Buddhadasa.org

มหิดลธรรม ครั้งที่ ๔ — หน้าที่ตามแบบของพุทธบริษัท

มหิดลธรรม — คำอบรมภิกษุนิสิตมหาวิทยาลัยมหิดล บวชภาคฤดูร้อน ปี ๒๕๑๗ และ สิ่งที่ทุกคนควรรู้จัก คำอบรมภิกษุนิสิตจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย บวชภาคฤดูร้อน ปี ๒๕๑๗ ณ สวนโมกขพลาราม · วันที่ ๔ เมษายน ๒๕๑๗

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.113 ท่านนักศึกษา ผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย, ผมอยากจะบรรยายโดยหัวข้อที่ว่า ธรรมะนั้นเหมือนแผ่นดิน อย่างที่แล้วซ้ำอีก. เรามีความรู้เรื่องธรรมะ เรื่องศาสนากันมากแง่ มากมุม จนเพ้อ คือ ใช้ประโยชน์อะไรไม่ค่อยจะได้ ทั้ง ๆ ที่รู้มาก ; เดี๋ยวนี้อยากจะเน้นในความหมายประเด็นใดประเด็นหนึ่ง ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า ให้ชัดเจน ให้เห็นจริงในข้อนั้นให้มากที่สุด ธรรมะจึงจะเป็น ประโยชน์ได้จริง. เดี๋ยวนี้มันพร่า, ที่แล้วมาก็พร่า, และกำลังจะ พร่า ๆ สลัว ๆ ต่อไปอีก ; เพราะว่า ไม่พยายามที่จะทำความเข้าใจกัน ให้ชัดเจนในแง่ใดแง่หนึ่ง. ๘๐

น.114 พุทธบริษัท ทำความเข้าใจเรื่อง ธรรมะนั้นเหมือนแผ่นดิน อีกครั้ง บัดนี้จะพูดกันโดยหัวข้อใหญ่ ๆ ที่ว่า ธรรมะนั้นเหมือนแผ่นดิน ให้ รู้จักเห็นประโยชน์ของธรรมะ จะได้เห็นความจำเป็นของธรรมะ หรือสนใจ ธรรมะให้ยิ่งขึ้นไป จะได้รักธรรมะ. ที่จริงคำว่า "ธรรมะ" คำเดียวนั้นมันพอ แต่มันมีแง่มุมต่าง ๆ ให้เรา ศึกษา แล้วเราก็จับใจความสำคัญไม่ค่อยจะได้ มันจึงพร่า. ขอให้ทำในใจไว้เสมอว่า เราจะต้องมีธรรมะในลักษณะเหมือนกับแผ่นดิน ; เพราะว่า ถ้าเราไม่มีแผ่นดิน เราก็อยู่ไม่ได้. ไม่มีที่อยู่ ไม่มีที่อาศัย ไม่มีที่อาศัยแล้ว ก็ไม่ต้องทำอะไรกัน ; มันก็เท่ากับตาย หรือยิ่งกว่าตาย. ครูบาอาจารย์เขาเคยอุปมากันมากมาย เกี่ยวกับธรรมะ ว่า ธรรมะ นี้เหมือนกับอาหาร ธรรมะเหมือนกับเครื่องนุ่งห่ม ธรรมะเหมือนกับที่อยู่อาศัย ธรรมะเหมือนกับยาแก้โรค คือ ปัจจัย ๔ ที่เรารู้จักกันดี. ธรรมะเหมือนกับอาหาร ก็เกี่ยวกับอาหารทางจิตใจ ถ้าจิตใจไม่มีอาหาร มันก็ไม่เป็นจิตใจ ไม่เป็นจิตใจอย่างมนุษย์ ที่จะมีความสงบสุขได้. ธรรมะเหมือนกับเครื่องนุ่งห่ม ก็คือ ไม่มีธรรมะก็จะเหมือนกับคน เปลือยกาย คือคนไม่ละอาย ; ต่อเมื่อมีธรรมะ เราจะมีเครื่องปกปิด ไม่ทำสิ่งที่ ควรละอายนั้นเปิดเผยออกมา. นี่ธรรมะเหมือนกับเครื่องนุ่งห่มปกปิดร่างกาย ไม่เปิดเผยส่วนที่ควรละอาย. ธรรมะเหมือนกับที่อยู่อาศัย ก็เพราะจิตใจนี้ต้องมีที่พักผ่อน มีที่อาศัย มีที่ซ่อนเร้นจากสิ่งที่เบียดเบียนจิตใจ ; กล่าวคือ ธรรมะ เหมือนกับห้องหับสำหรับ จิตใจจะได้อยู่อาศัย.

น.115 ธรรมะเหมือนกับยาแก้โรค นี้เห็นได้ไม่ยาก แต่ว่ามันเป็นโรค ทางจิต หรือโรคทางวิญญาณ. เดี๋ยวนี้ผมอยากจะพูดให้เห็นในข้อที่ว่า ธรรมะเหมือนแผ่นดิน ให้กินความได้หมด หรือให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้นไปอีก ; หมายความว่า แผ่นดินนี้ ได้ให้อาหาร ให้เครื่องนุ่งห่ม ให้ที่อยู่อาศัย กระทั่งให้ยารักษาโรค : เพราะว่า เราเอามาจากแผ่นดิน เราเพาะปลูกขึ้นมาจากแผ่นดิน สิ่งเหล่านี้มันก็งอกงามอยู่ ในแผ่นดิน. คำว่าแผ่นดินนี้ควรจะถือว่า มีใจความกว้างขวางที่สุด ; แต่ที่ สำคัญที่สุดก็คือว่า ถ้าไม่มีแผ่นดินแล้ว ก็ไม่รู้ว่าจะอยู่บนอะไร มันก็จะพลัด ตกตายหมด. ขอให้สนใจธรรมะในแง่นี้จนตลอดเวลา ที่จะพูดจากันที่นี่. ในครั้งแรก ก็พูดถึงว่า ธรรมะนั้นเสมอด้วยแผ่นดินพอสมควรแล้ว การจัดการกับแผ่นดินนั้นคือหน้าที่ หน้าที่ก็คือธรรมะอีกนั่นแหละ ธรรมะในแง่ที่ เป็นหน้าที่ แผ่นดินคือธรรมะ จัดการกับแผ่นดินนั้นคือหน้าที่ ธรรมะในฐานะ เป็นหน้าที่ หน้าที่นี้มันจะมีผลโดยสมควรแก่หน้าที่ ผลก็คือธรรมะอีก ธรรมะ ในฐานะที่มันเป็นผล. หน้าที่ตามแบบพุทธบริษัท คือ การปฏิบัติธรรม เพื่อความรอดอยู่ได้ วันนี้จะว่าโดยหัวข้อย่อยที่ว่า หน้าที่ตามแบบของพุทธบริษัท ; หน้าที่ ก็คือธรรมะ ขยายความออกไปเป็นการปฏิบัติธรรมะ ปฏิบัติหน้าที่ แต่เป็นหน้าที่ ตามแบบของพุทธบริษัท. หน้าที่นั้นมีหลายแบบ และแยกออกไปได้หลายแขนง หลายระดับ แต่ว่าทุก ๆ แขนง ทุก ๆ ระดับนั้นมีความมุ่งหมายในที่สุดอย่างเดียว กัน คือความรอดอยู่ได้.

น.116 คำว่า ความรอดอยู่ ได้ หรือความรอดเฉย ๆ ก็ได้ มีความสำคัญมาก เรียกเป็นภาษาไทยไม่ค่อยขลังไม่ค่อยศักดิ์สิทธิ์ เรียกเป็นภาษาบาลี เรียกว่า วิมุตติ - หลุดพ้น นั่นก็เลยศักดิ์สิทธิ์ ; รู้จักในภาษาไทยเสียว่า ความรอด นี้ เป็นความหมายพิเศษ คือให้ถือเป็นคำบัญญัติเฉพาะคำหนึ่ง. ที่ว่ามีความ สำคัญมากก็คือ ใช้คำนี้กันทุกศาสนา แม้ว่าจะเป็นภาษาอื่น ๆ ซึ่งแปลกหู แต่ ความหมาย หรือใจความนั้นอยู่ที่ความรอด. ชนชาติต่าง ๆ ในทวีปเอเชียนี้ มีศาสนามากมายหลายศาสนา ปลายทาง ของศาสนาคือความรอด; ที่ไกลออกไปทางตะวันตก ก็ล้วนแต่ความรอด เพราะพระเจ้านั้นคือความรอด. บางทีก็ใช้คำว่าความรอดเฉย ๆ ในคัมภีร์ของ พวกคริสเตียน จะพบคำว่า "ความรอด" เต็มไปหมด ; เช่นเดียวกับใน พุทธศาสนาเรา จะพบคำว่า ความหลุดพ้น ความรอด ความวิมุตติ นี้พราว ไปหมด. ขอให้จำไว้ ในฐานะเป็นคำที่ควรจะสนใจและประหลาดด้วย จุดหมาย ปลายทางไปรวมกันอยู่ที่นั่น แม้ว่าจะตั้งต้นจากจุดที่ต่าง ๆ กัน ในลักษณะที่ ต่าง ๆ กัน หรือหลาย ๆ ระดับ แต่ว่าจะไปพบจุดสุดยอดกันที่ความรอด. แต่ ถ้าเราจะขยับเข้ามาว่า ความรอดนี้ก็มีความหมายได้หลายแบบ ทุกแบบ ; แม้แต่รอดไปจากปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ได้ : รอดจากความยากจน รอดไปจากความเจ็บไข้, รักษาหาย, หรือแม้ที่สุดแต่จะรอดตายอย่างธรรมดาสามัญ คือตายทางร่างกายนี้ ก็เรียกว่าความรอดได้ ; แต่ในทางศาสนานั้น เขาเล็ง ถึงความรอดทางวิญญาณ ไม่ใช่เกี่ยวกับความตาย หรือไม่ตาย คือว่า อยู่ที่นี่ ไม่ตายนี้ดีกว่า แล้วก็มีจิตใจที่รอดไปได้จากสิ่งที่มันผูกมัดรัดรึง หรือทรมาน. คำว่า "วิมุตติ หลุดพ้น" ในพุทธศาสนานี้ ไม่ต้องตาย ไม่ต้องรอ ต่อตายแล้วจึงจะรอด เป็น ๆ อยู่นี่ก็รอดได้. บางทีจะไปอ่านพบถ้อยคำในศาสนาอื่น

น.117 ว่า รอดต่อตายแล้ว ตายแล้วรอด ไปอยู่กับพระเจ้า; นี้ก็ต้องมี แต่นั่นเป็น ถ้อยคำชั้นต้น ๆ เอาไว้สอนให้พวกที่เขาเชื่อว่า มันต้องเป็นอย่างนั้น. นี้เขา ก็มุ่งหมายความรอดชนิดที่ไม่รู้จักตาย ; มีจิตใจชนิดที่อยู่เหนือความตาย แล้วก็ อยู่ที่นี่ ก็เรียกว่ารอด. นี่ คำว่า ความรอด หรือ ความหลุดพ้น หรือ วิมุตติ นี้เป็นจุดหมาย ปลายทางของหน้าที่ทุกอย่าง ตั้งแต่หน้าที่ของลูกเด็ก ๆ อมมือไปทีเดียว ซึ่งก็ ทำอะไรของตนไป ตามที่มันจะรอดจากสิ่งที่ต้องการจะรอด ; เช่นว่า เรียนหนังสือ ก็ต้องการให้รอดจากความยากลำบาก เพราะไม่รู้หนังสือ, ทำงานอาชีพ ก็เพื่อ รอดจากความยากจน. ทีนี้ หน้าที่ตามแบบของพุทธบริษัทนี้ จะเล็งกันในลักษณะไหน แง่ไหน รูปไหน ? มันก็เพื่อความรอดในที่สุด. ฉะนั้นจึงถือว่า หน้าที่ตามแบบ พุทธบริษัทนี้ มันครอบคลุมหน้าที่ทั้งหลาย ในบรรดาคำที่เรียกว่าหน้าที่. ขอให้ ทำหน้าที่ตามแบบของพุทธบริษัทให้ถูกต้อง ซึ่งจะเอามาพูดกันแล้วพูดกันอีก อย่างซ้ำซาก ; แต่ว่าจะขยายความให้มันกว้างออกไป ให้มันชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อให้เข้าใจคำนี้ให้จนได้, จึงขอร้องให้พิจารณาอย่างละเอียด อย่าทำเล่น ๆ กับ คำพูดชนิดนี้. หน้าที่ แบบ พุทธบริษัท ต่อไปนี้ จะลองพูดกันถึงหัวข้อที่ว่า หน้าที่แบบพุทธบริษัทนั้น เป็น อย่างไร คือ มันจะครอบคลุมได้กว้างขวางอย่างไร ? บางคนอาจจะยังไม่ทราบ ความหมาย ของคำว่า "บริษัท" หรือ "พุทธบริษัท" ก็ได้, หรือเขา ถือว่า ทราบความหมายนั้นแล้ว ตามที่รู้กันอยู่ว่า นั่นก็คือ ผู้ที่ถือพุทธศาสนา.

น.118 เรียนภาษาบาลีกันเสียบ้างในบางคำ ก็ดีเหมือนกัน. บริษัท แปลว่า นั่งกันเป็น วงรอบ ๆ สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ; บริ แปลว่า รอบ, ษัท แปลว่า นั่ง บริษัท ในบาลี แปลว่า นั่งเป็นวงรอบ ๆ สิ่งใดสิ่งหนึ่ง; สิ่งนั้นต้อง เป็นสิ่งที่สำคัญ หรือว่าเป็นวัตถุประสงค์ แล้วเราก็มานั่งพิจารณากัน โดยมี สิ่งนั้นเป็นวัตถุประสงค์. หรือไม่ต้องเป็นวัตถุก็ได้ เป็นอุดมคติอันใดอันหนึ่ง เป็นหลัก, หรือความคิดอันใดอันหนึ่ง, หรือวัตถุประสงค์ที่ปรารถนาอันใด อันหนึ่งก็ได้ ; แล้วก็มานั่งรอบ ๆ วัตถุประสงค์อันนั้น คือ นั่งพิจารณากันรอบ ๆ. คำนี้แม้จะเอามาใช้ในภาษาไทย เช่นตั้งบริษัทค้าขาย หรืออย่างไรก็ตาม คำนั้น ก็ยังมีความหมายอย่างเดิม คือคนมาก ๆ เข้ามารวมกัน นั่งปรึกษาหารือกัน เพื่อ วัตถุประสงค์อันใดอันหนึ่ง นั้นเรียกว่า บริษัท ตั้งบริษัท นี้ก็ตรงตามความหมายเดิม. เดี๋ยวนี้เรามีคำว่า พุทธบริษัท ก็คือ นั่งกันเป็นวงรอบ ๆ พุทธะ พุทธะนี้ก็มีปัญหาหลายชั้นอีก : พุทธะของลูกเด็ก ๆ, พุทธะของผู้ใหญ่แล้ว แต่ไม่มีการศึกษา ไม่มีการเห็นธรรมะ, กระทั่งถึงพุทธะของผู้ที่เห็นธรรมะแล้ว. พุทธะก็มีหลาย ๆ แบบ หลาย ๆ ลักษณะอีก ในที่นี้เราเล็งถึงพระพุทธเจ้าที่แท้จริง ก็แล้วกัน : แท้จริง สำหรับคนแรกศึกษา, แท้จริง สำหรับคนที่ศึกษา พอสมควรแล้ว, แท้จริง สำหรับผู้บรรลุธรรมแล้ว ; อย่างนี้ ความหมายก็ยัง คงเดิม สำหรับคำว่า พุทธะ เพราะเขาเล็งถึงบุคคลที่รู้ หรือตื่น หรือเบิกบาน คำว่า พุทธะ ในภาษาบาลีตามปรกติ ที่ชาวบ้านใช้กันอยู่นั้น หมายถึง การตื่นนอนคือไม่หลับ ไม่หลับใหล ตื่นนอนอยู่ไม่หลับใหล อย่างนี้, หรือว่า ตื่นนอนก็ได้ นั่นแหละคือคำ ๆ นี้. ต่อมาคำธรรมดาของชาวบ้านนั้น ค่อย ๆ เปลี่ยนมาเป็นคำทางศาสนา หรือเมื่อมีการรู้ธรรมะอันลึก เอามาสอนมาพูด เขา

น.119 ก็ไม่ได้ตั้งคำใหม่ขึ้นมา เอาคำเดิมที่ชาวบ้านใช้พูดจากันมาใช้ แล้วก็ให้ความ หมายไปในทางสูง คือทางจิต ทางวิญญาณ ดังเช่น คำว่า ถนน ก็เอาไปใช้ เป็นชื่อมรรคมีองค์แปด สำหรับปฏิบัติไปนิพพาน, คำว่า เย็นไม่ร้อน เอามา เป็นชื่อของนิพพาน, คำว่า ผู้ตื่นนอน นี้เอามาใช้เป็นชื่อของพุทธะ. คำว่าพุทธะในทางศาสนา มีความหมายว่า ตื่นจากหลับ ; หลับ คือโง่, คือไม่รู้, คืออวิชชา, คือกิเลส. สัตว์ทั้งหลายหลับอยู่ด้วยอวิชชา ; เมื่อใครตื่นนอนขึ้นมาได้ คนนั้นเรียกได้ว่าเป็นพุทธะ, แล้วก็เป็นคนที่ไม่หลับ ถ้าหลับอยู่ก็ไม่มีทางที่จะรู้อะไรได้ ; ไม่รู้สึกอะไรได้ ; เมื่อตื่นมาแล้ว ก็รู้สึกได้ คือ เป็นผู้รู้ส่วนที่เบิกบาน สดใส แจ่มใส เป็นสุข. ตื่นนี้เป็นความหมาย ที่เลื่อนออกไปอีกที่หนึ่ง โดยถือว่าหลับก็งัวเงีย หุบอยู่ ไม่เบิกบาน พอตื่น ก็เบิกบาน. นี่เราจะต้องรู้คำสำคัญคำนี้ ให้รู้ลึกถึงรากของคำ คือภาษา ว่าพุทธะ หมายถึงตื่นจากหลับ. เอาคำธรรมดาไปใช้เป็นคำพิเศษ คือคำทางศาสนา มี ความหมายทางจิต ทางวิญญาณ ที่สูงขึ้นไป จนเราเรียกกันว่า พระพุทธเจ้า. เรามักมีความเชื่อ มีความเลื่อมใส มีความอะไร สำหรับยึดมั่นถือมั่นไปเสียก่อน แต่ที่จะได้ศึกษาคำนี้โดยละเอียด ; ฉะนั้นจึงไม่ค่อยรู้กัน ว่าโดยละเอียดหมายถึง อะไร, ในทางภาษาพูดหมายถึงอะไร, กระทั่งเป็นภาษาพิเศษ. อย่างที่พระ พุทธเจ้าท่านตรัสว่า “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา, ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้น เห็นธรรม". พุทธะ พระพุทธเจ้านี้ก็กลายเป็นธรรมไป เช่นนี้เป็นต้น. ถ้าเป็นธรรม หมายถึงตัวธรรมไม่ใช่บุคคล ก็เป็นธรรมะสำหรับทำ ให้บุคคล ตื่นจากหลับ คือกิเลสนั่นอีก ที่ให้ดับกิเลสได้ ดับความทุกข์ได้ ;

น.120 ธรรมะนั่นแหละคือพุทธะ พุทธะนั่นแหละคือธรรมะ. ฉะนั้นจึงไม่หนีไป จากความหมายของคำตามรากศัพท์ ของคำ ๆ นี้ ที่ว่าผู้ตื่นนอน คือตื่นจากหลับ คือกิเลส ก็คือผู้รู้ ผู้เบิกบาน. ที่นี้ พุทธบริษัทเป็นผู้นั่งแวดล้อมรอบ ๆ พุทธะ ถ้าพูดทางวัตถุ มันก็หมายความว่า ไปนั่งแวดล้อมรอบ ๆ บุคคลที่เรียกกันว่าพระพุทธเจ้า. ถ้าถือเอาความหมายทางวัตถุอย่างนี้มันก็ล้มเหลวหมด เป็นไปไม่ได้ คือไม่ มีพระพุทธเจ้ามาประทับให้เรานั่งแวดล้อม ; ฉะนั้นความเป็นพุทธบริษัทก็มีไม่ได้ ก็เป็นการล้มละลายหมด. เดี๋ยวนี้ความเป็นพุทธบริษัทยังมีอยู่ได้ ; ฉะนั้นเราก็ต้องมีพุทธะ มาอยู่ตรงจุดศูนย์กลาง ที่จะนั่งแวดล้อมได้ จึงคือธรรมะ. ธรรมะคือพุทธะ พุทธะคือธรรมะ ก็เอาธรรมะนี้เป็นจุดศูนย์กลาง หรือเป็นวัตถุประสงค์ที่จะนั่ง ล้อมกัน เพื่อพิจารณาศึกษาอยู่เป็นประจำ เพ่งผลปลายทางเป็นความรอด. ความรอดก็เป็นธรรมะด้วยเหมือนกัน เป็นเครื่องช่วยให้มีความหวัง ธรรมะคือความรอด ก็เป็นจุดศูนย์กลางสำหรับจะประสงค์มุ่งหมาย เข้าถึงให้ได้ พุทธบริษัทต้องมีความรู้สึกคิดนึกอย่างนี้ และพระพุทธเจ้าก็จะยังคงมีอยู่ให้ จนกระทั่งทุกวันนี้ หรือต่อไปข้างหน้า สำหรับคนจะได้นั่งแวดล้อม แล้วได้ชื่อ ว่าเป็น "พุทธบริษัท". สมัยนี้เป็นพุทธบริษัทกันตามภาษาพูด ก็สักแต่ว่าปากพูด ; แม้ ตั้งใจจะประพฤติปฏิบัติให้ดีกว่านั้น ก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร. ฉะนั้นขอให้มีจิต ใจมุ่งหมายที่จะอยู่รอบ ๆ จุดศูนย์กลางอันหนึ่ง คือธรรมะที่จะช่วยดับความ ทุกข์ ได้นี้ ที่จะทรงบุคคลไว้ไม่ให้ตกไปในที่ชั่ว แล้วแต่จะขยายความออกไป

น.121 ทำความรู้จัก พุทธบริษัทกัน ให้ถูกต้อง เรามารู้จักคำว่า พุทธบริษัทกันเสียก่อน ซึ่งจะหมายถึงภิกษุ หรือ ภิกษุณี ก็ได้ จะหมายถึงอุบาสก หรือ อุบาสิกา ก็ได้, เรียกว่าพุทธบริษัท ๔ ด้วยกันทั้งนั้น เป็นฆราวาสก็ได้ เป็นบรรพชิตก็ได้, ผู้หญิงก็ได้ ผู้ชายก็ได้, แม้สามเณรยังไม่เป็นภิกษุ ภิกษุณีก็ได้ ; เพราะว่าเขารวมไว้ในคำว่าภิกษุ หรือ ภิกษุณี. แต่ว่า เราจะถือเอาเพียงสักว่าชื่อสมมติอย่างนี้ ก็จะเป็นเรื่องสมมติอยู่ เรื่อยไปว่า ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เป็นพุทธบริษัท ก็โดยสมมติอย่าง ผิวเผินอยู่เรื่อยไป. ฉะนั้นภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา จะต้องทำอย่างไร ก็ทำอย่างนั้นแหละ จึงจะมีความเป็นพุทธบริษัทขึ้นมา. ที่พูดมานี้เสียเวลาพูดถึงคำว่า พุทธบริษัทกันเสียหน่อยก่อน เพื่อจะได้ รู้ว่า หน้าที่ตามแบบของพุทธบริษัทนั้นเป็นอย่างไร ? คำตอบก็เหมือนกับ กำปั้นทุบดิน ไม่มีทางผิด. เมื่อพุทธะแปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ; พุทธบริษัทก็คือผู้ที่ตั้งหน้าตั้งตา ทำตนให้เป็นผู้รู้ ผู้เบิกบาน ขึ้นมาอีกนั่น เอง. ถ้าอยากเป็นพุทธบริษัทกันจริงๆ แล้ว ก็พยายามทำให้รู้ ให้ตื่น ให้เบิกบานขึ้นมาให้ได้จริง ๆ ; ที่แล้วมานั้นเป็นแต่ทะเบียน จดทะเบียนเป็น พุทธบริษัทกัน. หน้าที่ตามแบบพุทธบริษัท ข้อแรกคือหน้าที่เกี่ยวกับคน พุทธบริษัท ก็มีใจความว่า ให้รู้ ให้ตื่น ทำให้เบิกบาน ; คำว่า เบิกบานนั้นเป็นคำที่น่าสนใจกว่า คือว่า น่าสนุก ฟังดูมันน่าสนุก. ผู้รู้ ผู้ตื่น นี้ก็ยังไม่น่าสนุก ต้องรู้หรือตื่นกันเสียก่อน จึงจะเบิกบานได้; ฉะนั้น จึงต้อง ปฏิบัติหน้าที่ :

น.122 ข้อที่ ๑ ทำให้รู้ ให้ตื่น ให้เบิกบาน ให้ละเอียดลงไปอีก หมายถึงดับทุกข์ ความดับทุกข์เป็นเป้าหมายสำคัญ : รู้หรือตื่น ในข้อนี้, แล้วก็ ได้ผลเป็นความดับทุกข์. ถ้าดับทุกข์ไม่ได้ ไม่มีทางที่จะเบิกบาน. ขอให้ มุ่งหมายไปถึงข้อที่จะดับทุกข์ ให้ได้ ; แล้วใครมีความทุกข์อย่างไร จัดการ สะสาง แก้ไขให้มันดับให้ได้ ; เหมือนที่เรากำลังทำอยู่นี้ เวลานี้ ก็เป็นส่วนหนึ่ง ของการทำความดับทุกข์. อย่างน้อยที่สุด ก็เป็นขั้นต้นที่สุด คือศึกษาให้รู้ว่า จะดับกันอย่างไร พุทธบริษัทก็มีหน้าที่ที่จะดับทุกข์เป็นข้อแรก. ข้อ ๒ ความเต็มเปี่ยม หรือความสมบูรณ์แห่งความเป็นมนุษย์ อยากจะกล่าวไปตามหลักของจริยธรรม ที่เขาคิดกันไว้ดีแล้ว มันมีอยู่ อีกคำหนึ่ง คือคำที่ว่า “ความสมบูรณ์" ความเต็มเปี่ยม หรือ ความสมบูรณ์ นี้เป็นความหมายของพระอรหันต์. คำว่า เต็ม สมบูรณ์ หรือ perfect นี้ เป็นความหมายของคำว่าพระอรหันต์, พระอรหันต์แปลว่า เต็ม หรือ สมบูรณ์ ฉะนั้นหน้าที่นี้ก็เลยขยายความออกไปถึง การทำให้เต็มหรือสมบูรณ์ แห่งความ เป็นมนุษย์. ถ้าพูดว่าเดี๋ยวนี้ยังเป็นคนที่ไม่สมบูรณ์ คือ เป็นคนที่ยังไม่เต็มความเป็น คน นี้ก็เป็นคำด่าที่ร้ายแรงมาก ; แต่ที่จริงมันก็เป็นอย่างนั้นแหละ จะด่าหรือ ไม่ด่าก็สุดแท้. เมื่อยังไม่รู้ ไม่ตื่น ไม่เบิกบาน นี้ก็เรียกว่ายังไม่เต็มอยู่แล้ว คือไม่เต็มคน ไม่เต็มความเป็นมนุษย์ ; ถ้าเต็มความเป็นมนุษย์ ก็เป็น พระอรหันต์ เท่านั้นเอง.

น.123 เดี๋ยวนี้ใครกล้าบอกตัวเองว่าเป็นพระอรหันต์บ้าง ? ก็แปลว่ายังไม่ เป็นพระอรหันต์ ก็คือยังไม่เต็ม ; ฉะนั้น จะต้องทำความพยายามต่อไป ให้มีความเต็มแห่งความเป็นมนุษย์ในทางวิญญาณมากกว่า. ความเต็มไม่ได้หมาย ถึงทางเนื้อหนังร่างกาย แต่หมายถึงความเต็มในทางจิต ในทางวิญญาณ ; ในที่สุด ก็หมายถึงความรู้ที่เต็ม หรือการปฏิบัติที่เต็ม เมื่อได้รับผลของการปฏิบัติที่เต็ม คือความเป็นมนุษย์ที่เต็ม ก็อยู่ที่ตรงนี้. ถ้าใครรู้สึกว่าถูกด่าอย่างมาก เมื่อมีใครมาว่าเรา ว่ายังไม่เต็ม คนนี้ ยังไม่เต็ม ; ก็ควรรีบทำเสียซิ ทำให้เต็มซิ. ทุก ๆ คนมีหน้าที่ ที่จะต้อง ทำให้ตัวเองนี้เต็ม : เต็มความเป็นมนุษย์ เต็มความเป็นคนก็ได้. เมื่อยังขาด อยู่ ยังไม่รู้อะไรอยู่ เรียกว่ายังขาดอยู่ ; เมื่อมีสิ่งใดที่เป็นความเต็มของความ เป็นมนุษย์ ก็จะต้องรีบทำส่วนนั้นสิ่งนั้น เท่านั้นก็พอ ไม่ต้องมากไปกว่านั้น ; ไม่ต้องมากไปกว่าความเต็มเปี่ยมของความเป็นมนุษย์ นอกนั้นมันเพื่อทั้งนั้น. เหมือนกับว่าตวงด้วยทะนาน ที่มันล้นทะนานก็ไม่ต้องการ เอาแต่เพียงที่เต็ม ทะนานหนึ่ง นี้มันเต็ม. ความเป็นมนุษย์ของเราก็เหมือนกับทะนาน หรือ เครื่องวัดอันหนึ่ง ซึ่งเราจะต้องทำให้เต็ม. ข้อ ๓ ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ให้เต็ม ดูต่อไปอีก ถึงหน้าที่ ที่ทำให้เต็มนี้ เรามีหลักจริยธรรมสากลมาใช้ได้ดี ต่อไปอีก คือทำหน้าที่เพื่อประโยชน์แก่หน้าที่ นั่นแหละคือเต็ม. ถ้าทำ หน้าที่นั่นนี่ เพื่อตัวกู - ของกู ก็เพราะว่า นั่นมันยังหิวอยู่ใช่ไหม ? ถ้าทำอะไร เพื่อตัวกู - เพื่อของกู แสดงว่าคน ๆ นั้นยังอยากอยู่, มีความอยากอยู่ ก็คือมี ความหิวอยู่ ; แล้วคนที่หิวอยู่มันจะเต็มอย่างไรได้. คนที่เต็ม ก็ต้องไม่อยาก ไม่หิว ; เพราะฉะนั้น จึงไม่ ได้ทำอะไรเพื่อตัวกู - ของกู.

น.124 การกระทำเพื่อตัวกู - ของกูนี้ไปนิพพานไม่ได้ เพราะว่าความเป็นไป เพื่อนิพพานนั้น ต้องดับเสียซึ่งตัวกู - ของกู จึงจะบรรลุถึงระดับของนิพพานได้ ; จะเอาตัวกู - ของกูไปเข้านิพพานด้วย ทำไม่ได้, ต้องไม่ทำเพื่อตัวกู - ของกู มันจึงจะเต็ม. ฉะนั้นเขาจึงใช้คำว่า ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่, ตามหน้าที่, ด้วยจิตใจ ที่รู้ ที่ตื่น ที่เบิกบาน ; ถ้าหิวจิตใจจะไม่เบิกบาน ถ้าพูดกันให้เข้าใจง่าย ๆ ก็ว่า ถ้าใครหิวอยู่ คนนั้นก็เบิกบานไม่ได้. หน้าซีดหน้าเซียวอยู่ หรือกระสับกระส่ายอยู่ อย่างนี้ยังหิว ; ถ้าสดชื่นเบิกบาน ก็ต้องไม่หิว. ฉะนั้นคนนั้นจึงไม่ได้ทำเพื่อตัวกู - เพื่อของกู ; แต่ว่าทำหน้าที่ ตามหน้าที่ เพื่อหน้าที่ ก็เป็นเรื่องของพระอรหันต์อีกนั่นแหละ. คนที่ทำหน้าที่ เพื่อหน้าที่ โดยบริสุทธิ์สมบูรณ์แท้จริง ก็มีแต่พระอรหันต์ ; นอกนั้นก็เป็น ผู้ฝึก ผู้พยายาม ผู้บังคับ เจตนาจะบังคับฝึกฝนตนเอง ให้ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ คืออย่าเพื่อกิเลส อย่าเพื่อบาป เพื่ออะไรต่าง ๆ. เราไม่ค่อยจะเข้าใจคำว่า ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ โดยที่มีคนถามว่า ถ้าไม่ทำเพื่อตัวเราแล้วจะทำไปทำไมกัน ? ไปถามกันเสียอย่างนี้. ถ้าพูดว่า ทำด้วยจิตว่าง เพื่อหน้าที่ นี้เขาไม่เข้าใจ นี้ก็ควรจะศึกษาให้เข้าใจว่า ทำหน้าที่ เพื่อหน้าที่แล้ว ไม่มีตัวกู ไม่มีของกู: นั่นแหละจิตใจจึงจะสูง จึงรู้ หรือตื่น หรือเบิกบาน ดังที่กล่าวมาแล้ว. อย่าไปกลัวว่า ถ้าทำหน้าที่เพื่อหน้าที่แล้ว เราจะไม่มีอะไรกิน ; พูดอย่างนี้เป็นความคิดที่สูง เป็นอุดมคติที่สูง. พูดอย่างนี้ก็ฟังยาก สำหรับคน ที่ยังมีความคิดต่ำ มีความรู้สึกต่ำ ; แต่ก็อาจจะไปดูเอาเองได้ ว่าเราทำหน้าที่ เพื่อหน้าที่ แล้วคงได้ผล ผลของงานนั้นก็คงต้องได้. อย่างเช่นทำนา นี้ก็ ต้องได้ข้าว ทำสวน ก็ต้องได้พืชผล หรือทำราชการ ทำอะไรก็ตาม เป็นลูกจ้างเขา

น.125 ก็ได้เงินเดือนนั่นแหละ ; แต่ในจิตใจของเรานั้นทำเพื่อความเป็นมนุษย์ที่ไม่มี ความทุกข์ ; เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน นั้นมีเจตนาเพียงทำหน้าที่. เมื่อเกิดมาเป็นสิ่งที่มีชีวิต ก็มีหน้าที่ เมื่อทำตามหน้าที่ แล้วก็พอใจ สบายเสียแล้ว ; ยังไม่ต้องรับเงินเดือน ยังไม่ได้รับผลอะไรหมด ก็พอใจ หรือสบายใจเสียแล้ว เป็นสุขเสียแล้ว เบิกบานเสียแล้ว. ลองไปหัดทำกัน เสียใหม่ หรือทำความเข้าใจกันเสียใหม่ในข้อนี้เถิด จะมีความสุข. แต่คนธรรมดา มักฟังไม่ถูก เมื่อพูดว่า มีความสุขในการทำการงาน ; เพราะเขาจะมีสุขต่อเมื่อ ได้ผลงาน พอไม่ได้ผลของงาน เขาก็มีความทุกข์ ร้องห่มร้องไห้. ทีนี้ เราพอใจได้ เป็นสุขได้เต็มที่เสียแล้ว เมื่อได้ทำหน้าที่ตาม หน้าที่ เมื่อทำการงาน ; ส่วนผลของงานจะได้มาเป็นเงินเป็นทอง เป็นอะไร หรือไม่ได้อะไรเลย ก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะว่าเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยของมัน ; แต่ตามธรรมดาแล้วผลก็ต้องได้ตามสมควรแก่การทำงาน. ถ้าพลาดไปไม่ได้ ผลงานตามที่ต้องการ ก็ยังได้อะไรที่ดี คือ ได้ความรู้ ได้หายโง่ ; ความโง่ ถูกขจัดออกไป ว่าทำอย่างนี้มันผิดพลาด จะต้องทำอย่างอื่น นี่ก็ยังเป็นการได้ อยู่นั่นเอง. แต่ว่าได้ความสุขแล้ว ตั้งแต่ขณะทำการงาน พอใจในการงาน สนุกสนานในการงาน ชมเชยตัวเองได้ตั้งแต่ลงมือทำงาน. โดยมากไม่มีใครมีจิตใจในข้อนี้ คือมีความสุขในการทำงาน เพราะ ว่า เขากำลังละโมบโลภลาภ ในเรื่องเงิน ในเรื่องสิ่งเอร็ดอร่อยสนุกสนาน ที่จะได้จากเงิน ที่หามาได้จากการงาน. ถ้าใครมีจิตใจอย่างนี้ ไม่ควรจะถือว่า คนนั้นเป็นพุทธบริษัท เพราะยังโง่เกินไป ยังหลับอยู่ด้วยกิเลสบางอย่างมากเกินไป. ถ้าเป็นพุทธบริษัท ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้ว ควรจะมองเห็นความหมายของ

น.126 คำ ๆ นี้ ว่าสิ่งที่มีชีวิตได้ทำหน้าที่ของสิ่งที่มีชีวิต ตามหน้าที่ที่จะต้องทำ แล้ว เขาก็ควรจะพอใจได้ แล้วก็ทำไป ; ผลเหล่านั้นก็เป็นปฏิกิริยาเกิดขึ้นตาม ธรรมดา ตามระเบียบ ตามขนบธรรมเนียมประเพณี แล้วก็ไม่ไปยึดถือหลงใหล บูชาอะไรนัก คงบูชาหน้าที่เพื่อหน้าที่. ข้อ ๔ ความเมตตากรุณาอย่างไม่มีขอบเขต ข้อสุดท้ายที่พุทธบริษัทจะมี ก็คือว่า ความเมตตากรุณาสากล หมายความว่า รักสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงไม่มีขอบเขตจำกัด. คนที่มีตัวกู - ของกู นั้นรักใครไม่ได้ เขาจะรักแต่ตัวกู - ของกู, รักตัวกู รักลูกเมียของกูอะไรอยู่ แต่อย่างนี้ จะรักคนอื่นทั่วจักรวาลไม่ได้ ; เว้นไว้แต่ผู้ที่รู้ หรือตื่น หรือเบิกบาน เท่านั้น ที่จะรักสัตว์ทั้งหลายทั่วสากลจักรวาลได้. เพราะว่าผู้รู้จริงนั้นตื่นจาก อวิชชา ตื่นจากหลับคืออวิชชา ไม่เห็นแก่ตัวกู - ของกู, แล้วมีจิตใจกว้างขวาง ไม่มีขอบเขต, รู้ความที่ว่าสัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน ทั้งหมดทั้งสิ้น เป็นอย่างเดียวกัน มีอะไร ๆ อย่างเดียวกันหมด มีปัญหาอย่าง เดียวกัน มีความทุกข์อย่างเดียวกัน มีอะไรที่ต้องแก้ไขอย่างเดียวกันหมด ; จิตใจจึง กว้างขวางอย่างนี้. นี่เรียกว่า หน้าที่ที่พุทธบริษัทจะทำให้ถึงที่สุด ก็คือมีความรักไม่มี ประมาณ รักสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงอย่าให้มีประมาณ ; เพียงข้อนี้ข้อเดียวทำได้แล้ว จะแก้ปัญหาต่าง ๆ ในโลกนี้ ได้หมด. เดี๋ยวนี้คนในโลกกันแต่รุนแรงไปด้วย ความคิดประเภทตัวกู - ของกู ยิ่งหลับด้วยกิเลสมากขึ้นไปอีก ไม่มีเมตตากรุณากัน พร้อมที่จะเอาเปรียบกัน หรือสูบเลือดสูบเนื้อผู้อื่นอยู่เสมอ แล้วโลกก็เป็นอย่างนี้ ; ถ้าเขาปฏิบัติอย่างพุทธบริษัท หรือเป็นพุทธบริษัทด้วยกัน แล้วโลกจะเป็นอย่างอื่น ที่เต็มไปด้วยความผาสุกสงบสุข.

น.127 หน้าที่ตามแบบพุทธบริษัทนั้น ทำเพื่อให้มีผลเป็นความดับทุกข์ สงบเย็น, ให้มีความเต็มเปี่ยมของความเป็นมนุษย์, แล้วก็มีความสุขอยู่ด้วย การทำหน้าที่เพื่อหน้าที่, มีความรักสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงไม่มีประมาณ. นี่ไป คำนวณดูเองว่า มันเป็นหน้าที่สูงสุดอย่างไร ? หน้าที่ที่กว้างขวางอย่างไร ? หรือว่าประเสริฐอย่างไร ? หลักเช่นนี้มิได้มีไว้สำหรับคนใจแคบ เห็นอะไรนิด ก็เห็นแต่แก่ตัวกู - ของกู. นี่คือความหมายของคำว่า หน้าที่ตามแบบของพุทธบริษัท ที่ผม อยากจะพูดเป็นข้อแรก ก็คือว่า หน้าที่เกี่ยวกับคนนั่นเอง หมวดนี้จะเรียกว่า หน้าที่ที่เกี่ยวกับคนนั่นเอง. หน้าที่ของพุทธบริษัทข้อที่ ๒ คือหน้าที่เกี่ยวกับธรรมชาติ ต่อไปอยากจะพูดอีกสักหมวดหนึ่ง ก็ว่า หน้าที่เกี่ยวกับธรรมชาติ. เรื่องเกี่ยวกับธรรมชาตินี้ เคยพูดมาหลายครั้งหลายหนแล้ว บางคนอาจจะเข้าใจดี แล้วก็ได้ ถ้าเคยอ่านเคยฟัง ; แต่เพื่อประโยชน์แก่คนที่ยังไม่เคยอ่านเคยฟัง ก็จะพูดอีก, หรือว่า คนที่เคยฟังแล้ว ก็ควรจะได้ฟังอีก เพื่อเข้าใจอะไรให้ กระจ่างยิ่งขึ้นไป. หน้าที่ที่เกี่ยวกับธรรมชาตินี้ ควรจะมองเห็นได้เอง เพราะไม่มี อะไรที่ไม่ใช่ธรรมชาติ; เนื้อหนังร่างกายทั้งหมด จิตใจของเราทั้งหมดนี้ ก็คือธรรมชาติ ไม่มียกเว้นส่วนไหน. ในบุคคลหนึ่ง ๆ นี้แหละ ร่างกายก็ดี จิตใจก็ดี อะไรก็ดี รวมหมด นั้นก็คือธรรมชาติ, สิ่งที่แวดล้อมบุคคลนั้นอยู่ ไม่ว่าสิ่งไหนอะไร เล็กน้อยอย่างไร ก็คือธรรมชาติ จะเป็นอะไรก็ตามใจ จะ มองเห็น หรือไม่มองเห็น ก็แวดล้อมบุคคลนั้นอยู่ ล้วนแต่สิ่งที่เรียกว่าธรรมชาติ

น.128 ข้อ ๑ ธรรมชาติเป็นสิ่งแรกที่เราจะต้องรู้จัก เมื่อมีความรู้ ในเรื่องธรรมชาตินี้ ก็เรียกว่าเป็น ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิก บานขึ้นมาได้. ถ้ายังโง่ขนาดที่ไม่รู้ว่า ตัวเราก็คือธรรมชาติ, ทั้งหมดรอบตัว ก็คือธรรมชาติ, อย่างนี้ก็นับว่าเป็นคนที่ยังหลับตาอยู่ ยังหลับอยู่มาก ไม่ลืมหูลืม ตาเลย. ทั้งนี้ก็เพราะว่า ความเห็นแก่ตัว มันมาบีดบังห่อหุ้มเสียหมด ตาของเขา ลืมไม่ได้ จึงมองไม่เห็นอย่างชัดแจ้งว่า "เอ๊ะ, มันก็สักว่าธรรมชาติ มันเป็น ธรรมชาติ เพียงสักว่าธรรมชาติ". อย่าเป็นตัวกู - ของกูกันให้มากนักเลย. ข้อที่ ๒ ธรรมชาติทั้งหลาย มีกฎเกณฑ์ เรียกว่ากฎของธรรมชาติ ที่ควรรู้ต่อไป คือข้อที่ว่า ธรรมชาติทั้งหลายเหล่านั้น มันมีกฎเกณฑ์ ของมันเรียกว่ากฎของธรรมชาติ. เราต้องรู้สิ่งนี้ สิ่งที่เรียกว่ากฎของธรรมชาติ นี่เป็นสิ่งสูงสุด ไม่มีใครต่อต้านได้, ถูกสมมติให้เป็นพระเจ้าบ้าง เป็นพระ- ธรรมบ้าง เป็นอะไรบ้าง. นี่ แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ต้องเคารพพระธรรม คือกฎ ธรรมชาติ ที่เขาเรียกว่า พระเจ้าผู้สร้างโลก พระเจ้าผู้ควบคุมโลก ผู้ ทำลายโลก อะไรอย่างนี้ ก็คือกฎของธรรมชาติ สูงสุดถึงขนาดนี้ ; ถ้าไปหลับ หูหลับตา ไม่รู้จักสิ่งนี้ ก็เรียกว่ามากเกินไป หรือยังหลับมากเกินไป ไม่ควรจะ เรียกว่าเป็นพุทธบริษัท. กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ของธรรมชาตินั้น มีอยู่ทั่วไปในที่ทุกหนทุกแห่ง ทุกหัวระแหง ทุกแง่ทุกมุม. ถ้าทำผิดธรรมชาตินิดเดียวก็จะต้องเกิดปัญหาขึ้นมา ทันที ; เพราะว่ากฎธรรมชาตินั้นเฉียบขาด มันยอมไม่ได้, หรือมันไม่ยอม . พวกนักวิทยาศาสตร์ เขารู้จักธรรมชาติ รู้จักกฎของธรรมชาติ ก็รู้ไปในแง่หนึ่ง

น.129 มุมหนึ่ง ซึ่งเป็นส่วนน้อยอยู่มาก แล้วก็ไม่เกี่ยวกับจิตใจ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ : เขารู้จักธรรรมชาติ รู้จักกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ เขาจึงทำให้ธรรมชาตินั้นเป็น ประโยชน์ ได้. การประดิษฐ์อะไรต่าง ๆ แห่งยุคปัจจุบันนี้ เป็นของประหลาด มหัศจรรย์ยิ่งขึ้นทุกที ก็เพราะเขาค้นพบกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ทุกที ; เขาจึงสามารถไปโลกพระจันทร์ไปอะไรได้ ก็เพราะรู้จักกฎเกณฑ์ของ ธรรมชาติในส่วนที่จะใช้ธรรมชาตินั้น ๆ ให้ทำงานตามที่เขาประสงค์. ทีนี้เรามาดูกันถึงเรื่องจิตใจ กฎเกณฑ์ของธรรมชาติในด้านจิตใจนี้ เกี่ยวกับความสุขความทุกข์อะไรของจิตใจ ไม่เกี่ยวกับวัตถุ ยิ่งสำคัญกว่า. ถ้าเราทำผิดธรรมชาติ มันก็มีปฏิกิริยาออกมาเป็นความไม่สงบสุข เป็นความวุ่นวาย; ซึ่งจะถือเป็นหลักได้เลยว่า; ถ้าอยู่ตามธรรมชาติมันจะสงบ ถ้าผิดจาก ธรรมชาติมันจะเป็นความวุ่นวายขึ้นมา. เดี๋ยวนี้ คนกำลังเป็นโรคประสาทกันมากขึ้น กระทั่งวิกลจริตกันมาก ขึ้น ; แต่คนที่เป็นโรคเส้นประสาท เขาก็ไม่รู้ตัวว่าเขาเป็นโรคทางประสาท เขาจะคิดว่า เขายังดี ยังปรกติ ความคิดเห็นของเขายังถูกต้องอยู่เสมอ กระทั่ง ถูกจับไปส่งโรงพยาบาล คนวิกลจริตก็ยิ่งมากไปกว่านั้น. ทำไมจึงต้องเป็นโรคเส้นประสาท โรคจิต โรคอะไร จนเสียไปหมด ในทางจิตทางวิญญาณ ? นี้ก็เพราะทำผิดกฎของธรรมชาติ ในส่วนวิญญาณ, หรือส่วนที่เป็นฐานรองรับของวิญญาณ เช่นระบบจิตใจ ระบบประสาทนั้นเอง. ทางกายซึ่งเป็นเรื่องทางกาย ก็ต้องทำให้ถูกต้อง จึงจะมีความปรกติทางกาย, ทางจิต ก็ต้องถูกต้องจึงจะมีความปรกติทางจิต, ทางวิญญาณก็ต้องถูกต้อง จึงจะมีความ ปรกติทางระบบวิญญาณ คือสติปัญญา, นี่เป็นความรู้อันลึกซึ้ง อันไม่มีทางที่จะ ทำให้ผิดกฎธรรมชาติ แล้วอยู่เป็นสุขได้ ดังนั้นจึงเกิดหน้าที่ขึ้นมา

น.130 ข้อ ๓ หน้าที่ตามธรรมชาติต้องปฏิบัติให้ถูกต้อง หน้าที่ตามธรรมชาติ ที่เราจะต้องทำให้ถูกกันกับกฎของธรรมชาตินั้น ไม่ทำก็ไม่ได้; เมื่อทำแล้วก็ต้องทำให้ถูกต้องตามกฎนั้น ๆ ด้วย. ที่ว่าไม่ทำ ไม่ได้ อยู่เฉย ๆ ไม่ได้ นั่นเพราะว่า สิ่งที่เรียกว่าธรรมชาติ ที่เข้ามาประกอบกัน เป็นสัตว์ เป็นคนนี้ มันเป็นสิ่งที่ปรุงแต่ง และเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อย ; ฉะนั้น จึงมีความตายตัว ที่จะต้องทำให้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์นั้น ๆ. อย่างน้อยที่สุด ทางกาย ก็คือต้องกินอาหาร ต้องย่อยอาหาร ต้อง ถ่ายอาหารที่ย่อยเสร็จแล้วออกมา แล้วต้องกินอาหารใหม่ วนเวียนกันอยู่อย่างนี้ แล้วก็มีอะไรมาเกี่ยวข้องพัวพัน แทรกแซงด้วยเยอะแยะไปหมด ; นี้ก็ล้วนแต่ เป็นหน้าที่ทางร่างกาย. ทางจิตก็มีระบบใหญ่อีกเหมือนกันไม่เช่นนั้นจิตจะผิดปรกติ ; ทางสติ ปัญญานี้จะต้องทำให้ถูกต้อง ไม่เช่นนั้นจะโง่ จะไม่รู้สิ่งที่ควรรู้ มันเกิดเป็น หน้าที่ตามธรรมชาติขึ้นมาอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งเราก็จะต้องรู้จักอีกเหมือนกัน ต้องทำ ให้ถูก. ทีนี้ คนคิดจะมองกันแต่หน้าที่ที่เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง แล้วพออร่อยขึ้นมา ก็เลยเตลิดเปิดเปิงไป เป็นเรื่องบูชาความเอร็ดอร่อย, เกิดความรู้สึกมีหน้าที่ แต่จะแสวงหาสิ่งซึ่งเอร็ดอร่อย สนุกสนานเหมือนกับที่กำลังเป็นอยู่กันมากใน โลกนี้. นั้นก็คือกิเลสที่ค่อย ๆ เกิดขึ้น หรือประดังกันเข้ามา ศีลธรรมในโลกนี้ ก็เสียหมดเลย จะมีแต่คนที่ต้องการความเอร็ดอร่อยทางเนื้อหนังของตัวเท่านั้น ; ไม่รู้ตามที่เป็นจริงว่าผิดถูกอย่างไร หรือธรรมชาติเป็นอย่างไร ต้องการอะไร. นี้กำลังเป็นกันมากขึ้น ๆ จนเกือบทั้งโลกแล้ว ที่บูชาความเอร็ดอร่อยทางเนื้อหนัง

น.131 เรื่องนี้คุณไปสังเกตดูเอาเองก็แล้วกันว่า เขาทำอะไรกัน เขาหาเงิน มาก ๆ แล้วเขาเอาไปใช้ในเรื่องอะไรกัน. เขาอุตส่าห์โกงกันมากๆ แล้วเขาเอา ไปใช้ในเรื่องอะไรกัน. เขาสูบเลือดคนอื่นก็ได้มามาก ๆ แล้วเขาเอาไปใช้ในเรื่อง อะไรกัน ; นี่เป็นกันทั่วโลกไม่ใช่เฉพาะที่ไหน. คนพากันละเลย หรือไม่เข้าใจหน้าที่ที่แท้จริง ก็ต้องเกิดไปเป็นทาส ของกิเลส เป็นทาสของความโง่ จึงทำไปตามกิเลส ตามความโง่ ; แล้วก็เลย เกิดหน้าที่ที่ทำตามอำนาจของกิเลส หรือความโง่. โลกนี้จึงเต็มไปด้วยความ ทุกข์ยากมากขึ้น ความรักความเมตตาอะไรก็มีไม่ได้ ศีลธรรมก็มีไม่ได้ ; ดังนั้นเราจึงมีหน้าที่ที่จะรู้ แล้วกระทำให้ถูกต้องตามหน้าที่ของธรรมชาติ ตาม หน้าที่ ที่เป็นไปตามกฎของธรรมชาติ. ข้อ ๔ ผลของการปฏิบัติหน้าที่ถูกต้องตามธรรมชาติ ควรรู้ข้อสุดท้ายอีกที ก็คือผลของมันที่แท้จริงเป็นอย่างไร ? ถ้าปฏิบัติ ถูกต้องตามธรรมชาติแล้ว ผลจะเป็นอย่างไร ? อย่าไปเอาผลผิด ๆ มา อย่าง ที่ว่า ผลอันเป็นความเอร็ดอร่อยทางเนื้อหนังนั้น ซึ่งเป็นผลที่ผิด ไม่ได้ถูกต้อง ตามที่มนุษย์ควรจะหวัง หรือจะปรารถนา เพราะไม่สร้างความสงบให้แก่มนุษย์ และกลับทำลายมนุษย์ หรือทำให้มนุษย์เดือดร้อน. ธรรมชาตินั้น เที่ยงตรง ยุติธรรม ย่อมเป็นไปตามเรื่องของธรรมชาติ, ธรรมชาตินั้น ไม่ใช่ว่าจะแกล้งใครให้เป็นทุกข์ หรือจะต้องส่งใครให้เป็นสุข. ธรรมชาติก็เป็นเรื่องของกฎของธรรมชาติ เป็นตัวธรรมชาติ; แต่มนุษย์นี้พอ ทำผิดเข้า หรือทำถูกเข้าแล้ว ก็มีเรื่องเป็นของมนุษย์ ตามความรู้สึกของมนุษย์. เมื่อมนุษย์ ไม่ต้องการความทุกข์ ก็ควรจะทำให้ถูกต้อง เพื่อจะได้รับความสุข ในฐานะอันเป็นผลที่จะพึงได้จากการปฏิบัติหน้าที่ถูกต้องตามธรรมชาตินั้นเอง

น.132 เรานี้รู้จักธรรมชาติในลักษณะอย่างนี้กันหรือเปล่า ? หรือว่า เรา เข้าถึงธรรมชาติอย่างนี้กันจริง ๆ หรือเปล่า ? นี้แสดงให้เห็นว่า ถ้าเราอยากจะ ปฏิบัติหน้าที่ตามแบบของพุทธบริษัท ก็จะต้องประพฤติกระทำให้ถูกต้องตาม กฎเกณฑ์ ที่ได้ยกมาให้ดูเป็นตัวอย่างสองกลุ่มนั้น : เอาคน นั่นเองเป็นหลัก จะต้องดับทุกข์ให้ได้, ทำคนนั้นให้เต็ม ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่, มีความรักสัตว์ ทั้งหลายทั้งปวง เหมือนกับว่า เป็นคน ๆ เดียวกัน. ถ้าเอาธรรมชาติเป็นหลัก เราก็ต้องรู้หน้าที่ตามธรรมชาติ โดยรู้จัก ตัวธรรมชาติ รู้จักกฎของธรรมชาติ รู้จักหน้าที่ตามที่เป็นจริง แล้วก็ปฏิบัติให้ได้ ผลขึ้นมา ; ถ้าทำได้อย่างนี้ก็เรียกว่า ทำหน้าที่ของพุทธบริษัท ผู้มีความสว่างไสว ในทางวิญญาณ เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานทางวิญญาณ เป็นพุทธบริษัทที่แท้จริง. เป็นพุทธบริษัทแท้จริง จักต้องทำธรรมะให้เป็นแผ่นดิน การทำให้ธรรมะเป็นแผ่นดิน ธรรมะเสมอด้วยแผ่นดิน ; เราต้องทำ ธรรมะให้เป็นแผ่นดิน ให้เป็นที่รองรับสัตว์ทั้งหลายไว้ อย่าให้ตกจมลงไป ในความทุกข์. เดี๋ยวนี้เรายังไม่สามารถทำธรรมะให้เป็นแผ่นดิน หรือไม่รู้จัก ทำธรรมะให้เป็นแผ่นดิน เราจึงไม่มีที่อยู่ ; หมายความว่า จิตใจไม่มีที่ตั้งที่อาศัย ที่ถูกต้อง จึงพากันเป็นทุกข์ นับตั้งแต่เป็นโรคประสาท โรคจิต นี้เรียกว่า แผ่นดินสำหรับจิตไม่มี. ถ้าปฏิบัติไม่ถูกจนจิตไม่มีแผ่นดินจะเหยียบ หรือจะอยู่ ในที่สุด ก็คือเป็นความพินาศในทางจิตนั้นเอง ; เพียงแต่เป็นโรคเส้นประสาทหรือเป็น โรคจิตนี้ ก็เสียหายหนักอยู่แล้ว เรียกว่าเป็นความเสียหายในชั้นรากฐานหมดแล้ว. ต่อไปนี้ก็ทำอะไรไม่ได้ คือพลาดจากการบรรลุมรรค ผล นิพพาน หรือว่าสิ่ง

น.133 ที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ นี้ล้มเหลวหมด เพราะเราทำให้จิตไม่มีแผ่นดินจะอยู่ หรือจะเหยียบ. การทำหน้าที่ตามแบบของพุทธบริษัท ก็คือทำให้จิตมีแผ่นดินอยู่ โดยทำธรรมะนั้นให้เป็นแผ่นดิน ; เพราะว่าธรรมะนั้นก็เสมอกับแผ่นดินอยู่แล้ว การกระทำเช่นนี้มันต้องสูงสุดแน่ รู้ธรรมะแล้ว ย่อมเกินกว่าที่จะเรียกว่าทำ เพื่อผู้ทำ. การทำเพื่อผู้ทำเองนั้น เป็นขั้นธรรมดาสามัญที่สุด แล้วมันก็เอียง ไปทางกิเลสเรื่อยไป. ทำเพื่อตัวกู และเพื่อของกูนี้ จะต้องเอียงไปทางกิเลส เรื่อยไป เลยไม่ใช่การกระทำของพุทธบริษัท หรือไม่ใช่การกระทำธรรมะให้เป็น แผ่นดิน เพราะว่าทำอย่างนั้นมิได้เป็นธรรมะเสียแล้ว จะเป็นแผ่นดินอย่างไรได้. การทำธรรมะให้เป็นแผ่นดินนี้ เกินที่จะเรียกว่า ทำเพื่อผู้ทำ และเกินกว่า ที่จะเรียกว่า ทำเพื่อโลกทั้งมวลเสียอีก. ทำเพื่อผู้ทำนั้นก็ดีเหมือนกัน ทำเพื่อโลกทั้งมวลก็ดีเหมือนกัน ; แต่ยังไม่ดีเท่ากับว่า ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่. ถ้าเราคิดว่าทำเพื่อเรา มันก็ต้องมีความผิดหวัง ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง ไม่คราวใด ก็คราวหนึ่ง ; แม้จะทำเพื่อโลกทั้งมวล มันก็ยังมีเรื่องที่ผิดหวัง ไม่คราวใด ก็คราวหนึ่ง อย่างใดอย่างหนึ่ง. ถ้าทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ แล้วจะไม่มีทางผิดหวัง มันจะเต็มเปี่ยม อยู่เสมอ ; นั่นคือใจความอันแท้จริง ของการที่จะทำหน้าที่ตามแบบของพุทธบริษัท คือ ทำธรรมะให้เป็นแผ่นดิน. เพราะว่า ธรรมะนั้นคือแผ่นดินอยู่โดยธรรมชาติ แล้ว, แต่ว่าเราไม่รู้จักทำ ทำไปอย่างผิด ๆ มันก็ไม่เป็นแผ่นดิน. ฉะนั้น อย่าให้ทุกอย่างเกิดความหมายเป็น ตัวกู - เป็นของกูขึ้นมา ซึ่งบางทีเขาเรียกว่า อัตตา อัตตนียา ; อัตตา แปลว่า ตัวตน, อัตตนียา แปลว่า เนื่องด้วยตน หรือของตน.

น.134 ถ้าทำเป็นอัตตา เป็นอัตตนียาแล้ว ก็เรียกว่า ทำด้วยอวิชชา - ความหลับ; คนที่ตื่นจากหลับคืออวิชชาแล้ว จะไม่ทำเพื่อตน หรือเพื่อของตน. เดี๋ยวนี้ผมใช้คำว่า ตัวกู - ว่าของกู นี้เป็นคำหยาบไปหน่อย ; แต่ความหมาย มีเท่าเดิม คือ อัตตา อัตตนียา นี้. ถ้ามันเดือดจัดขึ้นมา มันก็เป็นตัวกู - เป็น ของกู ถ้าไม่สู้เดือดก็เป็น ตัวเรา - เป็น ของเรา ถ้าตามปรกติก็เป็น ตน หรือ เป็น ของตน ล้วนแต่เป็นอวิชชาทั้งนั้น. ถ้าทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ อย่าให้ตัวตนเข้ามาเกี่ยวข้อง จะมีความสุข ตั้งแต่วินาทีแรกที่ลงมือทำ ; เพราะว่าเป็นสติปัญญาที่เพียงพอแล้ว จึงจะรู้สึก ว่าทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ได้. พุทธบริษัทควรจะทำหน้าที่เพื่อหน้าที่อย่างนี้แหละ ที่เรียกว่าตามแบบของพุทธบริษัท, และเมื่อทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ เราต้องไปตรวจดู ตัวเราว่ากำลังมีตัวกู - ของกูกลัดกลุ้ม อยู่หรือเปล่า. แน่นอนละ อย่าหาว่าตำหนิติเตียน ดูถูก ดูหมิ่นเลย ; เมื่อยังเป็น คนธรรมดาอยู่ ก็ต้องมีตัวกู - ของกู. เรากำลังศึกษาเล่าเรียน ก็เพื่อตัวกู - ของกู ; แม้จะมาที่สวนโมกข์นี่ ก็เป็นเรื่องของตัวกู - ของกูอยู่. แต่ว่าเรา มีทางที่จะทำให้มันเกลี้ยงเกลาไปตามลำดับ ๆ ; เพราะตัวกู - ของกูจะหมด ไปได้ และจะหมดกันจริง ๆ ก็ต่อเมื่อถึงขั้นสุดท้ายเท่านั้น ที่เรียกว่าเป็นพระอรหันต์ จุดหมายปลายทางอยู่ที่นั้น. เดี๋ยวนี้เราต้องมีหน้าที่ที่จะทำลายตัวกู - ของกูเรื่อยไป ๆ ; จะใช้ คำพูดว่าอย่างไรก็ได้ทั้งนั้น คือทำให้ตัวกู - ของกู นี้มันร่อยหรอลงไป อย่าให้ มันเกิด อย่าให้เกิดบ่อย ให้เกิดน้อย ให้เกิดช้า จนกระทั่งมันไม่ปรากฏเลย.

น.135 เป็นพุทธบริษัท ต้องมีธรรมะอยู่ท่ามกลางจิตใจ ทั้งหมดนี้คือสรุปความว่า หน้าที่ตามแบบของพุทธบริษัท คือบุคคลผู้รู้ ผู้ตื่นผู้เบิกบานอย่างเดียวกันกับพระพุทธเจ้า จึงสามารถเข้าไปนั่งแวดล้อมรอบ ๆ พระพุทธเจ้าได้ ไม่ว่าที่ไหน ไม่ว่าเมื่อไร แม้กระทั่งบัดนี้ ที่นี่เดี๋ยวนี้. ถ้าเขา เป็นพุทธบริษัทจริง เขาจะมีพระพุทธเจ้าอยู่ ในหัวใจของเขา เมื่อพระพุทธเจ้า เข้าไปอยู่ในหัวใจของเขา แล้วจะไม่เรียกว่า เขานั่งแวดล้อมรอบ ๆ พระพุทธเจ้า แล้วจะเรียกว่าอะไร. เมื่อธรรมะในลักษณะที่เป็นพระพุทธเจ้า เข้าไปอยู่ในท่ามกลาง จิตใจของเขาได้แล้ว เขาจะเป็นพุทธบริษัทที่ถูกต้อง. เขาจะนั่งแวดล้อม รอบพระพุทธเจ้าได้จริง ทำหน้าที่ดับความทุกข์ได้จริง มีความเต็มเปี่ยมแห่ง จิตใจของความเป็นมนุษย์ ไม่หิว ไม่พร่อง ไม่รู้สึกว่า ขาดอะไร ; เลยกลาย เป็นคนที่ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ แล้วจะมีความรักสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายทั้งปวงตลอด สากลจักรวาลได้โดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องเจตนาจะทำ. ความรักอันนี้ ก็เป็น ความรักที่เกิดขึ้นมาเอง เพราะว่าว่างจากตัวกู - ของกูเสียแล้ว เข้าถึงความเป็นอัน เดียวกันทั้งหมดของชีวิตทั้งปวง เพราะว่ามีความหมายเหมือนกันหมดทุก ๆ ชีวิต. เราสมัครใจอย่างนี้กันหรือเปล่า ? เราต้องการอย่างนี้กันหรือเปล่า ? จะเอาอย่างนั้นกันหรือเปล่า ? ไปพิจารณาเอาเอง ไปคิดเอาเองเถิด. แล้วก็ พึงรู้สึกต่อไปอีกหน่อยหนึ่งว่า ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของธรรมชาติ. อย่ามีตัวกู- ของกู. ถ้าเรารู้สึกว่า เป็นตัวกู - ของกู ก็ให้รู้ว่า นั่นเป็นธรรมชาติชนิดที่ ยังไม่รู้อะไรตามที่เป็นจริง, แล้วทำให้เกิดความรู้สึกขึ้นมาในใจเสมอ ๆ มันก็ เป็นไปตามกฎของธรรมชาติได้.

น.136 เมื่อรู้สึกว่าเป็นตัวกู - ของกูแล้ว ต้องมีความทุกข์ โดยแน่นอน ไม่มี ทางหลีกเลี่ยง ; เป็นหลักที่พระพุทธเจ้าท่านได้ค้นพบ มองเห็นแล้ว. ท่านมา สอนว่า ความยึดมั่นถือมั่น โดยความเป็นตัวเราของเราในเบญจขันธ์ทั้ง ๕ นั้นคือตัวความทุกข์. พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่ได้ทำอะไร ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แก่ธรรมชาติได้ ; ยังคงมีธรรมชาติ เป็นไปตามกฎของธรรมชาติ. แม้ท่านจะ เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ถึงที่สุด ท่านก็ไปบังคับธรรมชาติไม่ได้ ; แต่ว่าท่าน รู้ว่าธรรมชาติส่วนไหนที่จะต้องเอามารู้มาศึกษา มาเข้าถึง แล้วมันจะขจัดธรรมชาติ ส่วนไหนออกไปได้. ข้อนี้หมายความว่า ธรรมะส่วนที่จะให้เกิดความดับทุกข์ ก็เป็น ธรรมชาติอันหนึ่ง เมื่อเข้าถึงธรรมชาติอันนี้ จะดับธรรมชาติที่เป็นตัวความ ทุกข์ได้. ความทุกข์ก็เป็นตัวธรรมชาติ ความดับทุกข์ก็เป็นธรรมชาติซึ่งจะได้ ยินได้ฟังกันอยู่เป็นแน่นอนว่า แม้พระนิพพานก็เป็นธรรมชาติอันหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ ดับสนิทแห่งความทุกข์ทั้งปวง ; ความทุกข์ทั้งปวงนั้นก็คือ ธรรมชาติ. ถ้ารู้จักความหมายของคำว่าธรรมชาติอย่างนี้แล้ว มันก็ง่ายแก่การ ศึกษาที่จะดับทุกข์ ; แต่เดี๋ยวนี้เรามักไม่ยอมเห็นเป็นธรรมชาติ เห็นเป็นตัวกู - ของกูเสมอ, เมื่อไรเห็นว่าทั้งหมดนี้เป็นสักว่าธาตุที่เป็นไปตามธรรมชาติ เมื่อนั้นก็เรียกว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานได้ เป็นแน่นอน. หน้าที่ตามแบบของ พุทธบริษัทก็คือ ทำให้เข้าถึงธรรมชาติอันนี้ ปัญหาก็หมดไป. คำบรรยายสำหรับวันนี้ ก็พอสมควรแก่เวลา จะยุติไว้เท่านี้ก่อน.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต