น.295 ท่านนักศึกษา ผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย, การบรรยายธรรมะเสมอด้วยแผ่นดิน เป็นครั้งที่ ๑๒ นี้ จะ ได้กล่าวโดยหัวข้อย่อยว่า สัมมาทิฏฐิ ย่อมประมวลมาแต่สิ่งที่พึง ปรารถนา ; หมายความว่าวันนี้เราจะพูดกันถึงสิ่งที่เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ. ขอให้ทบทวนข้อความที่แล้วมา ที่เป็นใจความสำคัญ ไว้เสมอ เพื่อให้เรื่องต่อเนื่องกันได้ ; แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ให้ เข้าใจธรรมะในลักษณะที่น่าสนใจ ; เพราะว่าจำเป็นที่เราจะต้องมี ธรรมะอยู่สำหรับเป็นที่อาศัยแห่งจิตใจ เหมือนกับแผ่นดินเป็นที่อาศัย แห่งร่างกาย. ๒๖๒
น.296 ธรรมะเสมอด้วยแผ่นดินในภาษาธรรม หรือภาษาทางวิญญาณ ที่ต้องการจัดการกับแผ่นดิน คือธรรมะนั้น ให้ถูกต้องตามแบบของพุทธบริษัท ตรงตามประสงค์ อย่างที่มีอยู่กับเนื้อกับตัวตลอดเวลา เป็นความถูกต้องที่เกิดขึ้น ทันแก่เวลา. แม้ว่าปัญหานั้น ๆ มันจะเป็นเรื่องที่รวดเร็วเป็นขณะจิต ชั่วขณะจิต ที่มีความเร็วเหมือนกับสายฟ้าแลบ ; ถ้าเราทำได้อย่างนั้น ก็เรียกว่าเป็นการอยู่ ด้วยธรรมะ ที่สำเร็จมาจากสติสัมปชัญญะ. มีสิ่งซึ่งเป็นอุปสรรคร้ายกาจอยู่ อย่างหนึ่ง คือสิ่งที่เรียกว่าอวิชชา ; แต่แล้วก็มีคู่ปรับกันอย่างตรงไปตรงมา ได้แก่สิ่งที่เรียกว่าสัมมาทิฏฐิ ที่เป็นหัวหน้า ซึ่งจะกล่าวในวันนี้. สัมมาทิฏฐิ เป็นคู่ปรับกันกับอวิชชา สัมมาทิฏฐิเป็นสิ่งที่ควรทำความรู้จักกันให้เป็นอย่างยิ่งสิ่งหนึ่ง ใน ฐานะเป็นคู่ปรับกับอวิชชา หรือมิจฉาทิฏฐินั่นเอง. ในที่นี้เราเรียกว่าสัมมาทิฏฐิ ไม่เรียกว่าวิชชา ซึ่งตรงกันข้ามกับ อวิชชา ; เพราะว่า คำว่าวิชชา นั้น ท่านให้ ความหมายไปในทางที่เลยไป จนถึงกับว่า เป็นผลของการปฏิบัติเสียมากกว่า. อย่างที่เรียกว่า วิชชา ๓ นั่นหมายถึง ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ จุตูป- ปาตญาณ และ อาสวขยญาณ เป็นต้น อย่างนี้ก็เรียกว่า วิชชา ; ไม่อยู่ในฐานะ เป็นคู่ปรับเผชิญหน้ากับอวิชชาโดยตรง ; แต่อยู่ในฐานะเป็นผลที่ว่าเมื่อปราบอวิชชา ได้แล้ว. สัมมาทิฏฐินั้น ก็หมายถึงวิชชาเหมือนกัน ; แต่อยู่ในลักษณะ ที่อาจจะเผชิญหน้ากับอวิชชา ที่อยู่ในระดับเดียวกัน เรานิยมเรียกว่า "สัมมาทิฏฐิ". คำว่า สัมมาทิฏฐินี้ ตัวหนังสือก็แปลว่า ทิฏฐิที่ชอบ. ทิฏฐิคือ ความเห็น, สัมมาทิฏฐิ คือ ความเห็นชอบ ที่เราเรียกกันอยู่ในภาษาวัด ๆ ทั่วไป ; แต่ความหมายของคำนี้กว้างขวาง หรือลึกซึ้งมาก จนถึงกับกล่าวได้ว่า ไปมีอยู่
น.297 ๒๖๔ ในทุกศาสนา. โดยเฉพาะศาสนาในปัจจุบันนี้ ก็ต้องมีสิ่งที่เรียกว่าสัมมาทิฏฐิ เป็นใจความสำคัญ ; แต่แล้วเขาก็ไม่ได้เรียกว่าสัมมาทิฏฐิ เขาเรียกไปตามภาษา ที่เกี่ยวเนื่องกันกับศาสนานั้น ๆ. บัดนี้ เราพูดกันในฝ่ายพุทธศาสนา ในหมู่พุทธบริษัทโดยเฉพาะใน ประเทศไทย ก็เรียกว่าสัมมาทิฏฐิ. ตัวพยัญชนะว่า สัมมาทิฏฐิ แปลว่าความ เห็นชอบ ; แต่ความหมายหรือ อรรถะของคำนี้นั้นกว้างไปกว่านั้น คือรวม ทั้งความเข้าใจชอบ มีความเชื่อชอบ หรือถูกต้อง. คำว่า ชอบ นี้แปลว่า ถูกต้อง ฟังง่ายกว่า ; แต่คำว่า ชอบ นี้ยังมีความหมายไกลกว่าคำว่าถูกต้อง ไปอีกนิดหนึ่ง, คือชอบ นี้ต้องให้ดับทุกข์ได้โดยตรง. คำว่า "ถูกต้อง" อาจจะพร่าไป เป็นความถูกต้องไปเสียทั้งหมดก็ได้ ไม่เล็งถึงความดับทุกข์ โดยตรง. สัมมาทิฏฐิ - ความเห็นชอบ ; คำว่าชอบนี้เพียงดับทุกข์ได้โดย ตรง. คำว่าความเห็นนี้หมายถึงความเห็นที่แน่นอนแล้ว ; ไม่ใช่ความเห็น ชนิดที่คาดคะเน, หรือว่าความเห็นอย่างวิถีทางของพวกปรัชญา ; อย่างนั้นยังไม่ แน่นอน เป็นความเห็นที่ยังไม่แน่นอน. แต่ในที่นี้หมายถึงความเห็นที่จริงที่เด็ด ขาดแน่นอนและถูกต้อง แล้วมีความถูกต้องจำกัดเฉพาะลงไปที่ว่า ดับทุกข์ได้. มีหลักอยู่ประโยคหนึ่งเกี่ยวกับคำ ๆ นี้ ซึ่งสำคัญมาก ก็คือคำว่า สมมา ทิฏฺฐิ สมาทานา สพฺพํ ทุกขํ อุปจฺจคุํ - คนเราล่วงพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงได้ เพราะมีสัมมาทิฏฐิ. ล่วงพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้เพราะมีสัมมาทิฏฐิ; คำว่า มี ในที่นี้คือคำว่า สมาทาน, คำว่า สมาทาน นั้นตามตัวหนังสือแปลว่า ถือเอา ไว้อย่างถูกต้อง หรือครบถ้วน ; เช่นสมาทานศีล นี้ก็หมายความว่าถือศีลเอา
น.298 พึงปรารถนา ไว้อย่างถูกต้องและครบถ้วน. เดี๋ยวนี้สมาทานสัมมาทิฏฐิ ก็คือมีสัมมาทิฏฐิอย่าง ถูกต้องและครบถ้วน จะล่วงพ้นจากความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงได้, ปัญหาต่าง ๆ ไม่ เหลืออยู่ สำหรับเป็นปัญหาอีกต่อไป ถ้ามีสัมมาทิฏฐิ. ต้องศึกษาสัมมาทิฏฐิควบกันไปกับอวิชชา ทีนี้เราจะศึกษาสัมมาทิฏฐิควบคู่กันไปพร้อมกับอวิชชา เพื่อให้ง่ายและ สะดวกแก่การที่จะเข้าใจ ; อวิชชาก็เป็นสิ่งที่ควรจะรู้จัก, สัมมาทิฏฐิก็เป็นสิ่งที่ควรจะ รู้จัก ; เรารู้จักสิ่งทั้งคู่นี้พร้อม ๆ กันไป ในฐานะที่เป็นคู่ปรับกันอย่างยิ่ง. อวิชชา คือภาวะที่ปราศจากความรู้อย่างที่ได้อธิบายมาแล้ว ใน ครั้งที่แล้วมา. อวิชชาเท่าที่เกี่ยวกับคนเรา ก็คือภาวะที่ปราศจากความรู้; แต่เท่าที่เกี่ยวข้องกับทุกๆ สิ่ง และก็จะแปลได้ไปถึงว่า คือสิ่งที่เราไม่ต้องรู้ หรือ ไม่อาจจะรู้ว่าคืออะไร. อวิชชานั้นไกลไปถึงอย่างนี้ ; ส่วนสัมมาทิฏฐิแปลว่า ความเห็นชอบ อย่างที่ได้กล่าวมาแล้วเมื่อตะกี้. พูดให้เป็นภาพพจน์สักหน่อย ก็จะพูดว่า การทอดทฤษฎีที่ถูกต้อง นี่เอาคำเก่า ๆ มาใช้ ในหนังสือเก่า ๆ เคยอ่านพบแล้วก็ยังจำได้ แล้วก็ชอบว่าเขาใช้ คำประหลาด ๆ ดี. คำว่า "ทอดทฤษฎี" ในหนังสือเก่า ๆ หมายถึง ทอดสายตาไป เห็นนั่นเอง คือทอดทฤษฎี; แต่ตัวหนังสือ มีความหมายมากกว่านั้น มันหมาย ถึงตาข้างใน ทอดสายตาข้างในไปอย่างถูกต้อง. ในหนังสือวรรณคดีเก่า ๆ ของไทยเรา ทอดทฤษฎี นี้หมายถึงเห็น ด้วยตา ตาเนื้อ ตาธรรมดาอย่างนี้ก็มี, แล้วก็ต้องการคำประพันธ์ที่เป็นคำไพเราะ คล้องจอง. ทอดทฤษฎีนี้หมายถึงเห็นด้วยสายตาธรรมดา เช่นทอดสายตาไปใน ทะเล อย่างนี้ก็เรียกว่าทอดทฤษฎี
น.299 นี่เราขอยืมคำนี้มาใช้ ทอดทฤษฎีในที่นี้ หมายถึงสายตาข้างใน. ทฤษฎี นี้เป็นภาษาสันสกฤตถอดมาโดยตรง เอามาโดยตรง ; เพราะว่าภาษาไทย เราแต่เก่าก่อนนั้นใช้ภาษาสันสกฤตเป็นหลัก. เนื่องจากพวกที่เข้ามาสอนชุดแรก นั้นเป็นพวกพราหมณ์ ซึ่งใช้ภาษาสันสกฤต ; ภาษาสันสกฤตจึงเข้ามาอยู่ในภาษา ไทยเต็มอัดหมด ไม่เว้นเนื้อที่ไว้ให้ภาษาบาลี. มาตอนหลังเมื่อเร็ว ๆ นี้ เราหา เนื้อที่ให้ภาษาบาลีได้พอที่จะเข้ามาอยู่ จึงได้มีเข้ามาอยู่ในภาษาไทย แต่แล้วก็สู้ ไม่ได้ ยังเป็นภาษาสันสกฤตอยู่เรื่อยไป เพราะไพเราะกว่า เช่น ทิฏฐิ ทฤษฎี เป็นต้น. คำว่าทฤษฎี นี้คงใช้ทฤษฎีไพเราะกว่าอื่น, หรือเช่นคำว่า กรรมนี้ กัมมะไม่มีใครใช้ ไปใช้กรรม, ธรรม ก็เหมือนกัน ไม่มีใครใช้ธัมมะ แต่ใช้ธรรม ไปเปิดดูในพจนานุกรมก็แล้วกัน ; แต่เดี๋ยวนี้อยากจะใช้คำว่าทิฏฐินี้ เป็นทฤษฎี แทนทิฏฐิ. เราก็เลยใช้กันอยู่มากในคำทางวิชาการ เช่นคำว่า ทฤษฎีและหลัก ปฏิบัติ ; ทฤษฎีที่ใช้กับคำว่า theory, หลักปฏิบัติใช้กับคำว่า practice ก็เป็น คำที่ใช้เข้าใจกันได้ดีอยู่แล้ว ใช้คำว่าทฤษฎีคำเดียว ก็เข้าใจได้ว่าหมายถึงอะไร. ถ้าเรามีทฤษฎีถูกต้องก็จะปลอดภัยไปชั้นหนึ่งทีเดียว ; แต่ว่าเป็น ทฤษฎีเรื่องโลก เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ. เดี๋ยวนี้เป็นทฤษฎีชั้นสูงสุด เป็นเรื่อง ธรรมะที่จะดับทุกข์ได้ จะต้องมีทฤษฎีที่ถูกต้อง แล้วจึงจะมีการปฏิบัติที่ถูก ต้อง ; นั่นแหละคือ สัมมาทิฏฐิอยู่ที่ตรงนั้น ที่มีเนื้อที่ไว้ให้สัมมาทิฏฐิ หรือ สัมมาทฤษฎี ; ถ้าพูดเป็นสันสกฤตจะเป็น สัญญทฤษฎี ก็ยิ่งไกลกันใหญ่ เลยจะพังไม่ถูก. พูดอย่างภาษาบาลีว่า สัมมาทิฏฐิ แล้วเอาความหมายที่รู้กัน อยู่แล้วว่า ทฤษฎีหมายถึงอะไร ; นี้ยิ่งกว่าความคิดเห็นเฉย ๆ แต่เป็นหลักเกณฑ์ ที่ค้นคว้ามาอย่างดีแล้ว ได้พบความถูกต้องของหลักเกณฑ์อันนี้แล้ว ก็เรียกว่ามี ทฤษฎีถูกต้อง.
น.300 สัมมาทิฏฐิก็เหมือนกับทฤษฎี ฉะนั้นจึงใช้คำที่จำง่าย ทอดทฤษฎีไป ในลักษณะที่ถูกต้อง ไกลไปได้รอบตัวรอบโลก มีความถูกต้องเห็นชอบ. คำว่า ชอบ นี้สงวนเอาไว้ว่าดับทุกข์ได้ ; มีทฤษฎีที่ชอบที่ถูกต้อง ก็จะต้อง เป็นสิ่งถูกต้อง จนถึงดับทุกข์ได้ในเมื่อปฏิบัติแล้ว. ดูความต่างกันของอวิชชา และ สัมมาทิฏฐิ ถ้าดูความต่างกันของ อวิชชา และ สัมมาทิฏฐินั้น อยากจะสร้างภาพ พจน์ขึ้นมา เพื่อความจำง่ายอีกนั่นเองว่า อวิชชานั้นเป็นความมืดที่หลอกลวง, สัมมาทิฏฐินี้เป็นแสงสว่างที่ ไม่หลอกลวง. ความมืดที่หลอกลวงนั้น อย่าได้ เข้าใจว่ามืดตื๋อ ก็เลยมีภาพพจน์ขึ้นมาใหม่ว่า ความมืดที่มีสีขาวจ้า, หรือว่าแสงสว่าง ก็ได้ ที่ขาวจ้าจนตาพร่า มองไม่เห็นอะไร ; เรียกว่า ความมืดสีขาว จึงมี ทางหลอกลวงได้มาก. ถ้าที่นั้นมืดตื๋อไม่เห็นอะไร เราก็ทำอะไรไม่ได้ เดี๋ยวนี้เป็นความมืด สีขาว ที่ทำให้เราเข้าใจผิด. เรามีความยุ่งยากลำบากอยู่กับความมืดสีขาว : เรามีความเห็นผิด ความเข้าใจผิดอะไรอยู่ ; แต่เราคิดว่าถูก ก็เลยทะเลาะวิวาทกัน เพราะความมืดสีขาว. นี่ขอให้รู้จักกันไว้ให้ดีๆ คือความมืดสีขาวจนจ้า จน พร่าตาไปเลย ; นี่ลักษณะของความเห็นผิดเป็นอย่างนี้ ไม่ใช่ว่าไม่เห็นอะไร เห็นอยู่ แต่ว่าเห็นผิด. เรื่องสัมมาทิฏฐิ ก็เป็นแสงสว่างชนิดที่เห็นอะไรได้ถนัด ไม่สว่าง จนจ้า จนตาพร่าเหมือนกับแสงสว่างสมัยนี้. วิชาความรู้หรือแสงสว่างที่ศึกษา เล่าเรียนกันในสมัยนี้ ทำให้ตาพร่า; เราไม่จำเป็นที่จะต้องมีแสงสว่างที่จ้าจนตา พร่า. เราต้องการแสงสว่างที่พอดี ๆ เหมือนอย่างเดี๋ยวนี้ ก็เรียกว่าแสงสว่าง ที่พอดี.
น.301 เราก็เห็นอะไรได้เหมือนกัน โดยไม่ต้องเป็นสีขาวจ้า. การเห็น แสงสว่างนั้น บางทีเราไปเข้าใจตัวหนังสือผิด ๆ ผลุนผลันไปเลย, เข้าใจผิดตลอด เรื่องไปเลยก็ได้ เช่นว่า เกิดญาณ เกิดปัญญา แล้วจะเห็นเป็นแสงสว่างขาวจ้า ; นี่ก็เป็นเรื่องงมงาย. พิจารณาดูเองก็แล้วกันว่า สัมมาทิฏฐิ กับ อวิชชา นี้เป็น คู่ปรับกันอย่างตรงกันข้ามอย่างไร เหมือนกับตัวอย่างที่ได้พูดให้ฟังแล้วนี้. ถ้าเป็นสัมมาทิฏฐิแล้ว จะประมวลมาแต่สิ่งที่พึงปรารถนา หัวข้อที่จะพูดนั้น ที่มีว่า สัมมาทิฏฐิ ย่อมประมวลมาแต่สิ่งที่พึงปรารถนา นี้เป็นคำจำกัดความ หรือจะเห็นว่าจำกัดความอย่างเอาเปรียบ อย่างกำปั้นทุบดิน ก็ได้ แต่ขอให้ถือเอาเป็นหลักว่า ถ้าเป็นสัมมาทิฏฐิแล้ว จะประมวลเอามา แต่สิ่งที่พึงปรารถนาเท่านั้น. ฉะนั้นจึงไม่มีปัญหา หรือไม่มีความทุกข์อะไร เหลืออยู่ ก็เพราะว่า สัมมาทิฏฐิไม่ได้เอามา จะเอามาแต่สิ่งที่ควรปรารถนา หรือ พึงปรารถนา. เมื่อจะทดสอบตัวเองว่า มีสัมมาทิฏฐิหรือยัง? ก็ใช้ข้อนี้เป็นหลัก คือจะเอามาให้แต่สิ่งที่ควรปรารถนาเท่านั้น. ต่อไปนี้ ก็จะดูกันถึงคำว่า สัมมาทิฏฐิ ให้ละเอียดออกไปอีก ก็อย่าลืมว่า ได้เคยขอร้องอยู่เสมอว่า หลักธรรมะในพระพุทธศาสนานี้ โดยเฉพาะจะ แบ่งออกได้เป็น ๒ ชั้นเสมอ คือเป็นชั้นศีลธรรมพูดไว้ในภาษาคน กับชั้น ปรมัตถธรรม พูดไว้ในภาษาธรรม ขอให้จำหลักเกณฑ์ ๒ อย่างนี้ไว้ตลอดกาล, เรื่องต่อไปข้างหน้าก็จะต้องอาศัยหลักเกณฑ์ ๒ อย่างนี้ไว้สำหรับศึกษา จึงจะรู้ ได้จริง.
น.302 เรื่องสัมมาทิฏฐิในที่นี้ก็แยกออกเป็น ๒ ประเภท คือ ประเภทศีลธรรมกับประเภทปรมัตถธรรม. ศีลธรรม ก็พูดอย่างที่ว่า มีตัวมีตน มีบุคคล มีผู้กระทำ มีผู้ได้รับผลของการกระทำ ; ถ้าเป็นปรมัตถธรรม แล้วพูดอย่างไม่มีตัวตน มีแต่ธรรมชาติล้วน ๆ ไหลไป ปรุงแต่งกันไป ไม่มีคน ไม่มองเห็นส่วนใดโดยความเป็นตัวตน เป็นสัตว์ เป็นบุคคล. สัมมาทิฏฐิฝ่ายศีลธรรม บัดนี้เราจะได้พูดกันถึงสัมมาทิฏฐิ ชนิดศีลธรรมก่อน มีหลักบาลี ตรัสไว้ชัด มีที่มามากมายหลายแห่งในพระไตรปิฎก สำหรับสัมมาทิฏฐิที่เป็นภาษา คน หรือภาษาศีลธรรมนี้ เริ่มด้วยคำว่า สมฺมาทิฏ ฐิโก โข ปน โหติ อวีปรีต- ทสฺสโน. บุคคล สมฺมาทิฏฺฐิโก-เป็นสัมมาทิฏฐิ, อวีปรีตทสฺสโน มีทัศนะ อันไม่วิปริต เพราะมีทัศนะอันไม่วิปริตเขาจึงได้นามว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ ; ทัศนะ ที่ไม่วิปริตนั้นจะมีว่า อตฺถิ ทินฺนํ - ทานที่ให้แล้วนั้นมี ; หมายความว่า การ ให้ทานที่ทำไปแล้วนั้น ย่อมเป็นการให้ทาน, ยอมรับว่าเป็นการให้ทาน. การ กระทำนั้นก็มี แล้วผลของการกระทำนั้นก็มี. ถ้าเป็นมิจฉาทิฏฐิ จะพูดว่านตฺถิ ทินฺนํ -ทานที่ให้แล้วนั้นไม่มี คือ ไม่เป็นอันกระทำทาน แล้วก็ไม่มีผลของทาน. พวกนี้เขาจึงไปไกลว่า แม้จะ ให้ทานจนถึงท่วมไปทั้งแผ่นดิน ก็จะไม่มีผลอะไร เพราะถือว่า ไม่เป็นการกระทำ. แล้วมีต่อไปอีกว่า อตฺถิ ยิฏฺฐํ อตฺถิ หุตํ - การบูชายัญหรือการ บวงสรวงนั้นก็มี หมายความว่า การกระทำที่เป็นการบูชา ผู้ที่ควรบูชา หรือ สิ่งที่ควรบูชา จะเรียกว่าบวงสรวงก็ได้. ศัพท์นี้ใช้ร่วมกันทั้งสองฝ่าย ทั้งฝ่ายถูก ฝ่ายผิด ฝ่ายศาสนาอื่น และในศาสนานี้ใช้คำร่วมกัน จึงมีคำว่า ยิฏฺจํ, หุตํ ที่แปลว่า บูชายัญ หรือบวงสรวง.
น.303 ในพุทธศาสนานั้น บูชายัญ ไม่ได้หมายอย่างฆ่าคน ฆ่าสัตว์ ; แต่ บูชายัญ บวงสรวงไปตามพิธีของพุทธบริษัท เช่น ถวายข้าว ถวายน้ำ ถวาย เครื่องสักการะบูชา. นี้ถือว่า มีความหมายว่า เป็นการกระทำชนิดนั้น แล้วจะ มีผลเป็นการกระทำชนิดนั้น. ฟังให้ดีๆ คำว่า "มี" นี้มีความหมายพิเศษ ถ้าฝ่ายมิจฉาทิฏฐิเขาก็ว่า นตฺถิ ยิฏฺฐํ นตฺถิ หุตํ ไม่มีบูชายัญ, บวงสรวงไปก็สำเร็จอยู่แค่เป็นขี้เถ้าเท่านั้น. ถ้าในอินเดีย หมายถึงเผาไฟบูชายัญ แล้วก็เหลืออยู่แต่ขี้เถ้า ไม่มีอะไรมากไป กว่านั้น. ต่อไปก็มีว่า อตฺถิ สุกตทุกตานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโก วิบากหรือ ผลแห่งกรรมดี - ชั่วนั้น มี ; ถ้าเป็นฝ่ายมิจฉาทิฏฐิก็ว่า นตฺถิ สุกตทุกตานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโก ว่าวิบากแห่งผลกรรมที่ดีหรือชั่วนั้น ไม่มี ทำไปก็เหมือน กับไม่ทำ. ต่อไปมีว่า อตฺถิ อยํ โลโก, อตฺถิ ปโร โลโก โลกนี้มี โลกอื่นมี . ถ้าฝ่ายมิจฉาทิฏฐิก็ว่า นตฺถิ อยํ โลโก, นตฺถิ ปโร โลโก โลกนี้ไม่มี โลกอื่น ไม่มี คือไม่ยอมรับให้เป็นความหมายขึ้นมา สำหรับที่จะต้องรับผิดชอบ. ถ้าเรา รับว่าโลกนี้มี เราก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้ตรงตามเรื่องของโลกนี้ ; ถ้าเรารับว่า โลกหน้ามี เราก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้ตรงตามเรื่องที่ว่า โลกหน้านั้นมี. แต่พวก มิจฉาทิฏฐิเขาก็บัดทิ้งไปหมด ไม่มีโลกนี้ ไม่มีโลกหน้า แล้วก็ไม่ต้องทำอะไร. ต่อไปอีก อตฺถิ มาตา อตฺถิ ปีตา - มารดามี บิดามี. ตรงนี้ อาจจะฟังไม่ค่อยออก ; เพราะคำว่า อตฺถิ ที่แปลว่ามี ในที่นี้ มีความหมายพิเศษ คนที่ฟังไม่รู้เรื่องก็จะนึกขัน แล้วหัวเราะว่า ทำไมจึงต้องพูดว่า บิดามี มารดามี.
น.304 พวกมิจฉาทิฏฐิ เขาก็จะปฏิเสธว่า นตฺถิ มาตา นตฺถิ ปีตา - มารดาไม่มี บิดา ไม่มี คือเขาไม่ต้องไปรับรู้ว่าเป็นมารดา ; ไม่ต้องไปรับรู้ว่าเป็นบิดา ซึ่งเขาจะต้อง เคารพนับถือ หรือว่าต้องกระทำหน้าที่ต่อบิดามารดา. พวกมิจฉาทิฏฐิ นี่คล้าย ๆ กับสัตว์เดรัจฉาน; เขาไม่ได้มีความรู้สึก คิดนึกเรื่องเป็นบิดามารดา ก็มีค่าเท่ากับไม่มี. คนที่เป็นอันธพาลเลวมากใน ยุคนี้ในปัจจุบันนี้ ก็มีเหมือนกันที่มีความคิดอย่างนั้น ที่ไม่นับถือมารดาบิดา ; นั่นจึงมีค่าเท่ากับมารดาไม่มี บิดาไม่มี. การศึกษาแผนใหม่แผนปัจจุบันนี้ ทำ ให้คนรู้จักบิดามารดาน้อยเข้า ไม่เหมือนกับการศึกษาแผนเก่า การศึกษาต่อไปข้างหน้าในโลกนี้ เข้าใจว่า เขาคงนำหน้าไปทางวัตถุ- นิยมเหมือนกันอีก ; เขาก็จะปฏิเสธค่าของมารดา บิดา ยิ่งขึ้นไปอีก. เดี๋ยวนี้ก็รู้ กันอยู่แล้วว่า คำว่า บิดามารดานี้ ในประเทศไทยเรา หรือแบบพุทธบริษัท ที่เป็นไทย นี่ ; คำบิดามารดานี้มีน้ำหนักมาก มีความหมายมาก. ทาง พวกฝรั่งทางอื่นเขามีน้ำหนักน้อยกว่า มีความหมายน้อยกว่า ; เพราะว่า ไทยเรา อบรมมาตามแบบนี้ ซึ่งมีหลักฐานมีต้นตอรากเง่ามาจากคำสอนในพระพุทธศาสนา ที่ว่า "บิดามารดามี" . แต่เดี๋ยวนี้ ขอเตือนว่า ระวังให้ดี มารดาบิดาจะกำลังมีน้อยลง ๆ จะน้อยลงริบหรี่ลงไป เหมือนอย่างคนที่เขาเคยเคารพบิดามารดา ด้วยการเสียสละ อย่างยิ่งนั้น จะมีน้อยลงไป จะมีแต่คนเถียงบิดามารดา ไม่เคารพบิดามารดา มากขึ้น ขอให้ระวังให้ดี ๆ จะเริ่มเป็นมิจฉาทิฏฐิกันในข้อนี้. คำต่อไปว่า อตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา - สัตว์ทั้งหลายที่เป็น โอปปาติกะนั้นมี, โอปปาติกะ แปลว่า อุบัติขึ้นมาทันที โดยไม่ต้องเกิด
น.305 จากท้องแม่ แล้วก็โตเต็มที่เลย, ไม่ต้องเป็นเด็กเล็ก ๆ มาก่อน แล้วค่อยโตขึ้น คือเกิดผลุงขึ้นมา โตเต็มที่ แล้วก็ไม่ต้องเกิดจากท้องแม่. โอปปาติกะชนิดนี้คืออะไร ? ที่เขาสอนกันอยู่ตามแบบเก่า ๆ แบบ ศีลธรรมเก่านั้นก็ว่า ได้แก่พวกเทวดา พวกอมนุษย์ทั้งหลาย ที่พอคนตายลง ก็ไปเกิดเป็นโอปปาติกะ เป็นเทวดา เป็นเปรต เป็นสัตว์นรก เป็นสูงขึ้นมา, นี่เขาอธิบายว่าอย่างนั้น. แต่ผมขออธิบายไว้อย่างหนึ่ง โดยไม่ต้องไปแตะต้อง ไม่ไปยกเลิกคำอธิบายเก่า ๆ ของเขา. เรื่องนี้ก็มีคนใส่ความผม ที่ผิดมาก เขาว่า ผมไปพูดอะไรยกเลิกของเก่า. แท้จริงไม่ต้องยกเลิกของเก่า เขาอยากจะมีอยู่อย่างนั้นก็มีได้ แต่เรา อยากจะอธิบาย โอปปาติกะ ในความหมายที่ว่า เป็นความเกิดทางจิตใจ : คน ๆ หนึ่งนั่งอยู่ตรงนี้แหละ พอมีความคิดเลวอย่างสัตว์ ก็เกิดเป็นสัตว์แล้ว เป็นโอปปาติกะแล้ว ซึ่งเกิดด้วยจิตใจ, เมื่อคิดดี เป็นบัณฑิต ก็เกิดเป็นบัณฑิต แล้ว, คิดอย่างคนพาลก็เป็นพาลแล้ว, คิดอย่างแรก คือร้อนไปหมด ก็เกิดเป็น สัตว์นรกแล้ว, เมื่อหิวกระหายเหลือประมาณ ก็เกิดเป็นเปรตแล้ว, เมื่อโง่ อย่างไม่น่าโง่ ก็เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานแล้วที่นี่ และเดี๋ยวนี้ ตรงนี้ คนเดียวกัน นั้นแหละ, ถ้าขี้ขลาดไม่มีเหตุผล ก็เกิดเป็นอสุรกายแล้ว. ที่อธิบายคำว่า โอปปาติกะอย่างที่กล่าวมานั้น ก็โดยที่เห็นว่า มี ประโยชน์มากกว่า คือ เราสามารถจะป้องกันได้ หรือควบคุมได้, แล้วก็ไม่ไป เกิดเป็นโอปปาติกะ ชนิดที่ไม่ควรปรารถนานั้น. แต่อาจจะไปเกิดเป็นโอปปาติกะ ชนิดที่ควรปรารถนา คือเป็นคนดี เป็นบัณฑิต หรือว่าเป็นเทวดา เป็นอะไร ก็ตามใจ. ถ้าเป็นอย่างสุขสบาย ยกมือไหว้ตัวเองได้เมื่อไร ก็เรียกว่าได้เกิด
น.306 เป็นเทวดาก็ได้, หรือมีหิริโอตตัปปะมากเมื่อไร ก็เกิดเป็นเทวดาได้ ; ไม่ต้อง เข้าโลง, ไม่ต้องตายเข้าโลง แล้วจึงจะไปเกิดเป็นโอปปาติกะ ซึ่งเกิดกันที่ตรงนี้ได้ ส่วนผู้ที่เขาอธิบายว่า เข้าโลงแล้วจึงเกิด อธิบายไปอย่างนั้นก็ได้ จะมีประโยชน์อย่างอื่น แต่ว่าควบคุมยากเต็มที ถ้าเป็นมิจฉาทิฏฐิ เขาก็จะพูดว่า นตฺถิ โอปปาติกา คือ ไม่มีโอปปาติกะ. คำต่อไปว่า อตฺถิ โลเก สมณพฺราหฺมณา สมฺมคฺต สมฺมาปฏิปนฺนา - สมณพราหมณ์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ถึงแล้วซึ่งความชอบก็มีอยู่. ถ้า พวกมิจฉาทิฏฐิเขาก็บอกว่าไม่มี ไม่มีสมณพราหมณ์ไหน ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ความนับถือก็ไม่มี ไม่มีความหมาย ไม่มีสถาบันอะไรทำนองนี้. ถ้าฝ่ายสัมมา ทิฏฐิ ก็จะยอมรับว่า เป็นสิ่งที่มี เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ แล้วก็มีผู้ปฏิบัติอยู่สำเร็จ ตามนั้น ; นี้ก็หมายถึงสมณพราหมณ์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ แล้วก็ทำให้แจ้งซึ่ง โลกนี้ และโลกอื่นด้วยปัญญาอันยิ่งของตนเอง แล้วสอนให้ผู้อื่นรู้อยู่ เช่น พระพุทธเจ้าเป็นผู้รู้โลกนี้และโลกอื่น. ที่ว่ารู้จักโลกนี้คือ รู้ว่าจะถึงได้อย่างไร ? โดยวิธีใด? แล้วก็สอนให้ผู้อื่นเข้าใจด้วย ; สมณพราหมณ์พวกนี้ยังมีอยู่. ที่กล่าวมานี้เรียกว่า เป็นสัมมาทิฏฐิทั้งหมด รวมเรียกว่า สัมมาทิฏฐิ ขั้นพื้นฐาน ชั้นที่เป็นเรื่องของศีลธรรมชั้นดี ; แต่ยังมีความหมายที่ว่าเป็น ตัวตน เป็นสัตว์ เป็นบุคคลอะไรอยู่. ขอให้จำไว้ว่า นี้เป็นพื้นฐานที่สุด ที่เรา จะสอนลูกเด็ก ๆ ให้ตั้งต้นมีสัมมาทิฏฐิ ก็ต้องสอนอย่างนี้แหละไม่มีอย่างอื่น ถ้าเป็น พุทธศาสนา และเป็นสัมมาทิฏฐิไม่วิปริต ก็ต้องเห็นอย่างนี้. ทบทวนอีกทีหนึ่งว่าพวกสัมมาทิฏฐิเขาเห็นว่ามี ทานที่ให้แล้วนั้นมี, การบูชายัญ การบวงสรวงอะไรมี, ผลกรรมดี กรรมชั่วก็มี, โลกนี้ก็มี โลกอื่น
น.307 ก็มี, มารดาก็มี บิดาก็มี, สัตว์ที่เป็นโอปปาติกะก็มี, สมณพราหมณ์ที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ คือพวกที่สามารถทำให้แจ้งโลกนี้ และโลกอื่น ด้วยปัญญาอันยิ่ง และสอนคนอื่นให้รู้ตามด้วยก็มี คือมีอยู่ในโลก. แต่ถ้าเป็นพวกมิจฉาทิฏฐิ แล้วปฏิเสธหมด ก็เลยไม่ต้องมีอะไรที่น่าสนใจ หรือจะต้องประพฤติ จะต้อง กระทำ จะต้องรับรู้. ทีนี้ ก็ดูอีกทีว่า ถ้ามีสัมมาทิฏฐิอย่างนี้แล้ว จะพึงนำมาแต่สิ่งที่พึง ปรารถนาหรือไม่ ? หรือว่าจะมาอย่างไร ถ้าผู้ใดมีทิฏฐิอย่างนี้ เขาก็จะทำแต่สิ่ง ที่เป็นผลดีทั้งนั้น เช่น ทำทาน ทำบุญ ทำกุศล ทำแต่กรรมดี ทำสิ่งที่จะให้ ปลอดภัยทั้งโลกนี้และโลกอื่น, จะนับถือบิดามารดา แล้วจะพยายามทำตัวให้เป็น คนดีอยู่อย่างนั้นอย่างนี้ ตลอดเวลา ที่เรียกว่า โอปปาติกะ. แล้วเคารพสถาบัน ของสมณพราหมณ์ที่รู้ธรรมะ แล้วสอนธรรมะอยู่ ก็นำมาแต่ความสุขความเจริญ ทั้งนั้น เป็นรากฐานเบื้องต้น. เหลือบตาดูอีกหน่อยก็จะเห็นว่า โลกเดี๋ยวนี้ชักจะไม่เอาอย่างนี้แล้ว กำลังปฏิเสธสิ่งเหล่านี้ แล้วจะเป็นอันธพาล. นี้คือสัมมาทิฏฐิฝ่ายศีลธรรม สำหรับผู้ที่ยังมีตัวตน, มีความหวัง มีความปรารถนาอะไรเป็นของตน ; จะต้องถืออย่างนี้ จึงจะเรียกว่า มีทัศนะอัน ไม่วิปริต. ถ้าปฏิเสธเหล่านี้หมด ก็เรียกว่า มิจฉาทิฏฐิ. สัมมาทิฏฐิ ฝ่าย ปรมัตถธรรม ทีนี้ ก็มาถึง สัมมาทิฏฐิในฝ่ายปรมัตถธรรม หรือฝ่ายภาษาธรรม ที่จะ พูดไปในลักษณะที่ไม่มีตัวตน ไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล. นี้ขอให้รู้ไว้ว่า หลัก
น.308 พุทธศาสนานี้ ต้องการจะสอนเรื่องอนัตตา เรื่องสุญญตาในที่สุด คือไม่มี ตัวตนสำหรับยึดมั่นถือมั่น, แล้วก็ไม่มีกิเลส ไม่มีความทุกข์. นี่เพราะไม่มีตัวตน จึงไม่มี เกิด แก่ เจ็บ ตาย จึงไม่มีความตายอีกต่อไป ; เพราะไม่มีตัวตน เห็น ความไม่มีตัวตน เป็นจิตที่ไม่มีตัวตน ก็ไม่รู้สึกว่า เกิด แก่ เจ็บ ตาย. อย่างนี้ ก็เรียกว่าปรมัตถธรรม, มีสัมมาทิฏฐิอยู่ฝ่ายหนึ่งประเภทหนึ่ง. สัมมาทิฏฐิอย่างนี้ ที่เป็นชั้นต่ำที่สุด ก็เช่น : ๑. สัมมาทิฏฐิในอริยสัจจ์ ๔ ซึ่งเขาก็สวดกันอยู่ทุกวัน แทบ ทุกวัน เมื่อสวดบทอริยมรรคมีองค์แปด สำหรับสัมมาทิฏฐิประเภทนี้ เรียกว่า สัมมาทิฏฐิในอริยสัจจ์ ๔ นี้จึงมีสูตรเป็น formula ว่า ยํ โข ภิกฺขเว ทุกเข ญาณํ - ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ความรู้อันใดเป็นความรู้ในทุกข์ ; ทุกขสมุทเย ฌาณํ - เป็นความรู้ ในเหตุเป็นที่เกิดแห่งทุกข์ ; ทุกขนิโรเธ ญาณํ - ความ รู้ในความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ ; ทุกขนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย ญาณํ - ความรู้ ในข้อปฏิบัติเครื่องยังสัตว์ให้ถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ อยํ วุจฺจติ ภิกขเว สมมาทิฏฐิ - ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, นี้เรากล่าวว่าสัมมาทิฏฐิ . สังเกตดูจะเห็นได้ว่า ไม่มีพูดถึงบุคคล ไม่มีพูดให้เป็นสัตว์ เป็นบุคคล พูดถึงปัญญาล้วน ๆ หรือญาณล้วน ๆ; แล้วก็เห็นตัวความทุกข์, เห็นตัวเหตุให้ เกิดทุกข์, เห็นตัวสภาพที่ไม่มีความทุกข์เลย คือดับไม่มีเหลือแห่งทุกข์ ; เห็นการ ปฏิบัตินั้น ๆ ที่ให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ ; ไม่ได้พูดถึงบุคคล. ถ้าจะพูด อย่างบุคคลก็ได้ คือให้บุคคลเป็นผู้รู้ผู้เห็น แล้วก็ปฏิบัติ แล้วผลที่พึงปรารถนา ก็คือ ดับทุกข์ได้ นี้เป็นผลที่พึงปรารถนา. แต่ความหมายของสัมมาทิฏฐินี้ ไกลไปถึงว่า ให้เห็นเป็นธรรมชาติ มีเหตุมีปัจจัยปรุงแต่งกันไป ; ความทุกข์ เกิดขึ้นมาจากเหตุอันนั้น แล้วก็ดับเหตุอันนั้นเสีย แล้วความทุกข์นั้นก็ดับไป โดยไม่ต้องมีบุคคลก็ได้.
น.309 ถ้าสัมมาทิฏฐิเป็นไปถึงที่สุดแล้ว ก็จะเกิดคำพูดขึ้นมาใหม่ซึ่งฟังยาก ว่าความทุกข์นั้นมี แต่ตัวบุคคลผู้ทุกข์หามี ไม่, หรือว่า ความดับทุกข์นั้นมี แต่ บุคคลผู้ดับทุกข์นั้นหามีไม่ อย่างนี้เป็นต้น. นี่ไปไกลถึงอย่างนี้ ; ก็คือว่า มีแต่ ธรรมชาติแห่งนามรูป ปรุงแต่งกันไปจนเกิดความรู้สึกผิด ๆ และเป็นทุกข์. นี่ ความทุกข์มี แต่บุคคลผู้เป็นทุกข์หามีไม่ : ถ้าเห็นอริยสัจจ์ต้องเห็นอย่างนั้น หรือว่าดูในฝ่ายดับทุกข์ก็เหมือนกัน ทุกข์ก็ดับไปแล้ว แต่บุคคลผู้ ดับทุกข์หามีไม่ แล้วก็ไม่ได้พูดถึงความสุข ขอให้สังเกตดูให้ดี ว่าไม่ได้พูดถึงความสุข. ความสุขนี้เป็นเรื่อง ของคนที่ยังเป็นโลกอยู่ เป็นโลกมาก ๆ ต้องการความสุข : เผยอปากก็ร้องเรียก หาแต่ความสุข, ก็เป็นเรื่องของคนที่เป็นชั้นศีลธรรม, แต่ถ้าชั้นปรมัตถธรรมนี้ ก็มองเห็นแต่ความทุกข์, แล้วก็ต้องการแต่ให้ความทุกข์นั้นสิ้นสุดลง. อย่างที่ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า มาประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดแห่งความทุกข์ ; ก็ไม่เห็นเอ่ยถึงความสุข. อย่างนี้เรียกว่า สัมมาทิฏฐิในอริยสัจจ์สี่ ถ้ามีก็จะ สามารถทำความดับทุกข์ได้ เรียกว่านำมาแต่สิ่งที่พึงปรารถนา. มีพระบาลีพระพุทธภาษิตตรัสไว้ชัดว่า ถ้ามีสัมมาทิฏฐิ ก็มี สัมมา- สังกัปโป ฯลฯ หมายความว่า ถ้ามีความเห็นชอบ ก็มีความดำริชอบ, ถ้ามี ความดำริชอบ ก็ดำริไปแต่ในทางที่พูดชอบ ทำชอบ เลี้ยงชีวิตชอบ, ส่งกัน เรื่อยไป จึงมีความเพียรชอบ มีสติชอบ มีสมาธิชอบ ; เพราะสัมมาทิฏฐิจูงไป ให้ทำอย่างนี้. ฉะนั้น สัมมาทิฏฐิจึงเป็นสิ่งที่นำมาแต่สิ่งที่พึงปรารถนา ; ในที่สุดก็นำมาซึ่ง สัมมาญาณะ - ความรู้ชอบ สัมมาวิมุตติ - วิมุตติชอบ วิมุตติถูกต้อง.
น.310 ๒. สัมมาทิฏฐิอีกหมวดหนึ่ง ที่เป็นฝ่ายปรมัตถธรรมหมวดที่ ๒ คือ สัมมาทิฏฐิในอัตถิตา - นัตถิตา ซึ่งได้เคยพูดมาบ้างแล้วนิดหน่อย. อัตถิตา แปลว่า ความมี, นัตถิตา แปลว่าความไม่มี. สัมมาทิฏฐิในอัตถิตานี้ คือมี ความเห็นถูกต้อง ในความหมายของคำว่ามี หรือไม่มี. ถ้ายังไม่เห็นอย่างถูก ต้องจะเห็นดิ่งลงไปว่ามีหรือว่าไม่มี ; แต่ถ้าพอมีความเห็นชอบถูกต้องจะเห็นว่า เป็นเพียงกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลง, หรือความไหลไปแห่งเหตุปัจจัยที่ปรุงแต่ง กันเท่านั้น. ถ้าเห็นอย่างถูกต้องก็จะไม่พูดว่า "มี" โดยส่วนเดียว หรือ "ไม่มี" โดยส่วนเดียว ; แต่ก็มิได้ปฏิเสธถึงกับว่า ไม่มีเลย ไม่มีอะไรเลย. ในข้อแรกก็ เห็นกิเลสที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ หรือให้เกิดโลกก็เรียกเหมือนกัน ; ทุกข์กับโลก นี้ใช้เรียกแทนกันได้. กิเลสที่เป็นเหตุให้เกิดโลก ให้เกิดทุกข์นี้ก็มีอยู่ ฉะนั้น จึงไม่เห็นเป็นว่าไม่มีอะไรเสียเลย คือยังเห็นว่า มีกิเลสที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ที่ปรุง แต่งกันตามลักษณะแห่งปฏิจจสมุปบาทจนมีความทุกข์ หรือมีโลกที่เป็นทุกข์ปรากฏ อยู่ นี้เรียกว่า เลยไม่เห็นไปในทำนองที่ว่า ไม่มีอะไรเสียเลย. ทีนี้พอเห็นความดับแห่งสิ่งเหล่านี้ คือ ความดับแห่งทุกข์ ความดับ แห่งโลก หรือความดับแห่งสิ่งเหล่านี้ก็มีอยู่เรื่อย ตามเหตุปัจจัยที่ดับไปครั้งหนึ่ง ๆ ซึ่งมีความดับอยู่เรื่อย ; ฉะนั้นจึงไม่เห็นเป็นว่า มี, ไม่เห็นเป็นข้างเดียวว่ามี ; เพราะว่ามีความดับอยู่เรื่อย ๆ ถ้าไม่เห็นที่มีการปรุงแต่งอยู่เรื่อย ก็เลยเห็น ว่า ไม่มีเสียเลย; ที่แท้ก็มีอยู่. แต่พอมาเห็นว่ามีดับอยู่เรื่อย - ดับอยู่ เรื่อย - ดับอยู่เรื่อยทุกระยะ ก็เลยไม่เห็นว่ามีโดยแท้จริง จึงกล่าวว่าไม่มีอะไร นอกจากอิทัปปัจจยตาคือกระแสแห่งการปรุงแต่งทยอยกันเรื่อยไป ตามกฎ แห่งเหตุและปัจจัย เรียกเป็นคำศัพท์ว่า ปฏิจจสมุปบาท.
น.311 ปฏิจจสมุปบาท เป็นกฎแห่งเหตุปัจจัย ว่า เพราะอย่างนี้มี อย่างนี้ จึงมี ; เพราะว่าอวิชชามี สังขารจึงมี, - เพราะสังขารมี วิญญาณจึงมี, - วิญญาณมี นามรูปจึงมี ฯลฯ จึงเรียกว่าปฏิจจสมุปบาท เป็นของที่ทยอยกันไปอย่างนี้ จะเรียกว่า "มี" โดยแท้จริง ก็ไม่ถูก จะเรียกว่า "ไม่มี" โดยแท้จริง ก็ไม่ถูก ; เรียกว่าจะเห็นมีแต่กระแส แห่งปฏิจจสมุปบาท. ถ้าเห็นอย่างนี้เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ ชั้นลึกชั้นสูงขึ้นไปอีก เห็นจนพูดไม่ได้ว่า มี หรือ ไม่มี โดยส่วนเดียว. ผลของ สัมมาทิฏฐิใน อัตถิตา (๑) ทำไมจึงถือว่า เป็นสัมมาทิฏฐิ ที่สูงลิบยิ่งขึ้นไปอีก? ก็ เพราะว่า เมื่อเห็นอยู่อย่างนี้ หรือเมื่อมีสัมมาทิฏฐิอยู่อย่างนี้ ก็ไม่เข้าไปยึดเอา สิ่งใดว่า เป็นตัวตน หรือเป็นของตน ; ฉะนั้นจึงไม่เกิดความรู้สึกที่ว่า กู หรือ ของกูขึ้นมาได้ ก็ไม่มีความทุกข์. ความทุกข์ทั้งหลายเกิดขึ้นมาจากความโง่ ไปเห็น เป็นตัวตน เป็นของตน. ถ้าเห็นอย่างนี้ ก็ไม่มีส่วนไหนที่จะให้เกิดความรู้สึกว่า เป็นตัวเป็นตน มีแต่กระแสแห่งอิทัปปัจจยตา ; พูดว่ามีก็ไม่ถูก พูดว่าไม่มีก็ไม่ถูก มีแต่กระแสแห่งความเปลี่ยนแปลงทั้งนั้น. (๒) เมื่อมีสัมมาทิฏฐิอย่างนี้ ก็จะไม่สงสัยในคำกล่าว ที่กล่าวไว้อย่าง เป็นบรรทัดฐานว่า ทุกข์เท่านั้นเกิด, ทุกข์เท่านั้นดับ, นอกจากทุกข์แล้วหามี อะไรเกิด, และหามีอะไรดับไม่. บางท่านอาจจะไม่เคยได้ยิน แต่ผมอยาก ให้ได้ยิน และอยากให้จำไว้ด้วย ถ้าตามหลักพุทธศาสนานั้นจะถือว่า นอกจากทุกข์ แล้วหามีอะไรเกิดขึ้น หรือดับลงไม่; ถ้ามีเกิดก็ทุกข์นั่นแหละเกิด,. ถ้ามีดับ ก็ทุกข์นั่นแหละดับ. แต่คนโง่จะไปแบ่งแยกเอาส่วนใดส่วนหนึ่ง เป็นความสุข เป็นอะไรให้มากเรื่อง.
น.312 ถ้ามีการเกิดขึ้นมาตามกระแสแห่งอิทัปปัจจยตา ในโลกนี้ก็มีแต่ ความทุกข์, ถ้ามีการดับลงไป ก็มีแต่การดับแห่งทุกข์, ถ้าจะพูดอย่างมีบุคคล ที่เป็นผู้ปรารถนา ก็ปรารถนาแต่ความดับทุกข์เท่านั้น. (๓) ประโยชน์ขั้นสุดท้ายของสัมมาทิฏฐิชั้นนี้ ก็คือว่า ทำ ให้เป็น อปรปัจจยา. อปรปัจจยา คือไม่ต้องมีผู้อื่นเป็นปัจจัย คือจะ เชื่อตนเองได้ โดยไม่ต้องเชื่อตามผู้อื่น. มีใครบ้างเดี๋ยวนี้ ที่ไม่ต้องเชื่อตามผู้อื่น ? ไม่มีใครนอกจากผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิขนาดนี้แล้วเท่านั้น จึงจะไม่ต้องเชื่อตามผู้อื่น ; เรียกว่าไม่มีผู้อื่นเป็นปัจจัย, ไม่ต้องเชื่อแม้แต่พระพุทธเจ้า พระอรหันต์บางองค์ ก็สนทนากับพระพุทธเจ้าถึงข้อนี้. พระพุทธเจ้าท่านก็สอนอย่างยิ่ง สอนอย่างนี้ สอนให้กระทำไปให้เจริญงอกงามจนถึงขนาดที่เรียกว่า ไม่ต้องเชื่อตามผู้อื่น ไม่ต้องเชื่อแม้คำของตถาคต ; เพราะว่าความจริงย่อมปรากฏในใจของบุคคล นั้นแล้ว แล้วบุคคลนั้นก็เชื่อความจริงตามที่ปรากฏนั้น ; เพราะฉะนั้นจึงไม่ต้อง เชื่อตามผู้อื่น. แต่ว่าในที่สุดก็ตรงกันทั้งนั้นแหละ. ความจริงที่พระพุทธเจ้าท่านสอน กับความจริงที่แท้จริง ที่ปรากฏ ขึ้นมาในจิตใจแล้ว นี้ก็ตรงกัน ; แต่ถือเอาความสำคัญตรงที่ว่า เดี๋ยวนี้เรา ไม่ต้องเชื่อตามคำผู้อื่นเท่านั้นเอง. เมื่อจะพูดออกไปจะสอนออกไป ก็ไม่ต้องสอน ตามคำของผู้อื่นอีก ; สอนตามความจริงที่เรารู้จักรู้สึกอยู่ในใจ. ถ้าทำได้อย่างนี้ ก็เรียกว่าอปรปัจจยา ไม่ต้องมีผู้อื่นเป็นปัจจัย. นี่เป็นอานิสงส์ของสัมมาทิฏฐิชั้น สูงสุดนี้. ๓. ที่นี้จะพูดถึงสัมมาทิฏฐิอีกชุดหนึ่ง ที่เปิดให้กว้าง ว่าอะไรเป็น หลักธรรมะสำหรับปฏิบัติแล้ว ก็มีความเห็นชอบ เห็นถูกต้อง เห็นจริง ในหลัก
น.313 เหล่านั้น แต่เรื่องนี้เป็นคำกล่าวของพระสารีบุตร ไม่ใช่พระพุทธเจ้าตรัส เรียกว่า สัมมาทิฏฐิสูตร. (๑) มีสัมมาทิฏฐิ ในเรื่องกุศล เรื่องอกุศล เห็นชัดลงไปเลย เรื่องบาปเป็นอย่างนี้ เรื่องบุญเป็นอย่างนี้ อกุศลเป็นอย่างนั้น กุศลเป็นอย่างนี้. อะไรเป็นเหตุของมัน ? เห็นชัดลงไปเลยว่า โลภะ โทสะ โมหะ เป็นมูลเหตุของ อกุศล, อโลภะ อโทสะ อโมหะ เป็นมูลเหตุของกุศล นี้ก็เรียกว่ามีสัมมาทิฏฐิ ในเรื่องกุศล และเรื่องอกุศล. (๒) มีสัมมาทิฏฐิในเรื่องอาหารทั้ง ๔ : กวฬิการาหาร อาหาร คือคำข้าว ปรุงแต่งวัตถุ. ผัสสาหาร คือการกระทบทางอายตนะนี้ ปรุงแต่ง ให้เกิดวิญญาณ. มโนสัญญเจตนาหาร คือความเจตนาของความต้องการนี้ ปรุงแต่งให้เกิดการกระทำกรรม. วิญญาณาหาร เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดผลต่อมา เป็น เวทนาเป็นสัญญา สังขาร อะไรก็สุดแท้ เห็นชัดถูกต้องตามที่เป็นจริง. ในอาหาร ทั้ง ๔ นี้ คือพฤติกรรมของการนำมาซึ่งผลในลักษณะเหมือนกับอาหาร นี่ก็เรียก ว่า มีสัมมาทิฏฐิเหมือนกัน. (๓) มีสัมมาทิฏฐิในอริยสัจจ์ ๔ เหมือนกับที่กล่าวมาแล้วเมื่อตะกี้นี้ คือ สัมมาทิฏฐิในทุกข์ ในสมุทัย ในนิโรธ ในมรรค. (๔) มีสัมมาทิฏฐิในเรื่องปฏิจจสมุปบาท ไปหาอ่านเองเถิด มัน ยืดยาวพูดไม่ไหว. แต่ก็สรุปความว่า มีสัมมาทิฏฐิในการปรุงแต่งของสิ่งที่เป็น เหตุเป็นปัจจัยแก่กันและกัน ที่เรียกว่า อิทัปปัจจยตา : เพราะมีอวิชชาจึงมีสังขาร - เพราะมีสังขาร จึงมีวิญญาณ, - เพราะมีวิญญาณ จึงมีนามรูป, - เพราะมีนามรูป
น.314 ๒๘๑ สมมาทิฏฐิ ย่อมประมวลมาแต่สิ่งที่พึงปรารถนา จึงมีอายตนะ, - เพราะมีอายตนะ จึงมีผัสสะ, - เพราะมีผัสสะ จึงมีเวทนา, - เพราะมีเวทนา จึงมีตัณหา, - เพราะมีตัณหา จึงมีอุปาทาน, - เพราะมีอุปาทาน จึงมีภพ. - เพราะมีภพ จึงมีชาติ, - เพราะมีชาติ จึงมีทุกข์ทั้งหลาย. ทีนี้ ในส่วนหนึ่ง ๆ ก็ยังจะต้องรู้ เช่นว่า อวิชชานี้มันคืออะไร ? มาจากอะไร ? อะไรเป็นที่ดับแห่งอวิชชา? แล้วทำอย่างไรจึงจะดับได้ ? สังขารก็เหมือนกัน สังขารคืออะไร ? อะไรเป็นมูลเหตุแห่งสังขาร นี่ก็แสดงกัน อยู่ในตัว ในสายของปฏิจจสมุปบาทแล้ว ; เห็นชัดแจ้งอย่างนี้ ก็เรียกว่า สัมมาทิฏฐิในปฏิจจสมุปบาท และมุ่งหมายสำหรับผู้มีปัญญาชั้นพิเศษเท่านั้น ไม่ใช่ ว่าทุกคนจะรู้ได้ถึงขนาดนี้. (๕) มีสัมมาทิฏฐิ ในอาสวะ ๓ คือกามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ. กามาสวะคือ กาม คือเรื่องกามารมณ์. ภวาสวะ คืออาสวะเรื่องภพ คือความ เป็นนั่นเป็นนี่ ซึ่งเราอยากเป็นกันนัก. อวิชชาสวะ คือความโง่ ความหลง ความไม่รู้ ที่สะสมอยู่ในสันดาน. ถ้ามีกามาสวะ สะสมอยู่ในสันดาน คนก็หลงใหลในกาม ถึงขนาดที่ เรียกว่าบ้ากาม ก็เพราะมีอาสวะนี้มากเกินขนาดไป. ถ้ามีภวาสวะ ก็มีความอยากเป็นนั่นเป็นนี่ เหมือนที่อยากจะเป็นกัน ใจจะขาด ซึ่งไม่ควรจะเป็น, หรือเป็นไปก็ไม่มีประโยชน์อะไรในทางดับทุกข์. คนก็มีภวาสวะตั้งแต่ต่ำที่สุด จนถึงสูงที่สุด อยากเป็นพรหม อยากเป็นสัตว์สูงสุด นั่นแหละ ไม่ยอมดับตัวตน ไม่ยอมหยุดมีตัวตน. ถ้ามีอวิชชาสวะ มีแล้วก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร จึงจะดับความทุกข์ได้
น.315 ๒๘๒ ถ้ามีสัมมาทิฏฐิถูกต้องในสิ่งทั้งสามนี้ ก็เรียกว่า มีสัมมาทิฏฐิในอาสวะ ทั้งสาม. ขอให้ไปคิดดูจะเห็นได้ทันทีว่า ถ้าเรามีสัมมาทิฏฐิอย่างนี้แล้ว จะ นำผลอะไรมาให้ที่น่าพอใจนานาประการ ตั้งแต่ต่ำที่สุดที่เป็นเรื่องโลก ๆ จน กระทั่งสูงที่สุดเป็นเรื่องของพระนิพพาน. สัมมาทิฏฐิไม่ว่าชั้นไหนระดับไหน ล้วนแต่จะนำมาซึ่งผลอันพึงปรารถนาเป็นอย่างยิ่ง, จะประมวลมา จะดึงมา จะสะสมเข้าไว้แต่สิ่งที่พึงปรารถนากว่าจะถึงที่สุด จนบรรลุมรรค ผล นิพพาน. สรุปเรื่องสัมมาทิฏฐิก็จะได้รูปร่างขึ้นมาว่า ความอยู่ในอำนาจแห่ง เหตุผลทุกชนิดนั้นปลอดภัยเสมอ คนโง่ไม่ยอมอยู่ในอำนาจแห่งเหตุผล. คน ฉลาดก็อาจจะมีความอยู่ในอำนาจแห่งเหตุผลเกินไปก็ได้, ที่ไม่ปลอดภัยคือไม่ดับ ทุกข์ก็ได้ ; การอยู่ในอำนาจแห่งเหตุผลชนิดที่ดับทุกข์ได้นั้น ต้องเป็นสัมมาทิฏฐิ. หรือจะสรุปว่าเป็นความรู้ที่ว่าไม่มีอะไร นอกจากกระแสแห่งเหตุผล - แม้ที่มีเกิด เป็นเนื้อหนังร่างกาย เป็นตัวคนขึ้นมาได้อย่างนี้ ก็เป็นกระแสของสิ่งที่เป็นเหตุ เป็นผล - เป็นเหตุเป็นผล เป็นเหตุเป็นผลต่อเนื่องกันไป. ความเป็นเหตุเป็นผลเนื่องกันไปนี้ทำให้มี ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง กระดูก เนื้อ อะไรขึ้นมา เป็นร่างกายนี้ได้. ความคิดทางจิตใจก็เหมือนกัน ล้วน แต่มีกระแสแห่งเหตุผล ดังที่ตาเห็นรูป หูฟังเสียงเป็นต้น ; แล้วก็มีความคิด ปรุงแต่งอย่างนั้นอย่างนี้เรื่อย ๆ ไป เป็นดีเป็นชั่ว พ้นดีพันชั่ว ซึ่งล้วนแต่กระแส แห่งเหตุผล นี่คือความรู้ว่า ไม่มีอะไรนอกจากกระแสแห่งเหตุและปัจจัย ที่ปรุงแต่ง กันเรื่อย.
น.316 ถ้าพูดว่า เหตุผล นี้ก็ยังโง่อยู่บ้าง. ขอให้นึกดู ที่แท้แล้ว มิได้มีสิ่งใด ที่จะเป็นเหตุโดยส่วนเดียว แล้วก็ไม่มีสิ่งใดที่จะเป็นผลโดยส่วนเดียว ; สิ่งใดที่เคยเป็นเหตุนั่นหมายความว่า ได้เป็นผลของสิ่งที่เป็นเหตุก่อนหน้านั้น ; เช่น เดียวกับที่เราจะพูดอย่างที่เขาพูดกัน น่าหัวเราะว่า ลูกไก่ กับ แม่ไก่ อย่างนี้ ก็เป็นทั้งเหตุและผล : เป็นแม่ไก่ ก็เป็นเหตุให้เกิดลูกไก่, ลูกไก่เป็นผลขึ้นมา เตี๋ยวลูกไก่ก็เป็นเหตุอีก, คือโตขึ้นมากลายเป็นแม่ไก่ กลายเป็นเหตุไปอีก. ทุกสิ่งไม่มีสิ่งใดเป็นเหตุหรือเป็นผลโดยส่วนเดียว แต่ว่าทุกสิ่งทำหน้าที่ เป็นปัจจัยปรุงแต่งกันเรื่อย : เหตุปรุงแต่งผล ผลก็ปรุงแต่งเหตุ, เป็นกันอยู่ อย่างนี้เรื่อยไป. ฉะนั้นจึงพูดได้ว่า มีเหตุปัจจัยถูกกว่า จริงกว่าที่จะพูดว่า มี เหตุผล ; แต่เราจะพูดกันลึก ๆ อย่างนั้นไม่ได้ ชาวบ้านธรรมดาเขาพูดว่า มีเหตุ มีผลก็พูดตามเขาก็แล้วกัน. ขอแต่เพียงว่า อย่าให้มีส่วนใด เหลือไว้สำหรับ ยึดถือ เป็นตัวกู - ของกู เป็นตัวตน หรือเป็นของตน ให้มีแต่กระแสแห่ง เหตุผล. ถ้าฉลาดกว่านั้นก็พูดว่า มีแต่กระแสแห่งการปรุงแต่งของสิ่งที่เป็นปัจจัย. นี่เป็นลักษณะของการเห็น อย่างที่เรียกว่า มีสัมมาทิฏฐิ การเห็น อย่างนี้ทำให้เห็นได้ถูกต้องหมด คือเห็นถูกต้อง แล้วทำให้เกิดการถูกต้อง ฉะนั้นสัมมาทิฏฐิจึงเป็นบ่อเกิดแห่งความถูกต้องทั้งหลาย, หรือว่าเป็นเหมือนกับ แผนที่ ทำให้เดินไปได้ถูกต้อง, หรือเป็นเหมือนกับรุ่งอรุณ คือแสดงว่า จะเป็น แสงสว่างขึ้นมาโดยสมบูรณ์ และทั้งหมดนี้ก็เป็นไปเพื่อนิพพาน คือสัมมาทิฏฐินี้, สัมมาทิฏฐิจะมีลักษณะอย่างนี้. หรือ จะสรุปอีกที ก็เหมือนที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า สัมมาทิฏฐิ นั่นแหละคือ สิ่งที่จะทำให้หมดปัญหาทั้งปวง คือดับทุกข์ทั้งปวง. จงไป
น.317 เขียนไว้ให้สะดุดตาอยู่เสมอดังนี้ สมฺมาทิฏฐิ สมาทานา สพฺพํ ทุกขํ อุปจฺจคํ - สัตว์ทั้งหลายล่วงความทุกข์ทั้งปวงได้ เพราะสมาทานสัมมาทิฏฐิ นี้คือมีสัมมา ทิฏฐิอยู่กับเนื้อกับตัว ตามคำพูดที่ว่า จงมีธรรมะอยู่กับเนื้อกับตัว หรือจะพูด คำเดียวก็ว่า มีสัมมาทิฏฐิอยู่กับเนื้อกับตัว แล้วจะล่วงพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงได้. ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงได้นำมาเสนอ แก่ท่าน นักศึกษาทั้งหลายว่า สัมมาทิฏฐิย่อมประมวลมาแต่สิ่งที่พึงปรารถนา ดังนี้. เวลาที่กำหนดไว้ก็สิ้นสุดลงแล้ว ขอยุติการบรรยายวันนี้ไว้เพียงเท่านี้.
Buddhadasa