Buddhadasa.org

มหิดลธรรม ครั้งที่ ๘ — การมีธรรมให้ทันแก่เวลา

มหิดลธรรม — คำอบรมภิกษุนิสิตมหาวิทยาลัยมหิดล บวชภาคฤดูร้อน ปี ๒๕๑๗ และ สิ่งที่ทุกคนควรรู้จัก คำอบรมภิกษุนิสิตจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย บวชภาคฤดูร้อน ปี ๒๕๑๗ ณ สวนโมกขพลาราม · วันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๑๗

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.208 ท่านนักศึกษา ผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย, การบรรยายธรรมะเสมอด้วยแผ่นดินเป็นครั้งที่ ๘ นี้ จะได้ กล่าวโดยหัวข้อย่อยว่า การมีธรรมะให้ทันแก่เวลา ขอให้ทบทวน ใจความสำคัญของการบรรยายทุกครั้งที่แล้วมา ให้มีความแจ่มแจ้งอยู่ และติดต่อกันมาตามลำดับ. ที่ว่า ธรรมะเสมอด้วยแผ่นดิน ก็หมายถึงแผ่นดินทางใจ คู่กับ แผ่นดินทางกาย ในด้านจิตใจ คนเราจะต้องมีธรรมะเป็นแผ่นดิน ; หมายความว่าในทุกแง่ทุกมุมต้องอาศัยธรรมะ แล้วก็เหยียบยืนอยู่บน ๑๗๕

น.209 ธรรมะ หล่อเลี้ยงแวดล้อมไว้ด้วยธรรมะ อย่างนี้เป็นต้น. ยิ่งกว่านั้น คำว่า "แผ่นดิน” นี้ ยังมีความหมายถึง ความแน่นหนา คือว่า เป็นที่ รองรับสิ่งต่าง ๆ ได้ ไม่ว่ามันจะหนักสักเท่าใด แล้วทำแผ่นดินคือธรรมะ ให้มีความจำเป็นอย่างนี้ เราก็ต้องจัดการกับแผ่นดิน ในทุกกรณีที่ เกี่ยวข้องกัน ในฐานะที่เป็นหน้าที่. ขอให้ฟังคำว่า "หน้าที่" นี้ให้ดีๆ หมายความว่าเป็นหน้าที่ทุกอย่าง ล้วนแต่ต้องจัดการกับแผ่นดิน หน้าที่จึงไม่มีอะไรมากไปกว่าจัดการกับแผ่นดิน. ถ้าเป็นเรื่องทางวัตถุทำมาหากิน ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับแผ่นดิน, อยู่ในบ้านในเรือน ก็เกี่ยวกับแผ่นดิน ; แต่เดี๋ยวนี้เป็นเรื่องทางจิตใจ ต้องทำหน้าที่เกี่ยวกับธรรมะ ซึ่งเป็นเสมือนกับแผ่นดินนั้น ให้ถูกต้องในทุกแง่ทุกมุม อย่างที่กล่าวมาแล้ว. ทีนี้ ดูต่อไปก็ในข้อที่ว่า เรื่องทำหน้าที่นี้ไม่ต้องกลัว ว่าจะไม่ได้ผล จะต้องมีผลสมควรแก่การทำหน้าที่เสมอ. หน้าที่ในที่นี้ เราจะจำกัดวงไว้เพียง หน้าที่ตามแบบของพุทธบริษัท คือ ผู้มีความรู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ไม่ต้องการมากไป กว่านั้น; นี้คือการจัดการกับแผ่นดิน กล่าวคือมีธรรมะให้ตรงตามหน้าที่ของ พุทธบริษัทนั่นเอง, และหน้าที่ที่สำคัญที่สุดก็คือ หน้าที่ในการทำธรรมะนี้ให้อยู่ กับเนื้อกับตัวกันจริงๆ. ธรรมะที่อยู่ในตำรา หรืออยู่ที่ไหนก็ไม่ทราบ นั่นไม่ สำเร็จประโยชน์. คนไม่รู้ธรรมะ ก็ย่อมจะรู้สึกว่า ธรรมะนั้นไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน ; ถ้าเป็นคนรู้ธรรมะจึงจะรู้ว่า ธรรมะนั้นอยู่กับเนื้อกับตัว. ในวันนี้จะได้กล่าวให้แคบเข้ามาว่า การทำหน้าที่นั้น ต้องทำให้ทัน แก่เวลา, หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็ว่า การมีธรรมะนั้น ต้องมีให้ทันแก่เวลา. ควรจะเข้าใจกันได้ไม่ยาก ว่าการทำอะไรนี้ ต้องทันแก่เวลา ; อย่างคนโบราณเขา

น.210 พูดว่า "วัวหาย แล้วจึงล้อมคอก" นี้คือความไม่ทันแก่เวลา. ในภาษา บาลีก็มีอยู่สั้นๆว่า ขโณ มาโว อุปจฺจคา-ขณะอย่าเข้าไปล่วงเสียซึ่งท่านทั้งหลาย เลย. ตามตัวหนังสือว่าอย่างนั้น ก็หมายความว่า ขณะที่สำคัญที่สุดนั้น อย่าได้ ผ่านไปเสียเลย. ให้เราใช้ได้ตรงตามความต้องการของขณะนั้น ๆ แล้วมีกันทุก ชาติทุกภาษา ในการที่จะเป็นผู้ฉลาดให้ทันแก่เวลา. การมีธรรมะให้ทันแก่เวลาทางการงาน การมีธรรมะให้ทันแก่เวลานั้น ยังมีเรื่องที่ละเอียด หรือลึกซึ้ง ที่จะ ต้องพิจารณากันอีกบางอย่าง เพราะว่าคำว่า "ทันแก่เวลา" นี้ มีความหมาย ได้หลายระดับ ; ไม่ว่าการงานหรือหน้าที่ในระดับไหน ต้องทันแก่เวลาทั้งนั้น ถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว ก็ไม่มีประโยชน์. ถ้าจะกล่าวกันอย่างกว้าง ๆ คือให้หมดไป ทุกแง่ทุกมุมก็กล่าวได้สัก ๓ อย่างว่า ทันตามฤดูกาล, ทันตามสถานการณ์ที่ เกิดขึ้น, ทันตามขณะจิต : ๑. ทันตามฤดูกาล นี้ก็คงจะเข้าใจกันได้ เพราะเราเคยเห็น การทำ อะไรทันตามฤดูกาลกันอยู่ทั่ว ๆ ไปในโลกนี้; ผิดฤดูกาลมันก็ไม่ค่อยจะได้ผล หรือบางทีไม่ได้ผลเลยก็มี เช่นการทำนา หรือทำอะไรที่ต้องเกี่ยวกับฤดูกาล ๒. ทันตามสถานการณ์ นั้นก็แล้วแต่ว่าใครมีเรื่องอะไร มีสถานการณ์ เป็นอย่างไร ของประเทศชาติก็มี ของหมู่คณะบุคคลก็มี ของบุคคลโดยเฉพาะก็มี ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกระทั่งของโลกทั้งโลกก็มี. อย่างเดี๋ยวนี้โลกกำลังจะวินาศ เพราะความเสื่อมทางศีลธรรม ถ้าแก้ไขกันไม่ทัน ก็ต้องมีความวินาศ นี่คือตามสถานการณ์ที่ใหญ่หลวง,

น.211 ๓. ทันตามขณะจิต นี้เป็นส่วนสำคัญที่สุด ที่เกี่ยวกับการมีธรรมะ. เรื่องธรรมะนี้เป็นเรื่องทางจิต ; จิตนี้มีเป็นขณะ ๆ มีลักษณะไวมาก เขาคำนวณ กันว่าไวยิ่งกว่าสายฟ้าแลบ. ขณะจิตหนึ่งยังน้อยหรือยังเร็วกว่าสายฟ้าแลบ ต้องมี ธรรมะตามให้ทันขณะจิต ; ถ้าพลาดขณะจิตนั้นไป ก็มีไม่ได้บ้าง หรือ ควบคุมไม่ได้บ้าง. ถ้ามีธรรมะไม่ทันก็ ไม่มีประโยชน์อะไร. ข้อนี้เองเป็นเหตุที่จะต้อง พูดกันโดยละเอียด แต่พูดคร่าว ๆ ก็ว่า ทันตามฤดูกาล ทันแก่สถานการณ์ ทันแก่ขณะจิต เป็นหัวข้อกันลืมไว้ทีหนึ่งก่อน. การมีธรรมะให้ทันแก่เวลาเกี่ยวกับบุคคล ที่นี้ จะดูที่เกี่ยวกับบุคคล ส่วนใหญ่ที่สุด ก็ต้องพูดว่า ทันแก่ชีวิต อะไรที่มนุษย์ควรจะได้ในฐานะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์ ก็ต้องได้ให้ทันในชีวิต คือทันแก่ชีวิต ถ้าตายเสียแล้วก็ไม่ต้องพูดกัน ต้องให้ทันในชีวิตมันจึงจะ มีประโยชน์ ซึ่งทุกคนก็ควรจะนึกให้มาก เพราะว่าเป็นความประมาทเหลือเกิน ที่ปล่อยให้สิ่งที่ควรจะได้ทันในชีวิตนี้ มันไม่ได้. ที่ เป็นส่วนย่อยเข้ามาอีก ก็ควรจะพูดว่า ทันแก่วัย สำหรับ บุคคลคนหนึ่ง ๆ เราก็มักจะแบ่งเป็น ๓ วัย : ปฐมวัย มัชฌิมวัย ปัจฉิมวัย, วัยเด็ก วัยผู้ใหญ่ วัยคนชรา. แต่ละวัยก็มีเรื่อง หรือมีหน้าที่ ที่จะต้องทำให้ทันแก่วัย ; วัยเด็กจะต้องทำอะไรบ้าง ถ้าไม่ทำเสียให้ทันแก่เวลาแล้ว ก็จะต้องลำบากอย่างที่ เห็น ๆ กันอยู่. คนที่อายุมากแล้ว ไม่ได้รับการศึกษาเพียงพอเมื่ออยู่ในวัยเด็ก ก็ต้องลำบาก เท่านั้นเอง.

น.212 วัยเด็ก ควรจะต้องมีอะไรบ้างนั้น ก็ดูให้ดี มีธรรมะให้ทันในวัยเด็ก สำหรับเป็นธรรมะของเด็ก นั้นก็คือ มีการศึกษาเล่าเรียนพื้นฐานก่อน, แล้ว ก็มีธรรมะประเภทศีลธรรมเป็นพื้นฐานแก่เด็ก ที่จะทำให้เขาเป็นคนมีนิสัยดี มีอะไรดี คือมีพื้นฐานดีนั่นเอง. เดี๋ยวนี้การศึกษาในโลกนี้ กำลังบ้าบอที่สุด ไม่ได้เตรียมไม่ได้มี ไว้ สำหรับให้เด็ก ๆ มีนิสัยดี เป็นพื้นฐานที่ดี สำหรับจะเป็นผู้ทำความสงบให้แก่โลก. เข้าใจว่าโลกนี้คงจะหาสันติสุข หรือสันติภาพได้ยาก หรือจะไม่มีเลยก็ได้ เพราะ การให้การศึกษาแก่เด็กที่แล้วมา หรือในปัจจุบันนี้ กำลังไม่ถูกต้องเพื่อ สันติภาพ ; ดูจะทำให้เป็นผีชนิดหนึ่ง ซึ่งว่องไวในการที่จะทำอะไร ๆ ตาม อำนาจของกิเลส โดยเข้าใจผิดไปว่า เป็นผู้รู้มาก เป็นผู้เก่งกล้า เป็นผู้อะไรต่าง ๆ แต่แล้วมันไม่เป็นไปเพื่อสันติภาพ. ที่เรียกว่า อย่างฉลาด ก็ฉลาดเพื่อความบ้าบิ่น เพื่อรู้มาก เพื่อรู้ แต่ในทางที่จะตามใจตัว ซึ่งจะดูได้จากผลของการศึกษาในปัจจุบันนี้, ที่เขา เรียนจบการศึกษามาแล้ว ส่วนมากมีนิสัยอย่างไร, มีจิตใจอย่างไร ; พูดได้ว่า เกือบจะไม่มีธรรมะกันเสียเลย ถ้าถือเอาธรรมะตามแบบของพุทธบริษัทเป็นหลัก. ส่วนมากมีความเห็นแก่ตัว มีความโลภ มีความโกรธ ความหลงเป็นเบื้องหน้า, เห็นแก่ประโยชน์สุขทางเนื้อหนัง ไม่รู้เรื่องของจิตใจ. ถ้าเราไม่ให้การศึกษาที่ถูกต้องแล้ว ก็ต้องเป็นอย่างนี้ ก็เลยพ้นวัยที่จะ ศึกษา แล้วก็ลำบากในเมื่อเป็นกันมาก ๆ ทั้งโลก นี้ก็เป็นความวินาศของโลก นั่นเอง เรียกว่า ไม่ทันตามฤดูกาลของโลกไปเลย. อีกอย่างหนึ่ง ที่ว่า ให้ทันกับความต้องการเฉพาะเรื่อง. ที่พูดมาแล้ว ทันแก่วัย ทันแก่ชีวิต ทีนี้ทันแก่ความต้องการเฉพาะเรื่อง มีวัตถุประสงค์มุ่งหมาย

น.213 เฉพาะเรื่องนั้น นี้ก็มีขีดเวลาจำกัด ซึ่งคนแต่ละคน ๆ ก็ไม่เหมือนกัน ความ ต้องการก็ไม่เหมือนกัน ฉะนั้นต้องยกไปพูดกันเฉพาะเรื่อง เฉพาะคน ซึ่งจะ ไม่ต้องพูดในที่นี้. ที่เกี่ยวกับบุคคล ก็เป็นอย่างนี้ คือ ทันแก่ชีวิตของเขา ทันแก่วัย ของเขา ทันแก่ความต้องการ เฉพาะเรื่องของเขา. ข้อที่ ๑ การมีธรรมะให้ทันเวลา ในขณะจิตหนึ่ง ๆ ทีนี้ เกี่ยวกับขณะจิตขณะหนึ่ง นี่เป็นธรรมะมากขึ้น ถ้าเกี่ยวกับ ขณะจิต โดยถือเอาขณะจิตเป็นหลัก ก็ต้องทำอะไรให้ทันกับการใช้สติ สัมปชัญญะ. ในชั้นแรกนี้ ก็เกี่ยวกับทางอิริยาบถ คือก่อนแต่เราจะเคลื่อนไหว ที่มีการกระทำลงไป กระทำด้วยมือด้วยเท้า ด้วยอะไรต่าง ๆ ที่เรียกว่าเป็นการ เคลื่อนไหว เป็นอิริยาบถต่าง ๆ นี้ต้องควบคุมไว้ด้วยสติสัมปชัญญะ ในการ ป้องกันไม่ให้ความผิดพลาดเกิดขึ้น ซึ่งต้องทันแก่เวลา. การมีสติสัมปชัญญะนั้น ส่วนใหญ่มักจะช้าไปเสีย ไม่ทันกับเวลา ที่จะใช้สติสัมปชัญญะ คือไม่สามารถจะใช้สติสัมปชัญญะได้ เพราะมันช้าไปเสีย. ในชั้นแรก ชั้นหยาบ ชั้นต้นที่สุด ที่เกี่ยวกับจิตนี้จะต้องทันในการที่ว่า จะมีสติ สัมปชัญญะ ก่อนแต่จะเคลื่อนไหวอะไรลงไป : จะไปฆ่าเขา ไปตีเขา ไปด่าเขา กระทั่งจะทำอะไรแก่ตัวเอง จะเดิน ยืน นั่ง นอน เหล่านี้ก็ต้องมีสติสัมปชัญญะ ควบคุม. ถ้าสติสัมปชัญญะมาไม่ทันแก่เวลา มันก็ไม่มีสติสัมปชัญญะ ; เราจึง ทำอะไรผิดพลาดได้มาก หรือได้ง่าย. อย่างเช่น ขี้ลืม นี้ก็เพราะ สติ สัมปชัญญะมาไม่ทัน แล้วก็ไม่ค่อยสนใจที่จะฝึกกันเสียด้วย.

น.214 ที่เรียกว่า ฝึกสติสัมปชัญญะ อย่างอานาปานสตินั่นแหละคือ การฝึกให้มีสติสัมปชัญญะดีที่สุดวิธีหนึ่ง ; หัดมีสติอยู่ตลอดเวลา ในเมื่อมีอะไร เกิดขึ้นก็ให้รู้สึกอยู่ ; แม้แต่จะเคลื่อนไหวอิริยาบถ เดิน ยืน นั่ง นอน นี้ ต้องทำอยู่ด้วยสติสัมปชัญญะ. คนไม่รู้เรื่องนี้ ก็จะเห็นว่า เป็นเรื่องบ้า ๆ บอ ๆ ไม่จำเป็นที่ว่า ทำไม จะต้องมาทำความรู้สึกตัวอยู่ ตลอดเวลาที่มีการเคลื่อนไหว ; ฉะนั้น จึงมีการ เคลื่อนไหวผิด ๆ และมีการลืม เมื่อสติสัมปชัญญะตามธรรมดามีไม่พอ ; เรา ต้องมีการฝึกเพิ่มขึ้นให้มันพอ. อย่างเช่น ฝึกยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ ที่เขาพูดกันอยู่มากนั่นแหละ ก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ในการทำให้มีสติสัมปชัญญะอยู่ตลอดเวลา ที่เคลื่อนไหว หรือกำหนดลมหายใจทุกครั้งที่มีการหายใจออกเข้า นี้ก็เป็นการหัดให้เป็นคนมีสติ ไม่ขาดตอน. นี่เรียกว่าส่วนหนึ่งของเรื่องที่เกี่ยวกับจิต เกี่ยวกับขณะจิต แต่ว่ายัง หยาบอยู่, แต่ทั้งที่หยาบอยู่อย่างนี้ ก็ยังจำเป็นมาก ที่ทุก ๆ คนจะต้องสนใจ เป็นพิเศษ กันโรคลืม นี้ดีที่สุด. คนมีอายุมากเข้า ก็จะลืมอะไรมากเข้า กระทั่งจะลืมสติ แล้วก็ตายไปด้วยการเผลอสติ ; บางคนลืมปิดประตู แล้วก็ ได้รับอันตราย เกี่ยวกับการที่ไม่ได้ปิดประตู. บางคนเป็นคนขี้ลืม ปิดประตูแล้วก็คิดว่า ไม่ได้ปิด เขาก็ต้องวิ่ง มาดูว่า ปิดประตูแล้วหรือยัง. ถ้าคนไหนนอนแล้วนึกว่า ประตูปิดแล้วหรือยัง ต้องจุดตะเกียงมาดูประตูอีกทีหนึ่ง ; นั่นคือคนที่เป็นอย่างที่ว่ามานี้ เพราะว่า เมื่อเขาปิดประตูนั้น เขาไม่ได้มีสติ เพื่อปิดประตู.

น.215 ให้ลองไปหัดทำดู จะทำอะไรให้มีสติ แล้วมันก็จะชัดอยู่อย่างนั้น ไม่ต้องสงสัยว่า ประตูปิดแล้วหรือยัง, หรือจะวางของลงไปที่ตรงไหน ก็วางลง ไปด้วยสติ แล้วก็จะไม่ลืมว่าวางไว้ที่ตรงไหน พอนึกขึ้นจะเอาเมื่อไร ก็ไปเอา ได้ทันที. มีบางคนหัวหมุนอยู่ งุ่นง่านอยู่ ไม่รู้ว่า วางพวงกุญแจไว้ที่ตรงไหน วางอะไรไว้ตรงไหน ; นี่เป็นคนที่ไม่ได้ฝึกสติไว้เสียเลย. ฉะนั้นควรหัดให้ เป็นระเบียบ : ถ้าเข้าประตูก็ต้องปิดประตู, หรือถึงเวลาที่จะปิดประตู ก็ต้อง ปิดให้สนิท ให้เข้ารูปของมัน ; ที่ปิดประตูครึ่ง ๆ กลาง ๆ อย่างนี้ เป็นคนใจลอย. สิ่งต่าง ๆ ดังกล่าวเหล่านี้ มีความสำคัญมากน้อยเท่าไร ขอให้ช่วย เอาไปคิดดู ค่อยไปพิจารณาดู ไปทดสอบดู : ที่มันทำให้คนเราเสียเวลาไปมาก กระทั่งเสียหายไปก็มี ไม่เป็นแต่เพียงเสียเวลา. หรือดูให้ดีแล้ว ก็ต้องจัดไว้ว่า มันเป็นปัญหา หรือเป็นความทุกข์ชนิดหนึ่งด้วยเหมือนกัน ในการที่ไม่มีสติ เพียงพอ. ข้อที่ ๒ การมีธรรมะให้ทันเวลาในขณะที่จะกั้นกิเลส สตินี้ยังมีถึงเรื่องการกีดกัน การป้องกันกิเลสอีก แต่เป็นชั้นละเอียด ขึ้นไป ; ฉะนั้นจะแยกไว้เป็นข้อที่ ๒ ว่า ต้องมีธรรมะให้ทันในขณะจิต ที่มีเกิด-ดับอยู่ในภายใน. นี้คือเรื่องที่ตั้งใจจะพูดกันโดยละเอียดในวันนี้ ให้ทันกับขณะจิต ซึ่งเป็นที่เกิดของกิเลสในภายใน ดังนั้นเราจะต้องรู้เรื่องเกี่ยว กับจิตนี้ ให้พอสมควร. ได้พูดมาข้างต้นแล้วว่า เรื่องขณะจิตนี่มันเร็ว จนไม่รู้ว่าจะวัดกัน อย่างไร ต้องพูดว่า เร็วกว่าสายฟ้าแลบ ; แล้วการที่กิเลส หรืออวิชชา ที่เป็นแม่บทของกิเลส จะปรุงขึ้นในจิต ก็เร็วเท่ากัน. ฉะนั้นการที่เราจะโง่

น.216 ในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เรื่องใดเรื่องหนึ่ง มันก็มีความเร็ว หรือโง่ได้เร็วมาก เท่ากับ ขณะจิต บาลีใช้คำว่า "ตกตาม" หรือ "ตามตก". การตามตกของอวิชชานั้น เร็วมาก จนถ้าจะเปรียบอุปมา ก็คล้ายกับมันมีอยู่ในที่ทุกหนทุกแห่ง มันพร้อมอยู่ ในที่ทุกหนทุกแห่ง เผลอไม่ได้ ; พอเผลอมันเข้าผสมรอยทันที. ถ้าจิตปราศจากสติ คือเผลอ อวิชชาจะเข้าผสมรอยทันที อวิชชา นี้ก็แปลว่าปราศจากความรู้ ภาวะที่ปราศจากความรู้นั้น จะเข้าผสมรอยทันที ที่ขณะ จิตนั้นเผลอ ปราศจากสติ. ฉะนั้นความรู้ผิด ๆ ก็เรียกว่าอวิชชาเหมือนกัน เพราะความรู้นั้น ถ้ารู้ผิดก็มีค่าเท่ากับปราศจากความรู้ จะเรียกว่าปราศจากความรู้ ก็แล้วกัน. ที่พูดนี้หมายถึงความรู้ที่ถูกต้อง ภาวะที่ปราศจากความรู้ ที่ถูกต้องนี้ จะไวในการที่จะเข้าผสมโรงกับจิต ในขณะจิตแต่ละขณะ ซึ่งมันก็ไวอยู่แล้ว ; ฉะนั้นจึงป้องกันยาก ป้องกันไม่ใคร่ทัน จึงจำเป็นที่จะต้องมีความรู้ แล้วก็ฝึกฝน กันในเรื่องนี้เป็นพิเศษ. ต้องรู้พฤติแห่งวิถีจิต เพื่อป้องกันการเกิดความรู้ผิด ต่อไปนี้ จะเล่าเรื่องพฤติของจิต พอเป็นหลักพื้นฐาน สำหรับเข้าใจ เรื่องนี้กันก่อน. ก็เคยเล่ามามากแล้ว เคยพูดมามากแล้ว ทุก ๆ คราวที่มีการอธิบาย ธรรมะที่สำคัญแล้ว ก็จะต้องพูดถึงเรื่องนี้เสมอ ; คือให้รู้ถึงพฤติของจิต ที่เป็น ไปอย่างรวดเร็ว ในชีวิตประจำวันของคนเรา. ขั้นแรกก็ต้องรู้ว่า เรานี้มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วก็มีของสำหรับเป็นคู่กันกับ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อยู่ ข้างนอก ก็คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์. ตาคู่กับรูป, หูคู่กับเสียง, จมูกคู่กับกลิ่น เป็นต้น. แต่ละวัน ๆ มีเรื่องของคู่ ๆ ๖ คู่นี้ทั้งนั้นแหละ ตลอดวันตลอดคืนไป แม้ฝันก็ได้. เมื่อตาเห็นรูป ก็มีพฤติของจิต เกี่ยวกับรูป, ได้ยินเสียง ก็เกี่ยว

น.217 กับเสียง, ได้กลิ่นก็เกี่ยวกับกลิ่น, ได้รสก็เกี่ยวกับรส, ได้สัมผัสผิวหนัง ก็เกี่ยว อยู่กับสัมผัสผิวหนัง ; ถ้าไม่มีอะไรเข้ามาในลักษณะอย่างนั้น มันก็เป็นเรื่องคิด รู้สึก ขึ้นมาในใจเอง เขาเรียกว่า ธัมมารมณ์ ซึ่งเป็นคู่กับมโนคือใจ. หกคู่นี้ ก็ควรจะจำได้แม่นยำ เพราะมีประโยชน์ต่อไปข้างหน้าอีกมาก. ของ ๖ คู่ ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ข้างใน, แล้วก็ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ ข้างนอก ; มันไม่มีอะไรในวันหนึ่ง ๆ นอก ไปจากสิ่งเหล่านี้. ที่ยกตัวอย่างเช่นว่า ตากับรูป มันมีโอกาสมากเหลือเกิน แทบจะตลอดวัน ที่ตากับรูปจะถึงกันเข้า ก็เกิดความรู้สึกทางตาขึ้นมา ที่เรียกว่า จักษุวิญญาณ หรือการเห็นทางตา ที่เป็นหลักบาลีก็ว่า จกบุญจ ปฏิจฺจ รูเป จ อุปปฺชติ วิญญาณํ อาศัยจักษุด้วย อาศัยรูปทั้งหลายด้วย ย่อมบังเกิดจักษุ วิญญาณ. นี่เรามีตา แล้วก็มีรูปอาศัยกัน ย่อมเกิดการเห็นทางตา ซึ่งเรียกว่า จักษุวิญญาณ ; สามประการ สามอย่างนี้ คือ ตา กับ รูป กับ จักษุวิญญาณ ถึงกันเข้าทันที; นี้ก็เรียกว่า ผัสสะ คือการกระทบ. ตรงผัสสะ นี้สำคัญมาก จะมีสติสัมปชัญญะหรือไม่ อวิชชาจะเข้ามาผสมโรงหรือไม่อยู่ที่ตรงนี้. ทีนี้ เพราะมีผัสสะอย่างนี้จึงมีเวทนา มีความรู้สึกที่เป็นสุข หรือไม่ เป็นสุข หรือกลาง ๆ คือ เป็นสุข หรือเป็นทุกข์ หรือเป็นกลาง ๆ นี่เวทนามันมี อย่างนั้น. พูดง่ายๆ คือว่า ถูกใจ หรือไม่ถูกใจ หรือยังเฉยๆ คือเป็นที่ตั้ง แห่งความสงสัย นี่เรียกว่าเวทนา. ต่อไป เพราะมีเวทนานี้จึงมีตัณหา คือความอยาก ไปตามสมควรแก่ เวทนานั้น เช่น ถูกใจมันก็อยาก อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ อยากได้อยากเอา ;

น.218 ไม่ถูกใจมันก็อยากอย่างหนึ่ง อยากจะหนีไปให้พ้น หรืออยากจะตีมันให้ตาย หรือมันอยากอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วก็อยากฆ่าเขาเสีย. ถ้ายังไม่รู้ว่าอะไรแน่ ก็มีความสงสัยเป็นต้น ก็คือ อยากเป็นทุกข์ อย่างนี้ก็เรียกว่า ตัณหา. เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย ก็มีอุปาทาน มีอุปาทาน ก็เกิดความรู้สึก เป็นตัวกู ผู้อยาก คือเป็นเจ้าของความอยาก นี่ก็ยึดถือสิ่งที่ตัวอยาก ก็เรียกว่า อุปาทาน. ถ้ามีอุปาทาน รู้สึกเป็นตัวผู้อยาก อย่างนี้ ก็เรียกว่า เกิดภพ เกิดชาติ เกิดเป็น ตัวกู - ของกู ในความรู้สึกเต็มที่ เรียกว่าชาติ คือความเกิด ในทางจิต ทางวิญญาณ. ที่นี้ก็มีความทุกข์ เพราะยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่มารู้สึก มากระทบ มันหนักด้วยความยึดถือ. ถ้าอยากจะรู้ธรรมะในพุทธศาสนาให้ดี อย่างที่เรียกว่า มีรากฐานให้ดี ให้มีประโยชน์ได้ในหลาย ๆ แง่ หลาย ๆ มุมที่จำเป็นละก็ จะต้องเข้าใจเรื่องนี้ ให้แจ่มแจ้ง ; ไม่ใช่เพียงแต่พูดได้ ท่องได้ เท่านั้น. ต้องให้รู้สึกจริง ๆ ว่ามันเป็น อย่างนั้นจริง ๆ ว่า ตากับรูป ถึงกันเข้า เกิดการเห็นทางตา สามอย่างนี้ถึงกันเข้า เรียกว่าผัสสะ ; - เพราะผัสสะ จึงมีความรู้สึกที่เรียกว่า เวทนา, เมื่อมีเวทนา จึงมีตัณหา, - มีตัณหา จึงมีอุปาทาน ; ชื่อเป็นบาลีนี้สะดวกที่จะจำ แต่ทั้งนี้ ไม่ใช่จะต้องการให้ท่องภาษาบาลี ให้เรียนบาลี เพียงแต่ให้รู้ว่า มันได้แก่อะไร ความรู้สึกอย่างไร นี่ก็คงพอท่องได้ : ท่องว่า มีตา มีรูป มีจักษุวิญญาณ มีผัสสะ มีเวทนา มีตัณหา มีอุปาทาน มีภพ มีชาติ มีความทุกข์ ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง ; นี้คือเรื่อง ที่เกี่ยวกับพฤติของจิตในวันหนึ่ง ๆ.

น.219 เรื่องทางเสียง ก็เหมือนกัน พอเสียงกระทบหู ก็เกิดการได้ยินทางหู เกิดผัสสะ เกิดเวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ เกี่ยวกับเรื่องหู. เรื่องทางจมูก ก็อย่างนั้นอีก เรื่องทางลิ้น ก็อย่างนั้นอีก เรื่อง ทางสัมผัสผิวหนัง ก็อย่างนั้นเหมือนกัน ; แต่ว่าร้ายมากที่สุด เพราะว่า โผฏฐัพพะนี่มีอิทธิพลมาก. เรื่องกามารมณ์ เรื่องเพศ เรื่องอะไรโดยตรง นั้น ก็อาศัยคู่นี้มาก คือโผฏฐัพพะ คือกายสัมผัส กับ โผฏฐัพพะ จนถึงฆ่าแกงกัน ไม่ยกเว้นกัน กระทั่ง แม้แต่บิดามารดากับลูก นี่ก็เพราะความรุนแรงของสัมผัส คู่นี้ คือกายกับผิวหนัง. คู่สุดท้าย คือ มโน กับ ธัมมารมณ์ ไม่ต้องมีเรื่องอะไร มันก็เอา มาคิดของมันเองได้ พอคิดเรื่องอะไรได้ ก็เกิดมโนวิญญาณขึ้นมา เมื่อจิตน้อมคิด ไปถึงเรื่องหนหลังก็ได้ แล้วได้สิ่งนั้นมาเป็นอารมณ์ เรียกว่าธัมมารมณ์. มโน คือใจ อาศัยใจด้วย ธัมมารมณ์ด้วย ย่อมเกิดมโนวิญญาณ ความรู้สึกรู้แจ้ง ทางมโนขึ้นมา ทำให้เกิดผัสสะ เกิดเวทนา เกิดตัณหา เกิดอุปาทาน ภพ ชาติ อย่างเดียวกันอีก. ทั้ง ๖ คู่เป็นอย่างนี้ แล้วคู่ที่เป็นปัญหาแก่มนุษย์มากที่สุด ก็ดูจะ เป็นเรื่องสัมผัสทางผิวหนัง อันเป็นที่ตั้งของกามารมณ์. คู่ทางตานี้ก็ไม่น้อย เพราะมันมีโอกาสมากกว่าทางอื่น; แต่ที่ยืดเยื้อเรื้อรัง ก็คือคู่ทางใจ ทาง มโนกับธัมมารมณ์นี้ เพราะว่ามืดค่ำแล้ว ดับไฟแล้ว มันก็ยังคิดนึกได้ ไม่ต้อง มาทางตา ทางหู มันก็ยังรู้สึกคิดนึกได้. เป็นอันว่าให้เข้าใจเรื่องทั้ง ๖ คู่นี้ไว้ ให้ดีๆ เพื่อจะศึกษาเรื่องพฤติของจิต ว่ามันไวเท่าไร.

น.220 พึงศึกษาให้รู้ทันถึงการปรุงแต่งของอายตนะ ทีนี้ ก็อยากจะบอกต่อไปถึงความที่มันไวเท่าไร เป็นระยะ ๆ ; ระยะ แรกก็จะพูดว่า ธาตุ ธา - ตุ, ปรุงแต่งเป็นอายนตะขึ้นมา จนกระทั่งเกิด วิญญาณอย่างที่ว่า ที่รู้สึกทางตา ทางหู เป็นต้น. ธาตุปรุงแต่งอายตนะ ก็ หมายความ ตามหลักพุทธศาสนา คือ มีแต่ธาตุ อยู่ก่อน : ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ธาตุอากาส ธาตุวิญญาณ นี้ ๖ ธาตุ แล้วก็มีธาตุตา ธาตุหู ธาตุจมูก ธาตุลิ้น ธาตุกาย ธาตุใจ นี้มีสักว่าเป็นธาตุอยู่. แล้วก็มีธาตุข้างนอก คือ ธาตุรูป ธาตุเสียง ธาตุกลิ่น ธาตุรส ธาตุโผฏฐัพพะ ธาตุธัมมารมณ์อีก ๖ ธาตุ. ที่เป็นธาตุพื้นฐาน ก็มีอยู่ ๖ ธาตุคือ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาส วิญญาณ นี้ แล้วมันต้องได้ธาตุ เช่น ในกรณีที่จะเกิดความเห็นทางตา ก็ต้องมี • จักษุธาตุเข้ามาช่วยด้วย ร่วมกันด้วยกับธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาส วิญญาณ อะไรนี้ แล้วจึงจะเกิดจักษุอายตนะ คือตาที่จะทำหน้าที่เห็นรูป โดยเฉพาะในกรณี นั้น ๆ ได้ นี้เรียกว่าอายตนะคือตา นั้นเพิ่งเกิด เมื่อธาตุทั้งหลาย รวมทั้งธาตุ ตาด้วยปรุงกันขึ้นมา แล้วมันไวเท่าไร. อย่างที่ตาเราเหลือบไปเห็นอะไร นี้มันไวเท่าไร, การที่เห็นด้วยความ สนใจ ซึ่งจะเป็นที่ตั้งของกิเลสนั้น มันไวเท่าไร. นี้เอาแต่ในระยะที่ธาตุเหล่านี้ ที่จะปรุงตา สำหรับเห็นขึ้นมาในขณะนั้น มันเร็วเท่าไร, หรือว่า ธาตุเหล่านี้ ที่อาศัยโสตธาตุ แล้วปรุงขึ้นมาเป็นหู ทำหน้าที่ฟังเสียงในขณะนั้น มันไวเท่าไร หรือว่าธาตุที่จะปรุงขึ้นมาเป็นจมูก ที่รู้กลิ่น ในขณะนั้นทันควันนั้น มันเร็วเท่าไร. คำกล่าวตอนนี้ ขอให้รู้ไว้เสียด้วยว่า มันไม่เหมือนกับที่เรารู้ เราเรียน กันอยู่ก่อน ซึ่งเราเรียนกันมาแล้ว ฟังดูคล้ายกับว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

น.221 มันมีอยู่ตลอดเวลา. นี่เพราะมันไวเกินไปจนเราไม่รู้ว่าเพิ่งเกิด ในทางพุทธ- ศาสนาเขาไม่ถือว่ามันเกิดแล้วอย่างนั้น ; แต่เขาถือว่า มันเพิ่งเกิด แม้ตา มันก็เพิ่งเกิด, หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันก็เพิ่งเกิด เฉพาะเรื่องเฉพาะราว แล้วก็ดับไป แล้วผลัดกันเกิด. ฉะนั้นเรามี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ พร้อมกัน ไม่ได้ ในฐานะที่ทำหน้าที่ทางนั้น ๆ แต่ว่า เรามีธาตุตา ธาตุหู ธาตุจมูก ธาตุลิ้น ธาตุกาย ธาตุใจ อยู่ตลอดเวลา ; เหมือนกับว่า มีอยู่ตลอดเวลา คือมันพร้อม ที่จะปรุงขึ้นมา ให้ตาทำหน้าที่ ให้หูทำหน้าที่ ให้จมูกทำหน้าที่. รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐ์พพะ ธัมมารมม์ ข้างนอกนั้น ก็เรียกว่าเป็น ธาตุ มันก็มีอยู่พร้อมตลอดเวลา ; แต่ถ้ายังไม่เข้ามาสมทบกันกับตา เป็นต้นนี้ ก็ยังไม่มีความหมาย มันมีอยู่โดยไม่มีความหมาย. การที่ธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ ในร่างกายเรา จะปรุงให้ ตา หู ฯลฯ ทำหน้าที่ในขณะที่มีรูป หรือเสียง ฯลฯ ข้างนอกมากระทบนี้ จึงจะเรียกว่า มันมีขึ้น แล้วมันไวเท่าไร. ขอให้คิดดูว่า การปรุงเช่นนั้นมันไวเท่าไร มันไวยิ่งกว่าสายฟ้าแลบ ไวจนหลอกให้คนโง่ หรือให้พวกเรานี้โง่ไปว่า มันมีอยู่ตลอดเวลา; แต่ แท้ที่จริงนั้นมันเพิ่งเกิดขึ้น ตาก็เพิ่งเกิดขึ้น ในกรณีที่ตาเห็นรูป, หูก็เพิ่งเกิดขึ้น ในกรณีที่หูได้ฟังเสียง, จมูกก็เพิ่งเกิดขึ้น ในกรณีที่มันได้กลิ่น ฯลฯ. นี้จึงเรียกว่า เป็นหลักพื้นฐานที่จะเข้าใจพุทธศาสนาได้ เพราะว่าเรื่องของกิเลส มันอยู่ที่ตรงนี้. ให้รู้จักการปรุงแต่งของอายตนะว่าเร็วมาก ในชั้นแรกจะพูดถึงว่า ธาตุทั้งหลายปรุงเป็นอายตนะขึ้นมา มีตา มีหู เป็นต้นนี้มันไวเท่าไร ไปคำนวณดูซิ มันเกิดวิญญาณขึ้นในที่สุด เช่น การเห็น ทางตา เกิดขึ้นไวที่สุด ที่ตากระทบรูปแวบเดียว มันก็เกิดจักษุวิญญาณ - การ

น.222 เห็นของตาแล้ว. นี่ ๓ อย่างนี้กระทบกันเป็นผัสสะ นี้ไวเท่าไร ; นี่หมายถึง เราไม่รู้ว่าเกิดเมื่อไร มีผัสสะเมื่อไร ด้วยซ้ำไป พอกระทบก็เห็นแล้ว เป็นผัสสะ แล้ว. ทีนี้ผัสสะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา คือรู้สึกถูกตา หรือไม่ถูกตา นี่มันไว เท่าไร ; พอเราเห็น เราก็มีความรู้สึกถูกตา หรือไม่ถูกตาเสียแล้ว, เกิดเกลียด น้ำหน้า หรือว่าน่ารักน่าเอ็นดูอะไรก็ตาม ; มันไวถึงขนาดนี้. การสัมผัสทางตาจะปรุงให้เกิดเวทนาทางตาขึ้นมา มันไวเท่าไหร่ ; เมื่อเราเห็นรูปที่น่ารักเราก็อยากได้ หรืออยากอะไรเสียแล้ว ; เมื่อเห็นรูปที่ น่าเกลียด เราก็อยากอย่างใดอย่างหนึ่งเสียแล้ว มันไวเท่าไร. มันคล้าย ๆ กับว่า มันไม่มีช่องให้เรามีสติสัมปชัญญะได้เลย มันเกิดตัณหาเสียแล้ว มันก็ยากแล้ว. ทีนี้มันก็เกิดอุปาทาน รู้สึกอยากอย่างนั้นอย่างนี้แล้ว ความรู้สึกปรุงเป็น ฉันอยาก ฉันต้องการ นี้มันไวเท่าไร เรียกว่ามันยิ่งกว่าสายฟ้าแลบทั้งนั้น. เมื่อเกิดอุปาทานแล้ว ก็แน่นอนว่า มีตัวกู - ของกูขึ้นมา แล้วก็ โกรธ รักอะไร โลภ โกรธ หลงอะไร เต้นเร่า ๆ อยู่, หรือว่าไปตี ไปด่า ไปฆ่า ไปอะไรเขาเสร็จแล้ว. เหมือนว่าคนที่เกลียดกัน พอเห็นหน้ากัน มัน ก็ฟั่นกันตายเลย ยิงกันตายเลย. นี่เราคิดว่า มันระยะเดียวเท่านั้น ที่พอเห็นแล้ว ก็พันกันตายเลย ฆ่ากันตายเลย ; แต่ที่จริงมันมีครบทั้งหมดนี้ ตาเห็นรูป ตาอาศัยรูป เกิดจักษุวิญญาณ, สามอย่างนี้ถึงกันเข้า เรียกว่าผัสสะ ผัสสะให้เกิด เวทนาคือว่าเกลียด หรืออะไร ไม่ชอบตา แล้วเกิดตัณหา อยากฆ่ามันเสีย แล้วก็มี อุปาทาน มีอะไรเสร็จหมด, จนถึงกับมีการฆ่าเขาเลย. ทั้งหมดนั้นเสียอีก จะเท่ากับสายฟ้าแลบแวบเดียว แต่แบ่งเป็นตอน ๆ ได้สัก ๑๐ ตอน. ทีนี้ ตอนไหน ที่เราจะทำให้มีสติสัมปชัญญะทันท่วงที ที่จะ ป้องกันความผิดร้าย หรือความทุกข์เหล่านี้ได้ ดูตอนไหน? เพราะแต่

น.223 ละตอนเร็วยิ่งกว่าสายฟ้าแลบ แล้วเราจะเอาสติปัญญาสามารถที่ไหนมาหยุดสิ่งเหล่านี้ ไว้ได้ ซึ่งมันเร็วยิ่งกว่าสายฟ้าแลบ. ถ้าตามหลักของธรรมะนี้ก็ต้องเรียกว่า จะต้องตั้งต้นกันเมื่อถึงขณะจิต ที่เรียกว่าผัสสะ, ขณะจิตที่เรียกว่าผัสสะนั้น คือที่ตาอาศัยรูป ถึงกันเข้าแล้ว เกิดจักษุวิญญาณ สามอย่างนี้ถึงกันเข้าเรียกว่าผัสสะ. ตอนผัสสะนี้แหละสำคัญ ; ถ้าว่ามันไม่เกิดอวิชชา คืออวิชชา - ความไม่รู้ สภาพปราศจากความรู้ ไม่เข้ามาผสมโรงละก็ มันจะเกิดความรู้สึกตัว ที่เป็นสติสัมปชัญญะได้ เพราะอวิชชาจะอยู่ด้วยกันไม่ได้กับสติสัมปชัญญะ. ถ้าสติ สัมปชัญญะมี อวิชชาก็ไม่มี, ถ้าอวิชชามี สติสัมปชัญญะก็ไม่มี. นี่จะชิง เนื้อที่กันที่ตรงไหน เมื่อไร ก็ตรงที่ผัสสะ. ถ้าเราอบรมมาดี หรือว่าเราเป็นผู้มีการศึกษาดี คิดนึกไว้ดีล่วงหน้า อยู่เสมอแล้ว ในขณะแห่งผัสสะนั้น ก็จะมีสติสัมปชัญญะได้ เช่น ตาเห็น รูป นี้ก็มีสติสัมปชัญญะมาด้วย พร้อมกับผัสสะนั้น. ฉะนั้นสติสัมปชัญญะนี้ ก็ช่วยป้องกันไม่ให้ทำไปในทางที่ผิด ไม่ให้เกิดตัณหา ไม่ให้เกิดอะไรทุกชนิดที่ จะเป็นทุกข์ ; แต่ถ้ามันไม่เป็นอย่างนั้น ก็มีอวิชชาเท่านั้น คือสภาพที่ปราศจาก ความรู้ เรียกว่าอวิชชาเกิดขึ้นพร้อมกันไปในผัสสะนั้น ก็เลยเป็นผัสสะที่ผิด คือ ตั้งต้นความผิด ให้เกิดเวทนาที่เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือของกิเลส แล้วก็ไปตาม เรื่องของกิเลสแล้วเป็นทุกข์. ถ้ามีสติสัมปชัญญะมาทันควัน ในผัสสะนั้น ก็ไม่มีอวิชชา ก็เลย เกิดความรู้สึกถูกต้องติดตามมาเป็นลำดับ ; แม้จะเกิดเวทนา มันก็เกิดมาสำหรับ รู้ว่าอะไรเป็นอะไร, เราควรจะทำอย่างไร, มันพาไปทางอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งตรงกัน ข้าม คือไม่เป็นกิเลส ไม่เกิดเหตุร้าย ; อย่างที่ว่าเมื่อตะกี้ถึงกับฆ่าเขาตายนั้น.

น.224 นี่คือเค้าเงื่อนของการที่มีธรรมะให้ทันแก่เวลา แม้แห่งขณะจิต. ขณะจิตคือเวลาที่สั้นมาก เรียกว่าสายฟ้าแลบ แล้วเราพยายามมีธรรมะให้ทันแก่เวลา แห่งขณะจิตนั้น. ลองคิดดูว่า มันเป็นเรื่องที่ละเอียดประณีตเท่าไร เร็วเท่าไร หรือว่าต้องใช้ความสามารถกันสักเท่าไร. การมีธรรมให้ทันแก่เวลา ต้องกระทำในขณะแห่งสัมผัส จะพูดสรุปความก็ว่า เมื่อมีการกระทบของอายตนะ คือขณะที่สำคัญ ที่สุด. ถ้าทำผิด ก็ผิด, ถ้าทำถูก ก็ถูก. เมื่อตาเห็นรูปแล้วเกิดการเห็นทางตาขึ้น, เมื่อหูได้ฟังเสียงแล้ว เกิดการได้ยินเสียงขึ้น, หรือจมูกได้กลิ่นแล้ว เกิดการ รู้สึกกลิ่นขึ้น, ลิ้นได้ชิมรสแล้ว รู้สึกรสขึ้น, ทางกายสัมผัสผิวหนัง กายได้สัมผัส สิ่งที่มากระทบผิวหนัง แล้วเกิดความรู้สึกทางผิวกายขึ้น ; นั่นเรียกว่า ผัสสะ, ขณะแห่งผัสสะ กระทั่งจิตระลึกนึกอะไรขึ้นมาได้ ก็เรียกว่าขณะแห่งผัสสะทางใจ. ผัสสะก็เลยมี ๖ ในขณะแห่งผัสสะใดผัสสะหนึ่ง นั่นแหละ คือขณะที่จะเป็น หรือตายกันในทางธรรมะ. ฉะนั้นจึงต้อง ขโณ มา โว อุปจฺจคา - ขณะ อย่าเป็นไปล่วง, อย่าเข้าไปล่วงซึ่งขณะทั้งหลายเลย ; นี้เป็นพระพุทธภาษิต และภาษิตของใครต่อใครอีกเยอะแยะ ซึ่งตรงกันหมด. นี่เป็นการสอนให้รู้จักทำเกี่ยวกับสิ่งที่เร็วยิ่งกว่าสายฟ้าแลบ แล้วคน โดยมากก็จะยอมแพ้เสีย คือสู้ไม่ไหว ปล่อยไปตามบุญตามกรรมดีกว่า; นี่ กลัวว่าจะเป็นกันอย่างนี้เสียโดยมาก ไม่พยายามฝึกฝนการมีสติสัมปชัญญะ ให้ ทันควันให้ทันท่วงที. เมื่อมีผัสสะในทางใดก็ตามใน ๖ ทางนั้นละก็ ให้มีสติ- สัมปชัญญะเกิดขึ้น ; อย่าเปิดช่องว่างไว้ให้อวิชชาเกิดขึ้น. ทีนี้ เราจะพูดกันให้ง่าย ๆ ให้จำกันง่ายๆ คือว่า เมื่อมีผัสสะทางอายตนะ ใดก็ตามใน ๖ ทางนั้น มีผัสสะขึ้นมาแล้ว ควรจะเป็นวิชชาสัมผัส เรียกว่า

น.225 วิชชาสัมผัส คือสัมผัสด้วยวิชชา ซึ่งหมายถึงสติสัมปชัญญะ. อย่าให้กลายเป็น อวิชชาสัมผัส คือสัมผัสด้วยอวิชชา สัมผัสของอวิชชา สัมผัสโดยอำนาจของอวิชชา. การสัมผัสทางตาก็ดี ทางหูก็ดี ทางจมูกก็ดี กระทั่งสัมผัสทางใจก็ดี สัมผัสนั้นต้อง เป็นวิชชาสัมผัส จึงจะรอดตัว คือมีสติสัมปชัญญะมาทันท่วงที. ถ้าไม่อย่างนั้น แล้ว มันก็มีอวิชชาสัมผัส ซึ่งเป็นง่ายมาก เพราะอวิชชาพร้อมอยู่ทุกเมื่อ. สภาพที่ปราศจากความรู้นี้ คล้าย ๆ กับว่ามีอยู่ในที่ทุกหนทุกแห่ง แล้วก็ ในสิ่งทั้งปวง ; ฉะนั้นการที่จะแก้ไข หรือป้องกันสิ่งนี้ ก็จะต้องเก่งมาก จะ ต้องรู้จักฝึกฝนให้เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ ก่อนมีการเคลื่อนไหวใด ๆ ทั้งสิ้น นับตั้งแต่หยาบ ๆ; เช่นว่า เราจะวางของ เราจะปิดประตู ก็หัดให้มีสติสัมปชัญญะ ไว้ก่อน. นั้นมันเป็น ก ข ก กา อะไรเบื้องต้น แล้วจึงจะเร็วขึ้นมา เร็วขึ้นมา จนกระทั่งถึงกับว่า ตาเห็นรูปก็มีสติสัมปชัญญะ, หูได้ยินเสียง ก็มีสติสัมปชัญญะ ทันควันเสมอ ; นี่ก็เลยป้องกันการเกิดแห่งอวิชชาในสัมผัสนั้น ๆ ได้. เมื่อมีสัมปชัญญะ เวทนา ตัณหา ก็เกิดไม่ได้; แม้จะเกิด เวทนา ก็จะเกิดไปในทางเป็นความรู้ เป็นการศึกษา ไม่เป็นเวทนาชนิดที่ว่ามา จากอวิชชาสัมผัส เพราะว่ามันเป็นเวทนาชนิดที่มาจากวิชชาสัมผัส ; เพราะฉะนั้น เวทนานั้น ก็กลายเป็นเวทนาสำหรับศึกษา สำหรับรู้ความจริง สำหรับรู้ความถูกต้อง สำหรับปฏิบัติถูกต้อง. แต่ถ้าในขณะแห่งสัมผัสนั้นมันเผลอไป อวิชชามันเข้ามา ก็จะเป็นอวิชชาสัมผัส แล้วเวทนาที่มาจากสัมผัสชนิดนั้น ก็จะเป็นเวทนาสำหรับ กิเลสเสมอ; เพราะว่าเกิดมาจากอวิชชา ก็เลยเป็นเวทนาที่ให้เกิดตัณหา เกิด อุปาทานเกิดทุกข์ไปเลย. ขอให้รู้ไว้ว่า มีการแยกทางเดินกันที่ตรงนี้ คือตรงที่สัมผัส เรามีตา มีหู มีจมูก ลิ้น กาย จะหลีกไม่พ้นที่จะไม่สัมผัสกันกับ รูป เสียง กลิ่น รส

น.226 โผฏฐรัพพะ ธัมมารมณ์ ; ในเมื่อสัมผัสแล้วนี้ จะมีเป็นสองทาง คือ ทางวิชชา สัมผัส หรือทางอวิชชาสัมผัส. ธรรมะนี้ต้องการให้มีวิชชาสัมผัส แล้วก็ให้ ทันแก่เวลา ซึ่งมีอยู่เพียงขณะจิตเดียว ซึ่งเร็วมากยิ่งกว่าสายฟ้าแลบ จึงต้องฝึก กันเป็นการใหญ่ ฝึกให้เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์. การฝึกสมาธิภาวนานั้น มีอานิสงส์ ให้สติสัมปชัญญะสมบูรณ์ อยู่ด้วยอย่างหนึ่งเสมอไป จะฝึกอานาปานสติ หรือสมาธิแบบอื่นก็ได้. ถ้าฝึกตามเรื่องให้ถูกต้องของเรื่องนั้น ๆ แล้ว จะเป็นการฝึกสติสัมปชัญญะด้วยเสมอ; เพราะว่าต้องมีสติสัมปชัญญะติดต่อไม่ขาดสาย สมาธินั้นจึงเป็นไปได้. เมื่อไป ฝึกสมาธิเข้า โดยเฉพาะสมาธิในอานาปานสตินี้ละก็ จะกลายเป็นคนมีนิสัย มีสติสัมปชัญญะอยู่ตลอดเวลา คือพร้อมอยู่ตลอดเวลา ที่จะมีสติสัมปชัญญะ จึง เกิดอวิชชาสัมผัสได้ยาก มันง่ายที่จะเกิดวิชชาสัมผัส มีสติทันแก่เวลาอย่างนี้. ทีนี้ ปัญหาที่ประสบกันอยู่โดยมาก ก็เช่นว่า ทำอย่างไรเราจึงจะไม่ โกรธ ไม่บันดาลโทสะ. เรื่องโทสะดูจะเป็นปัญหามากที่สุด หรือเป็นปัญหาที่ มันโพลงออกมาข้างนอก ให้คนเขาเห็นได้มากที่สุด. และทำอย่างไรจึงจะป้องกัน การเกิดแห่งโทสะได้ ? หมายความว่า เขาจนปัญญา เพราะมันเกิดเร็ว จนเขาไม่ รู้ว่าจะป้องกันมันอย่างไร ; ถ้าเราอธิบายกันแบบนี้ เขาจะไม่ทนฟังด้วยซ้ำไป ก็เลยปล่อยเลยตามเลย. แม้พวกราคะ คือความรักนั้นก็เหมือนกัน มันก็เร็วเท่ากันกับโทสะ เมื่อเห็นอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความรัก พอสักว่าสัมผัสทางตาเกิดขึ้นแล้ว ก็มีความ รักเกิดขึ้น มันเร็วมาก พรวดเดียวไปถึงมีความรู้สึกรัก นี้สำหรับอารมณ์เป็นที่ ตั้งแห่งความรัก มันก็รักพรวดเดียว รวดเดียวไปถึงความรัก.

น.227 อารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความโง่ ความไม่รู้ ความหลง มันก็รวดเดียว พรวดเดียวไปถึงความหลง คือความไม่รู้เท่า ไม่รู้จักสิ่งเหล่านั้น สิ่งที่มากระทบ นั่น. ความไม่รู้เท่าทันในสิ่งนั้น เขาเรียกว่าความหลง มันก็เกิดขึ้นพรวดเดียว เป็นความหลง. ราคะ ก็ดี โทสะ ก็ดี โมหะ ก็ดี รวดเดียวเกิดขึ้นเหมือนกับฟ้าแลบ นี่ก็จะต้องฝึกสติสัมปชัญญะนี้ ที่จะป้องกัน ไม่ให้รวดเดียวเป็นความรัก รวด เดียวเป็นความโกรธ รวดเดียวเป็นความโง่ ไม่รู้เท่าทันสิ่งนั้น ๆ. นี้คือข้อความที่พูดว่า มีธรรมะให้ทันแก่เวลา มีธรรมะอย่างในที่นี้ ก็คือมีสติสัมปชัญญะ; แล้วก็ให้หันแก่เวลา ซึ่งเร็วมาก เร็วกว่าเวลา สายฟ้าแลบ คือเวลาที่มีการสัมผัสด้วยอายตนะนั้น ๆ ด้วยอารมณ์นั้น ๆ ให้มีสติ สัมปชัญญะให้ทันแก่เวลา ที่มีการสัมผัสด้วยอารมณ์นั้น ๆ. นี่เรียกว่า เป็นผู้มี ธรรมะทันแก่เวลาโดยแท้จริง แม้ว่าเวลานั้นจะมีสั้นมาก ชั่วขณะสายฟ้าแลบ เท่านั้น ก็ทำได้ทัน. ขณะที่ธาตุทั้งหลายจะปรุงให้เป็นอายตนะ เช่น ตา ที่จะทำหน้าที่ เห็นขึ้นมา นี้ก็เร็วมากแล้ว แต่นี่มันยังไกล และไม่ค่อยเกี่ยวกับเรา เกี่ยวกับการ ศึกษานี้เป็นเรื่องของธรรมชาติ. แต่พอเกิดอายตนะ เช่น ตา สำหรับกระทบรูป จักษุวิญญาณแล้ว มันมีการเห็นทางตาแล้ว ; นี่เริ่มรู้สึกตัว ที่ว่ามันต้องตั้งต้น แล้ว เป็นจุดตั้งต้นแล้ว เพราะว่าสามประการนั้นถึงกันเข้าแล้ว เรียกว่าผัสสะ ผัสสะนี้ จะเป็นผัสสะดี หรือผัสสะร้าย. ถ้าเป็นผัสสะดี ประกอบ อยู่ด้วยสติสัมปชัญญะ หรือ วิชชา ก็เป็นการศึกษา, เป็นการรู้ว่าควรทำ

น.228 อย่างไร ให้ถูกต้องให้ดี ให้มีประโยชน์ เป็นการศึกษาไปทันที ; แล้วเป็น การกระทำที่ถูกต้องติดต่อกันไป. ถ้าเป็นผัสสะเลวผัสสะร้าย คือมีอวิชชาเข้า ครอบงำแล้ว ก็ไม่มีทางจะรู้; ก็รู้สึกนึกคิดไป ในทางที่เป็นกิเลส แล้วก็ เป็นทุกข์. ฉะนั้นการป้องกันไม่ให้กิเลสเกิดขึ้นในขณะแห่งผัสสะนั้นแหละ คือการมีธรรมะได้ทันแก่เวลา แม้ว่าเวลานั้นจะมีสั้นมากยิ่งกว่าสายฟ้าแลบ. นี่ขอให้สนใจเรื่องนี้ ซึ่งพูดกันสั้น ๆ เพียงคำเดียวว่า "ทันแก่เวลา" แต่เป็นเวลาของขณะจิต ซึ่งเร็วมาก. ส่วนเวลาอย่างอื่น ๆ นั้น ไม่ต้องพูดกัน ก็ได้ เช่นทันตามฤดูกาล หรือว่า ทันตามสถานการณ์ นี้ก็ไม่ยาก เพราะเห็น ๆ กันอยู่ มันเป็นสิ่งที่มองเห็นกันได้ ; แต่ให้ทันแก่ขณะจิตนี้ยาก เป็นสิ่งที่มอง ไม่เห็นด้วย แล้วก็รู้สึกได้ยากด้วย. เอาละ ขอให้ทบทวนกันไว้เสมอ .. ผมจะไม่พูดเรื่องอื่นในการบรรยาย ชุดนี้ นอกจากจะพูดแต่เรื่องคำว่า ธรรมะ คำเดียว ในลักษณะที่เกี่ยวข้องกับเรา อย่างจำเป็น ; เหมือนกับว่า เป็นแผ่นดินสำหรับอาศัยอยู่ แล้วก็ทำหน้าที่ที่ เกี่ยวกับแผ่นดินนั้นให้ถูกต้อง กระทั่งถึงว่า มีธรรมะเหมือนแผ่นดินนั้น ให้ทัน แก่เวลา, 'แม้ว่า เวลาในที่นี้จะหมายเพียงขณะจิต ซึ่งเร็วมาก เหมือนกับสายฟ้าแลบ. พอกันทีสำหรับวันนี้ ขอยุติไว้เพียงเท่านี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต