Buddhadasa.org

มหิดลธรรม ครั้งที่ ๑๔ — มาถอยหลังเข้าคลองกันเถิด

มหิดลธรรม — คำอบรมภิกษุนิสิตมหาวิทยาลัยมหิดล บวชภาคฤดูร้อน ปี ๒๕๑๗ และ สิ่งที่ทุกคนควรรู้จัก คำอบรมภิกษุนิสิตจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย บวชภาคฤดูร้อน ปี ๒๕๑๗ ณ สวนโมกขพลาราม · วันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๑๗

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.342 ท่านนักศึกษา ผู้มีความสนใจในธรรมทั้งหลาย, ในการบรรยาย เรื่องธรรมะเสมอด้วยแผ่นดิน เป็นครั้งที่ ๑๔ นี้ ผมจะกล่าวโดยหัวข้อย่อยว่า มาถอยหลังเข้าคลองกันเถิด. เพื่อจะให้เข้าใจความมุ่งหมายอันนี้ ก็จำเป็นต้องทบทวนเรื่องที่ แล้ว ๆ มากันอีกตามเคย : ว่าธรรมะนั้นเหมือนกับแผ่นดิน. การทำแผ่นดิน ให้เป็นประโยชน์ มันจึงเป็นหน้าที่. ถ้าทำหน้าที่แล้ว เราก็ได้รับผลประโยชน์ โดยสมควรแก่หน้าที่ ; แล้วก็เป็นหน้าที่ของพุทธบริษัท ที่จะต้องทำแผ่นดินธรรมะ ตามแบบของพุทธบริษัทให้เจริญ ให้ตรงตามหน้าที่ ให้อยู่กับเนื้อกับตัว มีความ ๓๐๙

น.343 ถูกต้องและสมบูรณ์ ให้ทันแก่เวลา โดยใช้สติสัมปชัญญะที่ฝึกฝนดีแล้ว ; ซึ่ง ต้องมีชีวิตชนิดที่เรียกว่า เป็นการอยู่ชอบด้วยสติ. ข้าศึกนั้นคืออวิชชา ที่คอยแต่จะให้ทำสิ่งที่ไม่ควรจะทำ ไม่จำเป็นจะ ต้องทำมันก็ไปทำ. ดังนั้นจึง ต้องฆ่า มันเสีย ด้วยธรรมะอันประเสริฐ ที่สุด คือ สัมมาทิฏฐิ : เป็นความรู้อันถูกต้อง ของพุทธศาสนา สามารถจะทำให้ชีวิตนี้ ประกอบอยู่ด้วยธรรมะ จนถึงกับว่าให้ธรรมะนั่นแหละเป็นชีวิตเสียเอง, ให้ชีวิต เป็นธรรมะ ให้ธรรมะเป็นชีวิต. ทีนี้มาดูกันในข้อที่ว่า โลกของเรานี้อยู่ในสภาพเช่นไร ? คนแต่ละ คนมีธรรมะเป็นชีวิต หรือมีชีวิตเป็นธรรมะหรือเปล่า ? เราจะพิจารณากัน ในข้อนี้ ให้มากเป็นพิเศษในวันนี้. สรุปความแล้วก็จะเห็นว่า มันเป็นการ เตลิดเปิดเปิงไป จนออกไปจากร่องรอยของธรรมะ ; ดังที่เราได้พิจารณากันมา แล้วอย่างละเอียด ว่าธรรมะนั้นเป็นอย่างไร, และมีร่องรอยอย่างไร. เดี๋ยวนี้ โลกเตลิดเปิดเปิงออกไปนอกร่องรอยของธรรมะ โดยไม่ รู้สึกตัว เป็นส่วนใหญ่ และโดยรู้สึกตัวก็มี. นี้จะโทษใครก็ไม่ได้ เพราะเป็น เรื่องที่ค่อย ๆ เป็นมา ๆ หลายชั่วอายุคน จนไม่มีชั่วอายุคนชั่วไหนที่จะต้องรับผิด ชอบ. ดูให้ดีเถิด ; แม้ว่าชั่วอายุคนยุคนี้ หรือศตวรรษที่ ๒๕ นี้ มันจะเป็น เอามาก ๆ ก็ยังไม่รู้ว่าจะไปให้ใครรับผิดชอบ ก็เลยเป็นเรื่องของคนทั้งหมดจะ ต้องแก้ไขกันเอาเอง. ผมจึงเลยชักชวนด้วยคำว่า มาถอยหลังเข้าคลองกันเถิด ซึ่งเป็นคำที่เขาเกลียดกันอย่างยิ่งในเวลานี้ ; เพราะเขาใช้คำว่า ถอยหลังเข้าคลอง นี้เป็นคำสำหรับค่ากัน. ผมเองก็ถูกด่า ว่าเป็นคนถอยหลังเข้าคลอง ; แล้วผมก็ยังจะมาชักชวน คนอื่นให้ถอยหลังเข้าคลองอยู่นั่นแหละ เพราะเห็นว่าโลก กำลังเตลิดเปิด

น.344 เปิงออกไปนอกแนวกำลังจะพลัดตกเหว. เหมือนกับรถที่ขับเตลิดเปิดเปิงออก ไปนอกแนว แล้วก็ไม่รู้ว่ามีเหว ก็ยังขับไปเรื่อย จนจะตกเหว. นี่เพราะ มันไม่แล่นไปตามทางที่ถูกต้องหรือปลอดภัย. รีบถอยหลังให้เข้าทาง หรือเข้า ทำนองคลองธรรมเสียโดยเร็วเถิด ; แล้วก็ไปคิดดูเองว่า ถอยหลังเข้าคลองนี้มัน เป็นเรื่องชนิดไหน, คนสมัยนี้ควรจะทำอย่างไร กับคำพูดประโยคนี้. โลกออกนอกแนวธรรมะไปมาก จะถอยกลับกันอย่างไร ทีนี้เราก็จะดูพร้อม ๆ กันไปเลยดีกว่า เพื่อประหยัดเวลา คือดูการ เตลิดเบ็ดเบิ่งออกไปนอกแนว พร้อมกันไปกับดูการที่ว่า ควรจะถอยหลังกลับ มาเสียอย่างไร. เราจะดูที่อะไรกันบ้าง? ก็จะดูกันพอเป็นตัวอย่างในบรรดาสิ่งที่ มนุษย์เรากำลังมีอยู่ หรือที่เรียกกันไพเราะนักหนาว่ากำลังพัฒนาอยู่. มีเรื่องมาก แต่จะนำมาสัก ๗ - ๘ เรื่องเท่านั้น สำหรับพิจารณาถึงข้อเท็จจริงของคำว่า ถอย หลังเข้าคลอง; แล้วก็จะพิจารณากันเป็นวงกว้าง ๆ ไม่เฉพาะแต่ในประเทศ ไทยเรา. เราจะเหลือบตาดูออกไป ให้กว้างจนทั่วโลก เพราะว่า เดี๋ยวนี้โลก มันเล็กนิดเดียว ไม่เหมือนกับสมัยก่อน ซึ่งการไปมาหาสู่กันทำได้แสนยาก ; เดี๋ยวนี้เพราะคมนาคมทำกันได้ง่าย โลกจึงเปลี่ยนสภาพเหมือนกับว่า เล็กนิดเดียว. เราอาจจะรู้เรื่องต่าง ๆ ในโลก หรือทั่วโลกได้ในไม่กี่นาที ด้วยเครื่องมือสื่อสารที่ วิเศษ อะไรทำนองนี้. เมื่อเป็นอย่างนี้โลกจึงเกี่ยวโยงกันมาก คือแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น จนยากที่ จะแยกออกเสียจากกันได้. ประเทศเล็ก ๆ ก็ถูกลากไป หรือถูกบีบบังคับเอาโดย

น.345 ประเทศใหญ่ ๆ. แล้วประเทศที่เขาก้าวหน้าในสิ่งยั่วยวน เขาก็ยั่วให้ประเทศเล็ก ๆ นี้ ตามกันได้อย่างไม่ละอาย ; จึงเป็นเหมือน ๆ กันทั้งโลกได้โดยง่าย. ปัญหาจึง เป็นคล้าย ๆ กับเป็นปัญหาของโลก ; จะมีอยู่เป็นส่วนน้อยที่เป็นปัญหาเฉพาะ ส่วนประกอบ เฉพาะประเทศ หรือเฉพาะคน. ทีนี้ เราจะดูสิ่งที่เตลิดออกไปนอกแนว ที่เคยปลอดภัยหรือเคยเป็น ความถูกต้อง กลายเป็นความไม่ถูกต้อง แล้วไม่มีประโยชน์อะไร ; และยิ่ง กว่านั้นก็จะเป็นอันตราย คือทำความเสียหายให้เกิดขึ้น. เรื่องที่ ๑ สิ่งแรกที่สุด ก็คือสิ่งที่เรียกกันว่า "ศาสนา" ศาสนานี้เป็นคำพิเศษ จนทำให้สับสน จะต้องรู้ว่าความหมายอันแท้ จริงของคำว่า ศาสนา นั้น ไม่ใช่คำสั่งสอน ตามตัวหนังสือที่ใช้กันอยู่ ; แต่หมาย ถึงการกระทำตามคำสั่งสอน นั้น. ถ้าจะหมายถึงคำสั่งสอน ก็ต้องเป็นคำสั่งสอน ที่ได้รับการกระทำเป็นระบบไปเลย เรียกว่า "ศาสนา". เดี๋ยวนี้มีคำสากลใช้กัน อยู่เรียกว่า religion คำนี้ดีที่สุด แสดงความหมายของศาสนา ได้ดีที่สุด คือแปลว่า การปฏิบัติที่ทำให้เกิดการผูกพันกันในระหว่างมนุษย์กับสิ่งสูงสุด. พวกที่ถือพระเป็นเจ้า ก็เอาพระเป็นเจ้านั่นแหละเป็นสิ่งสูงสุด ; ส่วน พวกที่ไม่มีพระเป็นเจ้า ไม่ถือพระเป็นเจ้า ก็เอาสิ่งที่ดีที่สุดของเขานั่นแหละ เป็น จุดมุ่งหมาย ; อย่างพวกเราก็เอานิพพาน คือ ความดับทุกข์สิ้นเชิง เป็นจุดหมาย เพราะฉะนั้น ศาสนานี้ก็คือตัวการปฏิบัติ ระบบของการปฏิบัติ ที่จัดไว้เป็น ระบบ ๆ, ครั้นปฏิบัติแล้วก็ทำให้เกิดการถึงกันเข้า ระหว่างมนุษย์ผู้ปฏิบัติกับสิ่ง สูงสุด ที่เป็นจุดหมายปลายทาง ; พูดอย่างธรรมดาสามัญก็คือ ความดับทุกข์ สิ้นเชิง. ถ้าพูดอย่างสมมติหน่อยก็ว่า โลกของพระเจ้า หรือว่า เป็นอันเดียว กันกับพระเจ้า อย่างนี้เป็นต้น.

น.346 ความเป็นไปในโลกมนุษย์ เจริญขึ้นมาจนรู้จักสิ่งที่เรียกว่า ศาสนา มีการ ปฏิบัติทางกาย วาจา ใจ สูงขึ้นมาจนได้รับความพอใจ คือมีจิตใจที่หลุดพ้น หรือ อยู่เหนือความทุกข์ ; นี่ การปฏิบัติโดยตรงเป็นอย่างนั้น. แต่ยุคนี้ไม่เป็น อย่างนั้น ดังจะสรุปได้ว่า : - ข้อที่ ๑ พอมาถึงยุคนี้ สิ่งที่เรียกว่า ศาสนา ไม่เป็นตัวการปฏิบัติ ในลักษณะอย่างนั้นเสียแล้ว ; ไม่ต้องพูดกันอย่างเอาเปรียบหรือลำเอียง ดูเอา เองก็แล้วกัน : ว่าสิ่งที่เรียกว่าตัว ศาสนา นั้น ไม่เป็นตัวการปฏิบัติเพื่อความเป็น อย่างนั้นเสียแล้ว ถือเป็นคำพูดเพ้อเจ้อ และอย่างดีที่สุดที่วิเศษที่สุดเขาก็ทำให้ เป็นปรัชญา คือเป็น philosophy. ทุกศาสนาถูกเปลี่ยนรูป ไปทำ ไปปรุง ให้เป็นปรัชญา ทำให้เป็นเรื่องสำหรับคิดคำนวณเพ้อฝั่นไม่มีการปฏิบัติเสียเลย ; ในส่วนที่เป็นปรัชญานั้นก็เพ้อฝันไปได้ไม่มีที่สิ้นสุด. พุทธศาสนาก็ดี ศาสนาอื่นก็ดี ถูกจัดให้เป็นระบบปรัชญาไป แล้วก็ หลงใหลกันมาก. ส่วนที่เป็นตัวการปฏิบัติศาสนานั้น เขากลับเกลียด ; เพราะว่า การปฏิบัติ ควบคุม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้มันไม่สนุก, และไม่ ตรงกับกิเลสของคนสมัยปัจจุบันที่เรียกว่า เป็นสมัยใหม่ยิ่งขึ้นทุกที. โดยเฉพาะพวกฝรั่ง ; ขออภัยอย่าหาว่าเป็นการค่าฝรั่ง ; มักไปชอบ ปรัชญาของมหายานซึ่งพุทธศาสนาอย่างมหายานนั้น เขาทำให้เป็นรูปปรัชญา มากขึ้น ๆ แล้วก็ถูกอารมณ์ ถูกจิตใจของพวกฝรั่ง. พอหันมาถึงเถรวาทเป็น พุทธศาสนาแบบเดิม ยังมีเต็มอยู่ด้วยกฎ ระเบียบ บังคับ ให้ปฏิบัติลงไปอย่างนั้น ๆ เขาไม่ชอบ ; แล้วเขาไม่อยากจะปฏิบัติ, นับตั้งแต่ไม่อยากจะถือวินัย. คิดดูเถอะ, เขาต้องการจะฟรี แล้วก็ฟังไปด้วยเรื่องของปรัชญาเพ้อเจ้อ. ศาสนาที่เป็นตัวการ

น.347 ปฏิบัติ ก็หายไป เหลืออยู่แต่รูปปรัชญาอย่างนี้ แล้วก็เหลือแต่เปลือกมากยิ่งขึ้น ทุกที. คุณลองเปิดหนังสือรายคาบ รายสัปดาห์ชั้นดีของพวกฝรั่ง ขออภัยอย่า ไปออกชื่อหนังสือพิมพ์อันนั้นเลย. ขอให้ดูคอลัมน์ที่ใช้คำว่า religion จะมีแต่ ข่าวว่าโบสถ์นั้นโบสถ์นี้ คนนั้นคนนี้ทำอย่างไร เป็นรายงานกิจการทั้งนั้นแหละ ไม่มีตัวธรรมะ ไม่มีตัวศาสนา ไม่มีตัวคำสอนเลย ; นี่มันบ้าถึงขนาดนี้. religion เหลือแต่รายงานเกี่ยวกับโบสถ์ เกี่ยวกับคน เกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ในโบสถ์ จัดอะไร แปลก ๆ ใหม่ ๆ เบ็ดเตล็ดกระจุ๋มกระจิ๋มเท่านั้นแหละ ไม่มีพูดถึงตัวการปฏิบัติ. ศาสนาตัวจริงที่เป็นตัวการปฏิบัติหายไป เหลือแต่เปลือกแต่กระพี้ ซึ่ง อยู่ในรูปของปรัชญา. ฉะนั้นจึงขอให้ถอยหลังเข้าคลองกลับไปหาศาสนา ตัวจริง คือการปฏิบัติ ที่เป็นการบังคับผัสสายตนะ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ซึ่งเป็นอายตนะสำหรับการสัมผัส ; อย่างที่เราพูดกันมายืดยาวในการบรรยายครั้ง ก่อน ๆ ว่าเราจะต้องจัดการกับมันอย่างไร. ถอยหลังเข้าคลอง ก็คือออกมา เสียจากปรัชญาเพ้อเจ้อ ซึ่งกำลังหลงกันนักในปัจจุบันนี้ ; แล้วก็มาหาตัวการ ปฏิบัติลงไปตรง ๆ บีบบังคับ ควบคุมทำให้ดี ในเรื่องของอายตนะ หรือว่า กาย วาจา ใจ อะไรก็ได้. นี่คือการถอยหลังเข้าคลองข้อแรก ที่ควรทำแก่สิ่งที่ เรียกว่าศาสนา. ข้อที่ ๒ ยังมีต่อไปถึงว่า เดี๋ยวนี้เขาเกี่ยวข้องกับศาสนากันแต่ที่ วัตถุศิลปกรรม โบสถ์ วิหารอะไรต่างๆ ตลอดถึงกิจการหรูหราของบุคคล ของหมู่คณะ, นี่มาเป็นศาสนากันเสียที่ตรงนี้, เตลิดเปิดเปิงมาอย่างนี้. ศาสนาไม่อยู่ในรูปร่องรอยเดิม. เพราะฉะนั้น ถอยหลังเข้าคลอง กลับไปหาร่องรอยเดิม ทำให้เกิดธรรมะอันแท้จริง คือวิเวกทางกาย ทางวาจา

น.348 ทางจิตให้สงบ ไม่โกลาหลวุ่นวาย เกิดเป็นทุกข์ขึ้นทางกาย ทางวาจา ทางจิต : เอาสภาพอย่างนั้นมาเป็นตัวศาสนา. อย่าเอาโบสถ์วิหาร หรือกิจการฉลองอะไร ต่าง ๆ นี้ มาเป็นตัวศาสนา ; อย่างนั้นไม่ใช่ตัวศาสนา แต่เขาก็เอามาเป็นตัว ศาสนา, เพราะฉะนั้นช่วยกันถอยหลังเข้าคลองออกมาเสีย มาเอาที่ตัวการปฏิบัติ ที่เกิดผลเป็นความรอด. นี่ตัวอย่างของการถอยหลังเข้าคลองกันเสียที สำหรับสิ่ง ที่เรียกกันว่า "ศาสนา". เรื่องที่ ๒ เกี่ยวกับ วัฒนธรรม เรื่องนี้ อยากจะระบุไปยังสิ่งที่เรียกว่า วัฒนธรรม, วัฒนธรรมไทย โดยเฉพาะ นี้เป็นปัญหาของพวกเรา. วัฒนธรรมกำลังเตลิดเปิดเปิงจนเน่าจนเฟะ จนเหม็นจนอะไรไป ; คือมันจะไปลงเหว, มันมากลายเป็น วัฒนธรรม ตัวใครตัวมัน. ดูในแง่ที่ ๑ เดี๋ยวนี้วัฒนธรรมในโลกนี้ คือวัฒนธรรม ชนิดที่ เป็นไปเพื่อตัวใครตัวมัน ไม่มีเมตตากรุณา เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่. พวกคุณอายุน้อย นัก ถึงผมก็ไม่มากเท่าไร แต่ก็แก่กว่าพวกคุณ จึงได้มีโอกาสที่ได้เห็นวัฒนธรรม ที่เป็นของชาวไทยแท้ เป็นของพุทธบริษัทแท้ มากกว่าคุณ ; และที่ได้เห็นนั้น สรุปแล้วอยู่ในรูปของการที่มีจิตใจกว้างขวาง เป็นวัฒนธรรมที่ตั้งรากฐานอยู่บน หลักเกณฑ์ที่สำคัญที่สุดว่า "สัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน ทั้งหมดทั้งสิ้น" ขอให้จำไว้ดี ๆ ว่า สัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น. วัฒนธรรมที่มีรากฐานอยู่บนหลักเกณฑ์ อย่างพุทธบริษัทเป็นไปเพื่อ เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่, มีใจกว้าง มีเมตตากรุณา ไม่เอาเปรียบ ไม่กอบโกย ไม่

น.349 ลักล้วง ไม่ขโมยอะไรต่าง ๆ. ทีนี้วัฒนธรรมของเรามันเปลี่ยนไปจนเป็นวัฒนธรรม เอาเปรียบ กอบโกย เพราะคนไปหลงเนื้อหนัง. เพราะฉะนั้นจึงต้องถอยหลัง เข้าคลอง มาหาวัฒนธรรมดั้งเดิมดีกว่า คือความรักใคร่ เมตตากรุณา. ถ้าถึงกับว่า รักผู้อื่นยิ่งกว่าตัว ก็ยิ่งดี ศาสนามุ่งหมายถึงขนาดนั้น. แต่อย่าเอาถึงขนาดนั้นเลย เอาแต่เพียงว่า รักผู้อื่นเท่า ๆ กับรักตัว ก็พอแล้ว. นี่ "ถอยหลังเข้าคลอง" จากวัฒนธรรมที่เห็นแก่ตัวอันเป็นวัฒนธรรมใหม่ ล้วนแต่ เห็นแก่ตัว : จะศึกษาจะค้นคว้าจะทำอะไร ก็ล้วนแต่เป็นเรื่องที่เห็นแก่ตัว มันเผลอไปโดยไม่รู้ตัว มันเข้าไปในรูปนั้น ; ฉะนั้นถอยหลังออกมาเสียที. ดูในแง่ที่ ๒ ก็คือว่า เดี๋ยวนี้เป็นวัฒนธรรมระบบเนื้อหนัง, คำว่า เนื้อหนัง นั่นคือ วัตถุนิยม เอาความเอร็ดอร่อยสนุกสนานว่าเป็นความสุขสุดยอด เป็นวัฒนธรรมเนื้อหนัง เป็นวัตถุนิยม ; ในโลกเป็นอย่างนี้มากขึ้น ๆ. นี้พูด เพียงเท่านี้ก็พอแล้ว พวกคุณก็พอจะเข้าใจได้. คำว่า "ถอยหลังเข้าคลอง" ก็หมายความว่า ถอยหลังกลับไปหา ระบบเดิม คือระบบที่มี วิญญาณอันงดงาม ; อย่าไปเอาเนื้อหนังที่เอร็ดอร่อยเลย ; ไปเอาระบบเดิมที่ถือว่ามีดวงวิญญาณอันงดงาม สะอาด สว่าง สงบ เขามุ่งหมาย อย่างนี้. เรื่องนี้ไม่ใช่ของใหม่ ไม่ใช่ของสร้างขึ้นใหม่ แล้วไม่ใช่ก้าวไปข้างหน้า ; แต่ต้องกลับไปหาของเก่า ซึ่งมันมีอยู่แล้วอย่างนั้น. นี่เรียกว่า ถอยหลังเข้าคลอง เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่าวัฒนธรรม ; เอา ๒ ตัวอย่างนี้ก็พอ.

น.350 เรื่องที่ ๓ นี่ก็คือเรื่อง "การศึกษา" เมื่อพูดถึงคำว่า การศึกษา แล้วมันก็เป็นเรื่องใหญ่โต เป็นเรื่องของ โลก เป็นเรื่องที่เป็นปัญหาทั้งโลก. คนเขาก็จับกลุ่มกันจัดการแก้ไขปรับปรุง ประชุมกันหามรุ่งหามค่ำ เกี่ยวกับการศึกษาอยู่แล้ว. แต่เราดูกันที ว่า การศึกษา มันก้าวหน้าไปในทางที่ ทำให้โลกมีสันติภาพหรือไม่. ทำให้บุคคลแต่ ละคนมีสันติสุขหรือไม่. ถ้ามองเห็นตามที่เป็นจริงก็จะเห็นว่า มันไม่มีท่าที หรือว่านิมิต อะไรที่แสดงว่าจะไปหาสันติภาพ ; มันมีแต่จะไปหาวิกฤตกาลมากขึ้น ๆ ๆ. การ ศึกษาที่โลกกำลังมีอยู่ในปัจจุบันนี้, และก็เพราะการศึกษาชนิดนี้ โลกจึงได้มี วิกฤติกาลมากขึ้น ; เพราะว่าเป็นการศึกษา ที่อยู่ในอุ้งมือของกิเลส, ศึกษาไป ตามอำนาจของกิเลส ก็ได้ผลเพื่อจะตกอยู่ใต้อำนาจของกิเลส. ฉะนั้นต้องถอยหลัง เข้าคลอง ให้ไปหาการศึกษาระบบที่จะควบคุมกิเลส ทำคนให้เป็นคนชนิดที่ เรียกว่าเป็น สุภาพบุรุษ หรือเป็น สัตบุรุษ. ถ้าจะให้แยกโดยรายละเอียด พอเป็นที่สังเกต ผมก็จะพูดว่า : (๑) "หยุดผลิตครูผีเสื้อ นักเรียนผีสิง กันเสียที !" ครูผีเสื้อ นักเรียนผีสิง นี้ หยุดผลิตกันเสียที, แล้วก็มาสร้าง ครู ชนิดที่ว่า เป็น ปูชนียบุคคล แล้วก็สร้าง ศิษย์ที่มีความกตัญญู ซื่อตรง และมีความเคารพครู. ครูผีเสื้อ ทั้งหญิงทั้งชาย ทั้งครูผู้หญิงผู้ชาย บินโบกไปมาเหมือนกับ ผีเสื้อ ไม่เอาถ่านไม่เอางาน ไม่มีสะปิริต (spirit) ของครู เป็นลูกจ้างสอนหนังสือ ด้วยความจำเป็น นี้มีมากขึ้น ; จนมีเรื่องอยู่เสมอตลอดเวลา. แล้วลูกศิษย์ มันก็เลวลง ๆ เด็กรุ่นหลังนี้ไม่มีมรรยาท ไม่มีจิตใจชนิดที่น่าเลื่อมใส. นี่จะโทษใคร

น.351 ไม่ได้ เพราะได้ค่อย ๆ เป็นมาทีละน้อย ๆ ๆ จนครูนี้มีลักษณะเป็นเหมือนลูกจ้าง สอนหนังสือ. ทีนี้ก็เตลิดเปิดเปิงไป ครูมีลักษณะเพียงเป็นผีเสื้อที่หรูหรา ที่เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ อยากแต่จะเต้นรำอะไรทำนองนั้น. ผมยังสงสัยอยู่ที่หนังสือพิมพ์กำลังมีข่าวว่า ครูถูกลอยแพเป็นจำนวนร้อย จำนวนพันนี้. ผมเข้าใจว่าครูผีเสื้อนี้ทั้งนั้นแหละ. เพราะว่าถ้าโรงเรียนราษฎร์ เขาทำเพื่อการค้าจริง ๆ เขาก็ยังต้องการครู ถ้าเขาไม่มีครูเขาก็ล้มเท่านั้นเอง. เขาคงจะทนไม่ไหวกระมัง เกี่ยวกับครูประเภทผีเสื้อ. เขาก็ต้องหาอุบายไล่ ออกไป ก็เลยเกิดเรื่องที่จะต้องวิวาทโกลาหลกันใหญ่. เข้าใจว่าจะมี ครูผีเสื้อ นี้ปนอยู่มาก แล้วผลิตลูกศิษย์ออกมาก็เป็น เด็กผีสิง ทั้งนั้นเลย. เพราะครูทำไปตามหน้าที่บังคับ รับจ้างสอนหนังสือพอให้ เด็กสอบไล่ได้ ; เมื่อไม่ค่อยมีหวังจะได้ก็ช่วยกันโกงเสียเลย. เด็กก็สอบได้ ผ่าน ๆ ไป เหมือนกับว่า ไม่มีชีวิตวิญญาณ, ไม่มีมรรยาท, ไม่มีสะปีริตของความ เป็นสุภาพบุรุษที่เจริญขึ้นในสันดาน. ควรต้องหยุดผลิตครูประเภทนี้เสียที จะเป็นกระทรวงศึกษาธิการของ ประเทศไหนก็ตามใจเถอะ ควรจะหยุดผลิตครูประเภทนี้ ; แล้วก็ถอยหลังเข้า คลองกลับไปหาสมัยเดิม · : ผลิตแต่ครูชนิดที่เป็นปูชนียบุคคล แล้วก็ผลิตแต่ ศิษย์ที่ซื่อสัตย์กตัญญูเชื่อฟัง อยากจะขอร้องให้คุณทั้งหลายนี้ ไปหาหนังสือเก่า ๆ อ่าน เป็นหนังสือ ประเภทที่จะทำให้รู้ว่า ครูสมัยโบราณนั้นเป็นอย่างไร. ไปอ่านประวัติครูโบราณ ประวัติศิษย์โบราณดู แล้วมาเปรียบเทียบกับเด็ก ๆ สมัยนี้ ครูสมัยนี้ ซึ่งผมเรียกว่า ครูผีเสื้อ และศิษย์ผีสิง. นี่คือถอยหลังเข้าคลอง ในแง่หนึ่งของการศึกษา.

น.352 (๒) หยุดการศึกษาชนิดที่ตามกันตะวันตก คือพวกฝรั่ง หยุดการ ศึกษาชนิดตามกันฝรั่ง มาเป็นแบบเดิม แบบโบราณที่เขามุ่งหมายจะให้มีความ เจริญรุ่งเรืองทางวิญญาณ คือทางจิตใจ ไม่ใช่ให้เจริญรุ่งเรืองทางวัตถุ ทางเนื้อหนัง แล้วลุ่มหลงความเอร็ดอร่อยของวัตถุและเนื้อหนัง ; แต่ให้มาเจริญในทางวิญญาณ (๓) อยากจะพูดว่า "ผลของการศึกษานั้นทำให้เกิดสัตบุรุษบน ปัญญาปราสาท" ผูกคำชนิดนี้ขึ้นมาเพื่อให้จำง่าย. สัตบุรุษ แปลว่าบุรุษที่เป็นผู้ สงบรำงับ : สันตะ คือสงบรำงับ สัตบุรุษก็คือ บุรุษผู้สงบรำงับ ก็คือ สุภาพบุรุษ นั่นเอง. สุภาพบุรุษ ก็เรียกว่าสัตบุรุษได้ และเป็นสัตบุรุษที่อยู่ บนปัญญาปราสาท คือนั่งอยู่บนกองของสติปัญญา. นี้เป็นภาษาวัด เป็นภาษาในพระคัมภีร์ ในพุทธศาสนาเขาเปรียบ ปัญญา นี้ก็เหมือนกับ ปราสาท คือหอคอยสูง ๆ อันสวยงาม เป็นปราสาทแห่ง ปัญญา. เมื่อขึ้นไปนั่งบนนั้นแล้วก็เห็นโลกอันกว้างขวางที่อยู่ต่ำกว่า ได้อย่าง ชัดเจนและถูกต้อง นี่เรียกว่า ปัญญาปราสาท. การศึกษานี้ เขาต้องการให้เป็น สัตบุรุษผู้นั่งอยู่บนปัญญา ปราสาท. เดี๋ยวนี้การศึกษาสมัยปัจจุบันไม่เป็นอย่างนั้น : ให้มาเป็นผีที่หิว กระหาย ด้วยอารมณ์ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มากกว่า เพราะเป็นวัตถุนิยม. เพราะฉะนั้นการศึกษาควรจะหยุดตามกันการศึกษาแบบตะวันตก ถอยหลังเข้า คลองมาหาการศึกษาแบบของบรรพบุรุษ ซึ่งเมื่อเรียนแล้วจะเป็นสัตบุรุษผู้นั่ง อยู่บนปัญญาปราสาท. หยุดการศึกษาชนิดที่เรียนจบแล้วมาเป็นฮิปปี้นานาแบบ กันเสีย มาเป็นสุภาพบุรุษ ตามความหมายเดิม. เมื่อผมเล็ก ๆ ผมอ่านหนังสือก็ได้พบเรื่องราวที่ว่า มหาวิทยาลัย อย่าง มหาวิทยาลัยอ็อกซฟอร์ด์ เคมบริดจ์นี้ วัตถุประสงค์มุ่งหมายก็เพื่อจะผลิตสุภาพ

น.353 บุรุษคือ gentleman ไม่มากไปกว่านั้น. เพราะว่าคำว่า สุภาพบุรุษ นั้น มันมี ความหมายมาก เขามุ่งหมายจะผลิตสุภาพบุรุษ. เดี๋ยวนี้การศึกษาที่ปล่อยไปอย่างเสรีประชาธิปไตยนั้น มันผลิตฮิปปี้ นานาแบบ. คำว่านานาแบบไปนึกเอาเองก็แล้วกันว่ามันมีกี่แบบ ? กระทั่งแบบ ที่เกือบจะไม่รู้ว่าเป็นอะไรก็มี. เรียนจบมหาวิทยาลัย หรือว่าจะจบอยู่แล้ว มัน ก็ยังไปวิ่งแก้ผ้ากลางถนน ซึ่งเป็นข่าวเมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยถือว่าไม่ผิดกฎหมายหรือผิด อะไร. เพราะว่าการศึกษาทำให้เกิดความเข้าใจไปอย่างนั้น. ต้องถอยหลัง เข้าคลองไปสู่จุดมุ่งหมายแต่บรมโบราณที่ว่า การศึกษาจบมหาวิทยาลัยแล้วก็ เป็นเพียงสุภาพบุรุษ. (๔) ขอให้หยุดการศึกษาที่ให้รู้แต่เรื่องวัตถุ เรื่องเนื้อหนังนี้ มารู้จักสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะรู้. เดี๋ยวนี้เขาจะให้รู้กันแต่เรื่องวัตถุ เรื่อง เนื้อหนัง เรื่องสูงสุดทางเนื้อหนัง ทางวัตถุทั้งนั้น. ขอให้ถอยหลังเข้าคลองไปสู่แบบเดิมเถิด ให้มารู้จักสิ่งที่ดีที่สุดที่ มนุษย์ควรจะรู้ หรือว่าสิ่งที่ดีที่สุดที่มีไว้สำหรับมนุษย์อันแท้จริงก็แล้วกัน ซึ่งมัน ไม่ใช่เรื่องวัตถุเนื้อหนังกามารมณ์, เป็นเรื่องความประเสริฐสุด ในทางจิตใจ. เราต้องถอยหลังเข้าคลองไปหาแบบนั้น ซึ่งเขามีอยู่ก่อนมีอยู่เดิม ; วัตถุนิยมนี้ เพิ่งเข้ามาครอบงำ. (๕) เดี๋ยวนี้มีการศึกษาชนิดที่ทำให้งง จนไม่รู้ว่า เกิดมาทำไม ? เพราะว่าเขาให้เรียนแต่เรื่องอะไรก็ไม่รู้ ไม่มีมหาวิทยาลัยไหนสอนในประเด็นที่ว่า เกิดมาทำไม ? พวกคุณเรียนจบมหาวิทยาลัยก็ยังไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม ? จึงต้องมา เรียนธรรมะ เรียนศาสนา แต่ก็ยังไม่รู้ คือยังเรียนน้อยไป. นี่ทั้งโลกมันไม่ ได้สอนให้รู้ว่าเกิดมาทำไม เรียนไป ๆ ก็ยิ่งไม่รู้ว่า เกิดมาทำไม,

น.354 อย่างนี้ก็ต้องถอยหลังเข้าคลองให้ไปรูปเดิม แบบเดิม ที่ว่าให้รู้ว่า เกิดมาทำไม คือ เกิดมาเพื่อสันติสุข เพื่อสันติภาพ ทั้งของส่วนบุคคล และ ของส่วนรวม. จุดหมายปลายทาง ก็คือ การเข้าไปรวมกับพระเจ้า คือเป็น ผู้มีสันติภาพสันติสุขทางจิตใจที่ถาวรที่สูงสุด อย่างที่เรียกว่ารู้จัก “อมตธรรม" : เกิดมาเพื่อได้อมตธรรม คือความไม่ตาย. นี่ ถอยหลังเข้าคลองไปตามแบบ เดิม ก็เป็นอย่างนั้น. (๖) หยุดการศึกษา ประเภท บ้า ๆ บอ ๆ ที่เขามัวแต่จัดผู้อื่น จัดประเภทอื่น จัดโลกอื่นนั้น กันเสียทีเถอะ. การศึกษาที่มุ่งหมายแต่จะจัดคนอื่น จัดประเทศอื่น จัดโลกอื่น อย่าง ไปโลกพระจันทร์อย่างนี้ หยุดที่ดีกว่า ; เพราะว่า การศึกษาแบบที่จะจัดตัวเอง นี่มันเหลวหมดแล้ว มันบกพร่องมันเหลวหมดแล้ว. ต้องถอยหลังเข้าคลอง - ถอยหลังเข้าคลองมาหา การศึกษาที่จัดไปเพื่อให้จัดตัวเองให้ถูกต้องก่อน, แล้ว ก็จะจัดประเทศถูกต้อง จัดประเทศนี้ จัดประเทศของเรานี้, แล้วก็จัดโลกนี้ ไม่ต้องไปโลกอื่น ซึ่งมันไม่มีผลอะไรเกิดขึ้น เพื่อสันติภาพ. ดังนั้นการศึกษา ของเราต้องถอยหลังเข้าคลอง ๆๆ ๆ มาเป็นการศึกษาแบบโบราณ อย่างน้อยก็ครั้ง พุทธกาลที่ต้องจัดตัวเอง อย่าไปดูผู้อื่น จัดตัวเองเสร็จแล้วจึงค่อยดูผู้อื่น แล้วก็ดูกันแต่เรื่องที่เป็นความ จำเป็นที่ต้องทำก่อนที่รีบด่วนนี้ ; จึงเรียกว่า ให้หยุดการศึกษาชนิดที่มุ่งหมาย จะจัดผู้อื่น จะครอบงำผู้อื่น จะเอาเปรียบผู้อื่น หรือจะเอาอะไรก็ไม่รู้ ที่มัน จะไปทำแก่ผู้อื่นเพื่อประโยชน์แก่ตัวนั้น หยุดได้; แล้วก็ถอยหลังเข้าคลอง มาหาการศึกษาที่จัด เพื่อจัดตัวเองให้ถูกต้อง.

น.355 นี่ก็เป็นตัวอย่างที่พอแล้ว สำหรับการศึกษา ว่าเราจะต้องถอยหลังเข้า คลองกันอย่างไร. เรื่องที่ ๔ เรื่องการบ้านการเมือง อยากจะระบุว่าเรื่องการบ้านการเมืองนี้เตลิดเปิดเปิงไปไหนแล้ว ก็ไม่รู้ : ต้องถอยหลังเข้าคลอง. ขอให้หลับตานึกเถิด อาจจะนึกเห็น ดังจะกล่าวได้ว่า : (๑) สมัยแรกเริ่มเดิมทีที่มนุษย์มีขึ้นมาในโลกนี้ อยู่กันอย่างกลุ่ม น้อย ๆ อยู่กันอย่างหมู่บ้าน ไม่มีนครใหญ่ๆ ไม่มีมหานคร แต่อยู่กันอย่างหมู่ บ้าน ; ต่างก็ร่มรื่นเยือกเย็นเป็นธรรมชาติ. บางทีมันก็จะคล้ายบริเวณวัด เราอย่างนี้ คืออยู่กันอย่างใกล้ชิดธรรมชาติ อยู่กันอย่างหมู่บ้านน้อย ๆ และก็ติด ต่อกันเท่าที่จำเป็น. แต่เดี๋ยวนี้ อยู่อย่างนคร : นครกรุงเทพ ฯ นครนิวยอร์ค นครอะไรก็ตาม กระทั่งมันเป็น มหานครแห่งคนบ้า. นครไหนที่เจริญนัก เป็นมหานครแล้ว ; คุณก็ขึ้นบนยอดตึกสูง ๆ บนเรือบินสูง ๆ แล้วมองลงมาดู แม้แต่ที่กรุงเทพฯ นี้ ขึ้นไปตึกสูงสุดแล้วก็มองดูเถอะ ข้างล่างนั้น มันจะเหมือนกับ นครแห่งคนบ้า. มันมีความต้องการที่เกินจำเป็น ทำให้ออกมาขี่รถว่อนกันไป จนเหมือนกับมดกับแมลง มหานครแห่งคนบ้า! กรุงเทพ ฯ เราคงจะไม่ได้เศษหนึ่ง ส่วนสิบส่วนร้อย ของมหานครที่เมืองนอกซึ่งไม่เคยไป ได้เห็นแต่รูปภาพ ; ยิ่งเห็นว่ามันเป็นมหานครแห่งคนบ้า. หยุดการจัดมหานคร หรือนครแห่งคนบ้า ถอยหลังเข้าคลอง : ไปจัดการเป็นอยู่อย่างหมู่บ้าน ที่อยู่กันอย่างงดงามตามธรรมชาติเป็นหมู่บ้าน

น.356 น้อย ๆ ไม่ต้องถึงขนาดนคร นี่เรียกว่าถอยหลังเข้าคลอง, พูดอย่างนี้คนสมัยนี้ คงด่า ด่าว่าอ้ายคนบ้า พูดอย่างนี้ พูดให้ถอยหลังเข้าคลอง. แต่ผมเห็นว่า การถอยหลังเข้าคลองแบบนี้จะนำไปสู่สันติภาพ. (๒) อีกแง่หนึ่งก็คือว่า เดี๋ยวนี้มีแต่การทำลายธรรมชาติ และ ทำลายทรัพยากรของธรรมชาติ. คุณไปดูเถอะ มันเป็นบ้าเป็นหลัง ที่ทำให้ ธรรมชาติสูญหายไป; อย่างว่าน้ำมันเชื้อเพลิงนี้จะหมดแผ่นดินแล้วเป็นต้น เพราะเอามาใช้ในทางที่ไม่จำเป็นเสียเป็นส่วนใหญ่ ; หรือสร้างแล้วทำลาย - สร้างแล้วทำลาย - สร้างแล้วทำลาย จนกระทั่งว่าหินในโลกนี้ มันจะหมดไปก็ได้ หรือว่าน้ำในโลกนี้ มันจะหมดไปก็ได้ โดยที่ไม่จำเป็นจะต้องเป็นอย่างนั้น. ขอให้ถอยหลังกลับไปแบบเดิม เป็นแบบโบราณโน้น ที่เขาสงวน ถนอม และรักษาสมบัติของธรรมชาติใช้มันแต่น้อยที่สุด ; เขาใช้แล้วใช้อีก ให้เป็นประโยชน์มากที่สุด. จากการทำลายธรรมชาติ ขอให้ถอยหลังเข้าคลอง ไปหา การรัก การสงวน การถนอมธรรมชาติ หรือทรัพยากรของธรรมชาติ (๓). มาดูที่ว่า การเป็นอยู่สมัยนี้ทำให้เสื่อมสุขภาพอนามัย ผิด ธรรมชาติ. การเป็นอยู่ของมนุษย์ผิดธรรมชาติมากขึ้น การกิน การอยู่ การนอน การนุ่ง การห่ม การอะไรต่าง ๆ ผิดธรรมชาติมากขึ้น ; ทำให้อ่อนแอ แล้วก็ เสื่อมสมรรถภาพ เสื่อมสุขภาพอนามัย จนมีปัญหายุ่งยากไปหมดเกี่ยวกับเรื่องนี้, จงถอยหลังเข้าคลอง ไปหาความเป็นอยู่ที่ไม่ฝืนธรรมชาติ ไม่ขัดหลักธรรมชาติ ซึ่งจะเป็นการประหยัดชีวิต. เดี๋ยวนี้เราสุรุ่ยสุร่าย ในการใช้สิ่งที่เรียกว่าชีวิตนี้มากไป ; มันต้อง ประหยัดชีวิต เป็นอยู่อย่างที่ทำให้อายุยืนยาวไม่ตายเร็ว : ให้มีอนามัยดีทั้งทางกาย

น.357 ทั้งทางจิต. อนามัยทางจิตดี แล้วทางกายก็จะดี. เดี๋ยวนี้เราไปสนใจอนามัย ทางกายกันมากเกินไป จนลืมอนามัยทางจิต. อนามัยทางกายก็เตลิดเปิดเปิง ไปในแง่ของสำเริงสำราญเป็นกามารมณ์ไปเสียในที่สุด. ขอให้ถอยหลังเข้าคลอง กันดีกว่า. (๔) อีกแง่หนึ่ง หยุดการกระทำชนิดที่มันเป็นการท้าทายธรรมชาติ มากเกินไป. ถอยหลังเข้าคลอง อย่าไปทำดูหมิ่นดูถูกท้าทายธรรมชาติมากเกินไป ข้อนี้จะยกตัวอย่าง : เพราะว่าพวกคุณก็เป็นแพทย์กันอยู่ เป็นอะไรกันอยู่ก็มี ว่าการแพทย์ ที่ก้าวหน้าไปอย่างที่เรียกว่า ท้าทายธรรมชาติมากเกินไป หรือตบหน้าธรรมชาติ มากเกินไปนั้น หยุดเถอะ ให้ถอยหลังเข้าคลองกันดีกว่า. มันเป็นเรื่องได้ไม่คุ้มเสีย เรื่องเปลี่ยนหัวใจเรื่องเปลี่ยนอะไรต่าง ๆ นี้ หยุดดีกว่า มันเป็นการ ท้าทายธรรมชาติมากเกินไป. แล้วความก้าวหน้าหยุม ๆ หยิม ๆ ที่ทำให้คนตาย ไม่ลง ตายไม่ได้ เอานั่นเข้าใส่ไว้ เอานี่ใส่เข้าไว้ มันตายไม่ลง จนไม่มีสติ แล้วตายไปอย่างไม่มีสติ การแพทย์นี่ก้าวหน้ามาก ก็ก้าวหน้าไปอย่างบ้า ๆ บอ ๆ ไม่มีประโยชน์ คุ้มกัน. อย่างคนโบราณนี้เขาไม่ต้องการอย่างนี้ เมื่อเห็นว่าคนมันควรตายแล้ว ก็จัดให้ได้ตายอย่างมีสติ. ผมก็เคยเห็น ปู่ ย่า ตา ยาย เขาต้องการจะตายอย่างมีสติ อย่ามากวนเป็นอันขาด. เมื่อเห็นว่าจะตายแน่แล้ว เขาก็ไม่กินอาหารแล้ว กิน แต่น้ำบ้าง กินแต่ยาบ้าง ; พอเห็นว่าจะตายจริง ยาก็ไม่กินแล้ว ; อย่าเอามา ๆ กระทั่งน้ำก็อย่าเอามา. แล้วก็ตาย อย่างที่เขาเรียกว่ามีสติ ตายเหมือนกับปิดสวิทช์ อะไรทำนองนั้น ; ไม่มีการท้าทายธรรมชาติมากเกินไป.

น.358 เดี๋ยวนี้แพทย์ปัจจุบันเขาใส่นั่นใส่นี่ ฉีดนั่นฉีดนี่ จนไม่รู้ว่าจะตายกัน อย่างไร. นั่นก็คือตายอย่างไม่มีสติ ตายอย่างเลวที่สุด. อย่างนี้เรียกว่าเกินไป มันท้าทายธรรมชาติมากเกินขีดแล้ว. ลดเถอะ ! มาถอยหลังเข้าคลอง ทำให้ มันกลมกลืนกับธรรมชาติ จะได้ตายอย่างสงบ หรือจะได้มีอะไรอย่างสงบ. นี่ยกตัวอย่าง ว่าแม้แต่เรื่องการแพทย์อย่างเดียว ก็ท้าทายธรรมชาติ มากไป ตบหน้าธรรมชาติมากไป. (๕) จะมองให้กว้างกว่านี้ ก็คือว่า ทำสิ่งที่ไม่ต้องทำจนเพ้อเจ้อ จนเฟ้อ. ไปดูเถอะที่เขาทำกันอยู่ในโลกเวลานี้ ไม่ได้เป็นไปเพื่อสันติภาพ ; มันเฟ้อ มันเพ้อเจ้อ ไปในทางที่ไม่สร้างสันติภาพ. ต้องถอยหลังเข้าคลอง - ถอยหลังเข้าคลอง มุ่งหมายจะทำแต่สิ่งที่เป็นไปเพื่อสันติภาพ นอกนั้นอย่าไปทำ มันเข้า. เดี๋ยวนี้ ไปทำแต่สิ่งที่ก่อกวน รบกวนหรือทำลายสันติภาพ คือ ไปทำสิ่งที่ต่างฝ่ายต่างเห็นแก่ตัวมากขึ้น มันก็ไม่มีทางที่จะสันติภาพ. นี่เป็นการ จัดบ้านจัดเมือง จัดโลกจัดอะไรไปในทำนองอย่างนี้ เรียกว่าจัดอย่างคนที่ไม่รู้ว่า เป็นมนุษย์ทำไมกัน, เป็นมนุษย์ทำไมกัน ก็ไม่รู้. ไม่มีการศึกษาที่ไหน ที่สอนให้รู้ว่าเป็นมนุษย์ ทำไมกัน. มนุษย์ก็เลยจัดบ้านจัดเมือง จัดการ เป็นอยู่ จนไม่รู้ว่าจะไปทางไหนกัน. นี่ต้องถอยหลังเข้าคลองแบบเดิม ที่เขา มีหลักตายตัวอยู่แล้วว่าเราต้องเป็นมนุษย์ อย่างที่ดีกว่าคน, เป็นมนุษย์ที่ดี กว่าคน. คนนี่สักแต่ว่าเกิด ๆ มา มันก็เป็นคน ; แต่ถ้าเป็นมนุษย์นี้ ใจ ต้องสูง มีจิตใจ สะอาด สว่าง สงบ. มนุษย์แปลว่าใจสูง หรือว่าเป็นเหล่ากอของคนที่มีใจสูง การจัดบ้าน จัดเมือง จัดการเป็นอยู่ จัดระบบของชีวิต หรืออะไรก็ตาม ให้เป็นมนุษย์ที่ดี

น.359 กว่าคน ; แต่ก็ไม่ต้องเกินเทวดา. เดี๋ยวนี้เขาจัดจนเกินเทวดาไปอีก แล้วสำรวยสำราญอะไรมากจนเกินเทวดาไปเสียอีก ; แล้วก็ยังไม่ได้เป็นมนุษย์เลย. นี้เรียกว่าเรื่องการจัดบ้านจัดเมือง จัดอะไรกันนี่ ควรจะถอยหลังเข้าคลอง ดัง ตัวอย่างที่ยกมานี้. เรื่องที่ ๕ เกี่ยวกับ "ความสุข" เดี๋ยวนี้เรากำลังต้องการ มั่งมีศรีสุข กินดีอยู่ดี ระวังให้ดี ! เรื่อง มั่งมีศรีสุขกินดีอยู่ดีนั้นแหละมันพาให้ลงเหว หรือจะทำให้หมดความเป็นมนุษย์ ต้องถอยหลังเข้าคลอง ไปสู่ระบบบรมโบราณที่เรียกว่ามีความผาสุกก็พอแล้ว มีผาสุกพอแล้ว ที่เรียกว่า กินอยู่แต่พอดี. คำนี้พระพุทธเจ้าท่านตรัส กินอยู่ แต่พอดี มตฺตญฺญุตา ภตฺตสฺมึ - กินอยู่แต่พอดี กินอยู่พอดี. มนุษย์เดี๋ยวนี้เขาต้องการ กินดีอยู่ดี. แล้วก็ไม่ให้ขีดจำกัดด้วย ว่า กินดีอยู่ดีเพียงเท่าไร. นี่ก็เลยขยายออกไปเท่าไรก็ได้ กินดีอยู่ดี ๆ ๆ ๆ แล้วต้องการ ความมั่งมีศรีสุข ซึ่งมันมีความหมายที่ไม่มีขีดเพียงพอ. เรามาเอาแต่ความผาสุก ตามธรรมชาติ เอาแต่เพียงว่า กินอยู่แต่พอดี นี่ก็เรียกว่าถอยหลังเข้าคลอง เพื่อไปหาความไม่โกลาหลวุ่นวาย ความไม่ยุ่งยาก. เดี๋ยวนี้ก็มีแต่ความสุขชนิดที่ต้องเป็นทาสของกิเลส กิเลสมันขี่คอ มันไสหัวให้ไปทำสิ่งที่ไม่จำเป็นจะต้องทำ พอได้มาแล้วก็เรียกว่าความสุข ก็ไม่มี อะไรนอกจากกามารมณ์ หรือวัตถุนิยม. นี่ความสุขชนิดที่เป็นทาสของกิเลส. คนโบราณในสมัยที่เขาอยู่ในร่องในรอยของธรรมะนั้น เขาไม่ต้องการ เพราะว่า เขาไม่ต้องการจะเป็นทาสของตัณหา ไม่ต้องการจะเป็นทาสของกิเลส; เขา ต้องการจะมีความสุขชนิดที่เป็นนายเหนือกิเลส ดังนั้นก็ต้องถอยหลังเข้าคลอง อีก มันไม่มีทางอื่น.

น.360 ถ้าสรุปลงให้สั้นลงไปก็ว่า เลิกสุกไหม้กันเสียที มาสุขเย็นกันดีกว่า. สุกไหม้นั้น ก. สกด เลิกเสีย ถอยหลังเข้าคลองมาเป็นสุขเย็น ข. สกด. เดี๋ยวนี้ ในโลกนี้คุณดูซิ มันจะมีแต่สุกไหม้ไปเสียทุกหัวระแหง ดูที่กรุงเทพฯ ง่ายกว่าดูที่ บ้านนอก มันมีแต่สุกไหม้ ความสุขอย่างอกไหม้ไส้ขม ; ให้ถอยหลังเข้าคลอง ไปเป็นสุขเย็น. นี่ตัวอย่างการถอยหลังเข้าคลองของสิ่งที่เรียกกันว่าความสุข เรื่องที่ ๖ "ระบบการเมือง" ระบบการเมืองเดี๋ยวนี้เตลิดเปิดเปิงอย่างที่ว่า (๑) มาเป็นเสรีประชา- ธิปไตยเพื่อ เพ้อเจ้อ จนไม่รู้ว่าจะเอากันอย่างไร. มันเพื่อ มันกว้างจนไม่รู้ว่า จะเอากันอย่างไร. เสรีประชาธิปไตยในโลกนี้ มันเปิดโอกาสกอบโกยได้ง่าย เปิดโอกาสทุกอย่าง ใครจะเลวจะดี จะกอบโกย จะเอาเปรียบอย่างไรก็ทำได้ ; นี่แหละเสรีประชาธิปไตย. แล้วก็อุตส่าห์ประชุมกัน ปรึกษาหารือกัน ร่าง ระเบียบกติกากฎเกณฑ์รัฐธรรมนูญอะไรต่าง ๆ ซึ่งก็แก้ปัญหาอะไรไม่ได้เลย เพราะ ไม่รู้ว่า เสรีประชาธิปไตยนี้มันเป็นเรื่องลม ๆ แล้ง ๆ. ประชาธิปไตยมันต้องแคบเข้ามาเป็นอย่างที่เรียกว่า "ประชาธิปไตย ชนิดสังคมนิยม". ถ้าสังคมนิยมมันยังกว้างอยู่ ก็ต้องแคบเข้ามา จนเป็นสังคม นิยมชนิดที่ประกอบอยู่ด้วยธรรมะ. นี้เป็นความคิดเห็นส่วนผม แล้วผม ก็พูดกับคนที่ชอบคิดหลาย ๆ คนแล้วในเรื่องนี้ ว่า ธรรมชาติแท้ ๆ มันต้องการ ให้เห็นแก่สังคม ไม่ใช่ให้เห็นแก่ตัวเอง เพราะฉะนั้นหลักอันนี้เปลี่ยนไม่ได้ ต้องเห็นแก่สังคม. เมื่อเห็นแก่สังคมแล้วมันก็ไม่มีทางจะกอบโกย คือจะไม่เอา ส่วนเกิน ; จะเอาแต่เท่าที่จำเป็น ส่วนที่เหลือที่เป็นส่วนเกินนั้นก็ยกให้ผู้อื่น. นี้เป็นเจตนารมณ์ หรือเป็นใจความสำคัญในพุทธศาสนา.

น.361 อย่างเช่นภิกษุมีจีวรได้เพียง ๓ ผืน ถ้าได้ผืนที่ ๔ มา ก็ต้องทำวิกัปป์ เป็นของสงฆ์หรือให้ผู้อื่น เพราะว่ามันเป็นส่วนเกิน; ให้สลัดส่วนเกินออกไป เป็นของสังคมจึงจะถูก. หรือถ้าเรามีบาตรมีได้เพียงใบเดียว ถ้ามีมาเป็นใบที่ ๒ วินัยบังคับให้สละออกไปให้ผู้อื่น หรือให้เป็นของสงฆ์ คือตกเป็นของสังคม. ถ้าภิกษุมีบาตรถึง ๒ ใบก็เป็นอาบัติ นิสสัคคียปาจิตตีย์. มีจีวรผืนที่ ๔ ก็เป็น นิสสัคคีย์ปาจิตตีย์. หรือว่าจะทำกุฏิอยู่ เสนาสนะอยู่ก็ได้ชั่ว ๗ ฟุต x ๑๒ ฟุต อย่างห้องน้ำที่ผมอยู่นั้นพอดี ผมวัดดูแล้ว ; จะทำเกินกว่านั้นไม่ได้ มันเป็น ส่วนเกิน ดังนั้นเอาแต่เพียงที่มันไม่เกิน. ทีนี้มันก็เหลือไปให้ผู้อื่น อย่างนี้เป็น เจตนารมณ์ของสังคมนิยม. ถ้าประชาธิปไตยเป็นชนิดที่ใครเอาเท่าไรก็ได้ หรือแม้ว่าใครจะไม่เอา ก็ได้ ; แต่แล้วใครเล่าจะไม่เอา มันก็มีแต่เอา ๆ แล้วก็เอามากขึ้น ๆ เพราะ ฉะนั้นเราต้องจำกัดลงไปว่า ต้องเห็นแก่สังคม : รัฐธรรมนูญ หรืออะไรก็ ต้องระบุลงไปให้มันชัดว่า ต้องเป็นเรื่องของสังคมนิยม เอาส่วนเกินไม่ได้ แต่ก็ต้องไม่กว้างจนถึงกับว่า สังคมนิยมชนิดที่ไปยุบไปยื้อไปแย่ง ไปทำลายของ ผู้อื่นมาบั่นกัน อย่างนี้ก็ไม่ถูก ; จะต้องให้ประกอบไปด้วยธรรมะ. เมื่อไม่มี ใครเอาส่วนเกินแล้วก็ย่อมเป็นธรรมะอยู่ในตัว : ก็ไม่มีใครสร้างยุ้งสร้างฉางสำหรับ กักตุนเอาไว้. นี่ก็เรียกว่า เป็นสังคมนิยม. เดี๋ยวนี้ประชาธิปไตยมันเพื่อไป จนไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไรกัน ก็เลยเป็นประชาธิปไตยนายทุนบ้าง, ประชาธิปไตย อย่างที่ได้เปรียบบ้าง. นี่ต้องถอยหลังมา ไปหาธรรมชาติเดิมโน้น. ธรรมชาติเดิมแท้ ๆ ธรรมชาติไม่ยอมให้ใครเอาอะไรเกินกว่าที่จำเป็นอย่างนี้ หรือว่าเอาไม่เป็น สมัย เป็นคนป่าสมัยหินนั้นเอาอะไรไม่เป็น มันไม่มียุ้ง ไม่มีฉาง ไม่มีการกักตุน. เหมือน

น.362 กับธรรมชาติแท้ ๆ เช่น นก หนู มดแมลงต่าง ๆ นี้ มันมีแต่ท้อง เมื่อมันใส่ ท้องเต็ม มันก็เอาอีกไม่ได้ วัตถุก็เหลือเป็นของสังคม เป็นของผู้อื่น. พอไป เกิดมียุ้งมีฉางเข้า ก็เกิดการกักตุน. มนุษย์เพิ่งมีปัญหาเมื่อมันมีการสะสม หรือกักตุน เพราะเปิดโอกาสให้กอบโกย. อย่างนี้ผิดหลักธรรมชาติแท้ ๆ ซึ่ง ต้องการให้มีแต่กระเพาะเท่านั้น ใส่กระเพาะเต็มแล้วก็พอกัน. เดี๋ยวนี้เราไม่ต้องทำถึงอย่างนั้น แต่ขอให้มีขอบเขตจำกัดว่าไม่เอา ส่วนเกิน แล้วพยายามให้ส่วนเกินนี้ มีมากขึ้นก็ได้ แต่เพื่อผู้อื่น. ดังนั้น จะผลิตด้วยเครื่องจักรก็ได้ ผลิตประโยชน์ขึ้นมาเป็นส่วนเกิน ก็ให้ผู้อื่น คือให้ สังคม ; ส่วนตัวเองเอาไว้แต่เท่าที่พอดี ซึ่งจะเรียกว่า "ธัมมิกสังคมนิยม" เป็นสังคมนิยมที่ประกอบด้วยธรรม. เพราะฉะนั้น ไม่ต้องไปยึดธนาคาร ไม่ ต้องไปยึดโรงงาน หรือไปยึดอะไรของใครมา ถือหลักธัมมิกสังคมนิยมแล้ว ก็ เข้าหลักธรรมชาติแต่บรมโบราณ. นี้เป็นการถอยหลังไปเป็นพันปีหมื่นปีทีเดียว. ประชาธิปไตยเพ้อเจ้อ เพ้อจนเป็นบ้าเป็นหลังนี้ ควรถอยหลังเข้าคลองไปหา ระบบเดิม ๆ เป็นสังคมนิยม แบบที่ประกอบไปด้วยธรรมชาติตามหลักของธรรมชาติ (๒) เดี๋ยวนี้ถ้าพูดถึงการเมืองแล้วก็ละทิ้งศาสนาเสียเลย. ระบบ การเมืองทั้งหลายไม่เปิดเนื้อที่ให้ศาสนา หรือพระเจ้าอะไรเข้าไปยุ่งด้วย. เขาจะ เอาแต่ประโยชน์ มุ่งแต่ประโยชน์ มุ่งแต่ส่วนได้ ไม่เอาศาสนา ไม่เอาธรรมะ เป็นหลัก. ฉะนั้นเรื่องการเมืองจึงเป็นเรื่องโกหกพกลม เป็นที่สะสมแห่งความ หลอกลวงเล่นลิ้น ; ไม่มีส่วนที่จะให้เป็นศาสนาหรือให้มีพระเจ้าเข้าไปควบคุมอยู่ เลย. นี่ก็เลิกกันเสียทีระบบอย่างนี้ในโลกนี้ เลิกระบบการเมืองชนิดที่ดูหมิ่น พระเจ้ากันเสีย, เลิกดูหมิ่นธรรมะ ดูหมิ่นศาสนาเสีย, มามีระบบการเมืองที่เทิดทูน ศาสนา เทิดทูนธรรมะ เทิดทูนพระเจ้า,

น.363 (๓) แง่เบ็ดเตล็ดบางอย่างที่น่าหวัว คือเดี๋ยวนี้ก็พูดกันเกร่อไปหมดว่า เกลียดเผด็จการ : ระบบเผด็จการนี้เลวร้าย ใช้ไม่ได้. ผมว่าเป็นเรื่องโง่ เพราะว่าเผด็จการนี้มันไม่ใช่อุดมคติ ไม่ใช่ตัวลัทธิ เผด็จการนี้เป็นเพียงเครื่อง มือเท่านั้น เราจะเอาไปใช้กับอะไรก็ได้ อาจใช้ผิดก็ได้ใช้ถูกก็ได้. เอาเผด็จการ นี้เป็นเครื่องมือเท่านั้นแหละ. ไปใช้ให้ถูกกับระบบการเมืองลัทธิไหนมันก็ดีทั้ง นั้นแหละ. เพราะมนุษย์มีความเห็นแก่ตัว จึงต้องมีระบบที่ว่า ต้องบีบบังคับกัน ได้. ถ้าผู้บังคับนั้นเป็นคนดี แล้วจะบังคับคนทั้งหลายให้ชั่วอย่างไรได้. ถ้า เราได้คนดีมาเผด็จการ เรื่องมันก็ดีเท่านั้นเอง แล้วก็เร็วด้วย ไม่งุ่มง่าม คลาน ต้วมเตี้ยมอยู่อย่างประชาธิปไตยนี้. เมื่อไปเที่ยวที่พุ่มเรียงวันก่อน ผมสั่งพระผู้เป็นพี่เลี้ยงว่าให้พาไปดูวัด สมุหนิมิตร นั่นเขาสร้าง ๔ เดือนเสร็จ วัดสมบูรณ์แบบอย่างกรุงเทพฯ ไปดูกัน หรือเปล่า ที่นั่นมีลักษณะใช้เผด็จการเป็นเครื่องมือ แต่ว่าอุดมคติ คือการ สร้างวัด โดยผู้ที่ตั้งใจจะสร้างวัด. ฉะนั้นเผด็จการนี้ไม่ใช่ตัวลัทธิหรือตัวอุดมคติ แต่เป็นเครื่องมือ. พระพุทธเจ้าท่านมีลัทธิหรืออุดมคติเป็นสังคมนิยม ไปอ่านวินัย อ่านอะไรดูเถอะ พระพุทธเจ้านี่ท่านมีอุดมคติของลัทธิการปกครองอะไรเป็นสังคม นิยมอย่างที่ว่ามาแล้ว ; แต่ในการปฏิบัติงานท่านใช้เผด็จการ พระพุทธเจ้าเป็น ผู้เผด็จการ. และลูกศิษย์ของท่านอย่าง พระเจ้าอโศกมหาราชนั้นเป็นเผด็จการ เต็มตัว ใช้ดาบหรือใช้อาวุธ หรือใช้อะไร บังคับให้ทำตามอุดมคติ. แต่ถ้า เราไปอ่านจารึกตามหน้าผา ตามเสาหินของพระเจ้าอโศก จะมีลักษณะเป็นสังคม

น.364 นิยม : อะไรที่ทำขึ้นสมัยนั้นมันเป็นประโยชน์แก่สังคมทั้งนั้น ; แต่การปฏิบัติ งานของพระเจ้าอโศกนี้ ก็เป็นเผด็จการ. ถ้าเรามีพระราชาที่ประกอบไปด้วยทศพิธราชธรรม ถืออุดมคติของ สังคมนิยม แต่วิธีปฏิบัติงานใช้เผด็จการอย่างนี้จะประเสริฐ จะวิเศษอย่าง เดียวกับพระพุทธเจ้าทรงปฏิบัติมาแล้ว หรืออย่างพระเจ้าอโศกมหาราชได้กระทำอยู่ ได้กระทำแล้ว. อย่างการสร้างวัดที่พุมเรียง ๔ เดือนเสร็จนั้น เป็นอุดมคติสังคม- นิยม แต่ในการทำใช้วิธีเผด็จการ. เรื่องอย่างนี้มันจะเป็นไรไป ถ้าอ้ายคน เหลวไหล อ้ายคนขี้เกียจมันจะถูกเฆี่ยนหลังบ้าง จะเป็นอะไรไป เพราะมันเหลว- ไหลนี่ ทีนี้ถ้าไม่อยากถูกเฆี่ยนก็อย่าเหลวไหลซิ เรื่องมันก็ดี แล้วก็เร็ว. นี้จึงว่า เข้าใจคำว่าเผด็จการเสียให้ลูกเถอะ แล้วเอามาใช้ให้ถูก ก็เรียกว่าฉลาด ให้บ่ายหน้าไปหาความถูก เลิกโง่เกลียดวิธีเผด็จการ มาถอยหลังเข้าคลอง ไปรู้จัก ใช้วิธีเผด็จการ เพื่อทำให้อุดมคติ หรือลัทธินั้นสำเร็จผลโดยเร็ว ผมเรียกว่า ถอยหลังเข้าคลองเหมือนกัน. เรื่องที่ ๗ "ระบบเศรษฐกิจ" ในโลกมีระบบเศรษฐกิจเป็นปัญหาใหญ่หลวง เอาอันนี้มาพิจารณา กันบ้าง : เดี๋ยวนี้ระบบเศรษฐกิจนี้ตกอยู่ใต้อำนาจของกิเลสของความเห็นแก่ตัว เพราะฉะนั้นก็ต้องไปตามอำนาจของกิเลส ; แม้โดยไม่เจตนา ก็ยังเป็นเรื่อง ของกิเลส : มีการแสวงหาอย่างเห็นแก่ตัว, มีการมีไว้อย่างเห็นแก่ตัว, มีการ บริโภคอย่างเห็นแก่ตัว, เพราะฉะนั้นมันจึงหิวเป็นเปรตอยู่เรื่อย. คนที่เป็น เศรษฐีอย่างแบบปัจจุบัน คือเป็นนายทุนนั้นมันจะหิวอย่างเปรตอยู่เรื่อย แล้วแสวง หรือมี หรือบริโภคด้วยกิเลส เพราะฉะนั้นจึงหิวอย่างเปรตอยู่เรื่อย. ต้อง ถอยหลังเข้าคลอง ไปเป็นเศรษฐีอย่างครั้งพุทธกาลกันบ้าง.

น.365 ครั้งพุทธกาลคำว่า เศรษฐี เขาต้อง หมายถึงคนมีโรงทาน มีโรงทาน เพื่อประโยชน์แก่สังคม. ถ้าเป็นมหาเศรษฐีต้องมีหลายโรง จึงจะได้ชื่อว่าเป็น มหาเศรษฐี. แล้วก็ผลิตได้ มีข้าทาสบริวาร ผลิตทรัพย์สมบัติสะสมไว้ มีนิธิอะไร ก็เพื่อดำรงโรงทานไว้ได้ เพื่อให้ลูกให้หลานดำรงโรงทานไว้ได้ อย่างนี้เขา ไม่ได้หิวเป็นเปรต แต่เป็นสังคมนิยมประกอบไปด้วยธรรมะ. เศรษฐีแบบ นายทุนสมัยนี้ หิวเป็นเปรตอยู่เรื่อย ร้อยล้านก็ไม่พอ พันล้านก็ไม่พอ หมื่นล้าน ก็ไม่พอ มีขณะจิต ที่หิวเป็นเปรตอยู่เรื่อย. เพราะฉะนั้น เศรษฐกิจระบบนี้ ถอยหลังเข้าคลองไปหาระบบ ๒,๐๐๐ - ๓,๐๐๐ ปี มาแล้วดีกว่า. นี่ระบบ เศรษฐกิจ ที่มันเกี่ยวข้องกันอยู่กับประเทศชาติ. อีกแง่หนึ่งก็ว่า เดี๋ยวนี้เป็นเศรษฐกิจสำหรับบีบคั้นผู้อื่น สำหรับ กดหัวผู้อื่น ทำลายผู้อื่น เอามาเป็นประโยชน์ของตัว; ต้องให้เลิก ๆ ๆ ๆ ถอยหลังเข้าคลองไปหาระบบเศรษฐกิจที่มีเมตตากรุณา ที่เห็นแก่สันติภาพของมนุษย์ เห็นแก่พระเจ้า เชื่อฟังพระเจ้า ถอยหลังเข้าคลองดีกว่า. เรื่องที่ ๘ ระบบเกี่ยวกับกฎหมาย เรื่องสุดท้ายแล้ว มากนักก็ไม่ดี : เมื่อพูดถึงกฎหมาย นี้หมายถึง กฎหมายทุกอย่าง คือระเบียบวิธีที่จะปฏิบัติตามกฎหมายทุกอย่าง นับตั้งแต่ว่าการ ปกครองบ้านเมือง ระบบตำรวจ ระบบอัยการ ระบบศาล ระบบราชทัณฑ์ อย่างนี้เป็นต้น นับตั้งแต่การปกครอง นับแต่ที่ว่าทางอำเภอมีหน้าที่อย่างไร, ตำรวจที่มีหน้าที่อย่างตำรวจ อัยการที่มีหน้าที่อย่างอัยการ ; แล้วก็ศาล แล้วก็ ราชทัณฑ์ นี่ระบบเกี่ยวกับกฎหมาย. เดี๋ยวนี้ "ดีเกินไป" จนโง่กว่าธรรมชาติ โง่ต่อธรรมชาติ, มันดีเกินไป ก็เลยไม่ได้ผล ; ต้องถอยหลังเข้าคลองไปหา ยุคบรมโบราณที่ค่อนข้างจะเฉียบขาดหรือรุนแรง.

น.366 เดี๋ยวนี้ดีเกินไปจนล้มเหลว ; การกระทำต่อจำเลยนั้น ดีเกินไป จนจะเลยเถิด จับไม่ได้บ้าง จับได้มาแล้วก็ใส่คุกไม่ได้บ้าง หรือต้องปล่อยไปบ้าง. หรือมันดีเกินไปจนว่าระบบราชทัณฑ์ ก็ไม่ทำให้ใครเข็ดหลาบ อย่างนี้เป็นต้น. นี่ความเห็นของผมว่าดีเกินไป จนบ้า จนโง่ต่อธรรมชาติ ดีเกินไปนั้นคืออย่างไร? ทุกคนไปศึกษาดูใหม่. ที่ว่า ดีเกินไป คืออย่างไรกัน คือ เลวที่สุด นั่นเอง. "too good" นั้น คือเลวที่สุด ; นี้ ดีเกินไปคืออย่างนี้. ต้องปรับปรุงใหม่ ถอยหลังเข้าคลองไปให้พอดี ๆ อย่าให้ มันดีเกินไป. ระบบปกครองตำรวจ อัยการ ศาล ราชทัณฑ์ อย่าให้โง่ต่อธรรมชาติ หรือต่อจิตวิทยา หรือต่ออะไรก็ตาม คือให้คนมันหลาบจำ ให้คนมันไม่กล้าทำผิด ให้คนมันเข็ดหลาบ หรือมีความละอาย นั่นแหละจึงจะเรียกว่าดี. เดี๋ยวนี้มันดี เกินไป ต้องถอยหลังเข้าคลองให้เลวลงมาหน่อย ให้พอดี ๆ กับธรรมชาติ. ระบบที่ดีเกินไปอย่างนั้น สำหรับใช้กับสัตบุรุษ ละก็ได้ สำหรับผู้ดี ละก็ได้, หรือสำหรับเทวดาก็ยังได้ สำหรับระบบที่มันดีเกินไปนั้น, แต่ ไม่เหมาะกับคนอันธพาล ไม่เหมาะกับปุถุชนคนธรรมดาสามัญ ดีเกินไปมันใช้ ไม่ได้. ฉะนั้นให้ถอยหลังเข้าคลอง เอาแต่พอเหมาะสม. เดี๋ยวนี้มันน่าหวัว ที่ว่าในโลกนี้เขาใช้กฎหมายเล่มเดียวกันหรือข้อ เดียวกัน ที่ใช้ทั้งแก่คนเลว และคนดี ใช้ทั้งแก่สุภาพบุรุษและอันธพาล ซึ่งเขา ถือว่ายุติธรรมแล้ว. กฎหมายเรื่องเดียวกัน บทเดียวกัน ใช้ทั้งแก่คนดีและ คนเลว แล้วจะยุติธรรมที่ตรงไหน นั่นแหละคือมันดีเกินไปจนบ้า. ควรต้องพิจารณากันใหม่ ต้องมีอย่างน้อยก็แยกระบบกัน ส่วนหนึ่ง ใช้กับคนดีสุภาพบุรุษ อีกส่วนก็ใช้กับคนเลวอันธพาลกักขละกล้าแข็ง ; อย่างนี้

น.367 จึงจะเรียกว่าถูกกว่า. ระบบเหล่านี้ที่มันดีเกินไปนั้น ลดถอยหลังเข้าคลองลงไป ให้เป็นอย่างโบราณ อย่างที่เขาทำอะไรเขาวินิจฉัยความ ว่าถ้าเลวมากก็ตีมาก ถ้าเลวน้อยก็ตีน้อย ไม่ต้องเอากฎหมายเล่มเดียวมาลงโทษเท่ากัน อย่างนี้มันก็ไม่ถูก. นี่ใครจะว่าผมบ้าก็ได้ ผมก็ยอม; แต่ต้องการให้ยุติธรรมมากกว่า ด้วยการ ถอยหลังเข้าคลองอย่างนี้. นี่ตัวอย่าง ๘ เรื่อง แต่ละเรื่องก็มีหลายแง่ นี่พอแล้วสำหรับเป็นตัวอย่าง มาถอยหลังเข้าคลองกันดีกว่า เพื่อจะนำกลับไปหาธรรมะที่ถูกต้อง จะมี ธรรมะอยู่กับเนื้อกับตัว มีธรรมะอยู่กับประเทศชาติ หรือว่ามีธรรมะอยู่กับโลก. โลกที่บ้า ๆ บอ ๆ จนเพื่อไปนี้ ถอยหลังเข้าคลอง ก็จะไปหาความถูกต้อง ความ พอเหมาะพอดี. ถอยหลังเข้าคลอง กันเสียที ป้องกันไม่ให้ผีหัวเราะ ! เดี๋ยวนี้ผีมันหัวเราะเยาะคนอยู่ หัวเราะเยาะมนุษย์อยู่ ; ให้รีบถอยหลัง เข้าคลอง แล้วผีจะหัวเราะไม่ได้, ผีหรือมารหรือซาตาน มันจะหัวเราะใส่หน้า มนุษย์ไม่ได้. เดี๋ยวนี้ผีกำลังหัวเราะเยาะคนอยู่ แล้วคนก็ไม่รู้สึก เพราะดีเกินไป หรือเพราะมันอะไรเกินไป. สมัยนี้ถ้าดีก็ดีสำหรับวินาศ ไม่ใช่ดีสำหรับเรียบร้อย ปกติ รุ่งเรือง เจริญ. ถอยหลังเข้าคลอง เพื่อให้มันกลับไปสู่คลองที่ถูกต้อง. อย่างว่าเราขับรถ มันจะลงคลองอยู่แล้ว ก็ต้องถอยหลัง. ขืนแล่น ลงไปมันก็จะลงไปในคลอง หรือจะชนเข้ากับหน้าผาอยู่แล้ว หรือจะตกเหวอยู่แล้ว มันก็ต้องถอยหลัง. เดี๋ยวนี้โลกมันกำลังเป็นอย่างนี้ มันกำลังหมื่นที่จะลงไป

น.368 ในคลอง ; แล้วก็อย่าโง่จนประชด. คนที่มีกิเลสมาก ผิดแล้วก็ไม่ยอมผิด มันประชด ; คือจะประชดจะดันไปข้างหน้าเรื่อยไป อย่างนี้คือมันโง่. ถ้า ไม่โง่ มันก็ไม่ประชด มันก็ยอมถอยหลังเข้าคลอง. อย่างคนโบราณเขาพูดว่าสำหรับวัวโง่ ที่มันประชดเจ้าของ มันยิ่งวิ่ง ๆ ยิ่งแล่นให้ไถหัก มันประชดเจ้าของ. เดี๋ยวนี้เราไม่รู้คำว่า "วัวยิ่งแล่น ไถยิ่ง กินลึก". นี้เป็นเรื่องที่น่าเอามานึกดู ; เพราะฉะนั้นอย่าประชดธรรมะเลย จะเจ็บตัวเอง เหมือนกับวัวยิ่งแล่น ไถยิ่งกินลึก แล้วก็สมน้ำหน้าอ้ายวัวโง่ที่ ประชดคน. อย่าให้มันโง่ ไปจนถึงระดับที่เรียกว่า "แมลงเม่าโผเข้ากองไฟ” ไม่เท่าไรโลกนี้จะมีสภาพเหมือน "แมลงเม่ามันโง่โผเข้าไปหากองไฟ" : มันทิ้ง พระเจ้า มันทั้งศาสนา ทิ้งธรรมะหมดแล้ว. นี่ต้องถอยหลังเข้าคลอง จึงจะ ไม่เป็นแมลงเม่าที่โง่เข้ากองไฟ. อย่าให้เหมือนกับว่า ขับรถลงไปในเหวตกหน้าผาลงไป. ข้อนี้มี ความหมายอย่างไรก็รู้กันอยู่แล้ว. มันไม่รู้จักเหว มีแต่การดันไปอย่างดันทุรัง ก็ผิดมากขึ้น ๆ. ขอให้นึกถึงคำพูดที่ว่า มีธรรมะให้ทันแก่เวลา ฉลาดให้ทันแก่เวลา ; เพราะว่าเวลาสำหรับถอยหลังเข้าคลองนี้ยังมีอยู่ เวลายังมีอยู่ สำหรับจะถอยหลัง เข้าคลอง พอจะทำทันส่วนที่ทำผิดอยู่แล้ว ขอให้ทำถูกเสียใหม่. นี้การบรรยายวันนี้ก็หมดเวลาเพียงเท่านี้ ขอยุติไว้เพียงนี้

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต