Buddhadasa.org

มหิดลธรรม ครั้งที่ ๑ (สิ่งที่ทุกคนควรรู้จัก) — หลักธรรม ที่ทุกคนควรทราบ

มหิดลธรรม — คำอบรมภิกษุนิสิตมหาวิทยาลัยมหิดล บวชภาคฤดูร้อน ปี ๒๕๑๗ และ สิ่งที่ทุกคนควรรู้จัก คำอบรมภิกษุนิสิตจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย บวชภาคฤดูร้อน ปี ๒๕๑๗ ณ สวนโมกขพลาราม · วันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๑๗

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.390 ในการบรรยายครั้งแรกของการบรรยายชุดนี้ จะกล่าวโดยหัวข้อ ว่า หลักธรรมที่ทุกคนควรทราบ. ขอให้ผู้ฟังทำความเข้าใจ ในฐานะที่ว่า เป็นหลักพื้นฐานทั่ว ๆ ไป ที่เกี่ยวกับการศึกษาธรรมะ. ธรรมะจำเป็นแก่ทุกคน แต่คนไม่รู้จัก ธรรมะเป็นสิ่งจำเป็นแก่ทุกคน มองดูก็มีอยู่หลายชั้น คือว่าเป็นสิ่งที่ต้องรู้ ต้องทำ ต้องได้ กระทั่งว่า ตัวเรากลายเป็นธรรมะเสียเอง. เดี๋ยวนี้ที่เห็น ๆ กันอยู่นั้น คนโดยมากไม่มีความรู้สึกเช่นนี้ ; แล้วที่น่าเศร้า หรือน่าห่วงก็คือ ข้อที่ว่า คนผู้มี หน้าที่มาก มีความรับผิดชอบมาก มีความสามารถมาก ผู้จะบันดาลให้สังคมเป็นไป ได้อย่างไรนั้น คนพวกนั้นกลับไม่รู้จักธรรมะ. ๓๕๙

น.391 ที่ว่าไม่รู้จักธรรมะ ถ้าเพียงแต่ไม่รู้จัก ก็ยังไม่ค่อยจะเสียหายสักเท่าไร ; ที่เสีย หายมาก ก็คือ เข้าใจไปว่า สิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ นั้นใช้ ไม่ได้ คือ เป็นอุปสรรคแห่ง ความเจริญของตน หรือจะทำให้ชีวิตนี้ไม่มีรสไม่มีชาติ กลายเป็นของจืดชืดไป. พอพูด ถึงธรรมะ เขาก็รู้สึกว่า เป็นเรื่องที่วัด อยู่ที่วัด กระทั่งอยู่ตามป่าตามดง, หรือเป็นเรื่อง ของคนที่ไม่ต้องการจะอยู่ในโลก หรือหนีโลก อะไรไปเสียอย่างนั้น. “ธรรมะไม่เกี่ยวข้องกับเราเสียเลย" เขาคิดว่าอย่างนี้. แล้วเขาก็รังเกียจ ธรรมะอยู่ในใจ ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว ก็ไม่มีวันที่จะรู้ธรรมะได้. ขอให้นึกไปถึงว่า ถ้าเรา บางคน ที่นั่งอยู่ที่นี่ ต่อไปในวันข้างหน้า ได้ไปเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ หรือ รับผิดชอบอะไรกว้างขวาง ในการจัดการทำ เพื่อ ประโยชน์แก่สังคม แก่ประเทศชาติ แล้วเรา ก็ไปเกิดความรู้สึกรังเกียจธรรมะอย่าง นั้นเสีย ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว จะเป็นอย่างไร ? ขอให้ลองคิดดู. เดี๋ยวนี้ ก็มีผู้ที่มีอำนาจวาสนา หรือมีอะไรที่จะบันดาลอะไรได้ แต่ไป มีความรู้สึกเสียว่า ธรรมะนี้ไม่ใช่ของจำเป็นแก่ชีวิต เป็นข้าศึกแก่ความสนุกสนานสะดวก สบาย ไม่สนใจธรรมะ แล้วยังไม่อยากให้ครอบครัวของตนรู้เรื่องธรรมะ อีกด้วย ซ้ำไป. ทีนี้ ขอให้เรามาพิจารณากันดูให้ดี เราจะเห็นว่า นั่นเป็นความเข้าใจผิดกัน อยู่มาก เป็นความไม่ยุติธรรมอย่างยิ่ง ต่อสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ เราควรจะดูกันเสียใหม่. คราวนี้ก็จะเสนอความรู้ความคิด โดยหัวข้อที่จะพูดกันว่า หลักธรรม ที่ ทุกคนควรทราบ หรือเท่าที่ทุกคนควรทราบ เพื่อคนที่เคยเกลียดธรรมะคงจะสนใจขึ้นมา

น.392 บ้างไม่มากก็น้อย. ถ้าเราจะพูดว่าทุกคนจำเป็นจะต้องทราบ เขาก็คงจะสนใจมากขึ้น ไปอีก ; แต่เราจะพูดกันเป็นกลาง ๆ กว้าง ๆ ว่า เท่าที่ทุกคนควรทราบ. ที่ต้องแยกออกไปเป็นว่า "เท่าที่ทุกคนควรทราบ" ก็เพราะมีส่วนที่ไม่จำ เป็นที่จะต้องทราบ หรือไม่ควรจะทราบก็ได้ มีอีกมากมาย มากกว่า เหมือนดังที่ พระพุทธเจ้าตรัสว่า "ธรรมะที่ตถาคตรู้ เปรียบแล้วเท่ากับใบไม้ทั้งบ่า แต่ที่เอามา สอนนั้น เปรียบแล้ว เท่ากับใบไม้กำมือเดียว" นี้ทำภาพพจน์ให้ปรากฏ อย่างนี้ ก็จะเข้าใจได้. ศึกษาให้รู้จักคำว่า "ธรรม" เสียให้ถูกต้อง ต่อไปนี้จะได้อธิบายความข้อนี้ให้ฟัง. คำว่า "ธรรมะ" นั้นเป็นคำที่ประหลาด มหัศจรรย์คำหนึ่งในภาษาของมนุษย์ที่ใช้พูดกัน คือ หมายถึงทุกสิ่ง ไม่ยกเว้นอะไรเลย. พูดแล้วไม่น่าเชื่อว่า ไม่ยกเว้นอะไรเลย สิ่งทุกๆ สิ่งเหล่านั้นเรียกได้ โดยสามัญนามว่า ธรรม หรือ ธรรมะ ; ออกเสียงอย่างบาลี ก็ว่า ธมฺม, ถ้าเป็นไทย ๆ ก็ว่า ธรรมเฉย ๆ เพราะคำว่า ธรรม นี้ถ้าในความหมายอย่างนี้ ก็แปลว่า สิ่ง เท่านั้นแหละ. ธรรม แปลว่า สิ่ง ทั้งหมดไม่ยกเว้นอะไร : สิ่งดี สิ่งชั่ว สิ่งมองเห็นตัว สิ่งมองไม่เห็นตัว สิ่งที่เป็นเหตุ สิ่งที่เป็นผล สิ่งที่เป็นวิชาความรู้ เป็นการกระทำ เป็นผลของการกระทำ รวมไปหมด อะไร ๆ ก็เรียกว่า ธรรม ทั้งนั้น ถ้าจะให้เป็นคำบัญญัติ เป็นหลักเป็นฐานกันสักหน่อย ก็ ให้ถือเอาคำว่า ธรรมนี้ใน ๔ ความหมาย : ความหมายที่ ๑ หมายถึงธรรมชาติ ปรากฏการณ์ ธรรมชาติทั้งหมด เท่าที่มนุษย์สัมผัสได้ เราเรียกว่า ธรรมชาติเหมือนกัน ; ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ธรรมชาติ

น.393 ตั้งแต่ทางรูปธรรม นับตั้งแต่ขี้ฝุ่นสักเม็ดหนึ่งขึ้นไป จนถึงสิ่งสวยงาม สิ่งใหญ่โต มโหฬาร. ในทางนามธรรม ก็ตั้งแต่ว่า จิต ความคิด ความรู้สึก ที่รู้สึกด้วยจิต ทั้งหมดนี้, และการปฏิบัติจนกระทั่งเกิด มรรค ผล นิพพาน เป็นที่สุด นิพพานนั้น ก็สักว่าเป็นธรรมชาติ เป็นธรรมทั้งนั้น ; ธรรมะคือ ธรรมชาติทุกสิ่ง. ความหมายที่ ๒ ธรรม คือกฎของธรรมชาติทุกสิ่ง ; ในตัวธรรมชาติ ทุกสิ่งมีกฎ เราจะมองเห็นกฎที่ตัวธรรมชาตินั้น ๆ แยกออกมาแต่ส่วนที่เป็นกฎ คือสัจจะ เกี่ยวกับสิ่งนั้น ๆ นี้ก็เรียกว่า ธรรม. ความหมายที่ ๓ ก็หมายถึงหน้าที่ ที่จะต้องประพฤติกระทำ ตามกฎ ของธรรมชาตินั้น ๆ ก็มีหน้าที่มากมาย : นับตั้งแต่หน้าที่ทำให้รอดชีวิตอยู่ได้, ทำให้ เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป แก่ตนเอง แก่ผู้อื่น ก็เรียกว่าหน้าที่, หน้าที่ทั้งหลายเหล่านี้ ก็เรียกด้วยคำ ๆ เดียว ว่า ธรรม. ความหมายที่ ๔ ธรรม คือผลที่เกิดมาจากหน้าที่ เกิดมาจากการทำหน้าที่ จะเป็นผลดี หรือผลร้ายก็ได้ทั้งนั้น. ทำหน้าที่ผิดก็เกิดผลร้าย ทำหน้าที่ถูกก็เกิด ผลดี ; นับตั้งแต่ต่ำที่สุด ได้อะไรมากินมาใช้, สูงขึ้นไปก็เป็นเรื่องละเอียด สูงขึ้น ไปจนกระทั่งได้บรรลุมรรค ผล นิพพาน ก็เรียกว่า ผลของการทำหน้าที่ นี้ก็เรียกว่าธรรม ธรรม คำเดียว เท่านั้น. เป็นอันว่า ธรรมคำเดียว กินความหมดถึงทุกสิ่งทุกอย่าง และทุกกิริยาอาการ ทุกลักษณะ และก็มากเกินไป ที่เราจะรู้ให้หมดได้. ทีนี้ ใน ๔ อย่างนั้น ก็ยังมีปัญหาว่า อย่างไหนควรจะได้รู้จักเป็นพิเศษ ให้ดี ให้ยิ่ง ? ก็คือธรรมในความหมายที่ ๓. ความหมายที่ ๑ ธรรมในฐานะเป็น

น.394 ปรากฏการณ์ของธรรมชาติทั้งปวง, ความหมายที่ ๒ ธรรมในฐานะที่เป็นกฎของ ธรรมชาตินั้น ๆ. ความหมายที่ ๓ คือหน้าที่ตามกฎของธรรมชาตินั้น ๆ. หน้าที่ ที่เป็นธรรม หรือธรรมที่เป็นหน้าที่นี้ มีความสำคัญยิ่งกว่า ความหมายไหนหมด ; แต่ถึงอย่างนั้น เราก็ยังจะต้องรู้ให้พอดี ๆ คือหมายความว่า จะไม่ทำตัวเป็นคนรับหน้าที่จนไม่หวาดไหว หน้าที่เท่าที่ควรจะทำ หรือจำเป็นจะต้องรู้. คำว่า ธรรม ในพจนานุกรมในประเทศอินเดีย ที่เป็นเจ้าของคำ ๆ นี้มาแต่เดิม เขาแปลว่าหน้าที่ เท่านั้น เรียกว่าถ้าจะแปลคำว่า ธรรม ตามภาษาชาวบ้านสามัญทั่วไป ละก็แปลว่า หน้าที่ ; เพื่อพูดกันง่ายๆ ก็ว่าใน dictionary สำหรับเด็ก ๆ นั้น คำว่า ธรรม นี้แปลว่าหน้าที่ เพราะมีความสำคัญอยู่ตรง หน้าที่. ถ้าทำหน้าที่ได้ ก็เป็นอันว่า หมดปัญหา ; เรื่องนอกนั้น ก็มีเพื่อให้ทำหน้าที่ ทำหน้าที่ได้ก็หมดปัญหา. ถ้ามี ความรู้ธรรม ประพฤติธรรมอะไร ก็คือว่า รู้เรื่องหน้าที่ แล้วก็ทำหน้าที่ แล้วก็ ได้ผลตามหน้าที่นั้น ๆ ฉะนั้นเราจึงต้องรู้จักสิ่งที่เรียกว่า ธรรม ในฐานะที่เป็นหน้าที่ ธรรมะในฐานะเป็นหน้าที่ สำคัญมากกว่าอื่น จะแยกหน้าที่กัน ตามที่ควรจะมี ก็แยกได้เป็น ๒ อย่างก่อน : หน้าที่ต่อตนเอง กับ หน้าที่ต่อผู้อื่น คือ สิ่งอื่นที่นอกไปจากตนเอง. หมวดที่ ๑. หน้าที่ต่อตนเอง เราจะพูดกันถึงหน้าที่ต่อตนเองก่อน เมื่อเป็นมนุษย์ที่ถูกต้องและสมบูรณ์ ก็มีหน้าที่ต่อตนเอง ใน ๓ ความหมาย ; นี่กล่าวตามที่ได้พยายามศึกษาค้นคว้า สังเกตอะไรมาจากพระคัมภีร์ จากเรื่องราวต่าง ๆ ที่เข้ากันได้กับพระพุทธศาสนา ก็ได้พบ อย่างนี้. ถ้าไปหา ให้พบในคัมภีร์อื่น ก็อาจจะใช้คำอย่างอื่น แต่ในที่สุด ก็มีความหมาย อย่างทำนองนี้.

น.395 หน้าที่ต่อตนเองนี้ จะแบ่งเป็น ๓ ความหมายคือ หน้าที่ ที่ทำให้เกิด ความสุขในทางกาย นี้อย่างหนึ่ง, หน้าที่ ที่ทำให้เกิดความสุขในทางจิตใจ นี้ อย่างหนึ่ง, และหน้าที่ ที่จะทำให้อยู่เหนือความรู้สึกที่เป็นสุขเสียบางครั้งบางคราวนี้ อีกอย่างหนึ่ง ; ฟังดูก็แปลก แต่เดี๋ยวก็จะเข้าใจได้ จะได้พูดไปตามลำดับ. หน้าที่ ที่ ๑. ที่จะทำให้ตนเอง มีความสุขทางกาย หรือ ทางวัตถุ : นี้เรื่องมันก็มาก แต่ก็ไม่ต้องทำทั้งหมด เลือกเอาแต่ที่จะทำให้เรา เฉพาะเรา เฉพาะ สถานการณ์ของเรานี้ ให้มีความสุขทางกาย เรียกว่าความผาสุก ก็จะถูกกว่า. ในเรื่อง ทางกาย อย่างนี้ มีวัตถุ เครื่องใช้ อุปกรณ์ อะไรต่าง ๆ พอดี, แล้วก็มีการบริหาร ร่างกายนี้ดี มีการกินอยู่พอดี, มีความสุขทางกาย หรือทางวัตถุก็ได้ แล้วแต่จะเรียก ; แต่เราอยากจะเรียกว่า ความสุขทางกาย เพื่อจะได้เป็นคู่กันกับ ทางใจ. ความสุขทางกายนี้ ไม่จำเป็นจะต้องหมายความถึง ความสนุกสนาน เอร็ดอร่อย จนเลยเถิด เป็นเรื่องกามารมณ์สุดเหวี่ยงสุดขีด กระทั่งเป็นบ้าไปเลย ซึ่งไม่ใช่ เป็นความสุขที่ถูกต้องในทางกาย ; แต่เป็นเรื่องของคนโง่ที่เห็นว่า ยอดสุดของมนุษย์ ที่จะสัมผัสได้ด้วยกาย คือหากามารมณ์สุดเหวี่ยง. มีบางคนเข้าใจว่า การที่เราไม่ถือเอา กามารมณ์ให้สุดเหวี่ยงนั้นเป็นความโง่ไปเสียก็มี. บางคนถือว่า การติเตียนกามารมณ์ over sex นั้นผิด เขาถือว่า ยิ่ง over sex ก็ยิ่งดี นั่นเป็นคนบ้าพูด. สมัยปัจจุบันนี้ นักศึกษาบรมโง่หาว่า พระพุทธเจ้าโง่เสียเอง ก็มี ; เห็นไปว่า พระพุทธเจ้ามีความเห็นวิปริตเกี่ยวกับเรื่องกามารมณ์. เพราะว่าพระพุทธเจ้า ท่านทรงติเตียนกามารมณ์ ว่า กามารมณ์นั้นมีโทษ แล้วก็เปรียบไว้อย่างน่ากลัว ; เช่น เปรียบกับ หลุมถ่านไฟ เปรียบกับหัวงูพิษ เปรียบกับอาวุธอันร้ายกาจ เปรียบกับ อะไรอีกมากมาย. คนเหล่านั้นเขาไม่เข้าใจ ก็หาว่าพระพุทธเจ้ามีจิตวิปริตเกี่ยวกับ กามารมณ์.

น.396 นี่ ขอให้เอาไปสังเกตดูใหม่ ไปคิดศึกษาดูใหม่ ในที่สุดจะพบว่า เรื่อง กามารมณ์นี้ยังกำกวม ; ถ้าเราใช้ หรือว่า มีแต่พอสมควร ก็เป็นเรื่องกินอาหาร ชนิดหนึ่ง เท่านั้น, ถ้าไปใช้เต็มที่ตามอำนาจกิเลสแล้ว ก็เรียกว่าเป็นกามารมณ์ ซึ่งเป็นเหยื่อล่ออย่างร้ายกาจ ทำให้ติดเบ็ดของกิเลส ของพญามาร ทำให้เป็นทุกข์โดย ไม่รู้สึกตัว เรียกว่า "เห็นกงจักรเป็นดอกบัว" . ที่ว่า กามารมณ์ หรือ อารมณ์แห่งกาม เป็นอาหารนั้น หมายความว่า เป็นไปตามธรรมดาของชีวิต, ธรรมชาติสร้างมาให้ต้องการอาหารทางตา ทางหู ทาง จมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ก็ต้องมีอะไรกระตุ้นให้สิ่งเหล่านี้ ได้มีความรู้สึกพอดี ๆ คือมีความหิว ทางตา ทางหู ทางลิ้น ทางจมูก ทางกาย ทางใจ แล้วก็หยุด แล้วก็หมดปัญหา; ถ้าอย่างนี้ก็เรียกว่า กินอาหาร. ถ้าไปกินให้เอร็ดอร่อยเหมือนคนบ้ารสอาหาร เที่ยวแสวงหา เที่ยวปรุงกัน ใหญ่นั้น เรียกว่ากินเหยื่อ อย่างนั้นมีลักษณะเป็นกาม ; แม้กินอาหาร ก็มีลักษณะ เป็นกาม, หรือเป็นกามารมณ์ทางลิ้น กามารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ; นี้หมายความ ถึงทำไปด้วยอำนาจของกิเลส. แต่ถ้าทำไปตามที่ธรรมชาติเรียกร้องพอดี ๆ ก็เรียกว่า เป็นการกินอาหารชนิดหนึ่ง. โดยเฉพาะกิจกรรมระหว่างเพศ นี้ก็เป็นเรื่องการสืบพันธุ์ ที่ธรรมชาติฉลาด ใส่มาให้ ทำให้มนุษย์นี้ต้องทำการสืบพันธุ์ ซึ่งถ้าไม่มีอะไรล่อกันไว้บ้างแล้ว มนุษย์ก็ ขี้เกียจจะสืบพันธุ์ ; ฉะนั้นธรรมชาติจึงเอาเรื่องทางเพศนี้ให้มีความรู้สึกสูงสุด อย่าง รุนแรงไว้ เพื่อสัตว์จะได้ต้องการ. แต่ว่านี่มิใช่เป็นเรื่องตัวตน ที่จะทำให้เกิดความรู้สึก อย่างนั้นได้ ; มันเป็นเรื่องของต่อมแกลนด์อะไรต่างๆ ในร่างกายคน ที่อยู่เหนือ การบังคับ.

น.397 เรื่องทางเพศเป็นเรื่องอยู่เหนือการบังคับ รู้สึกเองได้ แม้แต่ต่อม หรือ gland ที่ไร้ท่อ มันก็รู้สึกเองได้. ฉะนั้นพอถึงวัยที่ต่อมหรือ gland นี้เจริญ ก็รู้สึกใคร่ จะสืบพันธุ์ ความรู้สึกอย่างนี้ ก็จัดเป็นความหิวชนิดหนึ่ง ซึ่งต้องได้กินจึงจะอิ่ม ; ฉะนั้นจึงทำแต่เพียงว่า เพื่อการสืบพันธุ์บริสุทธิ์ อย่างนี้ก็ไม่เป็นไร. ทีนี้มนุษย์ก็ทำเตลิดเปิดเปิง กลายเป็นเรื่องกามารมณ์สุดเหวี่ยง จนเรียกว่า over sex ก็เลยเลวกว่าสัตว์เดรัจฉาน ซึ่งมันจะทำเพียงแต่ตามที่จำเป็นจะต้องทำ บางที ปีหนึ่งครั้งหนึ่ง ฤดูหนึ่ง หรือสองฤดู สำหรับสัตว์เดรัจฉาน ; ส่วนคนนั้นทุกวันทุกคืน สามารถที่จะเมาในกามารมณ์ได้ทั้งวันทั้งคืน ตลอดทั้งปี; เพราะมนุษย์มีสมองเจริญ ขยายตัวได้มาก ก็เลยขนาดที่จะเรียกว่า กินอาหาร กลายเป็นเรื่องบ้ากามารมณ์ แล้วยิ่ง เป็นหนักขึ้นทุกที รุ่นบรรพบุรุษบูย่าตายายโน้น ก็ไม่มากเหมือนสมัยนี้. คนสมัยนี้เป็นทาสของกามารมณ์มากขึ้น อย่างนี้ก็เรียกว่า อยู่ในกองไฟ มากกว่าที่จะเรียกว่า ความผาสุกทางกาย ทางเนื้อทางหนัง. ฉะนั้นขอให้ไปศึกษากัน เสียใหม่ ให้รู้รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่อง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ว่าสิ่งเหล่านี้ต้องการ อาหาร : แต่ต้องให้กินเพียงพอดี ให้มีความผาสุก อย่าให้กลายเป็นของร้อนขึ้นมา. การที่ได้ความผาสุกทางร่างกาย อย่างนี้ก็เป็นเรื่องธรรมดาสามัญ เรียกว่า ความสุขอย่างโลก ๆ นี้. ความสุขอย่างวิสัยโลก อย่างชาวโลก อย่างโลกนี้ เป็น ความผาสุกทางกาย ; จะเรียกเป็นภาษาธรรมให้วิเศษวิโสสักหน่อย ก็เรียกว่าความ วิเวกทางกาย ก็ยังได้ คือมีความผาสุกอย่างนี้แล้ว กายไม่ถูกรบกวน. ความรู้สึก ทางกายสัมผัสทั้งหลายไม่ถูกรบกวนก็เรียกว่า สบายหรือผาสุก. เมื่อเราเป็นอยู่ให้ถูกต้อง ให้มีความผาสุกทางกาย ก็เรียกว่าวิเวกทาง กายได้เหมือนกัน ในความหมายที่กว้างทั่วไป ไม่มีอะไรรบกวนร่างกายให้เดือดร้อน

น.398 ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ ไม่มีอะไรต่าง ๆ. นี้หน้าที่อันแรก ก็ทำให้เกิดความสุขในทางกาย อย่างถูกต้อง ไม่หย่อนไป หรือไม่เกินไป จนเป็นกามารมณ์. หน้าที่ ที่ ๒. นี้ก็เป็นของตนเอง คือหน้าที่ทำความสุขใจ หน้าที่ทางกายนั้นก็รู้สึกด้วยจิตเหมือนกัน แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับกาย ; บัดนี้เราเอาเรื่อง ที่เกี่ยวกับทางจิตทางใจล้วนๆ. ในบางคราวเราสามารถทำให้จิตใจสงบเยือกเย็น เป็น สุขพิเศษยิ่งไปกว่าความสุขทางกาย : เช่นรู้จักทำสมาธิง่าย ๆ หรือว่าโดยบังเอิญ เป็น สมาธิไปเอง, หรือไปหาสิ่งแวดล้อม ให้เกิดความสงบจิตสงบใจ ก็เลยเป็นความสุขที่ แปลกออกไป มีความอิ่มใจ มีความสงบใจ มีความเยือกเย็นเป็นพิเศษอยู่ในใจ นี้เรียกว่า ความสุขใจแล้ว เพราะไม่ต้องอาศัยวัตถุโดยตรง. ตัวอย่างความสุขทางใจเช่น เรารู้จักปรับปรุงจิตใจตามวิธีของสมาธิ- ภาวนา จนจิตใจเยือกเย็นเป็นสุข ; นี้ก็เป็นหน้าที่เหมือนกัน เพราะเป็นความพักผ่อน ทางจิตใจ. ถ้าเรามีแต่ความพักผ่อนทางร่างกายก็ได้ผลน้อย หรือบางทีไม่พอ, ต้องมี การพักผ่อน หรือความสุขทางจิตใจด้วย ก็จะคุ้มโรคทางจิต เช่นโรคประสาทโรค อะไรได้ โรคบางอย่างไม่มารบกวน. การรู้จักทำให้เกิดความผาสุกทางกาย เป็นหน้าที่ที่ ๑, รู้จักทำให้เกิด ความผาสุกทางจิตนี้ เป็นเรื่องที่ ๒ นี้ก็แปลกไปจากธรรมดาสามัญ. นี่ก็อยากจะเรียก ว่าโลกอื่น ; นี่ผมบัญญัติเอาเอง สำหรับจะพูดเรื่องนี้โดยเฉพาะในที่นี้ ในการบรรยาย ครั้งนี้. ถ้าเรามีความรู้สึกอย่างเนื้อหนัง ทางร่างกาย นี้ก็เรียกว่า เหมือนกับอยู่ใน โลกปัจจุบัน ตามธรรมดาสามัญนี้ ; แต่พอจิตเป็นสมาธิ มีความสงบลึกซึ้งไปตาม แบบของจิตนี้ .ก็เหมือนกับอยู่ในโลกอื่น. หรือจะพูดกันอย่างที่เรียกว่า ซึ่งหน้า

น.399 หาทางออกซึ่งหน้า ก็เป็นโลกของกาย กับโลกของจิต. ถ้ามีความสุขอย่างชาวบ้าน ธรรมดาสามัญ นี้ก็เรียกว่า เป็นความสุขในโลกของกาย; แต่ถ้ามีความสุขตามแบบ ของสมาธินั่นก็เป็นโลกที่เป็นโลกของจิต โลกอื่น ออกไปจากโลกของกายแล้ว. แต่เดี๋ยวนี้เขาอธิบายคำว่า โลกอื่นกันในลักษณะอย่างอื่น เช่นว่า ต้องตาย แล้ว เข้าโลงแล้ว จึงจะไปโลกอื่นอย่างนั้นแหละ ; เขาพูดกันอย่างนั้น นี่ก็ตามใจเขาเถิด. แต่ "โลกอื่น" ในที่นี้ ผมหมายถึงว่าที่ผิดไปจากธรรมดาสามัญ ที่ชาวโลกเขารู้จักกัน. พอเรามานั่งทำสมาธิ สงบอยู่ในสมาธิ เป็นพิเศษอย่างนี้ เรียกว่า เราแยกโลก กันอยู่กับคนพวกนั้นแล้ว คนละโลกแล้ว. แม้แต่สถานที่ ที่สงบเยือกเย็น ก็เป็นคนละโลกได้ : อย่างว่าที่กรุงเทพฯ มีสิ่งแวดล้อมอย่างนั้น ส่วนที่สวนโมกข์มีสิ่งแวดล้อมอย่างนี้ เป็นต้น. คนบางคนมา จากกรุงเทพฯ พอโผล่เข้ามาในสวนโมกข์ ก็เห็นเป็นคนละโลก ; คนละโลกนี่เขาก็ รู้สึกเอาเอง พูดได้เอง ในภาษาธรรมดาสามัญ ว่าคนละโลกกับที่กรุงเทพ ฯ. แขกฮินดู คนหนึ่งอยู่ที่กรุงเทพฯ นานมาแล้ว พอเข้ามาที่สวนโมกข์ คำแรกที่เขาพูดออกมา เขาก็ พูดออกมาอย่างนี้ว่า คนละโลก, คนละโลกกับที่เขาอยู่. เรื่องโลกอื่นนี้จึงขอให้ถือว่า เมื่อจิตอยู่ในลักษณะอย่างอื่น อย่างที่ผิด ไปจากธรรมดาสามัญ ก็เรียกว่าเป็นคนละโลกได้แล้ว, โลกอื่นนั้นผิดกันไกลยิ่งกว่า ความผิดกันระหว่างกรุงเทพฯ กับสวนโมกข์เสียอีก. ความสุขอย่างโลก ๆ นี้ ก็ต้องกิน ต้องใช้ ต้องอะไรอยู่ด้วยวัตถุ ; ส่วนจิตนั้นไม่ต้องการวัตถุเลย, จิตนั้นสงบหยุด ตาม วิธีของสมาธิ ก็ได้รับความสุขอันอื่นขึ้นมา จึงเรียกว่าอยู่ในโลกอื่น. ในขณะที่เรานั่งอยู่ด้วยจิตที่เป็นสมาธิ ก็ขอให้ถือว่าภาวะนั้นอยู่ในโลกอื่น นี่คือความหมายที่ ๒, เราทำให้เกิดความสุข ชนิดที่เรียกว่า อยู่ในโลกอื่น. ถ้าเรียกว่า

น.400 วิเวก ก็หมายความว่า วิเวกทางจิต. อย่างที่ ๑, นั้นวิเวกทางกาย คือกายหมดความ รบกวน ; เดี๋ยวนี้จิตหมดความรบกวน ก็เรียกว่าจิตวิเวก. หน้าที่ ที่ ๓. มีหน้าที่ต่อตนเองที่จะทำให้อยู่เหนือความสุข. แปลกดีไหม ทีแรกก็มีความสุขทางกายก่อน, แล้วก็มีความสุขทางจิต, แล้วจะบ้าอะไร ขึ้นมาอีก ที่จะเหนือความสุข. นี่ไม่บ้า ไม่ใช่เรื่องบ้าบอ เพราะว่าความรู้สึกที่เป็น สุขนั้น ก็มีความรู้สึกอยู่ แต่ว่ายังหนัก ยังรบกวน. ถ้าจะไม่ให้รบกวนเลย ก็ต้อง มีจิตอีกชนิดหนึ่ง ที่อยู่เหนือความรู้สึกว่าเป็นสุข ไม่ว่าชนิดไหนหมด แล้วทุกข์ก็จะไม่ มีด้วย ; เพราะอยู่เหนือความสุขเหนือความทุกข์ ไม่ถูกความรบกวนโดยความรู้สึกใด ๆ แม้ความรู้สึกที่เป็นสุขก็ไม่มี. นี่คือ เมื่อจิตว่างจากความรบกวนใด ๆ อย่างนี้จึงต้องเรียกว่า เหนือโลก, เหนือโลกกาย เหนือโลกจิต แล้วก็เลยไปอยู่ที่เหนือโลก ; จะเรียกว่า จิตว่าง ก็ได้ คืออยู่เหนือโลก. แต่คำว่าจิตว่างนี้ฟังยาก. นักปราชญ์หัวหงอกแล้วบางคนไม่เข้าใจ คำว่า จิตว่าง จึงต้องใช้คำธรรมดาสามัญหน่อย. การอยู่เหนือโลกนั้นสบายมาก ; ลองคิดดูเถิด ลองพยายามดู. แม้ใน บางครั้งบางคราว ถ้าจิตใจของเราไม่ไปหลงในความสุขทางวัตถุ และความสุขในทางจิต ใจตนเอง ; นั่นแหละจะกลับเป็นจิตที่ว่าง จนเหนือความหมายของคำว่าสุข. แต่ก็ไม่รู้ จะเรียกว่าอะไร เลยเรียกว่าสุขเหมือนกัน สุขเพราะอยู่เหนือโลก ; ฉะนั้นสุขในโลก คือโลกกาย โลกจิต แต่สุขที่เหนือจากนั้นขึ้นไปอีก ก็ว่าเหนือสุข หรือว่า เหนือโลก. ถ้าจะใช้คำว่า วิเวก ก็หมายความว่า วิเวกจากของหนัก เรียกว่า "อุปธิ- วิเวก". กายวิเวก คือวิเวกทางกาย, จิตวิเวก คือวิเวกทางจิต, อุปธิวิเวก คือ วิเวกจากกิเลส วิเวกจากของหนัก. อุปธิ แปลว่าของหนัก ; ถ้าถือก็รู้สึกว่า

น.401 หนัก, ถ้าแบกก็รู้สึกว่า หนัก, อะไรที่แบกจะรู้สึกว่าหนักทั้งนั้น. แม้ความรู้สึกว่าสุข อย่างนี้ก็ หนัก แต่หนักอย่างรู้สึกยาก หนักอย่างที่คนโง่จะสังเกตไม่เห็น. เพราะมีของหนักอยู่ เขาจึงทำให้มีความวิเวก หรือสงัดจากของหนัก ทั้งปวงเสียอีกที จะได้ไม่มีความรู้สึกว่า เราเป็นอะไร เป็นสุขหรือเป็นทุกข์. หรือ แม้ว่า ตัวเราก็ไม่มีความรู้สึกว่าตัวเรา, ไม่มีความรู้สึกว่าตัวกู - ของกูชนิดไหนหมด, ก็เลยไม่มีความรู้สึกว่า ภูมี. หรือว่ามีความสุขอย่างนั้น ก็มิได้มี ; อย่างนี้ก็เรียกว่า วิเวก เป็นอิสระ สงัด ออกไปเสียจากของหนักทั้งหลาย. ข้อนี้ก็เข้าใจยากเหมือนกัน ที่ว่า ตัวตนเป็นของหนัก หนักยิ่งกว่าภูเขาทั้ง โลก หรือว่าโลกทั้งโลกมาทับเสียอีก แต่เราไม่รู้สึก เพราะเป็นเรื่องที่ละเอียดเกินไป. ความยึดถืออะไรก็ตาม ว่าเป็นตัวเป็นตน ว่าเป็นของตนนั้น พระพุทธเจ้าท่านตรัส ว่าเป็นของหนัก. ถ้าเราสามารถหรือว่า ทำหน้าที่ ๓ หน้าที่นี้ได้ ก็เรียกว่า ทำหน้าที่เกี่ยว กับตัวเองนี้ได้หมดเลย ครบถ้วน บริสุทธิ์ บริบูรณ์ สิ้นเชิงเลย, คือทางกาย ก็อยู่ เป็นผาสุก อนามัยดี, ทางจิตก็มีความสุข มีอนามัยทางจิตดี, ทางวิญญาณหรือทางที่ ไม่รู้ว่า จะเรียกว่าอะไรนี้ ก็เรียกว่าถูกต้อง มีความว่างที่เรียกว่า เป็นความพักผ่อนสูงสุด ในบางครั้งบางคราว. ที่จะเข้าใจข้อนี้ ก็จงนึกถึงคำว่า ไม่ถูกรบกวน เป็นการพักผ่อนโดย แท้จริง. ในบางคราวจิตอยากจะเฉย ไม่อยากมีความสุขแม้ทางกาย หรือแม้ความสุข ทางจิต อยากอยู่ว่าง ๆ ; อย่างนั้นแหละ เป็นตัวอย่างของการที่มีความสุข อย่างเหนือ โลก, นั่งอยู่ที่นี่ก็มีความรู้สึก ที่อยู่เหนือความรู้สึกทั้งปวง โดยใช้คำว่า ว่าง

น.402 หลักธรรมะต่อตนเอง คือ หน้าที่ ๓ อย่างนี้ อย่างที่ ๓ นี้คงจะเพ้อ คงจะ เหนือความต้องการ หรือเหนือเกินจำเป็น จนคนโดยมากไม่อยากจะสนใจ แต่ที่เอา มาพูดก็เพื่อจะพูดเสียให้หมด. ถ้าใครมี โชคดี มีสติปัญญาพอสนใจได้ ก็ขอให้ นำไปใช้. ความสุข ๒ อย่างแรกนั้น คงต้องสนใจแน่ ที่ว่าให้มีความผาสุกทางกาย ให้มีความสุขทางใจทางจิต ; ส่วนที่จะอยู่เหนือสุขทั้งปวง โดยบางครั้งบางคราว เป็น โลกุตตระ เป็นนิพพาน เป็นอะไรนั้น ก็มีเผื่อ ๆ ไว้ก็แล้วกัน เผื่อเลือก. หน้าที่ต่อ ตนเองมีอยู่อย่างนี้ : ให้ได้รับความสุขทางกาย, ให้ได้รับความสุขทางจิต, ให้ได้รับ ความสุข, หรือว่า อยู่เหนือความสุข ก็แล้วกัน. อย่าใช้คำว่า ความสุขเลย ใช้คำว่า อยู่เหนือความสุข ก็แล้วกัน เรียกว่าเป็นนิพพาน. หมวดที่ ๒. หน้าที่ต่อผู้อื่น ทีนี้ ก็มาถึง หน้าที่ ที่เรียกว่า ต่อผู้อื่น. จะขอพูดอย่างแหวกแนวหน่อย หน้าที่ต่อผู้อื่นนี้จะพูดจากรอบนอก เข้ามาหาจุดที่เล็กที่สุด. ฉะนั้นจึงพูดว่า หน้าที่ ต่อสากลโลก เพราะว่า นี้เป็นเรื่องสำคัญในฐานะที่เป็นรากฐาน. เราก็ควรจะมีความ รู้สึก หรือมีความเข้าใจอย่างถูกต้อง ต่อสากลโลก ไม่ยกเว้นอะไรหมดเสียก่อน คือ ให้เกิดความรู้สึกขึ้นมาว่า สัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนทุกข์เป็นเพื่อนเกิด เพื่อนแก่ เพื่อนเจ็บ เพื่อนตาย ด้วยกัน ทั้งหมดทั้งสิ้น ; เรียงความเอาเองว่า สัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนทุกข์ คือเป็นเพื่อนเกิด เพื่อนแก่ เพื่อนเจ็บ เพื่อนตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น. ไปศึกษาเสียหน่อยว่า สัตว์ทั้งหลาย สัตว์มนุษย์ก็ดี สัตว์เดรัจฉานก็ดี ล้วนเป็นสัตว์ด้วยกันทั้งนั้น มีความทุกข์ มีปัญหาคือความทุกข์ ; เพราะอำนาจแห่ง ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตายเสมอหน้ากันหมด. ให้มีใจกว้างพอ ที่จะ

น.403 รู้ข้อเท็จจริงอันนี้ แล้วก็มีความรู้สึกไปในทำนองนั้น ว่า สิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย ล้วนแต่ เป็นเพื่อนทุกข์ เพื่อนเกิด เพื่อนแก่ เพื่อนเจ็บ เพื่อนตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น. ถ้ามีรากฐานอันกว้างขวางเพียงพออย่างนี้แล้ว ก็ง่ายที่จะทำอย่างอื่น ที่แคบ เข้ามา. ถ้าใครไม่เคยรู้สึกอย่างนี้ หรือไม่เข้าใจเรื่องนี้ ก็ไปเข้าใจกันเสีย ; แล้ว พยายามทำความรู้สึก อย่างนี้ อยู่เสมอทุกวัน วันละ ๒-๓ ครั้ง จะได้ไม่ลืมตัว, จะได้ เพาะนิสัย เมตตา กรุณา ขึ้นมาก่อน มีใจกว้างถึงขนาดทั้งโลกเลย ว่าเขาเป็น เพื่อนของเรา. เขยิบเล็กลงมา ก็ว่า มีหน้าที่ต่อสังคม ที่อยู่ ใกล้ชิดเรา, ถ้าพูดว่าทั้งโลก ก็เป็นทั้งโลกไปทีเดียว ; เดี๋ยวนี้พูดเฉพาะประเทศ ในประเทศไทยเรา เรียกว่า สังคม ที่อยู่ใกล้ชิดเรา. เรามีหน้าที่ต่อสังคมใกล้ชิดเรา ; นี้เราจะถือ อุดมคติว่า เราอยู่ใน ประเทศไทยนี้คนเดียวไม่ได้. ใครอยู่ได้ก็ลองดู; เราอยู่ในประเทศคนเดียวไม่ได้ เราต้องรับรู้แก่หน้าที่ ที่จะต้องทำแก่ประเทศชาติ. ทีนี้จึงค่อยลดแคบเข้ามา คือเป็นหน้าที่ต่อครอบครัว ; เราอยู่ในบ้านคน เดียวไม่ได้. ครอบครัวก็รู้จักกันดีอยู่แล้ว ว่าเท่าไร เรียกว่าบ้านหนึ่ง ครอบครัวหนึ่ง ; เราอยู่ในบ้านคนเดียวไม่ได้ เราต้องมีพ่อมีแม่ มีอะไรต่าง ๆ ที่รวมกันเป็นครอบครัวนั้น, แล้วเราก็มีหน้าที่ต่อครอบครัว แล้วแต่ว่า เราจะเป็นอะไรในครอบครัว ตอนนี้อยากระบุไปอีกอย่างหนึ่งว่า เรามีหน้าที่ต่อเพื่อน ที่ร่วมกิจกรรม ด้วยกันกับเรา ; อย่างว่าในครอบครัวมีพี่น้องสองสามคน ก็มีหน้าที่ที่เป็นพี่น้องกัน เราต้องมีหน้าที่ ที่จะกระทำต่อพี่น้องของเรา. ในโรงเรียนก็มีเพื่อนนักเรียน เราก็ต้อง ทำหน้าที่ต่อเพื่อนนักเรียนของเรา. นักเรียนคนไหนจะอยู่ไปโดยที่ไม่มีเพื่อนได้หรือ ?

น.404 นี่ก็เกิดหน้าที่ ที่จะต้องทำต่อบุคคลที่ใกล้ชิดที่สุดอีกทีหนึ่ง เป็นจุดเล็กที่สุดของคำว่า สังคมต่อเพื่อนข้างเคียง, แล้วต่อครอบครัว, ต่อประเทศชาติ, แล้วต่อสากลโลก. คำว่า "สากลโลก" ถ้าพูดอย่างภาษาธรรมะ ภาษาศาสนาในวัดแล้ว พูดว่า "ทุกโลก" ; เดี๋ยวนี้ภาษาชาวบ้านธรรมดา ไม่ยอมรับ, หรือว่า ภาษาวิทยาศาสตร์ มีขึ้นมา จะไม่ยอมรับ ก็ตามใจ ; แต่จิตใจของเราทำความรู้สึกได้. เราอาจจะทำความ รู้สึก ตามหลักของธรรมะ ในศาสนาได้ ว่ายังมีอีกหลายโลก ที่มีชีวิตด้วยกัน โลก เดรัจฉาน โลกเทวดา มาร พรหม ที่ไหนทุกโลกเลย จึงจะเต็มตามความหมายของ คำว่าสากลโลก. หน้าที่ต่อสากลโลก เป็นแต่เพียงตั้งความเมตตา ปรารถนา ว่า สัตว์ ทั้งหลาย เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น เท่านี้ก็มากแล้ว ; แม้จะเป็นพรหม ในพรหมโลก ก็มีปัญหาเรื่องเกิด แก่ เจ็บ ตาย เหมือนกัน. แต่ถ้าเรา ไม่อยากนึกไกลไปถึงนั่น ก็เอาแต่เพียงโลกนี้ก็แล้วกัน โลกนี้แหละ โลกลูกนี้ ที่มี หลาย ๆ ประเทศรวมกันอยู่นี้, ทั้งสากลโลกนี้ ให้รู้จักเมตตา กรุณา ต่อกัน ในฐานะ ที่ว่า เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน. เดี๋ยวนี้ ไม่มีใครคิดอย่างนี้ ; คิดดูเถิด ไม่มีใครคิด จึงมีการรบราฆ่าฟัน กันในโลกนี้ ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่เคยว่างเว้นจากการรบราฆ่าฟันกัน ในระหว่างประเทศใด ประเทศหนึ่ง. ถ้าไม่รบอย่างที่เอาปืนยิงกัน ฆ่ากันโดยตรง ก็รบอย่างที่เรียกว่าใต้ดิน เป็นสงครามเย็น ใช้อุบายที่จะทำลายกันโดยอย่าให้รู้สึกตัว ให้วินาศกันลงไปโดยไม่ รู้สึกตัว. นี่ก็เรียกว่า การรบเหมือนกัน. เขาไม่เคยคิดกันเลยว่า สัตว์ทั้งหลาย เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น จึงได้เป็นสงครามวิกฤตกาล แล้วก็เดือดร้อนกันไปทั่ว

น.405 ทุกหัวระแหง. แต่ก่อนนี้ การติดต่อกันเป็นเรื่องยาก และทำได้น้อย ก็ไม่ค่อยระบาด ถึงกันทั่วโลก ; เดี๋ยวนี้การติดต่อง่าย ไว สะดวก เร็ว เกิดอะไรขึ้นที่ไหน ก็เดือดร้อน กันทั้งโลก. ตัวอย่างเช่น หลังจากสงคราม ก็เกิดปัญหาเศรษฐกิจ เดือดร้อนกันทั้งโลก เพราะติดต่อกันไปได้ทั้งโลก ; ไม่ได้แยกกันอยู่เหมือนยุคดึกดำบรรพ์โน้น. ข่าวคราว อะไรก็รู้กันได้ในคราวเดียวครู่เดียว, เดี๋ยวเดียวก็รู้กันทั่วโลก, หรือว่า โรคระบาด เกิดขึ้นที่ประเทศหนึ่ง เดี๋ยวเดียวก็มายังประเทศนี้ ประเทศโน้น ระบาดไปได้ทั่วโลก ตามรายงานครั้งหนึ่งว่า ไข้หวัดใหญ่ชนิดหนึ่ง ระบาดไปทั้งโลก เป็นไข้ หวัดใหญ่ที่ตั้งต้นขึ้นที่จุดเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง. เดี๋ยวนี้โลกแคบเต็มที่ โลกเล็กเต็มที่ ; เพราะว่ามีการบินไปมาหาสู่กัน พาอะไรไปถึงกันได้. คนมีเชื้อโรคที่อเมริกา มาถึง ประเทศไทยได้ในไม่กี่ชั่วโมง เอาเชื้อโรคมาใส่ที่นี้ได้ ; โลกนี้แคบอย่างนี้. ฉะนั้น หน้าที่ของเรา จะต้องช่วยกัน ระมัดระวังให้ โลกมีความสงบสุข ; นี้ก็สำคัญ จำเป็นมากยิ่งขึ้น. ถ้าเรามีของป้องกัน เช่น มีธรรมะที่เป็นหลักว่า เราเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดโลก ก็จะมีทางตกลงกันได้ เอื้อเฟื้อกันได้ ; แม้จะขัดเคือง กันด้วยเรื่องบางอย่าง ก็ยอมอดทนได้. เดี๋ยวนี้ไม่ยอมอดทน แล้วยิ่งจะหาเรื่อง ขยายให้มากออกไป ให้ทำลายกัน ให้วินาศไปเลย หรือว่าอย่างน้อยก็เอาเปรียบกัน อย่างลึกซึ้ง ในกรณีที่จะให้ผู้อื่นเขาเสียเปรียบ. หน้าที่ต่อผู้อื่นนี้ ให้เล็งไปถึงทั่วทั้งโลกก่อน แล้วหน้าที่ต่อผู้อื่น ใน ขนาดที่ว่า ประเทศหนึ่ง ประเทศหนึ่ง ก็จะง่ายขึ้น. ถ้าเรารักคนทั้งโลกได้ เราก็รัก คนในประเทศได้, รักคนเฉพาะประเทศได้. ถ้าเรารักคนทั้งประเทศได้ เราก็รักคน

น.406 ในครอบครัวได้โดยง่าย; เพราะว่า ความรักนั้นมากเกินขนาดไปแล้ว. เมื่อรักคน ทั้งประเทศได้ ทำไมจะรักคนในครอบครัวไม่ได้, หรือว่าจะรักกันในครอบครัวไม่ได้ ; แล้วก็จะรักบุคคลที่สอง ข้างเคียงอะไรได้มากง่ายขึ้น. นี่เป็นหน้าที่ ที่เราจะต้องทำ ต่อผู้อื่น. หน้าที่ต่อตนเอง ทำให้สุขกายสุขใจ, แล้วก็เหนือสุข, หน้าที่ต่อผู้อื่น ก็ทำต่อสากลโลก ต่อประเทศ ต่อครอบครัว ต่อบุคคลที่สอง ข้างเคียงเรา คือเพื่อน ; เหล่านี้ก็เรียกว่ารู้หน้าที่. หน้าที่คือธรรมะ รู้หน้าที่ คือ รู้ธรรมะ ; เมื่อทำหน้าที่ ก็ชื่อว่า ประพฤติธรรมะ. การปฏิบัติหน้าที่ นั่นแหละคือการปฏิบัติธรรม ; เพราะฉะนั้น การงานทั้งหลายก็คือ การปฏิบัติธรรม. ผมเคยพูดมาอย่างนี้ เพื่อให้ จำกันได้ง่าย ๆ. เมื่อทำหน้าที่ครบ ๒ ฝ่าย ก็เป็นมนุษย์ถูกต้อง สรุปความว่า เราจะเป็นอะไร ? ก็หมายความว่า เมื่อทำหน้าที่ครบ ทั้งสองฝ่าย อย่างนี้แล้วก็เรียกว่า เป็นมนุษย์ที่ถูกต้อง ; เรียกว่าเป็นมนุษย์ที่ถูกต้อง ต่อตนเอง, เป็นมนุษย์ที่ถูกต้องต่อผู้อื่น, แล้วก็รู้จักหน้าที่ของมนุษย์เอง. คำว่า มนุษย์ อย่าเอาไปปนกับคำว่า คน ; มนุษย์แปลว่า คน นี้ไม่ถูก, ถ้าพูดอย่างลูกเด็ก ๆ นักเรียน ก็พูดได้ แปลว่า คน. คำว่า มนุษย์ นี้เขาหมายถึง คนที่มีใจสูง ดีพิเศษกว่าคนที่ ไม่รู้อะไร คนธรรมดาสามัญ คนป่า คนเยิง คนอะไร เขาเรียกว่าเป็น คน ; แต่ถ้าเป็นมนุษย์ เขาหมายความว่า ได้รับการอบรมทางจิตใจสูง, เป็นคนชั้นดี และเป็นพระอริยเจ้า ต่อไปอีก ก็เรียกว่ามนุษย์ได้ คือใจสูง. ที่เราทำหน้าที่ ๒ ประเภท ที่กล่าวมา แล้วข้างต้น คือจัดให้เป็นมนุษย์ โดยเลื่อนขึ้นมาจากคน ให้เป็นมนุษย์.

น.407 มีความเป็นมนุษย์ ได้ เพราะมีความถูกต้องต่อตนเอง ; ปฏิบัติหน้าที่ ต่อตนเองครบถ้วนแล้ว, ก็เป็นมนุษย์ที่มีความถูกต้องต่อตนเอง แล้วก็เป็นมนุษย์ที่มี ความถูกต้องต่อผู้อื่น. หน้าที่ต่อผู้อื่น อันควรต้องปฏิบัติเป็นนิจ ทีนี้ อยากจะพูดเสียใหม่ สรุปกันเสียใหม่ให้ง่าย ๆ จะพูดจากันง่าย แล้วก็ เข้าใจกันง่าย ได้ทุกระดับ ; ที่ว่า มีความถูกต้องต่อผู้อื่น ก็คือว่า : เป็นบุตรที่ดี ของบิดามารดา, เป็นศิษย์ที่ดีของครูบาอาจารย์, เป็นเพื่อนที่ดีของเพื่อน, เป็นพลเมือง ที่ดีของประเทศชาติ หรือของโลกก็สุดแท้, เป็นสาวกที่ดีของศาสนา หรือของพระศาสดา หรือของพระพุทธเจ้า. เมื่อผมพูดกับลูกเด็ก ๆ ก็พูดอย่างนี้ ; ขออภัยที่ว่า จะพูดกับท่านทั้งหลาย ที่นั่งอยู่ที่นี่ ซึ่งไม่ใช่ลูกเด็ก ๆ ก็ยังพูดอย่างนี้, แล้วแม้จะไปพูดกับคนแก่หัวหงอกคราว ผู้พูดนี้ ก็จะพูดอย่างนี้ ; เพราะว่าแม้ตัวผมเดี๋ยวนี้ ก็ยังต้องทำหน้าที่อันนี้ : ต้องทำ หน้าที่เป็นบุตรที่ดีของบิดามารดา ที่ตายไปหมดแล้ว ล่วงลับไปหมดแล้ว แต่เดี๋ยวนี้ ยังมีหน้าที่ ที่จะต้องทำ ตามที่ควรจะทำ ในฐานะที่เป็นบุตรที่ดีของบิดามารดา ต้องนึกถึงอยู่เสมอ ทำอะไรให้เป็นประโยชน์ตามความหวังของท่าน แม้ที่ตายไปแล้ว. ข้อที่ ๑. การเป็นบุตรที่ดีของบิดามารดา นับตั้งแต่เป็นเด็กตัวเล็ก ๆ ก็สอนให้เขาเป็นบุตรที่ดีของบิดามารดา, โตขึ้นมาวัยหนุ่มสาว เป็นพ่อบ้านแม่เรือน ก็ให้นึกถึงบิดามารดาไว้เสมอ, เป็นบุตรที่ดีของบิดามารดาไว้เสมอ ; แม้เป็นพระเป็น เณร ก็ต้องเป็นบุตรที่ดีของบิดามารดา อยู่เสมอ. ข้อที่ ๒. เป็นศิษย์ที่ดี ของครูบาอาจารย์ ; นี่ไปดูเอาเองเถิดว่า ตัวเอง เป็นศิษย์ที่ดีของครูบาอาจารย์หรือเปล่า ? เป็นศิษย์ที่ดี ก็คือ เชื่อฟังอย่างดี,

น.408 เพราะคำว่าศิษย์นี้ แปลว่า ผู้ฟัง ผู้เชื่อฟัง. เป็นศิษย์ก็ต้องเชื่อฟัง ต้องเคารพ ต้อง กตัญญู ต้องอะไรไปทุกอย่าง ตามที่ครูบาอาจารย์ต้องการ เพื่อจะปฏิบัติหน้าที่ต่อ ครูบาอาจารย์ เดี๋ยวนี้เรามีแต่ศิษย์ที่กระด้างไม่เคารพครู ซึ่งจะโทษศิษย์ข้างเดียวก็ ไม่ได้ เพราะครูก็ออกจะเหลวไหลมากขึ้น ; อย่างที่ผมพูดเมื่อคราวก่อนนั้นว่า มีแต่ ครูผีเสื้อ แล้วก็เลยมีแต่ลูกศิษย์ผีสิง ในเมื่อครูเอาแต่ความสะดวกสบายของตัว หลงใหล แต่ความสวยงาม ความเอร็ดอร่อยลอยไปลอยมา เป็นครูผีเสื้อกันมากขึ้น ในโลกนี้ เวลานี้. ทีนี้ฝ่ายลูกศิษย์ก็มีความรู้ที่เลว มีความประพฤติเลว ก็เลยเป็นศิษย์ผีสิง กันมากขึ้น เอาแต่กิเลสตัณหาของตัว มีความคือกระด้าง. ไปสังเกตดูกันเอาเองเถิด ครูผีเสื้อ ศิษย์ผีสิง จะมากขึ้นในโลก. อย่างนี้ไม่เรียกว่า ศิษย์ที่ดีของครูบาอาจารย์ ; ศิษย์ที่ดีจะต้องเชื่อฟัง จะต้องกตัญญู, จะต้องเคารพทำตามคำสั่งสอน. ครูที่ดีก็เหมือนกัน ต้องไม่ใช่ครูผีเสื้อ, ต้องเป็นครูที่เป็นปูชนียบุคคล น่าเคารพ น่ารัก น่าเกรงขาม เราอย่าไปโทษอีกฝ่ายหนึ่งเลย เราจัดตัวของเรานี่แหละ ให้เป็นศิษย์ที่ดี ของครูบาอาจารย์ให้สุดเหวี่ยงไว้เสมอ. ถึงแม้จะอายุมากแล้ว ก็ยังเป็นศิษย์ของใคร คนใดคนหนึ่งอยู่นั่นแหละ ; จะต้องนึกถึงอยู่เสมอ. ผมเองยังนึกถึงครูบาอาจารย์ที่เคย สอน ก ข ก กา ให้ผมอยู่เสมอ แม้ว่าผมจะไปช่วยอะไรไม่ได้อีก เพราะตายไปเสียมากแล้ว แม้จะยังเหลืออยู่ก็ยังนึกถึง, แม้จะช่วยไม่ได้ ก็ยังนึกถึงอยู่เสมอ ยังพยายามที่จะเป็นศิษย์ ที่ดี คือกตัญญูอยู่เสมอ. ข้อที่ ๓. เป็นเพื่อนที่ดี ; เราก็ต้องมีเพื่อน อยู่ในโรงเรียนก็มีเพื่อนเรียน บวชอยู่วัดก็มีเพื่อนพรหมจรรย์ สหธัมมิก คือภิกษุสามเณร ; นี่เขาเรียกว่า สหธัมมิก - เพื่อนผู้ประพฤติธรรมะร่วมกัน เราก็ต้องมีเพื่อน เราก็ต้องเป็นเพื่อนที่ดีของเพื่อน.

น.409 เดี๋ยวนี้เราก็มักจะเล่นไม่ซื่อ ปากก็ว่า เป็นเพื่อนที่ดี แต่ว่าใจไม่เป็น อย่างนั้น ก็ใช้ไม่ได้ ไม่ได้ทำหน้าที่ ที่ถูกต้อง หรือโดยสุจริต ; ฉะนั้นจึงควร ไปปรับปรุงกันเสียใหม่ ให้ได้ชื่อว่าเป็นเพื่อนที่ดีของเพื่อน แล้วก็อย่างบริสุทธิ์ใจ. ข้อที่ ๔. สูงขึ้นไปหรือในแง่อื่นอีก คือเป็นพลเมืองที่ดีของบ้านนี้ ตำบลนี้ จังหวัดนี้ เมืองนี้ ประเทศนี้ เป็นพลเมืองที่ดีของประเทศไทย. ถ้าเป็นพลเมืองที่ดี ของประเทศไทย ก็เป็นอันเชื่อได้ว่า เป็นพลโลกที่ดีได้ ; เป็นพลเมืองที่ดีของโลกได้ ก็ต้องเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศไทยได้เหมือนกัน. พูดอย่างสั้น ๆ ก็ว่า เป็นพลเมืองที่ดีของประเทศไทยก็ได้ ของโลกก็ได้ เดี๋ยวนี้เราจะเอาเปรียบเสีย ไม่ได้ตั้งใจเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศ ; มีแต่คิด เอาเปรียบ ต่อเมื่อได้เปรียบได้ประโยชน์นั่นแหละ จึงจะทำหน้าที่พลเมืองอะไรขึ้นมา, ไม่เคยเสียสละก่อนเพื่อทำประโยชน์แก่ประเทศชาติ หรือว่าแก่โลก. เพราะว่ากิเลสมันมา บังคับมาเป็นใหญ่เสีย ; คนก็ไม่ค่อยซื่อตรงต่อหน้าที่. นี่จะเรียกว่าหน้าที่เป็นเพื่อนที่ดี ของเพื่อนไม่ได้. ข้อที่ ๕. เป็นสาวกที่ดีของพระศาสดา; แล้วแต่ว่าจะถือศาสนาไหน มี ศาสดาทั้งนั้นแหละ, ผู้นับถือนั้นก็เป็นสาวก. เราเป็นพุทธบริษัท แล้วก็เป็นสาวก ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ขอให้เป็นสาวกที่ดี อย่าทำอย่างที่เรียกว่า เป็นกบฏหรือ อะไรทำนองนั้น. จงพยายามที่จะเข้าใจพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แล้วก็เป็น สาวกที่ดี แล้วก็จะมีผลย้อนหลังกลับมา กลายเป็นพลเมืองที่ดี เพื่อนที่ดี ศิษย์ที่ดี บุตรที่ดี. เป็นสาวกที่ดีของพระพุทธเจ้าให้ได้เสียก่อนเถิด แล้วจะย้อนมาเป็น อะไรได้ดีหมด ทั้งทำหน้าที่เพื่อตนเอง ทำหน้าที่เพื่อผู้อื่น ก็ได้ดี; ถ้าเป็นสาวก ที่ดีของพระพุทธเจ้าเท่านั้น จะทำหน้าที่ต่าง ๆ ได้ อย่างถูกต้อง ครบถ้วนหมด.

น.410 โอกาสนี้ จึงขอร้อง ขอวิงวอน ได้ว่า ขอให้สนใจคำ ๕ คำนี้ไว้ให้มาก ๆ บุตรที่ดี ศิษย์ที่ดี เพื่อนที่ดี พลเมืองที่ดี สาวกที่ดี. ขอให้ไปพยายามเป็นให้จนได้ จนตลอดชีวิต ; จะได้ชื่อว่า เป็นผู้มีธรรมะที่ถูกต้อง ตามหน้าที่ของมนุษย์ ที่จะมีธรรมะ คือมีหน้าที่ ที่ถูกต้อง. นี่คือ หลักธรรมะที่ทุกคนควรทราบ สรุปแล้วก็ว่า ทำหน้าที่ของตนให้ ถูกต้อง ทำหน้าที่เพื่อผู้อื่นให้ถูกต้อง ; แล้วในที่สุดเราก็จะได้ชื่อว่า เป็นบุตรที่ดี เป็นศิษย์ที่ดี เป็นเพื่อนที่ดี เป็นพลเมืองที่ดี เป็นสาวกที่ดีของศาสนา. นี้เป็นหลัก ธรรมะที่ต้องรู้ และต้องปฏิบัติ, แล้วก็ให้ได้ผลของการปฏิบัติครบถ้วน ; อย่างนี้คือ หลักธรรมะที่ทุกคนควรทราบ. ขอเป็นพิเศษอีกส่วนหนึ่งด้วย ว่าช่วยนำไปชี้แจงเปิดเผยแก่บุคคลอื่น ที่เขาเกลียดธรรมะกันนักเหล่านั้นด้วย. ถ้าคุณมีเพื่อน หรือมีครูบาอาจารย์ หรือ กระทั่งมีบิดามารดาก็ตาม ที่เขาเกลียดธรรมะกันนัก ; ก็ขอให้ช่วยเอาเรื่องนี้ไปเปิดเผย ไปพูดจาอะไร ให้เขากลายเป็นคนชอบธรรมะขึ้นมาให้ได้ ; เพราะเป็นสิ่งที่จำเป็นจริง ๆ ฉะนั้นผมจึงเรียกว่า หลักธรรมะที่ทุกคนควรทราบ. วันนี้ก็หมดเวลาสำหรับการบรรยายแล้ว ขอยุติไว้เพียงนี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต