Buddhadasa.org

มหิดลธรรม ครั้งที่ ๑๑ — อวิชชากับการทำสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องทำ (คือทุกข์)

มหิดลธรรม — คำอบรมภิกษุนิสิตมหาวิทยาลัยมหิดล บวชภาคฤดูร้อน ปี ๒๕๑๗ และ สิ่งที่ทุกคนควรรู้จัก คำอบรมภิกษุนิสิตจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย บวชภาคฤดูร้อน ปี ๒๕๑๗ ณ สวนโมกขพลาราม · วันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๑๗

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.270 ท่านนักศึกษา ผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย, การบรรยายเรื่อง ธรรมะเสมอด้วยแผ่นดิน เป็นครั้งที่ ๑๑ นี้ จะกล่าวโดยหัวข้อย่อยว่า อวิชชากับการทำสิ่งที่ไม่จำเป็นจะต้องทำ โดยความประสงค์จะให้เข้าใจ เรื่องสิ่งที่เรียกว่า อวิชชา เป็นข้อใหญ่. ขอให้ทบทวนในข้อที่แล้วมา เพื่อให้เกิดความเข้าใจใน ความประเสริฐ, หรือความจำเป็น ของสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" จนให้เกิด ความรักธรรม มีศรัทธา มีความพากเพียรพยายาม ในสิ่งที่เรียกว่าธรรม ให้สำเร็จประโยชน์ขึ้นมาให้จงได้. เพราะเหตุนี้จึงได้พร่ำบอกว่า ธรรม นี้เป็นเสมือนแผ่นดิน เป็นที่ตั้งที่อาศัยแห่งสัตว์โลกทั้งปวง; หากแต่ ว่าแผ่นดินเป็นที่ตั้งที่อาศัยฝ่ายวิญญาณ คือฝ่ายจิตใจ หรือฝ่ายสติปัญญา. ๒๓๗

น.271 เรามีหน้าที่ที่จะต้องจัดการกับธรรม ที่เป็นเหมือนแผ่นดิน เช่น เดียวกับที่คนทั่วไปเขาจัดการกับสิ่งนี้ในทางวัตถุ. ถ้าบกพร่องในหน้าที่ก็หมายความ ว่า ความเสียหายหลายทิศทางนั้นจะเกิดขึ้น ; ก็จะมีความทุกข์บ้าง, จะไม่ได้รับ ประโยชน์ที่ดีที่สุด, ที่มนุษย์ควรจะได้รับบ้าง. นี่แหละจึงได้ถือว่า เป็นหน้าที่ อันสำคัญที่สุด. เมื่อทำหน้าที่ย่อมมีผลสมควรแก่หน้าที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หน้าที่ตามแบบของพุทธบริษัทนี้; เราก็ต้องซื่อตรงต่อหน้าที่ ทำหน้าที่ให้ตรง และให้มีการทำหน้าที่อยู่เป็นประจำ เหมือนกับว่าเป็นตัวชีวิตจิตใจ ; นี่เรียกว่า ให้มีธรรมะอยู่ที่เนื้อที่ตัวตลอดเวลา. ถ้าพูดโดยสรุปแล้ว ความถูกต้องที่พึงกระทำนั้นแหละ คือธรรมะที่ ควรอยู่กับเนื้อกับตัว, เพื่อว่าตัวจะได้มีแต่ความถูกต้อง. ที่เป็นพิเศษมากกว่า นั้น ก็คือจะต้องทำให้ทันแก่เวลา แก่สถานการณ์นั้นๆ จนกระทั่งแม้แต่ว่า จะทัน แก่ขณะจิตที่จะเกิดกิเลส ซึ่งมันจะบ้าขึ้นมา หรือจะรัก จะโกรธ จะเกลียด จะกลัว อะไรต่าง ๆ เหล่านี้. เขาจึงต้องทำอุบาย เพื่อทำอย่างนั้นให้ได้ แล้วก็ เรียกว่า มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์. เมื่อทำได้อย่างที่กล่าวมานี้ ก็เรียกว่า มีการเป็นอยู่ชอบ ; ชีวิตนั้น เป็นชีวิตที่ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ที่มีความเด็ดขาด จนเราสมมติเรียก ให้ว่า เป็นพระเจ้า. การเป็นอยู่ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาตินั้น มี ได้เพราะมีสติสัมปชัญญะ. ข้าศึกต่อสติสัมปชัญญะ คือ อวิชชา ในวันนี้ก็จะได้พูดถึงสิ่งที่เป็น ข้าศึก หรือตรงกันข้าม ต่อสิ่งที่เรียก ว่าสติ หรือสัมปชัญญะ อันนั้นก็คือ สิ่งที่เราเรียกกันทั่ว ๆ ไปว่า อวิชชา.

น.272 อวิชชาเป็นสิ่งที่เราได้ยินกันอยู่บ่อยๆ มีคนพูดกันบ่อยๆ แต่นั่นก็ยัง เป็นอวิชชาที่น้อยเกินไป เขายังรู้จักอวิชชากันน้อยเกินไป ; รู้จักเพียงเป็น เรื่องพลอยพูดตาม ๆ กันไป ไม่ได้มีใครตั้งใจจะศึกษาให้รู้จักสิ่งนี้จริง ๆ จนมีปัญหา เกิดขึ้น เกี่ยวกับอวิชชาในแง่มุมต่าง ๆ เลยทำให้เอาชนะข้าศึกตัวนี้ไม่ได้. เราควร ทำความเข้าใจในเรื่องสิ่งที่เรียกว่า อวิชชานี้กัน เป็นเบื้องต้น. คำว่า อวิชชา แปลได้หลายอย่าง ซึ่งเป็นธรรมดาของภาษาบาลี หรือภาษาอื่น ๆ ที่เนื่องกัน เครือเดียวกัน. อวิชชา : อ แปลว่า ไม่, วิชชา แปลว่า รู้ ; แต่มีความหมายว่า ไม่มีความรู้ก็ได้, ว่า ไม่ใช่ความรู้ ก็ได้ แล้วก็ยังแปลได้ต่อไปได้ถึงกับว่า รู้ไม่ได้ ก็ได้. ข้อที่ ๑. นี่ขอให้ฟังดูให้ดี ๆ อวิชชาไม่มีความรู้ หมายถึง ไม่มี ความรู้ที่ถูกต้อง, หรือไม่รู้อะไรเลย. แต่การที่คนเราจะไม่รู้อะไรเลยนั้น เป็นไปไม่ได้; เป็นไปไม่ได้แน่นอน. คนเราต้องรู้อะไร ๆ อยู่บ้าง ; แต่ความรู้ ที่ว่ารู้นั้น เป็นความรู้ที่ไม่ถูกต้องก็ได้, หรือพูดอีกอย่างหนึ่ง ก็ว่าไม่ใช่ความรู้ ทั้งที่รู้อยู่ท่วมหัว ก็ยังเรียกว่าไม่ใช่ความรู้ ก็ได้ ; เพราะว่าความรู้ในที่นี้ หมาย ถึงความรู้ที่ถูกต้อง. "ความรู้ที่ถูกต้อง" ที่ถูกต้อง นี้ก็หมายความจำกัดมาก คือจำกัด เพียงเท่าที่ว่า จะไม่ ให้ความทุกข์เกิดขึ้นเท่านั้น ; ถูกต้องอย่างอื่นนั้นไม่ต้อง การ, และถูกต้องอย่างอื่นนั้นมักจะเพ้อ หรือเลยไป จนไปทำให้มีภาระที่จะต้อง ทำมากเกินไป. พูดให้แคบเข้ามาก็เพียงว่า รู้เท่าที่จะดับความทุกข์ได้ จึงจะ เรียกว่า เป็นความรู้ ; ถ้าไม่มีความรู้อย่างนี้ เราก็เรียกภาวะอย่างนั้นว่า อวิชชา คือภาวะที่ปราศจากความรู้อันถูกต้อง ; ที่นี้ความรู้ที่มี ๆ อยู่ก็เลยกลาย เป็นอวิชชาไปด้วย ถ้ารู้ผิด.

น.273 ๒๔๐ ขอให้ระวังให้ดี รู้ ที่เรารู้อยู่ นี้อาจเป็นอวิชชา ตามความหมาย ในพุทธศาสนา ก็ได้ ; ดังที่เรียนในมหาวิทยาลัย เรียนอะไรกันมากมาย ท่วมหัว ท่วมหู ความรู้นั้นอาจจะเป็นอวิชชาก็ได้ สำหรับพุทธศาสนา; สำหรับเรื่องโลก ก็เป็นเรื่องวิชาไป. แต่เพราะเรื่องนั้น ๆ ดับทุกข์ไม่ได้ ก็จะต้องถือเป็นอวิชชา ไม่ใช่ความรู้ที่จะดับทุกข์ได้. ข้อที่ ๒. อีกความหมายหนึ่งก็คือ สิ่งที่ไม่จำเป็นจะต้องรู้หรือไม่ อาจจะรู้; นี้มีสิ่งสุดท้าย หรือว่าจะเป็นสิ่งก่อนสิ่งอื่นก็ตามใจ แล้วแต่ จะเรียก : มีอยู่สิ่งหนึ่ง หรือประเภทหนึ่ง ที่เราไม่จำเป็นจะต้องรู้ และยิ่งกว่านั้น ก็คือว่า ไม่อาจจะรู้ได้. เรื่องอย่างนี้มีอยู่ แม้แต่ในเรื่องทางวัตถุ เรื่องทาง วิทยาศาสตร์ ; เรื่องวัตถุนี้ก็ยังมีสิ่งที่รู้ไม่ได้ ไม่อาจจะรู้ แต่เราก็สามารถใช้ ประโยชน์ของวัตถุนั้น ๆ ได้ตามต้องการและเกินต้องการ. ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่นไฟฟ้า อย่างที่เราใช้กันอยู่นี่ เราใช้ประโยชน์ จากไฟฟ้านี้มากมายจนเกินต้องการ คือไปทำให้เกิดสิ่งที่ลำบากเปล่า ๆ ไม่ควรต้อง ทำก็ได้ มากมายขึ้นทุกทีในโลกนี้. แต่เราก็ยังไม่รู้ว่าตัวไฟฟ้าแท้ ๆ นั้นคือ อะไร จนกระทั่งบัดนี้ รู้จักใช้ไฟฟ้ากันมาก็ขนาดสองสามร้อยปีแล้วก็เป็นได้, หรือจะรู้เงื่อนงำของสิ่งนี้มาก่อนหน้านั้นอีกมากก็ได้ ; แต่ก็ยังไม่รู้ตัวจริงโดยตรง ลงไปว่า มันคืออะไร ? ได้แต่ทำให้มันปรากฏออกมา แล้วก็ใช้. นี่เรื่อง วัตถุยังเป็นอย่างนี้; เรื่องจิตใจทางนามธรรมก็ยิ่งเป็นยิ่งกว่าอย่างนี้อีกมาก ไปกว่านั้นอีก. ตัวอย่างเรื่องนี้ เช่น เรารู้จักกฎของธรรมชาติ; แต่เราก็ไม่รู้ ว่ามาจากอะไร? ขืนไปคิดค้นก็เป็นบ้าตายเปล่า. แต่เรารู้ว่า เราจะต้องทำ อย่างไร จึงจะถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ ; ฉะนั้นเราไม่ต้องรู้อะไรให้มากไป

น.274 กว่านั้น. ผู้ที่มีปัญญา เขาจึงขอร้องไว้เสียเลยว่า อย่าไข่พยายามรู้เลย สิ่งที่ เป็นอวิชชาไม่ต้องรู้ก็ได้ ไม่จำเป็นจะต้องรู้; เช่นกฎของธรรมชาติ อย่างนี้ มีอยู่มาก แล้วมีลึก เกินกว่าที่จะไปค้นให้พบว่า มาจากอะไร ? ใครเป็นผู้ตั้ง ? ขึ้นพูดไปก็เป็นเรื่องเคาไปเท่านั้น. มาพูดกันถึงคำที่เขาเรียกกันอยู่ทั่วโลกก็ได้ ที่ว่า "พระเจ้า". พระเจ้า คืออะไร ? มาจากอะไร? ใครสร้างพระเจ้า ? นี่หมายถึงพระเจ้าที่แท้จริง พระเจ้า คือกฎธรรมชาติ; อย่างนี้ก็ตอบไม่ได้ ว่ามาจากอะไร. หรือแม้จะถามลงไป ที่ตัวอวิชชานั้นเอง ว่า อวิชชานี้มาจากอะไร ? ก็ไม่มีใครตอบได้. นอกจากจะ ตอบว่า ก็มาจากสิ่งที่เราไม่รู้ว่า มาจากอะไร, มาจากสิ่งที่เราไม่รู้ว่า นั่นคืออะไร. แต่เดี๋ยวนี้แสดงออกมาในรูปของอวิชชาอยู่ในใจของเรา คือรู้ผิด ๆ แล้วไม่รู้ ในสิ่งที่ควรรู้ ; นี่คืออวิชชา คำสั้น ๆ มีความหมายกว้างขวางอย่างนี้. สรุปความว่า อวิชชานั้นคือ ภาวะที่ปราศจากความรู้ที่ถูกต้อง คือ ธรรมะอีกนั่นเอง, และเป็นสิ่งซึ่งไม่ต้องรู้ก็ได้ ไม่อาจจะรู้ ; เพราะว่าสิ่งที่ไม่อาจ จะรู้ได้นั้น เป็นที่มาของกฎเกณฑ์ต่าง ๆ หรือเป็นที่มาของคำว่า พระเจ้า. อย่า ไปรู้เลยว่า พระเจ้ามาจากอะไร แต่ว่ารู้จักทำให้ถูกเรื่องราว หรือกฎเกณฑ์ ของพระเจ้าจนไม่มีความทุกข์ก็แล้วกัน. อวิชชา ที่เกี่ยวกับคน มุ่งภาวะที่ปราศจากความรู้ ต้องรู้ต่อไปอีกหน่อยก็คือว่า อวิชชา ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับคนเรา เป็น ปัญหาอยู่ในเวลานี้ ก็มุ่งหมายเฉพาะความไม่รู้, หรือภาวะที่ปราศจากความรู้ ในจิตใจของคน, แล้วจำกัดเขตไว้แต่เพียงว่า เรื่องที่เกี่ยวกับจิตใจของมนุษย์. อวิชชานี้ก็เป็นเพียงภาวะที่ปราศจากความรู้ ที่เข้ามาสิงสถิต, หรือมาปรากฏอยู่

น.275 หรือปรุงขึ้นมาในจิตใจของคนเรา เป็นขณะ ๆ เป็นเรื่อง ๆ ไป ไม่ใช่เป็นอย่าง เดียวกันทุกเรื่อง ; ถ้าไปคิดว่าเป็นตัวเดียวกัน ก็เป็นเรื่องหลับตาพูด. เราต้องรู้จัก เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประจำวัน เป็นขณะ ๆ เช่นขณะนี้ มีการกระทบทางตา คือเห็นรูปนี้เข้าแล้ว ; ถ้าเรามีความรู้ผิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ เราก็ปฏิบัติผิด. นั่นแหละคือ อวิชชาได้เกิดขึ้น เพิ่งเกิดขึ้นเฉพาะกรณีนั้น ๆ เป็นอวิชชาในกรณีที่ตาเห็นรูปในรายนั้น. ที่นี้รายอื่น ก็มีอวิชชาเกิดขึ้นครั้งอื่น ดังเช่นการได้ยินเสียงทางหู หรืออะไรทางอื่นก็สุดแท้, กระทั่งจะสัมผัสทาง ผิวหนัง หรือความคิด ความรู้สึก ที่ไปเก็บเอาเรื่องราวต่าง ๆ มาคิดนึกอยู่ในใจ ; พอมากระทบใจเข้าแล้ว เราปราศจากความรู้ที่ถูกต้อง ก็เป็นอวิชชาเฉพาะเรื่องนั้น เฉพาะกรณีนั้น. เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสว่า แม้สิ่งที่เรียกว่า อวิชชานี้ ก็เพิ่งเกิด. อวิชชา มิได้มีอยู่ตลอดกาล แต่เกิดขึ้นเป็นขณะ ๆ มีคนบางพวก บางลัทธิ เขาไปพูดว่า อวิชชามีอยู่อย่างแน่นอน ตลอดกาล เป็นพื้นฐานนอนเต็มอัด อยู่ในจิตใจอย่างนี้; นั้นเขาว่าเอาเอง ; ไม่ตรงตามอวิชชาที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า อวิชชานั้นเพิ่งเกิด; แล้วก็ต้องได้ เหตุได้ปัจจัยหล่อเลี้ยงไว้ อวิชชาจึงจะอยู่ไปจนกว่าจะหมดเหตุหมดปัจจัย แล้วจึง จะดับไป เป็นเรื่อง ๆ เป็นราย ๆ เป็นคราว ๆ ไป. ถ้าอวิชชาเกิดซ้ำ ๆ ซาก ๆ ก็เป็นการสะสมอวิชชา คือความเคยชิน ที่จะเกิดอวิชชา จนกระทั่งว่า มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นมา เราก็โง่ทุกที; เพราะว่า เรามีกระแสแห่งความโง่ อยู่กระแสหนึ่ง คือกระแสที่จะไหลไปตามความเอร็ดอร่อย ของสิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง. กระแสนี้เป็นกระแสที่ใหญ่ หรือกระแสที่ง่าย

น.276 ที่ลื่น ที่กว้าง ที่ไหลไปง่าย; มีความเคยชินแห่งอวิชชาในลักษณะอย่างนี้ เรียกว่าอวิชชานุสัย. อนุสัย แปลว่า คอยตาม คอยติดตาม ตามนอนอยู่ ในเรื่องนั้น ๆ เราโง่ครั้งหนึ่งก็เรียกว่า อวิชชา ; แต่ถ้าเราโง่ทุกครั้งจะมี ความเคยชินของอวิชชาเพิ่มให้ทุกคราวไป ; นี้เราเรียกว่า อวิชชานุสัย. อวิชชา กับ อนุสัย ความหมายไม่เหมือนกันแท้. ตั้งแต่เราเกิดมา เป็นทารก เราเคยโง่กี่ครั้ง โง่ไปทางไหนบ้าง ; นั่นก็เรียกว่า เป็นอวิชชา ทุกครั้ง. แต่ว่า แต่ละครั้ง ๆ นั้นเพิ่มและสะสมอวิชชานุสัย คือสะสมความ เคยชินที่จะโง่ในรูปนั้นมากขึ้น ; ฉะนั้นจึงโง่ได้ง่าย และโง่ได้เร็ว. อวิชชา- นุสัยนี้เป็นตัวปัญหาอันร้ายกาจ ที่ทำความทุกข์ ให้แก่เรา, และยากลำบาก ในการที่จะลืมมันเสีย. ควรจะจัดว่า อวิชชานุสัยนี้เป็นจอมมาร หรือเป็นมารร้าย นอนหัวเราะอยู่ในส่วนลึก ในเมื่อคนโง่ต้องเป็นไปตามอำนาจของอวิชชา. ทีนี้ เป็นธรรมดาของภาษา ไม่ว่าภาษาไหน ก็มีคำแทนชื่อแทนกันได้มาก คำว่า อวิชชา นี้ก็มีคำแทนชื่อ เช่น อญาณะ อัญญาณะ มิจฉาญาณะ. มิจฉาญาณะ แปลว่า ญาณที่ผิด คือความรู้ผิด, อัญญาณะ ก็คือว่า ไม่รู้ : แต่รวมความแล้ว เรียกว่า อวิชชาก็แล้วกัน. สิ่งที่เรียกว่า อวิชชาโดยคร่าว ๆ มีอยู่อย่างนี้. ถ้าพูดให้กว้างครอบจักรวาลก็ว่า สิ่งอะไรก็ไม่รู้ ซึ่งเราก็รู้จักมัน ไม่ได้, หรือไม่จำเป็นจะต้องรู้. ที่แบ่งออกมาเป็นส่วนน้อย ๆ ที่จะเกี่ยวข้อง กับจิตใจมนุษย์นี้ คือภาวะที่ปราศจากความรู้อันถูกต้อง, มีผลดังจะกล่าวต่อไป :- ข้อ ๑. อวิชชา มีผลให้ทำสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องทำ ตัวเรื่องที่จะกล่าวในวันนี้ คือข้อที่ว่า อวิชชานี้เป็นเหตุให้ทำสิ่งที่ ไม่จำเป็นจะต้องทำ นี้เป็นข้อแรก. พูดถึงผลของอวิชชา ก็มีผลออกมา เป็น การทำให้เราทำสิ่งที่ไม่จำเป็นจะต้องทำ, แล้วสิ่งที่ไม่จำเป็นจะต้องทำนั้น ไปทำเข้า ;

น.277 ๒๔๕ นั่นก็คืออวิชชาอยู่ชัด ๆ แล้ว. แต่ถ้าเรามองอีกทีหนึ่ง ก็เรียกว่า ตัวความทุกข์ นั่นแหละคือสิ่งที่ไม่จำเป็นจะต้องทำ ; แต่แล้วเรื่องมันเล่นตลกจนเวียนหัว ไปทีเดียว. ความทุกข์เป็นสิ่งที่ไม่ต้องทำ ใครด้านบ้าง ? แล้วน่าเกลียด น่าชัง ที่สุด สำหรับความทุกข์. แต่แล้วคนก็ไปทำสิ่งที่เรียกว่าเป็นความทุกข์ หรือ นำมาซึ่งความทุกข์นั่นแหละ เป็นส่วนมาก หรือเป็นส่วนใหญ่. นี่เพราะอะไร ? ก็เพราะอวิชชา คือความโง่ ไม่รู้จักว่า สิ่งนี้ไม่ต้องทำ. ที่เราไปหลง ไปยึดมั่น ไปคิดนั้นนี่ ล้วนแต่เป็นสิ่งที่เป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์ทั้งนั้น ; ถ้ามากกว่านั้นก็ไป ชอบตัวความทุกข์นั่นเอง ไป “เห็นกงจักรเป็นดอกบัว" . อวิชชา เป็นเหตุให้ทำสิ่งที่ไม่จำเป็นจะต้องทำ แล้วเราก็ไปบูชา มันเสียด้วย ; เราเรียกว่าความเจริญ ความศิวิไลซ์ อะไรต่าง ๆ, เรากลับไป ยกย่องการทำสิ่งที่ ไม่ต้องทำมากขึ้นในโลกนี้. คำพูดนี้เป็นปัญหา ไม่ค่อยมีใครยอมรับฟัง หรือไม่เห็นด้วย ว่า สิ่งต่าง ๆ ที่กำลังทำกันอยู่ในโลกนี้ ส่วนมากที่สุดนั้น ไม่จำเป็นจะต้องทำ ; ยุ่งไปเปล่า ๆ ทำเกินความจำเป็น. แล้วก็ทำให้เกิดปัญหานั้นนี่ติดตามกันมา, เป็น ปัญหาตามกันมามากขึ้น ; เช่นที่กำลังถลุง หรือผลาญทรัพยากรของธรรมชาติ อย่างนั้น, ปัญหาก็เกิดขึ้น เดี๋ยวขาดนั่น เดี๋ยวขาดนี่ ก็เลยเป็นความโง่ของ มนุษย์ เป็นอวิชชาของมนุษย์ ; แต่เขาถือกันว่าเป็นความเจริญ เป็นความ ก้าวหน้า. ขอให้ทุกท่านระวังให้ดี อย่าได้ไปทำสิ่งที่ไม่จำเป็นจะต้องทำเข้า. จงไปดูห้องนอนห้องอยู่ของเรา ว่ามีอะไรที่เกิน ก็อันนั้นแหละคืออวิชชา.

น.278 หรือว่าต่อไปข้างหน้า จะไปมีครอบครัว มีเหย้าเรือน มีหลักฐานอะไร ; ต้อง ดูว่าอะไรมีเกินบ้าง แล้วก็ให้รู้ว่า นั่นแหละคืออวิชชา เป็นเหตุให้ต้องทำสิ่งที่ ไม่จำเป็นจะต้องทำ. จงหมั่นพิจารณาแล้วก็จะรู้หนทางที่จะแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่ เป็นข้าศึกของธรรม หรือไม่ใช่ธรรม อวิชชาเป็นเหตุให้ทำสิ่งที่ไม่ต้องทำ. ข้อ ๒. อวิชชาทำให้ ไม่สนุกสนาน ในสิ่งที่ต้องทำ อวิชชาทำให้เราไม่รู้สึกสนุกสนานในการที่ต้องทำสิ่งที่มีประโยชน์ ที่สุด ; โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการมีธรรมะให้ครบถ้วน ให้ถูกต้อง ให้ทันแก่เวลา นี้แหละ. อวิชชานั้นเองเป็นต้นเหตุ ทำให้เราไม่รู้สึกอยาก, ไม่รู้สึกสนุกสนาน ; ระบุลงไปว่า ในเมื่อจะต้องทำ สิ่งที่เป็นการกำจัดกิเลส หรือตัดทอนกิเลส หรือ ไม่ตามใจกิเลส แล้วไม่รู้สึกสนุกสนานเลย. นี้การเรียนธรรมะ, หรือการ ปฏิบัติธรรมะของคนพวกนี้จึงไม่สนุกสนานเลย เว้นไว้แต่ อวิชชาจะเบาบางลงไป จึงจะสนุกสนานในการกระทำ. เรื่องนี้เคยพูดในระดับพื้นฐานทั่วไปของคนเรา ว่า เราจะต้องทำงาน เพื่องาน อย่าทำงานเพื่อเงิน; ถ้าเราถือหลักอย่างนี้ เรียกว่าเรามีความถูกต้อง กว่า ; เราจึงสนุกสนานในการทำงาน แม้ว่าไม่ได้เงิน. เรื่องทำงานนี้ ทำ อย่างไรเสีย ก็ต้องได้ประโยชน์ หรือผลงาน เช่นเงินเป็นต้น ; แต่อย่าไปบูชา สิ่งนั้นมันจะโง่. ถ้าเราทำงานเพื่องาน เราก็บูชางานเราก็เป็นสุข สนุกอยู่ ในการทำงานรู้สึกว่าเป็นเกียรติอยู่ที่การทำงาน ; ไม่ใช่อยู่ที่การได้เงิน ; ดังนี้ จะสนุกในการทำงาน. เข้าใจว่า ทุกคนคงจะมีโอกาสสักเวลาหนึ่ง ซึ่งสนุกในการทำงาน โดยไม่พะวงถึงผลงานคือเงิน ที่จะได้จากการทำงาน. แล้วก็ไปคำนวณดูเอง

น.279 เถิดว่า เวลานั้นจะมีความสุขสักเท่าใดในการที่ได้ความสุขที่เกิดจากการได้ทำงาน ไม่ใช่ผลของงาน. อวิชชาทำให้ ไม่รู้สึกสนุกสนานในสิ่งที่ต้องทำ คือการทำ ความดับทุกข์ที่เกิดจากอำนาจของกิเลส. ทุกข์ที่เกิดขึ้นเพราะกิเลสนั้นไม่ค่อย สนุก ; เดี๋ยวนี้ก็นับว่าเป็นนิมิตที่ดี ที่ท่านทั้งหลายพากันมาสนใจธรรมะ หรือ การปฏิบัติธรรม คือสิ่งที่ต้องทำ แต่ว่า ขอให้ทำไปจนถึงขนาดที่รู้สึกเป็นสุข สนุกสนาน. ข้อ ๓. อวิชชาทำให้หวัง หรือต้องการจนเกินจำเป็น นี่พูดถึงความเกิน ถ้ามีอวิชชาแล้ว ก็จะมีความหวัง มีความต้องการ เกินจำเป็นเสมอ จนหลักธรรมะทั่ว ๆ ไปในทุก ๆ ศาสนา จะต้องระบุไว้ ว่าควร จะมีอะไรพอดี, แล้วก็พอดีไปตามแบบของการเป็นอยู่ ของบุคคลนั้น ๆ เช่น บรรพชิต ฆราวาส เด็ก หรือผู้ใหญ่ สุดแท้แต่ว่า จะอยู่ในฐานะอย่างไร ; จะ มีความต้องการแค่พอดีพอเหมาะแก่ฐานะนั้น ๆ. อวิชชาทำให้หวัง หรือให้ ต้องการเกินจำเป็น จนหิวเป็นเปรตอยู่เสมอ หาความสุขไม่ได้. ข้อ ๔. อยากจะระบุว่า อวิชชาทำให้ขลาด ยิ่งกว่าขลาด ตาขาว กลัวในสิ่งที่ไม่ควรกลัว. ความกลัวมากขนาดที่เรียกว่า ยิ่งกว่าขลาดตาขาว ก็เพราะยิ่งโง่เท่าไร ก็ยิ่งขลาดมากเท่านั้น ; ยิ่งฉลาดขึ้นก็จะขลาดน้อยลง จนกระทั่งว่าไม่ขลาดเลย. ใครมีความขลาดกลัวอะไรอยู่บ้าง ก็เอามาแยกแยะดู เอามาพิจารณาดู ; จะเห็นว่า มาจากความโง่. ความขลาดความกลัวทั้งหลายนั้น ไปสรุปรวมอยู่ที่กลัวตาย ; ตามความรู้สึกของคนธรรมดาทั่วไป เช่นเรากลัวลำบาก ก็เพราะว่า ความลำบาก จะทำให้ตาย เมื่อยากจน เรากลัวยากจน ; แต่เจตนารมณ์อันแท้จริงนั้นอยู่ที่ กลัวตาย ; เพราะความยากจนทำให้ลำบาก หรือตายง่ายอะไรอย่างนี้.

น.280 เรื่องของความกลัว จะเป็นว่า กลัวผี กลัวเสือ กลัวอะไร กลัวโรคภัย ไข้เจ็บต่าง ๆ ล้วนรวมอยู่ที่กลัวตาย ; ฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสเกี่ยวกับ เรื่องความกลัวทั้งหลายไว้ว่า ไปสรุปอยู่ที่กลัวตาย. ถ้าพูดให้ถูกกว่านั้น ก็คือ ต้องเรียกว่า กลัวความทุกข์ ; แต่คนเขาไม่รู้จักความทุกข์กันง่าย ๆ ไปรู้จักแต่ สิ่งที่ตัวไม่ต้องการ หรือไม่อยากอยู่ในเวลานี้ ด้วยอำนาจของกิเลส ; ดังนั้นก็เลย ไปกลัวสิ่งที่ไม่ควรกลัวเข้า. ในที่สุดก็รวมอยู่ที่ความไม่รู้ จึงได้ ไปกลัวอย่าง ประหลาด ๆ มากมายหลายแง่หลายมุม, แล้วก็เป็นปัญหาให้ขยายเรื่องอื่น ๆ ออกไปตามความกลัวนั้น เลยเป็นเรื่องที่ยุ่งมากขึ้น เกินกว่าจำเป็นหลายร้อย หลายพันเท่า. เมื่อไม่กี่ปีมานี้ เขาพูดถึงเรื่องความกลัวกันมาก อย่างที่ปรากฏในหน้า หนังสือพิมพ์ เรียกว่าอาณาจักรแห่งความกลัว ! นับตั้งแต่กลัวอันธพาล กลัว อะไรในบ้านในเมือง กระทั่งกลัวอันธพาลระหว่างประเทศ คือชาติมหาอำนาจ เป็นอันธพาล, และก็จะรบราฆ่าฟันกันเป็นสงคราม เป็นมหาสงคราม เป็นที่ตั้ง แห่งความกลัวระบาดอยู่ในโลก. จนความคิดนึกต่าง ๆ วิปริตผิดไปหมดทั้งโลก เพราะความกลัว. แล้วเดี๋ยวนี้ก็ยังเป็นอยู่ แต่ไม่ใคร่พูดกันแล้ว เพราะว่าชินเข้า ; เดี๋ยวนี้ก็ยังอยู่ด้วยกันด้วยความกลัวทั้งโลก แล้วก็ไปทำสิ่งที่ผิด ๆ ที่ไม่จำเป็นต้องทำ จนเดือดร้อนกันมากขึ้น ๆ ทั้งโลก. ข้อ ๕. ที่ตรงกันข้ามก็จะพูดต่อไปว่า อวิชชานี้ทำให้กล้า กล้า จนบ้าบิ่น. นี่ก็น่าหวัว ที่ว่า อวิชชาทำให้เกิดความกล้าก็ได้ ความกลัวก็ได้ ; ครั้นทำให้เกิดความกล้า ก็กล้ามากเกินไปจนบ้าบิ่น. ความคิดของมนุษย์นี้มัน

น.281 วนเวียน จนคนเดียวกัน บางทีก็ขลาดตาขาว, "แล้วพอถึงบทจะบ้าขึ้นมา ก็กล้าจนบ้าบิ่น คือกล้าเสี่ยงกับความตาย หรือว่ากล้าเอาชีวิตไปแลกกับอะไร อย่างนี้ก็มี ซึ่งไม่จำเป็นเลย ; ในกรณีนั้น ๆ เรียกว่า ไม่จำเป็นเลย แต่ก็กล้า กล้าจนบ้าบิ่น. ความกล้าที่ถูกต้องนั้น เราก็ต้องการเหมือนกัน ; แต่เดี๋ยวนี้มนุษย์ กล้าในทางที่ไม่ถูกต้อง จนเรียกว่าเป็นการบ้าบิ่น ยุกันด้วยเรื่องของกิเลส, แล้วเกิดกล้าอย่างบ้าบิ่น. แม้ในเรื่องส่วนตัว เรื่องเกี่ยวกับความรัก เกี่ยวกับ กามารมณ์ ก็กล้าจนบ้าบิ่น ; ก็เลยเป็นอวิชชาด้วยเหมือนกัน. ข้อ ๖. อยากจะสรุปลงที่ว่า อวิชชานี้มันพาโลกให้ตกลงไป ในเหว แห่ง สาม ก. สามตัว ก ซึ่งผมว่าเอาเอง คือตั้งชื่อนี้ขึ้นมา เพื่อ ให้ง่าย และสะดวกแก่การพูดจา เหวแห่งสาม ก. สาม ก. คืออะไร? อาจจะ เคยได้ยินกันอยู่แล้ว ก็ได้ คือ กิน กาม และ เกียรติ ; สาม ก. กิน ก. เกียรติ ก. กาม; ตั้งชื่ออย่างนี้ เพื่อให้จำง่าย ฟังง่าย รู้เรื่องเร็ว. ที่จริง ก็รู้กันอยู่แล้ว เกี่ยวข้องกันอยู่แล้ว ลูบคลำกันอยู่แล้ว. เรื่องกิน นี้เป็นปัญหาแรก ดูซิ เรื่องข้าวสารแพง เรื่องอะไรต่าง ๆ เป็นปัญหาเรื่องกิน. พอได้กินแล้ว มีเรี่ยวมีแรงแล้ว ก็เป็นเรื่องกาม คือเรื่อง กามารมณ์. พอเรื่องกามารมณ์แล้ว ก็เป็นเรื่องสุดท้าย คือเรื่องเกียรติ, บ้าเกียรติ เมาเกียรติ. เรามองดู ก็จะเห็นได้ว่า คนทั่วไป เขาก็จะต้องทำสิ่งแรก คือหาให้ พอกิน เพื่อจะให้มีกามารมณ์ชั้นที่วิเศษ หรือเรียกว่าเป็นของทิพย์ของอะไร ไปเลย ได้อย่างใจทุกอย่าง, แล้วก็ยังมีความคิดที่จะมีเกียรติ. เกียรตินี้มี

น.282 ความหมายได้สองอย่าง คือ เกียรติที่เป็นอำนาจ เพื่อแสวงหา กิน หรือ กาม นั้นอีกที, เกียรติอีกความหมายหนึ่ง ก็รู้สึกสบายใจ ที่รู้สึกว่า เป็นความสุข หลอก ๆ ชนิดหนึ่ง. เมื่อเขามีอะไรจะกิน จะใช้ จะบริโภคกามเพียงพอแล้ว ก็ต้อง การจะมีเกียรติที่เด่น, ที่เป็นเครื่องหลอกให้จิตใจฟุ้งเฟ้อเคลิบเคลิ้มยิ่งกว่าเมาเหล้า. ให้รู้จักสาม ก. กันไว้ให้ดี ๆ; นี่กำลังเป็นเหวลึกสำหรับโลกจะตก ลงไป, สัตว์โลกทั้งหลายกำลังตกจมอยู่ในเหวนี้ เวียนว่ายอยู่ในเหวนี้. ถ้าเรียก อย่างธรรมะ ก็เรียกว่า วัฏฏสงสาร หรือสังสารวัฏฏ์ นี้เป็นเหวลึก. พระพุทธเจ้า ก็ตรัสว่า เหวลึกนี้ ก็อยู่ที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ; เหวลึกนั้นไม่ได้อยู่ที่ไหน ถ้าพูดอย่างภาษาคน จะอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ อยู่ใต้บาดาล หรืออยู่ที่ไหนก็ตามใจ ; แต่ถ้าพูดอย่างภาษาพระพุทธเจ้าคือภาษาธรรม ท่านตรัสว่า :- ปปาตะ มหาปปาตะ หรือ มหานิรยะ นี้คือเหวลึก มีอยู่ที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ; ในเมื่ออารมณ์คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ เหล่านี้มาจับคู่กัน, แล้วมันก็หลงใหล ติด จม ตก อยู่ที่นั้น. เรื่อง กิน กาม เกียรติ ก็อยู่ที่ใจ ที่อาศัย ตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นสื่อ เป็นทวาร เป็นประตู. เรื่องกิน ต่างกับ เรื่องกาม จำกัดความหมายให้ชัดหน่อย คืออย่าให้มันเหมือนกัน ก็ว่า ถ้าเราพูดว่า กิน ก็เป็นเรื่องวัตถุเนื้อหนัง ไม่เกี่ยวกับเพศ .; แต่การกินก็ยังกินได้หลายทาง ไม่ใช่เฉพาะกินข้าวทางปากอย่างเดียว เราต้องการกินอย่างอื่นอีกมาก ทางตา ทางหู ทางจมูก. ถ้าไม่เกี่ยวกับกาม แล้วก็เรียกว่า กิน ทั้งนั้น ; ถ้าว่าเป็น เรื่องกาม มีความหมายเป็นกาม ก็หมายถึงกามารมณ์ ซึ่งมีความสำคัญอยู่ที่เพศ

น.283 ตรงกันข้าม ถ้าเพศหญิงก็ต้องการเพศชาย ถ้าเพศชายก็ต้องการเพศหญิง ดังที่ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า :- ไม่เห็นอะไรที่จะครอบงำผู้ชายได้ ยิ่งไปกว่า รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ ที่มาจากผู้หญิง, แล้วก็ไม่มีอะไรที่จะครอบงำใจ ของผู้หญิงได้มากไปกว่า รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ ที่มาจาก ผู้ชาย. นี่เป็นความหมายของกามารมณ์ ซึ่งต่างจากคำว่า กิน ; กินนั้น มีปัญหาเรื่องหิว เรื่องชีวิตจะตายลงไป จึงต้องกิน ; แต่เรื่องกามารมณ์นั้นไม่ใช่ อย่างนั้น ถึงขาดเสียก็ไม่ตาย และมันก็ไม่ใช่หิวอย่างหิวข้าว มันหิวด้วยความโง่ ด้วยกิเลสตัณหา ราคะ ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องเพศ เรื่องกามนี้มี ๒ คำ. ๑. เรื่องกามใช้กับวัตถุ ที่สนองความใคร่ นั้นเรียกว่า วัตถุถาม ถ้าเรียกให้เต็มที่เขาเรียกว่า กามารมณ์. ในภาษาบาลี เรียกว่า กามเฉย ๆ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่ให้ความรู้สึกทางเพศ เรียกว่ากาม. ๒. กิเลสถาม คือความใคร่ ความอยาก ความหลงใหล ในสิ่งนั้น ก็เรียกว่า กามประเภทกิเลสกาม. นี่จึงมีคำว่า วัตถุกาม, กิเลสกาม. คำว่า ถาม นี้จึงหมายได้ถึงวัตถุที่ สนองความใคร่ และตัวความใคร่นั้นเองด้วย นี่คือคำว่ากาม หรือ ก. กาม. เรื่องเกียรติ ต่างไปจาก เรื่องกินและกาม คำที่เรียกว่า เกียรติ อันนี้มีความหมายไม่ใช่กิน ไม่ใช่กาม; แต่ เป็นเรื่องของตัวกู - ของกู ยกหูชูหาง. ถ้าเป็นเกียรติเพื่อแสวงหากาม ก็เอา

น.284 อวิชชา กับ การทำสิ่งไม่จำเป็นต้องทำ (คือทุกข์) ๒๕๑ ไปบวกไว้กับกาม, ถ้าเป็นเกียรติเพื่อแสวงหากิน ก็เอาไปบวกไว้กับกิน, ที่เหลือ นั้นเป็นเรื่องตัวกู - ของกูที่ยกหูชูหาง. นี้ที่เป็นเหตุให้ บางทียอมตายไม่เห็นแก่กิน, บางทียอมตายไม่เห็นแก่กาม. แม้กำลังบริโภคกามารมณ์อย่างบ้าหลังอยู่ ถ้าเกิดการลบหลู่เกียรติกัน ขึ้นมา ก็อาจจะสลัดกามทันทีก็ได้ ; เช่นว่า ถูกผู้หญิงลบหลู่ขึ้นมาขณะนั้น, หรือ ว่าถูกผู้ชายลบหลู่อะไรขึ้นมาในขณะนั้น, อาจจะสลัดกามารมณ์นั้นในทันทีก็ได้. หรืออาจจะฆ่ากันเสียเลยก็ได้ ฆ่าวัตถุอันเป็นที่ตั้งแห่งกามคือ ผู้หญิงหรือผู้ชายนั้น เสียก็ได้ ; ถ้าเกิดการลบหลู่ดูถูกเรื่องเกียรติ คือ ตัวกู - ของกูที่เกิดยกหูชูหาง ขึ้นมา. สิ่งที่เรียกว่าเกียรติ จึงไม่ใช่กิน ไม่ใช่กาม เป็นเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ ไม่รู้สึกทางเพศ แต่รู้สึกไปในทาง ความมี ความเป็น, เป็นนั่น เป็นนี่ เป็นเจ้าเป็นนายเป็นอะไร; เรียกว่า เป็นเรื่องของความเป็น ก็เรียกว่าภพ. นี้ก็เป็นเรื่อง เกี่ยวกับอัตตา ตัวกู - ของกู นั่นแหละ ; เกิดยกหูชูหางขึ้นมา, หรืออย่างน้อยก็เกี่ยวกับทิฏฐิ ความคิดเห็นที่อบรมมาผิด ๆ ตั้งแต่อ้อนแต่ออก ให้บ้าเกียรติให้หลงเกียรติ อย่างโง่ ๆ นั้น จึงเป็นเรื่องทิฏฐิ ความคิดเห็นซึ่งเป็น เรื่องเกียรติก็ได้. เดี๋ยวนี้ในโลกกำลังเต็มไปด้วยเหวเหล่านี้ คือเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ ; แล้วบางอย่างก็เนื่องกัน, วัตถุบางอย่างเป็นปัจจจัยแก่กิน แก่กาม แก่เกียรติ. ไปแยกแยะดูเอาเองก็แล้วกัน เดี๋ยวนี้ เรื่องกิจการต่าง ๆ ในโลกนี้ ก็มีการเขียนรายงานแสดงหลักฐาน สถิติอะไรดีอยู่แล้ว ; ไปดูเถอะว่าปัญหา เรื่องกินมีเท่าไร ? ปัญหาเรื่องกามมีเท่าไร ? ปัญหาเรื่องเกียรติมีเท่าไร ? เดี๋ยวนี้ ยิ่งโง่มาก หลงมากยิ่งขึ้นทุกที.

น.285 ดูแผ่นโฆษณาของบริษัทเครื่องบินโดยสารก็ได้ เขาเอาเรื่องกามเข้าไปใส่ ไว้ในเรื่องการโดยสาร คือหลอกให้คนมาโดยสารเครื่องบินของบริษัทตน โดยเอา เรื่องกามเข้าไปล่อ โดยบริการใช้หญิงสาวหรืออะไรต่าง ๆ อีก ซึ่งไม่จำเป็นเลย; แต่คนก็ต้องการ เพราะจะมีอารมณ์ทาง ตา หู ทางอะไร กระทั่งทางเกียรติ ; นี้เรียกว่าโลกกำลังหมุนเวียนไปทางนั้นมากขึ้น. นี่เป็นที่เชื่อถือได้ว่า ชนชาติที่เรียกตัวเองว่าเจริญนั้น เขารวบรวม รายได้, รวบรวมเงินทรัพย์สมบัติไว้ตลอดปี พอถึงรอบปีก็ไปบ้ากามารมณ์ ในการท่องเที่ยว ซึ่งเต็มไปด้วยกามารมณ์ ; ปีหนึ่งไม่ทันใจก็เอาเป็นรายเดือน ไปเลย สิ้นเดือนก็ไปกัน เดือนหนึ่งไปยังไม่ทันใจ ก็เอาเป็นรายสัปดาห์. ผม อยู่ที่นี่ก็ได้อ่านใบโฆษณาส่งเสริมการท่องเที่ยว ของประเทศที่บ้ากามารมณ์กันขนาด หนักว่าพอท้ายสัปดาห์ แล้วก็ลงเรือไป แล้วก็ทำอย่างไรกันบ้าง ในรูปถ่ายก็มี ; ล้วนแต่แสดงว่า ไปบ้ากิน บ้ากาม บ้าเกียรติ จนเงินหมดก็หาใหม่. เรื่อง กิน กาม เกียรติ นี่เอง เป็นปัญหาให้โลกทั้งโลกตกอยู่ในเหวลึก เพราะว่าโลกทั้งโลกประกอบอยู่ด้วยบุคคลเป็นคน ๆ ไป เมื่อบุคคลแต่ ละคนเขาต้องการอย่างไร เขาก็หมุนหรือโหวตให้สิ่งต่าง ๆ เป็นไปตามเจตนาอันนั้น ในเมื่อคนแต่ละคนเป็นอย่างไร โลกก็เป็นอย่างนั้น. เมื่อแต่ละคนหลงใน เรื่องกิน เรื่องถาม เรื่องเกียรติ โลกทั้งโลกก็หลงเรื่องนี้; แม้การค้นคว้า ทางหลักวิชา ก็มากลายเป็นทาส เป็นบริวารของเรื่องนี้. ผู้ที่เป็นนักปราชญ์ยอดนักปราชญ์ อุตส่าห์ค้นหาอย่างใช้หลักวิชา ใน ที่สุดก็มาเป็นบริวารของเรื่องกิน กาม เกียรติ. วิชาความรู้มีก็เอามาใช้ เพื่อให้

น.286 คนส่วนใหญ่ได้มีเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ ที่เขาเรียกว่าดีขึ้น. แต่ที่แท้นั้น เลวลง คือมีความทุกข์มากขึ้น ; ฉะนั้นโลกนี้จึงกำลังตกลงไปในเหวของสาม ก. สาม ก. ขยายตามกิเลส หรือหดกลับตามปัญญาก็ได้ ทีนี้มาดูสาม ก. กิน กาม เกียรติ ให้ดีขึ้นไปอีก. สาม ก. นี้เป็นสิ่ง ที่ยืดหยุ่นได้เหลือประมาณเกินเปรียบ ; แต่ว่าจะยืดหยุ่นไปในทางเกินมาก กว่า. มันเกินออกไปได้ เกินออกไปได้ไม่มีที่สิ้นสุด, ขยายเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติออกไปได้ไม่มีที่สิ้นสุด. เมื่อมีกิเลสเข้ามา ก็ยืดหยุ่นออกไปตามอำนาจ ของกิเลส. แต่ถึงอย่างไร ในทางที่ตรงกันข้าม ; ถ้ามีสติปัญญา มีความรู้ อันถูกต้องเข้ามา มันก็หดตัวได้ไม่มีที่สิ้นสุด ที่จะตัดปัญหา หรือบรรเทาปัญหา เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ ให้น้อยเข้ามาได้มาก ยืดหยุ่นได้มากเหมือนกัน. ควรพิจารณาดู เรามีอะไรที่ควรจะขว้างทิ้งเสียบ้าง ก็มี ก็พบอยู่ ; ใน โลกนี้ทั้งโลกก็เหมือนกันอีก. ถ้าเขามีสติปัญญานั่นนี่ขึ้นมา เขาก็จะประหยัด ขึ้นมาได้มากอีก เกี่ยวกับเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ; แม้แต่น้ำมัน ซึ่งกำลังเป็นปัญหาอยู่ในเวลานี้ ก็ประหยัดได้มาก จนไม่มีปัญหาเดือดร้อนก็ได้. แต่ส่วนที่เป็นไปในทางขยายด้วยอำนาจของกิเลส ยังไม่หดตัว หรือยังไม่ ประหยัดเข้ามา ด้วยอำนาจของสติปัญญา. อย่างนี้ ลิง ค่าง บ่าง ชะนี ก็หัวเราะ เยาะมนุษย์ที่มัวแต่ขยายออกไปในทางที่ ให้เกิดปัญหา, หรือเกิดความยุ่งยาก แล้วก็ เรียกว่าความเจริญ. สมัยปู่ ย่า ตา ยาย ของเรา เรียกว่าไม่เจริญ ไม่มีไฟฟ้าใช้ แต่ก็ไม่มีความ ทุกข์ จนเป็นบ้า เวียนหัว เหมือนกับคนสมัยที่มีไฟฟ้า, หรือมีอะไรที่ยิ่งกว่าไฟฟ้า เข้ามาใช้ แล้วเขาก็เรียกว่าความเจริญ. นี่ดู ความยืดหยุ่นของเหยื่อ ของกิเลส

น.287 หรือว่าอารมณ์ ที่เกี่ยวกับกิเลส ที่ยืดออกไปได้ไม่มีที่สิ้นสุด. ถ้าหดกลับ ก็จะดับทุกข์กันได้บ้าง แล้วถ้าคิดจะหดก็หดกลับได้มากเหมือนกัน. รู้จักสาม ก. นี้แล้ว ก็จะรู้จักทำให้พอดี ; อย่าไปยึดในที่มันไม่ จำเป็นจะให้ยืด เหมือนกับว่าจะเชือดคอตัวเอง, หรือว่าจะเป็นยุคใกล้ยุคมิคสัญญี มากขึ้น คือยุคที่จะหลับตาฆ่าฟันกันอย่างไม่ดูหน้าใคร นี่จะใกล้เข้าไป. สาม ก. นั้นยืดหยุ่นได้เกินประมาณ, แล้วดูอีกที สาม ก. ก็เป็นเหยื่อของอวิชชาได้ดี เกินเปรียบ. อวิชชาที่อยู่ได้ ก็เพราะมีสาม ก นี่หล่อเลี้ยงไว้, เป็นเหยื่อ ของอวิชชา ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้โง่ - โง่หนักเข้า. ในโลกนี้ ก็มีสาม ก. นี้เป็นเหยื่อของอวิชชา หล่อเลี้ยงอวิชชาเข้าไว้ โดยที่สามารถจะปิดบังธรรมะ ไม่ให้มีใครสนใจธรรมะ. ขอให้มองดูให้ดีว่า ในโลกนี้ มีคนสนใจธรรมะสักกี่คน ? คนเรียนธรรมะส่วนใหญ่เพื่อเป็นอาชีพ ไม่ใช่เพื่อปฏิบัติธรรม, ยิ่งพวกฝรั่งด้วยแล้ว ; ขออภัยที่ต้องออกชื่อว่าฝรั่ง ; พวกฝรั่งเขาเรียนธรรมะ ก็เพื่อรู้ธรรมะไปเบ่ง ไปเป็นครูบาอาจารย์ ไปเป็นอาชีพ ที่จะรู้ธรรมะเพื่อฆ่ากิเลส ฆ่าอวิชชานั้นหาได้น้อย หาได้ยากมาก. แม้ในประเทศไทยเราเอง คนไทยเราเอง ก็ยังเป็นอย่างนั้นแหละ เพราะตกเป็นเหยื่อของอวิชชา ไปหลงใหลในเรื่องสาม ก; สิ่งเหล่านี้ก็ปิดบัง ธรรมะ จนไม่ใคร่จะมีใครสนใจธรรมะ. ถึงแม้พวกท่านทั้งหลายที่มีอาการ เหมือนกับว่าสนใจธรรมะ นี้ก็แยกแยะดูให้ดี ว่าความสนใจนี้มาจากอะไร ? ดูจะ เป็นเรื่องสนใจเผื่อ ๆ ไว้ ทั้งที่ยังไม่รู้จักสิ่งนี้โดยถูกต้องก็ได้ ; แต่โดยที่เขาว่า มันจะมีประโยชน์ หรือว่าเป็นศาสนาประจำชาติ ในทำนองนั้นแหละก่อน, จน กว่าเมื่อไรจะเข้าถึงตัวธรรมะจริง ๆ จนเห็นว่าเป็นประโยชน์ หรือยิ่งกว่าประโยชน์ คือจำเป็น ขาดธรรมะแล้วจะต้องตายในทางวิญญาณ หรือทางกาย ก็ได้.

น.288 ๒๕๕ อวชชา กับ การทำสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องทำ ( คือทุกข์ ) ขอให้ระวังสาม ก. ว่าเป็นเยี่หอของอวิชชา หล่อเลี้ยงอวิชชามาก แล้วก็ปิดบังธรรม. ทีนี้ดูโดยกว้าง ๆ สาม ก. นี้กำลังบันดาลโลก กำลังเป็นสิ่งที่ครองโลก ; โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันนี้ เรื่องกิน เรื่องถาม เรื่องเกียรติ กำลังครอง โลก ; ไม่ใช่ธรรมะครองโลก, ไม่ใช่พระเจ้าครองโลก. เพราะว่ามนุษย์โง่ ไปรับเอา กิน กาม เกียรติ มาครองตนเอง ครองโลก ; พระเจ้าก็หัวเราะอยู่แล้ว คอยลงโทษให้สาสมกับที่ว่า คนบ้า ๆ นี้ไปรับเอา กิน กาม เกียรติ มาเป็นพระเจ้า แทนพระเจ้า. เขาทำผิดกฎธรรมชาติเท่าไร ก็ต้องได้รับโทษเท่านั้น ไม่ต้อง สงสัย. โลกปัจจุบันนี้เป็นโลกที่อยู่ใต้อำนาจของ กิน ถาม เกียรติ ฉะนั้น จึงสร้างวิกฤตกาลอันถาวรใหญ่โตมโหฬาร เต็มไปทั่วทุกหัวระแหง ต้องไม่ ไปโทษใคร. ที่มีวิกฤตกาลนานาชนิด แล้วก็เต็มอยู่ทั่วทุกหัวระแหง เป็นเรื่อง ที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเอง จะว่าอย่างไรไม่ได้ ; เพราะมนุษย์ไม่รู้เท่าทันสิ่งที่เรียกว่า สาม ก. โลกปัจจุบันนี้ก็เลยทำแต่สิ่งที่ฝืนคำสั่งของพระเป็นเจ้า. มนุษย์ฝืนกฎของธรรมชาติ จึงต้องมีทุกข์ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ของอวิชชา พระเป็นเจ้าคือกฎของธรรมชาติ ที่ถูกต้อง ที่เฉียบขาด ต้องการ อย่างนั้นก็เอาเถิด ต้องการอย่างนี้ก็เอาเถิด. แต่ว่าโดยที่แท้จริงแล้ว ควรจะต้อง การความสงบ ; พระเจ้าในความหมายที่ดี ก็ต้องการจะช่วยสัตว์โลกให้มี ความสงบ. ฝ่ายมนุษย์ไม่ต้องการก็ฝืนพระเจ้า, ไปเป็นบ่าวของมาร ของกิเลส ของซาตาน แล้วทำเพื่อกิน กาม เกียรติ อย่างหลับหูหลับตา. โลกนี้ก็เต็มไป

น.289 ด้วยปัญหาคือความทุกข์ ซึ่งเราจะแยกในทางจิตใจ พูดในแง่จิตวิทยาก็เรียกว่า เต็มไปด้วยความรัก ความโกรธ ความเกลียด ความกลัว ความเศร้า ความอิจฉา ริษยา ความดูหมิ่นจองหอง สารพัน; เต็มไปแต่ด้วยสิ่งที่เป็นมาร ภัย เป็น กิเลสเสียอย่างนี้. โลกปัจจุบันกำลังเต็มไปด้วยความทุกข์อย่างนี้ ดูนิดเดียวก็จะเห็นได้ ว่าทั้งหมดนี้เป็นปรากฏการณ์ที่แสดงออกของอวิชชา : เมื่อไรเราเกิดรัก ก็คือ อวิชชา, เมื่อไรเราโกรธ ก็คืออวิชชา, เมื่อไรเราเกลียด ก็คือวิชชา, เป็นปรากฏ การณ์ที่อวิชชาแสดงออกมา เป็นรูปเป็นร่าง. โลกนี้ก็กำลังเป็นโลกปรากฏการณ์ ของอวิชชา ; แล้วก็ยิ่งหลงค้นคว้าไปแต่ในทางฝ่ายนั้น คือ จะเพื่ออวิชชามากขึ้น; น่าหวัว และไม่น่าเชื่อ ระวังเรื่อง ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด ความฉลาดของมนุษย์ นี้ฉลาดไปแต่ในทางที่จะโง่มากขึ้น, ฉลาด ในทางที่จะเป็นบ่าวของอวิชชา ของกิเลสตัณหามากขึ้น จนกระทั่งว่าเป็นอยู่ใน สภาพที่ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด. อย่าทำเล่นกับคำที่ว่านี้ มันจะได้กับตัวเอง. ระวังให้ดี ถ้าคุณเรียนมามาก ทำไมคุณจึงไม่หมดปัญหา ? ทำไมจึงเพิ่มปัญหา ยิ่งเรียนมาก ก็ยิ่งเพิ่มปัญหา ? ก็เรียกว่า ยิ่งมีความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด. “ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด" นี้ มี ๒ ความหมาย : รู้ท่วม หัว ก็เท่ากับรู้มากเกินในสิ่งที่ไม่จำเป็น, แล้วก็ไปเรียนสิ่งที่ไม่จำเป็น. นี้เห็น ได้ตั้งแต่เด็ก ๆ เดี๋ยวนี้เด็ก ๆ ชั้นประถม ไปเรียนเรื่องที่ไม่จำเป็นทั้งนั้น. เขาจัด การศึกษากันอย่างไรก็ไม่ทราบในโลกนี้; ประเทศเราก็ต้องเห่อตามกันประเทศ ใหญ่ๆ ให้เด็ก ๆ เรียนสิ่งที่ไม่จำเป็นจะต้องเรียน, แล้วให้หลงใหลในความ

น.290 เจริญทางเนื้อหนังแผนใหม่ ; ก็เพราะเรียนมากเข้า ๆ ในสิ่งที่ไม่จำเป็น มากเข้า ๆ จนท่วมหัว. ในที่สุดก็เอาตัวไม่รอด เป็นเด็กวัยรุ่นที่โง่ที่สุด พร้อมที่จะเป็น อันธพาล หรือว่าพร้อมที่จะฆ่าตัวตายมากยิ่งขึ้นทุกที. ความหมายหนึ่ง มีความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด เพราะเขาให้ เรียนแต่สิ่งที่ไม่จำเป็น; ส่วนที่จะให้ปฏิบัติตามธรรมอันถูกต้องกลับไม่ให้ เรียน ไม่มีศีลธรรมให้เรียน. อีกความหมายหนึ่ง ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอดนั้น เพราะเป็น ความรู้ที่ใช้ไม่ได้ ปฏิบัติไม่ได้, เรียนมาไม่ดี ใช้ปฏิบัติไม่ได้. ถึงแม้จะ เป็นความรู้ที่ดีที่ถูก ที่มีประโยชน์ ; แต่เขาเรียนมาในลักษณะที่ใช้ปฏิบัติไม่ได้ คือ ไม่พอที่จะใช้ปฏิบัติได้. ความรู้อย่างนี้ก็เรียกว่า ท่วมหัวเหมือนกัน แล้วก็เอา ตัวไม่รอดเหมือนกัน เพราะไปเรียนที่ไม่จำเป็นมามาก ก็เลยท่วมหัวเอาตัวไม่รอด. แม้ได้เรียนสิ่งที่จำเป็น ที่ควรจะเรียนแล้ว แต่ใช้ปฏิบัติไม่ได้ ซึ่งก็มี อยู่มาก ; พูดกันแต่ปากในความรู้ที่ว่ามีประโยชน์ ก็เลยแก้ปัญหาไม่ได้ ; โดย ส่วนบุคคลก็เป็นอย่างนี้ โดยส่วนประเทศชาติก็กำลังเป็นอย่างนี้อยู่มาก, เป็นความ รู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด. ขอให้ระวังให้ดีว่า เป็นตัวอวิชชา ที่ทำให้มีความ รู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด. เดี๋ยวนี้โลกกำลังถูกครอบงำอยู่ด้วยอวิชชา หมายถึงเป็นสัตว์โลก ตามธรรมดา ที่ไม่รู้อะไรมากขึ้น. เมื่อครั้งที่มีผู้ไปทูลถามพระพุทธเจ้าว่า โลกนี้ มีอะไรหุ้มห่ออยู่ ? พระพุทธเจ้าท่านตรัสตอบว่า อวิชชาย นิวุโต โลโก แล้ว มีอีกหลายประโยคที่แสดงความหมายอย่างเดียวกัน อวิชชาย นิวุโต โลโก แปลว่า

น.291 สัตว์โลกอันอวิชชาหุ้มห่อไว้ ; อวิชฺชาย ปริสชฺฌติ - อวิชชาสะกัดกั้นอยู่ ทุกทิศทุกทาง. หุ้มห่อก็หมายความว่า มันสะกัดอยู่ทุกทิศทุกทาง. โลกนี้กำลังมือวิชชาหุ้มห่ออยู่ เหมือนกับว่า ฟองไข่หุ้มเนื้อในของไข่, หรือว่ารังไหมหุ้มห่อตัวไหมอยู่ข้างใน ; ตัวหนอนไหมก็เหมือนลูกไก่ ตัวไหนที่ มันจะทำลายเปลือกไข่ออกมาได้ ; ตัวหนอนไหมนั้นก็จะกัดรังไหมออกมาได้เช่น กัน. นี่คือลักษณะของโลกอันอวิชชาหุ้มห่ออยู่ จึงมืดมิด, จึงออกไม่ได้, จึง ไปทำอย่างที่เรียกว่า "เห็นกงจักรเป็นดอกบัว" ทำตัวเองให้เร่าร้อน. หลักการกำจัดอวิชชา เวลาที่เหลืออยู่นิดหนึ่งนี้ ก็จะพูดถึง การกำจัดอวิชชาอย่างย่อ ๆ พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เงื่อนต้นของอวิชชาไม่ ปรากฏ ก่อนหน้าแต่นี้ อวิชชามิได้มี อวิชชาเพิ่งเกิดต่อภายหลัง". คำตรัส อย่างนี้นับว่าให้ความหวัง ว่าไม่ใช่เป็นของตายตัว เหมือนที่คนบางคนพูดอยู่ใน เวลานี้ ในเมืองไทยนี้พูดผิดไปจากที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ ซึ่งท่านตรัสว่า อวิชชา ก่อนนี้มิได้มี มันเพิ่งมีขึ้น; ส่วนเงื่อนต้นของอวิชชา จะมีมาแต่ไหน อย่า ไปรู้เลย. ท่านจัดอวิชชาไว้ในฐานะที่ไม่ต้องรู้ หรือรู้ไม่ได้ ไม่จำเป็นจะต้องรู้ ว่าอวิชชานี้มาแต่ไหน ; อวิชชาต้องมาจากอวิชชา. อวิชชานี้เป็นความโง่ ความโง่นี้มาจากสภาพที่เรารู้ไม่ได้ว่า มันคืออะไร ; แต่ก็ให้รู้ว่าเดี๋ยวนี้เป็น ความโง่ และแก้ไขความโง่อันนี้เสียเถิด. "ภิกษุทั้งหลาย, คำกล่าวอย่างนั้นแหละ เป็นคำที่ใคร ๆ ควรกล่าว และควรกล่าวด้วยว่า อวิชชาย่อมปรากฏ เพราะมีปัจจัยอย่างนั้น ๆ อย่างนี้ ๆ".

น.292 นี่แสดงว่าอวิชชาไม่ได้เป็นอิสระแก่ตัว อวิชชามีเหตุปัจจัยปรุงแต่งตามสมควรแก่ สถานะของมัน. มีคำตรัสต่อไปอีกว่า "ภิกษุทั้งหลาย, เรากล่าวว่า ถึงแม้อวิชชานั้น เป็นธรรมชาติ มีอาหาร หาใช่เป็นธรรมชาติไม่มีอาหารไม่". นี่หมายความว่า อวิชชานั้นมีอาหารหล่อเลี้ยง จึงคงมีอยู่ได้ ; ไม่ใช่เป็นธรรมชาติที่อยู่ได้โดย ปราศจากอาหาร. ฉะนั้นเราก็มีหนทาง มีแสงสว่างเกิดขึ้น ว่า เราสามารถ ที่จะกำจัดอวิชชา หรือ บรรเทาอวิชชา ทำลายอวิชชาได้ โดยการทำลาย อาหารของมันเสีย. ภิกษุทั้งหลาย, อะไรเล่าเป็นอาหารของอวิชชา ? คำตอบพึงมีว่า อัสสัทธิยัง หรือนิวรณ์ทั้ง ๕. อวิชชามีอาหารคือนิวรณ์ทั้ง ๕. แล้วก็ตรัส เป็นลำดับ ๆ ไป : นิวรณ์ทั้งห้ามีอะไรเป็นอาหาร ? นิวรณ์ทั้ง ๕ มีทุจริต ๓ เป็นอาหาร. ทุจริต ๓ มีอะไรเป็นอาหาร? ทุจริต ๓ มีความไม่สำรวมอินทรีย์ ทั้ง ๖ คือไม่สำรวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้อยู่ในสภาพที่ถูกต้อง. ความไม่สำรวมอินทรีย์ทั้ง ๖ นั้นมีอะไรเป็นอาหาร ? ก็มี อสติ สัมปชัญญะเป็นอาหาร คือมีความขาดสติสัมปชัญญะเป็นอาหาร. แล้วอสติสัมปชัญญะมีอะไรเป็นอาหาร? ก็ตอบว่ามีอโยนิโสมนสิการ เป็นอาหาร คือมีการกระทำในใจไม่แยบคาย หรือว่าไม่มีการกระทำในใจอัน แยบคาย คือการทำในจิตใจไม่ถูกต้อง.

น.293 อโยนิโสมนสิการมีอะไรเป็นอาหาร ? คำตอบว่า อัสสัทธิยัง คือ ความไม่มั่นใจ, เรียกว่าความไม่มีศรัทธาที่มั่นใจลงไปว่าอย่างไร เราเรียกว่า อัสสัทธิยัง คือความไม่มีความมั่นใจด้วยศรัทธา. อัสสัทธิยัง ความไม่มีศรัทธานี้มีอะไรเป็นอาหาร? อสัตบุรุษ ความไม่มีธรรมะของคนพาลนี้คือไม่ได้ฟังธรรมะของสัตบุรุษ นี้เป็นอาหารของ ความไม่มั่นใจ. ความไม่ได้ฟังธรรมของสัตบุรุษมีอะไรเป็นอาหาร ? คำตอบก็ว่า อสัปปุริสสังเสวะ คือการไม่ได้คบกับสัตบุรุษ สัตบุรุษก็แปลว่า คนที่มีความสงบ คือมีธรรมะ นี่ไม่ได้คบกับสัตบุรุษนั่นแหละเป็นอาหาร. สรุปแล้วก็เป็นเงื่อนต้นที่สุด คือไม่ได้คบสัตบุรุษ จึงไม่ได้ฟังธรรม ของสัตบุรุษ. - ไม่ได้ฟังธรรมของสัตบุรุษก็ไม่มีความมั่นใจด้วยศรัทธาในธรรม. - ไม่มีความมั่นใจ ก็ทำในใจให้แยบคายไม่ได้. - เมื่อทำในใจให้แยบคายไม่ได้ ก็ขาด สติสัมปชัญญะ. - พอขาดสติสัมปชัญญะ ก็ไม่อาจจะสำรวมอินทรีย์ทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ; ทุจริต ๓ จึงเกิดขึ้น คือทางกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต. - เมื่อทุจริต ๓ มีอยู่ก็หล่อเลี้ยงนิวรณ์ทั้ง ๕ : กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจะ กุกกุจจะ วิจิกิจฉา. - เมื่อ ๕ อย่างนี้มีอยู่ก็เป็นอาหารหล่อเลี้ยงอวิชชา อยู่ตลอดไป คือ หล่อเลี้ยงอวิชชานุสัยไว้เรื่อย. ทีนี้เราจะทำลายอวิชชา ก็ขจัดที่โดนรากที่เป็นเหตุให้เกิดอวิชชา คือลบสัตบุรุษ ; ในบรรดาสัตบุรุษทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ซึ่งท่าน สอนอะไรมา ก็มาทางพระสาวกทั้งหลาย, ก็ล้วนแต่เป็นสัตบุรุษเพิ่มขึ้น. ฉะนั้น จงพยายามทำให้ได้ยินได้ฟังธรรมของสัตบุรุษ โดยการคบกับสัตบุรุษนั่นเอง.

น.294 ขอให้ตั้งต้นด้วยการคบกับสัตบุรุษ แล้วก็เจริญไปตามลำดับ จนกระทั่ง ว่า ไม่ให้อาหารแก่อวิชชา. อวิชชาก็จะค่อย ๆ ผอมลง ๆ คือว่าเบาบางลง เบาบาง ลงจนกระทั่งสิ้นไป ในโอกาสหนึ่ง เบาบางถึงขนาดหนึ่ง ก็เรียกว่าเป็นพระอริยเจ้า ชั้นนั้นๆ ; พออวิชชาหมดสิ้นเชิงเลย ก็เป็นพระอรหันต์. นี่คือเรื่องของอวิชชา ผู้ทำให้เราทำสิ่งที่ไม่ต้องทำ, ไม่สนุกในสิ่งที่ ต้องทำ, ทำให้หวังเกินจำเป็น ทำให้ขลาดเกินจำเป็น, ทำให้กล้าอย่างบ้าบิ่น, แล้วพาโลกตกลงไปในเหว, จนโลกทุกวันนี้เป็นโลกของอวิชชา ถูกอวิชชาห่อ หุ้มไว้. ขอให้ช่วยกันทำลายม่านอวิชชานี้ดีกว่า ดีกว่าทำลายม่านเหล็ก ม่าน ไม้ไผ่ ที่เขาพูดกันมาก ไม่มีประโยชน์อะไร ; ทำลายม่านอวิชชาได้แล้ว ก็จะ ทำลายม่านทั้งหลายได้โดยแน่นอน. เวลาหมดแล้ว ขอยุติการบรรยายครั้งนี้ไว้เพียงเท่านี้

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต