น.183 ท่านนักศึกษา ผู้มีความสนใจในธรรมทั้งหลาย, การบรรยายโดยหัวข้อว่า ธรรมะเสมอด้วยแผ่นดิน เป็นครั้ง ที่ ๗ ในวันนี้จะได้กล่าวโดยหัวข้อย่อยว่า ความถูกต้องนั่นแหละ คือ ธรรมที่ควรอยู่กับเนื้อกับตัว ขอให้ทบทวนไปถึงการบรรยายในครั้ง ที่แล้วมาเสมอ เพื่อจะได้มีความเข้าใจเรื่องติดต่อกันโดยลำดับ. เราตั้งต้นการบรรยายด้วยการบอกให้ทราบว่า ธรรมะนั้นถ้า เปรียบก็เสมอด้วยแผ่นดิน ซึ่งเป็นที่รองรับสัตว์ทั้งหลาย คือธรรมะจะ รองรับบุคคล ทั้งโดยทางร่างกาย และโดยทางจิตใจ ให้อยู่ในสภาพ ๑๕๐
น.184 ที่ไม่จมลงไป ธรรมะจึงเปรียบเสมือนกับแผ่นดิน. และได้ชี้ให้เห็น ต่อมาอีกว่า การจัดการกับแผ่นดินคือธรรมะนั้น นั่นแหละคือหน้าที่ ; ถ้าเรามีแผ่นดินแล้วไม่จัดการกับแผ่นดิน ก็ไม่ได้รับประโยชน์อะไร การจัดการกับแผ่นดินตามที่ควรจะจัดนั้น เรียกว่า หน้าที่ คือจัดการกับ ธรรมะ ให้สมควรแก่กรณีนั้น ๆ เรียกว่าหน้าที่. การทำหน้าที่นั้น จะต้องมีผลโดยสมควรแก่การกระทำเสมอ และ ให้มองผลในลักษณะที่แท้จริง ตามหลักเกณฑ์ของธรรมชาติ ; ไม่มองแต่เพียง เป็นเรื่องสมมติของมนุษย์ ซึ่งมองกันแต่ผลพลอยได้ที่ตัวต้องการเงินเป็นต้น. หน้าที่ก็มีมากมาย แต่ละหน้าที่ก็ต้องมีผลเป็นปฏิกิริยาออกมาโดยสมควรแก่หน้าที่ เสมอ นั้นเป็นที่แน่นอน ; ส่วนผลพลอยได้ ที่ว่าจะได้เงิน หรือได้ชื่อเสียงนั้น ยังไม่แน่ ยังเป็นเรื่องอีกชั้นหนึ่ง หรือเป็นเรื่องสมมติอีกชั้นหนึ่ง. หน้าที่โดยตรงของพวกเราก็คือ หน้าที่ตามแบบของพุทธบริษัท ให้สมกับบุคคล ที่เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน. ไปทบทวนดูใหม่ ได้พูดกันโดย รายละเอียดแล้ว ที่มีหน้าที่ซ้อนขึ้นมาว่า มีหน้าที่ในการที่จะมีธรรมะให้ถูกหน้าที่, ก็มีหลายหน้าที่หลายกรณี หลายแบบ หลายฉบับ. เราจะต้องมีหน้าที่ ต้อง ยอมรับว่า เป็นหน้าที่ที่จะมีธรรมะ หรือใช้ธรรมะ หรือแผ่นดินนั้น ให้ถูกกับ หน้าที่ทั้งหลายนั้นอีกทีหนึ่ง. ดูจะเป็นเพราะความบกพร่องในข้อนี้ ที่เราไม่ได้ รับประโยชน์จากธรรมะ สมตามที่ธรรมะเป็นสิ่งประเสริฐสุดสำหรับมนุษย์. ทีนี้ จำกัดเข้ามา เรามีหน้าที่ในการทำให้ธรรมะนั้นอยู่กับเนื้อกับตัว ; ธรรมะในที่นี้หมายถึง หน้าที่ ที่จะต้องกระทำอย่างถูกต้อง จนกระทั่งมีผลเกิดขึ้น โดยสมควรแก่หน้าที่นั้น. หรือกล่าวอีกที่หนึ่ง ก็ให้ทำหน้าที่นั่นเอง ; อย่าพูด กันแต่ปาก. การทำให้ธรรมะมีอยู่จริง ๆ ที่เนื้อที่ตัวจริง ๆ นั้น ก็เป็นหน้าที่
น.185 ทีนี้ในวันนี้ ‘จะได้พูดถึงโดยหัวข้อ ดังที่กล่าวแล้วข้างต้นว่า ความ ถูกต้องนั่นแหละเป็นธรรมที่ควรจจอยู่กับเนื้อกับตัว. ฟังดูคล้าย ๆ กับกำปั้นทุบดิน ใช้คำว่า "ถูกต้อง" มันก็ไม่มีทางจะผิดได้ ; แต่แล้วก็ไม่สำเร็จ ประโยชน์อยู่นั่นเอง. ความถูกต้อง เป็น สิ่งที่มีปัญหามากแง่มากมุม คำว่า "ความถูกต้อง" นั้น มีมากแง่มากมุม, แล้วทำให้เกิดเป็น ปัญหาขึ้นมาหลายแง่ หลายมุม เกี่ยวกับความถูกต้อง จนเรามาเถียงกันเรื่องความ ถูกต้อง เถียงกันเป็นการใหญ่ ขนาดเข้าสภา อย่างนี้เป็นต้น. นี่คือความที่ไม่รู้ หรือความหลับหูหลับตา ต่อสิ่งที่เรียกว่าความถูกต้อง : ปัญหาอย่างนี้มีทั่วไป ทั้งโลก ซึ่งเป็นความถูกต้องที่มองกันคนละแง่คนละมุม นี่อย่างหนึ่ง. แล้วก็ มองกันโดยบุคคลคนละประเภท คนละหน้าที่การงาน หรือว่าคนละอย่าง ๆ ซึ่งมี วัฒนธรรมต่าง ๆ กัน มีศาสนาต่าง ๆ กัน มีอะไรต่าง ๆ กัน จึงมองความถูกต้อง ต่าง ๆ กัน ไม่ค่อยจะตรงกัน. เดี๋ยวนี้คนมีปัญญามากขึ้นในโลกนี้ จนปัญญาเพื่อไปในทางปรัชญา ปัญหาเรื่องความถูกต้องมันก็ต้องมีมากขึ้น ยิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก ; แม้แต่คำว่า "ปัญญา" กับคำว่า "ปรัชญา" นี้ก็เกิดเป็นปัญหา ที่ทะเลาะกันขึ้นมาเสียแล้ว โดย กำเนิดเดิมของคำ ๒ คำนี้ เป็นคำ ๆ เดียวกัน. คำว่า ปัญญา ในภาษาบาลี กับคำว่า ปรัชญา ในภาษาสันสกฤต นี้เป็นคำ ๆ เดียวกัน ที่มีความหมายอย่างเดียวกัน. มาถึงสมัยนี้ก็เกิดทะเลาะกัน แล้วคำว่าปัญญานี้ คงใช้อยู่ในความหมายเดิม แต่คำว่าปรัชญานั้น เอาไปใช้ เป็นคำแปลของคำว่า philosophy ของทางฝ่ายตะวันตก. philosophy ไม่ใช่ปัญญา
น.186 มันเป็นเพียงความสงสัยอยากรู้ แล้วกำลังค้นหาอยู่ด้วยปัญญาชนิดที่เอาแน่นอน ไม่ได้ หรือเป็นปัญญาที่ยังไม่ใช่ปัญญา, ก็เลยเตลิดเปิดเปิงไป อย่างไม่มีที่สิ้นสุด. เมื่อมองดูความถูกต้องตามทางปรัชญาแล้ว ก็ไม่มีทางจะพบได้ คือพบได้แล้ว แต่ก็มากจนไม่รู้ว่าอันไหนจะถูกต้อง พบกันไปอย่างนั้น. นัก ปรัชญา ก็ยังเถียงกันมาหลายร้อยปี หลายพันปีแล้ว อะไรคือความจริง? อะไร คือความถูกต้อง ? นี่ก็ยังเถียงกันอยู่จนบัดนี้. ความถูกต้องตามทางปรัชญานั้น มีมากแง่มากมุมอยู่เสมอ. ถ้าเป็นความถูกต้องทางจริยธรรม หรือทางศาสนา มันก็ไปอีก ทางหนึ่ง มันมีหนทางของมันไปอีกทางหนึ่ง, และมักเป็นเรื่องที่บัญญัติไว้ตายตัว ไม่ต้องเถียงกันอีก คือ พิสูจน์ได้ในการกระทำนั้น ว่าดับทุกข์ได้จริงหรือไม่ เป็นความถูกต้องตามหลักของศาสนา กระทั่งออกไปเป็นศีลธรรม กระทั่งออกไป เป็นปรัชญาของศีลธรรม ที่เรียกว่าจริยธรรมนี้ ก็ยังพอดูได้ คือค่อนข้างจะตายตัว ; อย่าเอาไปเข้ารูปปรัชญาสากลของเขาก็แล้วกัน. ความถูกต้องตามแบบจริยธรรม หรือศาสนานี้ ก็มีอีกแบบหนึ่ง นี่ฝ่ายนี้เป็นอย่างนี้. อีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งก็มีปากเสียงมากเหมือนกัน คือฝ่ายกิเลส ฝ่ายโมหะ ฝ่ายอวิชชา ฝ่ายอันธพาล เขาก็มีความถูกต้องของเขาอีกแบบหนึ่ง เป็น ความถูกต้องของกิเลส. นี่จะรับได้ไหวเฉพาะแต่ผู้ที่มีกิเลส หรือบูชากิเลส จึงจะ รับเอาความถูกต้องอย่างนั้นได้ ; เลยกลายเป็นความถูกต้องของคนมีกิเลส ของ คนอันธพาลไป เขาก็อ้างความถูกต้องเหมือนกัน อ้างสิทธิอันชอบธรรมเหมือนกัน คือ เขาจะต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้.
น.187 ความถูกต้องมีมากแง่มากมุมอย่างนี้ ยิ่งไปถือตามหลักปรัชญา ก็ยิ่ง ไม่มีที่สิ้นสุด ยังเดินอยู่เรื่อย. ถ้าไปถือตามหลัก logic หรือตรรก มันก็แกว่ง เหลือประมาณ ดิ้นไปดิ้นมาข้างนั้นข้างนี้ได้รอบตัว. ที่เป็นความถูกต้องตาม ตรรกนี้ เดี๋ยวเป็นขาว - เดี๋ยวเป็นดำ, เดี๋ยวดำเป็นขาว - เดี๋ยวขาวเป็นดำ ; แล้วแต่ เหตุผลจะมีขึ้นมาอย่างไร. ฉะนั้นเลิกพูดกันดีกว่า สำหรับความถูกต้องตามแบบ นั้น ๆ ; เอาความถูกต้องตามหลักของพุทธศาสนาดีกว่า. นี้ไม่ใช่พูดเข้าข้างฝ่ายตัว ว่าเราเป็นพุทธก็จะเอาแต่ข้างฝ่ายพุทธ ; เรามีข้อพิสูจน์ มีสักขีพยาน ที่จะพิสูจน์ ถึงความถูกต้อง ที่จะได้ว่ากันต่อไป. ฉะนั้น ขอให้ถือว่า หัวข้อสำหรับบรรยายที่ว่า ความถูกต้องนั่นแหละคือธรรมะ ที่ ควรอยู่กับเนื้อกับตัว นี้ย่อมหมายถึงความถูกต้อง ตามหลักของพระพุทธ- ศาสนา, เป็นหลักธรรมในพุทธศาสนา. ทีนี้ แม้จะถือตามหลักของพุทธศาสนา ก็ยังจะต้องแบ่ง ออกเป็น ๒ พวกอยู่นั่นเอง : พวกที่ ๑ ความถูกต้องในกรณีที่ได้วางไว้เป็นหลักเป็นเกณฑ์ อย่างตายตัวแล้ว ไม่มีปัญหาอะไรอีก อย่างนี้ก็มี เป็นความถูกต้องอยู่ประเภทหนึ่ง เป็นหลักอยู่ประเภทหนึ่ง. พวกที่ ๒ ประเภทที่มีกรณีเป็นปัญหา ที่เกิดขึ้นมาใหม่ คือเรา ยังไม่รู้หลักเกณฑ์อันนั้น, หรือว่าเป็นสิ่งที่เพิ่งเกิด เพิ่งมีขึ้นในยุคปัจจุบันนี้ ไม่เคยมีมาก่อน. เรื่องนั้นหรือวัตถุสิ่งนั้น อะไรทำนองนั้นมิได้เคยมีในกาลก่อน ก็เลยเกิดเป็นปัญหาขึ้นมา ; หรือถ้าจะกล่าวอีกทีหนึ่งก็ว่า เป็นเรื่องที่เพิ่งได้ยิน
น.188 ได้ฟังใหม่ มีผู้นำมาพูดกันใหม่ แล้วก็มาบอกว่า นี้ดีนี้ถูกต้อง อย่างนี้ก็มีอยู่ ส่วนหนึ่ง. เราต้องระวังความถูกต้องให้เป็นไปตามลักษณะของมันแล้วแต่เป็น กรณีของเรื่อง ของสิ่งที่ได้วางไว้ เป็นหลักเป็นเกณฑ์ตายตัวแล้ว นี้อย่างหนึ่ง ซึ่งมีความถูกต้องที่เข้าใจง่าย. ส่วนเป็นกรณีที่เป็นของใหม่ เป็นปัญหาใหม่ นี่ก็มีความถูกต้องที่ยังจะต้องมีหลักเกณฑ์สำหรับจะตัดสินต่อไปอีกทีหนึ่งเหมือนกัน. ความถูกต้องตายตัวนั้น คือหลักธรรมในพุทธศาสนา ต่อไป จะได้พูดกันถึงเรื่องความถูกต้อง ที่เป็นหลักเกณฑ์ ที่ได้วางไว้ ตายตัวแล้วก่อน เป็นเรื่องแรก : นี่ก็คือหลักธรรมะต่าง ๆ ในพระพุทธศาสนา ที่ได้ตรัสไว้อย่างชัดเจน ที่ได้เลือกเอามาหมวดหนึ่งซึ่งเป็น หมวดที่สำคัญที่สุด หรือเป็นที่รวบรวมแห่งพุทธศาสนาทั้งหมด จนถึงกับว่าเมื่อพระพุทธองค์จะตรัสถึง วิถีทางที่จะแก้ปัญหาใด ๆ แล้ว จะตรัสถึงธรรมะหมวดนี้. ขอให้จำชื่อไว้ให้ดี ๆ คือหมวดชื่อว่า อัฏฐังคิกมรรค มรรคมีองค์แปดประการ อันประเสริฐ อย่างนี้ก็มี ; แล้วมีชื่อเรียกอย่างอื่นว่า มัชฌิมาปฏิปทา คือการปฏิบัติ ที่เป็นไปในทางสายกลางก็มี, คือถูกต้อง เพราะเป็นสายกลาง อย่างนี้ก็มี, แต่ว่าเรียกกันง่ายๆ ในเวลานี้ว่า มรรคมีองค์แปด. ขอย้ำในข้อนี้ สำหรับผู้ที่ยังใหม่อยู่ ว่า อย่าได้ใช้คำพูดนี้ผิด โดย ความสะเพร่า เช่นไปเรียกว่า มรรค ๘ เข้า ; อย่างนี้มันผิด, ยังมีพูดกัน ผิด ๆ กันอยู่มาก. อันนี้แม้ในประเทศไทยเรา ก็ยังพูดผิด ๆ กันอยู่ว่า มรรค ๘ นี้ผิดจากพระพุทธวัจนะ กล่าวตู่พระพุทธวจนะ , อย่าได้พูดผิดตามเขาว่ามรรค ๘. ขอให้พูดว่า มรรคมีองค์แปด ; หมายความว่า มรรคนั้นทางเดียว สายเดียว
น.189 แต่ประกอบด้วยองค์ประกอบ ๘ องค์ ; เรียกว่ามรรคมีองค์แปดไว้เสมอ อย่าเรียก ว่ามรรค ๘. พูดถึง ตัวมรรคมีองค์แปด ก็คือชื่อที่สวดกันอยู่บ่อย ๆ มรรคมีองค์แปด แจกเป็น สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา สัมมา- กัมมันโต สัมมาอาชีโว สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ; เป็น ๘ สัมมา ด้วยกัน สัมมาแปลว่า ชอบ หรือ ถูกต้อง ; จึงมีความถูกต้องเกิดขึ้น ๘ อย่าง รวมเป็นหนทางสายเดียว. สัมมาทิฏฐิ - มีทิฏฐิถูกต้อง หมายความว่ามีความเห็น มีความเข้าใจ ความรู้ ความเชื่อ อะไรก็ตาม ถูกต้อง เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ. สัมมาสังกัปโป - มีความหวัง มีความปรารถนา มีความใฝ่ฝัน มีความดิ้นรนอะไร ถูกต้อง เรียก ว่า สัมมาสังกัปโป เรียกสั้น ๆ ก็เรียกว่าความดำริถูกต้อง ดำริชอบ ; สองอย่างนี้ เป็นเรื่องของปัญญาความรู้. สัมมาวาจา - มีการพูดจาถูกต้อง มีรายละเอียดมากในหนังสือต่าง ๆ ที่ เรียนกันอยู่แล้ว ไม่ต้องแจกรายละเอียดในที่นี้ให้เสียเวลา ให้สังเกตว่านี้เป็นเรื่อง เกี่ยวกับวาจา. สัมมากัมมันโต - มีการทำงานถูกต้อง. สัมมาอาชีโว - มีการเลี้ยง ชีวิตถูกต้อง สองอย่างนี้เป็นเรื่องทางกาย. สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ สามอย่างนี้เป็นเรื่องทางจิต สัมมาวายาโม - มีความพากเพียร บากบั่น พยายาม ถูกต้อง ; วายาม ก็คือ พยายามในภาษาไทย ซึ่งถอดมาจากสันสกฤต. สัมมาวายามะ หรือสัมมา- วายาโม คือความพากเพียรถูกต้อง นี้เป็นเรื่องทางจิต. สัมมาสติ-มีความระลึก
น.190 ที่เป็นการระลึกประจำอยู่ในใจอย่างถูกต้อง นี้ก็เป็นเรื่องจิต. สัมมาสมาธิ- มี กำลังใจมั่นคงแน่วแน่อย่างถูกต้อง นี่ก็เป็นเรื่องทางจิต เราจะพบเห็นสังเกตได้ง่ายๆ ว่า สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป สอง อย่างนี้เป็นความถูกต้องทางปัญญา ทางความรู้ ทางทฤษฎี ทางหลักวิชา แล้ว แต่จะเรียก. สัมมาวาจา เป็นเรื่องถูกต้องทางวาจา คือการพูดจา. สัมมา กัมมันโต สัมมาอาชีโว เป็นเรื่องถูกต้องทางกาย. สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ เป็นเรื่องถูกต้องทางจิต. นี้แจกออกไปให้เห็นง่าย ๆ ว่าถูกต้อง ทางปัญญา, ถูกต้องทางกาย, ถูกต้องทางวาจา, ถูกต้องทางจิต. สิ่งที่ควรจะสังเกตเป็นพิเศษ ก็คือว่า ทำไมปัญญาต้องมาก่อน ? ที่เราพูดกันติดปากมักจะเอาปัญญาไว้หลัง เช่น ศีล สมาธิ ปัญญา นี้ปัญญาก็อยู่ หลัง, หรือจะพูดแจกเป็น ศรัทธา สมาธิ ปัญญา นี้ปัญญาก็อยู่หลัง รั้งท้าย. แต่นี่ทำไมปัญญามาก่อน ? ผู้ที่เป็นนักสังเกต ก็ควรจะสังเกตเห็นว่า เรื่องนี้ แปลก ว่าทำไมปัญญาจึงมาก่อน. ที่ว่า ปัญญามาก่อน ไม่ว่าหมวดนี้หรือหมวดไหน ก็เป็นการแสดง หลักปฏิบัติ หรือวิธีปฏิบัติโดยตรง. ถ้าแสดงไปตามลำดับความสูงต่ำ หรือ สำคัญมากสำคัญน้อย ปัญญาไปอยู่หลัง เป็นการแสดงตามหลักวิชา หรือ จะเรียกว่า โดยนิตินัยก็ได้. เมื่อพูดเป็นหลักแบบวิชา เป็นหลักสำหรับพูด พูดว่าศีล สมาธิ ปัญญา ; ถ้าพูดอย่างพฤตินัย คือต้องปฏิบัติ ต้องกระทำลงไป จริง ๆ แล้ว จะต้องเอาบัญญามาไว้หน้า แล้วจึงพูดเรื่องศีล เรื่องสมาธิ. ในกรณี มรรคมีองค์แปดนี้ สององค์แรกเป็นปัญญา, สามองค์กลางนั้นเป็นศีล, แล้วอีก สามองค์ข้างท้ายเป็นสมาธิ ; นี่เป็น ปัญญา ศีล สมาธิ
น.191 นี่ สังเกตให้ดี ทำไมเป็นอย่างนี้ ? ผู้ที่สังเกตสักหน่อย อย่าสะเพร่า เลินเล่อก็จะสังเกตเห็นได้เองว่า มันต้องเอาปัญญามาก่อนเสมอ ; เพราะเหตุว่า ก็เหมือนกับดวงตา เราจะทำอะไรได้ก็ด้วยการที่เรามีดวงตา มีการลืมตา มีการ เห็นอยู่ แล้วจึงจะทำไปได้ตามที่ตามองเห็น. ถ้าตาบอดจะทำอย่างไรบ้าง มันก็ ทำไม่ได้ เพราะมัวงุ่มง่าม. ถ้าจะให้สะดวกดีก็ต้องเอาตามาก่อน แล้วร่างกาย เนื้อตัวมันก็ตามไป; ฉะนั้นในการปฏิบัติ ท่านจึงให้เอาปัญญามาก่อน เพื่อว่า จะได้ไม่งมงาย. เดี๋ยวนี้บุคคลเข้ามาสู่ศาสนานี้ด้วยหลับตา คือไม่เอาปัญญามาก่อน เขาจึงโง่ งมงาย ถูกต้ม ถูกหลอก. ถ้าทำตามอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ ก็ไม่มีทางที่จะเป็นอย่างนั้น เพราะเอาปัญญามาก่อน แล้วจึงถึงการกระทำ สัมมาทิฏฐินี้เป็นทฤษฎี : ทิฏฐิ คือคำว่า ทฤษฎี มีทฤษฎี การเห็น ที่ถูกต้อง. เมื่อมีการเห็นถูกต้อง ก็รู้จักปรารถนาให้ถูกต้อง ถูกเรื่อง ที่เรียกว่า สัมมาสังกัปโป ; แล้วก็มีการกระทำ คือ สัมมากัมมันโต, ต่อไป สัมมา- วาจา สัมมาอาชีโว ก็ถูกต้องหมด. ส่วนฝ่ายพวกจิต ได้แก่ สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ นี้เป็นกำลังจิต เป็นกำลังที่จะสนับสนุนการกระทำ ซึ่ง มาทีหลังสุด. อุปมา เรื่อง มรรคมีองค์แปด ถ้าเราจะอุปมาเรื่องมรรคมีองค์แปด เหมือนกับว่า มีการจัดกองทัพ ไปรบราฆ่าฟันอะไรกันนี้ ก็จะได้รูปร่างเหมือนอย่างว่า มีกองทัพหน้า กองลาด ตระเวน กองอะไรที่ออกไปข้างหน้าก่อน นั่นแหละสำคัญที่เป็นเหมือนกับ สัมมาทิฏฐิ แล้วก็จะมีทัพหลวง มีทัพหนุน มีทัพหลัง ‘อะไร ๆ ให้ครบเรื่อง
น.192 สัมมาสมาธินั้นอยู่ทัพหลังสุด เพราะเป็นตัวกำลัง อย่างมหาศาล ซึ่งจะผลัก ดันไป. สัมมาทิฏฐิ เหมือนกองสอดแนมไปข้างหน้า เพื่อหาข้อเท็จจริง ต่างๆ หาวิธีการต่าง ๆ ที่จะให้กองทัพหลวงทำงานได้สำเร็จ. ส่วนที่มีกองทัพ หนุน กองสะเบียง กองอะไรอีก หรือมีกองกำลังอันเข้มแข็งที่สุด, ทุก ๆ อย่าง นี้เก็บไว้ข้างหลัง นี่ จะถูกหรือผิดก็สุดแท้ แต่ว่าเป็นไปตามหลักธรรมะที่พระ- พุทธเจ้าได้ตรัสไว้ เรามาพิจารณาดูแล้ว เราจะเห็นอุปมาในลักษณะอย่างนี้. อย่างไรก็ดี มันต้องถูกต้องแน่นอนที่สุด ตรงที่ว่า สัมมาทิฏฐิต้อง ไปข้างหน้า เหมือนกับเรามีตาสำหรับดูก่อนสิ่งใดหมด. บางทีก็จะเปรียบ ได้เหมือนกับว่าเข็มทิศหรือแผนที่ ซึ่งจะต้องมีก่อน รู้แจ่มแจ้งก่อน จึงจะทำ อะไรไปได้ตามแผนที่หรือแผนการ หรือเข็มทิศ อะไรทำนองนี้. ความถูกต้องที่ได้ทรงวางไว้เป็นหลักแล้ว ก็เช่น เรื่องมรรคมีองค์แปด นี้เป็นต้น เป็นความถูกต้องที่ควรจะมีอยู่กับเนื้อกับตัว ตลอดเวลา. เมื่อพูด ถึงคำว่า ‘เนื้อตัว’ ก็เห็นอยู่แล้ว ว่า ในมรรคมีองค์แปดนั้น มีเรื่องของปัญญา มาหน้า, แล้วเรื่องกาย คือการกระทำ เรื่องวาจาติดตามมา, แล้วก็เรื่องจิต ; ทั้ง ๔ อย่างนั้น คือเนื้อตัวของเรา. ที่สมมติว่าเป็นเนื้อตัว ของเรา คือปัญญามาก่อน แล้วก็วาจา แล้วก็ กาย แล้วก็จิต นี้คือเนื้อตัวของเรา ; ฉะนั้นจึงมีความถูกต้องอยู่ที่สิ่งทั้ง ๔ นี้ หรือสิ่งทั้ง ๘ นี้ ที่ขยายออกไป. นี่ จึงมีความถูกต้องอยู่ที่เนื้อที่ตัวเป็นแน่นอน หากแต่ว่ามันเป็นความถูกต้องที่ตายตัวแล้ว ไม่ต้องวินิจฉัยกันอีกแล้ว. นี่เป็น ประเภทแรกคือความถูกต้อง ที่วางไว้เป็นหลักตายตัวแล้ว.
น.193 ความถูกต้อง ที่เป็นปัญหา เกิดขึ้นใหม่ ทีนี้ก็มาถึงความถูกต้องที่เป็นปัญหา ที่เราได้ยินได้ฟังมาใหม่ หรือ คนนั้นคนนี้มาพูดขึ้นใหม่ ว่าอย่างนั้นซิ อย่างนี้ซิ ในเรื่องที่เราไม่เคยฟังมาก่อน, หรือจะเอาตามเรื่องที่มีกล่าวไว้ ก็คือว่า เมื่ออาจารย์คนนี้มา ก็สอนว่า อย่างนี้ซิ, อาจารย์คนโน้นมา ก็สอนว่าอย่างโน้นซิ, อาจารย์อีกคน ก็สอนว่าอย่างนี้, จนคนฟังเวียนหัวในการสอนธรรมะ สอนวิปัสสนา สอนอะไรต่างๆ อยู่เหมือนกัน จนผู้ฟังไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไร ; อย่างนี้เรียกว่า ความถูกต้องที่ยังไม่รู้ ว่าเป็น อย่างไร ยังเป็นปัญหาอยู่ จะต้องมีหลักอีกอันหนึ่ง. หลักสำหรับความถูกต้อง ที่ยังเป็นปัญหานี้ ผมขอระบุว่า หลักที่ ตรัสไว้ในกาลามสูตรนั่นแหละ เป็นหลักที่ดีที่สุด. ฉะนั้นจำคำว่า กาลามสูตร ไว้บ้าง จะได้พูดจากันง่าย ๆ เช่นผมพูดว่า กาลามสูตร ก็ให้รู้ว่าอะไร. กาลามสูตร คือหลักสำหรับตัดสิน ก่อนแต่ที่จะเชื่อ หรือจะรับเอาว่า เป็นความถูกต้อง นี้ก็มีอยู่ถึง ๑๐ หัวข้อ เป็นสิ่งที่มีค่า ควรแก่การจดจำอย่างยิ่ง : ข้อ ๑. ว่า อย่ารับเอามาเชื่อ ด้วยเหตุ เพราะได้ฟัง ตาม ๆ กันมา คือ ฟังบอกตาม ๆ กันมา. ข้อ ๒. ว่า อย่ารับเอามาเชื่อ เพราะว่า เขาประพฤติกระทำสืบ ๆ ตาม ๆ กันมา ข้อ ๓. อย่ารับเอามาเชื่อ เพราะว่าเขากำลังลือกระฉ่อนกันอยู่ทั้งบ้าน ทั้งเมือง. สามหัวข้อนี้ เป็นประเภทการฟัง ที่เกี่ยวกับการฟัง หรือการที่จะ ไปทำตามผู้อื่น ซึ่งมีอยู่ ๓ หัวข้อว่า อย่ารับเอามาเชื่อว่าถูกต้อง, เพราะว่าเขา
น.194 ได้บอก ๆ ฟัง ๆ ตาม ๆ กันมา หรือว่า เขาประพฤติกระทำกันจริง เป็น tradition เป็นอะไรเช่นนี้ตาม ๆ กันมา, หรือว่า เขากำลังลือกระฉ่อนทั้งบ้านทั้งเมือง ซึ่ง มีอยู่บ่อย ๆ แล้วตลกสิ้นดี. ข้อ ๔. อย่าเชื่อเพราะว่า มีในตำรา หรือในปิฎก บาลีว่า มา ปีฎก สมฺปาเนน อย่าเชื่อเพราะมีในปิฎก คือตำรา คนเดี๋ยวนี้ชอบอ้างตำรา พระพุทธเจ้า ท่านว่า ไม่ให้เชื่อปีฎก หรือตำรา, ทำไมจึงจะเป็นเช่นนั้น เดี๋ยวจะได้อธิบาย พร้อมกัน. ข้อ ๕. อย่าเชื่อเพราะมีเหตุทางตรรก คืออย่ารับเอามาเชื่อทุกคำ อย่ารับเอามาเชื่อ เพราะมีเหตุผลทางตรรก คือ logic พวก reasoning นี่เป็นเรื่อง มีเหตุผลทางตรรก. ข้อ ๖. อย่าเชื่อเพราะมีเหตุผลทางปรัชญา มา นย เหตุ - ทางนัย ทาง logic ทางตรรกนั้นหมายถึงประเภทใช้ reasoning เป็นเครื่องมือ ; ทางนัยะ หรือทางปรัชญานี้มี speculation เป็นเครื่องมือ. ข้อ ๗. อย่ารับเอามาเชื่อด้วยการตรึกไปตามอาการ คือว่า ความคิด ที่เดินไปตามสามัญสำนึก หรืออะไรทำนองนั้น ทางบาลีเขาใช้ว่า อย่าเชื่อด้วยการ ตรึกไปตามอาการ คือตรึกไปตามเหตุผลเบ็ดเตล็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามสามัญสำนึก ที่จะรู้สึกได้. ข้อ ๘. มา ทิฏฐินิชฌาน ขนฺติยา - อย่ารับเอามาเชื่อ เพราะว่า ที่เขาพูดกันนั้น ทนได้ต่อการเพ่งพินิจ ด้วยการเพ่งของเรา อย่าเชื่อเพราะมัน ทนได้ต่อการเพ่งพินิจของเราเพียงเท่านั้น นี่อาจมีคนรู้สึกว่าขัดกับหลักวิทยาศาสตร์ คือเดี๋ยวนี้ถ้าว่า เรามองเห็นจริงด้วยใจเรา แล้วเราก็เชื่อ ; แต่เขาลืมไปว่า เรานี้
น.195 อาจจะมีทิฏฐิ ความเห็นที่ผิดก็ได้ มันทนต่อการคิดเห็นที่ผิดได้ ; แล้วมันจะถูก ไปได้อย่างไร. สี่อย่าง นี้เป็นพวกคำนึงคำนวณด้วยปัญญาทั้งนั้น ด้วยปัญญาชนิด ธรรมดาสามัญ : อย่าเชื่อโดยตรรก อย่าเชื่อโดยนัย อย่าเชื่อโดยอาการปริตักกะ อย่าเชื่อโดยทิฏฐินิชฌานักขันติยา อีกสองข้อสุดท้ายนี้ น่าตกใจ คือข้อ ๙ ที่ว่า อย่ารับเอามาเชื่อ เพราะผู้ พูดมีลักษณะควรแก่การเชื่อ ข้อ ๑๐. ว่าอย่ารับเอามาเชื่อ เพราะสมณะนี้เป็นครู อาจารย์ของเรา. ผมอยากจะขอร้องให้จำหลักกาลามสูตรนี้ ไว้ใช้ในกรณีอื่นด้วย ไม่ใช่ เฉพาะแต่ในกรณีที่เรากำลังพูดกัน เรื่องนี้อาจจะใช้ได้กว้างขวาง จะทบทวนให้ดูอีก ทีหนึ่ง ขอให้พิจารณาดูให้ดี :- สามพวกแรกเกี่ยวกับการได้ยินได้ฟัง ว่า อย่าเชื่อเพราะได้ยินได้ ฟังตามกันมา, อย่าเชื่อเพราะมีการปฏิบัติสืบ ๆ กันมา, อย่าเชื่อเพราะได้ยินเสียง กระฉ่อนเล่าลือกันอยู่อย่างนี้. อีกพวกหนึ่งมีข้อเดียว คือ อย่าเชื่อโดยอ้าง ตำรา. อีกสี่พวก เกี่ยวกับการคำนึงคำนวณ : อย่าเชื่อทางตรรกคือ logic อย่าเชื่อโดยเหตุผลทางนัย คือปรัชญา, อย่าเชื่อโดยตรึกตามอาการ คือว่าสามัญ สำนึก, อย่าเชื่อโดยเพราะมันทนได้ต่อความคิดของเรา ต่อความคิดที่เราพิสูจน์ ; นี้พวกคำนึงคำนวณ. อีกสองข้อ เป็นพวกบุคคล คือถือเอาบุคคลเป็นหลัก ว่า บุคคลนี้มีอะไรควรเชื่อ กิริยาท่าทาง บุคคลิกลักษณะอะไรน่าเชื่อ. . อย่าเชื่อ เพราะบุคคลนี้มีรูปร่างน่าเชื่อ ควรแก่การเชื่อ; แล้วก็อย่าเชื่อเพราะว่า สมณะนี้ เป็นครูของเรา, ผู้พูดนั้น หรือสมณะผู้พูดนั้น เป็นครูของเรา.
น.196 คนแรก ๆ ฝั่งแรก ๆ เรียน ได้ฟังอย่างนี้ ก็จะงงไปหมด แล้วก็จะคิดว่า จะเชื่ออะไรกัน ในเมื่อห้ามเสียจนไม่มีอะไรจะเหลืออย่างนี้แล้ว ; จะเชื่ออะไร กันได้อีก ? ก็มีการเชื่อที่เรียกยากที่สุด แต่ถ้าเรียกเป็นบาลีละก็ได้ เพราะมีอยู่ แล้วว่า ยถาภูตสัมมัปปัญญา. จะจำคำยุ่ง ๆ นี้ไว้ก็ได้ว่า ยถาภูตะสัมมัปปัญญา แปลว่า ปัญญาที่มอง เห็นตามที่เป็นจริง ; ยถาภูตะ แปลว่า ตามที่เป็นจริง, สัมมะ แปลว่า โดยชอบ, ปัญญา แปลว่า ปัญญา ; ปัญญาโดยชอบตามที่เป็นจริง คือ ยถาภูตะสัมมัปปัญญา. คำว่า สัมมัปปัญญา นั้น เพราะว่าเป็นภาษาบาลี ที่จริงก็คือ สัมมะ ปัญญาแต่ออกเสียงให้เพราะ ให้เป็นภาษาที่สละสลวย ก็ว่าสัมมัปปัญญา คือ ปัญญาที่ถูกต้องตามที่เป็นจริง อันเกิดอยู่ในความรู้สึก ; ถ้ายังไม่เข้าถึงขนาดนี้ ก็ไม่ต้องเชื่อ ทิ้งค้างเติ่งไว้อย่างนั้นก็ได้. ตัวอย่างที่ตรัสไว้ ก็เช่นว่า โลภะเป็นของร้อน, โทสะเป็นของร้อน, โมหะเป็นของร้อน; หรือ กิเลสเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ไม่มีกิเลส ก็ไม่มีทุกข์ ; เหล่านี้จะเชื่ออะไร ที่ไม่เข้าใน ๑๐ อย่างนี้. สำหรับผู้ที่เคยมีกิเลส คือมีความโลภมาแล้ว ก็ รู้ได้เองว่า โลภ นี้เป็นของร้อน เหมือนกับเคยกินน้ำตาลมาแล้ว ก็รู้ว่า น้ำตาลหวาน รู้แน่โดย ไม่ต้องเชื่อคนอื่น ไม่ต้องเชื่อคัมภีร์ ไม่ต้องเชื่อตำรา ไม่ต้องเชื่อผู้พูด แม้ว่า เป็นอาจารย์ของเรา. ที่พระพุทธเจ้าตรัสอย่างนี้ ท่านตรัสอย่างนักเลง คือเปิดไว้กว้างหมด ไม่ต้องเชื่อแม้แต่พระองค์ท่านเอง ; เช่นท่านตรัสว่า ความโลภเป็นของร้อนนี้ ;
น.197 ก็เมื่อคนเคยโลภมาแล้ว โลภทีไรก็ร้อนทุกที. พอถัดมาก็เชื่อตัวเอง เพราะ ความเชื่อนั้นถูกต้อง แล้วก็ตามที่เป็นจริง นี้ก็เรียกว่า ยถาภูตะสัมมัปปัญญา. ความโกรธ เป็นความร้อน, ความโง่เป็นความร้อน, กิเลสนี้ทำให้เกิดทุกข์, ความสิ้นไปแห่งกิเลส คือสิ้นไปแห่งทุกข์ ; อย่างนี้ก็พิจารณาเช่นเดียวกัน. ถ้าเขามาบอกเราในเรื่องใหม่ ๆ เราก็ใช้หลัก ๑๐ ประการนี้รับเข้าไว้ ก่อน คือว่ายันเข้าไว้ก่อน, แล้วก็มาพิจารณาโดยหลักเกณฑ์ที่ว่า เราจะรู้จักมัน ได้ด้วยตนเอง. แต่มีข้อแม้อยู่อย่างหนึ่งว่า ไม่ได้หมายความว่า เราจะไม่ฟัง อะไรเลย เราจะไม่อ่านอะไรเลย หรือว่าเราจะไม่ดูตำราเลย ; เราก็อ่านได้ ฟังก็ได้ แต่ต้องไม่เชื่อทันที ไม่ยอมรับเอาทันที. ต้องเอามาพิจารณา อย่าง ที่ว่านี้จนเชื่อตัวเองได้ เชื่อปัญญาอันถูกต้อง ตามที่เป็นจริงของตนได้. สังเกตดูเถิด ที่เราเถียงกัน จนทะเลาะวิวาทกัน ก็เพราะจะบังคับ ให้เชื่อ อย่างใดอย่างหนึ่งใน ๑๐ อย่างนี้. ถ้าไปเชื่อในลักษณะนั้น ก็เรียกว่า ไม่ใช่พุทธบริษัท หรือว่า ไม่ใช่สาวกของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน. นี้จะต้องนึกกันให้มาก ในข้อที่ว่า พระพุทธองค์ ได้ตรัสเบ็ดไว้เต็มที่ เลยว่า อย่าเชื่อด้วยเหตุว่า สมณะนี้เป็นครูของเรา ก็คือพระองค์เอง ; เพราะเหตุว่า พระองค์เป็นผู้พูด. แต่ให้ฟังได้ เมื่อฟังแล้ว ก็คิดนึก แล้ว ทบทวนได้ ในที่สุดก็เชื่อตัวเองได้ทั้งนั้น จะไม่เชื่อพระพุทธเจ้า แต่จะรับฟังมา ด้วยความเชื่อว่า จะเป็นประโยชน์แน่ หรือว่า แม้ว่าจะเชื่อ ก็ไม่ใช่ทั้งหมด ต้องรอไปจนกว่าจะเห็นแจ้งด้วยตนเอง. ถ้าเราเป็นคนที่เชื่อทันที รับเชื่อทันทีแล้ว ก็จะเป็นคนงมงาย ถึงแม้ จะเชื่อจากคำของพระพุทธเจ้า ก็ยังงมงายอยู่นั่นแหละ. โชคดีอยู่แต่ที่ว่า ถ้า
น.198 พระพุทธเจ้าจริง ท่านก็ไม่ตรัสผิด ๆ คนฟังก็จะรับเอาสิ่งที่ไม่ผิดมาเชื่อ แต่แล้ว ก็ไม่พ้นจากความงมงาย ในชั้นลึกซึ้งชั้นละเอียด ตามความหมายนี้. นี้ก็เข้ารูปกันกับหลักอัฏฐังคิกมัลค์ - หลักมรรคมีองค์แปด ที่เอา ปัญญามาก่อน แล้วนอกนั้นก็เดินตามปัญญาเป็นหางไปตามหลัง ดีกว่า. ถ้าสรุป ให้สั้นก็ว่า ให้เอาปัญญา มาก่อนความเชื่อ มีปัญญาเห็น แจ้งแล้ว มันก็เชื่อของมันเอง โดยไม่ต้องไปขอร้องให้เชื่อ ; แต่ถ้าไม่มีปัญญา ไปเชื่อเข้าก็งมงาย. พอมีปัญญา เห็นแจ้งเองแล้ว มันเชื่อของมันเอง มันอยู่ ในปัญญานั้นเสร็จแล้ว จะเรียกว่า ความเชื่อ ก็ประกอบด้วยปัญญา, หรือจะ เรียกว่าปัญญา ก็ประกอบอยู่ด้วยความเชื่อ คือสัมมาทิฏฐิ นี้เป็นปัญญาก็ได้ เป็น ความเชื่อก็ได้. มองดูในลักษณะหนึ่ง เป็นการเห็นแจ้งตามที่เป็นจริง ซึ่งเป็น ปัญญา แล้วก็รับไว้เป็นความรู้ ก็ยอมรับเชื่ออย่างนั้น, เป็นความเชื่อที่ประกอบ ด้วยปัญญา ; จะเรียกว่า ศรัทธาก็ได้ แต่ต้องเป็นศรัทธาที่ประกอบด้วยปัญญา. นี้คือความถูกต้องสำหรับกรณีที่เป็นปัญหา เราจะค้นหาความถูกต้อง ของกรณีที่เป็นปัญหา คือของใหม่ แรกรับเข้ามา ก็ใช้หลักกาลามสูตร๑๐ ประการนี้ รับหน้าเข้าไว้ก่อน คือรับฟัง รับพินิจพิจารณาอะไรจนมันมีผลสุดท้าย ที่เรียกว่า รู้สึกประจักษ์แก่ใจอย่างถูกต้องตามที่เป็นจริง. แต่มันก็ไม่ใช่เป็นเรื่องง่าย เพราะถ้าเรามีความโง่อะไรเหลืออยู่บ้าง เราก็ไม่รู้ว่าเราทำผิด หรือว่าเราโง่ หรือว่า เราไม่รู้ในส่วนนั้น; นี้ให้ถือหลักว่า ต้องประจักษ์แก่ใจจริงเหมือนกับว่า เรา กินน้ำตาลเข้าไป แล้วรู้สึกหวาน กินน้ำส้มเข้าไปรู้สึกเปรี้ยว หรือว่าขยำถูกไฟเข้า มันก็ร้อน ให้ถึงขนาดนั้น จึงจะเรียกว่าจริง หรือเชื่อได้.
น.199 ความถูกต้องนั่นแหละคือธรรมะ ที่ควรจะอยู่กับเนื้อกับตัว : หลักของความถูกต้องเราแบ่งแยกออกเป็นอย่างนี้. แต่แล้วในที่สุดก็ไม่มีปัญหา อะไร เพราะความถูกต้อง เท่าที่ตรัสไว้นั้นชัดเจนแล้ว เห็นได้ทันที เข้าใจได้ ทันที อย่างนี้มีมากเหลือเกิน ไม่มีปัญหา. อย่างเช่น อริยมรรคมีองค์แปดนี้ ตรัสไว้อย่างนี้ ก็เห็นได้ทันที ว่า อ้าว, นี่ไม่มีทางที่จะค้าน ไม่มีทางที่จะผิด ก็รับเอามาเป็นความถูกต้อง ที่อยู่ กับเนื้อกับตัวได้ทันที. ตามหลักพระพุทธศาสนา จะเป็นอย่างนี้ ฉะนั้นเพียงแต่ขอให้แยกไว้ หน่อยว่า ความถูกต้องที่เป็นหลักแน่นอนแล้ว และความถูกต้องที่กำลังเป็นปัญหา หรืออาจจะเป็นปัญหา หรือเป็นปัญหาอยู่ ก็มีวิธีจัดการอย่างนี้. จะเป็นอย่าง โดยอ้างตาม ๆ กันมา เป็น tradition อย่างนี้ ก็จะได้ตีกันตาย เห็นไหม ? ตาม มหาวิทยาลัยต่าง ๆ นั่นแหละ คือ ความไม่ถูกต้อง. ความถูกต้องของวัตถุนิยม ซึ่งตรงข้ามกับมโนนิยม ที่นี้ ก็มาพูดเรื่องปัจจุบันกัน ให้มากขึ้นอีก คือ เรื่องความถูกต้อง เพราะเป็นปัญหาเฉพาะหน้าจริง ๆ. ยุคปัจจุบันนี้ ใคร ๆ ก็พอจะมองเห็นได้, หรือพอจะเข้าใจได้ ว่ามันเป็นยุคของวัตถุนิยม. มนุษย์รู้จักแต่วัตถุ เอาวัตถุ เป็นหลัก อะไร ๆ ก็ถือหลักเกณฑ์ที่วัตถุ : แม้ที่จะเอาความสุขเอร็ดอร่อย ก็ไป เอาที่วัตถุ ที่เป็นเรื่องของวัตถุ ; ผิดกับยุคเก่าก่อน หรือยุคอื่นที่เคยนิยมเรื่อง ทางจิตใจเป็นหลักสำคัญ. ตัวอย่างเช่น เรื่องจะหาความสุขกัน คนยุคโน้นเขาหาความสุขทาง ใจ; แต่คนยุคนี้เขาหาความสุขทางวัตถุ. ใจนั่นแหละเป็นผู้รู้สึก ; ถูกแล้ว
น.200 นี้ใจเป็นตัวกลางสำหรับจะเป็นผู้รู้สึก ความสุข. แต่ว่าความสุขนั้นมันเกิดเป็น ๒ อย่าง ขึ้นมา : คือความสุขในเรื่องทางจิตมาเป็นปัจจัยแห่งความสุข, และความสุข ที่เอาวัตถุมาเป็นปัจจัยแห่งความสุข ; ก็เลยเกิดความนิยมแตกต่างกัน เป็นวัตถุ- นิยม หรือว่ามโนนิยม เป็นธรรมนิยม อะไรกันอีกพวกหนึ่ง. แล้วความ ถูกต้องของสองพวกนี้ จะเหมือนกันได้อย่างไร. คิดดูเถิด ความถูกต้องของคนที่บ้าวัตถุ จะเหมือนกับความถูกต้อง ของคนที่บ้าในทางจิต มันย่อมเป็นไปไม่ได้ ; แม้ว่าไม่ถึงขนาดที่เป็นบ้า มัน ก็เหมือนกันไม่ได้. นี่คือปัญหาเฉพาะหน้า ที่ว่า ผมจะขอร้องไว้ให้ระวังให้ดี ๆ. ทำอย่างไรจึงจะทำให้เด็ก ๆ เกิดความรู้แจ้งขึ้นมาว่า เกิดมีวัตถุนิยม ที่ตรงข้ามขึ้นมาในโลกนี้แล้ว ทำอย่างไร พวกเด็ก ๆ จะรู้ ว่า ได้เกิดมีลัทธิวัตถุนิยมขึ้นมาในโลกนี้ แล้วเพราะเด็ก ๆ เพิ่งเกิด พอเกิดมาก็เห็นเสียแล้ว ว่าอะไร เป็นอยู่อย่างนี้ ๆ คือ วัตถุนิยมอย่างนี้ : ในบ้านของเรา มีโทรทัศน์ มีพัดลม มีอะไรต่าง ๆ เด็ก ๆ ก็ถือว่าอย่างนี้เป็นธรรมดาเสียแล้ว. เขาไม่อาจจะรู้ได้ว่า มันเพิ่งมี หรือมนุษย์ เพิ่งนิยมของอย่างนี้ เด็ก ๆ รู้ไม่ได้เลย. ทีนี้ คำว่า "เด็ก ๆ" นี้ ขยายขึ้นมาถึงไหน ถึงพวกคุณ ที่กำลังนั่งอยู่ที่นี่หรือเปล่า ? เด็ก ๆ ที่ไม่รู้ว่า วัตถุนิยมมันเพิ่งมี. วัตถุนิยมนี้ก็มีมาหลายปี หลายสิบปีมาแล้วเหมือนกัน ที่มันค่อย ๆ เห ค่อย ๆ เปลี่ยนมาทีละน้อย จนมานิยมในทางวัตถุนี. เด็ก ๆ ก็ไม่รู้สึก ไม่รู้จัก ไม่ประสีประสาถึงเรื่องธรรมนิยม มโนนิยม ซึ่งไม่เคยหลงวัตถุกันมากถึงอย่างนี้
น.201 ไม่ต้องอาศัยวัตถุกันมากถึงอย่างนี้. ฉะนั้นเขาจึงไม่สามารถจะรู้จักความถูกต้อง ที่แท้จริง ว่า อันไหนเป็นความถูกต้อง, และความถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของ วัตถุนิยมนั้นถูกต้อง, หรือว่า ความถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของธรรมนิยม นั้น ถูกต้อง. ที่กล่าวมานี้คือ ปัญหาที่กำลังเกิดอยู่กับพวกเรา ถ้าทำผิดเรื่องนี้ หรือไม่รู้ว่าในเรื่องนี้มันผิดแล้ว ก็เป็นอันว่าผิดหมดเลย ; คือ ไม่อาจจะปฏิบัติ ธรรมะเพื่อผลที่ถูกต้องได้ ก็กลายเป็นปฏิบัติธรรมะเพื่อผลทางวัตถุไปหมด. จะเรียนธรรมะ ศึกษาธรรมะ ปฏิบัติธรรมะ แม้แต่จะบวชเป็นพระเป็นเณร ก็เพื่อผลทางวัตถุไปหมด จะเป็นพระเณรที่อยู่อย่างคหบดีเศรษฐีไปหมด อยู่ที่วัด มีสมบัติ เหมือนกับบ้านคหบดีเศรษฐี เหมือนกันไปหมด. ถึงแม้ไม่บวช อยู่ที่ บ้าน ก็รู้จักแต่มุ่งมาดปรารถนา ผลทางวัตถุ ความเอร็ดอร่อยทางวัตถุซึ่งเป็น เหยื่อล่อ ติดใจแต่ในทางวัตถุ เขาจึงหลับหูหลับตา ไม่รู้ว่าความถูกต้องนั้นเป็น อย่างไร. เรากำลังมีอันธพาลเต็มบ้านเต็มเมือง เพราะว่าเยาวชนเหล่านั้น ไม่รู้ ว่าที่มีความถูกต้องนั้นเป็นอย่างไร. เขารู้แต่จะเอาความเอร็ดอร่อยจาก วัตถุอย่างเดียว ฉะนั้นเขาจึงขโมยบ้าง แย่งชิงบ้าง อะไรบ้าง เหมือนที่กำลังเป็น อยู่อย่างนี้ ไม่รู้ว่าความถูกต้องนั้นคืออะไร ; หรือว่าความสุขที่ควรจะปรารถนา กันนั้นคืออะไร อย่างไร ; เกิดมีปัญหาระหว่างวัตถุนิยม กับ ธรรมนิยมขึ้นมา. สำหรับพุทธศาสนานั้น ไม่เป็นอย่างไหน อย่างใด โดยส่วนเดียว แต่จะไปรู้ความพอดีของวัตถุ ว่าจะมีวัตถุสักเท่าใด เพื่อเป็นฐานรองรับเรื่องทาง จิตใจ แล้วก็ประพฤติทางจิตใจอย่างไร จึงจะพอดีกับวัตถุ ที่เราจะมี หรือควร จะมี ; นี้ก็เป็นเรื่องมัชฌิมาปฏิปทา คือทางสายกลางอีก.
น.202 ขอให้เข้าใจคำว่า "พุทธศาสนานี้ไม่ใช่วัตถุนิยม" แล้วก็ ไม่ใช่จิตตนิยม หรือมโนนิยมอะไร โดยส่วนเดียว. แต่เป็นความถูก ต้องที่อยู่ตรงกลาง ระหว่างของ ๒ สิ่งนี้ ที่เกี่ยวข้องกันอย่างเหมาะสม เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา. ถ้าหนักไปทางวัตถุ ก็เป็นกามสุขัลลิกานุโยค, ถ้าเกลียด วัตถุ โด่งไปทางจิตใจ ก็เป็นอัตตกิลมัตถานุโยค ก็เลยอยู่กันตรงกลาง โดย หลักที่เรียกว่ามรรคมีองค์แปดนั้น. นี้ก็เป็นปัญหาอันหนึ่งในปัจจุบันนี้ ที่ว่า ความถูกต้องจะอยู่ที่ ตรง ไหน ? แล้วคนเกิดมาในท่ามกลางของวัตถุนิยมเสียแล้ว ก็ยากที่จะรู้ว่าจะมีอีก อันหนึ่งซึ่งตรงกันข้าม. ฉะนั้นระวังให้ดี ๆ ผู้ที่เป็นเด็กลืมตาขึ้นมาในโลกนี้ ใน ท่ามกลางแห่งวัตถุนิยม จะไม่อาจรู้สึกว่า มีสิ่งอื่นซึ่งตรงกันข้าม แล้วก็ตัดสินใจ ไม่เป็น และไม่ถูก. ความถูกต้อง ที่เป็นปัญหาระหว่างกลุ่มบุคคล ทีนี้ ยังมีปัญหาต่อไปอีกกลุ่มหนึ่ง เกี่ยวกับความถูกต้อง ที่เป็นปัญหา ในระหว่างกลุ่มบุคคล หรือว่าสังคมต่าง ๆ ; ตัวอย่างเช่นว่าความถูกต้องแบบ การเมือง, ความถูกต้องแบบเศรษฐกิจ, ความถูกต้องแบบการค้า, ความถูกต้อง แบบการทหาร ; นี่มันตรงกันไม่ได้. ผมไม่ต้องอธิบายให้คุณทราบ ซึ่งก็ดูได้จากนักการเมือง นักการ ทหาร นักการอะไร ที่ปีนเกลียวกันอยู่เสมอ เพราะมีความถูกต้องไม่เหมือนกัน. หลักวิชาการทหารเขาต้องการอย่างโน้น, แต่หลักทางการเมืองต้องการอย่างนั้น, หลักทางเศรษฐกิจต้องการอย่างนี้. ยังมีอะไร ๆ อีกหลาย ๆ อย่าง กระทั่งว่า พวกป่าไม้ต้องการอย่างนี้, แต่พวกทหารต้องการอย่างโน้น. เขามีเหตุผล
น.203 สำหรับความถูกต้องต่าง ๆ กัน ; ในที่สุดมันก็ต้องแล้วแต่ว่า ใครมีอำนาจ ก็เอาความถูกต้องนั้นไป. นี่ในโลกของมนุษย์ที่มีแต่กิเลส หรือมี โมหะ มีอวิชชา หาความ ถูกต้องได้ยาก แล้วก็แยกเป็นสถานการณ์ เป็นเรื่องของบุคคล คณะบุคคล ของสังคมไป ; แต่แล้วก็จะมารวมกันได้อีกทางหนึ่ง นั่นคือให้ถูกต้องตามธรรมะ, ถ้าถูกต้องตามธรรมะแล้วก็จะมาพบกันที่นี่ได้. แต่ถ้าหากมาพบกันไม่ได้ มันก็ ทะเลาะกันเป็นธรรมดา. นี่เรียกว่าความถูกต้องชนิดที่มิใช่ความถูกต้อง ในโลก ที่ไม่รู้จักว่าอะไรเป็นอะไร ; ไม่ใช่ความถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนา; แต่ เอามาเปรียบเทียบให้เห็นให้เข้าใจ เพื่อจะได้เปรียบเทียบ แล้วจะได้รู้จักความ ถูกต้องของธรรมะ ของสัจจะ ของพระพุทธศาสนาได้ยิ่งขึ้น. ความถูกต้องในการใช้เครื่องมือทางพุทธศาสนา ทีนี้ พูดถึงความถูกต้องของพุทธศาสนากันอีกทีหนึ่ง ที่เราจะมีความ ถูกต้องตามหลักพุทธศาสนาแล้ว ก็ยังจะต้องรู้จักแยกให้ละเอียด คือ ซอยลง ไปให้ละเอียด ให้ถูกต้องทุกระดับ หรือทุกแง่ทุกมุม : ความถูกต้องในทาง ธรรม ประพฤติธรรมถูกต้องนั้นเป็นอย่างหนึ่ง. แล้วความถูกต้องในการที่ จะใช้เครื่องมือ คือใช้ธรรมประเภทที่เป็นเครื่องมือ ให้ถูกต้อง เพื่อให้มี ธรรมะที่เราต้องการนั้นได้. ธรรมบางประเภทเป็นเครื่องมือ เช่นความอดทน ความจริงใจ ความบังคับตัวเอง นี้เป็นประเภทเครื่องมือ, หรือ อิทธิบาท ๔ : - ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา นี้เป็นประเภทเครื่องมือ. เมื่อใช้ธรรมะประเภทเครื่องมือ แล้ว จะได้ธรรมะประเภทที่เป็นผลที่ต้องการ. เรายังจะต้องใช้ธรรมะประเภท
น.204 เครื่องมือนี้ให้ถูกต้อง ก็เลยเรียกว่า ความถูกต้องในการใช้เครื่องมือ, เกี่ยวกับ เครื่องมือก็ถูกต้อง, เกี่ยวกับเวลาที่มีอยู่จำกัดนั้นก็ต้องถูกต้อง, เกี่ยวกับวิธีการ ก็ถูกต้อง, ไหวพริบอะไรก็ถูกต้อง. นี่เรียกว่า ถูกต้องในฝ่ายเครื่องมือ หรือ วิธีปฏิบัติงาน ผิดเวลานิดเดียว ก็ล้มเหลวหมดก็มี ในบางเรื่อง อะไร ๆ ก็ถูกหมด วิธีการก็ถูกหมด เครื่องไม้เครื่องมือ ก็ถูกหมด แต่ผิดเวลานิดเดียว ล้มเหลวหมด ; อย่างนี้ก็รวมไว้ในกลุ่มที่เรียกว่า มีความถูกต้องในการใช้เครื่องมือเหมือนกันคือ เวลา ; จะแยกสักหน่อยก็ว่า : ข้อ ๑. มีสติทันแก่เวลา เวลานี้มีหลายระดับ จำแนกได้มากมาย เอาไว้พูดกันวันหลัง แต่มีสติให้ทันแก่เวลาก็แล้วกัน. "ทันแก่เวลา" หมายความ ว่า ทันแก่ฤดูกาล เช่นปีหนึ่งทำนาหนหนึ่ง ให้ถูกต้องเวลา อย่างนี้ก็เป็นงาน ขนาดใหญ่. ส่วนงานขนาดเล็กน้อย ที่ว่าทำเป็นวัน หรือ เป็นชั่วโมง อย่างนี้ ก็ต้องทันแก่เวลา แต่เวลาที่ร้ายกาจกว่านั้นก็คือ ขณะจิตเดียว ที่เป็นเรื่อง ทางจิต เราทำช้าไปขณะจิตเดียวไม่ถึงวินาที เรื่องนี้ก็ล้มละลาย เช่นเรื่อง การเกิดขึ้นแห่งกิเลสนี้ ต้องทำให้ทันแก่เวลาในขณะจิตนั้น ถ้าช้าไปเพียงขณะ จิตเดียว กิเลสเกิดขึ้นเสียแล้ว ก็แย่แล้ว. นี่คำว่า "มีสติให้ทันแก่เวลา" นี้ก็ มีความหมายกว้าง เอาไว้พูดกันวันอื่นอีก. ข้อ ๒. เครื่องมือที่ตรงกันกับงาน มีเครื่องมือแก้ปัญหาตรงกับ ปัญหา นี้ก็เรียกว่าความถูกต้องในการใช้เครื่องมือเหมือนกัน ; เช่นเรามีความ โลภ เรามีความตระหนี่ เราก็จะต้องมีเครื่องมือ เช่นความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความ มีใจกว้าง เป็นเครื่องมือ สำหรับแก้ความโลภ. เราเป็นคนขี้โกรธ เราก็ต้อง หัดเป็นคนเมตตา กรุณา เรียกว่าต้องมีเครื่องมือที่ตรงกับปัญหา ก็เรียกว่าความ ถูกต้องในการใช้เครื่องมือ
น.205 ข้อ ๓. มีองค์ประกอบที่พอดีและครบถ้วน คือส่วนมากที่สุดของ เรื่องต่าง ๆ นี้ จะประกอบอยู่ด้วยส่วนประกอบหลายๆ ส่วน. ในการแก้ปัญหา ก็เหมือนกัน จะต้องมีการใช้เครื่องไม้เครื่องมือ หรืออะไรก็ตาม ที่เป็นองค์ ประกอบหลาย ๆ องค์. นี่ความพอดี และครบถ้วนขององค์ประกอบนี้ ก็เป็น ส่วนสำคัญ ที่จะทำให้สำเร็จประโยชน์ ต้องมีความถูกต้องในการที่มีองค์ประกอบ พอดี และครบถ้วน. ที่ว่า พอดี และครบถ้วน นั้น ควรจะมีกี่อย่างก็ต้องมีให้ครบ ; แต่ว่าแต่ละอย่าง ๆ ต้องพอดี เป็นภาษาธรรมะที่ใช้กับอริยมรรคมีองค์แปด อย่างที่ว่ามาแล้วนั่นแหละ ก็เรียกว่า ธรรมสมังดี, มีสมังคีธรรม หรือ ธรรม- สมังคี - ความมีองค์ประกอบที่สมส่วนกัน. นี้พูดไปถึงเรื่องทุกเรื่องในโลกนี้ ซึ่งส่วนมาก ต้องสำเร็จด้วยองค์ ประกอบหลาย ๆ ส่วนเสมอ มันจึงจะเป็นเรื่องใหญ่โต เป็นเรื่องที่ก้าวหน้า อย่างยิ่งขึ้นไปได้. ยกตัวอย่างเช่นว่า จะไปโลกพระจันทร์นี้ ต้องมีความรู้ ทุกอย่าง : ทางอุตุนิยม ทางฟิสิกส์ ทางเคมี ทุก ๆ อย่าง ที่เป็นส่วนประกอบ ของความรู้นั้น ต้องพอดี แล้วต้องครบถ้วน. หรือ จะมองดูมาใกล้ ๆ ง่าย ๆ ที่ในครัว ถ้าจะแกงอะไรสักแกงหนึ่ง จะต้องมีอะไร นั่นต้องครบถ้วน แล้วก็พอดีด้วย ถึงแม้ว่าเราไม่เคยแกง เราก็ รู้ว่า ต้องมีเครื่องแกงให้ครบทุกอย่าง แล้วแต่ละอย่างต้องพอดี ถ้าเกินก็ไม่ได้ ขาดก็ไม่ดี ลักษณะอย่างนี้เรียกว่า ธรรมะสมังดี - ความมีองค์ประกอบที่ สมส่วน.
น.206 ในการทำความถูกต้องเพื่อละกิเลส เพื่อเอาชนะปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ก็ต้องมีลักษณะอย่างนี้ คือต้องมีองค์ประกอบของมันอย่างครบถ้วน และพอดี ด้วยเหมือนกัน จึงจะเป็นความถูกต้อง ; จะมานั่งบ่นอยู่ไม่ได้ ถ้าเราไม่ทำให้ องค์ประกอบครบถ้วนและพอดี. เดี๋ยวนี้เราทำอะไรไม่สำเร็จ เราสามัคคีกันไม่ได้ เรารักใคร่กันไม่ได้ เราเมตตา กรุณากันไม่ได้ หลาย ๆ อย่าง นี่เพราะขาดส่วน สำคัญเหล่านี้ทั้งนั้น. ความถูกต้องในชั้นที่ละเอียด ย่อยลงมาจากหลักใหญ่ ๆ จะต้องมี อย่างนี้ว่า : มีความปรารถนาถูกต้อง แล้วมีการกระทำที่ถูกต้อง. แต่ว่า ในการกระทำที่ถูกต้องนั้น มีรายละเอียดมากเหลือเกิน จึงยกมาให้เห็น ; ในที่สุด ก็จะพบว่า ส่วนไหนเป็นความถูกต้อง ส่วนนั้นแหละเป็นธรรมะ และเป็น ธรรมะชนิดที่ควรจะอยู่กับเนื้อกับตัว. ความถูกต้อง จะต้องเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ ทีนี้จะพูดกัน อย่างสรุปท้ายอีกทีหนึ่งว่า ที่ว่า "ถูกต้อง" นั้น ถูกต้องตามกฎธรรมชาติ ที่เฉียบขาด ที่มีผลตรงตามกฎ ; เราจะรู้หรือไม่รู้ ธรรมชาติไม่ยอมรับฟัง. ธรรมชาติมีกฎเฉียบขาดอย่างนั้น - อย่างนั้น เราต้อง ทำให้ถูกต้องตามกฎธรรมชาติไม่ว่าอะไร ไม่ว่าเรื่องวัตถุ หรือเรื่องร่างกาย หรือ เรื่องจิตใจ หรือเรื่องธรรมะชั้นสูง ; ต้องถูกต้องตามกฎของธรรมชาติในชั้น นั้น ๆ ทั้งนั้น ; แม้แต่การบรรลุนิพพาน ก็ต้องถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ ที่เกี่ยวกับพระนิพพาน. นี่พูดอย่างสรุปเหมือนกับกำปั้นทุบดิน แล้วมันยากที่ ใครจะไปรู้จัก กฎของธรรมชาติละเอียดทั่วถึงล่วงหน้า จึงต้องทำไปพลาง รู้ไปพลาง ผิด
น.207 ไปพลาง ถูกไปพลาง. ความผิดก็เป็นธรรมชาติ ผิดครั้งหนึ่งก็สอนให้ และ มีการสอนกันเรื่อย ๆ ไป ทั้งผิดทั้งถูก. ความผิดก็สอนเจ็บปวดหน่อย, ความ ถูกก็สอนสบายหน่อย แล้วขี้มักทำให้ลืมตัวด้วย. ฉะนั้นความเจ็บปวด หรือ ความทุกข์นี้สอนมาก ควรจะรับเอาเป็นครู. ถ้าสบายมันก็เลยเตลิดไปเสีย ในทางที่จะไม่คิดไม่นึกอะไร. ถ้าเป็นทุกข์ หรือมีอุปสรรค ก็ต้องต่อสู้ ต้อง คิดนึก ; เพราะฉะนั้นคนเราฉลาดเพราะอุปสรรค หรือเพราะความทุกข์ หรือเพราะความผิดนั่นเอง ; ต้อนรับความผิดกันในลักษณะอย่างนี้แล้ว ไม่เท่าไร ก็จะถูก หรือจะฉลาด. ถ้าเราต้อนรับความผิด ในลักษณะที่ว่า "ช่างหัวมัน" เราหลบซ่อน ไป แก้ตัวไป อะไรในทำนองนั้นละก็ ความผิดก็เป็นศัตรูได้ยืดยาว ไม่เป็น ครู : เพราะกฎธรรมชาตินั้นตายตัว ไม่ยอมลำเอียงให้แก่ผู้ใด. นี่ขอให้รู้ว่า ความถูกต้องนั้นสรุปแล้ว เป็นไปตามกฎของธรรมชาติ เราก็ไปเลือกเอามา แยกเอามาใช้ ตามที่จำเป็นจะต้องใช้ ให้ถูกแก่เรื่องนั้น. ความถูกต้องนั้นจะต้องอยู่กับเนื้อกับตัว เป็นเวลานานพอ จึงจะ เปลี่ยนแปลงอะไรได้ ; จะเปลี่ยนความเคยชินฝ่ายข้างที่ทำผิด หรือเป็นทุกข์ ให้มาเป็นความเคยชินฝ่ายที่จะไม่มีความทุกข์. ฉะนั้น อย่าท้อถอย อย่าท้อแท้ ในเมื่อจะต้องปฏิบัติธรรมะให้นานหน่อย จะต้องอบรมกันด้วยความถูกต้องนี้ ให้นานหน่อย จึงจะค่อยแก้นิสัยสันดานอะไรให้ดีขึ้น ๆ. เป็นอันว่า ความถูกต้องนั้นแหละคือธรรมะ ที่ควรอยู่กับเนื้อกับตัว. การบรรยายนี้ก็พอสมควรแก่เวลาแล้ว ขอยุติไว้เท่านี้ก่อน.
Buddhadasa