น.161 ท่านนักศึกษา ผู้มีความสนใจในธรรมทั้งหลาย, การบรรยายเรื่องธรรมะเสมอด้วยแผ่นดิน ในครั้งที่ ๖ นี้จะ พูดโดยหัวข้อว่า หน้าที่ในการทำธรรมะให้อยู่กับเนื้อกับตัว สืบต่อจาก การใช้ธรรมะให้ถูกหน้าที่ ข้อนี้จะต้องทบทวนมาตามลำดับ ให้เข้าใจ ให้ติดต่อกัน ให้จนได้. ธรรมะเสมอด้วยแผ่นดิน คือการจัดการกับแผ่นดิน กล่าวคือ ธรรมะนั้น ซึ่งเป็นหน้าที่ ; การทำหน้าที่ก็ต้องมีผลสมควรแก่การ กระทำหน้าที่ เรามีหน้าที่ตามแบบของพุทธบริษัท ทำหน้าที่ในการใช้ ธรรมะให้ถูกหน้าที่นั้น ๆ นี้จะต้องมองเห็นอย่างชัดเจนอยู่เสมอ. ที่นี้ ๑๒๘
น.162 เราจำกัดหน้าที่ให้แคบเข้ามา ถึงกับว่าเรามีหน้าที่ ที่จะต้องทำให้ธรรมะ นั้นอยู่กับเนื้อกับตัว นี้เป็นการขยายความ หรือว่า ระบุให้ชัดลงไปว่า เกี่ยวกับธรรมะนั้น ต้องทำให้ธรรมะอยู่กับเนื้อกับตัว เพื่อให้ถึงตัว ธรรมะยิ่งขึ้น. ขอให้ลองคิดดู ให้สังเกตดู ให้พิจารณาดูกันให้ละเอียด ทั้งนี้ เพราะว่า คำว่า ธมฺม หรือ ธรรมะ นั้น มีหลายความหมาย มันกำกวม และดิ้นได้ ก็เลยต้องทบทวนหลักที่เกี่ยวกับคำว่าธรรมะนี้อยู่บ่อย ๆ อย่าให้คำว่า ธรรมะนี้เล่นตลก หรือหลอกเอาได้. คำว่า ธรรม โดยภาษาพูด มีความหมาย อย่างหนึ่ง, ใช้เป็นคำพูดทั่วไป. คำว่า ธรรม ในภาษาของการประพฤติธรรม ปฏิบัติธรรมนั้นเป็นอีกความหมายหนึ่ง ; จะต้องระลึกนึกถึงคำว่า ธรรม ใน ๔ ความหมายไว้เสมอ :- ๑. ธรรม คือ ธรรมชาติ ธรรมชาติทั้งหลายไม่ว่าอะไรก็เรียกว่าธรรม. ๒. กฎของธรรมชาติ ก็เรียกว่า ธรรม ในฐานะที่เป็นกฎ เป็นสัจจะ เป็นหน้าที่ ที่คนเราจะต้องทำให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ นี้ก็เรียกว่า ธรรม อีกเหมือนกัน. ธรรมในความหมายนี้ อยู่เฉพาะหน้า มีความจำเป็นอยู่เฉพาะหน้า. ๓. คำว่าประพฤติธรรม มีธรรมเป็นที่พึ่ง นี้ก็หมายถึงธรรมใน ความหมายที่ ๓ นี้ทั้งนั้น คือ หน้าที่ที่มนุษย์จะต้องกระทำให้ถูกต้องตามกฎ ของธรรมชาติ นี้ก็เรียกว่า ธรรม. ๔. ผล ที่เกิดจากการทำหน้าที่ถูกต้องตามธรรมชาติ นี้ก็ยังเรียกว่า ธรรม เป็นมรรค ผล นิพพาน เป็นต้น. นี้ไม่สำคัญ เพราะมันขึ้นอยู่กับการทำ หน้าที่ ถ้ามีการทำหน้าที่ถูกต้อง ผลเป็นมีแน่ และก็มีสมส่วน มีโดยสมควร แก่การทำหน้าที่.
น.163 ที่ว่าจะทำธรรมะให้อยู่กับเนื้อกับตัวนั้น เป็นธรรมะในความหมายไหน ? ถ้าเป็นความหมายแรกมันก็น่าหวัว เพราะว่าเนื้อตัว ร่างกาย จิตใจ อะไรต่าง ๆ นี้ก็เป็นธรรมชาติ, แล้วก็เรียกว่า ธรรม เรียกว่า รูปธรรม นามธรรม เป็นต้นอยู่แล้ว, แล้วมันก็เป็นธรรมอยู่ในตัวแล้ว แต่เป็นความหมาย หนึ่ง ซึ่งไม่เข้ารูปกันในที่นี้. ธรรมะคือธรรมชาติ ร่างกาย จิตใจ คือธรรมชาติ นั้นเป็นธรรมอยู่ในตัวแล้ว. ทีนี้เราพูดว่าทำธรรมะให้อยู่กับตัวอีกทีหนึ่ง มันก็เลื่อนไปความหมาย อื่น ; เมื่อพูดถึงธรรมในความหมายที่ ๒ คือกฎของธรรมชาติ นี่ก็ไปทำไม่ได้ ไปเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ฉะนั้นเลยเลื่อนมาถึงธรรมะในความหมายที่ ๓ คือ หน้าที่ที่เราจะต้องทำให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ นั่นแหละคือ ธรรมะที่ต้องประพฤติ แล้วก็มุ่งหมายแต่ในฝ่ายดี ฝ่ายถูกเท่านั้น เพราะ ฝ่ายผิด ฝ่ายชั่ว ฝ่ายบาปนั้น ไม่มีใครประสงค์จะประพฤติ เว้นไว้แต่เขาไม่รู้ หรือรู้ผิด กลับกันเสีย. หน้าที่ ที่ต้องทำให้ถูกกฎของธรรมชาติ นี้ต้องทำให้อยู่กับเนื้อกับตัว เมื่อกล่าวเป็นคำกล่าว หรือเป็นหลักทั่ว ๆ ไป ธรรมที่ควรประพฤติ ก็หมายแต่ ธรรมฝ่ายดี ฝ่ายถูก ฝ่ายกุศล ทั้งนั้น ; ฉะนั้นหน้าที่ที่มนุษย์จะ ต้องทำนี้ จึงเล็งแต่ฝ่ายที่ดี ที่ถูก ที่เป็นประโยชน์ หรือเรียกว่ากุศลธรรม. ดังนั้นจึงสรุปความได้ว่า เราทำให้กุศลธรรมอยู่กับเนื้อกับตัว เพื่อให้เรา, โดย สมมติว่า "เรา" นี้ เข้าถึงตัวธรรมะยิ่งขึ้น.
น.164 นี้ก็เป็นอันเข้าใจได้ว่า เรากำลังพูดกันโดยภาษาคน คือคำพูดชนิด ที่ใช้กับผู้ที่ยังมีตัวมีตน, ยังมีความรู้สึกเป็นเราเป็นเขาอยู่ ยังมีตัวตนเป็นผู้ได้ ผู้เสียอยู่ จึงต้องพูดอย่างนี้. ขอให้เข้าใจว่า ถ้าเป็นการพูดตามธรรมดา เรื่อยไป ตามธรรมดาแล้ว ก็จะพูดภาษาคนทั้งนั้น ก็เลยฟังถูกทันที. ถ้าพูดภาษาธรรม ภาษาปรมัตถธรรมละก็จะต้องเป็นเรื่องพิเศษเฉพาะ. ที่พูดว่า "เนื้อตัว" อยู่กับเนื้อกับตัวนั้น เนื้อตัวนั้น มันอยู่ที่ไหน? ภาษามันก็เล่นตลกอีกตามเคย. เนื้อตัวนี้ไม่ได้หมายถึงเนื้อ หนังอย่างเดียว. คำว่า "เนื้อตัว" หรือ "ตัว" นี้ก็ต้องหมายถึง กาย วาจา ใจ ในฐานะที่เป็นหลักเป็นประธาน สำหรับที่เราจะพูดกันในทางธรรมะ ; จะพูด แต่ว่า กาย กับ ใจก็ได้เหมือนกัน อยากจะแยกวาจาออกไปอีกอย่างหนึ่งด้วย ก็เลย เป็น กาย วาจา ใจ ถ้ามีธรรมะอยู่ที่กาย ที่วาจา และที่ใจ นั้นจึงจะเรียกว่า มีธรรมะอยู่กับเนื้อกับตัว ; นี่เป็นเรื่องที่จะต้องพูดกันโดยละเอียดในวันนี้ ให้ธรรมะอยู่กับเนื้อกับตัว แล้วก็ตลอดเวลาด้วย. ต้องมีธรรมะอยู่ที่ กาย วาจา ใจ จึงจะเรียกว่าธรรมะอยู่กับเนื้อกับตัว เวลานี้รู้สึกว่า คนยังมีความเข้าใจธรรมะน้อย รู้จักสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะนั้นน้อย จนถึงกับพูดว่า ต้องมาหาธรรมะที่วัด "ตัว" นั้นอยู่ที่บ้าน, ‘ธรรมะ" นั้นอยู่ที่วัด ; อย่างนี้มันเป็นคำพูดที่แสดงความไม่รู้อยู่มาก ไม่รู้จัก สิ่งที่เรียกว่าธรรมะนั้น. มันเป็นเรื่องมาหาความรู้ธรรมะมากกว่าที่จะหาตัวธรรมะ ความรู้เรื่องธรรมะนั้น ก็เป็นธรรมะในความหมายหนึ่งเหมือนกัน ; แต่ไม่ใช่ ความหมายที่ต้องการในที่นี้. ธรรมะที่จะอยู่กับเนื้อกับตัวนั้น ก็จะต้องอยู่
น.165 ที่เนื้อที่ตัวตลอดเวลา; ไม่ใช่จะไปหาความรู้ที่วัด ไปหาธรรมะที่วัด เพื่อ เอามาทำให้อยู่กับเนื้อกับตัว. ขออย่าได้เข้าใจว่า ธรรมะอยู่ที่วัด ไปหาธรรมะที่วัด อย่างนี้มัน ผิดมากเกินไป ธรรมะต้องอยู่ที่เนื้อที่ตัว. ถ้าเราอยู่ที่บ้าน ธรรมะอยู่ที่วัด มันจะถึงกันได้อย่างไร ลองไปถามตัวเองดู. ธรรมะอยู่ที่เนื้อที่ตัว ก็คืออยู่ที่ กาย วาจา ใจ ที่กระทำไว้ดีแล้ว. ทีนี้ อยากจะพูดถึงคำว่า "กาย" นี้ ให้เป็นที่เข้าใจกันให้ดีกว่าที่ เข้าใจกันอยู่แล้ว ; ถ้าเข้าใจคำว่า "กาย" ดี หรือเพียงพอ ก็จะรู้เรื่องที่ว่า ให้ธรรมะอยู่ที่เนื้อที่ตัวนี้ได้ง่ายขึ้น. นี่จึงจำเป็นที่จะต้องพูดภาษาธรรมะ ภาษา ปรมัตถธรรมเสียแล้ว ในกรณีอย่างนี้. คำว่า "กาย" ใน ภาษาบาลี ก็แปลว่า หมู่ หรือ กลุ่ม เท่านั้นเอง : มีแยกเป็น หมู่รูป หรือหมู่นาม เช่น รูปกาย ก็หมู่รูป, นามกายก็หมู่นาม. ในบางกรณีต้องแยกจิตออกไปต่างหากอีก ที่จะเป็นตัวผู้กระทำ เกี่ยว กับหมู่กาย หมู่รูปหรือหมู่นาม นี้อีกทีหนึ่ง. รูปกาย ก็คือร่างกายเนื้อหนังนี้, นามกาย ก็หมายถึงพวก เวทนา สัญญา สังขาร ซึ่งเป็นความรู้สึก สุข หรือทุกข์ หรือความสำคัญมั่นหมายในสิ่งนั้น ๆ หรือความคิดนึกเกี่ยวกับสิ่งนั้น ๆ อันล้วนแต่ เป็นพวกนาม เป็นพวกเจตสิกธรรม สำหรับเกิดกับจิต นั้นมันเป็นภาษาวัด ; ต้อง ใช้คำว่า “ภาษาวัด" ขอให้จำไว้ด้วย. เมื่อพูดถึงนามกาย เขาก็มักจะหมาย แต่เพียง เวทนา สัญญา สังขารเท่านั้น เขาแยกจิตออกไปอีกอันหนึ่งต่างหาก สำหรับเป็นเจ้าของเรื่อง.
น.166 เมื่อพูดถึง รูปกาย ก็หมายถึงวัตถุ เป็นวัตถุสำหรับเป็นที่ตั้งของสิ่ง ต่าง ๆ ของนามธรรม, เมื่อพูดถึงนาม ก็คือ ความรู้สึกทั้งหลาย, เมื่อพูดถึง จิตนั้นก็คือ ผู้ หรือ สิ่ง ที่รู้สึกนั่นเอง. นี่ค่อนข้างจะละเอียด ถ้าฟังไม่ดีก็จะ สับสน. จะพูดทบทวนกันเสียใหม่ ก็ว่า จิตนี้เป็น ผู้ หรือ สิ่ง ที่รู้สึก, ความรู้สึกนั้นเรียกว่า เจตสิก ซึ่งต้องเป็นไปกับด้วยจิต ; ทีนี้รูปก็คือ ร่างกาย. ในคนเราก็มีร่างกาย, ส่วนที่เป็นร่างกายนี้, แล้วก็มีส่วนที่เป็น เจตสิก คือความรู้สึกต่าง ๆ แล้วก็มีส่วนที่เป็นจิต คือสิ่งที่รู้สึก ทำหน้าที่รู้สึก ; เขาเรียกโดยสมมติว่า ผู้รู้สึก. รูปกายนี้เป็นวัตถุ ก็เป็นที่ตั้งของสิ่งอื่น เช่นเป็นที่ตั้งของความรู้สึก อร่อย. ถ้าเรารู้สึกอร่อย มันก็มีวัตถุเป็นที่ตั้งของความอร่อย จะอร่อยเรื่องกิเลส หรืออร่อยเรื่องธรรมะก็ได้ ; ตัวความอร่อยนั้นแหละคือ นามกาย หรือ เจตสิกธรรม, สิ่งที่อร่อยนั้นคือ จิต. ถ้าแยกออกอย่างนี้ ก็หมดตัวคนหมด ตัวตน. แต่ทีนี้ ตามปกติคนที่ได้รับการศึกษามา ตามแบบวัฒนธรรมอินเดีย เดิม ๆ นั้น เขาจะเอาจิตที่เป็นตัวตน เรียกว่า วิญญาณ, เรียกว่าเจตภูติ หรือเรียกว่าอะไรก็สุดแท้แต่จะเรียก นั้นเป็นตัวตน เป็นตัว "ผู้" เป็น "ตัวเจ้าของ" เป็นตัวผู้ยึดครอง เป็นตัวผู้กระทำ ; อย่างนี้เรียกว่าจิต ผู้ที่ทำความรู้สึก จิตอาศัยร่างกายเหมือนกับเป็นบ้านเรือน เป็นที่ตั้งที่อาศัย แล้วแต่จะอุปมา. บัดนี้เราจะพูดถึง คำว่า "เนื้อตัว" ให้ชัดเจน มันก็อยู่ที่นี่ เนื้อตัว ก็อยู่ที่กายนี้, แล้วก็อยู่ที่ความรู้สึก ที่มีอยู่ในร่างกายนี้, แล้วก็มี "ตัวสิ่งที่
น.167 เป็นผู้รู้สึก" คือตัวจิตโดยเฉพาะนี้. ปัญหามันอยู่ที่นี่ ที่ทำให้สำเร็จไม่ได้ เพราะว่า เราควบคุมมันไม่ได้. จิตเป็นผู้เสวยความอร่อย เจตสิกเป็นตัวความอร่อย กายเป็นที่ตั้ง ที่รองรับสิ่งเหล่านี้. มนุษย์เป็นทาสของความอร่อย จึงแก้ปัญหาให้มีธรรมะอยู่กับเนื้อตัวไม่ได้ ที่ใช้คำว่า "อร่อย" นี้ ฟังดูหยาบคายหน่อย แต่ไม่รู้จะใช้คำว่าอะไร ครั้นเรียกเป็นภาษาบาลีก็จะฟังไม่ถูกอีก. บาลีเรียกว่า อัสสาทะ ก็แปลว่า อร่อย อีก. ส่วนที่เป็นความยั่วยวนดึงดูดที่สุด คือความอร่อยนี้เป็นปัญหาของมนุษย์ ที่มนุษย์ไม่รู้จัก แล้วจัดการกับมันไม่ได้ "เราพ่ายแพ้แก่ความอร่อย". ถ้าไม่ เข้าใจข้อนี้ ก็คงจะเข้าใจเรื่องอื่นได้ยาก. สิ่งใดที่เราพอใจ แล้วก็รู้สึกเป็นความอร่อย นั้นแหละเป็นตัวปัญหา เป็นบ่อที่เกิดของกิเลสของอะไรต่าง ๆ สำหรับมนุษย์เรา. มนุษย์ตกเป็นทาสของ ความอร่อย คือ อัสสาทะ. ทุกสิ่งนั้นมีอัสสาหะ ไม่โดยตรงก็โดยอ้อม ไม่แง่ใดก็แง่หนึ่ง ; ส่วนที่มาดึงดูดเราให้ไปหลงรักมันได้นั้น เรียกว่า อัสสาทะ มีได้แม้แต่ในวัตถุ. วัตถุนั้นให้ความอร่อยได้, มีได้แม้ในการกระทำ ในเมื่อการกระทำนั้น ทำให้ เกิดความอร่อยได้. นี่จึงระบุไปยัง ตัวความอร่อย ว่าเป็นปัญหา. ทีนี้ เมื่อร่างกายนี้ ถูกใช้ ไปเพื่อความเอร็ดอร่อยเสียหมดแล้ว ตั้งแต่ เกิดมานั่นแหละ มันไม่รู้จักใช้ไปในทางอื่น, ความอร่อยก็หาได้ในสิ่งทั้งหลาย ; แล้วจิตนี้ก็เคยชิน แต่จะเสวยความอร่อย. ถ้าไม่ได้อย่างนั้นมันก็โกรธขึ้นมา
น.168 หรือเป็นทุกข์ขึ้นมา ; มันก็จะเร่ไปหา หรือแส่ไปหา แต่เรื่องของความอร่อย. คำว่ากาย มันหมายถึงอย่างนี้ หมายถึงกลุ่มหนึ่ง ๆ ของรูป ของเจตสิก หรือว่า ของจิต. ตรงนี้เรียนบาลีกันเสียสักนิดหนึ่งว่า คำว่า กาย นั้น แปลว่า หมู่ หรือ กลุ่ม เช่น พลกาย นี้ก็แปลว่า หมู่ทหาร ; คำว่ากายในที่นี้ไม่ได้แปลว่า ร่างกาย คำว่า พลกาย ก็แปลว่า หมู่แห่งพล เช่นหมู่แห่งพล เช่นหมู่ทหาร เป็นต้น. คำว่า กาย แปลว่าหมู่ เช่น หมู่รูป หมู่นาม แล้วมีจิตเป็นเจ้ากี้เจ้าการ โดยสมมุติทั้งนั้น ที่จริงมันเป็นธรรมชาติหนึ่ง ๆ เท่านั้น. เมื่อพูดถึงคำว่า กาย แล้ว ก็จะสับสนแก่คนที่ไม่รู้ภาษาบาลี เราจะรู้จัก คำว่า กาย กันแต่เพียงร่างกายเท่านั้น ; แต่เดี๋ยวนี้ กาย มีหลายความหมาย อย่างนี้ ในส่วนที่เป็นปรมัตถธรรม แล้วมันเป็นตัวปัญหาในโลกนี้. ดังนั้นในวันนี้ จึงขอร้องเพียงแต่ว่า ให้พยายามอย่างยิ่ง ให้รู้จักสิ่งที่เรียกว่ารูปกาย คือกลุ่ม หรือหมู่ แห่งวัตถุที่ประกอบกันขึ้นเป็นกาย, และนามกาย คือ ความรู้สึก ต่าง ๆ ที่มันจะเกิดขึ้นเกี่ยวกับกายนี้, แล้วจิตอีกฝ่ายหนึ่งจะเป็นตัวรู้สึกเรื่องที่ รู้สึกสนใจ หรือเคยชินจนเป็นนิสัยนั้น ก็มีแต่เรื่องความอร่อย. ถ้าไม่อร่อยก็เป็น อันไม่ต้องการ เมื่อตกเป็นทาสของความอร่อยแล้วจะเป็นอย่างไร ? มันก็แสวงหา แต่ความอร่อย แล้วจะแก้ปัญหานี้อย่างไร ? พึงศึกษาให้รู้จักเรื่องเกี่ยวกับความอร่อย ขอให้นึกขยายความของคำว่า อร่อย ออกไป อย่างน้อยก็เป็นสัก ๒ อย่าง : ที่อร่อยทางกิเลสอย่างหนึ่ง, แล้วอร่อยทางธรรมะอีกอย่างหนึ่ง.
น.169 เมื่อไม่มีธรรมะมันก็คือมีกิเลส ฉะนั้นก็อร่อยไปตามเรื่องของกิเลส โลกทั้งโลก สัตว์โลกทั้งหลาย ที่กำลังอร่อยไปตามทางของกิเลส เรียกว่าเป็น ทาสของกิเลส นี้เป็นธรรมดาสามัญ. ทีนี้ถ้าว่ามีใครสักคนหนึ่งเกลียดกิเลส ไปแสวงหาความอร่อยอย่างอื่น ก็มีอยู่เหมือนกัน เป็นความอร่อยทางธรรมะ ; โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทำจิต ให้เป็นสมาธิ คือเป็นจิตที่สงบเยือกเย็น ประณีต แล้วก็มีความอร่อยชนิดธรรมะ นี้เกิดขึ้น. คนบางพวกก็หลงใหลในความอร่อยชนิดนี้ แต่ว่ามีน้อย, พวกที่ อร่อยด้วยกิเลสนั้นมีมาก เป็นธรรมดาในโลก ขอให้พิจารณาตามที่กล่าวมาแล้ว เมื่อจะเรียกว่า วัตถุที่ตั้งของความ อร่อย ก็อย่าเอาแต่วัตถุสำหรับอร่อยทางกิเลส ให้เอาวัตถุสำหรับอร่อยทางธรรมะ กันบ้าง อย่าเอาแต่ความอร่อยทางกิเลส. หรือเมื่อพูดถึงความอร่อย ตัวความอร่อย ก็ให้มีความอร่อยทาง ธรรมะกันบ้าง ; อย่าเอาแต่ความอร่อยทางกิเลส. หรือจะพูดถึง ตัวผู้รู้สึกใน ความอร่อยนี้ ก็ขอให้มีความรู้สึกอร่อยทางธรรมะกันบ้าง ; อย่ารู้สึกแต่เรื่อง ทางกิเลส, หมายความว่าจิตได้รับการอบรมดี ตามแบบของธรรมะ จึงเกลียด ความอร่อยที่สกปรก. ความอร่อยตามแบบของกิเลสนี้ น่าเกลียดน่าชังไม่น่าดู มีอาการเหมือนกับบ้า เพื่อความรู้สึกวูบวาบ ๆ แวบเดียวเท่านั้นเอง ซึ่งเป็นความ อร่อยทางกิเลส. ถ้าเป็นความอร่อยทางธรรมะจะเยือกเย็น มีการทำธรรมะให้อยู่กับเนื้อ กับตัว. ถ้าเอากายเป็นหลัก ก็ควรจะทำให้ธรรมะนี้อยู่กับความเอร็ดอร่อย, ทำให้จิตนี้มีความเอร็ดอร่อยในทางธรรมะ, มีธรรมะอยู่กับเนื้อกับตัว เพื่อ จะแทนความอร่อยทางกิเลส ซึ่งเป็นปรกติธรรมดาของคน. แต่ว่าใครจะสมัคร
น.170 กี่คนนั้นก็ไม่ทราบ ส่วนวิธีก็จะต้องมีอยู่อย่างนี้ คือจะเอาความอร่อยทางธรรมะ มาแทนที่ความอร่อยทางกิเลส, สามารถมีธรรมะอยู่กับเนื้อกับตัว. เดี๋ยวนี้คนไม่สามารถที่จะมีธรรมะอยู่กับเนื้อกับตัว เพราะไปเป็น ทาสของกิเลส ก็เลยมีกิเลสอยู่กับเนื้อกับตัว โลกทั้งโลกกำลังเป็นอย่างนี้. อย่าคิดว่าผมตั้งหน้าตั้งตาจะด่าคนอื่น ด่าโลกทั้งโลกอยู่ตลอดเวลานี้, แต่เป็นเรื่องต้องการพูดให้เห็น สิ่งที่เรียกว่าธรรมะ, เห็นข้อเท็จจริงในโลก เกี่ยวกับธรรมะ, หรือให้เห็นอุปสรรคที่ทำให้โลกนี้มีสันติภาพไม่ได้ ; เพราะ ว่าโลกนี้ไม่ยอมมีเนื้อมีตัวเป็นธรรมะ มีแต่กิเลสเป็นเนื้อเป็นตัวเสียเรื่อยไป, เพราะว่าเขาไม่รู้จักใช้สิ่งที่เรียกว่า กาย นั้นให้ถูกต้องตามหลักของธรรมะ เอากาย ไปใช้เพื่อความอร่อยทางกิเลส เสวยความอร่อยทางกิเลสอยู่ เป็นธรรมดาสามัญ ไปเลย. ความอร่อยทางธรรมะ นอกจากความสุขที่เกิดจากสมาธิแล้ว ก็ยังมีความสุขชั้นสูงสุด ที่เกิดจากการหมดกิเลส. เมื่อยังไม่หมดกิเลส ก็เสวยสุขที่เกิดจากกิเลสเสียเรื่อยไป สุข อย่างนี้ ผมเคยแนะว่าควรใช้ตัว ก สะกด ส สระ อุ ก สะกด คือมันสุกร้อน สุกไหม้ สุกเกรียม สุกอะไรกันไปตามเรื่อง, แต่มันอร่อยเพราะว่า จิตมันยัง ทรามอยู่. ถ้าจิตสูง ก็จะรู้จักสูงขึ้นไป เป็นความอร่อยทางธรรมะ ที่เป็นสุข ข สะกด ; ควรจะเรียกว่า สุขเย็น สุขสงบ ที่เป็นชั้นสมาธิก็ได้ คือไม่มีกิเลส รบกวน แต่ไม่ใช่หมดกิเลส.
น.171 ความสุขขั้นสูงสุด เป็นชั้นปัญญาสุดท้าย คือหมดกิเลส ทำให้หมด กิเลสได้ แล้วก็เป็นสุขถาวร เพราะกิเลสไม่มีอีก. กายนี้เปรียบเหมือนเป็นแผ่นดิน ต้องใช้ให้ถูกต้อง ขอให้รู้จักสิ่งที่เรียกว่า กาย ที่กำลังไปใช้เป็นเรื่องของกิเลสอยู่เป็น ประจำ ; กายนี้ก็เป็นเหมือนแผ่นดินเราจะปลูกอะไรลงไปก็ได้. ถ้าปลูก กิเลส ก็ได้กิเลส ; ถ้าปลูกธรรมะ ก็ได้ธรรมะ. กายนี้เป็นเหมือนแผ่นดิน แล้วแต่ใครจะปลูกอะไรลงไป ถ้าจะให้ธรรมะนี้อยู่กับกาย ที่ว่าเป็นแผ่นดินนี้แล้ว ก็ต้องทำให้ถูกต้อง ตามวิธีของธรรมะที่อยากจะพูดโดยอุปมา : ๑. ผู้มีปัญญามีความรู้แต่กาลก่อน เขาอุปมาไว้ดีแล้ว ว่า กายนี้ เป็นวิหารของพระเจ้า. พวก คริสเตียนเขาพูดไว้มาก, พวกอื่นก็พูดเหมือนกัน ว่าร่างกายนี้ เนื้อหนังร่างกายของเรานี้เป็นวิหารของพระเจ้า. นับว่าเขาเป็นคนมีจิตสูง ไม่ใช่จิตทราม มองเห็นไปในแง่ว่า กายนี้ธรรมชาติสร้างมาเพื่อเป็นวิหาร ของพระเจ้า เพื่อให้พระเจ้ามาสถิตอยู่ในวิหารนี้. ฉะนั้นเขาไม่สนใจแก่โบสถ์ วิหารสวย ๆ เขียว ๆ แดง ๆ; โบสถ์วิหารอย่างนั้นไม่ใช่ที่สถิตของพระเจ้า. เขา ต้องการให้ร่างกายนี้เป็นที่สถิตของพระเจ้า จึงได้พูดว่ากายนี้คือวิหารของพระเจ้า. ต้องเตรียมกันให้ดี เตรียมร่างกายนี้ ให้ดี ให้มีพระเจ้าอยู่ ในกายนี้; นั่นแหละ คือความหมายของคำว่า มีธรรมะอยู่กับเนื้อกับตัว. พระเจ้าในที่นี้ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่า ธรรมะอันสูงสุด, เมื่อ ธรรมะอันสูงสุดมาอยู่ในกายนี้ ก็เรียกว่ามีพระเจ้าอยู่ในกายนี้ เช่นมีธรรมะถึงกับ เป็นความหลุดพ้น ไม่มีความทุกข์เลย ตลอดกาลนิรันดร. อย่างนี้ก็เรียกว่า กายนี้เป็นวิหารของพระเจ้าโดยสมบูรณ์ เป็นชีวิตนิรันดร ที่ไม่มีความทุกข์เลย.
น.172 เดี๋ยวนี้เราใช้กายนี้เป็นวิหารของพระเจ้า เป็นที่สถตของ พระเจ้ากันหรือเปล่า ? ก็เหมือนกับที่ว่ามาแล้ว ว่าดูแล้วจะเห็นว่า เขาใช้ กายนี้เป็นที่สถิตของยักษ์มาร ของกิเลส ของซาตาน. ร่างกายของใครบ้าง กำลังเป็นที่สถิตของพระเจ้า ? ร่างกายของใครบ้างเป็นที่สถิตของยักษ์มารคือ กิเลส ซึ่งเรียกโดยสมมติ ก็เรียกว่ายักษ์มาร หรือซาตาน แล้วแต่ว่าจะใช้ภาษาไหน ? ถ้าวันหนึ่งคืนหนึ่งมันเต็มไปด้วยการเกิดกิเลส กายนี้ก็เป็นที่สถิตของยักษ์มาร. ตัวกายนี้ต้องถือว่าเป็นกลางเสมอ ไม่ได้สร้างมาสำหรับอย่างใด อย่างหนึ่งโดยเฉพาะ เหมือนกับแผ่นดินนี้ มีไว้สำหรับจะปลูกต้นไม้อะไร ก็ได้ : ที่เป็นพิษก็ได้ ที่เป็นประโยชน์ก็ได้ แต่แล้วโดยเหตุที่ว่า คนที่ ไม่ได้ใช้ไปในทางที่ถูกต้อง เพราะว่าเรื่องราวของกิเลสมันอร่อย, เพราะว่า คนมีกิเลสมีความเคยชินกับกิเลส ; ก็เลยอร่อยแต่เรื่องของกิเลส มันก็ทำแต่ เรื่องของกิเลส จนเคยชินเป็นนิสัยสันดานไปเลย ; ก็เรียกว่า ร่างกายของเขา เป็นที่สถิตของกิเลส คือ ยักษ์มาร. ทีนี้ คนหนึ่งเขาแย้งว่า กายเป็นที่สถิตของพระเจ้า ธรรมชาติ ต้องการอย่างนั้น; มาดูกันเสียใหม่ มาจัดการกันเสียใหม่ ปรับปรุงให้กายนี้ เป็นที่สิงสถิตของพระเจ้า. นี่คือข้อที่ผมกำลังพูดโดยประโยคว่า ให้ทำธรรมะ ให้อยู่กับเนื้อกับตัว เพื่อให้เห็นว่า เนื้อตัวนี้เป็นที่สิงสถิตของพระเป็นเจ้านั่นเอง. นี่เมื่อมองดูคนทั้งโลกแล้ว มันน่าใจหาย ที่เขาใช้กายนี้เป็นเครื่องมือ เพื่อกามารมณ์ ; พูดแล้วมันก็หยาบคายอีกนั่นแหละ มันช่วยไม่ได้. คนในโลก กำลังใช้กายนี้ เป็นเครื่องมือสำหรับกามารมณ์ : สำหรับแสวงหากามารมณ์, สำหรับสะสมกามารมณ์, สำหรับบริโภคกามารมณ์, สำหรับมัวเมาหลงใหลอยู่ด้วย
น.173 เรื่องกามารมณ์ เขาใช้ร่างกายนี้เป็นเครื่องมือเสวยกามารมณ์ ; พูดอย่างนี้ จะเป็นด่า หรือไม่ด่า ไปคิดดูก็แล้วกัน. ไปสังเกตดูก็แล้วกัน ; เป็นเรื่องพูดความจริง ไม่ใช่เรื่องด่า ; แต่ให้รู้ว่า คนทั้งโลกนี้กำลังบำรุงบำเรอเนื้อหนัง เพื่อประโยชน์แก่การเสวย กามารมณ์ แล้วธรรมะจะเข้ามาได้อย่างไร. สิ่งที่เป็นกุศล ที่เป็นความ ถูกต้อง ที่จะระงับดับทุกข์ ที่จะเป็นสันติภาพนั้น เข้ามาไม่ได้ ; เพราะว่า เขาเอากายไปใช้เป็นเครื่องมือเสวยกามารมณ์กันเสียหมด มันก็เกิดกิเลส เป็นที่อยู่ ของกิเลส. ๒. มีอุปมาอีกอันหนึ่ง ซึ่งจะถือเป็นประโยชน์ เป็นที่พึ่งได้ ก็คือ ที่เขาว่า ให้ใช้กายนี้เหมือนกับเป็นพาหนะ. คำว่า พาหนะ ก็เข้าใจกันดีอยู่แล้ว ไม่ต้องให้อธิบาย. พาหนะ ก็คือที่จะขนอะไร พาอะไรไปได้ เช่นรถ เช่นเรือ จะขนอะไรไปได้, หรือ แม้ที่สุดแต่ม้าสำหรับขับขี่เป็นพาหนะ แล้วไปทางไกลได้ นี้ก็เป็นพาหนะ. ถ้า รู้จักใช้กายนี้ ให้เป็นพาหนะ นั่นแหละจะใกล้ชิดการทำเนื้อทำตัวให้เป็น ธรรมะ. อย่าใช้ร่างกายนี้เพื่อเป็นเครื่องมือเสวยกามารมณ์ ; สำหรับผู้มี ปัญญาจะมองเห็นว่ากายนี้จะใช้ให้เป็นพาหนะ. มีรูปภาพที่เขียนอยู่ในตึกหลังนี้อยู่ภาพหนึ่ง ที่เป็นภาพคนขี่ศพข้ามฟาก ไปฝั่งโน้น แล้วพ้นจากโจรที่ไล่ติดตามเขามา. ถ้าใครยังไม่ได้ไปดู ก็ไปดู เสียใหม่ จะเข้าใจความหมายอันนี้. โจรไล่คน ๆ หนึ่ง เขาหนีมาถึงริมตลิ่ง ไม่มีที่จะหนีไปไหนแล้ว ; เผอิญมีศพพองอืดลอยมา เขาก็กระโจนขี่ศพ พองอืดออกห่างตลิ่งไปจนข้ามฝั่งโน้นได้ ; โจรทำอะไรไม่ได้. ศพพองอืด นั้นเขาเปรียบเป็นอุปมาของร่างกายว่า เต็มไปด้วยสิ่งปฏิกูล.
น.174 ๓. เมื่อวันบวชนั้น จะบวชเณรหรือบวชพระก็ตามใจ อุปัชฌาย์จะ สอนเรื่องปฏิกูลของร่างกายว่า เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ อื่น ๆ อีก. นี่จะ เห็นว่า ร่างกายนี้คือกลุ่มของความเป็นปฏิกูล ; แล้วเมื่อเขาจะเขียนรูปภาพของ ร่างกาย ให้ตรงตามความหมาย เขาเขียนเป็นรูปภาพศพที่พองอืด. แต่แล้วมัน กลับมีประโยชน์สูงสุดได้เหมือนกัน คือขี่ข้ามฟากไปฝั่งโน้นได้ ; หมายถึงละจาก ความเป็นเหยื่อของกิเลสนี้ ออกไปสู่ธรรมะ มรรค ผล นิพพานได้. นี้ก็รู้จักใช้ร่างกายเหมือนเป็นพาหนะ เช่น เรือ แพ ข้ามฟาก, หรือเปรียบเหมือนกับม้าที่จะขับขี่ไปในที่ไกล ซึ่งก็มีความหมายว่า ไม่ใช่ไห้ไปเป็น ทาสของม้า หลงรักม้า อะไรมากมาย ; เพียงแต่ให้เลี้ยงดูดี ๆ พอให้สำเร็จ ประโยชน์ในการขับขี่ พอขี่ไปถึงที่แล้วก็เลิกเกี่ยวข้องกับม้า ; เช่นเดียวกับว่า เมื่อถึงฝั่งข้ามฟากได้แล้ว ก็เลิกเกี่ยวข้องกับเรือแพ. อย่างนี้ก็เรียกว่า ใช้กายนี้เป็นพาหนะ สำหรับไปสู่จุดหมาย ปลายทาง ; นี้ก็เป็นเรื่องแสดงความมีธรรมะอยู่กับเนื้อกับตัวแล้ว เพราะว่า ใช้เนื้อตัวส่วนหนึ่งให้เป็นพาหนะ. การปฏิบัติธรรมนี้ต้องเนื่องกันหมด ทั้งกาย ทั้งใจ ทั้งจิต ทั้งเจตสิก ทั้งรูปกายนี้ ; เปรียบรูปกายเหมือนกับม้า แล้วจิตนี้ก็เหมือนกับคนขี่ม้า เจ้าของม้าก็จะใช้ขี่ออกนอกอันตรายได้ พ้นอันตราย ไปได้. การเริ่มต้นให้ธรรมะอยู่กับเนื้อกับตัว ก็ต้องเริ่มกันอย่างนี้ โดย ใช้เนื้อตัวนี้เป็นพาหนะ เป็นอย่างน้อย, กระทั่งว่าให้มันเป็นที่สิงสถิตของ ธรรมะเสียเลย. มีความถูกต้องในการขี่ม้า ในการใช้รถ ใช้เรือ นี้ก็เรียกว่า เป็นธรรมะอยู่แล้ว ; ยิ่งให้ถึงวัตถุที่ประสงค์ จุดหมายปลายทางแล้ว ก็ยิ่งเป็น
น.175 ธรรมะยิ่งขึ้น. นี่จะเห็นความที่มีธรรมะเป็นเนื้อ เป็นตัว อยู่กับเนื้อกับตัว มาก ๆ ขึ้นในลักษณะอย่างนี้ นี้คือมีธรรมะอยู่กับเนื้อกับตัว. เมื่อนึกถึงคำพูดประโยคแรกที่ว่าธรรมะนี้เสมือนแผ่นดินขึ้นมาอีก ตลบ มาอีกครั้งหนึ่ง ก็ให้ทำกาย หรือ วาจา หรือใจ นี้ให้เป็นแผ่นดิน ที่ปลูก ฝั่งลงไปดีแล้ว มีผลไปในทางดี. เมื่อปลูกต้นไม้ลงไปในแผ่นดินที่ดี เป็นต้นไม้ ที่ดี ก็ได้ผลไปในทางดี; ทำกายให้เป็นแผ่นดินก็ดี ทำวาจาให้เป็นแผ่นดินก็ดี ทำใจให้เป็นแผ่นดินก็ดี สำหรับปลูกต้นไม้ คือธรรม. การปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้องตามธรรมะ ก็คือประพฤติตามหลักกุศลกรรมบถ ธรรมะในที่นี้ก็คือ การปฏิบัติหน้าที่ ที่ถูกต้อง อย่างที่กล่าวแล้ว ไม่ต้องพูดถึงบาป อกุศล ซึ่งเป็นธรรมะฝ่ายหนึ่งที่ไม่ต้องการ และไม่ใช่หน้าที่ ที่เราต้องการ. หน้าที่หรือสิ่งที่เป็นหน้าที่ที่ต้องการ คือฝ่ายถูกต้อง ; อย่าให้ มีความผิด ความบาป ความชั่ว อะไรขึ้นมา ทางกาย หายวาจา ทางใจ. รายละเอียดก็ไปศึกษาเอาได้ จากเรื่องเกี่ยวกับกาย วาจา ใจ ที่มีอยู่ในตำรับ ตำราแบบเรียนทั้งหลายอยู่แล้ว : ทำผิดทางกาย มีเท่านั้น เท่านี้, ทำผิดทางใจ มีอย่างนั้นอย่างนี้, โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เรียกว่า กุศลกรรมบถ. อย่าไปทำเฉยเมยกับหลักเกณฑ์ที่เรียกว่า กุศลกรรมบถอย่างนี้ ที่คน เดี๋ยวนี้เขามองเห็นเป็นเรื่องของคนโบราณ ครึกระ ไม่สนใจ ; กายกรรมมี ๓ วจีกรรมมี ๔ มโนกรรมมี ๓ เขามักจะหัวเราะเยาะกัน. แต่ถ้าไปศึกษาให้ดี แล้วจะพบว่า เป็นความสำคัญอย่างยิ่ง จำเป็นอย่างยิ่ง ที่เราจะต้องรู้ และทำ
น.176 ให้ถูกต้องตามนั้น ; อย่าให้มีสิ่งที่เรียกว่าบาป หรือความผิดอยู่ที่สิ่งนั้น ๆ คือที่ กาย วาจา ใจ. อีกอย่างหนึ่ง เขาเรียกว่าทวาร กาย วาจา ใจ นี่ แทนที่จะเป็นตัว ตั้งตัวตีอย่างนี้ เขากลับไปเรียกทวารเสียก็มี : กายทวาร วจีทวาร มโนทวาร แปลว่าประตูที่จะเปิดรับอะไรเข้ามา. ทางกายก็รับอะไรเข้ามาได้ ทางวาจาก็ รับอะไรเข้ามาได้ ทางจิตก็รับอะไรเข้ามาได้ ซึ่งเป็นความผิด บาปก็ได้ เป็นความ ดีก็ได้ ; อย่าให้มีจิตบาปจึงจะเรียกว่า มีธรรมะ ในที่นี้. กาย วาจา ใจ นี้ มันเป็นสิ่งที่รวมกลุ่มกันอยู่ พอที่จะเรียกว่าเป็นตัว ได้ เป็นตัวคน เป็นตัวบุคคลได้ ; บุคคลต้องมีกาย วาจา ใจ ที่ทำหน้าที่อยู่. ความหมายหรือความสำคัญมันอยู่ที่การทำหน้าที่ทางกาย ทางวาจา ทางใจ นี่มัน จึงจะมีค่าขึ้นมา คือไม่ใช่คนตาย. ทำได้อย่างนี้ก็เรียกว่ามีธรรมะเป็นแผ่นดิน, ทำแผ่นดินให้เป็นธรรมะ คือมีกาย วาจา ใจ เป็นธรรมะ, หรือมีกาย วาจา ใจ เป็นแผ่นดินสำหรับธรรมะ. เขาเรียกแทนกันก็ได้ ธรรมะกับแผ่นดินนี้เรียก แทนกันได้ ในกรณีสูงสุดอย่างนี้แล้ว ก็เรียกว่าเป็นธรรมะที่เป็นแผ่นดิน. ถ้าเราจะแยกออกไปก็ได้ : กาย วาจา ใจ เป็นแผ่นดิน เพื่อเป็นที่ อาศัยของธรรมะ ; แต่ถ้ามีธรรมะจริง ๆ แล้ว ก็เป็นธรรมะไปเสียทั้งเนื้อทั้งตัว คือ กาย วาจา ใจ เป็นธรรมะไปเสียเอง ; แล้วบุคคลนั้น บุคคลที่สมมติ นั้นก็เป็นธรรมะไปเสีย เป็นตัวธรรมะไปเสีย ไม่ใช่ตัวกู - ของกูของกิเลส แล้ว เป็นตัวของธรรมะไปเสีย. นี่เรียกว่าทำธรรมะให้อยู่กับเนื้อกับตัวก่อน เมื่อทำได้ เมื่อมันอยู่กับเนื้อตัวจริง ๆ แล้ว เนื้อตัวมันกลายเป็นธรรมะไปเสียเอง มันเป็นสองครั้งอยู่.
น.177 เดี๋ยวนี้เรากำลังต่อสู้; เพราะว่าเราทำผิดอยู่ ต้องแก้ไขต้องเปลี่ยน แปลง จึงใช้คำพูดว่า ทำธรรมะให้อยู่กับเนื้อกับตัว ด้วยความพยายาม อย่างยิ่ง. เมื่อทำไปได้เป็นปรกติแล้ว ธรรมะก็กลายเป็นเนื้อตัวไปเสีย มีเนื้อตัว เป็นธรรมะไปเสีย ก็เลยเป็นแผ่นดิน ที่เป็นตัวธรรมะอย่างสมบูรณ์, นี่ ธรรมะ ที่เป็นเสมอด้วยแผ่นดินก็เป็นอย่างนี้ เป็นที่พึงปรารถนาอย่างยิ่ง. ปัญหามีว่า เมื่อไม่มีตัวตน ใครจะเป็นผู้ทำใครในภาษาคน ในที่นี้ อยากจะพูดไปในทำนองตอบปัญหา ซึ่งอาจจะมีผู้ถาม คือจะถูก ถามว่า ใครจะเป็นผู้ทำใคร ? ในเมื่อพูดอยู่เสมอว่า ไม่มีตัว ไม่มีตน มีแต่ ธรรมชาติ นี่พวกนักค้าน ที่เขาอยากจะค้าน เพราะว่าเขาไม่อยากจะปฏิบัติก็มักจะ ถามว่า เมื่อไม่มีตัวมีตนแล้ว ใครเล่าจะเป็นผู้ประพฤติธรรมะ หรือเสวยผลของ การปฏิบัติธรรมะ ? ถ้าถูกถามอย่างนี้ ก็อย่าลืมหลักที่พูดแล้วพูดอีก บอกแล้ว บอกอีกว่าเรื่องของธรรมะทุกเรื่อง ให้แบ่งออกเป็น ๒ ชั้น หรือ ๒ ระดับ คือเป็น ชั้นศีลธรรม และเป็นชั้นปรมตล์ อย่างที่พูดมาแล้วในครั้งที่แล้ว ๆ มานี้. ถ้าชั้นศีลธรรมก็พูดเป็นภาษาคน ถ้าเป็นปรมัตถธรรม ก็พูดเป็น ภาษาธรรม ; ถ้าพูดภาษาคนก็มีตัวมีตน พูดอย่างภาษาของคนที่มีตัวตน. ถ้า พูดอย่างปรมัตถธรรม ก็ไม่มีตัวตน มีแต่ธรรมชาติ : สุทฺธิ ธมฺม สมุปปนฺนา สุทฺธิ สงฺขาร สฺตตึ. ภาษาบาลีนี้ไม่ต้องเอาก็ได้ คือว่า มีแต่ธรรมชาติ ล้วน ๆ เกิดขึ้น มีแต่ธรรมชาติล้วน ๆ สืบต่อกันไป. อธิบายคำว่า ไม่มีคน นี่อธิบายอย่างนี้ : ธรรมชาติล้วน ๆ สักว่าธาตุตามธรรมชาติ, นี่ธรรมชาติ ล้วน ๆ มีอยู่ ปรากฏอยู่เป็นดิน น้ำ ลม ไฟ; ไม่ใช่ว่ามันไปรวมกันเข้าแล้ว มัน ทำความรู้สึกได้ แล้วความรู้สึกนั้นจะเป็นตัวตน สำหรับกลุ่มที่มันไม่รู้
น.178 นี้เป็นอันเรียกว่า ความสืบต่อของธรรมชาตินั้น มันมีการสืบต่อกัน เรื่อยไม่ขาดตอน สุทธิ สงฺขาร สฺตฺติ. สงฺขาร แปลว่า เครื่องปรุงแต่ง สิ่งปรุงแต่ง การปรุงแต่ง หรือสิ่งซึ่งมีการปรุงแต่งในตัวมันเอง ; สนฺตฺตึ- การสืบต่อกันไม่ให้ขาดตอนได้. เพราะมันมีการสืบต่อกันแห่งการปรุงแต่งไม่ ขาดตอน หรือว่า เพราะมีการปรุงแต่งที่ ไม่ขาดตอนนั้น มันจึงมีสิ่งที่รู้สึก คิดนึกได้, และกำลังเป็นไปอยู่, เป็นไปอยู่. สิ่งที่เรากำลังเรียกกันอยู่เดี๋ยวนี้ว่า คน นั้น นั่นเป็นเพียงธรรมชาติ ล้วน ๆ เกิดขึ้น แล้วมันเป็นเพียงการปรุงแต่งที่สืบต่อกันไม่ขาดสาย. คำ บัญญัติเฉพาะ อย่างนี้สำคัญมาก ขอให้พยายามเข้าใจไว้เรื่อย ๆ ; แต่เมื่อคน ไม่มองเห็นอย่างนี้ ก็เอาตามความรู้สึก ที่รู้สึกอยู่ในใจจริง ๆ ก็ว่า กู ขึ้นมา, ว่า ของกู ขึ้นมา. ถ้าเมื่อถามว่า ใครเป็นผู้ทำแก่ใคร ที่ทำให้มีธรรมะเป็นเนื้อ เป็นตัวนี้ ? ก็ตอบโดยภาษาศีลธรรม ภาษาคน นี้ว่า ก็ตนนั่นแหละ, ตัวกูที่มีความรู้สึกอยู่ว่า ตัวตน ตัวกู - ของกู นี้. แต่ให้มันเป็นความรู้สึกที่ดี ที่ถูกต้อง เช่นว่า จะต้องรักตน สงวนตน ช่วยตน หรือทำที่พึ่งให้แก่ตน ; นี่หมายความว่า มันมีตน จะเอาตนฝ่ายข้างดี. ถ้ามีตัวตน ก็ให้มีความรักตน อย่างถูกต้อง, แล้วก็สงวนตนไว้ ให้ถูกเรื่องถูกราว กระทั่งว่าช่วยตนด้วยตน ; คนอื่นนั้นช่วยไม่ได้ และในที่สุดก็ทำที่พึ่งให้แก่ตนสำเร็จ. นี้หมายความว่า คนพวกนั้นเขาไม่มีความรู้เรื่องอัตตา เรื่องสุญญตา เรื่องปรมัตถ์อะไร : โดยเฉพาะลูกเด็ก ๆ ที่เขายังไม่รู้อะไรมาก แล้วก็จะมาเรียน ธรรมะ เรียนศีลธรรม นี้จะต้องมีตัวมีตนแน่. เมื่อพูดกันด้วยภาษาคนเท่านั้น
น.179 ก็ให้มีตนนั่นแหละ, เมื่อตนมีตัวตนอยู่ที่ไหน ก็เอาตนนั่นแหละ มาทำให้ตน นั้นประกอบอยู่ด้วยธรรมะทั้งเนื้อทั้งตัวเลย. ถ้าเขาหาไม่ได้ ก็หมายความว่า เขาไม่รู้จักตัวตน ก็ต้องเอาตัวคนที่เป็นมายาเท่าที่เขารู้นั่นแหละ มาเป็นผู้ทำการ ช่วยตน. ที่จริงมันก็เป็นอยู่อย่างนั้นตลอดเวลา เป็นเด็ก ๆ แล้วโตขึ้นมา แล้ว ขวนขวายอย่างนั้นอย่างนี้ เล่าเรียนอย่างนั้นอย่างนี้ ประกอบอาชีพอย่างนั้นอย่างนี้ ; มันก็ไม่ ได้มีตัวตนที่แท้จริงที่ไหนเลย เหมา ๆ กันเท่านั้นเอง ว่า หมดนี้เป็น ตัวฉัน, มีความรู้สึกที่เป็นจิตใจ อยู่เป็นส่วนสำคัญอยู่ข้างใน. จิตใจนั้นมันบันดาลไปอย่างไร ก็เอาอย่างนั้นแหละเป็นตัวตน ; แล้วร่างกายนี้มันก็ทำตามคำสั่งของจิตใจนั้น. เอาตัวตนชนิดนั้น เป็นผู้ทำที่พึ่ง ให้แก่ตน ; นี่ก็ยุให้เรารักตนให้มาก ๆ สงวนตนให้มาก ๆ เอาให้ดีอย่างที่สุดเข้าไว้ แล้วทำที่พึ่งให้แก่ตนไปเรื่อยเถอะ ในที่สุดมันก็จะไปถึงจุดที่อยู่ฝ่ายโน้น คือฝ่าย ปรมัตถธรรม. เพราะว่า ตน หรือ กิเลสนี้จะพิสูจน์ความยุ่งยากลำบาก มีปัญหา หรือมายาให้เห็นออกมาเรื่อย ๆ อย่างน้อยก็เมื่อแก่เฒ่าชราลงไป จะพบความจริง ข้อนี้ได้ คือ ไม่มีตัวตน. ปัญหาว่าใครเป็นใครในทางภาษาธรรม ทีนี้ เราจะพูดพร้อมกัน เราก็แยกพูดเป็นเรื่อง ๆ เป็นเรื่องของปรมัตถ์ อีกส่วนหนึ่ง เพราะว่าเด็กบางคนอาจจะฉลาด หรือจะเข้าใจเรื่องนี้ได้ อย่างใน พระบาลีมีพูดถึงพระอรหันต์ อายุ ๑๕ ปี อยู่ ๒ - ๓ องค์ เราไม่เชื่อก็ได้ แต่ถ้า เราอยากจะเชื่อ เราก็ถือว่า เป็นบุคคลพิเศษ ซึ่งสามารถเข้าใจปรมัตถธรรมได้ ตั้งแต่อายุยังน้อย ๆ.
น.180 เมื่อถามว่า ใครเป็นผู้ทำแก่ใคร ในภาษาธรรม โดยปรมัตถธรรม ก็ตอบว่า ธรรมชาติ คำเดียวล้วน ๆ. ธรรมะในความหมายของธรรมชาติ หรือธรรมชาติที่รวมเรียกสั้น ๆ ว่า ธรรมะ ธรรมชาตินี่เป็นสิ่งที่กระทำ, จะเรียกว่า ธรรมะก็ได้ จะเรียกว่าธรรมชาติก็ได้ ; มันเป็นสิ่งที่กระทำ โดยบทที่บอก เมื่อตะกี้นี้ว่า โดยบทว่า สุทฺธํ สงฺขาร สนฺตฺตึ ; สังขาร คือ การปรุงแต่ง ตามธรรมชาติ มันติดต่อกันไม่ขาดสาย. มันเป็นไปอย่างธรรมชาติแห่งการ ปรุงแต่งล้วน ๆ มันยังมีวิวัฒนาการได้ ถึงกับเกิดพระพุทธเจ้าได้ โดยไม่ต้องมี ตัวตน หรือธรรมชาติเป็นผู้ทำ ; เมื่อจิตรู้สึกสิ่งต่าง ๆ อยู่ ร่างกายนี้ไปทำผิดเข้า เกิดเป็นความทุกข์ขึ้นมา จิตนี้ก็รู้สึกอยู่, ไปทำถูกเข้า ก็มีความรู้สึกเป็นสุขขึ้นมา จิตนั้นก็รู้สึกอยู่. ความจัดเจนของจิตนั้นก็คือ สุทฺธํ สงขาร สนฺตตึ ไม่ใช่ตัวตน อะไรที่ไหน ; การปรุงแต่งที่มันเป็นไปในทางจิต สืบต่อไปอย่างดี ก็มีความ รู้สึกที่ดี ที่สูงขึ้นไปได้. ความเข็ดหลาบมันก็มีได้ ในความรู้สึกของจิต โดย ไม่ต้องมีตัวตนที่เข็ดหลาบ เพราะมันก็ไม่มีตัวตนผู้กระทำอยู่แล้ว. มันเป็นการ กระทำของกลุ่มของสังขาร คือ การปรุงแต่งที่สืบต่อกันไป คือ รูป ร่างกาย เจตสิก จิตใจนี้, มันเป็นกลุ่มของธรรมชาติที่ทำกันไป. ความรู้สึกอะไรเกิดขึ้น ก็จะเอาความรู้สึกนั้นเป็นตัวตน ; แต่ถ้ามารู้เสียถึงความจริงแล้ว มันก็ไม่เอามา เป็นตัวตน. ความรู้สึกนั้นมันเป็นสติปัญญาขึ้นมา จึงเกิดความรู้สึกที่เปลี่ยนไปตาม experience ต่าง ๆ ที่มันมีมากขึ้น ๆ ก็เลยมีความเข็ดหลาบเกิดขึ้นได้ โดยที่ไม่ต้อง มีตัวผู้เข็ดหลาบ. ความเข็ดหลาบมันเกิดขึ้นได้ แล้วจิตก็รู้สึกที่จะบังคับร่างกาย อะไรนี้ ให้เป็นไปในทางที่ไม่กล้าทำอีก เพราะมันมีอะไรพร้อมอยู่ในนั้น ; เช่น
น.181 เราเอามือไปถูกไฟเข้า มันหดกลับทันที. นี่เป็นเรื่องของตัวตน หรือว่า เป็น เรื่องธรรมชาติ ของกายและจิต ; ไปคิดดูในข้อนี้. ทีนี้ ความรู้สึกอันนี้มันสูงขึ้นไปกว่าความเข็ดหลาบ มันก็เกิดเป็น ความรู้สึก ที่เป็นธรรมะที่สูงขึ้นไปอีก เช่น ความละอาย ความกลัว ความ ระมัดระวัง กระทั่งมีปัญญาสูงสุดเกิดขึ้น เพราะมี experience มากขึ้น ๆ ; นั้น มันเป็นตัวปัญญาทั้งนั้นแหละ. เมื่อปัญญามียิ่งขึ้นไปๆ มันก็บังคับร่างกายนี้ ให้ทำไปตามความรู้สึกของปัญญาที่ยิ่งขึ้นไป ๆ ฉะนั้น การกระทำมี ได้ แต่ตัวผู้ กระทำมิได้มี. หลักพุทธศาสนาที่ว่า เป็นอนัตตา เป็นสุญญตา เขาก็มีอย่างนี้ : เป็นนาม และรูปล้วน ๆ ปรุงแต่งกัน ในลักษณะที่เรียกว่า สังขาร คือ การปรุงแต่ง อย่างติดต่อกันไป, เกิดความรู้สึก เกิดความฉลาดอะไรก็ได้ กระทั่งมีการกระทำกรรมที่ดี แล้วก็หลุดพ้นจากความทุกข์ไปได้. ที่เราสมมติ เรียกว่า นิพพาน นั่นแหละ มีการกระทำ มีได้สมบูรณ์ ; แต่ตัวผู้กระทำไม่มี การรับผลของการกระทำก็มีได้ แต่ว่าไม่มีตัวผู้รับผลของการกระทำ ; มัน เป็นแต่ตัวธรรมชาติล้วน ๆ แล้วเป็นนิพพาน. การบรรลุนิพพานนั้นมี ได้ แต่ตัวผู้บรรลุนิพพานมิได้มี; นี่ภาษา ปรมัตถธรรมเขาว่าอย่างนี้ คือ ไม่มีช่องตรงไหน ที่จะเรียกว่าเป็นตัวตนได้ เพราะว่า เป็นการเกิดขึ้นแห่งธรรมชาติล้วนๆ ให้การสืบต่อแห่งสังขารทั้งหลายล้วน ๆ เป็นไป. พอมาถึงตอนนี้แล้ว อ้าว, เหลือบดูที่ ที่ไหนได้ มันเป็นธรรม ไปหมดแล้วทั้งเนื้อทั้งตัว ; เนื้อตัวมันเป็นธรรมไปเสียแล้ว เป็นธรรมชาติอัน
น.182 ถูกต้อง เป็นธรรมไปทุกแง่ทุกมุมเลย. หน้าที่ ในการทำธรรมะให้อยู่กับเนื้อ กับตัว ก็เสร็จไปเสียแล้ว จนเนื้อตัวมันเป็นธรรมะไปเสียแล้ว. พุทธบริษัทต้องทำหน้าที่ให้ธรรมะอยู่กับเนื้อกับตัว บัดนี้เรามาพูดกันถึงบุคคลที่ยังเป็นไม่ได้ถึงอย่างนั้น ซึ่งเรียกว่าหน้าที่ ; เพราะยังถูกผูกพันอยู่ด้วยหน้าที่ ยังไม่ได้เป็นพระอรหันต์ที่อยู่เหนือหน้าที่ ยังเป็น คนธรรมดาสามัญ ที่อยู่ ใต้หน้าที่ แล้วหน้าที่ก็บังคับให้กระทำ แล้วเราก็ทำ มาเรื่อย ตามหน้าที่ที่จะต้องกระทำ ตามแบบของพุทธบริษัท. นี่มาบอกให้เห็นว่า หน้าที่อันสำคัญอันหนึ่ง ขอให้พยายามทำ คือทำให้ธรรมะอยู่กับเนื้อกับตัว อยู่ตลอดเวลา แล้วก็อบมันไว้ จนกว่าเนื้อตัวมันจะกลายเป็นธรรมะไปเสีย ถ้าเราไม่พยายามทำ มันก็ไม่มี, ถ้าไม่พยายามรักษาไว้ มันก็หนีหายไปเสีย ต้องทำให้มี แล้วก็รักษาไว้ ให้ได้ จนกว่ามันจะกลายเป็นนิสัยสันดานอันใหม่ คือเป็นเนื้อเป็นตัว เป็นธรรมะไปเสียเลย. ขอให้ถือว่า นี้เป็นหน้าที่ประเสริฐสูงสุดของมนุษย์ คือหน้าที่ ใน การทำธรรมะให้อยู่กับเนื้อกับตัวก่อน ; ต้องเจตนาจะทำ ต้องขวนขวายจะทำ ต้องพยายามอย่างยิ่ง ต้องอดกลั้น อดทน ไปตามเรื่องของการกระทำ จนกว่า มันจะสำเร็จผล เป็นเนื้อเป็นตัวของธรรมะไปแล้ว จึงจะไม่ต้องเหน็ดเหนื่อย ในการกระทำนี้อีก. การบรรยายวันนี้ก็พอสมควรแก่เวลา ยุติไว้เพียงเท่านี้ก่อน.
Buddhadasa