Buddhadasa.org

มหิดลธรรม ครั้งที่ ๑๓ — ธรรมะกับสิ่งที่เรียกกันว่าชีวิต

มหิดลธรรม — คำอบรมภิกษุนิสิตมหาวิทยาลัยมหิดล บวชภาคฤดูร้อน ปี ๒๕๑๗ และ สิ่งที่ทุกคนควรรู้จัก คำอบรมภิกษุนิสิตจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย บวชภาคฤดูร้อน ปี ๒๕๑๗ ณ สวนโมกขพลาราม · วันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๑๗

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.318 ท่านนักศึกษา ผู้มีความสนใจในธรรมทั้งหลาย, การบรรยายเรื่องธรรมะเสมอด้วยแผ่นดิน เป็นครั้งที่ ๑๓ นี้ จะกล่าวโดยหัวข้อย่อยว่า ธรรมะ กับ สิ่งที่เรียกกันว่า "ชีวิต". ขอให้ทบทวนข้อเท็จจริงต่างๆ ที่เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่าธรรมะมา เรื่อย ๆ จากการบรรยายครั้งที่แล้ว ๆ มา จนกระทั่งเห็นว่า ธรรมะนี้เป็น เสมือนแผ่นดินอย่างไร, และเรามีหน้าที่จะต้องจัดการอย่างไร, จน กระทั่งรู้จักจัดการกับสิ่งที่เรียกว่า อวิชชา โดยใช้สัมมาทิฏฐิเป็นเครื่อง มือ; เหมือนกับที่กล่าวมาแล้วในครั้งสุดท้าย ก็จะเห็นชัดขึ้นมาว่า ๒๘๕

น.319 ธรรมะ นั้นคืออะไรกันแน่. ธรรมะเป็นสิ่งจำเป็นแก่ชีวิต หรือว่า เป็นยิ่งกว่านั้น เช่นเป็นตัวชีวิตนั่นเอง. ขอให้พยายามเข้าใจความหมาย อันพิเศษนี้ต่อไป. สัมมาทิฏฐิเป็นเครื่องมือสำหรับดับทุกข์ทั้งปวง คือเป็นธรรมะที่ สามารถแก้ปัญหาทั้งปวงของคนเรา และนำอะไรที่ถูกต้องมาให้ ในที่สุด. สิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" สิ่งที่เรียกว่า “ธรรม" นี้มีความหมายซับซ้อน หรือส่วนมาก อาจจะรู้สึกถึงกับว่า มีความยุ่งยาก เพราะเหตุว่าภาษาบาลีนี้แปลกตรงที่ใช้คำว่า ธรรม นี้หมายถึงทุกสิ่ง ; ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ธรรม. เพราะความหมายของ คำ ๆ นี้พิเศษอย่างนี้ แม้ตัวชีวิตนี้เองก็คือธรรม เป็นสิ่งที่เรียกว่าธรรมอย่างหนึ่ง ด้วยเหมือนกัน. ธรรมะกินความไปได้ทุกแง่ทุกมุม : - ฝ่ายผิด ฝ่ายถูก ฝ่ายดี ฝ่ายชั่ว ฝ่ายบุญ ฝ่ายบาปเป็นต้น, ถ้าขึ้นชื่อว่า เป็นอะไรสิ่งใดสิ่งหนึ่ง, หรือที่ รวมกันเป็นสัตว์ เป็นบุคคล คนใดคนหนึ่ง ; นี้ก็เรียกว่าธรรมแต่ละประเภทนั้น ๆ. ผมได้เคยแนะให้สังเกต ให้เห็นความหมายของคำว่าธรรมใน ๔ ความหมาย ซึ่งสามารถครอบคลุมได้หมด คือว่า เมื่อรวบรวมเอาข้อความ หรือ เนื้อความอะไรก็ตาม จากพระคัมภีร์ทั้งหมดทั้งสิ้น ในพระพุทธศาสนา จะพบ ธรรมะใน ๔ ความหมาย คือ : - - หมายถึงตัวธรรมชาติ หรือปรากฏการณ์ทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่ว่ารูปธรรม นามธรรม. - อีกอย่างหนึ่งหมายถึงกฎธรรมชาติ มีประจำอยู่ในธรรมชาตินั้น ๆ.

น.320 - หมายถึงหน้าที่ของมนุษย์ ที่จะต้องทำให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาตินั้น ๆ. - หมายถึงผลที่เกิดขึ้นตามสมควร แก่การปฏิบัติหน้าที่ตามกฎธรรมชาตินั้น ๆ. สรุปเป็นคำสั้น ๆ ได้ ๔ คำว่า : ตัวธรรมชาติอย่างหนึ่ง ตัวกฎธรรม- ชาติ อย่างหนึ่ง ตัวหน้าที่ตามกฎธรรมชาติ อย่างหนึ่ง แล้วผลตามสมควรแก่ หน้าที่นี้อย่างหนึ่ง ใน ๔ อย่างนี้ เรียกว่าธรรม ทั้งนั้น แต่ละอย่าง ๆ มีรายละเอียด มาก จะจาระไนกันไม่ไหว. คำว่า "ธรรม" ที่หมายถึงธรรมชาตินั้น หมายถึงปรากฏการณ์ทั้งหลาย ที่เป็นรูปธรรม เช่นแผ่นดินโลก และอะไร ๆ ที่มีอยู่ในโลกนี้, แล้วหมายถึง นามธรรม คือความคิดนึก ความรู้สึก กระทั่งความสุข ความทุกข์อะไรต่าง ๆ ที่ เป็นอยู่ตามธรรมชาติ ทั้งที่มีปัจจัยปรุงแต่ง และไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง, กล่าวคือ มีส่วนประกอบที่ประกอบกันขึ้นมา ; แล้วก็เปลี่ยนแปลงไปตามส่วนประกอบนั้น ๆ ที่เขาเรียกกันว่า สังขตธรรม คือธรรมที่มีปัจจัยปรุงแต่ง. อีกอย่างหนึ่ง ก็เป็น อสังขตธรรม ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง ได้แก่ธรรมะเป็นที่ดับแห่งสังขตธรรมนั่นเอง เช่นที่เรียกว่า นิพพานเป็นต้น. กฎของธรรมชาตินั้น ก็จาระไนกันไม่ไหว แต่แล้วที่สำคัญที่สุดก็คือ กฎแห่งการเปลี่ยนแปลงที่ว่า เมื่อมีสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ ๆ จึงเกิดขึ้น. สิ่งที่ เกิดขึ้นนั่นแหละ ก็กลายเป็นปัจจัยของสิ่งอื่นต่อไป เป็นเหตุให้มีการปรุงแต่งขึ้น เป็นสายเลย. การเปลี่ยนแปลงก็ไม่ต้องรู้ว่า สิ่งนั้นมาจากไหน ใครสร้างขึ้น ก็ได้ เพราะว่ามัวไปคิดเรื่องอย่างนี้ก็ตายเปล่า จึงยกไว้ให้เป็นอวิชชา ในลักษณะ ที่เราไม่ต้องรู้ก็ได้ว่า เป็นอะไร ; แต่รู้จักอวิชชาที่กำลังมาปรากฏอยู่ในจิตใจ เป็นความไม่รู้อะไร ในเมื่อมีการสัมผัสทางอายตนะ.

น.321 ความไม่รู้อะไร ในเมื่อมีการสัมผัสทางอายตนะนั้น จะต้องรู้ เพราะ เป็นอวิชชาที่จะต้องทำลาย ; แล้วก็เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติทั้งนั้น, เกิดขึ้นตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ, ตั้งอยู่ได้ตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ, หรือ ว่าจะดับให้ได้ ก็ต้องทำให้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ. เมื่อเรามีความ ทุกข์ทนไม่ได้ หรือว่า ไม่ควรจะทน อย่างนี้ ก็มีหน้าที่ที่จะต้องดับความทุกข์ หรือดับปัญหานั้น ๆ. ความหมายที่ว่า "ต้องดับความทุกข์" นี้เป็นความหมายที่สำคัญ ที่สุด จำเป็นที่สุด สำหรับมนุษย์ หรือสิ่งที่มีชีวิต ล้วนแต่ต้องมีหน้าที่สำหรับ ปฏิบัติ เพื่อรอดอยู่ได้ แล้วก็เพื่อไม่มีความทุกข์เลย. นี่คือคำว่า ธรรมใน ความหมายตามธรรมดาสามัญที่สุด แล้วต้องหมายถึง หน้าที่ ที่มนุษย์จะต้อง กระทำ. ในพจนานุกรมของบาลี หรือภาษาอินเดีย ที่เป็นเจ้าของคำว่า ธรรม นี้ เขาจึงรวมความหมายของคำ ๆ นี้ หรือคำแปลของคำ ๆ นี้ ว่า หน้าที่ ธรรมะ คือหน้าที่. เมื่อปฏิบัติหน้าที่แล้ว ก็มีผล เป็นเรื่องได้ลาภ ได้อะไรตามความ ต้องการ, แล้วผลอันประเสริฐสุดท้ายก็คือ สิ่งที่เรียกว่า มรรค ผล นิพพาน นี้คือสิ่งที่เรียกว่าธรรมใน ๔ ความหมาย และความหมายที่ ๓ คือหน้าที่ นี้สำคัญ ที่สุด. ทีนี้ ก็จะเริ่มมองเห็นราง ๆ ว่า ธรรมะนี้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกว่า ชีวิต อย่างไร ? ถ้าชีวิตไม่ประพฤติธรรม คือไม่ทำหน้าที่ แล้วชีวิตจะอยู่ได้ อย่างไร ก็จะต้องตาย. ที่ว่าตาย นี้ก็มีหลายความหมายเพราะว่าชีวิตนั้นก็มี

น.322 หลายความหมาย หรือหลายระดับ ; ถ้าชีวิตหมายถึงการเป็นอยู่ การสดอยู่ของ เซลล์ต่าง ๆ เพราะนิวเคลียสของเซลล์ยังสดอยู่ ยังเป็น ๆ อยู่. นี่ก็เป็นชีวิตแบบ ลูกเด็ก ๆ ที่เรียนอยู่ในโรงเรียน เป็นชีวิตทาง ฟิสิคส์ ถึงอย่างนั้น ก็ต้องมีหน้าที่ คือ เซลล์นั้น ๆ ต้องมีหน้าที่ ถ้าไม่ทำหน้าที่ ก็ต้องตาย. ชีวิตเป็นอยู่ ได้ ด้วยการทำหน้าที่ แล้วก็ตายไปตามแบบฟิสิกส์ หรือ ยังจะมีเรื่อง metaphysics ที่เหนือไปกว่าฟิสิคส์ ซึ่งมีมากมายหลายระดับ. และใน ทางธรรมะแล้ว จะมีความตายแบบนามธรรม หรือฝ่าย spiritual คือฝ่ายที่ลึกและ ละเอียด ไม่เกี่ยวกับฟิสิกส์ ; ซึ่งเป็นเรื่องที่ทางศาสนาเข้าไปเป็นเจ้ากี้เจ้าการ สำหรับจะแนะเรื่องนี้ หรือจะสอนเรื่องนี้. โดยเฉพาะศาสนาในประเทศอินเดีย ที่เป็นเครือเดียวกัน หรือที่เป็นทางไกลออกไปทางตะวันตกโน้น ก็มีพูดถึงความ ไม่ตายด้วยกันทั้งนั้น ที่เรียกว่า "อมตธรรม". ในทางพุทธศาสนาเรียกธรรมชาติอันหนึ่งที่ไม่รู้จักตาย ว่าอมต- ธรรม คำนี้ก็ยากเกินไป จึงมีคนคิดสิ่งที่จะทำให้ยึดถือง่าย ๆ สำหรับคนประเภท ที่ .... ขออภัยที่จะใช้คำว่า ยังไม่มีสติปัญญา หรือไม่ใคร่มีสติปัญญา ก็คิดคำให้ ใหม่เช่นว่า การได้เข้าถึงพระเป็นเจ้า หรือการเข้าไปอยู่กับพระเป็นเจ้า ซึ่งก็มี ความหมายว่า ไม่รู้จักเจ็บไข้ หรือไม่รู้จักตายอีกต่อไปเหมือนกัน. รวมความแล้ว คนต้องการความไม่ตายด้วยกันทั้งนั้น ; ถ้ามีสติ- ปัญญาต่ำ ก็รู้จักแต่ความไม่ตายทางเนื้อหนัง ทางกาย ; ถ้าสติปัญญาสูงก็ไม่ตาย ทางวิญญาณ ทางนามธรรมที่ลึกซึ้ง. เช่นในพุทธศาสนานี้ก็สอน ให้มองเห็น สิ่งซึ่งไม่ควรเรียกว่า ตัวตน ไม่ควรเรียกว่าตัวเรา ; เมื่อเห็นสิ่งนี้ ก็จะเห็น ความที่ ไม่ต้องมีอะไรตาย ; เพราะความตายนี้ ตามความรู้สึกแล้ว เป็นความ ตายของตัวตน ของตัวกู ของสิ่งที่ไม่อยากตาย. เมื่อไม่มีตัวตน ไม่มีตัวกู

น.323 ก็ไม่มีปัญหาที่จะต้องตาย ก็เลยเห็นเป็นธรรมชาติล้วน ๆ ไม่มีใครเกิดไม่มีใคร ตาย จิตก็สงบเพราะเห็นความจริง ไม่มีความทุกข์ ก็หัวเราะเยาะได้ทั้งการเกิด และการตาย. นี่ ชีวิต อย่างน้อย ก็มี ๒ ความหมาย ทางวัตถุอย่างหนึ่ง เรียกว่า ทางวิญญาณ ทาง spiritual. หรือ metaphysics อีกส่วนหนึ่ง. ขอให้มองชีวิต ได้ด้วยกันทั้งสองความหมาย อย่างนี้ แล้วก็รู้ว่า ความหมายไหนสำคัญ ? ที่เรา อุตส่าห์มาลำบากเพื่อศึกษาธรรมะนี้ เพื่อประโยชน์แก่ชีวิตแบบไหน ? ถ้ามีเงินมีทองมีทรัพย์สมบัติอะไรอย่างนั้น มีเพียงพอแล้ว ก็ไม่ต้องมา ศึกษาธรรมะอย่างนี้อีก เขาคิดกันอย่างนี้ก็มี. พวกวัตถุนิยมในโลกก็เห็นกันว่า เมื่อมีทรัพย์สมบัติ หรือปัจจัย อุปกรณ์แก่ชีวิต เพียงพอแล้ว ก็นับว่าพอแล้ว ไม่มีปัญหาอะไรอีก. นี่ก็พิจารณาดูซิ วิกฤตกาลทั้งหลาย ก็เกิดมาจากความคิดนึก ประเภทนี้ทั้งนั้น. พวกวัตถุนิยม ต้องการปัจจัยแห่งชีวิต ให้เพียงพอแก่ความต้องการ ของตน ก็แย่งวัตถุกัน, รบราฆ่าฟันกัน, ทำโลกนี้ให้เป็นโลกที่บูชาวัตถุ แล้วก็ได้ฆ่าพันกันไป จนกว่าจะถึงยุคมิคสัญญี คือฆ่ากันอย่างไม่มีความหมาย เหมือนกับว่าเป็นเนื้อเป็นปลา, ฆ่าคนด้วยกันราวกับว่าเป็นเนื้อเป็นปลา หรือว่า ฆ่ายุง เป็นต้น. ถ้าเห็นความจริงแล้ว ก็จะเห็นว่า ชีวิตมิได้หมายความแต่เพียง การ เป็นอยู่ทางวัตถุ ทางร่างกาย แต่ต้องการความเป็นอยู่ของจิต ที่ ไม่มีความ รู้สึกเป็นทุกข์ ; อย่างนี้จึงจะสมกับความหมายของคำว่า "ชีวิต" ซึ่งแปลว่า ผู้เป็นอยู่ ผู้มีความเป็นอยู่ ก็คือไม่ตายนั่นเอง.

น.324 ขอให้รู้จักความหมายของคำว่าตาย กับ ไม่ตาย ให้หลาย ๆ ชั้นไว้ จะเข้าใจสิ่งที่เรียกว่า ธรรม ได้ง่ายขึ้น. ทีนี้ จะดูพร้อมกันไป คือ ความสัมพันธ์กันระหว่าง สิ่งที่เรียกว่า ธรรม และสิ่งที่เรียกกันว่า ชีวิต แล้วก็หมายถึงธรรมในชั้นดี ชั้นที่ไม่หลงวัตถุ ; และ ชีวิตนี้ก็เป็นชั้นที่ เป็นอยู่ อย่างที่น่าเป็นอยู่ ไม่ใช่เป็นอยู่อย่างพีสิคส์ เหมือน กับต้นไม้ พอไม่ได้น้ำกิน ก็ต้องตายอย่างนี้ ถ้ามีน้ำรดไว้ ก็ยังสดอยู่ได้; นี้ก็ น่าหัวเราะ. หัวข้อที่จะพิจารณากันในธรรมะ ก็อยากจะวาดขึ้นมาสัก ๓ หัวข้อ หรือ ๓ ความหมาย คือว่า :- - การปฏิบัติธรรม ได้แก่การลูบคลำลงไปที่ตัวชีวิตจริง ๆ. - การเห็นธรรม คือการเห็นความจริงของสิ่งที่เรียกว่า ชีวิต เห็นความ จริงของชีวิตนี้คือ การเห็นธรรม. - การมีธรรม มีธรรมะก็คือ การมีชีวิตตัวจริง. นี้ลองไปทบทวนดูว่า การปฏิบัติธรรม คือการลูบคลำชีวิต ซึ่งยังไม่ รู้จักนั้น ไปเรื่อย ๆ แล้วเห็นธรรมก็คือเห็นชีวิตตัวจริง เห็นความจริงของตัวชีวิต, ถ้ามีธรรมเมื่อไรก็คือ มีตัวชีวิตจริง ๆ ที่น่ามี มีชีวิตความเป็นอยู่ที่สูงสุด หรือจะเรียก กันว่านิรันดร แล้วแต่จะเรียก. พิจารณาดู ในหมวดแรกที่ว่า การปฏิบัติธรรม คือการลูบคลำลงไปที่ตัวชีวิต ข้อที่ ๑. ก็ต้องไม่ลืมว่า การปฏิบัติธรรมนี้เป็นหน้าที่. ที่นี้คน โดยมากสมัยนี้ ไม่รู้จักความหมายของแต่ละคำ ; เขาจึงเกิดความโง่เขลาขึ้นมาว่า

น.325 "เราจะปฏิบัติธรรมก็ได้ ไม่ปฏิบัติธรรมก็ได้ แล้วแต่ความพอใจของเรา" อย่างนี้. บางทีก็โง่เขลาที่สุด ในความหมายของคำว่า "ธรรม" หรือหน้าที่ในการปฏิบัติธรรม. ถ้าเรารู้ว่าธรรม คือสิ่งทั้งปวง หน้าที่ก็คือหน้าที่ต่อสิ่งทั้งปวง ก็จะ ไม่มีใครที่เว้นจากการปฏิบัติหน้าที่ไปได้ หรือเว้นการปฏิบัติธรรมไปได้. การทำมาหากิน ก็คือการปฏิบัติธรรมระบบหนึ่งแล้ว, การรักษาโรคภัยไข้เจ็บ ให้รอดชีวิตอยู่ได้ นั้นก็คือการปฏิบัติธรรมระบบหนึ่งแล้ว เป็นระบบฝ่ายร่างกาย ฝ่ายวัตถุ. แต่ยังมีเรื่องฝ่ายจิตใจเหลืออยู่ แม้ว่าเราไม่ตาย เราสบายดีทางกาย แต่ก็ยังมีความเจ็บป่วยทางวิญญาณ นี่จึงมีหน้าที่ที่ละเอียดประณีต ลึกซึ้งเข้าใจยาก อีกส่วนหนึ่ง คือเรื่องทางวิญญาณนั่นเอง. ในภาษาบาลีที่ใช้กันอยู่มี ๒ คำเท่านั้นคือ ทางกาย กับทางจิต ถ้าเป็นเรื่องทางกาย ก็เรียกว่าปัญหาทางกาย, ถ้าเป็นเรื่องทางจิต ก็เป็นเรื่อง ปัญหาทางจิต. เดี๋ยวนี้ในภาษาไทยเรา ได้เอาคำว่าจิตมาใช้ในความหมายที่แคบ เสียแล้ว ทำให้ลำบาก ผมก็เลยคิดถึงคำว่าทางวิญญาณขึ้นมาอีกคำหนึ่ง แต่ก็ สับสนอยู่เหมือนกัน เข้าใจยาก ; เพราะคำว่าวิญญาณนั้นเคยเข้าใจกัน เป็นเรื่อง ภูต ผี ปีศาจ เรื่องวิญญาณอย่างนี้ก็มี หรือแม้แต่ วิญญาณทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้ก็มี ก็ยังแคบไป. ยังมีคำว่า วิญญาณในความหมายหนึ่ง ซึ่งสูงมาก ละเอียดมาก ลึกมาก จนกระทั่งนิพพานก็เป็นวิญญาณ คือสิ่งที่ต้องรู้ต้องถึงได้ ด้วยสติปัญญา ; เลยให้คำจำกัดความพอเป็นเครื่องเข้าใจได้ง่าย ๆ เช่นว่า พอพูดว่า ทางกาย หรือ ทางวัตถุ ก็หมายถึงระบบชนิดที่เป็นพี่สิคส์ทั้งหลาย. ถ้าพูดว่าทางจิตก็คือระบบ mental, mentality หรือ mental faculty ทั้งหลาย. นี่หมายถึงแต่เรื่องที่ เกี่ยวกันอยู่ กับทางจิต ไม่เกี่ยวกับสติปัญญา เช่นเรามีโรงพยาบาลโรคจิตอย่างนี้ ก็มีปัญหาแต่เรื่องทางระบบเป็น mental.

น.326 ถ้าพูดว่าทางวิญญาณ ก็หมายถึง spiritual เป็น faculty อันหนึ่ง ต่างหาก ต้องทำกับเรื่องนี้ด้วยสติปัญญา ด้วยทิฏฐิอันเป็นตัวความคิด ความเห็น ความเข้าใจ นี้ก็เลยเรียกว่า spiritual แยกออกไป. ถ้าเรามีโรคทางกาย ก็บำบัดตามวิชาทางกาย, ถ้ามีโรคทางจิต ก็แก้ ด้วยการบำบัดโรคทางจิต, แต่ถ้าเราเป็นโรคทางวิญญาณ ก็ต้องไปหาธรรมะ ของพระพุทธเจ้าเท่านั้น. ถ้าเรามีความสุขทางกาย ก็หมายความว่า ทางวัตถุเป็นปรกติ ร่างกาย เป็นปรกติ. ถ้ามีความสุขทางจิต ก็หมายความว่า ระบบ mental สงบดี เช่นมี สมาธิ เป็นต้น อย่างนี้ก็เรียกว่าระบบจิต. แต่ถ้าเรามีความสุขทางวิญญาณ ก็หมายความว่า หมดกิเลสไปเลย นี้ยิ่งกว่าจิตสงบเป็นสมาธิ. ความต่างกันดังกล่าวเป็นเหตุให้ต้องแบ่งเป็น ๓ ระดับอยู่อย่างนี้ แล้วคำพูดก็ยังไม่แน่นอน เพราะว่าไม่ใคร่มีใครพูดกัน ; เราก็บัญญัติพูดกัน เฉพาะที่เราจะทำความเข้าใจกันในที่นี้โดยความจำเป็นก่อน ; เพราะถ้าเราจะไป มัวรอให้เขามีการบัญญัติถูกต้องในพจนานุกรมแล้ว ไม่ทราบว่า เขาจะบัญญัติกัน เมื่อไร, เราอาจจะตายเสียก่อน. เราจึงว่าเอาเองไปก็แล้วกัน โดยพิจารณาให้มัน เข้าเรื่องเข้าราวถูกกับความจริง ที่จะใช้ประโยชน์ได้ เพราะว่าเรามีปัญหาทั้งระบบ ฟิสิคส์ ระบบ mental และระบบ spiritual. ชีวิตแท้จริงนั้น ไปขึ้นอยู่กับระบบ spiritual ทั้งนั้น คือ เกี่ยวกับ ความรู้หรือสติปัญญาความคิด ความเห็นชั้นลึก ชั้นที่มนุษย์เข้าใจไม่ใคร่ได้ง่าย ๆ และพิสูจน์ทดลองไม่ได้ด้วยอุปกรณ์ทางวัตถุ. นี่เราก็มีหน้าที่ ที่จะต้องรู้จักสิ่ง เหล่านี้กันก่อน และรู้จักกฎเกณฑ์ของสิ่งเหล่านี้ จึงลูบคลำดู ให้คล้าย ๆ กับว่าเป็น เรื่องวัตถุ.

น.327 ขอให้นึกถึงคำว่า กาย วาจา ใจ ทิฏฐิ ความคิด ความเห็น ; ลูบคลำ ที่กาย ที่วาจา นี้เป็นฝ่ายข้างนอก. ลูบคลำที่ใจ คือระบบของจิตใจ, แล้วก็ลูบคลำไปถึงเรื่องสติปัญญา ความคิด ความเห็น ซึ่งเป็นของละเอียด ยิ่งขึ้นไปอีก ; นั่นแหละจะเป็นตัวเรื่องของธรรมะ ที่กำลังศึกษาอยู่ กำลังพูดกันอยู่ ที่เป็นปัญหาอยู่. คำอีกคำหนึ่ง ที่จะต้องเข้าใจให้พอ ถ้าเข้าใจไม่เพียงพอ แล้วก็จะทำ อะไรไม่ได้ คือคำว่า experience. คำนี้ก็ไม่ทราบว่าจะแปลว่าอะไรแน่ เห็น สับสนกันอยู่เมื่อใช้คำนี้; เราถือเอาแต่ความหมายก็แล้วกัน. เราถือเอาว่า ความรู้สึกที่เราได้มาจาก การที่เราได้ผ่านสิ่งนั้น ๆ ไป นับตั้งแต่เรื่องทางวัตถุ เช่นเราเคยกินเกลือ เราก็รู้ความเค็มของเกลือ เราก็มี experience ในรสของ เกลือ; นี้เป็นเรื่องวัตถุแท้ ๆ ถ้าเป็นเรื่องทางชีวิต จะเป็นเรื่องทางจิตใจ มากกว่านั้น. เราเคยผ่านอะไรมา ที่เราชอบพูดกันว่า อย่างโชกโชนนั้น อันมี experience ทางวิญญาณจะต้องเติมคำว่า spiritual experience คำว่า experience ทางวิญญาณนี้ตั้งแต่เกิดมาก็เริ่มมี experience ทางวิญญาณเรื่อย ๆ มา ที่เกี่ยวกับ ความสุขความทุกข์โดยตรง ; ถ้าเราไม่มีความรู้ชนิดนี้ ใน experience ชนิดนี้ เราก็ทำอะไรไม่ได้, จะไม่มีความก้าวหน้าในเรื่องทางจิตทางวิญญาณ. Experience นี้ ให้ความสะดวกแก่เรา เช่นพูดว่า ความทุกข์ นี้ก็รู้ว่า มันคืออะไร ; เพราะเราเคยมีความทุกข์มามากมาย พอพูดว่า ความสุข ก็พอจะ รู้ว่าคืออะไร ; แต่แล้วก็ไม่รู้ถึงที่สุด ไม่รู้จริง ไม่รู้ในแง่ที่ควรจะรู้ เกี่ยวกับเรื่อง นั้น ๆ เกี่ยวกับสิ่งนั้น ๆ เช่น ความทุกข์ก็ไม่รู้ว่ามาจากอะไร ? ความดับทุกข์ อันแท้จริงคืออะไร ? ก็ไม่รู้ แล้วทำอย่างไรจึงจะดับทุกข์นั้นได้ ? ก็ไม่รู้

น.328 ๒. ถ้ารู้อะไรให้ละเอียดกันจริง ๆ แล้ว ก็จะต้องรู้จักในลักษณะ ๕ ประการคือ (๑) ความเกิดขึ้น (๒) ความดับไปเป็นขณะ ๆ ของสิ่งเหล่านั้น ; เช่นอะไรก็ตาม ที่มาเกี่ยวข้องกับคนเรา จะมีการเกิดขึ้นชั่วคราว, แล้วก็จะหายไป ทีหนึ่งแล้วเกิดใหม่อีก. นี่เรียกว่า ความเกิดและความดับ ของสิ่งเหล่านั้น. (๓) เรียกว่า รู้อัสสาทะ คือ ความเอร็ดอร่อย สนุกสนานเกี่ยวกับสิ่งนั้น ๆ จะ เรียกว่าเสน่ห์ของมันก็ได้ รู้จักเสน่ห์ของมัน ซึ่งเป็นของปลอมของหลอกนั้น เสียบ้าง. ชีวิตนี้ก็เป็นเสน่ห์ มีเสน่ห์ทำให้คนหลง. (๔) มีอาทีนวะ คือ อันตราย หรือโทษหรือความเลวทรามของมัน ที่ซ่อนไว้ในเสน่ห์นั่นเอง. (๕) อันสุดท้ายเรียกว่า นิสสรณะ คืออุบาย ที่เราจะเอาชนะเสน่ห์นั้นให้ได้. ถ้าเราจะรู้จักอะไรให้ถูกต้อง ให้สมบูรณ์ตามหลักของธรรมะใน พระพุทธศาสนา จะต้องรู้จักความที่ปรากฏออกมา, แล้วดับหายไปเป็นขณะ แล้วปรากฏออกมา แล้วดับหายไปเป็นขณะ นี้ก็เรียกว่า สมุทัย เกิดขึ้น คือ สัมภวะเกิดขึ้น แล้วก็มี อัสตังคมะ คืออัสดงไป ; เช่นตอนเช้าเกิดขึ้น ตอนเย็นอัสดงไป ของสิ่งต่าง ๆ ที่ประกอบอยู่ในจิตใจนั้น. และมีเสน่ห์หลอก ให้หลง, มีอาทีนวะ คือมีโทษ มีความเลวทราม ซ่อนอยู่ในนั้นเสร็จ, แล้วเราก็ รู้จักอุบายเครื่องเอาชนะมันให้ได้. ถ้าจะรู้อะไร ก็ขอให้รู้ใน ๕ ความหมายนี้ จะเรียกว่าเป็นผู้รู้ในพุทธศาสนา. การที่เราจะรู้จักตัวชีวิต ก็ต้องรู้ใน ๕ ลักษณะอย่างนี้เรียกว่า ลูบ คลำในตัวชีวิตอยู่เป็นประจำวัน และมีเดิมพันคือ spiritual experience ; ก็แปลว่าเรียนจากอย่างอื่นไม่ได้, เรียนจากหนังสือก็ไม่ได้, หรือเรียนจากตำราหรือ การฟังอะไรก็ไม่ได้ ; คือไม่สำเร็จประโยชน์ได้. ต้องเรียนจากตัว experience นั้นโดยตรง แล้วก็เป็นฝ่าย spiritual คือฝ่ายจิตฝ่ายวิญญาณ.

น.329 โดยมากคนเราไม่ใคร่เรียนธรรมะจากสิ่ง ๕ ลักษณะเหล่านี้ เรา หวังจะเรียนแต่จากหนังสือ เรียนจากการได้ยินได้ฟังอะไรมากเกินไป. ที่เป็น นักวิทยาศาสตร์ก็จะเรียนจากการทดลองทางวัตถุเสียเรื่อย ; อย่างนี้ก็ไม่มีทางจะรู้ ธรรมะได้. จึงขอแนะนำให้ย้อนกลับไปศึกษาจากทุนเดิม คือความรู้ความ จัดเจนอะไรต่างๆ เกี่ยวกับสิ่งที่ได้เคยเกิดมาแล้ว ในชีวิตจิตใจของเรานี้. ฉะนั้นจึงขอร้องให้จำคำว่า spiritual experience ไว้ให้ดีๆ เพราะเป็นตัวบทเรียน เป็นตัวสิ่งของสำหรับเรียนสำหรับศึกษาธรรมะ, แล้วจึงจะเกิดความรู้สึกที่แท้จริง เห็นแจ้งซึมซาบ เห็นแจ้งแทงตลอดได้จริง. การเรียนหนังสือ หรือฟังคำบรรยายนี้ เป็นเพียงนำเอาวิธีการไป ทดลอง ไปเรียนกับสิ่งเหล่านั้น เท่านั้นแหละ เหมือนกับที่มีหลักว่า "พระพุทธเจ้า ทรงเป็นแต่ผู้ชี้ทางเท่านั้น การเดินต้องเดินไปกันเอง" คือไปจับสิ่งเหล่านั้น ขึ้นมาพิจารณาโดยตรง ตามแนวตามวิธีที่ได้แนะให้ ; นี้คือการปฏิบัติธรรม เป็นการลูบคลำลงไปที่ตัวชีวิตทุกระดับ แล้วแต่ว่า เรายังโง่มาก หรือว่าโง่น้อย ลงแล้ว. ๓. เมื่อเรียนอย่างลูบคลำ ก็จะเห็นชีวิตเป็นหลาย ๆ ชั้น และหลายระดับ ก็ควรจะลูบคลำดูทุกระดับ ทางเนื้อหนัง ร่างกายนี้ ก็เป็นชีวิตระดับหนึ่ง แบบหนึ่ง ; ทางจิต ทางวิญญาณ ก็เป็นระดับที่สูงขึ้นไปซึ่งคนธรรมดาไม่รู้จัก แล้วก็แก้ไข ไม่ได้ จึงต้องพึ่งพระศาสดา หรือพระพุทธเจ้า. นี่ เรียกว่า การปฏิบัติธรรมนี้ คือการลูบคลำลงไปที่ตัวชีวิต ; เมื่อ ชีวิตมีหลายระดับ การปฏิบัติธรรมก็มีหลายระดับ จนกว่าจะถึงระดับสุดท้าย ก็ลูบคลำลงไป ที่กาย วาจา ใจ ทิฏฐิ ความคิด ความเห็นเป็นประจำวัน ; แล้วก็รู้จักใช้สติสัมปชัญญะ อย่างที่ว่ามาแล้ว เมื่อครั้งก่อน ๆ ให้ทันแก่เหตุการณ์

น.330 ที่เกิดขึ้น จึงจะลูบคลำได้ถูกต้อง หรือจับตัวมันได้. ถ้าอ่อน หรือบกพร่องด้วย สติสัมปชัญญะแล้ว ก็จะจับอะไรไม่ได้ ; เพราะมาไม่ทันแก่เหตุการณ์ แก่เวลา. ๔. พอมีอะไรเกิดขึ้นในจิตใจ ก็ให้รู้ทันที ว่าได้ผ่านไปอย่างไร ดับลงไปอย่างไร ; ก็เลยรู้หมด ทั้งฝ่ายที่ความทุกข์ได้เกิดขึ้น หรือตั้งอยู่ชั่วขณะ แล้วก็ดับไป. ถ้าจะมีการเกิดขึ้น หรือดับไป ก็ไม่มีอะไรนอกจากความทุกข์เท่านั้น. แม้แต่โลกนี้เกิดขึ้นมา ตามหลักการทางวิชาฟิสิกส์ ก็เรียกว่า ความเกิดขึ้นแห่ง ความทุกข์ เพราะเป็นการเกิดขึ้นแห่งสิ่งที่น่าเกลียดน่าชัง หรือสิ่งที่เป็นปัญหา. ถ้าโลกนี้จะไม่เกิดขึ้นมา ก็ไม่มีปัญหาอะไร ; ถ้ามีการเกิดขึ้น ก็คือ การเกิดขึ้นแห่งปัญหา มีความน่าเกลียด น่าชัง ที่เปลี่ยนแปลงเรื่อย. คนเรา มีอายุประมาณ ๑๐๐ ปีเป็นอย่างมาก เราจึงเห็นโลกน้อย เราจึงคิดว่า โลกนี้ ยั่งยืนถาวร. ถ้าเรามีอายุมากกว่าโลก เราจะเห็นโลกนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น - ดับลง, เกิดขึ้น - ดับลง แผล็บ ๆ แผล็บ ๆ ไปแล้ว; โลกจะมีอายุกี่ล้านปีก็ตามใจ แต่ในที่สุดก็ต้องดับ, หรืออาจจะเกิดโลกใหม่ขึ้นมาอีก ในที่สุดก็ต้องดับ ใคร มีปัญญาที่จะมองเห็นอย่างนี้ได้บ้าง ก็ดี. โลกที่สำคัญที่สุดนั้นคือ ความทุกข์ คือตัวความทุกข์ที่ปรากฏในจิตใจ โลกทั้งหลาย โลกทางวัตถุ ที่ปรากฏอยู่ ก็เพื่อความรู้สึกทางจิตใจ แล้วรู้สึก เข้ามา ก็เพื่อให้มีปัญหา ให้ลำบาก ; ฉะนั้นจึงมีความหมายที่ทรมานด้วย ไม่ใช่ น่าเกลียดอย่างเดียว. เรื่องนี้ได้อธิบายไว้หลายแห่งแล้วว่า คำว่าความทุกข์นี้ มี ๒ ความหมาย. ความหมายหนึ่ง ถ้าสำหรับสิ่งทั่วไป ที่ไม่มีชีวิตวิญญาณ คำว่า ความทุกข์ หมายถึง ดูแล้ว น่าเกลียด น่าระอา น่าเบื่อหน่าย เช่นว่า สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ ดูแล้วเป็นทุกข์,

น.331 อีกความหมายหนึ่ง เป็นความทุกข์ ที่เราไปยึดมั่นถือมั่น, หมายมั่นเอาว่า เป็นตัวเรา เป็นของเรา. ทีนี้มันก็กัดเอา ก็เจ็บปวดอยู่ในจิตใจ ความทุกข์อย่างนี้ คือความทุกข์ทรมาน. ความทุกข์ ในความหมายทั่วไปทั้งหมดทั้งสิ้น คือดูแล้วน่าเกลียด แม้แต่ก้อนหินก้อนนี้ ก็ไม่เที่ยง และเป็นทุกข์. เป็นทุกข์ในความหมายที่ว่า ดูแล้ว น่าเกลียด ; แต่ถ้าใครไปยึดถือว่า ก้อนหินนี้เป็นของเราเข้า ด้วยเหตุผลอะไร ก็ตามแต่ ก็จะเป็นทุกข์ เพราะไม่ได้ตามต้องการ ; นี่เรียกว่า มันกัดเอาให้ เจ็บปวด. โลกนี้ ถ้ามีการเกิดขึ้น ก็มีการเกิดขึ้นแห่งทุกข์ ถ้ามีการดับลง ก็เป็นการดับลงแห่งทุกข์ ; เป็นปัญหาอยู่อย่างนี้. แต่บางอย่างมันไม่ได้กัดเอา อย่างรุนแรง ก็เลยไม่ค่อยจะมองเห็น ว่าเป็นปัญหา หรือเป็นความทุกข์อะไร ; และบางทีการกัดเอานั้น ก็ยังซ่อนเสน่ห์, ซึ่งเป็นเสน่ห์ปิดบังไว้ คนจึงหลงได้. เหมือนกับปลาที่ไปกินเบ็ดก็ได้ ; เพราะว่ามีเหยื่อหุ้มเบ็ดไว้ ; ถ้าเป็นเบ็ดล้วน ๆ ปลาก็คงไม่กิน. ชีวิตนี้ก็เหมือนกับปลากินเบ็ด ในระดับต่ำ ๆ ทั่ว ๆ ไปเป็นอย่างนี้ ; ย่อมมีเหยื่อมีอะไรหุ้ม ล่อเป็นเสน่ห์ กินเข้าไปแล้ว ก็มีปัญหา ก็มีความทุกข์, ฉะนั้นเราต้องรู้จักแก้ปัญหาเหล่านี้ คือไม่ไปกินเหยื่อ, หรือถ้ากิน ก็กินแต่ เหยื่อ อย่าติดเบ็ด. อัสสาทะ คือเสน่ห์ของสิ่งทั้งปวง มีเต็มไปหมดในโลกนี้ ; ถ้าจะกินก็ได้ ไปแตะต้องก็ได้ ; แต่อย่าไปติดเบ็ดเข้า นั้นคืออย่าไปมีความทุกข์เข้า. เราต้องอาศัยธรรมะที่ลึกซึ้งที่ละเอียด จึงจะกลายเป็นผู้ที่ว่า กินเหยื่อ แล้วไม่ติดเบ็ด, หรือว่า กินปลา แล้วไม่ถูกก้างปลา. เราจะพยายามดูในข้อนี้

น.332 ว่าเรากำลังติดเบ็ดหรือเปล่า ? หรือว่า เราเคยติดเบ็ดมาแล้ว กี่ร้อยครั้ง พันครั้ง หมื่นครั้ง แสนครั้ง ? ถ้าเป็นเรื่องทางจิตทางวิญญาณ ก็จะต้องมีการตายทางจิต ทางวิญญาณเป็นจำนวนครั้ง เท่าที่ไปกินเหยื่อเข้านั้น. เมื่อไปกินเหยื่อเข้า กิเลสก็เกิดขึ้น ก็ทำให้สูญเสียความปรกติของ ความเป็นมนุษย์ ; อย่างนี้ก็เรียกว่า ตายในทางธรรม. เมื่อใดประมาท คือโง่ คือหลง เมื่อนั้นก็คือตาย. การปฏิบัติธรรม คือการลูบคลำสิ่งเหล่านี้ จึงใช้ คำว่า การลูบคลำตัวชีวิตนั้นเอง เอามาพลิกดูเล่นทุกแง่ ทุกมุม เหมือนที่เรา ตรวจสอบอะไรสักอย่างหนึ่ง เอามาใส่ฝ่ามือดู แล้วพลิกดู อย่างนี้. ขอให้พยายามทำแก่ชีวิตเช่นเดียวกับดูของในฝ่ามือ ก็เรียกว่าเป็น การปฏิบัติธรรม คือเป็นการศึกษาค้นคว้าศึกษาอะไรลงไปจริง ๆ ที่ตัวสิ่งที่เรียกว่า ชีวิต หรือว่า โดยที่แท้ก็คือ spiritual experience นั่นเอง. ไปดูเข้าที่นั่น นี่คือ การปฏิบัติธรรม เป็นหมวดที่ ๑. หมวดที่ ๒ คือการเห็นธรรม ๑. เมื่อเราเอาชีวิตมาพลิกดูเล่น ในฝ่ามืออย่างนี้อยู่เสมอแล้ว จะมีการ เห็นธรรม คือเห็นความจริงในทุกแง่ทุกมุมว่า ; สิ่งที่เรียกว่าชีวิตนั้น ในตัว ชีวิตนั้น มีข้อเท็จจริง มีความจริง, หรือมีสิ่งที่เรียกว่าธรรม ในหลายแง่ หลายมุม ตัวเองก็คือธรรม, กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในตัวชีวิตตามธรรมชาตินั้น ก็เรียกว่าธรรม. ความดิ้นรนขวนขวาย หน้าที่อะไร ที่กระทำอยู่นี้ ก็เรียกว่า เป็นตัวธรรม, เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวอย่างนั้นอย่างนี้ ก็เป็นตัวธรรม ; ถ้าเราเห็นสิ่งเหล่านี้ในเนื้อในตัวจริง ๆ ก็เริ่มเห็นธรรม อย่างชนิดที่เรียกว่า เห็นแจ้งแทงตลอดในพุทธศาสนา.

น.333 ๒. ทางศาสนาเขามีคำว่า นิพเพธิกะบ้าง ปฏิเวธบ้าง คือ เห็นแจ้ง แทงตลอดลงไปในสิ่งนั้น. นี้ก็อยากจะเตือนไว้เสมอ ๆ ว่า ให้ระลึกไว้ให้ดี ๆ สังเกตให้ดี ๆ แล้วก็จะพบว่า มีความแตกต่างกันอยู่ถึง ๓ ระดับ หรือ ๓ ชั้น ว่า :- ชั้นที่ ๑. ถ้าเราเล่าเรียน ดังที่เรียนในมหาวิทยาลัยอะไรก็ตาม ก็เป็น study อย่างหนึ่ง ก็ได้มาเพียงความรู้ ที่เรียกว่าความรู้ หรือ knowledge หรือ อะไรทำนองนี้ เท่านั้นเอง. ชั้นที่ ๒. ถ้าเราขวนขวายในการ study นั้นก็ตาม มีการขวนขวาย ถึงขั้นเป็น reasoning ใช้เหตุผลค้นคว้า หาเหตุผลอะไรต่าง ๆ มากขึ้นไป ผลที่ได้ ก็จะสูงขึ้นไปถึง ความเข้าใจ. ความเข้าใจนี้สูงขึ้นไปกว่าความรู้ : ความรู้นี้ พอรู้สึกว่าเรียน หรือว่าท่องจำได้ ก็มีความรู้เสียแล้ว ความรู้ตั้งรากฐานอยู่บน ความจำ, แล้วเป็นความเข้าใจ เป็นขนาด understanding หรือ comprehension อะไรก็ตาม ; นี้ก็จะสูงขึ้นไป โดยอาศัย reasoning. ชั้นที่ ๓. ยังมีอีกชั้นหนึ่งก็คือ ถ้าได้ผ่านสิ่งนั้นไปด้วยจิตใจโดยตรง นี้เราเรียกว่า เห็นแจ้งแทงตลอด เป็นการลูบคลำชีวิตอยู่ตลอดเวลา อย่างที่ว่า มาแล้ว ; แล้วก็เห็นแจ้งแทงตลอดชนิดที่เรียกกันว่า ตรัสรู้. คำนี้ยืมเอามาใช้ ก็ได้ เป็น enlightenment ก็มี โดยมี intuitive ที่เรียกว่า experience wisdom เป็นการเห็นแจ้งแทงตลอด เป็นความหมายที่ ๓. นี้เรามาติดกันอยู่แค่ความรู้บ้าง, ความเข้าใจบ้าง ก็ย่อมผิดได้ ; เพราะเหตุผลอาจผิดได้ การใช้เหตุผล ก็อาจผิดได้ ฉะนั้นความเข้าใจก็ผิดได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องผ่านไปจริงๆ ในตัวสิ่งนั้นจริงๆ ก็ผิดไม่ได้ เห็นแจ้งนี้ ไม่อาศัยเหตุผล ไม่อาศัย reasoning ; อาศัยแต่ความเห็นแจ้งแทงตลอดลงไป.

น.334 ถ้ายังจะใช้คำว่าเหตุผลอยู่อีก ก็มีเหตุผลอยู่ที่ตัวเห็นแจ้งแทงตลอด คือจิตใจไป ลูบคลำสิ่งนั้นเข้าจริง ๆ อย่างนั้น. เช่น เราได้รับคำบอกมาว่า เกลือนี้เค็ม ; เราก็มีความรู้เท่านั้นว่า เกลือนั้นเค็ม. จริงหรือไม่จริงก็ไม่รู้ ? แต่ถ้ามาใช้เหตุผลดู ว่า เกลือก็คงจะเค็ม อย่างนี้เป็นความเข้าใจ. แต่ถ้าเรากินเกลือเข้าไปจริง ๆ อย่างนี้ก็เค็มแน่ ; เหตุผลชนิดนี้ เป็นเหตุผลอยู่ที่ตัวการที่ได้กิน ได้ชิม ได้ดื่ม ได้ผ่าน สิ่งนั้น ๆ แล้ว ก็ไม่เรียกว่า เหตุผลอีก เพราะอยู่เหนือการใช้เหตุผลเสียแล้ว ไม่มี reasoning แล้ว. ถ้าเรารู้จักธรรมะ เราต้องมาถึงชั้นที่ ๓ นี้ เป็น enlightenment เป็น realization เป็นอะไรก็แล้วแต่ ; เป็นเรื่องของ experience ที่ผ่านสิ่ง เหล่านั้นไปแล้ว ด้วยปัญญาอันสมบูรณ์. การเห็นธรรมต้องเห็นกันในลักษณะนี้ จึงจะเรียกว่าเห็นธรรม, จะเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็ต้องเห็นกันในขนาด ลักษณะนี้. เดี๋ยวนี้เราได้แต่ท่อง เหมือนท่องบทสวดมนต์ ก็รู้แค่นั้น เท่านั้น แหละ, เป็นเพียงความรู้ที่ท่องจำ. ต่อมาก็ต้องใช้เหตุผลคำนวณ เหมือนที่สอนกันอยู่ในโรงเรียน เหมือนกัน ; เพราะเหตุนั้นจึงเรียกว่า อนิจจัง, เพราะเหตุนั้นจึงเรียกว่า อนัตตา, เป็นเรื่องใช้เหตุผล ยังไม่เห็นแจ้งแทงตลอด. ต่อเมื่อใด เรามี experience ลงไปในสิ่งนี้ เรียกว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จึงจะเห็นธรรม เรียกว่าเห็นธรรม ; ในชั้นเริ่มแรกก็เรียกว่า มีดวงตาเห็นธรรม อย่างน้อย ก็เป็นพระโสดาบัน เรียกว่า ตรัสรู้ในอันดับแรก. ๓. คำว่า เห็นธรรม ก็คือ การเห็นตัวชีวิตจริง ในกรณีของคนเรา ในเรื่องของชีวิตนี้. ถ้าว่ามีการเห็นธรรม ก็เรียกว่าเห็นชีวิตตัวจริง ก็เห็นความ

น.335 ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา, เห็นว่า ที่เกิดขึ้นมานี้ไม่มีอะไรนอกจาก ความทุกข์ หรือถ้าดับ มีการดับหายไป ก็ไม่มีอะไร นอกจากความทุกข์ ; แล้ว เกิดใหม่อีก ก็ไม่มีอะไรนอกจากความทุกข์. แต่ต้องด้วยความรู้สึกในใจ คือ รู้สึกว่า อะไรเกิดขึ้นในใจ, อะไรดับลงไปในใจ, อะไรเกิดขึ้นมาอีกในใจ, แล้วอะไรดับลงไปอีกในใจ; ก็จะเห็นว่า ไม่มีอะไรนอกจากสิ่งที่มีทุกข์ หรือ เป็นตัวความทุกข์. ทุกข์ถ้าไม่ใช่ความหมาย อันที่เรียกว่า เป็นความทนทรมาน ก็เป็น ความหมายอันที่เรียกว่า ดูแล้วน่าเกลียด น่าชังเหลือเกิน ; เพราะว่าไม่เที่ยง และหลอกอยู่เสมอ. นี่เห็นธรรมคือเห็นความจริงของสิ่งที่เรียกว่าชีวิต, แล้ว ก็เห็นด้วยอาการที่เรียกว่า เห็นแจ้งแทงตลอด ; ไม่ใช่เพียงความรู้ หรือความ เข้าใจโดยการคำนึงคำนวณ. ทีนี้ เราไม่รู้เท่าทันกันในส่วนนี้ เราก็เลยงมงายกันในส่วนนี้ จน ถึงกับมันหลอกอยู่ตลอดเวลา. ชีวิตกลายเป็นมายาที่หลอกลวงเราอยู่ตลอดเวลา ; เอาชนะมันไม่ได้ ควบคุมมันไม่ได้; ปัญหาก็มีขึ้น ทำให้เราอยู่ในสภาพที่น่า เวทนา น่าสงสาร. ๔. เราเห็นชีวิตกันจริง ๆ ก็จะเห็นเป็นลำดับมา : ตั้งแต่แรกเกิดมา เป็นอย่างไร ; โตขึ้นเป็นอย่างไร ; จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ สมมติว่ามีอายุ ๔๐-๕๐ ปี หรือ ๓๐ - ๔๐ ก็เริ่มดู. ฉะนั้นคนที่มีอายุน้อย จึงมีให้ดูน้อย, มีอายุมาก เป็นคนแก่ชราแล้ว ก็มีให้ดูมาก. คนเพียงแต่มีอายุมาก ก็เห็นอะไรมาก เพราะ ฉะนั้น ก็ควรเคารพคนเฒ่าคนแก่อย่างน้อย ในส่วนที่เขาเห็นโลกมามากเห็นด้วย realization เห็นด้วย spiritual experience ซึ่งเด็ก ๆ ไม่อาจจะเห็นได้.

น.336 เด็ก ๆ จะรู้สึกอย่างคนแก่ไม่ได้, เราดูชีวิตมาเป็นลำดับ ที่เรียกว่า เด็ก ๆ อมมือขึ้นมานี้ ก็เห็นความหมายอยู่แล้วว่า เด็กอมมือคืออะไร ; ต่อมา เป็นหนุ่มเป็นสาวที่มุทะลุดุดัน ด้วยอำนาจของกิเลสนั้นคืออะไร ; มาถึงผู้ใหญ่ พ่อบ้านแม่เรือน เป็นชีวิตลากเกวียน เพราะความที่มีภาระหนักอยู่ตลอดเวลา ผิดกว่าชีวิตหนุ่มสาว ที่แพรวพราวเหมือนกับผีเสื้อ บินไปบินมา. ถ้ามองดูลงไปถึงเด็กเล็ก ๆ ก็มีแต่จะกินเท่านั้นแหละ ; ไม่มีอะไร มีแต่จะกินจะเล่น, แล้วมาเทียบดูกับชีวิตผู้ใหญ่ จะเห็นเป็นชีวิตเหมือนกับ ลากเกวียน. ถ้าเป็นไปผิดทาง คือไม่รู้จักสิ่งเหล่านี้โดยถูกต้องแล้ว พอเป็นคน แก่เข้า ก็เป็นชีวิตที่นอนหลับยาก เป็นชีวิตที่เต็มไปด้วยความวิตกกังวล. ถ้า ไร้ธรรมะ อยู่ตามเดิมต่อไปอีก ก็เป็นชีวิตที่น่าสงสาร, เป็นคนแก่ที่หลงใหล พันเพื่อนแล้วก็น่าสงสาร. สิ่งที่กล่าวมาเหล่านี้ เรียกว่า น่าหัวเราะ น่าสงสาร น่าเศร้าทั้งนั้น เราจึงต้องมีการแก้ปัญหาด้วยการมีธรรมะ. ถ้าทำได้, หรือที่เขาเคยทำกันได้ มาแล้ว, ก็สอนให้ดี อบรมเด็ก ๆ ให้ดี แล้วก็เป็นหนุ่มเป็นสาวที่ดี, เป็นพ่อบ้าน แม่เรือนที่ดี, จนจะได้ประโยชน์ จนเป็นคนแก่คนเฒ่า ที่เป็นแสงสว่างของ คนหนุ่มคนสาวได้. นี่เรียกว่า ชีวิตในหลายระดับหลายแง่หลายมุม ที่เป็นมาอย่างไม่ ลืมหูลืมตา ก็มีอยู่, อย่างที่ลืมหูลืมตา ก็มีอยู่. เมื่อเห็นสิ่งเหล่านี้แล้ว จะเกิด ความรู้ ในด้านตรงกันข้ามขึ้นมา คือ ชีวิตที่ติดหล่ม หรือตกจมนั้นเป็นอย่างไร ? แล้วชีวิตที่ถอนขึ้นมาได้เป็นอิสระ มีความรอดจากทุกข์ นี้จะเป็นอย่างไร ? พร้อมกันนั้นก็จะรู้จักสิ่งที่เรียกว่ากิเลสจริง ก่อนนี้รู้จักแต่ท่องมาจากหนังสือ ที่เขา

น.337 ๓๐๔ มหดลธรรม เขียนไว้ให้เรียน เดี๋ยวนี้รู้จักสิ่งที่เรียกว่ากิเลส ว่ามีอันตรายอย่างไร ? กิเลสร้อน ยิ่งกว่าไฟ หมายความว่าอย่างไร ? โทษของความยึดมั่นถือมั่น คือของหนักนั้น เป็นอย่างไร ? ถ้าเราแบกชีวิตไว้ เหมือนกับแบกของหนัก แล้วมันก็ผูกมัดจองจำ อยู่ตลอดเวลา เรื่องอย่างนี้ มีบทประพันธ์ของ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ยัง จำได้มาตั้งแต่แรกอ่าน สมัยก่อนบวช : - มี ชีพ ก็มี ห่วง ดุจ บ่วง ประแจ มือ สิ้น ชีพ ก็ สิ้น ถือ ทิฏฐิ สิ้น กระบิล หวัง คำท้ายว่า หวัง หรือ หลัง ชักจะไม่แน่ใจ, บทประพันธ์นี้ถอดความ เอามาจาก โอมาศัยยัม ว่าการมีชีวิต คือ การติดบ่วง เหมือนกับว่า ถูกจองจำ ถ้าเราเพิกถอนความหมายอันนี้เสียได้ ก็คือที่เรียกว่าไม่มีชีวิต นี้ก็จะพ้นจากการ จองจำ. ถ้าโง่ต่อชีวิตก็เหมือนกับถูกจองจำด้วยโซ่ตรวน. คนฉลาดดับความโง่เสียได้ เอาชนะสิ่งนี้ได้ ก็เหมือนหลุดจาก โซ่ตรวน ; นั่นแหละเป็นตัวธรรมะแท้ที่จะต้องเห็น, ความจริงของชีวิตแท้ ๆ ที่จะต้องเห็น, ที่ว่า เป็นเหมือนกับการจองจำ เมื่อเราโง่กับมัน. นี่เป็น เหมือนการหลุดพ้น เมื่อเราฉลาดพอ, เมื่อเห็นธรรมแล้ว ก็คือเห็นอย่างนี้ : เห็นหนทางที่จะหลุดรอดออกมาได้ ; เพราะว่าเห็นการจองจำที่เป็นอยู่กัน อย่างสะบักสะบอมตลอดเวลาเช่นนี้ ก็เลยรู้จักชีวิตมายา ซึ่งคนทั้งหลายเห็นว่า เป็นชีวิตจริง รักชีวิตอาลัยชีวิตกัน. พูดกันถึงคำว่า ชีวิต ; หนังสือที่แต่งขึ้นมา เกี่ยวด้วยเรื่องชีวิต ใช้ คำว่า "ชีวิต" นี้เป็นภูเขาเลากาไปเลย, แล้วคนเหล่านั้นก็ยังโง่ เห็นชีวิตมายาเป็น

น.338 ชีวิตจริงอย่างนั้นแหละ ; ไม่ได้พูดถึงชีวิตอมตะอันแท้จริงอะไรเลย. เดี๋ยวนี้เรา ก็รู้จักแยกมองเห็นชีวิตที่ไม่ใช่ชีวิต หรือชีวิตมายา ; แล้วเห็นชีวิตที่เป็น ชีวิตจริง ที่ควรแก่ความหมายของคำว่า ชีวิต ที่เป็นอยู่ มิใช่ตาย หรือชีวิตที่ หมายถึงความสดชื่นอยู่. ที่เขาสดชื่นกันอยู่เดี๋ยวนี้นั้น สดชื่นอะไรกัน สดชื่นไปด้วย ราคะ โทสะ โมหะ, อย่างนี้จะเรียกว่าสดชื่นอะไรกัน ในเมื่ออยู่ในกองไฟ. แต่เขาก็เรียกกันว่า ชีวิตที่เป็นอยู่ และสดชื่น ตามแบบของคนที่เป็นทาสของ กิเลสกามารมณ์ทั้งนั้น ; เขาว่าสดชื่น เพราะเขาไม่เห็นความเหี่ยวแห้ง ที่ถูก ราคะ โทสะ โมหะ แผดเผาอยู่ตลอดเวลา. พอเราเห็นความถูกแผดเผาอย่างนี้ แล้วออกมาเสียได้ จึงจะรู้ว่า อย่างนี้จริงและสดชื่น ; อย่างนี้ไม่ตาย ก็เลยรู้จักชีวิตที่กำลังตายอยู่. น่าหวัวไหม ? ถ้าพูดว่า ชีวิตที่กำลังตายอยู่ ; ในเมื่อชีวิตนั้นแปลว่า ความ เป็นอยู่. แต่แล้วก็มาเห็นว่า อ้าว, นี่คือชีวิตที่กำลังตายอยู่ - ตายอยู่ - ตายอยู่ เดี๋ยวตาย เดี๋ยวตาย. อยู่ในกองไฟ คือ ราคะ โทสะ โมหะ ; เป็นชีวิตที่ ตายอยู่. พอออกมาจากกองไฟนี้ได้ นั่นแหละคือชีวิตจริง หรือชีวิตที่เป็นอยู่ เป็นชีวิตที่สดชื่นอยู่. ความรู้ความเห็นอันนี้ จะทำให้เกิดความสลดสังเวช เบื่อหน่าย ต่อความหลอกลวงเหล่านั้น, ต้องการจะมีจิตใจที่มั่นคง ที่ปรกติ คือเป็น ชีวิตจริง จึงจะเรียกว่า "ชีวิตอมตะ" คือไม่ตายก็ได้. ต้องมีอมตะธรรม จึงจะ มีชีวิตอมตะได้ ; ถ้ามีแต่กิเลส ความโง่ หรือมายา ก็จะมีแต่ชีวิตที่เป็นมายา. นี่จึงพูดสรุปความว่า การเห็นธรรมก็คือเห็นความจริงของชีวิต หรือเห็นชีวิต ตัวจริง.

น.339 การมีธรรม นั่นแหละ คือการมีชีวิตตัวจริง นี่ไม่ต้องอธิบายอะไรมากก็ได้ เพราะมีการเห็นธรรม แล้วก็ได้อธิบาย ให้เห็นแล้วว่า เห็นธรรมนั้น คือเห็นอย่างไร. พอมีธรรม ก็คือเอาธรรมะมา จริง ๆ ก็เรียกว่ามีชีวิตจริงกันเท่านั้นเอง. ปัดชีวิตมายา หรือ หลอกลวงออกไปเสีย ก็จะเป็นชีวิตจริง ที่สุด จริง, ไม่เหี่ยวแห้งอะไร เป็นจริงตลอดไป. แม้ว่าร่างกายนี้จะเน่าตายลงไป จิตใจ ก็ไม่หดเหี่ยว ไม่หวั่นไหว ไม่เปลี่ยนแปร ; ก็เรียกว่า ยิ้มเยาะความตายได้. ใคร เป็นผู้ยิ้มเยาะความตายได้ ? ก็คอยดูกันต่อไปข้างหน้า. ถ้าพอเจ็บไข้เป็นอะไรสักนิดหนึ่ง ก็เหี่ยวแห้งเสียเต็มทีแล้ว อย่างนี้จะ ยิ้มเยาะความตายได้อย่างไร ; ชีวิตจริงแท้ ๆ ต้องไม่เปลี่ยนแปลง ไม่หวั่นไหว ไม่ง่อนแง่น ไม่คลอนแคลน ; เรียกว่าไม่มีการเจ็บไข้ ไม่มีอาพาธ อีกต่อไป ในทางด้านวิญญาณ ร่างกายนี้เป็นวัตถุ ปล่อยไปตามเรื่องของธรรมชาติทาง วัตถุ ; ส่วนทางด้านวิญญาณ ต้องสงวนเอาไว้ให้ได้ ไม่ให้เศร้า ไม่ให้ทรุดลงไป เป็นความทุกข์แบบนั้นอีก เรียกว่า ไม่มีอาพาธทางวิญญาณ. เมื่อใดมีกิเลสเกิดขึ้น เมื่อนั้นพระพุทธเจ้าท่านตรัสเรียกว่า มีอาพาธ ทางวิญญาณ เป็นโรคทางวิญญาณ ; ถ้าเราแก้ไขปัญหาทางนี้ได้ ก็ไม่มีอาพาธ ทางวิญญาณ. อาพาธทางกายจะมีก็ช่างเถิด เป็นเรื่องของธรรมชาติ เป็นเปลือก ข้างนอก ; แก้ไขไปตามเรื่อง .; ไม่ใช่ว่าจะไม่แก้ไข. แต่แก้ไขความเจ็บไข้ทาง ภายนั้น ไปตามที่ควรจะทำได้ ; ส่วนจิตใจอย่าเป็นทุกข์ อย่าให้จิตใจ อาพาธลงไปอีกด้วย. เรื่องความเจ็บไข้นี้ เขาเปรียบว่า เหมือนถูกยิงด้วยลูกศรธรรมดา เล่มเดียว อย่าให้ถูกยิงซ้ำด้วยลูกศรที่อาบยาพิษ. ถ้าว่าเจ็บป่วยทางร่างกาย ไปหาหมอรักษา ก็เจ็บป่วยแค่ร่างกาย ; เรียกว่าเหมือนถูกยิงด้วยลูกศรธรรมดา

น.340 เล่มเดียว ถอนออกเสียก็จะหายไป. อย่าให้ถูกลูกศรเล่มที่ ๒ ที่เป็นลูกศรอาบด้วย ยาพิษ, คือเป็นความยึดมั่นถือมั่น เป็นความเจ็บไข้ของกู - ความตายของกู กูจะตาย ; ก็เลยเป็นทุกข์กันใหญ่. ถ้าเจ็บไข้แล้วเป็นทุกข์หนัก ก็เรียกว่าโง่ ไปแล้ว, อาจจะตายด้วย ความโง่ไปเลยก็ได้. ถ้าเป็นอย่างนี้เรียกว่า คน ๆ นั้นถูกลูกศรเล่มที่ ๒ ที่อาบ ด้วยยาพิษ ; แล้วก็ตายจริงๆ ด้วย. ที่ถูกควรเป็นเพียงถูกลูกศรล้วน ๆ ไม่อาบ ยาพิษ, ดึงออกมาเสียก็หายแล้ว. นี่ความเจ็บไข้ทางกายเป็นอย่างนี้, ความทุกข์ ทางกายเป็นอย่างนี้ ; อย่าให้มีทุกข์ทางวิญญาณ ทางความยึดมั่นถือมั่นเลย. ถ้าว่ามีธรรมะจริง ก็เป็นชีวิตจริง เป็นอมตะจริง, ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ถูกขว้างทิ้งไปหมด ไม่มีปัญหา ; เพราะว่าเป็น แค่ที่ร่างกาย แต่จิตใจไม่ได้รับเอา; ถือว่า ไม่ใช่ความเกิดของกู ไม่ใช่ความ แก่ของกู เป็นความเกิด ความแก่ของร่างกาย. นี่ใช้คำสมมติอีกเหมือนกัน คือ ความเกิด แก่ เจ็บตาย ไม่ใช่ของเราต่อไป; เพราะไม่มีเราเป็นที่ตั้งแห่งความ เป็นเจ้าของความเกิด แก่ เจ็บ ตาย. จิตที่บริสุทธิ์ล้วน ๆ อย่างนี้ จึงเป็นทุกข์ไม่ได้. จิตที่บริสุทธิ์เป็นทุกข์ ไม่ได้ เขาเรียกว่า ความหลุดพ้นแห่งจิต ไม่ใช่ความหลุดพ้นแห่งตัวกู : ถ้าเป็นตัวกูอยู่จะหลุดพ้นไม่ได้. แต่ถ้าเป็นจิต ที่เข้าถึงความจริงอันนี้แล้ว ; จิตนี้หลุดพ้นได้ แล้วก็ไม่มีตัวกู, แล้ว ไม่มี ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ที่ไหนได้ เพราะมันไม่มีตัวกู. การที่มีธรรมนั้น ก็คือ การมีชีวิตที่แท้จริง เป็นอมตะ เป็นนิรันดร ตามความหมายทางศาสนา, เขาต้องการอย่างนี้กันทั้งนั้นแหละ. แม้ศาสนาอื่น ที่มีพระเจ้า เขาก็มีความหมายอันแท้จริงอย่างนี้ ; แต่ต้องพูดเป็นบุคคลาธิษฐาน ว่า การอยู่กับพระเป็นเจ้านั้น ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย ต่อไป. ฉะนั้น ขอให้รู้จักธรรมะ กับ ชีวิต, ชีวิต กับ ธรรมะ ว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างนี้ ; ตามหัวข้อที่ว่า ธรรมะกับสิ่งที่เรียกว่าชีวิต นี่มีความสัมพันธ์กันอย่างนี้.

น.341 สรุปว่า ธรรมเป็นชีวิตทุกแง่ทุกมุม นี้จะเห็นได้ว่า ธรรมะนั้นเกี่ยวกันอยู่กับชีวิต ทุกแง่ทุกมุม ; ในที่สุด ธรรมนั้นเป็นตัวชีวิตเสียเอง. ตัวธรรมะนั้นมีความคงทน ไม่รู้จักตาย ; เช่นว่า กฎของธรรมชาติ ซึ่งเป็นตัวธรรมะ เป็นสัจจธรรมนี้ ตายไม่ได้ ไม่รู้จักตาย ; ฉะนั้นถ้าใครเข้าถึงสิ่งนี้ ก็พลอยไม่รู้จักตายไปด้วย. ขอให้เลิกเข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่องนี้กันเสียที เหมือนกับชาวบ้าน คน ทั่วไป ที่จะคิดว่า มาเอาธรรมะที่วัด มาหาธรรมะที่วัด เอาตัวเองไว้ที่บ้าน ; เพราะเขาไม่รู้ว่า ชีวิตนั้นเป็นธรรมะอยู่แล้ว ในแง่ใดแง่หนึ่ง ในระดับใดระดับหนึ่ง ขอให้หยุดเล่นตลก ชนิดที่ จะนึกถึงธรรมะ ก็ต่อเมื่อจนแต้ม จนท่า จะต้องนั่งร้องไห้อยู่แล้ว จึงจะนึกถึงธรรมะ อย่างนี้จะผิด และไม่ยุติธรรม. เลิกเกลียดธรรมะกันเสียบ้าง; ที่ไปเห็นแก่ความสุขทางเนื้อทางหนัง ความ เอร็ดอร่อยทางกิเลสแล้ว ก็ต้องเกลียดธรรมะเท่านั้นเอง. เดี๋ยวนี้ คนพากันเกลียดธรรมะ เกลียดศาสนากัน จนกล้าพูดว่า ไม่จำเป็นเรื่องศาสนา, หรือว่า พระเจ้าตายแล้ว ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ ; อย่างนี้เป็นความโง่ของคนที่ ไม่รู้ว่า เมื่อใดมีธรรมะ เมื่อนั้นก็มีชีวิตจริง คือชีวิตที่เป็นอิสระจากความทุกข์ หรืออิสระจากปัญหาทั้งมวล. ธรรมะ กับสิ่งที่เรียกว่าชีวิต มีความสัมพันธ์กันอย่างนี้ มีข้อเท็จจริง อย่างนี้, มีหน้าที่ให้เราต้องปฏิบัติ หรือกระทำอย่างนี้. ขอให้ทุก ๆ องค์ ศึกษาข้อเท็จจริงข้อนี้ หรือแง่นี้ ให้เป็นที่เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งกระจ่าง ชัดเจนด้วย. เวลาสำหรับการบรรยายวันนี้ ก็สิ้นสุดลงเพียงเท่านี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต