Buddhadasa.org

มหิดลธรรม ครั้งที่ ๑๕ — โลกย่อมมีสันติภาพได้ทุกยุคทุกสมัยที่ยังมีธรรมอยู่ในโลก

มหิดลธรรม — คำอบรมภิกษุนิสิตมหาวิทยาลัยมหิดล บวชภาคฤดูร้อน ปี ๒๕๑๗ และ สิ่งที่ทุกคนควรรู้จัก คำอบรมภิกษุนิสิตจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย บวชภาคฤดูร้อน ปี ๒๕๑๗ ณ สวนโมกขพลาราม · วันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๑๗

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.369 ท่านนักศึกษา ผู้มีความสนใจในธรรมทั้งหลาย, การบรรยายเรื่อง ธรรมะเปรียบเสมือนด้วยแผ่นดิน เป็นครั้ง ที่ ๑๕ นี้ จะได้กล่าวโดยหัวข้อย่อยว่า โลกย่อมมีสันติภาพได้ ทุกยุค ทุกสมัย ที่ยังมีธรรมะ อยู่ในโลก. เมื่อโลกยังมีสันติภาพ ก็หมาย ความว่า ยังมีธรรมะอยู่ในโลก และเป็นตอนสุดท้ายของเรื่องนี้. ฉะนั้นขอให้ทบทวนให้ตลอดสาย ให้เป็นพิเศษ ซึ่งเป็นการกล่าว ครั้งสุดท้าย ปรารภโลกเป็นส่วนรวม. ๓๓๖

น.370 ธรรมะนั้นเสมอด้วยแผ่นดิน เป็นที่ตั้งที่อาศัยของโลก ถ้าจะเรียกเป็น ภาษาบาลี ก็จะเรียกว่า มหีตลธมฺม เป็นภาษาไทยว่า มหิดลธรรม. คนดี ก็ต้องตั้งอยู่บนแผ่นดินที่ดี คือธรรมะที่ดี หรือฝ่ายขาว, คนเลว ก็ตั้งอยู่บนธรรมะที่เลว หรือธรรมะฝ่ายดำ เป็นแผ่นดินที่ดำ ; อย่างไร ๆ ก็ไม่พ้นไปจากตั้งอยู่บนแผ่นดิน. คนเลว หรือคนดำ เราจะไม่พูดถึง เราจะ พูดถึงกันแต่คนดี หรือคนขาว. พวกคนขาว นี้จะต้องจัดการกับแผ่นดิน คือ ธรรมะ ไปตามหน้าที่ของตน ให้มีแผ่นดินขาวเป็นที่อยู่อาศัย การทำหน้าที่ก็ให้ มีผลสมควรแก่หน้าที่ เช่นว่า : การที่จะได้แผ่นดินดำ หรือแผ่นดินขาวมา ก็ต้องปฏิบัติตรงตามกฎ เกณฑ์ของธรรมะเสมอ ; พุทธบริษัททำหน้าที่ของพุทธบริษัท ก็ได้แผ่นดินหรือ ธรรมะของพุทธบริษัท มาเป็นที่ตั้งที่อาศัย. นี้เรียกว่า เป็นการมีธรรมะตรงตาม หน้าที่ อยู่กับ กาย วาจา ใจของตัว, เป็นความถูกต้องอยู่กับเนื้อกับตัว ; แล้วเรา ก็ฉลาดจนถึงกับทำให้ทันแก่เวลา. แม้ในกรณีที่เป็นเรื่องของจิต มีความรวดเร็ว แห่งขณะจิต ซึ่งเร็วเหมือนกับสายฟ้าแลบ และเราก็ทำได้ ; เพราะเรามีอุบาย. ธรรมะที่ถูกต้องตามลักษณะของธรรมะ ย่อมมีลักษณะเป็นอุบาย เสมอไป ; ฉะนั้นจึงใช้ได้เหมือนกับว่า เป็นแก้วสารพัดนึก หรือทันแก่ขณะจิต ที่จะเกิดเรื่อง เป็นความเสียหายขึ้นมา. ทำได้อย่างนี้ เรียกว่าการเป็นอยู่ โดยชอบ สมกับการที่เป็นมนุษย์ มีจิตใจสูง, ทำได้อย่างนี้ ก็ทำได้เพราะ อำนาจของสติสัมปชัญญะซึ่งเป็นธรรมะพื้นฐาน ที่ต้องการในที่ทั่ว ๆ ไป. แม้ว่าจะมีอวิชชามาเป็นอุปสรรค จูงให้ทำ ในสิ่งที่ไม่ต้องทำ กล่าวคือ ความทุกข์ ; เราก็ยังมีเครื่องมือ ที่จะกำจัดอวิชชานั้นเสีย นั่นก็คือสัมมาทิฏฐิ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว.

น.371 เมื่อมีธรรมะกันถึงขนาดนี้แล้ว สิ่งที่เรียกว่า ชีวิตนี้ ก็ย่อมจะ ประกอบด้วยธรรมะโดยสมบูรณ์ หรือจะถึงขนาดที่กล่าวได้ว่า ชีวิตนั่นเป็น ตัวธรรม, หรือตัวธรรมนั่นแหละเป็นตัวชีวิตเสียเอง. เดี๋ยวนี้โลกกำลังไม่รู้จัก ธรรม ไม่มีธรรม ไม่สนใจในธรรม เตลิดเปิดเปิงไปในทางของธรรมดำ, คือ ธรรมที่ทำให้ลุ่มหลง เป็นเรื่องของเนื้อหนังไปหมด, หลงในรสอร่อย หรือเสน่ห์ ของสิ่งที่ยั่วยวน ที่มนุษย์หลงผิด ; หลงก้าวหน้ากันไปแต่ในทางนี้ จนเรียกว่า จิตใจของมนุษย์นี้ เตลิดเปิดเปิงไป ในทางของธรรมะที่ดำ กำลังจะตกเหวอยู่แล้ว ; เพราะว่าออกไปนอกคลองของธรรมที่ขาว ก็ต้องพลัดตกลงไปในคลองของ ธรรมดำ. ทีนี้เราก็มาถอยหลังกันให้ถูกวิธี ให้มาอยู่ในคลองของธรรมที่ขาว ที่เป็นเสมือนแผ่นดินของสัตบุรุษ คือคนดีมีความสงบ ; ยังมีหวังที่จะทำเช่นนั้นได้ เพราะมีความจริงอยู่ว่า โลกนี้ยังมีสันติภาพได้ ทุกยุคทุกสมัย ในเมื่อโลกนี้ ยังมีธรรมะอยู่. ฉะนั้นขอให้พิจารณากัน เป็นครั้งสุดท้ายว่า จะช่วยกันทำ โลกนี้ให้อยู่ในคลองของธรรมได้อย่างไร โลกนี้จะอยู่ในคลองของธรรมได้อย่างไร ในสภาพปัจจุบันนี้ ปากก็พูดว่าสร้างสันติภาพ แต่มือนั้น ทำการ สร้างวิกฤตกาล จนเป็นวิกฤตกาลระยะยาว ถึงขนาดที่จะเรียกว่า วิกฤตกาลถาวร ก็ได้อยู่แล้ว. ฉะนั้นขอให้ดูให้ดี ๆ แต่ถึงแม้ว่าจะอยู่ในสภาพวิกฤตกาลอย่างนี้ ก็ยังจัดให้มีสันติภาพได้ แล้วควรจะเป็นสันติภาพที่ไม่น้อยหน้าไปกว่าโลกของ มนุษย์ในสมัยหิน เป็นต้น ; ซึ่งผมอยากจะพูดว่า อย่าให้น้อยหน้าโลกของ สัตว์เดรัจฉานด้วยซ้ำไป. อย่าให้น้อยหน้าโลกของสัตว์เดรัจฉานทั้งในยุคโน้น ดึกดำบรรพ์ล้าน ๆ ปี กระทั่งสัตว์เดรัจฉานยุคนี้วันนี้. นี่ขอให้ลองคิดดู.

น.372 โดยเหตุดังกล่าวแล้ว เราน่าจะพิจารณากันเป็นลำดับมา นับตั้งแต่เริ่มมี สิ่งที่มีชีวิตขึ้นมาในแผ่นดินในโลกนี้. โลกของสัตว์ มีสันติภาพ เพียงไร ยุคแรกที่สุด ต้องเรียกว่าเป็นยุคของสัตว์เดรัจฉาน, หรือต่ำกว่า สัตว์เดรัจฉาน ขนาดที่เรียกกันว่า สัตว์เซลล์เดียว ซึ่งเป็นสัตว์พืช หรือเป็นสัตว์- สัตว์ ก็ไม่ทราบ, กระทั่งได้เป็นตัวสัตว์ที่สมบูรณ์ขึ้นมา ตามความหมายของ คำว่า สัตว์มีชีวิต แล้วดูว่า มีสันติภาพมากน้อยกว่ากันอย่างไร. ถ้าลองเอามาเทียบกับโลกมนุษย์สมัยนี้ เราพอจะเชื่อได้ว่า เดิม มีสัตว์ที่ต่ำต้อยที่สุดขึ้นมาก่อน, แล้วเป็นสัตว์ที่เกิดในน้ำ กระทั่งค่อยเจริญ ขึ้นมา เป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ, กระทั่งเป็นสัตว์ที่อยู่ในดิน อยู่บนดิน อยู่บน ต้นไม้ อยู่บนฟ้า ; เหล่านี้ก็ไม่พ้นไปจากลักษณะที่จะต้องเรียกว่า สัตว์เดรัจฉาน กระทั่งมาถึงจุด ๆ หนึ่ง ที่จะเรียกว่า เป็นสัตว์ครึ่งสัตว์ หรือครึ่งคน. เมื่อเราพูดถึงคน เราก็เห็นได้ว่า ต่างกันกับสัตว์ลิบ ; คน นี่พูดได้ มีภาษา แล้วก็มีวิวัฒนาการที่ก้าวหน้า เหมือนกับวิ่งกระโจนไปอย่างพรวดพราด อย่างเร็วจี๋ทีเดียว. นี่เป็นเรื่องของคน ที่วิวัฒนาการขึ้นมา กระทั่งเป็นมนุษย์ สูงขึ้นทั้งทางร่างกาย และทั้งทางจิตใจ. ในสมัยที่ยังเป็นสัตว์เดรัจฉานนั้น โลกมีสันติภาพกี่มากน้อย ? แล้วเกิดมี ธรรมะได้อย่างไร ? ถ้าเราจะถือตามหลักที่เห็น ๆ กันอยู่ในบัดนี้ว่า ; ถ้าไม่มีการ เบียดเบียนกัน ก็ยังมีสันติภาพ ถ้าไม่มีใครกอบโกยส่วนเกิน เอาเปรียบผู้อื่น ก็จะยังมีสันติภาพ.

น.373 สัตว์เดรัจฉานไม่มีกุ้ง ไม่มีฉาง มันก็กอบโกยส่วนเกินไม่ได้ ; สัตว์ มีเพียงกระเพาะอาหารสำหรับจะใส่ไว้เท่านั้น วันหนึ่ง ๆ ก็กินได้เท่าที่กระเพาะบรรจุ ได้. นั่นคือสัตว์มีธรรมะโดยธรรมชาติอย่างไม่รู้สึกตัว ; แม้ว่าสัตว์เดรัจฉาน จะไม่รู้เรื่องธรรมะ แต่ก็มีธรรมะโดยธรรมชาติ ตามธรรมชาติ ในข้อที่ว่า สัตว์ ไม่มีความโลภ ความโกรธ ความหลง เหมือนมนุษย์. สัตว์จึงมีสันติภาพอยู่ ตามแบบเดิมนั้น แม้ว่าจะมีการกัดกันกินกันบ้าง ก็เป็นเรื่องกินเป็นอาหารตาม ธรรมชาติของสัตว์ ที่จะต้องกินอาหาร. ธรรมชาติของสัตว์กัดกินกันอย่างนี้ จะเรียกว่า เบียดเบียนกัน อย่างมนุษย์สมัยนี้ ยังไม่ได้. เราลองเอากล้องจุลทัศน์มาส่องดูในน้ำสกปรก มีจุลินทรีย์มาก ; ต่อหน้าต่อตา ที่เรากำลังมองดูอยู่ ก็จะเห็นจุลินทรีย์ชนิดที่มีรูป เหมือนเมล็ดข้าวเม่า กระโจนเข้ากินจุลินทรีย์เล็ก ๆ ที่มีรูปกลม ๆ ที่ล้วนแต่มอง ด้วยตาไม่เห็นกันทั้งนั้น ; อย่างนี้ไม่เรียกว่าเป็นการเบียดเบียนกัน เหมือนกับที่ มนุษย์เบียดเบียนกันอยู่ในเวลานี้. สัตว์เป็นสิ่งที่ต้องกินอาหาร มันก็กินอาหาร เต็มกระเพาะแล้วก็ หยุด ; นับว่าเป็นการกระทำที่สมสัดสมส่วนด้วยกันทั้งสองฝ่าย. สัตว์ก็มีสันติภาพ ตามแบบธรรมชาติ มีธรรมะตามธรรมชาติ โดยธรรมชาติ ก็ยังเรียกว่า มีสันติภาพ ตามแบบนั้น ๆ อยู่ ยังมีธรรมะอยู่โดยที่ไม่รู้สึกตัว คือเป็นไปตามธรรมชาติ ธรรมะก็คือธรรมชาติ, คือกฎของธรรมชาติ, คือหน้าที่ตามธรรมชาติ ต้องถือว่าสัตว์ยังถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ. ถ้าไม่ถูกต้องตามกฎของ ธรรมชาติมันก็ตายหรือสูญพันธุ์ไปหมดแล้ว ไม่มีวิวัฒนาการขึ้นมาเป็นสัตว์ที่สูงกว่า, กระทั่งเป็นคนหรือเป็นมนุษย์ ก็เรียกว่าธรรมะมีไว้ให้เป็นรากฐาน เป็นพื้นฐาน.

น.374 แล้วสัตว์ก็วิวัฒนาการมาอย่างพอดี ๆ จนมาเป็นคน มาเป็นพวกเราที่นั่งอยู่ที่นี่ เวลานี้; นี่แผ่นดินของสัตว์มีธรรมะชนิดนั้นเป็นลักษณะ. โลก ยุค เป็นครึ่งสัตว์ ครึ่งคน ยังมีสันติภาพ ทีนี้ เขยิบมาถึงโลกยุคที่มีลักษณะครึ่งสัตว์ครึ่งคน ; นี่ก็เป็นคำ ที่ประหลาด สัตว์ครึ่งสัตว์ครึ่งคน. นี้เป็นคำที่ใช้ได้ทั้งสองยุค คือถ้าพูดอย่าง ภาษาคนธรรมดา สัตว์ครึ่งสัตว์ครึ่งคนนี้ ก็มีตั้งแต่ครั้งกระโน้น; ยุคตั้ง ล้านปีมาแล้ว หรืออะไรในทำนองนี้. แต่ยุคปัจจุบันนี้หยกๆ ก็ยังมีสัตว์ชนิด ครึ่งสัตว์ครึ่งคน คือ อันธพาลที่เลว มีอะไรอย่างสัตว์อยู่ครึ่งหนึ่ง แล้วก็มีความ เป็นมนุษย์เป็นคนสักครึ่งหนึ่ง. เราต้องระวังให้ดี. แต่เดี๋ยวนี้เรากำลังพูดกัน ถึงความเป็นครึ่งสัตว์ครึ่งคนอย่างสมัยโน้น นี้ก็เป็นครึ่งสัตว์ครึ่งคน เป็น ape เป็นอะไรก็ตาม ก็ยังมีสันติภาพ; เพราะ มันกอบโกยส่วนเกินไม่เป็น ไม่อาจจะเบียดเบียนกันได้ ด้วยโลภะ โทสะ โมหะ มีธรรมะโดยอัตโนมัติโดยไม่รู้ตัว โดยไม่เจตนาไปตามธรรมชาติ. สัตว์นั้นก็ยัง อยู่กันไปได้อย่างเงียบสงบ นอกจากจะแสวงหาอาหาร ที่จะกระทบกระทั่งกันบ้าง ก็เป็นเรื่องกินกันเป็นอาหาร มันก็มีวิธีวิ่งหนี เพื่อรอดตายไปได้. การที่จะมีอะไรมาทำให้สัตว์ตายคราวละมากๆ ก็เป็นเรื่องของ ธรรมชาติมากกว่า, เป็นเรื่องของความร้อน ความหนาว ความเปลี่ยนแปลง ของบรรยากาศ ที่สัตว์บางประเภท เปลี่ยนแปลงไม่ทันมันก็ต้องตาย ; อย่างนี้ ไม่ได้ตายด้วยการเบียดเบียน ของน้ำมือของสัตว์ที่มี ความโลภ ความโกรธ ความหลง เหมือนอย่างสมัยนี้.

น.375 ๓๔๒ คนสมัยนี้จะแก้ตัวว่า การที่เราไปฆ่าคนอื่นในสงคราม มหาสงคราม มาก ๆ นั้น ก็เพื่อการกินเป็นอาหาร หรือเพื่อประโยชน์แก่อาหาร ; อย่างนี้ ก็ไม่ถูกแล้ว เพราะเดี๋ยวนี้มีวิวัฒนาการของสมอง ของสติปัญญาของมนุษย์ ที่ควรจะทำอะไรได้ดีกว่านั้น, คือดีกว่าการยกพวกไปฆ่ากัน ด้วยความโลภ ความ โกรธ ความหลง. ใช้อาวุธมหาประลัย ประหารกันอย่างไม่มีน้ำใจ ที่เมตตา กรุณากันเสียเลย. ที่นี้จะดูกันถึงคนสมัยหิน ที่เขยิบใกล้เข้ามาหน่อย ในสมัยหิน มนุษย์จะ เป็นมนุษย์สักกี่มากน้อย มนุษย์จะมีมนุษยธรรมกันกี่มากน้อย ถ้าเปรียบกับคน สมัยนี้ ขอให้ดูให้ดี ๆ. โลกสมัยหิน มนุษย์ ก็ยังไม่เบียดเบียนกัน คนสมัยนี้คุยกันนัก อวดอ้างกันนัก เรื่องมนุษยธรรม ที่สอนกันอยู่ ในมหาวิทยาลัย. แล้วก็ดูให้ดีว่า มนุษย์สมัยหิน กับ มนุษย์สมัยนี้ ใครจะมี มนุษยธรรมมากกว่ากัน ? ที่เราเห็น ๆ กันอยู่ มนุษย์สมัยนี้ก็ยิ่งมีความเห็น แก่ตัวมากขึ้น ยิ่งเอาเปรียบมากขึ้น ยิ่งกอบโกยมากขึ้น ยิ่งฆ่าผู้อื่นได้คราวละ มาก ๆ ยิ่งขึ้น ; นี่คือมนุษยธรรม หรือจะเรียกว่าอารยธรรมก็ตามใจ. ถ้าเรียก ว่าวัฒนธรรมละก็น่าหวัว คือเป็นวัฒนธรรมของมนุษย์สมัยที่เห็นแก่ตัว และฆ่า ผู้อื่นได้คราวละหมื่นละแสน นี้เป็นวัฒนธรรมอะไรกัน. ถ้าพูดถึงมนุษยธรรมควรจะต้องหมายถึง ความที่รู้จักเห็นแก่ผู้อื่น หรือรู้จักความสงบ หวังความสงบ. มนุษย์สมัยหินนั้น ไม่ได้สร้างความวุ่นวาย โกลาหลอะไรให้แก่กัน เหมือนกับที่มนุษย์สมัยนี้เขาสร้าง ; อย่างเช่นวิกฤตกาล น้ำมัน ที่ทำความยุ่งยากทั่วโลกเวลานี้ ก็เป็นเรื่องของมนุษย์ ผู้เห็นแก่ตัวทั้งนั้น

น.376 ต่างเบียดเบียนกันไป เบียดเบียนกันมา, แล้วก็มีการแก้มือแก้ลำกันไป แก้มือกันมา จนเกิดระส่ำระสายไปทั้งโลก ; แล้วจะเรียกสิ่งนี้ว่า มนุษยธรรมก็น่าหวัว. การกระทำอย่างเห็นแก่ตัวนั้น เป็นธรรมะ ของพวกคนดำ คนแผ่นดินสีดำเสียมากกว่า เราลองพิจารณากันถึงสมัยหินเก่า; ไปเอาก้อนหินในยุคเก่ามานั่ง พิจารณาดู หลับตาคำนวณดู จะรู้สึกว่า มนุษย์สมัยหินเก่านี้ คงจะไม่มีการเบียด เบียนอะไรกัน มากไปกว่าฝูงลิงสมัยปัจจุบันนี้. ลิงที่อยู่เป็นฝูง ๆ ตามชายทะเล หรือบนภูเขา ก็ไม่มีการเบียดเบียนอะไรกัน ถึงขนาดที่เรียกว่า น่าทุเรศเวทนา เหมือนกับมนุษย์สมัยนี้. มนุษย์สมัยหินเก่าไม่มีอะไรเจริญ ไม่มีสมองเจริญ; เพราะ ฉะนั้นจึงไม่ก้าวหน้าในทางที่จะล้างผลาญกัน. เขาอาจจะรู้จักทำสันติภาพ หรือหย่าศึก โดยถอยห่างจากกันไปเฉย ๆ ดูแสนจะง่าย ; ส่วนมนุษย์สมัยนี้เจรจา สันติภาพกันอย่างหน้าไหว้หลังหลอก ตลบแตลง ไม่รู้ว่ากี่สิบครั้ง กี่ร้อยครั้ง ก็ไม่เห็นได้ผลแก่สันติภาพ ทั้งที่เรียกกันว่า เจรจาเพื่อสันติภาพ. ที่จริงมนุษย์ ในสมัยหินนี่ ไม่มีการเบียดเบียนกันมากไปกว่า ฝูง ลิงตามชายทะเลสมัยนี้ ; มันง่ายที่จะมีสันติภาพ ง่ายที่จะถอยห่างออกจากกัน ไม่ต้องฆ่ากันให้ตายทั้งฝูง. ในจิตใจของสัตว์ที่มีมันสมองน้อย ๆ หรือจะเรียกว่า ยังมีความโง่มากที่สุด ก็สุดแท้เถอะ ; เขาคงจะรู้สึกไปในทำนองที่ว่า ไม่เห็นมี ความจำเป็นอะไรเลย ที่เราจะต้องกัดกัน เหมือนกับมนุษย์สมัยนี้, ที่เขากัดกัน อย่างยืดเยื้อ เป็นวิกฤตกาลถาวร.

น.377 ถ้าเราจะดูออกมาถึงสมัยหินขัดเกลี้ยงเงาวับ สมัยหินหลังนี้ แล้วก็นึก ไปในทางที่ว่า ‘แหม ดูเป็นศิลบีนกันมากมายเหลือเกิน’ นุษย์สมัยหินขัดนั้น. ไปดูขวานชนิดนี้ ในพิพิธภัณฑ์ เขาขัดขวานเป็นเงาเคว้งเลย รูปร่างก็แสดงว่า เป็นศิลปินดูยิ่งเป็นศิลปินเต็มตัว ; อย่างนี้แล้ว มามัวกัดกันอยู่ทำไม, มัว รบราฆ่าฟันกันทำไม ขวานอย่างนั้นดูจะมีไว้อวดกันเสียมากกว่า. ถึงอย่างไรก็ดี มนุษย์ในสมัยยุคหินขัด มีอะไรวิจิตร ; นี่ก็ยัง ไม่มียุ้งมีฉาง. ผมเชื่ออย่างนั้น คงจะยังไม่ได้สร้างยุ้งสร้างฉางอะไร สำหรับ กักตุนอาหาร แล้วก็ไม่มีการกอบโกย. พูดง่าย ๆ ก็ว่า ยังไม่มีนายทุน ยังไม่มีใคร เป็นผู้กอบโกยส่วนเกิน, หรือจะพูดอีกทีหนึ่งก็ว่า ยังไม่มีกิเลสที่ครองโลก คือไม่มีความโลภ ความโกรธ ความหลง ของมนุษย์ ที่ครองโลกเหมือนสมัยนี้. ในสมัยหินขัด คนป่าแท้ ๆ ยังไม่มีกิเลสมาก. นี่แสดงว่า สิ่ง ที่เรียกว่า อวิชชานี้ ก็เพิ่งเกิด, อวิชชาความโง่ ความหลง ที่ให้ทำอะไรไป อย่างผิด ๆ นั้น ก็เพิ่งเกิด ; เพิ่งเกิดในสมัยที่รู้จักกอบโกย รู้จักมียุ้งฉาง รู้จัก กักตุน. เหล่านี้จะมีได้เมื่อไร ? สมัยไหน ? เราก็มาดูได้จากพระคัมภีร์ โดยเฉพาะ พระไตรมีกฎของพุทธบริษัทนี้กันบ้าง. โลก เริ่มไม่สงบ จนต้องมีพระเจ้าสมมติราช เรื่องความมีกิเลส จะเกิดนานมาสักกี่มากน้อย ก็อย่าไปเอาตัวเลขที่แน่นอน อะไรกันเลย มันหาไม่ได้ ; หรือว่าหาได้ก็ไม่มีประโยชน์อะไร. แต่แน่นอน อยู่ตรงที่ว่า ได้มาถึงยุคหนึ่งสมัยหนึ่ง ซึ่งผมจะเรียกเอาเองว่า ยุคสมัยที่เกิดมี พระเจ้าสมมติราช. ถ้าคุณยังไม่เคยฟังคำว่าสมมติราช ก็อยากจะอธิบายสักหน่อยว่า พระเจ้า สมมติราชนั้น เขาหมายถึงพระราชาคนแรกในโลก ซึ่งเกิดขึ้นโดยการสมมติ

น.378 ะอยู่ในโลก ของคน หรือมนุษย์สมัยนั้น ที่เริ่มมีสติปัญญา จนรู้จักสมมติคนให้เป็นหัวหน้า. เขามอบอำนาจให้เป็นหัวหน้า ให้จัดการทุกอย่าง แล้วทุกคนก็ยินยอม นี่จะเป็น เวลากี่หมื่นปี หรือสักหมื่นปีมาแล้วก็ตามใจ ไม่ต้องเอาตัวเลขที่แน่นอนอีกตามเคย. มนุษย์ในระยะนั้นได้ก้าวหน้าขึ้นมาตามลำดับ ที่เรียกว่าเป็นความเจริญ ทางสติปัญญา ก็ได้ก้าวหน้าขึ้นมาตามลำดับ ; ดูโดยกว้าง ๆ ทั่ว ๆ ไปแล้ว ก็ อยากจะบัญญัติให้เข้าใจกันได้ง่าย ๆ ว่า ความก้าวหน้าของมนุษย์ ได้ก้าวหน้ามาจน ถึงกับยุคหนึ่งสมัยหนึ่ง รู้จัก การเผาจี่ หุงต้ม คือการปรุงอาหาร, ซึ่งเมื่อ ก่อนนี้กินกันแต่เนื้อดิบ ๆ นี้ก็เรียกว่ายุคหนึ่ง. ต่อมา รู้จักย่าง หรือ จี หรือ เผา โดยบังเอิญ ; คือทำก้อนเนื้อตก ลงไปในกองไฟ; พอได้กิน รู้สึกว่าดี อร่อยกว่า หรืออะไรทำนองนี้ ก็เกิด วัฒนธรรมปิ้ง จี่ อะไรขึ้นมา แทนที่จะกินดิบ ๆ ก็นับว่าเป็นการก้าวหน้าอยู่. ต่อมาอีก จนถึงเรียกว่า สมัยวัฒนธรรมน้ำจิ้ม ; ขอใช้คำนี้เป็น คำรวม คือเมื่อรู้จักการปรุงเมื่อตอนกินเนื้อที่เผา ที่ขี่เฉย ๆ ก็มีรสดีขึ้นไปแล้ว กินได้มากแล้ว. ต่อมาเผอิญเอาไปแตะนั่นแตะนี่ มีรสเค็ม รสเปรี้ยว รสอะไร ขึ้นมา ตามที่จะหาได้ตามธรรมชาติ ; ก็เกิดวัฒนธรรมน้ำจิ้มขึ้นมา มีเครื่องปรุง เครื่องแต่งรสอาหารต่าง ๆ นั้น ; ซึ่งสมัยนี้ก็ยังใช้อยู่ และนิยมกันอยู่อย่างแน่นแฟ้น. ลองไปดูที่โต๊ะอาหารซิ จะมีเต็มไปด้วยน้ำจิ้มนานาชนิด จะเห็นความโง่ ที่จะเป็นทาสของลิ้น ความโง่ที่จะเป็นทาสของกิเลสยิ่ง ๆ ขึ้นไป นี้ยังเต็มอยู่ บนโต๊ะอาหารของคนสมัยนี้ ยุคนี้. วัฒนธรรมน้ำจิ้มได้เกิดขึ้นแล้ว ตั้งแต่ สักพันปี หมื่นปี กี่พันปีก็ตามใจเถอะ เป็นของคนบ่าสมัยหิน, หรือสมัยที่รู้จัก ใช้การเพาะปลูก และก็ยังไม่รู้จักทำอะไรได้มาก นอกไปจากว่าอิ่มท้อง ก็แล้วกัน.

น.379 ต่อมาเกิดความรู้จักทำให้ดี ให้อร่อย ยิ่งขึ้นไปอีก ที่เรียกว่า วัฒนธรรม กินดี อยู่ดี ตรงนี้แหละเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ เป็น tradition ตรงนี้เอง. พอเกิด ความรู้สึกจะกินดี อยู่ดีขึ้นมา ; นี่ก็คิดจะตั้งยุ้งตั้งฉาง จะกอบโกย จะเปลี่ยนแปลง ที่ตรงนี้ ก็เลยเกิดวัฒนธรรมกอบโกยขึ้นมา การเบียดเบียนก็เป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้น โดยไม่มีทางจะหลีกเลี่ยง. เรื่องราวในพระบาลี ก็มีอยู่ดังที่เล่ากันมา : คนบางคนก็คิดว่า ทรัพยากรที่อยู่ตามธรรมชาติในป่า ที่ไปเก็บเอามากิน ๆ กันเป็นประจำวัน เช่น ข้าวสาลี ข้าวอะไร ที่เกิดอยู่ในป่า ก็ไปกอบโดยเอามากักตุนในยุ้งในฉาง ก็เริ่ม รู้จักมียุ้งมีฉาง. ครั้นเก็บเอามานั้นไม่พอ ก็ขโมยเอาของสิ่งที่เพื่อนกันมี กระทั่งยุคที่รู้จักปลูก รู้จักฝั่ง รู้จักทำ มีทรัพย์สมบัติแล้ว ก็ยังขโมย หรือรู้จัก เบียดเบียนกันทางอื่น เช่นล่วงเกินทางเพศ เป็นต้น. ต่อมามนุษย์ก็มีปัญญาสูง มีสมองสูง พอที่จะเห็นว่า นี่เกิดเป็น ปัญหาแล้ว ; แก้ปัญหากันไปตามประสาคนป่า ตามลำพังเรื่อยมา จนคิดออก ว่าจะต้องสมมติ คือยอมรับคน ๆ หนึ่ง ซึ่งมีอะไรเหนือกว่า เช่นรูปร่างก็สวยกว่า ความแข็งแรงทางร่างกาย ก็มีมากกว่า ความเฉลียวฉลาดก็มีมากกว่า เห็น ๆ กันอยู่ ก็ยอมรับรอง คือสมมติให้คน ๆ นี้เป็นผู้บัญชาการ. เขาใช้คำว่า ให้ลงโทษคน ที่ทำผิด ให้ยกย่องคนที่ทำถูก. เมื่อเลือกคนขึ้นบัญชาการ ก็มีลักษณะเป็นการปกครองขึ้นมา เป็นรูปเป็นร่าง ; แล้วคนที่ได้รับสมมตินี้ ก็ทำหน้าที่ของตนด้วยความซื่อสัตย์. การเบียดเบียน การกระทบกระทั่งอะไรก็ตาม ก็หายไป, ทำให้อยู่กันเป็นผาสุก นอนหลับสนิท, วันหนึ่งคืนหนึ่งก็มีคำพูดคำใหม่ผุดขึ้นมา หลุดออกมาทางปากว่า

น.380 พอใจ ๆ. คำว่า พอใจ ๆ นี้ คือคำว่า ราชา - ราชา ; ราชาคำนี้แปลว่า พอใจ ๆ คือยินดี ๆ. คำว่า ราชา ที่แปลว่า พอใจ หรือคำว่าพอใจ นี้เขาร้องตะโกนออก มาจากปากของคนที่ได้รับความพอใจอย่างนั้น ; แล้วคำ ๆ นี้ก็เลยใช้แทนชื่อของ บุคคลคนนั้น เป็นบุคคลคนแรกที่เป็นพระราชา คือเป็นคนที่ทำความพอใจ ให้แก่ผู้อื่น เป็นคนแรกในโลก. คนนี้เขาเรียกกันว่า พระเจ้าสมมติราช คือ พระราชาที่มหาชนสมมติขึ้นเป็นคนแรกในโลก ; ลูกหลานที่สืบต่อมาจากคน ๆ นี้ โดยตรง ก็ถือว่าเป็นคนมีเกียรติ มีหน้าที่ปกครองกันต่อมา เป็นพระราชาโดยการ ถ่ายทอดทางกำเนิด. เมื่อมีพระราชา สันติภาพก็ยังพอมีอยู่ เพราะว่าสิ่งที่ พระราชาคนแรกปฏิบัติออกไปนั้น ก็คือธรรมะนั่นเอง นี่ เรียกว่า มีแบบฉบับของการปกครองโดยธรรม เป็นขั้นมูลฐาน ได้เกิดขึ้นแล้ว, มีศีลธรรม มีกฎหมาย ในขั้นมูลฐานได้เกิดขึ้นแล้ว ; ก็มี สันติภาพไปตามแบบนั้น. เรียกว่าเป็นยุคหนึ่งแบบหนึ่ง ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนเลยว่า จะต้องมีธรรมะเข้าไปแทรกอยู่ด้วยเสมอ สันติภาพจึงจะมีได้; แต่เป็น ธรรมะตามธรรมชาติโดยไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเจตนา เป็นเรื่องที่เป็นไปโดยธรรมชาติ เป็นเอง หรือเป็นเรื่องฟลุคเรื่องบังเอิญอะไรก็ได้. เรื่องความบังเอิญนี้ก็ไม่ใช่เล่น อย่างการบังเอิญเมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม เมื่อปีก่อนที่แล้วมานี้ ก็เป็นเรื่องการบังเอิญที่มีผลมหาศาล ใช่ไหม ? ฉะนั้น การบังเอิญย่อมมีได้ทุกยุคทุกสมัย ซึ่งเป็นวิวัฒนาการใหม่ ๆ เรื่อยมา คือว่าอาจ เป็นการบังเอิญแต่มีผลดี ก็รับเอาอันนั้นมา มนุษย์ก็ได้เป็นมาในลักษณะอย่างนี้ ทุกยุคทุกสมัย.

น.381 โลกสมัย เกิดวรรณะ และบทบัญญัติทางศาสนา ครั้นล่วงมากระทั่งถึงยุคถึงสมัยที่เกิดวรรณะ รู้จักแบ่งวรรณะ เป็น กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ สูทร เป็น ๔ วรรณะนี้ก็แบ่งกันตามหน้าที่การงาน. ขอให้สังเกตดูให้ดีๆ วรรณะที่แรกนั้นแบ่งกันตามหน้าที่การงาน : วรรณะกษัตริย์ ก็ทำหน้าที่คุ้มครอง หรือปกครอง ที่สืบต่อมาจาก พระเจ้าสมมติราช พระราชาองค์แรก เป็นวรรณะกษัตริย์. วรรณะผู้สั่งสอน คือครูบาอาจารย์ทั้งหลาย จะสอนเรื่องทางโลก ๆ หรือทางวิญญาณ ทางธรรม ทางจิตใจ นี้เรียกว่าวรรณะพราหมณ์ เป็นวรรณะ ครูบาอาจารย์. วรรณะแพศย์ หรือไวศยะ คือวรรณะผู้ที่ใช้งานฝีมือ หรือ ความคิด สติปัญญา ที่ใช้ฝีไม้ลายมือ เช่นพวกทำกสิกรรม ทำการค้า ทำการเลี้ยงสัตว์ ทำอะไรต่าง ๆ อย่างที่เรียกว่าเป็นอาชีพพื้นฐานทั่ว ๆ ไป นี้ก็เรียกว่าวรรณะแพศย์. อีกวรรณะหนึ่งเรียกว่า วรรณะสูตร คือคนชั้นต่ำที่สุด เป็นบ่าวเป็น ไพร่เป็นกรรมกร หรือกระทั่งเป็นพวกที่เขาไม่ยอมรับเข้าสมาคมด้วย ; เพราะว่า ล้าหลังเกินไป เมื่อยังล้าหลังอยู่ ก็เป็นคนรับใช้ เป็นบ่าวเป็นไพร่. นี่รวมเป็น ๔ วรรณะขึ้นมาโดยธรรมชาติจัดสรร แต่ถ้าพูดให้ดีหน่อย ก็ว่า กรรมหรือการกระทำนั้นแหละจัดสรร แบ่งคนให้เป็นพวกเป็นวรรณะ ขึ้นมา มนุษย์ก็รู้จักสังเกต และแยกเป็นวรรณะขึ้นมา ก็เลยเกิดความแตกต่างกันขึ้น ในระหว่างคน ซึ่งทีแรกก็เหมาเป็นพวกเดียวกัน อย่างเดียวกัน ระดับเดียวกัน. ทีนี้เกิดเป็นวรรณะสูงต่ำขึ้นมาแล้ว ก็เริ่มก่อกวนสันติภาพแล้ว ; หมาย ความว่าเป็นสันติภาพที่จัดได้ยากขึ้นมา ยิ่งขึ้นไปอีก.

น.382 วรรณะชนิดนี้ก็ยังเหลืออยู่จนกระทั่งบัดนี้ โดยเนื้อแท้ โดยความ จริง ก็เหลืออยู่จนกระทั่งบัดนี้ ; ถ้าเรามีการงานชนิดไหน ก็ถูกจัดเป็นชนิด พวกนั้นไป. วรรณะโดยหน้าที่การงานเป็นอย่างนี้ ย่อมเลิกไม่ได้, แล้วก็ไม่ ต้องเลิกด้วย เพราะเป็นสิ่งที่ช่วยให้กำหนดหมายกันได้ง่ายขึ้น. แต่ทีนี้เกิดมีวรรณะปลอม คือวรรณะที่ถ่ายทอดกันมาโดยกำเนิด : เกิดมาจากพ่อแม่อย่างไร แล้วก็ยึดถือว่า เป็นวรรณะนั้น. อันนี้แหละทำลำบาก เพราะเกิดความไม่จริง ไม่ตรง ไม่ยุติธรรม ก็สร้างความปั่นป่วนขึ้นมา ; จึงต้อง เลิกวรรณะประเภทโดยกำเนิด คงวรรณะโดยหน้าที่ โดยการงานไว้ แล้วก็จัดหมวด จัดหมู่กันใหม่ในเวลานี้ ตามหน้าที่การงาน. เมื่อมนุษย์มีสติปัญญา รู้จักการบัญญัตินั้นบัญญัตินี้ขึ้นมาอย่างนี้ ที่สำคัญที่สุด ก็คือ ระบบศีลธรรม ทางจริยธรรม หรือทางศาสนา. ความ ทุกข์ยากลำบากนั่นแหละบีบคั้น ให้มนุษย์ทนอยู่ไม่ได้ จะต้องขวนขวายเพื่อแก้ไข ก็เกิดระบบศีลธรรม หรือระบบสูงสุดของศีลธรรม คือ ศาสนาขึ้นมา รู้จักคิด แก้ปัญหาเป็นระดับ ๆ ไป. เช่นปัญหาเกี่ยวกับโลกนี้โลกหน้า. การคิดปัญหาเขยิบไกลออกไปอีกถึงโลกอื่น ซึ่งไม่ใช่โลกนี้ก็เกิดขึ้น แม้มองไม่เห็นว่าอยู่ที่ไหน ก็ไม่รู้ ; แต่ก็ต้องมีเป็นแบบ ๆ ไป กระทั่งสติปัญญา อันสุดท้าย คือเรื่องเหนือโลก อยากจะพ้นไปเสียจากความเป็นอย่างนี้ ; เพราะ ถ้ายังเป็นโลกนี้อยู่ ก็ต้องยุ่งยากอย่างนี้แหละ จึงอยากจะให้สูงไปเสียกว่านั้น ให้พ้นไปเสียเลย เมื่อคิดอย่างนี้ ความคิดเรื่องเหนือโลก เรื่องโลกุตตระ ก็เข้ามา.

น.383 ถ้าว่า เราจัดการเกี่ยวกับโลกใน ๓ ระดับนี้ได้ ก็จะเป็นสันติ- ภาพที่ดีขึ้น ทั้งทางฝ่ายวัตถุ คือฝ่ายแผ่นดินฝ่ายเนื้อหนังนี้ และทั้งฝ่าย จิตฝ่ายวิญญาณ. ถ้าเป็นเรื่องโลกนี้ ก็หมายความว่า เป็นโลกที่สมบูรณ์แบบ ตามความ หมายของคำว่าโลกมนุษย์ นี้ก็ย่อมมีการจัดการทำอย่างนั้นอย่างนี้ ที่น่าดูยิ่งขึ้น ; คือแก้ไขธรรมชาติบ้าง แต่ไม่เพ้ออย่างที่สมัยนี้เป็นเรื่องทำลายธรรมชาติ เพื่อให้ มีโลกนี้ ให้โลกที่เราอยู่เป็นปัจจุบันนี้เป็นอย่างสมบูรณ์แบบ ตามแบบของโลกนี้. นอกจากเรื่องโลกนี้ ก็มีเรื่องโลกอื่น เรื่องโลกหน้า เรื่องโลกสวรรค์ หรืออะไรก็สุดแท้ที่จะคิดเผื่อไปได้ ให้เป็นโลกอื่นที่ดีกว่าโลกนี้. เรื่องโลกอื่น นี้ก็ยังมีปัญหา ก็คิดต่อไป ว่าจะต้องอยู่เหนือโลกกัน ดีกว่า ก็ค้นพบเรื่องโลกุตตระ. ที่เรามาเรียกกันเวลานี้ว่า อมตะ อมตธรรม อมตภาวะ ชีวิตอมตะ หรือว่านิพพาน เป็นต้น. ถ้าเป็นไปตามทางที่ถูกที่ควร ไม่มีอวิชชาเข้ามาแทรกแซงแล้ว ก็จะ มีสันติภาพสูงสุด. คิดดูให้ดี มีสันติภาพสูงสุดนี้ ก็เพราะมีธรรมะถูกต้อง ถูกฝาถูกตัว สำหรับโลกนี้ หรือสำหรับโลกอื่น สำหรับเหนือโลก. สันติภาพสูงสุดของมนุษย์เป็นส่วนรวม หรือว่า สันติสุขของมนุษย์ เป็นส่วนตัว ก็เป็นอันว่าแล้วแต่มนุษย์คนหนึ่ง ๆ ถ้ามนุษย์คนหนึ่ง ๆ ใน โลกนี้เป็นอย่างไร โลกนี้ก็เป็นอย่างนั้น. แล้วก็จะต้องมียุคหนึ่งสมัยหนึ่ง ที่มนุษย์ ตั้งอยู่ในธรรมะ มีความสงบสุขเหลือประมาณ น่าชื่นใจ; แต่แล้วก็เกิด

น.384 ความเปลี่ยนแปลง ไม่เที่ยง ซึ่งเป็นกฎของธรรมชาติ ก็จะมาถึงยุคที่มนุษย์กลาย เป็นคนบ้า. นี่เป็นมนุษย์สูงสุดแล้ว ลูกหลานย้อนกลับไปเป็นคนบ้า. โลกสมัยวัตถุนิยม เดี๋ยวนี้ที่มนุษย์ไปหลงเสน่ห์ของวัตถุ ก็เป็นเรื่องเผอิญอีกนั่นแหละ ที่มนุษย์ไปค้นไปคว้าไปพบการประดิษฐ์ประดอยทางวัตถุ ให้เกิดความสวยงามยั่ว ยวนมากขึ้น เป็นอำนาจทางวัตถุที่จะดึงดูดจิตใจคน คือวัตถุนิยม อย่างที่เราก็พอ จะเข้าใจกันได้แล้ว อย่างเดี๋ยวนี้ เรามีความก้าวหน้าทางวัตถุกันอย่างไร ? จะเรียกว่าสูงสุด จนจะเกินเทวดาอยู่แล้ว นี่มีเสน่ห์เท่าไร ? วัตถุมีเสน่ห์มากพอ ที่จะดึงมนุษย์ให้หันหลัง ให้แก่ธรรมะ ให้หันหลังให้แก่ศาสนา หรือหันหลังให้ แก่พระนิพพานก็แล้วกัน. มนุษย์หลงวัตถุ ไม่มีความสนใจในเรื่องอมตธรรม เรื่องนิพพาน อย่างที่พวกฝรั่งเขาชอบพูดอวดว่า พระเจ้าตายแล้ว เขาจะหาสิ่งอื่นมาแทนพระเจ้า นี้ก็คือวัตถุนิยมนั่นแหละ ที่จะมาครอบครองจิตใจของเขา, แล้วก็บูชาวัตถุนิยมนั้น เป็นพระเจ้า คือความเอร็ดอร่อยทางเนื้อหนัง ซึ่งทางศาสนาเขาสาปแช่งกันนั้น ถูกเอามาตั้งเป็นพระเจ้า. พอสถานการณ์ของโลกเปลี่ยนมาเป็นหลงเสน่ห์ของวัตถุ วัตถุนิยมก็ จะเริ่มครองโลก. ได้ยินว่าเขามีมาตรฐานไว้สำหรับโฆษณาว่า จะให้ทุกคนมีตึก มีรถยนต์ มีเรือบิน นี้ก็อาจจะเป็นไปได้ ถ้าบ้ากันขนาดหนัก ; แต่แล้วก็จะมี ประโยชน์อะไร นอกจากความเห็นแก่ตัวมากขึ้น แล้วก็เบียดเบียนกันมากขึ้น. นี่เป็นเรื่องโฆษณา แล้วเกิดการแข่งขันกันขึ้น ต่อสู้กันขึ้นระหว่างเรื่องวัตถุนิยม กับมโนนิยม.

น.385 เรื่องมโนนิยมนี้จะต้องพ่ายแพ้ลงไป วัตถุนิยมก็ชนะมากขึ้น ๆ โลก ขณะนี้กำลังเป็นอย่างนี้. ต้องปรับปรุงจิตใจให้พอเหมาะพอดีที่จะอยู่กับวัตถุนิยม อย่าลืมว่า พุทธศาสนาแท้ ๆ นั้นไม่ใช่วัตถุนิยม และก็ไม่ใช่ มโนนิยม แต่เป็นธรรมนิยม คือนิยมความถูกต้อง. ถ้ามีวัตถุ ก็ใช้วัตถุ อย่างเป็นอุปกรณ์ที่พอเหมาะพอดี ส่วนเรื่องจิตใจนั้น ก็ปรับปรุงให้พอเหมาะ พอดีที่จะอยู่กันกับวัตถุได้. การปรับปรุงจิตใจให้พอเหมาะพอดี ต้องใช้ธรรมะ เรียกว่าความ ถูกต้อง แปดประการ อย่างที่บรรยายมาแล้ว เมื่อครั้งก่อน ๆ. วัตถุนิยมจัด ก็เรียกว่าบ้า, จิตนิยมจัด ก็เรียกว่าบ้า ; ต้องเป็นความถูกต้องของสิ่งทั้งสองนี้ ซึ่งเรียกว่า ธรรม ธรรมิก หรือประกอบอยู่ด้วยธรรม. แต่เดี๋ยวนี้ สภาพตามที่เป็นจริงของมนุษย์นี้ วัตถุนิยมกำลังชนะเรื่อง มโนนิยม มากขึ้น ๆ ไม่มีใครเข้าไปสนใจกับเรื่องทางจิต ; เพราะว่า เรื่อง ทางวัตถุนั้น อร่อยกว่า. ฉะนั้นการพ่ายแพ้ของระบบวิญญาณนี้ก็มีเพิ่มขึ้น ๆ เป็นการ พ่ายแพ้แก่ระบบวัตถุ โลกก็เป็นโลกของวัตถุ ก็ยิ่งเป็นที่ตั้งของความคิดนึก ที่เป็น ความโลภ ความโกรธ ความหลง ที่จะกอบโกย. วัตถุนิยมครองโลกมากขึ้น ๆ แล้วสันติภาพอยู่ที่ไหน ? ก็ไปดูเอา เมื่อธรรมะน้อยลงไป สันติภาพก็น้อยลงไป เมื่อธรรมะดำมีมากขึ้น ความวุ่นวาย ก็มากขึ้น. เมื่ออธรรมครองโลก คือธรรมะดำครองโลก ก็จะหาสันติภาพตาม แบบที่แท้จริงไม่ได้ ก็ต้องมีสันติภาพของธรรม. ที่พูดกันอยู่ทุกวัน ๆ ว่าจะ

น.386 สร้างสันติภาพ นั่นก็คือการหลอกลวงสับเปลี่ยน โยกย้ายกันไปโยกย้ายกันมา พอเป็นเรื่องโฆษณาชวนเชื่อว่าสันติภาพ. ปัจจุบันนี้มนุษย์นิยมวัตถุ เขายิ่งเกลียดพระเจ้า ยิ่งเกลียดศาสนา ไม่ให้ เนื้อที่ ไม่ให้ที่ว่างแก่พระเจ้า แก่ศาสนา เข้ามามีส่วน ในระบบการเมืองระหว่างชาติ ระหว่างประเทศ หรือของโลกกันเสียเลย ; โลกนี้ก็ไม่มีสันติภาพ. แต่อย่าเพ่อ ท้อถอย โลกอาจจะมีสันติภาพได้ ในเมื่อธรรมะกลับมาอีก. ในโลกนี้ มีสงครามระหว่างธรรมะ กับ อธรรมมาตั้งนมนาน มาแล้ว แต่ก็ไม่รุนแรงเหมือนสมัยนี้ : อธรรมก็มีเหตุผลอย่างอธรรม, ธรรมะ ก็มีเหตุผลอย่างธรรมะ ; แต่ทั้งอธรรม ทั้งธรรมะ ก็คือธรรมะด้วยกัน ; เพราะ ฉะนั้นจึงต้องแยกเป็นธรรมดำ ธรรมขาว ธรรมะดำ กับ ธรรมะขาวที่ทำสงครามกัน มีปรากฏอยู่ในคัมภีร์ชาดก. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ได้ทรง พระราชนิพนธ์ เป็นเรื่องธรรมาธรรมสงคราม ควรหาอ่านดู. ปัญหาในจิตใจของคนเรา ก็มีการรบกันระหว่าง ธรรมะดำ กับ ธรรมะขาว มาจนบัดนี้. ธรรมชาติฝ่ายต่ำ ก็มีเหตุผลอย่างต่ำ, ธรรมชาติฝ่ายสูง ก็มีเหตุผลทางฝ่ายสูง แล้วก็รบกันอยู่. ที่เป็นภายนอก ก็มีผลออกมาเป็น สงคราม เป็นมหาสงคราม ; ที่เป็นภายใน ส่วนบุคคล ก็เป็นการรบกันระหว่าง ธรรมชาติฝ่ายต่ำ กับ ธรรมชาติฝ่ายสูง. ธรรมชาติฝ่ายต่ำ ก็เอาความเอร็ดอร่อย เป็นเหตุผล, ธรรมชาติฝ่ายสูง ก็เอาความถูกต้องเป็นเหตุผล แล้วแต่ว่าอะไรจะชนะ. ในบทพระราชนิพนธ์ของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๖ นั้น มีประโยคที่ดีอยู่ ประโยคหนึ่ง ที่ว่า "ธรรมดาเขาเอาเหล็กตีทอง ไม่มีใครเอาทองตีเหล็ก" นี่เหตุผลของธรรมะดำ ว่าต้องใช้อำนาจ ต้องใช้การบีบบังคับกันด้วยอำนาจ

น.387 เพราะว่าธรรมดาเขาก็ต้องเอาเหล็กตีทอง. ฝ่ายธรรมะขาวนั้นไม่ยอม ต้องการ ความถูกต้อง จะใช้วิธีเบียดเบียนกัน อย่างนี้ไม่ได้. ถ้าใครมีกำลังแล้ว ก็จะ ให้เป็นผู้ชนะ อย่างนี้ผู้ชนะต้องเป็นธรรมะดำ ; ถ้าใครมีความถูกต้องแล้ว จะให้ เป็นผู้ชนะ นี่เป็นความถูกต้องของธรรมะขาว. นี้ถ้าว่าเรามีธรรมะขาวหรือธรรมะ จริงกลับมาอีก โลกนี้ก็จะมีสันติภาพอีกโดยไม่ต้องสงสัย. ทีนี้เรามาพิจารณากัน ในข้อสุดท้าย ว่าจะช่วยกันได้อย่างไร ที่จะทำให้ธรรมะกลับมาสู่โลกนี้ได้อีก. เรามาคิดกันว่า ทำอย่างไร จึงจะทำให้มนุษย์ในโลกนี้ หวังพึ่ง ธรรมะ ? แทนที่จะหวังพึ่งอาวุธ หวังพึ่งอำนาจ หวังพึ่งกำลังที่สะสมกันเป็น การใหญ่ ที่จัดเศรษฐกิจ จัดการเมือง จัดการทหาร การอะไรเพื่อใช้กำลังทั้งนั้น เพราะว่า เขาหวังพึ่งกำลังนั้น ๆ. ทำอย่างไรจะให้เขาเปลี่ยนเสีย เป็นหวังพึ่ง ธรรมะ ?. ถ้าหวังพึ่งธรรม นั่นแหละจะเป็นทางมาของสันติภาพ ให้เขามี ธรรมะเป็นผู้ครองโลก แล้วก็มีให้ทันแก่เวลาด้วย. ถ้าเป็นอย่างรถตกเหวไป เสียก่อน ก็เรียกว่า ไม่ทันแก่เวลา โลกนี้จะเป็น มิคคสัญญีวินาศไปเสียก่อน. ทำอย่างไร ธรรมะจะกลับมาทันเวลา? ให้มนุษย์หวังพึ่งธรรมะ แล้วก็ชวน กันบากบั่น ที่จะให้ธรรมะกลับมาครองโลกทั้งโลก. ปัจจุบันนี้ยังทำไม่ได้ เพราะว่ามีแต่การหันหลังให้ธรรมะ ; คน มัวแต่ไปหลงกินเหยื่อวัตถุนิยม. นี่ระบบนายทุนยังครองโลกอยู่ ก็ต้องมีการกอบ โกยสิ่งที่ไม่ใช่ธรรมะ ; ถ้าระบบธรรมะเข้ามา ก็จะมีความเมตตากรุณา อย่างที่ เรียกว่า ถือเป็นหลักของชีวิตจิตใจไปเลยว่า "สัตว์ทั้งหลาย เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด

น.388 แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น" เมื่อไรอันนี้กลับมาอีก เมื่อนั้นธรรมะ จึงจะกลับมาอีก, ธรรมะจะครองโลกได้อีก สันติภาพจะมีอีก. ขอฝากให้ท่านทั้งหลาย เอาไปท่องไว้เป็นบทมนต์ด้วยว่า "สัตว์ ทั้งหลาย เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น จงมี ความสุข เป็นสุข ๆ เถิด ; บริหารตนอยู่ด้วยความสุขอันนี้เถิด อย่า เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย. นี่เป็นธรรมะแท้ เป็นธรรมะของพุทธศาสนา และของทุกศาสนาทีเดียว. นี่ เราจะเห็นได้ว่า โลกนี้จะมีสันติภาพได้ทุกยุคทุกสมัย ถ้าประกอบ อยู่ด้วยธรรมะ แม้ว่าเป็นสัตว์เดรัจฉานจะประกอบอยู่ด้วยธรรมะโดยไม่รู้สึกตัว โดยไม่เจตนา. ขอให้พิจารณาดูเถิด ธรรมชาติได้จัดให้สัตว์เป็นอยู่ตามธรรมชาติ ตามระดับธรรมชาติแล้ว ก็มีสันติภาพได้ ; ฉะนั้นคนสมัยนี้ อย่าให้เลวกว่า สัตว์เดรัจฉานเลย, หรือว่า อย่าให้น้อยกว่าโลกของคนครึ่งคนครึ่งสัตว์ โลก ของคนป่าสมัยหิน. ขออย่าให้มีสันติภาพน้อยกว่าสัตว์เดรัจฉาน หรือคนป่าสมัยหินเลย จะน่าละอาย ไม่สมกับคำว่าเป็นมนุษย์ ซึ่งแปลว่า สัตว์ที่มีใจสูง หรือว่า เหล่ากอ ของสัตว์ที่มีใจสูง ; ขอฝากไว้ให้เอาไปคิดนึก. นี่เป็นการบรรยายครั้งสุดท้าย ที่จัดไว้สำหรับชุดมหิดลธรรม คือธรรมะ ซึ่งเป็นเหมือนแผ่นดิน ก็จบลงด้วยการฝากปัญหาไว้ ให้ไปช่วยกันคิดนึก ทำให้ ธรรมะกลับมาครองโลก. คำบรรยายชุดนี้ก็จบลงพอดีด้วย พร้อมกับเวลาในวันนี้ก็หมดลงไป ขอยุติไว้เพียงเท่านี้.

น.389 ภาคผนวก สิ่งที่ทุกคนควรรู้จัก คำบรรยายอบรมภิกษุนิสิตจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย กลุ่มพุทธศาสตร์และประเพณี พ.ศ. ๒๕๑๗

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต