น.252 ท่านนักศึกษา ผู้มีความสนใจในธรรมทั้งหลาย, การบรรยายเรื่อง ธรรมะเปรียบเสมอด้วยแผ่นดิน เป็นครั้ง ที่ ๑๐ ในวันนี้ จะได้กล่าวโดยหัวข้อย่อยว่า การเป็นอยู่โดยชอบ สำเร็จ ได้ด้วยสติสัมปชัญญะ ; หมายความว่า การที่จะมีชีวิตอยู่โดยชอบ คือประกอบไปด้วยธรรม ไม่มีปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นเป็นความทุกข์นั้น จะสำเร็จได้ด้วยสติสัมปชัญญะ. อย่างไรก็ดี ก็อยากจะทบทวนถึงหัวข้อที่แล้วๆ มา ให้เกิด ความสัมพันธ์กัน : แรกที่สุดก็มีหัวข้อว่า ธรรมะนั้นเสมอด้วยแผ่นดิน ๒๑๙
น.253 ปราศจากธรรมะก็เหมือนไม่มีแผ่นดินจะอยู่, การจัดการกับแผ่นดิน หรือ ธรรมะนั้น คือหน้าที่, ทีนี้ไม่ต้องกลัว หน้าที่ย่อมมีผลสมควรแก่หน้าที่ เสมอไป, แต่หน้าที่ของเราในที่นี้ คือหน้าที่ตามแบบของพุทธบริษัท แล้วต้องมีธรรมะให้ตรงกับหน้าที่, และทำธรรมะนั้นให้อยู่กับเนื้อกับตัวตลอด เวลา ความถูกต้องนั้นคือธรรมะชนิดที่ควรจะอยู่กับเนื้อกับตัว. ในทาง ปฏิบัตินั้น ต้องมีธรรมะให้ทันแก่เวลา แม้จะเป็นเวลาในระยะอันสั้น อันเร็วที่สุด เช่นขณะจิตเป็นต้น เราจึงต้องมีอุบายหรือเคล็ด จึงทำให้มี สติได้ทันแก่ขณะจิต. ที่นี้จะพูดในเรื่องที่ว่า มีการเป็นอยู่โดยชอบ การเป็นอยู่โดยชอบ นั้น ก็สำเร็จด้วยสติสัมปชัญญะอีกนั่นเอง. เป็นอันว่า เราจะพูดกันในวันนี้ ถึงสิ่งที่เรียกว่า “การเป็นอยู่โดย ชอบ". ขอให้จำคำ ๆ นี้ไว้เป็นพิเศษด้วย เป็นคำที่ไม่ค่อยจะได้ยิน ; และแม้ว่า จะได้ยินก็ไม่มีใครสนใจ ไม่ชวนให้เกิดความสนใจ ทั้งที่เป็นคำสำคัญ อย่างยิ่ง จนถึงกับพระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ประโยคหนึ่ง เมื่อจวนจะปรินิพพานแล้วนั้น ว่า "ถ้าภิกษุเหล่านี้ จักเป็นอยู่โดยชอบไซร้ โลกก็จะไม่ว่างจากพระอรหันต์" ; นี้เป็นความหมายในชั้นสูงสุดของคำว่า "เป็นอยู่โดยชอบ". คำว่า “เป็นอยู่โดยชอบ" นี้กินความหมายไปทุกชั้นทุกระดับ แม้ ตั้งแต่ระดับต่ำที่สุด ในการที่คนเราจะมีชีวิตอยู่ ในบ้านในเรือน ในโลก จนพูด ได้ว่า การมีชีวิตอยู่ทุกแบบนั้น ทุกระดับ ต้องจัดต้องทำให้มีการเป็นอยู่ โดยชอบ. คำ ๆ นี้เป็นคำง่ายๆ คือคำว่า สัมมา แปลว่า โดยชอบ สัมมา- วิหาโร - เป็นอยู่โดยชอบ.
น.254 ที่ว่าข้อความนี้ กินความกว้างตลอดไปถึงความเป็นอยู่ โดยชอบ ทุกชนิดนี้ เราก็จะแยกกันตามหลักที่เคยใช้คือโดยภาษาคน และ โดยภาษาธรรม โดยภาษาคนก็เป็นเรื่องศีลธรรม เป็นเรื่องโลก ๆ ของคนที่ยังเป็นชั้นโลก ๆ นี้ ; แม้จะเป็นปุถุชนเกินไป ก็ยังต้องการความเป็นอยู่โดยชอบ เพื่อจะเลื่อนชั้นนั่นเอง, ที่เป็นภาษาธรรมนั้นก็เป็นภาษาที่ไม่เกี่ยวกับคน เล็งไปถึงตัวธรรมะล้วน. แล้วเป็นชั้นปรมัตถธรรม คือธรรมที่มีความหมายลึกซึ้ง คือเป็นเรื่องเหนือโลก. ตรงนี้ก็อยากจะให้เข้าใจกันเสียบ้าง กันความเข้าใจผิด สำหรับคำว่า ในโลก หรือ เหนือโลก หรือจะเรียกว่านอกโลกก็ได้. คำว่า "ในโลก" นี้ หมายความว่าเป็นโลกิยะ, โลกิยะ แปลว่า เป็นไปกับด้วยโลก คือติดกันไปเลยกับโลกนั้น ก็เรียกว่าโลกิยะ ; นี่คือ ในโลก, มีปัญหา มีหน้าที่ มีอะไรต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับโลก พัวพันกันอยู่กับโลก ในโลก. ส่วนอีกคำหนึ่ง ที่เรียกว่า "นอกโลก" หรือ "เหนือโลก" นั้น เป็นคำที่ถอดมาจาก คำว่า โลกุตตระ : อุตตระ แปลว่า ยิ่ง หรือ เหนือ คือออกไปจากโลก นั่นเอง. นี่ ความหมายสำคัญนั้นอยู่ที่ว่า ถ้าอยู่ในโลก ก็หมายความว่า ยังอยู่ใต้ อำนาจของโลก อยู่ภายใต้วิสัยโลก ; โลกจะบีบบังคับ จะทำให้เกิดความทุกข์ อย่างไรก็ได้, แต่ถ้าอยู่เหนือโลก ก็หมายความว่า จิตต่างหาก ไม่ได้ หมายถึงร่างกาย ซึ่งเปลี่ยนสภาพ ไปอยู่ในระดับ หรือในลักษณะ ที่เรื่องต่าง ๆ ในโลกนี้ จะไม่ทำให้เกิดปัญหา คือเป็นทุกข์ขึ้นมาได้. โลกจะเป็นอย่างไร ก็ไม่ทำให้เกิดความทุกข์ขึ้นมาได้ โดยทางใจ อย่างนี้ก็เรียกว่า เหนือโลก นอกโลก.
น.255 ๒๒๒ พูดภาษาคน ก็พูดอย่างมีคน เป็นเรื่องของคนที่ยังมีความรู้สึก เป็นตัวฉัน - เป็นของฉัน, เป็นตัวกู - เป็นของกู ; มีกิเลสอยู่ในระดับนี้ ก็หมายความว่า ยังอยู่ใต้วิสัยของโลก ใต้อำนาจของโลก สิ่งต่าง ๆ ในโลกจะ เบียดเบียนเขาได้ตามธรรมดา. แต่ก็มีระบบปฏิบัติกันอยู่ระบบหนึ่ง เรียกว่า ศีลธรรม เพื่อจะแก้ไขให้ค่อยๆ ดีขึ้น ๆ; ฉะนั้นเรื่องที่พูดกันในภาษาคน ก็พูดสำหรับคน จึงพูดกันในเรื่องของศีลธรรม. พอพูดพ้นจากภาษาคนขึ้นไป เป็นภาษาธรรม, ก็พูดอย่างไม่มีคน มีแต่ธรรม มีแต่ธรรมชาติ อย่างนั้นอย่างนี้ ปรุงแต่งกันอย่างนั้น อย่างนี้ ; ทั้งนี้เพราะไม่มีความรู้สึก เป็นตัวเป็นตน เป็นบุคคล นี่จึงไม่เกิดความทุกข์ขึ้นมา ในทางจิตใจ เราเรียกว่า เหนือโลก. การเป็นอยู่ โดยชอบนั้น ต้องการทั้งระดับที่ยังอยู่ในโลก และ ระดับที่อยู่เหนือโลก. พวกในระดับที่ยังอยู่ในโลกนี้ ที่เป็นพลเมืองดีอยู่ในโลก ก็ยังมีความทุกข์ร้อนไปบ้างเป็นธรรมดา ; แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องการความเป็นอยู่ โดยชอบ ที่เป็นอยู่ อย่างถูกต้องที่สุดด้วยเหมือนกัน ; ถ้าผิดไปจากนี้แล้ว ก็จะจมลงไปในนรก ที่เป็นภาวะยิ่งกว่าในโลกนี้. สำหรับคำว่า "เป็นอยู่โดยชอบ" นี้ ก็ได้ขอร้อง ตั้งแต่ข้างต้นแล้วว่า ขอให้จำไว้เป็นพิเศษ อย่าเห็นว่า เป็นคำง่าย ๆ ตื้น ๆ ฟังแล้วไม่น่าสนใจ. ที่จริง คำว่า "เป็นอยู่ โดยชอบ" มีความหมายกว้างขวาง อย่างที่เรียกว่า มหาศาล ถึงกับว่า จะทำโลกให้ยังมีพระอรหันต์ได้ "ถ้าอยู่กันโดยชอบไซร้" เพราะว่า การเป็นอยู่โดยชอบนั้น มีความหมายถึงกับว่า ไม่มีช่อง ไม่มีโอกาสที่จะทำให้ เกิดกิเลส.
น.256 วยสติสัมปชัญญะ เมื่อไม่มีกิเลสมันก็ ไม่มีความทุกข์ ; ฉะนั้นแม้ว่า บุคคลในโลกนี้ จะเป็นอยู่โดยชอบ ก็ยังหมายถึงว่า ยังมีช่องที่ให้เกิดกิเลสและมีความทุกข์ ; แม้เป็นเรื่องส่วนตัว หรือแม้ไม่ไปทำอะไรใครเข้ามากมาย เขาก็ไม่ถือเป็นความผิด ร้ายกาจอะไร, แล้วก็เป็นการเหลือวิสัย ที่ว่าคนธรรมดาสามัญ จะเป็นอยู่โดย ไม่เกิดกิเลส แม้แต่เล็กน้อย. ฉะนั้นจึงเกิดกิเลสบ้างตามสมควรแก่คนที่เป็น ปุถุชน ; เมื่อทำให้ดีขึ้น ๆ เป็นปุถุชนชั้นดี นี่ก็จะเหมือนกับที่เราทำแผ่นดิน ให้ดีขึ้น ๆ แล้วก็จะมีพืชผลที่ดี ๆ เกิดขึ้น. การเป็นอยู่โดยชอบ ตามแนวมัชฌิมาปฏิปทา ที่นี้จะได้พูดกันถึงคำว่า “เป็นอยู่โดยชอบ" นี้ให้ชัดเจนลงไป แม้แต่ จะสรุปความว่า "เป็นอยู่โดยชอบ" เพียงคำเดียว แต่นัยะของคำนี้มีมาก มีปริยายมาก, จะยกตัวอย่างมาให้ฟัง :- นัยะที่ ๑ "เป็นอยู่โดยชอบ" นี้สรุปลงได้ในคำว่า มัชฌิมาปฏิปทา คำนี้ก็อีกนั่นแหละ เคยได้ยินมาแล้วก็เป็นได้ แต่อาจจะสนใจกันน้อยเกินไป. มัชฌิมาปฏิปทา แปลว่า การปฏิบัติที่เป็นกลาง คือการประพฤติ หรือการ กระทำ ทางกาย ทางวาจา ทางใจ ที่เป็นไปในทางกลาง. คำว่า "กลาง" นี้ กลายเป็นเรื่องชอบ หรือถูกต้องไป คือ โดยชอบ หรือ ถูกต้องไป. คำว่า "กลาง" นี้มีความหมายมาก ไม่ใช่เพียงแต่ว่า ไม่ตึงไม่หย่อน เหมือนที่คนทั่วไปเขารู้กันอยู่นั้น. คนทั่วไปเคยได้ยินได้ฟังน้อย จึงเข้าใจไปว่า : คำว่า กลาง นั้น คือ ไม่ตึงไม่หย่อนเท่านั้นเอง. ที่จริงยังมีความหมายไปเกือบ จะทุกแง่ของการพูดจา ที่พูดให้เป็นสองฝ่ายเสมอ ; นับตั้งแต่ว่า ไม่หย่อนไม่ตึง นั้นก็ถูกแล้ว ไม่หย่อนไม่ตึง พอดี ๆ ก็เรียกว่า กลาง ๆ ตรงกลาง.
น.257 ที่เป็นบาลีแท้ ๆ ไม่ได้ใช้คำว่า หย่อน หรือไม่ได้ใช้คำว่าตึง ; แต่ ใช้คำว่า ไม่เปียก และ ไม่แห้ง. ที่เปียก นั้นหมายถึง กามสุขัลลิกานุโยค คือพัวพันอยู่ในเรื่องของกาม ซึ่งจัดว่าเป็นเรื่องเปียกหรือฝ่ายเปียก. อีกฝ่ายหนึ่ง เป็นเรื่องทรมานร่างกาย หรืออวัยวะอันเป็นที่ตั้งของความรู้สึกทางกามนั้น ให้ หมดสภาพไป ; อย่างนี้เรียกว่า แห้ง หรือไหม้เกรียมไปเลย นี้ได้แก่อัตตกิลมถา- นุโยค. ที่เปียกเรียกว่า อาคาฬหปฏิปทา, ที่แห้งเรียกว่า นิชฌามปฏิปทา คือแห้ง หรือเกรียม หมายถึงการประพฤติกระทำแก่ร่างกาย อย่าให้หย่อนต่ำลง ไปตามความรู้สึกทางกาม แล้วก็อย่าให้เครียดไป จนหมดสมรรถภาพ. คำว่า มัชฌิมาปฏิปทา ที่เป็นเรื่องทางความคิดเห็น นี้ก็ยิ่งไปไกล ไปจนถึงเกือบจะพูดอะไรให้เอียงไปข้างใดข้างหนึ่งไม่ได้ ต้องให้เป็นเรื่องอยู่ ตรงกลางหมด กระทั่งจะพูดว่า ความสุข ความทุกข์ นี้เราทำเอง หรือว่าผู้อื่น ทำให้ ? อย่างนี้ก็ถือว่า ไม่ถูก. ให้ถือว่า ทุกอย่างเป็นไปตามเหตุ ตามปัจจัย ตามธรรมชาติ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ผู้อื่น. อย่างนี้ ถ้าไม่เคยได้ยินก็จะได้ยิน แล้วจะแปลกสำหรับผู้ที่ไม่เคยได้ยิน. ตามปกติ เราจะได้ยินแต่คำว่า เราทำให้บ้าง ผู้ อื่นช่วยทำให้เราบ้าง ; ถ้าอย่างนี้จะหมายความว่า มันเหวี่ยงจนสุดข้างใดข้างหนึ่ง, กระทั่งว่า มี กับ ไม่มี ตามธรรมดา เราก็พูดกันอยู่เสมอว่า เรามีนั่น มีนี่ หรือ เราไม่มีนั่น ไม่มีนี่ ; แม้แต่จะพูดว่า "ตัวเรามีอยู่" หรือ "ตัวเรามิได้มีอยู่" เป็นความหมาย ของคำว่า มี หรือ ไม่มี, หรือว่าสิ่งทั้งปวงมี สิ่งทั้งปวงไม่มี. ถ้าพูดไปสุดเหวี่ยงไปข้างใดข้างหนึ่งอย่างนี้ ก็เรียกว่า ไม่ใช่มัชฌิมา- ปฏิปทา. ต้องพูดว่า ทุกอย่างเป็นไป ตามเหตุ ตามปัจจัยเท่านั้น จะเรียก
น.258 ว่ามี ก็ไม่ถูก ไม่มีก็ไม่ถูก ; จะเรียกว่ามี ก็มิได้มีอะไรเป็นตัวตน. แต่ถ้าจะพูด ว่าไม่มีเสียเลย ก็ยังมีกระแสแห่งความเปลี่ยนแปลงนี้ปรากฏอยู่ ; เลยจะไม่พูดว่ามี หรือพูดว่าไม่มี. หรือถามว่าสิ่งทั้งปวงมีไหม ? ก็ไม่พูดว่า มีหรือไม่มี; จะพูดว่า มีแต่กระแสแห่งการปรุงแต่งที่เรียกว่า อิทัปปัจจยตา. เรื่องถ้อยคำอย่างนี้แม้จะเป็นคำที่ยุ่งยากลำบากแก่การจดจำ ก็ขอให้ ช่วยจำไว้; เพราะว่าต่อไปข้างหน้า จะมีเรื่องเกี่ยวกับคำเหล่านี้มากขึ้น สำหรับ การศึกษาในโลกปัจจุบันนี้ ซึ่งเป็นวิทยาศาสตร์สูงสุดในพระพุทธศาสนา แล้วก็ไม่ มีกฎวิทยาศาสตร์ไหนจะดีกว่า แม้ในปัจจุบันนี้. แต่คำเหล่านี้เป็นสิ่งที่เขาพูดกัน ไว้ตั้งสองพันกว่าปีมาแล้ว ถ้ามีอันเกิดมาตรงกันเข้า ก็ต้องยกให้แก่พวกที่พูดกันไว้ เมื่อสองพันกว่าปีมาแล้ว. สำหรับเรื่อง อิทัปปัจจยตา นั้นแหละคือเรื่องกลางที่สุด จะไม่พูดว่า ตายแล้วเกิด หรือตายแล้วไม่เกิด ; จะไม่พูดว่า มีที่สุด หรือไม่มีที่สุด. จะไม่ พูดสุดเหวี่ยงข้างใดข้างหนึ่ง ถือเอาตรงกลางคือไปตามเหตุ ตามปัจจัย ที่ปรุงแต่ง เป็นกระแสไปเรื่อย ๆ. นี่ ในที่สุดจะมาถึงคำที่เข้าใจยาก จนไม่มีอะไรที่เรียกว่า ถูก หรือผิด. แต่ในภาษาโลกนั้น พูดไม่ได้ ใช่ไหม ที่จะพูดว่าไม่มีอะไรถูก หรือไม่มีอะไรผิด ! ถ้าเป็นเรื่องศีลธรรมละก็ พูดได้ว่าอย่างนี้ถูก อย่างนี้ผิด. แต่ถ้าพูดอย่างในชั้น ปรมัตถธรรม ที่เป็นมัชฌิมาปฏิปทา อย่างนี้แล้ว ก็ไม่มีถูกไม่มีผิด จะมีแต่ เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ที่ปรุงแต่งกันอยู่. เรื่องถูกเรื่องผิดนี้ อาจจะเป็น เรื่องน่าหัวเราะก็ได้ ; เพราะมันแล้วแต่การบัญญัติ ส่วนใหญ่อยู่ที่การบัญญัติ ว่าผิด ว่าถูกอย่างนั้นอย่างนี้.
น.259 เรื่องการบัญญัตินั้น คนนั่นแหละ บัญญัติเอาตามความรู้สึกของคน กระทั่งว่า ไม่มีดีไม่มีชั่ว. ถ้าฟังไม่ดีก็เป็นมิจฉาทิฏฐิไปเลย เป็นมิจฉาทิฏฐิที่ผิด ที่เลวร้ายไปเลย ; แต่ถ้าฟังถูกก็ไม่เป็นไร, คือว่าดีหรือชั่วนี้ ไปบัญญัติให้ว่า อย่างนี้ดี ว่าอย่างนี้ชั่ว ; ที่แท้นั้น มีแต่กระแสแห่งสิ่งที่เรียกว่า อิทัปปัจจยตา, กระแสแห่งการปรุงแต่งไปตามเหตุปัจจัยนี้ แล้วเขาไปสมมติว่า นี้ดี - นี้ชั่ว. ตรงนี้ อยากจะพูดเป็นตัวอย่างง่ายๆ อีกคำหนึ่งว่า กลางวัน กับ กลาง คืน ; อย่างนี้เป็นเรื่องพูดสุดเหวี่ยง ให้เป็นกลางวัน และเป็นกลางคืน. ที่แท้ ควรจะเป็นเพียงกระแสแห่งเวลาเท่านั้น ; แม้จะพูดว่ากระแสแห่งเวลา ก็ยัง เป็นเรื่องสมมติบัญญัติอยู่มาก ที่เป็นเรื่องของเวลา. ให้ถือเอาว่า มัชฌิมาปฏิปทา นั้นมีตั้งแต่ต่ำที่สุด ไปจนถึงสูงที่สุด ; ในเมื่อเรายังอยู่กันในโลก พูดกันตามภาษาโลก ก็ใช้อย่างต่ำ ๆ เท่านั้น เช่นว่า ไม่ตึงไม่หย่อนไม่อะไร พอดี ๆ หรือสมดุลย์. ทำอะไรที่ไม่สมดุลย์ก็ไม่มีผล ใช่ไหม ? คือไม่มีความถูกต้อง. แต่ถ้าเป็นเรื่องทางจิตใจสูงขึ้นไป ๆ สำหรับจิต ที่จะหลุดพ้น จะปล่อยวางแล้ว ความเป็นกลาง หรืออยู่ตรงกลางนั้น มีความหมาย ไกลออกไป ไกลออกไป จนกระทั่งว่า ไม่เอาทั้งดีทั้งชั่ว ทั้งบุญทั้งบาป ทั้งสุข ทั้งทุกข์. ถ้ายังไม่เข้าใจเดี๋ยวนี้ก็ต้องเก็บไว้ เข้าใจคราวอื่น ๆ ก็ได้. ที่พูดให้ฟัง เรื่องความเป็นอยู่โดยชอบนั้น อันเป็นความถูกต้อง ถึงขนาด ไม่ให้มีอะไรมาหลอกได้ ว่าดี ว่าชั่ว ว่าได้ ว่าเสีย ว่าบุญ ว่าบาป ว่านรก ว่าสวรรค์ ไม่เอาทั้งนั้น. นัยะที่ ๒. เป็นอยู่โดยชอบนี้ สรุปลงไปด้วยคำว่า อัฏฐังคิกมรรค ซึ่งจะเติม อริยะ เข้าไปข้างหน้าอีกก็ได้ เป็น อริยอัฏฐังคิกมรรค. ความหมาย
น.260 ที่เป็นหัวใจของเรื่องนี้ ก็คือ ความครบถ้วน ; ความหมายของคำว่า มัชฌิมา- ปฏิปทานั้น อยู่ที่คำว่า กลาง อยู่ตรงกลาง ; แต่ความหมายของคำว่า อัฏฐังคิก- มรรค นี้อยู่ที่คำว่า ครบ. สิ่งที่จำต้องปรารถนา หรือที่เป็นองค์ประกอบ เป็นเหตุเป็นปัจจัยก็ตาม จะต้องครบ. อย่างเช่น ในโลกนี้ เราจะอยู่อย่างสะดวกสบาย ก็ต้องมีอะไรที่จำเป็น จะต้องมีต้องใช้ให้ครบถ้วน นั้นเป็นเรื่องโลก เรื่องวัตถุ. แต่ถ้าเป็นเรื่อง ทางจิตใจ ก็ต้องการความครบถ้วนของความถูกต้อง ซึ่งได้ยินได้ฟังกันอยู่บ่อย ๆ แล้วว่า มีอยู่ ๘ ประการ ที่ว่า มรรคมีองค์แปด คือความถูกต้อง ๘ ประการ. อยากจะขอร้องให้ทุกองค์ในที่นี้ ท่องไว้ให้ได้ให้ขึ้นปาก ; แปด ประการนั้นคืออะไรบ้าง ? ท่องให้ได้ก็ยิ่งดี : ตั้งแต่ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป เรื่อยไปจนถึง สัมมาสมาธิ. จะท่องเป็นภาษาไทยก็ได้ ความถูกต้องของความ คิดเห็น ความถูกต้องของการดำริต้องการ ความถูกต้องของการพูดจา ความ ถูกต้องของการกระทำการงานทางกาย ความถูกต้องของการเลี้ยงชีวิตหรือ อาชีพ ความถูกต้องของความพากเพียรพยายาม ความถูกต้องของสติ คือ การรำลึกและจำอยู่ถูกต้อง ความถูกต้องของสมาธิ คือจิตที่แน่วแน่มั่นคง. ความถูกต้อง ๘ ประการนั้นแหละสำคัญอย่างยิ่ง อย่าปล่อยให้ ลืมเสีย, ให้ติดอยู่ที่ริมฝีปาก แล้วคล่องอยู่ในใจ ให้พร้อมที่จะนึกได้โดยครบถ้วน ; แล้วก็จะพบว่าปัญหาเกิดขึ้น ก็เพราะมีอะไรขาดไปจาก ๘ องค์นี้. มรรคมีองค์ แปดนี้ควรไปทำเป็น chart เป็นอะไรเขียนไว้ตรงหน้า ที่จะเห็นได้ง่าย ๆ ว่า ความ ถูกต้อง ๘ อย่างเป็นอย่างนี้. ถ้าอยู่ด้วยความถูกต้อง ๘ อย่างนี้ ก็เรียกว่า เป็นอยู่ชอบ.
น.261 การมีชีวิตอยู่อย่างถูกต้อง ก็เพราะมีครบองค์ประกอบที่ต้องการ อย่างจำเป็นที่สุด ซึ่งเป็นตัวพุทธศาสนา, ที่เรียกว่า อริยมรรคมีองค์แปดนี้ เป็นตัวพุทธศาสนา. ขยายออกมาให้ศึกษาง่าย ปฏิบัติง่าย เป็น ๘ องค์ ; ถ้าจะย่นให้เหลือ ๓ ก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ก็ได้ แต่ยังไม่ชัดเพราะสลัวไป พูด อย่างมรรคมีองค์แปดนี้ดีแล้ว. นัยะที่ ๓. คือความถูกต้อง. อยากจะย้ำอีกทีว่า ความถูกต้อง ๘ ประการ ให้มีความสำคัญมาอยู่ตรงที่คำว่า "ถูก" นัยที่ ๑. มีใจความ สำคัญอยู่ที่คำว่า "กลาง" นัยที่ ๒. มีความสำคัญอยู่ที่คำว่า "ตรง" นัยที่ ๓. นี้มีความสำคัญอยู่ที่คำว่า ถูกต้อง. นัยะที่ ๔. เราจะเรียกโดยชื่ออีกชื่อหนึ่ง เรียกว่าพรหมจรรย์ ; นัยะที่ ๔. นี้หมายถึงความประเสริฐ พรหม แปลว่า ประเสริฐ จรรย์ แปลว่า การประพฤติ การกระทำ, เป็นแบบแห่งการครองชีพอันประเสริฐของ พุทธบริษัท เรียกว่าพรหมจรรย์. ใจความสำคัญของนัยะนี้จะไปอยู่ที่คำว่า "ประเสริฐ". อย่าให้สับสนปนกันจนเผื่อไปหมด จำเรียงกันไป : นัยที่ ๑. คือกลาง นัยที่ ๒. คือครบ นัยที่ ๓. คือถูก นัยที่ ๔. คือประเสริฐ. สำหรับข้อที่ ๔ นี้ให้ถือว่า เป็นแบบแห่งการครองชีพ ครองชีวิต ครองอะไร แล้วแต่จะเรียกของพุทธบริษัท แบบแห่งการครองชีพที่เราเรียกกันว่า mode of living หรือ of life นั้นแหละ เขาสนใจกันทั้งโลก. สำหรับนักศึกษา mode of living นี้ สำหรับพุทธบริษัทเราก็คือที่กำลังพูดนี้คือ อริยมรรคมีองค์ แปดประการ แล้วก็เป็นชั้นดี ชั้นเลิศ ชั้น noble, noble eightfold path ที่เขา เรียกกันในภาษาฝรั่ง ; แต่ในภาษาธรรมะนี้จะเรียกว่าพรหมจรรย์. มรรคมีองค์
น.262 แปดนั้นคือตัวพรหมจรรย์ มีความหมายว่าประเสริฐ, แบบแห่งการครองชีวิต ที่ประเสริฐที่สุด. นัยะที่ ๕. ที่อยากจะพูดอีกนัยหนึ่งนี้ ก็เรียกว่า อุบาย หรือ เคล็ด หรือ เทคนิค ก็ได้, เทคนิคที่ยิ่งกว่าเทคนิค คือไม่มีทางที่จะผิด แล้วชัดเจนอยู่ ในตัว ; หมายความว่า การเป็นอยู่อย่างถูกต้องนั้น จะต้องเป็นอยู่อย่างที่เรียก ว่าเป็นเทคนิค หรือเป็นเคล็ด เรียกว่ามีเคล็ดลับ หรือมีอะไรที่เรียกว่าเคล็ดอยู่ด้วย จึงจะเรียกว่าดี หรือดีที่สุด น่าสนใจที่สุด. ทบทวนอีกทีหนึ่งก็ได้ว่า การเป็นอยู่โดยชอบนั้น จะสรุปไว้ให้โดย นัย ๕ อย่างด้วยกัน คือนัยะที่ ๑ มัชฌิมาปฏิปทา นี้ความหมายเป็นกลาง ไม่เหวี่ยงซ้ายเหวี่ยงขวา. นัยะที่ ๒ อริยอัฏฐังคิกมรรค คือมีครบส่วนของ ความต้องการ ครบทุก factor ที่ต้องการ. นัยะที่ ๓ เป็นความถูกต้อง ๘ ประการ หมายความว่าถูกต้อง. นัยะที่ ๔ เป็นพรหมจรรย์ คือเป็นของ ประเสริฐ. นัยะที่ ๕ เป็นเทคนิค เป็นเคล็ดหรือเป็นอุบาย เป็นอยู่ด้วย อุบายอย่างที่ได้พูดให้ฟังมาแล้ว เมื่อคราวบรรยายครั้งที่แล้วมา. สำหรับคำว่า "อุบาย" ในที่นี้ ไม่ใช่อุบายที่จะไปหลอกใคร ลวงใคร เอาเปรียบใคร ; แต่เป็นอุบายที่เป็นเคล็ดอยู่ในตัว คือมันจะทำหน้าที่อันลึกซึ้ง ของมันอยู่ในตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือว่า เป็นอุบายที่จะให้กิเลสเกิดไม่ได้, และให้ความเคยชินแห่งกิเลสนั้นร่อยหรอไป ๆ. พวกที่เป็นกิเลสใหม่นั้นจะเกิด ไม่ได้ เพราะความเคยชินแห่งกิเลสก่อน ๆ นั้น ร่อยหรอไป; ฉะนั้นเราจึง เรียกว่าเคล็ด. อยู่ดีๆ อยู่นิ่ง ๆ อยู่ให้ถูก เท่านี้ อยู่ให้ถูกต้องเท่านั้น การ กระทำมันจะทำของตัวเองไปในตัวเอง ในลักษณะที่ว่ากิเลสเกิดไม่ได้; ส่วน ที่กิเลสเคยชินต่อการเกิดมาแต่ก่อนนั้น ก็จะหมดความเคยชิน จึงเรียกว่าเคล็ด.
น.263 ทีนี้ ก็ลองพิจารณาดู ถ้าว่าใครมีชีวิตอยู่ได้ ในลักษณะอย่างนี้ ใน รูปนี้ จะเรียกว่าอย่างไร ? เรียกว่าเป็นอยู่โดยชอบที่สุด มีผลอยู่โดย อัตโนมัติ ในตัวมันเอง ; เลยเป็นสิ่งที่ประหลาด คล้าย ๆ กับจะพูดว่า ไม่ต้อง ทำอะไร อยู่ดี ๆ อยู่ให้ดีๆ อยู่ให้ถูกต้อง อยู่ให้ชอบ ; แล้วสิ่งต่าง ๆ มันจะจัดการของมันเอง ในตัวมันเอง จนหมดปัญหาหมดกิเลส และหมด ความทุกข์. นี่คือการเป็นอยู่โดยชอบ เรียกอีกทีก็ว่า ประกอบอยู่ด้วยธรรม ; เป็นอยู่โดยชอบ คือประกอบอยู่ด้วยธรรม ก็ตรงกับข้อแรก ๆ ที่ว่า เราจัดการ กับแผ่นดินนี้ดีแล้ว ถูกต้องแล้ว จึงเกิดการเป็นอยู่โดยชอบขึ้นมา. การเป็นอยู่โดยชอบ สำเร็จได้ด้วยสติสัมปชัญญะ ใจความของเรื่อง ยังมีต่อไปอีกว่า การเป็นอยู่โดยชอบอย่างนั้น สำเร็จได้ด้วยสติสัมปชัญญะ ซึ่งแยกตัวออกมา เป็นอีกส่วนหนึ่ง เรียกว่า สติสัมปชัญญะในฐานะที่เป็นเครื่องมือ ที่ทำให้เกิดการทันแก่เวลา เป็นต้น ; เช่นว่า เรามีปัญญา มีความรู้ มีความสามารถ. แต่ถ้าใช้ไม่ทันแก่เวลา ก็ไร้ คุณค่า, แล้วยิ่งในเรื่องที่จะป้องกัน ห้ามกันกิเลส, หรือว่าทำลายกิเลสนี้แล้ว ยิ่งต้องการสิ่งนี้มาก ; โดยที่จะเป็นอยู่โดยชอบ ในลักษณะที่ว่ามาแล้วเหล่านั้น ก็จะต้องอาศัยสติสัมปชัญญะ. มีสติสัมปชัญญะเพียงพอแล้วจึงจะเป็นกลาง หรือจะครบถ้วน หรือจะถูกต้อง หรือจะประเสริฐ หรือจะเป็นเคล็ดลับ เป็น เคล็ดที่วิเศษอยู่ได้ในตัวเอง. คำว่า "เป็นอยู่ชอบ" ฟังดูคล้าย ๆ กับง่ายๆ คนจึงไม่สนใจ ; แต่พอพิจารณาไป ๆ ยิ่งพบความลึกซึ้ง ความประเสริฐของคำ ๆ นี้. บางคนอาจจะ พูดว่า แหม, มันง่ายนิดเดียว ที่จะเป็นอยู่โดยชอบ แล้วโลกก็ไม่ว่างจากพระอรหันต์ นี้ง่ายนิดเดียวในการเป็นอยู่ชอบ. พอเอาเข้าจริงก็ทำไม่ได้ เหมือนกับเรื่อง
น.264 กงอานของจีนบทหนึ่ง ที่ว่า "พูดอย่างนี้ เด็กสามขวบก็พูดได้ แต่แล้วคนแก่ หัวหงอกก็ปฏิบัติไม่ได้", นี่เป็นความหมายที่ดี ควรจะจำไว้. เมื่อจะพูดนั้น รู้สึกว่าง่ายเกินไป จนแม้เด็ก ๆ ก็พูดได้ แม้เด็ก ๆ เกิดความรู้สึกคิดนึกอย่างนั้นได้ และพูดออกมาอย่างนั้นได้ ; แต่พอถึงคราวที่ จะปฏิบัติ หรือจะทำนี้ คนผู้ใหญ่ กระทั่งคนแก่ คนหัวหงอกแล้ว ก็ยังทำไม่ได้. ฉะนั้นอย่าทำเล่นกับคำว่า เป็นอยู่ชอบ ที่ทำไม่ได้ก็เพราะว่า ขาดสติ- สัมปชัญญะ. เรื่องของสติสัมปชัญญะที่ได้พูดมาแล้ว ตั้งแต่การบรรยายครั้ง ก่อน ๆ นั้น จะต้องเอามานึกถึงในเรื่องนี้อีก คือต้องนึกถึงอยู่ตลอดเวลา, แล้ว เอามาใช้ในการแก้ปัญหานี้ เพื่อให้เป็นอยู่โดยชอบได้นั่นเอง. แล้วก็ต้องระวัง อย่าให้ถูกล้อ หรือถูกด่า ด้วยคำพูดประโยคนี้ ว่า "เด็กพูดได้ แต่ผู้ใหญ่ทำไม่ได้" . คำว่า มี "สติสัมปชัญญะ" นี้ ก็พูดมามากแล้ว เดี๋ยวนี้ก็ยังจะต้อง สรุปความ หรือขมวดใจความกันอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งจะต้องแบ่งแยกเป็นภาษา คน ภาษาธรรมอีกนั่นเอง. ถ้าเป็นเรื่องง่าย ๆ ในโลกนี้ ก็หมายความว่า มีสติสัมปชัญญะใน การงานที่จะต้องทำ ; ไม่ว่าจะเป็นการงานอาชีพ การงานทั่วไป การบริหาร ร่างกาย หรือการเป็นอยู่ประจำวัน ก็จะต้องเป็นเรื่องที่มีสติสัมปชัญญะ ในทาง ร่างกาย หรือเป็นเรื่องธรรมดาสามัญไปพวกหนึ่ง. ถ้าว่าเป็นภาษาธรรมะ คือธรรมะชั้นสูง ก็ต้องมีสติ ในการที่จะ ไม่ ให้เกิดปัญหาในทางจิตใจ. ถ้าพูดอย่างธรรมะแท้ ๆ ก็คือ อย่าให้เกิด ความรู้สึกประเภทตัวกู - ของกูขึ้นมา : ความรู้สึกที่เป็นตัวกู - ของกูนั้น เป็น
น.265 เรื่องลม ๆ แล้ง ๆ ก็จริง, แต่ถ้าเกิดขึ้นแล้ว ย่อมจะเป็นทุกข์เหมือนกับไฟเผา, แล้วก็จะมีปัญหาไปทุกกรณี ที่จะมีได้แก่คนในโลกนี้. เช่นเรื่องที่จะมาทำให้รัก, เรื่องที่จะมาทำให้โกรธ, เรื่องที่จะมาทำให้เกลียด, เรื่องที่จะมาทำให้กลัว, เรื่อง ที่จะมาทำให้เศร้าสร้อยละห้อยละเหี่ยไป ซึ่งยังมีอีกมาก ; ยกมาเพียง ๕ อย่าง นี่ก็พอแล้ว สำหรับที่จะเป็นเครื่องเปรียบเทียบสังเกต. ถ้าความรู้สึกประเภทตัวกู - ของกู เกิดขึ้นแล้ว ก็จะทำอันตราย คือมีความทุกข์ มีความร้อนไปคนละแบบ หลาย ๆ แบบ : ความรักก็ร้อนไป แบบหนึ่ง, ความโกรธก็ร้อนไปแบบหนึ่ง, ความเกลียดก็ร้อนไปแบบหนึ่ง, ความกลัวก็ร้อนไปแบบหนึ่ง, ความเศร้าก็ร้อนไปแบบหนึ่ง ; ล้วนแต่มีมูลมาจาก ความรู้สึกประเภทตัวกู - ของกูได้เกิดขึ้นแล้ว. ความรู้สึกอันนี้บางทีก็เรียกว่า อุปาทาน คือ ความยึดมั่นถือมั่น ในความหมายว่า ตัวกู - ว่าของกู ในสิ่งใด สิ่งหนึ่งเข้าแล้ว. ขอให้นึกดูถึงเรื่องที่เราสวดกันอยู่ทุกวัน ๆ เมื่อทำวัตรเช้านั่นแหละ คือ เรื่องนี้. ทำไมไม่ลองคิดดูบ้าง คือบทสรุปท้ายที่ว่า : เมื่อกล่าวโดยย่อแล้ว โดยสรุปแล้ว อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เป็นตัวทุกข์ ; ถ้าเผลอสติเมื่อไร สิ่งนี้ จะเกิดขึ้น คือไปโง่เข้า ไปหลงเข้า ที่รูป หรือเวทนา หรือสัญญา หรือสังขาร หรือวิญญาณ อย่างใดอย่างหนึ่ง ว่าเป็นตัวตน ; ก็เป็นทุกข์ในหลาย ๆ ความหมาย อย่างที่ว่ามาแล้ว. ถ้าพูดให้ละเอียดยิ่งขึ้นไปอีก ก็หมายความว่า อย่าให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท ; ต้องไปอ่านเรื่องนี้ให้เข้าใจ แล้วก็จะเข้าใจได้เหมือนกันว่า มีสติสัมปชัญญะ ที่จะไม่เกิดปรุงเป็นปฏิจจสมุปบาทขึ้น ในคราวที่ตาเห็นรูป
น.266 หูได้ฟังเสียง จมูกได้กลิ่น ฯลฯ อะไรนี้ ซึ่งก็ได้อธิบายมาบ้างแล้วในตอนต้น ๆ นั้น. สมมติว่า ตาเห็นรูปเข้า ความคิดในจิตจะปรุง ๆ ปรุง ๆ ออกไป จนกระทั่งถ้ามัน ผิดทางแล้ว จะเป็นไปในรูปของปฏิจจสมุปบาท ก็จะเกิดเป็นตัวกู - ของกู แล้ว เป็นทุกข์ ; จึงใช้คำว่ามีสติสัมปชัญญะในการที่จะไม่เกิดปฏิจจสมุปบาท, หรือว่า มีสติสัมปชัญญะในการที่จะไม่เกิดปัญจุปาทานขันธ์. ที่พูดแล้วนั้น ฟังดูเป็นภาษาในวัดมากเกินไป ชาวบ้านไม่ค่อยเข้าใจ ; นี้จะโทษใครก็ไม่ได้ เพราะว่าชาวบ้านมีการศึกษาน้อย, หรือว่า ชวนกันละเลย การศึกษาธรรมะในชั้นนี้มาเสียมากแล้ว นานแล้ว จนกลายเป็นของใหม่ ของ แปลก ของประหลาดไปเสียแล้ว, แต่ถ้าเป็นไปอย่างถูกต้องตามแบบฉบับตามเดิม ละก็ เขาไม่เห็นว่า เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องลึกซึ้งอะไร เข้าใจได้ง่าย แล้วเป็นสิ่ง ที่จะต่อสู้กันเป็นประจำวัน. การมีสติสัมปชัญญะในกรณีที่จะไม่ให้เกิดตัวกู-ของภู ซึ่งอยู่ในรูป ของเบญจขันธ์ ที่ประกอบอยู่ด้วยอุปาทานก็ดี, หรือที่จะอยู่ในรูปของปฏิจจสมุป- บาทก็ดี, หรือในรูปอื่น ๆ ก็ดี ยังมีอีกหลายชื่อ. ถ้าออกมาในรูปของปัญจุ- ปาทานขันธ์ ก็หมายความว่า เล็งถึงความหมายแห่งตัวตน หรือของตน. ถ้า ออกมาในรูปของปฏิจจสมุปบาท ก็เล็งถึงความหมายของการวนเวียนอยู่ ในเรื่องของกิเลส แล้วก็เกิดการกระทำกรรม แล้วก็เกิดวิบากของกรรม แล้วก็ ไปเกิดกิเลสอีก เพราะกระแสของปฏิจจสมุปบาทเป็นอย่างนั้น. ถ้าเราไม่มีสติสัมปชัญญะพอ กิเลสก็จะเวียนอยู่ในรูปของปฏิจจ- สมุปบาท นั่นก็คือมีความทุกข์. ถ้าว่าป้องกันไว้ได้ ในภาษาคน ก็เรียกว่ามี สติในการงานที่กระทำเป็นประจำวันถูกต้องดี. ในด้านภาษาธรรมก็ระวังจิตใจหรือ
น.267 พฤติของจิตใจไว้ได้ดี จนไม่เกิดตัวกู- ของกู ในรูปของอุปาทานขันธ์, หรือปฏิจจ- สมุปบาทดังกล่าวแล้ว, ก็เรียกว่า เป็นอยู่โดยชอบได้ด้วยอำนาจของสติสัมปชัญญะ. ผลดีของการเป็นอยู่ชอบ คำว่า “เป็นอยู่โดยชอบ" นี้จะสรุปความให้เป็นเรื่องธรรมดาสามัญ สักหน่อย ก็จะมีความหมายที่สำคัญอยู่เป็น ๓ ส่วน หรือ ๓ ตอนก็ได้ ; ขอให้ มีความเป็นอยู่ชอบเถิด : ข้อ ๑. จะมีความสำเร็จในการงาน ไม่ว่าการงานไหนที่จะต้องทำ ก็จะมีความสำเร็จเพราะการเป็นอยู่โดยชอบ ข้อ ๒. จะไม่มีความทุกข์ทางใจในรูปใด ๆ ซึ่งเนื่องด้วยการ ทำงานนั้น. ข้อ ๓. จะเป็นอยู่ ในลักษณะที่เรียกว่า เป็นเคล็ด หรือเป็นอุบาย คือกิเลสไม่ได้อาหาร แล้วก็ผอมลง ๆ และตายไปในที่สุด. นี้ต้องดูให้ดี ; ถ้าเราเป็นอยู่โดยชอบ กิเลสจะไม่ได้อาหาร กิเลสจะไม่อ้วนพี แต่มันจะผอม และตายไปในที่สุด, เดี๋ยวนี้เราเป็นอยู่อย่างนั้นกันหรือเปล่า ? เราทุกคนนี่เป็น อยู่อย่างชนิดที่กิเลสมันผอมลง หรือว่าเป็นอยู่ชนิดที่กิเลสอ้วนขึ้น ? ถ้ากิเลสอ้วนขึ้น ก็หมายความว่า ไม่ได้เป็นอยู่โดยชอบ. ขอให้ทบทวนดูให้ดี, และจำไว้ให้ดีว่า ถ้าเป็นอยู่โดยชอบจริง การงานในชีวิตประจำวันจะประสบความสำเร็จ, แล้วก็จะไม่เกิดความทุกข์ ทางใจใดๆ ขึ้น อันเนื่องมาจากการงานนั้น ๆ แล้วด้วยความเป็นอยู่นั้นโดย อัตโนมัติ กิเลสจะผอมลง และหมดไปในที่สุด. นั่นคือเป็นพระอรหันต์ คือ เมื่อเป็นอยู่โดยถูกต้องแล้ว ก็จะถูกต้องในหลายแง่หลายมุม แล้วจะมีผลดีเกิดขึ้น ในหลายแง่หลายมุมนั้นด้วย.
น.268 ถ้าเป็นอยู่ชอบ การงานจะประสบความสำเร็จ แล้วจะสนุกสนาน ไปในการงาน ; ไม่ต้องไปสนุก หรือว่าหลงใหล ต่อเมื่อได้เงิน หรืออะไร ทำนองนั้น. ความทุกข์ทางใจไม่ได้เกิดขึ้น เช่นทำงานผิดพลาด แล้วก็มาเสียใจ ร้องไห้อยู่, หรือว่าทำงานได้ผลดี ก็มาลิงโลดจนนอนไม่หลับ ; อย่างนี้ ก็เรียกว่าเป็นปัญหาทางใจ เป็นความทุกข์ทางใจโดยตรงบ้าง โดยอ้อมบ้าง เปิดเผย บ้าง เร้นลับบ้าง ต้องไม่มีทั้งนั้นเลย. ชีวิตแห่งการงานนั้น ไม่ทำให้เกิดเป็น ความทุกข์ขึ้นมาในทางจิตใจ เป็นอัตโนมัติ, และกิเลสจะผอมลง เพราะกิเลส ไม่ได้อาหาร นี่ความสำคัญมีอยู่ ๓ ประการอย่างนี้ ในการเป็นอยู่อย่างถูกต้อง. เมื่อพิจารณาดูจะเห็นว่า ไม่มีใครสนใจกันสักกี่คนในเรื่องอย่างนี้ ในเรื่องอันประเสริฐสุดในพุทธศาสนานี้ ไม่มีใครสนใจกันสักกี่คน มีคน สนใจน้อยที่สุด, แล้วไปมุ่งแต่จะเอาเงิน จะใช้เงิน ; จะทำงานให้ดีก็ยังทำ ไม่ได้, แล้วก็ต้องมีความทุกข์ทางใจ เกี่ยวกับการงานนั้น ที่สำเร็จบ้างไม่สำเร็จ บ้าง. หรือว่าหิวกระหายในผลที่เป็นเงินเป็นทอง เหมือนกับเป็นเปรตอยู่ คือ มีความหิวอยู่. แล้วเมื่อทำอย่างนี้ เป็นการเพิ่มอาหารให้กิเลส, กิเลสก็ อ้วนขึ้น ๆ นี่เรียกว่าเป็นอยู่ผิด ; มีความเป็นอยู่ผิด โลกก็เต็มไปด้วยอันธพาล. ถ้าคน "เป็นอยู่ถูก หรือชอบ 'โลกนี้จะไม่ว่างจากพระอรหันต์" ; ดังที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้เป็นคำพิเศษ คือตรัสไว้ในตอนที่จะปรินิพพานอยู่ หยก ๆ แล้ว ในตอนหัวค่ำวันนั้น, จะปรินิพพานอยู่หยก ๆ แล้ว ยังได้ตรัส ประโยคที่สำคัญ ๆ ไว้หลายประโยค รวมทั้งประโยคนี้ด้วย คือ เป็นอยู่โดยชอบ หรือเป็นอยู่โดยธรรมนั่นเอง. ธรรมะนี้เสมอด้วยแผ่นดิน ; เพราะฉะนั้นเป็นอยู่โดยชอบ ก็คือ เป็นอยู่ โดยการใช้แผ่นดินให้ถูกต้อง ; เหมือนกับชาวไร่ชาวนา เขาใช้แผ่นดิน
น.269 ถูกต้อง ก็ย่อมได้ข้าวได้ปลา ได้อะไรต่าง ๆ. เดี๋ยวนี้แผ่นดินของเราคือธรรมะ ธรรมะเสมอด้วยแผ่นดิน ; เราก็มีหน้าที่ที่จะทำแผ่นดินนี้, แผ่นดินทาง วิญญาณนี้ ที่ปลูกแล้ว เพาะหว่านแล้ว ให้มีผลเป็นอมตะ คือไม่ตาย ไม่ทุกข์ ; นั่นแหละเรื่องธรรมะเสมอด้วยแผ่นดินมีความหมายอย่างนี้. บัดนี้จะมาถึงตอนที่ว่า เราจะเป็นอยู่โดยชอบ คืออยู่บนแผ่นดินนี้ โดยชอบ โดยถูกต้อง สรุปแล้ว ก็คืออย่างที่ว่า : เป็นกลาง แล้วก็ครบบริบูรณ์ แล้วก็ถูกต้อง แล้วก็ประเสริฐ เป็นเคล็ดลับอยู่ในตัว ที่จะทำให้กิเลสร่อยหรอ ไปทุกเวลานาที, และเป็นผู้ที่อยู่เหนือกิเลส หรืออยู่เหนือโลกได้. ทั้งหมดนี้ สำเร็จได้ด้วย สติสัมปชัญญะ ซึ่งจะค่อยศึกษากันไปในแง่อื่นมุมอื่น โดย ละเอียดต่อไปอีก. อนึ่งได้บอกแล้วว่า การบรรยายชุดนี้จะไม่พูดมากเรื่อง แม้จะพูดมาก ด้วยชื่อธรรมะมากก็จริง แต่จะเน้นอยู่เฉพาะตรงคำที่ว่า "ธรรม" เพียงคำเดียว ; เพื่อว่า เราจะใช้ธรรมะให้เป็นประโยชน์กันให้ได้เสียที. ที่แล้ว ๆ มานั้น จะเพื่อ หรือว่าเพื่อแล้ว ดูจะอยู่ในลักษณะที่จะเพื่อยิ่ง ๆ ขึ้นไป ในการเรียนการพูด แต่แล้วการปฏิบัติเป็นไปไม่ได้ ก็ไม่มีผล. ฉะนั้นขอให้ทุกท่านสนใจที่จะมี ธรรมะให้จนได้, ให้มีธรรมะอยู่กับเนื้อกับตัว ให้จนได้. เวลาสำหรับบรรยายก็หมดลงแล้ว ขอยุติไว้เพียงเท่านี้.
Buddhadasa