น.90 ท่านนักศึกษา ผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย, การบรรยายเรื่อง ธรรมะเสมอด้วยแผ่นดิน ได้ดำเนินมาถึงครั้ง ที่ ๓ แล้วโดยหัวข้อนี้ ขอให้พยายามทำความเข้าใจให้มากเป็นพิเศษ. ผมได้พยายามนึกคิด หรือคัดเลือก เรื่องที่จะนำมาบรรยาย โดยหวังว่าจะให้เป็นประโยชน์แก่ท่านทั้งหลายมากที่สุด เท่าที่จะมากได้ อย่างน้อยที่สุดก็เป็นเรื่องที่จะหาอ่านไม่ได้ จากหนังสือที่มี ๆ อยู่แล้ว. ถ้ามีอยู่ในหนังสือแล้ว ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเอามาบรรยาย ไปหาอ่าน เอาเองก็ได้ ; แต่โดยเหตุที่หนังสือที่มีอยู่นั้น ก็เป็นไปในลักษณะอื่น. ๕๗
น.91 แม้เป็นเรื่องเดียวกัน ก็พูดไปในลักษณะอื่น ; ไม่พูดกันในลักษณะ ที่จะให้เข้าใจธรรมะ หรือเข้าถึงตัวธรรมะได้. นี่คือใจความสำคัญ หรือความมุ่งหมายสำคัญของการบรรยาย ; ฉะนั้นขอให้พยายามทำ ความเข้าใจให้ได้ในคำบรรยายนั้น ๆ. แม้ว่าท่านจะอ่านหนังสือมาตั้งร้อยเล่มพันเล่ม ก็ไม่เคยเกิดความคิด ว่าธรรมะนั้นคือแผ่นดิน ไม่อาจจะรู้สึก ว่าเราต้องอาศัยธรรมะเหมือนที่เราอาศัย แผ่นดิน ให้แผ่นดินเป็นธรรมะ ถ้าขาดธรรมะแล้วจะไม่มีที่ตั้ง ไม่มีที่อยู่ ไม่มีที่ อาศัย ก็จะเดือดร้อนคือเป็นทุกข์. เดี๋ยวนี้แม้ว่า คนกำลังมีความทุกข์กันอยู่ มากมาย ก็ไม่ได้รู้สึกว่า เพราะเขาไม่ได้ตั้งอยู่บนแผ่นดินที่สำคัญ คือ ธรรมะ นี่ มีลักษณะเหมือนกับต้นไม้ เป็นต้น ไม่มีแผ่นดินจะอาศัย มันก็จะต้องเหี่ยวแห้ง และตายไป. บางท่านอาจจะมาเรียนธรรมะเห่อ ๆ ตามเขาไป ไม่มองเห็นประ- โยชน์อันแท้จริงของธรรมะ ; แต่เห็นว่ามันเป็นเรื่องที่สนุกสนาน หรือหรูหรา กระทั่งว่ามีเกียรติมีเครดิต. ถ้ามุ่งหมายอย่างนี้ ก็ยังยากที่จะมองเห็นว่า ธรรมะนี้ เหมือนกับแผ่นดิน เพราะได้มุ่งอะไรอย่างหนึ่งมากเกินไป; ถ้าเคยมุ่งอย่างนั้น ก็ควรจะพอกันที ควรจะมองกันใหม่ให้ลึกซึ้งว่า ธรรมะนี้เหมือนแผ่นดิน. เอา ไปคิดไปนึกให้มาก กว่าที่ผมจะพูด ให้เห็นชัดยิ่งขึ้นไปกว่านั้นอีกก็ได้ ว่าธรรมะ นั้นเหมือนกับแผ่นดิน นี้จำเป็น. ข้อที่ธรรมะเสมอด้วยแผ่นดิน ก็ได้พูดกันแล้วในวันแรก ; ในวัน ถัดมาก็ได้พูดถึงในข้อที่ว่าเราจะต้องจัดการกับแผ่นดินให้ถูกต้อง นี่ก็คือการ ปฏิบัติธรรมนั่นเอง. ดังนั้นการปฏิบัติธรรมจึงเป็นหน้าที่ เหมือนกับที่ว่า ถ้าเราจะอาศัยแผ่นดิน เราก็ต้องมีหน้าที่ ที่จะต้องจัดการกับแผ่นดิน ; เดี๋ยวนี้
น.92 เราได้จัดการกับแผ่นดิน คือธรรมะอย่างไรบ้าง? ถ้าไม่รู้ความจริงข้อแรก มันก็ ยากที่จะปฏิบัติในข้อนี้. แม้จะเคยสนใจปฏิบัติ เคยพยายามปฏิบัติ แต่ถ้าไม่ถูก กับแผ่นดิน คือไม่ถูกกับธรรมะ ก็มีผลไม่ได้ ; ดังนั้นในวันนี้ ผมจะได้กล่าว ในหัวข้อว่า หน้าที่ย่อมมีผลสมควรแก่หน้าที่. การปฏิบัติธรรมย่อมให้ผลสมควรแก่การปฏิบัติ หน้าที่ย่อมมีผลสมควรแก่หน้าที่ ก็คือว่าการปฏิบัติธรรมะ นั้นจะมีผลประโยชน์โดยสมควรแก่การปฏิบัติ ; แต่แล้วมันกลับเกินค่าสำหรับ มนุษย์. แม้ว่ามันจะมีผลสมควรแก่การปฏิบัติ ปฏิบัติเท่าไรก็มีผลเท่านั้น หรือ อย่างนั้น ; แต่แล้วผลนั้นมันเกินค่าสำหรับมนุษย์ มีค่าจนบรรยายไม่ไหว จนต้องจัดเป็นสิ่งที่หาค่ามิได้ไปเสียเลย. ภาษาไทยเราก็แปลอย่างนี้ แม้ภาษาอื่น ก็เหมือนกัน คือถ้ามีค่า หรือมีอะไรมากเกินไปแล้ว ก็จะพูดว่า มีค่าหามิได้ นั่นแหละ หมายความว่า มีค่า ; ไม่ใช่ไม่มีค่า แต่ว่ามีค่าจนวัดไม่ได้ หรือ ตีค่ากันไม่ได้ ; ดูจะเป็นอย่างนี้กันทุกภาษา. ขอให้มองดูในข้อนี้ด้วย ว่า ธรรมะนั้นให้ผลตามสมควรแก่การ ปฏิบัติ แต่แล้วผลนั้นกลับมีค่าจนตีราคากันไม่ได้. ทีนี้ ก็จะพูดถึงหน้าที่ให้ชัดเจนออกไป จนเข้าใจคำว่า หน้าที่ย่อมมีผล ตามสมควรแก่หน้าที่. ข้อนี้มีหลักอยู่ว่า เราต้องทำหน้าที่ให้สมควรแก่หน้าที่ ; หรือพูด อีกอย่างหนึ่งก็ว่า จะต้องปฏิบัติธรรมให้สมควรแก่ธรรม. คำว่า "ให้สมควร" นี้ฟังยาก มันมีความหมายเฉพาะ หรือบางทีก็ลึกซึ้ง. เดี๋ยวนี้เราเรียนรู้ธรรมะ ถึงขนาดจดไว้หลาย ๆ เล่มสมุด แต่แล้วก็ ไม่มีการปฏิบัติธรรมที่สมควรแก่
น.93 ธรรม ; ทั้งนี้ก็เพราะว่า แม้ผู้ที่ปฏิบัติอยู่อย่างเคร่งครัด อย่างเอาเป็นเอาตาย ก็ยังยากที่จะมีความสมควรแก่ธรรม. ฉะนั้นไม่ต้องกล่าวถึง ที่จดไว้ในสมุด หรือว่า อยู่ในคัมภีร์ ตำรา ที่หามาไว้มากมาย. การปฏิบัติธรรมให้สมควรแก่ธรรมนั้น มีความหมายเท่ากับคำว่า "กระทำอย่างถูกเทคนิค หรือหลักการ หรือวิชาการ ของเรื่องนั้น ๆ" เรามีความรู้ แต่ไม่มีการใช้ความรู้นั้นให้ถูกต้อง ก็เรียกว่า ไม่มี เทคนิคในการใช้ความรู้นั้น มันก็ไม่ได้ผล. ธรรมะนี้ก็เหมือนกัน มักจะเป็น เสียอย่างนั้น เราจึงไม่ได้ผล ; โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิบัติธรรมในระดับการ กระทำทางจิตด้วยแล้ว ยิ่งลำบากมากขึ้นไปอีก คือมันยากมากขึ้นไปอีก ที่จะทำ ให้เป็นการสมควรแก่ธรรม. นี่เนื่องจากว่า เราไม่รู้จักอะไร ๆ อยู่หลายอย่าง จึงไม่มีอะไรที่สมควรแก่กันและกัน มันเข้ากันไม่ได้บ้าง หรือบางอย่างมันมาก เกินไปบ้าง. คนที่เคยทำอะไรที่เป็นเทคนิค หรือเป็นวิชาการ ย่อมจะรู้ดี ; แม้แต่ แม่ครัวที่จะปรุงอาหารก็ยังต้องมีหลักการอย่างนี้ คือจะต้องสมควรแก่ธรรม. ไม่เชื่อ ก็ลองให้คนที่ไม่เคยทำครัวทำดู : คนไม่เคยทำครัว ไม่เคยเป็นแม่ครัวพ่อครัว ลองไปทำดู มันจะมีอะไรที่ไม่สมควรแก่กันและกันมากอย่าง. ธรรมะนี้มีมากอย่าง ก็ยังต้องเนื่องกันเป็นกลุ่ม ถ้ามีอะไรที่ไม่ พอเหมาะพอดีแล้ว จะจับกลุ่มกันไม่ได้ ก็เรียกว่า ไม่มีสมังดีกัน คือไม่มี องค์ประกอบอันสมส่วนแก่กันและกัน. คำนี้เป็นภาษาที่ไม่ค่อยเคยได้ยินกันนัก เรียกว่า "สมังคี" - มีองค์ประกอบที่สมส่วนแก่กันและกัน.
น.94 พิจารณาดูก็จะเห็นได้ว่า มันมีอะไรที่เป็นเคล็ด หรือเป็นเทคนิคอยู่มาก อย่างหยาบที่สุดก็คือว่า เรามันดีแต่พูด ดีแต่คิด สำหรับจะเถียงกัน จะอวดกัน จะเบ่งทับกัน แล้วก็วิวาทกัน ด้วยคำพูด ด้วยความคิด ด้วยทิฏฐิ อย่างนี้แล้วลอง คิดดูเถิดว่า หน้าที่จะมีส่วนอันเหมาะสมกัน หรือเข้ากันได้อย่างไร. ผมเห็นว่า ข้อนี้เป็นปัญหาสำคัญที่สุดอยู่ในเวลานี้ ; ฉะนั้นจึงพูด และขอร้องให้สนใจเป็น พิเศษในเรื่อง "หน้าที่ย่อมมีผลสมควรแก่หน้าที่". ในครั้งที่แล้วมาก็ ได้พูดถึงคำว่า "หน้าที่" แล้วก็แจกหัวข้อของหน้าที่ ที่เป็นเค้า ๆ หรือว่าอย่างคร่าว ๆ ไว้ กล่าวคือ หน้าที่ตามที่ธรรมชาติกำหนดให้, หรือหน้าที่ตามที่พระเป็นเจ้าต้องการ, หน้าที่ตามที่พระธรรมจะประสิทธิ์ประสาทให้. การที่ยกเอา สิ่ง ๓ สิ่ง มาพูดพร้อม ๆ กัน คือ ธรรมชาติ อย่างหนึ่ง พระเจ้า อย่างหนึ่ง พระธรรม อย่างหนึ่ง นี้ก็มีประโยชน์อยู่ไม่น้อย หรือว่า จำเป็นอยู่ไม่น้อย ที่จะต้องพูดพร้อม ๆ กันอย่างนี้. ถ้าผู้ใดสังเกตดูสักหน่อยเท่านั้น ก็จะเข้าใจได้ว่า สิ่งทั้ง ๓ นี้ โดยหัวใจ หรือโดยเนื้อแท้ ก็เป็นสิ่งเดียวกัน นั่นเอง ; เดี๋ยวนี้เราแยกให้ความหมายกันไปคนละทาง ตามที่ว่าพวกไหน หรือพวกที่ถือศาสนาไหน ได้รับคำสั่งสอนให้ยึดถือกันมาอย่างไร. ความเกี่ยวข้อง กันระหว่างสิ่งทั้งสามนี้ ได้เคยบรรยายไว้ในที่หลาย ๆ แห่ง แล้วก็มีการพิมพ์ไป แล้วด้วย แต่ก็ยังอาจจะพร่าไป. ควรรู้จักธรรมชาติว่าเป็นพื้นฐานของสิ่งทั้งปวง บัดนี้อยากจะพูดให้รวบรัดสั้น ๆ ว่า ธรรมชาตินั้นก็คือ สิ่งที่เป็น พื้นฐานของสิ่งทั้งปวง หรือเป็นตัวสิ่งทั้งปวง ซึ่งเป็นพื้นฐานทั้งหมด. คำว่า ธรรมชาติ ก็มีความหมายกว้าง มีหลายประเภทจำแนกกันไม่ไหว ; แต่มีใจ ความสำคัญ ก็สักว่ามันเป็นธรรมชาติ ที่มันต้องเป็นอย่างนั้น ที่มันจะไม่เป็น
น.95 อย่างอื่น, ไม่เป็นอย่างอื่นที่ผิดไปจากความเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ก็เรียกว่าเป็น ธรรมชาติแล้วใครไปเปลี่ยนแปลงมันก็ไม่ได้ ใครจะไปแต่งตั้งถอดถอนมันก็ไม่ได้. พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ ก็ตรัสรู้ เรื่องที่เกี่ยวกับตัวธรรมชาตินั้น, เกี่ยวกับกฎของธรรมชาตินั้น ๆ, เกี่ยวกับหน้าที่ ที่มนุษย์จะต้องปฏิบัติ ตามกฎของธรรมชาตินั้น ๆ แล้วเกี่ยวกับผลที่ได้รับมา เป็นการบรรลุ มรรค ผล นิพพาน ; เหล่านี้ไม่มีเรื่องอะไรที่ไม่ใช่ธรรมชาติ. สิ่งสุดท้าย คือ นิพพานก็ยังเป็นสักว่าธรรมชาติอยู่นั้นเอง, และเป็นธรรมชาติโดยความหมาย เดียวกันกับสิ่งทั้งปวง คือ เป็นธรรมชาติ ไม่อาจจะเป็นตัวตน หรือเป็นของตน ให้แก่ใครได้ อย่างนี้ ; นิพพานมีความอิสระเฉียบขาดอยู่ในตัวมันเอง อย่างนี้. คำว่า "ธรรมชาติ" นี้ ถ้าจะกล่าวกันอีกทีหนึ่ง ก็เป็นคำที่มีลักษณะ เป็นไปในทางวิชาการฝ่ายวิทยาศาสตร์ ; หากแต่ว่านักวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน ไม่สนใจกับธรรมชาติส่วนลึก ที่เป็นนามธรรม หรือกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับ นามธรรม ไปสนใจแต่เรื่องวัตถุ กฎเกณฑ์ของวัตถุ เพื่อประโยชน์ทางวัตถุ แล้วก็เพื่อประโยชน์ทางเนื้อหนังของตัวเอง ฉะนั้นจึงรู้จักธรรมชาติน้อย. ส่วน ธรรมชาติทั้งหมดนั้นมีกฎเกณฑ์คล้าย ๆ กัน คือเป็นไปตามธรรมชาติ แล้วไม่ยอม ให้ใคร ; คนต้องแก้ไขให้ถูกต้อง ต้องจัดการให้ถูกต้อง จึงจะเอามันมาใช้เป็น ประโยชน์ได้ ไม่ใช่ว่า เราจะบังคับเอาได้ตามชอบใจ. อย่าเข้าใจผิดหลับหูหลับตาว่า การที่เราเอาธรรมชาติต่าง ๆ ในแผ่นดิน ในโลกนี้มาใช้ทำรถ ทำเรือ ทำอะไรต่าง ๆ นั้น เราชนะมัน หรือว่าเราจัดการ กับมันได้ เปลี่ยนแปลงมันได้ ; ถ้าใครคิดอย่างนี้ ก็ให้เข้าใจเสียทีว่า มันเป็น ความคิดที่ตื้น ๆ เกินไป หรือธรรมดาเกินไป. ตัวเราต้องทำให้ถูกตามกฎของ
น.96 ธรรมชาติ จึงได้สิ่งนั้น ๆ มาตามที่ตัวต้องการนั้น อย่าไปเข้าใจว่าเราชนะมัน ; ถ้ามองให้ลึก ธรรมชาติฝ่ายธรรมะ ฝ่ายนามธรรมนี้แล้ว ยังจะต้องรู้สึกว่า มัน ชนะเรามากกว่า, มันทำให้เราเป็นบ่าวเป็นทาส เป็นขี้ข้าของมันในที่สุด. ที่เราคิดว่า เราทำลายธรรมชาติหมดสิ้น ร่อยหรอลงไปทุกที ถ้าคิด อย่างนี้มันคงจะโง่อยู่เกินครึ่ง คือธรรมชาติมันเปลี่ยนแปลงได้ และมันจะ เปลี่ยนแปลงเป็นไปอย่างไร ก็ยังอยู่ในรูปของธรรมชาติอยู่นั่นเองแหละ และตัว ความเปลี่ยนแปลงนั้น ก็ยังเป็นธรรมชาติอยู่ด้วยเหมือนกัน. นี่ให้รู้จักคำว่า ธรรมชาติ ในฐานะที่ว่า เป็นสิ่งที่อิสระ หรือเด็ดขาด เฉียบขาด มีกฎเกณฑ์อะไรของมันเอง ; ฉะนั้นมันจึงมีอำนาจ เราก็เกี่ยวข้อง กันอยู่กับสิ่งนี้อย่างใกล้ชิด หรือว่าเกินยิ่งไปกว่าใกล้ชิด เพราะว่าทั้งเนื้อทั้งตัว ร่างกาย จิตใจ อะไรของเราทั้งหมดทั้งสิ้นนี้ แม้แต่วิญญาณที่เราเรียกกันนั้น มันก็ยังเป็นธรรมชาติอยู่นั่นเอง. แล้วเราจะไม่สนใจกับธรรมชาติ หรือกฎเกณฑ์ ของธรรมชาติอย่างนี้ ก็ไม่มีทางที่จะทำอะไรให้ถูกต้องได้ ; แม้จะพยายามให้ สุดความสามารถ กระทั่งตายไป ก็คงจะตายเปล่า ไม่สามารถเอาประโยชน์จาก ธรรมชาติได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทางจิตใจ หรือทางวิญญาณ. หน้าที่ ตามที่ธรรมชาติกำหนดให้ เป็นอย่างไร เอาละ ทีนี้ เราก็จะดูกันต่อไปถึงข้อที่ว่า หน้าที่ตามที่ธรรมชาติ กำหนดให้นั้น เป็นอย่างไร. เราไม่มีเวลาพอที่จะพูดกันทุกอย่าง ทุกแง่ ทุกมุม เรามีเวลาเพียงจะพูดกันเฉพาะที่มันเป็นปัญหา หรือที่กำลังเป็นปัญหา เฉพาะหน้าอยู่. เรารู้กันหรือยังว่า ธรรมชาตินี้ทำให้เราเกิดมา ทั้งที่เราไม่ได้ตั้งใจ จะเกิด ไม่มีเจตนาจะเกิด ; ธรรมชาตินั่นแหละเป็นสิ่งที่ทำให้เราเกิดมา. ใครจะ
น.97 ไปมองตื้น ๆ ผิว ๆ เผิน ๆ ว่า เกิดมาเพราะพ่อแม่ เพราะความต้องการของพ่อแม่ อย่างนี้ก็ยังถูกแต่ผิว ๆ; ธรรมชาติยังลึกกว่านั้น มันเป็นเหตุทำให้พ่อแม่ทำให้ เกิดมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางจิตใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ลึกลับที่สุด แล้วอธิบายยาก. ขอให้รู้ไว้เถิด ว่า ธรรมชาติส่วนจิตใจนั่นแหละ ที่บันดาลอะไรให้ เป็นไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด อย่างแปลกประหลาดที่สุดในโลกนี้. เราไม่ได้ตั้งใจ จะเกิด แล้วก็ไม่รู้จักตัวเราด้วยซ้ำไป แต่แล้วธรรมชาติก็จัดการ จัดแจง ปรุงแต่ง อย่างนั้นอย่างนี้ จนเกิดมาเป็นคน มานั่งกันอยู่ที่นี่ อย่างนี้ได้ หน้าที่ตามธรรมชาติ หรือที่ธรรมชาติกำหนดให้ นั้นก็มีอยู่เป็น ธรรมดา หรือตามธรรมชาตินั้นอีกเหมือนกัน ; ใครจะไม่รู้ก็ได้ ไม่รู้ก็ทำผิด ธรรมชาติ แล้วก็มีทุกข์ไปก็แล้วกัน จะแก้ตัวว่าไม่รู้ แล้วจะไม่เป็นทุกข์ ก็ไม่มีทาง ที่จะเป็นไปได้. ฉะนั้นจึงสมควรที่จะต้องศึกษาให้รู้. ธรรมชาติมีหน้าที่ให้เรา โดยที่เราไม่รู้ เป็นความรับผิดชอบของเราต่างหาก ที่จะทำให้รู้, เพราะธรรมชาติ ไม่ยอมให้แก้ตัว ไม่ให้หลีกเลี่ยง ไม่ให้บิดพริ้ว ; นี้เรียกว่า ธรรมชาติให้เกิด ขึ้นมาแล้ว มีหน้าที่ ที่จะต้องทำให้ถูกตามที่ให้เกิดมา. ทีนี้ ดูกันง่าย ๆ เดี๋ยวนี้ว่า เราเกิดมาแล้วเป็นอย่างไรบ้าง ? ที่เห็น ได้ง่าย ๆ อย่างคร่าว ๆ แต่จริงที่สุด ก็คือทำให้มีวัย คือเวลาที่กำหนดไว้เป็นระยะ ๆ เรียกว่าวัย : วัยเด็ก คือเพิ่งเกิด หรือปฐมวัย, วัยผู้ใหญ่ เกิดได้พอสมควรแล้ว เรียกว่า มัชฌิมวัย, แล้วก็วัยชรา นี้จะสิ้นการเกิดอยู่แล้ว ก็เรียกว่าปัจฉิมวัย. เมื่อวัยต่างกันอย่างนี้ หน้าที่มันก็ต่างกัน ฉะนั้นทุกคนจะต้องปฏิบัติให้ถูกต้อง ตามวัยที่ธรรมชาติกำหนดให้ไว้. การปฏิบัติตามวัยนี้ก็มีมาก พูดกันไม่หวาดไหว แล้วก็ไม่จำเป็นจะ ต้องพูดให้หมดทุกอย่างทุกประการ เอาแต่เพียงว่า เดี๋ยวนี้ เราเกิดมาเป็นมนุษย์
น.98 คือสัตว์ชนิดสูงสุดแล้ว ก็ต้องมีวัยอย่างมนุษย์ ; จะเอาอย่างสัตว์เดรัจฉาน ในทุ่งนาเป็นหลัก ย่อมไม่ได้. เดี๋ยวนี้เกิดมาเป็นมนุษย์ มีปฐมวัย มัชฌิมวัย ปัจฉิมวัย ซึ่งพอเห็นได้ไม่ยากเลย ก็ปฏิบัติเสียให้ถูกต้อง ; เช่นเด็ก ๆ จะปฏิบัติ เพียงให้ชีวิตรอด อย่างนี้ก็ยังไม่หมด มันยังมีหน้าที่สูงกว่านั้น คือต้องปฏิบัติทาง ธรรมะด้วย. เช่นว่า เมื่อเป็นเด็ก ก็ให้เป็นบุตรที่ดีของบิดามารดา เป็นศิษย์ที่ดี ของครูบาอาจารย์ ให้เป็นเพื่อนที่ดีของเพื่อน ให้เป็นพลเมืองที่ดีของ ประเทศชาติ กระทั่งให้เป็นพุทธมามกะที่ดีของพระพุทธเจ้า ; เพียงเท่านี้ ก็ตั้ง ๕ อย่างแล้ว : เป็นลูกที่ดี เป็นศิษย์ที่ดี เป็นเพื่อนที่ดี เป็นพลเมืองที่ดี เป็นสาวกที่ดี นี้ใครบ้างที่จะไม่ยอมรับว่า เป็นหน้าที่. ถ้าจะไม่ยอมรับก็ได้ เหมือนกัน แต่แล้วก็ต้องไปเป็นวัวเป็นควายในทุ่งนา ทั้งที่มีรูปร่างเป็นคน, หรือเป็นสัตว์ดุร้าย เป็นลิง เป็นเสือ เป็นอะไรไปตามเรื่อง ในเมื่อไม่ยอมรับ หน้าที่อันนี้. สมัยนี้ก็ชักจะมีคนไม่ยอมรับหน้าที่อันนี้หรืออย่างนี้ ไม่ยอมรับฟัง หน้าที่อย่างนี้ เป็นบุตรที่เลว เป็นศิษย์ที่เลว เป็นเพื่อนที่เลว ก็มีอยู่มาก แม้ ในรั้วของโรงเรียน ของมหาวิทยาลัย. ไปดูเอาเองก็แล้วกัน พูดไปก็เสียเวลา เพราะเป็นของเห็นได้ง่ายกันอยู่ทุกคนแล้ว. นี่ขอให้จำไว้แต่เพียงว่า ปฐมวัย ก็มีหน้าที่ ๕ ประการนี้. ในขั้นมัชฌิมวัย ถ้าผู้ใดเป็นไปตามธรรมดาสามัญ ก็จะต้องเป็นบิดา มารดา คือ จะต้องมีการสมรส มีการรับผิดชอบในฐานะเป็นบิดามารดา ; นี้ก็เกิด หน้าที่ขึ้นมาอย่างหนึ่ง ในฐานะที่เป็นพ่อแม่. ถ้าเป็นสักว่าพ่อแม่ ด้วยเหตุที่ว่า
น.99 ทำให้บุตรเกิดออกมาอย่างนี้ มันก็ไม่ดีไปกว่าสัตว์กลางทุ่งนาเหมือนกัน ; ยังจะมี หน้าที่อย่างอื่นอีก ที่เป็นพ่อแม่ที่ดี. พ่อแม่ที่ดีนั้น ถ้าถือตามหลักพุทธศาสนา อย่างน้อยก็จะได้สัก ๓ อย่าง คือว่า เป็นอาจารย์คนแรกของลูก แล้วเป็น พระพรหมของลูก แล้วก็เป็นพระอรหันต์ของลูก ; อย่างน้อย ๓ คำนี้ควร จะจำไว้. แม้ว่า เราจะยังเป็นบุตร แต่ถ้าไปในกาลข้างหน้า ก็จะกลายเป็นบิดา มารดา พ่อแม่ที่ดีจะเป็นบุรพาจารย์ที่ดี เพราะไม่มีใครจะเป็นอาจารย์แก่เด็ก ก่อนพ่อแม่ไปได้. ไม่ต้องอธิบายก็เห็นกันอยู่ทุกคน ว่า พ่อแม่สอนอะไรให้ ตั้งแต่นอนแบอยู่ในเบาะ ; แล้วสอนลึกกว่าครูที่โรงเรียน เพราะว่าพ่อแม่อยู่ ใกล้ชิดตลอดเวลา. พ่อแม่ถ่ายทอดอุปนิสัยใจคอ กระทั่งถ่ายทอดตัวอย่างเป็น ประจำวัน ; นี่เรียกว่า เป็นอาจารย์คนแรก อาจารย์พื้นฐาน อาจารย์อันลึกซึ้ง. ถ้าอาจารย์ไม่ดี อาจารย์คนแรกนี้ ไม่ดีแล้ว ลูกก็ดีไปไม่ได้ นี้เป็นส่วนหนึ่ง. ทีนี้ยังมีคำว่า เป็นพรหมของลูกนั้น หมายความว่า เป็นผู้มีเมตตา กรุณา เป็นที่พึ่งพาของลูกอย่างไม่มีใครเสมอเหมือน นี้ไม่ต้องอธิบายก็เห็น กันอยู่ : ถ้าไม่เห็นก็แปลว่า เป็นคนที่ไม่กตัญญู ไม่รู้สึกบุญคุณของพ่อแม่. บิดามารดามีเมตตากรุณา เหมือนกับพระพรหม ตามความหมายของคำว่า พรหม ก็เป็นที่พึ่งอาศัยแก่ลูกอยู่ตลอดเวลา อย่างนี้ ในพุทธศาสนาเรียกว่าพรหม. คำสุดท้ายที่จะพูดในวันนี้ก็คือ เป็นอาหุเนยยบุคคลของลูก เป็น พระอรหันต์ของลูก เป็นที่ตั้งแห่งความเคารพ เป็นแดนให้เกิดบุญตามความหมาย
น.100 ของคำว่าพระอรหันต์ ผู้เป็น อาหุเนยยบุคคล ปาหุเนยยบุคคล แล้วแต่จะเรียก ; แต่ใจความสำคัญ ก็ว่าเป็นบุคคลสูงสุด ที่ลูกจะต้องเอาใจใส่ แล้วก็ทำให้ เกิดบุญแก่ลูกนั่นเอง. คำว่า เป็นอาจารย์คนแรกก็ดี คำว่าเป็นพรหมก็ดี เป็นพระอรหันต์ ก็ดี ของลูก เหล่านี้ พระพุทธเจ้าท่านตรัส ไม่ใช่ว่าผมจะพูดเอาเอง ; ท่านยัง ได้ตรัสไว้มากกว่านี้ แต่ที่เอามาพูดให้ฟัง เท่าที่เห็นว่า อย่างน้อยที่สุด ๓ คำนี้ ก็สำคัญที่สุดแล้ว หรือพอแล้ว : ในมัชฌิมวัยมีหน้าที่ ที่จะต้องเป็นบิดามารดาที่ดี ถึงขนาดเป็นอาจารย์คนแรกของลูก เป็นพระพรหมของลูก เป็นพระอรหันต์ของลูก. ทีนี้ฝ่ายคน มันโง่ ไปหาที่พึ่งที่อื่นโน่น ; ไม่รู้ว่าพระพรหมอยู่ ที่ไหน พระอรหันต์อยู่ที่ไหน ทั้งที่มีอยู่ที่บ้าน อยู่กับตัว หรือท่านปฏิบัติหน้าที่ ของท่านอยู่ตลอดเวลา. ถ้าว่าเราจะมีชีวิตอยู่ยืนยาวไปถึงมัชฌิมวัย ก็จะผ่านหน้าที่ อันนี้ไปไม่ได้โดยที่ไม่ทำ ; มันต้องทำ ต้องผ่านไปโดยการกระทำ จึงจะเรียกว่า ทำหน้าที่ถูกต้อง ตามกฎที่ธรรมชาติกำหนดให้ อย่างหนึ่ง. ในขั้นปัจฉิมวัย เป็นคนแก่ เป็นคุณปู่ คุณตา คุณทวด อะไรก็สุดแท้ ก็ยังมีหน้าที่สูง ที่พิเศษประเสริฐยิ่งขึ้นไป สมกับความเป็นคนแก่, ไม่ใช่ว่าเป็น คนแก่ แล้วก็หลงใหล งก ๆ เงิน ๆ ทำอะไรไม่ได้ เป็นภาระแก่ลูกหลาน นั่น เป็นคนแก่ที่ไม่มีแผ่นดินจะอยู่ เป็นคนแก่ที่ไม่ยอมรับหลักการ ในข้อที่ว่า ธรรมะนี้ เสมอด้วยแผ่นดิน. ถ้าเขายอมรับหลักการอันนี้มาตั้งแต่ทีแรก ตั้งแต่เป็นเด็กแล้ว คนแก่นั้นจะเป็นคนแก่ที่ยิ่งสมบูรณ์ไปด้วยสติปัญญา ; แม้ว่าร่างกายจะทุพพล- ภาพลงไป แต่สติปัญญาก็ยิ่งรุ่งเรืองแจ่มใส ไม่หลงใหล เพราะว่า มีธรรมะ เป็นแผ่นดิน สำหรับอาศัยอยู่.
น.101 นี่ ขอให้เราไปคิดให้ดี ๆ เผื่อล่วงหน้าไว้ เพราะว่าจะต้องมาถึงเข้า วันหนึ่งในความแก่นั้น. อย่าเป็นคนแก่ที่ฟั่นเฟือน หลงใหล, อายุ ๘๐ ปี แล้วก็ไม่พื้นเพื่อน เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสเมื่อจะปรินิพพาน ; นั้นเป็น สิ่งที่ลึกลับอยู่ ซ่อนเร้นอยู่. เพราะว่าคนเราจะถือเสียว่า ถ้าแก่เข้าแล้วก็ต้อง ฟั่นเฟือน ต้องหลงใหล นั้นเพราะว่าปล่อยไปตามธรรมชาติมากเกินไป จน เป็นคนไม่มีแผ่นดินคือธรรมะสำหรับอยู่. ถ้าคนแก่ ที่เขามีแผ่นดินเป็นธรรมะสำหรับอยู่แล้ว ก็จะอยู่อย่างดี มีอนามัยดี ทั้งทางกาย ทั้งทางจิต และทั้งทางวิญญาณ คือทางสติปัญญา ก็เลยไม่ฟั่นเฟือน, ก็มีโอกาสที่จะอยู่ เป็นผู้ส่องตะเกียงในทางวิญญาณให้แก่ ลูกหลาน เป็นที่ปรึกษาหารือ หรือแนะนำสั่งสอน ด้วยเรื่องที่ลูกหลานยังไม่อาจ จะเข้าใจได้ เพราะเขาเพิ่งเกิดมา. คนแก่ทุกคนควรจะมี โอกาสเป็นดวงตะเกียง ส่องทางวิญญาณให้แก่ลูกหลาน จึงจะเรียกว่า ได้ทำหน้าที่ตามที่ธรรมชาติ กำหนดไว้อย่างสูงสุดสำหรับความเป็นมนุษย์. เอาละ ทีนี้จะตายกันสักทีแล้ว ก็ให้ตายอย่างมีศิลป มีศิลปะ ใช้ คำพูดออกจะนอกแนวไปหน่อย ว่าตายอย่างมีศิลป ; แต่มันเป็นความจริงอย่างยิ่ง น้อยคนที่จะตายได้ อย่างมีศิลปสำหรับการตาย เพราะว่า คนมันโง่ว่า ในความตาย หรือในการตายนั้นไม่มีศิลป หรือจะเอาศิลปไปใช้กับความตายไม่ได้ แต่อย่างอื่น เขาเอาไปใช้ได้ ใช้ได้ตามชอบใจ หรือเกินไปเสียอีก. เรื่องบ้า ๆ บอ ๆ เรื่องทางกามารมณ์ เรื่องอะไรต่าง ๆ นี้ เอาไปใช้อย่าง มีศิลป แล้วก็ว่ามีศิลป แล้วก็เป็นศิลปที่เลยไปจนเป็นบ้า เหมือนกับศิลปของ ศิลปื่นสมัยนี้ ยิ่งเป็นบ้า คือยิ่งไกลออกไปจากความเป็นประโยชน์ยิ่งขึ้นทุกที.
น.102 นี่ผมยอมให้เขาด่าผม ; แต่ก็ยังพูดอย่างนี้ตลอดเวลา ว่าศิลปกำลังบ้า กำลังไกล ออกไปจากความมีประโยชน์ ถ้าศิลปแท้จริงมันต้องจำกัดอยู่ในวงที่มีประโยชน์ อย่างงดงาม. ตายอย่างมีศิลป ตายอย่างที่ในหลักธรรมถือว่าไม่ตาย คือตายอย่าง ไม่ตาย ไม่ต้องตาย อย่างน้อยก็ต้องตายอย่าให้เลวกว่าสัตว์. ถ้าเราสังเกตดู จะเห็นว่า สัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย ตายไม่เลวเลย คือไม่เป็นปัญหาอะไรมาก ไม่เป็นความยุ่งยากแก่ใคร ไม่มีอะไรบ้า ๆ บอ ๆ เหมือนกับมนุษย์สมัยนี้ ที่ตาย อย่างตายยากเย็น ตายไม่มีระเบียบ ตายไม่มีศิลป. เมื่อจะตายอยู่แล้ว ก็ยัง ไม่ยอมให้ตาย ทำให้ลำบาก ทำให้ไม่มีระเบียบที่จะตาย คนจึงตายไปอย่างไม่มี สติ ทำกาละอย่างไม่มีสติ อย่างนี้เรียกว่าไม่มีศิลป. พวกหมอก็เป็นต้นเหตุให้คนตายอย่างไม่มีศิลปนี้ มากขึ้น ; เขารู้กัน แต่เรื่องทางวัตถุอย่างเดียว ไม่ยอมให้สิ้นสุดเรื่องทางวัตถุ ไม่เข้าไปในเขตของเรื่อง ทางจิตทางวิญญาณกันเสียบ้าง. คนโบราณเขาตายอย่างมีศิลปกว่าคนสมัยนี้ ซึ่งเจริญด้วยการแพทย์ประเภทที่ทำให้คนตายยาก หรือตายอย่างไม่มีสติ. ควรจะ ร่วมมือกันให้เขาได้ตายอย่างมีสติ ตามแบบโบราณ ให้ตายอย่างมีสติ อย่าง มีศิลป; นี้ก็เป็นหน้าที่ ที่เราจะต้องรับรู้ไว้. นี้เรียกว่า ธรรมชาติกำหนดไว้ มากมาย แต่ที่น่าสนใจ ก็มีอยู่อย่างนี้. หน้าที่ตามพระประสงค์ของพระเป็นเจ้าเป็นอย่างไร เอาละ ทีนี้หน้าที่ตามที่พระเจ้า หรือพระเป็นเจ้าประสงค์. ใช้ คำว่าพระเป็นเจ้านี้ทำให้เกิดความหมายขึ้นมาอีกอย่างหนึ่ง น่ากลัว น่าเกรงขาม หรือน่าสนใจ ; เพราะมีความกลัว นี้จึงใช้เป็นโวหารสมมติ ที่จะพูดเพื่อฟังง่าย และมีประโยชน์ชั้นสูงสุด. ถ้าเราจะมีหน้าที่ตามที่พระเป็นเจ้าประสงค์ เราก็ต้อง
น.103 ทำตามที่พระเป็นเจ้าต้องการ เพื่อได้ไปอยู่ร่วมกับพระเป็นเจ้า เป็นอย่าง นิรันดร, เมื่อพูดว่า "พระเป็นเจ้า" ในกรณีอย่างนี้ ก็หมายความว่า พระเป็นเจ้าที่ แท้จริง ไม่ใช่เก๋ ไม่ใช่พระเจ้าเก๊ เหมือนที่ถือกันโดยมาก. พระเป็นเจ้า ที่แท้จริง จะต้องเล็งถึงกฎที่เป็นของธรรมชาติก่อนสิ่งอื่น, แต่ถ้าพูดอย่างนี้ คนจำนวนหนึ่ง ประเภทหนึ่ง ไม่เข้าใจ. คนฉลาดเขาจึงพูดไว้ในรูปของพระเจ้า หรือพระเป็นเจ้า ซึ่งมีลัทธิตายตัว เป็น dogma อย่างที่เขาเรียกกันในโวหารศาสนา คือบทบัญญัติตายตัว, ไม่ให้แย้ง ไม่ให้วินิจฉัยอะไรกันอีกแล้ว ว่าต้องปฏิบัติ ตามพระเจ้า เพื่อไปอยู่ร่วมกับพระเจ้าเป็นนิรันดร. ถ้าพูดอย่างศาสนาคริสเตียน พระเยซูตรัส ก็ว่า "ให้สละชีวิต แล้ว ก็จะได้ชีวิต" หมายความว่า สละชีวิตอย่างธรรมดาสามัญเสีย เพื่อไปเอา ชีวิตนิรันดร ซึ่งไม่ตายอยู่ตลอดเวลา. ชีวิตธรรมดาก็คืออย่างที่คนธรรมดาเขามี ก็มัวเมาด้วยเรื่อง รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อะไรนี้ แล้วก็เห็นแต่แก่สิ่งเหล่านี้ นี่เรียกว่าชีวิตธรรมดา ; อย่างนี้มันเป็นชีวิตที่ตายอยู่ตลอดเวลา. ถ้าใครฟังไม่เข้าใจ ก็อย่าโทษผมเลย โทษตัวเองดีกว่า ที่สนใจเรื่อง อย่างนี้น้อยเกินไป คือไม่เข้าใจคำพูดที่ว่า "ชีวิตชนิดที่ตายอยู่ ตลอดเวลา" ซึ่ง ก็ได้แก่ปุถุชนคนหนาไปด้วยกิเลส ที่หลงใหลอยู่แต่ในกองทุกข์ หรือในเหตุ ให้เกิดทุกข์ ; นี่อย่างนี้เขาเรียกว่า คนที่ตายอยู่ตลอดเวลา สำนวนศาสนา เขาใช้อย่างนี้. โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาสนาคริสเตียน คำว่า "ตาย" นั้น หมายความว่า มันผิดหมด แล้วก็มีความทุกข์. ต้องสละชีวิตธรรมดา อย่างนั้นเสีย จึงจะได้
น.104 "ชีวิตที่ไม่ตาย" คือเป็นนิรันดร. พูดโดยอุปมาก็ว่า เหมือนกับว่า สละโลก อย่างนี้เสีย แล้วก็ไปอยู่รวมในโลกเดียวกับพระเป็นเจ้า รวมกับพระเป็นเจ้า. ถ้าเราจะมีตัว อย่างของตัวที่มี ๆ กันนี้ คือตัวของกิเลสนี้ มันก็เข้าไปรวมกับ พระเป็นเจ้าไม่ได้ มีอาการเหมือนอย่างว่า เอาน้ำ กับ น้ำมันไปเขย่ารวมกัน มันไม่รวมกันได้. ถ้าว่าปุถุชนจะมีตัว ชนิดอย่างของปุถุชน มันก็ไม่อาจจะไป รวมกันกับตัวของพระเป็นเจ้าได้. ที่เขาพูดอย่างมีตัว เขาสมมติเอาธรรมะ หรือสภาวะ ที่เป็นลักษณะ เฉพาะของสิ่งนั้น ๆ ว่า เป็นตัว มีตัวชนิดอย่างของตัว ก็ไม่มีวันที่จะไปรวมกัน กับตัวของพระเป็นเจ้าได้. ฉะนั้นหน้าที่ตามที่พระเป็นเจ้า คือสิ่งที่เราสมมติขึ้น เป็นสถาบันอันหนึ่ง ซึ่งยอมรับกันทั้งโลกนี้ แล้วเราจะต้องทำอย่างไร. หน้าที่นั้น ต้องทำตามพระเป็นเจ้า เพื่อได้ไปอยู่รวมกับพระเป็นเจ้า ; ให้สลัดของเลว ๆ นี้ ออกไปเสีย แล้วก็จะได้ของดียิ่งขึ้นไป จนดีที่สุด หรือสูงสุด. พูดให้สั้นกว่านั้น ก็ว่า ให้สลัดตัวอย่างกิเลสนั้นเสีย แล้วก็ไปมีตัว อย่างที่ไม่มีกิเลส ; เพราะของ ๒ อย่างนี้มันตรงกันข้าม มันรวมกันไม่ได้. หน้าที่ตามที่พระธรรมจะประสิทธิ์ประสาทให้เป็นอย่างไร เมื่อพูดอย่างนี้ ก็ขอให้เข้าใจว่า หมายถึงพระธรรมในพระพุทธ ศาสนา ; ส่วนศาสนาอื่นในประเทศอินเดีย ที่เป็นเครือเดียวกันกับพระพุทธศาสนา ซึ่งมีความมุ่งหมายอย่างเดียวกัน แม้จะไม่อยู่ในระดับเดียวกัน หรือปฏิบัติไม่ เหมือนกันโดยกิริยาอาการ แต่มุ่งหมายอย่างเดียวกัน ก็เรียกว่าธรรมในภาษานั้น. แล้วพอมาเป็นภาษาไทย เราเรียกว่า พระธรรม, เรียกว่าพระธรรมยังไม่จุใจ เราเติมเข้าไปอีกว่า "พระธรรมเจ้า". พระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสงฆ์เจ้า
น.105 จนไม่รู้ว่า จะเอาภาษาคำไหนมาพูด ให้สูงสุด ให้สมแก่ใจ ที่เราเคารพ นับถือได้. ในที่นี้ เราเรียกว่า พระธรรมเฉย ๆ ก็พอ ตามที่พระธรรมจะประสิทธิ์ ประสาทให้ หรือจะเรียกว่ากฎธรรมชาติ หรือจะเรียกว่าพระเจ้าก็ได้; แต่ใน ศาสนาอย่างพุทธศาสนานี้ ไม่นิยมเรียกอย่างนั้น ก็เลยเรียกว่าพระธรรม. อย่าง เช่นว่า มีพระธรรมเป็นที่พึ่ง, แล้วก็พระธรรมคือแผ่นดินนั่นแหละ พระธรรม คือแผ่นดินไปเสียทุกระดับ ตั้งแต่ระดับต่ำที่สุด จนกระทั่งระดับสูงสุด. ธรรมะในพระพุทธศาสนานี้ ไม่ได้ต้องการให้ใครหนี โลก ทั้งโลก แล้วไปอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้; คนที่พูดอย่างหนีโลกนั้นหลับหูหลับตาพูด เขาโง่ เขาไม่รู้ว่า ทั้งโลกแล้วจะไปอยู่ที่ไหน แล้วก็ไม่ใช่วัตถุประสงค์อันแท้จริงของสิ่งที่ เรียกว่าพระธรรม. พระธรรมไม่ได้ต้องการให้คนเราหนีโลกไปไหน แต่ต้องการ ให้อยู่ในโลกนี้ อย่างที่มีชัยชนะ หรือไม่เป็นผู้แพ้ ไม่มีความทุกข์ ไม่มีอะไร ที่ไม่น่าปรารถนา แล้วก็ไม่ต้องหนีไปไหน คือให้ต่อสู้อย่างมีชัยชนะให้ได้ในที่สุด ; นี่ไม่ต้องพูดว่าหนีโลก หนีอะไรให้มากนัก. สมมติว่า จะออกมาบวช อย่างนี้ ก็ยังอยู่ในโลก โดยวิธีหนึ่ง ที่จะชนะโลกให้ได้ ; เพราะคำว่า โลกนี้มันหมายถึงกิเลส หรือความโง่ ความไม่รู้ ความอะไรต่าง ๆ ที่มันติดอยู่ในจิตใจ. เมื่อมาบวชที่วัด ก็มาเป็นโลก ที่วัดนี่อีก, ไปนั่งอยู่ในถ้ำในป่าคนเดียว มันก็มีโลกติดอยู่ในใจนั่นแหละ ; หาก แต่ว่า สถานที่อันสงัดสงบนั้น, ในบางกรณีคือไม่ใช่ทุกกรณี, มันช่วยให้สะดวก ในการที่จะต่อสู้กับกิเลส หรือต่อสู้กับโลก จนเอาชนะโลกให้ได้. ฉะนั้นขอให้ถือ เป็นหลักเสียทีว่า อย่าพูดถึงการหนี โลกกันให้เสียเวลาเลย ; พูดกันแต่ว่า จะเอาชนะโลกได้อย่างไร แล้วจะได้ไม่ลำบาก ไม่ต้องเที่ยวหนี, คนหนี้นี้ ลำบาก มันมีความทุกข์หรือเป็นคนแพ้.
น.106 พระธรรมในพระพุทธศาสนา จะประสิทธิ์ประสาทสตปัญญา ความรู้อะไรให้ ชนิดที่ว่าสัตว์ไม่ต้องพ่ายแพ้แก่โลก หรือสิ่งต่าง ๆ ในโลก หรือ วิสัยโลกอีกต่อไป ; ฉะนั้นเราต้องยอมรับหน้าที่อันนี้ สนองความประสงค์อันนี้ คือเราต้องยอมรับหน้าที่ ที่จะอยู่ในโลกนี้ อย่างมีชัยชนะ. การที่จะอยู่ในโลกนี้อย่างมีชัยชนะ จะต้องเรียนรู้เรื่องธาตุ ทีนี้ถ้ามองทางหนึ่ง การทำอย่างนั้นมันก็เหมือนกับการพัฒนาสิ่งต่าง ๆ ซึ่งอยากจะเรียกว่า ธาตุต่าง ๆ ที่มีอยู่แล้วในตัวเรา ให้เป็นผลิตผลอันสูงสุด ตามที่มันจะเป็นไปได้. คำว่า "ธาตุ" ในพุทธศาสนา มีความหมายเฉพาะในพุทธศาสนา ไม่ใช่ธาตุอย่างที่เรียกกันทางฟิสิกส์ เคมี อะไรทำนองนั้น ; ขอให้ไปหาเรื่องธาตุใน พุทธศาสนาอ่านโดยละเอียด. ในที่นี้จะพูดแต่เพียงว่า มีธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ธาตุอากาศ ธาตุวิญญาณ ; แล้วก็ปรุงขึ้น เป็นธาตุตา ธาตุหู ธาตุจมูก ธาตุลิ้น ธาตุกาย ธาตุใจ; แล้วก็มีธาตุภายนอกเข้าไปเกี่ยวข้องกับธาตุภายใน คือ ธาตุรูป ธาตุเสียง ธาตุกลิ่น ธาตุรส ธาตุโผฏฐัพพะ ธาตุธัมมารมณ์ แล้วก็ ยังมีกามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ, ยังมีสุขธาตุ ทุกขธาตุ โสมนัสธาตุ โทมนัสธาตุ อุเบกขาธาตุ ; นี่เป็นธาตุพื้นฐาน อย่างนี้ให้ถือว่า เป็นสิ่งที่มีอยู่ตาม ธรรมชาติก่อน. ต่อเมื่อได้เหตุได้ปัจจัย ผ่านมาทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้ ธาตุ เหล่านี้มันจะปรุงตัวเป็นอายตนะ เป็นขันธ์ เป็นอะไรขึ้นมา ; ถ้าเป็นไปใน ทางผิด เป็นบาป เป็นอกุศล ก็เรียกว่าไปในทางต่ำ ทางเลว ; ถ้าเป็นไปใน ทางถูกต้อง มีญาณ มีสติปัญญาดับทุกข์ได้ ก็เรียกว่าเป็นไปในทางสูง. ฉะนั้น
น.107 ธาตุต่าง ๆ ที่มีอยู่ในมนุษย์มากมายนับไม่ไหวนี่มันเหมือนกับวัตถุดิบ ที่มีอยู่ใน ตัวคน ; ต้องพัฒนามันให้สูงขึ้นมา หรือ develop มันให้สูงขึ้นมา ให้เป็น ผลผลิตในอันดับสุดท้าย ระยะสุดท้ายที่มีค่าสูงสุด ตามที่มันจะเป็นได้. อย่างเช่น ร่างกายนี้จะใช้มันทำอะไร ? ถ้าจะใช้ให้มันทำหน้าที่เพียง เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ นั้นมันจะสูงไปได้ถึงไหน ; ควรจะให้มันได้ โอกาสเป็นสิ่งที่ทำอะไรได้มากกว่านั้น. ภาษาศาสนา เขาใช้คำว่า ให้ร่างกาย นี้ได้เป็นวิหารของพระเจ้า ; ถ้าพูดอย่างเรา ๆ ก็พูดว่า ให้ร่างกายนี้เป็นโรง งานของพระธรรม คือให้มีพระธรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง; แล้วก็พัฒนา หรือ ผลิตธาตุอย่างธรรมดาต่าง ๆ นี้ ให้เป็นสิ่งที่มีค่าสูงขึ้นมา จนเป็น มรรค ผล นิพพาน. นิพพานก็เรียกว่าธาตุ : นิพพานธาตุ สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ นี่ก็สักว่าธาตุ แต่ว่ายังไม่ปรากฏ เพราะจิตไม่ถูกพัฒนา ; เราทำให้ปรากฏแก่ใจ นิพพานก็มาเป็นสิ่งใหม่ที่ปรากฏแก่ใจ. นี้สรุปความได้สั้น ๆ ว่า ในร่างกายของคนเราที่ยาวสักวาหนึ่งนี้เท่านั้น แล้วยังเป็นอยู่ ยังไม่ตาย มีวัตถุดิบ มี material ต่าง ๆ นี่ครบถ้วน ที่จะ พัฒนา หรือปรุง ให้มันเป็นผลิตผลสูงสุด เป็นมรรค ผล นิพพาน ได้. ขอให้ยอมรับหน้าที่อันนี้ สำหรับผู้ที่รู้สึกว่า ธรรมะนั้นเสมอด้วย แผ่นดิน ; ขอให้เป็นที่ตั้งที่อาศัย สามารถทำให้มีนิพพานที่นี่ เดี๋ยวนี้ และมีตลอด เวลา คือให้มีความเย็นไม่เป็นทุกข์ ซึ่งเป็นความหมายของคำว่า นิพพาน. จะเป็นนิพพานระดับไหนก็ตามใจ แต่ก็ต้องเป็นนิพพานชั้นต้น ๆ ไปก่อน คือยัง ไม่จริง ยังกลับไปกลับมาได้, หรือยังต่ำอยู่ ; แต่ให้ปรากฏที่นี่ เดี๋ยวนี้ รักษา ไว้ตลอดเวลา ; แล้วนิพพานนั้นก็จะค่อยคงรูป อยู่ตัว ไม่เปลี่ยนแปลงยิ่งขึ้น.
น.108 ตอนแรก ๆ เราไม่มีสติสัมปชัญญะพอ ก็รักษานิพพานไว้ ไม่ค่อยได้ ล้มลุกคลุกคลานไปเรื่อย ๆ ; แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังดีกว่าคนประเภทหนึ่ง ซึ่งไม่รู้จัก กับความเย็นเสียเลย มันร้อนอยู่ตลอดเวลา. ถ้ารู้จักความเย็นได้เสียบ้าง เมื่อไร ก็เรียกว่ามีนิพพาน ; เพราะคำว่านิพพาน แปลว่าเย็น. ความหมาย เกี่ยวกับคำ ๆ นี้ ผมก็ได้เคยบรรยายไว้มาก แล้วก็ได้พิมพ์ไปมากแล้วเหมือนกัน ที่ว่านิพพานหมายความว่าอย่างไร. นิพพานมีหลายระดับ : นิพพานของถ่านไฟก็มี นิพพานของสัตว์ เดรัจฉานก็มี นิพพานของมนุษย์ก็มีหลายระดับ. นับตั้งแต่ครั้งที่ยังโง่เง่าอยู่ ก็เอากามารมณ์มาเป็นนิพพาน, ต่อมาเอาฌานสมาบัติเป็นนิพพาน, ต่อมาถึง ยุคพระพุทธเจ้า ก็เอาความที่หมดกิเลสสิ้นเชิงเป็นนิพพาน. นิพพานมีให้เลือก หรือมีต่อรองกัน มีสำหรับให้ต่อรองกันเท่าที่ความสามารถจะมีอยู่ในเวลานี้อย่างไร แล้วเอาออกมาให้ได้ รักษาไว้ให้ติดต่อกันไป อย่าให้ขาดตอน ในที่สุดก็จะเป็น ความเย็นที่ตายตัว ที่ไม่เปลี่ยนกลับเป็นความร้อน ; นี่ก็เป็นหน้าที่อันหนึ่ง ที่ มนุษย์เราควรจะทำ จะได้สมกับคำว่า เป็นมนุษย์. คำว่า มนุษย์ แปลว่ามีใจสูง, มนอุสสยะ หรือ อุสสะ อะไรก็ตาม ก็แปลว่ามีใจสูง. แม้แต่ทางไวยากรณ์จะแปลกันว่า เหล่ากอแห่งพระมนู พระมนู ก็มีใจสูงอยู่นั่นแหละ. ฉะนั้นผู้ที่จะเป็นเหล่ากอของพระมนู คือต้นกำเนิดของ มนุษย์ ก็ต้องมีใจสูงด้วยกันทุกคน จึงจะเป็นมนุษย์, หน้าที่ตามที่ธรรมะ หรือพระธรรม จะประสิทธิ์ประสาทให้แก่เรานี่ มีอยู่อย่างนี้ ขอให้ช่วยไปคิดนึกดูให้ดี คือไม่ต้องหนีโลก ; เพราะว่ามีหน้าที่ ที่จะเอาชนะโลก. เมื่อจะชนะโลกให้ได้ก็ต้องพัฒนาธาตุต่าง ๆ ที่ยังไม่มีค่านี้
น.109 ให้กลายเป็นสิ่งที่มีค่าสูงสุด คือเป็นมรรค ผล นิพพานขึ้นมา ; อย่าใช้ร่างกาย นี้เป็นเครื่องมือ สักว่าเรื่องกามารมณ์ เรื่องกาม จนกระทั่งเน่าเข้าโลงไป. หน้าที่ ๓ ประการ ควรปรับให้เข้ากัน เพื่อมีผลดี หน้าที่ทั้ง ๓ อย่างนี้ คือ หน้าที่ตามที่ธรรมชาติกำหนดให้ก็ดี, ตามที่พระเป็นเจ้าจะประสงค์ก็ดี, ตามที่พระธรรมจะประสิทธิ์ประสาทให้ก็ดี, คือสิ่งเดียวกัน. แต่การที่แยกพูดอย่างนี้ ก็เหมาะสมแก่ยุค แก่สมัย แก่ถิ่นที่ หรือความเป็นอยู่ของมนุษย์ในโลกนี้ ซึ่งมีต่าง ๆ กัน. เราคนไทย ได้รับวัฒนธรรม คือศาสนา มาจากหลายทิศหลายทาง หลายยุค หลายสมัย คือ หลายศาสนานั่นเอง ; ถ้าปรับเข้ากันไม่ได้ เอามาสำหรับทะเลาะวิวาทกัน แล้วก็จะวินาศด้วยความโง่ ของตนเอง ; ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ศาสนาทำให้เป็นอย่างนั้น แต่มันเป็นเรื่องของ คนโง่ทำเอาเอง เพื่อความเป็นอย่างนั้น แล้วไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากศาสนา ไหนหมด ในโลกนี้. หน้าที่สำหรับคนเราก็มีอยู่อย่างนี้ เราต้องทำหน้าที่นี้ แล้วผลก็จะ เกิดขึ้นตามสมควรแก่หน้าที่ อย่างที่ว่ามาแล้วนั้น แล้วสิ่งนั้นมีค่า เกินค่า สำหรับมนุษย์จะตีราคาได้. เมื่อทำหน้าที่ให้ถูกต้องแล้ว เราจะได้มีความถูกต้องไปหมด นับตั้ง แต่เป็นบุตรที่ดีของบิดามารดา, เป็นศิษย์ที่ดีของครูบาอาจารย์, เป็นเพื่อนที่ดีของ มนุษย์ทุกคน อย่างนี้, กระทั่งเป็นพ่อแม่ที่ดี, เป็นคนแก่ที่เป็นดวงประทีป, แล้วก็ตายอย่างมีศิลป ไม่เลวกว่าสัตว์เดรัจฉาน, ได้อยู่ร่วมกับพระเจ้า หรือมีชีวิต นิรันดร หรือถึงพระนิพพาน ก็แล้วแต่จะเรียก แล้วก็ที่นี่และเดี๋ยวนี้ ตลอดเวลา ที่นี่และเดี๋ยวนี้.
น.110 ชีวิตนิรันดรที่เราเห็นอยู่ง่าย ๆ ก็คือ ที่นี่และเดี๋ยวนี้ ; เมื่อที่นี่และ เดี๋ยวนี้ได้รับผลอย่างไร ถ้าสมมติว่าตายไปแล้ว จะยังมีโลกมีอะไรอีก ก็คงได้ อย่างเดียวกัน. ปัญหาสำคัญมันอยู่ตรงที่ว่า จัดการที่นี่และเดี๋ยวนี้ให้ถูกต้อง อนาคตก็หมดปัญหาไปเอง คือจะได้เหมือนกัน ; เราทำความดีจนไม่ตกนรก ที่นี่และเดี๋ยวนี้แล้ว ตายไปแล้ว ถ้านรกมี ก็ไม่มีตกนรกอีก. ควรซักซ้อมตัวเองอยู่เสมอว่า มีสภาพอย่างไร ในที่สุดก็อยากจะซักซ้อมความเข้าใจของตัวเองด้วยกันทุกคน เช่น จะถามว่า เรากำลังเป็นอย่างไร ? ในเวลานี้เรากำลังเป็นอย่างไร ? ไม่ต้องการ คำตอบที่ว่า เป็นนักเรียน เป็นนิสิต เป็นนักศึกษา หรือเป็นอะไรทำนองนั้น ; แต่ต้องการจะทราบภาวะจิตใจในภายใน หรือสถานะทางวิญญาณ ทางสติปัญญาที่ แท้จริงนั้น ว่ามันกำลังเป็นอย่างไร ? เรากำลังคิดอะไรอย่างไรจึงทำอย่างนี้ ? กำลังขวนขวายอย่างนี้ เพราะเราคิดอย่างไร ? จะได้เป็นเครื่องทดสอบตัวเองว่า มันสูงหรือต่ำ หรือว่าถูกกี่มากน้อย ถ้าเราขยันคิด หรือพิจารณาทบทวนอยู่ว่า เรากำลังเป็นอย่างไร ? โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือเรากำลังมีสภาพทางจิตอย่างไร ? กำลังคิดอย่างไร ? รู้จัก ตัวเองว่าเกิดมาทำไมหรือเปล่า ? ถ้ารู้จักหรือมีคำตอบว่า เกิดมาทำไม; ก็ดู ให้ดีเสียก่อน ว่าเป็นคำตอบที่ถูกต้องหรือเปล่า ? ถ้าถูกต้อง มันถูกถึงที่สุดหรือ เปล่า ? หรือจะถามว่า เกิดมานี้จะได้อะไร ถ้ายังตอบไม่ได้ ก็หมายความว่า ยังมืด มืดยิ่งกว่าคนตาบอด เดี๋ยวนี้เรารู้จักสิ่งที่เรียกว่าโลกหรือเปล่า รู้จักอย่าง ถูกต้องหรือเปล่า. โลก ในความหมายทาง ภาษาคน ก็หมายถึงแผ่นดินและสิ่งต่าง ๆ ที่กำลังระส่ำระสายกันอยู่ในโลกนี้ เรียกว่าโลกภาษาคน ; ส่วนโลกภาษาธรรม
น.111 นั้น เล็งถึงโลกที่มีความสงบด้วยธรรม. หรือจะพูดอีกทีหนึ่งให้ง่ายกว่านั้น ก็ว่าโลกภาษาคนหมายถึงเปลือกข้างนอก ; โลกภาษาธรรมหมายถึงจิตใจ หรือ วิญญาณที่อยู่ข้างใน. และเราจัดการ กับสิ่งที่เรียกว่าโลกนี้อย่างถูกต้องดีแล้ว หรือยัง ? เรารู้เรื่องสิ่งต่าง ๆ ทุกระดับหรือเปล่า ? เช่นเรื่องโลกเป็นต้นนี้. อย่างอื่นยังมีอีก สิ่งต่าง ๆ มีระดับที่เป็นวัตถุ ระดับที่เป็นจิตใจ กับ สถานะทางจิตใจ แล้วยังมีระดับวิญญาณ และสติปัญญา ทิฏฐิ ความคิด ความ เห็น, ซึ่งจะจำง่าย ๆ ก็ต้องพูดว่า ทางกาย ทางจิต ทางวิญญาณ. อย่างน้อยที่ สุด ต้องรู้จักปัญหาทางกาย คือร่างกายของเราไม่เป็นปรกติสุข, แล้วก็รู้จัก เรื่องทางจิต คือจิตของเราไม่มีสมรรถภาพ เป็นจิตอ่อนสมรรถภาพ, แล้วเรื่อง ทางวิญญาณก็คือว่า เราไม่มีสติปัญญาหรือความคิดเห็นถูกต้อง. ขอให้มองเห็น ส่วนลึก ปัญหาทางวิญญาณเป็นปัญหาสุดท้าย ที่แก้กันไม่ค่อยจะได้ เพราะไม่รู้จัก สิ่งที่เรียกว่าวิญญาณอย่างถูกต้อง. เรารู้จักกันแต่เรื่องทางร่างกายกับจิต นี้ยังไม่พอ ; ต้องรู้จักเรื่องที่ สูงกว่านั้น ผมเรียกว่าเรื่องทางวิญญาณ เพราะไม่มีคำอื่นจะเรียก ไม่มีความรู้ จะไปเรียก ก็ขอเรียกว่า เรื่องทางวิญญาณไว้ที่ก่อน. ทางกายหมายถึงทางเนื้อหนัง ทางจิต หมายถึงที่เป็นตัวคิดนึก ถ้าทางวิญญาณ หมายถึง สติปัญญา ความ คิดเห็นที่ถูกต้อง. ในที่สุดก็อยากจะพูดแต่เพียงว่า เดี๋ยวนี้เห็นด้วยกับคำพูด ที่ใช้เป็นชื่อ ของคำบรรยายชุดนี้ว่า ธรรมะเป็นแผ่นดิน นี้เห็นด้วยหรือเปล่า คือ เห็นจริง หรือเปล่า ? จะได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับธรรมะ ให้ถูกเรื่องถูกราว ถูกวิธี ถูกวัตถุ- ประสงค์. เดี๋ยวนี้ดูจะเป็นเรื่องตื่นตูมกันเสียมาก ; ที่นั่นมีกลุ่มพุทธศาสตร์, ที่นี่ก็ต้องมีกลุ่มพุทธศาสตร์, ที่โน่นก็ต้องมีกลุ่มพุทธศาสตร์ ; มันก็ถูกแล้ว. แต่ ถ้าทำอย่างตื่นตูม ตื่นเต้น อย่างนี้ก็ไม่ไหว.
น.112 ๗๙ หน้าที่ย่อมสมควรแก่หน้าที่ บางทีอยากจะพูดว่า ยังหลับตาตื่นตูมกันไปเสียอีก ตื่นตูมทั้งลืมตา นี้ค่อยยังชั่ว ; กลัวแต่ว่าจะหลับตาตื่นตูมมาศึกษาธรรมะ ศึกษาพุทธศาสนา อะไรต่าง ๆ อย่างที่บอกตัวเองว่า มันหรูหราที่สุดแล้ว. ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ต้องเลิก คือเลิกอาการอย่างนี้เสีย ต้องมีสติสัมปชัญญะ มีใจคอสงบระงับ ทำสิ่งเหล่านี้ ด้วยลืมตา, เรียกว่า "ลืมตา" ซึ่งเรามีความหมายคือ สติสัมปชัญญะ ความไม่ ประมาท, หรือจะเรียกว่า "ความรู้เท่าถึงการณ์" ก็ได้. นี่คือคำบรรยายในวันนี้ สรุปใจความได้ว่า เราจะต้องทำหน้าที่ให้ ถูกตรงตามที่อะไรก็ได้ ที่เราจะยึดถือเอาเป็นหลัก, จะถือหลักธรรมชาติก็ได้ เป็นวิทยาศาสตร์ก็ได้, จะถือว่าเป็นเรื่องของพระเป็นเจ้าก็ได้, มันขลังดี ศักดิ์สิทธิ์ดี เป็นเรื่องของศาสนาประเภทที่มีความขลังศักดิ์สิทธิ์ เป็นเครื่องกระตุ้น เตือนใจไปในทางที่ดี. แต่ถ้าถืออย่างพุทธบริษัทแล้ว ใช้คำว่า ธรรมะ คำเดียวพอ มีความหมายกว้างขวางจนบรรยายไม่ไหว ; รู้จักสิ่งเหล่านี้ถึงที่สุดแล้ว จะเห็นว่า เป็นสิ่งเดียวกัน แต่เขาจะตกแต่งประดับประดาให้แปลกออกไป ตามสมควรแก่ เวลา ยุค สมัย ถิ่น หรือประเทศ อะไรก็สุดแท้. อย่าไปยึดมั่นในส่วนหลักการอะไรนัก มาถือว่าอะไรเป็นปัญหาสำคัญ ที่สุดอย่างรีบด่วน นั่นแหละดี คือ มาดูที่ตัวเองว่า กำลังเป็นอย่างไร จะแก้ไข มันอย่างไร รีบทำเสียให้ทันเวลา ; เพราะว่าหน้าที่ย่อมมีผลสมควรแก่หน้าที่ แล้วผลนั้นมีค่าเกินกว่าที่มนุษย์จะตีค่าได้. การบรรยายวันนี้พอสมควรแก่เวลา ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้ก่อน.
Buddhadasa