น.34 ท่านนักศึกษา ผู้มีความสนใจในธรรมทั้งหลาย, ท่านทั้งหลาย มีความสนใจ ถึงกับบวช ในโอกาสที่จะบวชได้ เพื่อมีโอกาสศึกษาธรรมะมากขึ้นเป็นพิเศษ. ในการบรรยายครั้งแรกนี้ ผม ก็อยากจะกล่าวเพื่อให้เข้าใจในคำว่า "ธรรม" เพียงคำเดียว หรือในสิ่งที่ เรียกว่าธรรมเพียงสิ่งเดียว ; โดยที่เห็นว่า ถ้าเข้าใจสิ่งที่เรียกว่าธรรม ใน ฐานะเป็นความเข้าใจพื้นฐานให้เพียงพอแล้ว จะเป็นการง่ายที่จะศึกษา ธรรมในขั้นต่อไป. ฉะนั้นขอให้ตั้งใจให้ดีที่สุด ที่จะเข้าใจการบรรยาย ในครั้งแรกนี้ จะได้กล่าวถึงสิ่งที่เรียกว่าธรรมเป็นพิเศษ ซึ่งจะได้กล่าว โดยหัวข้อว่า ธรรมะนั้นเสมอด้วยแผ่นดิน. ๑
น.35 การที่จะรู้เรื่องธรรมะเสมอด้วยแผ่นดินได้นั้น เราก็ต้อง รู้ความหมายของคำว่า แผ่นดิน ในทุกแง่ทุกมุม แล้วจึงจะรู้จัก ความหมายของคำว่า ธรรม ในลักษณะที่เสมอกับแผ่นดิน. การบรรยายธรรมะนั้น ขอให้ทราบไว้ว่า มีอยู่เป็น ๒ อย่าง หรือ ๒ วิธี หรือ ๒ ระดับ แล้วแต่จะเรียก. ก่อนหน้านี้เราไม่ค่อยจะสนใจกัน ในข้อเท็จจริง อันนี้ คือไม่พยายามที่จะสังเกตให้เข้าใจว่าเรากำลังพูดถึงธรรมะในลักษณะอะไร. การบรรยายธรรมะระดับที่ ๑ ชั้นตื้น ๆ ชั้นนอก หรือชั้นวัตถุ หรือชั้น ชาวบ้านทั่ว ๆ ไป เราพูดถึงธรรมะโดยภาษาคน ก็ต้องยกเอาคนขึ้นมาเป็น เรื่องสำหรับพูด :- คนนั้น คนนี้ ทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้ แม้แต่ว่าคนเรานี้ ตายแล้วเกิด หรือ ตายแล้วไม่เกิด อย่างนี้ก็เอาคนนั่นแหละเป็นหลัก ; ดังนั้น การบรรยายธรรมะด้วยภาษาอย่างนี้ เขาก็เรียกว่า บรรยายอย่าง บุคคลาธิษฐาน คือเพ่งเล็งบุคคลเป็นหลัก ; นี้อย่างหนึ่ง. ระดับที่ ๒ ชั้นลึก ถ้าเราจะพูดกันในชั้นลึก ที่เป็นนามธรรม ไม่ใช่ วัตถุ แล้วเป็นชั้นใน โดยวิธีพูดของบุคคล ผู้เห็นธรรมแล้ว เขาพูดโดยภาษา ธรรม ที่เรียกว่า ธรรมาธิษฐาน คือเพ่งเล็งถึงสิ่งที่เรียกว่า ธรรม เป็นหลัก. ในเมื่ออย่างแรกเราพูดว่า คน เช่น คนตาย คนเกิด, คนตายแล้วเกิด, คน ตายแล้วเกิดอีกอย่างนี้ ; หรือว่าคนเสวยผลกรรมของเขา เป็นอย่างนั้น เป็น อย่างนี้ นี้เป็นภาษาบุคคล ภาษาคน. ถ้าพูดภาษาธรรม ก็พูดอย่างที่ไม่มีคน ไม่ต้องมีคน ; ก็เลยต้องพูดว่า มีแต่ธาตุที่เป็นไปตามธรรมชาติอย่างนั้นอย่างนี้ โดยให้เข้าใจว่า สิ่งที่เรียกว่าคนนั้นก็ไม่ใช่คน.
น.36 คนประกอบขึ้นด้วยธาตุหลาย ๆ ธาตุ ตามเหตุ ตาม ปัจจัย ตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ให้เดินได้ พูดได้ ; นี้ที่เรา เรียกกันว่า คน นั่นแหละ. ถ้ายังไม่ทราบข้อนี้ ก็ขอให้ทราบเสียว่า วิธีบรรยาย หรือพูดกัน ทางธรรมะนั้นมีวิธีอยู่ ๒ ชั้นอย่างนี้ พูดอย่างภาษาคน ก็มีคน เช่น คนตาย คนเกิด ; พูดอย่างภาษาธรรมนี้ ไม่พูดถึงคน. พูดถึงสิ่งที่เรียกว่า ธรรม หรือ ธรรมชาติ ที่ประกอบกันขึ้นเป็นคน ก็ได้แก่สิ่งที่ เรียกว่าธาตุ และธาตุทั้งปวงนี้ก็เป็นไปตามธรรมชาติ ตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ นี่ขอให้รู้จักเทียบเลียงดูให้ดี : พูดว่า "มีคนตายแล้วเกิด" อย่างนั้น อย่างนี้ กับพูดว่า "ไม่ใช่คน ไม่มีคน" เป็นแต่เพียงธาตุทั้งหลายตามธรรมชาติ ประกอบกันเข้า แล้วเป็นไปตามธรรมชาติ ; โดยที่เทียบเคียงดูว่า เมื่อพูดกัน เป็นสองอย่าง อย่างนี้แล้ว พูดอย่างไหนเป็นเด็ก ๆ หรือตื้น ๆ พูดอย่างไหนลึกซึ้ง หรือว่า จะพูดอีกอย่างหนึ่งก็ว่า อันไหนถูกกว่า : พูดว่า มีคนตายแล้วเกิด กับพูดว่า ไม่มีคน มีแต่ธาตุ เป็นไปตามธรรมชาติ ; พูดสองอย่างนี้ อย่างไหน ถูกต้องกว่า. ถ้าคนที่ ไม่เคยรู้เรื่องธาตุมาก่อน ว่าธาตุเป็นไปตามธรรมชาติ ก็ไม่ เข้าใจ ก็เลยไม่สนใจ ; รู้จักแต่ว่า มันมีแต่คน เขาถือเอาว่า ตัวเขาเองก็เป็นคน กำลังเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ อยากจะรู้ อยากจะดี. เขาก็อาจจะคิดว่า มันมีเพียง เท่านั้น ; หรือเขาคิดว่ารู้ดีกว่า ถูกกว่า. ในการที่จะตัดสินว่า พูดอย่างไหน เป็นการพูดอย่างเด็ก ๆ พูด หรือ พูดตื้น ๆ อย่างไหนเป็นการพูดอย่างลึกซึ้ง สำหรับบัณฑิต หรือนักปราชญ์
น.37 ท่านพูดกัน ; ยังมีเรื่องที่จะต้องเข้าใจอีกต่อไปอีกว่า บางทีเราก็ไม่พูดด้วย คำ ๆ นั้น แต่เรารู้ความหมาย หรือเรามีความรู้สึกดี ตามความ หมายที่แท้. ยกตัวอย่าง เช่นว่า เมื่อเราพูดว่า รถ เมื่อเราพูดว่า เรือน บ้านเรือน หรือรถยนต์เป็นต้น ; ถ้าเราพูดว่ารถ พูดว่าเรือน ก็มีความหมายไปอย่างหนึ่ง ถ้าเราพูดว่า มันไม่มีรถ ไม่มีเรือน มีแต่ส่วนประกอบหลายๆ ส่วน มาก ๆ ส่วน ประกอบกันเข้าอย่างถูกวิธี, แล้วเมื่อบังคับมันถูกวิธี มันก็เป็นรถ หรือเป็นเรือน ขึ้นมาได้ ; ที่เป็นรถ ก็วิ่งได้ ที่เป็นเรือน ก็ใช้ประโยชน์ได้ อย่างนั้นอย่างนี้. นี้เราเคยชินจะพูดแต่คำว่า รถ หรือ คำว่า เรือน; แล้วความรู้สึกของเรา ก็มุ่งหมายไปตามความหมายของคำ ว่า รถ ว่า เรือน ; ไม่เคยมุ่งหมายไปถึงข้อ เท็จจริงที่ว่า ส่วนต่าง ๆ มากมายประกอบกันขึ้น เป็นรถ เป็นเรือน. แต่ เดี๋ยวนี้ ขอให้สังเกตว่า เป็นวิธีการพูดที่ตื้นลึกกว่ากัน เป็นคน ละชั้น ; เมื่อพูดว่า รถ ว่า เรือน นี้เป็นความรู้สึกของคนที่มีความยึดถือ เป็นตัว เป็นตน ; ถ้าพูดว่า ส่วนประกอบต่าง ๆ ประกอบกันขึ้นเป็นสิ่ง ๆ อย่างนี้ ก็ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ ว่าเป็นตัวเป็นตน เหมือนอย่างแรก. สำหรับ คน เรานี้ก็เหมือนกัน เราเรียกกันว่าคน, เรายึดถือเป็นคน รู้สึกแต่ว่าเป็นคน, มันก็เกิดความยึดถือเป็นตัวเป็นตน แล้วก็เกิดความเห็น แก่ตน เกิดกิเลสต่าง ๆ นานา. แต่ถ้าเรารู้ลึกไปถึงว่า นี่ไม่ใช่คน ไม่มีคน เป็น สักว่า ธาตุ ตามธรรมชาติ เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ปรุงแต่งกันอยู่ หมุนไปอยู่ ตามอำนาจแห่งเหตุแห่งปัจจัย ; เมื่อไม่มีความรู้สึกว่า คน อย่างนี้ แล้ว จิตใจมันก็เป็นคนละอย่าง ต่างไปจากคนที่ไม่รู้อย่างนี้
น.38 ถ้าไม่มีคนแล้ว ก็ไม่ค่อยจะเป็นที่ตั้งแห่งความเห็นแก่ตน, หรือ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเห็นแก่ตน. เมื่อไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเห็นแก่ตน มันก็ไม่มี ทางที่จะเกิดกิเลส เป็นความโลภ ความโกรธ ความหลง. นี่ภาษาพูดก็สำคัญ อย่างนี้ สำหรับที่จะเข้าใจสิ่งที่เราเรียกกันว่า ธรรม. ขอสรุปความในชั้นนี้ที่หนึ่งก่อนว่า ธรรมะนี้มีสองชั้น และการพูดถึง ธรรมะนั้นก็เกิดเป็นสองภาษา : ภาษาแรก คือภาษาคน ภาษาหลัง คือภาษา ธรรม. ภาษาแรกนั้นพูดกันอย่างสมมติ หรือพูดอย่างบุคคลผู้ไม่รู้ความจริง อะไรมากไปกว่าที่พูดกันอยู่ตามธรรมดา ; ส่วนอย่างหลังนั้น สำหรับคนที่เขารู้ อะไรมากไปกว่านั้นพูด เช่น พระอริยเจ้าท่านพูด แล้วก็ใช้พูดกันอยู่ในวงของ พุทธศาสนาเป็นส่วนใหญ่ ; ภาษาคน พูดกันอยู่ในวงชาวบ้าน ที่อยู่ที่บ้านที่เรือน. สมัยก่อน คำแทนชื่อสำหรับพระ หรือเณรนี้ ใช้คำว่ารูป เมื่อ ตอนที่ผมยังแรก ๆ บวช ก็ยังมีใช้คำว่ารูป เดี๋ยวนี้เกิดใช้คำว่า อาตมาแทน ; นี่จะเป็นเรื่องผิดถูกอย่างไรก็สุดแท้ แต่ใช้คำว่า รูป นั้นแหละฉลาดกว่า คือ มันเป็นสักว่า ธาตุตามธรรมชาติ ; ที่พูดว่า อาตมานี้ เป็นที่ตั้งแห่งความ ยึดถือ เพราะคำว่า อาตมา นี้ แปลว่า ตัวตน หรือ ตัวฉัน. ธรรม เป็นที่ตั้งที่อาศัยของจิตใจ เปรียบได้เสมอกับแผ่นดิน ทีนี้ เมื่อมาถึงหัวข้อที่ ได้กล่าวแล้วข้างต้นว่า ธรรมะนั้นเสมอด้วย แผ่นดิน ให้ธรรมะเสมอกับแผ่นดิน, ให้แผ่นดินเสมอกับธรรมะ. ธรรมะนี้ เป็นนามธรรม, แผ่นดิน นี้ เป็นวัตถุ. นี้ก็แปลว่า เรารู้จักพูด ให้เกิดเป็น ความหมายขึ้นได้ทั้งสองประการ แผ่นดินที่เป็นวัตถุก็มี ; แต่ความหมายของ แผ่นดินนั้น เมื่อเอาไปใช้ถูกต้องแล้ว ไม่จำเป็นจะต้องหมายถึงวัตถุเสมอไป ;
น.39 แต่หมายถึงที่ตั้ง ที่อาศัยของอะไรก็แล้วกัน ซึ่งพอที่จะเรียกว่า แผ่นดินอย่างนี้ ก็ได้ ดังนั้น ธรรมะก็เปรียบได้ด้วยแผ่นดิน หรือ เสมอด้วยแผ่นดิน เพราะธรรมะนั้นเป็นที่ตั้งที่อาศัยของจิตใจ หรือจะพูดว่า ของคนก็ได้. คนต้องมีธรรมะเป็นที่ตั้งที่อาศัย, คนอาศัยอยู่บนธรรมะ ธรรมะ นั้นก็เลยกลายเป็นแผ่นดินให้ ; ฉะนั้นแผ่นดินไม่จำเป็นจะต้องเป็นแผ่นดินอย่าง ที่เรานั่งอยู่นี้เสมอไป แต่มีความหมายเป็นว่าที่รองรับ ดังนั้นก็ถือโอกาสพูดถึง คำว่าแผ่นดินกันเสียพอสมควรก่อน. คำว่า "แผ่นดิน" ตามตัวพยัญชนะในภาษาบาลีมีมาก แล้วก็น่าสนใจ เช่นคำว่า มหิ ก็แปลว่า แผ่นดิน. พวกที่มาจากมหาวิทยาลัยมหิดล ลองนึกถึง คำว่า มหิดล นั้นแปลว่าอะไร ? มหิ แปลว่า แผ่นดิน, ดล หรือ ตละ แปลว่า พื้น หรือ ชั้น, มหิดล ก็แปลว่า พื้นของแผ่นดิน. ภู-มิ ภูว ก็แปลว่าแผ่นดิน, บางทีเราได้ยินคำว่า ภูมิดล, ภูวดล ก็แปลว่า พื้นแผ่นดิน. ภูริ ก็แปลว่าแผ่นดิน, ภูริดล ไม่ค่อยเคยได้ยิน. ปฐพี ก็แปลว่า แผ่นดิน, บางทีก็ได้ยินคำว่า ปฐพีดล คือพื้นแห่งปฐพี. คำว่า ธรณี ก็แปลว่าแผ่นดิน ; ธรณีดล ก็เคยได้ยิน. คำว่า "แผ่นดิน” มีในภาษาบาลีหลายคำด้วยกัน แล้วความหมาย ของมันนั้นเหมือนกัน คือมันอยู่ข้างล่าง เป็นที่รองรับอะไรอย่างหนึ่ง ; ฉะนั้นจะถือเอาคำว่า มหิดลนี้เป็นคำสำหรับเป็นหัวข้อบรรยายสำหรับท่าน ทั้งหลาย ที่อุตส่าห์มาเพื่อจะฟังธรรมชุดนี้. ขอให้ถือเอาคำว่ามหิดล เหมือนกับเป็นที่ระลึก สำหรับการบรรยาย ชุดนี้ แล้วเข้าใจความหมายของคำ ๆ นี้เรื่อยไป. ถึงแม้คำว่า ภูมิ ปฐพี ธรณี
น.40 ก็เช่นเดียวกัน แล้วแต่จะได้ยินคำไหน ; คำว่า ภูมิ หรือ ภู-มิ ก็ใช้กันอยู่ใน ภาษาไทยมาก ที่เขาแปลว่าชั้นเสียเลยก็มี ภูมิ ก็แปลว่า แผ่นดิน เพราะแผ่นดิน มันเป็นชั้น ๆ. แผ่นดินเป็นสิ่งที่มีความหมาย เหมือนกับคำว่าธรรม เพราะ แผ่นดินเป็นที่รองรับ; ถ้าไม่มีที่รองรับก็ไม่มีอะไรตั้งอยู่ได้ : ต้นไม้ก็ไม่มี ที่ตั้งที่อาศัย สัตว์ก็ไม่มีที่อาศัย คนก็ไม่มีที่ตั้งที่อาศัย สิ่งทั้งหลายก็อยู่ไม่ได้ เพราะเกิดขึ้นไม่ได้ มันต้องมีสิ่งที่ให้อาศัย แล้วสิ่งอื่นจึงจะมาอาศัย แล้วก็เกิด ขึ้นได้ หรือตั้งอยู่ได้. พูดถึงคำว่า ภู-มิ แผ่นดินกันดีกว่า ; ภู-มิ หรือ แผ่นดิน นี้เป็น ที่ตั้งที่อาศัยของสัตว์ เหมือนกับพระธรรม, หรือ ธรรมเป็นที่ตั้งที่อาศัยของสัตว์ แต่เป็นส่วนจิตใจ. ที่มีคนตั้งศาลพระภูมิก็เพราะ พระภูมิก็คือ ภู-มิ, ภู-มิ ก็คือ แผ่นดิน ; ฉะนั้น ศาลพระภูมิ ก็คือ ศาลของพระภูมิ หรือศาลของเทวดา ที่เป็นตัวแทนของแผ่นดิน. ที่เขาเรียกกันว่าศาลพระภูมิเวลานี้นั้น เขาเชื่อว่า แผ่นดินนี้มีเทวดาเป็นเจ้าของ หรือว่า เป็นความหมายของคำ ๆ นี้ แล้วจึง ตั้งศาลพระภูมิ. ทีนี้ มันเสียชื่อของพุทธบริษัท ที่ยังงมงายเหมือนเด็ก ๆ ; ผม ขอบอกว่า นั่นเป็นเพราะไม่รู้ความหมายของคำว่า ภู-มิ หรือ ภูมิ โดยแท้จริง ; อย่าไปเอาเรื่องเทวดาอะไรกันนัก. ภู-มินั้น แปลว่า แผ่นดิน เป็นที่รองรับ ; โดยแท้จริงก็หมายถึงธรรม หรือ พระธรรม. ฉะนั้น เลิกเรียกว่าศาลพระภูมิ กันเสียที ; เปลี่ยนเป็นเรียกว่า ศาลพระธรรม จะเข้ารูปกันดี แล้วจะ มีประโยชน์เต็มที่ ดีกว่าที่จะไปเข้าใจว่า เป็นศาลพระภูมิ ซึ่งมันจะกลายเป็นว่า มีไส้เดือนเป็นเทวดา แล้วก็มาไหว้กันให้ขายขี้หน้า.
น.41 ถ้าเรียกว่า ศาลพระธรรม จะมีความหมายถึงแผ่นดิน ในภาษา ธรรม หรือธรรมาธิษฐานอย่างที่กล่าวมาแล้ว ; เรามีศาลพระธรรมประจำบ้าน เรือน เพื่ออย่าให้ลืมพระธรรม มีไว้ให้ง่ายให้สะดวกแก่การที่จะมองเห็นอยู่ หรือ ระลึกนึกถึงพระธรรมอยู่ทุกคราวที่เหลือบไปเห็นศาลเล็ก ๆ นั้น. ศาลพระภูมินั้น ควรเรียกว่า ศาลพระธรรมเสีย ; เคยแนะนำอย่างนี้หลายแห่งแล้ว ว่าไม่ต้อง รื้อไปทิ้งที่ไหน ศาลก็สวยดี แล้วก็แพงด้วย เพียงแต่เปลี่ยนชื่อเสียสักนิด เรียกว่า ศาลพระธรรม แล้วมันจริงกว่า. คำว่า "แผ่นดิน” นี้ เปรียบด้วยพระธรรม เป็นที่ตั้งอาศัยแห่งหมู่สัตว์ ตัวพยัญชนะ เป็นอย่างนี้ คือ คำว่า แผ่นดิน ๆ นี้ ในภาษาไทยมาจาก คำว่า มหิ ภู-มิ ภู-ริ ปฐพี ธรณี คำไหนก็ได้ แต่ความหมายเหมือนกันหมด ตรงที่เป็นที่รองรับหมู่สัตว์. ถ้าเป็นอย่างวัตถุก็รองรับร่างกาย , ถ้าเป็นอย่าง นามธรรมก็รองรับจิตใจ, เราจึงมีแผ่นดินทั้งที่เป็นวัตถุ และที่เป็นจิตใจ. ทีนี้ จะดูให้ละเอียดกันต่อไป ถึงความหมายของคำว่า ธรรมะนั้นเสมอด้วยแผ่นดิน เราดูแผ่นดินจริง ๆ ก่อน เรานั่งอยู่บนแผ่นดิน ที่นี่เราก็ดูแผ่นดินนี้กันก่อน :- แผ่นดิน ในแง่ที่ ๑. แผ่นดินนี้เป็นที่รองรับสิ่งทั้งปวง, รองรับ ทุกอย่างที่กำลังนั่ง หรือ นอน หรือ ยืน หรือ เดิน หรืองอกอยู่บนแผ่นดินนี้, เป็นที่รองรับสิ่งทั้งปวง. ถ้าเป็นแผ่นดินวัตถุ อย่างนี้ ก็รองรับต้นไม้ สัตว์ เป็นต้น หรืออะไร ๆ ก็ตาม ที่มันตั้งอยู่ในแผ่นดิน. ถ้าหมายถึงแผ่นดินธรรมะ ธรรมะนั้นก็เป็นที่รองรับจิตใจของเรา หรือจะเรียกว่า เป็นเครื่องรับรองชั้นพิเศษ
น.42 & ธรรม นั้น เสมอ ด้วย แผ่นดิน คือรองรับการประพฤติปฏิบัติทางกาย ทางวาจา ทางใจ ไว้ทั้ง ๓ อย่างดีกว่า ; เรียกว่า รองรับทั้งกาย ทั้งวาจา ทั้งใจ เป็นที่รองรับอย่างนั้น แผ่นดินในแง่ที่ ๒. แผ่นดินนี้เป็นที่ให้ชีวิตแก่สิ่งทั้งปวง ; เรา หมายความกันง่ายๆ ว่า สิ่งที่มีชีวิตนี้มันเกิดขึ้นในดิน ในแผ่นดิน อาศัยแผ่นดิน ได้มีชีวิตเจริญงอกงาม. อย่างสัตว์ที่เกิดในน้ำ หรือเกิดบนบก หรือว่าสัตว์ชั้น แรกที่สุด ก็ล้วนแต่อาศัยแผ่นดินนี้ก่อนทั้งนั้น จึงเกิดสิ่งที่มีชีวิต หรือเกื้อกูลแก่ การมีชีวิตเรียกว่าถึงกับให้ชีวิตเลยก็ได้ ; เช่นแผ่นดินนี้ มันให้ชีวิตแก่ตนไม้ นี่เราเห็นได้ง่าย ๆ แล้วมีอะไรหลาย ๆ อย่างที่เกิดอยู่ในแผ่นดินนี้ ที่สัตว์หรือคน ได้ใช้บริโภคในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง จึงมีชีวิตรอดอยู่ได้, ลองไม่มีแผ่นดินซิ น้ำก็ไม่มีจะกิน ไม่มีข้าวจะกิน ไม่มีอะไรอีกหลายอย่าง ไม่มีอาหารอะไรที่จะกิน จะไม่มีชีวิตอยู่ได้ ; นี่แผ่นดินเป็นที่ให้ชีวิตแก่สิ่งทั้งปวง. ทีนี้แผ่นดินธรรมะก็เหมือนกันอีก แต่ว่าให้ชีวิตที่ลึกซึ้ง ละเอียด ประณีตกว่าแผ่นดินธรรมดา. ถ้าใครไม่เข้าใจก็มองไม่เห็น ; ถ้าใครเข้าใจ ก็จะชอบธรรมะมากขึ้น จะเห็นความสำคัญ ความจำเป็น ของธรรมะมากขึ้น ว่า มีค่าเท่ากับชีวิตทีเดียว. ถ้าลองขาดธรรมะเท่านั้น ก็เท่ากับไม่มีชีวิตทั้งสอง ความหมาย ; ขาดธรรมะแล้ว จะต้องตาย ไม่เร็วก็ช้า ไม่ช้าก็เร็ว โดยที่ร่างกายนี้ ถ้าขาดธรรมะแล้วจะต้องตาย ; โดยทางจิตใจถ้าขาดธรรมะแล้ว แม้ร่างกายยัง ไม่ตาย ก็เท่ากับตายแล้ว คือไม่มีความหมายอะไร ก็เรียกว่าตายในทางธรรม. ขาดธรรมะแล้ว เป็นต้องตายในทางธรรม ในทางภาษาธรรมแน่ แม้จะยังมีชีวิตอยู่ ; แต่แล้วไม่เท่าไร ชีวิตในทางวัตถุทางร่างกายนั้น จะต้องเสียไป ; เพราะคนที่ขาดธรรมะแล้ว ก็จะปฏิบัติผิด ๆ หนักขึ้น ปฏิบัติเลว ๆ หนักขึ้น
น.43 กระทั่งถูกฆ่าตาย หรือว่าเจ็บป่วยตาย. ขอให้เข้าใจชีวิตทั้งสองความหมาย ; ธรรมะนี้ให้ชีวิตทั้งสองความหมาย. แผ่นดินในแง่ที่ ๓. ดูในแง่นี้จะเห็นว่า ในแผ่นดินมีสิ่งทั้งปวง ; เพราะว่า แผ่นดินเป็นที่รองรับสิ่งทั้งปวง. คำว่า แผ่นดินจะหมายหมด ไม่ยกเว้น อะไร แม้แต่ทะเล มหาสมุทร ภูเขา อะไรต่าง ๆ ก็รวมเรียกว่าแผ่นดิน, กระทั่ง บรรยากาศที่หุ้มห่อแผ่นดินอยู่ เราก็เรียกว่า แผ่นดิน ขึ้นอยู่กับคำว่า แผ่นดิน, หรือจะเรียกรวม ๆ กันว่า โลก. มันมีสิ่งทั้งปวง ที่เป็นรูปธรรม เป็นวัตถุ ก็มี, ที่เป็นนามธรรม คืออาศัยวัตถุนั้น ๆ อยู่ก็มี เรียกว่า สิ่งทั้งปวง. แผ่นดิน ทางวัตถุ ก็มีสิ่งทั้งปวง อย่างนี้, แผ่นดินทางธรรม ก็ยิ่งมีสิ่งทั้งปวงที่เกี่ยวกับ นามธรรม หรือเรื่องทางจิตใจครบถ้วน อย่างนี้ด้วยเหมือนกัน. อย่าทำเล่นกับคำพูดเพียงคำเดียวว่า "ธรรม" ธรรมะนี้มีสิ่ง ทั้งปวง, คำว่า ธรรม นี้จะหมายถึงสิ่งทั้งปวง ทั้งทางวัตถุ และทางนาม ธรรม ทั้งที่เป็นเหตุ และทั้งที่เป็นผล, กระทั่งแม้เป็นสิ่งที่อยู่เหนือความเป็นเหตุ เหนือความเป็นผล; นี่ก็เรียกด้วยคำเพียงคำเดียวว่า "ธรรม" นั้น. ถ้าผู้ใด ยังไม่ทราบ ก็ทราบเสียว่า คำว่า "ธรรม" นี้ ในภาษาบาลี หมายถึงทุกสิ่ง ไม่ยกเว้นอะไร จึงพูดว่า ในคำว่า “ธรรม" เพียงคำเดียวนั้น หมายถึงทุกสิ่ง. แผ่นดินในแง่ที่ ๔. ดูว่า ในแผ่นดินนั้น มีการแสดงธรรมอยู่ ตลอดเวลา แต่ว่าคนเราไม่เห็น ไม่ได้ยินเสียเอง. แผ่นดินเป็นที่รองรับ สิ่งทั้งปวง มีสิ่งทั้งปวง ; ที่สิ่งทั้งปวงนั้นมันมีอะไรที่เหมือนกับว่า บอกกล่าว อยู่ตลอดเวลา แต่เราไม่ได้ยิน. นี่หมายถึงลักษณะของสิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่ใน แผ่นดิน คือมีอยู่ในโลก มีลักษณะใหญ่ ๆ ก็คือ ลักษณะของความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ แล้วก็เป็นอนัตตา คือไม่มีลักษณะที่ควรจะถือว่า เป็นตัวตน.
น.44 . ถ้าเราสังเกตด้วยสติปัญญา เราก็จะเห็นลักษณะเหล่านี้ โดยเฉพาะ อย่างยิ่ง "ลักษณะที่มันเป็นไป ตามเหตุตามปัจจัยอยู่เนืองนิจ" เหมือนบท สวดปัจจเวกขณ์ ที่ว่า สักว่า ธาตุตามธรรมชาติ เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย อยู่เนืองนิจ. ถ้าใครเข้าใจข้อนี้ ก็เหมือนกับว่า เราได้ยินแผ่นดินแสดงธรรม หรือมันตะโกนบอกเราอยู่เสมอ ถึงความจริงที่ว่า ไม่มีส่วนไหน ที่ควรยึดถือ เอาเป็นตัวเป็นตนของเรา. แผ่นดินในแง่ที่ ๕ แม้ที่สุดแต่จะมองกันในแง่ปลีกย่อยเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ควรจะนึกถึง พระพุทธโอวาทที่ตรัสแก่พระราหุล พระโอรสของพระองค์. พระพุทธเจ้าท่านตรัสเตือนให้พระราหุลสังเกตให้เห็นว่า แผ่นดินนั้นมันมีลักษณะ ที่น่าสนใจที่สุด คือว่า เฉยได้. ใครจะทิ้งของหอม หรือ ของเหม็นลงไป มันก็เฉยเท่ากัน, ใครจะทำอะไรแก่แผ่นดิน แผ่นดินก็คงจะเฉยอยู่ได้ เท่ากัน, สมกับที่เป็นที่รองรับสิ่งต่าง ๆ. ใครเฉยได้เหมือนแผ่นดิน ก็ หมายความว่า เขารู้ความจริงในข้อที่ว่า มันไม่มีอะไรต่างกัน ; ในเรื่อง ความดี ความชั่ว บุญ หรือบาป ก็เป็นแต่สิ่งที่เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ยึดถือ เอาเป็นตัวตน หรือ เป็นของตนไม่ได้. ให้เปรียบเทียบกันดูว่า แผ่นดินนี้ พื้นดินพื้นทรายนี้ ก็ไม่รู้จักยินดี ยินร้าย ต่อสิ่งที่เขาทิ้งลงไป จะเป็นของเหม็น ของหอม อุจจาระ ปัสสาวะอะไร แผ่นดินก็เฉยได้. ทีนี้ แผ่นดินธรรมะในหัวใจนี้ ทำไมจึงเฉยไม่ได้? ก็เพราะคน มันโง่ คนไม่มีธรรมะจึงเฉยไม่ได้ จะโง่ ไปรักไปหลง ในสิ่งที่สวย ที่หอม ที่งามนั้น แล้วก็โง่ไปเกลียดสิ่งที่เหม็น สิ่งที่ไม่สวย อะไรต่างๆ; เพราะว่า
น.45 ไม่รู้จักความที่แผ่นดินมันแสดงธรรมอยู่ตลอดเวลา แต่คนก็ไม่ได้ยิน” ฉะนั้น ขอให้ถือเอาความหมายที่ยกมาให้ฟังเป็นตัวอย่าง ก็จะรู้ใจความของหัวข้อที่พูด ในวันนี้ว่า "ธรรมะนั้นเสมอด้วยแผ่นดิน" ได้ดีขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง. แผ่นดินนี้ เป็นที่รองรับสิ่งทั้งปวง แผ่นดินให้ชีวิตแก่สิ่งทั้งปวง แผ่นดินมีสิ่งทั้งปวง แผ่นดินแสดงธรรมบอกความจริงทั้งปวง อยู่ตลอดเวลา. แผ่นดินธรรมะก็รองรับสิ่งที่เป็นนามธรรม ให้ชีวิตทางนามธรรม มีสิ่ง ทั้งปวงทางนามธรรม แสดงความจริงทางนามธรรมอยู่ตลอดเวลา. นี่ แผ่นดิน กับ ธรรมะ นี้ เหมือนกันโดยความหมาย อย่างนี้ นี้เรียกว่าเราดูสิ่งที่ เรียกว่า แผ่นดินกันพอสมควรแล้ว. ทีนี้ มาดูคำว่า ธรรม กันโดยละเอียด อยากจะพูดว่า ธรรมะ นั้น คือ แผ่นดิน จะดีกว่า ; ดีกว่าที่จะพูดว่า เสมือนกับแผ่นดิน. ธรรมะเสมอด้วยแผ่นดิน นี่หมายความว่า เปรียบแล้วคล้ายกับแผ่นดิน นี่ความหมายหนึ่ง. อยากจะพูดให้แรงกว่านั้นว่า ธรรมะนั่นแหละคือแผ่นดิน เสียเลย ; นี้จะฟังออกสำหรับผู้ที่รู้จักธรรมะบ้างพอสมควรเท่านั้น. ธรรมะนั้น คือแผ่นดิน แผ่นดินธรรมะนั้นเป็นที่ตั้งที่อาศัย แห่งจิตใจของมนุษย์ ที่มี ความเป็นมนุษย์ ถ้ายังโง่เกินไปเหมือนกับสัตว์ ก็ไม่เรียกว่ามนุษย์ก่อนก็ได้. คนที่มีจิตใจสูงพอสมควร ก็เรียกว่ามนุษย์. ที่จิตใจสูงขึ้นมาได้นี้ เพราะอะไรมาหนุน หรือเพราะอะไรมาดันขึ้น จึงสูงได้ ? ก็เพราะธรรมะนั่นเอง. ดังนั้นธรรมะก็คือแผ่นดิน ที่เป็นที่ตั้งอาศัยของจิตใจของมนุษย์. เรายังรู้ ความหมายของคำว่าธรรมนี้ไม่พอ ก็เข้าใจไม่ได้ หรือกำลังเข้าใจสับสน เดี๋ยว ธรรมะอย่างนั้น ธรรมะอย่างนี้ ธรรมะอย่างโน้น. ในวันนี้ ต้องการจะให้เข้าใจ ความหมายที่สำคัญว่า ธรรมะ เสมือน ด้วยแผ่นดิน หรือ คือ แผ่นดิน.
น.46 ที่มันสับสน เพราะมีความหมายหลายอย่างนั้น เราควรจะรู้ไว้บ้าง เคยพูดโดยละเอียดในการบรรยายครั้งอื่น ; ดูเหมือนเขาจะพิมพ์แล้ว ไปหาอ่าน ดูก็ได้ ก็พูดกันไปยืดยาวนั่นแหละ ในที่นี้จะพูดแต่หัวข้อสั้น ๆ. "ธรรมะ" ในความหมายทั่วไป หมายถึงทุกสิ่งไม่ยกเว้นอะไร ไปจาระไนเอาเองเถอะ ; แล้วก็เชื่อได้เลยว่า เป็นอย่างไร หรือ ความหมายไหน ก็เรียกว่า ธรรม ทั้งนั้นในภาษาบาลี. ทุกสิ่งจะเป็นวัตถุ หรือ เป็นนามธรรมก็ได้, เป็นสิ่งที่ปรากฏ หรือไม่ปรากฏ ก็ได้, เป็นสิ่งที่เป็น เหตุ ก็ได้ เป็นผล ก็ได้, อยู่เหนือความเป็นเหตุเป็นผล ก็ได้, เป็นสิ่งดี หรือ สิ่งชั่ว สิ่งบุญสิ่งบาป อะไรก็ตาม ; เรียกในความหมายทั่วไป ก็เรียกว่า ธรรมะ ทั้งนั้น : ธรรมดี ธรรมชั่ว ธรรมดำ ธรรมขาว ธรรมเป็นกุศล ธรรมเป็นอกุศล ธรรมเป็นอัพยากฤต คือพูดว่า อะไรยังไม่ได้ ; เขาเรียกว่า "ธรรม" คำเดียว มีความหมายทั่วไป หมายถึงทุกสิ่ง ไม่ยกเว้นอะไร. ทีนี้ ความหมายเฉพาะ ที่เราใช้กันอยู่ในภาษาพูด โดยเฉพาะใน ภาษาไทย คำว่า ธรรมหมายถึง ความดี ความงาม ความจริง ความถูกต้อง ความยุติธรรม จำกัดอยู่แต่เพียงเท่านี้ เรียกว่าธรรม คือเอาแต่ฝ่ายดี ฝ่ายที่ เราเห็นว่าดี น่านิยมชมชอบ นี่เอามาเรียกว่า ธรรม; นอกนั้นเรียกว่า อธรรม. ที่จริงคำว่า อธรรม ก็คือธรรมที่ไม่ใช่ธรรม ได้แก่ ธรรมที่เลว ธรรม ที่ดำ ธรรมที่เป็นอกุศล ; หลักภาษาบาลีเดิม เขาหมายถึงอย่างนี้. ทีนี้เอา ความหมายเฉพาะที่เราพูดกัน เฉพาะในหมู่คนที่พูดกันนี้ ธรรมในความหมาย เฉพาะนี้ จะหมายถึง สิ่งที่ดีที่งาม ที่จริง ที่ถูกต้อง ที่ยุติธรรม ที่เป็นธรรม ที่เรา หวังจะเอาเป็นที่พึ่ง นี้โดยความหมายเฉพาะ เป็นอย่างนี้.
น.47 ธรรมะในความหมาย ที่จำเป็นจะต้องรู้ หรือจำเป็นจะต้องเกี่ยวข้องในเวลานี้ ธรรมในความหมายที่จำเป็นนี้ หมายถึงหน้าที่. หน้าที่ ก็หมายถึง หน้าที่ของสิ่งที่มีชีวิต ; สิ่งที่ไม่มีชีวิตเราไม่ถือว่า มีหน้าที่. เมื่อมีชีวิตแล้ว จะเป็นสัตว์เดรัจฉาน หรือต่ำลงไปถึงต้นไม้ มันก็มีชีวิต ; ต้นไม้ชั้นเลว พืช ชั้นเลว ก็มีชีวิตด้วยเหมือนกัน. ที่มีชีวิตชั้นเลว เช่นพืช, ชั้นกลาง เช่นต้นไม้, ใหญ่ ๆ ขึ้นมา กระทั่งถึงสัตว์เดรัจฉาน กระทั่งชั้นสูง คือคน หรือมนุษย์ เรียกว่า มีชีวิต. ถ้าพูดถึงสิ่งที่จำเป็นแก่สิ่งที่มีชีวิต อย่างนี้แล้ว ; คำว่า ธรรม นั้น แปลว่า หน้าที่. ได้เคยบอกให้หลายคนเปิดดู ปทานุกรมภาษาสันสกฤต หรือภาษา บาลี ที่เป็นปทานุกรมกลาง ๆ ไม่ใช่ทางธรรมะ คือ เป็นปทานุกรมของภาษา เขาจะแปลคำว่า ธรรมะ นี้ว่า หน้าที่ คือ duty ซึ่งเป็นความหมายที่ดี. ถ้า ทำหน้าที่แล้ว มันก็หมดปัญหา ; หน้าที่เฉพาะคน แล้วก็หน้าที่ทุกระดับ. หน้าที่ มีหลายระดับ เพราะคนมีหลายระดับ ; แล้วก็หน้าที่ทุกยุค ทุกสมัย ทุกวัย ทุกกาล ทุกเวลา. หน้าที่ที่ถูกต้องเรียกว่า ธรรม ธมฺม หรือ ธรรมะ หรือ ธรุม แล้วแต่จะใช้คำไหน ก็แปลว่า หน้าที่ อย่างนี้ก็เรียกว่า ความหมายที่จำเป็น สำหรับคนเรา. คำว่า ธรรมะ แปลว่า หน้าที่ จำเป็นอย่างไร ? ลองไม่ทำหน้าที่ซิ มันตายทันทีเลย ; เช่น ไม่กินอาหาร มันก็ตาย หรือถ้าไม่ทำหน้าที่หายใจมันก็ตาย. นับตั้งแต่ต้องหายใจ ต้องกินอาหาร ต้องบริหาร ต้องอะไรทุกอย่าง นี้ก็เป็น หน้าที่ กระทั่งสูงขึ้นไปถึงหน้าที่ทางจิตทางใจ ก็เรียกว่า หน้าที่ทั้งนั้นแหละ ; ลองไม่ทำหน้าที่ ก็เป็นมนุษย์อยู่ไม่ได้. นี่เรียกว่าความหมายชั้นที่จำเป็น.
น.48 ยังมีความหมายอีกอันหนึ่ง เรียกว่า ความหมายที่เป็นอันตราย ที่ ต้องระวัง ยิ่งกว่าจำเป็นเสียอีก อย่างนี้. ความหมายที่อันตรายคือ ตัวความทุกข์ หรือ อาทีนวะ อุปัทวะ อะไรต่าง ๆ หรือความทุกข์นี้ ในภาษาบาลีก็เรียกว่า ธรรม เหมือนกัน. ได้บอกมาแล้ว แล้วก็บอกอีก บอกซ้ำ ๆ ซาก ๆ ว่า คำว่า “ธรรม" นี้หมายถึงทุกสิ่ง. ส่วนที่เป็นอันตราย เป็นทุกข์ เป็นโทษ เป็น อุปัทวะ เป็นวิบัติ เป็นอะไรต่าง ๆ นี้ก็เรียกว่า ธรรม เหมือนกัน ในฐานะ ที่เป็นอันตราย ; แต่แล้วก็มีความหมายพิเศษ ในฐานะที่มันเป็นปัญหา. คนเรา ถ้าไม่มีปัญหา มันก็ไม่มีเรื่อง ไม่มีอะไรจะต้องมาพูดกัน, หรือไม่จำเป็นจะต้องมาพูดกันอย่างนี้. คนเรา หรือว่า ชีวิตทุกชีวิตนี้ มีปัญหา ที่ทำให้นึ่งอยู่ไม่ได้ ให้ทนอยู่ไม่ได้ ต้องดิ้นรนทั้งนั้น ; ปัญหานั้นคือความทุกข์. นี้ถ้าเราปล่อยไปตามเรื่องแล้วต้องมีทุกข์ หรือเป็นความทุกข์ ; เราก็ต้องจับเอา ปัญหานั้นขึ้นมาสะสาง หรือแก้ไข. ฉะนั้นจึงถือว่าธรรมะที่จะต้องสนใจก่อน เป็นพิเศษนั้น คือ ธรรมะในความหมายที่เรียกว่าเป็นอันตราย ที่ต้องระวัง. ถ้าเราจะดูให้ดี เราจะเห็นได้ไม่ยากเลยว่า ทุกคนมีปัญหาอยู่ที่ สิ่งที่ เราเห็นว่าเป็นอันตราย หรือเป็นทุกข์ ; เช่นเราไม่อยากตาย นี้ ความตาย เป็นปัญหา, หรือสิ่งที่จะทำให้เราตายนั้นมันเป็นปัญหา เราจะต้องนึกถึงสิ่งนี้ก่อน. ฉะนั้นมนุษย์จึงมีปัญหาแรก คือ ปัจจัย เครื่องยังชีวิตให้รอดอยู่ได้ แล้วจึงมาถึง ปัญหาปลีกย่อย เช่นว่า จะมีอนามัยดี อย่างนี้เป็นปัญหาที่หลัง. ขอให้รู้จักธรรมะในความหมายที่จำเป็น ที่อันตราย ก่อนสิ่งอื่น ก็คือ : ๑. ความทุกข์. ถ้าความทุกข์ไม่บีบคั้นแล้ว เราก็ไม่ต้องทำอะไร. เดี๋ยวนี้ความทุกข์มันบีบคั้น ในลักษณะที่หยาบ หรือว่าละเอียด, หรือละเอียด
น.49 อย่างยิ่ง ; มันบีบคั้นให้พวกท่านทั้งหลาย ต้องศึกษาเล่าเรียนอย่างนี้ก็เพราะ อะไร ? ก็เพราะมันบีบคั้น ; ไม่ศึกษาเล่าเรียนก็ไม่ได้ เพราะรู้อยู่ว่าจะเป็นทุกข์, หรือจะประสบความทุกข์, หรือว่าจะถึงกับต้องตาย. ฉะนั้นเราจึงเริ่มการต่อสู้ ด้วยการศึกษาเล่าเรียน ด้วยการมีอาชีพที่ถูกต้อง แล้วก็อยู่ยืนยาวไปได้ ; ดังนั้น ธรรมะในความหมายที่อันตราย ที่จะต้องคิดถึงก่อนก็คือ ความทุกข์. ๒. ความหมายที่จำเป็นก็คือหน้าที่, หน้าที่ก็เพื่อกำจัดความ ทุกข์ออกไป หรือจะเลยไปถึงว่าสร้างความสุขก็ตามใจ. แต่ในทางพุทธศาสนานี้ ถือเอาเพียงว่า กำจัดความทุกข์ได้ก็พอแล้ว เมื่อไม่มีความทุกข์ ก็มีความสุข อยู่ในตัวมันเอง. ๓. ความหมายที่จะเลื่อนขึ้นไป เป็นความหมายเฉพาะ แคบ เข้ามา คือ ความดี ความงาม ความถูกต้อง ความยุติธรรม ความเป็นธรรมนั้น เอามาเป็นหน้าที่ ที่จะต้องประพฤติปฏิบัติ เพื่อขจัดปัญหา. ส่วน ความหมายทั่วไปนั้น หมายถึงสิ่งทั้งปวง สิ่งทั้งปวงนั้นก็ประกอบกันขึ้นเป็นนั่น เป็นนี่ กระทั่งมามีสิ่งที่เป็นปัญหา. ผมอยากจะให้ท่านทั้งหลาย เข้าใจคำว่าธรรมะ ในลักษณะอย่างนี้ ในฐานะเป็นความเข้าใจพื้นฐาน สำหรับจะศึกษาธรรมะให้ได้ผลดี ไม่ใช่สักว่า ได้ยิน ได้ฟัง ได้ท่อง ได้จำ แล้วก็จะรู้ธรรมะ จะต้องเข้าใจอะไรลึกกว่านั้น หรือมองเห็นสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะนั้นลึกถึงที่สุด คือถึงตัวธรรมะจริง ๆ. สิ่งที่ควรทราบต่อไป เราก็จะได้พูดกันถึง การเกิดขึ้นแห่งธรรม ธรรมะจะเกิดขึ้นในโลกอย่างไร หรือว่ามนุษย์เราจะเริ่มมีคำว่าธรรมะ ธรรมะ พูดขึ้นมาด้วยปาก เป็นครั้งแรกว่าอย่างไร ? ด้วยเหตุใด ? นี่เป็น
น.50 สิ่งที่ควรจะศึกษา ; ไม่เสียเวลา ไม่เสียประโยชน์. อย่างที่ท่านทั้งหลายได้เคย ศึกษามาแล้ว ว่า ครั้งแรกที่เดียวในโลกนี้ ยังไม่มีมนุษย์ ; แล้วต่อมาโลกนี้ เกิดมีมนุษย์เป็นชั้นคนป่า พูดจาเสียงเจี๊ยวจ๊าว คล้ายกับลิงเป็นต้น ไม่ได้พูดอย่าง เราเดี๋ยวนี้ ; แล้วธรรมจะเกิดขึ้นมาในคำพูด เรียกว่าธรรมะ - ธรรมะนี้ได้อย่างไร. ถ้าเข้าใจข้อเท็จจริงอันนี้แล้ว ก็จะเข้าใจสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ ได้ง่ายขึ้น. ตรงนี้จะขอแทรกสักหน่อยว่า มีบางคนเขาไม่ยอมเชื่อว่า การมีคน มีมนุษย์ขึ้นมาในโลกนั้น มีอย่างที่เรียกว่า ค่อยมีขึ้นมาตามลำดับ ตามวิวัฒนาการ ทางชีววิทยา ; มีคนเป็นอันมากไม่ยอมเชื่ออย่างนั้น คือเขาไม่ยอมเชื่อคำพูด ทางวิทยาศาสตร์ เขาจะเชื่อตามทางศาสนา. บางศาสนาพูดขึ้นเลยว่า คนนี่ เป็นคนขึ้นมา อย่างนี้เลย ในโลกนี้ คนเป็นคนขึ้นมาทันที อย่างนี้เลย ; นี้ก็มี อยู่พวกหนึ่ง. อย่างนี้เราจะปรับความเข้าใจกันได้อย่างไร. ถ้าใครมีความเชื่อว่า คนเป็นคนขึ้นมาในโลกทันที ก็เพราะพระเจ้า สร้าง หรืออะไรก็ตาม ; เราก็ควรจะพิจารณาดูกันอีกสักนิดหนึ่งว่า คนเดี๋ยวนี้ กับคนเมื่อ ๒๐ ปีก่อนนี้ มันไม่เหมือนกันเสียแล้ว มีการกินอยู่ นุ่งห่ม คิดนึก ศึกษาอะไร ต่างกันเสียแล้ว. ส่วนคนเมื่อสัก ๕๐ ปีก่อนมานี้ ก็ยิ่งไม่เหมือน ; แล้วคนเมื่อ ๘๐ - ๙๐ ปีมาแล้วก่อนหน้านี้ ก็ยิ่งไม่เหมือน. นี้จะเข้าใจได้ เฉพาะ คนที่มีอายุ ๘๐ - ๙๐ ปี ซึ่งเขาพอจะเข้าใจได้ว่า คนเมื่อ ๘๐ - ๙๐ ปีมาแล้ว ไม่เหมือนกับคนเดี๋ยวนี้ เวลานี้ ในเรื่องเนื้อหนัง ร่างกาย กินอยู่ นุ่งห่ม ตกแต่ง ความคิด สติปัญญา การศึกษา ไม่เหมือนกัน. ถ้าสมมติว่า ถอยหลังไปร้อยปี สองร้อยปี พันปี ก็ยิ่งไม่เหมือนกัน ยิ่งเพิ่มความไม่เหมือนมากขึ้น หลายร้อย หลายพัน หลายหมื่นเปอร์เซ็นต์ จนพอจะยอมรับได้ว่า ทีแรกคนไม่มีคำพูดว่า
น.51 ธรรมะ; แล้วคำว่า ธรรมะนี้เกิดขึ้นในปากคน สำหรับพูดได้อย่างไร. นี่ต้องการจะให้สนใจกันในข้อนี้ จะได้รู้จักค่าของสิ่งที่เรียกว่า “ธรรม". ตรงนี้ ผมก็ต้องขอออกตัวบ้าง ว่าไม่ใช่ผมได้เกิดอยู่เมื่อหลายพันปี หลายหมื่นปี แต่อาศัยการศึกษา การเทียบเคียงด้วยเหตุผลต่าง ๆ มาตาม ลำดับ ก็พอจะรู้ ได้ว่า สิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร. สิ่งที่มีชีวิต นับตั้งแต่พืชพันธุ์ ต้นไม้ มากระทั่งสัตว์เดรัจฉาน กระทั่งคน นี้เกิดมาแล้วกระทั่ง คนพูดได้แล้ว แล้วคนเริ่มรู้จักอะไร. ลองคิดดูเอง ก็พอจะมองเห็นได้ว่า คนจะต้องรู้จักสิ่งที่เรียกว่า หน้าที่ นั่นแหละ แต่ไม่ใช่ในภาษาไทย หรือภาษา อะไร ที่พูดว่าหน้าที่ หรือ duty อะไร ยังไม่ต้อง ; คนไม่รู้จักคำเหล่านี้ แต่คน ได้รู้จักหน้าที่. พูดถึงสัตว์ก่อนดีกว่า หรือต้นไม้ก็ได้ ต้นไม้มันไม่มีคำพูด แต่มันก็ ต้องรู้จักหน้าที่ เพราะต้นไม้มีความรู้สึกบางอย่าง ทำให้มันต้องทำหน้าที่ เช่นมัน จะต้องออกรากไปพบน้ำ ไปหาน้ำ หาอาหาร อย่างนี้มันก็รู้หน้าที่ ทำหน้าที่. สัตว์ก็เหมือนกัน มันต้องไปกินอาหาร มันต้องออกไปทุ่งนา ไปกินหญ้า อะไรต่าง ๆ นี้มันก็รู้จักหน้าที่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลย แต่มันไม่มีคำพูด ซึ่งไม่ต้อง เรียกว่าหน้าที่หรืออะไร. ทีนี้ คนเรา เป็นคนป่าในตอนแรก อยู่ถ้ำอย่างนั้น มันก็ต้องรู้หน้าที่ ที่ว่าจะต้องหาอาหาร จะต้องป้องกันตัว ; แม้ที่สุดแต่ว่า จะต้องหาที่มุง ที่บัง นี้ มันก็รู้หน้าที่. คนบ่ารู้หน้าที่ ทั้งที่พูดไม่เป็น ก็รู้หน้าที่. ต่อมามีคำพูดเกิดขึ้น จะเรียกเป็นถ้อยคำว่าอะไรก็ตามใจ สมัยคนป่า แสนปีมาแล้ว หมื่นปีมาแล้วก็ตาม ; แต่ต้องมีความหมายว่าหน้าที่ เพราะรู้จักสิ่งที่เป็นหน้าที่นั้นก่อน. แล้วต่อมา
น.52 จะพูดถึงสิ่งนั้นด้วยคำพูดว่าอะไรก็ตามใจ. แต่ในภาษาของชนชาติที่อยู่ใน ประเทศอินเดีย ที่เป็นต้นตอของภาษาบาลี มาถึงพวกเรานี้ ต้องใช้คำว่า ธรรม นี้ เป็นคำธรรมดา ไม่ใช่คำวิเศษวิโสอะไร ; พอพูดว่าพระธรรม พระธรรมเจ้า ก็ยกมือไหว้ท่วมหัว ไม่ใช่อย่างนั้น; ธรรม เป็นคำธรรมดา ที่เขาพูดอย่าง พูดกันที่บ้านที่เรือน ตามถนนหนทาง. ลักษณะของธรรมะ มี ๔ ประเภท ๑. ธรรมะ คือหน้าที่ แล้วมนุษย์หรือคน ในระดับนั้น ก็ได้รู้จัก หน้าที่แล้วเป็นครั้งแรก ในฐานะที่ต้องทำ ; ถ้าไม่ทำจะต้องตาย แล้วก็ ต้องเชื่อฟัง ในการที่ต้องทำหน้าที่ คือยอมทำหน้าที่. ทีนี้สัตว์เดรัจฉานมันก็ รู้จักสิ่งนี้ ในฐานะที่เป็นหน้าที่ รู้จักสิ่งนี้ตามภาษาสัตว์ มันก็ต้องออกไปหากิน หรือต้องทำอะไร ต้องวิ่งหนี ต้องทำหน้าที่ เพื่อชีวิตรอดอยู่ได้ ; สัตว์ไม่มีภาษาพูด ก็ไม่ต้องเรียกกัน. แต่ส่วนคนมีภาษาพูดสูงขึ้นมา - สูงขึ้นมา จนมาปรากฏอยู่ เป็นคำสุดท้าย ที่ไม่เปลี่ยนแปลงอีก คือคำว่า ธมฺม หรือ ธรรม นี้. การที่ค่อย ๆ รู้จักหน้าที่มากขึ้น นั่นแหละคือ ธรรม คือ รู้จัก ธรรมะมากขึ้น. ขอให้เข้าใจคำที่ผมกำลังพูดนี้ ว่าการที่สิ่งมีชีวิต เริ่มรู้จักสิ่งที่ เป็น หน้าที่มากขึ้น ๆ นั่นแหละ คือการที่มันรู้จักสิ่งที่เรียกว่าธรรมะมาก ๆ ขึ้น โดย ไม่ต้องมีภาษาพูดก่อน; แล้วก็มีภาษาพูด, แล้วก็มีภาษาพูดสูงสุด อยู่แค่คำว่า ธรรมะ สำหรับคนเป็นอันมากที่ใช้ภาษาบาลีเป็นหลัก. ชนชาติไทยก็ไม่เคยใช้ภาษาบาลีเป็นหลักมาก่อน แต่เมื่อชนชาติ อินเดียเอาภาษาบาลีมาให้ ก็รับคำนี้ไว้ ในฐานะเป็นคำที่ใช้สำหรับเรียกสิ่งที่ สำคัญที่สุด คือ ธัมม เราก็เลยมีคำว่าธรรมใช้.
น.53 ขอให้สนใจพินิจพิจารณาเป็นพิเศษถึงข้อเท็จจริงอันนี้ แล้วมันจะช่วย ประหยัดเวลาได้มาก ในการที่จะทำให้ท่านทั้งหลาย เข้าใจสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ หรือซึมซาบในสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ นี้ ได้อย่างแท้จริง. เราจะต้องพิจารณาดูกันให้ละเอียดถึงอย่างนี้ว่า ค่อย ๆ รู้จักหน้าที่มาก ขึ้น ๆ หน้าที่นั้นคือธรรม; ฉะนั้นเรารู้จักธรรมมากขึ้น ๆ และเป็นไป โดยอัตโนมัติ. เดี๋ยวก็จะไม่เชื่อว่าเป็นไปโดยอัตโนมัติ. ขอให้นึกดูว่า ใคร เล่าจะมาสอน ? ก็เดิมเป็นคนป่า เป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นต้นไม้ ใครจะมาสอน ให้รู้จักหน้าที่นี้เล่า ? ไม่มีโรงเรียนสักที ; มันก็รู้จักได้โดยสัญชาตญาณ กระทั่ง รู้สึกได้โดยอัตโนมัติในตัวมันเอง. เช่น ต้นไม้มันจะออกรากไปในทางที่มันชื้น แผ่นดินด้านไหนชื้น มันจะออกรากไปทางนั้น ; นี้ใครสอนมัน ? ก็เรียกว่า มันรู้ได้โดยอัตโนมัติ โดยธรรมชาติ สัตว์ ก็เหมือนกัน มันรู้จักไปหากินที่นั่นที่นี่ แล้วทำหน้าที่อะไรดีกว่า นั้น โดยอัตโนมัติ ; คนป่าก็เหมือนกัน เขารู้หน้าที่ หรือรู้ธรรมะนี้ยิ่งขึ้น ทีละน้อยๆ และโดยอัตโนมัติ; เพราะว่าต้องทำหน้าที่อยู่ตามธรรมชาติตลอด เวลา จำเป็นต้องทำหน้าที่นี้อยู่ตลอดเวลา จนมันมีประสพการณ์เกิดขึ้นเองโดย อัตโนมัติ ในทุกแง่ทุกมุม. นี้เรียกว่ารู้หน้าที่ คือรู้ธรรมะโดยอัตโนมัติ ; หน้าที่นั้นคือ ตัวธรรมะที่มันรู้. ๒. ธรรมะอีกมุมหนึ่ง เมื่อทำหน้าที่อยู่ ก็ย่อมได้ผลจากการ ทำหน้าที่ คือ ได้กินดี ได้สบายดี อะไรดี ; แล้วก็รู้จักสิ่งที่เรียกว่าผลของ หน้าที่.
น.54 เมื่อทำหน้าที่ได้ผล ก็รู้จักทำให้ผลดียิ่ง ๆ ขึ้นไป เช่น รู้จักจะกิน ให้อร่อยยิ่ง ๆ ขึ้นไป อย่างนี้ เช่นทีแรก กินเนื้อดิบ ๆ ต่อมารู้จักย่าง รู้จักต้ม รู้จักปรุง รู้จักทำ เพื่อให้มีผลดียิ่ง ๆ ขึ้นไป. นี่คือ ได้รู้ผลของหน้าที่ที่เป็นทาง วัตถุ ก็เป็นรูปวัตถุ ที่เป็นทางจิต ก็เป็นเรื่องทางจิต ; แต่เขาสามารถทำให้มี ผลยิ่ง ๆ ขึ้นไป. ทีนี้ ทางวัตถุมันก็เกินไป จนกระทั่งเป็นที่ตั้งแห่งกิเลสตัณหาอย่างที่ เดี๋ยวนี้ เรามีปัญหาเรื่องกิน ที่จะกินอย่างสุดสามารถ ให้หรูหรา ให้เอร็ดอร่อยได้ เป็นดังคนบ้า; เดี๋ยวนี้คนกำลังเป็นบ้าเรื่องกิน ให้หรูหรา ให้มันเอร็ดอร่อย จนเป็นที่ตั้งของกิเลส ตกอยู่ภายใต้อำนาจของสิ่งที่เป็นเหยื่อเสียแล้ว. ทีแรกก็ กินอาหารตามที่จำเป็น ทีนี้ก็รู้จักทำให้เป็นของอร่อย เลยความเป็นอาหาร เลยระดับของความเป็นอาหารจนเป็นเหยื่อล่อ แล้วก็เป็นกิเลสเกิดขึ้น นี้ก็โดย อัตโนมัติเหมือนกัน. ธรรมะในความหมายนี้ หมายถึงผลที่ได้มาจากการทำหน้าที่. ให้เข้าใจให้ดี ๆ ; อย่าให้สับสนกัน คือครั้งแรก ๆ นั้น ต้องทำหน้าที่ตาม ธรรมชาติ จึงรู้จักหน้าที่. ครั้นทำหน้าที่เรื่อย ๆ มา ก็รู้จักสังเกตถึงผลของหน้าที่ ก็ขยายผลให้สูงยิ่ง ๆ ขึ้นไป. ๓. ธรรมะคือความจริงที่ปรากฏ เรียกว่ากฎของธรรมชาติ เมื่อรู้หน้าที่แล้ว รู้จักผลแล้ว , ต่อมาฉลาดกว่านั้น รู้จักสังเกตลึกซึ้ง ก็พบ ความจริงที่ปรากฏ ก็เรียกว่าสังเกต รู้จักกฎความจริง ระหว่างหน้าที่ กับ ผล คือระหว่างเหตุกับผล ซึ่งมีกฎเกณฑ์อันหนึ่ง ; ถ้าใครพบแล้วก็ทำได้ดี. ฉะนั้นสัตว์มันรู้จักกฎต่าง ๆ ไปตามประสาของสัตว์, มนุษย์รู้จักกฎของธรรมชาติ ดีขึ้น ๆ ตามประสาของมนุษย์ จนถึงเป็นมนุษย์ขนาดที่วางกฎต่าง ๆ ได้.
น.55 แม้มนุษย์ครั้งนั้นจะยังไม่เจริญเหมือนคนเดี๋ยวนี้ ยังไม่เป็นนักวิทยา- ศาสตร์ เหมือนคนเดี๋ยวนี้; เขาก็รู้จักกฎ และวางกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ได้มากขึ้น ทุกที จนกระทั่งใช้ความรู้ในทางกฎนี้ ทำหน้าที่วิเศษขึ้นไป ได้ผลดีวิเศษขึ้นไป อย่างกฎสูงสุดที่สุดที่มนุษย์จะรู้จักก็คือ กฎอิทัปปัจจยตา ที่จะเป็นกฎ วิทยาศาสตร์ เป็นกฎอะไรได้ต่าง ๆ. ผมจะพูดให้ไว้ล่วงหน้า ว่าแม้นักวิทยาศาสตร์จะค้นพบกฎเกณฑ์อะไรมา ประดิษฐ์อะไรได้ตามวิถีทางวิทยาศาสตร์ อีกกี่มากน้อยเท่าไร ก็ล้วนแต่เป็นกฎ ที่เรียกได้ว่า กฎแห่งอิทัปปัจจยตาทั้งนั้น. อย่างเดียวกับที่คนป่าเขาเคยพบ มาแล้ว ตั้งแต่เป็นคนป่าสมัยหินนั้น อย่างที่เขาจะพบแร่โลหะธาตุโดยบังเอิญ เขาก็พบกฎนี้ ซึ่งเป็นกฎของอิทัปปัจจยตาทั้งนั้น ; จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ก็ไม่มีกฎ อะไรมากไปกว่า กฎอิทัปปัจจยตา. เดี๋ยวนี้มนุษย์รู้จักสิ่งที่เรียกว่ากฎ ; เพราะฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่าธรรม ในความหมายนี้ จะหมายถึงกฎ, ธรรมะที่ หมายถึงกฎ. ตอนนี้ อย่าให้สับสนกัน ธรรมะแรก หมายถึง หน้าที่, ธรรมะ ถัดมา หมายถึง ผล ที่เกิดจากการทำหน้าที่. ทีนี้ ธรรมะระดับนี้หมายถึงกฎ คือ ความจริงที่ซ่อนเร้นอยู่อย่างลึกซึ้ง ซึ่งก่อนหน้านี้ ไม่รู้ เดี๋ยวนี้รู้ คือรู้กฎธรรมะ ในลักษณะนี้ คือที่ว่า หมายถึงกฎ. ๔. ธรรมะ คือธรรมชาติทั้งปวง ในที่สุด เขาก็รู้จักทุกสิ่ง ทุกอย่าง อย่างถูกต้อง คือรู้จักธรรมชาติทุกอย่าง อย่างถูกต้อง ; หรือว่าจะ ไม่ถูกต้องไปทุกอย่าง ก็ต้องเรียกว่ารู้จักทุกสิ่ง ได้รู้จักทุกสิ่ง จะรู้จักผิดบ้างก็ได้. แต่เดี๋ยวนี้เขารู้จักมันในแง่ใดแง่หนึ่ง ในความหมายใดความหมายหนึ่ง ก็เลยรู้จัก ทุกสิ่ง ว่ามีลักษณะอย่างไร, มีอันเป็นไปอย่างไร, มีธรรมชาติอย่างไร, นั่นแหละ เราจะรู้ไว้ สำหรับจัดการกับมันให้ถูกต้อง.
น.56 คำว่า ธรรม ตามที่ผมสังเกตเห็น ไม่มีความหมายมากมายไป กว่า ๔ ความหมายนี้ แต่ต้องพูดอย่างย้อนทวนกลับ เอาข้างล่างขึ้นไปข้างบน จะฟังง่ายกว่า. ทีแรกเราพูดอย่างลงมา ว่า มนุษย์ได้รู้จักหน้าที่ก่อน, แล้ว รู้จักผลของหน้าที่, แล้วรู้จักกฎของสิ่งเหล่านั้น, แล้วรู้จักสิ่งทั้งปวง. ทีนี้ จะพูดย้อนกลับขึ้นไป จะพูดว่า ข้อที่ ๑ รู้จักธรรมชาติทั้งปวง สิ่งทั้งปวงนั้นคือ ธรรม, หรือ ธรรมชาตินั่นแหละคือธรรม. ข้อที่ ๒ รู้จักกฎของธรรมชาติ, กฎธรรมชาตินั่นแหละคือธรรม. ข้อที่ ๓ รู้จักหน้าที่ ตามกฎของธรรมชาติ, ตัวหน้าที่นั่นแหละ คือธรรม. ข้อที่ ๔ รู้จักผลที่ เกิดขึ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ ; แล้วตัวผลนั้นแหละคือ ธรรม มีผลสูงสุดเป็น มรรค ผล นิพพาน นิพพานเป็นผลสูงสุดที่มนุษย์จะได้รับ ในฐานะที่ปฏิบัติ หน้าที่. สรุปเป็นคำสั้น ๆ ไม่กี่คำ ก็ว่า ธรรมชาติอย่างหนึ่ง, แล้วกฎ ธรรมชาติอย่างหนึ่ง, หน้าที่ตามกฎธรรมชาติอย่างหนึ่ง, แล้วผลที่ออกมา จากการทำหน้าที่ ตามกฎธรรมชาตินั้นอย่างหนึ่ง ก็เลยเป็น ๔ อย่างเท่านั้น เป็นความหมายของธรรมทั้งหมด. นี่ดูให้ดีจะพบว่า คำว่า ธรรม หมายถึงสิ่งทั้งปวง ; แต่แล้วสิ่ง ทั้งปวงนั้น แยกออกได้เป็น ๔ ชนิด ๔ กลุ่ม ๔ พวก อย่างที่ว่ามาแล้ว. แล้วก็ จะเห็นได้ทันทีว่า พวกไหนจำเป็นที่สุด สำคัญที่สุด ! ก็คือ พวกที่หมายถึงหน้าที่ ธรรมะ คือ หน้าที่ ธรรมะหมายถึงหน้าที่ นั่นแหละจำเป็นที่สุด ไม่ทำไม่ได้ ; ข้ออื่นนอกนั้น มันขึ้นอยู่กับหน้าที่ ถ้าเราทำหน้าที่ เราก็รู้กฎ ; หรือว่า เรา ทำหน้าที่ เราก็ได้ผลจากการทำหน้าที่. ประเด็นสำคัญ อยู่ตรงที่ทำหน้าที่ ให้ได้ นั่นแหละคือการปฏิบัติธรรม.
น.57 ธรรม หรือ ธรรมะ คือหน้าที่ แล้วต้องมีธรรมะ คือมี หน้าที่ มีหน้าที่โดยการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ใช่มานอนท่องตัวหนังสืออยู่ มันต้องทำลงไปด้วย กาย วาจา ใจ มันเป็นหน้าที่ นั่นคือธรรม. มนุษย์มีธรรมะอย่างนี้ ธรรมะก็รองรับมนุษย์ ให้สูงขึ้น ๆ, เป็น มนุษย์ที่สูงสุด, เป็นมนุษย์ที่วิวัฒนาการจากคนป่า มาเป็นคนบ้าน เป็นคนบ้าน อย่างบุถุชน แล้วก็เป็นบุถุชนชั้นดี ชั้นสูงขึ้นไปจนเป็นพระอริยเจ้า : เป็นขั้น สูงสุดที่มนุษย์จะเป็นได้ ก็ได้แก่พระอริยเจ้าชั้นสูงสุด เป็นพระอรหันต์เป็นต้น. นี่เพราะธรรมะหนุนส่งขึ้นมา ดันขึ้นมา คนจึงเลื่อนชั้นขึ้นมา จนกระทั่งเป็น พระอริยเจ้าชั้นสูงสุด นี่ธรรมะในฐานะเป็นหน้าที่. การศึกษา ธรรมะ ไม่ใช่เรื่องงมงาย แต่เป็นวิทยาศาสตร์อย่างยิ่ง ทีนี้จะต้องขอให้พิจารณาอย่างละเอียด ก็คือว่า การศึกษาธรรมะ เป็นเรื่องที่เป็นไปตามธรรมชาติ ตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ เป็นวิทยาศาสตร์ อย่างยิ่ง ไม่มีความงมงายเจืออยู่เลย ถ้าเราศึกษาธรรมะกันในแง่นี้ เป็นเรื่อง ของธรรมชาติโดยบริสุทธิ์ ; และก็จะต้องเข้าใจได้ โดยวิถีทางวิทยาศาสตร์ คือมันมีเหตุผลที่แสดงให้เห็นชัดอยู่ว่า มันต้องเป็นอย่างนั้น มันต้องมาอย่างนั้น แล้วมันต้องเกิดขึ้นอย่างนั้น. ฉะนั้น การที่เข้าใจธรรมะ และรู้ธรรมะนี้ ไม่ใช่ เรื่องงมงาย ไม่ใช่เรื่องโง่ ; แล้วมันก็ไม่ใช่เรื่อง ที่ว่า ทำไปเผื่อ ๆ ไว้ ทำไป อย่างเห่อ ๆ ตามเขา มาศึกษาธรรมะ เพราะเห่อ ๆ ตามเขา อย่างนี้ไม่ถูกเลย. ต้องมองเห็น ความจำเป็นอย่างที่ว่า ถ้าไม่มีธรรมะ มันจะตายไม่ ทางกาย ก็ทางใจก่อน แล้วก็ตายหมดทั้งสองทาง. เหมือนอย่างที่มาศึกษาธรรมะนี้
น.58 ต้องมองเห็นความจำเป็นข้อนี้ จึงจะเรียกว่าเหมาะสม ไม่อย่างนั้นก็จะมาอย่าง คนที่บ้า มาอย่างเห่อ มาอย่างตาม ๆ กันมา มันก็งมงายนั่นแหละ. แม้จะพูดว่า มาศึกษาธรรมะที่ไหนก็ตาม. ถ้ามองเห็นธรรมะถึงขนาดที่ว่าจำเป็น อย่างนี้แล้ว ก็ไม่มีทางจะงมงาย, หรือจะถูกหาว่า เป็นคนเห่อ คนบ้า ; เพราะว่าได้ทำ ถูกต้องตามหน้าที่ ของสิ่งที่มีชีวิตแล้ว. ทีนี้ ขอแทรกเข้ามาอีกส่วนหนึ่ง ว่าในขณะที่มนุษย์ส่วนหนึ่ง หรือพวกหนึ่ง ได้เดินมาอย่างลืมหูลืมตา อย่างนี้ เห็นธรรมชาติ เห็นกฎของ ธรรมชาติ เห็นหน้าที่ตามธรรมชาติ เห็นผลเกิดจากหน้าที่ตามธรรมชาติ ; เหมือนนักวิทยาศาสตร์เห็นอะไรต่าง ๆ นี้ ก็เจริญรุ่งเรืองเป็นมนุษย์ขึ้นมา เป็นผู้ สำเร็จประโยชน์ในวิทยาศาสตร์ทางจิตใจ เช่น พระพุทธเจ้าเกิดขึ้น พระอรหันต์เกิดขึ้น นี้พวกหนึ่ง. พร้อมกับที่พวกนี้เป็นมาอย่างนี้ อีกพวกหนึ่ง ก็เป็นมาอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่เหมือนกัน ; อีกพวกหนึ่งนั้นคล้าย ๆ กับเดินไป ในทางที่ตรงกันข้าม เพราะว่าเขาไม่อาจจะเข้าใจ ในบางสิ่งบางอย่าง ในเบื้องต้น นั้นก่อน คือไม่อาจจะเดินมาตามทางนี้. ด้วยเหตุใดก็ตาม ที่ไหนก็ตาม หรือจะเป็นใครก็ตาม ได้มีมนุษย์ หรือคน ; เรียกว่าคน ดีกว่า ; อีกพวกหนึ่ง แหวกแนวออกไป โดยที่เขาไม่ เข้าใจเรื่องจริงของธรรมชาติ อย่างที่กล่าวมาแล้วตั้งแต่ต้นนั้น เขาเข้าใจไม่ได้จึง แหวกแนวเหวี่ยงไปทางอีกข้างหนึ่ง. เขาเข้าใจสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ หรือเข้าใจบางสิ่ง บางอย่างไม่ได้ ก็เลยมีสิ่งที่เข้าใจไม่ได้นั้นเหลืออยู่ ; เขาก็เลยจัดสิ่ง หรือส่วน ที่เขาเข้าใจไม่ได้นั้น ว่ามันผิดธรรมชาติ. นี่จึงเกิดมีสิ่งที่ เขาเข้าใจว่า เป็นสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ เป็นผี เป็นเทวดา เป็นเทพเจ้า เป็นพระเจ้า อะไรขึ้นมา.
น.59 เพราะมีคนจำนวนหนึ่ง หรือส่วนหนึ่ง เกิดความคิดเดินไปคนละทาง กับคนที่เข้าใจได้ จึงเกิดระบบ มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่เรียกว่าผิดจากธรรมชาติ หรือเหนือธรรมชาติ ; นี้จึงเกิดพระเจ้า เกิดมีเทพเจ้า มีผีชั้นสูงสุด ไปจนถึง ระดับสูงสุด ขนาดเรียกว่าพระเจ้า. เรื่องคำว่า "พระเจ้า" นี้ ก็น่าแปลกที่ว่า ในภาษาฝรั่งเขาใช้คำว่า Ghost ซึ่งหมายถึงผีก็ได้ หมายถึงพระเจ้าก็ได้ ; แล้ววิญญาณศักดิ์สิทธิ์คือพระเจ้า นั้นก็เรียกว่า ghost ผีก็เรียกว่า ghost ที่เผอิญมาเข้ารูปกันเหมาะทีเดียว ว่าผีที่สูง ขึ้นไปจนเป็นผีชั้นสูงสุดนั้น เป็นพระเจ้า ถ้าไม่ถึงขนาดนั้นก็เป็นเทพเจ้า เป็น เทวดาต่ำ ๆ เป็นผีตามธรรมดา ๆ ไป ; นี่เพราะความโง่ ความไม่เข้าใจ ซึ่งเดิน แหวกแนว เดินไปเสียอีกทางหนึ่ง. ทีนี้ ดูให้ดีว่า ในสมัยปัจจุบันนี้ ที่เรียกว่าสมัยวิทยาศาสตร์เจริญ ใน โลกนี้ ก็ยังมีคนเชื่อผี เชื่อเทวดา เชื่อพระเจ้า ในความหมายที่ไม่ไปตาม ร่องรอยของเหตุผล. นักวิทยาศาสตร์บางคนเรียกตัวเองว่า นักวิทยาศาสตร์ แต่เป็นทางฟิสิกส์และเคมี ; นักวิทยาศาสตร์พวกนี้ยังโง่ ถึงกับเชื่อผีอยู่ก็มี คือเขาไม่รู้วิทยาศาสตร์ทางจิตใจให้เพียงพอ เป็นนักวิทยาศาสตร์แล้ว ยังเชื่อผี เชื่อฤกษ์ เชื่อยาม เชื่อเทวดา อย่างนี้ก็มี. เรื่องนี้มันพิสูจน์ไม่ได้ แต่ก็เป็น ของมีอยู่จริง ; อำนาจของสิ่งต่าง ๆ ของดวงดาว ก็ต้องมีอยู่จริงหรือมีอยู่บ้าง แล้วก็เข้าใจไม่ได้ ก็ต้องยกให้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติ พวกฝรั่งที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ เขาก็ยังเชื่อเรื่องผี ๆ แม้แต่ที่เรียกว่า จานผี เขาก็ยังคิดว่า มาจากผีอะไร ; แต่ก็ไม่ใช่ทุกคน ยังมีเหลืออยู่ส่วนหนึ่ง เท่านั้น แล้วก็เชื่อได้ว่า ยังจะมีต่อไปอีกไม่มีที่สิ้นสุด คนโง่ที่จะเชื่อผี เชื่อสิ่ง
น.60 ศักดิ์สิทธิ์ เชื่อเทวดา เชื่อพระเจ้าอะไรเช่นนี้ ก็จะต้องมีต่อไปข้างหน้าอย่างไม่มี ที่สิ้นสุด. พวกที่รู้ธรรมชาติ รู้วิทยาศาสตร์จริง ๆ ก็จะยังคงมีอยู่พวกหนึ่ง ขนานกันไป; พวกนี้ก็มีธรรมะเป็นพระเจ้า มีองค์ธรรมะนั่นแหละเป็นพระเจ้า เห็นชัด ๆ อยู่เลยว่า เป็นอย่างนี้ ๆ เช่นกฎของธรรมชาติ หรือหน้าที่ตามธรรมชาติ นี่เป็นพระเจ้า. แต่พวกหนึ่งเอาผี เอาเทวดาที่ไหนก็ไม่รู้มาเป็นพระเจ้า โดยที่ ไม่ต้องพิสูจน์ และไม่ยอมให้พิสูจน์. ความเชื่อมันก็มีประโยชน์ สำหรับคนที่ไม่มีสติปัญญาสำหรับจะ ศึกษา สำหรับจะพิสูจน์ ; ฉะนั้นให้เขาเชื่อผี เชื่อเทวดาไปในทางที่ว่า ไม่ทำชั่ว ; เมื่อไม่อยากจะให้ขัดใจผี ขัดใจเทวดา ขัดใจพระเจ้า แล้วก็อย่าทำชั่ว แล้วก็ไม่ ทำชั่ว มันก็มีประโยชน์เหมือนกัน ; เรียกว่า ผี เทวดา หรือพระเจ้านั้น ก็ช่วย คนจำนวนหนึ่งไว้จากการทำชั่วได้เหมือนกัน. แต่คนอีกจำนวนหนึ่ง หรืออีก ครึ่งหนึ่งนั้น มีปัญญาพอที่จะมอง เห็นธรรมชาติ เห็นกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ เห็นหน้าที่ตามธรรมชาติ ที่จะให้ผลตามธรรมชาติ แล้วเขาเชื่อหลักเกณฑ์ อันนี้ เขาก็มีธรรมะนี้เป็นพระเจ้า แล้วก็รอดตัวไปได้เหมือนกัน. เรื่องเชื่อผี เทวดา กับเรื่องธรรมชาติ จะต้องแบ่งเคียงคู่กันไป อย่างนี้ ; แต่ที่เอามาพูดถึงอีกฝ่ายหนึ่งนี้ ก็เพื่อให้รู้ว่า แม้จะเป็นความงมงาย หรือเป็นอะไรก็ตาม ก็ยังเรียกว่า ธรรม อยู่นั่นเอง, ธรรมที่เป็นหน้าที่. เขา งมงาย เขาก็ต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างงมงาย ; เช่นเชื่อผี ก็ต้องทำหน้าที่ปฏิบัติ บำรุงบำเรอผี ; เพราะเป็นหน้าที่ แล้วเขาก็ต้องได้ผลอย่างนั้น แล้วเขาก็รอดตัว ไปได้ ก็เรียกว่าธรรมเหมือนกัน ; แต่ว่า ต้องแยกเป็นธรรมดำ หรือว่าธรรม ชั้นเลว หรืออะไร, แม้ธรรมชั้นดำ ก็ไม่พ้นที่จะเรียกว่า ธรรม.
น.61 เป็นอันว่า คนเรานี้ จะมีธรรมที่ขาวใสกระจ่าง ถูกต้องก็ได้ ; แล้ว พวกหนึ่งเขามีไม่ได้ เขาก็ต้องมีธรรมดำ ธรรมมืด ๆ ธรรมที่เข้าใจไม่ได้ ยังเข้าใจไม่ได้ นี้อยู่อีกพวกหนึ่ง ก็ต้องเรียกว่าธรรมเหมือนกัน. ฉะนั้น ธรรม ที่แจ่มใส กระจ่าง เป็น สันทิฏฐิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ นั้นก็พวกหนึ่ง เป็นธรรมที่เราเรียกว่าพระธรรม ; ธรรมสำหรับคนที่งมงาย ก็ต้องมีไปอีกพวกหนึ่ง สำหรับคนที่งมงายซึ่งเขาก็ต้องถือที่พึ่งชนิดนั้น จะเรียกว่าธรรมของคนงมงายก็ได้. แต่ที่มันน่าหวัวที่ว่า สัตว์เดรัจฉานมันไม่ต้องมี สัตว์เดรัจฉานไม่ต้องมีธรรมที่โง่ หรืองมงายชนิดนี้ ; สัตว์เดรัจฉานไม่กลัวผี ไม่กลัวเทวดา ไม่ต้องนั่งไหว้เทวดา ไม่ต้องทำอะไรเหมือนอย่างคนบางพวก. ขอให้เทียบดูว่า สัตว์เดรัจฉาน กับ คน นี้ ใครโง่กว่ากัน เพราะว่า คนอุตริมีมันสมองคิดได้มากกว่าสัตว์เดรัจฉาน. ทีนี้พอเดินผิดทางนิดเดียวเท่านั้น เลยลำบากกว่าสัตว์เดรัจฉาน หรือโง่ไปกว่าสัตว์เดรัจฉาน. ทีแรกก็ไม่รู้ด้วยกัน มันสมองต่ำเหมือนกัน แต่มันสมองคน มีวิวัฒนาการเร็วมาก แล้วเดินผิดทางไป เป็นโมหะ มันก็เลยลำบาก ; ต้องเรียกว่าโง่กว่าสัตว์เดรัจฉาน. แต่ว่าอีกทางหนึ่ง มันเป็นโชคดี ที่มีคนฉลาดพวกหนึ่ง เดินทางไปถูกทาง จนเกิดพระพุทธเจ้าขึ้นมา ในโลกนี้ แล้วก็สอนธรรมะให้, ให้คนเราเดินถูกทางถึงที่สุด สูงสุดเท่าที่ มนุษย์จะไปได้. จงดูให้ดี ธรรมะคืออะไร อยู่ที่ไหน สำหรับมนุษย์เราจะต้องถือธรรมะกันอย่างไร เอาละ จะต้องจบเรื่องกันเสียที โดยย้อนไป ให้นึกถึงคำว่า ธรรมะ เสมือนด้วยแผ่นดิน หรือธรรมะนั้นเสมอด้วยแผ่นดิน กันอีกครั้งหนึ่ง ก็เลย เกิดเป็นสองแผ่นดินขึ้นมา : แผ่นดินโลก ๆ นี้ อย่างหนึ่ง, แล้วก็แผ่นดินธรรมะ
น.62 ของธรรมะนั้นอีกอย่างหนึ่ง มีอยู่สองแผ่นดิน. ถ้าไม่มีแผ่นดินเช่นนี้แล้ว สิ่งมีชีวิตก็อยู่ไม่ได้ : แผ่นดินโลกนั้น สำหรับร่างกายอยู่, ไม่มีแผ่นดินโลก ร่างกายก็ไม่มีที่อยู่. แผ่นดินธรรมะนั้น สำหรับใจอยู่ จะเรียกว่าแผ่นดิน พระเจ้าก็ได้ แต่ต้องเป็นพระเจ้าที่ถูกต้อง คือ พระธรรมนั่นแหละเป็นพระเจ้า. เดี๋ยวนี้ ในโลกนี้เราก็ไม่ดูถูกศาสนาอื่น เราจะไม่แตะต้องศาสนาอื่น ด้วยความดูถูก เพราะศาสนาอื่นเขาก็มีคำว่า แผ่นดินพระเจ้ากับแผ่นดิน โลกนี้ คู่กันอยู่ ; เขาไม่หลงใหลในแผ่นดินโลกนี้ เขาหวังที่จะไปแผ่นดิน พระเจ้า. ถ้าคำว่า แผ่นดินพระเจ้า หมายความถึงแผ่นดินของพระธรรม ที่ถูกต้องแล้ว ธรรมะหรือพระเจ้าก็อันเดียวกัน ; ฉะนั้นขอให้ทุกคนรู้จัก แผ่นดินเสียทั้งสองแผ่นดิน. ขอให้ทุกคน ที่เป็นนักศึกษา รู้จักแผ่นดินเสียให้ครบทั้งสองแผ่นดิน คือ แผ่นดินโลกสำหรับวัตถุ, แผ่นดินธรรม หรือ แผ่นดินพระเจ้านี้ สำหรับ จิตใจ; อย่าเป็นคนไม่มีแผ่นดินจะอยู่. เมื่อพูดว่า ไม่มีแผ่นดินจะอยู่ นี่หมายถึงสิ้นเนื้อประดาตัว เดือดร้อน เป็นทุกข์เหลือประมาณแล้ว ไม่มีแผ่นดิน จะอยู่. ไม่มีแผ่นดิน ในภาษาโลก หรือ ภาษาคนนี้ คือ ไม่มีแผ่นดินอย่างนี้จะอยู่ ; แล้วก็ไม่มีแผ่นดินในภาษาธรรม คือ ไม่มีธรรมสำหรับให้จิตใจอยู่, นี่เรียกว่า คนที่ไม่มีแผ่นดินจะอยู่ มีอยู่สองความหมายอย่างนี้. เดี๋ยวนี้ยังมีดีอยู่บ้าง ที่เราก็มีแผ่นดินโลกนี้ สำหรับจะอยู่ และมา นั่งอยู่ที่นี่ได้, และทางจิตใจ เราก็มีพระธรรม หรือแผ่นดินธรรมะสำหรับอยู่. เราจึงมีจิตใจอย่างที่เรากำลังมีอยู่เดี๋ยวนี้ได้ ; คือมีจิตใจที่สะอาด สว่าง สงบ พอสมควร มีจิตใจที่เยือกเย็นอยู่พอสมควร เพราะได้อาศัยแผ่นดิน คือ พระธรรม ; เพราะฉะนั้น พระธรรมจึงเป็นเหมือนแผ่นดิน ธรรมะนั้นเสมอด้วยแผ่นดิน.
น.63 ขอให้รู้จักธรรมะให้เพียงพอ สมแก่ความสำคัญของธรรม สรุปความว่า ธรรมะนั้นเสมือนด้วยแผ่นดิน ถ้าใครเก่งกว่านั้น ก็จะเห็นลึกกว่านั้น จะรู้สึกว่า ธรรมะนั้นคือแผ่นดินเลย ; ธรรมะนั่นแหละคือ แผ่นดิน จริงเท่าไร จริงแค่ไหน ? ถ้าใครไม่รู้ธรรมะ หรือความจริงชนิดนี้ ก็เสียชื่อนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล ; เพราะ มหิดล แปลว่า พื้นแห่งแผ่นดิน เรามีชื่ออย่างนั้น. เราควรจะรู้จักแผ่นดินนั่นดี ควรจะเข้าใจคำว่า ธรรมะนั่นแหละ คือ แผ่นดิน, หรือเข้าใจว่า ธรรมะนั่นแหละคือ มหิดล อันแท้จริง. อย่างนี้ ไม่เสียทีที่เกี่ยวข้องกับคำว่ามหิดล. นี่ผมก็พูดผิดจากธรรมดาไปบ้างจากที่ควรจะพูดนั้น พูดเลยไปบ้าง ก็เพื่อว่า ให้จำง่าย ให้ลืมยาก จึงหวังว่า นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหิดลนี้ จะรู้จักธรรมะได้สมชื่อ ; แล้วจะมีธรรมะได้สมชื่อ, แล้วจะตั้งอาศัยอยู่บน ธรรมะได้สมชื่อ ด้วยกันได้ทุกคน เป็นแน่นอน. นี่คือ คำบรรยาย ที่ให้รู้จักธรรมะให้เพียงพอแก่ความสำคัญของ ธรรมะ โดยหัวข้อว่า “ธรรมะนั้นเสมอด้วยแผ่นดิน" พอสมควรแก่ เวลาแล้ว. ขอยุติการบรรยายวันนี้ไว้เพียงเท่านี้.
Buddhadasa