคิด ความเห็นแตกต่างกันมากขึ้น ; เพราะฉะนั้น จึงต้องวินิจฉัย วิพากษ์วิจารณ์กันมากขึ้น แตกต่างกันมากขึ้น. เราจะต้องระวัง ; อย่าไปพลอยหลงผิดหรือไปพลอยฟั่นเฝือ กับเขา ; หลักเกณฑ์มีอยู่อย่างไรก็ต้อง ซักซ้อมให้ถูกต้องให้แม่นยำอยู่เสมอ โดยที่เรียกว่า ลงปาฏิโมกข์ในทางธรรม คู่ ๆ กันกับปาฏิโมกข์ทางวินัย เรื่องโลกิยะโลกุตตระนี้ทำยุ่ง มาว่ากันเองทีหลัง, แล้วบัญญัติให้ผิด ๆ, แล้ว พอมาถึงสมัยนี้ คนเขาถือเอาเองผิด ๆ ยิ่งขึ้นไปอีก จนเป็นว่าโลกิยะต้องยิ่งยึดมั่น ถือมั่น. พระพุทธเจ้าไม่ได้แบ่งหลักอันนี้เลย อาจจะเพิ่งพบคำสอนคำนี้ในอภิธรรม ในอภิธรรมที่เป็นคัมภีร์รุ่นหลังนี้, โลกิยา ธมฺมา โลกุตฺตรา ธมฺมา นี้อาจจะหาพบ ในอภิธรรม. แต่ว่าใน สุตตันตะในตัวบทเดิมไม่มี ที่จะแบ่งกันอย่างนี้. พระพุทธเจ้า ก็ไม่เคยแบ่งอย่างนี้ ; ดังที่เราเห็นได้จากที่ว่า พอฆราวาสไปหา ก็ทรงสอนโลกุตตร- ธรรมเรื่องสุญญตานี้. ทีนี้ แม้ว่าในอภิธรรมเขามีคำว่า โลกิยา ธมฺมา โลกุตฺตรา ธมฺมา ก็ตาม เถอะ ในอภิธรรมนั้นก็ ไม่ได้หมายความว่า ให้ฆราวาสเพิ่มความยึดมั่นถือมั่น ด้วยโลกิยธรรมนั้น, หรือว่า คำว่า โลกิยา ธมฺมา ในอภิธรรมนั้น ไม่ได้หมาย ความว่าให้คนเพิ่มความยึดมั่นถือมั่น. แต่เดี๋ยวนี้คนเขามาหลงในเรื่องสิ่งที่ยั่วยวน ก็เลย เปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์เสียใหม่ ให้โลกิยะนี้ยึดมั่นถือมั่นมากขึ้น ในสิ่งที่จะทำให้สวย ให้รวย ให้สบายเป็นสุข ให้อะไรอย่างนั้น. ระวังให้ดี จะทำลายพุทธศาสนาหมดไม่มี เหลือ. โดยไม่รู้สึกตัว และยิ่งกว่าคอมมูนิสต์ เหมือนกับที่ว่ามาแล้ว.
น.608 ศึกษาจริง ปฏิบัติจริง รู้จริง แล้วพุทธศาสนาจะอยู่ได้ อยากจะบอกให้ทราบอีกอย่างหนึ่งว่า เรื่อง ความคิดเห็นนี้จะห้ามกันไม่ได้. มันเป็นประชาธิปไตยยิ่งกว่าประชาธิปไตย ; เพราะเป็นเรื่องความคิดเห็น ใครจะไป บังคับใครได้ ทีนี้เรา จ ะไปให้ทั้งหมู่ทั้งคณะถือเหมือนกันก็ไม่ได้ เพราะหมู่คณะ นั้นเป็นเรื่องโลก. โลกนี้ต้องเป็นไปตามผู้มีอำนาจ ; ผู้มีอำนาจเข้าใจผิด โลกก็ต้อง เข้าใจผิด ; ช่วยไม่ได้ ; เพราะ คำว่า "โลก" ต้องเป็นไปตามผู้มีอำนาจเสมอ. ฉะนั้นมา ถือธรรมะกันดีกว่า ซึ่งไม่เป็นไปตามโลก และไม่เป็นไปตามอำนาจ แต่ เป็นไปตามความจริง. ยกตัวอย่างเช่น คณะสงฆ์หรือมหาเถระสมาคม ท่านมีความคิดเห็นอย่างไหน ก็ต้องเป็นไปอย่างนั้น ; ท่านมีความคิดเห็นเรื่องโลกิยะเรื่องโลกุตตระอย่างไรก็ต้อง เป็นไปอย่างนั้น. นี้ผมไม่ได้พูดว่าท่านผิด แต่พูดว่าท่านมีอำนาจที่ท่านจะตราลง ไปว่าอย่างไรก็ได้. เราก็ไม่เคยฟังท่านพูดเรื่องนี้ แล้วดูเหมือนท่านจะไม่กล้าพูด ถ้าท่านมีสติสัมปชัญญะพอ คงไม่มีองค์ไหนกล้าพูดยืนยัน เอาความคิดเห็นไปบังคับ ประชาชน. ถ้าทำอย่างนั้นจะเป็นเหมือนศาสนาคริสเตียน ที่ออกกฎต่าง ๆ เป็นบัญญัติ ของโป๊ปของอะไรมาเป็น dogmatism บัญญัติอย่างนั้นอย่างนี้ออกมานี้ก็เป็นอย่าง คริสเตียนไป. ถ้ายัง เป็นพุทธอยู่ก็ต้องปล่อยไปตามความอิสระ ให้มองเห็นด้วยตนเอง ให้เห็นในภายในของตนเอง ให้เห็นด้วยตนเอง แล้วก็ ปฏิบัติด้วยตนเองทั้งนั้น ท่านจึงเงียบกริบในเรื่องหลักธรรมะแท้ ๆ นี้. ท่านมีอำนาจหน้าที่แต่ในเรื่องการปกครอง เรื่องระเบียบ เรื่องอธิกรณ์ เรื่องอะไรอย่างนั้น. เมื่อไรท่านมาออกกฎอย่างนี้ทางธรรมะ ก็จะกลายเป็นอย่างคริสเตียน บังคับกันในทางความคิดเห็น ; ถ้าสมมติว่าท่านผิดละก็
น.609 ภาคนำ ๑๙ ฉิบหายหมดเลย. ถ้าสมมติว่าท่านประชุมกันออกมาผิดละก็ฉิบหายหมดเลย พุทธศาสนา จะไม่มีอะไรเหลือ ; เพราะฉะนั้น การที่ท่านไม่ออกกฎในทางความคิดเห็นหรือบัญญัติ เกี่ยวกับหลักธรรมะนี้ เป็นการดี เป็นการถูกต้อง ที่พระพุทธศาสนาจะอยู่ได้ด้วย ตัวเอง. ทางรอด มีอยู่ว่า ทุกคนนี้พยายามศึกษาจริงๆ ปฏิบัติจริงๆ ได้ผล จริง ๆ รู้ด้วยตนเองจริง ไม่ต้องเชื่อคนอื่น นั้นแหละจะเอาพุทธศาสนาไว้ ได้. หัวข้อปาฏิโมกข์ธรรมะวันนี้ มีว่าอย่างนี้ : นี้ ว่าโดยหลักเกณฑ์อันเดียว เท่านั้น ที่เป็นพุทธศาสนาว่า สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย - สิ่งทั้งหลาย ทั้งปวง ทุกสิ่ง ไม่ใช่สิ่งที่ควรจะไปสำคัญมั่นหมายว่าตัวเรา หรือของเรา. พยายามปฏิบัติตามหลักนี้เรื่อยไป ทั้งฆราวาสทั้งบรรพชิต ทั้งเบื้องต้น ท่ามกลาง เบื้องปลาย ; ไม่มีหลักเกณฑ์อันไหนที่จะสอนให้ใครยึดมั่นถือมั่น. ต้องรู้ว่าโลกิยะหรือโลกุตตระก็ตาม ต้องเป็นไป เพื่อไม่ยึดมั่นถือมั่น ทั้งนั้น แต่อยู่ในระดับที่ต่ำกว่ากัน สูงกว่ากัน ; มีเส้นทางสายเดียวบากหน้าไปยัง พระนิพพาน. ทุกคนมีแนวดิ่งไปตามแนวนั้น เหมือนดังข้อความบาลี ในมหาสติปัฏฐาน สูตร, และอีกบางสูตร ที่ว่า เอกายโน ภิกฺขเว มฺคโค - ทางนี้เป็นทางสายเดียว สำหรับบุคคลเดียว เดินไปสู่จุดหมาย เพียงอย่างเดียว. สำหรับผมแปลอย่างนี้ : คำว่า เอกายโน แปลเป็น ทางสายเดียวสำหรับบุคคลเดียว เดินไปสู่จุดหมายเพียง อย่างเดียว . เอกายโน ภิกฺขเว มคฺโค นี้คือตัวพุทธศาสนา. หนทางนี้คือตัว ศาสนา, มคฺโค - ทาง คือตัวศาสนา, เอกายโน - เป็นเส้นเดียวสำหรับ บุคคลเดียว เดินไปสู่จุดหมายเพียงอย่างเดียว ; เรียกว่าไปสู่ความหมดจากความยึดมั่นถือมั่น.
น.610 อย่าไปทำให้หลายเส้นหลายทาง แล้วมีบางทางย้อนกลับ อย่างนี้เป็นเรื่องผิด เหลือที่จะผิด ; ต้องไปข้างหน้าไปสู่จุดหมายปลายทางเพียงอย่างเดียวคือ นิพพาน . คำว่า "นิพพาน" ก็เหมือนกัน พวกที่เข้าใจผิดอย่างที่ว่ามาแล้ว ก็จะต้อง ปฏิเสธทันทีว่า นิพพานไม่ใช่สำหรับชาวบ้าน ไม่ใช่สำหรับพวกอยู่ในโลก ; อย่างนี้ เข้าใจผิดอย่างโง่เขลาที่สุด, แล้วอวดดี. รู้จัก คำว่านิพพาน ให้ถูกต้อง คำว่า นิพพาน ของพระพุทธเจ้า หรือของภาษา ในประเทศอินเดียแล้ว เขาดีมากจน ใช้ได้กับคนทุกคนทุกพวก คือ ดับ เย็น; พวกฆราวาสเต็มที่ก็ต้องการ ความดับเย็น, พวกพระบรรพชิตก็ต้องการดับเย็น, และใครๆ ก็ต้องการความดับเย็น, แม้แต่สัตว์เดรัจฉานก็ต้องการความดับเย็น, แม้แต่วัตถุที่ไม่มีชีวิตมันก็ต้องการ ความดับเย็น. ฉะนั้น จึงมีข้อความอธิบายคำว่า นิพพานไว้ในพวกสังยุตตนิกาย บางแห่งพอให้เราเข้าใจได้ ; ไม่ใช่คำพูดตรง ๆ แต่ว่าพอให้เราเข้าใจได้ว่า คำว่า "นิพพาน" นี้หมายหมดเลยทั้งทางวัตถุ ทั้งแก่สัตว์เดรัจฉานและทั้งแก่มนุษย์ โดยถือ เอาภาษาบาลีเป็นหลัก. คำว่า นิพพาน หรือ ปรินิพพาน นิพพุติ หรือ ปรินิพพุติ อะไรก็ตาม แปลว่า ดับเย็น . วัตถุร้อนๆ เย็นลงไปก็เรียกว่า มันปรินิพพุติ, เช่น เหล็กแดง ๆ เย็นลงไป ก็เรียกว่าเหล็กนี้ปรินิพพุติ. ถ่านไฟแดง ๆ เย็นลงจนดำ นี้ก็เรียกว่า มันปรินิพพุติ คือปรินิพพาน. แม้แต่อาหารตักออกมาจากในหม้อร้อน ๆ แล้วก็มา วางจนให้เย็นลง จนกินได้ ; นี้ก็เรียกว่า มันปรินิพพุติ. แม้แต่มีคำพูดในครัว ในบ้านในเรือน ในครัว เด็ก ๆ คนหนึ่งร้องตะโกนว่าข้าวต้มนิพพานแล้วโว้ย มากิน กันเสียที. นี้มิใช่เป็นคำจำอวดตลกอะไร เป็นคำธรรมดาของภาษาในขณะนั้น เวลานั้น, สำหรับของร้อนที่เย็นลง. แล้วสูงขึ้นมา คำว่า นิพพาน หมายถึงหมดร้อน.
น.611 ภาคนำ ๒๑ ที่เรียกว่า พิษร้าย อันตราย นี้ใช้แก่สัตว์เดรัจฉาน ; สัตว์เดรัจฉานตัวไหน ไม่มีอันตราย ไม่มีพิษร้าย หมดสนิทแล้ว ตัวนั้นเรียกว่านิพพาน ; เช่นสุนัขตัวนี้ ฝึกดี จนไม่มีอันตราย ไม่มีการทำเสียหาย ไม่กัดไม่อะไรหมดแล้ว ก็เรียกว่ามัน นิพพาน. สัตว์ช้าง ม้า วัว ควาย จับมาจากป่ามาฝึกจนใช้ได้ดีเชื่องเหมือนแมวแล้ว ก็เรียกว่าสัตว์ตัวนี้นิพพาน, คือหมดพยศร้าย หมดความร้อนหมดอันตราย. ถ้าสูงขึ้นมาถึงคน นิพพานก็คือหมดร้อนด้วยไฟกิเลส; ถ้าไฟกิเลสดับเย็น คนก็นิพพาน . คำว่านิพพานใช้ได้แม้แก่วัตถุ แม้แก่สัตว์เดรัจฉาน แม้แก่คน ; เพราะฉะนั้น ใครจะไปโง่ว่า เรื่องของนิพพานเป็นเรื่องของพระอยู่ตามป่าตาม เขานั้นไม่ถูก . ต้องเป็นเรื่องของชาวบ้าน แม้อยู่ในครัว การงานการอะไร ต่าง ๆ ก็ต้องพยายามไปในทางที่เรียกว่านิพพาน คือความดับเย็น : อย่าให้ถ่านไฟ มันไหม้มือเอา, อย่าให้หมาบ้ามันกัดเอา, อย่าให้ตัวเองสร้างนรกขึ้นใส่ในใจ ตัวเอง นี้ก็เรียกว่าเป็นคนนิพพาน. เรามีความจำเป็นที่จะต้องการนิพพานอยู่ตลอด เวลา ; เพราะฉะนั้น จะเอานิพพานไปไว้ที่โลกุตตระ ซึ่งอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้, และคิด ไปเอง ว่าไม่อยู่ในวิสัยที่จะเป็นของพวกเรา เอาไปมอบให้ใครเสีย ก็จะเป็นเรื่องบ้า, และผิดพุทธประสงค์ ; แล้วมาอวดดีสอนพุทธศาสนา. นิพพานต้องสำหรับทุกคน สำหรับทุกสัตว์เดรัจฉาน สำหรับวัตถุทุกวัตถุ ทุกชนิด ที่มันร้อน ที่มันบ้า ที่มันเป็นทุกข์ ; ที่มันร้อนให้มันเย็นลงไป ที่มันบ้า ให้มันหายบ้า ที่มันเป็นทุกข์ให้มันหมดทุกข์. นิพพานมีหัวข้ออย่างนี้ นี้ก็เป็น ปาฏิโมกข์อันหนึ่ง เป็นหลักที่จะต้องเข้าใจ . ที่พูดนี้ไม่ใช่ว่าเอาเองล้วน ๆ ; แต่ว่าไปตามพระบาลี และว่าไปตามความแน่ใจของตัวเอง ที่สังเกตเห็นอยู่ รู้สึก อยู่ด้วยการปฏิบัติ. ฉะนั้นจึงถือว่าเป็นการว่าไปตามทั้งพระบาลีและทั้งตามความเข้าใจ ส่วนตัว และทั้งการที่ได้พิสูจน์ทดลองมาแล้วเป็นส่วนตัว ซึ่งพูดได้เพียงเท่านี้ ; แล้ว ไม่มองเห็นทางที่จะพูดเป็นอย่างอื่นได้.
น.612 ขอให้จำหัวข้อให้ดีเถอะ เรื่องคำว่า โลกุตตรา สุญญตานี้ อย่างหนึ่ง, คำว่า โลกิยะโลกุตตระ นี้อย่างหนึ่ง, เรื่องคำว่ายึดมั่นถือมั่นและคำว่า ไม่ยึดมั่นถือมั่น นี้อย่างหนึ่ง,และคำว่า นิพพาน นี้อย่างหนึ่ง ๔ หัวข้อนี้ก็มากพอ แล้วสำหรับวันหนึ่ง ที่จะซ้อมความเข้าใจ กัน เป็นปาฏิโมกข์ประจำวัน ธัมมัสสวนะ, วันอุโบสถ. ที่กล่าวมาแล้วนี้ผมกล้าท้าว่าพวกคุณนี้ไปอ่านเอาเองปวดหัวตายเสีย๓-๔ หน ก็ยังไม่ได้พบข้อความทั้งหมดนี้ ; เพราะว่าผมต้องอ่าน ต้องคิด ต้องค้นมาเป็น เวลาสี่สิบกว่าปี ,หลายเที่ยวหลายตลบในหนังสืออันมากมายเหล่านั้น,ในพระไตร- ปิฎกเหล่านั้น จึงพบหลักเกณฑ์อันนี้. เอามาพูดให้พึง ก็เพื่อประหยัดเวลา ; ที่ คุณบวชเพียง ๒-๓ พรรษาแล้วจะพบผ่านสิ่งเหล่านี้หมดนั้น ; มันเป็นไปไม่ได้. ต้อง ทนอ่าน ทนทำ ทนคิด ทนนึกไปเป็นเวลาหลายสิบปี จึงจะเข้าใจเรื่องปฏิจจ- สมุปบาท เรื่องกรรม เรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่น เรื่องสุญญตา เรื่องอนัตตา อะไรในลักษณะที่เชื่อว่า ถูกตรงตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสที่สุด. สรุปหลักการเรื่อง ธรรมปาฏิโมกข์ ทีนี้ ต่อไปนี้ใครจะพูดต่อไปได้ พวกฆราวาส, ไม่ทำอุโบสถกันบ้างหรือ ? ผู้ที่มีคณะเพื่อนฝูงวันอาทิตย์ทำอุโบสถเสียที่หนึ่งก็จะดี :เรียกมากินข้าวกันแล้วพูด เรื่องหลัก เรื่องอะไรที่เฝือไม่ได้, ที่เฝือแล้วยุ่ง; เรื่องที่พูดกันบ่อย ๆเรื่องการงานก็ดี เรื่องชีวิตก็ดี เรื่องศาสนาก็ดี เรื่องสังคมก็ดี เรื่องการอะไรก็ดี มันเฝือได้; ซักซ้อม หลักการกันบ้าง เรียกว่าปาฏิโมกข์ ลงปาฏิโมกข์. ปาฏิโมกข์ ก็หมายถึง หลักเรื่อง ความที่จะเอาตัวรอด ,คำว่าปาฏิโมกข์คือหลักเกณฑ์ที่เป็นการเอาตัวรอดเป็นเรื่อง การเอาตัวรอด ควรจะนึกกันอยู่ ซักซ้อมกันอยู่ .
น.613 ภาคนำ ๒๓ เมื่อ ๒-๓ วันนี้ หมอผู้คุ้นเคยกันเขียนจดหมายมาถึงดีมาก ซึ่งแสดงว่ากำลัง ชรา ร่างกายชราลง ปฏิบัติธรรมะยากขึ้น, บอกว่าจะต้องพบปะประชุมกันบ่อย ๆ เพื่อให้มีจิตใจแน่วแน่ต่อสู้กับความชรา, สิ่งที่ไม่เคยมีมันมีขึ้นมา สิ่งที่ไม่เคยขลาด มันขลาดขึ้นมา. มันก็คล้ายๆ จะเป็นประสาทอันหนึ่ง กำลังมันไม่พอ ; เช่นว่า ก่อนนี้งานผ่าตัดไม่รบกวนเส้นประสาท ทำให้สะดุ้งผวา. เดี๋ยวนี้ถ้าทำพลาดลงไป, หรือใครตายลงสักคน นี้จะเอาไปคิดไปนึกมาก ไปทำให้เส้นประสาทผวา เพราะความชรา ของร่างกาย ความอ่อนแอของระบบประสาท มันสู้ไม่ได้. ถ้าธรรมะไม่พอเดี๋ยวก็ได้ การ มีความทุกข์ละ, จะต้องมีความทุกข์. เรื่องนี้เป็นผลเนื่องมาจากชรา เมื่อหนุ่ม ๆ อาจจะมีกำลังใจ มันฮึดฮัดจัดก็ต่อสู้ ไปได้; ถึงไม่มีธรรมะมันก็สู้ไปได้ด้วยการฮึดฮัดนี้. พอชราเข้า การฮึดฮัดไม่มี, เหตุผลมีมากขึ้น,ความรู้สึกรับผิดชอบก็มากขึ้น. ถ้าธรรมะไม่พอจะทำให้เป็นทุกข์ ควรต้องไปลงปาฏิโมกข์เสียทุกวันอาทิตย์ เช่นเรียกมากินข้าวด้วยกัน, แล้วพูด ถึงเรื่องความชรากันบ้าง. อย่าประมาท จะได้สมตามที่พระพุทธเจ้าสอนว่าอย่าประมาท คำสอนข้อสุดท้าย "เธอทั้งหลายอย่าประมาท - อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ" . แพทย์ ผู้นั้นเลยคิดว่าวันอาทิตย์จะเชิญเพื่อนฝูงไปกินข้าวด้วยกัน แล้วเลยพูดในเรื่องที่เป็น ปัญหาเฉพาะหน้านี้ ที่บ้านใครก็ได้ บ้านใกล้ ๆ กันก็สะดวก อย่างนี้นับว่าเป็น ความคิดที่ดี .. พระเณรเราควรจะพูดด้วยหลักเกณฑ์อย่างนี้เป็นประจำวันกันบ้าง แต่ก็ยังไม่ทำ กันเลย เดือนหนึ่งก็ยังไม่มี ปีหนึ่งก็ยังไม่มี ; ฉะนั้น ควรจะมีทุก ๆ ๗ วัน อย่างที่ ว่านี้ : อย่างที่กำลังพยายามจะให้มีทุก ๆ ๗ วันนี้, อย่าให้เผลอได้ อย่าให้เฝือได้ อย่าให้ประมาทได้. วันอุโบสถ ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำนี้ ขอให้ทุกองค์หยุดทำงาน ให้ พักผ่อนแล้วมาลงปาฏิโมกข์ มาฟังปาฏิโมกข์อย่างนี้ ; วันอื่น ๆ มันยุ่ง ไปด้วยการงาน.
น.614 การทำงานก็มีผลดีเหมือนกัน, การงาน ทำให้ ทดสอบตัวเอง มีความ อดกลั้นอดทนเท่าไร ? เสียสละเท่าไร ? ให้อภัยกันได้หรือไม่ ? เห็นแก่ตัวหรือไม่? นี้ก็ทดสอบ ได้ใน การทำการงานซึ่งเป็นการปฏิบัติธรรมะอยู่ในตัวการงานนั้น. ฉะนั้น ใครปฏิบัติงาน ทำการงานได้ดี ได้มาก คนนั้นก็มีธรรมะมากอยู่โดยไม่รู้สึกตัว, มีธรรมะหลายชนิดอยู่ในตัวโดยไม่รู้สึกตัว. คนขี้เกียจนอนเสียนั้น ก็มีแต่ทำให้มืดมัว มากขึ้น ; ควรที่จะระมัดระวังทำหน้าที่ให้ดียิ่งขึ้นไป ให้สูงยิ่งขึ้นไป ให้มากยิ่งขึ้นไป คนนั้นก็เจริญในทางธรรมะด้วย. อาตมาจึงขอร้องให้พยายามทำจิตใจให้ดีในการทำ การงาน ที่ทำ ๆ อยู่เป็นประจำวันนี้ ; ให้เราทำด้วยจิตใจที่ดีขึ้นกว่าเดิม คือมีความ สนุกสนาน บริสุทธิ์ผุดผ่อง แจ่มใสในการงานยิ่งกว่าเดิม. การประชุมฟังธรรม ๗ วัน หนหนึ่ง นี้ก็พอสมควรแล้ว เกินกว่านั้นก็จะเฝือ ; ๗ วัน ครั้งหนึ่งก็ไม่ใช่น้อยแล้ว มากเหลือเกิน ถ้าเทศน์กันเป็นเรื่องราวแล้ว ๗ วัน ครั้งหนึ่งก็พอ. ครั้งพุทธกาลเขาพังที่เดียวตลอดชีวิต ; ที่มาฟังทุกเดือน ทุก ๗ วัน นี้มันก็อาจจะเพ้อได้ จึงได้แต่พูดให้มันชัดเจนเข้า ชัดเจนเข้า ; พูดแต่หลัก แท้ ๆ หลักใหญ่ๆ หลักสำคัญ พังที่เดียวตลอดชีวิตเลย. การฟังเทศน์เหมือนเครื่องจักรนั้นก็เป็นสีลัพพตปรามาสชนิดหนึ่ง , ฟังเทศน์ที่โบสถ์พระแก้ว หรือฟังเทศน์วัดไหนก็ตาม เหมือนอย่างเครื่องจักรนี้ อย่างนี้ ก็เป็นสีลัพพตปรามาสอันหนึ่ง; แต่จะไปว่าเขาไม่ได้ เดี๋ยวเขาจะโกรธเอา. ที่โบสถ์ พระแก้วนี้เป็นที่น่าหวัวอยู่มาก ; อาตมาไปดูแล้วนึกน่าหวัว นึกน่าเศร้าอยู่หลาย ๆ อย่าง ที่นั้นเป็นสถานที่ที่ทำให้คนฟุบหมอบอยู่กับพื้นโบสถ์ ไม่ไต่ขึ้นไปบนยอดหลังคาโบสถ์ เหมือนตุ๊กแกที่เขียนภาพไว้ที่โรงมหรสพทางวิญญาณนั้น ; และยิ่งไปได้ยินว่า ยังมีคน เชื่อว่า พระแก้วชอบฉันไข่กับปลาร้าด้วยยิ่งแล้วเลย ยิ่งน่าหวัวใหญ่เลย. พระแก้ว มรกตชอบไข่ต้มกับปลาร้า เคยได้ยินไหม ? ไปดูเถอะเคยมีคนเอามาเขียนล้อในหนังสือ พิมพ์ เรื่องมีคนถือว่าพระแก้วมรกตยังชอบไข่ต้ม กับปลาร้านี้ ; แล้วก็ยังมีผู้พลอย สนับสนุนให้ยึดมั่นถือมั่น.
น.615 ภาคนำ ๒๕ ( ถึงตอนนี้ มีผู้ถามถึงผลงานอบรมพระธรรมทูต องค์บรรยายตอบ และ อธิบายเรื่องนี้ ) [หยุดบรรยายขณะหนึ่ง เพราะมีผู้พึงถามปัญหาเรื่องอื่น จบแล้วจึงพูดต่อ] เรื่องสุญญตานั้นไม่ใช่เรื่องศีลธรรม และไม่ใช่เรื่องปฏิวัติสังคม ; อย่างที่ ท่านปัญญาเทศน์นี้ ฝรั่งไม่ต้องการ มันเป็นเรื่องปฏิวัติสังคม เทศน์อย่างนั้นเป็นการ อบรมไปอีกชนิดหนึ่ง, มันคนละชนิด. เรื่องยึดมั่นถือมั่นนี้ต้องเรียน โดยมุ่งดูให้รู้จักตัวความยึดมั่นถือมั่นเสียก่อน ; เหมือนกับภาพลิงที่เขียนไว้ข้างประตูนั้น มันไม่รู้จักตัวเอง ทั้งที่ยึดมั่นอยู่แล้วยังจะเอา ต่อไปอีก. รูปภาพเหล่านี้มีประโยชน์ดี, อาตมาแกล้งทำไว้ ด้วยอยากอวด แต่ว่า คนยังไม่รู้จักความหมายของรูปภาพเหล่านี้ดี. เราพยายามเลือกแล้วเลือกอีก ; แต่ละภาพ คิดอยู่นานกว่าจะให้เขียนไว้. แต่ว่าคนไม่ใคร่ดู หรือดูก็ไม่รู้เรื่อง ; เห็นเป็น รูปบ้า ๆ บอ ๆ ไร้สาระอะไรไป. เนื้อที่บริเวณแถบหน้ามุขนี้อยากจะเขียนรูปพระบาทใหญ่ที่นี่ ให้เหยียบพญามาร จะเขียนไว้ตามคานนี้ ; มันจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จยังไม่รู้ เพียงแต่นึก ๆ ไว้. พื้นที่ แผ่นใหญ่เต็มที่นี้ สองห้องนี่อยากจะให้เขียนพญามารถูกเหยียบหัวแบนตัวแบนอะไร อยู่ที่ตามทางนี้. หรือจะเขียนอะไรดี คุณช่วยออกความเห็นกันหน่อย ว่าตรงนี้จะเขียน อะไรดี ? พิจารณาตั้งแต่แรกสร้างแล้ว ยังนึกไม่ออก, ไม่แน่ใจว่าจะเขียนภาพอะไรดี. คิดว่าตรงนี้ที่สำคัญ ต้องเขียนให้ดีจนจูงใจให้มีอารมณ์เกิดขึ้นได้ ; อยากจะเขียน เป็นพระบาทของพระพุทธเจ้า ซึ่งหมายถึงพระศาสนาทำลายพญามารให้แหลกลาญไป. ภาพเช่นนี้จะเป็นธรรมทานอย่างสูงสุด, ได้บุญในทางเป็นธรรมทานอย่างสูงสุด. ถ้า ลำพังก่อสร้างเพียงนั่งนอนสบายนี้ มันไม่คุ้มกันกับทุนที่ลงไป, ต้องจัดให้
น.616 เป็นอย่างมีการให้ธรรมทานที่สูง ๆ จึงจะคุ้ม พอแก้ตัวกับยมบาลได้ เพราะ ตีราคาไม่ได้เรื่องนี้. นี้สมมติว่ายมบาลเขาจะปรับเอา เราก็ว่า เอ้า, ลองตีราคาซิ ลองตีราคาธรรมทานดูซิ ก็ล้าน ก็ร้อยล้าน เราใช้เงินคุ้มค่าหรือเปล่า ? ว่ากันมาดู. การสร้างตึกรูปเรือนี้ก็เหมือนกัน ต้องให้มันมีโอกาสแสดงธรรมทาน ด้วย . เราคิดแล้วใจหายว่าเงินสองแสนบาท สร้างเรือนี้, ในเรือเก็บน้ำไว้ได้ ได้กินน้ำร้อยปีก็ไม่ค่อยคุ้มกันกับมูลค่าเท่ากับสองแสนบาท แม้กินน้ำร้อยปีอย่างนี้. มันต้องให้เรือมีส่วนแสดงธรรมทานด้วย จึงจะตีราคาไม่ได้ ; จึงอยากจะจัดสวนหิน ชนิดที่แสดงธรรมะได้ด้วยก้อนหินบนดาดฟ้าเรือนั้น, สนุกด้วย ได้ความรู้ด้วย ; เป็นธรรมทานอย่างนี้. แต่แล้วงานยังยุ่งแต่ละวัน ๆ ไม่มีหัวที่โปร่งแจ่มใสที่จะมาคิดนึก เรื่องละเอียดอย่างนี้ได้ เลยค้างเติ่งคาราคาซังอยู่ แล้วก็เกี่ยวกับชรา. สามปีมานี้กำลังถอยหลังกรูดเลยกับความชรานี้. ก่อนนี้ก็เคยนึกว่ายังจะทำได้ พอชราเล่นงานเอาโดยไม่รู้สึกตัว ที่ไหนได้เราแย่แล้ว ไปตั้งไหนต่อไหนแล้ว ไม่รู้สึกตัว, จะคิดอะไรจะเขียนอะไรวันหนึ่งมากๆ เหมือนเมื่อก่อนทำไม่ได้. เพราะฉะนั้น เราอยู่ในฐานะที่เป็นผู้ประมาทไม่ได้, ก่อนหน้านี้ทำอะไรได้มาก ๆ มาถึงเดี๋ยวนี้ทำไม่ได้, เหลือน้อยเต็มที่แล้ว. ที่ยังทำได้เป็นเพียงความคิดความนึก หลักเกณฑ์ต่าง ๆ แต่ตัวงานแท้ ๆ ทำไม่ได้. ยกตัวอย่างเช่น เคยคิดจะทำปทานุกรมธรรมะที่ดี เล่มดี ๆ หนา ๆ สักเล่มหนึ่ง ; ฝันมาอย่างยิ่ง แล้วคิดว่าจะต้อง ทำได้ ทำได้ ทำได้ ผลัดไว้เรื่อย ; ยังคิดว่าสิบปีก็จะ ทำได้. ล่วงมาถึงเดี๋ยวนี้ทำไม่ได้แล้ว พอมารู้สึกคิด ๆ แล้วทำไม่ได้ ; ความ อดทน เส้นประสาท ไม่ยอมให้ทำได้. แต่ผู้ที่มาบวชเดือนสองเดือนก็ยังดี ; ถ้าเรา รู้จักใช้เวลาที่บวชนั้นแวดล้อมตัวเอง ให้ความคิดแปลกๆ ออกมาก็พอจะคุ้มค่าที่มา บวช ; ถ้าไม่คิดไม่นึก บวชร้อยปีก็ไม่มีประโยชน์อะไร.
น.617 ภาคนำ ๒๗ เรานั่งกันที่นี่สังเกตดูเถอะบรรยากาศอย่างนี้ เดี๋ยวก็มืดเข้ามืดเข้า ความคิด ก็เดินเปลี่ยนไปตามบรรยากาศมากที่เดียว. เราอยากจะให้มันแปลกหรือมันครบทุกอย่าง เราก็พยายามไปหาที่นั่ง ที่มีบรรยากาศแปลกต่าง ๆ กันให้ครบทุกอย่าง แล้วปล่อยให้ ความคิดมันไหลของมันไป มันทำได้ทุกอย่าง. ขออภัยจะพูดว่า ; ความคิดใน ส้วมนี้ก็ไม่เหมือนที่ไหน ๆ, แล้วอยากจะบอกว่าที่เอามาพูดมาเขียนให้อ่าน ๆ กันนั้น เป็นความคิดในส้วมตั้งแปดสิบเปอร์เซ็นต์. มันประหลาดที่สุดเลย ที่เขียนอะไร หรือไปเทศน์อะไร หรือไปบรรยายอะไรนั้น เป็นความคิดในส้วมตั้งแปดสิบเปอร์เซ็นต์ ต้องรีบบันทึกไว้ แล้วรวม ๆ กันไปพูดเสียทีหนึ่ง ที่หนึ่ง. ในนั้นถ้ามันไม่เหม็นและ ไม่รำคาญมากเกินไป แล้วก็ไม่หรูหรามากเกินไป ความคิดดี ; ก็เพราะว่าเวลาเช่นนั้น ร่างกายกำลัง adjust อะไรประหลาด ๆ. ในหัวนี้ก็ไม่ค้างอารมณ์เก่า หรือไม่อะไร ก็ตามใจ มักนึกอะไรได้ที่นั่น ในเรื่องที่เรากำลังทำอยู่ ทุกวันน่ะ บางทีนึกไม่ออก หรือนึกได้ไม่กว้างขวาง, แต่ที่นั่นมันกลับนึกออก หรือนึกได้กว้างขวาง นึกได้ใน มุมกว้าง ๆ ได้ครบ. การคิดทำงานอะไร แล้วไม่ได้ทำ ปล่อยเวลาผ่านไปแล้วก็เลิกไป ; เป็นเรื่อง ทำไม่ได้, อย่างนี้เรียกว่ามีความประมาท. เพราะฉะนั้นคนอื่น ๆ ควรต้องระวังไว้ ด้วย อย่าให้โอกาสผ่านไปเสีย. สำหรับอาตมา เชื่อว่าทำไว้พอคุ้มค่าข้าวสุกแล้ว ก็เลยไม่ค่อยร้อนใจ, ไม่ค่อยนึกว่าเป็นหนี้สินอะไร, เท่าที่ทำไว้แล้วก็พอ คุ้มค่าข้าวสุก. เมื่อไม่กี่วันมานี้ พวกศึกษาธิการจังหวัดสุราษฎร์ ฯ เขานึกอะไรขึ้นมาไม่ทราบ ได้แสดงความต้องการหรือขอร้อง. เขาขอเอาหนังสือทุกเล่มที่อาตมาเขียนไปทำ demonstration ให้คนดูที่สุราษฎร์นี่. มันก็มีแยะเหมือนกัน เขาเอาไปเรียงไปแผ่ เป็นเล่ม, ได้หลายสิบเล่ม. คิดดูแล้วรู้สึกว่าอย่างน้อยก็เป็นหลักฐานว่า ได้ทำงาน คุ้มค่าข้าวสุกแล้ว, ไม่ควรจะปรับโทษอะไรกันมากนัก. ถ้าเราพูดอยู่อย่างนี้คล้าย ๆ กับว่าไม่มีอะไรเท่าไร ; แต่พอทำเป็นหนังสือได้หลายสิบเล่ม มันมาก ผู้จัดเขาก็ ตะลึง เมื่อเอามาวางดู อย่างละเล่มอย่างละเล่ม.
น.618 ผู้ที่มีโอกาส ควรจะมานอนพักเสียที่นี่สักวันหนึ่งบ่อย ๆ เหมือนกับกันลืม ไม่เช่นนั้นอาจจะลืม ลืมความคิดนึกบางอย่าง ลืมความจริงบางอย่าง ลืมธรรมะบาง อย่าง ; ไม่ใช่ว่าลืมสถานที่นี้ แต่ว่าลืมตัว. มาอยู่วัด อยู่คนเดียวสบาย นอนเสีย ให้สบาย พอตื่นขึ้นมาจิตใจแจ่มใส ตอนนั้นนึกอะไรก็ได้ ; เป็นโอกาส ที่มี ความคิดแปลกออกมา. เมื่อมีสิ่งไม่สงบแวดล้อม ความคิดเป็นอย่างหนึ่ง, เมื่อมีสิ่งสงบแวดล้อมความคิดก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง . เพราะฉะนั้น เราควรจะทำ ทุกอย่าง ทั้งการที่เคยบวชและลาจากบวช ลองนึกกันเสียบ้าง ; กลับจะนึกอะไรได้ แปลก ๆ. อย่างที่อาตมาจะไปโต้กับใครไปแย้งกับใคร ไปแก้ข้อหาของใครนี้ มันนึก ออกที่ในส้วมมากที่สุด ; เพราะเวลาอื่น เราก็ไม่ค่อยอยากนึกด้วย. เวลาในส้วมมัน ไม่รู้จะทำอะไร มันก็นึกของมันเอง. เวลาอื่นเราอยากจะไปเล่นไปดู ไปทำนั่นทำนี้ ไปทำอะไร หรืออยากนอนเสีย. เรื่องความคิดนึกนี้ไม่ต้องการเวลามาก มันแว็บเดียว วาบเดียวเท่านั้น ครึ่งนาทีก็พอ มันรู้เรื่องเรื่องใดเรื่องหนึ่งลึกซึ้งกว้างขวางไปหมดเลย ไปเขียนตั้งหลายหน้ากระดาษ. ปิดประชุมกันที เดี๋ยวจะเดินล้มลุกคลุกคลาน.
Buddhadasa