Buddhadasa.org

มหิดลธรรม ครั้งที่ ๙ — อุบายมีสติสัมปชัญญะให้ทันแก่ขณะจิต

มหิดลธรรม — คำอบรมภิกษุนิสิตมหาวิทยาลัยมหิดล บวชภาคฤดูร้อน ปี ๒๕๑๗ และ สิ่งที่ทุกคนควรรู้จัก คำอบรมภิกษุนิสิตจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย บวชภาคฤดูร้อน ปี ๒๕๑๗ ณ สวนโมกขพลาราม · วันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๑๗

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.229 ท่านนักศึกษา ผู้มีความสนใจในธรรมทั้งหลาย, การบรรยายธรรมะโดยหัวข้อใหญ่ว่า ธรรมะนั้นเสมอด้วย แผ่นดิน เป็นครั้งที่ ๙ ในวันนี้นั้น จะได้กล่าวโดยหัวข้อย่อยว่า อุบาย มีสติสัมปชัญญะให้ทันแก่ขณะจิต. ขอให้ทำความรู้สึกไว้ในใจอยู่เสมอว่า การบรรยายด้วยหัวข้อ ว่า “ธรรมะเสมอด้วยแผ่นดิน" นี้ มีความมุ่งหมายอันแท้จริงในข้อ ที่ว่า ต้องการให้เรามีธรรมะได้จริง, และมีอยู่กันเป็นประจำ เหมือน กับที่เราต้องอยู่บนแผ่นดิน หรือบนผิวโลกนี้ คืออยู่กันจริง ๆ ต้องอยู่ ๑๙๖

น.230 ได้จริง ๆ. การบรรยายในบางคราว หรือบางชุดนั้น ไม่ได้มีความ มุ่งหมายอย่างนี้ เพราะฉะนั้นจึงพูดเรื่อยเปื่อยไป หลายเรื่องหลายราว ; แต่การบรรยายชุดนี้มุ่งหมายจะให้เป็นเรื่องเดียว ที่สำเร็จประโยชน์คือ ให้มีธรรมะกันได้จริงๆ จึงพูดกันแต่หัวข้อนี้โดยนัยอันละเอียด เป็น ขั้น ๆ ไป. ธรรมะมีความจำเป็นและเนื่องกันอยู่กับเรา เหมือนกับแผ่นดิน จัดการกับแผ่นดินคือธรรมะนั้นให้ถูกต้อง นี้คือหน้าที่ แล้วไม่ต้องกลัว ; หน้าที่ จะมีผลสมควรแก่หน้าที่. แต่ว่าเรามีหน้าที่โดยเฉพาะ คือตามแบบของพุทธบริษัท ; ดังนั้นต้องมีธรรมะให้ตรงตามหน้าที่ของพุทธบริษัท โดยทำให้ธรรมะนั้นอยู่กับ เนื้อกับตัวจริง ๆ และที่ยิ่งไปกว่านั้นอีกก็คือ ต้องมีธรรมะให้ทันแก่เวลา ดังที่ กล่าวแล้วโดยละเอียด ในการบรรยายครั้งที่แล้วมา. วันนี้ก็จะได้กล่าวโดยหลักที่ว่า มีธรรมะให้ทันแก่เวลานั้นอีกเหมือนกัน แต่ว่าเป็นเวลาที่ละเอียดที่สุด คือเป็นเวลาแห่งขณะจิต จึงต้องมีอุบายที่จะมีธรรมะ คือ มีสติสัมปชัญญะนั้น ให้ทันแก่ขณะจิต. ขอให้เข้าใจให้ชัดเจนอยู่เสมอว่า ธรรมะทันแก่เวลา หรือมีหน้าที่ทัน แก่เวลานั้น มีหลายขนาด กระทั่งว่า ทันแก่ชีวิตความตายในชาติหนึ่ง ทันแก่วัย เช่นปฐมวัย มัชฌิมวัย ปัจฉิมวัย กระทั่งทันแก่ความต้องการเฉพาะเรื่องนั้น ๆ ในวัน หนึ่ง ๆ; นี้มันยังหยาบ แล้วเป็นเรื่องทั่วไป ซึ่งพอจะเข้าใจกันได้เองแล้ว. ที่นี้ก็มีเรื่องที่เป็นปัญหาที่สุด ก็คือว่า เรื่องที่เกี่ยวกับขณะของจิต ซึ่งเร็วจนไม่รู้ว่าจะวัดกันอย่างไร ด้วยเครื่องมือวัดตวงตามธรรมดานี้ ; แต่ก็พอ

น.231 จะเข้าใจกันได้ ว่ามันหมายถึงขณะจิตครั้งหนึ่ง ๆ ซึ่งเป็นปัญหาแก่เราอย่างลึกซึ้ง. ฉะนั้นเราไม่รู้สึกตัวทันท่วงที ในขณะที่มีเรื่องให้โกรธ ก็ไปโกรธเสียแล้ว ไม่ยับยั้ง ไว้ได้ทันท่วงที, ที่มีเรื่องให้รักก็ไปรักเสียแล้ว, มีเรื่องให้เกลียดก็ไปเกลียด เสียแล้ว, มีเรื่องให้กลัว ก็กลัวเสียแล้ว อย่างนี้เป็นต้น ; ซึ่งเป็นปัญหา อย่างยิ่ง สำหรับคนที่ตั้งใจจะทำอะไรให้ดีที่สุด. ถ้าเป็นคนโง่ คนอันธพาล คนหลง ก็ไม่ค่อยสนใจในเรื่องอย่างนี้ คือจะปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติอย่างนี้ โดยที่เขาถือเสียว่ามันเป็นสิ่งที่จัดการไม่ได้. เดี๋ยวนี้เราเป็นพุทธบริษัท เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้ เบิกบาน ฉะนั้นจึงมีความเชื่อแน่ไปในทางที่ว่า ย่อมทำได้ เพราะว่าเป็นสิ่งที่ พระพุทธองค์ได้ทรงสอนไว้ การมีธรรมะ คือมีสติสัมปชัญญะให้ทันแก่ขณะ จิตนั้น ๆ ซึ่งเร็วเหมือนกับสายฟ้าแลบ นี่เป็นเรื่องที่จะพูดกันในวันนี้. การที่จะมีธรรมให้ทันแก่ขณะจิต ต้องรู้จักปัญหาเสียก่อน สิ่งแรกที่จะนึกถึงกันก่อน ก็คือว่า ปัญหาที่มีอยู่จริง ปัญหาที่มีอยู่ จริงในกรณีที่กำลังพูดนี้ ก็หมายความว่า โลกนี้ทั่วไปทุกหนทุกแห่งตลอดเวลานี้ มีสิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความรัก ความโกรธ ความเกลียด ความกลัว ความเศร้า ; นี่ยกมาดูสัก ๕ อย่างก็พอแล้ว เอามาเป็นตัวอย่าง : ๑. เราจะต้องมองให้เห็น หรือจะต้องรู้สึกกันจริง ๆ ว่า มันเต็มไปด้วย สิ่งที่ทำให้รัก นี้พวกหนึ่ง ซึ่งก็เป็นปัญหามาก และเป็นกิเลสประเภทที่ทำ อันตรายมาก และลึกซึ้งด้วย. ๒. สิ่งที่มาทำให้โกรธนั้น ก็รู้จักกันดี เพราะว่าย่อมเคยโกรธกันอยู่ เป็นประจำ.

น.232 ๓. ส่วนเกลียด นี้ก็ไม่ใช่เล่น คนขี้เกลียดนั้น เป็นคนที่หาแผ่นดิน อยู่ยาก. ๔. เรื่องกลัว นี้ก็กลัวสิ่งที่เป็นที่ตั้งแห่งความกลัว มิได้หมายถึงแต่ เพียงสิ่งซึ่งเป็นของอยู่ข้างนอก เป็นวัตถุ เป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นอะไรนี้ แต่ ยังหมายถึงสิ่งข้างใน คือความรู้สึกในใจ. ๕. เรื่องเศร้า หมายความว่าเรื่องที่ทำให้เศร้า ให้ท้อแท้ ให้อ่อนเพลีย ให้ถอยกำลัง เหล่านี้ก็มีทั่วไปทั้งข้างนอก และข้างในที่จะเกิดขึ้นมาเอง. อนึ่ง ยังจะต้องสังเกตดูอีกชั้นหนึ่ง คือถึงกับรู้สึกว่า ปัญหานี้ บางที มันก็มีขึ้นมา อย่างที่ไม่มีเหตุผล. บางทีตื่นนอนขึ้นมาก็รู้สึกมีอารมณ์อย่างใด อย่างหนึ่ง ในบรรดา ๔ - ๕ อย่างที่กล่าวแล้ว, บางทีก็เป็นเรื่องรำคาญใจ เป็นเรื่องเศร้า เป็นเรื่องละห้อยละเหี่ย มาเสียตั้งแต่แรกตื่นนอน. แต่ที่จริง นั้นมันก็มีเหตุผล เว้นแต่มันออกมาอย่างที่เราไม่รู้จัก ว่าเหตุผลนั้นมันเป็นอย่างไร. ปัญหาอย่างนี้ก็มีได้ แม้แก่คนที่หมดปัญหาอื่นแล้ว เช่นร่ำรวยเป็นเศรษฐีแล้ว เป็นผู้มีอำนาจวาสนา เป็นอะไรก็ตาม กระทั่งว่าเป็นเทวดา ก็ยังมีได้. ลองคิดดูว่า มี ใครบ้างที่หยิบเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นปัญหา ; เขาจะมี ปัญหากัน แต่เรื่องทำมาหากิน หรือการงานในหน้าที่ ; แต่แล้วก็ไม่พ้นไปจาก การที่จะต้องเกิดความรู้สึก รัก โกรธ เกลียด กลัว เศร้า นี้เหมือนกัน กระทั่ง จะชินเป็นนิสัย จึงปรากฏออกมาโดยไม่มีเหตุผล. อย่างนี้ก็มีใครที่ไหน สมาคมใด หรือว่ามีการศึกษาที่ไหน ที่ได้หยิบปัญหาอย่างนี้ขึ้นมาสำหรับแก้ไข บางทีจะมีแต่ การมองข้ามไป เหมือนเป็นความไม่รู้ อย่างหลับหูหลับตา. ถ้าเราจะสนใจปัญหาเหล่านี้ให้มาก เราก็จะรู้จักเรื่องของจิตนั่นแหละ ดีขึ้น จนสามารถแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับจิตได้หมด ในทุกอย่างหรือทุกระดับ ;

น.233 นี่ปัญหามีอยู่อย่างนี้ทั่ว ๆ ไปในโลก. เราต้องมีความรู้ชนิดที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ ให้ได้ ซึ่งมีอยู่ในรูปของปัญหาที่ว่า เราไม่สามารถจะสะกัดกั้นความรู้สึกที่ เลวร้ายหลาย ๆ อย่างเหล่านั้น ให้หยุดไปได้ หรือว่าถึงกับไม่ให้มันเกิดขึ้นมาได้. นี่จึงมีเรื่องที่จะพูดกันในวันนี้โดยหัวข้อที่ว่า อุบายในการมีสติสัมปชัญญะให้ทัน แก่ขณะจิต. อุบาย คือ วิธีการที่จะกระทำเพื่อจัดการกับจิต อยากจะพูดถึงคำว่า "อุบาย" สักเล็กน้อย เพราะว่าบางท่านอาจจะ ไม่ทราบ หรือเข้าใจผิดเกี่ยวกับคำๆ นี้. ในภาษาธรรมะนี้จะเต็มไปด้วยคำว่า "อุบาย" เพราะเหตุใด ? เพราะเหตุว่า เป็นเรื่องทำกับจิต คือสิ่งที่ไม่เห็นตัว, จับตัวมาดูไม่ได้, ไม่ใช่วัตถุ มันยิ่งกว่าละเอียด. ถ้าละเอียดบางทีก็พอจับตัวมา ได้ ; เดี๋ยวนี้มันยิ่งกว่าละเอียด เพราะเป็นประเภทนามธรรม. การที่จะทำกับ เรื่องที่ไม่มีตัวตนเหมือนกับผีอย่างนี้ ก็ต้องเป็นเรื่องพิเศษ หรือเก่งกว่าธรรมดา มาก ; ดังนั้นจึงใช้คำว่า อุบาย เสมอไป : อุบายที่จะทำกับจิตชนิดนั้น ชนิดนี้ อย่างนั้นอย่างนี้ เพราะว่าจิตนั้นไม่มีตัวตน. ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่นว่า เราเจริญกรรมฐาน ที่เรียกว่า อานาปานสติ นี้ก็เป็นอุบาย. เราจะทำจิตให้เป็นสมาธิ เราจะไปจับตัวจิตมาปั้นมาจัด มาทำ ได้อย่างไร ; มันไม่มีตัว มันเป็นนามธรรม จึงมีอุบายที่จะเข้าถึงจิต โดยการ กระทำผ่านทางร่างกาย. การกระทำแก่ร่างกายโดยตรงก็ยาก จึงทำโดยสิ่งซึ่ง เนื่องกันอยู่กับร่างกาย เช่น ลมหายใจ; เราจึงฝึกการบังคับลมหายใจให้ได้ ซึ่งเป็นอุบาย ที่บังคับกายเนื้อหนังนี้ให้ได้ก่อน แล้วเป็นเรื่องเนื่องมาถึงจิต จึงบังคับ จิตได้อีกทีหนึ่ง ; นี่คือลักษณะของสิ่งที่เรียกว่าอุบาย.

น.234 คำว่า "อุบาย" ในภาษาธรรมนี้เป็นคำที่ดี เป็นคำที่ต้องใช้ หมายถึง สิ่งที่จำเป็นจะต้องมี และต้องใช้ ; แต่ในภาษาไทยเราแท้ๆ คำนี้เป็นคำที่มี ความหมายไปในทางไม่ซื่อตรง. นั้นก็ขอให้ถือว่า เป็นเรื่องของภาษาไทย และ ภาษาคน ; ไม่ใช่เรื่องในภาษาธรรมะ. ถ้าในภาษาธรรมะละก็ต้องใช้สิ่งที่เรียก ว่าอุบาย ; ไม่ต้องเติมคำว่า กุศล อกุศล อะไร ; "อุบาย" ละก็เป็นอันว่าใช้ได้ เป็นคำกลาง เช่นอุบายกระทำแก่ลมหายใจ ให้มีผลลงไปถึงร่างกายและจิตด้วย เป็นต้น. อุบาย ที่จะมีวิธีการ มีเคล็ด มีอะไรในขนาดลึกซึ้ง เป็นเทคนิคอย่าง ยิ่งในทางจิตนั้น, เพื่อจะจัดการกับสิ่งที่เรียกว่า จิต ; นี้เรียกว่า อุบาย ที่จะ มีสติสัมปชัญญะ ให้ทันแก่ขณะของจิต. ลักษณะของจิตที่ควรรู้จัก ต่อไปก็จะพูดถึงเรื่องของตัวจิต ควรจะถือตามหลักธรรมดาสามัญ ที่รู้ กันอยู่ทั่ว ๆ ไปว่า สิ่งที่เรียกว่าจิตนี้มีอยู่ ๒ ระดับ : เต็มสำนึก, กับไม่เต็ม สำนึก. คำว่าจิต อย่างนี้ตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า consciousness ไม่ใช่ตรงกับ คำว่า mind. consciousness นี้บางทีก็เป็น sub เท่านั้น คือครึ่ง หรือไม่เต็ม : เป็น sub - conscious, กับเป็นเต็ม conscious. จิตของเราตามปรกติธรรมดา สามัญ ที่ควรจะรู้จักกันไว้ ก็มีอยู่ ๒ ระดับอย่างนี้ บางทีก็เต็มสำนึก บางทีก็ ไม่เต็มสำนึก คือรู้สึกโดยตรงไม่ได้. ที่ว่า "เต็มสำนึก" นั้นรู้สึกได้เต็มที่ : เรารู้สึกต่อความรู้สึกคิดนึก ของเราได้เต็มที่, แล้วก็ถึงกับมีเจตนารวมอยู่ในความรู้สึกคิดนึกนั้น. ดังนั้นจึง

น.235 จัดเป็นมโนกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งได้ สำหรับจิตเต็มสำนึก. ส่วนจิตใต้สำนึกนั้น ไม่ใช่อย่างนั้น มันไม่เต็มตามความรู้สึก แล้วไม่รู้สึกด้วยซ้ำไป; แต่มันก็มีอยู่ ภายใต้. เรื่องนี้นักวิทยาศาสตร์เขาก็ค้นคว้าทดลองกันมาก เพื่อจะใช้ประโยชน์ ; แต่เราก็ไม่ต้องถึงขนาดจะค้นกันอย่างนักวิทยาศาสตร์, ค้นกันอย่างธรรมดาสามัญ ที่จะอบรมมันได้อย่างไร โดยอุบายที่มีใช้อยู่ในหมู่พุทธบริษัทก็แล้วกัน ซึ่งจะได้พูด กันตามสมควร. เพราะว่าความสมบูรณ์แห่งสติสัมปชัญญะนั้น มันเนื่องกัน อยู่ทั้งเต็มสำนึก และใต้สำนึกนั่นเอง. ความสมบูรณ์ของสติสัมปชัญญะ มีทั้งเต็มสำนึกและใต้สำนึก ถ้าเราจะควบคุมความรู้สึกใต้สำนึกได้ โดยวิธีที่ฉลาด จะยิ่งมี ประโยชน์มาก น่าอัศจรรย์ถึงขนาดที่เรียกว่า เป็นปาฏิหาริย์เอาทีเดียว ; เช่น เราตื่นขึ้นมาอ่อนเพลียละเหี่ยนี้ ก็เป็นผลของจิตใต้สำนึก. แต่ถ้าเราฝึกดีแล้ว จิตใต้สำนึกนี้จะทำให้เราได้รับประโยชน์มาก ; เช่นเราจะสามารถควบคุมอะไรได้ แม้ในเวลาหลับ, หรือแม้ที่สุดแต่ที่ว่า จะตื่นนอนให้ตรงเวลาที่เราต้องการ ไม่ผิดแม้แต่หนึ่งนาที ; อย่างนี้ก็เป็นสิ่งที่ฝึกได้, อย่างนี้เป็นพวกใต้สำนึกทั้งนั้น ถ้าจิตใต้สำนึกอบรมไว้ดี ก็จะมีจิตใต้สำนึกนั้นได้ดียิ่งขึ้นไปอีก; แต่ในกรณีที่ว่านี้ สติสัมปชัญญะนี้ เมื่อจะให้สมบูรณ์จริง ๆ แล้ว ควรต้องสมบูรณ์ ทั้งเต็มสำนึกและใต้สำนึก, แล้วมีความรู้สึกใต้สำนึกนั้นเป็นพื้นฐานอยู่ตลอดเวลา สำหรับให้จิตเต็มสำนึกนั้น ตรง หรือดี หรือสมบูรณ์ เต็มตามความประสงค์ด้วย. ว่าที่จริงแล้วคนเรานี้รอดชีวิตอยู่ได้ เพราะระบบจิตใต้สำนึก ที่ทำให้นึกอะไร

น.236 ได้รวดเร็ว จึงไม่พลั้งพลาด, จึงไม่ผิดพลาด ; มีอะไรหลาย ๆ อย่าง ที่ช่วยให้ อยู่ได้เพราะระบบจิตใต้สำนึก. เราลองนึกดูบางเรื่อง เราเคยถูกเข้าแล้ว เป็นความเจ็บปวด หรือว่า ลำบากเสียหาย เราก็เกิดความเข็ดหลาบอย่างแท้จริง อย่างนี้ ; ความรู้ที่เป็น ความเข็ดหลาบนี้ ยังอยู่สำหรับช่วยต่อไป ไม่ให้ผิดอีก ; นี่ก็เป็นเรื่องระบบ ใต้สำนึก. หรือว่า เราละอายความชั่ว ; ถ้าไม่ลึกถึงระบบใต้สำนึกละก็ยัง ไม่แท้จริง. เราจะสังเกตได้ด้วยความฝัน ; ความฝันนั้นเป็นระบบใต้สำนึก แล้วก็แท้จริงกว่า มันไม่อยู่ใต้ความควบคุมของเจตนา. ขอให้วัดความดี ความ เลวของตนด้วยความฝันกันบ้าง ซึ่งมันไม่ค่อยหลอก. เมื่อเราตื่น ๆ อยู่อย่างนี้ เราแสดงละครก็ได้, หรือว่า แม้ว่าเราจะทำ ได้ดีมาก จนไม่มีตำหนิติเตียนได้ ในระบบเต็มสำนึก ; แต่ทำไมในความฝัน บางครั้งมันยังเลวอยู่มาก, ยังมีสภาพที่เลวมาก เป็นคนมีกิเลสหนาอะไรต่าง ๆ ? ที่ถูกมันควรจะต้องหมดความชั่ว หมดอะไรลงไป ถึงระบบใต้สำนึก จนไม่มี การฝันเลวอย่างนั้นแหละ จึงจะเรียกว่าสมบูรณ์. ขอให้ดูให้ละเอียดเป็นเรื่องไปสัก ๒ - ๓ เรื่องก็ได้ : เรารู้สึกระมัดระวังใต้สำนึก, ความระมัดระวังนั้นที่มาจากความกลัว ความเข็ดหลาบอะไร มันระมัดระวังได้ จนกระทั่งว่าไม่ต้องเจตนา คือ ไม่ต้อง ทำความรู้สึก เหมือนกับอย่างคอยระมัดระวังของมันไปได้เอง ; นี่เป็นความ เคยชินที่ซ่อนอยู่ ใต้สำนึก. ความละอายบาป ความกลัวบาป ถ้ามีกันจริงแท้ จะมีได้ถึงใต้ สำนึก, เรียกว่าสันดานของมัน รู้จักละอายบาป กลัวบาปมากทีเดียว จึงง่ายใน การที่จะทำอะไรไม่ได้อย่างเลว ๆ : มันทำไปไม่ได้เอง.

น.237 ความอยากดี อยากก้าวหน้า อยากเจริญ เหล่านี้ไปค้นดูเถอะ มัน อยู่ ใต้สำนึกมากทีเดียว. ส่วนที่คิดออกมาด้วยเจตนานี้ เป็นเพียงปฏิกิริยา จากความรู้สึกแท้จริง ที่มันอยู่ใต้สำนึก. อยากจะแนะให้สังเกตความพอใจตนเอง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของ ความรู้สึกที่เป็นสุข. ถ้าเราไม่รู้สึกพอใจตนเองในความหมายใดก็ตาม จะไม่ มีความรู้สึกที่เป็นสุขเลย สำหรับคนเรา; ถ้ามีความที่เป็นสุขอย่างอื่น มันก็ เป็นเรื่องรู้สึกหลอกทั้งนั้น ฉะนั้นความรู้สึกเป็นสุขที่มาจากความพอใจตัวเองนี้ จึงซึมซาบไปทั่วทั้งเนื้อทั้งตัวอยู่ในส่วนลึก ; แม้แต่หลับก็ยังสบาย คือไม่สะดุ้ง ไม่ฝันร้าย. ทีนี้จะต้องดูกันให้ดีก็คือ ผลของการศึกษา ของการฝึกฝนอะไรต่าง ๆ ล้วนเก็บไว้ใต้สำนึก ; โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เช่นว่า เราทำอานาปานสติกรรมฐาน อย่างนี้ ก็ได้ผลไปตามลำดับขั้น. มันเก็บผลนั้นไว้ใต้สำนึก คือความที่ทำได้นั่น จะเก็บไว้ใต้สำนึก, แล้วจึงลงมือในครั้งต่อๆ มา เป็นการทำได้ทันที ต่อจากที่ ได้ทำไว้แล้ว ; กระทั่งเมื่อมีความเคยชินหนักเข้า ก็กลายเป็นของง่ายไป คือเป็น นิสัยไป. ฉะนั้นเราจะแยกความรู้สึกทางจิตใจนี้ ทุก ๆ อย่างออกเป็น ๒ ชั้น คือ เป็นชั้นที่กระทำลงไปจริง ๆ โดยจิตเต็มสำนึก, และเป็นการทำได้จนชิน ที่เราเก็บไว้ ใต้สำนึก ; ดังนั้นความมีสติสัมปชัญญะนี้จึงเกิดเป็น ๒ ชั้น คือ ความมีสติ กับความเคยชินแห่งการมีสติ. พึ่งฝึกมีสติอย่างจิตเต็มสำนึก จนกระทั่งเกิดความเคยชินในการมีสติ การมีสตินี้ เราต้องควบคุม ต้องฝึก นี้เรียกว่าการมีสติ แต่พอ เราทำไปมาก ๆ เข้า มันเกิดความเคยชิน เป็นการเคยชิน หรือความเคยชิน

น.238 แห่งความมีสติ ; นี่มันจะเป็นผลดีกันตอนนี้. อย่างนี้เป็นเรื่องของธรรมชาติ แท้ๆ แล้วเป็นได้ทั้ง ๒ ฝ่าย คือฝ่ายเลว และฝ่ายดี. ตัวอย่างเช่นความโกรธ เราโกรธครั้งหนึ่ง มันก็จะสร้างความเคยชิน สำหรับจะโกรธเพิ่มเข้าไว้นิดหนึ่ง ; พอเราโกรธหลายสิบครั้ง หลายร้อยครั้ง หลายพันครั้งเข้า มันก็มีความเคยชินแห่งการที่จะโกรธนั้นมาก จึงโกรธได้เร็ว โกรธได้ง่าย โกรธได้ในขณะจิต เหมือนกับสายฟ้าแลบ. นั่นคือความเคยชิน ที่ได้สะสมไว้ทุกที ; ต้องรู้จักกลัวกันเสียบ้าง. ความรัก ก็เหมือนกัน ไปรักเข้าทีหนึ่ง มันจะมีความเคยชินในการ ที่จะรักแรงขึ้นมากขึ้น. ความโกรธก็เหมือนกัน ความกลัวก็เหมือนกัน ความเกลียดก็เหมือนกัน ความเศร้าก็เหมือนกัน จะเคยชินในทางนั้น. อาการที่เป็นการกระทำอย่างเต็มสำนึกนี้ เราเรียกว่ากิเลสโดยตรง เช่น ความโกรธเขาเรียกว่า โกธะ, ความรักเรียกว่าราคะ, ความเคยชินที่ เก็บไว้ใต้สำนึกนั้น เขาเรียกว่า อนุสัย. ให้รู้จักความแตกต่างของคำว่า กิเลส และคำว่า อนุสัย เสียบ้าง : กิเลส คือสิ่งที่ปรุงขึ้นมาเป็นคราว ๆ ส่วน อนุสัย คือความเคยชินที่จะเป็น อย่างนั้น. ราคะ นั้น ถ้าเป็นกิเลส ก็เรียกว่า ราคะ ; ถ้าเป็นอนุสัย ก็เรียกว่า ราคานุสัย คือราคะอนุสัย. ความโกรธ ก็เรียกว่า ความโกรธ ถ้าเป็นกิเลส ; ถ้าเป็นชั้นที่เป็นความเคยชิน ก็ควรจะเรียกว่า โกธานุสัย อย่างนั้น, แต่เขา

น.239 เรียกเป็นคำอื่นกันเสีย เขาเรียกว่า ปฏิมานุสัย เป็นต้น, โมหะ = ความโง่ เป็นกิเลสที่เป็นความโง่ ก็เรียกว่า โมหะ ; ถ้าเป็นความเคยชินของมัน เขาเรียกว่า อวิชชานุสัย, อนุสัยแห่งโมหะนั้น เรียกว่า อวิชชานุสัย ไม่เรียก เป็นโมหานุสัย. นี่เป็นฝ่ายเลว. กิเลส หรือ อนุสัย ซึ่งเป็นฝ่ายเลวนี้ อย่าทำไปให้บ่อยนัก, อย่าให้เกิดบ่อยนัก ; เพราะเกิดทีไรจะเพิ่มความเคยชินให้ทีหนึ่งเสมอ, เพิ่มความเคยขึ้นอีกครั้งหนึ่งเสมอ จนมีมาก และเร็ว จนกระทั่งแก้ยาก ควบคุม ยาก ; นี่รู้ไว้ให้ดี ๆ. ทีนี้ฝ่ายดี เช่น ไม่โลภ ไม่รัก ไม่โกรธ ไม่เกลียด ไม่หลง นี้ก็เป็นอนุสัย อย่างนั้นเหมือนกัน ; แต่เขาไม่เรียกว่าอนุสัย ไปเรียกเป็นอย่างอื่น ในที่นี้ จะขอเรียกเพียงว่า ความเคยชิน. ความมีสติก็เป็นของดีอย่างหนึ่ง ที่เรียกว่า มีสติ ทำซ้ำ ๆ ซาก ๆ จนเกิดความเคยชิน เป็นบารมีในการที่จะมีสตินั้น ; นี่คือสิ่งที่เราต้องการ. ฉะนั้นให้มีสติทั้ง ๒ ความหมาย คือสติตามปรกติเต็ม สำนึก แล้วสติ คือความเคยชินแห่งการมีสติ ซึ่งเก็บไว้ใต้สำนึก ข้อที่ว่า "จะมีสติให้ทันแก่ขณะจิต" นั้นก็จะง่ายขึ้น ถ้าว่าเรา มีทุนสำรองที่เก็บไว้มากคือ ความเคยชินที่จะมีสติ, เราเก็บไว้มาก แล้วก็ง่ายที่จะมีสติ ในเมื่อมีอารมณ์มากระทบเข้า. จิต กับ สติ ทำงานกันอย่างไร ตรงนี้อยากจะเล่าเรื่องนิดหน่อย ที่ว่า จิต กับ สติ นี้ทำงานกันอย่างไร แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ไกลออกไป จนเป็นเรื่องอภิธรรม แต่ก็ไม่มากมายนัก คือว่า

น.240 เรามีจิตที่เป็นพื้นฐาน เรียกว่า จิตเฉย ๆ ซึ่งเขาเรียกว่า ภวังคจิต, จิตประจำ ชีวิตนั่นแหละ. ภวังคจิตนั้นไม่มีความหมายอะไร มันแสดงตัวได้ยาก ; เพราะว่าแสดงทีไร ก็แสดงพร้อมออกมา กับสิ่งที่เรียกว่า เจตสิกเสมอ. การที่มีความคิด เช่นความคิดอันหนึ่ง เป็น idea อันหนึ่งนี้ ก็ยังไม่มี ความหมายอะไร, เพียงแต่มีความรู้สึกเฉย ๆ ; เพราะว่าจิตนั้นมีสิ่งที่เรียกว่า เจตสิก ผสมกันมาเสร็จแล้ว พร้อมกับจิตล้วน ๆ เป็นสิ่งที่ทำหน้าที่รู้สึกอย่างใด อย่างหนึ่ง เช่นคิดอย่างใดอย่างหนึ่ง. ถ้าว่าสิ่งที่เรียกว่า เจตสิกนั้น ได้แก่ เจตสิก คือสติที่อบรมไว้มากนี้ ผสมกับจิตขึ้นมาในขณะนั้น แล้วก็เป็นจิตที่ ประกอบอยู่ด้วยสติ. ตามธรรมดาจิตนั้นทำงานเร็วมาก เหมือนกับสายฟ้าแลบอยู่แล้ว ; แต่ก็ยังเป็นไปได้ ถ้าหากว่า เรารวมความมีสติ หรือความเคยชินแห่งความมีสติ ไว้เป็นประจำ มันจึงโพลงขึ้นมาพร้อมกันได้ ทั้งเจตสิกที่เรียกว่า "สติ" ผสมกันอยู่กับสิ่งที่เรียกว่า "จิตล้วนๆ" แล้วก็ออกมาเป็นจิตที่มีสติทันแก่ เหตุการณ์. จิตแท้ ๆ นั้นก็ออกมาไม่ได้ เพราะไม่มีความรู้สึก ก็เลยเหมือนกับ ไม่ออกมา ; เจตสิกแท้ ๆ ก็ออกมาไม่ได้ ถ้าไม่ออกมาพร้อมกับจิต. แล้วที่เป็น ความคิดความหมายหนึ่ง idea อันหนึ่งปนมาพร้อมกันแล้ว, ผสมกันมาเสร็จแล้ว ทั้งจิตและเจตสิก เช่นสติสัมปชัญญะ หิริโอตตัปปะ อะไรเหล่านี้ มีมากอย่าง เหล่านั้น ซึ่งถ้าทำบัญชีเข้า ก็มีตั้ง ๕๐ กว่าอย่าง ; แต่ละอย่างนี้จะเกิดผสมจิต ขึ้นมา เป็นจิตชนิดหนึ่ง ๆ ตั้งมากมายหลายสิบ หรือตั้งร้อยกว่าอย่าง.

น.241 ดูถึงสิ่งที่เรียกว่า เจตสิก ที่จะผสมจิตเกิดขึ้น เรื่องนี้สำคัญ ถ้าเราบ่มกัน แต่เจตสิกที่ดี ; โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ เจตสิกที่มีชื่อว่า สติและสัมปชัญญะ หรือหิริกับโอตัปปะด้วยก็ได้ ให้คล่องแคล่ว ให้มากเข้าไว้ละก็ นั่นแหละเป็นโอกาสที่เราจะมีสติทันแก่ขณะจิตได้โดยง่าย. เมื่อมีสิ่งที่มาทำให้รัก ก็ดี ให้โกรธ ให้เกลียด ให้อะไร ก็ดี มาเผชิญหน้า เข้า สติสัมปชัญญะจะเกิดขึ้นทันเวลา : แล้วจะเผชิญกับสิ่งที่ทำให้รัก ให้ โกรธ ให้เกลียด ให้กลัว, จนกระทั่ง ไม่รัก ไม่โกรธ ไม่เกลียด ไม่กลัวนี้ มีความปรกติอยู่ได้ ; แล้วก็ปลอดภัย; แล้วก็สามารถจะตัดสินใจได้ดีด้วยว่า เราควรจะจัดการอย่างไรกับสิ่งเหล่านั้น, หรือไม่ต้องจัดการอะไรเลย เพราะ ไม่ต้องจัดก็ได้. ยกตัวอย่างที่ไม่ใคร่มีใครเชื่อ เหมือนเมื่อเดินเข้าไปในป่า พบเสือ เราจะทำอย่างไร ? มันก็เคยมีความรู้สึกแต่ที่จะกลัวเสือ ซึ่งเคยกลัวมาแล้วแต่ครั้ง ยังอยู่บ้าน ชินเป็นนิสัย, ก็กลัวเสืออย่างขวัญหนีดีฝ่อ, เป็นความทุกข์อย่าง ใหญ่หลวงแล้ว ทุกข์จนไม่รู้ว่าจะทุกข์อย่างไร ; ก็อยากจะหนีเสือ. บางทีก็หนี ไม่พ้น ถูกเสือกิน อย่างนี้เป็นต้น. ถ้าเป็นผู้มีสติฝึกไว้ดี ก็จะไม่ต้องกลัวก็ได้, ไม่ต้องเกิดความ รู้สึกที่เป็นความกลัว ; จะเกิดความรู้สึกที่เป็นสติสัมปชัญญะ. แล้วก็รู้สึกว่า จะทำอย่างไร, จะหนีอย่างไร, จะขึ้นต้นไม้อย่างไร, ก็ขึ้นต้นไม้ไปด้วย สติสัมปชัญญะ ; ไม่ใช่ขึ้นด้วยความกลัว ซึ่งเป็นเหตุให้ทำไม่ได้ดี หรือขึ้นผิด ๆ ถูก ๆ อย่างนี้เป็นต้น. ผลของการที่ว่า ฝึกสติสัมปชัญญะให้ดีเข้าไว้ ไปได้ไกล ถึงอย่างนี้.

น.242 ทีนี้ สติสัมปชัญญะนี้ก็พูดแล้วว่า ต้องพร้อมกันทั้งเต็มสำนึก และ ใต้สำนึก จึงจะเรียกว่าสมบูรณ์. ที่เป็นใต้สำนึกก็สะสมไว้ด้วยการมีสติอยู่เสมอ, มีสติอยู่เสมอในทุกกรณี, มันจะสะสมไว้ใต้สำนึก ; แล้วจึงออกมาเป็น กิจลักษณะ มีค่ามาก เมื่อสิ่งนั้น หรือปัญหานั้น ๆ ได้เกิดขึ้นจริง. แต่ก็ยังมี หนทางที่จะต้องช่วยให้โอกาสแก่การที่จะประสานงานกัน ระหว่างจิตสองชนิดนี้. จะคิดกันถึงข้อที่ว่า มีจิตเต็มสำนึกกันได้อย่างไรเสียก่อน เรื่องนี้มีอุบายอยู่หลาย ๆ อุบาย และหลายระดับ นับตั้งแต่ว่า เป็น การป้องกันตั้งแต่ทีแรกเลย ; ถ้าเรากลัวจะเสียท่ากิเลส เสียท่าอารมณ์ เสียท่าแก่ อะไรต่างๆ เราก็ยังมีอุบายตั้งแต่ขั้นต้นที่สุด : ขั้นที่ ๑. อย่าเข้าไปหามัน คือมีเจตนาโดยตรง ที่จะเว้นจากสิ่งนั้น ๆ เสีย ; เขาเรียกว่าเว้นจาก อโคจร. ที่ตรงไหน, หรือบุคคลชนิดไหน, หรืออะไร ที่จะมาทำให้เราเสียหายทางจิตใจ เราอย่าเข้าไป นี่เป็นข้อแรก. พูดแล้วก็เหมือน กำปั้นทุบดิน จะเป็นบุคคลก็ตาม สถานที่ก็ตาม ที่จะทำให้กิเลสเกิด เขาเรียกว่า อโคจร อย่าไปหามัน; ในชั้นแรกเรายังไม่เป็นนักมวยเต็มที่ ก็อย่าไปหา อันตราย นี่ข้อที่ ๑ ควรจะจำไว้ อย่าเข้าไปหาสิ่งที่เป็นที่ตั้งแห่งกิเลส. ขั้นที่ ๒. ถ้าจำเป็นจะต้องเข้าไปหา ก็ทำความรู้สึกตัวล่วงหน้า ว่า ถ้าเข้าไปที่นั่น ที่อโคจรนั้น จะมีอะไร ; ก็ทำความรู้สึกตัวล่วงหน้า เหมือนกับ เตรียมพร้อม ในเมื่อเราจะเข้าไปในที่มีอันตราย. ขั้นที่ ๓. ก็คือว่า มีกำลังจิต เตรียมกำลังจิตให้เข้มแข็ง ให้เป็น สมาธิ เป็น equilibrium เป็นปรกติที่สุด, ตามภาษาจิตเรียกว่า เข้มแข็ง สมดุลย์ มีอะไรเป็นปรกติอยู่. เมื่อเข้าไปเผชิญหน้า กับสิ่งที่เป็นข้าศึก เป็นอารมณ์ร้าย

น.243 ให้เกิดกิเลส, หรือจะเข้าไปหาบุคคลที่เรากลัว, หรือจะไปหาเจ้านาย อย่างนี้ ก็เหมือนกัน ก็ต้องมีหลักการอย่างเดียวกัน ขั้นที่ ๔. ถ้ามาเผชิญกันเข้าแล้ว ก็ต้องมีระยะที่จะยับยั้ง และ สำนึกให้เต็มที่, ที่เขามีในนิทานสุภาษิตสอนเด็กว่า "นับสิบก่อน". ถ้ามีการ กระทบเข้ากับอารมณ์นั้นแล้ว ก็อย่าเพื่อสวนกลับไปทันที, มีสติสัมปชัญญะ ที่จะยับยั้ง, มีเวลาพอจะตั้งตัว ซึ่งเรียกว่า นับสิบก่อน. ขั้นที่ ๕. ให้นึกถึงว่าเรามีอะไรไปกับตัว; เหมือนกับมีอาวุธมี เครื่องรางติดเนื้อติดตัวไป. นี้ก็ต้องมีความรู้สึกที่เป็นกุศล เป็นธัมมารมณ์ที่เป็น กุศล ที่ตรงกันข้ามกับเรื่องกิเลสนั้น ๆ ก็คือธรรมะที่เราได้ฝึกไว้ดีแล้ว ซึ่งตรง กันข้ามกับสิ่งที่เป็นปัญหา. เช่นในกรณีที่จะต้องมีเมตตา อยู่ในใจอย่างเข้มแข็ง เป็นสมาธิขณะที่เข้าไปหาอารมณ์ร้ายนั้น ; ก็ต้องมีความรู้สึกอย่างนี้ติดอยู่ในใจ ให้เป็นเครื่องราง เหมือนคนเขาชอบเอาเครื่องรางมาแขวนที่คอ เป็นพระองค์ เล็ก ๆ อย่างนั้น ซึ่งเขาเรียกว่าเป็นลักษณะของการใช้เครื่องราง. การใช้เครื่องรางนั้นเป็นเรื่องภายนอก แล้วเป็นเรื่องอาศัยความเชื่อ งมงายไปเสีย ส่วนเราควรมีเครื่องรางที่แท้จริง ที่ดี เป็นธรรมะที่ตรงกันข้ามกับ ปัญหา แล้วไม่มีอะไรยิ่งไปกว่าสติสัมปชัญญะเหมือนกัน สติสัมปชัญญะนี้เป็น เครื่องรางรุ่นแรกที่จะต้องมี แล้วต่อจากนั้นจะมีอะไรบ้าง ก็มีไปตามเรื่อง เช่น ความเมตตา ความอะไรก็ได้ ที่จะช่วยให้จิตเป็นปรกติยิ่งขึ้นไปอีก. ขั้นที่ ๖. สิ่งสุดท้ายที่จะทำความสำนึก ก็เรียกว่า ต้องแน่ใจว่าเรา สู้อย่างไม่ยอมแพ้ คือสู้อย่างไม่มีตัวตนที่จะตาย, เราสู้อย่างไม่มีตัวตนที่จะแพ้ อย่างนี้เรียกว่า ความรู้เรื่อง อนัตตา เรื่องจิตว่าง เรื่องสุญญตา อะไรนี้ที่จะ

น.244 ช่วยได้, ที่จะสู้ก็สู้อย่างไม่มีตัวตน สำหรับจะตาย สำหรับจะแพ้ ; แล้วก็เลย เป็นเรื่องของปัญญาสูงสุด ในกรณีนั้น ในเวลานั้น. เรื่องนี้เรามักจะพูดคำที่คนเขาฟังกันไม่ค่อยจะถูกว่า "ตายแล้วก่อน ตาย" อย่างนี้ตายแล้วก่อนตาย. ไม่ตายอีกใช่ไหม ? เพราะตายแล้วก่อนตาย นี่เต็มไปด้วยสติปัญญา คือไม่มีตัวผู้ที่จะกลัว เลยไม่มีความหวั่นไหวอะไรหมด. นี่เป็นการมีสติ เข้าไปเผชิญหน้ากับอารมณ์ หรือกิเลสเต็มสำนึก ต้องมีเทคนิค กันอย่างนี้แหละ. อุบายหรือเทคนิค ต้องมีกันอย่างนี้ : นับตั้งแต่ ป้องกัน ไม่ไป, ถ้าจำเป็นต้องไป ต้องรู้ตัวล่วงหน้า เตรียมพร้อม, แล้วก็มีจิตใจเข้มแข็ง เป็น สมาธิ, ยับยั้ง ให้มีเวลาที่จะมีความรู้สึกสมบูรณ์ อย่าบุกเข้าไปทันที, แล้วมีธรรมะ ที่เป็นของแก้กันได้ เป็นเครื่องราง. ถ้าชั้นสูงสุด ถ้าทำได้ ซึ่งก็ทำยาก ก็คือว่า ทำด้วยจิตว่าง ปราศจากตัวกู - ของกู แต่ว่าเต็มอยู่ด้วยสติปัญญา ; นี่ความมีสติ เต็มสำนึกเป็นอย่างนี้. จะต้องประสานงานกันระหว่าง จิตเต็มสำนึก กับ จิตใต้สำนึก หลักเรื่องนี้มีความสำคัญอยู่หลายข้อ : ๑. เราจะต้องรู้ว่า มันเป็นสิ่งที่มีได้ตามสัญชาตญาณ. การทำงาน ร่วมกันระหว่าง สติปัญญาเต็มสำนึก กับ ใต้สำนึก นี้ทำได้โดยสัญชาตญาณ เพราะเราถือว่า เราสะสมความรู้ใต้สำนึกไว้เรื่อย ตลอดเวลาโดยไม่รู้สึกตัว ; ฉะนั้น ตามธรรมชาติ หรือเรียกว่าตามสัญชาตญาณก็เป็นไปด้วยดี. การประสานงานกัน

น.245 ระหว่างจิตเต็มสำนึก กับใต้สำนึกนั้น ทำอยู่เองแล้ว เหลืออยู่แต่จะปรับปรุง ให้ดีขึ้นเท่านั้น. ๒. ต่อไปก็ดูให้ดีขึ้น คือให้กลมกลืนกัน, ให้ช่วยเหลือซึ่งกันและ กันดีขึ้น. สิ่งที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกันให้ดีขึ้นนั้น ก็ต้องกลมกลืนกัน สมสัด ส่วนกัน. ถ้าอย่างหนึ่งดีน้อย อีกอย่างหนึ่งดีเกินไป ก็เข้ากันไม่ได้. คำนี้ก็ สำคัญเหมือนกันที่ว่า "กลมกลืนกันในการประสานกัน" ภาษาธรรมะเขามีไว้ เฉพาะ เรียกว่า สมังคี. สมังคี แปลว่า มีส่วน หรือมีองค์ประกอบที่ เสมอกัน จึงจะทำหน้าที่นั้นได้. เช่นอริยมรรคมีองค์แปด ได้แก่ เห็นชอบ ดำริชอบ ฯลฯ ทั้ง ๘ อย่างนั้นต้องไม่เหลื่อมล้ำแก่กันและกัน, ต้องพอดีแก่กัน และกัน จึงจะเกิดเป็นธรรมะวิเศษขึ้นมา ; อย่างนี้ก็เรียกว่า สมังคี. หรือ เหมือนแกงอย่างหนึ่งจะอร่อย ก็ต้องมีสมังคีระหว่างเครื่องแกง ที่แม่ครัวเขาทำ มาดี อย่างนั้น. จิตใต้สำนึก กับ จิตเต็มสำนึกนี้ ถ้ากลมกลืนกันดีเป็นสมังคีแล้ว เป็นสำเร็จทุกทีไป บางทีจิตใต้สำนึกมาไม่ทัน จิตเต็มสำนึกเกิดกลัวเสียแล้ว ประหม่าเสียแล้ว ตัวสั่นเสียแล้ว อะไรอย่างนี้เป็นต้น ; หรือกล้าบ้าบิ่นเกินไป ; อย่างนี้ก็ล้วนแต่ว่า การประสานงานกันถูกต้องไม่ได้เท่านั้นแหละ. ๓. ให้รู้ไว้ด้วยว่า เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ปรับปรุงแก้ไขได้; โดยทั่วไป เขามักจะถือว่า นิสัย อุปนิสัย เป็นสิ่งตายตัว. ข้อนี้ผมอยากจะพูดว่า เป็น ความโง่ที่เห็นอย่างนั้น และพูดอย่างนั้น ; ผมอาจจะผิดก็ได้ แต่เท่าที่สังเกตมา ศึกษามา และรู้สึกมา เห็นว่าเป็นสิ่งที่แก้ไขได้.

น.246 สิ่งที่เรียกว่า นิสัยก็ตาม อุปนิสัยก็ตาม คือของเดิม กับของที่ เพิ่มขึ้นใหม่ ; ทั้งสองอย่างนี้สร้างเพิ่มได้ แก้ไขได้ ทำลายได้; ส่วนที่ เราไม่ประสงค์นั้น เราทำลายเสียก็ได้. เอาแต่เพียงเป็นสิ่งที่สร้างได้ และปรับปรุง ได้ก็พอแล้ว. ๔. ต้องมีความเหมาะสมแห่งเวลา ซึ่งรวดเร็วเกินไป เหมือนกับ สายฟ้าแลบ ; ถ้าอันหนึ่งมาช้าไป ก็จะไม่สำเร็จประโยชน์. ฉะนั้นจิตใต้สำนึก ที่อบรมไว้ดีแล้วนั้น มีสมรรถภาพมาก จะขึ้นมาทันแก่เวลาเสมอ ; จิตเต็มสำนึก จึงทำอะไรถูกหมด. ๕. ถ้าดูให้ดีในที่สุดแล้วจะพบว่า อะไร ๆ ที่สะสมไว้ใต้สำนึก นั่นแหละสำคัญที่สุด เป็นองค์ประกอบที่จะปรุงจิตเต็มสำนึกได้ดีที่สุด ; ซึ่ง เราอาจจะพูดได้ว่า จิตเต็มสำนึกทั้งดุ้นนั้นมาจากการปรุงแต่งของจิตใต้สำนึก. ถ้าเรารู้จักความลับของธรรมชาติ ในเรื่องจิตเต็มสำนึก กับ จิตใต้ สำนึก นี้ก็เป็นการง่ายแล้ว ที่จะมีสติสัมปชัญญะทันแก่ขณะจิต ที่เร็วราวกับ สายฟ้าแลบในทุกกรณี ที่จะทำให้เกิดความรัก ความโกรธ ความเกลียด ความกลัว ความเศร้า ความอะไรต่าง ๆ ที่ไม่น่าปรารถนา. ถึงแม้ป้องกันไม่ได้ก็ยังแก้ไขได้ ; หมายความว่า เมื่อสติสัมปชัญญะมาไม่ทันในการป้องกัน เกิดเรื่องเสียแล้ว แต่ยังมีจิตใต้สำนึกมาทัน ในการที่จะระงับ หรือแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วนั้น ให้กลับไป ดับไป หรือให้ถูกทางเสีย ก็ยังได้. นี่ เราถือเอาประโยชน์จากสติสัมปชัญญะเป็นสองตอนอยู่ : ป้องกัน อย่าให้กิเลสร้ายเกิดขึ้น นี้ตอนหนึ่ง, ถ้าป้องกันไม่ทัน เกิดขึ้นเสียแล้วก็มี

น.247 ความรู้สึกที่จะทำลาย หรือจะระงับกิเลสที่เกิดขึ้นแล้วนั้นเสีย นี้อีกตอนหนึ่ง ในที่สุดไม่มีอะไรดีไปกว่าสิ่งที่เรียกว่า สติสัมปชัญญะ ; ฉะนั้นในพระพุทธศาสนานี้ จึงถือหลักว่าสตินี้เป็นสิ่งที่จำเป็น ในทุกกรณี และทุกเมื่อ. แม้ในเรื่องโลก ๆ ทำมาหากิน ก็ต้องการสติ ในทุกกรณี ในทุกเวลา ในทุกสถานที่. ถึงแม้ ในเรื่องที่จะบรรลุ มรรค ผล นิพพาน นี่ก็ต้องการสติ ในทุกกรณี ทุกเวลา ทุกสถานที่ ; ไม่มีอะไรที่จำเป็นมากเท่าสติ. นี่เป็นหลักในพุทธศาสนา. รู้จักใช้ความลับของธรรมชาติ แล้วจะสำเร็จประโยชน์ทันท่วงที เมื่อเรารู้จักใช้ความลับของธรรมชาติอันนี้ คือจิตเต็มสำนึก และจิต ใต้สำนึก ว่าจะต้องประสานกันอย่างไรแล้ว เราก็ต้องสำเร็จประโยชน์ ที่เรียก ว่ารู้สึกทันท่วงที แม้ในขณะจิตนั้น ๆ ซึ่งเร็วประดุจสายฟ้าแลบ. เมื่อมีอะไร มากระทบตา หรือมีเสียงมากระทบหู จมูกได้กลิ่น ฯลฯ ก็ต้องหัดไป หัดไป อย่างเป็นนักกีฬาก็ได้ หัดให้มีสติทันท่วงที ; ไม่หลงรัก หลงโกรธ หลงเกลียด ในสิ่งที่มากระทบตา หรือกระทบหู กระทบจมูก กระทบลิ้น กระทบผิวหนัง สัมผัส กระทั่งเกิดขึ้นในทวารของจิตเอง ที่เรียกว่ามโนทวาร. อย่างน้อยที่สุด จะต้องมีสติชนิดที่ว่า "หยุด" ไว้ก่อน นั่นแหละคืออย่างที่ว่า "นับสิบก่อน" ตัวอย่าง เหมือนกับว่า ถ้ามีอะไรมาเกาะ เป็นตัวแมลงมาเกาะเรา เราจะปัดออกไปก่อน โดยที่ไม่ต้องดูว่าเป็นแมลงอะไร ใช่ไหม ? เพราะไม่เช่น นั้นจะไม่ทัน. มันจะเป็นแมลงดี แมลงร้ายอะไรก็ไม่รู้ละ พอมันเกาะปั๊บ เราก็ ต้องปัดให้กระเด็นออกไปก่อน แล้วจึงค่อยดูว่าอะไรก็ได้.

น.248 เมื่ออารมณ์มากระทบ ตา หู เป็นต้นนี้ จะต้องหยุดเสียก่อน ยัง ไม่รับเอามาสำหรับที่จะเกิดความรู้สึกอย่างนั้น อย่างนี้ อย่างโน้น ; นี่แหละ เป็นโอกาสที่ว่าจะป้องกันการเกิดขึ้นแห่งกิเลส. ฉะนั้นหัด "หยุดไว้ก่อน" ให้ทัน ควัน ; นี่ง่ายกว่าที่จะไปรู้อะไร ๆ ซึ่งมากเรื่องนัก. มีสติสัมปชัญญะในการ หยุดไว้ก่อน แล้วจึงดู จึงพิจารณา, แล้วจึงทำลงไปให้ถูกกับเรื่องนั้น ๆ. ฉะนั้น เราจึงหัดทำอุบายชนิดที่ว่า ให้มีสติสำหรับหยุด หรือปัดไว้ก่อน นี้เป็นอย่างมาก. การเจริญอานาปานสติ ก็คือหัดอย่างนี้แหละ คือช่วยให้มีสติ ก่อนที่จะทำอะไรลงไป. เราหัดมีสติอยู่ทุกครั้งที่หายใจออก - เข้า ; นี่ก็มีสติ ในอิริยาบถประเภทที่เขาฝึกกันมากก็มี ที่เรียกว่า ยุบหนอ พองหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ กินหนอ อะไรหนอนั้น ; ถ้าไม่เข้าใจแล้ว เราจะไปหัวเราะเขา เพราะเขาใช้คำประหลาด ๆ. ที่จริงมีความสำคัญที่สุด ตรงที่เราจะทำอะไร ก็ต้องทำด้วยสติเสมอ : จะยกเท้าขึ้นมา, จะเหยียบเท้าลงไป หรือจะเอาอาหาร เข้ามาใส่ปาก, จะเคี้ยวหรือจะกลืนลงไป, ให้หัดมีสติก่อนการกระทำเสมอไป. เหมือนกับที่เรามีสติหายใจออก - หายใจเข้า อย่างนี้ เราไม่หายใจโดยไม่มีสติ. วิธีฝึก ให้ฝึกเป็นเรื่องธรรมดาสามัญก่อนก็ได้ เช่นจะทำอะไรก็ ให้มีสติ : นับตั้งแต่เกี่ยวกับวัตถุสิ่งของ เราจะหยิบขึ้นมา หรือจะวางลงไป ; หัดเสียใหม่ ให้มีสติดีกว่าเก่า แล้วจะไม่ลืมนั่น ไม่ลืมนี่. ที่เราลืมใส่กลอนประตู หรือว่าวางของไว้ที่ไหนก็ไม่รู้ เที่ยวหาอยู่ อย่างนี้ ก็เพราะเมื่อวางลงไปนั้นมิได้ มีสติ, ไม่มี impress ลงไปในสมอง ที่เป็นภาพชัดว่า เราได้วางอยู่ที่ตรงนี้. ถ้าเรามีสติก่อน การกระทำนั้น ๆ ก็จะเกิดเป็นภาพอยู่ ซึ่งเราไม่ลืม และลืมไม่ได้ว่าเราวางของไว้ที่ตรงไหน. ทีนี้พอมาเป็นเรื่องทางอารมณ์ ทางจิต

น.249 ซึ่งรวดเร็วรุนแรงกว่านั้น ก็ใช้หลักเกณฑ์อย่างเดียวกันอีก กล่าวคือ เราจะไม่ให้ จิตนี้มีพฤติไปโดยที่ไม่มีสติเสียก่อน. ขโณ มา โว อุปจฺจคา แปลว่า ขณะจิต อย่าได้ล่วงท่านทั้งหลายไปเสีย ; นั่นคือให้ขณะจิตล่วงไปด้วยความถูกต้อง อย่าให้ล่วงไปด้วยความผิดพลาด. ถ้าว่าชอบคาถา ก็ขอพูดแถมพกหน่อย ถ้าชอบถือคาถา ถืออะไรบ้าง ก็มีคาถาอยู่บ้าง มีคาถาสำหรับช่วย ว่า "ขาดสติ นี่คือประมาท ประมาท นั้นคือตาย". ขาดสติเรียกว่า ประมาท, แล้วก็ประมาทนั้นคือตาย น่ากลัวไหม ? ถ้าคนไม่รู้เรื่องนี้ ก็ต้องไม่กลัวละซิ ; จะตายอะไรกันได้ เพราะยังไม่ได้ตายนี่. แต่ที่จริงนั้นมันยิ่งเสียกว่าตาย ; ตายในความหมายที่ยิ่งกว่า "ตายเข้าโลง" เสียอีก คือ มีความเสียหายหมด ในเรื่องของชีวิตจิตใจ นี่เรียกว่าตาย อย่างนี้. พอขาดสติ ก็เรียกว่า ประมาท ในภาษาบาลี ประมาทก็คือตาย ฉะนั้นบทสวดที่เขาสวดกันอยู่เสมอว่า ปมาโท มจฺจุโน ปทํ - ความประมาท เป็นทางแห่งความตาย. เย ปมตฺตา ยถา มตา - ผู้ใดประมาทแล้ว ผู้นั้นมีค่าเท่ากับตายแล้ว. เดี๋ยวนี้เรามาพูดให้สั้น ๆ หน่อยว่า "ขาดสติคือ ประมาท ประมาทนั้นคือตาย". ถ้าเราถือคาถาอย่างนี้อยู่ จะช่วยได้มากเหมือนกัน ในเรื่องขาดสติ, จะช่วยไม่ให้ขาดสติ จะช่วยสนับสนุนอีกทีหนึ่ง ; เหมือนว่าคาถามาให้รู้ว่า ขาดสติเป็นความตาย ที่เลวร้าย ที่น่าอาย น่ากลัว ยิ่งกว่าตายเข้าโลง. ตาย เข้าโลงนั้นเป็นการตายของร่างกาย หรือของวัตถุ ; แต่ตายอย่างนี้เป็นเรื่องตายของ ความดี ตายของความเป็นมนุษย์ ตายของชีวิตฝ่ายวิญญาณ ที่น่าอาย น่ากลัวมากกว่า.

น.250 ควรรู้เรื่อง พระอรหันต์ แล้วทำตามท่านบ้าง ทีนี้ เราจะพูดถึงพระอรหันต์กันบ้าง พระอรหันต์นั้น มีคำบัญญัติว่า มีสติสัมปชัญญะอยู่ตลอดเวลา ; อย่างนี้เป็นเรื่องจิตใต้สำนึกของท่าน ที่เต็ม อยู่ด้วยสติสัมปชัญญะตลอดเวลา. ฉะนั้นจึงทำอะไรผิดไม่ได้ ในเรื่องที่เกี่ยวกับ กิเลส ; เพราะเหตุว่า การทำลายกิเลสเสียได้นี้ คือทำลายอัตตวาทุปาทาน - ความ ยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกู - ว่าของกูเสียได้ ; เลยถือเป็นมีสติโดยอัตโนมัติอยู่ตลอดเวลา ไม่มีอะไรที่จะมายั่วให้เกิดกิเลส ให้ปรุงแต่งเป็นกิเลสขึ้นมาได้, เป็นความรู้ที่ ถูกต้องอยู่ใต้สำนึก อยู่ตลอดเวลา. อันนั้นเองคืออาการที่เรียกว่า ขจัดตัวกู - ของกูออกไปเสียได้. ทีแรกก่อนเป็นพระอรหันต์ ท่านก็ต้องทำสติ อย่างที่เราปฏิบัติกันนี้ ; ครั้นเมื่อสติสมบูรณ์ ไม่มีโอกาสแห่งการเกิดขึ้นของกิเลส ก็เรียกว่าเป็นพระ- อรหันต์ ไปเสียแล้ว. ฉะนั้นพระอรหันต์ ก็เป็นผู้มีสติสมบูรณ์อยู่ตลอดเวลา จึงไม่มีปัญหา เรียกว่ายิ่งไปเสียกว่า ที่จะมีสติสัมปชัญญะอยู่ทุกขณะจิต ; เพราะว่า เป็นเสียเองตลอดเวลา ไม่ต้องมีเจตนา ไม่ต้องตั้งหน้าตั้งตาระมัดระวังเหมือน ปุถุชน. ความเป็นพระอรหันต์ก็แปลกอยู่เท่านั้น คือมีสติสัมปชัญญะโดยอัตโนมัติ ใต้สำนึกอยู่ตลอดเวลา. นี่ก็เรียกว่า เราพากันปฏิบัติตามพระอรหันต์ก็แล้วกัน ; อย่าเห็น เป็นเรื่องครึกระอะไรเลย. ผู้ที่อยากทำตามพระอรหันต์ก็จงกระทำ เพื่อให้ตน เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะอยู่ตลอดเวลา. เดี๋ยวนี้ยังไม่เป็นพระอรหันต์ ยังต้องทำ อยู่ด้วยเจตนา, แล้วก็ทำให้ดีขึ้น ๆ จนมีสติสัมปชัญญะทันแก่ขณะจิต ที่เร็วประดุจ สายฟ้าแลบ ที่จะให้โอกาสแก่การเกิดของกิเลสนั้น ๆ.

น.251 นี้เป็นคำอธิบายในข้อที่ว่า อุบาย เครื่องทำให้มีสติสัมปชัญญะทัน แก่ขณะจิต ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งการเกิดของกิเลส คือ ศัตรู. เป็นอันว่า วันนี้เราพูดกันถึง มีธรรมะให้ทันแก่เวลา ธรรมะนั้น คือสติสัมปชัญญะ และก็ในชั้นละเอียดสูงสุด คือว่า ให้ทันแก่ขณะจิต ซึ่งมี ความเร็วยิ่งกว่าสายฟ้าแลบ ที่มันจะเป็นโอกาสของกิเลสที่จะเกิดขึ้นมา แล้วสติ สัมปชัญญะนั้นเอง จะป้องกันไม่ให้เกิดกิเลส; หรือแม้ว่าจะเผลอไปจนกิเลส เกิดแล้ว ก็ยังมีสติทัน พอที่จะกำจัดกิเลสนั้น ๆ ให้ออกไปเสียได้ ไม่ถึงกับเป็น อันตราย. เหมือนดังตัวอย่างว่า เราเหยียบไฟ เหยียบถ่านไฟแล้ว, ซึ่งเป็น เรื่องทางฟิสิกส์ ทางเนื้อหนังร่างกาย ทางประสาท, นี่ก็ยังมีความรู้สึกทันแก่เวลา หดเท้าขึ้นมาเสียทันแก่เวลา ไม่ถึงกับพองอย่างนี้. สติอันแรก ก็ระวังไม่ให้ เหยียบ; ถ้าเผลอไปในส่วนนั้น สติอันหลังมีขณะเหยียบลงไปแล้ว ก็ยังหด เท้าเสีย ทันแก่เวลา ไม่ถึงกับพอง. เรื่องของกิเลสก็ขอให้เป็นอย่างนั้น คือไม่ให้ โอกาสแก่กิเลส ป้องกันไว้เสียก่อน ; ถ้าพลาดไปบ้าง พอมีอาการเกิดก็ให้ระงับเสีย ให้ทัน แก่เวลา ; เรียกว่าให้ทันแก่เวลาทั้งสองอย่าง ทั้งในทางป้องกัน และทั้งในทางที่ จะหดกลับมาเสีย ให้ทันแก่เวลา. เป็นอันว่า การบรรยายครั้งนี้สมควรแก่เวลา ขอยุติไว้เพียงนี้ก่อน.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต