น.411 ในการบรรยายครั้งที่ ๒ นี้ จะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า ตัวเองที่ทุกคน ควรรู้จัก ในบรรดาสิ่งที่เรารู้จักกันแล้ว ไม่มีสิ่งใดยิ่งไปกว่าตัวเอง. เมื่อพูด อย่างนี้ คนที่เขาอวดเก่ง ถึงกับกล่าวว่า ธรรมะไม่จำเป็น เป็นต้นนั้น ก็คงจะเข้าใจไม่ได้อีกตามเคย : แล้วก็จะคิดว่า การพูดอย่างนี้ เป็นคำพูดที่ บ้า ๆ บอ ๆ. ที่จริงก็น่าจะรู้สึกอย่างนั้น. การที่พูดว่า ตัวเองที่ทุกคนควรรู้จัก นี้ทุกคนก็จะคิดว่า เราก็รู้จักตัวเอง กันอยู่ทุกคน แล้วทำไมจะต้องมาเกณฑ์ให้ รู้จักตัวเองอีก ? ขอให้ทราบเถิดว่า นั่นแหละคือ เรื่องธรรมะโดยตรง. ๓๘๐
น.412 ตัวเอง ที่ทุกคน ควรรู้จัก นั่นคือธรรมะ คนที่ยังไม่รู้จักตัวเอง ก็ยังเรียกว่า ไม่รู้จักธรรมะ. ที่รู้จักตัวเอง อย่างที่สุนัข หรือแมว มันก็อาจจะรู้จักนั้น ยังไม่ใช่รู้จักตัวเองในที่นี้. คนที่เขาพูดว่า เขารู้จักตัวเอง ก็รู้จักไม่มากไปกว่าสุนัขและแมวจะรู้จัก ; คือจะรู้จักตัวเองแต่ใน ความหมายที่สามัญสำนึกรู้สึก, หรือที่รู้จักแต่ตามสัญชาตญาณ ; เช่นรู้จักกินอาหาร รู้จักขี้ขลาด วิ่งหนีอันตราย รู้จักสืบพันธุ์ มีเท่านี้ ; นี่ก็ยังไม่เรียกว่า รู้จักตัวเอง เมื่อพูดว่า ให้รู้จักตัวเอง เขาก็รู้สึกว่า เป็นคำพูดที่ไม่น่าสนใจ. รู้จัก ตัวเองนั้น ต้องรู้จัก อย่างที่กล่าวมาแล้วเมื่อวานนี้ คือ ธรรมะที่ควรทราบ. ถ้าทราบ ธรรมะที่ควรทราบ จึงจะเรียกว่ารู้จักตัวเอง. ถ้าธรรมะที่ควรทราบเราก็ไม่ทราบ นั่นคือไม่รู้จักตัวเอง ; หรือจะมองกลับอีกทีหนึ่งว่า การที่เราไม่รู้จักตัวเอง นั่นคือเรา ไม่รู้จักธรรมะ. การที่ไม่รู้จักตัวเองก็เป็นการปิดบังธรรมะ เหมือนกับภูเขาเลากา สูงใหญ่ขวางหน้า มองไม่เห็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลัง ; ฉะนั้นการไม่รู้จักตัวเอง ก็คือ การ ไม่รู้จักธรรมะ ขอให้ทบทวนดูให้ดีว่า เรารู้จักตัวเองหรือยัง ? หรือว่าคนเป็นอันมาก เขารู้จักตัวเองกันหรือยัง ? ถ้าเขาพูดว่า รู้จัก ; ก็ดูให้ดีว่า เขารู้จักกันในแง่ไหน ? ในเหลี่ยมไหน ? เขาจะยอมผ่อนปรนกันลงมา จนถึงกับพูดได้ว่า ต่างคนต่างรู้จักตัวเอง ด้วยกันทั้งนั้น ; แต่การรู้จักตัวเองในลักษณะอย่างนั้น จะเป็นอย่างไร ก็ลองพิจารณาดู. คนโง่ คนบ้า คนอะไร ก็ต้องพูดว่า รู้จักตัวเอง, แล้วเขาก็รู้สึกว่า รู้จัก ตัวเขาเอง ; แต่ทำไมยังเป็นบ้าอยู่ได้ ยังโง่อยู่ ได้ ยงเป็นคนประมาทอยู่ได้ ; นั่นก็เป็นข้อพิสูจน์ว่า ยังมีตัวเองอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งคนพวกนี้ไม่รู้จัก ซึ่งเป็นตัวเอง ที่แท้จริง. เขารู้จักแต่ตัวเองที่เป็นของมายา ลม ๆ แล้ง ๆ นี้ จึงเป็นคนโง่ คนบ้า
น.413 คนหลง คนอวดดี คนสะเพร่า คนอะไรอยู่ได้, เรียกตามภาษาธรรมะว่า เขายังเป็น คนประมาทอยู่. เป็นคนประมาทอยู่ ก็เป็นคนตายอยู่นั่นแหละ. ถ้ารู้จักตัวเอง ก็ต้อง หยุดประมาท หรือหยุดตายกันเสียที ; เพราะฉะนั้นจะเอาความรู้จักตัวเอง ที่คนทั่ว ๆ ไป รู้กันอยู่ทุก ๆ คนนั้น ยังถือเอาเป็นหลักไม่ได้ ; ต้องมีอีกแง่หนึ่งต่างหาก ที่ควรรู้จักจริง ๆ แล้วก็จะตรงกันหมด จนไม่ต้องเถียงกัน. การที่ต่างคนต่างก็รู้จักตัวเองด้วยกันทั้งนั้น เป็นเรื่องที่ยอมให้ได้ ว่า เขาก็รู้จักอยู่ ; แล้วก็ต่างคนต่างรู้. แต่นั่นก็เป็นเรื่องส่วนตัวบุคคลนั้นทั้งนั้น, เป็นเรื่องเฉพาะบุคคลนั้นทั้งนั้น ; แต่ยังไม่ ไกลออกไปถึงกับว่า จะใช้เป็นหลัก ส่วนรวมด้วยกันทุกคนได้. ขออย่าไปยึดถือ ความรู้ชนิดนั้น จะทำให้เกิดทิฏฐิมานะมาก, ต่างคน ต่างจะจองหอง อวดดี ทะเลาะ วิวาทกัน ก็เพราะเชื่อความรู้สึกของตัวเอง, ไม่ฟังผู้อื่น คิดว่าตนถูกโดยส่วนเดียว แล้วก็เลยดูถูก ดูหมิ่นผู้อื่นไปเลย. นี่มีได้ทุกระดับบุคคล ; แม้เด็ก ๆ ก็ทำอย่างนั้นเป็น. พอเติบโตขึ้นเป็นหนุ่มเป็นสาว ก็ยิ่งทำอย่างนี้เก่งขึ้นอีก ; ยิ่งอายุมากเป็นคนแก่ยิ่งเหนียวแน่น ที่จะยึดถือความคิด ความเห็นของตนเอง เมื่อต่างมีความคิดความเห็นแตกแยกต่างกันไปอย่างนี้ เรียกว่ายังไม่รู้จัก ตัวเองอีกตัวหนึ่ง ซึ่งจะต้องเห็น หรือรู้ตรงกันหมด. ในเรื่องที่จะเป็นความรู้อัน เป็นประโยชน์ แก่คนทุกคนนั้น ควรจะต้องตรงกันทั้งนั้น ; นี่จะเป็นเหตุให้เราค่อย มองเห็นธรรม ที่จะทำให้เกิดความเป็นอย่างนี้, คือให้ทุกคนมีความเห็นร่วมกัน ก็จะ ทำให้เกิดประโยชน์อันนี้.
น.414 สิ่งที่ควรทราบ คือดับทุกข์ตามหลักธรรมชาติ นี่ขอวางหลักสมมติฐานล่วงหน้าไว้ก่อนก็ได้ว่า ถ้าเป็นความรู้ที่ถูกต้องตรง ตามธรรมะแล้ว ก็ยิ่งตรงกันขึ้นไปยิ่งกว่านั้นอีก, และหลักธรรมะ ความถูกต้องของ ธรรมชาตินั้น ก็มีเพียงอย่างเดียว. สิ่งที่ควรรู้ ควรทราบ ควรปฏิบัติ ควรให้มีเพียง อย่างเดียว ในขั้นสูงสุด คือ ดับความทุกข์ตามหลักการของธรรมชาติ ตามหน้าที่ ตามธรรมชาตินั้นจะมีเพียงอย่างเดียว ; ยิ่งรู้ถูกเท่าไร จะยิ่งเป็นอย่างเดียวมากขึ้นเท่านั้น แล้วนั่นแหละจะเป็นรากฐานอันสำคัญที่จะไม่เถียงกัน, ที่จะไม่เกี่ยงแย่งกัน ที่จะไม่ เบียดเบียนกัน ; หรือแม้ที่สุด แต่จะไม่นึกไปในทางยกตนข่มท่าน ดูถูกดูหมิ่นความรู้ ความคิดของผู้อื่น. คนที่ยังโง่อยู่มาก ๆ มักจะมีเสียง ฮิ - ฮิ อะไรอย่างนี้บ่อยที่สุด คือดูถูก ผู้อื่น ในเมื่อตัวเองก็ไม่รู้อะไร. ในบาลีมีอยู่คำหนึ่ง เรียกว่า ผู้พูดใส่หน้าผู้อื่นว่า ฮิ - ฮิ, คือแสดงอาการดูถูกดูหมิ่นผู้อื่น, ยกตัวอยู่ในภายใน เป็นกิเลสโดยตรง. ฉะนั้นขอให้ถ่อมตัว ให้ระมัดระวังให้มากที่สุด. อย่าปล่อยให้กิเลสชนิดนี้มันลุกลาม จะได้รู้จักตัวเองอย่างดีอย่างถูกต้อง. อย่าปล่อยตัวให้เป็นเหมือนอย่างอันธพาล ที่ว่ารู้จักตัวเอง, อย่าให้อันธพาล รู้จักอันธพาล. คนอันธพาลที่สุดเขาก็รู้ว่า เขารู้จักตัวเอง และถ้าเราถามคนอันธพาล นั้น ๆ ว่า ความเป็นอันธพาลนั้นเป็นอย่างไร ? เขาก็จะเลื่อนไปยังที่อื่นไม่ใช่ที่ตัวเอง ว่าเป็นอันธพาล. คนอันธพาล ก็จะบอกว่า ตัวเองไม่ใช่อันธพาล, แล้วก็รู้สึกว่า ตัวเองไม่ใช่อันธพาล. คนอันธพาลย่อมจะชัดไปที่อื่น ที่ตรงกันข้ามกับเขา, หรืออาจจะเหวี่ยง อันธพาลมาที่ตำรวจ หรือมาที่คนผู้ประพฤติปฏิบัติชอบ ถูกต้องก็ได้. ฉะนั้นจึงขอ
น.415 ร้องว่า ระวังให้ดี; การรู้จักตัวเองนี้ อย่าให้เป็นเหมือนอย่างอันธพาลรู้จักอันธพาล. อันธพาลจะรู้จักอันธพาลผิดเสมอ ; เพราะฉะนั้นเขาจึงเป็นอันธพาลอยู่ได้. อันธพาลเกเรตามถนนหนทาง ที่ถูกตำรวจจับนั้น ดูให้ดี ก็ยังไม่น่า หวาดเสียวมาก เท่ากับ ที่ว่า เป็นอันธพาลในทางธรรมทางจิตใจ : เป็นคนโง่ เป็นคนหลงไม่รู้จักกิเลส ไม่รู้จักความทุกข์ ; ฉะนั้น อันธพาลอาจจะมาอยู่ในรูปร่าง ของพระของเณร ที่ไม่เคยไปตบไปตีใคร วิ่งราวใครก็ได้. ระวังให้ดี ๆ ; อันธพาลทางวิญญาณ อันธพาลทางธรรมนี้ลึกซึ้ง อาจมีอยู่ ในร่างของพระของเณร สงบเสงี่ยมอยู่อย่างนี้ก็ได้ ; เพราะเขาไม่รู้สิ่งที่ควรรู้, ไม่รู้จัก ตัวเองที่ควรรู้จัก, ไม่รู้จักตัวเองชนิดที่เป็นที่พึ่งแก่ตนเองได้ จึงทำอะไรผิด ๆ ทำลาย ตัวเองอยู่โดยไม่รู้สึกตัว. ดังนั้นเราก็ต้องแยกแยะดูตัวเองให้ดี ๆ. "ตัวเอง" ที่ควรรู้จัก มีอยู่ ๒ ชนิด เป็นอันว่า เราจะแยกตนเองออกเป็น ๒ ชนิด : ชนิดที่ ๑ ตนเองของ กิเลส, ชนิดที่ ๒ ตนเองของธรรมะ ; ตนเองสองชนิดนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนควรรู้จัก, แล้วจะต้องสังเกตได้ทันทีว่า ตรงกันข้ามกันอยู่. "ตนเองของกิเลส - ตนเองของธรรมะ" ถ้อยคำก็บอกอยู่แล้วว่า ตรงกัน ข้าม. ตนเองของกิเลสก็ต้องเห็นแก่ตัว ; ตนเองของธรรมะ ก็ต้องเห็นแก่ธรรมะ. พอเห็นแก่ตัวเมื่อไร ก็เป็นตัวเองของกิเลสเมื่อนั้น ; พอเห็นแก่ธรรมะเมื่อไร ก็เป็นตัวของธรรมะเมื่อนั้น. เป็นตัวของธรรมะก็ย่อมเห็นแก่ธรรม และไม่เห็นแก่ตัว, เป็นตัวเองของตัว ก็ย่อมต้องเห็นแก่ตัว แล้วไม่เห็นแก่ธรรม. สอง "ตัว" นี้ ตัวไหนจะดีกว่ากัน ? ควรจะได้พิจารณากันอย่างละเอียด ; แล้วก็อย่างบริสุทธิ์ใจ คือ อย่างจริงใจ. อย่าให้เข้าข้างนั้น ลำเอียงข้างนี้. หรือจะ
น.416 ดูว่าตนนี้ ตนชนิดไหนเป็นมายา ลม ๆ แล้ง ๆ หลอกลวงเสียเรื่อย ? แล้วตนชนิดไหนจะ เป็นคนที่แท้จริง ที่คงทน ถึงกับว่า ไม่ตายก็ได้ ? หรือว่าตนไหนจะพึ่งได้ ? ตนของ กิเลส กับ ตนของธรรมะนี่ ตนไหนจะพึ่งได้ ? ตรงนี้จะต้องทราบไว้ด้วยว่า ธรรมะนี้ลำบากอยู่ตรงที่คำพูดสับสน ; เพราะว่า คำพูดไม่พอใช้บ้าง. แต่ที่สำคัญอย่างยิ่ง ก็คือว่า คำ ธรรมะ นั้น ก็ยืมเอา คำชาวบ้านไปใช้ทั้งนั้น ได้เคยพูดข้อนี้ซ้ำ ๆ ซาก ๆ จนคนบางคนเบื่อไม่อยากจะฟังแล้ว ; แต่ก็ยังจะพูดอยู่เรื่อย เขาอยากจะฟัง หรือไม่อยากจะฟังก็ตามใจ. คำ "ธรรมะ" นั้น ให้สังเกตให้ดี ยืมคำชาวบ้านไปใช้ทั้งนั้น ; เนื่องจาก เมื่อ โยคี มุนี นักปราชญ์อย่างเช่นพระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นต้น ก็คิดธรรมะได้, รู้จัก ธรรมะข้อใดข้อหนึ่งขึ้นมาใหม่ในใจ ก็จะเรียกชื่อว่าอะไร ลองคิดดู. ถ้าไปตั้งคำใหม่ ขึ้นมา ใครจะฟังถูก ; ก็ต้องเอาคำเก่า ที่ใช้อยู่แล้ว ในหมู่ประชาชนนั้นมาใช้เรียกชื่อ สิ่งที่คิดขึ้นมาได้ใหม่ แต่ในความหมายอื่น. อย่างเช่น พอรู้จักกิเลส โลภะ โทสะ โมหะ ขึ้นมาจริง ๆ นี้ ก็มาบอก มาสอนประชาชนว่า เราพบของสกปรก. คำว่ากิเลสในภาษาธรรมดา ก็คือของสกปรก ที่ชาวบ้านเขาเกลียดชังกันอยู่แล้ว เป็นของสกปรกที่ทำให้แปดเปื้อน ; ก็บอกว่าเป็น ของสกปรก ; แต่ไม่ใช่อย่างที่เขาเคยรู้จักกัน. ของสกปรกนี้คือ โลภะ โทสะ โมหะ. ฝ่ายเราเป็นคนไทย เราก็ไม่รู้จักคำว่า กิเลส ซึ่งเป็นคำภาษาบาลี ก็คิด ว่าเป็นคำใหม่, เป็นคำบัญญัติเฉพาะอย่างนั้น. ถ้าเป็นคำบัญญัติเฉพาะก็หมายความว่า ไปเอาคำของชาวบ้านมาเป็นคำบัญญัติเฉพาะ ว่า กิเลส ของสกปรก ก็คือสกปรกแก่จิตใจ
น.417 สกปรกส่วนลึก ส่วนสันดานนี้. ทีนี้พอไปรู้จักกิเลสในแง่ที่เผาให้ร้อน ให้เป็นทุกข์ ก็บอกว่า ไฟ ไฟ ก็คือไฟที่บ้านที่เรือน ก็เผาไหม้ให้ร้อนให้เดือดร้อน. ที่นี้ ไฟ คือโลภะ ไฟ คือโทสะ ไฟ คือโมหะ ล้วนแต่เผาให้ร้อน ทุกคำเป็นอย่างนี้. คำธรรมะ แม้แต่คำว่า นิพพาน พูดอยู่ที่บ้านเป็นธรรมดาสามัญ ก็คือ เย็น - เย็น ว่านิพพาน. เย็นทางธรรมก็หมายความว่า เย็น - เย็น - เย็น อย่างนี้ ; แต่เป็นความเย็นในความหมายเฉพาะ คือเย็นเพราะไฟกิเลสดับไป. ทีนี้ พอท่านคิดได้ หรือเห็นจริงในเรื่องสิ่ง ๆ หนึ่ง ซึ่งเป็นของแท้ถาวร และเป็นที่พึ่งได้ ก็ไม่รู้ว่าจะเอาคำอะไรมาใช้ ก็เลยเอาคำว่า ตัว หรือ ตน, ตัวตนที่ชาวบ้านเขาพูดอยู่ที่บ้านเป็นประจำมาว่า ตัวตน ; แต่มีความหมายเฉพาะใน เรื่องนี้ เป็นคำใหม่ ; ก็เลยมีตัวตนอีกอันหนึ่ง เป็นตัวตนที่แท้จริง ตัวตนที่พึ่งได้ คือธรรมะนั้นแหละเป็นตัวตน. ในพุทธศาสนานี้ จึงมีพระพุทธภาษิตที่ว่า พึ่งตนนั้นคือพึ่งธรรม, พึ่งธรรม นั่นแหละคือพึ่งตน หรือ ตน นั่นแหละคือธรรม ธรรมนั่นแหละคือตน, ถ้าจะมีตน หรือถ้าจะเรียกว่าตน ; มิฉะนั้นก็อย่าเรียกเสียดีกว่า อย่าเรียกว่า ตัวตน อย่างที่เคย เรียกกันมาแต่ก่อน. เอาตัวกู - ของกูเป็นตัวตน อย่างนี้เป็นอันตราย ; ถ้ายัง อยากจะมีตัวตนอยู่ ก็เอาธรรมะเป็นตัวตน, ดังมีคำบาลีว่า : - ธมฺมทีปา ธมฺมสรณา, อตฺตทีปา อตฺตสรณา, หรือ อตฺตสรณา อตฺตทีปา, ธมฺมสรณา, ธมฺมทีปา. พูด วนเวียนกันอยู่ มีตนเป็นสรณะมีตนเป็นที่พึ่ง, นั้นคือ มีธรรมะเป็นสรณะ มีธรรมะ เป็นที่พึ่ง. ถ้ามีธรรมะเป็นสรณะ เป็นที่พึ่ง นั้นคือมีตนเป็นที่พึ่ง มีตนเป็นสรณะ ; นี่เกิดเป็นสองตน ขึ้นมาอย่างนี้. ขอให้ดูกันที่ละตนให้ชัดเจน : ที่ได้เป็น สองตนคือ ตนกิเลส กับ ตนธรรมะ ขึ้นมาแล้ว.
น.418 ตอนที่ ๑. คือตนกิเลส หรือตนของกิเลส เอาเป็นว่า เป็นตัวเองก็ได้ แต่ว่า เป็นตัวตนชนิดดำ ก็จะประกอบแต่ ธรรมดำ หรือการกระทำที่ดำ. นี่ก็จะได้เกิดความหมายเป็นธรรมดำอะไรขึ้นมา แล้วเรียกโดยภาษาชาวบ้านก็ว่า อธรรม, เป็นอธรรมขึ้นมา คือเป็นธรรมดำ ; แล้วก็เลยเรียกให้สมน้ำหน้าว่า ไม่ใช่ธรรม เป็นอธรรม. แต่ถ้าพูดภาษาลึกซึ้งในภาษา ธรรมแล้ว เป็นธรรมทั้งนั้น, ธรรมดำ ธรรมขาว ธรรมไม่ดำ ไม่ขาว ก็เรียกว่า ธรรมทั้งนั้น เดี๋ยวนี้เป็นตัวเองชนิดดำ มีการประกอบ มีการกระทำแต่กรรมดำ เป็นตัวดำ เรียกอีกทีหนึ่ง ก็เรียกว่า อธรรม ไปเลย. ตนชนิดดำนั้นก็คือเห็นแก่ตัว, ทำไปตามอำนาจของกิเลส ก็เรียกว่า เห็น แก่ตัว แล้วก็มีตนมีตัว เพื่อจะเชือดคอตัวมันเองอยู่ตลอดเวลา, แล้วก็โดย ไม่รู้สึกตัวด้วย ว่าตัวที่ได้ทำชนิดที่เชือดคอตัวเองอยู่ตลอดเวลา ; เพราะมันเป็นตนมายา เป็นตนของ ความโง่ ของความหลง. ตนมายาจะคิด พูด กระทำ แต่สิ่งที่ทำลายตัวเองอยู่ตลอดเวลา ก็จะทำกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ทำผิดอยู่ตลอดเวลา ; อย่างนี้ ก็เรียกว่า เชือดคอตัวเองอยู่ตลอดเวลา, หรือฉุดลากตัวเองอยู่ตลอดเวลา, หรือเผาผลาญ ตัวเองอยู่ตลอดเวลา นี่ตัวดำเป็นอย่างนี้. ความเป็นตนชนิดตัวกู ซึ่งควรจะเรียกว่า ตัวกู หรือ ของกู, ความรู้สึก ชนิดนั้น จะหยาบมาก รุนแรง พลุ่งพล่านมาก ด้วยอำนาจของกิเลส, เป็นตัวกู หรือ ตัวตนส่วนมากที่สุด ที่เกิดแก่คนธรรมดาสามัญ. นี่หมายความว่า ปุถุชนคนธรรมดา สามัญจะมีแต่ตัวตนชนิดนี้ ซึ่งมีมากที่สุดแก่คนธรรมดาสามัญ แล้วก็แรงขึ้นๆตามการศึกษา ตามสติปัญญา ที่เดินมาผิด ๆ ในทางนี้ ; จึงเห็นได้ว่า บางคนยิ่งรู้มากยิ่งจองหองมาก. เมื่อเป็นเด็ก ๆ นั้นจองหองน้อย พอโตขึ้นมาก็จองหองมากขึ้น หรือคนแก่ สูงอายุ บางทีก็ยิ่งถือตัวจองหอง ยิ่งถือรั้นอะไรมากขึ้น ; นี่ตัวกูชนิดนี้เป็นอย่างนี้.
น.419 นี้ก็หมายความว่า ยิ่งเผาตัวเองมากขึ้น ; ทำอันตรายตัวเองมากขึ้น ถ้ามีตัวกูชนิดนี้. ตัวกูเกิดแก่คนธรรมดาสามัญที่ยังไม่รู้อะไรมากขึ้นหนักขึ้น ๆ แล้วอย่างนี้จะเป็นอะไร, จะเรียกว่า เป็นคน หรือเป็นมนุษย์ หรือเป็นผี! นี่จึงต้องมีสิ่งที่แก้กันคือ ธรรมะ. เมื่อตัวกู - ของกู จัด, ธรรมะเท่านั้นจะแก้ได้ ธรรมะเป็นของตรงกันข้าม จะเข้ามาช่วยแก้ไขให้ได้; ถ้าไม่สนใจ ธรรมะ นอนอวดดีอยู่ที่บ้าน ว่าธรรมะไม่จำเป็น เอาเก็บไว้ที่วัด; คนชนิดนี้จะเป็น ตัวตน ชนิดอย่างที่ว่า เป็นภูต ผี ปีศาจ ไปเลย จะเป็นตัวกู - ของกู ที่เต็มอัด อยู่ด้วย กิเลสนานาชนิด. ทีนี้ อยากจะเปรียบเทียบในอีกแง่หนึ่ง โดยเปรียบเทียบกับสัตว์เดรัจฉาน ว่า สัตว์เดรัจฉานยังเกิดตัวกู อย่างนี้ น้อยกว่าคน. คนยิ่งเกิดตัวตนชนิดนี้มากขึ้น ๆ ตามอำนาจของมันสมอง ที่วิวัฒนาการไปผิด ๆ แล้วควบคุมไม่อยู่ ; นี่ความเห็นแก่ตัว ของคน นั้นยิ่งกว่าความเห็นแก่ตัวของสัตว์ ถ้าสัตว์จะมีบ้าง ก็มีตามธรรมชาติเล็กน้อย. คน นี่มีมันสมองที่พัฒนา ถ้าพัฒนาอย่างที่ควบคุมไม่ได้ ก็ย่อมทำผิด ; ส่วนสัตว์นั้นยังเป็นไปตามธรรมชาติอยู่ตามเดิม ๆ มากกว่าคน. คน นี่มีวิวัฒนาการไปไกล จนเป็นคนขึ้นมา, ถ้าควบคุมไม่ได้ เพราะไม่รู้สึก, ตัวตนชนิดนี้ก็ยิ่งรุนแรง. เราจึง เห็นคนเห็นแก่ตัว อย่างไม่น่าจะเป็นไปได้, เป็นไปอย่างไม่น่าเชื่อ, แล้วก็ กระเทือนกันไปหมดทั้งโลก. ความเห็นแก่ตัวกู - ของกูในทำนองนี้ เป็นตัวตนดำ. ตัวตนของกิเลสนี้ เคยชินกับคน ชินกับคนมากขึ้น ๆ ชินกันจนคนไม่รู้สึก จนเป็นธรรมดาไปเสีย คนก็ ไม่รู้จัก. ถ้าเราชินกับอะไรมากไป เราจะไม่รู้จักสิ่งนั้นมากขึ้น คือเห็นเป็นของ
น.420 ธรรมดาไปเสีย ไม่อาจจะแยกออกมาให้เห็น. นี่ตัวกูชนิดดำมันชินกันกับคน จนคน ไม่รู้จัก ; พูดแล้วก็ไม่น่าเชื่อ ที่ว่าชินกันจนไม่รู้จัก. เขาเอากิเลสเป็นตนเสมอทุกที, เอาความเห็นแก่ตน เอากิเลสเป็นตน เสมอ จนชินเป็นตัวเองเสียแล้ว ก็เลยไม่รู้จักตัวเอง. พูดให้ตรงลงไป ก็คือว่า กิเลสไม่รู้จักตัวมันเองว่าเป็นกิเลส ทำนองเดียวกับคนบ้า ก็ไม่รู้จักตัวเองว่าเป็นคนบ้า ; ไปเถียงอะไรเขา เขาก็ไม่ยอมรับว่า เขาเป็นคนบ้า. เขากลับหาว่าเราเป็นคนบ้า อย่างนี้ก็พูดกันไม่ได้. กิเลสเอาตัวกิเลสนั้นแหละเป็นตัวตน ชินกันอยู่อย่างนี้ จนไม่ รู้จักตัวตนของกิเลส มีแต่ตัวตนของกิเลสอยู่เรื่อยไป. นี่คือลักษณะอาการ หรือว่า ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับตนกิเลส ตนดำ ตนที่ประกอบอยู่ด้วยอวิชชา ดำมืดอยู่ แล้วก็กระทำแต่กรรมดำ คือผิด. ตอนที่ ๒. คือ ตนของธรรม ก็เป็นตนขาว หรือตัวขาว ดูกันอีกที เมื่อตนเองของกิเลสเป็นตัวดำตนดำ, ตนของธรรมก็เป็นตนขาว หรือตัวขาว อย่างน้อยก็ขาวเรื่อย ๆ ไป จนกระทั่งเหนือคำเหนือขาว. ตนของธรรมนี้ ต้องแบ่งแยกเป็นสองตอน คือ เมื่อขาว หรือดี ถูกต้องอยู่เป็นตนขาว, ประพฤติ กระทำแต่กรรมที่ขาว. ถ้าประพฤติกระทำอยู่อย่างนี้เรื่อย ๆ ไป ตนก็สูงขึ้น ๆ สูงขึ้นไปจนพ้นคำพันขาว ก็ได้. แต่ ในสมัยที่เป็นตนดำนี้ ไม่มีทางที่จะพ้นดำพ้นขาวได้ เพราะโง่อยู่ ในความมืด. เป็นตนดำก็ไม่รู้จัก เพราะไม่มีความขาว คือสว่างไสวขึ้นมา. ครั้น เป็นตนขาว ก็ทำดีทำถูกเรื่อยไป จนในที่สุดรู้สิ่งสุดท้าย คือ พ้นดำ พ้นขาว เหนือดำ เหนือขาว คือจะไม่เป็นตนนั่นแหละ จะพ้นจากความเป็นตน ; แต่นั่นก็มากไป เราจะ ไม่พูดถึง เพราะว่าเราจะจัดให้ เป็นความอยู่เหนือตน พ้นตนไปแล้ว.
น.421 ทีนี้ ดูตนชนิดขาว ประกอบกระทำแต่กรรมขาว โดยเปรียบเทียบกับ ตนดำ. ตนดำนั้นเห็นแก่ตัว เชือดคอตัวเองอยู่เสมอ ; ตนขาวนี้เห็นแก่ธรรมะ ก็ขาวเหมือนตัว ประกอบเจริญอยู่ด้วยธรรมะ ; ตรงกันข้ามอยู่อย่างนี้. อันหนึ่ง เชือดคอตัวเองอยู่เสมอ โดยไม่รู้สึกตัว ; แต่อีกอันหนึ่ง รู้สึกตัว รู้จักตัว รักตัว สงวนตัว ถนอมตัวไปแต่ในทางที่ดียิ่งขึ้นไป ยิ่งขึ้นไป. คำว่า รักตัว สงวนตัว นี้มีความหมายสูงไปกว่าภาษาชาวบ้าน. คำพูด ที่เขาใช้กันแก่ผู้หญิงที่ว่า รักตัว สงวนตัว นั่นแหละ เป็นเด็กอมมือ สงวนตัวนอก ๆ สงวนตัวเนื้อหนัง ; ส่วนเรานี้สงวนตัวในทางด้านจิต ด้านวิญญาณ หรือเจริญอยู่ ด้วยธรรม นี่ตัวขาว ๆ เป็นอย่างนี้ ตัวดำ ๆ ก็เป็นอย่างอื่น. ตัวดำเป็นตัวลูที่เกิดได้ส่วนมาก หรือเกิดอยู่มากที่สุดแก่คนธรรมดาสามัญ ตัวขาวหรือตัวตนของธรรมะนี่เกิดยาก, เกิดยากแก่คนธรรมดาสามัญ. หมายความว่า คนธรรมดาสามัญ ปุถุชนธรรมดาสามัญ นี้เกิดได้แต่ตัวกูชนิดกิเลส เกิดง่าย เกิดเป็น ธรรมดาไปเลย ; แต่พอมาถึงตัวตนของธรรม กลับเกิดยากแก่คนธรรมดาสามัญ ; แต่จะค่อย ๆ เกิดได้ง่าย หรือเกิดมาก แก่คนที่ดีกว่าธรรมดา จึงเป็นคนดี เป็น พระอริยเจ้าขึ้นมา. เมื่อเปรียบเทียบกับสัตว์ ตนดำ ๆ นี้เกิดได้แก่คน ; แล้วสัตว์ยังเกิดได้ น้อยกว่า, คือ คนเห็นแก่ตัวมากกว่าสัตว์. พอมาถึงคนตัวขาวเข้า เป็นธรรมขาว เป็นตัวตนขาว คนอาจจะทำให้ดีได้มากกว่าสัตว์ ; แต่แล้วก็ไม่ทำ. มันสมองของคน นี่มีวิวัฒนาการมาขนาดที่ว่า จะทำให้มีธรรมะได้มากกว่าสัตว์ ; แต่แล้วคนก็ไม่ค่อยทำ ; อยากเป็นสัตว์อยู่เรื่อย เอาตามกิเลส ตามความเห็นแก่ตัว ตามใจตัว ตามความรู้สึก ของกิเลสอยู่เรื่อยไป; ไม่พยายามที่จะทำให้เป็นมนุษย์ที่ประกอบอยู่ด้วยธรรมะขึ้นมา.
น.422 คนทำดี ได้มากกว่าสัตว์ แต่ก็ยังไม่ดีกว่าสตว์ ทั้งที่ทำได้แล้วก็ไม่ทำ. สมรรถภาพของมนุษย์นี่ อาจจะทำให้เกิดความดี เกิดตัวขาวอะไรได้มากทีเดียว, แต่แล้ว ก็ไม่ค่อยทำ ปล่อยให้เป็นตัวดำอยู่เสมอ. หมายความว่า อาจจะล้างจะอาบให้สะอาดได้ แต่ก็ขี้เกียจจะอาบจะล้าง ปล่อยกันไปตามสะดวก. การที่คนธรรมดาสามัญสมัยนี้ ไม่ค่อยสนใจธรรมะ หรือไม่อยากจะ ควบคุม บีบบังคับกิเลสบ้าง ปล่อยไปตามอารมณ์ของกิเลสเสียเรื่อย ; ทั้งนี้ก็เพราะว่า คนธรรมดาสามัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยนี้ ไม่กลัวบาปไม่กลัวกรรม อยากจะคลุก หรืออยากจะระคน อยู่ด้วยบาปกรรม คือกิเลส ทั้งที่ทำได้เขาก็ไม่ค่อยจะทำ. นี่ เปรียบเทียบกันในข้อที่ว่า กรรมดำ หรือตัวดำ ตนของกิเลสนั้น ชิน กันอยู่กับคน จนคนไม่รู้จัก. ตัวของธรรมที่เป็นคน นี้ก็อยู่ไกลอยู่ลึก จนคนไม่ค่อย รู้จัก. ตัวขาวเหินห่างจากคน เพราะว่าคนมีแต่ตัวตนของกิเลส; คนก็เลย ไม่ค่อยรู้จักตัวขาว เรียกว่า ไม่มีการรู้จักเสียเป็นธรรมดา จนกว่าจะเลื่อนชั้นเป็นอริยชน นั่นแหละ จึงจะรู้จักตัวธรรมะมากขึ้น. ถ้ามีตัวตนเป็นธรรมะ มีธรรมะเป็นตัวตนมากขึ้น อย่างนี้ก็เรียกว่า เป็น อริยชนไปแล้ว ; แต่เป็นบุถุชนคนพาลตามธรรมดาสามัญ แล้วก็ตาบอด หรือตาฝ้า ไม่เห็นตน ที่เป็นธรรม, หรือตนที่แท้จริง ก็ยังคงเหินห่างอยู่ดี จนกว่าจะเป็นอริยชน. รู้จักตนทั้งสองตัวเพื่อควบคุมหรือส่งเสริม ทีนี้ เมื่อเรารู้จักทั้งสองตน ก็ต้องรู้จักเลือก ฉะนั้นจึงขอย้ำว่า ตัวเองที่ ทุกคนควรรู้จักนั้น ก็ควรจะรู้จักทั้งสองตัว, ควรจะรู้จักตัวเองทั้งสองตัว ; บางที เป็นตัวดำ บางทีเป็นตัวขาว วันหนึ่ง ๆ สลับกันอยู่อย่างนี้. แล้วที่เป็นตัวดำนั้นมากกว่า
น.423 เกิดมากกว่า สำหรับคนธรรมดาสามัญ คนบุถุชนแล้ว วันหนึ่ง ๆ จะเกิดตัวดำ ๆ มากกว่า จะเกิดตัวขาว ๆ. ขอให้รู้จักตัวทั้งสองตัว จะได้มีการควบคุมให้ถูกต้อง ควบคุมการเกิด ของตัวดำ แล้วก็ ส่งเสริมการเกิดของตัวขาวให้ชินเป็นนิสัย ก็จะมีแต่ ตัวขาวนี่มาเกิดมากที่สุด. ตอนแรกก็ตั้งต้นถามตัวเองก่อนก็ได้ว่า ควรจะเลือกเอาตัวไหน ? อ้าว, ก็เกิดปัญหาอีก. ถ้าตัวกิเลสมันเลือก ก็จะเอาตัวดำ, ถ้าตัวดำเลือก ก็เลือกเอา ตัวดำ; เพราะพอใจตัวดำ ฉะนั้นพวกอันธพาลก็ชอบตัวดำ หรือตัวกิเลส, อันธพาล ทางจิตทางวิญญาณก็ตาม ย่อมจะเลือกเอาตัวดำ หรือตัวกิเลส เพราะพอใจตัวดำ. ถ้าเป็นสัตบุรุษ ดีขึ้นมาก็เกลียดตัวดำ จะเลือกเอาตัวขาว. ตัวขาวก็จะเลือกเอา ตัวขาว ตัวดำก็จะเลือกเอาตัวดำ ทีนี้มีปัญหา มีความยากลำบากอยู่ที่ตรงนี้ คือว่า จิตนี้มีดวงเดียว ; พูดภาษา อภิธรรม เขาก็พูดอย่างนี้ : จิตนี้มีดวงเดียว ; จะเปลี่ยนเป็นดำ หรือเป็นขาว ก็แล้วแต่เหตุการณ์ ก็เลยไม่มีโอกาสที่ว่า จะเกิดขึ้นสองตัวพร้อมกัน แล้วมาเปรียบเทียบ กันได้ง่าย ๆ. พวกที่ชินแต่ฝ่ายดำ ก็เกิดดำอยู่เรื่อย ; ตัวขาวก็เกิดยาก จนกว่า จะรู้จักตัวขาว, แล้วก็รักษาตัวขาวเอาไว้ให้ได้ อย่าให้ตัวดำมาเกิดได้ ; แล้วจะเอาใคร มาเป็นผู้ช่วยเลือก หรือเป็นที่พึ่ง ? หลักมีอยู่ว่า ตนพึ่งตน ตนเป็นที่พึ่งแก่ตน นี้เป็นหลักที่คนเขาเข้าใจยาก คนธรรมดาเข้าใจยาก เพราะจิตนั้นมีดวงเดียว เป็นตนได้แต่ละอย่าง ๆ ทีละอย่าง จะเป็น ที่พึ่งแก่ตนได้อย่างไร,
น.424 ความหมายลึกซึ้ง ก็มีอยู่ที่ว่า มีความเข็ดหลาบ ถ้าตนดำ ๆ ถูกเข้าหนัก ๆ ก็เจ็บปวด ก็รู้จักเข็ดหลาบนี่แหละตนดำ ก็จะเป็นที่พึ่งแก่ตนดำได้เหมือนกัน ; เมื่อรู้จักเจ็บปวด และรู้จักเข็ดหลาบ ตนดำก็ชักจะรามือราข้อ. ส่วนตนขาวนั้นก็ดีอยู่ แล้ว ถ้ามีเกิดขึ้น ก็ทำที่พึ่งให้แก่ตนอยู่แล้ว มีแต่จะส่งเสริมให้ยิ่งขึ้นไป. ตนดำจะ รู้สึกเป็นที่พึ่งแก่ตนได้ ก็มีแต่เมื่อรู้จักเข็ดหลาบ พอเจ็บปวดมาก ๆ แล้วก็นึกได้. มาถึงตอนนี้ ก็ต้องนึกถึงคำที่เขาพูดไว้ว่า ความผิดก็เป็นครู ความถูกก็ เป็นครู; เขาพูดไว้แต่เดิม นี่ผมก็มาเสริมให้ว่า ความผิดนั้นเป็นครูมากกว่า ; ใคร จะเชื่อ หรือไม่เชื่อ ก็ไปคิดเอาเอง. ความผิดนั่นแหละเป็นครูมากกว่า คือมันเจ็บปวด และมันกัดมันเผาเอา ; นี่สอนมากกว่า. ความถูกนั้นสบายไปเลย มีแต่จะให้สบาย สนุกสนานลิงโลด พอใจไปเลย ; อย่างนี้สอนน้อย. ถ้าความผิดก็ต้องมีผลเป็น ความเจ็บปวด ; บางทีก็มานั่งร้องไห้อยู่ ; เพราะสอนมากกว่า. แต่ว่าคนจะรับ เอาหรือไม่ ? จะรับคำสอนอันนี้หรือไม่ ? การที่ตัวดำ ๆ จะเป็นที่พึ่งแก่ตัวเองได้ ก็ต้องเป็นความเจ็บปวด เพราะ ความเข็ดหลาบ ; แล้วต่อมาก็ค่อยขาวขึ้น ๆ คือ เกิดรู้จักละอาย ; ตลอดเวลาที่คน ไม่รู้จักละอาย ก็เป็นตัวดำอยู่เรื่อย. คนอันธพาลถูกตำรวจจับมานี้ รู้จักละอายเมื่อไร. ทำไมไม่ละอาย ? ก็เพราะว่ามีความกระด้างแห่งตัวดำ สูงขึ้นมาปิดบังอยู่เรื่อย ; แม้ถูกเอา มาประจานตามถนน ก็ไม่ละอาย เพราะมีความกระด้างแห่งตัวดำ ขึ้นมาบีดเสีย จึงไม่ ละอาย ไม่เข็ดหลาบ ไม่เจ็บปวด. พวกตัวดำ ๆ อย่างนั้น ก็เป็นที่พึ่งแก่ตนเองไม่ได้ ต่อเมื่อไรรู้สึกในความเจ็บ ปวด รู้สึกในความละอาย รู้สึกเสียใจ รู้สึกเสียเกียรติยศชื่อเสียง แล้วเกิดความละอาย ; อย่างนี้ ตัวดำ ๆ ก็จะเริ่มขาว, ตัวดำจะเริ่มจางออก แล้วจะเริ่มขาว. กิริยาอย่างนี้
น.425 เรียกว่า ตนเป็นที่พึ่งแก่ตน มีตนเป็นที่พึ่งแก่ตน นับตั้งต้นมาแต่ตนดำๆ แล้วก็มา ขาวขึ้น ๆ ขาวขึ้น ๆ. เหมือนภาพวัวที่เขียนไว้ในตึกโรงมหรสพทางวิญญาณ. ("มีภาพ ตีพิมพ์ไว้ในหนังสือ ธรรมะระดับมหาวิทยาลัย ในชุดธรรมโฆษณ์ หรือเล่มอื่น ๆ อีก) หรือ ดูภาพจับลิง, จับช้าง แบบธิเบต ("ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือนี้อยู่ท้ายบท) ทีแรกตัวดำปี๋ แล้วค่อย ๆ จางออก ๆ ใครจะมาช่วยทำให้ ? ไม่มี; นอกจากธรรมชาติ หรือธรรมะที่เข้ามาเกี่ยวข้อง แล้วก็ได้รับการลงโทษ ได้รับการปรับปรุงแก้ไขเรื่อย แล้วค่อย ๆ ขาวขึ้นมา ขาวขึ้นมา. ตนเป็นที่พึ่งแก่ตน ตั้งต้นตั้งแต่ตนดำ ๆ นั่น มันรู้จักเจ็บปวด. ให้สังเกต ดูเด็กเล็ก ๆ ทำไมต้องถูกตี ? ก็เพราะตนดำ ๆ มันจะเข้ามาแทนที่. ฉะนั้นพ่อแม่ ครูบา อาจารย์ที่ดี ก็ต้องตีกันบ้าง ; ขับไล่ตนดำ ๆ ออกไปจากจิตใจของเด็กเล็ก ๆ. ทารก ตัวเล็ก ๆ นี่ก็ต้องถูกตีบ้าง ; แต่ว่าไม่จำเป็นจะต้องตีเสมอไป อาจใช้วิธีอื่น คือใช้การ พูดจาสั่งสอน ประเล้าประโลม อย่างที่เขาทำดี ๆ ไม่ต้องตีก็ได้ ; แต่เข้าใจว่ายากที่สุด ที่จะไม่ต้องตีเสียเลย นาน ๆ ทีก็ต้องตีกันบ้าง. เดี๋ยวนี้พวกที่จัดการศึกษาของโลกนั้น โง่ ถึงขนาดที่ ยกเอาระบบตีนักเรียน ออกไปเสียจากโรงเรียน. เด็ก ๆ นักเรียนไม่ถูกตี เลยเป็นลิงเป็นค่างไปหมด ; เป็น ลูกศิษย์ผีสิงเป็นครูผีเสื้อกันไปหมด. ความคิดความเห็นของผม เห็นว่าไม่ถูก ควร ถอยหลังเข้าคลอง ไปหาระบบเดิมของธรรมชาติ ; แล้วก็ต้องมีตีกันบ้าง มีปลอบ โยน, มีส่งเสริม สั่งสอนกันบ้าง ควบคู่กันไป; เพราะว่า ธรรมชาติก็มีหลักอย่างนั้น, ทำผิดก็ต้องเฆี่ยนให้ได้รับผลกรรม ที่เป็นความทุกข์ ความลำบากบ้าง การทำโทษก็เหมือนกับที่ว่า ธรรมชาติเป็นครู การเฆี่ยนการตีนั้น เป็น เรื่องช่วยทำให้ดีขึ้น. โรงเรียนที่ทำกับเด็กเล็ก ๆ ก็ควรต้องทำทั้งสองอย่าง เมื่อทำดีก็ดี,
น.426 เมื่อต้องตี ก็ตี, เมื่อต้องปลอบ ก็ปลอบ, เมื่อสอน ก็สอน ; เป็นการแก้ไขป้องกัน ตัวดำ ๆ ที่จะก่อขึ้นมาในนิสัยของลูกเด็ก ๆ อย่าให้ก่อขึ้นได้. ให้เด็ก ๆ หันมาในทางขาว เจริญขึ้นมาในทางขาว, เป็นสัตว์ตัวขาวมากขึ้น ๆ ; นี้ก็มีตัวเป็นที่พึ่งได้. บิดามารดามีพระคุณอยู่ที่ตรงนี้แหละ ; ฉะนั้นอย่าไปโกรธบิดามารดาเลย จะบ่น จะว่า จะตี จะด่าบ้าง แม้โต ๆ อย่างนี้แล้ว พ่อแม่ก็ยังควรจะบ่น จะด่า จะว่า บ้าง. แล้วครูบาอาจารย์ ก็จะต้องบ่น ต้องว่า ต้องด่า ต้องตี ไปตามเรื่อง เพื่อทำให้ขาว. ในเมื่อไม่มีทางออกอย่างอื่นแล้ว ก็ต้องใช้อุบายหยาบที่เจ็บปวด อย่างนี้บ้าง ; ฉะนั้น คำด่าคำอะไร ก็ยังจะต้องมีอยู่ ; แต่จะเป็นการกระทำเพื่อให้ดีขึ้น การด่าว่าของผู้ใหญ่ อย่างนี้ถือกันว่า เป็นการชี้ขุมทรัพย์, การขนาบ ดุดัน ด่าว่า ของครูบาอาจารย์นั้น เป็นการชี้ขุมทรัพย์ ; หรือว่า ยิ่งกว่านั้น จะเป็นการมอบขุมทรัพย์ให้เลย. ควรจะพิจารณาดูให้ดี ๆ อย่าเพ่อโกรธ ; ถ้าเรา สมัครใจที่จะเลือกเอาตัวขาว ๆ แล้วก็ต้องยินดีรับระบบการขัดเกลาอย่างนี้ เกี่ยวกับข้อนี้ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า “พรหมจรรย์นี้เป็นการขูดเกลา" พรหมจรรย์นี้มิใช่เป็นการประเล้าประโลม ให้มารำวงกันอยู่ตลอดเวลา ; แต่พรหมจรรย์นี้ คือการขูดเกลา. ใช้สำนวนสัลเลขะ ที่แปลว่าขูดด้วยมีด ขูดด้วยของมีคม ; สัลเลขธรรม คือธรรมที่เป็นการขูดเกลา. คำธรรมดาที่บ้าน คือขูดด้วยมีด เหมือน เอามีดมาขูดปลา พูดอะไรให้ขาวสะอาด พรหมจรรย์นี้คือระบบปฏิบัติ เป็นอยู่ใน ธรรมวินัยนี้ ในศาสนานี้ เป็นการพูดเกลา. คนที่ยังเห็นแก่ตัว ก็ดิ้นออก เป็นอิสระที่จะดิ้นออก ไม่รับ ไม่ปฏิบัติตาม ธรรมวินัย ; อย่างในพระปาฏิโมกข์นี่ทุกข้อเป็นการขูดเกลา. พวกที่เป็นตัวดำ ๆ
น.427 ไม่ยอมรับ คือไม่ถือวินัย ในพระปาฏิโมกข์ เป็นต้น. นี่คือไม่ยอมรับว่า พรหมจรรย์นี้ เป็นของขูดเกลา. ขูดทำไม ? ก็ขูดให้ขาว. ที่เขาขูดสัตว์ ขูดอะไร ที่จะเอามา แกงกินนั้น ก็ขุดจนขาว จึงจะเอามาแกงกินได้, หรือว่าจะทำให้น่าดู ; จะเอามา ประดับบ้านประดับเรือน ก็ต้องขูด ต้องแต่งจนให้สะอาด ให้ขาว. นี่ ขอให้ยอมรับระบบพรหมจรรย์ ที่เป็นการขูดเกลา. พรหมจรรย์ สำหรับคฤหัสถ์ อุบาสก อุบาสิกา ที่บ้าน ก็เป็นการขูดเกลา ; แล้วทำไมพรหมจรรย์ ขั้นที่ มาอยู่วัด ปลงผม โกนหนวด นุ่งห่มผ้ากาสายะนี้ จะไม่ยิ่งเป็นการขูดเกลามาก ขึ้นไปอีก. ฉะนั้นขอให้ยินดีพอใจ ที่จะได้ถึงตัวพระพุทธศาสนา ซึ่งจะต้องผ่านการ ขูดเกลา ก็ต้องเจ็บปวดบ้างเป็นธรรมดา. ผมเคยบอกให้ทราบกันอยู่เสมอ เคยเตือนให้สังเกตกันอยู่เสมอว่า ที่พวก ฝรั่งไม่เข้าถึงตัวพุทธศาสนาก็เพราะ เขาไม่ชอบการเจ็บปวด ; เพราะเขาชอบแต่การ ตามใจตนเอง ใช้แต่สติปัญญาลม ๆ แล้ง ๆ สนุกสนานไปในการศึกษาปรัชญา. เขาไม่ ประพฤติพรหมจรรย์ เช่นมาบวชแล้วยอมขูดเกลา ยอมอดอาหาร ยอมทำอะไรต่าง ๆ ซึ่งเขาเห็นว่าไม่จำเป็น, หรือว่ายังเป็นป่าเถื่อนอะไรอยู่ ในการที่ต้องมาขูดเกลา. เมื่อไม่ชอบการพูดเกลา ก็เป็นการเหมาะสมแล้ว ที่คนพวกนี้เขาชอบ อย่างอื่น เขาจึงยกเลิกระบบเฆี่ยนตี ในโรงเรียน เพราะเขามีความคิดไปในทางนั้น. หารู้ไม่ว่า ต้องมีทั้งสองฝ่าย และต้องตั้งต้นด้วยการขูดเกลาอย่างเจ็บปวดไปก่อน : เช่น การกินอาหารที่เกินไป หรือที่เพื่อ ที่สนุกสนาน สำเริงสำราญต้องงด; ก่อนนั้นเขา เคยชินมาแต่การกิน เล่น สำเริงสำราญอะไรมา เขาก็ไม่อยากจะงด ก็ กินตามใจตัว. เรื่องนอน เรื่องอะไรต่าง ๆ ก็เหมือนกัน ก็จะเอาแต่ตามใจตัว อดทนอะไร หน่อย เขาก็ทำกันไม่ได้ แม้แต่ให้เขานั่งขัดสมาธิ นั่งสมาธิ ก็ร้องโอ๊กเสียแล้ว
น.428 ยอมแพ้เสียแล้ว ขาเจ็บแล้ว ; เมื่อไม่ยอมให้มีการขูดเกลา อย่างนี้ก็ทำอะไรไม่ได้ แก้ไขไม่ได้. เรานั้น เกิดมาเป็นคนชาวตะวันออก ที่เคยชินกับการพูดเกลามาเป็น อย่างดีแล้ว ; วัฒนธรรมไทย วัฒนธรรมจีน อินเดีย หรืออะไรก็ตาม ตั้งอยู่บน รากฐานการขูดเกลาทั้งนั้น. ฉะนั้นเด็ก ๆ จึงได้รับการฝึกฝนอบรมมา เป็นการขูดเกลา, เด็ก ๆ จึงเข้มแข็ง เข้ารูปเข้ารอย. เราชินกับการที่จะอดมื้อกินมื้อเราก็ทำได้ ; แต่ เดี๋ยวนี้ชักจะตามกันฝรั่งเสียแล้ว แต่งเนื้อแต่งตัวกินอยู่ของเรา ชักจะไปตามหลังคนที่ ไม่ชอบการบังคับตน เสียแล้ว. ที่พูดว่า ฝรั่งนี้ หมายถึง ฝรั่ง ส่วนมาก แล้วก็ฝรั่งสมัยนี้ ที่เตลิดเบ็ดเบิ่ง ไปในทางวัตถุนิยม. ฝรั่งในยุคอื่นเขาก็เคยดีมาเหมือนกัน ; แม้เดี๋ยวนี้ก็มีบางคน บางพวก ที่เขาเริ่มรู้จักพระเจ้า รู้จักศาสนามากขึ้น. ถ้าเขารับระบบศาสนาแล้ว เขาก็ ต้องยอมรับระบบขูดเกลาทั้งนั้น ; ไม่ว่าศาสนาคริสเตียน ศาสนายิว หรือศาสนาอะไร ก็ตาม. ฉะนั้น ฝรั่งที่ยอมรับระบบการขูดเกลา เขาจึงเข้มแข็ง ; เช่นพวกยิวเป็น พวกเข้มแข็งที่สุด บังคับทั้งทางเนื้อหนัง และบังคับทั้งทางจิตใจ ก็เลยเป็นคนที่เจริญได้. พวกฝรั่งสำรวย ส่วนมากไม่เป็นอย่างนั้น ; ก็อ่อนแอ เลยพาลพาโลหาอุบาย เอาเปรียบ ผู้อื่น โดยอย่างอื่น ; เพราะมีแต่ตนดำ ๆ มีแต่ตนดำ ๆ ทั้งที่ผิวขาว. นี่เรียกว่า เรารู้จักตนกันเสียทั้งสองตน คือตนดำ และตนขาว ; อย่างนี้ เรียกว่า ตนเองที่ทุกคนควรรู้จัก เป็นการบรรยายครั้งที่ ๒ ต่อจากการบรรยายครั้งที่ ๑ ที่เรียกว่าหลักธรรมะที่ทุกคนควรทราบ. ต่อไปนี้ ผมก็จะได้พูดแต่เรื่องที่ควรรู้จักต่อไป อีกสัก ๒ - ๓ ครั้ง. วันนี้หมดเวลา ขอยุติไว้เพียงเท่านี้ก่อน.
🖼 หน้าภาพประกอบในต้นฉบับ น.429
Buddhadasa