Buddhadasa.org

มหิดลธรรม ครั้งที่ ๕ — หน้าที่ในการใช้ธรรมะให้ถูกหน้าที่

มหิดลธรรม — คำอบรมภิกษุนิสิตมหาวิทยาลัยมหิดล บวชภาคฤดูร้อน ปี ๒๕๑๗ และ สิ่งที่ทุกคนควรรู้จัก คำอบรมภิกษุนิสิตจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย บวชภาคฤดูร้อน ปี ๒๕๑๗ ณ สวนโมกขพลาราม · วันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๑๗

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.137 ท่านนักศึกษา ผู้มีความสนใจในธรรมทั้งหลาย, การบรรยายเรื่องการทำธรรมะให้เป็นแผ่นดิน ในครั้งที่ ๕ นี้ จะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า หน้าที่ในการใช้ธรรมะให้ถูกหน้าที่ ทุกคน ควรจะทบทวน เรื่องที่ได้กล่าวมาแล้วตั้งแต่ต้น ว่าได้มีการอธิบายให้ เห็นเป็นลำดับมาอย่างไร. ในข้อแรกว่า ธรรมะนั้นเสมอด้วยแผ่นดิน ก็ต้องจัดการกับแผ่นดิน คือธรรมะนั้น ได้แก่หน้าที่ หน้าที่ก็จะมีผล สมควรแก่หน้าที่ แล้วครั้งสุดท้าย นี้ก็ได้พูดถึงหน้าที่ตามแบบของ พุทธบริษัท. ๑๐๔

น.138 ๑๐๕ หน้าที่การใช้ธรรมะให้ถูกหน้าที่ วันนี้จะขยายความออกไปว่าหน้าที่ในการใช้ธรรมะให้ถูกหน้าที่. การที่ ได้พยายามเน้นคำบางคำ หรือเรื่องบางเรื่องอย่างซ้ำซากเช่นนี้ ก็ด้วยความประสงค์จะให้เข้าถึงตัวธรรมะยิ่งขึ้น. ความล้มเหลวมันอยู่ตรงที่ มีการศึกษาธรรมะกันอย่างคร่าว ๆ. ผมได้สังเกตข้อเท็จจริงอันนี้มาเรื่อย ๆ ว่า เราไม่ค่อยจะได้พยายาม เพื่อจะอธิบาย หรือเพื่อจะฟังเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ให้ละเอียด ลอออย่างชัดเจนพอ ; เพราะว่ากิเลสของคนพูด และคนฟัง นี่มันแล่นเร็ว เกินไป. ยิ่งคนสมัยนี้ด้วยแล้ว ก็มีความอดทนน้อย และมีความโง่มาก ในการ ที่จะเข้าใจ ; เขาถือว่าฟังลวก ๆ อย่างนั้นก็พอแล้ว, หรือเข้าใจแล้ว ; แล้ว จะมาทำอย่างนี้กับการศึกษาธรรมะ ก็จะทำไม่ได้ จะเป็นการศึกษาธรรมะอย่าง พร่า ๆ กันไปหมดเท่านั้นเอง. นี้ขอให้ไปพิจารณาดูถึงข้อเท็จจริงข้อนี้ของตัวเอง. ตั้งแต่เริ่มศึกษาธรรมะมา จนกระทั่งบัดนี้ ผมพยายามที่จะพูดโดยหลัก ที่ว่าจะให้ทุกคนมีธรรมะเหมือนกับแผ่นดิน หมายความว่าจะแยกจากกันไม่ได้. สัตว์ทั้งหลายต้องอาศัยอยู่บนแผ่นดินอย่างที่จากกันไม่ได้ ; แต่ทุกคนดูเหมือนว่า เราไม่ได้อยู่กับธรรมะตลอดกาล สนใจธรรมะแต่บางเวลา นึกถึงธรรมะแต่บาง เวลา ; นั่นเพราะ เขาไม่รู้ว่า ธรรมะนั้นคืออะไร, และตัวเองนั้นคืออะไร. เดี๋ยวนี้ต้องการจะให้มองเห็นชัดเจนยิ่งขึ้น หรือใกล้เข้าไปยิ่งขึ้น ต่อสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ ; ให้สติปัญญาของเราใกล้ต่อธรรมะนั้นยิ่งขึ้น. ถ้าพูด อีกทีหนึ่งก็ว่า ธรรมะใกล้ธรรมะ ; ตัวคนนี้ก็เป็นธรรมชาติ หรือเป็นธรรมะ ประเภทหนึ่ง, ตัวธรรมะสำหรับปฏิบัติของคนนั้น ก็เป็นธรรมะอีกประเภทหนึ่ง ; อยากให้ธรรมะระหว่างประเภทนี้เข้าถึงกันให้มากยิ่งขึ้น เราจึงไม่ศึกษาธรรมะอย่าง ในโรงเรียนทั่ว ๆ ไป.

น.139 แม้กระทั่งในโรงเรียนนักธรรม ก็เรียนธรรมะอย่างพร่า อย่างสะเพร่า วันหนึ่งไม่รู้ว่ากี่หัวข้อ หรือกี่เรื่องกี่ราว แล้วก็ไม่เคยสัมพันธ์กัน, มีลักษณะ เหมือนกับสะสมอะไรหลายๆ อย่าง โยนทิ้งเข้าไว้ในยุ้งในฉาง อะไรทำนองนั้น เรียนกันเพียงแต่มีหัวข้อธรรมะมาก ๆ แล้วก็ ไม่เข้าใจ, หรือใช้เป็นประโยชน์ ไม่ได้. นี่คือ ข้อเท็จจริง และความจำเป็น ที่ต้องขอร้องให้มีความ อดทน ; พูดกันแต่หัวข้อเดียว ประเด็นเดียวอยู่เรื่อยไปอย่างนี้ คือธรรมะนั้น เสมอด้วยแผ่นดิน. วันนี้ที่จะพูดโดยหัวข้อว่า หน้าที่ ในการใช้ธรรมะให้ถูกหน้าที่ ก็เป็น การบรรยายที่ต่อเนื่องจากครั้งที่แล้วมา ว่า หน้าที่ตามแบบของพุทธบริษัทนั้นเป็น อย่างไร เป็นการบอกหน้าที่หลาย ๆ อย่างพร้อม ๆ กันไป; ขอให้ไปทบทวนดู. ส่วนวันนี้จะบอกเฉพาะกรณีที่ว่า ใช้ธรรมะให้ถูกหน้าที่นั้น ๆ เป็นหน้าที่ ๆ ไป. โดยหลักทั่วไปแล้ว มีการแบ่งธรรมะเป็น ๒ ประเภท คือ ธรรมะอย่างศีลธรรม และธรรมะอย่างปรมัตถธรรม. ถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นทางศีลธรรม ก็ต้องใช้ธรรมะอย่างศีลธรรม ; แต่ ถ้าปัญหาเกิดขึ้นเหนือวิสัยของศีลธรรม ก็ต้องแก้ปัญหาด้วยธรรมะอย่างปรมัตถ์ - ธรรม. คำ ๒ คำนี้จึงกลายเป็นคำที่จะต้องจำไว้ให้ดี. ทบทวนอย่างสั้น ๆ อีกครั้งหนึ่งว่า เรื่องศีลธรรมนี้พูดในชั้นต้น สำหรับคนที่ยังมีความยึดมั่นถือมั่น ว่ามีตัวมีตน หรือคนที่ยังรู้สึกว่ามีตัวตน แล้ว ต้องการอะไรเป็นของตน ; ส่วนปรมัตถธรรมนั้น พูดสำหรับคนที่ลืมหูลืมตา เป็นพุทธบริษัทมากกว่านั้น.

น.140 บุคคลที่เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน จะรู้จนกระทั่งว่า มิ ได้มีสิ่งที่เรียกว่า ตัวตน หรือบุคคล หรือของตน ; มันมีแต่ธรรมชาติล้วน ๆ ที่ปรุงแต่งกันไป. แล้วจะเกิดความรู้สึกในทำนองที่ เราเรียกกันอย่างที่ว่า ตัวฉัน - ของฉัน แล้วมัน ก็เป็นเพียงความรู้สึกของธรรมชาติ ที่จะต้องรู้สึกอย่างนั้น ไปตามสิ่งที่มันกำลัง ปรุงแต่ง หรือแวดล้อมกันไป. ถ้าใครมองเห็นตัวธรรมชาติอย่างนี้จริง ๆ ก็จะไม่มองเห็นเป็น บุคคล ตัวตน เราเขา, จะเห็นเป็นธรรมชาติไป; แล้วเรื่องราวนั้น ๆ ก็เป็นภาษา ธรรมะ หรือภาษาปรมัตถธรรม ของบุคคลที่เห็นธรรมะ ในชั้นที่ไม่มีตัวตน. ถ้าต่ำไปกว่านั้น ก็เป็นเรื่องราวของคนที่มีตัวตน ก็ต้องมีตัวกู - มี ของกู; อะไร ๆ ก็ทำเป็นเรื่องตัวกู - เรื่องของกู. แล้วเมื่อความทุกข์เกิดขึ้น เพราะทำผิดธรรมชาติ ก็เหมือนกับ โกงธรรมชาติทำนองนี้ แล้วเขาจะแก้ปัญหา นั้นอย่างไร ; โดยมากก็แก้ไม่ได้ แล้วมานั่งร้องไห้อยู่. หรืออีกทางหนึ่ง ก็คิดวนเวียนจนเป็นโรคเส้นประสาท หรือเป็นบ้าไปในที่สุด ; เพราะว่าความรู้ ในระดับศีลธรรมนี้ จะแก้ปัญหาอย่างนี้ไม่ได้. นี่จึงต้องศึกษาความรู้ธรรมะใน ชั้นปรมัตถธรรมเพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่ง สำหรับคนเราจะได้ก้าวหน้าไปตามทาง ธรรมะนั้นถึงที่สุดจริง ๆ. สรุปความว่า ธรรมะเรื่องศีลธรรม ก็พูดด้วยภาษาคน เพราะมัน มีคน, ธรรมะในขั้นปรมัตถธรรม ก็พูดด้วยภาษาธรรม เพราะมันเป็น ธรรมชาติเท่านั้น มันไม่เป็นบุคคล. แล้วเลยจับคู่กันได้ว่า ถ้าศีลธรรมก็เป็น เรื่องของคน ก็พูดภาษาคน; ถ้าปรมัตถธรรม เป็นเรื่องของธรรมชาติ ก็ต้อง พูดภาษาธรรมหรือธรรมชาตินั่นเอง.

น.141 ทีนี้ คำว่า "หน้าที่" : ผมอยากจะให้มองให้ลึกซึ้ง ให้ละเอียดจน ถึงกับว่า ธรรมกับคนต่างมีหน้าที่ต่อกันทั้งสองฝ่าย คือธรรมะก็มีหน้าที่ต่อคน แล้วคนก็มีหน้าที่ต่อธรรมะ. ฟังดูให้ดี นี่พูดเหมือนกับคนบ้า ธรรมะมีหน้าที่ ต่อคน ; เพราะธรรมะมีขึ้นมา เพื่อความประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่งแก่คน อย่างนี้เรียกว่า ธรรมะมีหน้าที่แก่คน ที่จะทำอะไรให้แก่คน หรือที่จะช่วยคนให้ พ้นจากทุกข์ นี่ก็หน้าที่ของธรรมะต่อคน. ส่วนคนก็มีหน้าที่ต่อธรรมะ คือคน ต้องสนองหน้าที่ของธรรมะ ด้วยการทำหน้าที่ของคน ให้ตรงตามหน้าที่ของธรรมะ. ทีนี้ เราดูทีละพวก พวกที่หนึ่งก็คือ พวกศีลธรรมกับคน อย่างที่ว่ามาแล้ว. หน้าที่ของศีลธรรมที่มีต่อคนนั้น จะทำอย่างไร หน้าที่ของศีลธรรมที่จะมีต่อคน ก็ได้แก่การปรับปรุงคนให้เป็นคน, ปรับปรุงคนให้เหมาะสมแก่หน้าที่. เมื่อยังมี "คน" อยู่ ต้องพูดถึงคน ต้องพูด อย่าง "มีคน" หน้าที่ของศีลธรรมก็คือ ปรับปรุงคนให้เป็นคน คือให้มนุษย์ นั่นเองเป็นมนุษย์ดีกว่าคนหน่อย หรือปรับปรุงคนให้เหมาะแก่หน้าที่ของคน. ถ้าไม่มีศีลธรรมจะเห็นได้ว่า คนนี่ไม่เป็นคน อย่าว่าแต่จะเป็นมนุษย์เลย. มนุษย์นั้นมีใจสูง คำว่า มนุษย์ นี้ แปลว่า มีใจสูง, คำว่า "คน" แปลว่า เกิด มา เท่านั้นเอง มาจากคำว่า นร หรือ ช - น แปลว่า เกิดมา. ธรรมะมีหน้าที่ สำหรับปรุง "คน" ให้เป็นคน และให้เป็นมนุษย์ พร้อม ๆ กันนั้นก็ให้เหมาะสม แก่การที่จะทำหน้าที่ของคน. หน้าที่ของคนต่อศีลธรรมจะทำอย่างไร ๑. หน้าที่ของคนต่อศีลธรรม ก็คือว่า คนต้องศึกษาธรรมะ. อย่า มัวหลับหูหลับตา ไม่สนใจในการศึกษาศีลธรรม .. เดี๋ยวนี้คนไม่ค่อยศึกษา

น.142 ศีลธรรม ในหลักสูตรของโรงเรียน ดูเหมือนเกือบจะตัดออกไปเลย ถึงมีบ้างก็ ให้เด็กจดเล็ก ๆ น้อย ๆ ใส่สมุดไว้ ซึ่งก็จำไม่ได้ ; แล้วยิ่งเดี๋ยวนี้ คนในโลกนี้ มัวเมาในกามารมณ์ มีจิตทรามเต็มที ก็เลยไม่สามารถจะศึกษาเรื่องศีลธรรม ไป ศึกษาแต่เรื่องหาเงินมาซื้อหากามารมณ์เท่านั้น ในโลกนี้จึงไร้ศีลธรรม. ๒. คน มีหน้าที่จะต้องศึกษาศีลธรรม เสร็จแล้วก็มีหน้าที่จะต้อง ปฏิบัติตามศีลธรรม ; ศึกษากับปฏิบัตินี้อยู่คนละชั้น. ศึกษาแล้วต้องปฏิบัติ ; ปฏิบัติแล้วก็ยังไม่หมดหน้าที่ ยังจะต้องรักษาส่วนที่ปฏิบัติได้นั้นไว้. เดี๋ยวนี้ คนขี้เกียจ ศึกษาพอรู้ ๆ แล้วก็ไม่ค่อยปฏิบัติ; หรือปฏิบัติได้บ้าง แล้วก็ไม่รักษาไว้ ธรรมะก็กลับละลายหายสูญไปเสียอีก ; นี่โดยมากก็เห็นตำตากันอยู่ที่นี่ ทั้งพระ ทั้งเณร ทั้งอุบาสก อุบาสิกา ไม่รักษาการปฏิบัติธรรมให้คงอยู่ หรือให้แน่นแฟ้น ให้ตายตัว. ๓. หน้าที่ต่อไปอีกก็ยังจะต้องช่วยกันเผยแผ่ ช่วยเหลือซึ่งกันและ กัน ให้รู้ธรรมะ ให้ปฏิบัติ ; แม้การปฏิบัติธรรมก็ยังจะต้องช่วยกัน ตามแต่ จะช่วยได้. ในที่สุดก็จะต้องมีหน้าที่ที่จะทำให้สังคม หรือว่าโลกทั้งโลกนี้ให้มี ธรรมะ. คนมีหน้าที่ต่อศีลธรรมอย่างนี้ คือ ศึกษาให้รู้ ปฏิบัติให้ได้ รักษา ส่วนที่ปฏิบัติได้เอาไว้ให้ได้ แล้วก็ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ให้รู้ ให้ปฏิบัติ กระทั่งว่าทั้งโลกประกอบอยู่ด้วยศีลธรรม ; ถ้าได้อย่างนี้จริง โลกนี้ก็จะเป็น โลกพระศรีอาริย์อย่างที่ว่าไม่มีปัญหา ไม่มีความร้อน. นี่ หน้าที่ระหว่างศีลธรรมกับคน ศีลธรรมมีหน้าที่ทำคนให้เป็นคน, แล้วคนก็มีหน้าที่ที่จะต้องศึกษา ปฏิบัติ รักษา เผยแผ่ศีลธรรม. เดี๋ยวนี้เรา

น.143 ก็ทำกันอย่างนี้อยู่บ้าง แต่ว่าทำโดยไม่รับผิดชอบ ; แล้วส่วนมากก็ทำอย่าง ละเมอ ๆ เท่านั้นเอง, ขอให้มองตัวเองให้มาก ว่าได้ทำอย่างละเมอ ๆ หรือเปล่า ? นี่คือคู่แรกระหว่างศีลธรรมกับคน. หน้าที่ระหว่างปรมัตถ์ กับ คน หน้าที่ของปรมัตถธรรมต่อคนนี้ มองได้กว้างขวางมาก เป็นเรื่องลึกซึ้ง กว้างขวางมาก ๑. หน้าที่ของปรมัตถธรรมข้อนี้ ก็อยากจะระบุลงไปว่า เพื่อทำ ให้คนรู้วัตถุประสงค์ของการเกิดมา ; ลำพังความรู้ทางศีลธรรมนี้ ยากมากที่จะให้รู้ความประสงค์ของการเกิดมา แล้วก็จะรู้น้อย ๆ รู้ต่ำ ๆ เสียด้วย. การที่จะรู้ว่า เราเกิดมาเพื่อบรรลุนิพพานในที่สุดนี้ ไม่ใช่เรื่อง ศีลธรรม แต่เป็นเรื่องของปรมัตถธรรม ซึ่งรู้จักธรรมชาติอันลึกซึ้ง ธรรมชาติ อันกว้างขวาง ที่จะปรุงแต่งเปลี่ยนแปลง ไหลเวียนไป- ไหลเวียนไป ; แล้ว ไปสุดไปจบลงที่ไหน ? นั้นก็คือไปจบลงที่นิพพาน. อย่างนี้มันเลยหน้าที่ ของศีลธรรม แต่เป็นหน้าที่ของปรมัตถธรรม ที่จะทำให้คนรู้ว่า เราเกิดมาทำไม ถ้าปล่อยไปตามประสาของคนโง่ ๆ บุถุชนคนธรรมดานี้ เกิดมาก็เพื่อ มากิน มาเล่น มาบริโภค กามารมณ์ให้สูงสุด จนกว่าจะตายไป; อย่างนี้ ก็ผิดศีลธรรมแล้ว ไม่ต้องพูดถึงปรมัตถธรรม. เกิดมาทำไม ? เกิดมาจาก อะไร ? หรือจะไปกันอย่างไร ? จะไปสุดจบลงที่ตรงไหน ? เหล่านี้เป็นเรื่องของ ปรมัตถธรรมทั้งนั้น เมื่อเรารู้เรื่องนี้ดี ปรมัตถธรรมนั้นก็จะช่วยให้เรามีอุดมคติ อันถูกต้องแท้จริง.

น.144 ๒. ชีวิตนี้ต้องมีอุดมคติ แต่คำว่า "อุดมคติ" เดี๋ยวนี้กลายเป็นคำ สำหรับล้อเล่นว่า กินไม่ได้ ซื้ออะไรกินไม่ได้ ; ถ้ามีแต่อุดมคติ ก็อดตายหรือ ผอมตาย คนก็เลยไม่ถืออุดมคติ. ที่จริงก็เป็นเรื่องแก้ตัวที่จะไปหมกมุ่นหลงใหล ในกามารมณ์ แล้วเขาก็เอากามารมณ์นั่นแหละเป็นอุดมคติ ; แต่จะสารภาพ อย่างนั้นก็ละอาย ก็เลยไล่อุดมคติไปเสีย เลยไม่รู้ว่า เราจะมีอุดมคติในชีวิตจิตใจ ในความเป็นคนไปวันหนึ่ง ๆ นี้ได้อย่างไรกัน. อุดมคติของคำว่ามนุษย์นั้น อย่างน้อยจะต้องมีใจสูง มีใจสูง อยู่เหนือกิเลส หรือความทุกข์, หรือว่า อย่างน้อย อย่างพูดกันกว้าง ๆ ก็ว่า เรามี อุดมคติในข้อที่ว่า เราจะไม่มีความทุกข์เลย ในการที่มีชีวิตอยู่นี้ ; ควรต้องมี อุดมคติอย่างนี้. นี่เขาก็ไม่มองเห็น หรือเขาจะเห็นว่า มันไม่มีความทุกข์อยู่แล้ว, ได้กิน ได้เล่น ได้ร้องไห้ ได้หัวเราะอยู่ นี่ก็ไม่มีความทุกข์อยู่แล้ว ; แม้ จิตใจจะร้อนเป็นไฟ เหมือนกับตกนรกทั้งเป็นอยู่ เขาก็ไม่คิดว่าเป็นความทุกข์เลย ; นี่เป็นเหตุให้พูดกันไม่รู้เรื่อง. ถ้าใครรู้สึกว่า ความร้อนรนเหล่านั้น เป็นความทุกข์ แล้วก็มีอยู่ เป็นประจำ อุดมคติของคนเรามันก็น่าจะเป็นไปในทางที่ว่า เราต้องไม่มีสิ่งที่ ไม่น่าปรารถนาเหล่านั้น อันได้แก่ความทุกข์ทั้งหลาย ; แล้วก็จะถือว่า เรา ไม่ได้เกิดมาเพื่อความทุกข์. นี่ปรมัตถธรรมเช่นนี้เท่านั้น ถ้าศึกษาอย่างถูกต้องแล้ว จะช่วยให้รู้จักอุดมคติของความเป็นมนุษย์ที่สูงสุด กระทั่งเป็นพระอรหันต์. ๓. อยากจะพูดอีกอย่างหนึ่งว่า หน้าที่ของปรมัตถธรรมอันแท้จริง นั้น คือ ต้องการจะช่วยให้คนเราอยู่เหนือปัญหาทุกปัญหา นี่ใช้คำว่า "ปัญหา" ดีกว่า ที่ใช้คำว่า "ความทุกข์" ยังแคบไป. เราจะมีฐานะอยู่

น.145 เหนือปัญหาทุกปัญหา ไม่ว่าปัญหาอะไร ; แม้ที่สุดแต่ว่า ความสงสัยที่เรา รู้ไม่ได้ ที่ชอบถามกันนัก ให้เสียเวลาเปล่า ๆ ว่า "ตายแล้วเกิด หรือว่า ตายแล้ว ไม่เกิด, อะไรพาไปเกิด" เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งเป็นความสงสัยแล้วก็เป็นปัญหา แล้วก็รบกวนเส้นประสาท. ไอ อย่างนี้เราเรียกว่า ปัญหา มันยังไม่ถึงกับทำ ให้เป็นทุกข์ แต่ว่าเป็นปัญหารบกวน หรือว่า มีความทุกข์อย่างอ้อม อย่าง ซ่อนเร้นที่สุด. ทีนี้ปัญหาก็มีว่า คนจะต้องเป็นทุกข์ ปรมัตถธรรมจะช่วยให้อยู่ เหนือปัญหา ที่ว่า จะไม่ยอมให้รู้สึกเป็นทุกข์ จะทำให้มีจิตใจชนิดที่อยู่เหนือ ปัญหาทุกปัญหาเสมอไป ; ไม่ต้องพูดถึงปัญหาเรื่องโลก ๆ ปัญหาเรื่องเกี่ยวกับ สังคม ปัญหาทำมาหากิน หรืออะไร ที่มันเป็นปัญหา. ปัญหาเหล่านี้ ถ้ารู้ ปรมัตถธรรมจริง ก็จะช่วยให้จิตใจอยู่เหนือปัญหาเหล่านี้ สามารถประพฤติปฏิบัติ หน้าที่เหล่านี้ไปได้ โดยไม่มีความรู้สึกว่าเป็นปัญหา หรือเป็นเรื่องหนักอกหนักใจ. คนตามธรรมดาที่เป็นปุถุชนคนโง่ จะมีปัญหาหนักอกหนักใจไปหมด ไม่ว่าอะไร : จะทำมาหากิน หรือว่า เจ็บไข้ เงินไม่พอใช้ อะไรไม่มี ล้วนเป็น ปัญหาหนักเป็นทุกข์หนัก. แต่ถ้าคนที่สมบูรณ์ด้วยธรรมะในชั้นปรมัตถ์แล้ว เขาจะขจัดส่วนที่เป็นทุกข์หนัก หรือที่เรียกว่า บีบคั้น กดดัน นี้ออกไปได้, แล้วก็ จะทำหน้าที่นั้นไปได้อย่างสนุกสนาน สะดวกสบาย. นี่เรียกว่าเป็นหน้าที่อย่าง สูงสุด ของสิ่งที่เรียกว่า ปรมัตถธรรม คือจะทำให้คนเราอยู่เหนือปัญหา ในทุกกรณี. สรุปสั้น ๆ ว่า ปรมัตถธรรมมีหน้าที่ต่อคน ก็คือทำให้คนมีอุดมคติ ในการเกิดมา แล้วก็อยู่เหนือปัญหาหมดในทุกกรณี.

น.146 หน้าที่ของคนต่อปรมัตถธรรม จะมีอยู่อย่างไร ๑. หน้าที่ของคนต่อปรมัตถธรรม ก็คล้ายๆ กันกับเรื่องศีลธรรม แต่มันลึกกว่า คนจะต้องเข้าถึงปรมัตถธรรม ในลักษณะที่เรียกว่า รู้แจ้ง แทงตลอด. ในกรณีของศีลธรรมเขาใช้คำว่าเรียน ว่าปฏิบัติ ว่าอะไรไปตามเรื่อง แต่พอมาถึงขั้นปรมัตถธรรม เราไม่ใช้คำอย่างนั้น เราใช้คำว่า "เข้าถึง แล้วก็ รู้แจ้งแทงตลอด" เหมือนกับของแหลม ที่มันเสียบทะลุ ผ่านไปเลย อย่างนั้น ; นี่คือหน้าที่ของคนที่จะพึงกระทำต่อปรมัตถธรรม. ๒. หน้าที่ของคนอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ จะต้องใช้ปรมัตถธรรมนั้น ในกรณีที่ ศีลธรรมช่วยแก้ปัญหาให้ไม่ได้, คือในกรณีที่อยู่เหนือวิสัย เหนือ อำนาจ ของศีลธรรมที่จะช่วยเราได้แล้ว เราต้องใช้ปรมัตถธรรมเพื่อจะแก้ปัญหา เหล่านั้น. นี่หน้าที่ของคนต่อปรมัตถธรรมจะต้องให้รู้แจ้งแทงตลอดปรมัตถธรรม และให้เอามาใช้ในกรณีที่เหลือวิสัยของศีลธรรม นี่เรียกว่า หน้าที่ของธรรมะ กับคน หน้าที่ระหว่างคนกับธรรม. ความสัมพันธ์กันระหว่างธรรมะกับคน ทีนี้ อยากจะพูดเลยไปเสียอีกนิดหนึ่ง เป็นการสะดวกดี ก็คือความ สัมพันธ์กันระหว่างธรรมะกับคน. ขอให้นึกถึงเรื่องที่เคยอ่านมาแล้ว เพราะว่า ผมก็เคยพูดมาแล้ว คือ เรื่อง "คนถึงธรรม ธรรมถึงคน" ; ในคำบรรยายเรื่องนั้น ได้พูดไว้อย่าง ละเอียด ถึงลักษณะอาการที่เรียกว่า คนถึงธรรม ธรรมถึงคน. คนที่ไม่เข้าใจ

น.147 ๑๑๔ ไม่รู้เรื่อง ฟังไม่รู้ จะรู้สึกเหมือนกับว่า มันคนละที คนละคราว คนละเวลา อย่างนั้น. ธรรมถึงคน กับคนถึงธรรมนี้ เห็นเป็นเรื่องคนละเวลาคนละฝ่าย แยกไปเป็น ๒ ฝ่าย; ที่จริงไม่ใช่เป็นอย่างนั้น มันจะต้องพร้อมกัน หรือเรียกว่า เป็นเรื่องเดียวกัน. คนจะถึงธรรมไม่ได้ ถ้าธรรมไม่ถึงคน, ธรรมก็ถึงคนไม่ได้ ถ้าคนไม่ถึงธรรม ; นี่เป็นเพียงสำนวนพูดเท่านั้น. ขอให้หลับตาพิจารณาดู ให้ดี ในการที่คนจะถึงธรรมนั่น มันก็มีลักษณะที่ธรรมถึงคนพร้อมกันอยู่ในตัว โดยอัตโนมัติ แล้วก็ทันทีด้วย ; ถ้าเราศึกษามันอย่างคร่าว ๆ หรือสะเพร่า เราก็ จะรู้สึกว่าเป็นเรื่องคนละที. การที่จะพยายามให้คนถึงธรรม, พยายามให้ธรรมถึงคนนี้, ในชั้นแรก เราอาจจะพูดไปตามลำดับ : เบื้องต้นก็ว่า คนพยายามถึงธรรมก่อน แล้วก็ ได้ผลในขั้นสุดท้าย ก็คือธรรมนั้นถึงคน. คนพยายามถึงธรรม ก็เป็นสิ่งที่จะ ปฏิบัติได้ คือพยายามจะถึงธรรม แต่มันยังไม่ถึงธรรม ; ถ้าปฏิบัติสำเร็จถูกต้อง จะเกิดคนถึงธรรม ธรรมถึงคนขึ้นมาทันที. ถ้าเห็นชัดกว่านั้น เห็นจริงกว่านั้น ก็จะเห็นไปในทำนองที่ว่า คน กับธรรมนั้นเป็นสิ่งเดียวกัน ; ที่เรียกว่าคน ก็คือธรรมชาติ, ธรรมะก็คือ ธรรมชาติ แล้วเป็นสิ่งเดียวกัน อย่างนี้ก็ได้ ; แต่อยากจะให้ดีกว่านั้น. ในจิตใจของคนที่มีธรรมะจริง ๆ แล้ว ก็เรียกได้ทั้งสองอย่างว่า คนถึงธรรม และ ธรรมถึงคน, เป็นความสัมพันธ์กันอย่างนี้ จนจะพูดได้ว่า คนนั้นแหละคือธรรม หรือว่า ธรรมนั่นแหละคือคน ; เรื่องมันก็จะจบเท่านั้น ไม่มีอีกแล้ว.

น.148 เดี๋ยวนี้เรายังไม่ไปถึงนั่น เพราะปัญหายังมีอยู่ เรื่องยังไม่จบ ก็จะดู กันให้ละเอียดยิ่งขึ้นไปอีกสักหน่อย เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า ปัญหาและหน้าที่ที่เกิดขึ้น เพราะว่า มีปัญหา. หมวดที่ ๑ ปัญหา และหน้าที่ ที่เกิดขึ้น ในชั้นแรกนี้ เราพูดถึงตัวปัญหากันพอเป็นตัวอย่างจะดีกว่า เอาเรื่อง ในปัจจุบันนี้ ในโลกนี้ ในประเทศเรานี้ หรือว่า ในวงแคบ ๆ ของเรา ในวัด ในบ้าน ในครอบครัว อะไรก็ตาม เป็นปัญหาอันแรก คือป้องกันสิ่งที่ไม่พึง ประสงค์ เป็นคำพูดที่กว้าง. ข้อที่ ๑. เรามีหน้าที่ ที่จะป้องกันสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ ไม่ให้มัน ปรากฏขึ้น หรือเกิดขึ้น ; นี้เป็นปัญหา นับตั้งแต่ความเจ็บไข้ หรือความถูก กระทำอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งไม่พึงประสงค์ อะไรก็ตามใจ เราอยากจะป้องกันไว้ นี่ก็เพื่อที่จะเป็นปัญหาขึ้นมา. ข้อที่ ๒. เรามีหน้าที่ ที่จะขจัดสิ่งที่ไม่พึงประสงค์นั้นออกไป ในเมื่อเราป้องกันไม่ได้แล้ว หรือมันเกิดอยู่แล้ว. สำหรับปัญหาอันแรกก็ควร จะอยู่ที่ว่า ประสงค์จะป้องกันสิ่งที่ไม่พึงประสงค์. นี้ดูให้ดีจะเห็นว่า ปัญหาทั้ง ๒ ประเภทเนื่องมาจากขาดศีลธรรม มันจึงเกิดปัญหา. ที่ว่า ขาดศีลธรรมนี้ ก็คือขาดศีลธรรมของตัวผู้นั้นเองก็ได้ หรือขาดศีลธรรมของผู้อื่น หรือขาดศีลธรรมของคนในโลกทั้งโลกก็ได้; เพราะ ขาดศีลธรรม จึงเกิดปัญหา. อย่าทำเล่นๆ กับเรื่องนี้ แต่การจะทำให้จริงจัง กับเรื่องนี้ มันก็ยากเหมือนกัน; เพราะเมื่อตัวเองขาดศีลธรรมเสียเรื่อยไป

น.149 จะให้คนที่ขาดศีลธรรมมามองดูปัญหาการขาดศีลธรรม นี้ก็ยาก เพราะว่าคน เข้าข้างตัวเสมอไป คนทำผิดหรือจำเลยก็ตาม มักจะมองแต่คนอื่น เพื่อหา เรื่องซัดให้คนอื่น ไม่มองตัวเอง ก็เลยไม่ค่อยจะรู้ว่าปัญหาต่าง ๆ นี้มันเกิดมา จากการขาดศีลธรรม. เดี๋ยวนี้ในบ้านเมืองของประเทศไทยเรานี้ มีปัญญาอะไรบ้าง คุณก็พอ จะรู้ได้เอง ก็อ่านหนังสือพิมพ์กันอยู่ทุกวัน : ปัญหาเรื่องสิ่งลามก อนาจาร เอามาเทิดทูนกันขึ้น เป็นของดีวิเศษไป, ปัญหาโสเภณี ปัญหาวัยรุ่น ปัญหา จิตทรามลงทุกที. ปัญหาที่ใหญ่กว่านี้ เป็นกลุ่มเป็นก้อน ก็คือปัญหาทาง เศรษฐกิจ ปัญหาทางการเมือง การทหาร การสงคราม ล้วนเป็นปัญหาคลุมโลก เพราะขาดศีลธรรมจึงเกิดปัญหาทุกปัญหา ที่ยกมาเป็นตัวอย่าง. ปัญหายังมีอีก หลายสิบ หรือหลายร้อยปัญหา ที่ยกตัวอย่างมาไม่กี่ ปัญหา พอเป็นเครื่องพิจารณา แล้วก็ศึกษา. ในการพิจารณาเรื่องเช่นนี้ อยากจะใช้คำว่า จิตทราม เป็นสำคัญ หรือเป็นประธาน โดยพูดได้ตามที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ ว่า มนุษย์สมัยนี้: คำว่า "สมัยนี้" แม้ครั้งพุทธกาลก็เริ่มใช้คำว่า "สมัยนี้" มีจิตทรามปรารถนาลามก คือ ปรารถนาไปตามอำนาจของกิเลสตัณหา. ปัญหา จึงเป็นเรื่องจิตทราม คือจิตต่ำ หรือทรามลง, แล้วก็ไม่รู้สึกตัว, หรือแกล้งทำ เป็นไม่รู้สึกตัวเสียอย่างนั้นแหละ จึงเกิดนิยมสิ่งที่ต่ำทราม. เพราะตกเป็นทาส ของสิ่งที่เรียกว่ากามารมณ์ นั่นแหละคือจิตทราม แล้วปัญหาต่าง ๆ มันก็เกิด ตามกันขึ้นมาเรื่อยๆ จนกระทั่งมีปัญหาขยายตัว ไปในทิศทางอื่น ซึ่งนอกไปจาก กามารมณ์. เราจะสังเกตเห็นกันหรือไม่ ? ผมเคยเห็นจากรูปภาพ หรือบันทึก เหตุการณ์ต่าง ๆ ว่าคนมีจิตใจทรามเพียงไรอย่างไร. ทำไมจะต้องให้สตรีนุ่งน้อย

น.150 ห่มน้อย ? ทำไมจะต้องเห็นสภาพสตรีเลขานุการปฏิบัติงานหน้าที่ในออฟฟิศ ใช้ เครื่องมือเครื่องใช้ในออฟฟิศ นุ่งกระโปรงสั้นจู๋ นี้มันเป็นจิตทรามของใคร? ก็เป็นจิตทรามของเจ้าของกิจการ หรือผู้จัดการนั่นแหละ. เขามีจิตทราม เขาจึง ต้องการให้สิ่งเหล่านั้นมีอยู่ ; ถ้าเขาไม่รู้ ก็นิยมตามที่เขาทำ ๆ กัน นั่นก็คือ จิตทรามทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ แล้วก็ไปนิยมความมีจิตทราม. สตรีที่ยอมใช้เครื่องนุ่งห่มสั้นจู๋อย่างนี้ ก็มีจิตทราม ; เพราะหวัง จะได้อะไรจากการที่ทำตนอย่างนั้น ; เดี๋ยวนี้ทั้งโลกกำลังเป็นอย่างนี้. ฝ่าย บุรุษก็ออกแบบเครื่องแต่งตัวให้สตรีมีจิตทราม โดยยอมรับเครื่องแบบที่เขาออกให้ เพื่อหลอกให้สตรีเป็นของเล่นของบุรุษ ; แล้วสตรียังจะมีหน้าโง่ มาเรียกร้อง สิทธิเสมอภาค ระหว่างสตรีกับบุรุษ ถูกหลอกถึงขนาดนี้แล้วยังไม่รู้สึกตัว. คำว่า "จิตทราม" ในลักษณะอย่างนี้คำเดียวเท่านั้นแหละ มีปัญหาที่ก่อให้เกิด ปัญหาอื่น ๆ อีกมากมาย หลายร้อยหลายพันปัญหา. ปัญหาทารุณกรรม อาชญากรรมระหว่างเพศ ปัญหาอะไรต่าง ๆ ที่ว่าเกิดทุก ๆ วินาทีในบางประเทศนั้น มันเกิดขึ้นมาจากการที่มีจิตทราม เพราะ ไม่มีศีลธรรม เพราะขาดศีลธรรม จึงเกิดมีปัญหา. ขอให้มองเห็นกันอย่างนี้. อย่างปัญหาโสเภณี ซึ่งเป็นปัญหาหนักโลก ก็เพราะคนมีจิตทราม. ผมอยากจะ ขอร้องว่า ถ้าไม่อยากมีจิตทราม ก็อย่าไปสนใจเรื่องโสเภณี ในเมื่อสึกออกไปแล้ว เพราะมันเป็นเรื่องของความมีจิตทรามแท้ ๆ. สัตว์เดรัจฉานไม่มีปัญหาเรื่องโสเภณีเห็นไหม ? มีสัตว์เดรัจฉานที่ไหน ที่ว่ามันมีองค์การโสเภณี. ฉะนั้นคนอย่าเลวกว่าสัตว์เดรัจฉานซิ, อย่ามีจิตทรามไป ถึงกับทำปัญหาโสเภณีให้เกิดขึ้นอย่างนี้เป็นต้น.

น.151 ขอให้ใช้คำว่า "จิตทราม" คำเดียว เป็นต้นตอของปัญหาต่าง ๆ ของมนุษย์ ในโลก แล้วก็ระวังเรื่องนี้ให้มาก. เรื่องลามกอนาจารกำลังระบาด ; เพราะเป็นเรื่องสนับสนุนจิตทราม แล้วมาจากจิตทราม. วัยรุ่นทั้งหญิงทั้งชาย กำลังมีเรื่องโรคจิตทราม : ทางกามารมณ์ก็ทราม, ทางโมหะก็ทราม ชอบเสพยา เสพติด ชอบเป็นฮิบบี้อะไรต่าง ๆ ซึ่งมันไม่จำเป็นเลย ; นี่ล้วนเป็นลักษณะ แห่งความมีจิตทราม. ทีนี้มาดูปัญหาใหญ่ ๆ เท่าภูเขาเลากาของประเทศชาติ : ปัญหาทาง เศรษฐกิจ ปัญหาทางการเมือง การทหาร การสงคราม ก็แก้ไม่ตก ; นี้ก็ เพราะเรื่องมีจิตทราม ขาดศีลธรรม. มันเป็นจิตทรามในระดับที่สูงขึ้นไป คือขาดศีลธรรม จึงพูดกันไม่รู้เรื่อง ; แก้ปัญหาทางเศรษฐกิจไม่ได้ เพราะต่าง ฝ่ายต่างพร้อมที่จะเอาเปรียบ. ความคิดที่จะเอาเปรียบ นั้นคือจิตทราม ; แล้วก็ไม่ต้องมีเหตุผล เราแก้ปัญหาเหล่านี้ไม่ตก, เพราะว่า ขาดศีลธรรมกันทั้ง ๒ ฝ่ายและทุกระดับ ตั้งแต่ระดับเล็ก ๆ น้อย ๆ ขึ้นไป จนถึงระดับสูงสุดของ โลก. นี่ก็เพราะว่าขาดศีลธรรม เพราะมีจิตทราม ; นี่คือตัวปัญหา. หมวดที่ ๒ การแก้ปัญหา เรื่องถัดไปอีกนี้ก็จะพูดเรื่องแก้ปัญหา การแก้ปัญหานี้ อยากจะแก้ เป็นหัวข้อย่อยเหมือนกันว่า ๑. สร้าง สิ่งอันพึงประสงค์ที่ยังไม่มี สร้างให้มี ขึ้นมา ๒. รักษา สิ่งที่พึงประสงค์ไว้, ๓. แล้วก็ ขยาย สิ่งที่พึงประสงค์ นั้นให้กว้างขวางออกไป. นี่ก็ไม่มีอะไรอีก ก็คือเรื่องศีลธรรม เรื่องวัฒนธรรม ทุกสิ่ง ที่จะแก้ปัญหาของมนุษย์. ถ้าเราเล็งถึงผลก็คือความสุข ; แต่ความ สงบสุขจะเกิดขึ้นเองไม่ได้ มันต้องมีการกระทำ ซึ่งนั่นก็คือการประพฤติธรรม ทั้งหลาย ที่อยู่ในรูปของศีลธรรม ของวัฒนธรรมอะไรต่าง ๆ.

น.152 ถูกหน้าที่ การแก้ปัญหา ต้องมีศีลธรรม และวัฒนธรรม. วัฒนธรรมนี้ ถ้ามองดูก็จะเห็นได้ว่า เป็นเครื่องรักษาศีลธรรม, แล้วศีลธรรมทางศาสนา เอามาปฏิบัติกันอยู่อย่างสม่ำเสมอ ก็กลายเป็นวัฒนธรรมประจำบ้านเรือน วัฒน- ธรรมประจำคน ประจำชาติอะไรเสียเลย และเป็นการรักษาศีลธรรมอยู่ใน ตัวเอง โดยไม่รู้สึกตัว. เมื่อวัฒนธรรมที่ดีแท้ของคนไทยตามหลักของศาสนา หายไป ก็เรียกว่าไม่มีการรักษาสิ่งอันพึงประสงค์. นี้ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ จะขยายสิ่งอันพึงประสงค์ ให้กว้างขวางออกไป ; จะสร้างใหม่ ก็สร้างอะไรให้ดี ไปกว่านี้ไม่ได้. ศีลธรรม วัฒนธรรม ระบบที่มี ๆ อยู่แล้ว นั้นแหละ นับว่าดีอยู่แล้วเต็มที่แล้วสำหรับจะแก้ปัญหาทางศีลธรรม. การที่จะสร้างสิ่งที่พึงประสงค์ จะรักษาสิ่งที่พึงประสงค์ จะขยาย สิ่งที่พึงประสงค์นั้น ต้องการศีลธรรมที่ประณีตสูงขึ้นไปตามลำดับ จึงจะทำ อย่างนั้นได้ ในการที่จะสร้างขึ้นมา ในการที่จะรักษาเอาไว้ ในการที่จะขยาย ออกไป; เดี๋ยวนี้เรามีศีลธรรมตกต่ำ หรือไม่มีศีลธรรม, เรากำลังเหออกนอกทาง ของศีลธรรม. ตรงนี้อยากจะขอแทรกสักหน่อย เพื่อเตือนสติว่า ถอยหลังเข้า คลองกันเถิด เพราะว่าได้ออกไปนอกทางของศีลธรรม ไปมีศีลธรรมเลว จน กระทั่งไม่มีศีลธรรมอยู่แล้ว, จะตกเหวอยู่แล้ว ; ถอยหลังซิ, ถอยหลังมาหา ศีลธรรมที่ดีกว่า ที่ดีที่สุด ที่ปู่ย่าตายายเคยมีมา. อย่าไปตามกันพวกที่เขา เจริญแบบสมัยใหม่ ซึ่งไร้ศีลธรรมนั้นเลย. พูดว่าถอยหลังเข้าคลองมันน่ากลัว ฟังแล้วน่ากลัว หรือน่าสงสัย ; แต่เดี๋ยวนี้สถานการณ์อันแท้จริงเป็นอย่างนั้น เพราะ มนุษย์หมดความเป็นมนุษย์ เป็นคนที่เสื่อมศีลธรรม ไกลออกไป ๆ จะพลัดตกเหว ของศีลธรรมอยู่แล้ว ไม่ให้ถอยหลังเข้าคลอง แล้วจะให้ทำอย่างไร.

น.153 เหมือนอย่างเราขับรถยนต์จวนจะลงไปในคูแล้ว ถ้าไม่ให้ถอยหลัง จะทำอย่างไร. คำว่า "ถอยหลังเข้าคลอง" ในกรณีนี้มีความหมายพิเศษ ดีที่สุด และจำเป็นที่สุด สำหรับมนุษย์สมัยนี้ "ถอยหลังเข้าคลอง" เพื่อให้มาสู่ คลองที่ถูกต้อง เพื่อกลับไปมีศีลธรรม ที่ประณีต ที่ดีกว่า อยู่ตามเดิม ไป ตามเดิม. การแก้ปัญหาต้องรู้ความพอเหมาะพอดี ทีนี้ข้อต่อไป ก็อยากจะระบุว่า การรู้ความพอเหมาะพอดี หรือความ ถูกต้อง. อย่าเพ่ออวดดีกับเรื่องนี้. ขอร้อง ขอวิงวอน ขออะไรทุกอย่างเลย ว่าอย่าเพ่ออวดดีกับเรื่องนี้ ว่าเรารู้ความพอเหมาะพอดี หรือความถูกต้อง อยู่แล้ว. เรื่องนี้เข้าใจยากที่สุด ถ้าเรารู้ความพอเหมาะพอดีแล้ว เราไม่เป็น อย่างนี้ เราจะทำพอเหมาะพอดี และถูกต้อง และเป็นพระอรหันต์เสียแล้ว ; เดี๋ยวนี้มันมีแต่ขาด หรือเกิน ไม่มีความพอเหมาะพอดีทุกเรื่องไปเลย. ถ้ามีความพอดี จะมีผลดี จะมีแต่ความเจริญ แล้วจะก้าวหน้าไป ตามทางของธรรมะ ที่แท้จริงอย่างรวดเร็ว และเป็นพระอรหันต์แล้ว. พระ พุทธเจ้าท่านได้ตรัสเรื่องนี้ไว้ว่า "ถ้าภิกษุเหล่านี้ จะเป็นอยู่โดยชอบแล้วไซร้ โลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์" ถ้าภิกษุเหล่านี้ จะเป็นอยู่โดยชอบไซร้ : เป็น อยู่โดยชอบ คือความถูกต้องพอเหมาะพอดี แล้วโลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์ ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้. จะสรุปความทั้งหมดอีกทีหนึ่ง ก็ว่าธรรมะทั้งหมดในทางพระพุทธ ศาสนานี้ เป็นเรื่องพอเหมาะพอดีจะเรียกว่า สายกลาง หรืออะไรก็ได้.

น.154 แล้วโลกก็ไม่ว่างจากพระอรหันต์ ; ถ้าคนในโลกยังอยู่ หรือประพฤติ หรือ กระทำถูกต้องคือพอเหมาะพอดี. เดี๋ยวนี้มันมีแต่ขาดหรือเกิน แล้วมีแต่เกิน สุดเหวี่ยงออกไปทุกทิศ ทุกทาง ฉะนั้นจึงแก้ปัญหาไม่ได้. ถ้าจะแก้ปัญหาได้ ต้องรู้ความถูกต้องพอเหมาะพอดี ในสิ่งที่เป็นหน้าที่ หรือเป็นการกระทำ. การแก้ปัญหาต้องพอใจในหน้าที่ อยากจะแถมพกอันสุดท้ายว่า จะต้องมีความเป็นสุขสนุกสนาน ใน การทำหน้าที่. ในครั้งที่แล้วมา ก็ได้พูดถึงหลักจริยธรรมสูงสุดของมนุษย์ที่ว่า หน้าที่เพื่อหน้าที่, หน้าที่เพื่อหน้าที่ไม่ใช่งานเพื่อเงินแต่ว่างานเพื่องาน หน้าที่เพื่อ หน้าที่ เราไม่ต้องไปชะเง้อเห่อต่อเงิน หรืออะไรที่ได้มาจากการทำงาน. จิตมันหยุดอยู่แค่หน้าที่ มันมีอยู่อย่างนี้, แล้วก็ทำหน้าที่นี้ลงไป แล้วก็พอใจ และยกมือไหว้ตัวเองได้ แล้วสนุกสนานอย่างยิ่งในการทำหน้าที่. เดี๋ยวนี้คนโดยมากทำอย่าง "หน้าที่เพื่อหน้าที่" นี้ไม่ได้; ถ้าไม่ หวังจะได้เงินก็ไม่ทำเลย. ถ้าหวังไม่ได้ว่าจะได้เงินแล้วเป็นไม่มีใครทำงานเลย, ไม่มีใครทำงานเพื่องาน เพื่อหน้าที่ มีแต่หวังจะเอาเงินมา แล้วก็ซื้อหากามารมณ์ นี่คนในโลกมีจิตทรามถึงขนาดนี้ จะเอาแต่เงิน แล้วก็เพื่อซื้อหากามารมณ์. เขา ทำงานเพื่อเงิน เพื่อซื้อกามารมณ์ ไม่ได้ทำงานเพื่องาน. ถ้าจะแก้ปัญหาต่าง ๆ ของมนุษย์แล้ว จะต้องรู้ข้อที่ว่า ทำงานเพื่องาน, ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่. คนมีหน้าที่ทำแล้วจึงจะเป็นมนุษย์ ครั้นพอได้ทำแล้วก็พอใจ แล้วก็ สนุกสนานในการทำหน้าที่ motive นี้เป็นสิ่งสำคัญที่เราจะต้องมีในการทำการงาน. แต่ถ้าจะเอาเรื่องเงินมาเป็น motive แล้ว เดี๋ยวก็ทุจริต เดี๋ยวก็คอรัปชั่น เพราะความ อยากได้เงิน ควบคุมใจไว้ไม่อยู่ ; ฉะนั้นจึงต้องเอา ศีลธรรม ความถูกต้องนั้น

น.155 มาเป็นหลัก เป็น motive สำหรับผลักไสให้คนทำงาน สนุกสนานในการทำงาน มีความเคารพตัวเอง มีธรรมะ. ถ้าเอาการได้เงินมาเป็นกำลังช่วยทำงาน คนก็บูชาเงิน เดี๋ยวก็ออก นอกลู่นอกทาง ; จึงต้องพยายามอย่างยิ่ง ให้เราสนุกสนาน เป็นสุขในการได้ ทำงาน. เงินหรืออะไรนั้น มันไม่ไปไหนเสีย หรือเกียรติยศนั้น มันก็ไม่ไป ไหนเสีย ยังคงได้ แต่ว่าได้อย่างบริสุทธิ์ ; เพราะว่า เราไม่เป็นทาสของสิ่ง เหล่านั้น แต่สิ่งเหล่านั้นจะเป็นทาสของเรา. เราทำงานทำหน้าที่อย่างบริสุทธิ์ เงินหรือเกียรติเข้ามาในฐานะเป็นคนรับใช้ หรือเป็นทาส ; อย่างนี้จึงจะ เรียกว่า สัตบุรุษในพุทธศาสนา เป็นพุทธบริษัท ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน นี่เราพูดถึงการแก้ปัญหาของมนุษย์ จะต้องมีศีลธรรมที่ประณีต ที่สูงยิ่งขึ้นไป, จะต้องรู้ความพอเหมาะพอดี หรือถูกต้อง ของสิ่งที่มนุษย์ จะต้องทำ, แล้วก็ให้สนุกสนานในการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่. ทั้งหมดนี้ก็เลย เกิดเป็นหน้าที่ขึ้นมาใหม่ คือหน้าที่ที่ได้ยกไว้ เป็นหัวข้อของการบรรยายนี้ว่า หน้าที่ในการใช้ธรรมะให้ถูกหน้าที่. ธรรมะมีหลายอย่าง หน้าที่ก็มีหลายอย่าง ; ใช้ธรรมะให้ถูกหน้าที่นั้น ๆ นี้เรียกว่าแก้ปัญหา. หมวดที่ ๓ การอยู่เหนือปัญหา ขอให้ฟังดูให้ดี ๆ ว่า ผมได้พูดหมวดแรกว่าปัญหา, หมวดที่ ๒ ว่าการแก้ปัญหา, แล้วหมวดที่ ๓ นี้ว่า การอยู่เหนือปัญหา. นี่เป็นเรื่อง สูงสุดของมนุษย์ หรือของพุทธบริษัท ; หมายความว่า จุดสุดยอด จุดหมาย ปลายทาง เราจะต้องเป็นผู้อยู่เหนือปัญหา ; ไม่มีอะไรเป็นปัญหาแก่เรา ไม่มีอะไรมาย่ำยีจิตใจของเรา ; ไม่มีแม้แต่ความสงสัย วิตกกังวล ; นี้ก็เรียกว่าอยู่ เหนือปัญหา.

น.156 ขั้นนี้ ก็มาถึงปรมัตถธรรม หรือผลของปรมัตถธรรม ลำพัง ศีลธรรมไม่สามารถจะช่วยให้เราอยู่เหนือปัญหาได้ ในทุกกรณี หรือว่าใน ชั้นสูงสุดได้ ; ศีลธรรมจะแก้ปัญหาได้ชนิดที่ไม่หมดปัญหา. นี่ฟังดูเถอะปัญหา ที่ศีลธรรมแก้ได้นั้น จะแก้ไม่ได้จนถึงกับหมดปัญหา ; แก้ได้แต่เฉพาะปัญหา เฉพาะหน้า แล้วเล็ก ๆ น้อย ๆ ขึ้นมาเรื่อย ๆ บางทีก็ยังมีปัญหาที่ลึกซึ้งเหลืออยู่ ; ฉะนั้นจึงต้องมาถึงเรื่องของปรมัตถธรรม. การที่อยู่เหนือปัญหานี้ ต้องรู้ปรมัตถธรรมสูงสุด ได้แก่รู้ธรรมะ ในขั้นที่ไม่มีตัวตน ; ทุกอย่างเป็นสักว่าธรรมชาติ มีกฎของธรรมชาติ มีหน้าที่ตามธรรมชาติ ปฏิบัติแล้วก็ได้ผลตามธรรมชาติ, ไม่มีตัวตน ไม่มี บุคคล คือเป็นเรื่องของธรรมชาติล้วนๆ. นี่เรียกว่า ความรู้ทางปรมัตถธรรมนั้น มีความรู้ เห็นว่า เป็นของธรรมดา ตามธรรมชาติ. ถ้ารู้เรื่องกรรม ก็รู้เรื่องกรรมชนิดที่อยู่เหนือกรรม : การที่ไปรู้ ว่ามีตัวเรา ทำดีแล้วได้ดี ทำชั่วแล้วได้ชั่ว นั้นเป็นเรื่องกรรมประเภทศีลธรรม จะช่วยแก้ปัญหาในที่สุดไม่ได้. ถ้าเรารู้เรื่องกรรม คือทำด้วยจิตใจที่ไม่ยึดมั่น ถือมั่นความดีหรือความชั่วนั้น ก็เลยหมดอำนาจไป นี่เรื่องกรรมชั้นสูงสุด หมายถึง ระงับเสียซึ่งกรรมดีและกรรมชั่ว เป็นผู้หลุดพ้นไป. ถ้าจะกล่าวอีกนัยหนึ่ง ให้กว้างขวางหรือครอบคลุมไปทั้งหมดแล้ว ต้อง พูดว่า รู้กฎเกณฑ์แห่งธรรมชาติ ที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสรู้ ที่เรียกกันว่า กฎเกณฑ์ของอิทัปปัจจยตา. ไปหาเรื่องอิทัปปัจจยตามาศึกษาโดยละเอียด เป็น เรื่องยืดยาวสลับซับซ้อนมาก นี่ยกมาแต่ชื่อ. ถ้าใครเข้าใจเรื่องอิทัปปัจจยตาก็ หมายความว่า เขาจะไม่มีความเข้าใจว่าเป็น สัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา อะไรอีก

น.157 ต่อไป ; เพราะมองเห็นสักว่าธรรมชาติ เป็นไปตามธรรมชาติ ปรุงแต่งไปตาม ธรรมชาติ ตามหลักของอิทัปปัจจยตา ที่ว่า "เมื่อสิ่งนี้มีอยู่เป็นปัจจัย สิ่งนี้ก็ มีอยู่". "เมื่อสิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้ก็มี, เมื่อสิ่งนี้มีเป็นปัจจัย สิ่งนี้ก็มี" เป็นกฎวิทยาศาสตร์ ที่ไม่มีทางที่ใครจะค้านได้ ; นี้เรียกว่า อิทัปปัจจยตา, เป็นรากฐานของปรมัตถธรรม. ถ้าปรมัตถธรรมต้องไม่มี ตัวตน บุคคล เรา เขา มึงกู อะไรเช่นนี้ ทุกอย่างเป็นแต่ธรรมชาติ เป็นไปตามกฎของธรรมชาติ อย่างนี้อยู่เหนือปัญหา. การอยู่เหนือปัญหานี้แจกออกเป็น ๓ ลักษณะ ๑. เมื่อประสบความสำเร็จ ไม่ไปโง่ไปหลง ไปยินดีลิงโลด อะไรกับมัน, เมื่อประสบความสำเร็จ จิตไม่ไปหลงใหลยินดี หัวเราะร่าเริง ตีปีกตีหาง อะไรอย่างนั้น. ถ้าไปยินดีหลงใหลหัวเราะร่าเริง นั้นคือเป็นคนโง่ อยู่ใต้อำนาจความครอบงำของความสำเร็จ ไม่ได้อยู่เหนือปัญหา. ปัญหาที่จะ ต้องหัวเราะมันยังมี หัวเราะจนตายเพราะประสบความสำเร็จ หรือว่าถูกลอตเตอรี่ เป็นลมไปเลย หรือเป็นบ้าไปเลย; นี้ไม่ได้อยู่เหนือปัญหา ที่ว่าเมื่อประสบ ความสำเร็จก็ไม่ลิงโลดหลงใหล. ๒. เมื่อไม่ประสบความสำเร็จ ก็ไม่เศร้าโศกเสียใจ มีอะไรที่ ต้องเศร้าโศกเสียใจ และเมื่อประสบความวินาศชนิดที่เหลือวิสัย ก็หัวเราะได้ คือเห็นเป็นของธรรมดาไปเลย หัวเราะได้ เพราะว่าสิ่งเหล่านี้มีอยู่จริง ต้อง มีอยู่จริง จำจะต้องเป็นไปตามนั้น. ทบทวนกันอีกทีหนึ่งก็ว่า เมื่อประสบ ความสำเร็จ ก็ไม่หลงใหล, เมื่อไม่ประสบความสำเร็จก็ไม่เสียใจ.

น.158 ๓. เมื่อประสบความวินาศใหญ่หลวงตามธรรมดาของโลก นี้ก็ หัวเราะได้ เช่นว่า เกิดมีอุบัติเหตุ มีมหาภัยเกิดจากน้ำท่วม ไฟไหม้ สงคราม อะไรก็ตาม ที่ว่ามันเหลือวิสัยของคนใดคนหนึ่ง จะป้องกันได้ ก็ยังหัวเราะได้. เมื่อคราวสงครามโลกครั้งที่แล้วมานี้ คนที่มีอายุน้อยก็ยังไม่ได้เห็น ได้แต่ คาดคะเนเอา ผมสังเกตเห็นว่า คนเป็นทุกข์กันมากเหลือเกิน เป็นทุกข์เปล่า ๆ ปลี้ ๆ ไม่มีเรื่องอะไรที่จะทำให้เขาเดือดร้อน แต่ก็เป็นทุกข์ไว้ล่วงหน้า แล้ว เป็นทุกข์อยู่ตลอดเวลา. เมืองที่เรือบินไม่ได้มาทำอะไร เพียงแต่บินผ่าน คนก็ มีความทุกข์ มีความกลัวสุดขีดเหมือนกัน แล้วก็กลัวอย่างไม่มีเหตุผล กลัวอยู่ตลอด เวลา. นี้น่าสงสาร และน่าเสียดายที่ว่า ทำไมจะต้องไปกลัวถึงขนาดนั้น ; แต่แล้ว มันก็ช่วยไม่ได้ ไม่มีใครช่วยได้ ล้วนแต่กลัวกันทั้งนั้น เว้นไว้แต่จะได้ศึกษา ธรรมะในระดับนี้เท่านั้น จึงจะหัวเราะได้. เราควรที่จะอยู่เหนือปัญหา เพราะว่าในโลกนี้จะไม่มีปัญหาอะไรนอก เหนือไปจากนี้ ซึ่งได้แก่ปัญหา เมื่อประสบความสำเร็จในการงาน, หรือเมื่อไม่ ประสบความสำเร็จในการงาน, หรือเมื่อมีความวินาศเหลือวิสัย ที่มนุษย์จะป้องกัน ได้เข้ามาถึง ; เราไม่มีปัญหา เป็นปรกติอยู่ได้ อย่างนี้เรียกว่าอยู่เหนือปัญหา. ต้องรู้จักใช้ธรรมะในขั้นนี้ ให้เหมาะแก่สถานะอย่างนี้ จึงจะประสบผลของการอยู่ เหนือปัญหา. ขอให้เข้าใจเอาเองเถิดว่า หน้าที่ในการใช้ธรรมะให้ถูกหน้าที่ ให้ถูกกับ ระดับของปัญหาชนิดของปัญหาแล้ว ก็จะแก้ปัญหาได้ แล้วก็จะอยู่เหนือปัญหา ได้ในที่สุด.

น.159 นี่สรุปความว่า มนุษย์มีปัญหา แล้วมนุษย์ต้องแก้ปัญหา ก็ต้องแก้ แก้จนกระทั่งให้หมดปัญหา หรือว่า อยู่เหนือปัญหา จนไม่มีอะไรเป็นปัญหา ; นั้นก็คือเป็นพระอรหันต์นั่นเอง. พระอรหันต์เท่านั้นจะเป็นพวกที่อยู่เหนือปัญหา ลำพังแต่เป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี นี้ก็ยังมีปัญหาเหลืออยู่มาก ; ต้องมีจิตใจสูงขนาดเป็นพระอรหันต์ จึงจะอยู่เหนือปัญหาทั้งปวง. ที่พูดนี้เราไม่ได้อวดดี ว่าจะไปแข่งกับพระอรหันต์ หรือว่าจะยกตน เป็นพระอรหันต์ แต่ให้รู้ไว้ว่า หน้าที่มันมีอยู่อย่างนั้น ตั้งแต่ต้นจนปลาย ตั้งแต่ ต่ำที่สุดจนถึงสูงที่สุด. หน้าที่ต้องมีอยู่อย่างนั้นสำหรับคนเรา. ฉะนั้นถ้าท่าน ผู้ใดมีความปรารถนาว่า เกิดมาเป็นมนุษย์ที่หนึ่ง ต้องได้สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ ควรจะได้แล้ว ก็ขอให้สนใจหลักเกณฑ์เหล่านี้. แต่ถ้าใครไม่คิดว่าจะได้ สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ แล้วก็ไม่ต้องสนใจก็ได้ ปล่อยมันไปตามเรื่อง ไม่เท่าไรก็มีจิตทรามโดยแน่นอน แล้วก็จะเต็มไปด้วยปัญหา. นี้คือ การใช้ธรรมะให้ถูกหน้าที่ ซึ่งมีอยู่หลายชนิด และหลายระดับ : รู้จักปัญหา, รู้จักแก้ปัญหา, รู้จักทำตนให้อยู่เหนือปัญหา, รู้จักของ ๒ สิ่งคือ ศีลธรรม กับ ปรมัตถธรรม ซึ่งจะแก้ปัญหาได้ในระดับที่ต่างกัน, เมื่อเหลือวิสัย ที่ศีลธรรมจะแก้ได้แล้ว ก็เป็นหน้าที่ของปรมัตถธรรมที่จะแก้ปัญหานี้. ดังนั้น เราจะต้องทำให้ธรรมะเป็นเหมือนกับแผ่นดิน ที่เราจะเหยียบ เรายืน เรานั่ง อยู่บัดนี้. ฉะนั้นการที่มานั่งพูดกันที่ตรงนี้ ผมชอบใจว่านั่งบนดิน นั่งกลางดิน เหมาะที่สุดที่จะเข้าใจคำว่า ธรรมะนี้เหมือนแผ่นดิน แล้วยิ่งกว่านั้นยังจะได้เป็น ที่ระลึกถึงพระพุทธเจ้าด้วย. อย่าลืมเสีย นึกไว้เสมอว่า พระพุทธเจ้าท่านประสูติกลางดิน ใต้ต้น สาละที่สวนลุมพินี, แล้วท่านนั่งตรัสรู้กลางดิน ที่โคนต้นโพธิ์ ริมตลิ่งแม่น้ำ

น.160 เนรัญชรา, แล้วท่านก็นิพพานกลางดิน ใต้ต้นสาละ ที่อุทธยานของพวก มัลลกษัตริย์ ใกล้เมืองกุสินารา, เมื่อท่านสั่งสอนสาวกของท่าน ก็นั่งอยู่กลางดิน แทบทั้งนั้นเลย คำสอนนั้นมีอยู่ในพระไตรปิฎก. กุฏิของพระพุทธเจ้านั้นเป็น พื้นดิน ผมได้ไปเห็นแล้ว ผมพยายามดูในข้อนี้มากที่สุด. กุฏิที่เชตวัน ใน ราชคฤห์ บนยอดภูเขา นั้นเป็นเรื่องพื้นดินหมด ; นี่เข้ากับอุดมคติที่ว่า ธรรมะ นี้เหมือนกับพื้นดิน. ทำแผ่นดินให้เป็นประโยชน์ คือทำธรรมะให้เหมือนกับ แผ่นดิน ที่จะรองรับทุกอย่างที่เป็นปัญหา. การบรรยายสำหรับวันนี้ ก็พอสมควรแก่เวลา ขอยุติไว้ที่ก่อน.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต