น.64 ท่านนักศึกษา ผู้มีความสนใจในธรรมทั้งหลาย, ในการบรรยายครั้งที่แล้วมา เราได้พูดกันโดยหัวข้อว่า ธรรมะ นั้นเสมอด้วยแผ่นดิน เราได้อาศัยธรรมะนั้น เหมือนอย่างกับว่าอาศัย แผ่นดิน ดังนั้นเราก็มีหน้าที่ที่จะต้องจัดการกับแผ่นดิน หัวข้อบรรยาย ในวันนี้จึงมีว่า การปฏิบัติธรรมนั้นคือหน้าที่ ขอให้ฟังดูให้ดีๆ ให้เข้าใจความหมายที่รวบรัดที่สุด : เมื่อธรรมะนั้น เสมือนกับแผ่นดิน ซึ่งจำเป็นแก่เรา เราก็ต้องจัดการกับแผ่นดิน ; การจัดการ กับแผ่นดินนั้น ก็คือการปฏิบัติธรรม เพราะธรรมะนั้นเหมือนแผ่นดิน. ๓๑
น.65 การปฏิบัติธรรมนั่นแหละ คือหน้าที่อันจำเป็นต้องกระทำ การปฏิบัติธรรมนั้นแหละคือหน้าที่ : ดังนั้นท่านจะสังเกตเห็นว่า คำว่า หน้าที่ ในที่นี้ มีความหมายลึกเป็นพิเศษ และกว้างที่สุดด้วย. ชีวิตนี้ อาศัยแผ่นดิน คือ ธรรมะ ; ชีวิตนี้ก็ต้องมีหน้าที่ ที่จะจัดการกับแผ่นดิน คือ ธรรมะ เพื่อให้มันอยู่ได้. หน้าที่ก็คือการปฏิบัติธรรม, การปฏิบัติธรรมถ้าเรียก สั้น ๆ ก็เรียกว่าธรรมะด้วยเหมือนกัน ; ฉะนั้นปทานุกรมธรรมดาสามัญ จะแปล คำธรรมะว่าหน้าที่เท่านั้นเอง. หน้าที่นี้เกิดขึ้นได้ รู้จักได้โดยธรรมชาติ โดย อัตโนมัติเรื่อย ๆ มา จนมาอยู่ในรูปของธรรมะอย่างนี้ วันนี้เราก็จะพูดถึงหน้าที่นั้น โดยละเอียด. สิ่งที่มีชีวิต มีหน้าที่ เราจะเห็นได้ว่าสิ่งที่ไม่มีชีวิตนั้น มันไม่จำเป็น จะต้องมีหน้าที่ ; คำว่า "หน้าที่" นั้นจึงมีแต่แก่สิ่งมีชีวิต จะเป็นชีวิตคน ชีวิต สัตว์ ชีวิตต้นไม้ กระทั่งชีวิตพืชอันละเอียด แทบจะดูด้วยตาไม่เห็น ถ้ามันมี ชีวิตแล้ว มันก็ต้องมีหน้าที่ทั้งนั้น. ฉะนั้นหน้าที่ก็คือ สิ่งที่มีชีวิตนั้นจะต้องทำ ; ถ้ามันไม่ทำหน้าที่มันก็ต้องตาย หรือว่ามันจะอยู่ด้วยความยากลำบากที่สุด แต่แล้ว ในที่สุดมันก็ต้องตาย. สิ่งที่เรียกว่า หน้าที่นั้นมีได้โดย ๒ สถานด้วยกัน คือ โดย สัญชาตญาณก็ได้, โดยสติปัญญาที่เพิ่งจะอบรมกันมาก็ได้ ; ทั้งมนุษย์และสัตว์ ล้วนแต่ยังมีสัญชาตญานอยู่ด้วยกันทั้งนั้น. สถานที่ ๑ หน้าที่บางอย่างนั้น ทำไป ได้โดยสัญชาตญาณ ซึ่งไม่ ค่อยจะรู้สึก และบางคนก็ไม่ถือ หรือไม่รู้สึกว่าเป็นหน้าที่ เช่น เราต้องกิน ต้องอาบต้องถ่าย นี้ก็เป็นหน้าที่ตามสัญชาตญาณ. แม้ที่สุดแต่หน้าที่ที่จะเอาตัวรอด ในขั้นพื้นฐาน อย่างนี้ก็ทำไปได้โดยสัญชาตญาณ ; เช่น มีอะไรที่เป็นอันตราย เข้ามาก็สะดุ้ง แล้วก็หนีไป ด้วยความรู้สึกอย่างสัญชาตญาณเป็นพื้นฐาน.
น.66 ถ้าจะมีสติปัญญาในการวิ่งหนี นั้นมันเป็นอีกส่วนหนึ่ง พื้นฐานของการ วิ่งหนีนั้นก็เป็นสัญชาตญาณอยู่เต็มที่แล้ว ฉะนั้น ขอให้ไปศึกษาดูให้ดี ๆ ว่า สัญชาตญาณก็ทำให้มนุษย์เราทำหน้าที่. การทำหน้าที่อย่างนี้ จะเรียกว่าธรรมะ หรือการปฏิบัติธรรมะหรือไม่ ? ก็ไม่มีทางที่จะตอบไปอย่างอื่น ; การวิ่งหนีก็ เป็นการทำหน้าที่ หรือการปฏิบัติธรรมก็เป็นหน้าที่โดยสัญชาตญาณ ไม่ควร จะแยกออกไปเสียจากการปฏิบัติหน้าที่ ; เพราะว่าเป็นหน้าที่ชนิดหนึ่ง ที่สัญชาตญาณมีไว้ให้ สำหรับสิ่งที่มีชีวิต ราวกับว่าพระเจ้าบันดาลให้ หรือมอบ หมายให้. การปฏิบัติธรรม หรือทำหน้าที่ชนิดที่ไม่มีเจตนา ไม่เกี่ยวกับ สติปัญญา เป็นไปได้เองโดยอัตโนมัติ ก็ต้องถือว่า เป็นหน้าที่โดยสัญชาตญาณ. สถานที่ ๒ หน้าที่ โดยสติปัญญา นี้หมายถึงว่า มนุษย์เริ่มฝึกฝน เริ่มรู้จักสังเกตอะไรต่าง ๆ จนเกิดสติปัญญา ; สติปัญญานี้ก็วิวัฒนาการ คือเจริญ งอกงามได้เรื่อย ๆ มา จนกระทั่งเราไม่รู้ว่า มันจะไปสูงสุดสิ้นสุดกันที่ตรงไหน. ในขณะนี้จะต้องถือว่า วิวัฒนาการได้ไม่มีที่สิ้นสุด มนุษย์ ใช้สติปัญญานี้ปฏิบัติ หน้าที่ ได้ดีกว่าที่จะปฏิบัติ โดยสัญชาตญาณ แต่แล้วเขาก็ไม่อาจจะควบคุมมันได้ สติปัญญามันเพ้อเจ้อ หรือมันเฟ้อได้ หน้าที่ที่ไม่จำเป็นมันก็เกิดขึ้น. พุทธบริษัท ต้องรู้จักปฏิบัติหน้าที่โดยสติปัญญาแต่พอดี เราจะเห็นได้ว่า ในความเจริญแผนใหม่ ในโลกปัจจุบันนี้ มีสิ่งที่ มนุษย์ ไม่จำเป็นจะต้องทำมากมายเหลือเกิน ; แต่คนพวกหนึ่งยังรู้สึก หรือ เห็นว่า เป็นหน้าที่ที่จะต้องทำ ทั้งที่การปฏิบัติหน้าที่ชนิดนี้ที่เพื่ออย่างนี้ มันทำให้ โลกปั่นป่วนวุ่นวาย อย่างที่เห็นกันอยู่. พุทธบริษัทจะต้องรู้จักความพอเหมาะ พอดีเอาเอง ว่าเราควรจะมีหน้าที่กันอย่างไร ในทางสติปัญญา ; แล้วก็ปฏิบัติ หน้าที่นั้นด้วยสติปัญญาจึงจะชื่อว่า เป็นการปฏิบัติธรรม. ถ้าปฏิบัติหน้าที่เพื่อ เกินจำเป็น นี่แหละคือสิ่งที่ไม่ควรจะเรียกว่าการปฏิบัติธรรม.
น.67 เราดูเหตุการณ์ต่าง ๆ ในโลกนี้ คือดูสิ่งที่มนุษย์เขาจัดกันอยู่ในโลกนี้ ในเวลานี้ คนที่จัดนั้น จะต้องเห็นว่า จำเป็นทั้งนั้น จึงได้จัด. ยกตัวอย่าง เช่นว่า ข่าวเมื่อตะกี้นี้ ก็มีการต่อยมวย ซึ่งจะต้องเก็บบัตรค่าผ่านประตูได้เป็นเงิน ๗๐ - ๘๐ ล้านบาท คนชนะได้รางวัลตั้ง ๑๔ ล้านบาท อย่างนี้เป็นต้น ; นี้มัน ยุ่งยากสักเท่าไร คิดดูก็แล้วกัน. แล้วก็คิดต่อไปว่า นี้มันเป็นหน้าที่ที่มนุษย์ จะต้องทำหรือเปล่า ? คนพวกหนึ่งซึ่งมีจำนวนน้อย คือพวกนักกีฬาชนิดนั้น เขาก็จะต้องเถียงเสียงแข็งว่า มันเป็นหน้าที่ที่มนุษย์เราจะต้องมีกิจกรรมอันนี้ไว้ เพื่อมนุษย์จะดีจะเจริญ อะไรก็ตาม, แต่เราพุทธบริษัทนั้นไม่อาจจะมีความรู้สึก อย่างนั้นได้ ; เพราะหน้าที่อื่นที่ดีกว่านั้น ยังมีอีกมาก แล้วก็ไม่ได้ทำ, ฉะนั้น หน้าที่อย่างนี้ ถ้าจะขาดเสียก็ไม่เป็นไร ไม่เห็นว่า ใครจะเดือดร้อน บางทีโลกนี้ จะมีความยุ่งยากโกลาหลวุ่นวายน้อยลงไปได้อีกมาก ก็เป็นได้. กิจการชนิดเดียวกันกับอย่างที่กล่าวมาแล้วนี้ ยังมีอีกมากมายหลายสิบอย่าง ในโลกนี้ ที่กำลังทำกันอยู่ ; มันก็ต้องเถียงกัน พวกหนึ่งเห็นว่า เป็นหน้าที่ ที่จะต้องทำ ; อีกพวกหนึ่งเห็นว่ามันยุ่งไปเปล่า ๆ ไปตัดสินเอาเองก็แล้วกัน ดูว่า ถ้ามันเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล จึงจะถือว่าเป็นสิ่งที่ควรทำ, หรือ เป็นหน้าที่ ; แล้วเป็นหน้าที่ ที่ทำด้วยสติปัญญา. ถ้าผิดจากนี้ มันก็เป็นเรื่อง บ้า ๆ บอ ๆ หรือเป็นหน้าที่บ้า ๆ บอ ๆ แล้วก็ไม่ได้ทำด้วยสติปัญญา เพราะว่ามันทำ ให้โลกนี้ยุ่งยาก โกลาหลวุ่นวาย ปั่นป่วนมากขึ้นเท่านั้น. หรืออย่างกับว่า เขาบรรทุกม้าไปแข่งกันระหว่างประเทศ โดย เครื่องบิน นี้มันยุ่งเท่าไร ? มันเปลืองเท่าไร ? และผลอะไรจะเกิดแก่มนุษย์ ? นี้เป็นเพียงตัวอย่างน้อย ๆ อย่างเดียวสองอย่างในบรรดาเรื่องทั้งหมด ที่กำลังทำ กันอยู่หลายร้อยหลายพันอย่าง. เราไม่ถือว่าเป็นหน้าที่ที่มนุษย์จะต้องทำโดย สติปัญญา แต่เขาก็ถือว่านี่แหละคือหน้าที่ ที่มนุษย์ควรจะต้องทำโดยสติปัญญา.
น.68 นี้ไปพิจารณาเอาเองว่า เราจะเลือกเอาข้างฝ่ายไหน. ในที่นี้บอกให้รู้ว่า เพื่อให้รู้จักสังเกตหน้าที่ โดยธรรมะ, หน้าที่ที่เกี่ยวข้องกันอยู่กับธรรมะ, หรือ เรียกว่าการปฏิบัติธรรมนั้นคือหน้าที่. เมื่อโลกนี้ปฏิบัติหน้าที่ผิด ๆ จากหลักเกณฑ์ของธรรมะ โลกก็เต็ม ไปด้วยวิกฤตกาล มีความทุกข์ยากลำบากโกลาหล วุ่นวาย เป็นการถาวรทีเดียว เรียกว่าวิกฤตกาลถาวร นี่มีอยู่จริงในโลกนี้. สันติภาพถาวรหาไม่พบ สันติภาพ ชั่วขณะก็แทบจะหาไม่พบ เพราะว่าไม่รู้จักทำหน้าที่ ชนิดที่เรียกว่าการปฏิบัติธรรม. มองดูกันอีกทางหนึ่ง ส่วนหนึ่ง สิ่งที่เรียกว่า หน้าที่นั้น ก็มี ๒ สถานอีกเหมือนกัน : หน้าที่ทางกาย กับ หน้าที่ทางใจ. นี่ จะพูดถึงหน้าที่จริง ๆ กันแล้ว คือหน้าที่ที่เป็นหน้าที่อย่างถูกต้อง ก็ต้องแยกออกเป็นหน้าที่ทางกาย, หน้าที่ทางใจ. เพราะว่ามันต้องมีกาย ใจ จึงจะอยู่ได้ ; และเพราะว่าต้องมีใจ กายนี้จึงจะทำอะไรได้ มันอาศัยกันอยู่. เห็นได้ชัดว่า ต่างฝ่ายต่างต้องทำหน้าที่ : หน้าที่ทางกายก็เพื่อรอดชีวิต, หน้า ที่ทางจิต ก็เพื่อให้ชีวิตนั้นได้สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์จะเป็นไปได้เต็มที่อย่างไร. การปฏิบัติหน้าที่ทางกาย ควรต้องปฏิบัติให้พอดี เราจะเห็นได้ง่าย ๆ เข้าใจได้ง่าย ๆ ใน หน้าที่ทางกาย นี้ ; อย่างเช่น ว่า ปัจจัย ๔ มีเครื่องนุ่งห่ม มีอาหาร มีที่อยู่อาศัย มีหยูกยา หรือการบำบัดโรค นี้ก็เป็นหน้าที่ทางกาย เพื่อกายรอดชีวิตอยู่ได้ ; แม้จะเป็นความผาสุกก็ยังเป็น ความผาสุกทางกายเท่านั้น ยังไม่ใช่ความสุขถึงที่สุด มันก็เลยไปถึงหน้าที่ที่ว่าจะ ต้องสืบพันธุ์.
น.69 หน้าที่การสืบพันธุ์นี้ ฟังดูแล้วก็น่าหวัว ยิ่งคิดไปจะเห็นว่า มันเป็น การตกหลุมพรางของธรรมชาติ มนุษย์หรือสัตว์ก็ตาม ; แต่มนุษย์นี้โง่มากกว่า สัตว์ ทำสิ่งที่สกปรกน่าเกลียด เพื่อความวูบวาบในใจแว็บเดียว ไม่มีอะไรดีกว่า นั้น แล้วก็เพื่อการสืบพันธุ์ ซึ่งเป็นหลุมพรางของธรรมชาติ ที่ไม่ต้องการให้มนุษย์ สูญพันธุ์. การสืบพันธุ์นี้ มันเป็นเรื่องสกปรกยุ่งยากลำบาก ธรรมชาติจึง เอาอะไรมาฉาบหน้าเข้าไว้ คือ กามารมณ์ กระทั่งความรู้สึกทางกามคุณ อย่าง หยาบ อย่างเลว อย่างกลาง อย่างละเอียด อย่างไหนก็ตาม มาเป็นค่าจ้างของ ธรรมชาติ ที่หลอกสัตว์ผู้โง่เขลาให้ทำการสืบพันธุ์ ; ก็เลยเป็นหน้าที่ที่ซับซ้อน ที่ธรรมชาติจ้างให้ทำหน้าที่ ; แล้วมนุษย์ก็โง่เขลา รับเอามาเป็นภาระเป็นหน้าที่ เลยเดี๋ยวนี้ก็ยอมรับนับถือกัน ว่าเป็นหน้าที่ ที่มนุษย์จะต้องสืบพันธุ์ ก็เลยมีหลักวิชา มีการปฏิบัติอะไรส่วนนั้น โดยเฉพาะขึ้นมาอีกส่วนหนึ่ง. ในที่นี้เราก็ยอมรับด้วย เหมือนกันว่าเป็นหน้าที่ จัดไว้เป็นหน้าที่ทางกาย เนื่องกันอยู่กับที่ว่าชีวิตนี้จะไม่ สูญพันธุ์ไปจากโลก แล้วก็มาปฏิบัติหน้าที่ให้รอดชีวิตอยู่ได้ แล้วก็เพื่อให้มีความ ผาสุกพอสมควร. ในที่สุดปัจจุบันนี้ ที่เรามองเห็น ๆ กันอยู่นี้ มันกลายเป็นเพื่ออีกเหมือน กัน หน้าที่ทางกาย เพื่อความสุขทางกายนี้มันเพื่อ ; ความสุขทางเนื้อหนัง นี้มันเข้ารูปกันได้กับกิเลส หรือมันเป็นตัวกิเลสนั่นเอง. มนุษย์ตกหลุมพรางของกิเลส ก็ลุ่มหลงแต่เรื่องความสุขทางกาย ซึ่งเนื่องอยู่กับวัตถุ ; เราจึงเห็นความเจริญ ความก้าวหน้าทางวัตถุ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อะไรต่าง ๆ นี้ ประดิษฐ์กันขึ้นมา อย่างที่เรียกว่า ท่วมฟ้า
น.70 ท่วมโลก คนก็หลงใหลกันในเรื่องนี้. เอาเวลา เรี่ยวแรง เงินทอง ใช้จ่าย ไปเพื่อแสวงหาวัตถุมาบำรุงบำเรอความสนุกสนาน ซึ่งเขาโง่จนไปเรียกมันว่า ความสุข ; ที่แท้มันเป็นเพียงความสนุกสนาน ; แล้วมากเข้ามันก็เป็น ความโง่ความหลง จนถึงกับเป็นที่ตั้งแห่งความเห็นแก่ตัว เห็นแก่กิเลส แล้วก็ เสื่อมศีลธรรม แล้วก็เบียดเบียนกันด้วยการเสื่อมศีลธรรม. ดูให้ดีว่า ความเบียดเบียนกันในระหว่างมนุษย์นี้ มากขึ้นทุกที ในโลกนี้ เป็นสงคราม เป็นมหาสงคราม แล้วยังมีปฏิกิริยาต่าง ๆ ที่ออกมาจาก สิ่งเหล่านั้นอีกมากมาย : เดือดร้อนกันทางเศรษฐกิจ ทางการเมือง ทางอะไร ต่าง ๆ เหล่านี้มีมูลมาจากความเสื่อมศีลธรรม. ความเสื่อมศีลธรรมมีมูลมาจากความเป็นทาสของเนื้อหนัง คือ กิเลส ที่ไปหลงใหลในวัตถุ ; เพราะว่า ได้จัดกันไปผิดทางจนเพ้อ ไม่ได้จัด กันอยู่แต่ในเพียงขอบเขต ว่าเรามีหน้าที่แต่ทางวัตถุทางร่างกาย เพื่อมีชีวิตรอดอยู่ เป็นผาสุกตามปกติธรรมดาเท่านั้น แต่จัดเกินไปทั้งนั้นจนไม่ใช่หน้าที่ จะต้อง กันส่วนที่เกินออกไปเสีย ในฐานะที่ ไม่ใช่หน้าที่. หวังว่าทุกคนจะรู้จักจัดสรรในเรื่องนี้ให้ดี ๆ อย่าให้มีส่วนที่เกินหน้าที่ เข้ามาเป็นหน้าที่ เพราะจะลำบากตัวเอง. อย่างคนโง่ ๆ ยังสูบบุหรี่อยู่ เพื่อ อะไร ? ก็เพื่อทำลายร่างกายมากกว่า ; เพราะการสูบบุหรี่นั้นไม่ใช่หน้าที่ ทางกาย เพื่อความรอดของชีวิต หรือความผาสุกของชีวิต. ขอให้ไปคิดดูเอาเอง. นี่ยกตัวอย่างแต่เรื่องบุหรี่อย่างเดียวสำหรับคนโง่ ที่ไม่รู้แม้แต่เพียง เท่านี้ ว่าหน้าที่ทางกายนั้นมันมีอะไร ; เขาก็เอามาเป็นหน้าที่ ที่เขาจะต้องมี เขาจะต้องทำ.
น.71 มนุษย์อย่างนี้จะรู้ธรรมะไม่ได้ เพราะยังโง่ขนาดหนักอย่างนี้. การรู้ธรรมะ ต้องการสติปัญญา ที่ยิ่งไปกว่านั้น คือรู้หน้าที่ทางกายให้ถูกต้อง เช่นว่า สูบบุหรี่นั้นมันทำลายร่างกายต่างหากเล่า ไม่ใช่บำรุงร่างกาย หรือ รักษาร่างกายให้ถูกต้อง. เรื่องอื่น ๆ ที่เท่ากับบุหรี่นั้น ก็มีอีกมากมายหลายสิบ หลายร้อยเรื่อง ไปดูเอาเอง ในเรื่องหน้าที่ทางกายเพื่อความรอดชีวิตอยู่ได้ โดย เป็นผาสุกปกติเท่านั้น ไม่เกิน ไม่เฟ้อ. การปฏิบัติหน้าที่ทางใจ ก็ปฏิบัติเพื่อได้รับความสุขสูงสุด ทีนี้ หน้าที่ทางใจ เมื่อมีชีวิตรอดอยู่แล้ว ก็เพื่อความสุขที่สูงสุด ขึ้นไปในทางจิตใจ ที่มนุษย์จะได้รับ กระทั่งเป็นมรรค ผล นิพพาน ในที่สุด ; นี่การปฏิบัติธรรมก็เป็นหน้าที่ขึ้นมา คือจะทำให้ใจมีความสงบสุข ตั้งแต่ระดับต่ำ ที่สุดจนถึงสูงสุด คือความสุขอย่างที่เรียกกันว่า เกิดมาจากการบรรลุนิพพาน. ถ้าไม่พูดกันถึงเรื่องบรรลุ มรรค ผล นิพพาน ก็ยังมีความสุขทางใจ ในระดับสามัญธรรมดา ที่สูงไปกว่าความสุขทางกาย จะเห็นได้ในข้อที่ว่า คนที่บ้าวัตถุ บ้าความสนุกสนานทางกายนั้น เดี๋ยวเขาก็นั่งลงพักผ่อน ; จะบริโภค กามารมณ์ หรืออะไรตลอด ๒๔ ชั่วโมงนั้นเป็นไปไม่ได้ ต้องพักผ่อน ; ความ พักผ่อนนั้นกลายเป็นความสุขขึ้นมาอีก. นี่เป็นตัวอย่างความสุขทางจิตใจ ซึ่งมี รากฐาน หรือมีใจความสำคัญอยู่ที่ว่า ไม่มีอะไรรบกวนใจ. การที่ไปบ้าความสุขทางกาย สนุกสนานทางกายนั้น มันมีอะไร รบกวนจิตใจเหลือประมาณ ; ทางร่างกายมันสนุกสนาน แต่ว่าทางจิตใจนี้มัน ต้องทน มันถูกกระทบกระทั่งอยู่เรื่อยไป. ต่อเมื่อใดจิตใจไม่ถูกกระทบกระเทือน ไม่ถูกรบกวน นี้จึงจะเป็นความสุขในทางจิตใจ : เราจึงแสวงหาความพักผ่อน
น.72 ทางจิตใจอย่างนั้นอย่างนี้ ไปตามเรื่องตามราว จนกว่าจะพบความพักผ่อนที่แท้จริง คือ ความที่กิเลสไม่รบกวนจิตใจ. อยู่อย่างที่ไม่มีกิเลสรบกวนจิตใจ นี้คือ ความสุขทางใจ, แล้วจึงค่อยขยับขยายขึ้นไป ถึงเรื่องมีสมาธิ มีสมาบัติ กระทั่ง เป็นการบรรลุ มรรค ผล นิพพาน ในที่สุด, นี้เป็นความสุขทางใจด้วยกันทั้งนั้น. คำว่า หน้าที่ จึงมีทั้งทางกาย และทางใจ เพื่อให้มนุษย์ ได้สิ่งที่ มนุษย์ควรจะได้ คือได้ความรอดชีวิต, แล้วก็ได้ความสุขจากการที่รอดชีวิต อยู่ได้ สูงขึ้นไปในด้านจิตใจ; นี้เรียกว่า หน้าที่ ๒ อย่าง ทางกาย และทางใจ. ที่นี้ดูต่อไป ยังมีหน้าที่ ในระบบอื่น มีหน้าที่ โดย ๓ สถานคือ หน้าที่เพื่อตัวเอง, แล้วก็หน้าที่เพื่อผู้อื่น หรือเพื่อสังคม, และ หน้าที่เพื่อสถาบันมนุษย์ทั้งหมด หรือเพื่อธรรมชาติ หรือเพื่อโลกทั้งปวง ซึ่งกว้างไปกว่าเพื่อผู้อื่น สังเกตดูสักหน่อยก็จะเข้าใจได้ : ๑. หน้าที่เพื่อตัวเราเอง นั้นก็เห็นชัดอยู่แล้วทุกอย่างที่เราจะต้องทำ ; อย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ทางกายก็ดี ทางใจก็ดี แม้ทางสัญชาตญาณ หรือทาง สติปัญญาก็ดี ที่ทำเพื่อตัวเองนี้ ทำกันเป็นส่วนมาก จนไม่ใคร่มีเวลาคิดถึงผู้อื่น. ๒. หน้าที่เพื่อผู้อื่น นี้เพราะการทำเพื่อตัวเองนั้น เป็นกิเลสครอบงำ เห็นแก่ตัวมากไป จึงต้องมีการแบ่งหน้าที่ไว้ส่วนหนึ่ง คือทำเพื่อผู้อื่นด้วย, หรือทำ ๒ อย่างพร้อมกันไป ทั้งเพื่อตัวเอง และทั้งเพื่อผู้อื่น ๓. หน้าที่อีกอย่างหนึ่ง แยกออกไปว่า เรายังจะต้องทำหน้าที่เพื่อ โลกมนุษย์ มนุษย์โลก หรือโลกทั้งปวง เพื่อสถาบันมนุษย์ยังคงมีความเป็นมนุษย์ หรือเพื่อธรรมชาติโดยตรง. คนเลว คนอกตัญญู ย่อมไม่รู้คุณของธรรมชาติ
น.73 เช่นธรรมชาติบนผิวโลกนี้ ป่าไม้ ภูเขา ลำธาร ห้วย หนอง คลอง บึง บาง อะไร ต่าง ๆ ที่เป็นความร่มเย็นตามธรรมชาตินี้. เราต้องรู้บุญคุณของสิ่งนั้น แล้วก็มี หน้าที่ ที่จะช่วยคุ้มครองสิ่งนั้น ให้ยังคงอยู่ ; ถ้าลองไม่มีธรรมชาติเหล่านี้ คนก็อยู่ไม่ได้ จะต้องตายเหมือนกัน. เดี๋ยวนี้มีคนเลว ๆ ทำสิ่งที่ทำลายธรรมชาติกันมากขึ้น นับตั้งแต่พวก pollution อะไรต่าง ๆ ที่เขาเรียกว่าน้ำเน่าน้ำหนอง อะไรกันนี้, ทำลายธรรมชาติ ออกไป ๆ จนไม่เป็นโลกที่น่าดู. นี้เดือดร้อนกระทั่งสัตว์เดรัจฉาน ในที่บางแห่ง นกตาย เพราะว่ามันติดน้ำมัน ที่เรือเดินทะเล ทำหกตกหล่นกันมากขึ้น ๆ ลอยไปอยู่ในอ่าว ในทะเลบางแห่ง ; อย่างนี้ก็เรียกว่า ทำลายธรรมชาติ มนุษย์ มีจิตใจทรามจนไม่เห็นแก่ธรรมชาติ. ความเห็นแก่โลกทั้งปวง เห็นแก่ธรรมชาติทั้งหลาย นี้ก็ต้องเรียกว่า เป็นหน้าที่ เราจึงมีหน้าที่เพื่อตนเอง และมีหน้าที่เพื่อผู้อื่น ที่แวดล้อมตัวเราอยู่ ใกล้ๆ แล้วก็มีหน้าที่อันกว้างขวางไม่จำกัดเขต หน้าที่ตามธรรมชาตินี้ คน โบราณเขาพูดไว้ดีแล้ว คนเดี๋ยวนี้ไปหาว่าโง่ ; ที่จริงตัวเองนั่นแหละโง่ เข้าใจไม่ได้ว่า ทำไมคนโบราณเขาจึงพูดว่า พระอาทิตย์ พระจันทร์อะไรต่าง ๆ นี้ มีบุญคุณทำบุญกุศลก็ต้องตรวจน้ำ อุทิศแก่พระอาทิตย์พระจันทร์อะไรต่าง ๆ ล้วนแต่เป็นธรรมชาติ ทั้งนั้นแหละ. ถ้าไปคิดดูสักหน่อยก็จะเข้าใจได้ เหมือนที่กำลังกล่าวอยู่นี้ ว่า เราจะต้อง ขอบคุณธรรมชาติทั้งหลายทั้งปวง ที่ช่วยกันพิทักษ์รักษาความปรกติของ ธรรมชาติไว้. เดี๋ยวนี้มนุษย์ทำลายป่า เอามาเป็นประโยชน์อย่างอื่น จนไม่มีป่า จนฝนไม่ตก จนเดือดร้อนกัน เพราะว่าดินมันแข็งเป็นหิน หรือเป็นทะเลทราย ; ถ้าว่ารู้จักขอบคุณพระธรณี ขอบคุณพระพาย ขอบคุณพระคงคา ขอบคุณ
น.74 พระอาทิตย์ พระจันทร์กันบ้างแล้ว ก็คงไม่ทำอย่างนั้น ; อย่างนี้ก็เรียกว่าหน้าที่ เพื่อธรรมชาติ. สรุปการปฏิบัติธรรม คือการทำหน้าที่ อาจแยกได้หลายประเภท เราดูทีเดียวกันหมดอย่างคร่าว ๆ ก็ว่า หน้าที่ ๒ สถาน คือ หน้าที่โดย สัญชาตญาณ และหน้าที่โดยสติปัญญา, แล้วก็หน้าที่ ๒ สถาน คือ หน้าที่ ทางกาย และหน้าที่ทางจิต แล้วก็หน้าที่ ๓ สถาน คือ หน้าที่เพื่อตนเอง และ หน้าที่เพื่อผู้อื่น แล้วก็หน้าที่เพื่อโลก หรือธรรมชาติทั้งปวง. ใครทำหน้าที่ เหล่านี้ คนนั้นเรียกว่า เป็นผู้ปฏิบัติธรรมทั้งนั้น. อย่าได้มัวหลับหูหลับตา คิดอยู่ว่า การปฏิบัติธรรมนั้น ต้องมานั่งโคนไม้ นับลมหายใจอยู่อย่างเดียว. ขอให้เข้าใจกันเสียใหม่ว่า การปฏิบัติธรรมนั้น คือการทำหน้าที่ ทุกอย่าง ที่สิ่งที่มีชีวิตทุกอย่างจะต้องทำ โดยนัยดังที่กล่าวแล้วนี้. ขอให้ดูว่า การปฏิบัติธรรม ก็คือการทำหน้าที่ หรือ การทำการงานนั่นเอง. ในที่นี้จะใช้คำว่า "การทำการงาน" ; อย่างคน เรียนหนังสือจบแล้ว เรียนวิชาในโรงเรียน ในมหาวิทยาลัยจบแล้ว ก็ไปทำการงาน การทำการงานนั้นคือ การทำหน้าที่. ตอนนี้คงไม่มีใครเถียง อย่างน้อยก็ทำ หน้าที่หาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ; ที่จริงการทำการงานนั้นยังมีอะไรดีกว่านั้นมาก มีผลมีอานิสงส์มีอะไรดีกว่านั้นมาก. อย่าลืมว่า การทำงานคือการทำหน้าที่, การทำหน้าที่คือการ ปฏิบัติธรรม : ฉะนั้นการทำการงาน ก็คือการปฏิบัติธรรม. เมื่อเรียนหนังสือ เรียนวิชาความรู้เสร็จ จบแล้วก็ไปทำหน้าที่ เป็นลูกจ้างอยู่ที่บริษัทแห่งหนึ่ง ; นี้จะเรียกว่าเป็นการปฏิบัติธรรมได้อย่างไร ? นี่เราหมายความว่า ไปเป็นลูกจ้างอยู่
น.75 ที่บริษัทแห่งหนึ่ง ไม่ใช่ไปเป็นหมอ เป็นตุลาการ เป็นอะไรที่เห็นชัด ๆ ว่า จะเป็นการปฏิบัติธรรม. ยกมาเป็นตัวอย่างว่า เป็นลูกจ้างอยู่ที่บริษัทแห่งหนึ่ง จะเป็นการปฏิบัติธรรมได้อย่างไร. การทำหน้าที่คือการปฏิบัติธรรม นี้ต้องดูกันในด้านจิตใจ ; เรียกว่าหน้าที่ทางจิตใจ หรือเรียกว่าหน้าที่ทางใจ. จะพูดอย่างคร่าว ๆ กว้าง ๆ เสียทีหนึ่งก่อนว่า การทำงานทุกชนิด ไม่ว่าการงานชนิดไหนหมด อย่างเลวที่สุดก็ตาม การงานนั้นจะสอนอะไรให้ พร้อมกันกับการกระทำนั้น แล้วมันจะสอบไล่ไปด้วย แล้วมันจะเลื่อนชั้น ให้ด้วย, เพื่อสอบไล่ได้ในตัวมันเอง โดยอัตโนมัติด้วย. ฉะนั้นการไปทำไร่ ทำนา หรือไปเป็นลูกจ้าง ก็จะมีอะไรที่ธรรมชาติสอนให้ในตัวการงาน ; แล้ว มันสอบไล่ คือว่า มันต้องทำได้ ; ถ้าทำไม่ได้ ก็คือว่า สอบไล่ตก. คนที่ทำการงานได้ดียิ่งขึ้นไป ก็คือธรรมชาติได้เลื่อนชั้นให้ในตัว การทำงานนั้น ; แม้ว่าเขาไม่เลื่อนเงินเดือนให้ แต่ธรรมชาติจะเลื่อนชั้นให้ คือความฉลาด ความสามารถ ความไหวพริบสุขุมอะไร มันจะมีเพิ่มขึ้นโดย อัตโนมัติในตัวเอง. แต่สิ่งเหล่านี้ไม่มีอะไรดีไปยิ่งกว่า การที่รู้จักชีวิตมากขึ้น นั่นแหละคือผลดีที่ได้จากการทำการงาน. การปฏิบัติหน้าที่ให้ดีที่สุด นั่นคือการปฏิบัติธรรม ถ้าใครตั้งใจทำการงานให้ดีที่สุด อย่างกับว่าเป็นการปฏิบัติธรรมแล้ว การงานนั้นมันจะให้ผล คือทำให้รู้จักชีวิตดีขึ้น : คนทำนาทำไร่ ก็รู้จักชีวิต ดีขึ้น. คนเป็นลูกจ้างอยู่ที่บริษัท ก็จะรู้จักชีวิตดีขึ้น, ตลอดถึงทำการงานที่ สูงไปกว่านี้ ก็จะรู้จักชีวิตดีขึ้น, แม้จะไปถีบสามล้อ ก็จะรู้จักชีวิตดีขึ้น.
น.76 ถ้าเขากระทำโดยความรู้สึกที่ถูกต้อง หรือรับผิดชอบในหน้าที่ จะรู้จัก ว่าอะไรเป็นอะไรมากขึ้น กระทั่งจะเกิดความรู้สึกว่า เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในสิ่งต่าง ๆ ได้มากขึ้น. คนที่ไม่เคยทำการงาน ก็จะนอนโง่อยู่ ; หรือบางทีอาจจะต้องตายด้วย ไม่มีโอกาสที่จะให้ธรรมชาติสอบไล่ หรือเลื่อนชั้น ในการที่จะรู้จักว่า ชีวิตนี้คืออะไร, คนเราเกิดมาทำไม. ทำการงานทางกาย หรือทำการงานทางจิตใจ คือเป็นผู้มีสติปัญญา ทำงานด้วยสติปัญญา ก็ล้วนแต่เป็นการทำงานทั้งนั้น ; และการทำงานนี้งาน จะสอนให้รู้จักชีวิตในด้านลึกเพิ่มขึ้น มีงานมากเท่าไร ก็จะยิ่งมีการสอนมากเท่านั้น ยิ่งร้อนเป็นไฟ อย่างที่ตกนรกทั้งเป็น ก็ยิ่งสอนมากขึ้น. อย่างที่เป็นนัก การเมือง อย่างนายกรัฐมนตรีปัจจุบันของประเทศไทยนี้ได้ยินข่าวว่า กำลังทุกข์ หนัก กำลังเดือดร้อน กำลังทำหน้าที่ของตนด้วยความยากลำบาก ; แต่ว่าจะ มีผลดีที่สุดในทางจิตใจ ที่จะทำให้รู้ว่า โลกนี้เป็นอย่างไร ชีวิตเป็นอย่างไร การงานเป็นอย่างไร. การเป็นนายกรัฐมนตรีที่ร้อนเหมือนไฟนั้น ทำให้ใกล้นิพพาน มากขึ้น, รู้จักความทุกข์ รู้จัก อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อะไรมากขึ้น, จิตใจ มันแล่นไปนิพพานได้ง่ายขึ้น. ฉะนั้นคงไม่มีอะไรเสียหายไปหมด แม้จะล้มเหลว ในทางวัตถุ ถ้าสมมติว่าเป็นไปอย่างนั้น แต่จะไม่มีการล้มเหลวทางจิตใจ. ถ้า รู้จักทำให้เป็นการงานที่เป็นการปฏิบัติธรรม หน้าที่ยิ่งยากเท่าไร ก็ยิ่งเป็นการ ปฏิบัติธรรมมากขึ้นเท่านั้น. ควรรู้จักทำหน้าที่ทางวิญญาณกันบ้าง การทำงานที่สูง ก็คือ การทำงานทางวิญญาณ ; ซึ่งเรียกว่าทำ กัมมัฏฐาน. แต่ขอบอกให้รู้ว่า คำว่า "กัมมัฏฐน" นั้น แปลว่า ฐานที่ตั้ง
น.77 แห่งการงาน. คนไม่เคยรู้ ไม่เคยเรียนบาลี ก็ไม่รู้ว่า คำว่ากัมมัฏฐาน หรือ กรรมฐาน แปลว่าอะไร. กรรมฐาน แปลว่าที่ตั้งของการงาน. ที่พระทำ วิปัสสนา ทำสมาธิเรียกว่า กรรมฐานนั้น ก็คือ การทำการงาน ; เพราะ คำว่า กมฺม หรือ กรรม นี้แปลว่า การงาน ในที่อย่างนี้ กรรมฐาน ก็คือ ที่ตั้ง แห่งการงาน แต่เป็นการทำการงานทางวิญญาณ ทำทางจิต ทำทางสติปัญญา นี้ก็มีผลเกิดขึ้นตามสมควรแก่การกระทำด้วยเหมือนกัน. คนที่หลับตา หรือยังโง่อยู่ ไม่รู้ว่า กรรมฐานคืออะไร ; ไปเข้าใจ เสียว่า เป็นภาษาวัดครึกระ ๆ บ้า ๆ บอ ๆ แล้วก็ไม่ทำกรรมฐาน ไม่ยอมทำ กรรมฐาน ไม่สนใจเรื่องการทำกรรมฐาน ก็เพราะว่า เขาไม่รู้จักว่า กรรมฐาน นั้นคืออะไร. ถ้ารู้จักแล้ว ก็จะรู้ว่า กรรมฐานคือ ที่ตั้งแห่งการงาน ; เป็น การงาน เช่นเดียวกับการทำไร่ไถนาของชาวนา หรือการงานอย่างอื่น ที่เขาต้อง ทำกัน ซึ่งเป็นเรื่องทางฝ่ายร่างกาย. ส่วนกรรมฐานเป็นการงานทางฝ่ายจิตใจ เท่านั้น ; มันก็เป็นการงานนั่นเอง เป็นการงานที่ต้องทำด้วยจิต ด้วยสติปัญญา ทำทางจิต มันก็เป็นเรื่องพัฒนาจิตให้สูงสุด. กรรมฐานประเภทสมาธินี้ ก็คือการทำงานทางจิต แล้วก็ได้ผล ล้นเหลือ คือ ได้ผลว่า จิตนี้ถูกอบรมแล้ว อย่างนี้ จะเป็นจิตที่มีกำลังมากกว่า ธรรมดา อย่างจะเทียบกันไม่ได้. กำลังจิตใจตามธรรมดามีเท่าไร พอฝึกฝนในทางจิตชนิดนี้แล้ว กำลัง จิตนั้นจะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว หลายสิบ หลายร้อยเท่า ; สมรรถนะทางจิต จะเพิ่มขึ้น อานุภาพทางจิตจะเพิ่มขึ้น เป็นจิตที่มีพละกำลัง มีสมรรถนะความ สามารถ แล้วมีอานุภาพเหมือนกับปาฏิหาริย์ขึ้นมา นี่เป็นผลของการทำการงาน ทางจิตมันมีได้อย่างนี้.
น.78 ผลของการทำการงานทางปัญญานั้น เรียกว่าพัฒนาทาง ปัญญา นี้จะได้ความรู้ ความรู้แจ้ง ความเห็นแจ้ง ความรู้ที่ได้มาจาก ปัญญานี้ แยกออกได้เป็นผล ๒ อย่าง. อย่างแรกที่พระพุทธศาสนาไม่ประสงค์ ก็คือ ความรู้ชนิดที่ทำให้มี อะไร ๆ ประเภทที่เรียกว่า เป็นทิพย์ มีหูทิพย์ ตาทิพย์ มีอะไรเป็นทิพย์เกินธรรมดา มีฤทธิ์ มีปาฏิหาริย์นี้อย่างหนึ่ง เป็นพวกญาณชนิดที่จะทำให้เกิดปาฏิหาริย์ ; นี้ ไม่ใช่ความประสงค์มุ่งหมายของพุทธศาสนา แต่มันเป็นผลอย่างหนึ่งที่มีอยู่ อย่างแน่นอน เมื่อมีการพัฒนาทางปัญญา หรือการทำการงานทางปัญญา. อย่างหลังเป็นผลที่ต้องการ มุ่งปรารถนาในทางฝ่ายพุทธศาสนานั้น คือการทำลายกิเลส, ให้เกิดการละวาง ให้เกิดการหลุดพ้นจากอำนาจของกิเลส. ถ้าเราทำการงานทางปัญญา ในทางพุทธศาสนามุ่งหมายที่จะให้เกิดความรู้ ชนิดที่ทำลายกิเลสได้, ทำลายอุปาทานได้ และละวางสิ่งทั้งปวง ที่เป็น ที่ตั้งแห่งความทุกข์, ไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดไว้ในฐานะที่เป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์ ; นี่เป็นยอดสุดของปัญญา. ขอให้รู้กันเสียทีเถิดว่า สิ่งที่เรียกว่า กรรมฐานนั้นก็คือ การทำการ งาน ในความหมายอย่างเดียวกับเรื่องทำไร่ไถนา แต่นั่นเป็นการงานทางกาย ; ส่วนกรรมฐานนี้เป็นการงานทางวิญญาณ หรือทางจิต ซึ่งมีผลตามมาในแบบ ของการงานทางจิต มีจิตที่มีคุณสมบัติสูงสุด แล้วก็มีปัญญา คือรู้สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะรู้- ขอให้ดูให้ดีตั้งแต่ต้นจนปลาย ดังที่กล่าวมาแล้วนี้ จะเห็นได้ชัดว่า การทำการงานนั้น มีผลเป็นการปฏิบัติธรรม และเป็นการทำหน้าที่ ที่มนุษย์จะต้อง
น.79 กระทำ. จะเห็นได้ชัด ๆ เลยว่า การทำการงานนี้เป็นการปฏิบัติธรรม หรือการ ปฏิบัติธรรมนั้น ก็คือการทำการงานนั่นเอง ; มนุษย์ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ คือต้อง ทำหน้าที่ ที่มีอยู่เป็นชั้น ๆ อย่างนั้น เมื่อทำหน้าที่แล้วก็คือ การปฏิบัติธรรม นั่นเอง. ทีนี้ มนุษย์ไม่สนใจ ไม่รู้ ไม่เข้าใจ บางจำพวกก็โง่จนถึงกับ เกลียดการปฏิบัติธรรม ; รองลงมาก็โง่ในการที่ไม่อยากทำงาน อยากจะมีแต่ ความสุขสบายโดยไม่ต้องทำงาน, หรือโง่จนไม่อยากทำหน้าที่ ; นี่มันมีอยู่มากถึง อย่างนี้. แม้ที่ทำอะไรบ้าง นั้นก็ทำเพราะจำใจ เพราะความจำเป็นบังคับ จึงต้องทำหน้าที่ ฉะนั้นคนเหล่านี้จะไม่สนุกในการงาน. ถ้าเขามีความเข้าใจใน ข้อนี้ดีแล้วเขาจะสนุกในการงาน. ขอให้ทุกคนไปทดสอบตัวเองดู ว่าใครบ้างเมื่อทำการงานแล้ว รู้สึก สนุก ? ชั่วโมงทำงานนั้น ใครรักบ้าง ? มีแต่อยากจะให้มันพ้นไปเร็ว ๆ ให้ถึงตอนบ่าย ให้ถึงตอนเย็น แล้วก็เลิกงานกลับบ้าน แล้วไปพักผ่อน อย่างนี้ ใช่ไหม ? ใครรู้สึกสนุกในการงาน ในขณะที่กำลังทำการงาน, คนนั้นแหละ รู้ความจริงข้อนี้คือ ความจริงที่เรากำลังพูดกันอยู่นี้ ว่าการปฏิบัติธรรมนั้นคือ การทำหน้าที่. ผู้ที่สนุกในการงานก็เพราะรู้ข้อเท็จจริงนี้. คนที่อิดหนาระอาใจ ในการทำการงาน ก็เพราะไม่รู้ข้อนี้ เป็นคนโง่ ; เมื่อไม่รู้จักแสวงหาความสุข จากการทำงาน จึงไม่มีการเลื่อนชั้นในทางจิตใจ สอบไล่ไม่ได้ในทางจิตใจ ไม่รู้ ว่าความสุขที่แท้จริงนั้นมันอยู่ที่ตรงไหน. ถ้าเขามีปัญญาจริง เขาจะรู้ว่า ความ สุขที่แท้จริง ที่ไม่ปลอม นั่นแหละคือ ความสุขที่เกิดขึ้นเมื่อเรารู้สึกพอใจ ในการงาน.
น.80 ควรศึกษาให้รู้ว่า ความสนุกในการงาน คืออะไร ถ้าพูดว่า ปฏิบัติธรรม คนก็มักจะยอมรับเพียงว่า เป็นการได้บุญ ได้กุศล แล้วก็พอใจ แล้วก็รักในการปฏิบัติธรรม ; แต่พอพูดถึงการทำหน้าที่ ที่ออฟฟิศประจำวันนี้ คนก็สั่นหัว ไม่รู้สึกว่ามีค่า เหมือนกับการปฏิบัติธรรมที่วัด หรือที่ในป่านี้. นี่เขามองไม่เห็น เพราะเขาไม่เข้าใจว่า การงานนั่นแหละคือ การปฏิบัติธรรม. เมื่อรู้ว่ามันเป็นการปฏิบัติธรรม ก็คงจะรักจะพอใจ ว่าเรา ได้ทำสิ่งที่ดี แล้วก็มีความสุข ; เพราะรู้สึกว่าเราได้ทำสิ่งที่ดี เป็นคนที่เคารพ นับถือตัวเอง. ส่วนคนขี้เกียจ คนที่ไม่รู้จักหาความสุขจากการงานนี้ เป็นคนไม่ เคารพตัวเอง เป็นคนคดโกง. ขอให้ศึกษา และสังเกต สิ่งที่เรียกว่า ความสนุกในการงาน ว่า นี่มันคืออะไร ? แล้วเขยิบขึ้นไปอีกนิดว่า ความสุข ความพอใจอันแท้จริงใน การงานนั้นคืออะไร ? เรากำลังยกมือไหว้ตัวเองได้ เพราะว่า เรากำลังได้ ทำหน้าที่ ที่ดีที่สุดของมนุษย์ ; นี้เรามีความพอใจ จนจิตใจรู้สึกเป็นสุข เลย เรียกว่าความสุขในการทำงาน. เดี๋ยวนี้ ไม่มีใครคิดเห็นความสุขในการทำงานอย่างนี้ เห็นว่าการ ทำงานนี้ ถ้าหลีกเลี่ยงได้เป็นหลีก ; ถ้าทำการงานอะไรสักนิด ก็จะเรียกค่าจ้าง จะเรียกร้องเอาค่าจ้าง. นี้ก็ต้องเรียกว่าเป็นคนที่ยังหลับหูหลับตา ทำหน้าที่อะไร หน่อย ก็ถือว่าจะเรียกร้องค่าจ้าง จนเกิดปัญหาเรื่องค่าจ้าง ระหว่างนายจ้างกับ ลูกจ้าง เต็มไปหมดในโลกนี้; เพราะว่าคนโง่ ไม่รู้ว่าการทำการงานนั้นคือ การปฏิบัติธรรม ได้ผลเป็นการปฏิบัติธรรม. ส่วนการที่จะได้ค่าจ้างบ้างนั้น มันเป็นเรื่องเล็กน้อย เป็นเรื่องขี้ฝุ่น เป็นเรื่องขยะมูลฝอย. เงินเดือนที่ได้ ค่าจ้างที่ได้ นั้นมันเป็นขยะมูลฝอย ; ถ้าเรามาเปรียบกับผลที่ได้ในทางจิตใจ
น.81 ที่จิตใจมันสูงขึ้นไป มันสอน มันสอบไล่ มันเลื่อนชั้นขึ้นให้ อย่างนี้มันมี ค่ามาก. ฉะนั้น ขอให้พอใจในการทำการงาน เพื่อผลอย่างนี้ก่อน แล้วก็ ได้ค่าจ้างรางวัลซึ่งเป็นเรื่องขี้ฝุ่น ให้มาอยู่ใต้ฝ่าเท้า. ยกตัวอย่าง เหมือนกับว่าเรา เราเป็นครู เรารู้สึกว่า ได้ผลของการ เป็นครู โดยยกสถานะทางวิญญาณของเพื่อนมนุษย์ให้สูงขึ้น ; ส่วนเงินเดือนนั้น ให้ถือเป็นของที่เขาบูชา แล้วก็เอาไปไว้ใต้ฝ่าเท้าดีกว่า. อย่าเอาเงินเดือนมา เทิดไว้บนหัว มันจะงกเงิน มันจะหลงเงิน แล้วมันจะเห็นแต่แก่เงิน แล้วก็ไม่ทำ หน้าที่ของครู ผู้ยกวิญญาณของสัตว์โลก. เมื่อเป็นภิกษุก็เหมือนกัน ให้ทำหน้าที่ของภิกษุ, ทำการงานที่เป็น หน้าที่ของภิกษุ. อย่าไปเห็นแก่ลาภสักการะที่จะได้มา ซึ่งนั่นมันควร จะเป็นขี้ฝุ่น เอาไว้ใต้ฝ่าเท้า ; แล้วเอาความพอใจ ที่ได้ทำหน้าที่ของภิกษุ สืบอายุพระพุทธศาสนา ว่านี่เป็นสิ่งสูงสุด น่าชื่นใจที่สุด มีความสุขที่สุด ; อย่างนี้แล้ว ก็จะเป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่แท้จริง เพราะว่าได้ทำ หน้าที่ ได้ปฏิบัติธรรม, ได้ทำการงานที่เป็นหน้าที่โดยตรงของตน, แล้วความ สุขนั้นก็มีอยู่ในการงาน มีความพอใจในการที่ทำหน้าที่นั้นอยู่ทุกเวลานาที. นี่เรียกว่า ประโยชน์อันมหาศาล หรือ อานิสงส์อันแท้จริงนั้น ถูก มองข้ามไปเสียหมด แล้วก็ไปงกเงิน ไปงกเงินเดือน คอยภาวนาอยู่แต่ว่า เมื่อไรเขาจะขึ้นเงินเดือนให้ ; อย่างนี้ก็คือคนที่เป็นเปรต มีความหิว มีความ กระหาย เหมือนกับเป็นเปรตอยู่ตลอดเวลา ; แล้วก็ไม่ได้รับประโยชน์อานิสงส์ ของการปฏิบัติธรรม เพราะเขาไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม
น.82 เพราะไม่รู้ว่า เกิดมาทำไม จึงไม่ได้อานิสงส์ของการปฏิบัติธรรม นี่ปัญหามันจะเลื่อนมาสำหรับพิจารณากัน อยู่ที่ว่า เกิดมาทำไม ? เกิดมาเพื่อกิน เพื่อเล่น เพื่อเอร็ดอร่อย เพื่อเนื้อเพื่อหนัง หรือว่า เกิดมาทำ อะไร ? เราจะตามใจเนื้อหนัง หรือว่าจะตามใจพระธรรม ซึ่งมันไปด้วยกัน ไม่ได้. ถ้าตามใจเนื้อหนังก็ไปหากามารมณ์; ถ้าตามใจพระธรรมก็มาหา ความสงบเย็น สงบจากกิเลส. ถ้าตามใจเนื้อหนัง ก็ไปรับจ้างเขาเอาเงินมา ซื้อหากามารมณ์ ; ถ้าตามใจพระธรรม ก็ทำหน้าที่อันสูงสุด เพื่อประโยชน์ แก่หน้าที่ ทำหน้าที่เพื่อประโยชน์แก่หน้าที่ หรือจะเรียกสั้น ๆ ว่า ทำงาน เพื่องาน. อย่าได้ทำงานเพื่อเงินเลย มันจะเป็นทาสของเงิน แล้วจะมีจิตใจ ต่ำทราม จะทำลายประโยชน์ของตน และประโยชน์ของผู้ อื่นโดยไม่รู้สึก ตัว ; เพราะเขาไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม เกิดมาแล้วมีหน้าที่อะไร. เกิดมาแล้ว มีหน้าที่ตามใจกิเลส เนื้อหนัง, หรือว่าเกิดมาแล้วมีหน้าที่ ตามใจพระธรรม คือธรรมะที่เป็นสัจจะ เป็นความจริงเป็นความถูกต้อง เป็นความสูงสุด หรือเรียกว่า พระเจ้าก็ได้ ; อย่างนี้แล้วก็จะพูดง่ายเข้าอีกว่า เกิดมานี้เพื่อตามใจเนื้อหนัง หรือว่าเกิดมานี้เพื่อตามใจพระเจ้า. ถ้าตามใจพระเจ้าก็ต้องปฏิบัติธรรม ตามแบบที่พระเจ้าท่านต้องการ; ถ้าเกิดมาเพื่อเนื้อหนัง ก็ไปลุ่มหลงมัวเมาในเนื้อหนัง แล้วก็ไม่มีการงานที่เป็น การศึกษา ไปรับจ้างกิเลส. ทีนี้เมื่อกิเลสมันสิงจิตใจให้เร่าร้อน เป็นสัตว์ นรกอยู่ ; แล้วก็จะเอาสติปัญญาที่ไหนมารู้ว่า การงานคือการปฏิบัติธรรม
น.83 นี่เพราะไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม ; เอาเวลานี้ สมัยนี้ ยุคนี้แหละ เป็นหลักกันว่า คนเกิดมาทำไม ; อย่าไปมัวพูดถึงยุคพุทธกาลอะไร ให้มันเป็นปัญหาอะไร มากมายไป. ดูให้ดีเถิด คนในยุคนี้ ปัจจุบันนี้ เกิดมาทำไม? ดูให้ดีแล้วจะ เห็นว่า เกิดมาเพื่อเป็นทาสของกิเลส, เกิดมาเพื่อเป็นทาสของเนื้อหนังทั้งนั้น. ที่กำลังศึกษาเล่าเรียนในโรงเรียน ในมหาวิทยาลัยนี้ ก็เตรียมตัวพร้อมที่จะเป็น ทาสของกิเลส และเนื้อหนังทั้งสิ้น จริงไหม ? ใน ๑๐๐ ส่วนจะมีอยู่สักเท่าไร ที่ว่าจะเกิดมาตามใจพระธรรม ? - ถ้าว่าเดี๋ยวนี้ยังโง่อยู่ ก็ควรจะเลื่อนชั้นให้ฉลาดกันเสียบ้างว่า ไม่ได้ เกิดมาเพื่อตามใจเนื้อหนัง ; ฉะนั้นถ้าเราจะศึกษาเล่าเรียน และออกไป ประกอบการงาน ก็ให้ถือว่าเป็นการปฏิบัติธรรม ; กำลังเรียนอยู่ จะสอบไล่ให้ ได้ นี้ก็เป็นหน้าที่ เป็นการปฏิบัติธรรม, การเล่าเรียนในโรงเรียน ในมหา- วิทยาลัย ก็เป็นการปฏิบัติธรรม, ออกไปแล้ว ไปประกอบอาชีพก็เป็นการ ปฏิบัติธรรม เพราะเรารู้ว่า เราเกิดมาทำไม ; ไม่ได้เกิดมาตามใจกิเลสหรือ เนื้อหนัง. ถ้าใครทดสอบตัวเองแล้วเห็นชัดว่า กำลังมีความคิดชนิดที่ เกิดมา ตามใจกิเลส ตามใจเนื้อหนังแล้ว รีบไปเปลี่ยนแปลงเสียเถิด ; ถ้าไม่ไป แก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อนี้ ก็ป่วยการที่มาสวนโมกข์ จะไม่ได้รับประโยชน์อะไรใน การมาสวนโมกข์เลย. นี่เพราะว่า ไม่รู้ว่า เกิดมาทำไม. ถ้าเข้าใจเรื่องเกิดมาทำไมให้ถูกต้องแล้ว ไปที่ไหน ๆ ก็จะมี ประโยชน์, จะศึกษาอะไรก็จะมีประโยชน์, จะไปทำงานที่ไหนก็มีประโยชน์
น.84 ในการที่จะเลื่อนชั้นแห่งความเป็นมนุษย์ของตนให้สูงขึ้นไป โดยรู้ว่าเกิดมาทำไม เกิดมาทำหน้าที่ ชนิดที่เป็นการปฏิบัติธรรม ทำการงานก็เป็นการปฏิบัติธรรม. ถ้าได้มีการอบรมสั่งสอนกันมาให้ดีตั้งแต่เล็ก ๆ แล้ว คนเราก็จะถึง ที่สุดแห่งหน้าที่การงานชนิดนี้ได้เร็วกว่านี้มาก. เดี๋ยวนี้ไปเสียเวลาทำผิด ๆ พลาด ๆ อยู่เรื่อยไป กว่าจะรู้ตัวก็สายไปเสียแล้วก็มี ; เวลามันไม่รอ ไปรู้สึกตัว ตอนจวนจะเข้าโลงแล้ว มันก็ทำไม่ทันเหมือนกัน. ควรจะรู้เสียแต่เดี๋ยวนี้ว่า เกิดมาทำไม ? มีหน้าที่อะไร ? แล้วก็ให้ถือเป็นอุดมคติสูงสุดว่า การปฏิบัติ หน้าที่นั้นคือการปฏิบัติธรรมอย่างสูงสุดอยู่ในตัวมันเอง. ปุถุชน ทำหน้าที่โดยผูกพัน พระอรหันต์ทำด้วยเมตตา ทีนี้ อยากจะพูดให้สิ้นสุดกระแสความต่อไปอีกสักหน่อย คือ เรื่อง เกี่ยวกับหน้าที่นั้น ถ้าเรายังเป็นคนธรรมดา ก็เรียกว่ายังถูกผูกพันอยู่ด้วยหน้าที่. ผู้ที่หลุดพ้นจากการผูกพันของหน้าที่นั้น มีแต่พระอรหันต์เท่านั้น มีพระ- พุทธเจ้าเป็นผู้นำ. พระพุทธเจ้าก็เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง แต่ว่าเป็นพระอรหันต์ในขนาด ที่เป็นผู้นำของพระอรหันต์ทั้งหลาย ; ผู้ที่พ้นจากความผูกพันของหน้าที่ คือพระ อรหันต์. แม้จะเป็นพระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี นี้ก็ยังไม่พ้น จากความผูกพันของหน้าที่ แต่ว่าเบาลง ๆ - เบาลงมาก. ความผูกพันโดยหน้าที่นั้น อาศัยความไม่รู้ อาศัยกิเลส ยังต้อง ลำบากอยู่ ; แม้ว่าจะปฏิบัติธรรม ก็ยังต้องยอมรับว่า ต้องลำบากอยู่ เพราะ ยังไม่พ้นความผูกพันของหน้าที่.
น.85 พระพุทธเจ้า เป็นผู้พ้นความผูกพันของหน้าที่ พระอรหันต์ทั้งหลาย ท่านย่อมหมดความรู้สึกว่า มีตัวตน - มีของตน. ถ้ายังไม่ถึงพระอรหันต์ ก็ยัง ไม่หมดความรู้สึกว่า มีตัวตน มีของตน ; ถ้ายังไม่ถึงพระอรหันต์ ก็ยังไม่หมด ความรู้สึกว่า มีตัวตน มีของตน ; ฉะนั้นจึงถูกผูกพันด้วยหน้าที่ เพราะตัวตนนั้น ยังยึดมั่นถือมั่นอยู่ ; ถ้าหมดความรู้สึกว่า ตัวตน ก็ไม่มีอะไรที่จะผูกพันความ รู้สึกว่าตัวมีหน้าที่อะไร อย่างนี้จะดีไหม ? สนุกไหม ? ลองคิดดูบ้าง ถ้าใคร ได้เป็นเช่นนั้น จะน่าภาคภูมิใจไหม ? น่าเลื่อมใสไหม ? ข้อนี้จะมองเห็นได้ ก็ต่อเมื่อได้เลื่อนชั้นจิตใจสูงสุดขึ้นไป จนถึง ระดับสูงสุดของหน้าที่ คือทำหน้าที่สูงสุดแล้ว ก็เกิดความรู้ชนิดที่หลุดพ้นจาก ตัวตน จึงจะเข้าใจข้อนี้ได้ ; แต่แล้วก็ยังมีความสุข เพราะการทำหน้าที่อยู่ นั่นเอง. พระอรหันต์ท่านทำหน้าที่ ด้วยอำนาจของความเมตตากรุณา หรืออะไรก็ตาม ซึ่งไม่ใช่การผูกพัน. พระพุทธเจ้าท่านก็ทำหน้าที่ทำงานมากกว่าพวกเราเสียอีก ; ไม่ใช่ ว่าเป็นพระอรหันต์ หรือเป็นพระพุทธเจ้าแล้วไม่ทำการงาน แต่เป็นการงานที่ ไม่อยู่ในความผูกพัน, ไม่ใช่การงานของกิเลส ไม่ใช่เพราะกิเลสรบเร้าให้ทำ. เพราะอำนาจของสติปัญญา หรือเมตตา กรุณา ที่เหลืออยู่บ้าง, หรือเพราะว่า ตามธรรมชาติ, ร่างกายนี้มันอยู่นิ่งไม่ได้ มันไม่มีความสงบสุข จึงต้องเคลื่อนไหว ฝ่ายสติปัญญาก็บอกให้เคลื่อนไหวไปในทางที่ควรเคลื่อนไหว ท่านจึงทำหน้าที่ของ พระพุทธเจ้า คือการโปรดสัตว์. ที่นี้ ก็อยากจะพูดแทนพระพุทธเจ้า ว่า ท่านก็ต้องรู้สึกสนุกเป็นสุข ในการทำการงาน ทั้งที่ไม่มีความยึดถือ. เรามีความสุขเพราะความยึดถือ ; แต่พระอรหันต์ท่านมีความสุขได้เหมือนกัน เพราะไม่มีความยึดถือ. แล้วเขา ยังมีกล่าวไว้เป็นหลักอีกว่า นิพพานํ ปรมํ สุขํ - นิพพานนี้ เป็นความสุข
น.86 อย่างยิ่ง, หรือนำมาซึ่งความสุขอย่างยิ่ง. ผู้ที่บรรลุนิพพานนั้นก็เลยมีความสุข อย่างยิ่ง เพราะความหมดตัวตน หมดความยึดมั่นถือมั่นของตัวตน. จะพิจารณาเอาอย่างใกล้ ๆ ว่า พระอรหันต์ท่านพ้นความผูกพันของ หน้าที่ แล้วก็ทำหน้าที่ โดยไม่ต้องมีความผูกพัน หน้าที่นี้จึงบริสุทธิ์. เรานี้ อยู่ได้ด้วยความผูกพันของหน้าที่ ทำหน้าที่เพราะจำต้องทำหน้าที่ ; ส่วนท่าน เหล่านั้นท่านไม่ได้ทำหน้าที่เพราะความผูกพัน ว่าจำต้องทำหน้าที่ จึงสนุกกว่าพวกเรา ที่ทำหน้าที่ หรือมีความสุขกว่าพวกเรา ที่ทำหน้าที่ ; แล้วก็เป็นการปฏิบัติธรรม ตามแบบของท่านเหล่านั้น คือเป็นการปฏิบัติธรรมที่ไร้เจตนา. พวกเรานี้ต้องมีเจตนาในการที่จะปฏิบัติธรรม ต้องสำนึกในความ เป็นมนุษย์ของตัว แล้วต้องทำหน้าที่โดยเจตนาจะทำหน้าที่ ; พระอรหันต์ท่าน ไม่มีความยึดมั่นถือมั่น จึงไม่มีเจตนา ไร้เจตนา แต่เป็นการปฏิบัติธรรม คือ การทำหน้าที่. เราจะเปรียบเทียบกันได้อีกคู่หนึ่งว่า การปฏิบัติธรรมนี้ มีทั้ง ของผู้ที่ยังไม่หลุดพ้นจากตัวตน และมีแก่ทั้งผู้ที่หลุดพ้นแล้วจาก ตัวตน. พวกแรกทำด้วยเจตนา ; พวกหลังไร้เจตนา ทำไปด้วยความ ผลักดันของสติปัญญา ความเมตตากรุณา สนุกสนานไปด้วยความเมตตากรุณา ในการโปรดสัตว์ แต่แล้วก็ต้องเรียกว่า เป็นการปฏิบัติธรรม. ถ้าใครจะใช้คำพูด อย่างอื่น เช่น จะพูดว่าพระอรหันต์ ไม่ต้องปฏิบัติธรรมก็ได้เหมือนกัน แต่ยังไม่รู้ จริงในข้อที่ว่า การปฏิบัติธรรมนั้น ไม่ใช่มีแต่อย่างชนิดที่ตัวเองต้องปฏิบัติ เพราะจะต้องทำหน้าที่อย่างมนุษย์.
น.87 พระอรหันต์ผู้พ้นความหมายของความเป็นมนุษย์ หรือ ความเป็นอะไร หมดแล้วนี้ ก็มีการปฏิบัติธรรมอีกแบบหนึ่ง ไร้เจตนา ไม่ผูกพันด้วยหน้าที่ นี่จบกันเพียงแค่นี้. การทำหน้าที่จะมาสิ้นสุดจบกันลงเพียงเท่านี้ นับตั้งต้นแต่ว่า หน้าที่ของสัตว์เดรัจฉาน มันก็ต้องหากิน ต้องต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด แล้วก็ยัง ต้องสืบพันธุ์ ; มนุษย์ชั้นเลวที่สุด ก็ไม่ผิดจากสัตว์เดรัจฉานเท่าไร. นี่ควรจะไปทดสอบกันดูบ้างว่า มนุษย์ที่เห็นแต่เพียงว่า รอดชีวิต อยู่ได้ หรือว่าขี้ขลาดหนีอันตราย หรือว่า เพื่อสืบพันธุ์อย่างนี้ ไม่ดีไปกว่า สัตว์เดรัจฉานสักเท่าไร ? นี้มันต้องเลื่อนขึ้นมาถึงการทำหน้าที่ ที่สูงไปกว่านั้น กระทั่งหน้าที่สูงสุด : เลื่อนจากความเป็น อันธพาลมาเป็นปุถุชน - มาเป็น ปุถุชนชั้นดีชั้นเลิศ - แล้วเป็นพระอริยเจ้า สูงขึ้นไปตามลำดับ จนเป็นพระอรหันต์ กระทั่งอยู่เหนือความมีหน้าที่ อย่างที่กล่าวมาแล้ว. ถ้ายังไม่เป็นพระอรหันต์ ยังมีหน้าที่ ที่ผูกพัน ; พอเป็นพระอรหันต์แล้วก็หมดความผูกพันของหน้าที่ สูงสุดกันเพียงเท่านี้. การปฏิบัติธรรมนั้น คือ การทำหน้าที่ มีความหมายอย่างนี้คือ ปฏิบัติ ธรรมของผู้ที่ยังไม่หลุดพ้น ก็ทำไปด้วยเจตนา, การปฏิบัติธรรมของผู้หลุด พ้นแล้วก็ไร้เจตนา ; สรุปความได้เพียงเท่านี้. การทำงาน คือ การปฏิบัติธรรม ต้องทำโดยรีบด่วน สรุปใจความสั้น ๆ ยังได้อีกครั้งหนึ่ง ว่า การปฏิบัติธรรมนั้น คือ การทำหน้าที่ หรือการทำการงานนั้นก็คือ การปฏิบัติธรรม ; นี้ทำไปตาม ที่ธรรมชาติกำหนดให้. ธรรมชาตินั่นแหละคือกฎของธรรม, กฎของธรรมชาติ คือกฎ ของพระธรรม หรือเป็นตัวพระธรรม. ธรรมชาติกำหนดกฎนี้ไว้ตายตัว ใคร
น.88 ทำผิดต้องเป็นทุกข์, ใครทำถูกจะดับทุกข์ จะหมดทุกข์ จะไม่มีทุกข์ตาม ธรรมชาติกำหนดให้. นี้พูดอย่างวิทยาศาสตร์ที่สุดแล้ว ว่ามนุษย์ต้องทำตาม หน้าที่ ให้ตรงตามที่ธรรมชาติกำหนดให้ ; จะพูดให้ศักดิ์สิทธิ์สักหน่อยก็ต้อง พูดว่า ตามที่พระเป็นเจ้าประสงค์. ในบางศาสนาเขามีพระเป็นเจ้าเป็นสิ่งสูงสุด จะไม่พูดถึงธรรมชาติ อย่าง นักวิทยาศาสตร์ ; ที่จริงก็อันเดียวกัน. สิ่งที่มีอำนาจเหนือสิ่งใด คือ กฎธรรมชาติ ; ทีนี้เขาเรียกว่าพระเจ้า ก็ได้เหมือนกัน. ตามที่พระเจ้า ประสงค์ ไม่มีพระเป็นเจ้าที่ไหน ที่จะต้องการให้มนุษย์ทำผิด, ต้องการแต่ ให้มนุษย์ทำถูกขึ้นไปตามลำดับ จนถึงกับเข้าถึงความเป็นอันเดียวกับพระเจ้า. ศาสนาที่เขาสอนว่ามีพระเจ้านั้น เขาจะมีคำสอนว่า จุดหมาย ปลายทางคือ ความเข้ารวมเป็นอันเดียวกันกับพระเจ้า ที่มนุษย์เหล่านั้นต้อง ปฏิบัติให้ถูกต้องขึ้นมาตามลำดับ ๆ ๆ จนกระทั่งถึงว่า มีความเหมือนกันกับพระ- เป็นเจ้า และเข้าถึงความเป็นอันเดียวกันกับพระเป็นเจ้า คือไม่มีความทุกข์อีก ต่อไป; เข้าถึงธรรมชาติอันลึกซึ้งอันสูงสุด จนถึงกับไม่มีความทุกข์อีกต่อไป. เดี๋ยวนี้เราเป็นพุทธบริษัท เราไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ เราจะไม่ใช้คำว่า ธรรมชาติก็ยังได้ เราจะใช้คำว่า ต้องปฏิบัติธรรม หรือทำหน้าที่ ตามที่ พระธรรมจะประสิทธิ์ประสาทให้. เรามีคำว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ; พระพุทธเจ้าตรัสรู้พระธรรม วางพระธรรมไว้เป็นกฎเกณฑ์ แล้วพระสงฆ์ก็ปฏิบัติ ตาม. ทีนี้เราพุทธบริษัทในฐานะที่จะเป็นพระสงฆ์ ในความหมายใดความหมาย หนึ่ง จะต้องปฏิบัติหน้าที่ ตามที่พระธรรมจะประสิทธิ์ประสาทให้. สิ่งที่เรียกว่าหน้าที่ นั้นจะต้องทำเพราะเหตุนี้ แล้วยังจะต้องทำเป็นการ รีบด่วน ด่วนที่สุดที่มนุษย์จะพึงกระทำได้ เพื่อประโยชน์อะไร ? ก็เพื่อ
น.89 ประโยชน์ว่า อย่าให้มันตายเสียก่อน. ถ้าว่าไม่ตายเสียก่อน ก็มีส่วนที่จะได้รับ ประโยชน์ที่สูงสุดนี้ นาน - นานกว่าพวกที่มัวขี้เกียจอืดอาดช้าเขื่อนอยู่. เรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องที่มัวช้าอยู่ ต้องรีบทำ เพื่อให้เสร็จเสียก่อนตาย ; ถ้าเสร็จเร็ว ก่อนตาย ก็จะมีเวลาเสวยความสุขอันแท้จริงในการเป็นมนุษย์ ได้เป็นระยะยาว ฉะนั้นอย่ามัวเฉื่อยชาเถลไถล โอ้เอ้อยู่เลย. ขอให้รีบสนใจให้ถูกต้องให้ดี ๆ แล้วก็ทำหน้าที่ เพราะว่านั่น คือการปฏิบัติธรรม, หรือว่าการปฏิบัติธรรม นั้นคือการทำหน้าที่ มีหลักเกณฑ์ อย่างที่กล่าวมานี้ พอสมควรแก่เวลาแล้ว. ขอยุติการบรรยายวันนี้ไว้เพียงเท่านี้.
Buddhadasa